All Activity

This stream auto-updates   

  1. Last week
  2. ขายรูป netshop

    +
  3.   The Promised place : 01   ท้องฟ้าสีแดงฉานราวกับเลือด สายลมอ่อนที่พัดเอากลิ่นไหม้และรสของเหล็กเข้ามากระทบปลายจมูก ฉันทอดสายตามองจากบนกำแพงออกไปข้างนอก เบื้องหน้าไม่ไกลนักมีกระโจมค่ายของศัตรูอยู่ คบเพลิงค่อยถูกจุดจนทั่วไปทั่งค่ายเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความมืดที่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า ฉันยกมือขึ้นจัดผมที่ถูกสายลมพัดปลิวให้เข้าทรงเล็กน้อยก่อนจะเบือนหน้าหักไปยังทางทิศตะวันตก หุบเขามากมายที่รายล้อมอยู่ด้านหลังเป็นปราการธรรมชาติชั้นดีที่จะคอยปกป้องเมืองป้อมปราการแห่งนี้ให้รอดพ้นจากการถูกโจมตีแบบขนาบข้าง แต่นั่นย่อมหมายถึงหากจะมีกองหนุนเข้ามา พวกเขาก็ต้องเดินฝ่าหุบเขาเหล่านั้นเพื่อมาช่วยพวกเราเช่นกัน   “อดทนอีกนิดนะ” ฉันรำพึงเบาๆก่อนจะลูบไล้ไปยังกำแพงของปราการที่ทำมาจากหินก้อนหน้าเรียงกันจนเป็นชั้นๆ ‘คอลมี’ นั่นคือหนึ่งในชื่อป้อมปราการทั้ง 4 ของประเทศนี้ รวมถึงยังเป็นชื่อของสถานที่แห่งนี้อีกด้วย ประเทศนี้เป็นเพียงประเทศเล็กๆ ที่เพิ่งจะประกาศปลดแอกตัวเองออกจากจักรวรรดิแห่งความมืดของกลุ่มคอมมิวนิส อณาเขตก็มีเพียงแค่เมืองหลวงปาร์โค กับเมืองป้อมปราการทั้ง 4 ที่อยู่ห่างออกไปรอบเมืองหลวงเท่านั้น นี่ก็เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วตั้งแต่การประกาศก่อตั้งประเทศเมื่อตอนนั้น เป้น 2 ปีที่ยาวนานเสียจริง   “เนรุ” ก่อนที่ฉันจะคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปกว่านี้ก็ถูกเสียงอันคุ้นเคยทักเรียกเสียก่อน หญฺงสาวที่อยู่ตรงหน้าแสดงอาการกังวลออกมาเล็กน้อย แต่ความจริงภายในใจคงกำลังหวั่นไหวเป็นอย่างมากแน่ เพียงแค่ไม่สามารถที่จะแสดงมันออกมาได้จึงต้องอดกลั้นมันเอาไว้ ถ้าถามว่าใครที่มีข้อมูลของสงครามครั้งนี้มากที่สุดแน่นอนว่าคงหนีไม่พ้นฉันและคนตรงหน้าเป็นแน่ ตัวฉันที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ด้านการฑูติของประเทศนี้ และเธอที่ทำหน้าที่เป็นเสนาธิการทหารผู้เก่งการที่พาเรารอดพ้นจากสมรภูมิศึกมานับครั้งไม่ถ้วน มันสมองของประเทศ โยเนะทานิ นานามิ   “เก็บอาการหน่อยสิโยเนะซัง เธอเกือบจะแสดงมันออกมาทางสีหน้าหมดแล้วนะ” ฉันเปรยขึ้นเบาๆเพื่อเตือนสติอีกฝ่าย ไม่แปลกที่เธอจะกังวล เพราะไม่ว่าใครที่ยังสติดีอยู่ก็คงบอกได้เพียงคำเดียวว่านี่เป็นการรบที่สิ้นหวังขนาดไหน ซึ่งแน่นอนว่าทั้งฉันและคนตรงหน้าต่างตระหนักถึงเรื่องนั้นดี แต่ทว่าพวกเรานั้นไม่มีทางเลือก เพื่อที่จะรักษาเอกราชของประเทศนี้ เพื่อปกป้องสถานที่แห่งคำมั่นสัญญาของพวกเรา เพื่อปกป้องบ้านเกิดของเธอคนนั้น เราสองคนจำเป็นต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างกับการศึกในครั้งนี้   “ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามแผน” คนตรงหน้าเอ่ยก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียดราวกับว่าตนเองก็ไม่มั่นในในสิ่งที่เพิ่งจะพูดออกมาเท่าไหร่นัก   “อืม ชั้นก็หวังเอาไว้แบบนั้น ว่าแต่ เตรียมใจพร้อมแล้วสินะ” ฉันเอ่ยตอบก่อนจะจ้องไปยังหญิงสาวเบื้องหน้า เพิ่งจะมาสังเกตุว่าเราสองคนนั้นเหมาะกับชุดเกราะหนังมากกว่าเกราะเหล็กแบบเต็มตัวก็คราวนี้นี่แหละ ด้วยตำแหน่งหน้าที่ทำให้ต้องเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ การใส่ชุดที่เคลื่อนไหวง่ายๆไว้ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว อีกอย่างการส่งเสนาธิการหรือเจ้าหน้าที่ทางการฑูตออกไปอยู่แนวหน้าก็ไม่ใช่เรื่องที่พึงกระทำเพราะฉะนั้นโอกาสที่จะปะทะกับข้าศึกจึงมีน้อย ถ้าไม่ถูกซุ่มโจมตีล่ะก็นะ   “อืม...” เธอครางในลำคอก่อนจะพยักหน้าลงช้าๆเป็นคำตอบ ดูจากท่าทางแล้วคงยังไม่ได้บอกคนอื่นสินะ งั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉันควรจะไปก้าวก่าย จริงๆแล้วสิ่งที่โยเนะกำลังทำนั้นเป็นเรื่องที่บ้าบิ่นและไม่น่าให้อภัยเป็นอย่างยิ่งมันไม่ต่างอะไรกับการที่โยนตัวเองลงไปเป็นเหยื่อของสงคราม แต่นั่นก็เป็นเพียงหนทางซึ่งเหลืออยู่เพียงน้อยนิดที่จะสามารถทำให้เราผ่านพ้นศึกนี้ไปได้ ฉันจึงหมดคำพูดที่จะโต้แย้งแผนการในครั้งนี้ สิ่งที่ทำได้ก็เพียงแค่คอยเดินเกมทางการฑูติเพื่อเอื้อประโยนชน์และสร้างทางเลือกอื่นๆเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการใช้แผนการในครั้งนี้ แต่ดูเหมือนมันจะไปได้ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่   “ขอโทษนะ” ไม่มีคำอื่นที่จะสามารถพูดออกมาได้แล้วในตอนนี้ สิ่งที่ฉันสามารถทำได้คือเก็บเนื้อหาของแผนการทุกอย่างไว้เป็นความลับและคอยสนับสนุนเธอเท่านั้น   “ไม่เป็นไร จนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย อย่าให้ใครรู้เรื่องนั้นเด็ดขาด” หญิงสาวตรงหน้ากำชับฉันอีกรอบ ซึ่งฉันเองก็ทำได้แค่พยักหน้าลงเพื่อตอบรับความคาดหวังนั้นเท่านั้น หลังจากที่บทสนทนาจบลงไปพักใหญ่ๆ หญิงสาวอีกคนก็ปรากฏตัวขึ้นบนกำแพง   “เนรุ โยเน่ ทุกคนมารออยู่ที่ห้องโถงแน่ะ” ผู้มาใหม่เ่อยปากเรียก เธออยู่ในชุดเกราะสีดำเต็มตัวแบบฟูลเพลด (full plate) ตรงอกมีสัญลักษณ์รูปโล่ห์ประดับด้วยช่อมะกอกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของประเทศนี้อยู่ ช่อมะกอกที่แสดงถึงอิสรภาพ และโล่ที่พร้อมจะปกป้องประชาชนทุกคน นั่นคือความหมายในตราสัญลักษณ์ของประเทศนี้   “เข้าใจแล้วล่ะ จะรีบตามไปนะอากาเนะ” ฉันตอบ โมริยะ อากาเนะ แม่ทัพขั้นสอง ด้วยความที่ประเทศนี้เป็นรัฐทหาร การเป็นแม่ทัพขั้นสองที่ขึ้นตรงต่อท่านผุ้นำเพียงอย่างเดียวจึงถือว่าเป็นคนที่มีอิทธิพลมากพอดู แต่ด้วยความที่พวกเรานั้นเป็นเพื่อนร่วมรบเคียงบ่าเคียงใหล่กันมาตั้งแต่สมัยก่อตั้งประเทศ เรื่องบรรดาศักดิ์เหล่านี้จึงเป็นเพียงเรื่องไกลตัวที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษมากนัก   ฉันหันไปมองโยเนะเพื่อดูสภาพอารมณ์ของอีกฝ่ายว่าพร้อมเจอกับเหล่าทหารมากน้อยแค่ไหน หล่อนเองก็เหมือนจะเข้าใจสิ่งที่ต้องการจะสื่อจึงพยักหน้าออกมาเบาๆเป็นสัญญาณ       ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด และทุกอย่างเป็นไปตามแผนของโยเน่ล่ะก็ ในคืนนี้คงจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ฉันกับโยเน่เดินตามอากาเน็นมาจนถึงห้องโถงใหญ่ซึ่งตอนนี้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นโรงอาหารเฉพาะกิจ มีโต๊ะยาวกับเก้าอี้ไม้เรียงต่อกันประมาณ 4 แถวเห้นจะได้ ที่บริเวณหน้าห้องพื้นถูกยกสูงขึ้นหนึ่งระดับ ตรงนั้นเองก็มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่เหมือนกัน มันเป็นส่วนของนายทหารระดับสูงที่ใช้ในการกินอาหารและประชุมแผนการรบกันคราวเดียว ที่ตรงนั้นมีคนสิบห้าคนรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อพวกเราก้าวเท้าเข้ามา ห้องอาหารก็ถูกปกคลุมด้วยความเงียบ เพื่อนพ้องทั้ง 17 หันมามองพวกเราด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง เหล่าทหารร่วมห้าร้อยกว่าชีวิตทางด้านขวาเองก็หยุดมือแล้วมองมายังพวกเราด้วยความเคารพ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด แรงกดดันที่เกิดจากความเครียดและความสิ้นหวังของทุกคนกำลังพุ่งตรงมายังพวกเรา ทำให้ขาของฉันเริ่มสั่น ฉันพยายามจะก้าวเดินต่อแต่มันกลับไม่ยอมฟังคำสั่งเลยแม้แต่น้อย ถ้าฉันหยุดยืนอยู่ตรงนี้ต้องแย่แน่ๆ ไม่นานนักโยเนก็เดินมายืนอยู่ด้านข้างและกุมมือของฉันไว้ เธอคงจะรู้สึกได้สินะถึงความกลัวของฉันในตอนนี้   “ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามแผน” เธอกระซิบเบาๆ โดยไม่ให้ใครได้ยิน ฉันจึงพยักหน้าตอบเล็กน้อย ตอนนี้ฉันเริ่มกลับมาประคองสติได้บ้างแล้ว   “การศึกที่ยาวนานจะจบลงในวันพรุ่งนี้ ที่นี่ จะไม่มีมันผู้ใดหลุดรอดไปทำอันตรายเทะจิของเธอได้ เราจะไม่แพ้ ฉันสัญญา” หล่อนพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินนำหน้าฉันไปหาคนอื่นๆที่รออยู่ตรงโตะอาหาร เมื่อพวกเราก้าวขึ้นไปบนพื้นยกระดับ ทุกคนก็ลุกขึ้นราวกับเตรียมตัวกันไว้ล่วงหน้า ทั้งฉันและโยเนะต่างผงะเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ จนคนที่เดินตามมาข้างหลังต้องกระซิบบอกเบาๆ   “คือ… อยากให้ช่วยพูดอะไรกระตุ้นขวัญกำลังใจพวกทหารหน่อยน่ะ”   “หือ…” ทั้งฉันและโยเน่มองหน้ากัน เลิกลั๊ก ไม่ใช่ละ มันควรจะเป็นหน้าที่ของอากาเน็นไม่ใช่หรือไง ฉันหันกลับไปมองหน้าอากาเนะสลับกับพวกพ้องที่เหลือ ทั้งชี่จัง ทั้งฟูจัง แม้กระทั่งพี่เปเองก็พยักหน้าเห็นด้วย   “คือว่านะ ศึกคราวนี้ คนที่ทำงานหนักที่สุดก็คือพวกเธอสองคน เรื่องนั้นน่ะ ทั้งพวกชั้นทั้งเหล่าทหารต่างรู้กันดี” โคอิเคะ มินามิ หรือมี่จังพูดขึ้น เธอเป็นเด็กสาวที่น่ารักราวกับเจ้าหญิง ใครจะคิดว่าคนอย่างเธอเวลาจับดาบจะดูน่ากลัวจนขนาดพวกผู้ชายยังหวั่นเกรง แถมเธอยังเป็นผู้บัญชาการหน่วยทะลวงฟันเสียด้วย แน่นอนว่าที่ผ่านมาที่เราสามารถทำศึกได้อย่างราบรื่นนั้นก็เป็นผลงานจากการที่หน่วยของมี่จังทำลายศัตรูส่วนใหญ่ไปล่ะนะ   “ที่สำคัญ… คนที่กำหนดชะตากรรมของศึกนี้ก็คือพวกเธอใช่มั้ยล่ะ ถ้าเป็นคำมั่นที่ออกมาจากปากของเธอสองคน แน่นอนว่าพวกทหารต้องมีกำลังใจแน่ๆ” มี่จังพูดก่อนจะเอามือทั้งสองข้างมาตบบ่าพวกเรา   ‘เจ็บชิบ...’ ฉันได้แต่บ่นอยู่ในใจ พักหลังมานี้มี่จังมือหนักขึ้นเยอะเลยแฮะ แต่ว่าก็ว่าเถอะ ไอ้เรื่องการพูดปลุกขวัญและกำลังใจนี่เอาไงดีล่ะ ฉันเหลือบไปมองหน้าโยเนะซังแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ค่อยอยากออกหน้าเท่าไหร่ นี่ก็อีกคน นิสัยการไม่ชอบเป็นจุดสนใจนี่ไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลยแฮะ เอาตามตรงพวกที่อยู่ตรงนี้ทั้งหมดก็ต่างมีนิสัยแปลกๆเป็นของตัวเองอยู่แล้วล่ะนะ จะเรียกว่าแหล่งรวมคนนิสัยประหลาดเลยก็คงไม่ผิดนัก จนถึงตอนนี้ก็ตกใจอยู่เหมือนกันที่จากแค่คนเพี้ยนๆ 20 คนกลับสามารถชักจูงและรวบรวมผู้คนจนปลดแอกตัวเองและก่อตั้งเป็นประเทศ สร้างอิสรภาพให้กับตัวเองได้ ฉันเองก็เป็นหนึ่งในคนเปล่านั้นที่ถูกพวกคนเพี้ยนเหล่านี้ชักจูงมาล่ะนะ โดยเฉพาะจากอีกคนนึงที่ไม่ได้อยู่ ณ สถานที่แห่งนี้   “เอาล่ะ แต่พูดปลุกขวัญและกำลังใจสินะ” ฉันพูดทวนอีกครั้งก่อนจะไล่มองหน้าคนที่สามารถเรียกว่าเพื่อนที่เคยที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมานานทีละคน จากนั้นจึงหันหลังกลับแล้วไปยืนอยู่เบื้องหน้าเหล่าทหาร   “สองปีก่อน…” เสียงของฉันดังก้องกังวาลไปทั่วโรงอาหาร ทุกคนหยุดการทำกิจกรรมทุกอย่าง แล้วจ้องมองมาที่ฉันอย่างสงบ ราวกับเวลานั้นได้ถูกหยุดลงก็มิปาน   “พวกเราประกาศอิสรภาพจักรวรรดิแห่งความมืดและก่อตั้งราชอาณาจักร์เวอร์ท(Vert)” ฉันไล่สายตามองหน้าเหล่าทหารทุกคน พวกนั้นมีสีหน้าที่เด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าในวันพรุ่งนี้ตัวเองจะมีชีวิตรอดกลับมาหรือไม่ แต่พวกเขาก็ยังคงพร้อมที่จะปฏิบัติคำสั่งอย่างเคร่งครัด นี่แหละถึงจะเรียกว่าทหารของเวอร์ท   “ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาพวกเราต่อสู่กับประหลายประเทศที่จ้องจะผนวกพวกเราเข้าเป็นส่วนหนึ่งกับดินแดนของตน พวกเราฝ่าฟันมันมาด้วยกันอย่างยากลำบาก!” ฉันเร่งจังหวะให้เร็วและรุนแรงขึ้นเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ของเหล่าทหาร จะว่าไปฉันเองก็ถนัดการทำอะไรประมาณนี้อยู่แล้วนี่นะ เหมือนสมัยก่อนไม่มีผิดเลย   “และนี่คือศึก สุดท้ายของเรา!” ใช่แล้ว นี่เป็นศึกครั้งสุดท้ายแล้ว ถ้าเราชนะ ทุกอย่างจะจบลง พวกเราจะได้รับการรับรองจากราชอาณาจักรมอฟ(Mauve) ในการก่อตั้งประเทศและทางนั้นยังจะคอยให้การสนับสนุนในด้านต่างๆอีกด้วย นั่นคือสาเหตุที่ทางมอฟไม่เคยรุกรานพวกเรา แต่ก็รวมถึงการไม่ส่งทหารมาสนับสนุนด้วยเช่นกัน เป็นการทดสอบที่ค่อนข้างโหดร้ายเลยทีเดียว และเป็นไปได้ว่ามอฟเองก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ามีหลายประเทศจ้องจะกลืนกินพวกเรา แต่เลือกที่จะยืนดูอยู่เฉยๆเพื่อให้พวกเราหัดป้องกันที่อยู่ของตัวเอง หากไม่สามารถทำได้ก็เท่ากับว่าไม่มีค่าเพียงพอที่จะผูกมิตรด้วย คงกำลังคิดแบบนั้นกันอยู่สินะ   “ตลอด สิบสี่วันที่ผ่านมาทุกคนพยายามกันดีมาก จากที่มีกันอยู่สามพันชีวิต ตอนนี้พวกเราเหลือกันเพียงแค่ ห้าร้อย แต่ว่า !! ” จากสามพันเหลืออยู๋ห้าร้อย คงพูดได้ไม่เต็มปากว่าเป็นการรบที่ประสพผลสำเร็จ แต่ว่าเมื่อเทียบกับฝ่ายศัตรูแล้วถือว่าเราสูญเสียไปค่อนข้างน้อย   “พรุ่งนี้จะเป็นศึกตัดสิน พวกเราจะรักษาป้อมปราการนี้ไว้ให้ได้ !!! เราจะสู้ !! แม้ว่าเพื่อนที่เคยยืนข้างกันในตอนนี้จะล้มลง เราจะสู้ !! แม้ว่าเราจะยืนอยู่เป็นคนสุดท้ายก็ตาม เพื่อครอบครัว !! เพื่อพี่น้อง !! เพื่อท่านผู้นำ !!” เสียงตะโกนของฉันดังก้องไปทั่วห้องโถง ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องอย่างฮึกเหิมของเหล่าทหาร เมื่อเห้นว่าพวกทหารโห่ร้องกันจนพอสมควรแล้วฉันจึงกำมือแล้วชูขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียงลง   “ในนามของฮิราเตะ ยูรินะ ผู้ก่อตั้งเวอร์ท ในนามของเทพีแห่งอิสรภาพ พวกเราจะลงทัณฑ์เหล่าคนบาปที่อาจหารมาย่ำยีประเทศของเรา ในวันพรุ่งนี้ จงกวัดแกว่งดาบของตน เพื่อคงไว้ซึ่งเสรีภาพของประเทศนี้ !!!” เมื่อเสียงตะโกนของฉันสิ้นสุดลง เหล่าทหารก็โห่ร้องกันอย่างบ้าคลั่ง แล้วงานเลี้ยงอาหารค่ำจึงเริ่มต้นขึ้น ฉันมองดูพวกทหารกินดื่มกันอย่างมีความสุข ที่จริงนี่เป้นคำขอของโยเน่ที่จะจัดงานเลี้ยงเพื่อให้เหล่าทหารผ่อนคลายจากสงคราม อันที่จริงก็เพื่อปลอบประโลมเหล่าทหารด้วยล่ะนะ ก็ไม่มีใครรู้ว่าในวันพรุ่งนี้พวกเราจะสูญเสียไปอีกเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นตอนที่ยังมีชีวิตอยู๋ก็ต้องเก็บเกี่ยวกันให้เต็มที่ล่ะนะ   “ไม่ได้เห็นเนรุ ปลุกระดมทหารเองแบบนี้นานแล้วนะ” โยเน่ที่เดินมายืนอยู่ข้างๆทักขึ้น   “ก็ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อนนั่นล่ะนะ พอก่อตั้งประเทศแล้วรับตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ทางการฑูตก็ไม่เคยโผล่ออกมาทำงานเบื้องหน้าอีกเลยนี่นา” ฉันตอบก่อนจะยังใหล่เล็กน้อย พวกเราหัวเราะให้กันนิดหน่อยก่อนจะเดินกลับไปที่โตะอาหาร แต่ขณะที่กำลังจะหย่อนก้นลงนั่งก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้ จู่ๆประตูห้องอาหารก็ถูกเปิดอย่างแรง ทำให้บรรยากาศที่เคยเอะอะจนถึงเมื่อครู่เงียบลงทันที นายทหารคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาภายในห้อง ที่หลังของเขามีธงสีแดงอยู่บ่งบอกว่าเป็นพลส่งสารที่ประจำอยู่บนหอสังเกตุการณ์   “รายงาน ! ตรวจพบคบเพลิงจำนวนมากห่างออกไป 4กิโลที่แพงเมืองฝั่งตะวันออกครับ ! ” ทันทีที่พูดจบ นายทหารคนนั้นก็ทำความเคารพก่อนจะหันหลังแล้ววิ่งออกไป บรรยากาศภายในห้องเริ่มคุกรุ่นขึ้นเหล่าทหารหลายคนต่างเอื้อมมือไปจับที่ดาบของตนเพื่อรอรับคำสั่ง   “ในที่สุดก็มาแล้วสินะ” โยเนะพึมพำออกมาเบาๆ ฉันจึงเอื้อมมือไปกุมมือของเธอไว้แล้วออกแรงบีบเล็กน้อยอีกฝ่ายหันมองมองหน้าฉัน   “มาแล้วล่ะ ในที่สุดก็มา” ฉันตอบ เราสองคนมองหน้ากันแล้วอมยิ้ม ในที่สุดก็มาแล้วความหวังสุดท้ายของพวกเรา   “ศัตรูเหรอ” นาโกะหันมาถามพวกเราแต่ทั้งฉันและโยเน่ส่ายหน้า   “เดี๋ยวก็รู้” โยเน่พูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะอมยิ้มอย่างมีความสุข         ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งไกลออกไปจากกำแพงเมืองฝั่งตะวันออก มีกลุ่มคนราวๆหนึ่งพันคนกำลังเร่งเคลื่อนพลกันอย่างเร่งรีบ   “เร็วๆสิวะเจ้าพวกหมูสกปรกทั้งหลาย ! อย่าทำตัวอืดอาดยืดยาด เดี๋ยวแม่ก็เชือดทั้งให้หมดซะหรอก !” หญิงสาวผมสั้นที่ควบม้านำขบวนหันมาตะโกนด่าเหล่าลูกน้องด้านหลัง พลเดินเท้าที่เร่งฝีเท้าอย่างสุดความสามารถ พวกเขาวิ่งมานานกว่า 3 ชั่วโมงแล้ว และยังไม่ได้หยุดพัก หากเป็นคนปกติคงตายเพราะขาดอ็อกซิเจนไปเลี้ยงสมองแน่ๆ แต่พวกเขานั้นไม่เหมือนกัน เนื่องจากมีความคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายของการฝึกทำให้มีความอดทนสูงกว่ากองทหารทั่วไปหลายเท่านัก   “เมืองอยู่ข้างหน้าแล้ว ทุกคนรีบหน่อย” หญิงสาวผมสีน้ำตาลที่กำลังควบม้าอยู่ข้างๆหญิงสาวคนแรกหันมากระตุ้น เหล่าทหารเองก็ตะโกนกันอย่างพร้อมเพรียงเพื่อขานรับคำสั่ง เมื่อเข้าใกล้กำแพงเมืองในระดับที่พอจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแล้วหล่อนจึงหันกลับมาสั่งลูกน้องอีกครั้ง   “ชูธงขึ้นมา! เร็วเข้า!” เหล่าทหารตะโกนตอบรับพลางพยายามหยิบธงกองทัพออกมาชูโดยที่ไม่ลดฝีเท้าลง   “บอกให้ชูธงก็รีบๆทำสิวะ มัวอืดอาดยืดยาดเดี๋ยวก็ได้แดกลูกตะกั่วเพราะโดนเข้าใจผิดหรอก อีพวกสวะโสโครก!” หญิงสาวด้านข้างหันกลับมาก่นด่าเหล่าทหารอีกครั้งหนึ่ง       ภายในห้องโถงตอนนี้ทุกคนต่างนิ่งเงียบเนื่องจากยังไม่มีใครเข้าใจสถานการณ์ดีว่าเกิดอะไรขึ้น คนที่พอจะรู้เรื่องราวทั้งหมดก็มีเพียงแต่ฉันกับโยเน่เท่านั้น แต่ก็ไม่อาจฝันธงได้หรอกว่ามันจะเป็นอย่างที่คิดจริงๆ อาจจะเป็นข้าศึกก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องตัดสินใจอย่างรอบครอบแล้วรอฟังรายงานจากหอสังเกตุการณ์ ไม่นานนักก็มีพลส่งสารวิ่งเข้ามาในห้องอีกครั้ง   “รายงาน กลุ่มคนที่ทางกำแพงทิศตะวันออกจากการตรวจสอบตราบนธงเป็นสัญลักษณ์รูปหัวใจมีตัวอักษรเขียนว่าริจจัง เป็นธงของมหานครโมนาลิซ่าครับ !!!” ทันทีที่สิ้นสุดการรายงานบรรยากาศภายในห้องโถงก็แปรเปลี่ยนเป็นยินดี บางคนถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ในที่สุดก็มีกำลังเสริมมาช่วยแล้วก็ย่อมดีใจเป็นธรรมดาเมื่อรู้ว่าตนเองไม่ได้สู้อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป   “ยัยหมวกนั่นมาด้วยเหรอเนี่ย” ด้านหลังเริ่มมีเสียงจอแจพูดคุยกันขึ้น ก็แน่ล่ะหลังจากก่อตั้งประเทศได้ไม่ถึงเดือนโมนะกับริสะก็ขอแยกตัวออกไปเพื่อปลดแอกบ้านเกิดของตัวเอง แถมดูเหมือนว่าจะประสพความสำเร็จไปได้ด้วยดีล่ะนะ บางทีอาจจะมากพอๆกับเวอร์ทเลยก็ได้ เจ้าตัวเองก็ชอบอวดในจดหมายบ่อยๆว่าโมนะคิงด้อมน่ะเจริญไม่แพ้เวอร์ทหรอก จนบางครั้งก็แอบรำคาญนิดๆเหมือนกัน   “มาจริงๆด้วยสินะ” โยเน่พูดขึ้น เมื่อหันไปมองก็พบว่าคนตรงหน้าเริ่มมีหยาดน้ำใสๆมาคลอตรงบริเวณเบ้าตาเสียแล้ว   “เข้มแข็งหน่อยสิ คนที่เธอเรียกมาไม่ได้มีแค่โมนะกับริสะไม่ใช่เหรอไง” ฉันพูดเตือนสติ ใช่แล้วสิ่งที่โยเน่กำลังทำน่ะไม่ใช่แค่เรียกโมนะริสะมาช่วยหรอก แต่เป็นอะไรที่เลวร้ายกว่านั้น เป็นกลุ่มคนที่ไม่ควรดึงลงมายุ่งด้วยอย่างแรง หากไม่เตรียมพร้อมค่าตอบแทนที่เหมาะสมเอาไว้   “นั่นสินะ โมนะกับริสะต่อให้มาถึงก็อาจทำได้แค่ช่วยประวิงเวลา แต่ถ้าพวกนั้นยอมมาล่ะก็ ศึกที่ยาวนานนี้จะจบลงทันที ก็… ถ้ามาล่ะนะ” โยเน่ได้แต่ยิ้มแห้งๆ เป็นรอยยิ้มที่ขมขื่น เนื่องจากตอนนี้เวอร์ทเองไม่มีค่าตอบแทนที่เหมาะสมที่จะเรียกคนเหล่านั้นมา ซึ่งผลลัพธ์ที่จะตามมานั้นทั้งฉันและโยเนะเองต่างก็รู้ดี มันเป็นธรรมเนีมของกลุ่มซึ่งโยเน่เองก็เตรียมใจเอาใว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว   “ฉันของถามอีกครั้ง เธอแน่ใจนะว่าจำทำแบบนี้” ฉันย้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ เพราะหากเริ่มแล้วก็ไม่สามารถหยุดได้ เหมือนการกระโดดขึ้นขี่หลังเสือ ถ้าไม่ฆ่าเสือตัวนั้นหรือทำให้มันเชื่อง ก็อย่าหวังว่าจะสามารถลงจากหลังเสียได้แบบครบ 32   “อืม” อีกฝ่ายพยักหน้าตอบกลับมา คงเตรียมใจมาอย่างดีแล้วสินะ   “รายงาน !” เสียงของพลนำสารดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้ห้องโถงกลับเข้าสู่ความเงียบเพื่อรอฟัง   “มีกลุ่มคนติดอาวุธราวๆสองพันคนกำลังมุ่งหน้ามาทางประตูฝั่งตะวันตกครับ !” ทุกคนในห้องต่างมองหน้ากันด้วยความสงสัย เพราะเราไม่เหลือมิตรประเทศที่จะอาสามาช่วยโดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนอีกแล้วนอกจากโมนาลิซ่า พวกมี่จังกับสุไกเองก็หันมามองพวกเราอย่างสงสัยด้วยเช่นกัน ฉันบีบมือโยเน่แน่นขึ้นไปอีก   “หันหลังกลับตอนนี้ไม่ได้แล้วนะ” ฉันพูดอีกครั้งเพื่อย้ำเตือนคนตรงหน้า   “อืม ฉันรู้ดีว่าตัวเองทำอะไรลงไป และกำลังจะทำอะไรต่อจากนี้” อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว   “พวกเราทุกคนจะไม่ลืมเธอ ฉันขอสัญญา” ฉันดึงคนตรงหน้าเขามากอดก่อนจะกระซิบเบาๆให้อีกฝ่ายได้ยินก่อนจะผละออกจากกันอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ใครผิดสังเกตุ   “รายงาน! ที่ประตูตะวันออกพบธงสีฟ้าสลับขาว มีตราลาบาดอร์อยู่บนธง!” เมื่อสิ้นสุดการรายงานทุกคนต่างหันมามองที่ฉันเป็นตาเดียว ก็แน่ละจะสงสัยฉันก็ไม่แปลกล่ะนะ เพราะฉันเคยเป็นอดีตหัวหน้าของกองทหารหน่วยนี้ จนกระทั่งเมื่อสองปีก่อน   “เนรุนี่เธอ…” คนที่เอ่ยปากคนแรกคือสุไก เธอเดินมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน แต่ว่าโยเนะกลับเดินมาขวางไว้   “คนที่เรียกคุมิมาคือฉันเอง ฉันจะรับผิดชอบเรื่องค่าตอบแทนทุกอย่างเอง” ทุกคนต่างรู้ดีว่าแค่คนของโมนะไม่อาจทำให้การรบสิ้นสุดได้ แต่ประเทศก็ไม่ได้มีทรัพย์สมบัติมากพอที่จะใช้เรียกกองทหารร้บจ้างมาช่วย แต่กลุ่มคนที่กำลังเคลื่อนพลมาคือกองทหารรับจ้างที่ได้ชื่อว่าเก่งกาจที่สุด และหน้าเลือดที่สุดเช่นกัน พวกเขาไม่เคยเคลื่อนไหวถ้าไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมมานำเสนอ กลุ่มอัศวินนภา อีกหนึ่งกองทหารที่มีส่วนร่วมในการก่อตั้งราชอาณาจักร์เวอร์ท     -----------------------------------------------------------------------------------------------   บรรณานุกรมจ้า - Vert เป็นภาษามุทราศาสตร์(ศาสตร์ที่ว่าด้วยการออกแบบด้านตราสัญลักษณ์หรืออาร์ม) แปลว่าสีเขียว - Mauve คำนี้มาจากภาษาอังกฤษเลยแปลว่าสีม่วง แต่คิดว่าคงไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยๆเลยเอามาใส่ในนี้ด้วย   เซ้ทติ้งเรื่องจะแบ่งแผ่นดินออกเป็น  จักรวรรดิคอมมิวนิสแห่งความมืด , ราชอาณาจักร์เวอร์ท , รัฐอิสระโมนาลิซ่า(เป็นแค่เขตแดนเล็กๆ) , ราชอาณาจักรมอฟ , สหพันธรัฐแปดคาบสมุทร หลักๆก็ประมาณนี้จ้า   ในเรื่องบทนี้ยังไม่ได้บอกก็จริง แต่ว่าคนที่พวกเนรุกำลังสู้อยู่ด้วยคือสหพันธรัฐแปดคาบสมุทร   โครงเรื่องมีการย้อนอดีตไปมาบ้าง จะพยายามทำให้ไม่งงกันนะถึงจะติดแทคเคยากิแต่จริงๆก้ตั้งใจจะยำมั่วหลายๆวง แต่คงเอาเคยากิเป็นตัวเดินเรื่องหลัก   ปล. เรื่องนี้ยาวมั้ย... ไม่รู้ แต่จะพยายามไถจนจบ ปลล. ไม่สัญญานะแต่จะพยายาม T^T ปลลล.ตรงไหนพิมพ์ผิดบอกได้นะ จะรีบแก้ให้
  4. Earlier
  5. นางิ ยังอยุไหมคับ
  6. ซากุระราคาสบายๆจร้า
  7. ขายรูป netshop

    พอดีเราสนใจเดือน 3 เซต 1 และ 2 น่ะค่ะ ขออนุญาต Inbox ไปนะคะ
  8. ขายรูป netshop

    ยังเหลืออยู่ทุกเซ็ตครับผม ขอโทษด้วยนะครับที่ตอบช้า เว็บมันไม่ขึ้นแจ้งเตือนครับ  
  9. ขายรูป netshop

    Net shop ซัซชี่ยังเหลืออยู่มั้ยคะ?
  10. ขายรูป netshop

    +
  11. บทที่3 “พารุ พารูรุ ตื่นได้แล้ว” เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงจุดหมาย ยุยจึงหันมาปลุกคนที่นอนหลับอยู่ข้างๆ “อื้อ……..” พารุที่นอนหลับถูกรบกวนจากอีกคนส่งเสียงจากลำคอให้รับรู้ถึงความไม่พอใจ ก่อนจะพลิกตัวหนีไปอีกทาง ยุยมองดูผู้ใหญ่ที่ทำตัวเป็นเด็กต่อหน้ายุยอย่างอ่อนโยน ก่อนจะแวะจอดรถข้างถนน “ที่รักจะตื่นหรืออยากจะนอนต่อดีค่ะ” ยุยโน้มหน้าไปใกล้ๆ ส่งเสียงเจ้าเหล่ เพื่อให้อีกคนรู้ตัวว่าถ้าไม่ตื่นจริงๆคงจะมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ พารุยังไม่สร่างนอนพลิกตัวหันมาเผชิญหน้ากับยุย จมูกที่แทบจะชนกัน เสียงหัวใจที่ดังโครมครามยิ่งกว่าเสียงคลื่นกระทบกับโขดหิน พารุจ้องมองคนที่ดีแต่พูดแทะโลม แต่เอาเข้าจริงๆยุยไม่เคยจะล้วงล้ำพารุเลยแม้แต่นิด ทั้งอ่อนโยนและให้เกียรติเป็นอย่างมาก ก่อนที่พารุจะควบคุมตัวเองไม่ถูก ยกตัวขึ้นมาจูบยุยอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทิ้งตัวลงเบาะที่เดิมพลางรีบหันหน้าออกไปทางหน้าต่าง “ตื่นแล้วค่ะ” พารุพูดอย่างเขินอาย ยุยตกใจกับจูบที่รวดเร็วทำให้หูอื้ออึงไปชั่วครู่ สมองประมาณผลค่อนข้างช้า “อ่ะ…..อื้อ” ยุยพูดตะกุกตะกัก ก่อนจะหันไปเปิดประตูรถเดินออกไป    พารุรีบหันมามองตามคนที่ลุกออกไป ตกใจนิดหน่อยเพราะกลัวว่าเขาจะไม่พอใจ ยุยเดินอ้อมรถมาเปิดประตูอีกฝั่งที่พารุนั่งอยู่ ก่อนจะช้อนร่างของพารุออกมา  “อ่ะ….. ทำอะไรน่ะยุย” พารุตกใจกับการกระทำของยุย แต่มือที่กอดรอบคอนั้นเหมือนสัญชาตญาณของมนุษย์ที่กลัวจะตก ยุยไม่ตอบอะไร เปิดประตูด้านหลัง ก่อนจะก้มลงวางพารุอย่างเบามือ  “ใกล้จะถึงแล้ว เดี๋ยวซายาเน่กับคนอื่นๆจะเห็นเอา มันจะดูไม่ดีนะ” ทั้งที่พารุแอบคิดไปไกลมากกว่านั้น แต่ยุยกลับตอบกลับมาเพราะแคร์ความรู้สึกของคนอื่นก่อนเสมอ มันน่าน้อยใจนัก พารุผละออกจากยุย ก่อนจะกระแทกตัวกับเบาะหลังพลางกอดอกหน้ามุ่ย “โยโกยามาซัง เชิญไปทำหน้าที่ของคุณค่ะ” “ไม่เอาน๊า พารูรุ เมื่อกี้ยังดีๆอยู่เลย” เมื่อรับรู้ถึงรังสีของการประชดประชัน ยุยจึงทำได้เพียงออดอ้อนให้อีกคนทำตัวให้ปกติแล้วเลิกประชดกัน พารูรุไม่พูดอะไร มีเพียงสายตาที่ส่งกลับมาว่า ยุยใช้สรรพนามที่ดูจะสนิทเกินไปแล้ว นั้นทำให้ยุยต้องถอนหายใจแรงๆ ก่อนจะปิดประตูให้แล้วเดินมาประจำที่คนขับ ยุยเหลือบมองใบหน้าของพารูรุผ่านกระจกมองหลัง ใบหน้าที่ดูจะงอแงนั้นมองออกไปทางหน้าต่าง บ่งบอกถึงอาการไม่พอใจ ยุยถอนหายใจหนักๆ ก่อนที่ยุยจะออกรถไปตามถนนมุ่งหน้าสู่โรงแรม  “ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อตัวเธอเองนั้นแหล่ะพารุ” ยุยคิดในใจพลางลอบมองคนที่นั่งไม่สบอารมณ์ไปตลอดทาง .   . . . . . ใบหน้าคมที่สะท้อนกับแสงแดดยามเช้า แสงแดดที่กระทบเข้ามานั้นไม่สามารถรบกวนคนที่นอนหลับอย่างสบายอยู่บนเตียง เรนะจ้องมองใบหน้านั้นอยู่นานแล้ว เรนะใช้มือเท้าคางมองจูรินะ ก่อนจะใช้นิ้วเข้าไปจิ้มแก้มคนนอนหลับเมื่อเห็นว่าสมควรจะตื่นได้แล้ว  “จูจัง” เสียงเรียกที่ปลุกให้อีกคนตื่นพลางจิ้มแก้มเบาๆด้วยความเอ็นดู  “อื้อ…..” จูรินะงัวเงียนิดหน่อย แต่ก็ยังไม่ลืมตาขึ้นมาซักที เมื่อเห็นคนนอนหลับไม่ยอมตื่นขึ้นมา เรนะจึงใช้มือบีบไปที่จมูกโด่งของจูรินะแรงๆอย่างหมั่นเขี้ยว คราวนี้มันได้ผล จูรินะรีบคว้ามือเรนะออกจากจมูก เพราะนั้นเป็นการรบกวนทั้งการนอนและระบบหายใจเลยล่ะ  “เมื่อคืนเข้าหอเหนื่อยรึไงกัน ??? ขี้เซาขนาดนี้” เรนะแกล้งแหย่จูรินะอย่างสดใส แม้ในใจจริงๆมันเหมือนการตอกย้ำสถานะของตัวเองให้เจ็บปวดเล่นๆนั้นแหล่ะ “พูดอะไรน่ะ คิดถึงเรนะจังจะแย่เลย” จูรินะพูดพลางดึงเรนะเข้าไปกอดแน่นๆให้สมกับเรื่องราวเมื่อคืนที่เข้ามาวนเวียนให้สับสนเล่นๆ “วันนี้ไม่ไปทำงานหรอ?” เรนะช้อนตาขึ้นมาถามอู้อี้ในอ้อมกอด “ไม่อ่ะ คุณพ่อให้พักผ่อนซักอาทิตย์ หลังจากนั้นค่อยเข้ารับตำแหน่งน่ะ” “แล้วจูจังมาหาฉันแบบนี้แสดงว่าตกลงกับคนนั้นได้ใช่ไหม?” ใช่แล้วล่ะที่เรนะหมายถึงนั้นคือมายุ คนที่แต่งงานกับจูรินะ ถูกต้องตามครรลองธรรม เห็นชอบด้วยผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย จูรินะชงักไปนิดหน่อย ก่อนจะกระชับอ้อมกอดเป็นเชิงให้เรนะเชื่อใจเขาก่อนจะหันมายิ้มให้เรนะที่นอนอยู่ในอ้อมกอด “หิวแล้วอ่ะ ขอกินได้ไหม?” จูรินะยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “อะไร ตื่นมาก็หิวเลย งั้นวันนี้จะกินอะไรค่ะ เดี๋ยวลุกไปทำให้ตอนนี้เลย” เรนะพูดพลางจะลุกขึ้นไปจริงๆ แต่ก็มีมือของอีกคนรั้งไว้ก่อนจะกระชากเรนะให้ล้มลงมารับจูบหนักๆ จูบที่ร้อนแรง เหมือนกำลังจะบอกอะไรเป็นนัยๆ  “หยุดก่อน” เรนะรวบรวมพลังทั้งหมดผละออกจากจูรินะ จริงๆไม่ได้จะขัดขืนหรอกนะ แต่ก็ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ “ก็หิวไง ขอกินเรนะจังแล้วกันนะ” จูรินะพูดพลางจะดึงเรนะเข้ามาอีกครั้ง แต่เรนะก็ยังดึงดันรั้งไว้ไม่ให้ไปตามแรงของจูรินะ “ไปอาบน้ำค่ะ ฉันจะไปทำอาหารรอ ถ้าช้าอดกินทั้งข้าว แล้วก็อย่างอื่นด้วย” เรนะชี้นิ้วขู่ จูรินะรีบเด้งตัวขึ้นมาทันที ก่อนจะตะเบ้รับอย่างแข็งขัน พุ่งตัวเข้าห้องน้ำด้วยความเร็วสูง หวังอาบน้ำให้เร็วตามที่เรนะสั่ง เรนะอมยิ้มกับความขี้เล่นของจูรินะ ทั้งที่จะก้าวขึ้นเป็นถึงประธานบริษัท ควบคุมคนนับร้อย แต่ก็ยังทำตัวเป็นเด็กเมื่ออยู่กับเรนะ เรนะลุกออกไปทำอาหารรอคนที่ร้องเพลงอยู่ในห้องน้ำอย่างสบายใจ  . . . “หอมจังเลย ทานแล้วนะคะ” จูรินะที่โผล่เข้ามากอดเรนะจากทางด้านหลัง ซุกหน้าลงกับลำคอขาว ก่อนจะฝากรอยไว้อย่างง่ายดายบนคอของเรนะ “นี่!! ทำไมชอบทำอะไรแบบนี้ เสียสมาธิหมด” เรนะแกล้งดุจูรินะ พลางเดินออกไปหยิบโน้นนี่ โดยมีจูรินะเกาะหลังอยู่ไม่ห่าง “เสียสมาธิก็ไม่ต้องทำสิ” จูรินะยังคงซุกซนอยู่กับลำคอ และติ่งหูของเรนะ “อุตส่าห์ทำให้ นี่จะไม่กินใช่ไหม?” เรนะหันมาท้าวสะเอวดุจริงจัง  “ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อ…..” “ไปนั่งรอที่โต๊ะ” เรนะใช้ทัพพีชี้ออกไปด้านนอกที่มีโต๊ะอาหาร โดยมีจูรินะที่ก้มหน้ารับผิดในความซุกซนของตัวเอง เดินออกไปอย่างปลงๆ “นี่!!!! หิวแล้ว จะกิน” เมื่อถึงโต๊ะ จูรินะก็แผลงฤทธิ์ความแสบด้วยการตะโกนออกมาเร่งเรนะให้ทำอาหารเร็วๆจะได้ไปนั่งกินด้วยกัน “มาแล้วๆๆๆ” เรนะรีบยกอาหารมาวางบนโต๊ะอาหาร โดยมีจูรินะที่ยิ้มร่ารออยู่ มือสองข้างเหมือนเตรียมพร้อมกินเต็มที่เพราะมีตะเกียบอยู่อย่างพร้อมสรรพ “นี่! มีแฟนหรือมีลูกกันนะ” เรนะเอื้อมมือไปหยิกแก้มจูรินะแรงๆหนึ่งที ก่อนจะนั่งลงข้างๆจูรินะ  “ทานล่ะนะคะ/ ทานล่ะนะคะ” ทั้งสองเอ่ยพร้อมกัน ก่อนจะลงมือทานอาหารเช้า อย่างที่ควรจะเป็น “เรนะจัง” บนโต๊ะอาหารเป็นจูรินะที่เปิดบทสนทนา “หื้ม…..” เรนะขานรับเรียบๆเพราะกำลังตักอาหารให้จูรินะ “เราไปโอกินาวาด้วยกันนะ เรนะจังสะดวกใช่ไหม?” เรนะชงักนิดหน่อย ก่อนจะหันมามองหน้าจูรินะ “ถ้าคนอื่นเห็นจะไม่เป็นอะไรหรอ?” เรนะเป็นห่วงว่าถ้าเธอไปกับจูรินะแล้วคนอื่นจะเอาจูรินะไปนินทารึป่าว เพราะจูรินะเองก็แต่งงานแล้ว “เรื่องส่วนตัวของฉันนิ” จูรินะตอบไม่สะทกสะท้าน  “คุณพ่อคุณแม่จะเสียหน้าเอาได้นะ” “ห่วงแต่ความรู้สึกคนอื่นอยู่นั้นแหล่ะ ไม่รักฉันแล้วรึไง” จูรินะขึ้นเสียงเล็กน้อย แต่ก็เพราะอาการน้อยใจนั้นแหล่ะ “ที่ฉันทำเพราะฉันรักเธอนั้นแหล่ะจูจัง”  “ไม่ต้องยอมทุกเรื่องก็ได้น๊า อีกอย่างคุณพ่อก็รู้ว่าเรนะจังคือคนเดียวของฉัน อะไรจะเกิดฉันก็ไม่สนหรอก” จูรินะอธิบายทั้งที่ยังเคี้ยวอยู่เต็มปาก “ไปโอกินาวา? ตั้งใจพาฉันไปเที่ยวหรอ?” เรนะเลิกคิ้วถามจูรินะ “ไม่เชิงหรอก ไปเช็คงานนิดหน่อย”  “ไหนบอกคุณพ่อให้พักไง ยังต้องเช็คงานอีกหรอ เราอยู่ห้องด้วยกันไม่ออกไปไหนทั้งสัปดาห์ยังได้เลยนิ” เรนะหันมาอ้อนจูรินะบ้าง ที่ไม่อยากออกไปข้างนอกก็เพราะไม่อยากให้คนนินทาจูรินะไปในทางที่แย่ ทั้งที่พึ่งแต่งงานวันเดียว แต่ควงผู้หญิงอื่นไปเที่ยวทะเล คงจะดูไม่ดีแน่ แต่การอยู่ในห้อง ใช้เวลาด้วยกัน เรื่องนั้นมีเพียงครอบครัวที่รู้คงไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก “ไม่อึดอัดรึไง อยู่แต่ในห้อง ตั้งแต่เราคบกันมา เราไม่เคยไปเที่ยวอะไรแบบนี้กันเลยนะ ถึงตอนนี้มันอาจจะสายไปบ้าง แต่ฉันก็ยังอยากให้เป็นเรนะจังอยู่ดีนั้นแหล่ะ” จูรินะหันมาพูดอย่างจริงจัง แววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่มากล้น เกินจะออกมาเป็นคำพูด “เอ่อ…..แล้วจะไปกี่วันล่ะ” เรนะชงักกับแววตาจูรินะ ยอมใจอ่อนลงบ้าง “อาทิตย์หนึ่ง ตามเวลาที่คุณพ่อให้พักนั้นแหล่ะ”  “ทั้งที่ไปทำงานแท้ๆ” เรนะพึมพัมออกมา ถ้าเป็นเมื่อก่อนเรนะคงตอบรับอย่างไม่ลังเล แต่ตอนนี้หลายอย่างเปลี่ยนไป ต้องระวังการวางตัวให้มากขึ้น “อย่าคิดมากเลยน๊า หลังจากกลับมาทำงานฉันจะให้เรนะจังเข้าไปเป็นเลขาส่วนตัว ต่อให้คนเอาไปนินทา เรนะจังก็เป็นเลขาฉัน ไปทำงานด้วยกันไม่เห็นจะแปลก จริงไหม?” จูรินะเสนอแนวคิดแก้ไขปัญหาง่ายๆ ก่อนจะหันไปอ้อนอย่างสุดกำลัง จนเรนะต้องยอมใจอ่อน พยักหน้าตอบรับไป “เย้……..ขอบคุณน๊า~~~ รักเรนะจังที่สุดเลย” จูรินะร้องเป็นเด็กน้อยถูกเอาใจ จนเรนะต้องส่ายหัวให้กับความเป็นเด็กของจูรินะ . . . . . [ยุย ถึงโอกินาวารึยัง] [เข้าที่พักแล้วล่ะ นึกว่าแกจะมาถึงก่อนซะอีก] [ขอโทษด้วยนะ พอดีมีงานนิดหน่อย เดี๋ยวฉันจะตามไปพรุ่งนี้แล้วกัน] [โอเค ส่วนทีมงานก็เริ่มเตรียมงานสำหรับพรุ่งนี้แล้วล่ะ ฉันแจกแจงงานตามที่แกสั่งไว้เรียบร้อย ไม่ต้องเป็นห่วง] [ขอบใจแกมาก ที่สำคัญอย่าลืมดูแลชิมาซากิซังให้ดีๆล่ะ ] [เข้าใจแล้วๆ] บทสนทนาผ่านทางเครื่องมือสื่อสารของยุยและซายากะ ผู้เป็นทั้งเจ้านายและเพื่อนสนิท ยุยวางมือถือ ก่อนจะหันมาสนใจกับกองเสื้อผ้าที่กำลังจัดเข้าที่ เมื่อเข้าถึงที่พักแล้ว เมื่อนึกอะไรขึ้นได้จากบทสนทนาเมื่อครู่ ทำให้ยุยผละจากภารกิจตรงหน้า ก่อนจะเดินหายออกไปจากห้องทันที . . . “ก๊อก ก๊อก ก๊อก” “แกร๊ก” สิ้นเสียงเคาะประตู ก็มีเสียงเปิดประตูเข้ามาทันที “ว้ายยยยยยยย” เสียงของเจ้าของห้องผู้มีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวห่อหุ้มร่างกายดังขึ้น พลางใช้มือน้อยๆปิดร่างกายที่ขาวผ่องนั้นเท่าที่จะทำได้ ยุยรีบหันหน้าหนี เพราะเหตุผลหลายๆอย่าง ใบหน้าร้อนผ่าวไม่มีสาเหตุ “เข้ามาทำไม?” พารุแผดเสียงอย่างหวาดระแวง นั้นเพราะอาการตกใจทำให้ควบคุมโทนเสียงไม่ได้ “เอ๊อ…..ไม่คิดว่า……ฉันเคาะประตูแล้ว…..กะ ก็ ประตูมันไม่ได้ล๊อค ฉัน……ทำไมไม่ล๊อคห้องให้มันดีๆหน่อยล่ะ” ยุยพูดไม่เป็นศัพท์ไม่รู้จะพูดอะไรดี ทั้งที่ยังหันหน้าแนบกับประตู ขัดเขินเกินไปที่จะหันมาเผชิญหน้า “เคาะประตูแล้วก็รอก่อนซักหน่อยไม่ได้รึไง” พารุพูด สายตาจับจ้องยุย พยายามจะแต่งตัวให้มิดชิดมากกว่าเดิม  “ฉันไม่คิดว่า........พารูรุจะโป๊อยู่” “ทะลึ่ง!!!!!” พารุรีบตอบมาทันที่ยุยยังพูดไม่จบประโยคดีด้วยซ้ำ “เข้าใจแล้วๆ ฉันขอโทษ” ยุยรีบตอบพลางหลับตาปี๋ ใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อย  “ใจคอจะหันหลังคุยกันใช่ไหม?” พารุที่แต่งตัวลวกๆเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่สีขาวตัวเดียว ที่ปกปิดบราสีดำสนิทนั้น ทำให้ดูเซ็กซี่ไม่ใช่น้อย ยืนกอดอกมองยุยอย่างยิ้มๆ นึกอยากแกล้งคนตรงหน้าขึ้นมาเสียดื้อๆ “ไม่ใช่แบบนั้น……” ยุยพูดทั้งที่หลับตาปี๋ หันหลังให้แบบนั้น “หันมาได้แล้ว รังเกียจที่จะเห็นเรือนร่างของฉันหรอ?” พารุแกล้งเดินเข้าไปใกล้ๆ ให้ลมหายใจอุ่นๆรดต้นคอของยุยอย่างจงใจ “ฉะ…ฉัน……” ยุยอึกอักไม่หันมาซักที พารุยกยิ้มกว้าง ก่อนจะใช้มือบางคว้าไหล่ให้อีกคนหันมามองกัน ยุยรีบยกมือขึ้นปิดตา ทั้งยังหลับตาปี๋ ทำทุกวิถีทางเพราะเขินอายจนทำอะไรไม่ถูก พารุดึงมือยุยให้ลดลงมา แต่ก็นั้นอนล่ะ ยุยยังหลับตาอยู่ “โยโกยามาซัง ฉันขอสั่งให้คุณลืมตา” พารุยังคงแกล้งยุยต่ออย่างสนุกขำขัน แต่อีกคนเริ่มอึกอักทำตัวไม่ถูก “พารูรุ ไม่เอาน๊าอย่าแกล้งกันสิ” แม้การแกล้งที่ว่า ทั้งสองคนคงจะไม่ตรงกัน แต่มันก็คือแกล้งนั้นแหล่ะ พารุหัวเราคิกคัก ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิกต้นแขนของยุยอย่างสุดกำลัง คาดหวังให้เจ็บจริงๆ ด้วยอาการน่าหมั่นไส้ของยุย “โอ้ยยยยย!!!!” ได้ผล ยุยเบิกตากว้างลูบต้นแขนปอยๆ ก่อนจะสังเกตเห็นว่าพารุไม่ได้อยู่ในชุดผ้าผืนเดียวแบบตอนแรกแล้ว” “นี่! พารูรุ แกล้งกันหรอ?” ยุยรีบยกมือขี้อย่างเคืองใจ ก่อนจะเบือนหน้าหนี เพราะหลงกลแสบๆของพารุเข้าให้แล้ว “ทำไม ก็ยุยมันน่าแกล้งนี่น๊า” พารุตอบอย่างสบายอารมณ์ก่อนจะหันไปนั่งบนเตียงอย่างสบายอารมณ์ ยุยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเดินตามไป  “หยุดอยู่ตรงนั้นเลย โยโกยามาซัง” ยุยชงักเท้าทันที ทั้งที่เดินยังไม่ห่างจากประตูเท่าไหร่นัก ยุยยกคิ้วสูงเป็นเชิงถาม “ฉันเป็นไอดอล คุณเป็นบอดิการ์ด เข้ามาในห้องฉันก็ถือว่าผิดพอสมควรแล้ว เพราะงั้น คุณมีอะไรคุณก็พูดมาเลย ไม่ต้องเข้ามาใกล้มากกว่านี้อีก” ประโยคยาวๆที่ออกจากปากพารุ มีเพียงยุยและทาคามินะผู้จัดการส่วนตัวเท่านั้นแหล่ะที่ได้ยิน พารุยกขาขึ้นนั่งไขว่ห้าง โชว์เรียวขาสวยอวดยุยอย่างจงใจ “ฉันมาดูความเรียบร้อยค่ะ ชิมาซากิซัง ประธานเป็นห่วงว่าคุณจะขาดตกบกพร่องอะไร เกรงว่าคุณจะไม่สะดวก” แน่ล่ะ นั้นเป็นการแก้เผ็ดพารุ และดูเหมือนจะได้ผล เพราะพารุเริ่มจะเดือดผุดๆ เพราะยุยมาที่นี่เพราะคนอื่นให้มา “ฉันไม่ต้องการอะไรเพิ่ม งั้นคุณออกไปได้แล้ว” พารุกระแทกเสียงใส่ พร้อมกับใบหน้าที่มุ่ยแสดงออกชัดเจน ว่าไม่พอใจ ความเงียบเข้าปกคลุมภายในห้อง เมื่อไม่มีเสียงเปิดประตูออกไป พารุจึงหันมามองคนที่ยังยืนยกอยู่ที่เดิม เหมือนจะถึงขีดจำกัดของพารุ ทั้งที่ประชดขนาดนี้ยังมายืนยิ้มอยู่ได้ “โยโกยามาซัง เชิญออกไปค่ะ!!!” นั้นเป็นเสียงที่ไล่กรายๆแต่ยิ่งทำให้ยุยยิ้มกว้างขึ้นจนแทบจะไม่เห็นตา ยิ่งยั่วโมโหพารุได้มากขึ้น พารุลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินกระแทกเท้าเข้าไปผลักยุยให้ออกไปจากห้องให้ได้ แต่ด้วยแรงของคนที่ฝึกมาเพื่อคุ้มกันโดยเฉพาะย่อมมากกว่าแรงพารุเป็นไหนๆ ยุยรวบข้อมือทั้งสองข้างของพารุ ก่อนจะพลิกตัวดันให้พารุแนบกับประตูแทน ก่อนจะกดจูบลงไปอย่างถือวิสาสะ พารุขัดขืนเล็กน้อย เพราะยังตามสถานการณ์ไม่ทัน “โยโกยามาซังเขาออกไปนานแล้วล่ะ” ยุยที่ผละออกมาพูดด้วยสายตาหยาดเยิ้ม เพราะเคลิ้มจากอารมณ์เมื่อครู่ “แล้วที่ยืนพูดอยู่นี่ใครกัน?” พารุพูดเสียงแหบ หอบหายใจเหนื่อย ช้อนตามองอีกคนด้วยสายตากิ่งก่าอันเป็นเอกลักษณ์ ใช้นิ้วชี้เกลี่ยไปมาตรงแก้มของอีกคน “ยุยจัง ยังไงล่ะ” ยุยพูดก่อนจะกดจูบลงไปสานต่อจากเมื่อครู่ พารุยกมือคล้องคอคนตรงหน้าอย่างลืมตัวว่างอนเขาอยู่ เสียงหายใจประสานกันอย่างลงตัว เพียงเสี้วินาที ร่างทั้งสองก็มาถึงเตียง “ยุย” พารุเรียกอีกคนเสียงหวาน  “หือ……” ยุยขานรับในลำคอ เหมือนโดนขัดใจ ก่อนจะซุกหน้าลงไปตามลำคอขาว “ยุย ฉันไม่เคย” พารุพูดออกไปตรงๆหากยังปล่อยให้เลยตามเลย เรื่องแบบนี้ได้เกิดขึ้นแน่ ยุยชงักทันที ก่อนจะผละตัวลุกขึ้นนั่ง สงบลมหายใจลงอย่างร้อนรน พารุรีบลุกขึ้นมาเพราะกลัวอีกคนจะโกรธ “ฉันขอโทษ” “ฉัน….. ไม่ได้หมายความว่าให้หยุดนะ ฉันเต็มใจเพื่อเธอ” พารุพูดพลางกอดไปที่แผ่นหลังของยุย ยุยกอบกุมมือบางของพารุอย่างเข้าใจทั้งที่ยังหอบหายใจอยู่ “ฉันเข้าใจ แต่ฉันว่ามันยังไม่ควร” ยุยพูดติดขัดเพราะยังหายใจไม่ทั่วท้อง “ยุยโกรธฉันรึป่าว โกรธฉันใช่ไหม?” พารุชะโงกหน้ามาถาม “ไม่ใช่แบบนั้น ฉันรู้” ยุยหันมาประคองใบหน้าของพารุอย่างงเอ็นดู  “ฉันแค่กลัว กลัวยุยจะไม่อ่อนโยนกับฉัน กลัวว่าครั้งแรกของเรา ฉันจะทำให้ยุยไม่ประทับใจ ฉันกลัวไปหมดเลย”  “อย่าทำตัวน่ารักได้ไหม ฉันกลัวจะอดใจไม่ไหว พรุ่งนี้เธอต้องทำงาน ฉันกลัวว่าเธอจะเหนื่อยเกินไป” ยุยพูดปลอบประโลม พลางจุมพิตหน้าผากมนของพารุ  “ถ้ายังแต่งตัวเซ็กซี่แบบนี้ น่ารักแบบนี้ วันหลังฉันจะไม่อดทนแล้วนะ” ยุยแกล้งแหย่เมื่อสถานการณ์เมื่อครู่เริ่มผ่อนคลายลง “ยุยบ้า! ถ้าเป็นยุย ฉันไม่ว่าอะไรหรอก” พารุพูดอย่างขัดเขินก่อนจะพลิกตัวขึ้นไปนั่งตักยุยอย่างยั่วยวน เหมือนคนที่ชำนาญการ “ถึงพรุ่งนี้ฉันมีงานฉันก็ไม่ขัด”  ยุยเงยหน้าขึ้นมอง ไม่พูดอะไร ใช้เพียงสายตาสื่อสารความรู้สึก มือที่รั้งบั้นท้ายนั้น ไม่จาบจ้วงเลยแม้ซักนิด ก่อนจะรั้งเอวเข้ามากอดให้แน่นขึ้น ยุยซบหน้าลงไปบนหน้าอกของพารุ “คืนนี้ฉันจะนอนที่นี่ได้ไหม?” ยุยถามเสียงอู้อี้อยู่ในอกของพารุ พารุลูบหัวยุยเหมือนลูกแมวน้อย ก่อนจะอยากแกล้งขึ้นมาเสียดื้อๆ “ไม่กลัวประธานว่าหรือไง?” “เขาไม่มาหรอก ถึงมา เวลานี้ฉันไม่อยากแคร์อะไรแล้ว ฉันรักเธอมากกว่านั้น พารูรุ” ยุยยังตอบเสียงอู้อี้ มุดหน้ากระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น นั้นเป็นคำตอบที่จริงจัง พารุสำผัสได้ พารุกดหัวของยุยให้เข้ามาในอ้อมอก เพื่อฟังคำตอบจากเสียงหัวใจของพารุเอง “เดี๋ยวฉันไปเตรียมน้ำอุ่นให้อาบนะ” พารุพูดอู้อี้บนเรือนผมของยุย พารุยกตัวขึ้นเตรียมจะเดินออกไป แต่มือหนาของยุยก็ดึงรั้งให้นั่งลงบนตักอีกครั้ง คราวนี้ยุยซบหน้าลงบนแผ่นหลังของพารุ สูดดมกลิ่นหอมนั้นให้เต็มปอด “หอมจัง เอากลิ่นแบบพารุเลยนะ” ยุยชะโงกหน้าขึ้นมาคุย พารุเอี้ยวตัวมาตีไหล่ยุยเบาๆใบหน้าร้อนผ่าว ขึ้นสีเล็กน้อย ความรู้สึกปนเป การกระทำและคำพูดที่ดูจะล่อแหลมมันทำให้พารุคิดอะไรฟุ้งซ่านไปเอง  “เดี๋ยวฉันไปหยิบชุดนอนก่อนนะ” ยุยพูด ก่อนที่พารุจะลุกออกจากตักยุย พารุยืนมองตามแผ่นหลังของยุย ที่คิดว่าคงกลับไปเอาชุดนอนที่ห้องพักตัวเอง แต่ผิดคาด ยุยก้มลงเก็บกระเป๋าใบกระทัดรัดไม่ใหญ่มาก ที่ตกออกจากไหล่ของยุยตั้งแต่ที่จูบกันนั้นแหล่ะ เพราะมัวแต่โฟกัสอย่างอื่น เลยไม่รู้ว่ายุยมีกระเป๋ามาด้วย ก่อนจะเปิดเอาชุดนอนออกมาอย่างสบายใจ ยุยที่หันมาเจอหน้าพารุที่ทำหน้าเหวอใส่ ก่อนจะเลิกคิ้วสูงเป็นเชิงถาม “ไหนว่าจะไปเตรียมน้ำให้อาบไง” “นี่ ตั้งใจมานอนแต่แรกเลยใช้ไหม?” พารุถามอย่างสงสัยชี้มือไปที่ชุดนอนและกระเป๋าในมือ ยุยยกกระเป๋า กับชุดนอนขึ้นมา มองดูก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาตอบพารุ “ใช่น่ะสิ เพราะฉันรู้อยู่แล้วว่าวันนี้ซายาเน่ไม่มา จะสวีทกับแฟนท่ามกลางทะเลไม่ได้หรอ?” “ถ้าประธานนั่นมาก็ไม่มาหากันใช่ไหมล่ะ” พารุกอดอกแน่น ทำหน้ามุ่ยใส่ทันที “ไม่หรอก ตั้งใจว่าจะแอบย่องมาตอนดึกอยู่แล้วล่ะ ยังไงก็มาหา” ยุยเดินเข้ามากอดทางด้านหลังก่อนจะประทับริมฝีปากไปบนคอขาวเบาๆเพียงแค่แตะเรียกให้อีกคนขนลุกเล่น ไม่ต้องการสร้างเลนมาร์คใดๆ “ไม่ต้องอ้อนเลย ฉันรู้ว่ายุยรักงานจะตาย แคร์ประธานคนนั้นด้วย ปล่อย ฉันจะไปเตรียมน้ำให้” พารุทำท่างอนแก้มป่องแกะมือยุยออก ก่อนจะเดินหายไปในห้องน้ำ “เตรียมน้ำเผื่อตัวเองก็ได้นะ ถ้าเธออยากจะอาบด้วยน่ะ” ยุยตะโกนตามหลังไป “ไม่!!!!” พารุตะโกนตอบกลับมาสั่นๆ อย่างไม่สบอารมณ์ ยุยยกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะหลุบตาลงมองหน้าตักของตัวเอง “เธอสำคัญกับฉันแต่ถ้าไม่มีซายากะก็ไม่มีฉันวันนี้ เหมือนกัน” ยุยพรึมพรำกับตัวเองเบาๆ . .         . “เป็นยังไงบ้างค่ะ ซายากะซัง” เสียงหวานของมิยูกิเอ่ยถามทันทีที่ซายากะก้าวท้าวออกมาจากห้องประชุมใหญ่ “คนแก่ นี่เข้าใจยากนะ” ซายากะพูดก่อนจะถอดเสื้อสูทสีกรมท่าส่งให้มิยูกิ ที่ยืนอยู่ข้างๆ “การเจรจาไม่เป็นผลหรอค่ะ”  “ดูเหมือนจะเอ็นดูฝั่งมัตสึอิกรุ๊ปมากกว่า ยิ่งประธานคนใหม่ที่กำลังจะขึ้นรับตำแหน่ง ไฟแรงไม่เบา” ซายากะพูดอย่างหัวเสียพลางเดินตรงไปที่รถตามมาด้วยมิยูกิที่เดินตามไม่ห่าง “งี้เส้นทางการเป็นประธานการเงินของสมาคมของซายากะซังก็ดูจะยากลำบากมากขึ้นสินะคะ”  มิยูกิยังคงซักถามไม่ห่าง ซายากะยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหันมาสบตามิยูกิ  “เด็กเมื่อวานซืน ที่อาศัยบารมีพ่อขึ้นเป็นประธานบริษัท กับฉันเด็กข้างถนนที่มายืนจุดนี้ด้วยตัวฉันเอง ฉันไม่คิดว่าฉันจะแพ้หรอกนะ” ซายากะหันมายิ้มก่อนจะเปิดประตูรถ ก้าวขึ้นไปที่ประจำนั้นคือที่นั่งคนขับ ทั้งที่เมื่อก่อนมียุยมาขับให้แท้ๆแต่ตอนนี้ต้องมาขับให้เลขานั่งแทนซะงั้น มิยูกิเปิดประตูรถตามขึ้นมานั่งข้างๆ ก่อนจะหันมายิ้มให้ซายากะตามแบบของมิยูกิ ไม่ยอมคาดเข็ดขัดซักที ซายากะส่ายหน้าก่อนจะถอดหายใจแรงๆแต่ก็ยังเอื้อมมือไปคว้าเข็มขัดขึ้นมาคาดให้อย่างหน่ายๆ  “ขอบคุณค่ะ” มิยูกิกล่าวขอบคุณอย่างเขินอายเพราะความสะเพร่าของตัวเอง ซายากะไม่ตอบอะไร ก่อนจะขับรถมุ่งหน้าไป .     . . เมื่อเห็นว่าเส้นทางที่กำลังไปไม่ใช่เส้นทางกลับบ้าน มิยูกิจึงหันมามองซายากะอย่างสงสัย “เราจะไปไหนกันหรอค่ะ?” “ไปทำงาน” ซายากะตอบสั้นๆโดยไม่หันมามองแม้แต่น้อย มิยูกิยกนาฬิกาข้อมือแสนสวยที่ซายากะซื้อให้ขึ้นมาดู ตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่ม ยังต้องคุยธุรกิจอีกหรอ ทำไมมิยูกิที่เป็นเลขาถึงไม่รู้ตารางงานนี้ นั้นเป็นสิ่งที่มิยูกิคิด แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป. . .. แสงไฟวิบวับชวนให้ลายตา เสียงเพลงกระหึ่มที่ดังมาจากเครื่องเสียงที่มีดีเจผู้ชำนาญการเป็นคนเปิด ทุกคนโยกย้ายกันอย่างสนุกสนาน มึนเมาด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ กลิ่นบุหรี่ที่คละเคล้าปนเปมา ไม่ใช่ว่ามิยูกิไม่คุ้นเคย มิยูกิคุ้นเคยสภาพแวดล้อมแบบนี้ดี เพราะมักจะนัดเจอจูรินะตามที่แบบนี้เป็นประจำ และมันก็จบลงที่เตียงทุกครั้งไป แต่ที่นี่ดูจะคนเยอะมากเป็นพิเศษ ค่อนข้างเบียดเสียดกันพอสมควร มิยูกิรั้งแขนซายากะที่เดินนำหน้าให้หยุดเดิน  ซายากะหันมามองทันที ก่อนจะโน้มหน้ามาใกล้ๆหูของมิยูกิ “กลัวรึป่าว?” เสียงของซายากะดังข้างๆหูของมิยูกิ มิยูกิส่ายหน้าเล็กน้อย ซายากะ คว้ามือของมิยูกิมาจับไว้ก่อนจะเดินนำหน้าออกไป ซายากะเดินขึ้นบันไดมา ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีใครก้าวขึ้นมาเลยซักคน ซายากะและมิยูกิหยุดอยู่หน้าห้องกระจกใสห้องหนึ่ง ที่ดูจะเป็นส่วนตัวพอสมควร ภายในห้องมีเครื่องดนตรีมากมาย แต่มีคนอยู่ข้างในเพียงสามคน ผู้ชายตัวโตหนึ่งคนที่นั่งตรงข้ามกับผู้หญิงสองคน ซายากะปล่อยมือมิยูกิ ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปเหมือนคุ้นเคยมานาน “ไง ซายาเน่ เดี๋ยวนี้ทิ้งมาดนักดนตรีไปเป็นนักธุรกิจแล้วหรอ?” ผู้ชายคนเดียวในห้องดูจะทักทายซายากะอย่างเป็นกันเองเอามากๆ “ไม่เอาน๊า ซาเอะซังเองก็พึ่งจะได้เลื่อนขั้นเป็นหมวดมาไม่นานนิ” ซายาเน่ใช้กำปั่นทุบไปที่ไหล่กว้างของนายตำรวจคนใหม่ นั้นคือ มิยาซาวา ซาเอะ ก่อนจะหันไปมองอีกคนที่นั่งนิ่งๆข้างๆมีผู้หญิงหน้าตาน่ารักแต่ใบหน้ากลับเศร้า “ไม่ทักกันหน่อยหรอ? แบล็ค” ซายากะหันไปถาม คาชิวากิ ยูกิ หรือแบล็ค ฉายาที่ทั้งซาเอะและซายาเน่เรียกกัน “อื้ม!!!” ยูกิครางในลำคอ ปรายตาขึ้นมามองแว๊บหนึ่ง ก่อนจะหันไปเล่นกับไม้กลองเหมือนเคย สมกับที่ได้ฉายาแบล็คดีนะ ช่างมืดมนเหลือเกิน แต่นั้นแหล่ะ คาแล็กเตอร์ที่ทำให้ยูกิ มีแฟนเกิร์ลมากกว่าแฟนบอยซะอีก ซายากะปรายตาไปมองผู้หญิงที่เหมือนตุ๊กตาที่นั่งข้างๆยูกิ  “เฮ้!!! คนนี่คนพิเศษงั้นหรอ?” ซายากะเอ่ยถามยูกิอย่างร่าเริง  ยูกิหันไปมองคนข้างๆแว๊บเดียว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาตอบซายากะ “ไม่ใช่หรอก เราเป็นเพื่อน…ฉันหมายถึงเพื่อนที่ดีต่อกัน” “งั้นฉันก็มีสิทธิ์น่ะสิ น่ารักขนาดนี้ ชื่ออะไรค่ะ” ซายากะล้มตัวลงนั่งข้างๆ เหมือนวิญญานขุนแผนเข้าสิงส่งสายตาวิบวับให้คนตัวเล็ก “ย้ายก้นของแก ออกไปนั่งข้างซาเอะโน้น” ยูกิหันมาเอ่ยเสียงเย็น สายตาเย็นยะเยือกถูกส่งมา “ไม่เอาน๊า ยูกิจัง ก็แนะนำไปสิว่าเธอเป็นใครน่ะ” ซาเอะเข้ามาห้ามทัพ ก่อนที่ซายากะจะยั่วจนใจดำให้ทำอะไรเลือดเย็น “วาตานาเบะ มายุ ชื่อของเธอน่ะ วันนี้เธอไม่ค่อยสบายใจ เลยขอมานั่งดูฉันเล่นดนตรี” ยูกิพูดยาวๆเป็นประโยค “เอ๊ะ นามสกุลเหมือนฉันเลยค่ะ ฉัน วาตานะเบะ มิยูกิค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนค่ะ” มิยูกิพูดพลางยิ้มกว้าง ก่อนจะโค้งหัวลงเพื่อทักทายทุกคน ซาเอะเลิกลักใช้แขนกระทุ้งซายากะให้อธิบายเกี่ยวกับคนๆนี่ “อะไรกัน แซวแต่ยูกิจัง ตัวเองก็พกเมียมาด้วยนิ” ซาเอะเอ่ยล้อซายากะ ก่อนที่ซายากะจะโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน “ไม่ๆนี่เลขาฉัน ที่ทำงานน่ะ พอดีเลิกงานขี้เกียจไปส่งบ้าน เลยห้อยตามมาอย่างที่เห็น” ซายะกะอธิบาย “ผม มิยาซาวา ซาเอะ เรียกซาเอะจังก็ได้จะได้สนิทกันเร็วๆ” ซาเอะยืนมือออกมาเพื่อจะจับมือกับมิยูกิ แต่ก็โดนซายากะคว้ามือออกไปก่อน ซาเอะยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะโน้มหน้าไปกระซิบข้างหูซายากะ “ไม่ใช่เมีย จะหวงทำไม ไม่บริสุทธิ์ใจกับเธอสินะ” “เพราะเป็นผู้ชายปากมากแบบนี้ไง ยูกิจังถึงไม่คิดจะมอง” ซายากะโน้มหน้าไปกระซิบข้างหูของซาเอะเป็นการแก้แค้นที่ได้ผล ซาเอะเจื่อนหน้าลงทันที ก่อนจะส่งเสียงจิในลำคอ พร้อมกับหันไปคว้าเบสตัวโปรด เดินออกจากประตูลงไปแสตนบายรอหลังเวที “ฉัน คาชิวากิ ยูกิ” ยูกิแนะนำตัวสั่นๆก่อนจะหันไปคุยกับมายุ “ฉันลงไปเล่น ทางร้านจัดโต๊ะไว้ให้แล้ว มายูยุนั่งคนเดียวได้ใช่ไหม?” ยูกิก้มหน้าลงมองคนตัวเล็กกว่า แววตาเป็นห่วงอย่างมากถูกส่งออกไป “ได้ค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” มายุเงยหน้าขึ้นมายิ้มเจื่อนๆให้ยูกิ ความไม่สบายใจยังคงแล่นอยู่ในหัว “ฉันฝากมิยูกิได้ไหม” ซายากะเอ่ยแทรกคนสองคน “แต่ฉันจองไว้เพื่อมายูยุคนเดียว” ยูกิเอ่ยอย่างเยือกเย็น “ไม่เป็นไรค่ะ ยูกิริน ดีซะอีกจะได้มีเพื่อนคุย” มายุพูดพลางเอื้อมมือไปจับมือของยูกิ ก่อนจะยกยิ้มกว้างให้ยูกิ ยูกิเงยหน้าขึ้นมองมิยูกิ ก่อนจะลุกออกไปพร้อมกับไม้กลองคู่ใจ ซายากะเดินไปหยิบกีตาร์คู่ใจบ้าง ก่อนจะเดินมาที่สองสาวอยู่ “วาตานาเบะซัง” “ค่ะ/ค่ะ” สองวาตานาเบะขานรับพร้อมกัน ก่อนจะหันไปมองหน้ากันอย่างขำขัน “ก็บอกว่าเรียกมิ้ลกี้ยังไงล่ะค่ะซายากะซัง” มิยูกิออกอาการงอแง มายุหัวเราะน้อยๆเพื่อไม่ให้ดูเป็นการเสียมารยาทกับคนที่พึ่งเจอกัน “เรียกฉันมายุก็ได้ค่ะ”  “มายุซัง ฉันฝากมิยูกิด้วยนะคะ” ซายากะเกาท้ายทอยอย่างเขินอายก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับกีตาร์คู่ใจ ทันทีที่มิยูกิและมายุนั่งลงบนโต๊ะพิเศษที่ดูจะพิเศษจริงๆ ดูค่อนข้างส่วนตัวแต่กลับมองเห็นเวทีชัดแจ๋ว และไม่มีใครเข้ามายุ่มย่าม ซายากะที่เป็นทั้งนักร้องนำและกีตาร์ของวงดูจะโดดเด่นร้อนแรงที่สุดอยู่ฝั่งซ้ายห่างจากคนที่ควบคุมจังหวะทั้งหมด ยูกิที่เป็นมือกลองของวงกลับอยู่กลางเวทีถัดไปข้างหลังเล็กน้อย ดูจะสง่าและลึกลับไม่แพ้กัน ซาเอะมือเบสผู้ชายคนเดียวบนเวทีดูละมุนอบอุ่นไม่ใช่น้อย เป็นวงที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว เพลงดำเนินไปเรื่อยๆทั้งสามคนอยู่กลางแสงสี ซายากะที่สลัดมาดนักธุรกิจทิ้งไป เหลือเพียงเสน่ห์ของนักดนตรีที่กำลังให้มิยูกิเคลิ้มไปกับเสียงร้องและเสียงกีตาร์ของคนที่อยู่บนเวที  เวลาผ่านล่วงเลยไปเมื่อถึงเวลางานเลี้ยงต้องเลิกลา นักท่องราตรีเริ่มทะยอยออกจากร้าน กว่าจะหมดเวลาก็เกือบจะตีสามแล้ว แต่ก็ยังไม่วายพวกนั่งดนตรีมานั่งตั้งวงกันหลังร้านปิด เป็นเรื่องปกติ “มายูยุอยากกลับไหม ฉันไปส่ง” ยูกิหันไปถามคนตัวเล็กข้างๆ ก่อนที่อีกคนจะส่ายหัว “ฉันรู้สึกผ่อนคลายตอนฉันอยู่กับคุณ ฉันหมายถึงพวกคุณทั้งหมด มันดูสนุกดี ถึงกลับไปก็ไม่มีใครรออยู่แล้วล่ะ” ประโยคหลังมายุเอ่ยเสียงเบาพลางก้มหน้าลง ยูกิยกมือขึ้นมาโอบคนตัวเล็ให้เข้าไปในอ้อมกอด ซาเอะที่มองยูแวตาวูบไหวเล็กน้อยก่อนจะเบือนหน้าหนีไปแซวซายากะที่กำลังดีดกีตาร์โปร่ง ร้องเพลงให้วงนั้นคลื่นเครงมากกว่าความเงียบ  “ซายากะซัง หยุดเถอะ พรุ่งนี้คุณต้องไปทำงานนะ” มิยูกิเอ่ยห้ามซายากะที่กำลังยกเหล้าขึ้นกระดกเข้าปาก “ซายาเน่ เมียห้ามก็ฟังหน่อยสิเฮ้ย!!!!” ซาเอะเอ่ยขึ้นเมื่อละสายตาจากคู่มายุกับยูกิ “หุบปากไปเลยซาเอะซัง มิยูกิเขาเสียหายนะ เราไม่ได้เป็นอะไรกันซักหน่อย” ซายากะที่กำลังจะโชว์กีตาร์ตัวโปรดหันมาแขวะซาเอะ  ซาเอะหันหน้าไปหายูกิที่กำลังก้มลงถามไถ่มายุ “อย่ามาแซวฉันกับมายูยุนะ เพราะเธอแต่งงานแล้ว” ยูกิหันมาพูดเหมือนรู้ทัน ซาเอะถอนหายใจยาวๆ “ดูเหมือนฉันจะคุยเล่นกับใครไม่ได้เลย” ซาเอะเอ่ยน้อยใจก่อนจะลุกขึ้นยืน “ฉันจะไปนอนแล้ว ทุกคนก็นอนที่นี่แหล่ะ ดื่มแล้วขับมันผิดกฎหมาย” ซาเอะพูด ก่อนจะเดินหายขึ้นไปข้างบนห้องที่อยู่ภายในร้าน “ดูเหมือนจะงอนจริงๆนะ” ซายากะเอ่ยหลังจากมองตามหลังซาเอะไป “เป็นผู้ชายประสาอะไร ขี้ใจน้อยชะมัด ช่างเถอะไม่เห็นต้องสนใจ” ยูกิเอ่ยพลางยกแก้วขึ้นดื่ม ก่อนจะหันไปคุยกับมายุ “มายูยุถ้าไม่สะดวกนอนที่นี่ฉันไปส่งได้นะ”  “ไม่หรอกค่ะ มันอันตรายจริงๆนั้นแหล่ะ เรานอนที่นี่กันเถอะ”  “เธอก็ไม่ขัดใช่ไหม?” ซายากะหันมาถามมิยูกิบ้าง “ไม่ค่ะ ฉันขัดอะไรไม่ได้อยู่แล้ว” มิยูกิพูดทั้งที่เป็นประโยคที่ดูจะประชดแต่มิยูกิกลับส่งยิ้มกลับมา มันน่าหมั่นไส้จริงๆ  “ไปนอนกันเถอะ”ยูกิเอ่ย ก่อนคว้ามือของมายุให้เดินตามไป ก่อนที่ซายากะกับมิยูกิจะเดินตามมาห่างๆ “ที่นอนมีสามอัน แบบนี้เราจะนอนยังไง” ซาเอะที่ดูเหมือนจะรื้อหาที่นอนรอแต่กลับเจอแค่สามอันทั้งร้าน ยูกิเดินไปหยิบมาอันหนึ่ง ก่อนจะปูมันลงจับจองพื้นที่ที่ดีที่สุด ก่อนจะตบฟูกให้มายุเดินมานอน “แล้วของเธอล่ะ” มายุถามออกไปอย่างเป็นห่วง “ ฉันใช้โควตาหมดแล้ว ฉันยกให้เธอไง นอนไปเถอะ ฉันจะนอนตรงนี้ข้างๆเธอ” มายุดูอึกอักแต่เหมือนจะขัดศรัทธาของยูกิไม่ได้จึงล้มตัวลงนอนอย่างเสียไม่ได้ ซายากะเดินไปหยิบฟูกอีกอันมาปู ก่อนจะเดินมาหามิยูกิ “เธอไปนอนซะสิ อันนั้นฉันให้เธอ”  “คุณจะนอนพื้นหรอ”  “ฉันคิดว่าฉันอาจจะไปนอนที่รถ” ซายากะเอ่ยชิวๆ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างดูลงตัว มิยูกิจึงเข้าจับจองพื้นที่บนที่นอน “ฉันเห็นว่ามันกว้างอยู่ คุณมานอนด้วยกันก็ได้นะคะ” มิยูกิยกตัวขึ้นนั่งถามซายากะ “ไม่ได้หรอก อึดอัดตายเลย” “หลายวันกอดคุณยังนอนกอดฉันอยู่เลยไม่เห็นจะอึดอัด” มิยูกิยังไม่วายเชื้อเชิญให้ซายากะเข้ามานอนด้วยกัน ซาเอะกระทุ้งแขนใส่ซายากะก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไหนไม่มีอะไร ไปนอนกอดกันเฉยๆ อย่างซายาเน่นี่นะ ไม่มีทางซะหรอก” ซาเอะกระซิบให้ได้ยินกันสองคน “หุบปากไปเลย ไม่ใช่อย่างที่คิดหรอกนะ” ซายากะพูดกระแทกเสียงเบาๆใส่ซาเอะที่ยกยิ้มอย่างพอใจ “นอนไปเถอะน๊าา นี่เป็นคำสั่ง” ซายากะหันมาพูดกับมิยูกิ  ซาเอะส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันไปปูฟูกนอนในส่วนที่เป็นโควตาของตัวเอง ก่อนจะเดินไปสะกิดยูกิที่นอนอยู่ข้างๆมายุ “ไปนอนในส่วนของฉันสิยูกิ” “นายจะนอนพื้นหรอ?” “ฉันเป็นผู้ชายนะ ฉันนอนพื้นได้ สบายๆ” “เกรงใจอยู่หรอกนะ แต่ก็ไม่ขัดล่ะกัน” ยูกิพูดก่อนจะเดินไปยกฟูกมาปูลงข้างๆมายุ ก่อนจะซุกตัวนอน พลางหันหน้าไปหามายุ สายตาซาเอะวูบไหวเล็กน้อยก่อนจะเดินออกมานั่งข้างๆซายากะที่นั่งรออยู่ “ชอบก็บอกไปสิ” ซายากะเปิดประเด็นสนทนาทันที “หยุดพูดน๊า มันไม่ใช่อย่างที่แกคิดหรอก” ซาเอะตอบก่อนจะถอดสูทตัวเก่งปูลงพื้น ล้มตัวลงนอนก่อนจะใช้ท่อนแขนเป็นหมอน “เอาเถอะ ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง” ซายากะทำบ้างล้มตัวลงข้างๆซาเอะ “ทนเจ็บเพื่อให้เธอไม่ต้องหายไป แค่นั้นก็พอล่ะมั่ง เห็นเขามีความสุขหัวใจฉันก็พองโต” ซาเอะยกยิ้ม “ถึงความสุขของเขาจะไม่ใช่ซาเอะซังอ่ะนะ” ซายากะเบรคซาเอะซะหัวทิ่ม “ทีแกอ่ะ ผู้หญิงคนนั้นอ่ะยังไง ไม่ใช่แค่เลขาหรอก” “ก็เป็นแค่เลขา มีอะไรเป็นพิเศษหรอ?” “ทั้งที่แกเป็นเจ้านาย แต่สละที่นอนให้เลขา แล้วตัวเองต้องมานอนพื้นให้ปวดหลัง ไม่แปลกไปหน่อยหรอ?”  “หยุดพูดแล้วนอนได้แล้ว หนวกหู” ซาเอะใช้มือทุบไปที่ท้องของซาเอะสุดำรง จนอีกคนตัวงอ “ก็ได้ๆ” ซาเอะยอมแพ้กับซายากะ ก่อนจะขดคู่ตัวเข้ามาเพราะอากาศเริ่มหนาวเย็น . .. . . . . “แล้วทำไมเราสองคนต้องมานอนพื้นแข็งๆและพื้นเย็นๆด้วยนะ” ซายากะพรึมพรำ แน่ล่ะซาเอะได้ยินมันและเขาก็เห็นด้วยกับประโยคนี้ของซายากะ . . . TBC  
  12. ขายรูป netshop

    รูปเซ็ตจังเก้น มายุ ซากุระ ราคาเซ็ตละ 750 รวมส่งครับ
  13. stepmother [Natsu x Mado]   Madoka part:   ในที่สุดฤดูร้อนวันที่26กรกฎาคมของปีนี้ก็มาถึงไม่กล้าพูดเต็มปากว่าไม่ค่อยจะชอบวันนี้ซักเท่าไหร่ เพราะเป็นวันคล้ายวันเกิดของตัวเอง ทั้งที่ออกจะเป็นวันพิเศษขนาดนี้แท้ๆ แต่ฉันกับพ่อ เราต่างทะเลาะกันในช่วงเย็นที่ผ่านมา   ช่วงเวลาที่เข้าสู่วัยเริ่มต้นของการเป็นผู้ใหญ่หมาดๆ การเริ่มใช้ชีวิตที่ขึ้นเลข2ครั้งแรก ...   โชคไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่เพราะหลังจากจัดงานวันเกิดเสร็จ พ่อคิดว่าเรื่องที่บอกฉันคงเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับเราสองพ่อลูก แต่กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง   ตอนนั้นฉันไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองให้แสดงความยินดีได้เลย ความรู้สึกทั้งหมดตอนนี้มันตีกันจนบอกไม่ถูก รวมๆแล้วค่อนข้างจะออกมาในด้านลบซะส่วนมาก จะมีลูกสักกี่คนเชียวที่ดีใจเมื่อได้ยินคนเป็นพ่อพูดว่ากำลังตกหลุมรักผู้หญิงอีกคนที่นอกเหนือจากฉันและแม่…   จริงอยู่ที่ไม่ได้ผิดอะไร เพราะในเมื่อตอนนี้แม่ไม่ได้อยู่กับเราแล้ว แต่ฉันแค่รู้สึกไม่ดีกับการที่อยู่ๆ พ่อก็มาบอกเรื่องนี้กระทันหันแบบไม่ทันให้ตั้งตัว และที่เลวร้ายไปกว่านั้น ที่ทำให้ฉันถึงกับต้องโวยวายออกมาคือ ผู้หญิงคนนั้นจะย้ายเข้ามาอยู่กับเราในวันพรุ่งนี้   เซอร์ไพร์สไหมหล่ะ ! สาบานได้ว่าฉันจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นในวันสำคัญของฉันอีก   ในช่วงเวลานั้น เราต่างแข่งกันขึ้นเสียงกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ฉันว่าถ้ายังไม่มีใครคนใดยอม รับประกันได้ว่าบ้านแตกแน่ๆ จึงตัดสินใจเดินออกมา ตรงไปที่ MINI Cooper Countryman สีแดง ที่พึ่งเป็นเจ้าของมันได้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาจากคนที่พึ่งมีปากเสียงกัน ฉันขับรถออกไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีจุดหมาย ตอนนี้ต้องการหาสถานที่หรืออะไรบางอย่างเพื่อสงบสติอารมณ์ เมื่อคิดเช่นนั้นก็เหยียบคันเร่งตรงเข้าไปในเมืองศรีวิไล สถานที่ที่มีความบันเทิงมากมายที่พวกผู้ใหญ่ชอบมาสังสรรค์พบปะกัน ฉันสงสัยมาตลอดว่าสิ่งเหล่านั้นมันทำให้คนเราคลายเครียดได้จริงหรอ ทั้งเรื่องน่ายินดีและเรื่องไม่น่ายินดี ก็ต่างไม่วายที่จะต้องมาดื่มไอน้ำที่มีรสชาติขมๆนี้เช่นกัน   บางทีคนเราอาจจะดื่มมันเพื่อให้ขาดสติ หนีโลกความจริงไปชั่วขณะก็ได้มั้ง  …   เมื่อความคิดในสมองเริ่มมีข้อสงสัยต่างๆนานาวนเวียนอยู่ในหัว ร่างสูงเลยไม่รอช้าตัดสินใจมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย   และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมหล่อนถึงมานั่งในร้านนี้ ที่นี่คนเดียว . . . . .   “รับอะไรดีครับคุณผู้หญิง” “อ….เอ่ออออ ….. ขอแบบนั้นที่นึงค่ะ” ร่างสูงที่พึ่งเคยมาสถานที่แบบนี้เป็นครั้งแรก ค่อยๆนั่งลงที่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ยาว  เธอไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรกับสถานที่แบบนี้   รู้สึกเกร็งไปหมดซะทุกอย่าง แม้กระทั่งสั่งเครื่องดื่มก็ไม่รู้ว่าเขาดื่มแบบไหนกัน จะเหมือนดื่มน้ำอัดลมหรือเปล่านะ เลยหันไปชี้แบบที่คนตรงโต๊ะหัวมุมดื่มมาประเดิม   “เตกีล่า?”   “ค... ค่ะ” ฉันตอบรับไปอย่าง งงๆ กับชื่อเครื่องดื่มที่ไม่คุ้นหู   หลังจากที่สั่งเจ้าเครื่องดื่มที่ไม่ค่อยคุ้นเคยเสร็จแล้ว ร่างสูงก็ได้แต่นั่งมองสำรวจรอบ ๆ ร้าน บรรยากาศภายในร้านก็ดูคึกคักครื้นเครง เหมือนงานเลี้ยงฉลองอย่างไรอย่างนั้น หากแต่เพียงทุกคนในร้านไม่ได้รู้จักกันเสียหมด   ลูกค้าที่นี่ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทที่เพิ่งเลิกงานแล้วมาดื่มสังสรรค์กัน พนักงานในร้านต่างเดินกันให้ขวักไขว่ทั่วร้าน โดยมือทั้งสองถือแก้วเบียร์มากกว่า2แก้ว ไล่เดินเสิร์ฟตามโต๊ะของลูกค้าที่ทยอยสั่งออร์เดอร์เรื่อย ๆ บางทีอาจจะเพราะเป็นวันศุกร์ด้วย วันที่คนส่วนใหญ่เฝ้ารอเหมือนได้ปลดปล่อยความเครียดที่สะสมมาจาก4วันที่ผ่านมา เลยคึกคักเป็นพิเศษ   ระหว่างที่กำลังคิดอะไรไปเรื่อยอยู่นั้น ขณะเดียวกันพนักงานบาร์เทนเดอร์วัยกลางคนก็เอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้ เธอค่อยๆจิบเครื่องดื่มสีใสตรงหน้าทีละนิด รู้สึกได้ว่ากล้ามเนื้อบนใบหน้านั้นเกร็งมากเมื่อรสชาติของเหล้าไหลผ่านลงคอ มันมีกลิ่นที่ค่อนข้างแรงและบาดคอ เห็นสีใสๆแบบนี้แต่รสชาติแรงเป็นบ้าเลย แต่ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น มันทำให้ร่างกายข้างในของเธอเริ่มร้อนขึ้นมาบ้าง พอเริ่มชินกับมัน หญิงสาวร่างสูงก็กระดกแก้วในมือของเธอรวดเดียวหมด “ค่อยๆดื่มก็ได้ครับ ตัวนี้ค่อนข้างแรง ถ้าไม่เคยดื่มมาก่อน ผมเกรงว่าเดี๋ยวคุณสุภาพสตรีจะน็อคไปซะก่อนนะครับ” บาร์เทนเดอร์วัยกลางคนเดิมเอ่ยปากเตือนด้วยความเป็นห่วง เพราะเห็นว่าเป็นผู้หญิง แถมมาคนเดียว หญิงสาวได้แต่ยิ้มแห้งๆตอบกลับ พร้อมกับขอแบบเดิมเพิ่มอีกหนึ่งที่ คิดว่าคราวนี้จะค่อยๆจิบเพราะเริ่มรู้สึกว่าร่างกายของเธอมันเริ่มร้อนขึ้นมาแล้ว แถมยังรู้สึกมึนๆที่หัวเล็กน้อย นี่อาจจะเป็นสัญญาณว่าร่างกายของเธอเริ่มจะไม่ได้สติไปบ้างแล้ว   กริ๊ง…!!! เสียงกระดิ่งระฆังตัวน้อยคล้ายของเล่นซานตาคลอส ที่แขวนติดตรงประตูหน้าร้านดังขึ้น บ่งบอกว่ามีลูกค้ามาเยือน   “สวัสดีครับมัตสึโอกะซัง” บาร์เทนเดอร์วัยกลางคนเมื่อครู่นี้เอ่ยทักทายลูกค้าที่พึ่งทำให้ระฆังของเล่นซานตาคลอสดังด้วยความสนิทสนม “สวัสดีค่ะซาโต้ซัง วันนี้ขอแบบเดิมนะคะ” เธอสั่งด้วยความเคยชินแล้วนั่งตรงหน้าเคาน์เตอร์ ถัดจากฉันแค่2ช่วงโต๊ะ “ได้ครับ… แล้ววันนี้ คุณคนนั้นเขาไม่มาด้วยหรอครับ” หญิงสาวได้แต่ยิ้มรับบางๆพร้อมกับส่ายหัวเป็นการปฏิเสธ “ หลังจากวันนี้ไป ฉันคงอาจจะไม่ได้มาที่นี่บ่อยๆอีกแล้วหล่ะค่ะ” “เอ๊ะ!!!!! ทำไมหรอครับ? ” “กับคุณคนนั้น ฉันจะแต่งงานกับเขาค่ะ” “จริงหรอครับ ยินดีด้วยนะครับ งั้นวันนี้ลุงขอเลี้ยงเครื่องดื่มเป็นของขวัญแสดงความยินดีด้วยนะครับ” “อย่าลำบากเลยค่ะ” “ไม่เป็นไรครับแค่เบียร์สดแก้วเดียว  ร้านลุงไม่ขาดทุนหรอกครับ”   “ขอบคุณนะคะซาโต้ซัง” เธอยิ้มตอบรับ รอยยิ้มบนใบหน้าของสาวเจ้าช่างน่าหลงไหลอะไรเช่นนั้น มันทำให้เธอเผลอยิ้มตามออกมาโดยไม่รู้ตัว เป็นรอยยิ้มที่ไม่คิดว่าวันนี้จะมีอารมณ์ยิ้มแบบนี้ออกมาได้   ใช่..   เพราะวันนี้มีแต่เรื่องน่าปวดหัวทั้งนั้น แต่ทว่าฉันยิ้มออกมาเพราะเธอคนข้างหน้า ที่ทำให้วันนี้ทั้งวันของเธอก็ไม่ได้เป็นเรื่องแย่ซะทั้งหมดทีเดียว   หญิงสาวเจ้าของรอยยิ้มหวานนั้นได้แต่นั่งละเลียดเบียร์ในมือทีละนิด โดยไม่มีทีท่าสนใจสิ่งรอบข้างว่าตอนนี้กำลังมีคนมองเธออยู่ เธอหลับตาฮัมตามเสียงเพลงที่บรรเลงภายในร้าน ถึงแม้ว่าเสียงสนทนาจอแจของคนในร้านจะดังกว่าซักเท่าไหร่   แต่หญิงสาวก็ดูจะจับจังหวะเสียงดนตรีได้ถูกต้องพอสมควร   ฉันจ้องมองเธออยู่นานพอสมควร นานจนเธอเริ่มรู้สึกตัว เธอคนนั้นค่อยๆลืมตาแล้วหันมามอง และตอนนี้ก็กำลังเดินตรงมาที่ฉัน ร่างสูงได้แต่ฉีกยิ้มกลับไปให้อีกครั้ง เป็นรอยยิ้มของการทักทาย   “มีอะไรรึป่าวคะ เห็นมองตั้งนานแล้ว” เธอคนนั้นถาม “นึกว่าจะไม่รู้ตัวซะอีก ไม่มีอะไรค่ะ พี่สวยดีฉันเลยมอง” “จีบ?” เธอหัวเราะแห้งๆออกมาพร้อมกับทำหน้าสงสัยตอบกลับมาเหมือนเชิงถาม “แล้วแต่พี่จะคิดค่ะ” “งั้นให้จีบได้แค่วันนี้วันเดียวนะ” “ทำไม พี่จะแต่งงานหรอ” ฉันพูดเชิงทีเล่น เพื่อเป็นการหยอกล้อ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้น ไม่มีเสียงตอบรับจากคนตรงหน้า แต่ก็สัมผัสได้ว่านั่นคงจะเป็นคำตอบของหล่อน “จริง? ไม่อยากจะเชื่อ เมื่อกี้ฉันนึกว่าฉันหูฝาด” “แอบฟังคนอื่นคุยกัน มันไม่ดีเลยนะ” “ป่าวซะหน่อย ก็มันได้ยินเองหนิ” “ว่าแต่ทำไมถึงไม่มีใครเชื่อว่าฉันกำลังจะแต่งงาน แม้กระทั่งแม่ฉังเองก็ด้วย” “พี่ดูไม่เหมือนคนที่กำลังจะแต่งงาน ฉันคิดว่าพี่พูดเล่นด้วยซ้ำ” “ยังไง?” “ไม่รู้สิคะ ปกติคนเราจะมีออร่าแผ่ออกมาเวลามีความรักจนคนรอบข้างสัมผัสได้ แต่ตอนนี้พี่ไม่ได้เป็นแบบนั้น” “รู้ดีจังเลยนะเรา ว่าแต่ชื่ออะไร” “มาโดกะค่ะ” “ฉันนัตสึมิ ยินดีที่ได้รู้จักนะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอนั่งด้วยคนแล้วกัน” “ยินดีเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ” ฉันรีบตอบรับทันที พร้อมกับผายมือไปที่เก้าอี้ว่างข้างๆ   ทั้งสองคนคุยกันถูกคอ เข้าขาเหมือนคนที่รู้จักกันมานาน อันที่จริงวันนี้มันก็ไม่ได้เป็นวันที่แย่สำหรับฉันซักเท่าไหร่ การได้พบมัตสึโอกะนั้น เหมือนทำให้ฉันลืมทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ แล้วเอาแต่คิดถึงเรื่องเธอวนไปในหัวอยู่อย่างนั้นในขณะที่เราคุยกัน ฉันชอบดวงตาเธอ เวลายิ้ม ทุกครั้งที่มองรู้สึกว่าเหมือนฉันจะลืมหายใจไป3วิ เหมือนมีอะไรดึงดูดให้เราจดจ่ออยู่กับรอยยิ้มนั้นเพียงอย่างเดียว   ฉันน่าจะตกหลุกรักผู้หญิงคนนี้ คนที่พึ่งรู้จักกันได้ไม่กี่ชั่วโมงเข้าแล้วแหละ ...   เมื่อใกล้ถึงเวลาร้านปิด แต่ทั้งสองยังคงมีเรื่องมากมายที่อยากคุยกันต่ออีก มัตสึโอกะเลยเอ่ยปากจะไปส่งเธอ  บางทีเธออาจจะชวนไปตามมารยาทก็ได้ แต่ฉันไม่อยากจะให้มันเป็นอย่างนั้น เมื่อได้โอกาสก็ไม่รอช้ารีบตอบตกลงทันที เพราะตอนนี้เธอเองกำลังสนุกกับการได้เจอเพื่อนใหม่ ที่นานๆทีจะเจอคนที่เข้ากันได้ดีขนาดนี้   . . . . . . .     ท้องถนนในยามดึกที่โล่งและเงียบสนิท นัตสึขับรถของมาโดกะอย่างระมัดระวังด้วยความไม่ค่อยชินเท้าซักเท่าไหร่ โดยมีเจ้าของรถนั่งให้กำลังใจอยู่ข้างๆ เพราะตอนนี้เธอเองคงไม่มีสติมากพอที่จะประคองพวงมาลัยไปตามท้องถนนได้ตรง จึงวานให้อีกคนที่ดูจะมีสติมากกว่าขับไป   “ฉันดีใจนะที่วันนี้เราได้คุยกัน ไม่งั้นวันนี้คงเป็นวันที่ฉันไม่มีความสุขสุดๆในชีวิตแน่ๆ” มาโดกะกล่าว “งั้นแวะไปที่คอนโดฉันก่อนมั๊ย ถ้าเธอมีเวลา” “คอนโด?” “ยังเองก็อยากมีเพื่อนคุยด้วยต่อคืนนี้ ก่อนที่พรุ่งนี้ความเปลี่ยนแปลงจะมาเยือน เธอว่าไง?” “ฉันคงดื่มไม่ไหวแล้วแหละค่ะ…. แต่ฉันยังอยากคุยกับพี่อยู่ เอาเป็นว่าตกลง” “ไม่คิดว่าฉันจะหลอกเธอบ้างหรอ” หญิงสาวที่อายุมากกว่าหันมาถามเธอ “บางทีฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน รู้สึกร่างกายเหมือนโดนสะกดจิตไม่ให้ปฏิเสธ ตอนนี้พี่อาจจะกำลังพาฉันไปที่ที่อันตรายก็ได้ แต่ฉันไม่สนใจหรอกค่ะ ฉันไม่มีอะไรติดตัวมาเลย ค่าเหล้ายังให้พี่ออกให้ พี่ต่างหาก ทำไมถึงชวนคนแปลกหน้าไปห้องง่ายจัง ทำแบบนี้กับทุกคนเลยหรือเปล่า” ฉันเผลอตอบคำถามคนข้างๆไปยาวเหยียด ออกแนวบ่นๆพูดไปเรื่อยเสียมากกว่า ทั้งที่ก็รู้ว่าเขาแค่ถามหยอกเล่นเหมือนที่คุยกันผ่านๆมา แต่ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องพูดออกไปหมดทุกอย่างขนาดนั้น อาจจะเพราะประหม่าหรือไม่ก็ควบคุมสติตัวเองไม่ค่อยจะได้แล้ว หลังจากดื่มไปพอสมควร “ถึงฉันจะดูง่ายแต่ฉันก็เลือกนะ เด็กอย่างเธอ ขับรถMINI Cooper Countryman แถมนาฬิกา เสื้อผ้า เครื่องประดับก็ไม่ใช่ของโนเนม เทียบกับค่าของในห้องฉันแล้ว ยังไม่ได้ค่าซ่อมนาฬิกาเธอด้วยซ้ำ พนันได้เลยว่าเธอก็เป็นแค่เด็กหัวรั้นคนนึงแค่นั้นเอง” “คงงั้นมั้งคะ พ่อก็ชอบพูดแบบนี้” ฉันเงียบไปพักนึง พร้อมกับถามคนข้างๆเบาๆ แต่ก็ได้ยินเสียงที่ค่อนข้างชัดเจน “ฉันดูเด็กมากเลยหรอคะ” “ถ้าพูดกันตามตรง ก็ดูไม่เด็กเท่าไหร่หรอกนะ ออกจะแก่แดดด้วยซ้ำ แต่การกระทำบางอย่างมันก็ทำให้รู้ว่ายังเด็กอยู่” “อย่างเช่น?” “หนีออกจากบ้านเพราะทะเลาะกับพ่อ” “ฉันไม่ได้หนีออกจากบ้านซะหน่อย ฉันแค่โกรธมากไม่อยากจะทะเลาะกันเพราะเรื่องคนอื่นเลยถอยมาตั้งหลักก่อน” “อีกอย่างคือ เธอดูเป็นคนไม่ยอมคนนะ” “ใช่แล้ว นั่นคือจุดแข็งฉันเลย” “เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า ...เคยมีคนบอกหรือเปล่าว่าเวลาเมาแล้วจมูกเธอแดงเหมือนกวางเรนเดียร์เลย ตลกดี” “ไม่เคยค่ะ รู้แต่ว่าเวลาฉันเมา ฉันใจง่ายค่ะ  ถ้าพี่จะปล้ำฉันตอนนี้ฉันก็อาจจะยอมก็ได้นะ” “คิดจะตอบแทนค่าเหล้าด้วยการเอาตัวเข้าแลกหรอ” “คงงั้นมั้ง” มาโดกะพูด ก่อนจะหันไปมองนัตสึที่ตอนนี้กำลังตั้งใจจดจ่อกับถนนอยู่ แล้วเอ่ยถามคำถามที่เธอคิดมาตลอดระหว่างทาง “พอหมดวันนี้เรายังจะได้เจอกันอีกมั๊ยคะ ฉันยังอยากเจอพี่อยู่ ไม่อยากให้ผ่านคืนนี้ไปแล้วกลายเป็นคนไม่รู้จักกัน” “พรุ่งนี้หายเมาเดี๋ยวก็ลืมแล้ว” เธอสายหัวปฎิเสธทันที “ฉันไม่ลืมคนที่ทำให้วันนี้ของฉันยิ้มได้หรอกค่ะ” หลังจากจบประโยค ต่างคนก็ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาเลย นัตสึค่อยๆลดความเร็วลงแล้วตีไฟเลี้ยวเข้าจอดข้างทางทันที แล้วหันมามองคนข้างๆ ที่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เธอต้องหยุดรถ เหมือนมีแรงดึงดูดให้หน้าทั้งคู่เข้าหากัน ยิ่งใกล้มันยิ่งยากจะควบคุม แต่ทว่าคนอายุมากกว่าก็ยื่นมือมาบีบแก้มเธออย่างแรง   “ขืนทำแบบนั้น พรุ่งนี้พ่อเธอคงเอาตำรวจมาลากฉันเข้าคุกแน่ๆ” จู่ๆนัตสึก็โผลงขัดขึ้นมาในจังหวะที่กำลังจะเข้าได้เข้าเข็มเอง พร้อมกับปลดเข็มขัดให้อีกฝ่าย เนื่องจากถึงที่พักเธอแล้ว   “ฉันบอกว่าฉันอายุ20แล้วจริงๆ อีกอย่าง ป่านนี้คงเตรียมตัวตอนรับเมียเด็กอยู่ เค้าไม่สนใจฉันหรอกค่ะ” “นี่แหละเด็กน้อย” “ฉันไม่ใช่เด็กๆนะ จะให้บอกอีกกี่ครั้งว่าปีนี้ฉันบรรลุนิติภาวะพอดี ฉันโตแล้ว” มาโดกะตอบด้วยเสียงหนักแน่น” “ยังไงก็เด็กน้อย”  นัตสึพูดก่อนจะหัวเราะออกมาเล็กน้อยด้วยความเอ็นดู แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้คิดแบบนั้นหน่ะสิ มาโดกะได้แต่ทำหน้าน้อยใจ ทำปากขมุบขมิบบ่นกับตัวเอง . . . . .   เวลาเกือบเที่ยงคืนบรรยากาศภายในคอนโดเงียบสงัด ลิฟท์ตัวใหญ่กว้างขวางที่มีเพียงแค่นัตสึกับมาโดกะแค่สองคนเท่านั้น ตอนนี้มาโดกะที่ยืนเซนิดหน่อยเพราะพยุงตัวให้ยืนตรงไม่ได้ นัตสึได้แต่ช่วยพยุงไม่ให้ล้มเอาไว้   ความเงียบเข้าปกคลุม รู้สึกเหมือนคนตัวสูงกำลังงอนกับคำพูดของเธอเมื่อซักครู่นี้ที่บอกว่าเธอเด็กน้อย   “งอนหรอ” นัตสึถามหลังจากที่เปิดประตูเข้าห้องมา แล้วตรงไปที่ห้องครัว เปิดตู้เย็น หยิบเครื่องดื่มมาต้อนรับแขกผู้มาเยือนห้อง “ก็ฉันไม่ใช่เด็กซะหน่อย” “ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ แต่ที่พูดเนี่ย แค่หมายถึง ไม่อยากให้หนีปัญหาแบบนี้ ดูเหมือนเด็กไม่รู้จักโต ฉันเองก็เคยเป็นแบบนั้นมาก่อน” เธอนั่งลงที่โซฟากลางห้องข้างๆฉันพร้อมกับยื่นน้ำเปล่ามาให้ “แล้วผู้ใหญ่เค้าทำยังไงกันหรอ ฉันไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ฉันไม่ชอบให้เราทะเลาะกัน ไม่ใช่ว่าฉันเองไม่ยินดีกับพ่อนะคะ ใจนึงฉันกลัวว่าพ่อจะรักฉันน้อยลง ปกติมีกันอยู่แค่สองคน พ่อเลยให้ความสำคัญกับฉันมากๆ ถ้าผู้หญิงคนนั้นย้ายเข้ามา ยังไงพ่อก็ต้องรักเธอมากกว่าฉันแน่ๆ ก็จริงอย่างที่พี่พูด คิดแล้วยังไงฉันมันก็เด็กเอาแต่ใจอยู่ดี” ความเศร้าปรากฎขึ้นบนใบหน้าเธอ “รู้อะไรมั๊ย ที่ฉันบอกว่าพรุ่งนี้ฉันจะแต่งงาน ฉันเองก็ต้องย้ายไปอยู่กับเขาและลูกของเขา ถ้าฉันรู้ว่า ฉันเป็นต้นเหตุที่ทำให้พ่อลูกทะเลาะกันเหมือนอย่างครอบครัวของเธอ  ตัวฉันเองก็ไม่สบายใจเหมือนกัน ฉันว่ามีอะไรก็บอกเขาไปเถอะ จะได้สบายใจทั้งสองฝ่าย  และอีกอย่าง โลกข้างนอกมันอันตรายกว่าที่คิดนะ หนีออกมาไม่บอกเขาแบบนี้ ถ้าฉันเป็นคนไม่ดี ตอนนี้ฉันอาจจะจับเธอทำมิดีมิร้ายก็ได้” “แล้วทำไมพี่ต้องเป็นคนดีหล่ะ จะทำอะไรกับฉันก็ได้ ทำได้หมดทุกอย่างที่พี่อยากทำเลย แลกกับขอฉันค้างที่นี่คืนนี้นะ” จากใบหน้าเศร้าๆเมื่อกี้ เปลี่ยนมาเป็นหน้ากวนๆอ้อนๆอย่างรวดเร็ว เจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว “ฉันเองก็ไม่ใช่คนดีอะไรมาก แต่ก็ไม่ถึงกับเลว และที่สำคัญฉันไม่นิยมล่วงเกินตอนขาดสติ มันไม่ได้อารมณ์หรอก จะนอนก็นอนไปเถอะ แต่สัญญานะว่าพรุ่งนี้จะกลับบ้าน แล้วอีกอย่าง” เธอเว้นจังหวะหายใจครู่นึง “ส่งข้อความบอกพ่อเธอซะ ว่าจะค้างบ้านเพื่อน ไม่งั้นฉันได้เข้าคุกจริงๆแน่ข้อหาลักพาตัว” “ค่าาาาาาาแม่!!” มาโดกะตอบรับอีกคน ที่บ่นยืดยาว เสมือนเป็นแม่ของเธอจริงๆ พร้อมกับหยิบมือถือออกมาพิมพ์ข้อความตามคำสั่งของอีกคน แล้วก็ทิ้งตัวล้มลงบนโซฟาเหมือนคนหมดแรง “ถ้าฉันเป็นแม่เธอจริงๆ ฉันจะจับตีก้นให้ลายเลย คนอะไรดื้อชะมัด” “ถ้าพี่เป็นแม่ฉันจริงๆนะหรอ อื้มมมมมมมมม ไม่มีทางหรอก ถ้าเป็นแบบนั้นนะ ฉันจะแย่งจากพ่อเลยคอยดู” มาโดกะพูดทีเล่นทีจริงหยอกเย้านัตสึ พร้อมกันหันหน้าไปมองด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ “มันอาจจะเร็วไป แต่ฉันชอบพี่จริงๆนะคะ” เสียงที่เปล่งออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนที่จะค่อยๆหลับตาเพราะความง่วง   นัตสึที่เห็นภาพของคนข้างหน้านั้น ช่างเหมือนเด็กที่พึ่งหย่าขวดนมออกมาผจญโลกสิ้นดี บางทีเธอก็ไม่ใช่คนดีอะไรหรอกนะ  แต่แค่รู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้ อย่างที่พูดไปจริงๆ ในหัวเธอตอนนี้กำลังคิดถึงเรื่องที่จะเกิดวันพรุ่งนี้ ค่อนข้างเป็นกังวลอยู่พอสมควร ไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นจะรับเธอได้หรือเปล่า ถ้าลูกของเขาเป็นเด็กคนข้างหน้าเธอตอนนี้ ก็คงรู้สึกดีขึ้นมานิดนึง เพราะเราค่อนข้างมีไลฟ์สไตล์ที่คุยกันง่าย  แต่อีกใจถ้าสมมติเธอเป็นแม่ของเด็กคนนี้ขึ้นมาจริงๆหน่ะหรอ คงจะอกแตกตายแน่ๆ อันที่จริงก็น่าเอ็นดูอยู่หรอก แต่คิดไปคิดมาแล้วน่าปวดหัวซะมากกว่า ...   มาโดกะพลิกตัวกลับไปกลับมาหันมามองนัตสึที่ตอนนี้กำลังนั่งมองเธออยู่ “บรรลุนิติภาวะของฉัน จะไม่เปลี่ยนใจจริงๆหรอ พี่จะเป็นคนแรกของฉันเลยนะ ปกติฉันไม่ได้ใจง่ายแบบนี้บ่อยๆนะ” "บางทีอาจจะต้องคิดใหม่แล้ว เพราะดูเหมือนว่าเด็กแถวนี้จะต้องการให้ฉันล่วงเกินซะเหลือเกินนะ" ไม่รู้ว่าอะไรทำให้เธอเริ่มสนใจเด็กคนนี้ขึ้นมา ทั้งที่จะเลิกนิสัยเต๊าะเด็กแล้วแท้ๆ แต่พอยิ่งรู้ว่าเด็กนี่ไม่เคยผ่านใครมาก่อนก็รู้สึกอยากครอบครองขึ้นมา นัตสึค่อยๆก้มตัวลงไป เลื่อนแขนลงไปโอบสะโพกเด็กที่เปิดโอกาสเชิญชวนเธอเมื่อซักครู่นี้ . . . . . . . . . . . . . . . . . . . กอด…   แค่นอนกอดกัน ที่เหลือก็ปล่อยไปตามอารมณ์ แต่ก็ไม่ได้มากไปกว่าการจูบและลูบไล้ เธอกลัวข้อหาพากผู้เยาว์ ถึงจะบอกว่าอายุ20แล้วก็เถอะ ใครจะรู้ว่าพูดความจริงหรือเปล่า เด็กสมัยนี้มันไว้ใจได้ซะที่ไหนกันเชียว ยิ่งเด็กคนนี้ยิ่งไว้ใจไม่ค่อยได้ . . . . .   มาโดกะตื่นเช้ามาไม่เจออีกคน … มีเพียงแต่กระดาษโน้ตแปะไว้ที่หน้าผากเธอพร้อมกับข้อความที่ทำให้เธอยิ้มรับสำหรับการเริ่มต้นของเช้าวันใหม่   ‘ขอโทษนะ อย่าหาว่าฟันแล้วทิ้ง แต่เช้านี้ฉันมีธุระสำคัญจริงๆ ถ้าจะไป ช่วยทิ้งกุญแจไว้ที่กล่องจดหมายหน้าประตูด้วย ขอบคุณมากเด็กน้อย รีบกลับบ้านได้แล้ว จากคุณแม่ขี้บ่นคนเมื่อวาน’   มาโดกะยิ้มกับข้อความของพี่สาวคนสวยได้ไม่นานก็ต้องรีบลุกจากเตียงขึ้นมาจัดการแต่งตัวแล้วรีบตรงกลับบ้านโดยเร็ว เพราะเช้านี้เธอก็มีธุระสำคัญเช่นกัน   ฉันต้องรีบกลับไปดูหน้ายัยแม่เลี้ยงคนใหม่ของพ่อ   . . . . .   ฉันรีบลงจากรถเพื่อมาดูหน้าผู้หญิงคนที่จะขึ้นชื่อว่าเป็นแม่เลี้ยงคนใหม่ของเธอ แต่ดูเหมือนเมื่อมาถึงบ้าน แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ทุกอย่างดูปกติเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรหวือหว่าอย่างที่เธอคิดไว้ มีเพียงแค่รองเท้าคัทชูสีครีมตรงชั้นวางรองเท้าหน้าบ้านเพิ่มขึ้นมาเท่านั้นเอง   ร่างสูงเดินตรงไปยังห้องทำงานของผู้เป็นพ่อ ที่ตอนนี้ขมวดคิ้วอยู่หน้าคอมพิวเตอร์   เธอถอนหายใจก่อนจะเคาะประตูแล้วเดินเข้าไป “มาแล้วหรอ” เธอได้แต่ก้มหน้าไม่ยอมสบตา “ทีนี้เราจะคุยได้กันยัง” มาโดกะค่อยๆเลื่อนเก้าอี้ แล้วค่อยๆนั่งลงตรงข้าม พร้อมจะเผชิญกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ อย่างที่มัตสึโอกะได้พูดไว้เมื่อคืน เราเป็นผู้ใหญ่ เราโตแล้ว ต้องไม่หนีปัญหา เอาหล่ะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะผ่านมันไปให้ได้ “หนูขอโทษค่ะ ที่ทำให้พ่อลำบากใจ” “พ่อเองก็ขอโทษ ที่ทำอะไรไปโดยไม่ได้บอกหนูก่อน พ่อมีเหตุผลของพ่อที่ตอนนี้ยังบอกหนูไม่ได้จริงๆ แต่อยากให้รู้ไว้ว่า ไม่ว่ายังไง พ่อก็ไม่รักใครไปมากกว่าหนูหรอกนะ อยากได้ยินพ่อพูดแบบนี้ใช่ไหม?” ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นพ่อของเธอพูดกับเธออย่างรู้ทัน มาโดกะผงกหัวรับอย่างเข้าใจ พร้อมกับยิ้มหน่อยๆ ไม่ว่ายังไง พ่อก็เข้าใจเธอตลอด มีแต่เธอเองที่ดื้อกับท่านและไม่ค่อยจะยอมฟังเขาพูดซักเท่าไหร่ นิสัยแบบนี้มันเด็กเอาแต่ใจอย่างที่มัตสึโอกะพูดจริงๆด้วย “แล้วไหน ผู้หญิงคนที่พ่อจดทะเบียนด้วยคะ ตั้งแต่มาถึงหนูยังไม่เห็นใครเลย”   ก๊อกๆๆ   “นั่นไง พูดถึงก็มา … เข้ามาสิ”พ่อกล่าว ฉันเริ่มรู้สึกประหม่าและตื่นเต้นเล็กน้อย กลัวว่าจะเข้ากับผู้หญิงของพ่อไม่ได้ “นี่โมริยาสุ มาโดกะ ลูกสาวที่ผมเคยเล่าให้คุณฟังครับ” “ส่วนนี่ มัตสึโอกะ นัตสึมิ คนที่พ่อจะจดทะเบียนสมรสด้วย” “...” “...” ความเงียบเข้าปกคลุม ทั้งสองต่างยืนนิ่งราวกับมีอะไรมายึดไว้ไม่ให้ขยับได้ ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ไม่รู้จะพูดอะไร สับสนไปหมด ในหัวตอนนี้มีแต่เรื่องเมื่อคืนตีสลับกับภาพผู้หญิงข้างหน้าเธอวนเวียนเต็มไปหมด ไม่อยากจะเชื่อตัวเอง ใครก็ได้บอกฉันทีว่ากำลังฝันค้างจากเมื่อคืนอยู่ พระเจ้ากำลังเล่นตลกอะไรกับพวกเราแน่ๆ มีคนตั้งมากมาย แต่ทำไมต้องเป็นพี่   พ่อแตะที่แขนฉันเบาๆเพื่อเป็นการดึงสติกลับมา “เป็นอะไรหรือเปล่า” “ไม่มีอะไรค่ะ เมื่อคืนแค่ไม่ค่อยได้นอน” “ยินดีที่ได้รู้จัก ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” เมื่อฉันไม่มีทีท่าว่าจะตอบโต้อะไร เธอจึงเป็นฝ่ายเริ่มแนะนำตัวก่อน พร้อมกับก้มหัวโค้งเล็กน้อย “เช่นกันค่ะ” ฉังโค้งตอบรับ เธอยิ้มให้กับฉัน และทำตัวตามปกติ เป็นไปได้ไหมว่าอาจจะเป็นคนละคนกันกับคนเมื่อคืน แต่ยิ่งคิดก็เหมือนยิ่งหลอกตัวเอง เป็นไปไม่ได้หรอก “งั้นวันนี้เราไปกินข้าวนอกบ้านกันไหม ว่าไง?” “แล้วแต่คุณเลยค่ะ” “ก...ก็ดีค่ะ” “งั้นพ่อไปทำงานก่อนนะ แล้วเย็นนี้จะมารับ” พ่อจูบที่กระหม่อมฉันเบาๆเหมือนที่ท่านชอบทำเป็นประจำก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้ฉันกับมัตสึโอกะอยู่ในห้องนี้แค่สองคน ….   อึดอัด!!!   ทั้งๆที่เมื่อวานพวกเราออกจะเข้าขากันดี แต่ทำไมตอนนี้กลับตรงกันข้าม รู้สึกอึดอัด เธอเองก็คงจะรู้สึกเหมือนกัน   “ฉันตกใจมากเลยเมื่อกี้” เธอเริ่มบทสนทนาก่อน หลังจากที่เงียบกันไปอยู่นาน “เช่นกันค่ะ ไม่อยากจะเชื่อ” “ไม่เชื่อว่าเราจะได้เจอกันอีก หรือไม่เชื่อว่าฉันจะมาเป็นแม่เธอจริงๆ” เดาว่าเธอกำลังถามทีเล่นทีจริงเหมือนที่ผ่านๆมา รวมถึงเพื่อลดอาการประหม่าของเราด้วยเช่นกัน “ทั้งสองอย่าง” “ตลกดีเนอะ” “นั่นสิ แต่เรื่องเมื่อคืนฉันพูดจริงๆนะคะ ฉันไม่ลืม” ฉันรู้ว่าเธอเองก็รู้ว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร ถึงแม้เมื่อคืนจะไม่ค่อยได้สติและมีเรื่องราวมากมายที่พูดออกไป แต่ก็จำได้ดีว่าตัวเองพูดอะไรไปบ้าง “ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรอ ว่าให้จีบได้แค่เมื่อวานเท่านั้น” เธอรู้ “แต่ฉันก็ไม่ได้ให้สัญญากับพี่ซะหน่อย” ฉันเดินเข้าไปใกล้ๆอีกคน “ฉันไม่มีวันยอมเรียกพี่ว่าแม่เด็ดขาด เว้นแต่ว่าแม่ทูลหัว และฉันก็จะทำอย่างที่พูดจริงๆ ค่อยดู" "งั้นฉันก็จะจับเธอตีก้นจริงๆ อย่างที่พูด ถ้าเธอดื้อ" FIN Madoka Part...       .................................................................................................... Talk... สุขสันต์วันแม่ค่ะทุกโคนนนนนนนนนนนนนนนนนน  ขอสารภาพว่า จริงๆแล้วมันคือฟิคโปรเจควันเกิดนัตสึมาโด กะว่าจะลงวันเกิดแต่ละคน แต่อยู่ๆงานก็ถาโถมเข้ามามากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!!!!!! เลยไม่ได้ลง ก็มาลงวันแม่แทน ดันเข้าธีมพอดีไปอีก ถถถถถถถ   ที่ทุกคนกำลังอ่านอยู่ เป็น พาทของมาโดกะค่ะ ส่วนอีกพาทก็จะเป็นของนัตสึ เดี๋ยวถ้ามีโอกาสเรียบเรียงเสร็จเรียบร้อยแล้วจะเอามาต่อให้นะคะ   พาทของนัตจริงๆก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก ก็แค่จะพูดในส่วนของสตอรี่นัต มันก็จะมีเหตุและผลว่าทำไมเค้าถึงแต่งงานกับพ่อมาโดกะ     จะพยายามรีบแต่งให้จบไวๆนะคะ ...  
  14. ขายยกชุดจร้าสภาพดี
  15. กิริง ราคาตามรูปจร้า
  16. 8 Flowers Intor Love♡   เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดา ๆ ที่ไม่เคยมีความรัก เพราะหัวใจชาบู เอ้ย! บูชาให้เหล่าหนุ่ม 2D ไปจนหมดแล้ว คนอย่างวาตานาเบะ มายุ จึงไม่สนใจเรื่องความรักในโลกความเป็นจริงเลยแม้สักนิดเดียวก็ไม่เคยคิด แต่มีหรือที่เจ้ากามเทพตัวน้อยจะปล่อยให้รอดพ้นไป ถึงกับได้เล่นตลกด้วยการส่งผู้หญิงถึง 7 คนเข้ามากระตุ้นการเต้นของหัวใจ อ้ากกกก!!! ไม่ไหวหรอก มันต้องเลือกสักคนสินะ ต้องมีสักคนที่เกิดมาเพื่อเป็นคู่ที่แท้จริง แต่ว่า...แล้วใครล่ะ?     Talk Writer: กลับมากับเรื่องใหม่ที่ผุดเข้ามาในหัวอีกแล้วครับท่าน(เรื่องเก่ายังไม่จบเลย) เรื่องนี้ฮาเร็มลุ้นรักนะคะว่าใครคือเนื้อคู่ของย้วย เรื่องนี้จะมีคนรุมรักถึง 7 คน ไรท์ได้แรงบันดาลใจจากเรื่อง secrect seven แต่ตัวละครอาจจะไม่เหมือนกัน มาลุ้นกับเหล่าดอกไม้ทั้ง8กันดีกว่าว่าใครคือเนื้อคู่ที่แท้จริงมาย้วย ไว้ว่าง ๆ จะลองทำโปสเตอร์ ไม่ก็แนะนำตัวละครพอคร่าว ๆ ล่ะกันนะคะ ป.ล. ไรท์แอบไปทำใจเรื่องมายุซังแกรดน่ะ แต่ก็ยินดีในทางเลือกของคามิโอชิ มายุซังเหนื่อยมานานแล้วนี่นา ยังก็อยากรู้สึกขอบคุณมายุซังจริง ๆ ที่ทำให้เราถูกตกเข้ามาชอบAKBได้ 55555 อย่าลืมติดตามกันนะจ๊ะ จุ๊บ ๆ ♡♡
  17. หูยน่ารัก พารุรุกนิ่งอ่ะ ร้ายจริงๆ 555 แต่เค้าอยากได้คู่นี้แบบฟิคยาววววบ้างจังง //ทำตาปิ๊งๆ
  18. คู่นี้ดีมากจริงๆ ไปๆมาๆสงสารยุยดีกว่ามั้ย5555555
  19. ชอบคู่นี้มากกกกกกก อะไรประมาณนี้มันดีจริงๆ
  20. พอกันเลยอ่ะ สูสี อีกคนยั่วอีกคนก็ไม่คิดจะยั้งอะไร55555555
  21. Load more activity