All Activity

This stream auto-updates   

  1. Today
  2. สอบถามค่ะ

    ทำไมถึงตั้ง Topic ใน Market 48 ไม่ได้คะ?
  3. yesterday
  4. กลับมาดันอีกค่ะ^^555
  5. Last week
  6. หว่า....... รู้สึกม่าม่ารสต้มยำแบบเข้มข้นกำลังจะมา พี่เน่เอาเวลาไปกำราบ มิ้ลกี้นู้น อย่ามายุ่งกับพารุของยุยฮังนะ จูพาเรนะหนีเถอะ ไปใช้ชีวิตเรียบง่ายสบายๆดีกว่า ///// มีความอิน = =" นั่งปูเสื่อรอ ถึงแม้ช่วงนี้จะติด ฝั่งBNK แต่เราก็จะยังไปๆมาๆ อยู่แถวนี้นะจ๊ะ
  7. [OS-BNK48] Accident Kiss  [OrnTarwaan]

    เอาน่าก็แค่พลาดเอง ตาหวาน   ปล.#อรตาหวานก็เรือหลักของผมเหมือนกันนะไรต์
  8. [OS-BNK48] Hug my kitty (OrnTarwaan)

    ตาหวานเนี่ยนะ อ้อนอร ไม่อยากเชื่อเลย ปกติเห็นแต่นิ่งมาสะส่วนใหญ่เลย แต่ยังไงอรก็ต้องยอมแหละนะ    ท่าทางจะมีความสุขและอบอุ่นมากเลยนะ ขนาดข้าวที่ออกไปซื้อยังปล่อยให้เย็นเลย
  9. เอ๋ ~~  ทำไมตอนท้ายมันดูๆสลับที่กันหว่า
  10. อ้าว เป็นอย่างนั้นไป ทำไมอรเพิ่งมารู้ความจริงอะไรตอนนี้  ตาหวาน จะรู้บ้างป่าวนะว่าที่อรทำไปแบบนั้นเพราะมันจำเป็นหนะสิ   รออัพอยู่นะครับไรท์ เมนคู่นี้เป็นหลักเลย
  11. ขายรูป netshop

    +  
  12. บทที่1 “ฉัน มิยาวากิ ซากุระ เข้ามาสัมภาษณ์งานตำแหน่งเลขาส่วนตัวของ ท่านประธาน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” เสียงของผู้หญิงตากลม ผิวขาว ดังขึ้น พร้อมกับก้มหัวลงเล็กน้อยเพื่อทำความเคารพกับผู้หญิงผมสั้นที่ชื่อ ยามาโมโตะ ซายากะ ผู้เป็นหัวเรือใหญ่ของกรุ๊ป และเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัท ยามาโมโตะ อินเตอร์ไพรส์ เป็นบริษัทส่งออกสินค้าไปต่างประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเขตนัมบะมีบริษัทแม่อยู่ใจกลางเมืองโตเกียว และกำลังพยายามแข่งกับคู่แข่งจากหลายเขตเพื่อเป็นหนึ่งเดียวของญี่ปุ่น กำลังนั่งหันหลัง มองออกไปทางหน้าต่างที่เป็นกระจกใส สั่งทำพิเศษเพื่อมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองได้อย่างชัดเจน จากมุมสูงสุดของตึก   “รู้ไหมว่าเป็นเลขาฉันต้องทำอะไรบ้าง?” ผู้หญิงผมสั้นพูดเสียงเรียบทั้งที่ยังไม่หันหน้ามามองหญิงสาวที่เข้ามาใหม่ “ฉันทำได้หมดทุกอย่างเลยค่ะ” ซากุระเดินอย่างยั่วยวนเข้ามานั่งตรงที่พักแขนของซายากะ พร้อมทั้งนั่งไขว่ห้างเพื่อโชว์เรียวขาอ่อนที่อยู่ภายใต้กระโปรงสั้นที่แสนจะรัดรูป  ก่อนจะโถมตัวลงไปโอบรอบคอของซายากะ พร้อมกับดันหน้าอกที่แทบจะโพล่พ้นเสื้อเกาะอกออกมาโลดเล่นตรงหน้าของซายากะ “งั้นหรอ?” ซายากะพูดทั้งยังก้มลงมองเรียวขาอ่อนนั้น พร้อมกับลูบไล้ไปมาที่ต้นขา ก่อนจะใช้มืออีกข้างรั้งเอวบางให้ลงมานั่งบนตัก  พร้อมกับมืออีกข้างที่กำลังค่อยๆหายเข้าไปภายในกระโปรงสั้น หญิงสาวไม่ห้ามปรามมือนุ่มนั้น ทั้งยังพยายามส่งสายตายั่วยวนอย่างเต็มที่ให้กับซายากะ ซายากะดันกายให้หันหน้ามาทางโต๊ะทำงานก่อนจะยกซากุระขึ้นนั่งบนโต๊ะ พร้อมกับกดริมฝีปากลงไปอย่างร้อนแรง มือที่แสนซนยังคงวุ่นวายอยู่กับการถกกระโปรงให้เลิกขึ้นมา ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปตรงหว่างขาของหญิงสาวที่นั่งอยู่บนโต๊ะ ซายากะละมือออกจากต้นขานั้น ไปกวาดของบนโต๊ะลงไป ก่อนจะดันกายของซากุระให้นอนราบลงกับโต๊ะทำงาน ซายากะโน้มตัวลงไปกดจูบอย่างร้อนแรง ลิ้นสองคนพัลวันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร มือที่เคยใช้ยันกาย ตอนนี้มันเปลี่ยนมาเป็นค่อยๆถกเกาะอกของซากุระให้ร่นลงมา ให้เห็นบราสีสด ซากุระจิกแขนเรียวของซายากะ เพื่อแสดงออกถึงความพึ่งพอใจ ซายากะผละตัวขึ้นมามอง พร้อมกับเสียงหอบหายใจถี่ๆ ก่อนที่ซากุระจะตามขึ้นมาโน้มคอของซายากะให้ไปทำกิจกรรมที่กำลังค้างคาต่อ แต่กลับผิดคาด ซายากะกลับไม่มีอาการตอบสนอง ทั้งยังควักปืนที่ติดตัวอยู่ตลอดเวลา ขึ้นมาจ่อที่หน้าท้องแบนราบของซากุระ “เอ๊ะ? อะไรกันค่ะ……………….ไม่เล่นแบบนี้นะคะ ฉันกลัว” ซากุระดูตกใจเล็กน้อยแต่ยังทำใจดีสู้เสือ ทำทีโน้มตัวเข้าไปปลุกเร้าอารมณ์ของซายากะอีกครั้ง แต่แววตาของซายากะกลับนิ่งเฉย แววตาที่โฉบเฉียวนั้นทำให้ซากุระ เริ่มหวาดกลัว จึงรีบใช้มือปิดหน้าอกก่อนจะลงมาจากโต๊ะ พร้อมกับหันหลังไป เพื่อจัดเสื้อผ้าให้เข้าทาง “ใครส่งเธอมา?!!!!!” ซายากะพูดเสียงเรียบนิ่ง แต่แววตากลับน่ากลัว ซากุระค่อยๆหันมามอง แววตาสั่นๆเพราะกลัวปืนที่จ่ออยู่ไม่ห่าง ซายากะ เดินเข้ามาบีบแก้มของซากุระแรงๆพร้อมกับจ้องพินิตอยู่แบบนั้น ก่อนจะสะบัดหน้าของซากุระให้ออกห่างๆ “เป็นคนของฮากาตะสินะ หน้าตาจิ้มลิ่มแบบนี้ ฉันจะให้โอกาสเธอ เพราะถ้าฉันฆ่าเธอตรงนี้มันโจ่งแจ้งเกินไป แต่อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีกเป็นอันขาด” ซายากะเอ่ยเสียงนิ่งก่อนจะตวาดเสียงดังจนซากุระที่ยืนเหงื่อแตกพลักอยู่ในห้อง สะดุ้งโหย่ง “ฝากไปบอกซัซซี่ด้วยนะ อย่าส่งนักสืบที่ฝีมือไก่กาแบบนี้มาสืบเอกสารทางบริษัทของฉันอีก ฉันจะนับหนึ่งถึงสาม ออกจากห้องนี้ไปให้เร็วที่สุด” ไม่ทันจะได้เริ่มนับ ซากุระก็รีบหอบร่างกายนั้นออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่หันมามองซายากะ “ปัง” เสียงประตูที่ถูกพลักเข้ามาอย่างแรง ด้วยร่างที่ใส่สูทสีดำ ดูทะมัดทะแมง  นั้นคือ โยโกยามา ยุย บอดี้การ์ดสาวของประธานบริษัท ที่ไว้ใจได้ที่สุด ยังพ่วงด้วยตำแหน่งเพื่อนสนิทของซายากะ “เกิดอะไรขึ้น?” ยุยถามอย่างตกใจ เพราะเห็นหญิงสาววิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต “คนของ ฮากาตะ น่ะ” ซายากะพูดอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ประจำตำแหน่งพร้อมกับเอนหลังอย่างสบายใจ “แล้วทำไมของกระจัดกระจายแบบนี้ “ “อ้อ ลืมบอกไป ช่วยติดต่อแม่บ้านให้เข้ามาจัดของให้หน่อยนะ มันคือวิธีการสัมภาษณ์งานของฉันเองน่ะ” ซายากะพูดอย่างไม่เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะซายากะเตรียมใจมารับมือกับสถานการณ์แบบนี้ตั้งแต่ก่อนขึ้นรับตำแหน่งซะอีก ยิ่งขึ้นรับตำแหน่งใหม่ การปกครองยังไม่มั้นคง ยิ่งเป็นผู้หญิงอีกซะด้วย ก็ย่อมต้องมีคนอยากจะชิงตำแหน่งเป็นธรรมดา บริษัทคู่แข่งก็สบโอกาสโจมตี ตอนกำลังเปลี่ยนหัวเรือใหม่ของ ยามาโมโตะ อินเตอร์ไพร์ส “เหมือนส่งคนมาประกาศตัวเป็นคู่แข่งทางธุรกิจอย่างเป็นทางการแล้วสินะ พึ่งก่อตั้งเองแท้ๆรีบร้อนกันจัง ไฟแรงกันจริงๆ ต่อไปแกต้องระวังตัวให้มากขึ้นนะ ซายาเน่” บอดี้การ์ดสาวเอ่ยอย่างเป็นกันเอง พร้อมกับเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามประธาน “อ๊อ!!! ฝ่ายบุคคลแจ้งมาว่า คนที่ฉันคัดให้มาสัมภาษณ์ตำแหน่งเลขาส่วนตัว จะเข้ามาสัมภาษณ์พรุ่งนี้สิบโมงอีกคน ก็ดูเอาเองแล้วกันว่าพอไว้ใจได้รึป่าว?” ยุยพูดพร้อมกับนั่งอย่างสบายใจ “เพราะไว้ใจใครไม่ได้เลยนะสิ ฉันถึงต้องขอสัมภาษณ์เอง แม้แต่คนในกรุ๊ปเองก็ยังไว้ใจไม่ได้เลย” ซายากะพูดอย่างสบายใจ เพราะถึงเครียดยังไง ก็คงต้องเจอเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว “แค่ฉันคนเดียว จะคุ้มครองซายาเน่ได้มากแค่ไหนกันเชียว” ยุยพูดอย่างหนักใจ ถึงแม้ฝีมือก็ไม่เป็นสองรองใคร แม้แต่ผู้ชายก็ยังต้องแพ้ เพราะยุยมีทั้งฝีมือการต่อสู้และไหวพริบที่ดี ถึงแม้ซายากะจะฝีมือไม่น้อยหน้ายุยเลย อาจจะเก่งกว่าด้วยซ้ำ ยุยก็ยังไม่วางใจในความปลอดภัยของซายากะอยู่ดี “ก็ฉันไว้ใจยุยมากที่สุด ไม่คิดจะรับใครเพิ่มเข้ามาด้วย นี่ถ้าคนที่จะมาสัมภาษณ์พรุ่งนี้ไม่ผ่านนะ ฉันจะให้ยุยควบตำแหน่งเลขาฉันไปด้วยเลย” ซายากะยังพูดทีเล่นทีจริง “ไม่ไหวหรอก ซายาเน่จะไม่ให้ฉันมีเวลาส่วนตัวบ้างรึไง” ยุยโวยวายออกไปอย่างลืมตัว ซายากะขมวดคิ้ว จ้องมองหาความจริง เพราะตั้งแต่รู้จักยุยมา ยุยไม่เคยขอเวลาส่วนตัวมุ่งหน้าทำงานอย่างเดียว “เอ๊?? ทำไม? เมื่อก่อนไม่เป็นแบบนี้ หรือยุยมีแฟนห๊ะ” ซายากะลุกขึ้นมาจ้องหน้ายุยอย่างรู้ทัน พลางชี้หน้าคาดคั้น ยุยก้มหน้าลงทันที พร้อมกับสีแดงขึ้นมาแต่งแต้มบนใบหน้า “ทำไมต้องหลบตา ทำไมถึงหน้าแดง มีแฟนแล้วจริงๆแน่เลย ใช่ไหม?” ซายากะกระโดดข้ามโต๊ะมาแหย่ยุย “ไม่ใช่ๆ ไม่ใช่แบบนั้นซักหน่อยนะ” ยุยพูดพลางพยายามปัดมือของซายากะที่เข้ามาจิ่มตรงเอวให้จั๊กจี้ “เขาเป็นใคร บอกฉันมาเลยนะ” ซายากะที่เหนื่อยจากการแกล้งยุย นั่งพิงโต๊ะทำงานคาดคั้นยุย “บอกยังไม่ได้หรอก เธอขอไว้ก่อน เพื่อหน้าที่การงานของเธอน่ะ” ยุยเสียไม่ได้ที่ยอมรับว่ามีแฟน ก่อนจะก้มลงอย่างขัดเขิน “อ๊า…….. มีแฟนแล้วจริงๆสินะ” ซายากะพูดอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะนอนแผ่หลาไปกับเก้าอี้ประจำตำแหน่ง “เธอ……..แสดงว่าเป็นผู้หญิงงั้นหรอ?” ซายากะรีบพุ่งตัวขึ้นมาถามยุย ที่นั่งหน้าแดงอยู่ ก่อนที่ยุยจะพยักหน้าเบาๆอย่างขัดเขิน “เอ๊????? มีความรักแล้วเป็นแบบนี้หรอ” ซายากะที่มองดูยุยที่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ตรงหน้า “ก็ลองมีดูสิ จะได้รู้” “ไม่เอาหรอก ฉันยังมีภาระมากมาย ชีวิตที่มีความเสี่ยงอยู่รอบกาย จะตายตอนไหนยังไม่รู้เลย ถ้าฉันมีคนที่ฉันรัก ฉันคงกลัวที่จะไม่ได้อยู่กับคนๆนั้น ฉันไม่อยากมีความกลัว” ซายากะพูดเศร้า ก่อนที่ยุยจะเดินมาตบบ่าให้กำลังใจ “แต่เราจะมีคนที่ยืนอยู่ข้างเราอย่างจริงใจนะ” “ฉันก็มียุยนี่ไงที่ยืนอยู่ข้างฉันอย่างจริงใจ” “แต่ฉันเป็นเพื่อนนะซายาเน่ บางเรื่องฉันไม่อาจทำเพื่อซายาเน่ได้ การได้สู้เพื่ออยู่กับใครซักคน มันมีความหมายมากนะ” ยุยพูดพร้อมกับมองเข้าไปนัยน์ตาของซายากะ เพื่อสื่อความหมายบางอย่างให้เข้าใจ “ถ้าพร้อมเปิดตัวเมื่อไหร่ พามาเจอฉันคนแรกเลยนะ” ซายากะพูดพลางตบไหล่ยุยหนักๆก่อนจะเดินนำหน้ายุยออกไปข้างนอก “ไปดื่มเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ” ก่อนจะเปิดประตูออกไปซายาเน่หันกลับมาพูดกับยุย ก่อนที่ยุยจะพยักหน้าเบาๆแล้วเดินตามซายากะออกไป . . . . เสียงเพลงที่ดังกระหึม ชายหญิงหนุ่มสาวที่กำลังโยกย้ายไปตามท้วงทำนองเสียงเพลง ประธานบริษัทคนเก่งกลับนั่งอยู่ในมุมหนึ่งของร้าน ที่ดูจะเป็นส่วนตัว หรือมีไว้ให้แขกคนพิเศษเท่านั้น แม้มุมนั้นจะสามารถมองเห็นบรรยากาศของร้านได้อย่างชัดเจนทุกมุมก็ตาม แต่สายตาของประธานสาวกลับจ้องเพียงแค่แก้วในมือ ที่มีแอลกอฮอล์อยู่ครึ่งแก้ว อย่างกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก “คิดอะไรอยู่หรอ?” เสียงบอดี้การ์ดคนสนิท ที่นั่งอยู่ตรงข้ามเอ่ยถาม ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย “หื้อ ไม่มีอะไรหรอก” คนที่กำลังมองแก้ว สะดุ้งตกใจกับคำถามที่ดูจะมาโดยไม่ทันตั้งตัว “พรุ่งนี้ฉันมีประชุมบอร์ดบริหารตอนบ่ายน่ะ ช่วยเตือนฉันด้วยนะ” ซายากะพูดพลางเอนหลังลงไปพิงกับโซฟาอย่างเหนื่อยล้า “ฉันถึงอยากให้หาเลขาไง จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระลงบ้าง” ยุยแอบดุอีกคนเบา ด้วยความที่สนิทกันมากถึงกล้าทำแบบนี้ เพราะซายากะไม่ใช่คนที่จะมาเล่นหัวกับคนใต้บังคับบัญชา ถ้าไม่ใช่เรื่องงานก็คงไม่ยุ่งเลย นั้นก็เพื่อจะได้ไม่เสียการปกครอง คนยิ่งเก่งยิ่งปกครองยาก ซายากะจึงเป็นคนที่ดูจะเข้าถึงยาก และเป็นคนที่นิ่งพอสมควร แต่ก็มีแต่ยุย ที่ซายากะเปิดใจและมาร้องไห้ให้ได้เห็นบ่อยๆ “อื้อ เข้าใจแล้ว” ซายากะลุกขึ้นมานั่งตรงๆพลางหยิบแก้วขึ้นมา หวังจะยกมันขึ้นมาดื่ม แต่กลับมีมือของบอดี้การ์ดส่วนตัวมาคว้าไว้ได้ทัน “พรุ่งนี้ต้องไปทำงานนะ” “ฉันรู้แล้ว ไม่เมาหรอกน๊า” ซายากะเอ่ย ก่อนที่ยุยจะละมือออกจากแก้ว อย่างเสียไม่ได้ “พรุ่งนี้ฉันจะไปบริษัทเอง ไม่ต้องเอารถมารับนะ” ซากะออกคำสั่งทันทีที่ดื่มน้ำสีสวยในแก้วหมด “ไม่ได้ ฉันไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น” ยุยพูดเสียงหนักแน่น เพราะหากเกิดอะไรขึ้นกับซายากะ นั้นถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ คนอย่างยุยคงทำไม่ได้แน่นอน “ไม่ไว้ใจแม้แต่ฉันงั้นหรอ?” “ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย” ยุยรีบตอบทันที “แล้วแบบไหนล่ะ?” “ถ้าซายาเน่เป็นอะไรไป ก็เท่ากับว่าฉันบกพร่องต่อหน้าที่ แบบนี้จะแบกหน้าอยู่ได้ยังไง” ยุยอธิบายยืดยาว “เอาน๊า ฉันดูแลตัวเองได้ ยุยก็เห็นว่าวิชาป้องกันตัวฉันไม่แพ้ยุยเลยซักนิด” ซายากะยกยิ้มเล็กน้อย “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ” “เอาน๊า ขัดคำสั่งฉัน ถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่เหมือนกันนะ” ซายากะลุกขึ้นไปตบไหล่ยุยหนักๆก่อนจะเดินออกไป การกระทำของทั้งสองกับอยู่ในสายตากลมของใครซักคน ที่กำลังมองการเคลื่อนไหวอยู่ไม่ห่าง หลังจากที่ซายากะเดินผ่านเคาท์เตอร์ออกไป สายตากลมนั้น ยกยิ้มกว้างสดใส “ยา มา โม โตะ ซัง” ริมฝีปากอิ่มพูดออกมาเบาๆก่อนจะหันไปยิ้มตาตี่ให้คนตัวสูงหน้าคมที่นั่งอยู่ข้างๆ “จัดการได้ใช่ไหมคะ” คนตัวสูงเอ่ย อย่างออดอ้อน “ฉันตกใครเคยพลาดไหมล่ะ จูจังเองยังไม่รอดเลย” หญิงสาวตากลมใส่ชุดเดรสสั้นสีแดงขัดกับแสงไฟในที่มืด หันไปเกาะแกะคนที่เสื้อหนังสีดำตัวเก่ง ที่เป็นเจ้าของชื่อที่หญิงสาวเอ่ยถึง “คนอื่นไม่รู้ แต่คนนี้ห้ามพลาดนะ มิ้ลกี้” มัตสึอิ จูรินะ เอ่ยย้ำเตือนหญิงสาวที่กำลังคลอเคลียอยู่กับตัว “ฉัน วาตานาเบะ มิยูกิ เชียวนะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาอ้อนคนตัวสูง “อย่าไปหลงรักเหยื่อจนลืมฉันซะล่ะ” จูรินะเอื้มมือไปแตะแก้มยุ้ยของอีกคนเบาๆ “ไม่มีทางซะหรอก” มิยูกิช้อนตาขึ้นมาองจูรินะ “พรุ่งนี้ทำให้ดีล่ะ ฉันมีรางวัล” จูรินะใช้มือเชยคางขึ้นมามองด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ “อะไรหรอ?” มิยูกิที่เกาะไหล่อยู่ถามอย่างสงสัย ไม่สะทกสะท้านต่อสายตาของจูรินะ ที่ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นก็คงจะละลายไปตามๆกัน จูรินะไม่ตอบอะไร เพียงแต่ยิ้มมุมปากเป็นคำตอบที่รู้กันแค่สองคน ก่อนที่มิยูกิจะซบลงไปที่ไหล่ของจูรินะอย่างออดอ้อน . . . . . . “ทำไมยังไม่เข้าบริษัทนะ” ยุยที่กำลังเดินไปมาหน้าห้องของประธานบริษัท ที่ยังมาไม่ถึงบริษัท อย่างร้อนรน พลางบ่นพรืมพรำ ก่อนจะรีบควานหาโทรศัพท์ในเสื้อสูทที่สวมอยู่ “โอฮาโย ท่านประธาน” เสียงของพนักงานต่างกล่าวคำทักทาย ยุยรีบหันไปทางต้นเสียง ก็พบกับประธานสาวที่ตนกำลังเป็นห่วง เดินมาพลางก้มหัวเล็กน้อยเพื่อทักทายพนักงาน ยิ่งเห็นหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวของซายากะ ยิ่งทำให้คนที่เป็นห่วงโมโหมากขึ้น ก่อนที่ยุยจะเดินตรงเข้าไปหาซายาเน่ทันที “ทำไมพึ่งมาถึง รู้ไหมเป็นห่วงแทบแย่” ยุยเอ่ยทันทีที่เดินมาถึงตัวอีกคน ซายากะหันไปมองพนักงานคนอื่นๆก่อนจะหันมาสบตายุย  ไม่มีคำคอบใดออกจากปากของซายากะ ก่อนที่ซายากะจะเดินเข้าห้องไป โดยมียุยเดินตามเข้ามาติดๆ “ฉันก็มาถึงแล้วนี่ไง ฉันก็ยังตรงต่อเวลานิ ไม่สายซะหน่อย” ซายากะอธิบายเพราะท่าทางของยุยก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน “แต่ฉันเป็นห่วงเธอนะ ซายาเน่” ยุยพูดเสียงอ่อน พร้อมกับเดินมายืนข้างๆ พลางยื่นแฟ้มเอกสารของคนที่จะมาสัมภาษณ์งานวันนี้ให้ “น่ารักดีนะ” ซายากะเอ่ยอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะนั่งไขว้ห้างเอนหลังพิงกับพนักพิง “จะถึงเวลาแล้วนิ ออกไปก่อนเถอะ  ฉันจะสัมภาษณ์ตามลำพัง” ซายากะเอ่ย ก่อนจะหันหน้าออกไปมองทางกระจกใสที่มีทิวทัศน์สวยของใจกลางเมือง “มีอะไรอย่าเก็บไว้คนเดียวนะ ซายาเน่” ยุยพูดก่อนจะเดินออกไปตามคำสั่งของซายากะ   . . . . . . “ก๊อก ก๊อก ก๊อก” “ขออนุญาตค่ะ” เสียงหวานของหญิงสาวเอ่ย ก่อนจะเดินตรงไปที่โต๊ะกว้างของประธานบริษัท “แนะนำตัวสิ” คนที่นั่งอยู่เอ่ยขึ้นเสียงเรียบโดยที่ไม่หันมามอง คนเข้ามาใหม่แม้แต่น้อย “วาตานาเบะ  มิยูกิค่ะ อายุ 23 ปี  มีประสบการณ์การทำงานมาแล้ว 1 ปีค่ะ” “เอ๊ ฉันคิดว่าเป็นเด็กจบใหม่ซะอีก” บางอย่างทำให้ซายากะแปลกใจ จนหันเก้าอี้กลับมามองมิยูกิ ทันทีที่ซายากะหันกลับมา มันทำให้มิยูกิเห็นใบหน้าที่ปราศจากแสงสี ปราศจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ใบหน้าที่ดูได้รูป เข้ากับทรงผมที่ดูทะมัดทะแมง  ถึงจะไม่ได้น่าหลงใหลเท่าจูรินะ แต่ซายากะเป็นคนที น่าค้นหา สำหรับมิยูกิแล้วมันคือสิ่งที่ท้าทายใหม่สำหรับมิยูกิ “รู้ไหมว่า เป็นเลขาฉันต้องทำอะไรบ้าง?” “อ๊ะ ชงกาแฟค่ะ” มิยูกิที่เผลอสำรวจใบหน้าของประธานสาวมากเกินไป ตอบออกไปอย่างประหม่า “เอ๊ะ???????????????” ซายากะเองก็แปลกใจกับคำตอบของผู้หญิงแก้มยุ้ยตรงหน้าอยู่เหมือนกัน “เอ่อ…………….ฉันหมายถึงดูแลทุกอย่างค่ะ”ทันทีที่คิดได้ มิยูกิรีบตอบคำถามทันที่ “งั้นหรอ” ซายากะที่เห็นอาการประหม่าของมิยูกิ จึงลุกขึ้นมาสำรวจอย่างละเอียด ชุดทำงานทั่วไป จั๊มสูทที่ดูเรียบร้อย ถึงกระโปรงจะสั้นกว่าที่ควรจะเป็นไปหน่อยก็เถอะ แต่ถือว่าผ่าน “ทำอะไรได้บ้าง?” ซายากะยื่นหน้าไปใกล้ๆจนลมหายใจสัมผัสกัน “ทะ….ทำได้ทุกอย่างค่ะ” มิยูกิตอบตะกุกตะกัก พลางหลบใบหน้าให้พ้นจากจมูกของอีกคนที่พยายามยื่นเข้ามาใกล้ “งั้นก็ดีเลย” ซายากะใช้มืออีกข้างคว้าเอวบางเข้ามากอดอย่างถือวิสาสะ “ว้ายยยย ปล่อยนะคะ ฉันมาทำงาน ไม่ได้มาขายตัว” มิยูกิรีบโวยวายเมื่อเห็นอีกคนกำลังจะจาบจ้วง ริมฝีปากของเธอ ได้ยินแบบนั้น ซายากะจึงผละออกแล้วปล่อยมิยูกิออกอย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินกลับไปนั่งเก้าอี้อย่างสบายใจ พร้อมกับยกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะก้มหน้าลงหัวเราะเล็กน้อย สร้างความงุนงงให้กับมิยูกิอย่างมาก “นี่ เธอเริ่มงานวันนี้เลยได้ไหม?” ซายากะเอ่ยพลางหัวเราะอย่างที่ไม่เคยได้ทำต่อหน้าพนักงานในบริษัทเท่าไหร่นัก “ถ้างานเลขาฉันเริ่มทำวันนี้ได้ค่ะ แต่งานแบบนั้น……………” “ก็งานเลขานั้นแหล่ะ” ซายากะรีบพูดแทรกขึ้นมาทันที ก่อนที่อีกคนจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่ “แล้วฉันจะไม่โดนคุณ……………” “ไม่หรอก ถึงเธอจะน่ารักแบบนั้นก็เถอะนะ” ซายากะแทรกขึ้นมาอีกครั้งที่มิยูกิดูอ้ำอึ้ง “แล้วทำไม ท่านประธานถึงทำแบบนั้นล่ะ” มิยูกิยังไม่วายสงสัย  พลางทำหน้าออดอ้อนตามฉบับเฉพาะตัว “นี่เธอมาสัมภาษณ์ฉันหรือไงกันนะ” ซายากะพูดพลางหัวเราะน้อยๆทำให้มิยูกิยิ้มตายี๋ตาม “เอาล่ะ เธอผ่าน เริ่มงานวันนี้เลยล่ะกัน ส่วนนี้คือเงื่อนไข อ่านแล้วเซ็นต์ซะ เอาไปส่งเองที่แผนกฝ่ายบุคคล สงสัยอะไรก็ถามฉันได้เลย ฉันจะนั่งอ่านเอกสารตรงนี้ ส่วนเธอก็ไปนั่งอ่านเงื่อนไขตรงโซฟารับแขกก่อนล่ะกัน” ซายากะอธิบายก่อนจะหันไปสนใจกองเอกสารกองโต ที่ต้องสะสาง มิยูกิลอบสำรวจใบหน้าจริงจังนั้นอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปตามที่ที่ซายากะพูดถึง ทันทีที่มิยูกิหันหลังเดินไปโซฟาก็มีสายตาของซายากะมองตามหลังไปทันที รอยยิ้มกว้างที่น่าจะมีอะไรซ่อนอยู่ เป็นสิ่งที่ซายากะเองก็อยากรู้ . . . . “เอ๊ ต้องย้ายเข้าไปอยู่บ้านท่านประธานด้วยหรอค่ะ” หลังจากเงียบอยู่ซักพักก็มีเสียงหวานแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ “อื้ม ขัดข้องอะไรงั้นหรอ?” ซายากะตอบรับทั้งที่สายตาและมือยังอยู่กับเอกสารกองโต “จะขัดข้องได้ยังไงล่ะค่ะ เลือกงานก็อดตายสิค่ะ” มิยูกิตอบหน้างอ ก่อนจะหันไปสนใจเอกสารต่อ ซายากะเงยหน้าขึ้นมามองใบหน้ามุ้ยนั้น ก่อนจะแอบยิ้มอยู่คนเดียว “เพราะอะไรหรอค่ะ” มิยูกิเงยหน้าขึ้นมาถาม ซายากะรีบหลบตาทันที เพราะกลัวอีกคนจับได้ว่าแอบมองอยู่นั้นเอง “อะฮื้ม เพื่อป้องกันการปลอมแปลงเอกสาร และการรั่วไหลของเอกสารสำคัญ” ซายากะปรับเสียงก่อนเล็กน้อย ตอบเสียงเรียบนิ่ง เพื่อป้องกันพิรุจให้ได้มากที่สุด “กินฟรีอยู่ฟรี ไม่ต้องเช่าบ้าน ไม่ดีรึไงล่ะ” ซายากะยังคงเก๊กเสียงให้ได้มากที่สุด “ดีค่ะ แต่ว่าถ้าส่งคนไปช่วยย้ายจะดีมากเลยนะคะ” มิยูกิตอบเสียงหวานพลางส่งสายตาอ้อนจนซายากะเผลอยิ้มตาม ก่อนที่ซายากะจะเดินมายืนตรงหน้ามิยูกิ เอื้อมมือไปขยี้หัวให้ผมยุ่งเล่น “ได้คืบจะเอาศอกงั้นหรอ?” “ไม่ใช่ซะหน่อย เป็นผู้หญิงตัวเล็กบอบบางขนาดนี้ ขนของคนเดียวเหนื่อยแย่เลย” มิยูกิยังไม่วายทำแก้มป่อง แถมยังเผลอตัวไปเกาะแขนอีกคนจนตัวเกร็งทำอะไรไม่ถูก “เอาเถอะๆ วันนี้ยังไม่ต้องย้าย ไว้วันหยุดฉันจะไปช่วยย้ายให้” ซายากะกลัวอีกคนจะอ้อนไปมากกว่านี้จึงรีบรับปากไปแบบนั้น “ก๊อก ก๊อก ก๊อก เข้าไปได้ไหม?” เสียงของคนที่คุ้นเคย ดังอยู่หน้าประตูเพื่อขออนุญาตคนข้างใน ซายากะรีบผละออกจากมิยูกิที่เกาะแขนอ้อนเมื่อกี้ทันที รีบจัดเสื้อให้เข้าที่ก่อนจะส่งเสียงอนุญาตให้คนข้างนอกเข้ามา ยุยที่เดินเข้ามาหันมองมิยูกิแว๊ปเดียวก่อนจะเดินตรงไปหาซายากะที่นั่งวุ่นอยู่กับกองเอกสาร “ท่านประธานค่ะ อีกครั้งชั่วโมงมีประชุมบอร์ดบริหารค่ะ” ยุยพูดอย่างนอบน้อม เพราะมีอีกคนนั่งอยู่ในห้องจึงต้องใช้คำให้เหมาะสม “เรียกเหมือนเดิมเถอะ วาตานาเบะซังจะเข้ามาเป็นเลขาฉัน จะได้สนิทกันเร็วๆ” ซายากะเงยหน้าขึ้นมาพูดกับยุยที่ยืนหน้านิ่งอยู่ข้างๆ “วาตานาเบะซัง มาหาฉันหน่อยสิ” ซายากะหันไปเรียกมิยูกิที่กำลังนั่งเซ็นต์เอกสารให้ครบทุกหน้าอยู่ “นี่ โยโกยามา ยุย เป็นเพื่อนสนิทฉันเอง เขาจะอยู่กับฉันทุกที่ทุกเวลา ส่วนนี้ วาตานาเบะ มิยูกิ จะมาเป็นเลขาให้ฉันนับตั้งแต่วันนี้” ซายากะแนะนำทั้งสองให้รู้จักกันก่อนที่ทั้งสองจะโค้งหัวเล็กน้อยเพื่อทักทายกัน “ฝากตัวด้วยนะคะ/ฝากตัวด้วยนะคะ” ทั้งสองคนเอ่ยพร้อมกัน “วาตานาเบะซัง เสร็จรึยัง” ซายากะเอ่ยถามถึงเรื่องการเซนต์เอกสารเข้าทำงาน “เสร็จแล้วค่ะ” มิยูกิตอบเสียงใส พลางยิ้มกว้างโดยไม่มีสาเหตุ “เอาไปยื่นไว้ที่ ฝ่ายบุคคล แล้วรีบขึ้นมา เธอต้องเข้าประชุมตอนบ่ายกับฉัน ไปเตรียมเอกสารกับยุย แล้วขึ้นมาหาฉัน อ๊อ ชงกาแฟมาให้ฉันด้วยแก้วหนึ่ง” ซายากะสั่งงานโดยที่ไม่หันมามองหน้ายุยที่กำลังเหลอหลาอยากจะเตือนซายากะ “ค่ะ อ๊อ ท่านประธานค่ะ ครั้งหน้าเรียกมิลกี้เฉยๆก็ได้นะคะ” มิยูกิรีบหันหลังออกไปทำตามคำสั่งทันที “ซายาเน่ จะให้เลขาใหม่ที่ยังไม่รู้ที่มีที่ไปเข้าประชุมบอร์ดไม่ได้นะ”หลังจากมิยูกิลับตาไป ยุยรีบหันมาปามซายากะที่นั่งยิ้มอย่างสบายใจอยู่ “คิดมากเกินไปรึป่าวยุย ฉันก็ไม่เห็นว่ายัยนั้นจะมีพิษภัยอะไรนะ” ซายากะเดินมากอดคอยุย ก่อนที่ทั้งสองจะเดินออกไปพร้อมกัน . . . . . “บอสค่ะ ฉันว่าสินค้าล็อตนี้เราควรหาพรีเซนต์เตอร์เพื่อขยายการตลาดให้คนรู้จักมากขึ้นนะคะ” หลังจากที่ทบทวนวาระเก่าเสร็จ โอตะ ยูริ สาวหน้าคมผู้เป็นความหวังของซายากะและกำลังไฟแรงในการทำงาน ผู้เป็นประธานเจ้าหน้าที่การตลาด เสนอแนวทางของบริษัท เพื่อให้หัวเรือใหญ่ตัดสินใจ “อื้มม ฉันเห็นด้วยนะ คิดว่าต้องการคนแบบไหนดีล่ะ” ประธานบริษัทที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ กำลังครุ่นคิดอย่างหนักใจ “ฉันคิดว่า เป็นเมมเบอร์ของเอเคบีดีไหมค่ะ เพราะศิลปินกลุ่มนี้ค่อนข้างเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศ ถ้าได้เป็นเมมเบอร์แถวหน้าได้จะยิ่งดีมากเลยค่ะ” คราวนี้ยูริลุกขึ้นอธิบายแผนการตลาดที่กำลังนำเสนอประธานให้ทุกคนในที่ประชุมเข้าใจ “อื้ม ฉันขอฟังความเห็นฝ่ายอื่นบ้าง” ซายากะเปิดโอกาสให้ทุกคนในที่ประชุม ได้เสนอความคิดเห็น “ฉันเห็นด้วยค่ะ เพียงแต่เมมเบอร์แถวหน้า ค่าตัวก็แพงไปตามลำดับ” ยามาดะ นานะ ผู้อาวุโสของบอร์ดบริหาร ที่ไม่ว่าจะเสนอแนวคิดอะไร ซายากะก็ต้องรับฟังเป็นอันดับแรก พ่วงด้วยตำแหน่งประธานที่ปรึกษาด้านการเงินของบริษัท “เอาล่ะ งั้นฉันอยากขอให้ทุกคนเสนอเมมเบอร์ที่ทางบริษัทเราจะทาบทามให้มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับเรา” ซายากะหันมาพูดเสียงเรียบ “ฉันขอเสนอ มิเนกิชิ มินามิ แม้จะไม่ได้เป็นแถวหน้าก็เอเคบีก็ตาม แต่ก็รู้จักกันในวงกว้าง” ยามาดะ นานะ รีบเสนอคนแรกและเหตุผลที่น่าพอใจให้กับซายากะ “ฉันว่า มุไคจิ มิอง ถึงจะยังไม่ใช่แถวหน้า แต่ก็เป็นเด็กใหม่ ที่อาจจะเป็นเจนเนอเรชั่นใหม่ของเอเคบี”โอตะ ยูริ รีบเสนอบ้าง เพราะเป็นโครงการที่ตัวเองวางไว้ “ถ้าแบบนั้น โคจิม่า มาโกะก็เจนเนอเรชั่นใหม่ของเอเคบีเหมือนกัน ฉันว่าน่าสนเหมือนกันนะ” สุโต้ ริริกะ เด็กสาวไฟแรง ที่ต้องการแสดงความสามารถให้ซายากะได้เห็น ผู้เป็นประธานฝ่ายกฎหมายของบริษัท “บอสคิดว่าไงค่ะ” ชิโรมะ มิรุ ประธานฝ่านประสานงานเอ่ยถามเพื่อจะได้ประสานงานได้เข้าใจและถูกต้องตามความต้องการของบริษัท “ฉันขอดูผลงานของคนที่ พูดถึงหน่อยได้ไหม?” ซายากะตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปสบตากับยุยที่ยืนนิ่งอยุ่มุมห้องห่างจากซายากะนัก . .. . . “ฉันเลือก โคจิม่า มาโกะ ดูเป็นเด็กร่าเริง สดใส ยิ้มก็สวย ทุกคนคิดว่าไง” หลังจากที่ซายากะนั่งครุ่นคิด เลือกอย่างถี่ถ้วนก็ตัดสินใจออกมา “ทุกคนไม่มีปัญหาอะไรค่ะ” ยามาดะ นานะ เอ่ยเมื่อเห็นว่าทุกคนไม่คัดค้านอะไร “งั้นก็เอาตามนี้ มิรุรุนไปจัดการให้เรียบร้อย” ซายากะหันไปสั่งหญิงสาวตาโตที่นั่งถัดไป “ค่ะ” หญิงสาวตอบรับพร้อมกับก้มลงไปจดรายละเอียด “เอาล่ะ วันนี้ทุกคนเหนื่อยมามากแล้ว เลิกประชุมได้ ขอบคุณที่เหนื่อยด้วยกันนะคะ” ซายากะลุกขึ้นพูดดก่อนจะโค้งหัวเล็กน้อยแล้วเดินออกไป โดยมียุย กับมิยูกิ เดินตามมาติดๆ “เหนื่อยหน่อยนะคะ” เสียงของผู้บริหารในเครือลุกขึ้นกล่าวตามหลังซายากะมา . . .. . . “มิ้ลกี้ จดไว้ทุกรายละเอียดแล้วใช่ไหม?” ซายากะที่เดินออกมาจากห้องประชุมเอ่ยถามมิยูกิที่เดินตาหลังมา “ค่ะ ละเอียดยิบเลยค่ะ” มิยูกิพูดพลางกระโดดเข้ามาเกาะแขนซายากะอย่างเคยตัว จนทำให้ซายากะต้องหยุดเดิน แล้วหันมาส่งสายตาดุมิยูกิแทน ทันทีที่ยุยรับรู้ถึงความไม่พอใจของซายากะ ยุยจึงรีบเข้ามาดึงมือของมิยูกิออกทันที เพียงแค่นั้นซายากะเองก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่กลับเดินออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยใบหน้าจริงจัง “อะไรกันนักหนา แตะแค่นี้ก็ไม่ได้” มิยูกิพูดขึ้นเบาๆเมื่อเห็นว่าซายากะเดินไปไกลแล้ว ก่อนที่จะทำหน้ามุ้ยเดินตามไป “ยุย ไม่ต้องไปส่งฉันหรอก ไปจัดการตามที่บอกเถอะ” เมื่อเห็นมิยูกิเดินตามมาหาตัวเองที่รถ ซายากะก็รีบสั่งให้ยุยไปดำเนินการในส่วนที่ตัวเองรู้กันแค่สองคน ก่อนที่ยุยจะพยักหน้ารับรู้แล้วเดินออกไป “วาตานะเบะซัง ช่วยไปกับฉันหน่อยได้ไหม?” ซายากะที่มองตามยุยไปจนลับตาก็หันกลับมาคุยกับมิยูกิที่ยืนยิ้มกว้างอยู่ข้างๆ “ได้ค่ะ” มิยูกิตอบรับเสียงหวาน ที่ยังไม่วายยิ้มกว้าง “งั้นก็ไปกันเถอะ” ซายากะพูดก่อนที่จะนำตัวเองเดินไปนั่งที่นั่งคนขับ ที่ตำแหน่งมันควรจะเป็นยุยซะส่วนใหญ่ มิยูกิเดินตามเข้าไปนั่งข้างคนขับด้วยสายตางุนงง “เป็นถึงประธานบริษัท ไม่มีคนขับรถหรอค่ะ” หลังจากที่ออกรถมาสักพัก มิยูกิจึงหันมาถามด้วยความสงสัย “เมื่อก่อนนะมี แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว” ซายากะตอบเสียงนิ่ง สนใจเส้นทางมากกว่าคู่สนทนาซะอีก “เอ๊ ทำไมล่ะคะ” มิยูกิยังไม่วายสงสัย พลิกตัวหันมามองซายากะให้ถนัดตามากขึ้น “เธอนี้ถามเยอะจริงนะ” ซายากะเอ่ย พร้อมกับหันมาส่งตาดุให้มิยูกิ “ขอโทษค่ะ” มิยูกิเอ่ยเสียงงอน พลางทำแก้มป่องให้ดูน่ารัก ซายากะอมยิ้มกับคนตรงหน้าก่อนจะหันไปใส่ใจเส้นทางตรงหน้า เพียงไม่นาน ซายากะก็พามิยูกิ เลขาส่วนตัวคนใหม่ แวะเข้าห้างสรรพสินค้าสุดหรู ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนที่กระเป๋าหนัก “ไปกันได้แล้ว” ซายากะพูดก่อนจะลงจากรถ เดินนำมิยูกิเข้าไปโดยไม่สนใจอีกคนที่ยังไม่เข้าใจนัก ทำให้มิยูกิต้องวิ่งตามไปอีกแล้ว .. . . .   “นี่ เลือกมาซักเรือนสิ” ซายากะพูดเมื่อเห็นว่ามิยูกิเดินตามมาทัน “อ๊ะ ค่ะ” มิยูกิรีบเข้าไปเลือกนาฬิกาสุดหรูที่ประธานพาเข้ามา มันดูระยิบระยับแวววาวเต็มตู้ไปหมด “เรือนนี้เหมาะกับประธานดีนะคะ” มิยูกิที่ยืนเลือกอยู่นาน ชี้ที่นาฬิกาที่ดูจะเหมาะกับชุดสูทของซายากะ “เอาที่เหมาะกับเธอนะ” ซายากะเอ่ยเสียงเรียบ โดยที่ยังไม่สนใจมิยูกิที่กำลังตื่นเต้นกับนาฬิกาสุดหรู “เอ๊ะ????” มิยูกิหันมามองซายากะอย่างสงสัย “ฉันเห็นว่าเธอไม่มีนาฬิกา เป็นเลขาฉันจะผิดพลาดเรื่องเวลาไม่ได้แม้แต่นิดเดียวนะ” ซายากะหันมาพูดพลางเหลือบมองข้อมือของมิยูกิ “สังเกตด้วยหรอค่ะ” มิยูกิพูดพลางเอื้อมมือไปลูบแขนปอยๆแก้เขิน “อื้ม เลือกเอาซักเรือนสิ” ซายากะบุ้ยปากให้มิยูกิหันไปเลือกนาฬิกา “ฉันไม่มีเงินซื้อของแพงแบบนี้หรอกค่ะ ไปดูที่อื่นดีไหมค่ะ” มิยูกิพูดพลางเอื้อมมือไปจับมือซายากะออกแรงดึงอีกคนให้เดินตามไป แต่ก็ต้องชงักเมื่อซายากะยื้อมือไว้ไม่ได้เดินตามแรงดึงของมิยูกิ “ฉันบอกว่าจะให้เธอจ่ายงั้นหรอ” ซายากะพูดเสียงเรียบ พลางมองไปที่มือที่มิยูกิถือวิสาสะจับมันเอาไว้ เมื่อเห็นถึงแววตาดุมิยูกิจึงรีบปล่อยมือทันที “แต่ว่า…….” “เรื่องมากจริง งั้น……อืม……..เอาเรือนนี้ละกันค่ะ” ซายากะที่ดุมิยูกิหันไปเลือกนาฬิกาเรือนเล็กสายหนังสีดำที่ดูจะเหมาะกับหญิงสาว ก่อนจะยื่นบัตรเครดิตสีทองให้กับพนักงาน เพียงไม่นานพนักงานก็เดินกลับมาพร้อมกับกล่องนาฬิกาสุดหรู พร้อมยื่นให้ซายากะ “ลองใส่ดูสิ” ซายากะรับมาจากพนักงานก็ส่งให้มิยูกิทันที “ค่ะ” มิยูกิรับกล่องนั้นมา ก่อนจะสวมใส่มันอย่างทะนุถนอม “ชอบไหม?”เป็นครั้งแรก ที่ซายากะถามด้วยความใส่ใจพร้อมกับรอยยิ้ม “ชอบค่ะ ชอบที่สุดเลย ดูสิค่ะ” มิยูกิตอบ พลางกระโดดเข้าไปใกล้ๆเพื่อโชว์นาฬิกาบนข้อมือของตัวเอง “ต่อไปก็ช่วยทำงานให้สมกับราคานาฬิกาด้วยนะ” ซายากะเอ่ยพลางขยี้หัวคนที่กำลังทำตัวเป็นเด็กได้ของเล่นใหม่ “ค่า” มิยูกิตอบพลางช้อนตาขึ้นมองซายากะ ก่อนจะยิ้มกว้างให้ซายากะ ที่ยืนอมยิ้มกับความร่าเริงของคนตรงหน้า “เหนื่อยหน่อยนะ อยู่กับฉัน” ซายากะเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังขึ้นมาดื้อๆก่อนจะหันหลังเดินนำออกไปอย่างไม่สนใจสีหน้าของคนฟังแม้แต่น้อย “เอ๊ะ??????????????” มิยูกิรู้สึกได้ถึงรังสีบางอย่างจนต้องเอ๊ะใจ สีหน้าที่ร่าเริงนั้นหายไปทันที ก่อนจะปรับอารมณ์ไม่ให้มีพิรุจ แล้วรีบวิ่งตามไป . . . .   .   . “กลับมาแล้วค่า” เสียงร่าเริงแต่ติดมึนเมาเล็กน้อยก้าวเข้าห้องมาพร้อมกับกลิ่นแอลกอฮอล์ที่ผสมปนเปกับกลิ่นบุหรี่ เอ่ยทักทายคนในบ้าน หญิงสาวผมยาวดำขลับ ที่ตัดกับสีผิวขาวราวหิมะ ตาโตหันมามองเล็กน้อย ก่อนจะหันไปสนใจอาหารที่กำลังทำเพื่อรออีกคนนั้นแหล่ะ “ยินดีต้อนรับกลับค่ะ” มัตสึอิ เรนะ หญิงสาวที่เป็นแฟนสาวของคนที่เข้าบ้านมา เอ่ยเสียงเรียบไร้ความรู้สึก ก่อนจะวางมือจากของที่ทำอยู่แล้วเดินไปล้างมือ “ดื่มมาอีกแล้วสินะคะ” เรนะเอ่ยถามคนตัวสูงที่ยืนโอนเอน พลางเอื้อมมือไปถอดแจ๊กเก็ตหนังราคาแพงของจูรินะไปแขวนไว้ให้เรียบร้อย ก่อนจะเข้ามาพยุงให้จูรินะนั่งลงบนโซฟา “ฉันต้องคุยธุรกิจน่ะ เรนะจัง” เสียงคนเมาตอบงัวเงีย พลางเข้าไปกอดออดอ้อนอย่างคิดถึง ที่ไม่ได้กลับมาเจอแฟนตั้งหลายวัน “จูจัง จะทานข้าวเลยไหม?” เรนะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง แม้ในใจยังสับสนอะไรอยู่หลายเรื่อง พยายามข่มจิตใจ และเข้าใจเหตุผลของคนเมาตรงหน้า “ไม่ล่ะ ฉันกินจากข้างนอกมาแล้วล่ะ แต่ตอนนี้ฉันขอกินเรนะจังก่อนได้ไหม” จูรินะเอ่ยขึ้นก่อนจะดันตัวเรนะให้ราบลงบนโซฟา จูรินะส่งสายตาเว้าวอนขอในเรื่องที่เอ่ยไปเมื่อครู่ เมื่อเห็นเรนะไม่ยินดียินร้ายอะไร จูรินะจึงค่อยๆกดริมฝีปากลงอย่างอ่อนโยน มือที่ซุกซนค่อยๆสอดเข้าไปในชุดนอนแสนบางของเรนะ ลิ้นร้อนค่อยๆดันเข้าไปหาความหวานในโพลงปาก เรนะที่นอนหลับตาพริ้มในตอนแรกที่ไม่ได้อยากมีอารมณ์ร่วมเท่าไหร่นัก แต่ตอนนี้กลับโอบมือรอบคอของคนข้างบน พลางกดหัวให้เข้ามาแนบชิดตัวเองมากขึ้น “อือ อืม จูจัง ไปอาบน้ำก่อน เหม็นเหล้า” เรนะที่ดูจะฝืนอารมณ์ตัวเองดันอีกคนออก แล้วไล่อีกคนให้ไปอาบน้ำ “ไม่เอาน๊า เรนะจัง ตอนนี้แหล่ะ” จูรินะที่กำลังพูดเอาแต่ใจก่อนจะก้มลงไปหวังจะทำกิจกรรมต่อจากเมื่อครู่ แต่เรนะกลับเบือนหน้าหนี พลางใช้มือดันเอาไว้ “เหม็นเหล้าขนาดนี้ แล้วฉันจะไปมีอารมณ์ได้ไงล่ะ” เรนะพูดทั้งที่ยังเบือนหน้าหนีจูรินะ จูรินะเห็นแบบนั้นถ้าทำต่อคงดูเป็นการขืนใจมากกว่าร่วมรักแน่ๆ จูรินะจึงประคองใบหน้าเรนะให้หันมามองตัวเอง “ฉันรักเรนะจังนะ เดี๋ยวฉันไปอาบน้ำแล้วค่อยมาต่อก็ได้เนอะ” จูรินะประคองให้เรนะลุกขึ้นมา ก่อนจะช้อนร่างขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน แล้วเดินเข้าไปในห้องนอน จูรินะค่อยๆวางร่างของเรนะลงบนเตียงก่อนจะจุมพิตไปที่หน้าผากของเรนะเบาๆ “เดี๋ยวฉันมา อย่าหลับก่อนล่ะ” จูรินะสั่งเรนะที่นอนหน้าขึ้นสีอยู่บนเตียง ก่อนที่เรนะจะเอียงหน้าสีแดงนั้นซุกซ่อนไม่ให้จูรินะเห็น . จูรินะเข้าไปอาบน้ำเพียงไม่นานก็ออกมาเพื่อสานต่ออารมณ์ค้าง ที่ยังเหลืออยู่ แต่คนบนเตียงกลับหลับไปแล้วจริงๆ ชุดบางเบาของเรนะ แม้จะหลับไปแล้วก็ไม่ทำให้จูรินะล้มเลิกความคิดนั้น จูรินะค่อยๆทิ้งตัวลงบนเตียงพร้อมกับสอดตัวเข้าใต้ผ้าห่ม มือที่ซุกซนเลือนวนเวียนอยู่แถวต้นขา ของคนนอนหลับ สายตาที่กำลังมองเรือนร่างภายใต้ชุดนอนบางเบากำลังสำรวจร่างนั้นทุกอณู “อืมมมม…….” เสียงครางของคนที่หลับ เมื่อรับรู้ถึงสัมผัสของอีกคน ก่อนที่เรนะจะหัน มามองจูรินะตาปรือ ก่อนจะคว้าคอของจูรินะลงมาจูบหนักๆอย่างโหยหา ก่อนที่จูรินะจะดันลิ้นเข้าไปพันกับลิ้นของเรนะ อย่างไม่มีใครยอมใคร มือสองข้างสอดเข้ามาเค้นคลึงอกสวยได้รูปของเรนะ เพราะจะเข้านอนแล้ว การที่เรนะจะโนบรานั้นถือเป็นเรื่องปกติ เมื่อมือเรียวสัมผัสยอดอก เรนะเอนอกรับทันที ก่อนจะดันหัวจูรินะลงมาสำรวจอกสวยนั้น “จูจัง ตัวหอมจัง อื้ออ” เรนะเอ่ยเมื่อปากเป็นอิสระ ก่อนจะโดนจูรินะถลกเสื้อขึ้นมาไว้เหนืออก เผยให้เห็นชั้นในตัวจิ๋ว กับเนินอกที่ชูชันสู้สายตาอยู่แบบนั้น จูรินะใช้สายตาสำรวจผิวกายของอีกคน ก่อนจะโดนอีกคนดุ เพราะเขินอายเต็มทน “จะมองอีกนานไหม จะทำอะไรก็รีบทำไปเถอะ” เรนะเอ่ยก่อนจะบิดตัวหันหน้าซุกเข้ากับหมอน จูรินะใช้ปากค่อยๆครอบครองยอดอกนั้น ลิ้นร้อนค่อยๆตวัดเพื่อนสู้กับยอดอกชูชันนั้น “ตื้ด ตื้ด ตื้ด” เสียงอีเมลล์ของจูรินะดังขึ้นแทรกอารมณ์เร้าร้อนของทั้งสองคน จนทำให้จูรินะผละออกจากเรนะแล้วรีบตรงไปเปิดเมลล์มันที เรนะที่ลุกขึ้นมานั่งมองจูรินะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ อาการหอบจากกิจกรรมยังคงอยู่ ก่อนที่เรนะจะดึงชุดนอนแสนบางนั้นลง เพื่อปกปิดเรือนร่างขาวนั้นไว้ ก่อนจะลุกขึ้นมาหยิบชุดมาจัดเตรียมให้อีกคน “ต้องออกไปสินะคะ” เรนะเอ่ยเมื่อเห็นว่าจูรินะหันมาเพื่อบอกอะไรบางอย่างกับเรนะ จูรินะมองเข้าไปในแววตาเศร้าๆของเรนะ ก่อนจะเดินเข้ามาจุมพิตตรงหน้าผาก ก่อนจะประคองใบหน้าของเรนะมาจูบริมฝีปากสวยนั้น “มีงานด่วนน่ะ ฉันต้องไป”จูรินะเอ่ย เห็นสายตาเศร้านั้น มันทำให้จูรินะไม่อยากออกไป แต่เพื่อหน้าที่การงานที่ดีกว่านั้น จูรินะจึงต้องออกไป จูรินะรีบหันหน้าไปคว้าเสื้อผ้าที่เรนะจัดให้ก่อนจะรีบแต่งตัว “จะค้างไหมค่ะ” เมื่อเห็นว่าจูรินะกำลังจะเดินออกไป เรนะเอ่ยถามทันที “ไม่ค้าง ฉันจะกลับมานอนกับเรนะจัง” จูรินะหันกลับมาตอบ ก่อนจะเปิดประตูออกไป “ตื้ด ตื้ด ตื้ด” เรนะหันไปเปิดเมลล์ที่ส่งมาจากคนที่เดินออกไปเมื่อครู่ “คนเดียวที่ฉันจะรัก คือเรนะจัง ฉันทำทุกอย่างเพื่อเรนะจังนะ” เมลล์สั้นๆที่ส่งมา มันทำให้เรนะแสยะยิ้มพร้อมน้ำตาที่ร่วงลงมาอย่างไม่ตั้งใจ “ด้วยการไปนอนกับคนอื่นงั้นสินะ จูรินะ” เรนะสบถออกมาเบาๆ ยิ้มให้กับตัวเองที่เลือกจูรินะ ให้มาดูแลชีวิต จูรินะกับเรนะคบกันตั้งแต่สมัยมหาลัย ถึงเรนะจะเป็นรุ่นพี่ แต่จูรินะเป็นเด็กที่เรียนเก่ง มีความทะเยอทะยาน อยากได้อะไรก็ต้องได้ สิ่งหนึ่งที่เรนะหลงรักจูรินะนั้นก็คือความมั้นคงในความรัก ไม่ว่าจูรินะจะป๊อบแค่ไหน มีหลายคนเข้ามาจีบ มาอ่อย เขาก็ยังมั้นคงที่จะรักเรนะ เรนะจึงตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่กับจูรินะหลังเรียนจบ มาเป็นแม่บ้านอย่างเต็มตัวโดยที่ยังไม่มีโอกาสได้ทำงานในสายการเรียนที่เรนะเรียนมา แต่ถึงอย่างนั้นจูรินะก็ดูแลเรนะได้ดีมาก เงินทองไม่เคยขาดมือ บ้านหลังใหญ่ รถหลายคัน และก็ยังเสมอต้นเสมอปลายมาโดยตลอด จนสองสามเดือนมานี้ พ่อของจูรินะ ประธานบริษัท มัตสึอิ เจ กรุ๊ปกำลังจะสละตำแหน่ง ด้วยความที่มีลูกสองคน นั้นคือ มัตสึอิ จุน ลูกชายคนโต ที่เก่งไม่แพ้น้องสาว มัตสึอิ จูรินะ พ่อของเขาจึงต้องการคนที่บริหารงานให้บริษัทรุ่งเรือง จูรินะจึงต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อขึ้นเป็นใหญ่ ต้องทำงานหนัก เรนะเข้าใจส่วนนี้ดี แต่ก็ทำให้จูรินะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เข้าบ้านก็เมา ชอบไปนอนค้างที่อื่น จนล่าสุดที่เรนะรู้นั้นก็คือ จูรินะไปนอนกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ชื่อ วาตานะเบะ มิยูกิ นั้นก็เพื่อให้ผู้หญิงคนนั้นเข้าไปเป็นนกต่อ เพื่อฮุบบริษัท ยามาโมโตะ อินเตอร์ไพร์ เพื่อสร้างผลงานให้คนเป็นพ่อได้เห็น . . . . . .. . “มาช้าจังนะ จูรินะจัง” เสียงหวานเอ่ยยั่วยวนเมื่อเห็นคนตัวสูงเปิดประตูห้องเข้ามา  ก่อนจะยกขาเพื่อยั่วให้อีกคนเดินเข้ามานั่งข้างๆ จูรินะยกยิ้มมุมปากก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้างๆมิยูกิ ใช้มือเชยคางให้มิยูกิเชิดหน้าขึ้นมามองจูรินะ “มีข่าวดีจะบอกฉันงั้นหรอ?” “ใจเย็นสิ รับรองว่าเป็นข่าวดีแน่นอน” มิยูกิคว้าตัวจูรินะให้ขึ้นคร่อมร่างตัวเองไว้ ก่อนจะเข้าไปกระซิบข้างหูแผ่วเบา “แต่ตอนนี้เธอต้องช่วยฉันก่อนนะ” ลมหายใจร้อนรดคอของจูรินะ อารมณ์ที่ค้างคามาจากบ้านจึงประทุขึ้นราวลาวา ร่างทั้งสองโถมเข้าหากันเหมือนพายุ กระวัดกระเหวี่ยงกันอยู่บนเตียงอย่างไม่มีใครยอมใคร แม้ภายในห้องจะมีอากาศที่เยือกเย็นจากเครื่องปรับอากาศ แต่ร่างกายทั้งสองกลับมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาตามร่างกาย อากาศในห้องที่ร้อนระอุ ถึงแม้คนตรงหน้าของมิยูกิจะเป็นจูรินะ แต่ในห้วงความคิด กลับเป็นใบหน้านิ่งเข้มของซายากะที่ผุดขึ้นมาแทนที่ เหมือนกับจูรินะที่มองมิยูกิเป็นเพียงตัวแทนของเรนะ ทั้งสองดำเนินความต้องการของตัวเองไปจนสุดทาง ที่เป็นหิมะสีขาวโพลน แสงสว่างที่เลือนลาง ตัวที่เบาหวิวเหมือนปุยนุ่น ร่างเปลือยที่บดเบียดกันอยู่บนเตียง มิยูกิขยับเนินอกเปลือยให้แนบชิดอ้อมแขนของจูรินะมากขึ้น ก่อนจะหอมกรามสวยได้รูปอย่างหลงไหล “จูรินะจังนี่ยังเร้าร้อนไม่เปลี่ยนเลยนะ” มิยูกิเอ่ยชมพลางใช้นิ้วไล้ไปตามใบหน้าคมนั้น จนจูรินะหันกลับมาจับมือของมิยูกิไว้ “ข่าวดีของฉันล่ะ” จูรินะยกยิ้มพลางเอ่ยเสียงนิ่ง สายตาที่ดูขัดกับน้ำเสียงถูกส่งไปให้มิยูกิที่นอนเปลือยเปล่าอยู่ข้างๆ “น่าน้อยใจจริงๆเลย ไม่สนใจฉันที่นอนในสภาพแบบนี้เลยรึไง” มิยูกิพูดด้วยน้ำเสียงติดงอนพลางทำแก้มป่อง มือน้อยทุบไปที่ไหล่จูรินะ “ฉันทำงานหนัก ฉันไม่ฟิตขนาดนั้นหรอก” จูรินะกระชับอ้อมแขนเข้ามาเพื่อให้ฟังเสียงแหบพร่าใกล้ๆ “ก็ได้ ตอนนี้ฉันเป็นเลขาส่วนตัวของยามาโมโตะแล้วนะ แถมเริ่มงานวันแรก ฉันก็ได้เข้าประชุมบอร์ดบริหารซะแล้วล่ะ” มิยูกิเอ่ยอย่างภูมิใจกับผลงานของตัวเอง ก่อนจะหันกลับไปส่งสายตาอ้อนให้กับจูรินะ “แล้วว่าไงบ้างอ่ะ มีอะไรเป็นพิเศษไหม?” จูรินะพูดเพื่อต้องการคำตอบ แต่กลับซุกหน้าลงไปที่ซอกคอก่อนจะดูดดุนคอขาวเพื่อสร้างรอยแดง แต่กลับโดนมิยูกิดันตัวออกก่อนที่จูรินะจะสร้างรอยแดงได้สำเร็จ “เอ๊ะ??????” “ “ฉันไม่อยากให้ใครเห็น” มิยูกิพูดพลางลุกขึ้นนั่งลูบคอขาวของตัวเอง “เมื่อก่อนก็ทำได้นิ” จูรินะเอ่ยพลางลุกขึ้นมาคุยกับมิยูกิ “แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว” มิยูกิพูดก่อนจะหันมาจ้องตาจูรินะด้วยรอยยิ้มหวาน จนจูรินะเผลอตัวลงไปจูบริมฝีปากอวบอิ่มอย่างหลงใหล “โคจิม่า มาโกะ จะไปเป็นพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ให้กับบริษัทโน้นน่ะ” มิยูกิเอ่ยพลางขยับตัวเข้าไปแกะแขนของจูรินะเพื่ออ้อนอีกคน “เป็นข้อมูลที่ดีมากเลยล่ะ” จูรินะพูดพลางกระชับอ้อมแขนกอดมิยูกิ ก่อนจะยกยิ้มร้ายอีกครั้ง “ต่อไปก็ทำให้มันมารักเธอซะ ถ้าต้องยอมเสียตัวเธอก็ต้องทำ” จูรินะออกคำสั่ง ทำให้มิยูกิผละออกมามองหน้าจูรินะอย่างโกรธเคือง “เห็นฉันเป็นคนแบบไหนกันนะ” มิยูกิพูดเสียงแข็ง “ไม่เอาน๊า ถ้าทำสำเร็จ หุ้นของบริษัทฉันจะยกให้เธอ 40% นึกถึงวันที่เราจะได้อยู่ด้วยกันสิ” จูรินะพูดพลางดึงมิยูกิเข้ามาในอ้อมอก พลางลูบหัวเบาๆให้อีกคนอารมณ์เย็นลง “เมื่อไหร่เราจะย้ายมาอยู่ด้วยกันนะ” มิยูกิที่ใจเย็นลงเอ่ยถามเสียงอ้อน “ตอนนี้ยังไม่ได้หรอกนะ ให้เวลาฉันหน่อย ฉันมีเหตุผลของฉัน” จูรินะพูดพลางลุกขึ้นไปหยิบเสื้อที่กระจัดกระจายเต็มห้องมาสวมใส่ “เอ๊ะ เธอไม่ค้างที่นี้หรอ?” มิยูกิลุกขึ้นมากอดจูรินะจากทางข้างหลัง เพื่ออ้อนอีกคนให้อยู่ด้วยกันคืนนี้ “ไม่ได้หรอก ไว้วันหลังจะมาค้างนะ” จูรินะพูดทั้งที่ยังยุ่งกับการแต่งตัว “แต่วันหยุดนี้ ฉันต้องย้ายเข้าไปอยู่กับบอสใหม่ของฉันนะ” มิยูกิพูดเสียงอู้อี้อยู่ด้านหลังของจูรินะ “เอ๊ะ?????” จูรินะรีบหันมาหามิยูกิทันที “เพื่อป้องกันความลับรั่วไหลของบริษัทน่ะ มันเป็นสัญญาจ้างงานที่ทำมาแบบนั้น” มิยูกิอธิบายก่อนจะก้มหน้าลง “เธอทำได้ดีมากเลย มิ้ลกี้” จูรินะเดินเข้ามาจับไหล่สองข้างก่อนจะก้มลงจูบที่ริมฝีปากนั้นอีกครั้ง “ฉันมีของขวัญให้ด้วยล่ะ” จูรินะเดินไปหยิบกระเป๋าเงินพร้อมกุญแจรถที่วางอยู่หัวเตียงก่อนสายตาจะเหลือบไปมองเห็นนาฬิกาเรือนสวย ที่ดูจะแพงไม่น้อย ก่อนจะหันไปสบตากับมิยูกิ “มีของแบบนี้ด้วยหรอ?” จูรินะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ยามาโมโตะซังซื้อให้น่ะ เห็นบอกว่า เป็นเลขาต้องมีนาฬิกาน่ะ จะได้ตรงต่อเวลา” “เอ้ ดูท่าจะหลงเธอเอาง่ายๆได้เลยนะ กล้าซื้อของแพงขนาดนี้ให้” จูรินะเอ่ยพลางหยิบนาฬิกานั้นขึ้นมาสำรวจอย่างละเอียด ก่อนจะโยนมันลงไปที่เดิม “นี่ อย่าโยนของของฉันนะ” มิยูกิเอ่ยเสียงงอน ก่อนจะเดินไปกระแทกตัวลงเตียงหนักๆเพื่อแสดงอาการไม่สบอารมณ์ “ฉันไม่ชอบที่มิลกี้แสดงอาการหวงของของคนอื่นแบบนี้เลยนะ” จูรินะได้ทีอ้อนบ้าง ก่อนจะก้มลงหยิบบัตรสีทองออกมายื่นให้มิยูกิ “บัตรเครดิต รูดได้ไม่จำกัดวงเงิน ของขวัญตำแหน่งใหม่ ฉันต้องกลับแล้วนะ” จูรินะพูดก่อนจะก้มลงจูบริมฝีปากของมิยูกิอย่างร้อนแรงอีกครั้ง ก่อนจะผละออกจากกัน “จะไม่ได้เจอกันบ่อยๆแล้วนะ”มิยูกิเอ่ยเสียงอ้อนสายตาเว้าวอนเผื่อจะรั้งอีกคนให้ค้างด้วยกันในคืนนี้ได้ “ฉันรู้ว่าเธอทำได้ มิ้ลกี้” จูรินะพูดพลางลูบหัวมิยูกิ ก่อนจะเดินออกไปหยิบแจ็กเก็ตหนังมาสวม แล้วเดินออกไปโดยไม่หันมามองอีกคนที่ยังนั่งอยู่ในสภาพล่อแหลมบนเตียง “เฮ้อ” มิยูกิทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงก่อนจะยกขาสวยมาไขว่ห้าง พร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบบัตรสีทองที่จูรินะพึ่งทิ้งไว้ให้มาดู มิยูกิยกยิ้มอย่างเอื่อมระอาก่อนจะโยนมันกลับไปที่เดิม สายตากลมกลับเหลือบไปเห็นนาฬิกาเรือนสวยที่กำลังสะท้อนแสงไฟในห้องแวววาวอยู่ นั้นทำให้มิยูกิยิ้มกว้างออกมาอย่างจริงใจ . . . .. . .. “ยุย จัดการเสร็จรึยัง?” ซายากะที่เอ่ยถามทันทีที่นั่งลงบนโต๊ะทำงานของตัวเอง พลางหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาอ่าน “เรียบร้อยแล้ว แต่จะเปลี่ยนตัวแบบนี้ทำไมไม่แจ้งบอร์ดบริหารก่อน” ยุยที่เดินตามเข้ามาเอ่ยถามเสียงเข้ม เหมือนกำลังดุเด็กน้อยที่กำลังซน “เดี๋ยวยุยก็จะเข้าใจเองล่ะน๊า” “แบบนี้จะไม่โดนบอร์ดว่ารึไง?” “ฉันเป็นประธานบริหารสูงสุดนะ  ทุกคนเชื่อในการตัดสินใจของฉันน๊า มีแต่ยุยนั้นแหล่ะที่บ่นอยู่ได้” ซายากะเงยหน้าขึ้นมาตัดพ้อยุย ที่กำลังสงสัยในการทำงานของซายากะ “ถึงแบบนั้น ฉันก็ไม่เข้าใจอยู่ดี” “ยุย วันนี้ฉันจะไปขนของให้เลขาคนใหม่ของฉัน แต่ยุยไม่ต้องไปด้วยหรอกนะ กลับบ้านได้เลยฉันอนุญาต” ซายากะพูดก่อนจะก้มลงไปดูเอกสารกองใหญ่บนโต๊ะ โดยที่ไม่สนใจยุยที่ยืนงงอยู่ ไม่ได้ทั้งคำตอบ และยังโดนไล่อีก “เมื่อก่อนเราไม่เคยปิดบังกันนิ ทำไมตอนนี้………?” “อย่าสงสัยในตัวฉันเลย ไม่มีอะไรเป็นความลับหรอก มีแต่ยังไม่ถึงเวลา ออกไปได้แล้วล่ะ” ซายากะพูดเสร็จก็ออกคำสั่งเชิงไล่อีกคนกลายๆ ทำให้ยุยต้องออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ทั้งที่ไม่ประสบอารมณ์นัก “มิยูกิ อยู่ไหม เข้ามาหาฉันหน่อย” หลังจากที่ยุยเดินออกไปได้สักพัก ซายากะก็เรียกหาเลขาคนใหม่ทันที “คะ?” ทันทีที่มิยูกิเดินเข้ามา ก็ส่งยิ้มอย่างเคยให้ซายากะทันที “ไปกันเถอะ” ซายากะลุกขึ้น พร้อมกับเดินออกไปอย่างไม่สนใจคนที่เข้ามาใหม่ซักนิด “ไปไหนค่ะ” มิยูกิถาม พลางเดินเข้าไปคว้าข้อมือของซายากะไว้ ทำให้คนถูกจับต้องส่งสายตาดุกลับมา “ก็ไปย้ายของเธอไง รึไม่ต้องให้ฉันช่วยแล้ว” ซายากะเอ่ยหลังจากที่มิยูกิง่อๆดึงมือตัวเองกลับ “แต่ยังไม่เลิกงานเลยนะ” มิยูกิพูดพลางทำแก้มป่องที่เจ้าตัวคิดว่ามันน่ารักที่สุดแล้ว “แต่นี้เป็นคำสั่งฉัน ถือว่านี้ก็เป็นงาน ไปกันได้แล้ว” ซายากะที่ดูจะเริ่มเบื่อ พูดเสียงแข็งใส่มิยูกิทันที “ค๊า” มิยูกิตอบเสียงยาน ทันทีที่มิยูกิตอบรับ ซายากะก็เดินนำออกไปทันทีโดยมีเสียงตะโกนบอกให้รอของมิยูกิตามหลังมาไม่ขาดสาย .. . . .. . .. .. “เธออยู่ห้องนี้ล่ะกัน ส่วนฉันอยู่ห้องถัดไป ฉันจะเข้าออกห้องเธอเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฉันมีกุญแจ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องล็อคห้องก็ได้” ซายากะที่ดูหงุดหงิดกับของที่เยอะเอามากๆของมิยูกิ พูดถึงกติกาของบ้าน “ถ้าฉันโป๊อยู่ก็แย่น่ะสิ” มิยูกิออกอาการไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงเท่าไหร่นัก “ฉันไม่ได้อยากจะดูหรอกน๊า แล้วถ้าเธอแอบส่งข้อมูลบริษัทให้คนอื่นล่ะ” ซายากะพูดพลางโน้มหน้าไปใกล้ๆมิยูกิ ใกล้จนอาจจะได้ยินเสียงเต้นของหัวใจของมิยูกิ ที่เต้นไม่เป็นจังหวะเมื่ออยู่ใกล้ๆซายากะ ความรู้สึกอย่างที่ไม่เคยเป็นกับจูรินะ “ก็ได้ค่ะ ฉันน่ะไม่ชอบใส่บรานอน คุณจะเข้ามาตรวจสอบอะไรก็ระวังด้วยนะคะ” มิยูกิพูดพร้อมกับโน้มหน้าไปประชันให้รู้แล้วรู้รอด “นี้มันบ้านฉันนะ ต้องเกรงใจเธอด้วยหรอ” ซายากะที่ดูจะแพ้ในเกมส์นี้ผละออก ก่อนจะยืนกอดอกพูดแทน “ไม่ต้องหรอกค่ะ แค่บอกไว้ ก็เห็นว่าคุณก็ไม่ได้อยากดูไม่ใช่หรอค่ะ” มิยูกิที่ดูจะเห็นหน้าที่กำลังขึ้นเลือดฝาดบนใบหน้าของซายากะ รีบพูดเพื่อสร้างอาการใจเต้นให้อีกคนทันที “เธอนี้มัน…..” หมดคำจะเถียงแล้ว ซายากะทำได้แค่เดินเข้าห้องตัวเองไปอย่างหัวเสีย กลับสร้างรอยยิ้มให้มิยูกิที่ยืนมองซายากะอย่างไม่วางตา . . . “ทางบริษัทส่งฉันมาทาบทาม ซิมาซากิซัง ให้ไปเป็นพรีเซนเตอร์ให้บริษัทเราคะ” เสียงนุ่มพูดอย่างนออบน้อม “คุณเป็นแค่บอดี้การ์ดของประธานบริษัทนิ ทำไมไม่ส่งฝ่ายประสานงานมาละคะ” ทาคาฮาชิ มินามิ ผู้จัดการส่วนตัวเอ่ยถาม ยุย ที่นั่งอยู่ตรงหน้า เพื่อความปลอดภัยของศิลปิน “เออ………..นี้เป็นเอกสารจากประธานของเราคะ  รับรองความปลอดภัยให้กับซิมาซากิซัง ทางเราจะดูแลความปลอดภัยให้อย่างดีเลยคะ” อยู่รีบหยิบเอกสารจากทางบริษัทและประธานบริษัทส่งให้ มินามิ “ฉันจะไปดูแลพารูรุเอง” มินามิ มองเอกสารแว๊บหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงนิ่งเพื่อสร้างความน่าเกรงขาม “แต่ว่า ทางบริษัท จะมีคนมาดูแลศิลปินเองคะ” ยุยพยายามปฏิเสธอย่างสุภาพ “ไม่ได้นะ พารูรุน่ะเป็นถึง………………” “ฉันตกลงค่ะ รับทำงานนี้” ซิมาซากิ ฮารุกะ บุคคลที่สองคนก่อนหน้ากำลังกล่าวถึง ซึ่งนั่งฟังสนทนาอยู่นานเอ่ยขึ้นขัดมินามิ ทำให้สองคนต้องมองไปทางต้นเสียง “เอ๊ะ??????” มินามิอุทานออกมาอย่างลืมตัว ก่อนจะถอนหายใจเบาๆเพราะรู้ถึงความเอาแต่ใจของฮารุกะดี ว่าถ้าอย่างทำก็คือต้องทำ จะขัดก็ไม่ได้ “ทาคามินะ ช่วยจัดคิวแล้วส่งให้เขาทีนะคะ” ฮารุกะ ที่นั่งไขว่ห้างพูดเสร็จแล้วเดินออกไปทนที โดยที่มียุย ลุกขึ้นยืนโค้งหัวเล็กน้อยส่ง “นี้ นามบัตรคะ” ยุยส่งนามบัตรให้ทันที เพื่อให้อีเมลล์อีกคนไปในตัว “เดี๋ยวฉันจะส่งคิวไปให้ทีหลังนะคะ” “ขอบคุณค่ะ” ยุยเอ่ยก่อนจะขอตัวกลับ “ตื้ด ตื้ด ตื้ด” เสียงอีเมลล์เข้าทันที ที่ยุยเดินออกมาถึงหน้าบริษัท [ฉันดีใจมากเลยละ] เนื้อหาของเมลล์ส่งมาเพียงสั้นๆแต่ก็ทำให้คนที่อ่านดีใจไม่น้อย เพราะคนที่ส่งมานั้นคือแฟนสาวของยุยนั้นเอง . . แสงแดดที่ส่องเข้ามาภายในห้องเล็ก เหมาะที่จะพักอยู่คนเดียว มิยูกิที่นอนอยู่บนเตียงนุ่ม กับข้าวของที่กระจัดกระจายเต็มห้อง เพราะยังจัดของไม่เสร็จ แสงแดดนั้นรบกวนคนบนเตียงจนต้องตื่นขึ้นมา บิดขี้เกียจอย่างช่วยไม่ได้ กลิ่นหอมของอาหารที่โชยมาเริ่มจะรบกวนท้องไส้ของมิยูกิอีกครั้ง มิยูกิลุกขึ้นไปตามกลิ่นหอม จนเจอเข้ากับต้นตอของกลิ่น ซึ่งมีประธานสาว ที่อยู่ในชุดสปอร์ตสีขาว คงจะออกไปวิ่งตอนเช้าแน่ๆ มิน่า กล้ามเนื้อดูกระชับแข็งแรง มิยูกิเดินไปชะโงกดูเล็กน้อยก่อนที่อีกคนจะหันมาทักทาย “โอฮาโย” “อ๊ะ โอฮาโย” มิยูกิที่กำลังสนใจอาหารอยู่สะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็ยังเอ่ยทักทายกลับไป “จัดของเสร็จรึยัง วันนี้ออกไปกับฉันหน่อย” ซายากะพูดโดยที่ยังสนใจกับข้าวต้มที่ตั้งใจทำเป็นพิเศษ “วันนี้วันหยุดนี่น๊า และฉันก็ยังจัดของยังไม่เสร็จคะ” มิยูกิพูดแก้มป่อง พลางโน้มหน้าลงไปหอม อาหารที่กำลังส่งกลิ่นมายั่วยวน “จะขัดคำสั่งฉันงั้นหรอ?” ซายากะปลายตามองมิยูกิแว๊บหนึ่ง ก่อนจะหันไปสนใจหม้ออาหารตรงหน้า “งั้นก็เลิกจ้าง ไม่ผ่านโปรงาน” ไม่ทันที่มิยูกิได้ตอบ ซายากะก็ตัดบท ก่อนจะตักเอาข้าวต้มมื้อเช้าเดินออกไปนั่งที่โต๊ะอาหาร “ไปค่ะ ไป ไปตอนนี้เลย” มิยูกิรีบเดินตามมาเอาใจอีกคนที่กำลังตั้งท่าจะกินข้าวเช้า ก่อนที่มิยูกิจะหันไปเตรียมวิ่งไปอาบน้ำ เพื่อออกไปข้างนอกกับซายากะ “เดี๋ยว…..” ไม่ทันที่มิยูกิจะได้ก้าวเท้าออกไป เสียงของซายากะก็รั้งให้เท้าของมิยูกิต้องชงัก “คะ??” “มาทานข้าวช้าวก่อน ฉันไม่รีบ” ซายากะพูดเสียงเรียบ โดยที่ไม่หันมองมิยูกิ อย่างที่เคยทำ “ฉันไม่ชอบทานข้าวเช้…………….” จ๊อกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ไม่ทันได้พูดจบประโยค ท้องเจ้ากรรมก็ดันทรยศเจ้าของซะดื้อๆ มันดังมากพอที่จะทำให้ซายากะเงยหน้าขึ้นมาหัวเราะน้อยๆให้มิยูกิ “ไปตัก แล้วมานั่งตรงนี้ ฉันทำเผื่อเธอด้วย” ซายากะเอ่ยกลั่วหัวเราะ แต่ก็ยังคงวางมาดไม่ให้หลุดเท่าไหร่นัก มิยูกิมองค้อนลงไปแอบดุท้องตัวเองด้วยสายตาเล็กน้อย ก่อนจะเดินแก้มป่องไปตักอาหารมานั่งตรงหน้าประธาน หรือเจ้าของบ้านหลังนี้ “ประธานคะ??” หลังจากที่เงียบกันมาซักพัก เป็นมิยูกิเอ่ยถามประธานสาวที่นั่งทานข้าวอย่างสง่า เหมือนผู้ดีที่ถูกสอนมาอย่างดี ซายากะเงยหน้าขึ้นมามองเล็กน้อย ไม่ตอบอะไร ก่อนจะค่อยๆวางช้อนลง มองหน้ามิยูกิด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนจะหยิบน้ำขึ้นมาดื่ม “มีอะไร???” หลังจากที่เช็ดปากเรียบร้อยซายากะเอ่ยเพียงสั้นๆกับมิยูกิ ที่กำลังตั้งตารอเสียงตอบรับจากซายากะ “เราจะไปไหนกันหรอคะ” มิยูกิพูดทั้งที่ข้าวยังเต็มแก้มยุ้ยอยู่ “ฉันแค่อยากพักผ่อนน่ะ ไปเดินเล่นกัน” “เอ๊ะ? นี่ชวนฉันเดทหรอคะ” มิยูกิเอ่ยพลางยิ้มร่า “อะ…เอ่อ ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย” ซายากะตอบตะกุกตะกัก ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว “อะ..อื้ม ถ้าฉันลงมาจะต้องเห็นเธอพร้อมแล้วนะ” ซายากะออกคำสั่ง ก่อนจะเดินออกไปอย่างเก้ๆกังๆ “ค๊า” มิยูกิตอบรับเสียงยาน ตามหลังไป ก่อนจะหันหน้ามุ้ยใส่ถ้วยอาหารตรงหน้า “ไอ้คนบ้าอำนาจ” .. . . “ประธานคะ??????????” หลังจากที่รถหรูของซายากะเข้าจอดที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง มิยูกิก็เอ่ยขึ้นทันทีที่รถจอดสนิท “หื้ม” ซายากะตอบรับมาเพียงเสียงที่ลอดออกมาจากลำคอ “ไหนว่าจะไปเดินเล่นไงคะ ทำไมมาที่นี้ละ” “ฉันอยากได้ชุดทำงานซักสองสามชุด ไปช่วยฉันเลือกหน่อยสิ” ซายากะหันมาพูดพลางก้มลงไปถอดเข็มขัดนิรภัยให้มิยูกิ นั่นเป็นการกระทำที่ทำให้หัวใจของมิยูกิเต้นไม่เป็นจังหวะ “คะ…ค่ะ” มิยูกิตอบตะกุกตะกัก ก่อนที่ซายากะจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้มิยูกิ “ไปกันเถอะ” ซายากะพูดทั้งที่ยังยิ้มสวยส่งมาให้มิยูกิ จนทำให้อีกคน เผลอยิ้มตามอย่างช่วยไม่ได้ “เอ่อ……ประธานคะ?” หลังจากที่ลงรถมาซายากะก็คว้ามือของมิยูกิเข้ามาจับทันที จนทำให้มิยูกิเองก็ใจสั่นไม่น้อยเพราะความอ่อนโยนของซายากะ ซายากะก้มมองมือเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอีกคนกำลังรั้งมือไว้ เพราะสงสัยในการกระทำ “ฉันเห็นว่าตรงนั้นมีคนมุงเยอะ คงจะของเซลล์ล่ะมั่ง เดี๋ยวจะเดินหลงเอาน่ะ” ซายากะอธิบายถึงเหตุผลก่อนจะส่งยิ้มที่ยากจะได้เห็นให้กับมิยูกิ มือยังคงจับมือมิยูกิไว้แน่น มิยูกิกำลังหลงใหลในความอ่อนโยนของซายากะ ซึ่งต่างจากจูรินะที่มีแต่ความร้อนแรง ตามประสาวัยรุ่น . . . . . . . . “วาตานะเบะซัง เธอว่าเนคไทอันนี้เหมาะกับฉันไหม” ซายากะพูดพลางหยิบขึ้นมาทาบให้มิยูกิดู มิยูกิหันมามองแว๊บหนึ่ง ก่อนจะอมยิ้มแล้วหันกลับไปเลือกเนคไทอีกหลายอันที่วางเรียงรายภายในร้าน ก่อนจะหยิบ เนคไทสีดำ ที่ตัดกับชุดสูทสีขาวที่ซายากะเลือกไปก่อนหน้า มาทาบแทน “ฉันเคยบอกว่าให้เรียกฉันว่ามิ้ลกี้ไงค่ะ” มิยูกิเงยหน้าขึ้นมาพูดก่อนจะหันไปสนใจเนคไท ที่กำลังทาบอยู่กับอีกคน “ฉันว่าอันนี้จะเหมาะกว่านะคะ ใส่กับชุดไหนก็เหมาะ สุภาพด้วย นี่อะไร ที่เลือกมามันสีเหลืองไม่ใช่หรอค่ะ ไม่มีเซ้นเรื่องแฟชั่นเลยจริงๆ” มิยูกิ พูดพลางง่วนอยู่กับการหาเนคไทให้คนที่ยืนหน้ามุ้ย เพราะโดนติติงเรื่องแฟชั่นของตัวเอง “นี่ มันก็ไม่ได้แย่หรอกใช่ไหมล่ะ?” ซายากะพูดแกมโมโหเล็กน้อย แต่ก็ต้องยอมรับเรื่องนี้แหล่ะ เพราะมันเรื่องจริงนิ มิยูกิเงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้างไม่ตอบอะไรก่อนจะยื่นเนคไทที่ดูว่าเหมาะกับซายากะ ส่งไปให้ซายากะ แล้วเดินไป ดูเสื้อผ้าราคาแพงภายในร้าน “เลือกเอาซักชุดสิ” ซายากะที่เดินตามมา บอกมิยูกิที่กำลังเพลิดเพลินกับชุดสวย ภายในร้าน “งื้อออ” มิยูกิเอื้อมมือไปเปิด ป้ายราคาที่อยู่บนตัวเสื้อ ก่อนจะส่งเสียงออกมาเป็นเชิงว่าสู้ราคาไม่ได้แน่ๆ “ฉันออกให้ ค่อยหักจากเงินเดือนภายหลัง” “หักจากเงินเดือน กี่เดือนจะพอค่าชุดนี้ล่ะค่ะ” มิยูกิหันมาสบตาพลางอ้อนอีกคน “ชอบหรือป่าวล่ะ?” ซายากะถามเสียงนิ่ง พลางหันไปมองชุดเดรสสั้นสีขาว ที่มิยูกิยืนมองอยู่ก่อนหน้า “ก็ชอบ แต่ชั่งมันเถอะ” มิยูกิพูด ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าแขนอีกคน หวังจะลากไปจ่ายค่าของซายากะแล้วรีบออกไป แต่ซายากะกลับรั้งมือไว้ก่อนจะเรียกพนักงานที่ยืนอยู่ไม่ไกลให้เดินเข้ามาหา “เอาชุด รองเท้าคู่นี้ แล้วก็กระเป๋าใบนั้นด้วยนะ” ซายากะชี้มือไปที่ชุดที่มิยูกิชอบ แล้วก็เพิ่มด้วยรองเท้าและกระเป๋าใบสวย ก่อนจะยื่นบัตรเครดิตสีทองส่งไปให้พนักงาน ก่อนที่พนักงานจะจัดการของให้ซายากะ “ประธานค่ะ จะหักเงินกี่เดือนค่ะเนี่ย ถึงจะชดใช้หมด” มิยูกิมองตามพนักงานไปก่อนจะหันมาดุซายากะที่ยืนอยู่ข้างๆ “เธอต้องได้ชดใช้แน่ มิยูกิ” ซายากะพูดเสียงเรียบ เสียงที่แฝงไปด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป “เอ๊ะ??” “เรียบร้อยแล้วค่ะ” เสียงพนักงานที่เดินเข้ามาดังแทรกขึ้นมา ก่อนจะส่งของให้ซายากะ พร้อมกับบัตรสีทอง แล้วยื่นใบเสร็จให้ซายากะเซ็นอย่างสุภาพ ซายากะหยิบปากกาขึ้นมาเซ็น ก่อนหยิบบัตรสีทองออกมา พร้อมกับของในมือของพนักงาน “ไปหาไรกินกันเถอะ ฉันหิวแล้ว” ซายากะพูดก่อนจะส่งยิ้มให้มิยูกิแล้วเดินนำออกไป “ประธานค่ะ ให้ฉันเลี้ยงอาหารได้ไหมค่ะ ถือซะว่าตอบแทน เรื่องอาหารเมื่อเช้า ทั้งนาฬิกา แล้วก็ชุดพวกนี้ด้วย” มิยูกิรีบเดินมาขวางทางเดินของซายากะไว้ “เธอจะเลี้ยงฉันงั้นหรอ อื้มเอาสิ” ซายากะหยุดพูดก่อนจะเดินมุ่งหน้าสู่ร้านอาหารหรูที่เคยกินเป็นประจำ “อะ…เอ่อ ประธานค่ะ ฉันของเลี้ยงเป็นร้านธรรมดาได้ไหมค่ะ ร้านแบบนั้นฉันไม่มีตังค์จ่ายพอหรอกค่ะ” มิยูกิกระอักกระอวนใจเดินไปรั้งอีกคนให้ทัน ก่อนอีกคนจะหันกลับมาด้วยแววตาสงสัย “ฉันมีร้านที่ฉันชอบอยู่ร้านหนึ่ง อร่อยมากเลยล่ะ แต่อยู่อีกชั้นหนึ่งค่ะ” มิยูกิรีบอธิบายถึงแผนการต่อไป “เลิกเรียกฉันว่าประธานได้ไหม?” ซายากะดูเหมือนจะไม่สนใจกับร้านอาหารเท่าไหร่นัก หันมาพูดจริงจังกับมิยูกิ “เอ๊ะ?” “นำไปสิ” ซายากะออกคำสั่งเสียงเรียบ ก่อนที่มิยูกิจะผงกหัวน้อยๆแล้วเดินนำไป . . . . . “วาตานะเบ…..อ่ะ มิลกี้” ซายากะกำลังจะเอ่ยเรียกอีกคน ที่กำลังก้มหน้าทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย แต่ก็ต้องชงักเพราะนึกอะไรบางอย่างออก “คะ ท่านประธา…..อ๊ะ อ่า ซายากะซัง” อีกคนที่เงยหน้าขึ้นมาตอบ ก็ตะกุกตะกักไม่ต่างกัน “เธอเป็นแค่เลดี้ออฟฟิต จริงๆสินะ?” “ค่ะ ทำไมหรอค่ะ” “อ๊อ วันก่อนที่ไปขนของ ฉันแอบเห็นบัตรเครดิตที่เหมือนของฉัน ฉันคิดว่าเธอก็คงจะมีรายได้ไม่น้อยเลยนะ ที่ใช้บัตรแบบนั้นได้อ่ะ เสื้อผ้าก็เห็นมีแต่แบรนดังๆไม่ใช่หรอ?” ซายากะพูดยืดยาว แต่ก็ดูชิวๆไม่ได้คิดอะไรมาก หรือจับผิดอะไร “อ่า บะ บัตรเครดิตเพื่อนน่ะคะ สงสัยมาค้างแล้วลืมไว้ ฉันไม่มีของแบบนั้นหรอกคะ” มิยูกิตอบพลางวางช้อนมาสนใจอีกคนที่นั่งรอมิยูกิกินอยู่สบายๆ เพราะตัวเองกินเสร็จแล้ว ซายากะช้อนตาขึ้นมาสบตามิยูกิ ก่อนจะยิ้มให้เล็กน้อย “เสร็จรึยัง ตอนบ่ายฉันมีนัดกับยุย” “อ๊ะ เสร็จแล้วค่ะ” มิยูกิรีบดื่มน้ำแล้วเรียก พนักงานมาเก็บตังค์แล้วแล้วยิ้มให้ซายกะอย่างออดอ้อน . . . . . . . . “จูรินะ ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหม?” เรนะที่กำลังลูบหัวคนที่นอนอยู่บนตักเนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยอาการเหม่อลอย “ได้สิ ฉันน่ะไม่มีอะไรปิดบังเรนะจังอยู่แล้ว” จูรินะเอ่ยเสียงอู้อี้อยู่บนตัก เพราะกำลังเอาหน้าซุกกับหน้าท้องเรนะ “ยังรักฉันอยู่จริงๆใช่ไหม?” “เอ๊ ทำไมถามแบบนั้นล่ะ ฉันน่ะรักเรนะจังที่สุดเลยนะ” เมื่อได้ยินคำถาม จูรินะรีบกกระเด้งตัวขึ้นมาตอบเรนะทันที พลางระดมจูบไปที่พวงแก้มขาว ที่ดูจะไร้ปฏิกิริยาตอบรับจากอีกคน จนจูรินะต้องชงัก “มีอะไรงั้นหรอ?” “กลัวเสียฉันไปบ้างไหม?” เรนะหันมามองคนที่กำลังกอดตัวเองแน่น ยิ้มกว้างอยู่ข้างๆ “ถ้าไม่มีเรนะจัง ฉันก็คงตายให้ได้แน่ๆเลยล่ะ” จูรินะยังตอบเสียงร่าเริง พลางโน้นหัวลงไปซบไหล่อ้อนเรนะ “เรากลับไปใช้ชีวิตเรียบง่าย ที่นาโกย่าดีไหม?” “ไม่ได้นะ ที่ฉันทำมาทั้งหมดก็เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของเราสองคนนะเรนะจัง อย่าพึ่งยอมแพ้สิ” จูรินะคว้าไหล่สองข้างเข้ามาจับ ก่อนจะจุมพิตลงบนหน้าผากอย่างอ่อนโยน “เย็นนี้เราจะไปทานข้าวกับคุณพ่อคุณแม่นะ ท่านบ่นคิดถึงน่ะ ไม่ต้องทำอาหารเย็น ฉันออกไปทำธุระแล้วฉันจะกลับมารับ แต่งตัวสวยๆนะ” จูรินะเชยคางเรนะขึ้นมาจูบแผ่วเบาก่อนจะลุกไปหยิบโค๊ทหนังสีดำมาสวมแล้วเดินออกไป . . .. . . . .   “ฉันรอที่ร้านเดิมนะ” [ฉันจะถึงแล้ว กำลังจอดรถอยู่น่ะ] เพียงไม่นานก็มีเงาของคนที่ซายากะพูดคุยผ่านโทรศัพท์เมื่อครู่ ที่มาพร้อมกับหญิงสาวที่น่ารักอีกคน ซายากะลุกขึ้นยืนต้อนรับ ทันทีที่ทั้งคู่เดินมาถึง “ซิมาซากิซังสินะค่ะ ยามาโมโตะ ซายากะค่ะ” ซายากะเอ่ยทักทายพลางโค้งหัวเล็กน้อย ก่อนจะผายมือเชิญให้พารุนั่ง “ชิมาซากิ ฮารุกะ ค่ะ เรียกพารุ ก็ได้ค่ะ ไหนๆก็จะร่วมงานกันแล้ว” พารุพูดพลางนั่งลงตามที่ซายากะเชื้อเชิญ ก่อนที่ซายากะจะนั่งตามลงไป สายตาของซายากะก็ดันเหลือบไปมองอีกคนที่ยืนมือกุมต่ำอยู่ข้างๆ ไม่ยอมนั่งลงตาม “ยุย ทำไมไม่นั่ง” ซายากะเอ่ยเสียงดุ พลางส่งสายตาสงสัยให้ “เอ่อออออ” “ไม่ต้องแบ่งนาย แบ่งเจ้าหรอกน่ะ นั่งเถอะ” ซายากะพูดก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้พารุอย่างเป็นกันเอง ยุยรีบเดินอ้อมมานั่งข้างๆซายากะ พลางเหลือบตาไปมองพารุ ที่กำลังยิ้มกว้างให้กับซายากะ “เอ่ออ พารุจัง อ่านเอกสารคร่าวๆแล้วใช่ไหมค่ะ” ซายากะเริ่มบทสนทนา “ใช่ค่ะ ฉันยินดีกับข้อเสนอทั้งหมด เป็นพรีเซ็นเตอร์ของบริษัทห้าปี” พารุตอบเสียงเรียบ แต่ก็ยังคงยิ้มอย่างเป็นกันเองให้กับซายากะ โดยที่ไม่สนใจยุย ที่ดูเหมือนจะไม่มีตัวตนในการสนทนานี้ “แล้ว ทาคาฮาชิซัง รับทราบแล้วอนุญาตใช่ไหมค่ะ” ซายากะถามต่อ “ถ้าฉันตกลงเขาก็ไม่ขัดหรอกค่ะ” “ส่วนเรื่องความปลอดภัย ฉันจะให้บอดี้การ์ดส่วนตัวฉันเป็นคนดูแล พารุจังพอใจไหมค่ะ” ซายากะเอ่ยพลางหันหน้าไปมองยุย ที่กำลังตกใจในคำพูดที่ยังไม่ปรึกษาเขาซักคำ “ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรนี่ค่ะ” พารุตอบพลางส่งยิ้มมาให้ยุยจนเจ้าตัวต้องสะดุ้งเพราะตามสถานการณ์ไม่ทัน “ทำไมไม่ปรึกษาฉันก่อน” ยุยรีบโน้มตัวเข้าไปคุยด้วยเสียงเบาเพื่อนป้องกันการยินของอีกคน “เอาน๊า ดูแลดีๆล่ะ คนนี้อาจจะได้ขึ้นเป็นนายหญิงของบ้านยามาโมโตะในอนาคตก็ได้” ซายากะโน้มลงไปกระซิบกระซาบคืน พลางยิ้ม แต่คำตอบมันเหมือนมีดที่กำลังทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจของยุย ก่อนที่ยุยจะผละออกมามองหน้าซายากะ “เธอน่ารักใช่ไหมล่ะ ฉันว่าฉันชอบเธอ ถ้าเธอจบการศึกษา ฉันอาจจะจีบเธอก็ได้” ไม่วายซายากะยังตามมากระซิบเรื่องราวต่อ ก่อนจะผละตัวออกมาส่งยิ้มให้พารุ “พารุจัง เซ็นเอกสารแล้วใช่ไหมค่ะ” ซายากะหันไปถามด้วยรอยยิ้ม “ค่ะ แต่ว่าฉันต้องไปแล้วล่ะคะ ฉันมีถ่ายละครต่อ” พารุตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปคว้ากระเป๋าขึ้นมาสะพาย เตรียมจะออกไป “อ่ะ งั้นให้ยุย ทำหน้าที่วันนี้เลยแล้วกัน ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะคะ” ซายากะลุกขึ้นยืนส่งพารุ ก่อนที่พารุจะเดินนำออกไป ซายากะรีบดึงยุยที่กำลังสติหลุดลอยให้ลุกขึ้นมา “เป็นอะไร ไม่อยากทำงานนี้งั้นหรอ” ซายากะถามด้วยคงามเป็นห่วง “อ่ะ ไม่ใช่ๆ” ยุยที่กกำลังได้สติ รีบตอบกลับทันที “งั้นก็รีบตามไปสิ ฝากด้วยนะ” ซายากะพูด พลางดันให้ยุยรีบออกเดินตามพารุไป     พลัก ทันพอดีที่ยุยจะเดินมาเปิดประตูรถให้พารุได้เข้าไปนั่งเบาะหลัง ก่อนที่ยุยจะเดินเข้าประจำตำแหน่งคนขับ “ยุย เป็นอะไร?” หลังจากรถเคลื่อนอออกมาได้ซักพัก เป็นพารุที่เริ่มบทสนทนาก่อน “หื้ม คิดว่าหลับไปแล้ว” ยุยเหลือบมองกระจกส่องหลังแว๊บหนึ่งเพื่อดูให้แน่ใจว่าอีกคนยังไม่หลับ “ไม่ดีใจรึไง ที่เราจะได้อยู่ด้วยกันบ่อยๆ ไปไหนด้วยกันโดยที่ไม่มีคนคอยจับผิดนะ” พารุพยายามปีนข้ามเบาะเข้ามานั่งคู่คนขับ พลางพูดเสียงงอน “ดีใจสิ” “เห็นที่นั่งอยู่ในห้อง ทำหน้าเป็นตูดลิงเลย” พารุพูดพลางสอดมือข้าไปเกาะแขนยุย “ฉันมีเรื่องให้คิดนิดหน่อยนะ” ยุยหันมาตอบด้วยรอยยิ้มที่เอ็นดูคนข้างๆ “ฉันจะนอนล่ะนะ ถ้าถึงแล้วปลุกด้วยล่ะ” พารุตอบพลางเอนหัวลงไปซบไหล่ของคนขับรถ ก่อนจะขยับเสื้อโค๊ทที่ยุยให้ไว้ตอนขึ้นรถมาห่ม เพราะใส่เสื้อผ้าแขนกุด อากาศที่พอดีภายในรถ กลับเย็นเกินไป “ได้สิ” “ฉันรักยุยนะ” เสียงอู้อี้ที่ดังลอดผ่านลำคอ ถึงจะเบาแต่ก็ดังมากพอที่จะทำให้คนที่อยู่ใกล้กันเพียงลมหายใจ ได้ยินชัดแจ่ว “ฉันก็รักพารุนะ” ยุยตอบกลับด้วยรอยยิ้ม  พลางตั้งใจขับรถต่อไปเพื่อส่งอีกคนให้ถึงที่โดยปลอดภัย .. . .   . .. . “คุณพ่อ คุณแม่ สวัสดีค่ะ” จูรินะเอ่ยทักทายผู้เป็นพ่อและแม่ ที่นั่งอยู่บนโซฟาหรูภายในบ้าน “มากันแล้วหรอ อาหารเสร็จแล้วพอดีเลย” คุณแม่เอ่ยทักทายจูรินะกับเรนะ ที่กำลังเดินเข้าบ้านมา ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามากอดเรนะ เพราะคุณแม่เอ็นดูเรนะเอามากๆจึงไม่ค่อยใส่ใจที่จูรินะมา แต่กลับดีใจเอามากๆที่เรนะมาพบ “แม่ค่ะ ลูกสาวแม่คนนี้นะ คิดถึงแต่เรนะจังใช่ไหมล่ะ” จูรินะเอ่ยตัดพ้อคนเป็นแม่ ทีเล่นทีจริง ก่อนที่จะมีเสียงหัวเราะของทั้งสามคนดังขึ้นมา “เดี๋ยวแม่ไปบอกแม่ครัวตักเลยนะ คงหิวกันแล้วใช่ไหม?” คุณแม่เอ่ยถามพลางหันไปลูบแก้มเรนะ ที่ยืนยิ้มกับความงอแงของจูรินะ “เดี๋ยวหนูทำเองดีกว่าค่ะ” เรนะรีบขันอาสาตักอาหารให้ทุกคน “ไม่เป็นไรหรอกลูก ให้แม่บ้านจัดการดีกว่า ดูแลจูจังก็เหนื่อยแล้ว” แม่พูดพลางหันไปหยอกล้อลูกสาวตัวดีที่ยืนหน้ามุ้ยอยู่ข้าง “ฮ่าๆๆ จูจัง มากับพ่อมา” คุณพ่อที่นั่งฟังอยู่นาน ลุกขึ้นมากอดคอลูกสาวแล้วเดินนำออกไปที่โต๊ะอาหาร โดยมีคุณแม่กับเรนะเดินตามไป “คุณพ่อค่ะ พี่ชายไปไหนค่ะ ยังไม่เห็นเลย” เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย โดยมีคุณพ่อนั่งอยู่หัวโต๊ะ จูรินะเอ่ยถามถึงพี่ชายที่ยังไม่เห็นหน้าค่าตาตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน “พ่อให้ไปศึกษางานที่ต่างประเทศหน่ะ” พ่อตอบพลางหันไปยิ้มอย่างเป็นกันเอง เป็นครอบครัวที่ดูอบอุ่นพอสมควร และการคบกันของเรนะกับจูรินะนั้น พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้และเป็นที่ยอมรับของครอบครัว “เอ๊ น่าอิจฉาจัง ได้ไปเที่ยวต่างประเทศด้วย” จูรินะเอ่ยเสียงงอน “จูจัง พี่เขาไปทำงานนะลูก” ผู้เป็นแม่เอ่ยปลอบลูกสาวที่ดูจะเอาแต่ใจไม่น้อย เรนะจังที่กำลังตักข้าวใส่จานให้ทุกคนจนถึงจานของตัวเอง ก่อนจะนั่งลงข้างๆจูรินะซึ่งเป็นที่ประจำของเรนะเมื่อมาบ้านหลังใหญ่หลังนี้ “เรนะจัง พ่อมีเรื่องอยากจะขอร้องเรนะจัง จะได้ไหม?” คุณพ่อที่กำลังนั่งครุ่นคิดอยู่นาน เอ่ยถามเรนะที่กำลังนั่งลง เรนะหันไปมมองทันที ที่คุณพ่อเอ่ยถามตัวเอง “คะ?” “พ่อจะขอให้จูรินะแต่งงาน” คุณพ่อเอ่ยเสียงนิ่ง แววตาจริงจังที่ส่งมา นั้นเป็นการขอร้องในเชิงผู้ใหญ่ “เอ๊?? คุณพ่อค่ะ จะแต่งงานก็ควรไปขอกับพ่อแม่เรนะจังสิ” “พ่อหมายถึง จูจัง จะต้องแต่งงานกับวาตานาเบะ มายุ ลูกสาวนายพลที่เป็นเพื่อนพ่อ เพื่อความมั้นคง ของธุรกิจที่พ่อกำลังจะสร้าง” พ่อรีบอธิบายขัดจูรินะที่กำลังขัดเขินเพราะคิดว่าพ่อจะให้แต่งงานกับเรนะ คนที่จูรินะรักมาตั้งแต่ต้น “เอ๊????” จูรินะที่เหมือนสมองตื้อ เอาดื้อๆคิดตามไม่ทัน จนหันหน้าไปมองเรนะที่นั่งหน้าซีดอยู่ข้างๆ “คือออ คุณพ่อจะขอให้หนูเลิกกับจูรินะหรอค่ะ?” เรนะเอ่ยถามเสียงสั่นเครือ พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้สั่นคอนไปมากกว่านี้ “คุณพ่อทำแบบนี้ไม่ได้นะ คุณพ่อก็รู้ว่าหนูคบกับเรนะจังอยู่ คุณแม่ก็รู้” จูรินะโวยวายขึ้นมาทันที และพยายามหาแนวร่วมเพื่อช่วยพูดกับคุณพ่อให้ยกเลิกเรื่องนี้ไป “ฟังคุณพ่อก่อน จูรินะ” เรนะเอื้อมมือไปจับมือจูรินะ ที่กำลังโกรธจนมือไม้สั่น “พ่อรู้ พ่อก็รักเรนะจังเหมือนลูกคนหนึ่ง พ่อถึงได้ขอร้องยังไงล่ะ” คุณพ่อยังพูดเสียงนิ่ง “แล้วให้หนูเลิกกับเรนะจังหรอ ไม่มีทางหรอก เป็นไปไม่ได้” จูรินะที่โกรธจนน้ำตาคลอเบ้า พยายามแสดงออกให้เห็นว่าเขาเลิกกับเรนะไม่ได้แน่ๆ “จูจัง แม่รู้ว่าลูกรักเรนะจัง แม่ถึงอยากให้เรนะจังย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านกับพ่อแม่ไง ลูกกับเรนะจังจะได้อยู่ด้วยกัน ถึงจะแต่งกับมายุแล้วก็ตาม” คุณแม่พยายามเข้ามาแทรกเพื่อให้บรรยากาศที่กำลังร้อนลดลงบ้าง “คุณแม่ก็เห็นด้วยกับคุณพ่อหรอค่ะ?” จูรินะหันมามองคนเป็นแม่ด้วยสายตาแดงก่ำ ที่มีน้ำตาพร้อมจะไหลออกมาเต็มทีแล้ว “พ่อก็พยายามหาทางออกที่ดีสำหรับเราที่สุดแล้วนะ ถ้าทำแบบนั้น พ่อจะยกบริษัทให้จูจังบริหาร” “ด้วยการที่ให้เรนะจัง มาทำตัวเหมือนเมียน้อย อยู่ในบ้านเนี่ยนะ พ่อคิดอะไรอยู่กันแน่ พ่อไม่ให้เกียติเรนะจังเลยซักนิด” จูรินะลุกขึ้นตะคอกใส่คนเป็นพ่ออย่างอารมณ์ที่เดือดพลุ่งพล่าน  ก่อนที่เรนะจะโผลเข้ากอดรั้งจูรินะให้นั่งลง สงบสติอารมณ์ “จูรินะใจเย็นๆ” “เรนะจัง กลับ” จูรินะหันมาคว้ามือเรนะ ก่อนจะกระชากให้เดินตามออกไปด้วยอารมณ์ “จูรินะ ฉันเจ็บ ปล่อยก่อน” เมื่อเดินออกมาถึงรถที่จอดหน้าบ้าน เรนะรีบสะบัดมือออก พร้อมกับส่งสายตาดุจูรินะ ที่กำลังปล่อยน้ำตาพลั่งพรูออกมา “ทำไมตะคอกใส่คุณพ่อแบบนั้น” “ฉันไม่ยอมหรอกนะ ฉันรักเรนะจัง อะ ฮึก” จูรินะพูดพลางสะอึกสะอื้น ดึงเรนะเข้ามากอดเหมือนกลัวจะหายไป “ฉันรู้ ฉันรู้ แต่ถ้ายอมตามคุณพ่อ จูรินะจังก็จะได้บริหารบริษัท  อยากทำมาตลอดไม่ใช่หรอ?” เรนะทำใจดีสู้ทั้งที่น้ำตาก็เริ่มเอ่อออกมาเปอะบ่าอีกคนแล้ว มือที่ทำหน้าที่ลูบหัวอีกคนปลอบประโลมให้ใจเย็นลง “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เท่ากับว่าให้เรนะจังมาเป็นเมียน้อย อะ อึก ฮึก ทั้งที่เป็นที่หนึ่งสำหรับฉันเสมอ” จูรินะยังตอบเสียงอู้อี้ ไม่ยอมผละกอดออกจากเรนะ “ฉันมีความสุขที่ได้ยืนตรงนี้ข้างๆเธอนะจูรินะจัง ถ้าฉันยังเป็นที่หนึ่งสำหรับจูรินะจัง ฉันก็จะคอยสนับสนุนจูรินะเสมอ กลับบ้านกันเถอะ ไว้ใจเย็นค่อยกลับมาให้คำตอบคุณพ่อ” เรนะเอ่ยพลางดันจูรินะออกให้มามองหน้าชัดๆ แต่สายตากลับพร่ามัวเพราะน้ำตาที่เอ่อล้นออกมา เรนะใช้มือเกลี่ยน้ำตาให้เรนะ ก่อนจะเลื่อนหน้าเข้าไปประทับริมฝีปากลงบนส่วนเดียวกัน ให้ได้สัมผัสถึงความอบอุ่น . . . . ..
  13. ได้รูปนี้แล้วน่ะค่ะ ขอโทษนะคะ T___T
  14. รับรูปตามด้านล่างนี้ครับ
  15.     ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้น     ถ้าหาชีวิตของคุณถูกใครบางคนกำหนดให้ทำตามที่เขาสั่งและคุณไม่มีทางเลือกที่ปฏิเสธมันแล้วล่ะก็....มันคงจะดีถ้าหากเรื่องที่เขาสั่งให้คุณทำนั้นไม่ใช่เรื่องของ....   . . .   .   เรื่องความรัก   . . . .   “ปัญเออ....คือพี่ชอบปัญ เป็นแฟนกันนะ”   คำพูดที่เอ่ยขึ้นมาของหญิงสาวผมเปียสีน้ำตาลแดงดังขึ้นมาและออกสั่นเล็กน้อย อรคือประธานชมรมเต้นโคฟเวอร์และเธอตัวสูง เป็นที่นิยมในโรงเรียนและกำลังขอรุ่นน้องที่เท่ที่สุดในรุ่นและสนิทที่สุดของเธอเป็นแฟนมันคงจะดีถ้าไม่ใช่คำสั่งของใครบางคนและ.....       ไม่น่าเชื่อว่าคำตอบของอีกฝ่ายจะเป็น....       “ได้สิ ลองดูก็ได้ ถ้าเป็นพี่อร ปัญก็โอเคนะ” คำพูดของสาวหมวยผมเปียสีน้ำตาลเข้มดังขึ้นมา แม้ว่าตอนแรกเจ้าตัวจะตกใจจนตาโตขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นท่าทางสั่นเทาและใบหน้าแดงๆของคนตรงหน้า รวมทั้งความรู้สึกที่ว่าไม่อยากให้รุ่นพี่คนสนิทเสียใจทำให้ปัญตอบตกลงอย่างง่ายดาย   “จริงหรอ ขอบคุณนะ” ทันทีที่ปัญตอบกลับอรก็ดูตกใจเล็กน้อยแต่ก็โผเข้ากอดอีกฝ่ายทันทีจนปัญสะดุ้งและตาโตก่อนจะยิ้มบางๆขึ้น ยิ้มที่ไม่รู้ว่ากำลังรู้สึกอะไรเพราะตอนนี้หัวของเจ้าตัวกำลังโล่ง....มากเช่นเดียวกับคนเริ่มขอเป็นแฟนที่นึกไปถึงเรื่องเมื่อคืนที่ชีวิตของเธอต้องเปลี่ยนไปอย่างกระทันหัน       ย้อนกลับไปต้นเรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นหลังจากพ่อและแม่ของเธอเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์และเจ้าหนี้ค่อยๆทยอยมาตามยึดทรัพย์ที่บ้าน อรไม่เหลือใครแม้แต่เงินทอง โชคดีที่ค่าเทอมของเธอได้ทุนเรียนฟรีจึงไม่ได้มีปัญหา แต่ปัญหาคือ....   . . . . .   “โอ้ย!” อรถูกหญิงสาวร่างท้วมผลักลงกับพื้นจนตัวมอมแมม มันน่าเจ็บใจที่แม้แต่ที่งานศพของพ่อและแม่ ยังต้องมาเจออะไรแบบนี้อีก เธอกำลังทำพิธีศพที่ทางวัดจัดให้ฟรีๆเพราะเห็นใจเด็กสาวที่เหลืออยู่เพียงลำพัง แต่ไม่ทันที่เธอจะทำพิธีของวันนี้เสร็จก็ถูกจับตัวมารุมซ้อมซะก่อน   “หนี้ที่พ่อกับแม่ของเธอก่อไว้ เธอก็ต้องชดใช้ให้หมด!”   “ฉันไม่มี....” อรปฏิเสธแต่ไม่ทันที่จะพูดจบเธอก็ต้องตกใจเมื่อลูกน้องที่เป็นชายร่างผอมของเจ้าหนี้เงินกู้พูดขึ้นมา   “ถ้างั้นเอาตัวมันไปแทนไหมเจ้”   สีหน้าจริงจังและแววตาที่น่ากลัวทำเอาสาวผมสีน้ำตาลแดงกลัวขึ้นมาแต่ไม่ทันไร.....       “หนี้ของเด็กคนนี้ พวกผมจะใช้ให้เอง” ไม่ทันที่จะมีใครแตะต้องอรเพิ่มเติมก็มีชายสวมชุดสูทเดินมายื่นเช็กเงินสดให้สาวร่างท้วม เมื่อหญิงสาวรับเงินก็ตาลุกวาวก่อนจะถอยออกไป       เหมือนกับสวรรค์ยังเห็นคุณค่าในตัวเธออยู่บ้าง   แต่ไม่รู้การที่โชคดีครั้งนี้จะนำโชคร้ายที่หนักหนามากกว่าเดิมมาหาเธอรึเปล่านะ?       อรมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาก่อนที่จะมีใครบางคนเดินลงมาจากรถสีดำคันสวยพร้อมอุ้มตุ๊กตากระต่าย เด็กน้อยหน้าตาน่ารักดูแล้วน่าจะยังอยู่ชั้นประถมหรือมัธยมต้นซึ่งเด็กกว่าเธอมาก แต่ว่าสีหน้านิ่งเรียบอย่างนางพญามันช่างน่าเกรงกลัวและดูน่าหมั่นไส้ไปด้วย   “สวัสดีค่ะพี่อร หนูชื่อเคท ต่อไปนี้พี่จะต้องทำตามที่หนูสั่งทุกอย่างเข้าใจไหมคะ?” คำพูดของคุณหนูตัวน้อยที่ลงมาจากรถและรอยยิ้มมุมปากในตอนจบทำเอาเธอรู้สึกกลัวขึ้นมา แต่ก็อดที่จะถามไม่ได้ว่า....   “แล้วถ้าฉันตอบว่าไม่ล่ะ?” แต่คำถามนั้นดูจะถูกใจคุณหนูไม่น้อยเช่นกัน คุณหนูยิ้มมุมปากก่อนจะหันมองไปด้านหลังก่อนจะหันมาพูดต่อ   “พี่ก็คง....ไม่มีโอกาสที่จะพูดต่อจากนี้มั้งคะ?”   คำพูดของเด็กน้อยคงไม่ได้ทำให้เธอหวั่นใจถ้าหาก....   ชายชุดดำที่เพิ่งช่วยเหลือเธอไม่เอาปืนมาจ่อที่หัวของเธอ!   “ว่าไงคะ? ตกลงไหม?” คำย้ำเตือนอีกครั้งทำให้อรที่ตอนนี้ปืนจ่อหัวอยู่ไม่มีทางเลือกนอกจากกลืนน้ำลายฝืดๆลงลำคอและพูดต่อว่า...   “ตกลง ฉันจะทำตามที่เธอสั่ง”       นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทุกอย่างและไม่น่าเชื่อว่าทันทีที่คุณหนูเคทมอบหมายคำสั่งแรกที่บอกว่าให้เป็นแฟนกับรุ่นน้องคนสนิทอย่างปัญ อรจะสามารถทำตามได้ภายในเวลาไม่ถึงวันคำสั่งคือให้เป็นแฟนของปัญ ให้ทุกคนเชื่อว่าเป็นแฟนและพยายามคบกับปัญให้ได้เกิน 2 เดือนโดยห้ามถามถึงเหตุผลใดๆทั้งนั้นและเคทจะปล่อยเธอไม่มายุ่งกับเธอรวมถึงจะรับประกันว่าเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบทุกคนหรือศัตรูของพ่อและแม่ของเธอจะไม่มาทำร้ายเธออย่างแน่นอน มันคือเรื่องง่ายๆ แต่ก็ค่อนข้างลำบากใจเหมือนกันในเมื่อตัวเธอไม่ได้รักรุ่นน้องคนสนิทคนนี้แบบคนรัก และยังมีคนที่ตัวเองรักอยู่คือ.....       “อร ข่าวนี่จริงหรอ?” เสียงเรียกที่แสนหวานและทำให้ตัวหญิงสาวที่กำลังเหม่อลอยอยากจะหันไปหาทันที แต่ครั้งนี้เธอที่กำลังนั่งเหม่อมองทุ่งนาหลังโรงเรียนชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตีหน้ายิ้มและหันไปหาอีกฝ่าย   “แปลกนะเนี่ยที่หวานๆจะมาหาอรถึงห้องแบบนี้” น้ำเสียงกวนๆดังขึ้นมาโต้ตอบคนที่ตัวเล็กกว่าและกำลังทำหน้าเครียด สาวผมเปียสีดำสนิทคนนี้คือตาหวาน เป็นคนที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทอีกคน และคนที่เธอ....รักที่สุด   “อรช่วยจริงจังหน่อยได้ไหม! เรื่องของปัญ....” ไม่ทันที่ตาหวานจะพูดจบอรก็เอานิ้วชี้ข้างขวาแตะที่ริมฝีปากของตาหวาน พร้อมรอยยิ้มที่แสนเศร้าผุดขึ้นมา ดวงตาที่สั่นเล็กน้อย ความอึดอัดที่ไม่สามารถพูดออกไปได้ว่าทำไมเธอถึงทำแบบนี้ แต่สิ่งที่เธอทำได้คือรีบตีหน้ามีความสุขก่อนจะพูดต่อว่า....   “ข่าวกระจายไวจังนะ ใช่ ฉันคบกับปัญแล้ว” สิ้นเสียงคำพูดของอร มันเหมือนทำให้คนตัวเล็กที่กำลังจะพูดต่อนิ่งเงียบไปก่อนที่จะหน้าบึ้งเหมือนโมโหและคว้ามือของคนตัวสูงให้เดินตาม   “เฮ้ย เดี๋ยวก่อนตาหวาน.....”   “เดินตามเรามา!” ตาหวานรีบพูดก่อนจะเดินนำไปโดยไม่สนใจคนตัวสูงที่ดูจะตกใจมาก ตาหวานเดินไปจนถึงห้องชมรมดนตรีที่ตาหวานอยู่ด้วย ห้องชมรมเปิดตลอดเวลา เมื่อวานนี้อรได้ขอปัญเป็นแฟนในช่วงเย็นที่เข้าชมรม และข่าวที่คบกันก็กระจายออกอย่างรวดเร็วในเช้านี้   “ตาหวานคือ....”   “อรรักปัญงั้นหรอ?” ไม่ทันที่อรจะพูดอะไรนักร้องนำของชมรมก็พูดแทรกเธอขึ้นมา ดวงตาที่สั่นเล็กน้อยทำให้อรเผลอคิดเหมือนกันว่าอีกฝ่ายคิดเหมือนกับเธอ แต่เธอก็พยายามไม่คิดอะไรเพราะว่า....อีกฝ่ายมีเจ้าของแล้วหนิ   “อื้อ...คงงั้น แต่ตาหวานเองก็....เป็นแฟนกับเฌอหนิ ถึงจะเคยบอกไปแล้ว แต่ก็ยินดีด้วยอีกครั้งนะได้เป็นแฟนกับคนที่ตัวเองรักแล้ว?” อรพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อยก็ใครมันจะยินดีได้ ในเมื่อคนที่ตัวเองแอบรักมาตลอดไปคบกับคนอื่นแถมยังเป็นคนที่เธอไม่มีวันเทียบได้   เฌอปรางคือนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่5 ทั้งที่อายุเท่ากันแต่เป็นถึงกรรมการนักเรียน เรียนดี กีฬาเด่น แถมยังสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนในงานวิชาการทุกปี หน้าตาก็ดีจนรุ่นน้องหลายๆคนหลง มันคงไม่แปลกที่ตาหวานเองก็จะชอบอีกฝ่ายด้วย   “นี่ฉันบอกหลายครั้งแล้วไงว่า....ช่างเถอะ แต่อรคิดงั้นจริงๆหรอ? อรยินดีจริงหรอถ้าเราเป็นแฟนกับเฌอ?”   ‘คำถามนี้อีกแล้ว’   นั่นคือความคิดของอรที่ผุดขึ้นมาในหัว อาจจะเพราะว่าทุกครั้งที่คุยเรื่องข่าวลือว่านักเรียนดีเด่นประจำรุ่นทั้งสองคนเป็นแฟนกันตาหวานจะปฎิเสธและพูดแบบนี้ตลอด ซึ่งคำตอบของเธอก็คือ...   “ใช่ ก็ตาหวาน...ได้คบกับคนที่ตัวเอง....”   “แล้วถ้าเกิดว่าคนที่ฉันรักคือเธอล่ะ? เธอจะยังยินดีกับฉันไหม?”   คำพูดและสีหน้าจริงจังที่ส่งมาทำให้สาวร่าเริงแบบเธอถึงกับนิ่งเงียบไปทันที ก่อนจะแก้สถานการณ์ด้วยการถามกลับโง่ๆว่า....   “พูดเป็นเล่นน่ะ ตาหวานจะมาชอบอร...เป็นไป....”   เสียงของสาวผมสีน้ำตาลหายไปราวกับคนพูดเป็นขึ้นมา ความจุกที่กลางอกเกิดขึ้นมาทันทีที่เห็นสาวผมดำหรือเพื่อนสนิทของเธอที่ชื่อว่า'ตาหวาน'กำลังร้องไห้ออกมา น้ำตาที่ค่อยๆไหลอาบแก้ม ดวงตาที่สั่นเครือและ.....ความรู้สึกนุ่มนวลที่ริมฝีปากของเธอที่ตามมาติดๆ จูบที่อ่อนโยนและแผ่วเบา มีรสเค็มนิดๆจากน้ำตารวมถึงความหอมหวานที่ทำให้เธอติดใจแต่เมื่อได้สติอรก็รีบผละอีกฝ่ายออก   “ตะ-ตาหวานทำไม....”   “เพราะชอบ ไม่สิเพราะรักไงล่ะ แบบนี้อรคงไม่คิดว่าตาหวานล้อเล่นใช่ไหม?” คำพูดที่สั่นเครือทำเอาหัวของคนฟังตื้อไปหมด ใบหน้าสีแดงก่ำจากความเขินอายของเธอและดวงตาที่แดงจากการกลั้นน้ำตา ตาหวานเป็นคนเข้มแข็งมากแต่กลับมาร้องไห้เพราะเธอ   “ตาหวานคือ...เราขอโทษนะ”   “ไม่ต้องพูดแล้วล่ะ เราเข้าใจ อรกับปัญคบกับอยู่หนิ ขอให้โชคดีนะ เราแค่อยากจะบอกอรแค่นั้นเอง....ไม่มีอะไรมากกว่านี้แล้ว” ตาหวานพูดจบก็ลุกออกไปทิ้งความหนักอึ้งที่หัวใจของเธอ และน้ำตาที่ค่อยๆไหลออกมาพร้อมเสียงก้องในหัวว่าเธอเองก็รักอีกฝ่ายแต่ไม่สามารถบอกได้   “ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วยวะ!” อรตะโกนออกมาก่อนจะทรุดตัวนั่งลงกอดเข่าตัวเองใช้ความคิดว่าตอนนี้เธอควรจะทำอย่างไรต่อ ในเมื่อคนที่คบอยู่ไม่ใช่คนที่เธอรักและคนที่เธอรักกำลังจะทิ้งเธอไป       แต่ว่าทางอีกด้านหนึ่งที่ได้ผลกระทบก็ไม่ค่อยต่างกันนัก สาวฮอตประจำโรงเรียนหญิงล้วนกำลังมองสาวหมวยผมสีดำสนิทเพื่อนสนิทของเธอที่กำลังมองตรงมาทางเธอเหมือนกัน ดวงตากลมโตสีดำที่เรียวแบบลูกเสี้ยวจีนทำให้เธอรู้สึกกลัวทุกครั้ง.....   “ดีใจด้วยนะ ได้คบกับพี่อรแล้ว ทีนี้จะเอาไงต่อไปล่ะ?” นั่นคือสิ่งที่เพื่อนสนิทของปัญพูดขึ้นมา มันช่างเจ็บปวดเมื่อคนตรงหน้านี้เป็นคนที่....   “ก็คงคบไปเรื่อยๆแหละ ก็เราเคยบอกเจนนิษฐ์แล้วหนิ ว่าคนที่เราชอบตอนนี้คือพี่อร เราไม่ได้ชอบเจนนิษฐ์แล้ว”   ช่างเจ็บปวดเมื่อคนตรงหน้าเป็นทั้งคนรักเก่าและเพื่อนสนิทของเธอ รวมทั้งยังเป็น...คนที่เธอยังรักอยู่   “ก็ดี เพราะฉันมีคู่หมั้นแล้ว” เจนนิษฐ์พูดก่อนจะยิ้มออกมา มันช่างน่าอึดอัด ทั้งที่หลังโรงเรียนเป็นพื้นที่โล่งกว้างแต่กลับชวนอึดอัดจน...   “งั้นปัญขอตัวไปเข้าเรียนก่อนนะ” ปัญพูดก่อนจะเดินผ่านเจนนิษฐ์ไปโดยที่ไม่ทันมองสีหน้าเจ็บปวดของสาวหน้าตายที่มันแสดงออกมาเพียงเสี้ยววินาที เจนนิษฐ์สูดลมหายใจลึกๆก่อนจะกดรับโทรศัพท์ที่สั่นในกระเป๋ากระโปรงที่โชว์เบอร์ตัวต้นเรื่องนี้       “ว่าไงน้องรัก นี่จะจัดการเรื่องให้พี่หรือปั่นหัวพี่กันแน่น่ะ”   ใช่แล้ว เธอเองก็รู้แผนการณ์นี้ทั้งหมด....   คุณหนูเคทคือญาติห่างๆของเธอ ไม่กี่เดือนก่อนเธอต้องเลิกกับปัญเพราะเธอถูกบังคับให้หมั้นหมายกับลูกชายของเพื่อนสนิทของพ่อ ซึ่งเขาก็เป็นคนดีและรู้จักเธอมาตั้งแต่เด็ก เธอรู้ดีว่าเธอผิดเองที่เผลอตามใจตัวเองไปคบกับปัญช่วงมัธยมต้นทั้งๆที่รู้ว่าไม่ช้าก็เร็วคงต้องหมั้นหมายกับพี่ชายคนสนิทแต่เมื่อถูกคำสั่งออกมา เธอก็ควรรีบตัดใจและทำให้คนที่เธอรักมีความสุข แม้จะด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องนักด้วยการ....   “อะไรกัน พี่เจนนิษฐ์เป็นคนขอให้หนูไปช่วยพี่อรจากการติดหนี้แล้วสั่งให้ไปเป็นแฟนพี่ปัญไม่ใช่หรอคะ?” น้ำเสียงกวนๆตามสายของเด็กติดบ้านดังขึ้นมาทำให้เจนนิษฐ์ได้เพียงยิ้มบางๆ ยิ้มที่สมเพชตัวเองที่วางแผนบ้าๆออกมาทันทีที่ได้ยินว่าปัญบอกว่าเขาชอบคนอื่น....และคนนั้นคืออรเพื่อนสนิทในชมรม   “อื้อ....ก็พอดีบ้านของอรมีปัญหาพอดี ถือว่าโชคดีในความโชคร้ายแล้วกัน....อย่างน้อยทั้งสองคนก็คงได้สมหวังกันแล้ว” คำพูดของคนที่อายุมากกว่ามันกลับทำให้ปลายสายนิ่งไปซักพักก่อนจะพูดตอบกลับแต่คล้ายพึมพำกับตัวเองมากกว่า   “จะโชคดีจริงๆหรอ?” คำพูดลอยๆที่ดังออกมากลับทำให้เจนนิษฐ์นิ่งไปก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง   “ช่างเถอะ ว่าแต่ตัวเองก็อยากให้เขาเป็นแฟนกันหนิจะได้ตัดคู่....”   “พี่เจนนิษฐ์!” เสียงดุของเด็กน้อยเอาแต่ใจทำเอาเจนนิษฐ์ขำขึ้นมาทันที   “ฮะๆ พี่ไม่พูดแล้วก็ได้ว่าแต่โทรมามีอะไรงั้นหรอ?” สิ้นเสียงคำถามคุณหนูตัวน้อยก็ยิ้มขึ้นมาก่อนจะกระชับอ้อมกอดตุ๊กตากระต่ายตัวน้อยและพูดต่อ   “ไม่มีอะไร แค่จะมาบอกว่าหนูกำลังจะย้ายไปโรงเรียนเดียวกับพี่แล้วค่ะ” คำพูดนั้นทำให้เจนนิษฐ์นิ่งไปซักพักก่อนจะยิ้มออกมาและพูดต่อ   “ย้ายมา? นี่คุณหนูติดบ้านแบบเธอยอมออกมาจากบ้านด้วยงั้นหรอ แต่ก็ดีแหละเพราะคนนั้นที่เธอต้องการเจอก็อยู่ที่นี่ด้วยหนิ” สิ้นเสียงของเจนนิษฐ์ เคทก็นิ่งไปซักพักและเชื่อได้ว่ากำลังยิ้มอยู่อย่างสบายใจ   “ค่ะ หนูจะมาบอกแค่นี้แหละหวังว่าเราจะได้เจอกันโดยเร็วนะคะ”   พอคุณหนูเคทพูดจบก็กดวางสายทันทีทำให้เจนนิษฐ์ที่ไม่ทันได้ลาได้แต่บ่นออกมาเบาๆก่อนจะยิ้มเมื่อนึกถึงคนที่น้องของเธอถูกใจคนนั้น   “รีบวางสายจังแฮะ แต่ก็หวังว่าจะได้เจอเหมือนกันนะ...”       Talk : สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ฟิคนี้ลงแต่ละตอนอาจจะสั้นไปหน่อยเพื่อให้แก้ปัญหาการอึดอัดในการอ่านเราจะเสนอว่าอาจจะลง 3 วันต่อ 1 ตอนเพื่อให้ท่านได้พักใจสบายกาย //จริงคือจะอู้แหละ ฮา แต่จะพักลงสัปดาห์ละตอนอาจจะนานไป// ยังไงก็ฝากติดตามผลงานต่อไปด้วย ถ้าวันไหนเราลงช้าโปรดรู้ว่ากำลังทำผังตัวละคร ขอบคุณที่อ่านจนจบแล้วไว้พบกันใหม่นะคะ (;w;)/  
  16. [FICTION-BNK48] Confusion Love [OrnTarwaan+ETC] คำเตือน : เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายศิลปินใดๆทั้งสิ้น หากผู้อ่านไม่พอใจทางผู้แต่งยินดีลบเรื่องนี้ทิ้งทันที ขอบคุณสำหรับพื้นที่ในการฟินค่ะ  Content   01 02 03 04 05 06 07 08 09 10      
  17. ขายรูป netshop

    รูป netshop นาเนี้ย เซ็ตละ 450 ครับ 
  18. ขายรูป netshop

    ตอนนี้เหลือแค่ซัชชี่กับซากุระครับ
  19. ขายรูป netshop

    ขายไปแล้วครับ ขอโทษด้วยนะครับที่ตอบช้ามากกกก เพราะไม่ได้เข้าเว็บตั้งแต่เดือนที่แล้วอ่ะครับ   
  20. รูปซิงลาบราดอร์ ทาคามินะ กิริน ยังอยู่ไหมคับ
  21. รับแผ่น theatre negaigoto 1 แผ่นค่า   PM รายละเอียดให้ด้วยนะคะ
  22. รับ CD Negaigoto no Mochigusare (Theater) 1 แผ่นครับ รบกวนข้อความรายละเอียดหาผมด้วยนะคร้าบ :)
  23. Earlier
  24. Load more activity