abura

Members
  • Content count

    638
  • Joined

  • Last visited

About abura

  • Rank
    Senbatsu

Contact Methods

  • Website URL http://-
  • Facebook -
  • Twitter -

Profile Information

  • Interest in Groups AKB48
  • Oshi-Members takamina

Recent Profile Visitors

2197 profile views
  1. 555 เป็นตัวช่วยที่พึ่งพาได้ค่ะ
  2. sp  3.5       ไฟแห่งความโทสะแผดเผาอยู่ในแววตาอันแข็งกร้าว อดีตราชาที่ร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธซึ่งถูกอัดแน่นอยู่ในอกเมื่อจิ้งจอกตัวร้ายยั่วยุอารมณ์ขยับเข้าใกล้คนรัก มินามิถึงกับสติหลุดระเบิดพลังเวทย์เข้าใส่ปีศาจตัวร้ายพร้อมเสียงร้องคำรามตวาดลั่นขู่ให้จิ้งจอกเก้าหางออกห่างจากร่างที่ยังไม่ได้สติ “ถอยออกมา!!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดดูมีอำนาจจนจิ้งจอกเก้าหางไม่กล้าต่อกรกับคนที่จับคมดาบประกายด้วยเพลิงแห่งโทสะชี้ตวัดใส่หน้า “อย่าคิดแม้แต่จะแตะ!!” คนอยู่ด้านหลังมินามิพากันผวา น้อยครั้งจริงๆที่จะเห็นอดีตราชาเลือดขึ้นหน้าจ้องเหยื่อด้วยสายตาอาฆาตเอาเรื่อง  จิ้งจอกเก้าหางเล่นผิดจุดแตะต้องในสิ่งที่ไม่ควรยุ่งเข้าเสียแล้ว เรื่องของอัตสึโกะเป็นเรื่องที่ไม่ควรยุ่งอย่างมาก ความรู้สึกเปราะบางที่เรียกว่าความรักมันมีอานุภาพมากกว่าที่คิด “ออกมา!” “มิเห็นต้องโมโหเลย”  จิ้งจอกเก้าหางพึ่งทันได้ตั้งตัวหลังจากมัวตกอยู่ในภวังค์นานสองนาน ออกวาจาโต้ตอบสอดเสียดละเลยเสียงตวาดแห่งโทสะขยับร่างเข้าหาเหยื่อของนาง หากพริบตานั้นคมดาบเย็นเฉียบถูกตวัดเฉียดแก้มไปเพียงหนึ่งเซ็นถึงกลับทำให้จิ้งจอกตัวร้ายผงะ หันมองผู้ถือดาบด้วยแววตาขุ่น “อย่าแตะนาง!” ครั้งแล้วครั้งเล่ากับอารมณ์เดือดทะลุปล่อยภาษาพูดเคยชินในเก่าก่อน  ยอมถูกโทสะกลืนกินแผดเผาพลังเวทย์สุดประมาณออก “ไม่เลวนะ”  จิ้งจอกตัวร้ายชมเชยอย่างขบขันกระตุกฝ่ามือขึ้นรับดาบที่ฝาดฟันลงมาไม่หยุดยั้ง ความเย็นเฉียบของมันสะท้อนสะทานน่าเกรงขาม เพียงตวัดตัวดาบเวทย์ป้องกันก็ถูกตัดขาดจนคมดาบเกือบเข้าถึงตัว จิ้งจอกเก้าหางเบิกตาตะลึงอยู่ในเสี้ยววินาทีพลั้งชักเท้าหนีก่อนต้องรีบหมุนตัวหลบอีกรอบเพราะศรกรีดกรายแผลงฤทธิ์ทั่วสารทิศทางพุ่งกราดเข้ามาด้วยความเร็ว “พี่มาริโกะ พลาดทำไม” โทโมจินแวดอย่างหัวเสียพอเห็นฝ่ายนั้นหลบได้  ทำเอาคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่จู่ๆก็ถูกโยนความผิดเกาหัวแกร๊กๆเหมือนอยากจะเถียงกลับในใจว่าไม่ใช่ความผิดของตน แต่จะก็เถียงไม่ได้ เพราะเดี๋ยวถูกไล่ออกไปให้นอนนอกบ้าน  ไม่ทันไรคนขี้โวยวายก็สะบัดข้อมือยกลูกแก้วที่ถือปล่อยสิ่งที่คล้ายลูกอุกกาบาตดิ่งตรงเข้าใส่จิ้งจอกเก้าหาง “ฟุ่ม!” “หืมม คิดจะรุมกันอย่างนั้นหรือ” จิ้งจอกตัวร้ายส่ายหน้าลดมือที่ยกขึ้นป้องกันเวทย์มนต์ลงวางข้างลำตัวเหมือนเดิม แม่เด็กพวกนี้ไม่ยอมให้นางหยุดหายใจคนถือดาบประดับอัญมณีเก้าชนิดก็เหวี่ยงเข้ามาใส่พร้อมกับคนรักของยัยเด็กที่นางปลอมแปลงโจมตีเข้ามาอีกรอบให้นางต้องดีดตัวหลบขึ้นด้านบน หลบพ้นดาบแรกได้อย่างหวุดหวิด เบ้หน้าหงุดหงิดพอคนถือดาบเย็นเฉียบเข้าประชิดตัวและฟันเข้าที่สีข้างอย่างจังเหวี่ยงนางกระเด็นชนิดหลังชนเข้ากับผนัง “ตุ้ม!” นางเชิดหน้าแยกเขี้ยวเหลืออดกดมือลงพื้นตั้งข่ายเวทย์ป้องกัน เวทย์ที่เข้ามาอีกระลอกของผู้หญิงผมยาวปลิวสลายเหมือนพวกนางแบบนิตยสารเวทย์มนตร์ “เล่นโกงกันนิ” “อย่าพูดมากได้มั้ย! คืนตัวอัตสึโกะมา!”  ยัยเด็กมีลักยิ้มจอมใจร้อนพาตัวเองแทงดาบเข้ามาหานางอีกครั้งสลับกับคนที่ทำเอานางหัวเสีย ไม่อยากจะยอมรับหรอกนะว่านางกำลังถูกไล่ตอนโดยพวกเด็กอายุน้อยกว่าคราวเหลน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อพวกเด็กที่เถียงกันจะเป็นจะตายดันร่วมมือกันได้อย่างดีเยี่ยม  นางทรุดตัวลงอย่างงงงวยรีบยกมือกุมสีข้าง มองหาต้นเหตุของอาการแปลกๆแล้วก็พบกับผลงานของคมดาบเมื่อสักครู่ มันเหมือนพึ่งจะเริ่ม เพราะน้ำแข็งที่เกาะอยู่บนแผลกำลังล่ามเข้าด้านในให้ถึงกับต้องนิ่วหน้ามองผู้กระทำอย่างหงุดหงิด เล่นกันแรงนักนะ! จิ้งจอกตัวร้ายกดเวทย์ลงบนบาดแผลหยุดการลุกลามของน้ำแข็งก่อนจะถอยหลังกลับไปตั้งหลัก สงสัยนางจะอ่อนข้อให้แม่เด็กพวกนี้มากเกินไป ต้องเอาจริงให้รู้เสียหน่อยว่าอยู่ในอาณาเขตของใคร “นี่ เล่นอย่างนี้ข้าก็หมดสนุกกันพอดี ยังไม่รู้สิเนี่ยว่าไม่ควรทำตัวก้าวร้าวในถิ่นข้า”   นางขู่ขณะเหลือบมองให้เห็นว่านางยังเป็นต่อ เพราะเด็กที่อยู่ในกำมือ ซึ่งกระตุ้นอารมณ์เดือดพล่านของมินามิอย่างดีเยี่ยม “ปล่อย!” มินามิชูดาบชิดตัวเตรียมร่ายผลึกเวทย์จัดการปีศาจที่กล้าแตะต้องคนสำคัญ “เจ้าไม่มีสิทธิ์ต่อรอง” ปีศาจร้ายยกยิ้มเหนือกว่ากำมือเข้าหากันบีบรัดแน่นจนได้ยินเสียงชีพจรเต้นตุบๆ วินาทีนั้นคนที่จิ้งจอกปลอมแปลงหลับใหลไม่ได้สติออกอาการดิ้นรนอย่างทรมานเหมือนขาดอากาศหายใจ “หยุดเดี๋ยวนี้!! ”  น้ำเสียงเหมือนอย่างจะฆ่านางให้ตายแผดกังวาน ดาบบนมือนั้นสั่นบอกถึงความโกรธจัด หากนางไม่ยอมหยุดที่จะกระทำตามคำสั่ง “บอกให้หยุดเดี๋ยวนี้!” อีกครั้งที่คมดาบเคลือบความโกรธถูกตวัดใส่นาง ร่างเล็กเคลื่อนที่พลิ้วไหวเข้ามาใกล้จนนางก้าวถอยหลบปล่อยพลังเข้าจู่โจมให้อีกฝ่ายจำตั้งรับ พวกที่สนับสนุนยังทำได้ดีเพียงนางกระพริบตาเท่านั้นขาข้างหนึ่งก็ถูกแม่สาวนักเวทย์พราวเสน่ห์จับเสียหลักก่อนนางจะใช้ความเป็นต่อหนึ่งเดียวเท่านั้น ทรมานเด็กในกำมือให้ส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด แม่นี้จึงเสียสมาธิปล่อยนางได้ตั้งหลัก “ปล่อย อัตสึโกะ!” คนโมโหจัดบีบดาบแน่นจนรอยด้ามติดอยู่บนฝ่ามือ “หืมม รักมากงั้นสินะ” “ปล่อย!” เสียงนั้นยังคำรามก้องอวดดาบไล่ต้อนจิ้งจอกอย่างนาง ความโกรธที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นง่ายๆจากคนเย็นใจตลอดการถูกจับมาทำให้นึกสนุก “แลกเปลี่ยนกัน” จิ้งจอกร้ายยื่นข้อเสนอ ซึ่งหมายเอาเปรียบอยู่แต่แรก “บอกตัวจริงของเจ้ามาหน่อยเป็นไร ข้าอาจจะหยุดทรมานนางให้ก็ได้” หึ เสียงสบถดังใกล้หูทำเอาเลิกคิ้ว แววตานั้นไม่มีทอดอ่อนลงเหมือนคนที่ควรจะต้องแพ้ คมดาบยังตวัดใกล้ต่อเนื่อง “อัตสึมิจัง” อะไรนะ จิ้งจอกเก้าหางเหลือบมองหาเจ้าของชื่อที่หลุดมาจากปากของผู้หญิงคนนี้ เมื่อครู่เจ้าตัวเล็กนี่ยังอยู่ภายใต้การดูแลของนักพยากรณ์ แล้วนี่ เป็นไปได้ยังไง ไม่มี เธอกระตุกใบหน้ามองด้านหลังโดยไว และมัน... “ตั้ม!!” การถูกเวทย์อัดเข้าเต็มแผ่นหลังจนร่างกายจมแนบอยู่กับพื้นทำให้เจ็บไม่น้อย นางรีบลุกก่อนจะถูกการโจมตีของแม่สาวพราวเส่นห์ผู้ใช้เวทย์สะบัดคทาสั่งผลึกพันธนาการรุกเร้าเร่งเข้าหาตัวนางจนต้องสร้างเกาะป้องเผลอปล่อยให้คนที่ทรมานอยู่ได้รับอิสระ ก่อนนางจะทันเอะใจ เด็กที่โจมตีเมื่อครู่ก็ได้หายเข้าไปยืนใกล้แม่ของเจ้าตัว ฝ่ามือเล็กๆนั่นพยายามจะสะกิดปลุกคนไม่ได้สติให้รีบตื่น เป็นไปได้อย่างไร ทำไมนางไม่ได้กลิ่นว่าเจ้าตัวเล็กนี้เคลื่อนไหวตั้งแต่ต้น ทั้งที่ไม่มีใครเคยรอดพ้นจมูกนาง จิ้งจอกตัวร้ายปล่อยให้ตัวเองเผลอมากเกินไป ไม่รู้ว่ามินามิถือดาบเย็นเฉียบเคลื่อนตวัดดาบใกล้ถึงตัวอีกครั้งตั้งแต่เมื่อไหร่จนเกือบจะสกัดไว้ไม่ทัน “ปล่อยอัตสึโกะ!” “เรื่องอะไร” จิ้งจอกร้ายยังกวนอารมณ์ไม่เลิก นางถอยหลังพร้อมยกมือหงายขึ้นเรียกปีศาจใต้อาณัติออกมารุมล้อมรอบพวกเด็กนี้เอาไว้เพื่อหยุดการสผานโจมตีอันแสนร้ายกาจ “ดูเหมือนจะได้ใจกันเกินไปหน่อย จงอย่าลืมว่าภายในนี้เป็นอาณาเขตของข้า” “แก!” ยูโกะกัดฟันกรอดไม่ทันได้ตั้งตัวปีศาจใต้อาณัติของจิ้งจอกเก้าหางก็โฉบเข้ากวาดกรงเล็บใส่ โชคดีที่มาริโกะยิ่งธนูสกัดกันได้ทัน มิเช่นนั้นคงได้เจ็บตัว “อุตส่าห์ใจดีด้วยแล้วแท้ๆเชียว” จิ้งจอกเก้าหางมองไปยังลูกสาวของมินามิซึ่งพยายามจะร่ายเวทย์คืนสติให้แม่ของเจ้าตัว เปล่าประโยชน์น่า “อย่าคิดจะทำอะไรกับเด็กคนนั้น!” มินามิโพลงอย่างรู้ทันในจังหวะที่เคลื่อนตัวหลบพวกลิ่วล้อ ดวงตาจ้องลูกสาวไม่กระพริบซึ่งตรงน้ัน ยังดีที่มีโทโมจินคอยช่วยตั้งค่ายป้องกันไม่ให้สมุนจิ้งจอกเก้าหางเข้าใกล้อัตสึมิจังได้ “แหม เป็นห่วงกันจริงนะ” ปีศาจร้ายยิ้มเยาะ สะใจเหลือเกินที่ยั่วอีกฝ่ายสำเร็จ “แต่เสียใจด้วย” “หยุดเดี๋ยวนี้!!” เสียงตะโกนแห่งโทสะหมดประโยชน์เมื่อจิ้งจอกตัวร้ายปลุกอัตสึโกะขึ้นมาด้วยแววตาว่างเปล่าราวกับวิญญาณที่ไม่ได้อยู่ในร่างเป็นเพียงหุ่นที่จะจับทำอะไรก็ได้ก่อนออกคำสั่งกับคนไม่รู้ตัวให้โฉบเข้าจับตัวอัตสึมิจังจนลอยขึ้นฟ้า “หยุดเดี๋ยวนี้ อย่าทำอะไรกับสองคนนั้น!” “แล้วจะให้อะไรกับข้า ถ้าข้ายอมหยุด ไม่อยากเชื่อว่าคนใจเย็นอย่างเจ้าจะมีจุดอ่อนอย่างนี้” ช่างเป็นจุดอ่อนอันน่าสงสาร ผู้หญิงคนนี้กลับกลายเป็นไม่สามารถจะทำอะไรได้พอเป็นเรื่องของสองคนที่ตกอยู่ภายใต้เงื้อมมืของนาง ความรักเปราะปางและอ่อนแอเถึงได้ทำให้พ่ายแพ้ “ทุกอย่าง! ปล่อยสองคนนั้น” “หืมม ทุกอย่าง? แม้แต่วิญญาณอย่างนั้นหรือ” “มาแลกกัน ปล่อยสองคนนั้นแล้วอยากจะได้อะไร ฉันจะยอมให้” “โห เจ้ามีค่าขนาดนั้นเชียวหรือ” มินามิกัดฟันอย่างหัวเสีย เธอจะปล่อยให้อัตสึโกะกับอัตสึมิเป็นอะไรไม่ได้เด็ดขาด “ไอ้หมาบ้าอย่าทำอย่างนั้น!” ยูโกะแวดเสียงดัง ยอมให้อีกฝ่ายทำตัวงี่เง่าเอาตัวเองไปเสี่ยงไม่ได้ก็รู้ว่าจะเป็นอย่างไร  เธอไม่อยากเห็นอัตสึโกะเสียใจบ้าบอกับเรื่องพรรณนี้อีกแล้ว มินามิเหลือบมองยูโกะครู่หนึ่ง สายตาเย็นชาไร้เยื่อใยบอกว่าไม่สนใจคำพูดนั่น เธอจำเป็นต้องทำให้ทั้งสองคนปลอดภัย ตัวเธอจะเป็นยังไงมันก็ช่าง “คนจะวัดได้คือตัวเจ้า อยากได้ก็เข้ามาเอา” “อย่าทำอะไรแบบนั้นนะ มินามิ! คราวนี้ฮารุนะร้องเตือน เจ้าตัวกับโทโมจินตรึงมือเต็มทีกับพวกลูกน้องที่จัดการไม่หมดไม่สิ้นรุมเข้ามาจากทั่วสารทิศ ไหนจะอัตสึมิที่ถูกอัตสึโกะจับ เรื่องจะหลุดออกมาไม่ได้เด็ดขาด “ปล่อยสองคนนั้นก่อน!”  มินามิหมดทางเลือกยอมทิ้งดาบลงพื้นยอมให้จิ้งจอกเก้าหางผู้กระหายเข้ามาใกล้ “หลังจากที่ข้าได้วิญญาณเจ้ามาแล้ว” ปีศาจร้ายแสยะยิ้มง้างกรงเล็บเตรียมจะแทงทะลุกระชากวิญญาณมินามิตามที่คิด ทว่า… “ป๊ะป๋า!!” “ตั้ม!”  คลื่นพลังเวทย์รุนแรงถูกซาดซัดเข้าใส่ร่างของจิ้งจอกเก้าหางจนซวนเซไปอยู่อีกทาง ร่างของอัตสึมิจังปรากฏตัวป้องกันมินามิด้วยแววตาขุ่นเคืองนิ่งเข้มราวกับน้ำทะเลลึกเส้นผมประกายแสงสว่างเงางามบ่งบอกถึงความเกรี้ยวกราดโกรธจัดที่แฝงอยู่ หันไปดูอีกทางเห็นเพียงอัตสึโกะยืนงงที่ภายในมือว่างเปล่า “อ๊ากก” จิ้งจอกตัวร้ายงอตัว คราวนี้บริเวณเอวและแขนข้างขวาถูกน้ำแข็งกัดเซาะแสบชาจนน้ำตาสะเทือน ทรมานมากกว่ารอยช้ำม่วงหรือคมดาบของมินามิในตอนแรกเสียอีก เด็กบ้านี่!! “มาได้ยังไง!” น้ำเสียงเข้มตวาดกล่าวไม่พอใจขณะเคลื่อนมือคลำละลายน้ำแข็งเจ้าปัญหา "อย่าแตะต้อง" เสียงนิ่งลึกประกาศก้องอัตสึมิจังถูกกลืนกินด้วยความโกรธ ร่างเล็กราวกับก็อปปี้ของอัตสึโกะยกมือกำแน่นเร่งไล่ให้น้ำแข็งกัดเซาะจิ้งจอกเก้าห่าง แต่ปีศาจตัวร้ายยังเหนือชั้น สามารถสกัดเวทย์มนต์ของเด็กมือใหม่ได้สำเร็จ “แสบเป็นบ้า” ปีศาจตัวร้ายสบถ จ้องใบหน้าของอัตสิมิจังเขม็ง “ข้าพึ่งจะนึกออก เมื่อก่อนมีข่าวลือว่าผู้ปกครองอาณาจักรสีขาว ครอบครองนัยน์ตาสีท้องนภาและเส้นผมดุจดังหิมะ” “คิดไม่ถึงว่าจะอยู่ตรงหน้าข้า พวกเจ้าทำได้อย่างไร ข้าได้ยินว่าเชื้อสายราชวงศ์โบราณได้สิ้นหายไปแล้ว นานนับเป็นพันๆปีก่อน” คราวนี้สายตาถูกเคลื่อนใส่คนที่อ้างตนเป็นพ่อของเด็กตัวร้าย ซึ่งสำหรับมินามิมันไม่ใช่เวลาของการถามตอบเหมือนที่เคยถูกถามในหลายๆครั้ง คำตอบมันถูกฝังไปพร้อมอดีตพวกนั้น ไม่จำเป็นจะต้องบอกอะไร หรือยืนยันความสัมพันธ์ให้แน่ใจว่า ใช่หรือไม่ใช่ หันส่งสัญญาณบอกมาริโกะ ให้อาศัยจังหวะนี้เข้าชิงตัวอัตสึโกะ แต่มันไม่ง่าย... “อย่าคิดว่าจะรอดพ้นสายตาข้า!” จิ้งจอกเก้าหางแยกเขี้ยวโมโหสั่งอัตสึโกะที่ไม่ได้สติเดินเข้าหาถึงกลับทำให้ฝั่งมินามิสบถทันควัน “ปล่อยหม่าม๊าคืนมา” น้ำเสียงของอัตสึมิจังยังกังวานแผ่ไอเย็นเอาเรื่องคนกล้าแตะต้องหม่าม๊าของตัวเอง เจ้าของดวงตาไร้ความปราณีขยับตัวเข้าใกล้จิ้งจอกตัวร้ายรวดเร็วประหนึ่งสายลม “ป้องกันข้า” คนเล่นสกปรกออกคำสั่งใช้อัตสึโกะเป็นกำแพงป้องกันถึงกับทำให้อัตสึมิจังชะงักไม่สามารถขยับตัวต่อกรได้ “หม่าม๊า” “โจมตี!” “อัตสึโกะอย่า!” คำสั่งน่ารังเกียจถูกเปล่งอีกครั้ง มินามิแผดเสียงเกรี้ยวกราดกระโจนเข้าหาร่างของอัตสึมิจังหวังให้ทัน “บึ้ม” “มินามิ!” ฮารุนะร้องสียงหลงใจหายไปอยู่ตาตุ่มมองหน้าสลับกับคนรักที่ยืนเกือบทำดาบหลุดมือมองหมอกควันที่พึ่งถูกลมพัดก่อนต้องถอนหายใจโล่งอก ทว่าเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะแขนของคนที่โอบกอดเจ้าตัวเล็กเมื่อครู่ตกลงหมดสภาพอย่างใช้การไม่ได้เลือดไหลตั้งแต่ศีรษะลงมาจนถึงหัวไหล่ กลิ่นคราวนั้นโชยเข้าจมูกอัตสึมิจังให้ส่งเสียงร้องคำรามกองระงับอารมณ์ไม่อยู่ปลดปล่อยพลังเวทย์อย่างคลั่งแค้น “อัตสึมิ อย่าค่ะ”  มินามิโน้มตัวก้มกระเสียงแผ่ว บ้ามาก เธอไม่ได้เจ็บขนาดนี้นานเท่าไหร่แล้วเนี่ย “มินามิ” “ฉันไม่เป็นไร” เธอบอกพวกมาริโกะที่ส่งสายตาถามไถ่อย่างกังวลยืนยันว่ายังไหว ไอ้คำว่าไม่เป็นไรคือยังไม่ตายนั่นแหละก่อนจะต้องมาสนใจคนในวงแขนที่ยังปล่อยให้พลังเวทย์อาละวาด “อย่านะคะ คนอื่นจะถูกเวทย์ของหนูไปด้วย” เธอทรุดตัวลงพื้นอย่างช่วยไม่ได้ เวทย์ที่โดนเมื่อครู่รุนแรงกว่ากำแพงเวทย์ของเธออยู่มาก ดีนะไม่ทะลุผ่านมาโดนอัตสึมิจังไปด้วย พึ่งจะรู้ว่าพลังเวทย์ของคนรักน่ากลัวก็วันนี้ “อัตสึมิจัง” “ป๊ะป๋า” แววตาของเจ้าตัวเล็กวูบไหวอยู่ครู่หนึ่งให้เธอผ่อนลมหายใจเบาๆ เจ้าตัวเล็กยังไม่ขาดสติจนไม่ได้ยินเสียงของเธอ “หนูจัดการได้ค่ะ แต่หนูจะให้คนอื่นถูกลูกหลงไม่ได้” “ป๊ะป๋า” เธอเจ็บแปลบขึ้นมาเพราะฝ่ามือเล็กๆแตะลงบนไหล่ของเธอที่คาดว่ากระดูกน่าจะเคลื่อนหรือไม่ก็หักก่อนความเย็นเฉียบจะผ่านเข้ามา รอยแผลจากความเสียหายเมื่อครู่จางลงไปแล้วพร้อมๆกับความเจ็บแสบที่เกิดสดๆร้อนๆเหมือนไม่เคยมีอยู่ เธอยิ้มให้ลูกสาวที่ซบเข้ามาในวงแขน “ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ” เธอลูบเส้นผมขาวโพลนของเจ้าตัวอย่างรักใคร่ “หนูจัดการพวกที่ก่อกวนป่ะป๋ายูของหนูไหวรึเปล่าคะ” เจ้าตัวเล็กกวาดส่ายตามองพวกที่คอยกันยูโกะออกห่างๆไม่ให้เข้ามาช่วยเธอได้แล้วจึงพยักหน้า “ฝากหน่อยนะคะ” มินามิไม่ลืมแนะนำ “ถ้าเราสร้างได้พอๆกับจำนวนของมัน เราจะได้เปรียบค่ะ” เจ้าตัวเล็กเข้าใจความหมายออกจากวงแขนตวัดยกสองมือขึ้นหลอมเวทย์น้ำแข็งสร้างกองทัพทหารมีชีวิต   มินามิใช้จังหวะที่อัตสึมิจังเข้าช่วยพวกยูโกะชันตัวลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับจิ้งจอกเก้าหางที่ยืนทิ้งระยะรักษาบาดแผลของตัวเอง “ข้ารู้ว่าเจ้าทำอะไรนางไม่ลง” จิ้งจอกที่อยู่ทางด้านหลังอัตสึโกะหัวเราะอย่างเป็นต่อ ในเมื่อนางรู้จุดอ่อนของคู่ต่อสู้ดี จะกลัวไปทำไม นางยังเป็นฝ่ายได้เปรียบตราบใดที่แม่เด็กนี่อยู่ในกำมือของนาง “ขี้ขลาด” “เป็นวิธีการที่จัดการให้ง่ายขึ้นต่างหาก” แววตาของจิ้งจอกเก้าหางไม่ได้รู้สึกรู้สากับเรื่องที่ทำ “ข้าจะลองสั่งนางจัดการเจ้าเป็นอย่างไรล่ะ น่าสนุกมั้ย” มินามิหัวเราะ ‘หึ’ ในคำลำคอยากจะขยี้จิ้งจอกตัวนี้ให้ตาย คำว่าเลวหรือชั่วยังน้อยไปที่จะใช้กับปีศาจอย่างนาง  “ทำหน้าอวดดีแบบนี้ก็ช่วยเพิ่มความสนุกให้ข้าหน่อยแล้วกัน จัดการนางซะ”  จิ้งจอกตัวร้ายขบเขี้ยวอย่างโมโหที่สีหน้าแววตานั่นไม่คิดจะยอมสยบแก่นาง สั่งอัตสึโกะในเงื้อมมือจัดการสังการคนรักของตน “อัตสึโกะ อย่าทำอย่างนั้น!” เสียงน่ารำคาญของลูกลิ่วลูกล้อแม่ตัวเล็กนี้ทำเอาเธออยากยกมืออุดหูก่อนจะเคลื่อนสายตาไปดูพลันหัวคิ้วกระตุกเมื่อเห็นว่าปีศาจที่ตนเรียกใช้งานกำลังถูกลดจำนวนลงแทบไม่เหลือสักตัว เด็กนั้นอีกแล้ว! นางถึงกับตรงดิ่งหมายจัดการกับลูกสาวของคนตัวเล็กที่ทำร้ายบาดเจ็บอย่างไม่น่าให้อภัย ทว่ามันไม่ง่ายเมื่อเจ้าตัวหลบได้แถมตั้งค่ายป้องกันเสียจนนางเป็นฝ่ายถอยหลังไปเอง ไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กตัวแค่นี้จะร้ายน่ากลัว ซ่อนอะไรไว้มากมาย ชิ ไม่สบอารมณ์เลย ขืนปล่อยให้โตมากกว่านี้จะยุ่งยากเอาเปล่าๆ และเป้าหมายของจิ้งจอกเก้าหางก็กลายเป็นว่ามุ่งจัดการอยู่กับอัตสึมิจัง ส่วนมินามินั้นต้องมาติดพันรับมือกับคนรักอย่างอับจนหนทาง ถูกไล่ตอนไม่กล้าทำอันตรายได้แต่ป้องกันและถอยห่าง “ไม่คิดจะสู้หน่อยหรือ” เสียงของจิ้งจอกเก้าหางเย้ยยันมาแต่ไกลนัยน์ตาคล้ายคนที่กำชัยอยู่ในที่เดียวกัน “แน่จริงก็เลิกหลบอยู่หลังอัตสึโกะ” “เจ้านี่มันคุยไม่รู้เรื่องจริงๆ” “แม่นั่นเห็นเธอตอนนี้คงผิดหวัง ขี้ขลาดหลบอยู่หลังคนอื่นอย่างนี้” จิ้งจอกเลิกคิ้ว ผู้หญิงคนนี้พูดราวรู้จักเจ้านายใจอดีตของนาง ชวนให้หงุดหงิดจริงๆ “กำลังอำข้าอยู่รึไง อีกครั้งแล้วที่เจ้าพูดราวกับรู้เรื่องอะไร ไม่เฉลยให้ชัดเจนมาเลยเล่า” มินามิหัวเราะ หึ ในลำคอก่อนเมินเฉยต่อเสียงของปีศาจมากท่าพยายามเชื่อมเวทย์ผสานกับอัตสึโกะเพื่อเรียกสติคืนมอย่างระวังมิให้จิ้งจอกเก้าหางรู้ตัว   “อัตสึโกะ” เสียงกระซิบแผ่วกังวานในดวงจิต มินามิปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งเข้ากับคลื่นกระแสพลังเวทย์ของคนรักในระหว่างที่จิ้งจอกเก้าหางเลือกจะให้ความสนใจลูกสาวของเธอ “อัตสึโกะ ได้ยินมั้ย”       สถานที่ห่างไกลหากทว่ากำลังโอบอุ้มเอาร่างบอบบางไว้ให้นอนนิ่งกำลังมีคลื่นเสียงสาดกระทบทำให้คนที่กำลังนอนอยู่อดใจไม่ไหวเมื่อถูกรบกวนด้วยการเรียกชื่อซ้ำๆลืมตามองแสงสว่าง “อัตสึโกะ” เสียงดังคุ้นเคยดังอยู่ใกล้ๆทำให้เคลื่อนสายตามองหาอัตโนมัติ อยู่ที่ไหน “มินามิ?” “อัตสึโกะได้ยินแล้วใช่มั้ย” คราวนี้เธอลุกขึ้นวิ่งตามหาต้นตอของเสียงทว่าเหมือนถูกสิ่งใดกีดกันไม่ให้เจอกัน  “มินามิ” “อัตสึโกะเธอต้องตื่นแล้วนะ” เสียงนั้นดังไกลออกไปจากตอนแรกซึ่งเธอไม่สามารถเข้าใจความหมาย “เร็วเข้า ฉันทำร้ายเธอไม่ได้” เหมือนเป็นเสียงสุดท้ายที่เธอได้ยินเพียงไม่กี่นาทีภาพทุกอย่างกลายเป็นความว่างเปล่า กลิ่นคราวเลือดฉุนติดจมูกใกล้ๆซึ่งทำให้หัวใจชาวาบ งุนงงสงสัยว่าเกิดอะไร แล้วเสียงแห่งความชุลมุนวุ่นวายก็มาต่อเนื่องแทรกสลับเสียงหัวเราะของใครสักคน   “ป๊ะป๋า!!!”   อัตสึโกะสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงร้องของลูกสาวกระทบเข้ามา เธอกระพริบตาอยู่สองสามครั้งมองดูสิ่งที่เกิดแล้วต้องตกใจเข่าแทบทรุดเพราะร่างของคนรักเปื้อนเลือดอยู่บนบ่า เธอมองมือตัวเองที่จับดาบของมินามิตาค้างแล้วรีบดึงกระตุกมันทิ้งลงพื้น “มินามิ!!!” หยดน้ำตาไหลอาบแก้มพร้อมภาพรอบตัวหยุดเคลื่อนไหวร่างบอกบางสั่นเทาปล่อยเสียงร้องไห้ไม่คิดอายใคร “มินามิ!” “รู้สึกตัวสักที” เสียงพูดของเขาอ่อนแรงแต่ยังคงมีรอยยิ้มจางๆ เธอส่ายหน้า หัวใจชาวาบเย็นเฉียบกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆก่อนรีบจับประคองร่างเขาให้นอนลงในอ้อมแขน “ป๊ะป๋า!” เสียงของลูกสาวยังร้องเรียกให้เธอได้เห็นสถานการณ์รอบข้างซึ่งแต่ละคนกำลังรุมทึ้งปีศาจที่เธอไม่คุ้นหน้าผู้เป็นเจ้าของเสียงหัวเราะสะใจในช่วงที่ผ่านมา รอบข้างเต็มไปด้วยหยาดหยดน้ำแข็ง เดาไม่ยากเลยว่าเป็นผลจากเวทย์ของอัตสึมิ “มินามิ อย่าเป็นอะไรนะ” เธอกดมือร่ายเวทย์รักษาบนบาดแผลของเขาทั้งน้ำตาไหลจนมองเห็นหน้าเขาไม่ชัด เธอทำอะไรลงไป เธอทำได้ยังไง “ขี้แยน่า” เขายกมืออ่อนแรงเกลี่ยน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน  หากความจริงมันยังอยู่ตรงหน้า อยู่ในใจ อยู่บนฝ่ามือที่ชุ่มไปด้วยเลือดของเขา เธอทำร้ายเขา ไม่ต่างจากที่ผู้หญิงคนนั้นทำเลย “มินามิ” “ไม่ใช่ความผิดเธอหรอก จิ้งจอกเก้าหางตัวนั้นต่างหาก” มินามิจับแก้มของอัตสึโกะอย่างเหนื่อยล้า  เวทย์ของอัตสึโกะมันคือความอบอุ่นในแบบที่เธอคิดถึงถ้าไม่ติดว่ามีเรื่องที่ต้องจัดการเธอคงยอมปล่อยให้ตัวเองหลับตาในวงแขนที่ประคอง “ฉัน ฮึก” “อย่าร้องนะ” “แต่ฉันทำร้ายเธอ ฉัน…” “เธอจะทำฉันเหนื่อยที่ต้องมาดูเธอร้องไห้เนี่ย” มินามิล้อเลียนอย่างเอ็นดู ลดมืออ่อนแรงวางทาบลงบนหลังมือที่กอบกุมบาดแผลตัวเอง “แค่เธอไม่เป็นไรอะไรก็ดีแล้ว” “แต่มินามิต้องมาบาดเจ็บ ต้องบาดเจ็บนะ!” อัตสึโกะไม่ยอม เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่เธอยอมได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เธอทำร้าย เรื่องที่เธอทำให้เขาเจ็บตัว “ไม่เอานะ ไม่โทษตัวเอง” มินามิลูบหลังมือปลอบใจ เธอไม่ชอบเห็นน้ำตาของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ไม่ชอบ  “เธอกลับมาแล้ว ฉันจะได้จัดการเจ้าปีศาจนั่นได้นะ ไม่ร้องแล้ว” มินามิยันร่างกายลุกพอบาดแผลเริ่มสมานเข้าหากันยอมรับว่าตัวเองเสียพลังไปมากเพราะบาดแผลที่ถูกคนรักทำให้เกิด “ไม่ได้ ไม่ใช่ตอนนี้” อัตสึโกะดึงร่าง่อนแง่นกลับเข้าสู่วงแขนประคองรัดหลวมๆด้วยมือเพียงข้างเดียว “เธอเสียพลังเวทย์และบาดเจ็บมากเกินไป  ฉันยอมไม่ได้” “แต่ถ้าไม่ทำอะไร พวกนั้นจะแย่” อัตสึโกะหันมองตามสิ่งที่เขาบอก ภาพที่เห็นเป็นความจริง พวกยูโกะสู้กับจิ้งจอกเก้าหางด้วยท่าทางที่อ่อนล้า การโจมตีของปีศาจนั่นรุนแรงและยังคงต่อเนื่อง คนที่พอรับมือได้อย่างอัตสึมิจังก็ยังเด็กเกินไป ถ้ายังปล่อยไว้พลังของแต่ละคนจะหมดเอาเสียก่อน “ฉันจะสู้” อัตสึโกะประกาศแน่วแน่ทำท่าจะประคองคนในวงแขนนั่งลงแต่กลับถูกมินามิฉุดให้อยู่นิ่งๆก่อน “พลังเธอพึ่งจะคืนกลับมา ฉันเป็นห่วง” “แต่ถ้าไม่ทำ ทุกคนจะ...” “ถ้าอย่างนั้น ให้ฉันสู้ด้วย ตกลงมั้ย” “มินามิ แต่…” “เธอฟื้นพลังเวทย์ให้ฉันได้นะ ไม่เป็นไร” มินามิส่งยิ้มจางๆพลางฉุดแขนของอัตสึโกะลุกขึ้นเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้ทางฝ่ายพวกเธอดูจะเสียเปรียบ จิ้งจอกเก้าหางได้ใช้อาคมฟาดลงใส่อัตสึมิจังที่ถูกโทโมจินเข้ามาป้องกันไว้ได้ทัน แต่ความเสียหายเกิดอยู่มาก โทโมจินเริ่มจะหายใจผิดปกติในจังหวะที่ฉุดร่างของอัตสึมิจังกลับเข้ามารวมกับมาริโกะได้สำเร็จ “ต้องทำยังไงบ้าง มินามิ” เธอจับกุมมือของอัตสึโกะหลวมๆอย่างน้อยอัตสึโกะก็ไม่ดื้อจะยืนกรานไม่ยอมให้เธอเข้ารวมสู้ “ ลองดูนะ ค่อยๆรวมพลังแล้วลองเรียกคทาออกมา ฉันคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไร”   อัตสึโกะพยักหน้าลองรวบรวมพลังเวทย์ที่ไม่ได้ใช้เนิบนานอยู่บนฝ่ามือก่อนมันจะกลายเป็นรูปร่างคทาไม้โบราณที่ถูกส่งมอบต่อมา กลายเป็นว่าทุกสายตาเคลื่อนมองล้อมรอบอัตสึโกะไม่เว้นจิ้งจอกตัวร้ายซึ่งกำลังเบิกตาโพล่งขึ้นมา เมื่อคทาอันแสนคุ้นเคยอยู่ในมือของแม่เด็กที่เธอควบคุมไว้ก่อนหน้า   ได้ยังไง!   “เจ้า! คทานั่น ไปเอามาจากไหน” จิ้งจอกเก้าหางไม่รู้ว่าจะถามอะไรที่ดีเพราะขณะนี้กลายเป็นว่าตนเองสับสนมึนงง ไม่แน่ใจว่าตนกำลังสู้อยู่กับใคร อัตสึโกะกำชับอาวุธหนึ่งเดียวยกขึ้น ไม่ได้สนใจการตอบคำถามมากกว่าการร่ายมนต์ฟื้นฟูพลังเวทย์ให้คนข้างกายและไม่ลืมจะเผื่อแผ่ไปยังคนที่เผชิญหน้ากับจิ้งจอกเก้าหาง “หม่าม๊า” เจ้าตัวเล็กร้องเรียกเหมือนลูกหมากระโดดดีใจยิ้มกว้างให้เธออดยิ้มตอบไม่ได้ “หม่าม๊าขอโทษนะคะ ที่รัก แล้วก็ทุกคนด้วย” “คราวนี้ช้านะ มินามิ”  มาริโกะเยาะเย้ยอดีตราชาซึ่งตีหน้าบึ้งกับประโยตเมื่อครู่เป็นสัญญาลักษณ์ประมาณว่า พูดมากน่า ไม่ตายก็ดีขนาดไหนแล้ว ก่อนพวกเธอจะต้องพากันเหวี่ยงตัวหลบเมื่อจิ้งจอกเห้าาหางปล่อยคลื่นพลังจู่โจมราวกับสึนามิถล่มเข้ามา “ตอบข้ามา!” “อันนี้น่ะนะ” อัตสึโกะตั้งตัวยืนตรงได้ใหม่ควงคทาในมือเล่นเหมือนเป็นเพียงท่อนไม้ธรรมดาๆยอมรับว่าไม่ชินมือเพราะไม่ได้แตะนาน อีกอย่างก็รู้สึกว่าพลังของตัวเองกับคทานี้ยังจูนกันได้ไม่ดีเท่าไหร่ เป็นของเจ้าปัญหาเหมือนคนที่ให้มาจริงๆ “พอดีว่า คนที่ไม่ชอบหน้าให้มาเท่านั้นเอง” คำประกาศชัดเหมือนจงใจเล่นเอาคนมีอดีตกับเจ้าของคทารู้สึกหนาวอย่างไม่ทราบสาเหตุ นับว่าเป็นโชคดีที่อัตสึโกะไม่ได้รู้เรื่องเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ไม่อย่างนั้นไม่อยากจะคิดถึงสภาพว่าจะเป็นอย่างไร ปราสาทอาจจะพังพินาศได้ง่ายๆเลยก็ได้ “ได้ยังไง คทานั่นมันอยู่มาตั้งแต่เมื่อพันปี” “หืม” อัตสึโกะเลิกคิ้วสงสัยหันมองหน้ามินามิไม่เข้าใจ  จิ้งจอกตนนี้รู้จักอะไรกับคนในอดีตของมินามิ ‘ปีศาจตนนี้เคยเป็นบริวารของนาง’ เธอพยักหน้ารับรู้ให้เสียงแผ่วเบาที่ดังอยู่ในดวงจิตก่อนจะเผลอจิกตาใส่คนรัก เมื่อนึกได้ว่ามินามิไปรู้เรื่องนี้มาได้อย่างไร ไม่เห็นเล่าให้เธอฟังก่อน  เสร็จจากนี่เธอคงต้องขอคำอธิบายยาวๆ ไม่งั้นเธอไม่ยอมจบเรื่องง่ายแน่ๆ “ เจ้าเป็นใครกันแน่” จิ้งจอกนั้นไม่ได้ถามเฉยๆ ยังแฝงคลื่นมนตร์ดิ่งตรงเข้าใส่พวกเธอ แต่ตอนนี้สถานการณ์ค่อนข้างจะพลิกผัน ครู่เดียวเท่านั้นที่เธอสบตามินามิ เจ้าตัวก็วาดคลื่นน้ำแข็งตั้งเป็นกำแพงป้องกัน “หม่าม๊าให้หนูช่วยนะ”  เจ้าตัวเล็กผลุดเข้ามาหาเธอยกมืออยู่ในระดับไหล่ตัวเองพอดีกับจังหวะที่เธอปล่อยเวทย์อัดเข้าโจมตีจิ้งจอกตัวร้าย “หึ! กระจอกน่า!” ฝ่ายนั้นยังคงปากเก่งวาดเมื่อครู่เดียวโล่เวทย์ทรงพลังก็เข้าป้องกันทว่าเธอยกยิ้มพอใจ จิ้งจอกตัวร้ายไม่ได้สังเกตการโจมตีที่แท้จริง มาริโกะชักคันธนูปล่อยศรเวทย์อาบพลังของอัตสึมิจังพุ่งเข้าหาจิ้งจิกเก้าหางตัวร้ายในจังหวะนั้น “พุ่ม!” “อ๊าก!!” “ฮารุนะ โทโมจิน” “รู้แล้วน่า” ทั้งสองผสานเวทย์กักขังเข้าด้วยกัน เคาะใส่จิ้งจอกเก้าหางที่เตรียมจะหนีแต่ยูโกะผสานเป็นแนวหน้าได้ดี กรีดเข้าโจมตีเพื่อเบี้ยงความสนใจมาที่ตน ทำให้จิ้งจอกตัวร้ายต้องยกมือสกัดดาบที่ถูกเพิ่มพลังทำลายโดยเวทย์ของฮารุนะ “จังหวะนี้แหละ!” สิ้นเสียงคำสั่งก็ใช้เวทย์ผลึกผสมผสานพุ่งเข้าจับจิ้งจอกเก้าหาง เส้นใยเวทย์นับแสนทักทอรวบตัวปีศาจร้ายก่อนแข็งกลายเป็นแร่ทองคำดึงรั้งร่างของปีศาจนอนหมอบแนบไปกับพื้น “อัตสึโกะใช้เวทย์นั่นเร็วๆเข้า”  คนถูกบอกให้ทำรู้ว่ามินามิกำลังพูดถึงเวทย์อะไร มันคือตาข่ายเวทย์มนตราของคนที่เธอไม่ชอบขี้หน้า แต่ต้องยอมรับฤทธิ์อำนาจมากขนาดกักกันพวกอสูรเทพได้ ภาษาที่เธอไม่คุ้นถูกสลักให้ปรากฏในหัวพอนึกถึงรูปร่างของมนตรา เธอยกคทาชี้ใส่หน้าจิ้งจอกเก้าหาง “ผลึก!” สามเหลี่ยมสีเขียวแก่ปิดล้อมรอบตัวของปีศาจที่ดิ้นขับพลังทำลายพันธนาการอย่างเหลืออด ไม่ยอมจะเป็นฝ่ายแพ้ลูกเดียว   “จับได้สักที คราวนี้จงพาพวกเราออกไป” มินามิเดินเข้าใกล้จิ้งจอกที่ถูกกักตัวสำเร็จแต่พยศจ้องจะทำลายแต่วงเวทย์กักตัว “ไม่มีทาง” “ฉันไม่ใช่คนใจดีหรอกนะ” เพียงครู่นั้นเองที่เธอเห็นมินามิพึมพาใช้เวทย์อะไรสักอย่าง ก่อนแตะมันลงบนผลึกสามเหลี่ยมสีเขียวแก่ ราวกับเกิดแผ่นดินไหวอยู่ชั่วครู่แล้วจิ้งจอกเก้าหางก็ขดตัวงอเป็นกุ้ง “ป๊ะป๋าทำอะไรคะ” เจ้าตัวเล็กที่กอดขมับที่ขาเธอส่งเสียงถามเขาอย่างสนใจ เอาง่ายๆพวกเธอที่ยืนห่างออกไปก็อยากรู้เหมือนกัน “เวทย์เสียงน่ะ มันมีผลกระทบระบบการได้ยินโดยตรง ถ้าพวกที่หูดีเกินคนก็น่าจะรู้ผลว่าเป็นยังไง” “อย่างนี้เอง พลาดไปได้” ยูโกะจงใจพูดเสียดสีคนที่อยู่ไม่ไกล เมื่อก่อนเธอน่าจะรู้ไม่จะได้เล่นงานอีกฝ่ายได้ หมั่นไส้มากๆตอนนั้น มินามิส่งสายตาเขียวปัด  บอกมันใช่เวลามาหาเรื่องกันมั้ย “ ปล่อยพวกเราออกไป ถ้าเธอยังไม่อยากทรมานมากกว่านี้” “งั้นก็หยุดเวทย์บ้านี้สักที! หัวจะหนวกอยู่แล้ว!” “ปล่อยพวกเราก่อน” “ทำไม่ได้ ถ้าเวทย์นี้ยังก่อกวนอยู่อย่างนี้ โอ๊ยย” มินามิหายใจฮึดฮัด ยอมหยุดเวทย์ที่ทรมานปีศาจตัวร้าย นางหายใจเหนื่อยหอบแววตาเกลียดชังถูกส่งมาให้ “พากลับออกไปเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ฉันจะทำแบบเมื่อกี้อีก” น้อยครั้งมากจะได้เห็นมินามิสวมบทโหดยิ้มเย็นพร้อมจะสังหารใครสักคนที่หมดทางสู้ อย่างว่าเจ้าปีศาจตัวร้ายดันมาเล่นกับคนที่ไม่สมควรเล่น ถ้าเป็นเรื่องของอัตสึโกะกับอัตสึมิ มินามิพร้อมจะเอาชีวิตคนที่กล้าแตะได้ทุกวินาที “รู้แล้วน่า!” เร็วเท่าคำพูด จิ้งจอกเก้าหางนางดีดนิ้วดัง ป๊อก บนอากาศก็เกิดช่องวางขนาดใหญ่ก่อนมันสูบเอาร่างของพวกเธอหายเข้าไป   “สุ่ม!” เสียงคล้ายมีสิ่งใดระเบิดลงมาจากท้องฟ้าเรียกให้ซาเอะ ซายากะ ยูกิริน มายุและเรียวฮะหันไปมองทางสถานที่จัดงานก่อนหน้านี้พวกอัตสึโกะถูกจับตัวไป ต่างคนต่างอ้าปากค้างเพราะสิ่งที่ลอยเหนือสถานที่จัดงาน มันคือวงเวทย์ขนาดมหึมาพาเอาคนที่ยังไม่ยอมกลับออกจากปราสาทแตกตื่นกันจำนวนมาก   “วงเวทย์!”   “ไปดูเร็ว1 ยืนอึ้งกันอยู่ได้”  ซาเอะเข้ามาดันหลังยูกิให้เลิกตกใจเพราะตอนนี้มีเพียงอีกฝ่ายกับมายุที่พอจะช่วยรับมือได้หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน   “โอ๊ยย เจ็บ เอาอีกแล้ว” ฮารุนะลูบบันท้ายอันแสนน่าภาคภูมิใจตวัดสายตามองไปยังปีศาจที่อยู่ในวงเวทย์คุมขังซึ่งนั่งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “ลุกออกไปได้แล้ว มันหนัก!” เสียงแวดแหลมหูเล่นเอาเธอต้องก้มลงดูก่อนจะเด้งตัวลุกอย่างตกใจที่เห็นโทโมจินกลายเป็นเบาะรองให้ครึ่งก้นของเธอ “จะทำอะไรก็ให้มันดีหน่อยได้มั้ย!” ดูเหมือนโทโมจินจะโมโหมากก้าวเท้าสวบๆเข้าไปหาจิ้งจอกเก้าห่าง เหมือนพร้อมจะถลกหนังเต็มที่ “เรื่องมาก” “แก!!” โทโมจินกัดฟันกรอดหักนิ้วมือดังกรอบจนมินามิที่ยืนคุ้มอยู่ใกล้จิ้งจอกเก้าหางต้องรีบร้องห้าม “อย่าพึ่งน่า” “ฉันจะฆ่ามัน!” คำพูดไร้ปราณีทำเอาคนอยู่ในเหตุการณ์สะดุ้ง นั่นอาจจะรวมถึงผู้ที่พึ่งเข้ามาเจอเห็นการณ์กำลังจะมาฆาตกรรมจิ้งจอกเก้าหาง “ทุกคนปลอยภัยใช่มั้ย” ยูกิรินแทบจะน้ำตาไหลพอเห็นอัตสึมิจังกลับมาพร้อมพวกมินามิ  อยากจะถลาเข้ากอดขาอัตสึโกะตะโกนออกมาว่าเธอรอดแล้ว “ยังไงก็เถอะ เธอคิดยังไงส่งอัตสึมิจังตามไปอย่างนั้น” คำถามกึ่งไม่พอใจของอดีตราชาเล่นเอาร่างเธอชาดิกแก้ตัวลิ้นพันกันยุ่ง “ไม่ใช่นะ ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นอย่างนั้น ฉันทดสอบก่อนแล้วด้วย แต่ไม่คิดว่า...อัตสึมิจังจะทำให้เวทย์เคลื่อนย้ายสำแดงผล” คนขอโทษหมอบกราบลงพื้นเสียมินามิต้องพ่นลมหายใจหงุดหงิด เพราะจะเอาผิดก็ใช่เรื่อง ถือว่าเป็นความชอบของฝ่ายนั้นด้วยที่พาตัวอัตสึมิจังมาให้ เลยทำให้รู้ว่าใครเป็นตัวปลอมในกลุ่ม “ลุกมาเถอะน่า ฉันต้องขอบใจเธอด้วยซ้ำที่พาอัตสึมิจังมาให้” “จริงนะ” “แต่ใช่ว่าจะไม่โกรธ!” เสียงขู่กราวทำให้อัตสึโกะแอบหัวเราะมองยูกิรินที่ยืนกอดกับมายุกลมดิ๊ก ก็รู้มินามิไม่ได้จะทำอะไรสองคนนี้ ก่อนมาริโกะจะเบี่ยงความสนใจให้กลับมาที่ปีศาจซึ่งถูกเมินเฉย ว่าอย่างนี้ก็ไม่ถูกเท่าไหร่เพราะโทโมจินจะฆ่าให้ตายอยู่แล้วถ้ามาริโกะไม่คว้าแขนเอาไว้ ชวนหาเรื่องตายให้ตัวเองจริงๆ “นี่ มินามิ แล้วจะเอายังไงกับจิ้งจอกนี่ เดี๋ยวก็ได้ถูกโทโมจินฆ่าตายพอดี”  คนข้างตัวนิ่งไปเงียบคิดอยู่นานพอถูกถามจนกระทั่งสายตาค่อยๆมองยังลูกสาวของพวกเธอ “อัตสึโกะ คิดว่าถ้าจับปีศาจนี่ทำพันธสัญญากับอัตสึมิจังดีรึเปล่า”   เธอหันควับมองคนรัก ประมาณว่า ที่พูดมาเอาจริงเหรอ แล้วต้องพากันอุดหูเพราะเสียงแวดไม่สบอารมณ์ของจิ้งจอกเก้าหาง “ไม่มีทาง! ข้าไม่มีทางยอม” “หืม อย่างนั้นหรือ” มินามิยิ้มเย็นประกอบกับลดสายตามองจิ้งจอกตัวร้ายคล้ายข่มขู่อยู่ในที “หนูอยากได้สัตว์เลี้ยงมั้ยคะ อัตสึมิจัง” “ปล่อยนะ ข้าไม่ยอมเด็ดขาด!” “นี่ ฉันกำลังเสนอข้อได้เปรียบให้เธอเลยนะ อย่างน้อยเธอก็จะได้ไม่ต้องทำร้ายใคร อีกอย่างการยอมให้ทำพันธสัญญากับอัตสึมิจังเธอเองก็จะได้รับพลังเวทย์ในส่วนตรงนั้นด้วย ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย” จิ้งจอกเก้าหางแยกเขี้ยวอย่างไม่ชอบใจ ใครจะอยากถูกจับล่ามโซ่เหมือนแต่ก่อน “ไม่มีทาง” “ฉันไม่ได้ถามความเห็นเธอนิ” คนที่ยืนดูสองคนนี้ถกเถียงเงียบกริบ ไม่รู้จะเข้าไปแทรกตรงไหน ก็รู้ว่ามินามิกำลังเอาคืนจิ้งจอกเก้าหางอย่างโหดร้ายเสียด้วย  “ตกลงว่ายังไงคะ ตัวเล็ก” “ไม่มีปัญหาค่ะป๊ะป๋า” กับมินามินี้ก็ว่าง่ายเกินไม่มีอิดออดบอกปฏิเสธ เล่นเอาจิ้งจอกเก้าหางดิ้นหนีเหมือนกำลังจะตายภายใต้รอยยิ้มเย็นยะเยือกของมินามิที่เป็นผู้กำชัย จวบจนสุดท้ายวงเวทย์แห่งพันธสัญญาก็ถูกวาดท่ามกลางความไม่เต็มใจของจิ้งจอกเก้าหางที่ทำอะไรไม่ได้ “ปล่อยข้า” จิ้งจอกตัวร้ายยังดิ้นต่อเนื่องทั้งที่สัญญาได้เสร็จสิ้นลงแล้ว “เงื่อนไขของสัญญามีอยู่ว่าจนกว่าอัตสึมิจะหมดอายุไขลงตามธรรมชาติ เธอจะต้องปกป้องคุ้มครอง ห้ามทำร้าย หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นการทำให้เด็กคนนี้บาดเจ็บ มิอย่างนั้นเธอก็คงจะรู้ว่า หากละเมินสัญญาเป็นอย่างไร”  มินามิหันมาพยักหน้าให้อัตสึโกะปล่อยปีศาจที่ถูกคุมขังซึ่งตอนนี้หมดฤทธิ์เดชทำอะไรไม่ได้เพราะคำสั่งบัญชาจากผู้ทำพันธสัญญา “ป๊ะป๋า หนูใส่ปลอกคอให้เขาได้มั้ย” คำถามซื่อๆของเด็กตัวเล็กที่เห็นปีศาจจิ้งจอกกลายเป็นหมาเชื่องๆ เล่นเอาพวกเธอหัวเราะพรวดมองหน้าจิ้งจอกเก้าหางที่จ้องลูกสาวเธอเหมือนจะฆ่าให้ได้ นิสัยอัตสึโกะจริงๆ “อย่าคิดทำอะไรแปลกๆได้มั้ย!” คนแพ้แยกเขี้ยวขู่ อยากจะซัดพวกตัวการซักทีสองที “ตามใจเลยค่ะ ตัวเล็ก”   “ควรถามความเห็นข้ามั้ย!” จิ้งจอกเก้าหางยังแหกปากโวยวายไม่เลิก ชักจะทำตัวโหวกเหวกเกินเหตุ “นี่ ฉันว่าจับใส่กรงโชว์ให้แขกในงานดูสักวันก็น่าสนใจนะ” โทโมจินเสนอด้วยรอยยิ้มร้ายบอกความแค้นใจที่มีต่อจิ้งจอกเก้าหางไม่น้อยไปกว่ามินามิ ทีอย่างนี้ล่ะเข้าคู่กันดีเหลือเกินแต่ละคน “พวกเจ้านี่มัน!” “แกเล่นพวกฉันเจ็บแสบกว่านั้นเยอะ” คราวนี้ยูโกะสมทบเห็นพ้องกับโทโมจินอย่างเต็มที่ “แต่ฉันว่า ขอเอาลงไปกรีดท้องในทดลองก่อนได้มั้ย” ไม่รู้มันเป็นมุขหรือยังไรทุกคนถึงได้ผงกหัวให้มายุอย่างพร้อมเพียง “ปล่อยข้านะ เจ้าพวกจิตไม่ปกติ!” “นี่ เลิกโวยวายสักทีเถอะ” มินามิออกปากอย่างเบื่อหน่าย ไม่รู้จะแหกปากให้ได้อะไร ก็รู้ว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้ “เจ้านั้นแหละตัวการ จับข้าทำพันธสัญญา แล้วไม่บอกอะไรอีกต่างหาก! อย่างน้อยก็ควรให้ข้ารู้ข้อมูลอะไรบ้างได้ไหม” ชั่วพริบตานั้นแววตาคบกริบประกาศกร้าวว่าไม่มีทาง จนอัตสึโกะต้องแตะไหล่เบาๆ “บอกแล้วไงว่าไม่จำเป็น”  มินามิหันหลังเดินหนีจิ้งจอกตัวร้ายคว้ามืออัตสึโกะชวนให้พาอัตสึมิจังไปนอน ทิ้งให้จิ้งจอกปากเสียถูกรุมจัดการอยู่ตรงนี้ก็ดี เรียกร้องความสนใจเป็นบ้า “อย่าเดินหนีข้า! เจ้าพูดถึงผู้หญิงที่ชื่อไมโกะหลายครั้ง ตอนอยู่ที่นั่น ถามเอากับข้าที่แปลงเป็นเด็กนี้ บอกข้ามาว่านางเป็นใคร” คำพูดของจิ้งจอกที่อยู่ดีไม่ว่าดีดันทิ้งระเบิดลงกลางบ้านทำเอาบรรยาการเงียบกริบมินามิสัมผัสได้ถึงความเย็นฉาบของฝ่ามือที่คว้าจับค่อยๆเคลื่อนสายตามองหน้าคนรัก รู้สึกว่าอากาศมันเย็นๆหนาวๆวูบๆวาบๆเลยว่ามั้ย!? “มินามิ! ขอคำอธิบายด้วยค่ะ” เอาแล้วไง แต่ละคนไม่มีใครกล้าแม้จะหายใจ กลัวไปรบกวนการไต่สวน เฮ้ย ไถ่ถาม ส่งยิ้มเป็นกำลังใจให้มินาามิห่างๆ(อย่างห่วงๆ)  หากระเบิดพลีชีพลงจะได้หนีทัน เป็นห่วงกันมากเลยแต่ละคน “อ้อ คนรักเก่าของเจ้างั้นหรือ” “เงียบได้มั้ย!” ไม่ใช่มินามินะ แม้จะตัวอยากจะพูดประโยคนี้ก็ตามเพราะตอนนี้กำลังหลับตาปี๋อยากจะยกมืออุดหู ก็คนที่เล่นตวาดใส่จิ้งจอกเก้าหางมันอัตสึโกะต่างหาก  คนร่วมเหตุการณ์พากันขนลุกซู่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เคี่ยวเข็ญบอกจิ้งจอกเก้าหางให้หุบปาก ก่อนจะถูกรุมกระทืบจากพวกเธอ หาเรื่องตายไม่รู้จักเวลาอย่างน้อยก็ขอให้พวกเธอหนีก่อนได้มั้ย รักกันมากเนอะ พวกนี้ “อัตสึโกะ ไม่ได้ใช่อย่างนั้นนะ” คนถูกเข้าใจผิดกำลังจะอธิบายแต่เหมือนจะไม่ทันเสียแล้วเมื่อเจ้าของชื่อเดินดุ่มๆหนีออกจากสถานที่จัดงานด้วยความน้อยใจให้มินามิหันมาเอาเรื่องกับจิ้งจอกเก้าหาง มันน่าฆ่าให้ตายจริงๆ “มินามิ เร็วเข้า พวกฉันไม่อยากถูกลูกหลงด้วยนะ” ซาเอะป้องปากบอกอย่างหวาดหวั่นเวลาอัตสึโกะโกรธทีไร คนเดือนร้อนมันคนอยู่รอบตัวกันทั้งนั้น คราวก่อนยังจำได้ เดินผ่านหน้าไปอยู่ดีๆก็ถูกเขม่นสืบเนื่องมาจากมินามิเป็นต้นเหตุ แม้เรียวฮะจะรู้น้อยที่สุดในที่ตรงนี้แต่ก็ขอพยักหน้าเห็นด้วย   “ฉันรู้แล้วน่า!” เธออยากจะบ้าตาย นี่มันวันบ้าอะไร แล้วไอ้เจ้าพวกนี้ก็ช่วยกันดีมาก ส่งกำลังใจบอกว่า โชคดีนะ มันควรจะตามเธอไปช่วยอธิบายไหมเล่า! “อัตสึมิจัง วันนี้อยู่กับป๊ะป๊ายูของหนูก่อนนะคะ” เจ้าตัวเล็กขานรับเธออย่างชาญฉลาด มินามิจึงไม่รอช้าจะเสียเวลาแม้เพียงเสี้ยววินาที วิ่งตามหลังของคนรักออกไปให้ทัน “ปากเธอนี่มันหาเรื่องจริงๆ” ยูโกะบ่นกระปอดกระแปด เกือบจะซวยกันไปหมดแล้วเห็นมั้ย “หึ” จิ้งจอกเก้าหางเย้ยยิ้มเชิดหน้าขึ้นไม่สนใจ พราะมันคือความจงใจล้วนๆที่ได้เอาคืนคนจับเธอทำพันธสัญญาโง่ๆ “ที่ยังเฉยอยู่ได้  เพราะไม่รู้ว่สินะว่าไมโกะคือใคร”  ฮารุนะพูดขึ้นลอยๆจ้องตาจิ้งจอกเก้าหางอย่างเอาเรื่องจนยูโกะต้องออกปาก ไม่อยากให้พูดถึง “เถอะน่า มินามิไม่ได้ห้ามไว้เสียหน่อย”  จิ้งจอกเก้าหางถึงกับตวัดส่ายตามองสาวร่างสูงที่เคยยืนคู่อยู่กับยัยคนที่ตัวเล็กจิ๋วอารมณ์ร้อนราวกับเปลวไฟเดินเข้ามาใกล้ “มหาเวทย์รุ่นที่ 8 แห่งสมาคมจอมเวทย์ ‘อัตสึโกะ’ ชื่อนี้คงจะคุ้นหูเธอมากกว่าสินะ” “ฮารุนะ!” ยูโกเตือนเพราะกลัวจะมีใครนอกจากพวกเธอมาได้ยินเข้า  มันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรพูด อาจจะทำให้ตัวตนของมินามิถูกเปิดเผยได้และสืบสาวเอาเรื่องจนรู้เรื่องเมืองสีขาวที่พวกเธอปิดเป็นความลับ ขนาดเด็กเรียวฮะนั้นยังเลิกคิ้วงงว่าพวกเธอพูดถึงใคร คงต้องเตี๊ยมกับซาเอะให้บ่ายเบี่ยงบอกน้องเอา “หมายความว่ายังไง” จิ้งจอกเก้าหางแยกเขี้ยว ไม่ชอบจะถูกปั่นหัวคืนอย่างนี้ มันเป็นเรื่องนานนับพันๆปี  เด็กพวกนี้จะรู้จักกันได้อย่างไร อีกอย่างชื่อแม่นั่นมันควรเป็นความลับของพวกสมาคมเวทย์มนต์คนนอกไม่มีทางรู้ได้ อะไรกัน “เธอพึ่งจะพูดไปว่าเป็นคนรักเก่าของมินามิ” ฮารุนะไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมกลับมาทิ้งหัวพิงไหล่ยูโกะหมดแรงที่ใช้เวทย์รบกับจิ้งจอกเก้าหางไปมาก เธอแค่อยากจะปั่นหัวแม่ปีศาจตนนี้คืนนิดๆหน่อยๆ ไม่ได้จริงจังจะบอกให้รู้อะไรหรอก “พวกเจ้ารู้มาได้ยังไง ตอบมาเดี๋ยวนี้!” ผู้หญิงชื่อมินามิอีกแล้ว จะเอาอะไรกันหนักหนานางเป็นใครกันเนี่ย ถึงได้ดูรู้เรื่องเมื่อพันปีก่อนมากเหลือเกิน แถมยัยพวกนี้ยังบอกว่าเกี่ยวข้องกับแม่นั่นอีก จะเป็นไปได้ยังไง มนุษย์ไม่มีทางอายุยืนถึงตอนนี้ ไหนจะเชื้อสายแห่งราชวงศ์โบราณ อย่าบอกน่ะว่าทั้งหมดคือสิ่งที่เด็กพวกนี้ได้มาจากเมืองที่สาบสูญ แล้วแม่จอมเวทย์นั่นเข้าไปเกี่ยวข้องได้ยังไงกันอีกเล่า ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว! “อย่ารู้มากก็ไปคะยันคะยอให้มินามิเล่าให้ฟังเถอะ” ฮารุนะตัดบทเล่นเอาทุกคนหันมองเจ้าตัวอย่างพร้อมเพรียง ประมาณว่าเอาจริงดิ  มีแต่จิ้งจอกเก้าหางที่แหกปากถามโน่นถามนี่ไม่เลิกจนพวกเธอเลิกจะสนใจ “มินามิ ไม่อยู่แล้วจะเอายังไงกับแม่นี่ดี”  คำถามของซายากะเปิดประเด็นอีกครั้งให้ลงมติจัดการกับจิ้งจอกเก้าหางที่นั่งหัวโดอยู่ตรงนี้ “จับไปไว้ห้องทดลองของมายุก่อนดีมั้ย” ยูโกะยังนึกสนุกไม่เลิกเหมือนอยากจะดูมายุชำแหละจิ้งจอกตัวร้ายจริงๆ ซึ่งมันเข้าพูดหูมายุอยู่มากจัดแจงจะลงไปเตรียมอุปกรณ์ขึ้นมาถ้าไม่ถูกคนรักคว้าคอเอาไว้ “ ขอเอาไปทดลองไม่ได้เหรอ ยูกิริน” “ขออัตสึมิจังก่อนมั้ย” คำพูดไม่มีห้ามปรามนั่นทำเอาจิ้งจอกที่ถูกพันธนาการแว้ดโวยวาย มีหวังถามเด็กบ้านั่นเธอจะได้ถูกจับทดลองจริงๆ ปล่อยข้านะ เจ้าพวกจิตไม่ปกติ!! “พอๆทั้งสามคน  เธอเองก็เลิกโวยวายได้แล้ว อยากจะเรียกคนเขาแห่กันเข้ามามากใช่มั้ย” มาริโกะรีบเบรคอยากจะยกมือนวดขมับแต่ละคนพอหลุดออกจากหนังสือนั่นได้จ้องจะยำจิ้งจอกตัวนี้ท่าเดียว โดยเฉพาะแม่สาวเขี้ยวข้างกายเธอ “ทดลองมันน้อยไปจับไปทำพรมประดับห้องดีกว่า” นั่นแหละ โทโมจินไม่ยอมหยุดเป็นตัวตั้งตัวตีเสียที  คงจะฉุนแม่นี่อยู่มาก และมาริโกะก็รู้ว่าห้ามไปไม่มีประโยชน์ เลยหันไปถามกับหนูน้อยที่เดินไปเล่นกับเรียวฮะแทน “อัตสึมิจังหนูทำอะไรกับพันธสัญญาได้มั้งคะ”  เจ้าตัวเล็กเอียงคอขมวดคิ้วมุ่ย สงสัยเธอจะถามคำถามกว้างเกินไป เอาใหม่ “เรียกจิ้งจอกเก้าหางเข้าไปในมิติของตัวเองเหมือนสัตว์เวทย์ทั่วไปได้มั้ยคะ” เจ้าตัวเอานิ้วจิ้มคางแล้วยิ้มกว้างพยักหน้า  บางทีเจ้าหนูน้อยก็รู้ภาษาเกินไปอย่างตอนนี้ที่ไม่งอแงหาอัตสึโกะกับมินามิ เพราะรู้ว่าพ่อกับแม่ของตัวเองมีเรื่องต้องคุยกันสองคน “งั้นก็…” “อย่าทำอย่างนั้นเด็ดขาด! ข้าจะยอมดูแลยัยเด็กคนนี้ให้ก็ต่อเมื่อไม่จับข้าไปไว้ในมิติของสัตว์เวทย์ ข้าต้องการอิสระ” จิ้งจอกตัวร้ายแทรกประท้วงสะบัดหัวไม่ยอมลูกเดียว “ถ้าให้คุณจิ้งจอกอยู่ที่นี่ สัญญากันก่อนว่าจะไม่ทำร้ายใคร ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ตอนนี้หนูง่วงนอนแล้ว ไม่มีแรงจะสู้อีกนะ ถ้าไม่สัญญาจะต้องไปอยู่ในมิติเวทย์” คำพูดใสซื่อของเจ้าตัวเล็กทำให้ผู้ใหญ่พากันกลั้นขำยิ่งเห็นสีหน้าของจิ้งจอกเก้าหางเหมือนกับว่าโลกทั้งใบจะแตกสลาย ก็พากันเบิดหัวเราะออกมาไม่หยุด “ข้าตกลง ตกลง ออกคำสั่งให้ข้าขยับสักทีได้มั้ย” เจ้าตัวเล็กพยักหน้าให้ก่อนจะออกคำสั่งปลดเวทย์ ครู่นั้นคนถูกปล่อยรีบลุกขึ้นสะบัดแขนขาที่ถูกจับไว้จนเมือยล้าไล่สายตามองพวกเด็กที่ตนแพ้ให้อย่างแค้นใจ โธ่เว้ย! “คุณจิ้งจอก หนูง่วงนอน พาไปนอนหน่อยได้มั้ย วันนี้ป๊ะป๋ายูเหนื่อยมาก หนูไม่อยากให้ป๊ะป๋ายูอุ้ม” เสียงหัวเราะดังระงมพอได้ยินอัตสิมิจังพูดคล้ายสั่งคนตกเป็นเป็นเบี้ยล่าง จิ้งจอกเกาหางกัดฟันกรอก อยากจะแว้ดใส่ให้รู้แล้วรู้รอด “รู้แล้วน่า ข้ารู้” เจ้าตัวช้อนร่างเล็กขึ้นอุ้มอย่างช่วยไม่ได้ ชีวิตไม่คิดจะยุ่งกับเด็ก ทำไมต้องมาเจอยัยตัวเล็กนี้ด้วย! “จะต้องพาเจ้าเด็กนี่ไปทีไหน” นางถามอย่างหัวเสียไม่พอใจ  พวกเด็กบ้าหัวเราะกันอยู่ได้ “ยูโกะ พาเจ้าตัวเล็กไปส่งห้องดีกว่าค่ะ จะได้นอนกันด้วย” ฮารุนะสะกิดไหล่คนรัก คิดว่าตอนนี้ถึงเวลาที่ทุกคนควรได้แยกกันพักผ่อนได้แล้วเพราะดูจากสีหน้า คงจะสลบกันเป็นแทบๆ เนื่องจากรบกับแม่ปีศาจที่กลายเป็นสัตว์เลี้ยงของอัตสึมิจังเกือบค่อนคืน ก็ได้แต่อธิฐานให้อีกฝั่งที่กำลังวุ่นวายโชคดีนะ        ด้านคนหัวหมุนวิ่งวุ่นตามอัตสึโกะมาจนถึงธารเงียบภายในราชาวังตอนค่ำคืนถึงกับพ่นลมหายใจออกมาทางริมฝีปาก เดือดร้อนให้ตามจนเหอบ “อัตสึโกะ หยุดวิ่งนะ” เธอดีดเท้าส่งแรงที่เท้าพุ่งเข้าหาคนรักจับคว้าแขนได้ทันก่อนอีกฝ่ายจะวิ่งเข้าไปไกลให้เธอต้องได้เป็นห่วงมากกว่าเดิม โกรธได้น่ากลัวชะมัด คนอะไร “ปล่อยค่ะ”  เสียงสะอื้นเบาๆกลายเป็นคมมีดบาดเข้าไปในหัวใจเพียงช่วงเสี้ยววินาที มินามิรั้งร่างของคนตัวสูงกว่ากอดรัดไว้ภายใต้วงแขนไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะดิ้นแรงขนาดไหน “มันไม่มีอะไรจริงๆอัตสึโกะ” “แต่มินามิก็พูดถึง!” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความขมขื่นตัดเพ้อต่อว่า เธอยอมรับผิดเต็มประตูที่คราวนี้ได้พูดถึงเรื่องของไมโกะจริงๆ “ฉันทำเพื่อต้องการพิสูจน์ว่าจิ้งจอกนั่นไม่ใช่เธอ” “แล้วถ้าเธอเกิดเป็นฉัน มินามิก็จะพูด ใช่สิ เพราะมินามิไม่เคยลืมนิ”   “อัตสึโกะ” เธอร้องเรียกอย่างอ่อนใจพยายามให้อีกฝ่ายหันกลับมาเผชิญหน้ากันแต่มันไม่เป็นผล “ไม่เอานะคะ หายโกรธกันนะ ไม่อยากฟังรึไงว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทำไมถึงต้องน้อยใจกันด้วย หันกลับมาคุยกันดีๆนะ” เธอยังเกลี้ยกล่อม ยอมรับว่าเหนื่อยมากจาการเจอศึกหนักเข้าไปค่อนคืน ดีที่ไม่ติดอยู่ในหนังสือบ้าบอนั้นจนถึงเช้า ทั้งที่เธอควรจะได้พักผ่อนสบายๆกับอัตสึโกะแล้วก็ลูกสาวในคืนนี้มั้ย จิ้งจอกตัวนั้นยังสร้างเรื่องให้เธอปวดหัวจนได้ “มันยังเหลือมินามิ  ที่ว่างยังถูกเว้นให้คนนั้นของมินามิ” “ใครคะคนนั้น ถ้าเป็นเธอมาเอดะ อัตสึโกะ ฉันยอมรับ” มันคล้ายจะเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้เข้าใจความรู้สึกที่อยู่ด้านในว่ามันไม่ได้ซุกซ่อนใครอยู่ในนั้นจริงๆนอกจากคนที่อยู่ในอ้อมกอดของเธอ “รู้มั้ยว่าฉันคิดมาตลอดเลยว่า ไม่อยากให้ความทรงจำกลับมา” “เพราะมินามิลืมไม่ได้” “ไม่ใช่”  มินามิปล่อยให้เสียงกระแสน้ำทำให้จิตใจของอัตสึโกะสงบลง  “วินาทีที่เรื่องทุกกลับคืนเข้ามาในหัว สิ่งแรกที่ฉันคิดมาตลอดคือเรื่องของเธอ ฉันไม่อยากให้เธอต้องรู้สึกว่าเธอเป็นคนอื่น น้อยใจว่าฉันจำใครได้   เพราะมันไม่สำคัญกับฉันเลย  เธอเป็นปัจจุบัน เป็นเวลาของฉัน อัตสึโกะ  หันกลับมามองหน้ากันหน่อยได้มั้ยคะ” มินามิยังคงใช้น้ำเสียงทอดอ่อนนำทาง ค่อยๆพลิกตัวอีกฝ่ายหันกลับมาสบตากันอย่างเชื่องช้า “ตั้งแต่ที่เธอถอนคำสาปให้ฉันมันเป็นความจริงที่ว่าฉันมอบหัวใจทั้งหมดให้เธอ ต่อจะให้บอกกี่ครั้งความจริงข้อนี้ไม่ได้เปลี่ยนเลยอัตสึโกะ ฉันรักเธอ” “แล้วในนั้นยังเหลือส่วนให้ผู้หญิงคนนั้นอยู่มั้ยคะ มีเสี้ยวของผู้หญิงคนนั้นอยู่รึเปล่า มินามิเรียกชื่อฉันที่เป็นฉันจริงๆหรือเป็นคนอื่น รู้มั้ยว่ามันกังวล มันสับสนทุกครั้งตั้งแต่ที่ต้องมารู้ว่าชื่อของฉันมันเคยเป็นของใคร” มินามิส่ายหน้าช้าๆประคองฝ่ามือของคนเจ้าคำถามช่างประชดประชันทาบลงบนอกด้านซ้าย “หัวใจดวงนี้เป็นของเธอทั้งหมด ไม่เหลือให้ใครแล้ว เธอเข้ามาจอง มาสร้างโน่น ปลูกนี่ไว้มากมาย  จะให้ใครเข้ามาวุ่นวายอีก  หืม คุณมาเอดะ อัตสึโกะ ฉันเรียกเธอที่เป็นเธอ ไม่ใช่ใครอื่นเลย ทั้งหมดมันเป็นของเธอ ถ้าไม่มีเธอฉันเองก็คงไม่อยากมีชีวิตอยู่ตรงนี้” มันเป็นความรู้สึกเขินอายที่ไม่นึกฝันว่าตัวเองต้องมาพูดอะไรชวนเลี่ยนทำนองนี้ ทว่าหากมันเรียกร้อยยิ้มบนใบหน้าของอัตสึโกะกลับมาต่อให้ต้องพูดจนตัวเองท้องไส้ปั่นปวนเธอก็ยอม “ฉันรักเธอ” ช่วงเวลาแบบนี้คำพูดกลายเป็นสิ่งไร้ความหมายเพราะอัตสึโกะไม่ได้ข้อพิสูจน์มันด้วยคำพูดอีกแล้ว ร่างของเธอถูกผลักขณะริมฝีปากถูกปิดสนิท นี่เป็นการถูกแสดงความเป็นเจ้าของ แสดงว่าเจ้าตัวคือคนที่ครอบครองเธอ อัตสึโกะไม่ปล่อยให้เธอหายใจลิ้นร้อนระอุราวกับเปลวไฟแทรกผ่านเข้ามาในกลีบปาก ร้อนและทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เธอจำใจต้องตวัดมือสร้างกำบังเวทย์อำพรางก่อนจะมีใครผ่านมาเห็นเข้า “ยะ อย่าพึ่ง อ๊ะ” เธอรีบกัดริมฝีปากแน่นเมื่อเจ้าตัวเหมือนจะไม่ยอมให้เธอพูดกระชากเสื้อสูทโยนทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่งในที่ที่สายตาเธอมองไม่เห็นซ้ำยังลงแรงขยำก้อนเนื้อใต้เชิ้ตอย่างเอาแต่ใจ “อะ อัตสึโกะ” เสียงเธอขาดหายเป็นห้วง เสี่ยวสันวาบหลังเพราะแววตาขุ่นมัวจริงจัง บอกว่ายอมให้ไม่ได้ จะไม่ยอมปล่อยเธอไปไหนเด็ดขาด “ฉันจะฟังเรื่องทุกอย่าง หลังจากนี้” ไม่ทันจะให้เธอตั้งตัวเสื้ออีกตัวก็หลุดลอยปลิวไปเสียแล้ว  ริมฝีปากร้อนแผ่วขบลงบนผิวเธอซ้ำ น้ำหนักของมันแรงมากบ่งบอกอารมณ์ไม่พอใจของคนกระทำ ขี้หวง เธอได้แต่ต่อว่าในใจหากไม่อยากต่อปากต่อคำ มันเป็นความรู้สึกเหมือนร่างถูกโยนใกล้เปลวไฟร้อนจนเหงื่อไหลไม่หยุดแต่กลับมีความสุขอย่างน่าประหลาดเล่นเอาต้องครางอื่อในลำคอ “ยะ อย่าอัตสึโกะมันจะเป็นรอย” เธอไม่ได้หูฝาดเจ้าตัวส่งเสียงหึคล้ายบอกว่าไม่สนใจ จะทำ จะทำไม อะไรอย่างนี้ “อัตสึโกะ” “เงียบนะ มินามิ”  เธอถึงกลับพูดต่อไม่ออกเจ้าตัวยังไล่ริมฝีปากร้อนลงต่ำขบเคี้ยวฟันลงบนผิวเธอจนเกอดรอยแดงเป็นวง มีหวังเจ้าตัวเล็กบังเอิญเห็นเข้าแล้วเธอจะตอบคำถามลูกยังไงเล่า! คนทำไม่ยอมให้ความรวมมืออีกสักนิด เกี้ยวติดอะไรก็ตามที่มันขวางทางร่างกายของเธอถูกโยนทิ้งไปเสียหมด “อะ อัตสึโกะ” ยัยตัวร้ายแกล้งกันอยู่รึไง! สัมผัสบางเบาแตะจุดอ่อนไหวแต่ไม่ยอมขยับ ซ้ำยังลอยหน้าลอยตาอยู่เฉยคล้ายยั่วกันอยู่นั่น “อัตสึโกะ จะให้...อ๊ะ” เธอต้องกัดฟันอีกรอบเมื่อตัวร้ายจงใจขยับสัมผัสนวบนาบเชื่องช้าหากเน้นหนัก ราวกับจะจับเธอเหวี่ยงเข้าใกล้ปากเหวอยู่ระหว่างความเป็นความตาย อึดอัดอยากระบายร้องประท้วงให้หยุดแกล้งกันเสียที เธออยากจะบ้าตาย “อัตสึโกะ” เจ้าตัวยังไม่หยุดทรมานเธอง่ายๆมอบสัมผัสราวกับเปลวไฟที่ลุกพรึ่บแล้วก็ดับมอดเหมือนถูกคนเอาน้ำสาด ไม่ยอมต่อดีๆสักที “อัตสึโกะ”  เธอเริ่มเน้นเสียงอย่างจริงจังหากอีกฝ่ายยังแกล้งเธอไม่หยุด เธอจะไม่เฉยแล้วนะ  ไม่รู้จะพอใจอะไรมากขนาดนั้นกับการแกล้งทรมานให้เธอเหมือนถูกจับโยนลงเหวครั้งแล้วครั้ง้ล่า มีการส่งรอยยิ้มร้ายกาจเหมือนตัวอย่างไม่ผิดอะไร “อัตสึโกะ” คราวนี้คนร้ายกาจยอมเคลื่อนตัวลงไปยุ่งวุ่นวายกับการจัดการกับเรื่องที่กำลังแกล้งเธออยู่ให้เสร็จ ซึ่งคนตกเป็นรองเผลอคางเสียงต่ำสลับหายใจหนักหน่วงไม่ให้เสียงน่าอายหลุดลอด ก่อนจะรู้สึกตัว ร่างกายก็เกร็งกระตุกสั่นสะท้านคล้ายโลกทั้งใบแตกดับ “พะ พอแล้ว ”  เธอร้องห้ามอย่าตกใจ มือเคลื่อนจับคนซุนซนให้อยู่นิ่ง สติหลุดลอยยังไม่กลับมาเต็มที่ถึงต้องมองคนช่างแกล้งตาปรือ “ พะ พอก่อน อัตสึโกะ จะทำอะไรไว้ต่อที่ห้องดีๆ” มินามิผวาวาบลุกนั่งเมื่อเจ้าตัวยังไม่คิดยอมหยุดตามใจตัวเอง ให้เธอต้องรีบลงมือรั้งไหล่คนขี้แกล้งขึ้นมากอดไว้แน่นๆ ใบหน้าเริ่มกลายเป็นสีแดงเพราะสภาพของตัวเองเปลือยเกือบจะหมด แล้วดูอัตสึโกะสิ ครบทุกชิ้น “พะ พอก่อนนะ ไว้กลับไปที่ห้องก่อนแล้วจะยอมตามใจ”  อัตสึโกะส่งค้อนยอมซบไหล่มินามินิ่งๆ  “อยากจะถามอะไรก่อนมั้ย เพราะถ้าปล่อยไปดูเหมือนฉันจะไม่ได้เล่าแน่ๆ”  คนแกล้งล้อเลียนถอนหายใจ คืนนี้เหมือนว่าเธอจะรับรู้ชะตากรรมตัวเอง “ที่ให้จิ้งจอกเก้าหางทำพันธสัญญากับอัตสึมิจัง เพราะสงสารหรือว่าเพราะใครกันแน่” คนถูกถาหรี่ตามอง เรื่องจับผิดไม่มีใครเก่งเกิน แม่คนนี้ เธอยังไม่ได้ปริปากพูดถึงสักคำ พูดออกมาเหมือนเข้ามานั่งในใจเธออย่างนั้น “ดีกว่าปล่อยให้ไปทำร้ายคนอื่นต่อไม่ใช่รึไงล่ะ หืม” “แต่มินามิก็ไม่ได้ปฏิเสธอย่างหลัง” เธอขอยาดมได้มั้ย เวลาต้องเถียงกับอัตสึโกะทีไรเธออยากจะตายวันละล้านๆครั้ง ชักจะเรดาร์ดีจนน่ากลัว  “แล้วถ้าฉันบอกว่ามีส่วนเธอจะโกรธรึเปล่า แต่ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดหรือรู้สึก อย่าเข้าใจผิดนะ” “แล้วแบบไหนขอเป็นคำอธิบายที่ชัดเจนได้มั้ยคะ” คนถูกไล่ตอนกดริมฝีปากลงบนหน้าผากของคนซักไซร้อย่างหมั่นไส้ ไม่ถามเลยล่ะว่าทีเธอทำอย่างนี้เพราะยังหลงเหลือเยื่อใยกับไมโกะใช่มั้ย “ฉันแค่อยากทำอะไรทดแทนให้บ้าง” แววตาของมินามิหม่นลงเล็กน้อยเแสดงความรู้สึกผิดออกมาอย่างเห็นชัด เธอไม่คิดปิดบังในเรื่องที่ไม่สมควรจะปิด เพราะจะทำให้อัตสึโกะคิดมากเปล่าๆ  “เธอก็รู้ว่าฉันไม่ได้ทำอะไรอย่างนี้ให้ไมโกะเลยตอนที่เขามีชีวิตอยู่  ฉันแค่อยากจะตอบแทนมั้ง มันก็แค่นี้จริงๆ” อัตสึโกะจับมือของเขากอบกุมอย่างอ่อนโยน ไม่ได้งี่เง่าขนาดจะโมโหในเรื่องที่ก็รู้ว่าไม่สมควรจะโมโห เธอรู้ว่ามินามิพยายามจะไม่นึกถึงหรือพูดถึงคนในอดีตให้เธอฟังแต่ก็ใช่ว่ามินามิจะไม่รู้สึกว่าตนเองมีส่วนผิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น สิ่งที่มินามิรู้สึกมันคงประมาณว่าถ้าผลักไสให้ไมโกะไปจากตัวเองได้อีกฝ่ายคงไม่ต้องตาย คนรับผลกระทบจะมีแต่ตัวเองเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นเธอยอมไม่ได้ ถึงได้ไม่อยากจะให้มินามิพูดถึเขาบ่อยๆ   “ฉันยังยืนยันว่าไมโกะคืออดีต ส่วนเธอคือเวลาคือปัจจุบัน ความรู้สึกมันต่างกันมากๆ ไม่ได้เป็นความโหยหาต้องการหรืออะไรเลย” “ฉันเข้าใจ” อัตสึโกะเลือกจะปล่อยให้มินามิพูดในสิ่งที่อยากพูดออกถาม เลือกจะฟังในสิ่งที่มินามิอยากเล่าให้ฟัง “ตอนที่เธอไม่อยู่ด้วย ฉันกังวลมากเลยนะ กลัวว่าเธอจะเป็นอะไรมันทำให้ฉันเจ็บ คิดว่าตัวเองทำไมถึงปล่อยให้เธอตกอยู่ในอันตราย ฉันโกรธมากที่จิ้งจอกนั่นแตะต้องเธอ และยังปลอมเป็นเธอ” “แล้วเกิดอะไรขึ้นคะ” “จิ้งจอกเก้าหางพาพวกฉันไปที่ป่าอาถรรพ์ ไม่รู้ว่าจำลองเหตุการณ์มาจากใคร พยายามปั่นหัวพวกเราให้แตกคอกันเอง หลอกให้เราเล่นเกมโง่ๆหาตัวจริงของมันในกลุ่ม แล้วมันก็พาฉันไปเห็นตอนเธอถูกทำร้าย ยอมรับว่าตอนนั้นฉันทำอะไรไม่ถูกหัวใจหลบวูบคล้ายจะหยุดเต้น” อัตสึโกะพ่วงแก้มขึ้นสีแดงระเรื่อ ไม่คิดว่ามินามิจะบรรยายเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเองให้ฟัง ก็รู้ว่านิสัยกันดีว่าเป็นอย่างไง พอได้ฟังแบบนี้แล้วเธอก็เขินเหมือนกัน ถึงกับต้องก้มหน้าเพื่อลดอาการเขินของตัวเอง “แล้วฉันก็...เจอกับลินดา” “คะ!?” อัตสึโกะถึงกลับช้อนสายตามองหน้าคนรักเปลี่ยนอารมณ์ไม่ทัน คิดว่าตัวเองหูฝาดแน่ๆ “ลินดาไปที่นั่นและเจอกับไมโกะ” “ได้ยังไง!?” “ตอนที่เธอกำลังจะตายไมโกะปรากฏร่างออกมาเพื่อขอร้องให้ลินดาช่วยเธอ” อัตสึโกะครางในลำคออย่างเหลือเชื่อ แล้วทำไมไม่มีใครรู้อะไรเรื่องนี้เลยรวมถึงเธอด้วย “ไม่ต้องแปลกใจหรอก ลินดาเปลี่ยนความทรงจำใหม่ให้พวกเธอ ว่าพวกยูโกะช่วยเธอได้สำเร็จด้วยฝีมือของตัวเอง” ครู่หนึ่งแววตาของมินามิดำดิ่งสั่นไหวคล้ายเหมือนมีสิ่งที่ถูกทำให้หายไป “หากลินดารู้ คงไม่สบายใจที่เห็นมินามิกำลังรู้สึกผิดอยู่” อัตสึโกะยันตัวขึ้นเป็นฝ่ายกอดคนรักเอาไว้บาง เธอเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของมินามิคงเพราะสายใยผูกกันตั้งแต่มินามิได้ชีวิตใหม่ “ฉันไม่ได้อยากทำให้เธอไม่สบายใจเลย” “แต่ถ้ามินามิไม่พูดฉันจะไม่สบายใจมากกว่า” “ฉันเจ็บที่รู้ตัวว่า ฉันเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อของยูโกะเกือบฆ่าเธอในตอนนั้น เป็นสาเหตุให้ลินต้องมาสละชีวิตให้ฉันในตอนนี้” “มินามิ” “เรย์คือคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด เรื่องนี้ฉันไม่กล้าแม้จะบอกฮารุนะ คิดว่าการที่เจ้าตัวไม่รู้มันดีที่สุดแล้ว ยูโกะรู้ยัยนั่นคงโมโหฉันน่าดู” อัตสึโกะลูบแผ่นหลังของคนรัก อย่างแผ่วเบา  มินามิไม่ได้เป็นคนผิดอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาเลย ไม่ว่าเธอจะเกือบตายหรือไม่ก็ตาม มันไม่ได้สำคัญกับตอนนี้อีกแล้ว ในตอนที่มีคำว่าเรา “ถ้ามินามิยังเจ็บปวดกับมันอยู่ตอนนี้ ทุกคนที่อยู่ด้วยก็จะเสียใจตามไปด้วยนะ ตอนนี้มินามิไม่ใช่มินามิที่เป็นราชาอีกแล้ว แต่เป็นมินามิของฉัน เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดอะไรกับเรื่องนี้อีกเลย ที่ลินดาให้ชีวิตใหม่กับมินามิ ก็คงต้องการให้เริ่มต้นนับจากศูนย์ ไม่ใช่นับจากสิ่งที่เคยมีอยู่เมื่อครั้งอดีต ฉันเริ่มคิดว่าถ้ามินามิความทรงจำไม่กลับมาอาจจะดีกว่า เพราะฉันไม่อยากเห็นเธอต้องมาเศร้ากับเรื่องพวกนี้อีก” “รู้มั้ย” มินามิเงยหน้ามองคนที่สวมกอด  “เธอเป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันคิดว่าโชคดีจริงๆที่ได้เจอ” ปากหวานผิดปกติ เป็นนิยามอาการที่ทำให้คนฟังไม่เคยชิน ไม่รู้ว่าจิ้งจอกตัวร้ายหรือใครเล่นตกลงอะไรกับมินามิของเธอ ถึงได้ปากหวานขนาดนี้ “กลับห้องกันนะคะ” มินามิรู้นี้ไม่ใช่คำชวนที่เป็นการบอกกลับห้องธรรมดาๆ มันหมายถึงว่าอัตสึโกะกำลังร้องเรียกสิทธิ์ของเจ้าตัวเองอยู่ต่างหาก ที่เธอเคยพูดไปว่าจะยอมตามใจ คิดถูกจริงๆที่ฝากอัตสึมิไว้กับยูโกะ เพราะคืนนี้เธอคงไม่ได้นอนอยู่เฉยๆที่เรียกว่านอน   “ยูจังค่ะ คิดว่าคืนนี้มินามิจะได้นอนรึเปล่า” ฮารุนะขยับตัวเข้ามากระซิบใกล้คนรักมองดูอัตสึมิจังที่ถูกเอามาฝากกำลังหลับปุ๋ยหลังจากปล่อยให้จิ้งจอกเก้าหางได้มีอิสระ   ก่อนหน้าเล่นเอาเธอหัวเราะขำไม่หยุดพอปีศาจนั่นอุ้มอัตสึมิจังมาถึงห้องเจ้าตัวเล็กกอดแน่นราวกับอีกฝ่ายเป็นหมอนหนุนกว่าอัตสึมิจังจะยอมขยับตัวเปลี่ยนท่าเล่นเอา จิ้งจอกร้ายหัวเสียน่าดู “คำตอบอยู่ที่พรุ่งที่เช้าค่ะ” จะถามใช่มั้ยว่าเธอจะรู้ได้อย่างไร ก็รอดูสภาพมินามิตอนเจอหน้ากัน ถ้าวันไหนเพลียมากๆแสดงว่าวันนั้นคงถูกกวนไม่ได้นอนทั้งคืน และดูเหมือนครั้งนี้ไม่มีใครต้องเดาเพราะอัตสึโกะเล่นโกรธชัดขนาดนั้น เธอลูบหลังอัตสึมิที่ซุกแนบติดอยู่กับเธออย่างเอ็นดู “อยากมีเหมือนกันนะคะ” “นอนเถอะค่ะ ยูจัง” ฮารุนะตัดบทล้มตัวลงนอนลงทันที เข้าใจว่าไออยากมีของยูจังมันคือการอยากทำเรื่องอะไรที่มันค่อนข้างจะอยูใต้สะดือซะมากกว่า “นอนก็ได้”  เสียดายชะมัดเพราะอัตสึมิจังนอนอยู่ด้วยแท้ๆเชียว      จิ้งจอกเก้าหางกำลังนึกอยู่ว่าตัวเองมาอยู่ผิดที่ผิดทางหรืออย่างไรมันถึงได้แสลงหูชวนอ้วกขนาดนี้ สิ่งที่อยากรู้ก็ไม่ได้ยังได้ของแถมให้รู้สึกร้อนแผ่วที่ใบหน้ามาอีกเป็นกระบุง   เจ้าพวกมนุษย์เอ้ย! จะมาพลอดรักทำตัวหวานอะไรกันอยู่แถวนี้เล่า! จะเอาคืนกันให้ทั่ว โดยเฉพาะยัยเด็กที่เอาปลอกคอมาใส่ให้ มันน่าสนุกตรงไหนมิทราบ   “ยังไม่เลิกทำหน้าเบื่อโลกอีกรึไง คิดยังไงมานั่งดูคนอื่นเขาอย่างนี้” ปีศาจตัวร้ายผงะเกือบตกจากต้นไม้ มันเสียงใครแววมาพูดด้วย เจ้าตัวหันมองรอบทิศไม่เจอใครยกเว้นกระดาษมนตราที่ปลิวอยู่ตรงหน้า “ฉันรู้ว่าเธออยู่นานแล้ว” อยากจะถามเหลือเกินว่ารู้ได้ยังไง เจ้ากระดาษสื่อสารมนตราน่าเผาทิ้งเป็นบ้า “ถ้าไม่มีอะไรก็ปล่อยให้ข้าอยู่สงบได้มั้ย ยังไม่พอใจอีกรึไงที่จับทำพันธสัญญากับเด็กนั่นได้” “เชื้อสายราชวงศ์โบราณต่างหาก” นางคำรามอย่างหงุดหงิดเบื่อคนที่ชอบทำให้อยากจะรู้แล้วจะไม่ยอมบอกอะไร “สรุปอยากจะพูดอะไรกันห๊ะ” “ก็แค่รู้ว่าปีศาจอย่างเธอจะไม่ยอมเลิกราง่ายๆถ้าไม่บอกอะไรเลย อย่างแรกนะ ฉันรู้จักกับเจ้านายของเธอ และอย่างที่สองขอยืนยันว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของฉัน” “แต่พลังไม่ได้เหมือน”  เจ้ากระดาษสื่อสารส่งเสียง หึ ทำให้จิ้งจอกเก้าหางอยากจะจีบฉีกเป็นชิ้นๆไม่คงไม่คุยไม่ฟังมันแล้วเว้ย!! อ๋อ เจ้านี้เป็นเวทย์สั่งการรูปแบ่งหนึ่งจะแบ่งเอาความคิดของผู้ใช้มาส่งต่อให้คนรับสาร “มันมีเหตุจำเป็น และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องบอกต้อง” “งั้นข้าขอเพียงคำถามเดียว  เจ้าเคยอยู่เมื่อพันปีก่อนงั้นหรือ”  เจ้าหุ่นกระดาษกระตุกยิ้มอย่างมีเลศนัย   “ก็แค่ความทรงจำ”  แค่นี้นินะ! เล่นเอาคนนั่งอยู่บนต้นไม้เซ็งกว่าเดิม ช่วยตอบได้มาก ทำไมข้ายังต้องมาวนเวียนเกี่ยวกับแม่ตัวยุ่งในอดีตนั้นด้วยเล่า! ไม่รู้ทำไมถึงฉุนขี้หน้า คนที่เป็นนายคนแรกขึ้นมาตระหงิดๆ เหอะ ไม่รู้ว่าตอนนี้จะไปอยู่ไหน นานนับเป็นพันๆปีคงไม่เกิดไหนที่ๆไหนสักแห่ง อย่างนี้แหละ มนุษย์ชีวิตสั่น นางจะรอจนกว่าวันจะได้หลุดพ้นจากเป็นสัตว์เลี้ยงบ้าบอนี้สักที เจ้าพวกตัวแสบ นางคิดผิดเองแท้ๆที่มายุ่งกับเจ้าพวกเด็กนี้   ...........................................................................................................................................................................................................................................................
  3. 5555 อาจจะมีศึกของอัตสึมินะเกิดขึ้นก็ได้ ทำท่าคิด
  4. Ch.3.4         การปรากฏตัวอย่างคาดไม่ถึงของเด็กสาวที่ตกอยู่ภายในวงแขนเล่นเอาคนที่พึ่งจะกลับมารวมตัวกันผงะมองหน้ากันเลิกลั่นอ้าปากค้างเหมือนเห็นผีตอนกลางวันแสกๆ ไม่เข้าใจว่าตนเองพลาดอะไรฉากไหนไปหรืออย่างไร ทำไมเจ้าตัวเล็กถึงได้ลอยมาตกอยู่ตรงหน้าให้ตกใจกันเล่นๆ       มาได้ยังไงกันล่ะเนี่ย!       “ป๊ะป๋า” เจ้าของเสียงใสเงยหน้ามองมินามิอย่างุนงงไม่ต่างกับคนที่เธอตกอยู่ในวงแขนถึงกระนั้นมือเล็กๆก็โอบรอบคอมินามิแน่นเมื่อพบเข้ากับกลิ่นไอแปลกประหลาดที่อยู่ใกล้ๆกับตัวของป๊ะป๋า เป็นกลิ่นที่ชวนหวาดระแวงคล้ายตอนที่พบในงานเต้นรำ มันทำให้รู้สึกไม่สบายตัวเอาเสียเลย        เจ้าตัวเล็กขมวดคิ้วมุ่ยไม่ชอบใจทำจมูกฟุดฟิดใส่มินามิจนคนอุ้มอยู่อดถามไม่ได้ว่า       “เป็นอะไรคะ ตัวเล็ก”       “กลิ่นนั้นอีกแล้วค่ะ ป๊ะป๋า กลิ่นที่ไม่น่าไว้ใจ” คำยืนยันกระแทกเข้ากลางใจผู้ใหญ่ที่ยืนหันมองหน้ากันด้วยแววตาไม่มั่นใจ ดูเอาสิ หลานยืนยันเองอย่างนี้ว่ามีกลิ่นไม่น่าไว้ใจแล้วจะวางใจใครได้ที่ไหน   “รู้รึเปล่าคะ ว่ากลิ่นมาจากใคร” คำถามของมินามิเรียกสายตาทุกคนให้จดจ่อตั้งใจฟังคำตอบอย่างลุ้นระทึก เรียกได้ว่าไม่มีใครกล้าหายใจแรงสักคนเพราะกลัวไปรบกวนสมาธิของอัตสึมิจัง   “กลิ่นมันสับสนหนูไม่รู้ว่าจากที่ไหนกันแน่” ถึงกับพากันทำหน้าผิดหวังพลางถอนหายใจเบาๆหมดหนทางที่จะตามตัวจิ้งจอกตัวร้าย   เด็กน้อยหนึ่งเดียวในกลุ่มมองผู้ใหญ่อย่างงุนงง เป็นอะไรกันไปหมดทุกคน   “มีอะไรกันเหรอคะ ป๊ะป๋า” เจ้าตัวคะยั้นคะยอถาม ดูสิ ขนาดป๊ะป๋าเธอยังทำหน้าเหมือนกับเซ็งอะไรอยู่เลย   “เปล่าหรอกค่ะ ตัวเล็กแล้วหนูมาที่นี่ได้ยังไงคะ”คราวนี้มินามิกดหัวคิ้วลงแทบชิดกับดวงตา อันนี้สิสิ่งที่ควรจะถามตั้งนาน ก็แน่ล่ะ อยู่ๆลูกสาวก็โผล่ออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า แล้วจะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร ไอ้เสียงเรียกก่อนหน้านี้ยังพอว่าแต่นี่ดันเล่นปรากฏตัวมาอยู่ในวงแขน   “น้ายูกิๆ” คำตอบไร้เดียงสายิ่งทำให้ป๊ะป๋าของเจ้าตัวมึนตึ๊บ ยูกิริน! ทำบ้าอะไรของพวกนี้น่ะห๊ะ! ไม่รู้รึไงว่ามันอันตรายขนาดไหนกับการที่ส่งให้อัตสึมิจังมาอยู่ในมือของศัตรู อยากจะตะโกนด่าออกมาด้วยความฉุนเฉียว   “ยูกิรินส่งเข้ามาเหรอคะ?” มาริโกะเป็นฝ่ายถามแทนราวกับรู้ใจว่าถ้าให้เธอถามเองเธออาจจะพ่นไฟออกมาด้วยก็ได้ ว่างกันมากรึไง ถึงได้ทำเรื่องให้ลูกสาวเธอมาเสี่ยงอันตราย อดไม่ได้ที่จะกระทืบฝ่าเท้าลงพื้นอยู่หลายทีเพื่อระบายอารมณ์ ไม่งั้นคงโกรธไปอีกนาน       เจ้าตัวเล็กรีบส่ายหน้าดิ๊กๆก่อนจะพูดอย่างฉะฉาน       “น้ายูกิจะให้อัตสึมิติดต่อหม่าม๊ากับป๊ะป๋า แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่เหมือนกัน” คำตอบใสซื่อทำเอาคนเป็นพ่อถอนหายใจยอมแพ้ก่อนตั้งคำถามใหม่ที่แคบลง   “จำลักษณะวงเวทย์ที่น้ายูกิของหนูวาดได้รึเปล่าค่ะ” เจ้าตัวเล็กครุ่นคิดแล้วเริ่มอธิบายอย่างแข็งขัน ผู้ใหญ่ที่ยืนล้อมวงตั้งใจฟังถึงกับเผลอยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูจะมีแต่ปีศาจร้ายในกลุ่มที่สนใจอัตสึมิออกนอกหน้าทว่าเก็บอาการดีจนไม่มีใครสังเกต     จิ้งจอกเก้าหางเลียปาก  พลังเวทย์ของเด็กตัวน้อยนับว่าแปลกประหลาด น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ในฐานะของคนต้องการพลังของวิญญาณชั้นดี จึงเลือกให้ความสนใจเด็กกลุ่มนี้ตั้งแต่ข่าวอึกทึกคึกโครมดังข้ามน้ำข้ามทวีปราวๆสักเจ็ดแปดปีก่อนถึงการรอดชีวิตกลับมาจากอาณาจักรที่ล่มสลายนานนับพันปี ซึ่งเป็นอาณาจักรที่ตัวข้าเคยรู้จักหากเป็นคนไม่ชอบคลุกอยู่กับหิมะหรืออากาศเย็นนักจึงไม่คิดจะเยือนถึงถิ่นนั้น เมื่อก่อนใครไม่รู้จักต้องเรียกว่าเป็นคนหูหนวกเพราะไม่เคยมีใครไม่พูดถึง ถูกล่ำลือไปทั่ว ไหนจะราชาที่ว่าเก่งขนาดถูกยกมาเทียบกับจอมเวทย์มือหนึ่งของสมาคมให้ฟังแล้วเอียนขนลุกขนพองไปหลายปีกระทั่งมันล่มสลายตามกาลเวลาซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นโด่งดัง เพียงข้ามคืนเท่านั้นไม่มีใครเข้าออกอาณาจักรได้อีกเลย น้อยคนจะได้พบกับคนที่รอดชีวิต ซึ่งต่างก็อยากลืมเรื่องราวในอดีตทั้งนั้น พอลองเอาความทรงจำมาเคาะแกะสนิมก็พอจะนึกออกลางๆว่ามีผู้หญิงน่ารำคาญเคยพูดให้ฟังบ่อยๆ       ใช่ เจ้านายและผู้ที่นางยอมทำพันธะสัญญาด้วยคนแรกและคนสุดท้าย เพราะทนต่อความช่างตื๊อนั้นไม่ไหว แล้วอย่าไปบอกใครว่านางเป็นฝ่ายแพ้แม่นั่นราบคาบ ถึงได้ถูกจับล่ามโซ่เป็นสุนัขรับใช้เชื่องๆจนกระทั่งแม่นั่นลาออกจากสมาคมงี่เง่าที่พวกหนังเหี่ยวหนังยานอยู่เต็มวิหาร นางถึงถูกปล่อยตัวยกเลิกสัญญา ตั้งแต่นั้นมาก็กลับมาทำตัวเกเรเที่ยวสะสมพลังวิญญาณเพื่อเพิ่มพลังให้ตัวเอง       ย้อนกลับไปเสียนาน มาที่เป้าหมายของนางตอนนี้ดีกว่า   กลิ่นไอพลังหอมหวานชวนลิ้มลองขนาดนี้คิดแล้วน้ำลายสอ เล็ดรอดจากตัวเด็กสาวนัยน์ตางดงามราวกับผลึกของอัญมณี เคยอยากเข้าใกล้หลายต่อหลายครั้งแต่กลับเข้าหาได้ยากอย่างน่าเหลือเชื่อ เด็กบ้านี้มีการระแวดระวังตัวเองสูงมาก สัญชาตญาณไวคล้ายสัตว์ป่าจนนางชักอยากรู้ว่ายัยตัวเล็กคนนี้เป็นใคร  และพลังเวทย์ดันต่างกันออกไปจากคนที่เจ้าตัวจิ๋วเรียกว่าป๊ะป๋า  ไม่รู้ว่าเด็กนี่ทำได้อย่างไร       บอกตามตรงนางชักจะหัวเสียจนกระวนกระวาย เพราะยัยเด็กน่าอันตรายปรากฏตัวขึ้นอีกคน       “มันมีรูปคล้ายๆประตูด้วยนะคะป๊ะป๋าเป็นเหลี่ยมๆอย่างนี้ มีขีดๆแบบนี้ด้วย” เจ้าตัวเล็กยกมือทำท่าประกอบอธิบายต่ออย่างขันแข็งเล่นเอาคนอุ้มอยู่ถึงกับแยกเขี้ยวใส่สองนักวิจัยที่เล่นจับฉ่ายเอาเวทย์มาผสายกลมกลืนกลายเป็นผัดรวมมิตร ฟังจากที่เจ้าตัวเล็กเล่ามา มันน่าปลอดภัยตรงไหนมิทราบ! ดูท่าพึ่งจะเคยใช้เป็นครั้งแรกอีกต่างหาก ผสมเวทย์สื่อสาร เวทย์มิติกับเวทย์อะไรอีกสองสามอย่างเข้าด้วยกัน มันน่ามั้ยล่ะ   โชคยังดีนะ! ที่ยัยตัวเล็กไม่ได้เป็นอะไร ไม่งั้นเธอจะกลับไปจับหัวเจ้าสองนักวิจัยมาแขวนประจานอยู่ประตูหน้าวัง!    คนรักของเธอขำขันราวกับเป็นเรื่องสนุกทั้งที่ไม่น่าจะสนุกตรงไหน กระทั่งเสียงของโทโมจินเรียกความสนใจพวกเธอให้หันมองตามๆกัน   “แล้วทีนี้จะเอายังไง” คนตั้งคำถามกอดอกเอือมระอาเพราะเจ้าตัวเล็กซุกซนไม่รู้จักเวล่ำเวลากำลังปีนป่ายลงมาจากอ้อมแขนของคนเป็นพ่ออ้อนขอจะมาให้ตัวเองอุ้มอยู่นั่น ไม่รู้เลยรึไงว่าผู้ใหญ่เขากำลังเครียดกันอยู่   ช่างเป็นเด็กตัวแสบจริงๆ   “พี่โทโมๆ” นั่นไง ยังจะมาเรียกเสียงใส ใช้สายตาน่าสงสารอ้อนให้ตามใจอีกต่างหาก   “อย่าพึ่งยุ่งได้มั้ย” พอถูกดุด้วยความไม่สบอารมณ์เจ้าตัวเล็กถึงกับชักฝีเท้าหยุดนิ่งก้มหน้ามองพื้นเหมือนจะร้องไห้เล่นเอาคนดุไปเมื่อครู่ส่ายหน้าเร็วๆ เอาเข้าจนได้     มินามิเห็นท่าไม่ดีจะไปคว้าเข้าตัวเล็กกลับมาไว้ในวงแขนมแต่ดันถูกยูโกะชิงตัดหน้าไปเสียก่อน   “โอ๋ๆคนเก่งของป๊ะป๋ายู ไม่ร้องนะคะ ใครแกล้งหนูเอ่ย” นี่ ก็โอ๋กันดีเหลือเกิน จับเจ้าตัวเล็กโยกซ้ายโยกขวา ขอกระซิบบอกว่าตอนนี้คู่มายูกิกำลังวิจัย DNA ของอัตสึมิจังอยู่เพื่อค้นคว้าหาวิธีการให้กำเนิดเด็กตามธรรมชาติแบบอัตสึมิจัง ถ้าสำเร็จดูเหมือนว่าคู่ของยูโกะจะขออาสาเป็นหนูทดลองให้คนแรก เพราะเปรยไว้หลายรอบเหลือเกินว่าอยากมีแบบนี้บ้างสักคน   “โทโมใจร้าย” เจ้าตัวเล็กซบหน้ากับไหล่ของยูโกะฟ้องเสียคนถูกฟ้องมองค้อน โวยวายใส่เจ้าตัวเล็กว่ามันใช่เวลาจะมาอ้อนไหมเล่า ยิ่งเครียดๆอยู่ ไม่แว้ดใส่ก็ดีขนาดไหนแล้ว!!!!   “โทโมใจร้ายๆ ไม่น่ารักๆ ไม่อยากคุยด้วยแล้ว” เอาเข้าไป ดูส่งสายตาตัดเพ้อให้อีกต่างหากจนคนเป็นพ่อเป็นแม่อยากจะหัวเราะออกมา งานนี้โทโมจินเจอศึกหนักเต็มๆ ยิ่งกว่าไปออกรบกับพวกปีศาจ ขืนอัตสึมิงอแงเรื่องไม่จบง่ายแน่ๆ   มินามิถึงกับต้องหันมองอัตสึโกะอย่างขอความเห็นว่าควรจะเข้าปรามเจ้าตัวเล็กดีรึเปล่า  แต่ดูท่าว่าอีกฝ่ายกำลังเห็นมันเป็นเรื่องสนุกไปแล้ว   “รอดูอีกนิดนะคะ” นั่นไง! คิดผิดเมื่อไหร่ แทบต้องยกมือกุบขมับที่ปวดตุ๊บๆเมื่อแม่ของเจ้าตัวเล็กต้นแบบความแสบไม่มีใครเกินดูจะไม่เครียดพอกันกับลูกสาวให้เธอแอบส่ายหน้าเหนื่อยใจก่อนจะเคลื่อนสายตามองยูโกะที่ดูเหมือนว่ารวมมือกับเจ้าตัวเล็กรุมโทโมจินเรียบร้อย   “เนอะ ใจร้ายๆ ไม่น่าคุยด้วย”   “ยูโกะ! ถ้าเธอยังไม่เงียบอย่าหวังว่าจะมีปากไว้พูดอีก” โทโมจินคำรามอย่างหัวเสียเพราะสีหน้าของยูโกะมันเย้ยเป็นนัยๆว่าเธอกำลังจะถูกอัตสึมิจังแบนไม่พูดด้วยแล้ว   “โทโมๆใจร้าย” นั่นไง เอาเข้าไปมาหมดทั้งน้ำมูกทั้งน้ำตา ใครกันแน่ที่ร้าย ยัยเด็กตัวแสบ คนถูกต่อว่าตวัดสายตาเคืองๆมาทางอัตสึโกะกับมินามิที่ไม่คิดจะมาหยุดเจ้าตัวแสบให้เลิกแผลงฤทธิ์   “โทโมจินอัตสึมิจังร้องแล้วนะ” คนเป็นแม่แกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้โบ้ยความรับผิดชอบมาให้หน้าตาย   ตัวเองเป็นคนจัดการได้ดีกว่าแท้ๆ! อัตสึโกะนะ อัตสึโกะ   โทโมจินเชิดหน้าคอตั้งอยากจะโวยวายใส่พ่อแม่ของเจ้าตัวยุ่งนัก!   “เร็วๆสิโทโมจิน”   “รู้แล้วน่า” สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ ถอนหายใจเอือมจัดหันหน้ากลับมาหาเด็กตัวยุ่งก่อนคล้ายวงแขนที่กอดอกยื่นออกไปข้างหน้า   “ยุ่งจริงๆ มานี่มา ยัยตัวยุ่ง” ครู่นั้นเจ้าตัวเล็กเลิกงอแงกลับมายิ้มพรายถูกใจให้คนอุ้มคนปัจจุบันหมั่นเขี้ยวหมั่นไส้กับความแสบของหลานสาว ฟัดแก้มนุ่มนิ่มหลายทีก่อนจะปล่อยเจ้าเด็กน้อยวิ่งดุ๊กดิ๊กๆเข้าไปกอดหมับที่ขาของโทโมจินซึ่งอดแซะไม่ได้   “ลูกลิงรึไง” เจ้าตัวร้ายส่ายหัว พอถูกอุ้มไปอยู่ในวงแขนตามต้องการก็หอมแก้มเอาอกเอาใจคนอุ้มใหญ่ ถามว่าโทโมจินจะเขินไหมกับสายตาล้อเลียนของแต่ละคนโดยเฉพาะอัตสึโกะที่ขยับปากบอกว่าแพ้ทางเจ้าตัวเล็กจนได้   ยัยตัวแสบทำเอาขายหน้าหมด เสียฟอร์มหมดเลยจริงๆ   “ทำไมไม่ไปหาแม่ตัวเอง” น้ำเสียงนิ่งรีบถามกลบเกลื่อนความอาย   ดูเกาะเธอแน่นอย่างกับลิง ไม่รู้เกิดมาพิศวาสเธอตอนนี้   ปกติติดอัตสึโกะกับมินามิอย่างกับอะไรดี   “ก็อยากเล่นกับโทโมๆ” คำตอบของเจ้าตัวเล็กน่าหมั่นไส้เสียอดใจไม่ไหวจะเอามือไปจับดึงแก้มน่าฟัดเป็นการลงโทษ มาอยากเล่นอะไรกับเธอตอนนี้ห๊ะ มันใช่เวลาไหมเนี่ย    ป่วนจริงๆเลย เล่นเอาลืมกันไปหมดว่ากำลังทำอะไรอยู่ที่นี่กระทั่งเสียงคล้ายระเบิดดังมาจากทางหมู่บ้านที่กำลังจะตรงเข้าไปเรียกความสนใจของพวกเธอกลับมาสนใจกับภาพในความทรงจำของใครสักคน ครู่นั้นเพลิงไหม้ลุกโชนแดงฉานฉาบเคลือบท้องฟ้า เจ้าตัวเล็กหวาดกลัวถึงขนาดซุกหัวเข้ามาแนบหน้าอก   “ไม่เป็นไรนะ” เธอลูบหลังปลอบเบาๆให้เจ้าตัวคล้ายกังวล แปบเดียวเสียงของพี่มาริโกะก็ดึงความสนใจจากเธอ   “เราควรไปแล้ว”   “ไปที่นั่นตอนนี้!?”โทโมจินรู้ว่าจุดประสงค์แรกแต่เดิมที คือการเข้าไปที่หมู่บ้าน ทว่าสถานการณ์ตอนนี้มันเปลี่ยนเนื่องจากเด็กที่อยู่ในวงแขนของเธอ เธอปล่อยหลานเข้าไปเห็นภาพไม่น่าจำในนั่นไม่ได้ อัตสึมิยังเด็กเกินไป    มาริโกะมองมาอย่างเข้าใจ   “แต่เราต้องเข้าไป” มินามิช่างใจบอกด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดเดินมาใกล้เจ้าตัวเล็กที่เอามือปิดหูตัวเองเพราะเสียงกรีดร้องแวบเข้ามาเป็นระยะ เธอแตะหลังมือลงบนแก้มเจ้าตัวเล็กเบาๆ   “คนเก่งมองป๊ะป๋าสิคะ”   “ป๊ะป๋า”   “ไม่ต้องกลัวนะคะ ป๊ะป๋าอยู่ด้วยกับหนู จะมากับป๊ะป๋าไหมคะ” อัตสึมิจังส่ายหน้ายึดเอามือของมินามิเอาไว้   “หนูอยากอยู่กับพี่โทโม”   “ถ้าอย่างนั้น อย่าดื้อกับพี่โทโมมิตกลงมั้ยคะ” เจ้าตัวเล็กพยักหน้าให้น้อยๆมองตามป๊ะป๋าที่คุยอะไรยาวๆกับพี่โมโทก่อนป๊ะป๋าจะจูบลงมาที่หน้าผากเธอเบาๆแล้วกระซิบบอกว่าไม่ต้องกลัวนะคะ   “หนูจะไม่กลัวค่ะป๊ะป๋า” เจ้าตัวเล็กประกาศด้วยน้ำเสียงดูดีขึ้นมาจากเมื่อครู่พาให้คนที่อุ้มอยู่โล่งใจ ต้องยอมรับว่ามินามิรับมือกับเจ้าตัวเล็กเก่งมากๆ และสังเกตอารมณ์เจ้าตัวเล็กเออกอย่างทะลุทะลุปรุโปร่ง ถึงได้บอกว่าเธอควรทำอย่างไรบ้าง ถ้าเจ้าตัวเล็กเกิดมีการแปลกๆอะไรขึ้นมา       ไม่ทันไรเสียงเฝ้าเท้าหลายคู่ก็ดังเข้ามาใกล้ มันรวดเร็วและรีบร้อนพอจะเรียกสายตาของพวกเธอให้หันหน้ามองก่อนภาพที่ปรากฏอยู่จะทำให้กระอัก ใช่ มันเป็นเวลาที่พวกเธอในวัยเด็กมาถึงหมู่บ้านกันแล้ว ตอนนั้นมีทั้งซายากะ ซาเอะ ยูกิ หรือแม้แต่มายุ       มันเป็นความจริงที่ตอกย้ำว่าเธอพวกเธอทั้งหมดปล่อยให้อัตสึโกะถูกทำร้าย ทั้งๆที่อยู่กันครบ       “นี่ อยู่กันเยอะขนาดนี้เลยรึไง” คำพูดไม่ค่อยเข้าหูของคนเดียวที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ทำให้เธอตวัดสายตาไม่พอใจมอง พูดอย่างนี้ไม่เดินเข้ามาตบหน้ากันเลยล่ะว่าพวกเธอไร้น้ำยา   “เงียบไปเถอะน่า” คนถูกเธอตวาดเลิกคิ้วทำเหมือนเสียงเธอเป็นเสียงอะไรสักอย่างที่ลอดผ่านหูไป หนอย!! เธอขอริบคำชมเมื่อครู่เรื่องอัตสึมิจังคืนกลับมาได้มั้ย ไม่รู้ว่าอัตสึโกะหลงเข้าไปได้ยังไง   “โทโมตัวเล็กๆ หม่าม๊าป๊ะป๋ายู หม่าม๊าฮารุนะ น้ามาริโกะ ครบเลยๆ” แล้วเจ้าตัวเล็กในวงแขนเธอชี้มือใส่ร่างของพวกเธอสมัยเด็กอย่างชอบใจ ไม่ได้สนเลยว่าเธอจะกระโดดจัดการกับป๊ะป๋าของเจ้าตัวแล้วอยู่แล้วก่อนแขนเสื้อเธอจะถูกกระตุกไวๆ   “อะไรตัวยุ่ง”   “ทำไมโทโมตัวเล็ก” มีการยกมือทำท่าประกอบบอกว่าเธอตัวเล็กมากกว่าตอนนี้เยอะ   “ยังเป็นเด็กอยู่ไงแต่ก็โตกว่าตัวยุ่งแล้วกัน”   “แล้วอัตสึมิจะโตขึ้นแบบโมโทมั้ย”   “ถามอะไรแปลกๆนะเรา อีกหน่อยก็จะโตเอง ทำไม”   “ก็หนูอยากช่วยป๊ะป๋ากับหม่าม๊า” คำตอบของเจ้าตัวเล็กไม่รู้ว่าทำให้พ่อกับแม่ของเจ้าตัวปลื้มขนาดไหน อัตสึโกะอยากจะเข้าไปจับเจ้าตัวเล็กกลับมาฟัดอยู่ในอ้อมกอดจริงๆถ้าไม่ติดว่าเจ้าตัวยังเล่นกับโทโมจินอยู่   “ยุ่งให้น้อยลงหน่อยก็ช่วยได้แล้วน่า” เธอบอกอย่างหมั่นเขี้ยว ตัวแค่นี้อยากจะช่วยมินามิกับอัตสึโกะ แก่แดดจริงๆ ที่มาปรากฏตัวอยู่นี่สงสัยจะเป็นเพราะห่วงป๊ะป๋ากับหม่าม๊าของเจ้าตัวมากถึงขนาดมาหาจนได้ กำลังนึกอยู่ว่าโตมาอยากจะให้เจ้าตัวเล็กนิสัยเหมือนใครดีระหว่างอัตสึโกะกับมินามิ แต่เธอขอให้เธอคนหลังมากกว่าเพราะท่าเลียนแบบเหมือนอัตสึโกะไปเสียทุกอย่าง คงน่าสงสารผู้ติดตามจริงๆ     เจ้าตัวเล็กสะกิดเธอที่หลุดเข้าภวังค์ชี้ตามให้เห็นว่าพวกป๊ะป๋ากำลังจะไปกันแล้วจนเธอต้องสาวเท้าตามด้วยความไวให้ทันคนออกวิ่งนำ              เพลิงไหม้ยังลุกลามต่อเนื่องเหมือนเป็นของจริงมากกว่าของปลอมไอร้อนโชกโชนปะทะเข้ากับใบหน้าให้สัมผัสรับรู้ได้ถึงความร้อนระอุก่อนจะมีใครได้ฝ่ากองเพลิงตามร่างของพวกเธอสมัยเด็กเข้าไป มินามิรีบร้องห้าม   “อย่าพึ่ง!”   “มันเป็นของจริง” มินามิกวาดสายตากลับมามองคนในกลุ่มอยากจะรู้จริงใครเป็นตัวปลอม วางลูกเล่นพราวแพรวน่าลากคออกมาจัดการนัก   “ระวังตัวกันด้วย ดูเหมือนว่าจะมีของจริงสลับปลอมอยู่” อดีตราชาจรดมือร่ายเวทย์คล้ายๆม่านพลังคลุมรอบตัวของทุกคนทั้งหมด มันน่าแปลกประหลาดสำหรับคนที่ไม่ค่อยเห็นมินามิร่ายเวทย์อื่นๆนอกจากเวทย์น้ำแข็ง นับกันในกลุ่มนี้มีแค่เธอกับผู้ปลอมแปลงเข้ามาเท่านั้นที่ไม่เคยคลุกคลีอยู่กับมินามิ   “ฉันใช้เวทย์ได้เยอะกว่าที่เธอคิด โทโมมิ” คนถูกเรียกชื่อจริงเหยียดมุมปากหมั่นไส้ ก็รู้หรอกน่า พูดจากวนบาทาเธอชะมัด   “ป๊ะป๋าให้หนูช่วยมั้ยคะ” เจ้าตัวเล็กในวงแขนของเธอเสนอตัวอย่างร่าเริง ไม่ได้รู้สึกเลยว่าการอยู่ที่ตรงนี้มันอันตรายอย่างไร   “ไม่ดีกว่าค่ะตัวเล็ก เดี๋ยวหนูจะอันตรายเปล่าๆ มีคนไม่ดีเขาอยากเห็นพลังของหนูอยู่นะคะ” คำพูดไม่ได้เจาะจงว่าใครทำให้คนที่ปลอมแปลงเป็นตัวจริงในกลุ่มยกยิ้ม ช่างเป็นผู้หญิงที่สรรหาคำมายั๊วะเธอจริงๆ   “ผู้หญิงไม่น่าไวใจคนนั้นเหรอคะ” เจ้าตัวเล็กถามอย่างชาญฉลาดเสียปีศาจในกลุ่มนึกชม ชักอยากได้ตัวเข้าแล้วจริงๆ คิดดีกว่าว่าจะเอาตัวมาได้อย่างไรให้เหมือนดวงจิตที่เธอกักกันไว้เอยู่ในครอบครองตอนนี้   “เขาอันตรายมากเลยใช่มั้ยคะ ป๊ะป๋า” มินามิยิ้มให้จางๆ ถามว่าอันตรายมากมั้ย ก็คงเป็นอย่างนั้นโดยเฉพาะลูกไม้แพรวพราว   “ค่ะ หนูต้องระวังตัวให้มากนะคะ ตัวเล็ก” เธอเองก็อยากออกปากเตือนอยู่ว่าอย่าพึ่งเข้าใกล้ใครโดยไม่จำเป็นแต่เธอเชื่อสัญชาตญาณเจ้าตัวเล็กว่าสามารถเอาตัวรอดได้สบาย ข้อนี้มันทำให้เธอตัดบุคคลน่าสงสัยออกไปได้หนึ่งคน ก็คนที่เจ้าตัวเล็กเกาะแน่นอยู่นั่น เธอกำลังสงสัยว่าทำไมเจ้าตัวเล็กเลือกโทโมจินแทนจะเป็นคนอื่น   นึกสิ….   “หนูจะระวังค่ะป๊ะป๋า” เจ้าตัวพยักหน้ารับแข็งขันกระทั่งเสียงกรีดร้องดังมาอยู่เนื่องๆมันเป็นเสียงของพวกอัตสึโกะเมื่อวัยเด็ก    ไม่รอช้าพวกเธอรีบฝ่าวงไฟเข้าไปในหมู่บ้าน ภาพตรงหน้าเหมือนตอกย้ำลงไปในความทรงจำของทุกคนยกเว้นมินามิ เพลิงสีแดงแผดเผาไหม้ทุกอย่างเหลือเพียงเถ้าถ่านเกองโต คราบโลหิตอาบพาดลงเป็นสายย้อมแผ่นดินดอนกลายเป็นบ่อโลหิต กลิ่นราวเหม็นลอยคละคลุ้งแตะปลายจมูก โทโมจินรีบยกมือปิดตาอัตสึมิจังโดยไม่มีเสียงพูด ภาพแบบนี้อัตสึมิจังไม่ควรได้เห็น    “เป็นไปได้ยังไง เกิดอะไรขึ้น” เสียงของยูโกะในอดีตถามอย่างเลื่อนลอยสองขาที่พามาถึงบ้านเกิดอ่อนแรงทิ้งตัวลงบนพื้นที่ซาเอะเข้ามายืนข้างๆ สมองหยุดประมวลผลทุกอย่าง ไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่เกิดอยู่เป็นความจริง   “พ่อ แม่ พ่อแม่ของฉันจะเป็นยังไงบ้าง” น้ำเสียงนั้นร้อนรนเต็มที่ก่อนสองขาจะพยุงร่างอันอ่อนแรงกึ่งมีสติลุกขึ้นมาพรวดพราดเข้าไปในหมู่บ้านซึ่งเคลือบฉาบด้วยเพลิงไฟ   “ยูโกะ รอก่อน ยูโกะ” มาริโกะเป็นคนที่สองที่ไล่กวดหลังยูโกะเข้าไปทำให้คนที่เหลือจำใจพากันตามติดไม่ให้สองคนนี้คาดสายตา   ตัดมาตรงภาพจริง ยูโกะยืนกำหมัดนิ่ง   “ต่อจากนั้นราชสีห์เพลิงปรากฏตัวตรงหน้าฉันและพ่อของฉันก็…” เป็นดังสิ่งที่ยูโกะบอกเมื่อพากันเดินตามพวกยูโกะตอนเด็กเข้ามา   กลุ่มเด็กสาวเผชิญหน้าอยู่กับผู้อัญเชิญสิงโตตัวใหญ่ซึ่งขนลุกไหม้ด้วยเปลวไฟ คำรามเกลี้ยวกราด กลางหน้าผากมีสัญญาลักษณ์พันธเวทย์บังคับให้ทำตามคำสั่ง คิดว่าก่อนหน้ามันปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งจึงถูกเจ้าของสะกดให้ทำตาม   วินาทีนั้นมินามิต้องรีบอ้าปากร้องตะโกน   “ทุกคนหลบเร็ว!”   “ทำไ…” ไม่ทันที่ยูโกะจะถามจบคนเตือนก็พุ่งกระโจนเข้ามาอยู่แนวหน้าตวัดดาบในมือที่เหน็บไว้ข้างเอวเกือบตลอดเวลาชึ้นกันเขี้ยวคมที่ขบกัดแน่นลงมาทำเอาเข่าข้างหนึ่งทรุดลงกับพื้น เล็บของมันเตรียมโฉบเข้าตะปบ มินามิปลดมือข้างหนึ่งออกจากดาบอัดกระแทกเข้าท้องสิงโตตัวใหญ่ก่อนจะดีดเอาร่างออกมาได้สำเร็จ   “ไอ้ตัวนี้มันของจริง”   “ป๊ะป๋า”   “อัตสึมิจัง หนูอย่าเข้ามา” เธอเหลียวข้างมองเจ้าตัวเล็กที่ดิ้นในอ้อมแขนโทโมจิน   “มันจะอะไรกันหนักกันหนาว่ะ” ยูโกะสบถอย่างหัวเสีย “นอกจากไอ้พวกวิญญาณกับไฟนั่น มันยังจำลองสัตว์อัญเชิญได้อีกเหรอวะเนี่ย!” คำกึ่งหยาบโลนถูกพ่นไม่หยุดหย่อนจนฮารุนะต้องเอื้อมมือดึงหูปรามคนรักที่เป็นตัวอย่างไม่ดีให้หลานสาว   “มันเจ็บนะเนี้ยงๆ”   “เถอะน่า เข้าไปช่วยมินามิไป” ยูโกะทำหน้าขัดใจพอถูกไล่เธอหลับตาสร้างคาถาเวทย์อัญเชิญหวังจะเรียกสิงโตเพลิงออกมาต่อกรกับตัวปลอมของมันเอง   “ด้วยนามแห่งข้า สัตว์อสูรแห่งเพลิงเจ้าป่า ราชสีห์ผู้ทรงพลังจงปรากฏกายออกมา ณ บัดนี้!”สิ้นเสียงอัญเชิญเกิดความเงียบนานหลายวินาที นกกาบินผ่านเต็มท้องฟ้า ใบหน้าทุกคนมีจุดสามปรากฏเป็นคำถาม ไม่เว้นแม้แต่เจ้าสิงโตเพลิงตัวปลอมที่งงว่ายูโกะทำอะไร   “เธอจะบ้ารึเปล่าเราถูกพามาในมิติอื่นมันคงจะอัญเชิญสัตว์เวทย์ได้เรอะ” มินามิโวยวายใส่คนที่ยืนเก็บหน้าที่แตกละเอียดก่อนหน้าหนาวอย่างหัวเสีย   ช่วยอะไรเธอได้บ้างมั้ยเนี่ย   “เงียบเถอะน่า!” จิ้งจอกเก้าหางแทบจะปล่อยหัวเราะก๊ากใส่ผู้หญิงสองคนที่ทะเลาะกัน ฝ่ายนั้นพูดมามันก็ถูกนิหน่า ว่าถูกพามาในอาณาเขตของเธอจะอัญเชิญสัตว์เวทย์ผู้ทำพันธสัญญาได้อย่างไร    ยูโกะไม่รอช้าในการรักษาหน้าอันราว อัดกระแทกดาบเข้ากลางหัวของสิงโตยักษ์จนมันกระโดนถอยหลังไป    “งานหินชะมัด” คนยืนคู่มินามิบ่นอย่างเบื่อหน่ายเสียเวลาตามหาตัวจิ้งจอกเก้าหางอีกจนได้ ไม่รู้มันจะชอบถ่วงเวลาไปถึงไหน   “จัดการมันยังไง” มินามิถามคนที่รู้จักสัตว์ตัวนี้เป็นอย่างดี อย่างน้อยประหยัดแรงไว้ดีกว่าจะมาสุ่มโจมตีไปมั่วๆ   “ทำให้สลบง่ายสุดตัดแรงที่ขามันก่อน” มินามิเหลือบมองยูโกะแวบหนึ่งอย่างเข้าใจ   “ฮารุนะ สนับสนุนหน่อยนะฉันจะล่อให้มันเผลอแล้วอาศัยจังหวะนั้นจับมันไว ยูโกะ…”   “ฉันรู้จะให้ฉันจัดการกับขาของมันใช่มั้ย ระวังไฟของมันด้วยไฟของราชสีห์เพลิงไม่ใช่ธรรมดา ถึงจะเป็นเธอก็เถอะ”   “ฉันรู้น่า”มินามิขยับไหล่คล้ายความเมื่อยไม่ได้ออกโรงสู้กับเจ้าพวกนี้เสียนานตั้งนาน นับตั้งแต่พาตัวเองออกจากเมืองสีขาว ก็ถือการวอร์มอัพการใช้เวทย์ที่ดีเพราะถึงความทรงจำจะกลับมาใช่ว่าเธอจะใช้เวทย์ได้อย่างก่อน   อัตสึโกะตัวแสบยังเคยออกปากเลยว่ามันเป็นเรื่องที่ดี เธอจะได้รู้จักพึ่งพาคนอื่นเพราะไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกแล้ว มันก็คงจะจริง   “เรื่องไฟฉันจะช่วยจัดการให้” มาริโกะเสนอตัวเพราะคุ้นชินเกี่ยวกับเวทย์ลักษณะอยู่มากเนื่องจากซึซาคุที่เป็นนกไฟมีพลังไฟคล้ายๆกับสิงโตเพลิงแต่จะรุนแรงกว่ามาก   “ฝากด้วยล่ะ” เธอบอกก่อนที่จะพากันกับยูโกะกระโจนเข้าเล่นงานสิงโตที่คำรามปล่อยเพลิงแผดเผาเข้าใส่ มาริโกะตวัดมือฉาบกำแพงเวทย์ป้องกันเธอกับยูโกะทับเวทย์ที่เธอร่ายก่อนหน้านี้อีกชั้น   “ขอบใจ” เธอมอบตัวแตะดาบด้านไร้คมลงบนแผงคอของเจ้าป่าตัวร้ายได้สำเร็จก่อนส่งแรงเหวี่ยงเข้าใส่ร่างอันใหญ่โตกระเด็นปลิวไปด้านหลัง มันตั้งหลักได้อ้าปากคำรามลูกไฟปล่อยขึ้นบนอากาศให้หล่นลงมาราวอุกกาบาต   “โมโทจิน ฝากด้วย” เจ้าตัวเบ้หน้าไม่ชอบรับคำสั่งทว่าร่ายเวทย์คล้ายตาข่ายคลุบบนหัวของคนที่สนับสนุนอยู่ด้านหลังทำให้ลูกไฟที่ตกลงมาใส่กลายเป็นเพียงดอกไม้หอมๆ ดูเจ้าตัวเล็กชอบใจมากชมว่าโทโมเก่งๆจนเจ้าตัวต้องสะบัดหน้าอายๆหนีทั้งที่จงใจเอาใจเจ้าตัวเล็กชัดๆ    มินามิไม่ปฏิเสธว่าคนขี้โวยวายอย่างโมโทจินเป็นคนที่ฝีมือเอาเรื่อง ถ้าไม่ทำตามอารมณ์ตัวเองมากเกินไปก็จะรับมือด้วยได้ลำบาก     แล้วเธอกับยูโกะต้องรีบเหวี่ยงตัวหลบขวับพอลูกไฟที่คนขี้โวยวายเปลี่ยนให้กลายเป็นดอกไม้ถูกทำให้กลายเป็นลูกศรพุ่งเข้าใส่งสิงโตเพลิงอีกทอดเกือบเฉียวมาโดน   “ทำอะไรของเธอเนี่ย” ยูโกะหันไปกระทืบเท้าโวยวายใส่คนที่ยกยิ้มสะใจ   “ช่วยไม่ได้” คำตอบอยากจะทำให้ยูโกะเปลี่ยนเป้าหมายไปจัดการกับคนที่ไม่ได้รู้สึกผิดแต่อย่างใดที่เกือบทำให้พวกเธอโดนลูกหลงไปด้วยอย่างจงใจ   “เธอมันต้องเป็นจิ้งจอกเกาหางแน่ๆ”   “ฉันไม่อยากเป็นปีศาจรสนิยมแย่อย่างนี้เหรอนะ” ท่าทางสมกับเป็นโทโมจินทำให้มินามิผ่อนลมหายใจ ไม่รู้จะอ่อนใจจะหนักใจหรือจะว่าอย่างไรดี   อัตสึโกะถึงกับเงียบพูดอะไรไม่ออก   สมน้ำหน้าก็แต่คนถูกโทโมจินสบประมาทว่าเป็นปีศาจรสนิยมแย่ เจ็บน่าดู   เธอกับยูโกะต้องหลบอีกครั้งพอเจ้าสิงโตมีไฟล้อมรอบแผงคอกระโจนเข้ามาแยกเขี้ยวร้อนระอุจะขย้ำพวกเธอ    มินามิดีดตัวขึ้นสูงกว่าราชสีห์เพลิงก่อนใช้ฝีเท้าเหยียบเบาๆบนหลังให้มันเบี่ยงความสนใจของมาที่เธอคนเดียวจังหวะนั้นยูโกะรีบใช้โอกาสตวัดดาบเข้าที่ข้อเท้าของมันจนได้ยินเสียงดัง ‘ฉิบ’   เจ้าตัวใหญ่กำลังลอยตัวตามงับเธอดิ่งตัวลงพื้นดัง ‘ตึม’   “เร็วเข้าเนี้ยงๆ เจ้านี้มันฟื้นตัวเร็ว” ฮารุนะที่เตรียมพร้อมอยู่ก่อนร่ายเวทย์ตามคำเร่งของคนรัก ได้โทโมจินมาช่วยเสริมอีกแรงโดยปล่อยอัตสึมิจังที่มองการต่อสู้อย่างสนใจอยู่กับอัตสึโกะ   “ชอบเหรอคะ”   เจ้าตัวเล็กเพียงหันหาหม่าม๊าของตัวเองไม่ได้เข้าไปอ้อนเหมือนอย่างเคย   “เป็นห่วงป๊ะป๋า”   “ป๊ะป๋าของหนูเก่งนะคะ ไม่ต้องเป็นห่วง” เจ้าตัวเล็กพยักหน้ารับช้าๆก่อนมองกลับยังการต่อสู้ดุเดือด ป๊ะป๋าของเธอเอาสันดานดาบกระแทกอย่างแรงใส่สันกรามเจ้าสิงโตตัวยักษ์ ดูมันเจ็บน่าดูสะบัดหัวเหวี่ยงด้วยแรงมหาศาลดึงเอาวงเวทย์ที่ตรึงอยู่สั่นสะเทือน   “เร็วสิ มัวทำอะไรอยู่เล่า” ป๊ะป๋ายูขึ้นเสียงดังใส่ป๊ะป๋าของเธอที่อัดเจ้าสิงโตยักษ์ตัวเดิมซ้ำด้วยแรงมากกว่าเดิมเข้าที่สันคอ เด็กสาวเห็นมันมองตาขวางก่อนล้มตัวนอนดัง ‘ตึ่ม’ เหยียดเท้าแอ้งแม้งหมดสภาพ   “เอ้าจัดการหน่อย” ป๊ะป๋าเธอโบ้ยไปทางป๊ะป๋ายูที่เหมือนจะให้ลงเวทย์สลายมนต์ลวงตาอะไรอย่างนี้ เจ้าสิงโตตัวใหญ่ดูจะกินแรงป๊ะป๋าทั้งสองของเธอมากๆเพราะเจ้าตัวกำลังหอบกันทั้งคู่ เธออยากเขาไปช่วยแต่กลัวเข้าไปเกะกะเลยได้แต่มองดูเงียบๆ จังหวะเวลาเดียวกันภาพเหตุการณ์ในอดีตก็ดำเนินต่อ   เป็นช่วงเวลาที่ยูโกะวัยเด็กเผชิญหน้ากับสิงโตเพลิงซึ่งมีพ่อแท้ๆของเจ้าตัวกำกับ คำร้องเรียกพ่ออย่างสะเทือนขวัญสร้างความหดหูใจให้ผู้รวมเหตุการณ์ จอมเวทย์คนนั้นเก่งกว่ายูโกะหลายขุมอย่างเทียบไม่ติด เจ้าตัวเกือบพลาดพลั้งพ่ายให้กับพ่อตัวเองจัดการถ้าซาเอะกับซายากะไม่เข้ามาช่วยรับการโจมตีเอาไว้ก่อน   “เธอจัดการเจ้าสิงโตนั่น พวกฉันจะรับมือกับพ่อเธอให้”   “แต่…” ยูโกะตอนนั้นใจแข็งไม่พอจับดาบสู้กับพ่อไม่ได้ ทำไม่ได้ทั้งที่ภาพมันฟ้องว่าพ่อของเธอกำลังทำอะไรอยู่   “เร็วเถอะน่า!” เพื่อนสนิทตะคอกใส่หน้า แข็งใจพูดย้ำให้ยูโกะต้องต่อสู้   เหตุการณ์เข้าขั้นวิกฤตร้ายแรงอัตสึโกะตรึงมือมากหลังจากลงเวทย์กักขังสิงโตตัวร้ายมันคำรามปล่อยให้ไฟล้อมรอบตัวเพื่อแผดเผาวงเวทย์ของอัตสึโกะ โทโมจินเข้าสนับสนุนเจ้าตัวอีกแรง ถึงอย่างนั้นยูโกะก็ยังทำใจสู้ต่อไม่ได้กระทั่งเจ้าสิงโตตัวนั่นใกล้ถูกผลึกพลังได้สำเร็จ   “ฉันจะช่วยเด็กคนนี้” อัตสึโกะวัยเด็กกระซิบเสียงแผ่วเบา แววตาเด็ดเดี่ยวคู่นั้นยามเดินเข้าใกล้ราชสีห์เพลิงกระทบใจของคนอ่อนแอให้สั่นสะท้าน เวลานั้นยูโกะอ่อนแอทำอะไรไม่ได้จริงๆ ยูกิรินเป็นฝ่ายเข้ามาสับเปลี่ยนกับอัตสึโกะในการใช้เวทย์กักกันสิงโตเพลิงที่ส่งแรงพยาบาทออกมาไม่เว้นระยะ มายุถูกดันให้กลายเป็นผู้สนับสนุนของซาเอะกับซายากะ เหลือฮารุนะกับมาริโกะที่จัดการกับบริวารที่ถูกพ่อยูโกะเรียกออกมา    “ไม่ต้องกลัวนะเด็กดี” เสียงอ่อนโยนของอัตสึโกะวัยเด็กแววเข้าภายในหูทำให้คนในปัจจุบันที่ยืนมองเหตุการณ์เงียบๆอยากกระโจนเอาตัวเข้าไปกันถ้าไม่ติดว่ามันเป็นเพียงภาพในความทรงจำ ไม่ต่างจากยูโกะในปัจจุบันที่กัดฟันแน่เพราะทราบชัดเจนว่าเหตุการณ์ต่อจากนั้นเป็นอย่างไร ขณะกำลังจะคลายผลึกให้ราชสีห์ที่ถูกสะกด พ่อของยูโกะก็หลุดออกมาจากแนวการต่อสู้ซึ่งชัดเจนว่าสามคนที่สู้อยู่รับมือไม่ไหว   “อัตสึโกะ!!!” เสียงของยูโกะในวัยเด็กแผดร้องดังลั่นพร้อมกับหัวใจที่ดิ่งวูบหายไปทันใดที่คมดาบแทงทะลุร่างของอัตสึโกะชูขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนจะสะบัดเกลือกกลิ้งทิ้งร่างของอัตสึโกะลงพื้นเหมือนตุ๊กตา เสียงหัวเราะของพ่อยูโกะดังกังวาน    มินามิยืนตัวชาวาบเมื่อคนรักล้มลงอาบเลือดต่อหน้าต่อตา   “หม่าม๊า!!” เจ้าตัวเล็กเห็นภาพแม่ในอดีตเต็มสองตาจะวิ่งเข้าไปหาอัตสึโกะแต่กลับถูกคว้าตัวเอาไว้ก่อน   “ไม่เอานะคะ หม่าม๊าอยู่นี้ไงค่ะ”   “ปล่อยนะ” เจ้าตัวเล็กดิ้นอย่างไม่ชอบใจกลิ่นไอร้ายน่ากลัวรุนแรงมากกว่าตอนแรกเสียนึกหวาด เป็นผลให้เวทย์แผดออกมาอย่างระงับไม่ได้   “โอ๊ย!”   “อัตสึโกะ!” ทุกคนหันกลับให้ความสนใจคนที่ร้องเรียกแขนของอัตสึโกะเป็นสีม่วงช้ำจางๆ หลังจากที่ปล่อยอัตสึมิหลุดลงพื้น    มินามิมองเจ้าตัวเล็กที่ก้มหน้าวิ่งมาหาตนด้วยแววตาสำนึกผิดที่เผลอทำร้ายอัตสึโกะเข้าจนบาดเจ็บเจ้าตัวร้องไห้สะอื้นเบาๆตัวสั่นจนน่าสงสาร   “ไม่เป็นไรนะคะ” เธอลูบผมเจ้าตัวเล็กปลอบให้หยุดร้องรู้ว่าลูกไม่ได้ตั้งใจจะทำอย่างนี้ ก่อนจะหันไปฝากโทโมจินมารับยัยตัวเล็กไปดูแล   “ขอดูแผลหน่อยนะคะ” มินามิเดินเข้าใกล้คนรักที่จับรอยช้ำน้ำตารื้นเห็นแล้วใจสั่น อยากเปลี่ยนกันให้เธอเป็นคนเจ็บเพราะเวทย์เมื่อครู่กัดผิวหนังเข้าไปอยู่ลึกเหมือนกัน ดีที่ไม่ใช่การใส่เวทย์เต็มแรง ไม่อย่างนั้นเธอไม่อยากคิด    ลูกสาวเองก็คงรู้สึกผิดอยู่มากถึงได้ร้องไห้ขอโทษไม่ยอมหยุดร้องสักทีทั้งที่โทโมจินปลอบแล้วปลอบอีก ว่าไม่เป็นไร เธอจัดการกับเรื่องนี้ได้   ครู่ที่มินามิกำลังจะแตะมือลงใกล้แผลของอัตสึโกะ เจ้าตัวรีบชักแขนกลับรู้กลัวว่าจะเจ็บมากกว่าเดิมจนได้รับส่ายตาดุจากคนรัก   “อยู่นิ่งๆ”   “กลัวเจ็บ” เจ้าตัวกล่าวเสียงอ่อย ค่อยๆยื่นแขนให้คนตีหน้าโหดใส่แต่โดยดี ถ้าไม่ยอมทำตามดีๆเธอจะเจ็บมากกว่านี้แน่ ครู่นั้นเองที่ภาพในอดีตดำเนินมาถึงช่วงที่ทุกคนในวัยเด็กเข้ามารุมดูร่างของอัตสึโกะที่นอนเกือบหมดลมหายใจบนพื้นเสียงแผดร้องดังเจ็บปวดเสียดแทงหัวใจให้เจ็บช้ำ  เรียกอัตสึมิกลับไปสนใจ ฝ่ามือน้อยๆกำแขนเสื้อของโทโมจินไว้แน่น   “สีฟ้า” เสียงปนสะอื้นของอัตสึมิกำลังดึงความสนใจของคนที่รักษาบาดแผลให้คนรักเงยหน้ามองเจ้าตัวเล็กที่ซบหน้าครึ่งหนึ่งอยู่บนบ่าของโทโมจินที่ยังพูดซ้ำว่าไม่ต้องร้อง   “อะไรคะ” เธอถามอย่างสงสัยเจ้าตัวเล็กเช็ดน้ำตาไวๆแข็งใจบอกเธออีกครั้ง   “สีฟ้าลอยอยู่” ทำเอาทุกคนกดหัวคิ้วเข้าหากันมองเจ้าตัวเล็กอย่างต้องการคำอธิบายอะไรมากกว่า สีฟ้าลอยอยู่   “ตัวเล็กสีฟ้าเหมือนป๊ะป๋า” คราวนี้คนที่รู้เรื่องเป็นอย่างดีนั่งค้าง อกสั่นกระเพื่อมขึ้นลงอย่างตกใจ อะไรนะ!   “คะ?” เธอพยายามเก็บอาการกระวนกระวายจ้องมองกลับไปทางกลุ่มของพวกอัตสึโกะในวัยเด็กเพื่อมองหาในสิ่งที่เจ้าตัวเล็กลูกสาวเธอบอก แต่...ไม่เห็น ทุกคนเองก็ดูเหมือนจะไม่มีใครเห็น ไม่รู้ว่าจิ้งจอกเก้าหางจะเห็นรึเปล่า   “ตัวเล็กๆเหมือนป๊ะป๋าอยู่ตรงนั้น มีคนที่ไม่รู้จักอยู่ด้วย” คำบอกเล่าเป็นฉากยืนยันชัดเจนทำเอามินามิต้องลุกขึ้นยืน   “ฮารุนะลงมาเปลี่ยนกันหน่อย” มินามิหันมาขอโทษคนที่เธอนั่งรักษาเรียกอดีตเหลนในหลายๆรุ่นเข้ามาแทนที   “แต่ฉันไม่มั่นใจว่าจะทำได้”   “ไม่เป็นไร ฉันเขียนวิธีการให้แล้วแบมือยื่นมานี้ฉันจะเขียนลงให้” คนถูกบอกให้แบมือทำตามอย่างจำยอมก่อนมินามิจะร่ายคาถาเวทย์สั้นๆครู่นั้นมีภาพปรากฏขั้นตอนการรักษาแบบละเอียดก็เข้ามาอยู่ในหัวของฮารุนะ เธอพยักหน้าให้รู้ว่าตัวเองได้รับข้อมูลมาแล้ว   ก่อนจะยอมนั่งลงแทนมินามิที่เดินไปหาเจ้าตัวเล็กซึ่งเกาะแกะอยู่กับโทโมจิน   “มาหาป๊ะป๋านะคะ” มินามิอ้าวงแขนออกให้เจ้าตัวเล็กค่อยๆปีนเข้ามา   “หนูทำให้เวทย์ของหนูเชื่อมต่อกับตัวป๊ะป๋าหน่อยนะคะ” เสียงกระซิบของมินามิเบามากเหมือนลมผ่านขนาดโทโมจินอยู่ใกล้ๆยังไม่ได้ยินแต่คนหูดีอย่างอัตสึมิได้ยินชัดเจน   “ค่ะ ป๊ะป๋า” พริบตานั้นเส้นผมสีดำกลายเป็นขาวอย่างน่าอัศจรรย์ จิ้งจอกเก้าหางแอบเลียลิ้มฝีปากด้วยความสนใจพลังเวทย์ที่กำลังเพิ่มขึ้นสูง ถ้าได้ครอบครองเอาไว้พลังคงเหลือพอใช้ไปได้อีกนาน ดวงตาของมินามิกลายเป็นสีเดียวกับเจ้าของเรือนผมสีขาวเป็นสีของดวงตาที่ทุกคนไม่ได้เห็นนานนับแต่มินามิสูญเสียพลังเวทย์ดังเดิมก่อนเจ้าตัวจะตัดสินใจหลับตาปิดรับทุกสัมผัสครู่หนึ่ง   แล้วเสียงอันเนิบนานที่ไม่คิดว่าจะได้ยินอีกครั้งก็ดังแววผ่านโสตประสาท   “ท่านมินามิ” เธอลืมตามองร่างของอัตสึโกะในอดีตที่ควรสิ้นลมหายใจแล้วเพราะเด็กพวกนี้ทำพลาดในการช่วยชีวิตอย่างเห็นได้ชัด แต่ละคนกำลังหอบหายใจเพราะสูญเสียพลังเวทย์ไปมาก ทว่าร่างของอัตสึโกะกลับแน่นิ่งไม่มีการตอบรับ มันประหลาดตรงแสงสว่างที่ยังโอบเอาร่างนั้นไว้เยื้อลมหายสุดกำลังไม่ยอมให้ดับมอดลงง่ายๆ    ไม่อยากจะเชื่อสายตา  วิญญาณที่ปรากฏออกมาจากร่างที่ใกล้สิ้นลมทำให้เธอไม่สามารถมองสิ่งใดได้อีก คลื่นความคิดถึงตีรื้นเข้าโถมกระหนำแสดงชัดถึงเสี้ยวความรู้สึกที่ยังตกตะกอนค้างอยู่เนิบนาน   “ไมโกะ” อีกครั้งที่หลุดชื่อของผู้หญิงคนนี้ออกมาจนจิ้งจอกเก้าหางขมวดคิ้ว   ใคร   “ท่านมินามิ”   “ข้าไม่ใช่” เธอพึ่งจะได้เห็นเจ้าตัวเล็กสี่ปีกที่บินอยู่เหนือร่างของไมโกะซึ่งกำลังใช้เวทย์เยื้อลมหายใจใของร่างที่ตนเองพำนักอยู่ภายใต้   “ทำไมถึงอยู่ที่นี่”ลินดาตัดเพ้อด้วยความขับข้องใจแววตาที่มินามิเห็นเจ้าภูติตัวเล็กทอดมองไมโกะ มันเจ็บปวดไม่ต่างจากเธอตอนนั้นหากมันดูสงบกว่า สงสัยเป็นเพราะว่าความแค้นมันถูกถ่ายมาที่เธอ ความเจ็บปวดจึงหลงเหลืออยู่ที่ลินดา เป็นความจริงที่ว่าถึงแม้พวกเธอจะแยกจากันแต่ความรู้สึกและวิญญาณบางส่วนยังผูกกันอยู่   “ท่านต้องช่วยเด็กคนนี้ มีทางเดียว”   “ทำไม”   “โปรดเชื่อข้า”   “ทั้งที่เจ้าหักหลัง” ความโกรธฉายรวนในน้ำเสียงลินดากระพือปีกเล็กทำท่าจะบินหนี   “หากจะโกรธจะเกลียดท่านลงที่ข้า ไม่ใช่เด็กคนนี้”   “ข้าไม่ใช่ท่านมินามิและข้าเป็นภูติ มิควรยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์โดยเฉพาะคนใกล้ตาย”   “แต่การตายครั้งนี้ไม่ใช่การตายที่สมควร ถ้าเด็กคนนี้ตายคำสาปจะอยู่คู่ท่านมินามิชั่วนิรันดร์” เจ้าภูติตัวเล็กหยุดกระพือปีกหันมาให้ความสนใจกับจอมเวทย์ในอดีตที่เคยหักหลังตนเองในตอนที่เป็นดวงวิญญาณหนึ่งเดียวกับเจ้าของร่างหมาป่า   “เด็กคนนี้เป็นคนเดียวที่จะถอนคำสาปได้ นางเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียว”   “เจ้าเอาอะไรมาพูด!”แววเจ็บปวดฉายชัดถึงสภาพจิตใจภายใน ภูติน้อยไม่อยากสบตากับคนที่ทำให้ความรู้สึกเจ็บเริ่มกลั่นออกมา ไม่ควรมี การเป็นภูติไม่ควรมีความรู้สึกอย่างนี้ นางเป็นเพียงผู้หญิงในอดีตที่บังเอิญเจอกัน ไม่ควรยุ่ง ไม่ควรข้องเกี่ยว   “ได้โปรด ไม่มีเวลาแล้ว” ความแน่วแน่ของนางสะท้อนผ่านออกมาให้ภูติตัวเล็กเผลอจ้องมองเข้าไปภายในแววตาที่คิดถึงหนักหนาราวกับมวลอากาศรอบตัวเหือดหาย เจ้าภูติจิ๋วถูกแววตาคู่นั้นดึงดูดดำดิ่งนิ่งลึกลงจนปลายลิ้มสัมผัสได้ถึงขมความของรสชาติบางอย่าง ใช่ ความทรงจำ และประตูบานนั้นเปิดเผยสู่สายตาของเธอ ภาพของจอมเวทย์สาวที่อาบด้วยหยาดโลหิตภายใต้เสียงหัวเราะของคนที่นางรู้จักเป็นอย่างดี ภูติน้อยเบิกดวงตาขึ้นดึงเอาห้วงความคิดจมดิ่งกลับมาจ้องมองจอมเวทย์ที่หลั่งหยาดน้ำตาลงช้าๆ   “เจ้าทำอะไรกับข้า”   “ท่านเห็น”   “เจ้าทำอะไร!”   “มันคือความจริง” คำว่าความจริงทำให้บินสี่คู่อ่อนแรงเกือบพาร่างร่วงหล่นสู่พื้น   “โกหก!”   “ได้โปรดไม่มีเวลาแล้ว ท่านจะไม่เชื่อข้าก็ได้!แต่ทางเดียวคือเด็กคนนี้ต้องรอด” น้ำเสียงแน่วแน่ยืนยันเพราะตนเองตอนนี้เป็นเพียงส่วนของวิญญาณที่ไร้พลังไม่สามารถทำอะไรเพื่อเยื้อชีวิตเจ้าของร่างนี้ได้อีกนาน เรย์ตามเธอเจอ เจอร่างที่เธอใช้เวิญญาณส่วนที่เหลือคุ้มครองเอาไว้และกำลังทำลายความหวังหนึ่งเดียวของเธอ   เธอจะยอมให้เป็นอย่างนี้อีกไม่ได้   ภูติน้อยเม้มปากแน่นความขมที่สัมผัสผ่านความทรงจำกำลังสร้างความเจ็บปวดให้ร่างกายคล้ายจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ   “ข้าจะทำ” ลินดาบอกเสียงสั่นซึ่งมินามิสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดแบบเดียวกันกับเธอจนเจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนเรียก   “ป๊ะป๋า”   “ไม่เป็นไรค่ะ คนเก่ง” เธอกระซิบบอกให้เจ้าตัวเล็กสบายใจแม้หัวใจกำลังจะถูกแผดเผาให้อยู่กลางเปลวไฟเจ็บปวดที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้ ครู่นั้นลินดารวมพลังเวทย์อยู่อึกใจเจ้าตัวได้ผลัดปีกสี่ข้างหายไปก่อนขยายร่างให้ใหญ่ขึ้น ทิ้งตัวใช้เท้าสองข้างแตะลงที่พื้นดินใบหน้าถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมกับเสื้อที่เสกปิดบังมิดชิด   “ป๊ะป๋าสอง..”เธอฝ่ามือเคลื่อนปิดปากเจ้าตัวเล็กอย่างรวดเร็วเกือบจะหลุดพูดสิ่งที่เห็นออกมาส่ายหน้าบอกว่าห้ามพูดอะไรที่เห็นก่อนเสียงอุทานของยูโกะจะเรียกให้คนอื่นสนใจตามกัน   “เดี๋ยวสิ ฉันจำได้ว่าไม่เคยเห็นคนคนนี้ในความทรงจำ”   “มันเกิดอะไรขึ้นกันหะ” เจ้าตัวเข้ามาเขย่าแขนเธอรุนแรง   “ดูไปก่อนเถอะน่า”   เธอตัดบทด้วยน้ำเสียงไม่ต้องการคุยความรู้สึกขึ้นลงทำให้อารมณ์เธอไม่คงที่ พอจะรู้แล้วว่าเกิดอะไร ความทรงจำของเด็กพวกนี้ถูกเปลี่ยนไปในตอนที่เจอกับลินดา   “ข้าจะช่วย” เสียงก้องกังวานโทนน้ำเสียงเดียวกันกับเธอสะกดสายตาทุกคู่จ้องนิ่ง ร่างของอัตสึโกะรายล้อมด้วยแสงเวทย์ ลินดาในร่างมนุษย์ร่ายคาถารักษา ดึงเอาปริมาณเลือดที่เสียไปกลับคืนมาก่อนตามด้วยการฟื้นฟูพลังเวทย์ให้เจ้าตัวรักษาตัวเอง ดาบที่แทงมีคำสาปทำให้เด็กพวกนี้รักษาไม่ได้แม้บาดแผลจะหายไปแล้ว    ร่างของอัตสึโกะกระตุกเฮือกลมหายใจที่แทบจะหยุดกลับมาเป็นเหมือนปกติทำให้ เด็กสาวราวๆเกือบสิบชีวิตเช็ดน้ำตาแห่กันเข้ามาดูอาการ   “เดี๋ยวก่อนคุณ!” หนึ่งในพวกเด็กสาวร้องเรียกลินดาที่กำลังจะพาตัวเองออกมาทว่าเด็กพวกนั้นกลับถูกลินดาทำให้สลบหมดสติล้มตัวนอนลงบนพื้นตามๆกันก่อนภูติน้อยจะกลับคืนร่างเดิม    “ขอบคุณที่ยอมช่วย” น้ำเสียงสั่นกระทบกระทั่งจิตใจของผู้ฟัง ภูติน้อยหยุดบินมองวิญญาณของไมโกะที่เริ่มเลือนหาย   “ให้ข้าช่วย” น้ำเสียงไม่แน่ใจออกปากแววตาฉายชัดถึงความสับสน น้ำตาของแม่มดกลายเป็นขวากหนามที่พุ่งทะยานเข้าปักลึกมากกว่าเดิม   “แค่นี้ก็ดีแล้ว”   “ทำไม” ลินดาไหวหวั่นอย่างไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง ภูติน้อยกำลังถูกความรู้สึกที่จมหายในซอกหลืบบีบรัด ทั้งเจ็บสะท้านและทรมานยิ่งกว่าสิ่งใด อยากไขว่คว้าเอาร่างของผู้หญิงคนนี้กลับคืนมา ทั้งที่ไม่คิดจะทำ   “ข้าไม่ใช่คนที่มีชีวิตอยู่อีกแล้ว” กระแสเจ็บปวดที่กระทบกระทั่งไม่อาจทำให้ภูติที่บินอยู่หรือมินามิในปัจจุบันอยู่เฉยได้ น้ำตารื้นขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ   สำหรับมินามิมันไม่ใช่ความรักที่หลงเหลืออยู่ มันคือความรู้สึกสงสาร   ส่วนลินดามันคือความโหยหาที่ขาดหายไป   “แต่เจ้า…”   “หากมีโอกาสเราคงได้พบ พบกันอีกครั้ง” รอยยิ้มที่ส่งให้ลินดาคล้ายยาชาที่เคลือบฉาบหัวใจให้เต้นช้าลง มินามิรู้ว่ารอยยิ้มนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่เพียงรอยยิ้มที่มอบให้ลินดา มันเป็นรอยยิ้มที่เผื่อแผ่มายังเธอ   “ทำไม” ไมโกะยกมือแตะที่อกข้างซ้าย   “มันยังคงอยู่ไม่ไปไหน เหมือนท่านที่ยังอยู่ในใจของข้า ตลอดกาล” ลินดากลั้นเสียงร้องที่สะท้านในอกขณที่ไมโกะเลือนหายไปอยู่ภายในตัวของเด็กสาวที่นอนนิ่งราวกับรอให้ใครสักคนปลุก    ภูติน้อยทิ้งร่างที่อ่อนแรงลงเข้าใกล้กับร่างของเด็กสาว   “ข้ารู้ว่าไม่ใช่ข้าตอนนี้ คนที่เจ้าอยากเจอจริงๆข้าเป็นเพียงแค่เงา เป็นเพียงความทรงจำ เป็นเพียงรูปร่างที่มีชีวิตอีกครั้ง เจ้าคงอยากพบเขามากๆ เช่นเดียวกับที่ข้าปรารถนาอยากช่วยเขา” ภูติน้อยแตะริมฝีปากแผ่วเบาลงบนหน้าผากของเด็กสาว   “หากสิ่งที่เจ้าบอกแก่ข้าเป็นความจริง เวลาที่ทุกอย่างจะสิ้นสุดลงคงกำลังจะมาถึง ตราประทับนี้เป็นคำอวยพร หากเจ้าฝากความหวังที่นาง ข้าจะมอบความหวังให้นาง พบพานและเจอกัน จงมุ่งตรงไปยังสถานที่แห่งนั้น ปลุกราชาให้ออกจากคำสาปเนิบนานแสนนาน และข้าจะเฝ้ามองอยู่ห่างๆ”    และวินาทีนั้นลินดาก็กระพือปีกสี่คู่ขึ้นบนท้องฟ้ามองดูเด็กสาวแต่ละคนที่ตื่นขึ้นมาซึ่งถูกตัวเองป้อนถ่ายความทรงจำใหม่เข้าไป    เด็กพวกนี้จะเป็นคนนำพาโชคชะตาของราชาแห่งเมืองสีขาว   โชคชะตาของตัวข้าเอง        สุดท้ายการพบกันก็จบลงด้วยการพลัดพลาด ลินดากระพือปีกหายไปเหลือเอาไว้เพียงความทรงจำอันขมขื่นที่แสดงถึงเรื่องราวซึ่งเคยเกิดขึ้น ลินดารู้เรื่องมาก่อนและยืนยันปิดบังเรื่องทั้งหมดกับมินามิ เก็บซ่อนความรู้สึกเจ็บปวดที่พบเจอกับไมโกะไว้กับตนเอง    มินามิทรุดเข่าข้างนึงลงหลังจากบอกให้ลูกสาวหยุดการเชื่อมพลังรีบยกมือกดดวงตาซึ่งกำลังจะทำเรื่องหน้าอายต่อหน้าลูกสาว เธอร้องออกมาไม่ได้ต่อจะให้เจ็บมากกว่านี้ก็ตาม ลินดาเคยบอกว่ามันเป็นโชคชะตา เจ้าตัวเลือกที่จะแลกชีวิตกับเธอเพื่อให้เธออยู่ต่อ ลินดาบอกสิ่งที่เกิดขึ้นในความรู้สึกมันมีค่า   แล้วความรู้สึกของเจ้าตัวเล่า ไม่คิดว่ามันมีค่าหรืออย่างไร เลือกจะให้ชีวิตเธอและทิ้งชีวิตตัวเองเนี่ยนะ   เจ้าภูติงี่เง่า! ทำไมทำเรื่องอะไรอย่างนี้เล่า   มันเจ็บใจที่เธอกลายเป็นเพียงแค่ผู้รับรู้เท่านั้น เหมือนกับครั้งของไมโกะ   ไม่ได้ต่างกันเลย   “มินามิ” เสียงเรียกเธอจากด้านหลังทำให้ต้องยกวงหน้ามองน้ำเสียงทอดอ่อน เธอเลือกจะเคลื่อนสายตามองสีหน้าสับสนของทุกคนที่ได้เห็นในสิ่งที่ไม่ตรงกับความทรงจำ แต่ไม่มีใครถามอะไรกับเธอนับแต่เธอตวาดยูโกะเมื่อครู่   “เมื่อครู่ฉันขอโทษ” เธอพูดกับยูโกะที่พยักหน้าเบาๆว่าเข้าใจ   “ผู้หญิงคนนั้น คืออีกตัวตนของฉัน” ดวงตาทุกคนเบิกกว้างรวมถึงจิ้งจอกเก้าหางที่ยกหูตั้งอย่างสนใจ เพราะพอจะรู้ได้ว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ธรรมดาถึงขนาดเปลี่ยนความทรงจำคนอื่นได้อย่างแนบเนียน “พวกเธอถูกเปลี่ยนความทรงจำ แต่คนที่เห็นเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีแต่พวกเธอ” คนพูดช่างใจเพราะเหมือนว่าเธอพึ่งจะนึกอะไรออก เธอกระซิบถามเจ้าตัวเล็กถึงสิ่งที่สงสัยก่อนคำตอบจะทำให้เธอยกยิ้ม       กลิ่น        คราวนี้สายตามินามิจ้องตรงที่เป้าหมายซึ่งยืนขึ้นทำหน้าไม่รู้เรื่องอะไรได้อย่างแนบเนียน   “มินามิกำลังพูดถึงใครเหรอคะ”   “เล่นละครเก่งจนน่าให้รางวัล” เธอปราดคราบน้ำตาที่หลงเหลือออก “เธอเป็นคนอยู่ในเหตุการณ์ด้วยใช่มั้ย แล้วตามดูพวกเด็กนี้ ตอนนั้นเธอรู้ว่าอัตสึโกะไม่ตาย เธอถึงได้สนใจเด็กพวกนี้”   “คะ?” อีกฝ่ายกำลังงกับสิ่งที่คนจ้องเธอเขม็งร่ายออกมาเป็นชุด   “ถอดหน้ากากออกมาได้แล้ว” มินามิข่มเสียงขู่คนที่ยังแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องกระทั่งมาริโกะเข้ามาแตะไหล่เธอบอกให้ใจเย็น   “เป็นอะไรของเธอ สมองกลับแล้วรึไงเล่า” ยูโกะเองก็ออกโรงปกป้องงงว่าทำไมมินามิกล่าวหาคนอื่นไม่มีหลักฐาน ใช้เวทย์มากไปจนเพี้ยนแล้วหรืออย่างไร   “ยูโกะพาฮารุนะถอยออกมา!” มินามิเสียงเฉียบขาดแสดงท่าทางไม่เป็นมิตรอย่างชัดเจน   “มินามิเป็นอะไร ฉันเองนะ จะเป็นคนอื่นได้ยังไง” สายตาน้อยใจถูกส่งให้คนที่กล่าวหาว่าตนเป็นคนอื่นก่อนเจ้าตัวขยับเข้าใกล้ฮารุนะที่อยู่ใกล้มากที่สุด   “ฮารุนะถอยออกมา!” มินามิแหกปากเตือนรีบจับเจ้าตัวเล็กวางลงพื้นก่อนกระโจนเข้าไปจับตัวของผู้หญิงที่จะเข้าหาฮารุนะ   “ทำบ้าอะไของเธอ!” โทโมจินตวาดลั่นสาวเท้าเข้าไปจะดึงเอามินามิออกมาแต่อัตสึมิจังรีบเข้ามาตะครุบขาส่งสายตาขอร้องไม่ให้เข้าไปยุ่ง   “เลิกเล่นละครได้แล้วเผยตัวจริงออกมา”   “มินามิพูดเรื่องอะไร ฉันเจ็บนะ ถ้าโมโหคนอื่นก็อย่าเอามาลงที่ฉัน” เจ้าของเสียงต่อว่าพยายามสะบัดตัวให้หลุดจากฝ่ามือที่บีบแขนเธอแน่น   “งั้นบอกฉันมา ทำไมเวทย์ของอัตสึมิจังถึงทำร้ายเธอได้ ฉันพึ่งคิดออกว่าอัตสึมิจังเชื่อมเวทย์กับอัตสึโกะอยู่ไม่มีทางที่เวทย์ของอัตสึมิจังจะทำร้ายอัตสึโกะได้ ดูสิ รอยนี่น่ะมันไม่ได้หายง่ายๆ ใช่มั้ยล่ะ”   “แค่นี้มินามิก็ใส่ร้ายกล่าวหาว่าฉันเป็นจิ้งจอกเก้าหางแล้วเหรอคะ” คำพูดของมินามิเริ่มจะทำให้คนอื่นแอนเอียงถอยห่างจากคนที่มินามิจับเอาไว้ แววตามินามิไม่ได้อ่อนข้อให้เหมือนตอนแรกเจ้าตัวยกดาบตวัดผาดไว้บนบ่าของคนที่ไม่ยอมสารภาพออกมาว่าตัวจริงเป็นใคร   “แรงไปรึเปล่ามินามิ” มาริโกะท้วงอย่างไม่เห็นด้วยถึงจะผิดสังเกตตามที่มินามิบอกแต่ใช่ว่าจะเป็นตัวปลอมเสมอไปหากเป็นตัวจริงขึ้นมาจะทำอย่างไร   “ฉันจะนับหนึ่งถึงสิบ เอาอัตสึโกะตัวจริงคืนมา!” เธอตะคอกใส่หน้าคนที่บีบน้ำตาจนน่าสงสารตัดพ้อต่อว่าเธอผ่านสายตา รู้ดีว่าตัวเองใจแข็งได้ไม่นานกับเจ้าของใบหน้านี้   “มินามิทำไมถึงไม่เชื่อ ฉันเป็นฉันตัวจริง ฉันไม่ใช่…”   “เรื่องไมโกะ” เจ้าตัวชะงักพอได้ยินอีกฝ่ายหยิบยกประเด็นมาพูด   “บอกฉันมาสิว่าไมโกะเป็นใคร ถ้าเธอเป็นตัวจริง เธอไม่มีทางไม่รู้” หูยย ใจกล้า    แต่ละคนมองหน้ากันหวาดเสียวแทนมินามิ เกิดเป็นตัวจริงขึ้นมาได้บ้านแตกพอดี   มันดูจะเหมือนคำถามทั่วไป แต่ถ้ามินามิถามเอากับอัตสึโกะเมื่อไหร่ มันเหมือนการการรนหาที่ตายดีๆนี่เอง ประเด็นที่สอง มันก็คือการตบหน้าอัตสึโกะเข้าอย่างจัง ใครจะชอบให้คนของตัวเองพูดถึงคนรักเก่า ปกติถ้าไม่ถูกถามถึงมินามิจะไม่ยอมพูดถึงเด็ดขาด เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจะน้อยใจมากถึงขั้นไม่ยอมให้เธอเข้าใกล้   เกิดเพียงความเงียบในอากาศ สายตาน้อยใจถูกส่งผ่านชัดเจน   “ใช่สิ ใครจะสำคัญเท่าคนในอดีตของมินามิ!” คนน้อยใจประชดประชันพยายามจะสะบัดวงแขนให้หลุดจากมือที่เหมือนคีบ มินามิกระตุกยิ้มเย็นบนใบหน้ากดดาบเข้าใกล้   “มีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้ฉันเชื่อว่าเธอเป็นตัวปลอม มันแปลกตั้งแต่อัตสึมิจัง” เจ้าตัวเล็กพยักหน้ายืนยัน   “ตามปกติอัตสึมิจังจะติดอัตสึโกะพอๆกับฉัน แต่วันนี้อัตสึจังไม่เข้าหาเธอ ขนาดตอนทำเธอเจ็บยังไม่ได้เข้าหา ซึ่งไม่ใช่วิสัยปกติของเจ้าตัวเล็กเลยสักนิด มันเพราะอะไรกันล่ะ” คนดิ้นหนีหยุดนิ่งตัดเพ้อต่อว่า   “เรื่องพวกนี้ทำให้มินามิตัดสินฉันเป็นคนอื่น?”   “กลิ่น! เธอคงไม่รู้หรอกนะว่าอัตสึมิจังจมูกไวกว่าคนทั่วไป ฉันแปลกใจตั้งแต่อัตสึมิจังเกาะติดโทโมจิน มันเพราะอะไรล่ะ มีใครที่ไม่เข้าใกล้เธอนอกจากโทโมจินมั้ง เอาอัตสึโกะคืนมาก่อนจะทำให้ฉันหมดความอดทน” มินามิเอาจริงทุกคำพูดเธอง้างดาบหมายตวัดเข้าลำคอพอนับเลขถึงศูนย์ โทโมจินทนไม่ไหวปล่อยพลังเวทย์หยุดดาบของมินามิเอาไว้ไม่ให้เขาทำลายอัตสึโกะที่หลับตาหมดทางสู้   “เธอจะทำบ้าอะไรปล่อยอัตสึโกะเดี๋ยวนี้!”    “โทโมๆไม่ใช่หม่าม๊า” เจ้าตัวเล็กร้องบอกเสียงแผ่วๆจะเธอให้คล้ายเวทย์ที่ต้านดาบของป๊ะป๋าตัวเองไว้   “อัตสึมิเองก็เป็นไปด้วยรึไง จะไม่ใช่อัตสึโกะได้ยังไง เห็นไหม ดูสิ สู้ได้รึเปล่า!” เจ้าตัวเล็กส่ายหน้ามากกว่าเดิมน้ำตาเอ่ออยู่บนขอบ   “ไม่ใช่ๆหม่าม๊าไม่ยอมตอบ อัตสึมิเรียกหลายครั้งมากๆ”   “อยู่ในนี้กระแสเวทย์ใช้ไม่ได้ แค่นี้จะบอกว่าไม่ใช่อัตสึโกะได้ยังไงเจ้าตัวแสบ” โทโมจินอธิบายอย่างอ่อนใจมองดูเจ้าตัวเล็กที่ส่ายหน้าอยู่เหมือนเดิม บอกว่าไม่ใช่ ทำเอาเธออยากจับยัยตัวเล็กเหวี่ยงไปอยู่กับมินามิ   “ไม่ใช่”   “อัตสึมิจัง”   “อย่าให้ฉันต้องหมดความอดทน!” มินามิเค้นเสียงรอดไร้ฟันขู่คนที่ถูกเธอจับตรึงเอาไว้ “เอาอัตสึโกะตัวจริงคืนมา” เวทย์ที่สกัดดาบเล่นเอาเธอหงุดหงิดเธอไม่อยากสลายเวทย์ทำให้คนร่ายเสียกำลังใจหรอกนะทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าทำได้ อีกอย่างเอาเข้าจริงคือเธอทำร้ายอัตสึโกะไม่ลงถึงแม้จะรู้ชัดว่าไม่ใช่ตัวจริง   “มินามิ”   “อย่าใช้น้ำเสียงของอัตสึโกะเรียกชื่อฉัน”   “ทำไมถึงไม่เชื่อกัน”   “ลองบอกมาก่อนสิว่าฉันเป็นใครถ้าอยากให้เชื่อนัก”   “มินามิก็คือมินามิ” เจ้าตัวยืนยันหนักแน่นจ้องตาเธอไม่ขยับพยายามแสดงให้เห็นว่าเป็นตัวจริง   “ไม่คิดเหรอว่า ชื่อของอัตสึโกะมันฟังคุ้นๆหู คนที่เธอยอมพันธะสัญญาด้วยก็ชื่อนี้ไม่ใช่รึไง” คำถามแทงเข้าลงกลางใจเล่นงานให้จิ้งจอกตัวร้ายหวั่นไหว หมายความว่าอย่างไรเผลอหลุดมองคนพูดเรื่องของตนออกมาอย่างตะลึง   “มินามิพูดเรื่องอะไรอยู่คะ”   “จะต้องให้บอกไหมล่ะ ว่าแม่นั่นตำแหน่งอะไรเป็นใครมาจากไหน ฉันรู้จักเจ้าของตราเวทย์ผู้ทรงพลังถึงขนาดอยู่จุดสูงสุดของผู้คุมกฎแห่งเวทย์เมื่ออดีตอันนานแสนนาน”   “หมายว่ายังไงคะ มินามิพูดเรื่องอะไร”   “เธอพลาดแล้วสารภาพออกมาเองด้วยนะ” เจ้าตัวเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจพลาดหมายความว่าอย่างไร   “มินามิกำลังจะบอกว่า เป็นไปไม่ได้ที่อัตสึโกะจะไม่รู้เรื่องที่กำลังพูดถึงอยู่ ก็ถ้าเป็นตัวจริงไม่มีทางไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับมินามิ” ฮารุนะเฉลยด้วยท่าทางนิ่งเรียบ คำพูดเมื่อครู่แสดงชัดเลยว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่อัตสึโกะตัวจริงเพราะมินามิเล่นจี้หลายประเด็นชัดขนาดนั้น ต่อจะให้ปลอมแปลงเก่งแค่ไหนก็ไม่มีทางรู้เรื่องที่เป็นความลับของมินามิได้   “คราวนี้คงปล่อยให้ฉันจัดการได้แล้วใช่มั้ย” มินามิยักคิ้วให้โทโมจินที่ยอมคล้ายเวทย์ออก ในหมู่พวกเธอรู้เรื่องกันหมดถึงคนที่มินามิพูดถึงอยู่และเป็นไปไม่ได้เลยว่าที่คนรู้เรื่องดีกว่าคนอื่นอย่างอัตสึโกะจะถามออกมาว่า หมายความว่าอย่างไร มินามิรีบตรึงผลึกเอาไว้ก่อนเจ้าจิ้งจอกตัวร้ายจะหายไป อัตสึโกะพยายามดิ้นร้องประท้วงว่าเธอตัวจริง   “มินามิ ฉันเป็นฉันจริงๆ”   “พล่ามอยู่ได้จะให้ฉันเอาดาบกรีดลงไปบนตัวก่อนใช่มั้ย ถึงจะบอกว่าเอาอัตสึโกะไปไว้ที่ไหน” เจ้าตัวยังดิ้นไม่หยุดปฏิเสธว่าตัวเองไม่ใช่ตัวปลอม   “ป๊ะป๋า หนูลองเชื่อมต่อดูได้มั้ย” เจ้าตัวเล็กปีนลงจากแขนของโทโมจินพอเห็นว่าสถานการณ์น่าจะปลอดภัยค่อยๆเดินเข้าใกล้มินามิ    “ระวังหน่อยนะคะ” เจ้าตัวอนุญาติ ไม่ลืมจะคุมเชิงใกล้ๆเจ้าตัวเล็กที่แตะมือลงไปบนตัวของอัตสึโกะอย่างระวัง พริบตานั้นทุกอย่างรอบตัวคนทั้งกลุ่มถูกเหวี่ยงด้วยความเร็ว ภาพป่าและหมู่บ้านที่เธออยู่กำลังถูกสลัดให้หายไป อัตสึมิจังเงยหน้าขึ้นบนฟ้าอักขระปรากฏชัดบนหน้าผากก่อนทุกอย่างจะถูกทำให้สลายเหลือเพียงความว่างเปล่า ทุกคนก้มมองพื้นสีดำสนิทที่เหยียบก่อนจะปรากฏเป็นภาพของโบสถ์วิหารเก่า ภาพที่ประจักษ์ทำให้ทุกคนตาค้าง เมื่อเห็นว่ามีร่างที่สลบไม่ได้สติถูกจับขรึงไว้อยู่กลางหนังสือเล่มใหญ่ พริบตานั้นอัตสึโกะที่มินามิจับได้หายไปกลายเป็นเพียงผงดินและ ตัวจริงไปยืนอยู่ตรงข้างๆร่างนั้นแทน   “รู้ตัวกันเร็วแบบนี้ก็น่าเบื่อพอดี” เจ้าตัวยกตัวยิ้มชอบใจเดินเข้าใกล้ร่างไม่ได้สติอย่างเย้ยหยัน   “อย่า!!”  
  5. Sp 3.3         โอ๊ย!! จะ… เจ็บชะมัดเลย เมื่อครู่นี้มันอะไรกันเนี่ย…      อดีตราชาแห่งเมืองสีขาวชันตัวลุกกึ่งนั่งกึ่งนอนกระพริบตาปริบๆพยายามปรับตัวเข้ากับสถานที่ซึ่งดูเหมือนจะถูกดึงเข้ามาโดยฝีมือของปีศาจจอมเจ้าเล่ห์ คิดแล้วน่าโมโห เธอไม่น่าบ้าจี้พลาดให้กับลูกไม้ตื้นๆพรรณนั้นปล่อยปีศาจร้ายมากเล่ห์หนีเอาตัวรอดแล้วยังถูกตลบหลังได้อย่างน่าขายหน้า ก่อนจะรับรู้ได้ถึงความหนักบริเวณต้นแขนก็เหลือบไปเห็นเด็กตัวแสบนอนหนุนดวงตาปิดสนิทไม่พร้อมรับรู้สถานการณ์อันตึงเครียด และไม่ไกลกันเกินไป มาริโกะ ฮารุนะ ยูโกะ และโทโมจิน นอนเรียงกันอยู่เป็นแนวระนาบ ก่อนหน้านั้น…เธอจำได้ลางๆไม่ผิดแน่ เธอกับยูโกะเอาตัวเข้าไปกันอัตสึโกะจากจิ้งจอกร้ายทว่าดันป้องกันตัวไม่ทันพลาดถูกเวทย์มนต์ทั้งคู่ วินาทีนั้นทุกอย่างดับวูบมืดสนิท จากนั้นมา… ก็ที่นี่… ในป่าที่ไหนสักแห่งหนึ่ง นึกไม่ถึงว่าอัตสึโกะจะโดนลูกหลงมาอยู่ที่นี่ด้วยเหมือนกัน   เฮ้อ เธอพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยตัวเอง ยังดีที่ลูกไม่ถูกพามาด้วย  โชคดีว่าตอนนั้น มาริโกะจับอัตสึมิจังส่งไปให้ซาเอะกับเรียวฮะที่รอรับอยู่ด้านหลังก่อนนั้นโทโมจินก็กระโจนเข้ามาช่วยมาริโกะที่ตามมาสมทบพวกเธออีกแรง ตรงนี้อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ทั้งสองถูกลูกหลงติดตามมาด้วย   “อัตสึโกะๆ”  เธอตัดสินใจปลุกคนใกล้ตัวเป็นอันดับแรก ควรเรียกสติของทุกคนกลับมาเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาโดยไว บอกตามตรงว่าครั้งนี้คือครั้งแรกที่เธอถูกเวทย์คล้ายเวทย์มิติของคนอื่นพาตัวเข้ามาอยู่ภายใต้อาณัติ    เธอพลาด พลาดมากๆ! ยิ่งนึกถึงรอยยิ้มร้ายกาจของจิ้งจอกเก้าหางแล้วอยากพาลพาโล    “อัตสึโกะๆ ได้ยินรึเปล่า” เธอกลั้นใจอย่างอดทนเก็บกลืนอารมณ์ร้อน หมายมั่นคาดโทษจิ้งจอกร้ายอย่างหยามใจ อย่าให้เจอหน้าเชียว จะจับมาทำเสื้อโค้ทสักตัว ไม่รู้ที่หงุดหงิดเพราะพลาดท่าหรือเสียหมาให้จิ้งจอกเก้าหางกันแน่   “อื้อ” อีกฝ่ายเริ่มขยับตอบรับทำให้เธอยกยิ้มเล็กๆที่มุมปาก อาการค่อยๆขยับตัวเข้ามาหาเธอเหมือนทุกครั้งที่ไม่อยากตื่นเล่นเอาต้องส่ายหน้าหน่ายๆ ช่างไม่รู้สถานการณ์เอาเสียเลย ยัยตัวยุ่ง   “อัตสึโกะ ไม่ใช่เวลามามัวนอนนะ ตื่นเดี๋ยวนี้เลย” เธอดุอย่างไม่จริงจังจับแก้มคนรักดึงอย่างหมั่นไส้ เธอกังวลแทบตายนอนสบายอยู่ได้   “มินามิ” แหม กว่าจะรู้ตัวได้นะ แม่ตัวยุ่ง   “ไม่เป็นไรใช่ไหม” อีกฝ่ายกระพริบตาอย่างงุนงงอยู่สองสามครั้งเหมือนพยายามจะปรับสายตาให้เข้ากับแสงก่อนจะกวาดสายตามองออกไปรอบๆราวกับกำลังทำความเข้าใจว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องนอนเหมือนอย่างเคยแล้วยันกายลุกอยู่ในวงแขนของเธอ   “ป่าอาถรรพ์”   คำแผ่วเบาจากริมฝีปากได้รูปเรียกความสนใจของเธอก่อนเจ้าตัวจะทรุดฮวบกุมบาดแผลตัวเองเล่นเอาเธอใจหายใจคว่ำ   “อัตสึโกะ!” เธอคิดว่าตัวเองกำลังตกใจทำอะไรไม่ถูกนอกจากกระซับวงแขนเอาร่างของคนรักเข้ามาใกล้ๆพร้อมเคลื่อนมือลูบเส้นผมแผ่วๆสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้อีกฝ่าย   “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร”   “ฉันรู้สึก…มัน…”   “ไม่ต้องกลัวแล้ว ฉันอยู่ที่นี่กับเธอ จะไม่ปล่อยให้ใครทำอะไรเธอแล้ว”   “มินามิ” เจ้าตัวเบียดร่างซบกับบ่าของเธอด้วยร่างกายขยับสั่น คิดแล้วต้องกัดฟันอยากจับจิ้งจอกตัวร้ายมาลงโทษ เล่นกับความรู้สึกของคนอื่นอย่างนี้ได้อย่างไร มันมากเกินไป ก็รู้ว่าอัตสึโกะเกือบจะตายเพราะที่นี่มาก่อน    ต้องการอะไร!?   วินาทีนั้นคำทำนายของหญิงตาบอดผลุดเข้ามาในหัวของเธอราวกับภาพบนจอภาพยนตร์ที่ชัดเจนและแม่นยำ เป็นคำตอบที่เธอต้องการ ใช่ วิญญาณของอัตสึโกะ  มันกล้าเล่นถึงขนาดนี้ไม่ต้องถามแล้วว่ามันเอาจริงหรือไม่ เหมือนหยิบยื่นฝันร้ายให้กับคนมีอดีตอีกครั้ง    ระหว่างนั้นคนที่ถูกพามาด้วยกันก็ได้สติ ยูโกะ มาริโกะ ฮารุนะและโทโมจินค่อยๆฟื้นตามลำดับ   “ป่าอาถรรพ์”ยูโกะครางด้วยความปวดหนึบบริเวณศีรษะ หมาปีศาจบ้านั้นร่ายเวทย์อะไรใส่เธอถึงได้เล่นเอาปวดตั้งแต่ศีรษะลงยังปลายเท้า เกลียดพวกหมาก็เพราะอย่างนี้เป็นเหมือนกันทุกตัว    บ้าเอ้ย! แล้วพาเธอมาที่นี่ทำไมวะ!?    “รู้สึกตัวช้าจริงๆ”  มินามิบ่นอย่างระอาทำให้ยูโกะมองตาขวาง   “อย่าหาเรื่องตอนนี้ได้มั้ย แล้วเรื่องเป็นมายังไง” เธอถามแทนทุกคนพร้อมๆพ่นลมหายใจใส่มินามิอย่างหัวเสียแล้วเข้าไปพยุงตัวคนรักให้ลุกขึ้น พอจะเข้าใจลางๆว่าตอนนี้พวกเธอคงถูกจิ้งจอกเก้าหางเล่นงาน พาตัวมาอยู่ภายใต้อาณาเขตของมัน และคนที่พอจะรู้เรื่องมากที่สุดก็ตั้งท่ากวนเธออยู่นี่ มันน่ามั้ยล่ะ พอความจำกลับมาก็ปากหมาเหมือนเดิม เป็นมินามิที่เดินตามอัตสึโกะต้อยๆก็ออกจะน่ารักอยู่แล้วเชียว   “ตอนนี้ฉันก็น่าจะรู้พอๆกับเธอมั้ง เวทย์ของจิ้งจอกนั่นเหมือนจะพาเราเข้ามาในความทรงจำของใครสักคนหนึ่งในพวกเรอ หรือไม่ก็จำลองสถานที่ที่หนึ่งขึ้นมาและใกล้เคียงกับสถานที่ที่พวกเธอรู้จัก ยังไงก็เถอะ เราควรหาทางออกให้เร็วที่สุด” มินามิมองคนในอ้อมกอดอย่างเป็นห่วงแม้สีหน้าจะดีขึ้นจากตอนแรกๆจนยูโกะอดส่งสายตาถามไม่ได้   มินามิส่ายหน้าขยับปากบอกว่า ‘เธอรับมือไหว ไม่เป็นไร’    “แล้วรู้มั้ย เราจะออกไปได้ยังไง” คราวนี้มาริโกะถามในสิ่งที่ตรงประเด็นเห็นมินามิส่ายหน้าแทบจะทันที ขนาดคนมีประสบการณ์เชียวชาญเรื่องเวทย์มากอย่างนี้ไม่รู้แล้วพวกเธอจะออกไปได้มั้ย     อีกครั้งที่มินามิหันมองยูโกะทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ใช่ว่าเธอเคยมีชีวิตอยู่นาน เธอจะรู้จักทุกอย่างเสียหน่อย มันก็ต้องมีบางเรื่องที่ไม่รู้บ้าง   “นี่ ยูโกะ ยังจำที่เธอไปกับฉันเมื่อเช้าได้รึเปล่า”   “ไป?” ไม่ใช่เสียงของยูโกะที่ถามแต่เป็นเสียงของอัตสึโกะ ใช่สิ เธอยังไม่ได้เล่าเรื่องเมื่อเช้าให้อัตสึโกะฟังเลยว่าเธอพายูโกะออกไปไหน ทำอะไรบ้าง ก็มีแต่เรื่องจิ้งจอกเก้าหางที่ถึงหูทุกคน   “บ้านที่เธอไปตามฉันเจอน่ะ เขาเป็นนักพยากรณ์ที่แม่นยำมากๆ” โทโมจินหันหน้าควับแล้วชักสีหน้า นึกฉุนนักกับเสียงมั่นอกมั่นใจที่บอกกับอัตสึโกะว่า ‘แม่นยำ’ แหม เธอเองก็มีเวทย์ลักษณะนี้มั้ย แม้จะไม่ค่อยได้ใช่นอกจากพยากรณ์สภาพความเป็นไปของเศรษฐกิจแต่ละปี  แต่ดันไปหาคนอื่นที่แล้วมาพูดเหมือนตอกหน้าเธอว่าไร้น้ำยา    “จะอิจฉาก็เก็บสายตาหน่อย มินามิไม่ได้ว่าอะไรเธอเลยนะ” คนรู้ทันสะกิดจอมเอาแต่ใจข้างๆโทโมจินถึงสะบัดหน้ามาค้อนก่อนเชิดหนีอย่างโมโห   แทนจะเข้าข้างเธอ พี่บ้า!   “จะอะไรก็ช่างเถอะน่า อย่าพึ่งเปิดศึกกันตอนนี้” ฮารุนะโวยวาย เดี๋ยวก็คุยไม่ได้ความพอดี รู้จักมินามิดีว่าคงมีจุดประสงค์ถึงพาคนรักเออกไปเจอคนนอก ถ้ามินามิพูดว่าแมนยำแสดงว่าต้องเป็นจริง เพราะอดีตบรรพบุรุษเธอไม่ใช่คนที่เชื่อใครง่ายๆ   “ฟังฉันนะเรื่องนี้มันค่อนข้างละเอียด ฉันถึงต้องให้คนที่รู้จักมานานทำ ไม่ใช่ว่าฉันจะว่าเธอหรืออะไรอย่างนั้น” คำพูดนี้ใครๆก็รู้ว่ามินามิพูดกับโทโมจินก่อนจะหันกลับมาหายูโกะ    “เอาเป็นว่าตอนนั้น ผู้พยากรณ์บอกว่าสถานที่แห่งความทรงจำจะบอกให้รู้ความจริงถึงสิ่งที่ถูกปิดบัง อดีตของพวกเธอกับที่ตรงนี้คงมีอะไรมากกว่าที่พวกเธอรู้ ฉันว่าคนที่จะหาวิธีหลุดจากเวทมนตร์นี้ได้ดีที่สุดก็คือพวกเธอ โดยเฉพาะเธอ ยูโกะแล้วก็…” มินามิก้มดูคนในอ้อมกอด  ถ้าเดาไม่ผิดคีย์เวิร์ดสำคัญที่จะทำให้พวกเธอพ้นจากเวทย์มนต์ของปีศาจจิ้งจอกต้องอยู่ที่ยูโกะหรือไม่ก็อัตสึโกะ อาจจะมีอะไรที่ถูกเชื่อมต่อเอาไว้โดยสองคนนี้ ความจริงที่ถูกทำให้หายไปโดยฝีมือของใครสักคน อาจจะเป็น…ภูติ…   หรือเป็นสิ่งอื่นๆที่เธอไม่รู้จัก…     ไม่นานนักพวกเธอต้องเงี่ยหูฟังเสียงหัวเราะที่ดังกองทั่วผืนป่าก่อนความมืดดำจะปลกคลุมจนรู้สึกสะอึดสะเอียนมันฉายชัดถึงฉากปรากฏตัวของตัวร้าย เป็นเงาเลือนรางส่งยิ้มแพรวพราวมากเล่ห์   มาริโกะวาดมือเรียกคันธนูทันทีตั้งท่าเตรียมโจมตีวายร้ายที่โผล่มาโดยฉับพลันไม่รีรอพร้อมด้วยโทโมจินถือหนังสือเวทย์ไว้ในมือทิ้งระยะห่างออกมาจากพวกมาริโกะคุมเชิงอยู่ด้านหลัง   “แก!”เสียงตะโกนของยูโกะถูกเมินด้วยเสียงหัวเราะชอบใจของปีศาจมากเล่ห์ทำให้คนที่ชักดาบออกมาพุ่งเข้าใส่เงาในหมอก แต่ก็พลาดฉิวเฉียดผ่านอากาศ มินามิส่ายหน้ากับความใจร้อนไม่วิเคราะห์สถานการณ์ให้รอบคอบ เกิดอีกฝ่ายโต้ตอบกลับมาจะเจ็บตัวเปล่าๆ เธอเปิดปากพูดเนิบๆ   “นั่นมันแค่ร่างเงาน่า ยูโกะ เธอทำอะไรไม่ได้หรอก”   “ดูเหมือนจะมีคนฉลาดๆอยู่เหมือนกันนะเนี่ย”   “แกว่ายังไงนะ” ฮารุนะปลีกตัวเข้าจับแขนของคนตัวเล็กให้ใจเย็นซึ่งดูจะยากเพราะปีศาจจิ้งจอกจงใจทำให้ยูโกะโมโหชัดๆ   “ส่งพวกเรามาที่นี่ต้องการอะไร”มินามิเปล่งเสียงนิ่งๆไม่แสดงสีหน้าความเป็นมิตรหรือศัตรูนั่นทำให้จิ้งจอกเก้าหางอ่านไม่ออกว่าคนที่สนใจอยู่คิดอะไร   “แหมๆ ถ้าเกิดข้าไม่อยากตอบเล่า” ท่าทางยียวนตีต่อมความอดทนอันน้อยนิดของยูโกะแตกกระเจิงเบี่ยงตัวออกจากการจับกุมตวัดดาบเหวี่ยงลูกไฟเวทย์ใส่ร่างที่ยื่นทำหน้าไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องที่ก่อ   “อย่ามาเล่นลิ้นได้มั้ย รีบบอกมาซะ!”   “หูยย รุนแรงจริง เจ้านี่นะ มาเล่นเกมกับข้าหน่อยเป็นอย่างไรเล่า ซีเรียสไปได้”   “ฉันไม่มีเวลามาเล่นกับแก! ปล่อยเราออกมาจากที่นี่!” มาริโกะต้องรีบปลีกตัวเข้ามาจับแขนของยูโกะแทนฮารุนะที่ดูเหมือนจะเอาไม่อยู่เวลาที่ยูโกะเลือดขึ้นหน้า   จิ้งจอกตัวร้ายยังลอยหน้าลอยตาพูด   “อ้าว ข้ายังมิได้บอกอีกหรือว่าพวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธนี่นะ เกมของข้าเริ่มไปตั้งนานแล้วมิรู้หรือ” สายตากวาดมองทุกคนจนมาหยุดอยู่ที่มินามิ หญิงสาวคนนี้เรียกความสนใจจากนางตั้งแต่ตอนเต้นรำ สังเกตตั้งแต่พาผู้หญิงคนนี้มาอยู่ใต้อาณัติโดยผ่านร่างที่นางปลอมแปลง ไหวพริบดีจนน่ากลัว รู้ล้ำลึกมากน่าสะพรึง แถมยังใจเย็นอย่างไม่น่าเชื่อ  เป็นใครกันแน่ ข้าชักสนุกจนอยากลิ้มลองรสชาติของวิญญาณนี้ดูไม่เคยมีใครทำให้ข้ารู้สึกเป็นผู้ถูกล่าอย่างนี้มาก่อน   “เกมของข้าได้เริ่มขึ้นตั้งแต่พวกเจ้าถูกพามา พวกเจ้ามีเวลาเพียง 48 ชั่วโมง ในการหาตัวจริงของข้าซึ่งที่อยู่ในกลุ่มพวกเจ้า หากไม่แล้วตัวจริงในบรรดาเพื่อนของพวกเจ้าจะถูกข้ากลืนกินวิญญาณ น่าสนุกดีใช่มั้ย”   “นี่แก จงใจพูดให้พวกเราระแวงกันใช่มั้ย”ยูโกะตะคอกอย่างมีน้ำโห เธอพยายามสะบัดตัวด้วยความรุนแรง  เธอพลาดเองที่ปล่อยให้มันใช้เวทย์จับตัวมาได้   “ฮ่าๆๆ เจ้าจะไม่เชื่อข้าก็ตามใจ แต่ถ้าหากครบกำหนดแล้วพวกเจ้ายังหาข้าไม่เจอ มิใช่แต่เพื่อนของเจ้า พวกเจ้าเองก็จะถูกกักขังให้อยู่ภายในหนังสือสีดำ ไปชั่วกัลปาวสาน ขอโชคดีนะ”ประโยคลาขาดดังกึกกองก่อนเงาร่างของจิ้งจอกเก้าหางจะหายลับไปในความมืดยามราตรี   “เดี๋ยวก่อนสิเว้ยย!!” ยูโกะกระทืบเท้าลงพื้นอย่างหัวเสีย เธอขมกรามแน่นด้วยความโกรธจัด จิ้งจอกเก้าหางกำลังทำให้พวกเธอระแวงกันเองและที่เลวร้ายถ้ามันพูดเป็นความจริงคือหนึ่งในพวกเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย!   “ใจเย็นน่า ตัวจริงของมันต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งในหนังสือนี้ มันอาจจะปั่นหัวพวกเราเล่นก็ได้”   “อย่าทำเป็นพูดดีได้มั้ย! ก็รู้ว่าตอนนี้มันแย่มากๆ หรือเธอเป็นมันกันแน่!” ยูโกะหันหน้ามาตะคอกใส่มินามิ  เธอใจเย็นไม่ไหวเพราะทุกวินาทีหมายถึงชีวิตของใครคนหนึ่งที่ใกล้ดับไป    “เย็นใจสิ ยูจัง” อัตสึโกะเข้าห้ามทัพเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ดิ่งฮวบ เลวร้ายลงอย่างชัดเจน ความไว้ใจได้ถูกสั่นคลอนอย่างง่ายดายเหมือนเป็นเพียงเส้นใยบางๆที่ยังเกี่ยวรั้งความเป็นเพื่อนเอาไว้ สายตาระแวงของแต่ละคนที่มองกันทำให้เธอรู้สึกปวดใจ เธอเกลียดวิธีการของจิ้งจอกเก้าหาง  เป็นวิธีการสกปรกที่เธอจะไม่มีวันอภัยเด็ดขาด!   “อย่างไรก็เถอะ เราลองเดินออกจากที่ป่านี้ดูก่อนมั้ยเพื่อจะเจออะไรบ้าง” เธอกระซับมือที่จับของคนข้างตัวแน่น ไม่บอกเขาก็คงรู้ว่าเธอกังวลมาก ยิ่งในตอนที่ไม่รู้ตัวว่าด้วยว่าใครเป็นมิตรเป็นศัตรู อย่างน้อยเธอก็ขอให้เขาเป็นคนสุดท้ายที่หักหลังเธอ   “ฉันเห็นด้วยกับอัตจังนะ เราหาทางออกจากป่าก่อนแล้วคิดกันอีกที ฉันรู้สึกขนลุกยังไงก็ไม่รู้” ฮารุนะก็ยังเป็นฮารุนะ เกลียดกลัวสถานที่ชวนผวาอกสั่นขวัญแขวนยกมือลูบขนแขนตัวเองปอยๆ เธอจำได้ว่าในป่าอาถรรพ์มีวิญญาณคนตายอยู่จำนวนมากและมันจะมีเสียงโหยหวนตามมาเป็นระยะๆ เมื่อก่อนถ้ามาที่นี่ด้วยกันเธอต้องขอผ้าปิดตาที่อุดหูกันเลยทีเดียว   บรึ๋ยย!! คิดแล้วขนลุก อย่างเพิ่งออกมากันเลยนะ   ยูโกะถอนหายใจเงยคอมองคนรัก เธอกำลังสับสน ไม่รู้ว่าจะไว้ใจใครได้หากเกิดอะไรขึ้นมาตอนนี้เธอจะรับมืออย่างไร บอกตามตรงว่าเธอทำร้ายใครไม่ลงจริงๆอาจจะยกเว้นอดีตหมาป่าที่เธอพร้อมจะลงมือเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตุกติกทำตัวแปลกๆ  ก็เธอกับฝ่ายนั้นสนิทกันด้วยกำปั้นมากกว่าคำพูดแต่มันก็มีความรู้สึกไว้ใจตามมาลึกๆแม้จะชอบทะเลาะกัน   “ตามฉันมาสิ”สุดท้ายเธอก็ยอมอาสาเป็นคนนำทางถ้าจะถามว่าใครคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้มากที่สุดก็ต้องเป็นเธอ เธอพยายามเลี่ยงที่จะไม่คุยกับคนอื่นเดินให้เงียบที่สุดหากสายตายังคงจับจ้องท่าทางที่แสดงออกของทุกคนอย่างหวาดระแวง   เธอต้องระแวงเพื่อความปลอดภัยของคนอื่น   “จิ้งจอกเก้าห่างเป็นนักปลอมแปลงที่ดี” มินามิอาศัยความเงียบบอกให้ได้ยินชัดทุกคน เธอเลือกจะพูดกว้างๆไม่ให้จิ้งจอกเก้าหางรู้ว่าเธอเป็นใคร เพราะมันไม่ดีต่อตัวเธอเท่าไหร่หากเปิดเผยสถานะในอดีตให้อีกฝ่ายรู้ในขณะที่เธอยังหาตัวอีกฝ่ายไม่เจอ   “ยังไง” โทโมจินถามเรียบๆ เดินเว้นระยะแม้กระทั่งคนรัก เธอไว้ใจไม่ได้เพราะยังไม่รู้ว่าใครเป็นใคร จึงต้องระวังตัวเอาไว้ให้มาก ดูจะมีเพียงแต่อัตสึโกะกับมินามิที่ยังอยู่ใกล้กันในระยะประชิด   “เล่ห์เหลี่ยมเยอะ ฉลาด คงรู้จักนิสัยใจคอบุคลิกท่าทาง ความคิดของคนที่มันสวมรอยเป็นอย่างดี ส่วนรู้จากอะไรอันนี้ฉันก็ไม่รู้ ความสามารถปลอมแปลงอย่างนี้ไม่ทำให้เราแยกออกจากตัวจริงได้ง่ายๆ”  เสียงเรียบไม่เชิงชมแขวะผู้ที่ปลอมแปลงเข้ามาทำให้คนถูกประชดลอบยิ้มถูกอกถูกใจ พิจารณาคนที่บอกข้อมูลตนเองเงียบๆ   น่าสนใจจริงๆด้วย   เสียดาย ตกไปอยู่ในมือคนอื่นเสียแล้ว   “มินามิเคยเจอมาก่อนเหรอคะ” คนถูกถามส่ายหน้าช้าๆและไม่คิดจะพูดอะไรเป็นการขยายความให้คนรักฟังมากกว่าเดิม เธอไว้ใจใครไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นมันคือความจริงซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่ยูโกะรู้สึก มินามิจะเลือกเปิดเผยข้อมูลในบางจุดที่คิดว่าสามารถบอกได้   “อีกไม่ไกลจะก็ถึงหมู่บ้านแล้ว” คำว่าหมู่บ้านแอบทำให้มือของอัตสึโกะสั่นจนคนที่จับต้องยกมืออีกข้างลูบแก้มไร้สีเลือดนั้นเบาๆ   “ไม่เป็นไรนะ ฉันบอกแล้วไงว่าฉันอยู่ด้วย จะไม่ปล่อยให้เธอเป็นอะไรแน่ๆ ไม่ต้องกลัวนะ” ถึงแม้จะไว้ใจใครไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่มินามิก็ไม่มีทางปล่อยให้คนข้างตัวเป็นกังวลเด็ดขาด เธอสาบานกับตัวเองแบ้วนิว่าจะปกป้อง    “ขอบคุณนะคะ” คนมีแผลใจเอามือสองข้างกุมฝ่ามือที่อังแก้มไว้ด้วยความซาบซึ้ง ซึ่งการกระทำทั้งหมดส่งผลให้คนที่เดินรั้งหน้ารั้งหลังหยุดมอง ก่อนจะพากันยิ้มด้วยความผ่อนคลาย   “ฉันเองก็จะไม่ปล่อยให้เธอเป็นอะไรน่า อัตจัง” ยูโกะส่งยิ้มให้บ้างนับตั้งแต่ใจเย็นลงหากก็ยังคงมีความเคลือบแคลงสงสัยต่อบุคคลในกลุ่มเป็นประกายแฝงผ่านแววตา เธอไม่อยากเชื่อคำพูดของจิ้งจอกเก้าห่าง เพราะทุกคนดูเป็นปกติสำหรับเธอ ไม่มีใครแปลกแยกจากเดิมทั้งน้ำเสียงท่าทางหรือการวางตัว แล้วจะให้เธอเชื่ออย่างไรว่ามันปลอมแปลงเป็นใคร ก่อนคำพูดของมินามิจะทำให้เธอชะงัก เก็บความหวาดระแวงเอาไว้อย่างเหนี่ยวแน่น   ‘จิ้งจอกเก้าหางไว้ใจไม่ได้ หล่อนเป็นนักปลอมแปลงที่ดี’   เฮ้ออ เธออึดอัดไม่เป็นตัวของตัวเองจิตใจเหมือนถูกบีบคั้น ไม่สามารถจะพูดอะไรมากได้อย่างปกติ   “ขอบคุณนะ ยูจัง”   หากปกติเธอคงสามารถส่งยิ้มและบอกให้อัตสึโกะไว้ใจเธอได้ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ก่อนเสียงฝีเท้ากระชั้นชิดแปลกประหลาดจะเรียกให้พวกเธอหันมองหา ภาพที่เห็นทำให้เธอตัวช้าวาบผู้ชายในชุดสีกระสอบข้าวของจอมเวทย์ยาวลงมาถึงพื้นไว้ผมยาวแสกกลางดูมีอายุกำลังวิ่งตรงเข้ามาในป่า ท่าทางรีบร้อนคับคลาว่ากำลังหาอะไรอยู่   “พะ… พ่อ” เธอหลุดอุทานเหมือนคนละเมอครู่เดียวเท่านั้นกับสิ่งที่เกิดขึ้นราวกับมีหอกอันร้อนระอุแทงลงไปในก้อนเนื้อที่กำลังบีบรัด เขาหยุดยืนตรงหน้าไม่ห่างจากพวกเธอมากนัก   “พะ พ่อ” เธอหลุดคำเดิมออกมาซ้ำกระทั่งฮารุนะเข้ามาสวมกอดเธอจากด้านหลัง เธอไม่รู้ว่าตัวเองเผลอปล่อยน้ำตาตั้งแต่เมื่อไหร่ มันเป็นไปได้อย่างไรก็พ่อเธอตายไปแล้ว   “ใจเย็นๆ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นจากตอนนั้น” มินามิบอกอย่างใจเย็น ต้องให้ทุกคนมีสติมากที่สุดเพราะไม่รู้ว่าจิ้งจอกเก้าห่างจะแสดงตัวออกมาอีกครั้งเมื่อไหร่ อาจจะมาเล่นงานพวกเธอตอนเผลอก็ได้    “ถ้าให้ฉันเดามันคงไม่ได้อยู่ในความทรงจำของเธอ แต่เป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกัน” ฤทธิ์อำนาจของเวท์มนต์ที่ดูดพวกเธอเข้ามามันขนาดไหนกันแน่ถึงได้แสดงภาพที่ย้อนกลับมาก่อนสิ่งที่อยู่ในความทรงจำของเด็กพวกนี้ หรือเธออาจจะเดาผิดเหตุการณ์นี้มันอาจจะอยู่ในความทรงจำของใครสักคน   หรือว่า…   เป็นไปได้อย่างไร    เธอกวาดสายตามองผ่านทีละคนด้วยความรวดเร็วและตกตะลึง   ขอให้เธอเดาผิดเถอะว่า จิ้งจอกเก้าหางก็เคยอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนี้       และไม่นานอดีตราชาต้องยืนแข็งทื่อกับการปรากฏตัวของผู้หญิงที่ไม่น่าจะอยู่ที่นี่ ไม่เว้นแม้แต่ฮารุนะ ยูโกะ มาริโกะและโทโมจินที่ยืนทื่อเหมือนคนถูกค้อนป้อนทุบหัว   เป็นไปได้อย่างไร ก็ในเมื่อ…   ทุกสายตาเคลื่อนมองที่อัตสึโกะอย่างคนใจหาย ทั้งสับสนงงงวยมีคำถามร้อยแปดเกิดขึ้นในหัว   ได้ยังไงกัน   ใคร   ทำไม   ประมาณนี้แสดงออกมา คงไม่เว้นแม้แต่เจ้าตัวที่ถูกจ้อง   เมื่อภาพตรงหน้าเป็นภาพที่พ่อของยูโกะยื่นเผชิญหน้ากับอัตสึโกะด้วยความแค้นเคียง มันหมายความว่าอย่างไร   “แกใช่มั้ยที่เป็นคนฆ่าคนในหมู่บ้าน!” รอยยิ้มเหมือนปีศาจร้ายที่ไม่เคยได้เห็นจากอัตสึโกะทำให้คนมองหน้าชาเหมือนถูกตบ ส่ายหัวรับไม่ได้กับภาพตรงหน้า   พ่อของเธอพูดเรื่องอะไร   “ในที่สุดก็ยอมตามมา” ความเหี้ยมโหดที่สัมผัสได้จากคนหน้าเหมือนอัตสึโกะทำให้ยูโกะตะโกนแหกปากบอกพ่อผู้บังเกิดเกล้าหนีไปแต่ตะโกนอย่างไรภาพที่แสดงให้เห็นก็ไม่เป็นดังต้องการ พ่อของเธอร่ายเวทย์อัดกับผู้หญิงคนนี้หวังจัดการทว่าแค่เสี้ยววินาทีที่รอยยิ้มถูกยกร่างของพ่อเธอก็กระอักเต็มไปด้วยรอยเลือด   “ไม่!! พ่อ!!” ยูโกะกรีดร้องอย่างเคียดแค้นตวัดส่ายตาแข็งกร้าวมองอัตสึโกะ กล้ามเนื้อของเขาทุกตารางนิ้วอัดแน่นไปด้วยโทสะพร้อมขย้ำคนที่ยืนไม่รู้เรื่องราว    มินามิเหวี่ยงตัวเข้ามาบังตามสัญชาตญาณวาดมือกลางอากาศสร้างพันธนาการรั้งข้อมือและเท้าของยูโกะไว้ก่อนจะวูบวาม   “ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!”   “อย่าบ้าได้มั้ย! ผู้หญิงคนนั้นไม่มีทางเป็นอัตสึโกะไปได้!” มินามิจรดเวทย์ลงผลึกให้คนที่คับแค้นสงบสติท่ามกลางเสียงหัวเราะในใจของจิ้งจอกเก้าหาง ซึ่งกำลังสนใจเวทย์ลักษณ์ของมินามิ   ชั่งเป็นคาถาที่แปลกว่าเคยได้ยินมา เหมือนรู้จักผ่านๆเมื่อนานมาแล้ว   “จะไม่ใช่ได้ยังไงก็เห็นอยู่เต็มตา!”   “เพี๊ยะ” เสียงฝ่ามือดังสะนั่นให้คนยืนอยู่ห่างร้องชี๊ดเจ็บแทน ฮารุนะกำมือแดงเทือกแน่น เธอจ้องคนรักด้วยแววตาตำหนิที่ทำตัวไร้เหตุผล   “วันนั้นอัตสึโกะมากับพวกเราเธอก็อยู่! หรือสมองมันมีแต่ขี้เลื่อยจนจำไม่ได้! อีกอย่างวันนั้นเธอก็เห็นว่าพ่อของเธอทำให้อัตสึโกะเกือบต้องตาย!”   “แต่เธอดูนั่น!” ยูโกะสะบัดมือและเท้าที่ถูกตรึงด้วยโทสะ   “เธอก็เห็นว่าใครเป็นคนเริ่ม!”   “แล้วอัตสึโกะมีเหตุผลอะไรที่จะฆ่าพ่อของเธอ” คำสวนกลับของคนรักทำให้ยูโกะเงียบกริบเธอช้อนตามองอัตสึโกะด้วยความรู้สึกผิด เธอเป็นบ้าอะไรของเธอ   “รับปากว่าจะดูแล แต่เธอจะกลับเป็นคนทำร้ายอัตสึโกะซะเอง!” โทโมจินตอกหน้าอย่างเดือดดาลอยากจะเข้าไปตบหน้ายูโกะอีกฉาดแทนฮารุนะ   “ฉัน…”   “ผู้หญิงคนนั้นไม่มีวันใช่อัตสึโกะ” มินามิย้ำประโยคคล้ายๆเดิมด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่สะท้านเข้าไปถึงใจยูโกะให้หน้าชาด้วยความรู้สึกผิดที่ท่วมทน   “ฉันขอโทษ ฉันมันแย่มากๆที่เอาแต่ใจร้อน รีบตัดสินไปซะทุกอย่าง ฉันเกือบทำร้ายอัตจังเพราะสิ่งโง่ๆที่เห็น ฉัน…”   “ก็ไม่ใช่ไม่เข้าใจนะว่าเธอรู้สึกอย่างไร แต่เธอควรใจเย็นลงกว่านี้” พี่ใหญ่ที่สุดอดสงสารไม่ได้หันมาขอร้องมินามิให้ปล่อยตัวยูโกะแล้วคุยกันดีๆ      คนร่ายเวทย์ตวัดมือสลายพลังถอนหายใจเฮือกด้วยความเคืองแล้วต้องหันหลังปลอบอัตสึโกะบอกว่าไม่เป็นไร เห็นได้ชัดว่าเด็กแสบนั้นรู้สึกผิดแค่ไหนที่เป็นต้นเหตุทำให้ยูโกะเป็นอย่างนี้   “มินามิ ผู้หญิงที่หน้าเหมือนอัตสึโกะคนนั้น…” เสียงเรียกจากมาริโกะทำให้เธอหันมองหน้าเจ้าตัวครู่หนึ่ง   “ฉันบอกไม่ได้ว่าเป็นใคร แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่มีทางเป็นอัตสึโกะเด็ดขาด ไม่มีทาง” ความโหดเหี้ยมอำมติแบบนี้เด็กแสบไม่เคยมีอยู่ในตัว แต่มันดันไปกระตุ้นต่อมความโกรธของเธอให้อยากกระโจนเข้าไปหยุดผู้หญิงคนนั้นให้เลิกเอาตัวตนของอัตสึโกะมาแอบอ้างทำเรื่องเลวทราม เวทย์บทหนึ่งที่คุ้นหูกำลังถูกร่ายใส่ร่างพ่อของยูโกะที่จมกองเลือดทำให้เธอหันขวับก่อนขบเม้มปากแน่นหัวใจเต้นตึกตึก ความโมโหที่กำลังพุ่งโจมตีร่างกายจนอยากระเบิดระบายโทสะ คนที่รู้จักเวทย์บทนี้มีไม่กี่คนและหนึ่งในนั้นเป็นคนที่เธอรู้จัก   วินาทีนั้นร่างที่จมกองเลือดลุกขึ้นมาในสภาพเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเล่นเอาผู้ที่พึ่งเคยเห็นเวทย์มนต์ลักษณะนี้ตาค้าง      เธอชิงชังมันนักกับการร่ายเวทย์อย่างนี้ มันไม่สมควรมีอยู่เลยเวทย์ที่ทำให้เจ้าของร่างกลายเป็นตุ๊กตาที่ถูกเชิด วิญญาณจะถูกคุมโดยเจ้านาย ทางเดียวที่ปลอดปล่อยได้คือความตาย   คนที่ทำอย่างนี้เลวทรามยิ่งกว่าเดรัจฉาน   เธอพอเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อของยูโกะถึงได้ทำร้ายอัตสึโกะตอนที่เห็นหน้า   ก็ดูแววตาคู่นั้นมองผู้กักกันวิญญาณเต็มไปด้วยความคลั่งแค้นกระหายเลือดหมายฆ่าผู้ที่กักขัง จิตใจเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย น่าสงสารเวทนา   บังอาจมากที่ใช้ใบหน้าของอัตสึโกะทำเรื่องเลวทรามอย่างนี้   เธออภัยให้ไม่ได้!   “ทำลายที่นี่อย่าให้เหลือแม้แต่ชีวิตเดียว”   คำสั่งอำมหิตจากปากของผู้หญิงหน้าเหมือนอัตสึโกะเล่าเอาเส้นเลือดในอกวิ่งพล่าน เธอเหลือมองคนด้านข้างเจ้าของใบหน้าที่แท้จริงซึ่งมีในตาเข้มอย่างน่ากลัว เธอพึ่งเคยเห็นคนข้างกายโกรธจัดหายใจสะท้านให้ต้องรีบยกมือลูบตัวบอกให้หายใจช้าๆ   “อัตสึโกะ” เธอสั่นหัวปรามคนที่จ้องตาเธอ “มันคือภาพที่เคยเกิด เราทำอะไรกับมันไม่ได้ หายใจเข้าลึกๆ”  เธอต้องบอกอย่างนี้เพื่อไม่ให้พลังเวทย์ที่พลุ่งพล่านของอีกฝ่ายอาละวาดออกมา เธอกลัวจะเข้าทางจิ้งจอกเก้าหาง นับว่าเป็นแผนการที่ดีที่ส่งพวกเธอมาเจออะไรอย่างนี้ ก่อนสายตาเธอจะเหลือบเห็นเงาแวบผ่านที่ต้นไม้จนต้องมองกลับไปใหม่อีกครั้ง   “มีอะไรรึเปล่า มินามิ” มาริโกะเข้ามาสะกิดไหล่อย่างฉงนเพราะท่าทีจู่ๆก็เปลี่ยนไป “เปล่าๆ เมื่อครู่แสงมันกระทบตา” เธอแถไปเรื่อยคิดว่าไม่บอกอะไรกับใครตอนนี้ดีที่สุด   “เท่านี้เราก็พอรู้แล้วว่าก่อนที่เราจะมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง” พี่ใหญ่ของกลุ่มสรุปเรื่องให้สั้นลงด้วยใบหน้ารู้สึกผิด ก็ถ้าพวกตนมาเร็วกว่านี้หนึ่งวันคงหยุดเหตุการณ์ที่เหมือนฝันร้ายครั้งนั้นเอาไว้ได้   “เรารู้ว่ามีคนปลอมตัวเป็นอัตสึโกะและเป็นคนอยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้ แต่จุดประสงค์มันเพื่ออะไร เราจะรู้ได้อย่างไร แล้วรู้ตอนนี้มันจะมีประโยชน์อะไร เรากลับไปทำอะไรไม่ได้อยู่ดี” ยูโกะระงับอารมณ์โมโหพยายามพูดด้วยน้ำเสียงปกติ เธอสับสนกับความทรงจำของตัวเอง มันแย่และเลวร้ายมากๆในเมื่อเธอปักหลักเชื่อว่าพ่อเธอเป็นฝ่ายผิดกับเรื่องนี้แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตร พ่อของเธอเป็นเพียงแค่เหยื่อคนหนึ่งเท่านั้น   … จุดประสงค์หรือ…    มินามิไม่อยากบอก บางทีเธออาจจะรู้อยู่แก่ใจ เพราะมันเดาง่ายจากเหตุการณ์ที่เกิดก่อนหน้าที่พวกเด็กนี้จะมาถึง มีใครบางคนรู้ถึงการมาเยือนของเด็กกลุ่มนี้และต้องการฆ่า มาเอดะ อัตสึโกะอย่างชัดเจน แต่ที่เธอยังไม่รู้คือทำไปเพื่ออะไร    บรรณาการจิ้งจอกเก้าหาง??   หรือเหตุผลอื่น ใครสักคนที่เกี่ยวกับเรื่องนี้       ‘ลินดา เจอกับเด็กพวกนี้มาก่อน’ ความคิดนี้ทำให้เธอหยุดชะงัก มีไม่กี่เรื่องที่ลินดาจะเข้ามายุ่ง… ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นคือเรื่องของเธอ   บุคคลที่อยู่เบื้องหลังซึ่งเกี่ยวข้องกับเธอเมื่อพันปีก่อน   มีแค่สองคน… โคจิม่า เรย์ และ เด็กหลงทาง ไมโกะ…   ถ้าทางนี้เป็นทางที่ถูกต้อง จุดประสงค์ของคนที่ทำก็เพื่อ   ล้างแค้นเธอ…        มินามิยกมือลูบหน้าทำไมอะไรๆมันต้องมาเกี่ยวกับอดีตของเธอที่ตั้งใจจะลืมและเริ่มต้นชีวิตใหม่ ความวุ่นวายของเรื่องในอดีตไม่เคยอยู่ห่างจากเธอเลยสักครั้ง มันส่งผลต่อปัจจุบันไม่มากก็น้อย   ก่อนจะมีอะไรมากกว่าเดิมเสียงหวีดร้องลั่นโหยหวนทำให้พวกเธอต้องยกมืออุดหู มันดังอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ตามด้วยแสงของศาสตราที่พุ่งพวยขึ้นบนท้องนภา พวกเธอพอจะเดากันได้หลังจากคำสั่งเมื่อครู่ของหญิงหน้าเหมือนอัตสึโกะ  ตอนนี้ในหมู่บ้านกำลังเกิดการต่อสู้อย่างดุเดือดแน่นอน   “เราสมควรตามไปรึเปล่า” โทโมจินหันมาขอความเห็นจากบรรดาผู้ร่วมเหตุการณ์ สีหน้าแต่ละคนกระอักกระอวยเต็มทีประมาณว่าไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรเพราะความจริงที่เข้าใกล้มันน่ากลัวมากเกินกว่าจะนึกได้   “เราควรไป” มินามิเสนอความเห็น  หันมองพวกยืนท่านิ่ง “เราจำเป็นต้องไปเพราะหนึ่งในเหตุการณ์นี้อาจทำให้เรารู้ตัวจริงจิ้งจอกเก้าห่าง”    “ก็แค่การคาดการณ์ไม่ใช่รึไง” ยูโกะเดาะลิ้นอย่างหัวเสียตวัดสายตาไม่ยอมแพ้มองมายังคนออกความเห็น   “แล้วเรายืนอยู่ตรงนี้ช่วยเราได้?”   “จะหาเรื่องกันใช่มั้ย ไอ้หมาบ้า!”  คนตัวสูงกว่านิดหน่อยถกแขนเสื้อหากมินามิส่งสายตาดุ เรียกเธออย่างนี้ต่อหน้าคนที่ไม่รู้ว่าใครเป็นปลอมในกลุ่มได้อย่างไร มันจะทำให้ตัวตนของเธอน่าสงสัยเข้าไปใหญ่   “พอน่าทั้งสองคน” ฮารุนะเข้ามาห้าม ไม่รู้สึกว่าสองคนนี้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นจิ้งจอกเก้าหาง เพราะพูดถึงลักษณะทั่วๆไป คำพูดคำกัดแต่ละคำ นี่มันตัวจริงชัดๆ   และมินามิก็เดาถูกเผง คำว่า ‘ไอ้หมาบ้า’ สะกิดเอาต่อมอยากรู้ของคนมากเล่ห์จนหัวคิ้วแอบขมวดเข้าหากัน มันดูจะไม่ใช่คำด่าที่ธรรมดาเท่าไหร่ เพราะคนที่ตนสนใจแสดงออกชัดว่าไม่ชอบให้เรียก สงสัยต้องเพิ่มความสนุกขึ้นอีกหน่อยเพื่อเธอจะได้ข้อมูลมากกว่านี้ ไม่รอช้าคนที่ปลอมแปลงเข้ามาก็ดีดนิ้วดังในอากาศพลันท้องฟ้าก็เกิดการผันเปลี่ยนเป็นมวลก้อนแล้วเสียงวิญญาณก็กู่ร้องดังครึกโครม เงาในชุดดำปรากฏตัวอยู่เต็มรอบป่าใบหน้าอาบนองเลือดสีเข้มปนน้ำเน่าเสียสีเหลืองไหลย่อยลงมาเป็นทางเล่นเอาสาวๆร้องกรี๊ดลั่นกระโดดเข้ากอดแขนคนรักไม่สนว่าจะใช่ตัวจริงรึเปล่า   “มันมาแล้ว มันมาแล้วว!!” ฮารุนะรัดคอยูโกะแน่นจนคนตัวเล็กกว่าต้องรีบเอามือจับแขนออก ประท้วงเสียงดังขาดอากาศ   “เนี้ยงๆ!ปะ ปล่อยก่อนเค้าหายใจไม่ออก”   “กะ พวกมัน กรี๊ดด!!”   “มันเป็นภาพลวงตาในอดีตน่า” ยูโกะยืมคำมินามิมาพูด มาริโกะก็พยักหน้าเห็นด้วยเพราะเธอชัดจะรู้สึกเจ็บๆต้นแขนที่โดนคนโผเข้ามากอดจิกเล็บลงบนเนื้อ บ่นงึมงัมบอกให้เธอไล่พวกมันไปไกลๆ   “แต่ฉันว่าคราวนี้มันไม่น่าจะใช่นะ” มินามิก้าวถอยหลังยกมือขึ้นโดยพลันพอพวกมันมองจ้องมาที่กลุ่มพวกเธอ คือ ถ้ามันเป็นภาพในความทรงจำมันจำเป็นต้องจ้องพวกเธอชัดระดับพรีเมี่ยมแบบนี้ไหม ยังไม่ทันขาดคำไม่ทันไรวิญญาณอันน่าสะอิดสะเอือนก็แยกเขี้ยวแฮ่ดิ่งลงมาทางพวกเธอ เล่นเอาฮารุนะ โทโมจินรวมทั้งอัตสึโกะส่งเสียงกรี๊ดดังลั่นป่าบังคับให้พวกเธอที่ยืนแนวหน้าทำอะไรสักอย่าง   ไม่ถามเลยสักคำว่าพวกเธอจะกลัวมั้ย   แล้วให้สู้กับวิญญาณนินะ!   “มินามิ ทำอะไรสักอย่างสิ”  ไม่ค่อยจะบังคับกันเลยแล้วที่เธอสร้างผลึกน้ำแข็งเวทย์ป้องกันให้ ไม่ได้ทำอะไรใช่มั้ย คนทำได้นี่ไม่ใช่เกาะเธออยู่รึไง   “เวทย์แสงของเธอกับโทโมจินไล่ได้” เธอเหลือบมองสองคนที่หลับตาปี๋สายหัวดิกๆว่าไม่เอาเด็ดขาด เห็นแล้วอยากยกมือกุบขมับ เวลาอย่างนี้ควรช่วยกันมั้ยเล่า   “ทำไมฉันต้องทำด้วย เธอเก่งก็จัดการมันสิ”  ถ้าเธอจับแม่นักพยากรณ์ปากดีแช่แข็งในป่านี้ไม่ผิดใช่มั้ย อยู่ๆก็โยนงานมาให้เธอหน้าตาย   เอางั้นก็ได้ เธอไม่สนใจสองคนนี้ก็ได้   “มาริโกะยิงธนูไปรอบๆเป็นวงกลม พวกนี้มันเกลียดแสงน่ะ”   “รู้ดีนะ” เธอไม่เข้าใจทำไมต้องโดนคนที่ยืนเกาะหลังเธอแขวะ จะมาหมั่นไส้อะไรเธอตอนนี้เล่า   มาริโกะพยักหน้าให้ง่ายๆหมุนมือขวาออกจากการถูกล็อกยกจับคันธนูพริบตานั้นคันศรถูกชักจากที่เก็บตั้งฉากเตรียมพร้อมท่ายิง สายฟ้าฝาดเปรี๊ยะๆลงในฝ่ามือก่อนเปลี่ยนเป็นเส้นยาว มินามิจำฤทธิ์รสของมันได้ตอนที่สู้แม้จะไม่ถูกตัวเธอสักเพียงดอก ศรอัสนีพุ่งตรงทั่วแปดทิศโดนวิญญาณร้ายดับสนิทหลายตัวกระทั่งศรแผลงแสงสว่างขับไล่วิญญาณทำให้พวกมันหดหัวไปตามๆกัน    “ไม่เลวนี่” เธอครางอย่างชื่นชม นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นมาริโกะใช้ศรสายฟ้าสู้อย่างจริงจัง   “ต่อไปยิงเธอเป็นยังไง” มาริโกะหันมายักคิ้วพร้อมคันศรที่เล็งใส่มินามิ   ท่าทางเอาจริงน่าดู สงสัยจะแค้นเรื่องเมื่อคราวนั้นไม่หาย    คนถูกหยอกหัวเราะเบาๆถึงจะไม่มีพลังเวทย์เท่าเดิมแต่เธอก็ไม่ยอมอยู่เฉยๆให้ถูกยิงง่ายๆหรอกน่า ประสบการณ์ต่อสู้เธอยังมีเยอะ ไม่ปล่อยให้ใครมาอ่านทางกันง่ายๆหรอก   “เลิกเล่นเถอะ เราควรรีบไปดูทางหมู่บ้าน” มินามิปลดโล่น้ำแข็งคุ้มกันทุกคนออก ยังดีที่เวทย์ประเภทนี้ไม่ต้องใช้พลังมาก เธอไม่รู้ว่าเพื่อฉุกเฉินปะทะกัน เธอจะต้านทานไหวรึเปล่า ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงไม่ต้องห่วงเพราะสภาพเวทย์สามารถใช้ได้มากกว่าตอนนี้มาก เธอจำเป็นต้องเหลือพลังไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน    ปีศาจจิ้งจอกแอบขบเขี้ยวมองคนที่ดักทางตนจนน่าหงุดหงิด อุตส่าห์รั้งเอาไว้อยากจะแกล้งให้ชักช้า ไฉนกลายเป็นว่าไม่กี่นาทีวิญญาณที่ตนเรียกมาถูกรุมขย้ำกำจัดทิ้งซะไม่เหลือซาก ทั้งที่ในอาณาบริเวณเธอควรได้เปรียบกลับกลายเป็นว่าเธอถูกเล่นงานซะนี่ อย่างนี้คงต้องลองวิธีใหม่ เพราะผู้หญิงที่เธอไม่รู้ว่าเป็นใคร ช่างเป็นตัวอันตรายสำหรับเธอ        ฝีเท้าหลายคู่รีบเร่งวิ่งกันฉุกละหุกเมื่อเข้าใกล้เสียงร้องพร้อมกลิ่นไหม้ที่โชยมาแต่ไกลโดยคนนำยังเป็นคนคุ้นชินเส้นทางดี สุริยันใกล้โผล่พ้นขอบฟ้าแสงมืดค่ำยามดึกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามสว่างจางๆทำให้มินามิรู้ว่า48 ชม.ของจิ้งจอกเก้าหางไม่ได้หมายถึงวันแต่หมายถึงเวลาที่พวกเธอถูกพาเข้ามาจนสิ้นสุดเวลาที่ครบกำหนด    เป็นปีศาจที่ชอบทำอะไรวุ่นวายจริงๆ คงจะเห็นการที่พวกเธอวิ่งวุ่นเป็นเรื่องสนุก และแล้วเงาเจือจางที่มินามิเห็นในป่าเมื่อครู่ก็ทำให้เท้าที่ก้าวตามหลังทุกคนหยุดนิ่ง   “มีอะไรรึเปล่า” มาริโกะหยุดเหลียวหลังถาม ไม่ค่อยจะได้เห็นอาการแปลกๆของมินามิเท่าไหร่นัก   “ฉันว่าจะแยกไปอีกทาง”   “อะไรนะ” ยูโกะกับคนอื่นหยุดวิ่งหันมองมินามิด้วยสายตาแปลกประหลาด มีความไม่เป็นมิตรเคลือบแฝงอยู่ ก็ดูท่าทางมีพิรุธชะมัด   “เชื่อใจฉัน”   “ทั้งที่เธอทำตัวน่าสงสัย” โทโมจินตั้งแง่ ไม่ใช่เพราะไม่ชอบหน้าเหมือนเมื่อก่อน ก็ในเมื่ออีกฝ่ายทำตัวมีพิรุธ จะให้ทำเฉยก็คงไม่ได้ บอกพวกเธอแยกเข้าไปในหมู่บ้านแต่ตัวเองจะแยกไปอีกทาง ไม่น่าไว้ใจสุดๆ   “ถ้าฉันคิดจะทำอะไรพวกเธอฉันคงทำไปตั้งนาน ฉันจำเป็นต้องแยกไปอีกทาง แต่พวกเธอควรเข้าไปที่หมู่บ้าน”     “ใครจะวางใจได้ ทั้งที่เราไม่รู้ว่าใครเป็นจิ้งจอกเก้าหาง หากเป็นเธอแล้วหลอกให้เราตายใจมันก็ได้ใช่มั้ย เรียกพวกเราไปรวมตัวกันสุดท้ายเธอก็มาตลบหลังที่หมู่บ้าน” คำพูดของโมโทจินมีเหตุผลน่าคิดทำให้สายตาระแวงทุกคู่ยังอยู่ที่มินามิ แม้กระทั่งคนที่น่าจะไว้ใจเธอที่สุดยังมีแววตาหวั่น   “ทำอย่างกับฉันจะรู้จักทาง” มินามิบ่นกับตัวเองเบาๆ ถ้าไม่รีบตามไปเงานั่นจะหายไปอีก วุ่นวายจริงๆเพราะจิ้งจอกเก้าหางแท้ๆ   “ฉันจะตามไปด้วย”   “อัตจัง แต่ว่า…” โทโมจินจะร้องห้ามแต่ก็ต้องหยุดปากตัวเองเพราะมาริโกะที่เข้ามาจับแขนเอาไว้   “ฉันจะตามไปด้วยอีกคน เราควรอยู่สามคนสามคน เพราะถ้าเกิดใครเป็นหนึ่งในจิ้งจอกเก้าหางแล้วคิดจะทำร้ายคนที่อยู่ด้วยขึ้นมา อีกคนจะได้รับมือได้”   ทุกเสียงเงียบกริบไม่มีใครค้านออก มินามิลังเลเล็กน้อยที่จะยอมรับข้อเสนอ   เธอกลัวว่าหากเป็นตามที่คิดสิ่งที่พบต้องใช่ผู้หญิงคนนั้น เธอไม่อยากให้ใครรู้เรื่องมาก ถ้ามันไม่จำเป็นจริงๆ   “ก็ได้”  เธอออกปากอย่างจำยอม “หลังจากที่ฉันรู้อะไร ฉันจะรีบตามพวกเธอไป” เธอบอกกับยูโกะที่ขานรับอย่างไม่เต็มใจนัก   “ติดต่อกันวิธีเดิม” หมายถึงสิ่งประดิษฐ์ที่มายุสร้างให้ใช้ในการติดต่อระยะใกล้เพราะในนี้กระแสจิตไม่น่าจะใช้ได้ ก็หวังแต่ว่าข้างนอกจะหาวิธีจัดการกับสถานที่ที่พวกเธอเข้ามาได้       คงต้องพึ่ง สองนักวิจัย และลูกสาวตัวน้อยของเธอ       ในทางฝั่งของปราสาทยูกิรินนั่งกุมท้องตัวเองด้วยความปวดแสบปวดร้อนเครียดจนหน้าผากเห็นรอยย่น   หายไป   หายไป   ทุกอย่าง   ทั้งคนทั้งจิ้งจอกเก้าหาง   “คุณน้ายูกิค่ะ หม่าม๊ากับป๊ะป๋าจะปลอดภัยรึเปล่า” เธอก้มลงมองเจ้าของเสียงเศร้าสร้อยอย่างสงสาร สมองอันชาญฉลาดเกิดคิดคำตอบไม่ออก เธอเองก็อยากจะให้คนทั้งหมดปลอดภัย แต่จะทำอย่างไงเธอไม่รู้วิธีการ อัตสึมิจังพึ่งจะหยุดร้องไห้มาดๆเธอไม่อยากพูดอะไรให้หลานร้องอีก   “ ต้องปลอดภัยสิค่ะ ป่ะป๋ากับหม่าม๊าของหนูเก่งจะตาย” ก็ขอให้เป็นตามที่เธอบอก เธอสบตากับเรียวฮะที่มีแววกังวลฉายชัด   “ซาเอะกับซายากะว่ายังไงบ้าง” คนถูกถามส่ายหน้าให้เป็นคำตอบ คือไม่มีอะไรคืบหน้า เธอต้องถอนหายใจหนักๆ เหลือก็ทางมายุที่เธอก็ไล่ให้ลงไปหาข้อมูลของจิ้งจอกเก่าหางในห้องทดลอง ป่านนี้ยังไม่กลับขึ้นมา   คิดแล้วเครียด โอ๊ยย ถ้าเครื่องมือสื่อสารใช้ติดต่อได้เธอจะไม่เครียดขนาดนี้   ทั้งตำแหน่ง  การสื่อสาร คลื่นพลังเวทย์ของพวกอัตสึโกะหายไปจากการรับรู้อย่างสิ้นเชิง ต่อให้ค้นหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เหมือนถูกพาตัวไปจากโลกใบนี้แล้วอย่างนั้น   ไม่มีอุปกรณ์เวทย์อะไรที่ติดต่อได้โดยตรงรึไงเล่า!   เธอย่อตัวช้อนอัตสึมิจังมาอุ้มพอเห็นอีกฝ่ายชูแขนทั้งสองข้างขอให้เธอทำ ทันใดเธอก็ต้องตาโตหัวสมองอันฉลาดเกิดนึกอะไรขึ้นมาได้ มองหน้าหลานด้วยความดีใจ   ไม่ใช่ไม่มีทางติดต่อนิน่า นี่ไงล่ะ ผู้ช่วยตัวน้อยของเธอ!   ถ้าทำเหมือนคล้ายๆตอนที่กระตุ้นพลังเวยท์ให้อัตสึโกะแต่เปลี่ยนมาเป็นค้นหาโดยการเชื่อมต่อกับผู้ให้กำเนิดโดยตรงอาจจะได้เพราะคลื่นเวทย์ของอัตสึโกะกับอัตสึมิมีความใกล้เคียงกันมากที่สุด   “เรียวฮะ ไปตามซาเอะกับซายากะกับมาให้ด่วน ฝากบอกมายุให้เอาหนังสือสร้างพันธเวทย์ขึ้นมาด้วย ตอนนี้เลย” คนถูกสั่งรับอย่างงงงัน เห็นอีกฝ่ายยกยิ้มอย่างนั้นก็พอจะคาดเดาได้คราวๆว่าผู้ที่ได้รับฉายาอัจฉริยะแห่งอากิบะคิดอะไรออกแล้ว            “มินามิ เรามากันทำไมทางนี้คะ” แววตามั่นอกมั่นใจทำให้เธออดถามสิ่งที่สงสัยไม่ได้ มินามิทำตัวแปลกกว่าปกติเหมือนมีอะไรปิดบัง ซึ่งมาริโกะเองก็อยากจะรู้ หากเลือกเป็นศัตรู คนๆนี้เป็นคนที่สู้ด้วยยากมากกว่าคนอื่น   “อะไรบางอย่างที่เกิดต่างกันจากหมู่บ้าน” คำพูดเชิงลึกทำให้คิ้วของทั้งสองเลิกขึ้นหากมันเป็นความแปลกใจที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังเพราะคนที่น่าจะรู้จักเรื่องราวต่างๆดีน่าจะเป็นจิ้งจอกเก้าหางไม่ใช่หรือ   “ทำไมพากันทำหน้าสงสัยฉันอย่างนั้น”   “มินามิ ทำตัวแปลกมากๆ”  อัตสึโกะมองมินามิด้วยความรู้สึกก่ำกึงคล้ายตอนที่รู้จักกันใหม่ๆในตอนที่ไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ในตอนที่ไว้ใจมินามิไม่ได้เต็มร้อย มันทำให้คนถูกระแวงใช้สิทธิ์ไม่ออกความเห็นเมื่อสายตาสะดุดเข้ากับเงาเลือนรางร่างของผู้หญิงคนหนึ่งไกลๆ เธอสาวเท้าเข้าใกล้ก่อนร่างกายจะคล้ายถูกสะกดเอาไวให้ต้องหยุดฝีเท้านิ่งงัน     เธอเผลอกำมือแน่นขนัด ไม่คิดว่าจะมาเจอเรื่องนอกเหนือความคาดหมาย เพราะสิ่งที่เธอตามแต่แรกไม่ใช่ผู้หญิงคนนี้ สิ่งนี้มันเป็นผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมาย ทว่าใบหน้าราวกับพิมพ์เดียวกันของอัตสึโกะกำลังแปลงเปลี่ยนเป็นใบหน้าที่เธอไม่อยากจะเชื่อว่าจะได้เห็น รู้สึกขาอ่อนแรงอย่างกะทันหันเกือบทรุดลงบนผืนป่า   ก็ในเมื่อใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นมัน…   “ไมโกะ” หยุดเรียกชื่อที่เคยกลบฝังนานนับปีออกมาอย่างแผ่วเบา เกิดความสับสนคลุ้มคลั่งในจิตใจ   ไมโกะ ทำเรื่องอย่างนี้ทำไม   ไม่ใช่ ไม่ใช่ เพราะตอนนั้นเสี้ยววิญญาณของไมโกะยังอยู่กับ…   เธอเหลือบมองคนรัก อัตสึโกะมีสีหน้าเรียบฉาดชัดเธอไม่แน่ใจว่าโกรธที่เธอหลุดเรียกชื่อไมโกะหรือว่าอะไร แต่แววตาของอัตสึโกะดูไม่ตอบสนองต่อชื่อที่เธอพึ่งหลุดปากออกไป   แปลก   “โกรธรึเปล่า” เธอกระซิบเสียงแผ่วเบา มาริโกะคงงงว่าเธอคุยกันเรื่องอะไร    “ทำไมต้องโกรธ” สีหน้าอีกฝ่ายแสดงชัดว่ามีเหตุผลอะไรให้ต้องโกรธ เธอรีบส่ายหน้าไม่โกรธก็ดีแล้ว   แต่มันอดประหลาดใจไม่ได้ ไม่มีประชดประชันเธอสักกะแอะปกติมันต้องมีออกมาบ้างสิ   แปลก แปลกมากๆ เพราะอัตสึโกะขี้หวงหยั่งกับอะไร   เล่นเงียบอย่างนี้มันทำเอาเธอใจไม่ดี กลัวระเบิดจะลงทีหลัง   ความอึดอัดแปลกประหลาดใจเธออยู่ในไม่นานก็ต้องเบิกดวงตากว้างกับภาพที่เห็นต่อมา    ไมโกะเอาผ้าคลุมหน้าปิดบังจนมิดชิดเห็นเพียงดวงตาพ้นออกมาเผชิญหน้าสนทนากับผู้ที่ปรากฏตัวด้วยรอยยิ้มปิดบังหน้าจริงเช่นเดียวกัน แต่ที่ทำให้เธอแน่ชัดว่าเธอรู้จักฝ่ายนั้นก็ดวงตาสีเงินเหมือนแร่บริสุทธิ์ส่องประกาย   “จิ้งจอกเก้าหาง”   “ว่าอะไรนะ” มาริโกะตามไม่ทันเดินเข้ามาสะกิดไหล่คนพึมพำอะไรออกมาสองครั้งสองคราว คราวนี้มินามิชี้ให้ดูชัด   “ผู้หญิงคนนั้น… จิ้งจอกเก้าหาง”   “รู้ได้ยังไง” อัตสึโกะสงสัยเช่นกันแค่มองผ่านคนในชุดคลุมยาวปิดหน้า จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นจิ้งจอกเก้าหาง จะเก่งเกินไปรึเปล่า หรืออีกฝ่ายเกิดลงเสน่ห์อะไรเขาเข้า สายตาจับผิดทำให้อดีตราชารู้สึกว่าอากาศมันร้อนๆหนาวๆ   “สีดวงตาที่เป็นเอกลักษณ์อย่างนี้มีไม่กี่คน ฉันจำได้ตอนที่เต้นรำ”   “อ้อ ที่ไปกอดเขาใช่มั้ยคะ” มาแล้วคำประชดประชันคล้ายเก็บกดอยู่นาน มินามิรีบหันหน้าปฏิเสธจริงจัง   “ฉันไม่ได้ทำเพราะอยากแต่ทำเพราะต้องจับไม่ให้หนี”   “ก็กอด”   “อัตสึโกะ” เธอเสียงอ่อนยอมแพ้ รู้ว่าเถียงไปก็ไม่ชนะ “เอาไว้คุยกันหลังจากนี้ได้มั้ย หลังจากที่ออกไปข้างนอกได้ ฉันจะยอมทุกอย่าง”   “หึ”    “อันนี้ฉันเห็นด้วยนะ อัตสึโกะ ปัญหาครอบครัวเคลียร์ทีหลัง นี่มันสถานการณ์จำเป็น” มาริโกะรับเป็นลูกคู่อย่างระอาให้โดนค้อนไปอีกคนต่อจากมินามิที่ยืนทำหน้าปลงถอนหายใจยอมแพ้ ยกธงขาว ก็เห็นอยู่ชัดว่ามินามิไม่ได้พิศวาสแม่ปีศาจเก้าหางเลยสักนิด    เธอเห็นมินามิเลือกจะหันหน้าให้ความสนใจบทสนทนาของทั้งคู่ที่ตามมาดูมากกว่าอัตสึโกะที่กำลังงอน  ดูจากรูปการท่าทางอดีตราชาจะรู้จักผู้หญิงที่เป็นคู่สนทนากับจิ้งจอกเก้าหางแต่มินามิไม่ยอมบอกว่าเป็นใครอย่างแน่ชัด รู้เพียงมีชื่อคร่าวๆว่า ไมโกะ ที่เจ้าตัวหลุดปากออกมา  ซึ่งมันคุ้นหูให้ต้องลองนึกดูก่อนต้องร้องอ๋อในใจ อัตสึโกะเคยเล่าให้ฟังว่าเป็นชื่อที่มินามิตั้งให้คนรักเก่า ที่มอบเอาชื่ออัตสึโกะมาให้ตัวเอง เผลอมองอัตสึโกะอย่างหวาดๆแบบนี้ไม่หึงให้ตายไปข้างก็ไม่รู้จะว่ายังไง   ขนลุกแทนคนมีชนักติดตัว อยู่ที่เวลาแล้วล่ะว่าอัตสึโกะจะระเบิดใส่เมื่อไหร่   “ไม่คิดจริงๆว่าสิ่งมีชีวิตที่หายากจะมาที่นี่”   ไม่ใช่จริงๆ ไมโกะไม่มีทางพูดเหมือนไม่รู้จักบริวารตัวเอง แต่เป็นคนที่เก่งจนมองปราดเดียวออกว่าเป็นจริงจอกเก้าหาง ต้องเรียกว่าเหมาะสมดีหรือไม่   “ข้าแค่ตามกลิ่นคาวเลือด กลิ่นของสายใยเวทย์ที่น่าสนใจ”  ผู้มีดวงตาสีเงินหยักไหล่เหมือนไม่ใส่ใจนักทว่ากับแฝงชัดถึงความระวังตัวในแววตาเจ้าเล่ห์คู่นั้น ชี้ชัดว่าผู้หญิงที่จิ้งจอกเก้าหางคุยด้วยอันตรายมากๆ   “ยังอุตส่าห์ตามมานะทั้งที่การหนีอาจจะดีกับเจ้าแล้วแท้ๆ”   หนีงั้นหรือ หมายความว่ายังไง   “พอดีข้าไม่ใช่พวกที่จะสะบัดก้นทำตัวเป็นหมาโง่ๆ เจ้าเองก็ปลอมแปลงเก่งนะ ปลอมเป็นใครไปเจอชายคนนั้นหรือ”   อย่างที่คิดจิ้งจอกเก้าหางอยู่ในป่าจริงๆด้วย เหตุการณ์นั้นเป็นเหตุการณ์ที่จิ้งจอกเก้าหางเป็นคนเห็น และเป็นคนที่อยู่ที่นี่ก่อนวันเกิดเหตุ เธอขยับปากบอกมาริโกะหรืออัตสึโกะว่าอย่าพึ่งถาม   “สมดีนี่ เป็นพวกใช้มารยาเหมือนกันเลยดูออกด้วยงั้นหรือ บางทีเจ้าน่าจะทำตัวโง่ๆบ้าง” แม้จะเป็นเสียงของไมโกะแต่สำเนียงที่พูดกับสะกิดใจเธอชัด ใช่ มันเหมือนกับ เรย์ ไม่ผิดแน่ๆ เพราะคนที่ต้องการแก้แค้นเธอมีอยู่คนเดียว    “ข้าหรือจะดูออก เพียงเห็นเจ้าก่อนปลอมแปลง” จิ้งจอกเก้าหางพูดจายั่วยวนตามสไตล์ของนางแต่มันใช้ไม่ผลกับคนอำมหิตลึก   “ก็แล้วยังไงหรือ เจ้ารู้ก็ไม่มีประโยชน์นี่ ข้าเห็นว่าเจ้าอุตส่าห์ตามมา สนใจที่จะมาช่วยข้าไหมล่ะ”   “หมายถึงทำลายที่นี่งั้นหรือ ข้าไม่มีรสนิยมแย่ขนาดนั้น” ท่าจิบปากจิบคอพูดเกินจริงจนน่าหมั่นไส้ทำให้มินามิผ่อนคล้าย เป็นคนที่ยียวนคนอื่นได้ดีจริงๆ ไม่รู้ว่าตอนนั้นไมโกะรับมือไหวได้อย่างไรจึงจับมาเป็นบริวารได้   “ข้าก็ไม่ได้อยากให้ทำอย่างนั้น เจ้าก็เห็นใบหน้าของผู้หญิงที่ข้าปลอมแปลงแล้ว พรุ่งนี้นางจะกลายเป็นเครื่องสังเวยชั้นเยี่ยมของข้า ข้ายินดียกวิญญาณของนางให้แก่เจ้า เพียงเจ้าช่วยข้าจัดการนาง กลืนกินมิให้วิญญาณหลุดรอด”   “ข้ามิชอบพวกพลังยังไม่เต็มที่หรอกนะ” นางส่ายหน้าอย่างขยาด “แต่ถ้าน่าสนใจนั่นก็อีกเรื่อง”   “หึ น่าสนใจงั้นรึคำนี้มันยังน้อยไป เจ้ารอดูเถิดแล้วจะรู้เอง” ผู้หญิงในร่างของไมโกะหายไปแล้วเหลือเพียงจิ้งจอกเก้าหางที่ยืนนิ่งเคว้งคว้างทำหน้าพิจารณาคำพูดท้าทายที่ลอยก้องเข้าหู    หรือตรงนี้มันเป็นจุดเริ่มต้นให้จิ้งจอกเก้าหางวกกลับมาหาอัตสึโกะกับลูกของเธอ!!    “นี่ เราควรตามไปมั้ย” เสียงของมาริโกะเรียกให้เธอหลุดจากวังวนความคิดเคลื่อนสายตามองตามจิ้งจอกเก้าหางที่เริ่มออกเดินเหยาะๆ   “ตอนนี้ไม่น่าจะจำเป็นแล้ว เราตามไปสมทบกับพวกยูโกะดีกว่า”   “แล้วไม่คิดเหรอว่า มันจะพาเราไปหาตัวจริงของจิ้งจอกเก้าหางได้” มินามิปฏิเสธโดยไว แม่นี้เจ้าเล่ห์น้อยเมื่อไหร่ หาง่ายขนาดนั้นเธอคงไม่ต้องมาปวดหัวตุบๆอย่างนี้   “อีกฝ่ายคงไม่ยอมเผยตัวให้เราเห็นง่ายๆหรอกนะ เราควรกลับไปหาพวกยูโกะ”   “แล้วเมื่อกี้…” มาริโกะเกริ่นถึงเรื่องที่มินามิบอกไม่ให้พวกเธอถามเพราะเจ้าตัวเหมือนว่าจะรู้อะไรแล้ว   “เปล่า ฉันเข้าใจผิดไปเอง” การปฏิเสธหน้าตายเล่นเอาทั้งสองคนที่ตามมาอยากจะจับมาอดีตราชาขึงบนต้นไม้แล้วเค้นเอาความจริง แบบนี้มันแก้ตัวน้ำขุ่นๆหน้าตาอย่างนั้นเด็กสามขวบยังดูออกว่าต้องรู้อะไรแล้วแน่ๆ   “น่ารอฉันอีกนิดจนกว่าจะไว้ใจได้ทุกคน” มินามิตัดสินใจบอกจุดยืนของตัวเอง การที่เธอไม่แสดงว่าไว้ใจใครหรือไม่ไว้ใจใครในตอนนี้คิดว่ามันเป็นหนทางป้องกันตัวทีดี   “ฉันคิดว่าพวกเธอก็ควรทำอย่างนั้น”   “ก็ถ้ามินามิบอกอย่างนั้นก็ได้”  อัตสึโกะยอมรับเสียงแผ่วๆเธอเองก็ไม่ได้อยากจะระแวงใคร แต่ก็จำใจต้องทำ           ที่ฝั่งของปราสาทสององครักษ์ที่ถูกยูกิใช้งานกำลังหัวหมุนจัดเตรียมสถานที่ทำการไม่เว้นกันผู้ไม่เกี่ยวข้องออกห่างจากสถานที่สร้างวงเวทย์    มายุที่อยู่ในลานกว้างปาดเหงื่อเล็กน้อย   “เป็นยังไงบ้างมายุ” คนผันตัวกลายมาเป็นผู้นำย่อตัวถามคนรักที่ขีดวาดวงเวทย์อยู่เงียบๆอย่างลุ้นระทึก เธอหวังว่าเวทย์นี้จะได้ผล   “ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงเหมือนกัน ฉันก็พึ่งจะเคยเอาเวทย์มาผสานกันอย่างนี้” มายุยกมือแตะหลังมือยูกิรินเบาๆเธอตรวจสอบค่าความอันตรายแล้วพบว่าไม่มีปัญหา   “มั่นใจในตัวเองสิ ฉันเชื่อว่าวิธีที่เธอเสนอมันจะเวิร์ค”   “แต่ฉันกังวล” หัวคิ้วของคนพูดกลับมาขมวดเข้าเป็นปมเธอจับมือมายุขึ้นมาบีบแน่นๆหนึ่งครั้งก่อนจะยอมปล่อยให้ทำหน้าที่จัดการวงเวทย์เหมือนเดิม    “เธอต้องเชื่อมั่นในตัวเอง ในที่นี้เธอพึ่งได้สุด” มายุเอียงคอเล็กน้อย   “เอาน่า อย่างน้อยก็ต้องลองดู” และแล้วส่วนของวงเวทย์สุดท้ายก็วาดเสร็จ มายุเงยหน้ามองลูกสาวของอัตสึโกะที่อยู่เป็นจุดศูนย์กลางของวงเวทย์หลับตารวบรวมสมาธิในมือถือสร้อยเชือกถักที่ช่วยกันทำกับอัตสึโกะและมินามิเมื่อไม่นานมานี้ หวังว่ามันจะได้ผลในการที่ใช้เวทมนตร์กับของที่มีพลังเวทย์ของทั้งคู่สถิตอยู่   “จะเริ่มแล้วนะคะ” เด็กสาวในวงเวทย์ขยับศีรษะเบาๆส่งสัญญาณให้ยูกิรินลงมือร่ายคาถาในจารึกตามหนังสือโบราณ แสงของวงเวทย์กระจายออกเป็นวงกว้างก่อนวงเวทย์จะหมุนเคลื่อนตามเข้มนาฬิกาเป็นวงกลม   “อัตสึมิจัง ลองสื่อสารดูนะคะ”   “หม่าม๊าคะ หม่าม๊าอยู่ที่ไหน”   ไม่มีเสียงตอบรับกลับมาจนคนร่ายเวทย์หน้าซีดขาว มันไม่ได้ผลอย่างนั้นหรือ   “หม่าม๊า”   เธอเจ็บใจจนไม่รู้จะระบายอย่างไร ทำไมเธอถึงได้โง่อย่างนี้ เรื่องแค่นี้ยังทำไมได้   “หม่าม๊า”   ความเงียบยังกอบกุมเกือบนาที ยูกิรินคิดว่าตนคงต้องล้มเลิกการร่ายเวทย์   ทว่า…   “เสียงอัตสึมิจัง นั่นหนูรึเปล่าคะ”   เธอแทบร้องเฮดีใจแม้เสียงที่ขานรับกลับมาจะไม่ใช่เสียงของอัตสึโกะก็ตาม เสียงของมินามินี่! มาได้ยังไง!!   “ป่ะป๋า!” ดวงตาที่ปิดสนิทลืมขึ้นเป็นสีท้องนภางดงามตัดกับผมที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขาบริสุทธิ์เงางามต้องแสงแห่งจันทราสะกดสายตาคนที่พึ่งเคยเห็นครั้งแรกอย่างเรียวฮะเผลอจ้องอย่างลืมตัว อัศจรรย์จนน่าใจหาย   “อัตสึมิจัง ใช่ หนูจริงใช่มั้ยคะ”   “หนูอยากเจอป่ะป๋า”   พริบตานั้นเธอเห็นร่างของอัตสึมิจังเลือนรางก่อนหายขวับไปต่อหน้าต่อตา   “อัตสึมิจัง!!” ยูกิรินหยุดร่ายเวทย์ร้องเสียงหลงพอเห็นหลานสาวหายไป มายุที่พึ่งงัดตัวขึ้นจากพื้นได้อ้าปากค้าง งานเข้าพวกเธอแล้วมั้ยล่ะ   พ่อแม่เขาจะว่ายังไงเนี่ย!! ตายๆเธอตายแน่ๆ หัวที่รักอย่างพึ่งหายไปไหนเลยนะ   “เกิดอะไรขึ้น” นี่ก็วิ่งเข้ามาถามได้พอดีจังหวะเสียเหลือเกินคงเป็นเพราะเสียงร้องเมื่อกี้ที่เรียกซาเอะกับซากายะที่อาสายืนเฝ้าข้างนอกเข้ามา   “คะ เคลื่อนย้ายอัตโนมัติ อัตสึมิจังหายไปแล้ว”   “อะไรนะ!!” เอาเป็นว่าตอนนี้ไม่ใช่แค่เธอกับมายุที่เหงื่อแตกซาเอะกับซายากะได้ยินถึงกับขาอ่อนนั่งลมจับกันเลย   แล้วเธอจะทำยังไงกันทีนี้!! ไม่ใช่ไม่รู้ว่าอัตสึมิจังเคลื่อนย้ายไปไหน   แต่จะพากลับมาได้อย่างไรนี่ล่ะประเด็น!          ................................................................................................................................................................................................................................  
  6. 555 งั้นเดี๋ยวไรท์อันบ็อก face ไปให้นะคะ
  7. แปลกจัง ไม่ขึ้นนะคะ  ขอตอบในนี้เลยนะคะ เดี๋ยวไรท์จะเอามาลงให้ใหม่นะคะ แต่คงอีกสักพักเพราะจริงๆช่วงที่ผ่านมา(แอบหายตัว) ไรท์เข้าไปรีไรท์เรื่องนี้ใหม่หมดทุกตอน รวมถึงตอนที่อยู่ในลิงค์ด้วย (ไรท์เป็นคนลบเองจ้า) เพื่อจะเอามาลงในเว็ปนี้(ลงไปแล้วด้วย) พูดแล้วน้ำตาจะไหลอีกรอบ ซึ่ง... อย่างที่ทราบดีค่ะว่าเรื่องไหนที่ไรท์แก้ในเว็ปนี้หรืออื่นๆ ที่ลงไปในช่วงที่ผ่าน ลอยหายไปกับสายน้ำ ขอไรท์เคลียร์ตอนล่าสุดของเรื่องนี้กับอีกเรื่องให้เสร็จก่อนนะคะ แล้วไรท์จะค่อยๆไปขุดลงมาให้อ่านใหม่
  8. 555 ไรท์กำลังนั่งปั่นนะคะ
  9. 555 ไรท์กำลังนั่งปั่นให้อยู่นะคะ รอๆวนไปค่ะ
  10. ใช่แล้วค่ะ แล้วเป็นตอนที่ไรท์ไม่ได้เซฟไวในเครื่องเลยต้องนั่งเขียนใหม่ T^T
  11. Sp.3.2     ซาเอะรู้สึกน้อยใจเมื่อกลายเป็นคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องการฟื้นพลังของอัตสึโกะจนต้องเดินหน้าง้อหนีมาจนถึงโรงเรียนสอนเวทมนต์ ซึ่งจุดประสงค์ที่แท้จริง หลายคนก็น่าจะทราบกันอยู่    “อ้าว มิยาซาวะซัง ไม่ไปเตรียมงานเหรอคะ”   เสียงของคิตาฮาระ ริเอะเรียกให้เธอหันไปสนใจ ก่อนจะส่งยิ้มเป็นมิตรทักทายเพื่อไม่ให้ตัวเองดูมีพิรุธ   “เหลือแค่รอให้ฮิเมะมาตรวจดูงานค่ะ”   “พอดีเลยค่ะ”  เธอชักจะได้กลิ่นตุๆจากไอ้ประโยค ‘พอดีเลยค่ะ’เสียแล้วสิ    ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เธอชักจะเริ่มเกลียดประโยคนี้   “ไหนๆมิยาซาวะซังก็มาถึงนี้แล้ว ช่วยเข้าไปดูการฝึกต่อสู้จำลองของวันนี้ให้หน่อยนะคะ”   นั้นไง!! คิดไว้ไม่ผิด!   พอดีเลยค่ะทีไร มันต้องเป็นอย่างนี้ทุกที!   ทำไมต้องเป็นเธออีกแล้ว!                     “นะคะ มิยาซาวะซัง จริงๆก็มีทหารชำนาญการมาสอน แต่อยากขอความร่วมมือจากมิยาซาวะซังอีกแรง  นะคะ ยังไงๆก็เป็นนักเรียนชั้นท็อปคลาสปีสุดท้ายแล้วด้วย อยากให้มีประสบการณ์เยอะๆ”   เดี๋ยว!! ขอใหม่อีกรอบ ให้เธอไปดูคลาสไหนนะ!     “นะคะ มิยาซาวะซังเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนนะคะ มิยาซาวะซังช่วยเข้าไปดูให้หน่อยนะคะ” เอ่อ แล้วเธอจะปฏิเสธได้มั้ยเนี่ย เล่นพูดเองเสร็จสรรพอย่างนี้   คนที่นี่มันเป็นเหมือนกันหมดรึไงฟร๊ะ   จริงๆ เธอก็ไม่ได้จะไปหาใครนะ แค่ได้ยินว่าเป็นคลาสไหนหูมันก็ผึ่งท่านั้นเอง   “ก็ได้ค่ะ ฉันจะเข้าไปดูให้”   “ขอบคุณนะคะ มิยาซาวะซัง”   ใจจริงเธออยากขอบคุณมากกว่าที่เปิดโอกาสให้เธอไปยืนมองน้องง่ายๆ ฮ่าๆๆ             ไม่ถึงห้านาทีต่อมา คนที่ถูกขอร้องแกมเต็มใจก็พาตัวเองมาหยุดอยู่ข้างสนามประลองเวทย์ของโรงเรียนซึ่งกำลังมีการจำลองการต่อสู้ โดยมีผู้คุ้มการฝึกซ้อมเป็นทหารที่เธอค่อนข้างคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่มากเพราะนายทหารคนนี้เป็นหนึ่งในหัวกะทิของหน่วยรบภาคสนามและคุ้นๆด้วยว่า มีชื่อเสีย(ง)เกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงบ่อยๆ     จะเรียกได้ว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตากำลังทำให้ซาเอะไม่พอใจอย่างมากก็ถูก เพราะคู่ที่กำลังต่อสู้กันในสนามตอนนี้ เป็นเด็กในความดูแลของเธอ ที่ถูกแนบชิดเรือนร่างโดยนายทหารมากชื่อเสีย(ง)เรื่องผู้หญิง   มือหยาบกร้านของชายทหารรวบข้อมือเล็กทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะแล้วดันกระแทกร่างอ้อนแอ่นชนเข้ากับต้นไม้อย่างจัง ปลายมีดคมกริบถูกตวัดเข้าจ่อคอของสาวน้อยที่ไร้ทางสู้ พยายามจะดิ้นให้หลุดจากการคุกคาม   ก่อนที่ใบหน้าของชายหนุ่มทหารจะก้มลงเข้าใกล้สาวน้อยที่ไม่กี่นาทีก่อนได้ต่อว่าให้เขาอับอายขายขี้หน้านักเรียนในคลาส เพราะเขาได้แอบลวนลามเพื่อนสาวของเธอ   แต่ตอนนี้ซาเอะบอกเลยว่าจะไม่ทน!   ก่อนจะรู้ตัวว่าเผลอทำอะไรลงไป เสียงกรี๊ดของนักเรียนในคลาสก็ดังขึ้นพร้อมสายตาตะลึงปนตกใจของสาวน้อยที่ถูกดึงรวบไปอยู่ข้างหลังของคนที่เข้ามาใหม่   “ซาเอะซัง!”  คำว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ถูกกลืนหายลงไปในลำคอเมื่อถูกสายตาคาดโทษจากคนพี่ตวัดมาใส่    เธอยืนอ่ำอึ่งเหมือนรูปสลัก กำลังสงสัยอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเมื่อครู่นี้ร่างของชายที่พยายามปล้นจูบเธอก็กระเด็นออกไปนั่งจุกอยู่บนสนามไกลจากต้นไม้   “อย่าบังอาจมายุงกับคนของฉัน!” คำว่าคนของฉัน ทำให้เสียงกรี๊ดดังต่อเนื่องและดังขึ้นกว่าครั้งแรกมาก จนคนกรี๊ดคอแทบแตก แต่ไม่ใช่กับคนที่ยืนฟังอยู่ด้านหลังแน่ๆเพราะตอนนี้หน้าแดงปี๊ดไปถึงหู   เรียวฮะรีบก้มหน้าแดงๆหลบลงพื้น ทั้งที่อยากตะโกนออกมาด้วยความดีใจกับคำว่า คนของฉันที่มันก้องอยู่ในหู พี่เขาแสดงความรักด้วย! แสดงว่า หึงเธออยู่!!    “มะ ไม่ใช่นะครับ”  คนที่พึ่งรู้ว่าถูกหน้าแข้งของใครซัดกระเด็น รีบละล่ำละลักขอโทษ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตาอีก    คำว่า ‘คนของฉัน’ เตือนให้เขารู้ว่า เล่นด้วยผิดคนเข้าให้แล้วไง   ใครจะไปรู้ว่า สาวน้อยปากกล้าคนนี้ เป็นคนของ มิยาซาวะ ซาเอะ!     “หรือต้องให้ฉันเรียกคนมาลากไปสอบวินัย” คำว่าสอบวินัย ทำให้เขาสะดุ้ง เมื่อรู้ถึงกิตติศักดิ์ความโหดของการโดนจับไปสอบวินัยดี    “ผะ ผมขอโทษครับ ผมจะไม่ทำอีกแล้วครับ”   “แล้วฉันจะเชื่อได้อย่างไร” ซาเอะยิ้มเหยียดแบบที่คนอื่นไม่เคยเห็น เวลาโมโหมากๆใครก็ห้ามไม่อยู่ แม้แต่ยูโกะ เพื่อนสนิทยังไม่กล้ายุ่ง   พอเห็นคนของตัวเองกำลังจะถูกลวนลามต่อหน้าแล้วมัน!   หึ อย่างหวังว่าจะรอด!! แกต้องตาย ตายเท่านั้น   “ผมสาบานครับ ผมสาบานว่าจะไม่ทำตัวอย่างนี้อีก ปล่อยผมไปเถอะครับ”  หน้าหรือศักดิ์ศรีตอนนี้หรือ ชายหนุ่มคงไม่มีเหลือให้เชิดชูเสียแล้ว เมื่อถูกหลายสิบชีวิตที่อายุน้อยกว่าหัวเราะเยาะอย่างสมเพช     เป็นอันรู้กันดีในหมู่ทหารว่าองครักษ์ของเจ้าหญิง  ไม่ว่าใครคนใดก็ไม่ควรมีเรื่องด้วยเด็ดขาด เพราะมิเช่นนั้นแล้ว.. อาจตายโดยไม่รู้ตัว   ดูจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ขนาดเขาขึ้นชื่อว่าเป็นแนวหน้าในการออกภาคสนามยังไม่รู้ตัวเลยว่าฝ่ายที่แจกหน้าแข้งงามๆให้เข้ามาประชิดตัวได้ตั้งแต่เมื่อไหร่   “เอายังไงดี” ซาเอะหันไปถามความคิดของนักเรียนที่ดูจะถูกอกถูกกันมาก กระทั่งคนที่เกือบจะถูกลวนลามต้องเอ่ยปากขอกัน เพราะกลัวชายตรงหน้าจะได้ตายกันไปข้างจริงๆ   “ปล่อยเขาไปดีกว่านะคะซาเอะซัง แค่นี้ก็กลัวจนไม่กล้าจะทำอะไรแล้วค่ะ”   “แต่เขามายุ่งกับเธอ” น้ำเสียงของคนโตกว่าแฝงความหวงอย่างชัดเจนจนเกิดเสียงโหฮิ้วแซวคู่ที่ยืนแจกน้ำตาลโดยที่ไม่รู้ตัว       “กรี๊ดด ซาเอะซัง หล่อมากค่ะ”   “เรียวฮะ ฉันขอคนนี้ ฉันขอคนนี้”   “ซาเอะซังของหนู กรี๊ดด ”   ห๊ะ!!  ของใครนะ! คนนี้ของฉันนน!!   สายตาไม่พอใจของสาวน้อยเผลอตวัดมองเพื่อนจนเกิดความเงียบชั่วขณะ    “นะคะ ซาเอะซัง”   ‘นะคะ ซาเอะซัง’ มันจำเป็นที่ต้องมาเกี่ยวแขนเธอ เอาหน้ามาถูๆไถ่ๆกับหัวไหล่เธอมั้ย น้องมันไม่อาย แต่เธออายเว้ย!       “กรี๊ดด รถอ้อยคว่ำ”       เอาเข้าไปเด็กพวกนี้    นี่ ก็อีกคน อย่าคิดว่าจะยอมใจอ่อนให้ง่ายๆนะ   ดูสายตาสิ ดู..   “ก็ได้” อ้าวเฮ้ย ไม่เหมือนที่คุยไว้นิหน่า   ไหนว่าจะไม่ยอมง่ายๆไงเล่า! นี่ มันยิ่งกว่าปอกกล้วยเขาปากอีก เพียงแค่น้องมันอ้อนเข้าหน่อย ก็ยอมง่ายๆเลย   นี่ มันอาการของคนหลงเด็กชัดๆ มิยาซาวะ ซาเอะ   “แต่.. หลังจากที่หมอนี้เป็นเป้านิ่งให้พวกเธอซ้อมนะ” พึ่งจะเคยเห็นรอยยิ้มน่ากลัวจากซาเอะซังคนนี้เป็นครั้งแรก แล้วอย่างนี้คนน้องหรือจะกล้าขัดใจคนเป็นพี่….       บึ๋ยยย น่ากลัวววว       ขอให้ตายอย่างสงบ       อาเมน             “ซาเอะซัง รอด้วย” เรียวฮะวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากกลุ่มเพื่อนเพื่อตามคนที่พึ่งจะแยกตัวออกมาหลังจากปล่อยให้นายทหารกลายเป็นเป้านิ่งให้เพื่อนของเธอซ้อมตั้งนานสองนาน   “คราวหลัง..ถ้าทำแบบนี้อีกฉันจะโกรธ”  แทนตัวว่าฉันเมื่อไหร่คนน้องรู้ได้ทันทีเลยว่าคนพี่อยู่ในอารมณ์ไหน   จะแปลกอะไรที่ถูกโมโห เมื่อเพื่อนตัวดีดันเล่าให้พี่เขาฟังว่า เธอไปทำอิท่าไหนถึงตกอยู่ในสถานการณ์นั้นได้   “แต่ซาเอะซังก็ตามมาช่วยนิคะ”   “ยังจะเถียงนะ”   “ก็อุสาขอโทษไปแล้วนะคะ สำนึกผิดแล้วด้วย” สาวน้อยของซาเอะทำหน้าตาน่ารักเป็นการอ้อนขอให้ยกโทษให้กัน ไม่พอยังทำตัวอ่อนตัวงอเลื่อยไปเกาะแขนเกาะขาคนโตกว่า   “ดีกันนะคะ ดีกันนะ นะคะซาเอะซัง”   ดูทำเข้า นึกว่าเธอมีหลานสาวอีกคน   “ทีหลัง ถ้ารู้ว่าเขาทำไม่ดีก็ไปแจ้งอาจารย์หรือไม่ก็รีบบอกพี่ ไม่ใช่บุ่มบ่ามทำอะไรเอง ก็รู้ว่าสู้เขาไม่ได้”  คำว่าพี่ถูกใช้แทนตัวเมื่อไหร่บอกได้ทันทีว่าอีกฝ่ายยอมอ่อนลงให้เกินครึ่ง   “ก็มัน…”   “ห้ามแก้ตัว” ซาเอะจ้องจะดุคนที่ไม่ยอมสำนึกผิดกับเธอ   “ขอโทษค่ะ คราวหลังจะบอกให้ซาเอะซังรู้ก่อนคนแรกเลยดีมั้ยคะ”   นั้นแหละ เธอที่เห็นคนดุขยับปากบอกว่าดีมาก   อะไรจะหวงกันขนาดนั้นคะ ก็ถ้า..    “จะหวงกันขนาดนี้ เมื่อไหร่ซาเอะจะรักสักทีล่ะคะ”   “แล้วใครบอกว่าไม่รักล่ะ…แค่นี้ก็..’รัก’จะบ้าตายอยู่แล้ว”    “อะไรนะคะ” เธอได้ยินไม่ถัดขออีกรอบได้ไหม พี่เขาพูดว่า อะไร พูดว่ารักเธอใช่รึเปล่า!   “ซาเอะซัง” คนน้องถามย้ำอีกครั้งเมื่อคนพี่ยังไม่ยอมพูดอีกรอบ ชักจะรู้สึกหน้าร้อนแผ่วไปถึงใบหู จู่ๆก็เกิดทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะเอาลูกตาซ่อนไว้ที่ไหน รู้แต่ว่าไม่กล้ามองสบตาพี่เขา ก่อนจะตัวอีกทีริมฝีปากก็ถูกปิดสนิทให้ต้องเบิกตาโพลง ตัวเอนตัวอ่อนยืนเองไม่อยู่ต้องพึ่งอ้อมกอดคนพี่ช่วยรับไว้    “รักมาก และหวงมาด้วย พอใจยังคะ  อยากให้ใครถูกตัวแบบวันนี้อีก เข้าใจรึเปล่า”   เข้าใจมากๆ เข้าใจมากๆเลยค่ะ แต่ตอนนี้มันหูอือตาลายจนพูดไม่ออกแล้ว   เล่นแกล้งเขาไว้เยอะ พอถูกเอาคืนเธอไปไม่เป็นเหมือนกันนะ!!!   เจอแบบนี้เป็นใครใครก็ละลาย ซาเอะซัง ได้ใจเกินไปแล้ว!   คนปากแข็ง พอบทจะหายปากแข็ง ทำไมมันง่ายยังงี้ เพราะความหึงใช่มั้ยย              ซาเอะแอบใช้อภิสิทธิ์พิเศษแอบพาสาวน้อยที่ตนพึ่งจะไปสวีทมา(หลักจากยืนเป็นตัวอิจฉาพวกมาริโกะอยู่นาน) โดดเรียนมาหาคนที่กำลังยืนคุยกันอย่างออกอรรถรสซึ่งคาดว่าการตรวจดูความเรียบร้อยคงเสร็จสิ้นไปแล้ว เนื่องจากคนที่มารวมตัวกัน ไม่ว่าจะมายุ ยูกิ หรือแม้แต่เจ้าของงานพรุ่งนี้   ทันทีที่เดินเข้ามาสายตาทุกคู่ก็มองมาเป็นเชิงถามว่าแอบไปพาน้องมาตอนไหน แล้วนี้ดูจากเวลา มันยังไม่ใช่เวลาเลิกคลาสของน้องด้วยซ้ำ!!   แทนที่จะช่วยอบรมน้อง แต่นี้อะไร คนเป็นพี่ดันพาน้องเสียซะอย่างนั้น แบบนี้มันใช่ได้ที่ไหนกัน    เรียวฮะโค้งศีรษะทักทายทุกคนแล้วยิ้มแหะๆให้ก่อนจะช่วยคนพี่แก้ตัวเมื่อถูกทั้งมาริโกะ ยูโกะ ไม่เว้นแม้แต่เจ้าหญิงของอาณาจักรรุมถามเรื่องที่พาเธอมาปรากฏตัวที่นี่   ก่อนซาเอะจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นยาวเหยียดในคลาสวันนี้ให้ทุกคนฟังรวมถึงเหตุผลที่พาน้องกลับมาก่อนเวลาอันสมควร               “แหะๆ”   “ยูโกะ!” ฮารุนะสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก รีบเอามือลูบหลังคนที่จู่ๆก็พรวดออกจากอ้อมกอดนั่งหอบอยู่บนเตียง   “ฝันร้ายอีกแล้วเหรอคะ” ยูโกะไม่พูดเพียงหันหน้าไปซบไหล่หญิงสาวข้างกาย   เอาอีกแล้ว ฝันแบบเดิมอีกแล้ว   วันนี้… มันวันงานเสียด้วย มีอะไรบ้างอย่างที่เธอสังหรณ์ใจไม่ดีเลย             วันนี้เป็นวันที่ยูโกะตื่นเช้ากว่าปกติและ.. เป็นเช้าที่ค่อนข้างแปลกประหลาดสำหรับเธอที่ต้องถ่อสังขารมาปลุกคู่อริเก่า อย่างทาคาฮาชิ มินามิ ให้ลุกออกจากเตียงมาคุยกันถึงเรื่องที่ทำให้เธอตื่นกลางดึกอยู่บ่อยๆ   อาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่ง เธอไว้ใจและคิดว่าประสบการณ์ของคนตรงหน้าจะช่วยอะไรเธอได้  ถึงได้กล้ามารบกวนทั้งที่ไม่ค่อยถูกกัน     “ฉันไม่อ้อมค้อมนะ”   มินามิเลิกคิ้วข้างหนึ่ง ซึ่งดูกวนประสาทในสายตายูโกะ บอกว่า ก็ต้องการอย่างนั้น  ทำเอาคนพูดแอบหมั้นไส้ อยากลุกมาตะบันหน้าสักหมัด ถ้าไม่ติดว่ามาขอความช่วยเหลือ   “ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร ฉันฝันร้ายเรื่องของอัตสึโกะซ้ำๆ มันเป็นความฝันเกี่ยวกับเรื่องที่อัตสึโกะถูกทำร้ายเมื่อหลายปีก่อน”   เธอเห็นท่าทางกวนประสาทเมื่อครู่ขรึมลง  พอเป็นเรื่องอัตจังหน่อยแหละ ไม่ได้เลยนะ   “เมื่อนานมาแล้ว ตอนพวกฉันอายุประมาณ 15 ปี ฉันพาอัตสึโกะไปที่หมู่บ้านวิญญาณ.. และนั่นเป็นเหตุให้อัตสึโกะถูกแทงจนเกือบตาย”    มินามิครางเสียงต่ำพยักหน้ารับรู้   รอยแผลเป็นที่อัตสึโกะปิดปากเงียบ ไม่ยอมบอกที่ไปที่มากับเธอ    “รอยแผลเป็น..”    ยูโกะพยักหน้าให้เล็กน้อย “อัตสึโกะไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังบ้างเหรอ”   “ทำอย่างไม่รู้นิสัยเด็กนั่นไปได้” มินามิพูดด้วยท่าทางหงุดหงิด ถ้าเป็นเรื่องของคนอื่นล่ะ อย่าว่าแต่เอาครีมมาง้างเลย ต่อให้ใช้วิธีไหนก็ไม่ปริปากพูดหรอก       ยูโกะแอบหัวเราะกับนิสัยที่ไม่เคยเปลี่ยนของคนที่เปรียบเสมือนน้องสาวแท้ๆ       “ตอนนั้นฉันไม่แน่ใจหรอกว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่พ่อของฉันเป็นคนแทงอัตสึโกะ และทำให้หมู่บ้านพังพินาศ ก่อนถูกฆ่าโดยราชสีห์สีเพลิงที่ถูกสะกดไว้ด้วยมือพ่อของฉันเอง”    แม้ยูโกะจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่ไม่ได้คิดอะไรมากแต่แววตาของคนพูดกลับสั่นระริกเมื่อหวนนึกถึงเรื่องในอดีตที่ยังตามมาหลอกหลอนกันอยู่ในปัจจุบัน   “เสียใจด้วยนะ เรื่องพ่อของเธอ”   “ฉันเริ่มจะเฉยๆกับมันแล้วล่ะ ที่อยากเล่าให้ฟังคือช่วงนี้ฉันแค่ฝันถึงมันเท่านั้นเอง ฉันกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น เป็นห่วงอัตสึโกะน่ะ”   เธอก็อยากบอกออกไปเหมือนกันว่า เธอก็เป็นห่วง เป็นห่วงมากๆ   เป็นห่วงกว่าคนที่พูดไม่รู้กี่เท่า ถ้ามันเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกเอ่ยถึง    “ฉันพอจะรู้จักคนที่ช่วยเธอได้นะ”   ยูโกะเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรก็ถูกมินามิสั่งให้ลุกตามออกไป   อยากจะส่ายหน้าให้นิสัยชอบทำอะไรลึกลับ ตามใจตัวเอง คิดอะไรได้ก็จะสรุปให้ทำอย่างนั้น ไม่ถามความคิดเห็นเธอเลยว่าอยากออกไปด้วยมั้ย   แต่ก็น่าแปลกที่คนอย่างนี้กับใจเย็นได้เมื่ออยู่กับอัตสึโกะ   หรือเป็นผู้ปกครองที่ดีมากๆให้อัตสึมิจัง       มีหลากหลายมุมจนเธอยังอดนับถือไม่ได้จริงๆ       จนกระทั้งเธอถูกพามาถึงบ้านไม้เล็กๆแห่งหนึ่งในแถบชานเมือง ที่ด้านหน้าปลูกกุหลาบหลายสีในกระถ่าง   บ้าน ‘มัตสึอิ’ มันมีที่แบบนี้อยู่ด้วยหรือไงเล่า   นี่ขนาดเธออยู่ อากิบะ มาตั้งแต่เด็กยันโตก็พึ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก   แล้วไอ้สถานที่แบบนี้มันจะช่วยเธอได้รึไง   ที่น่าสงสัยที่สุด คือ คนที่พาเธอมารู้จักกับสถานที่อย่างนี้ได้ยังไง   ทั้งที่ไม่ใช่คนชอบสุงสิงกับใคร   มีพิรุธชะมัด หรือจะเป็นที่กบดาน แอบทำอะไรลับหลังอัตสึโกะ!    “นี่เธอรู้จักที่แบบนี้ได้ยังไง แล้วอยู่ๆพาฉันมาที่นี่ทำไม”   “อย่าพึ่งพูดมากน่า”  มินามิรีบตัดบทพยายามจะเลิกสนใจคนที่กำลังจับพิรุธเธอ ไม่ต้องใช้ใจการอ่านใจเลยสักนิด เพราะแค่มองหน้ายูโกะ เธอก็รู้แล้วว่ายัยนี้มันคิดอกุศลอะไรอยู่   ‘ก๊อกๆ’   มินามิลงมือเคาะประตูไม้ด้านหน้าท่ามกลางสายตาที่ยังจ้องเธออย่างจับผิด   เธอมันไม่อะไรให้น่าจับผิดขนาดนั้นเลยรึไงเล่า แค่รู้จักเจ้าของบ้านหลังนี้มันแปลกตรงไหน    ไม่นานประตูที่ถูกปิดสนิทก็แง้มออก คนที่ออกมาเปิดประตูไม่ได้มีสีหน้าตกใจกับแขกที่มารบกวนในเวลาเช้าตรู่แม้นสักนิด ออกจะมีสีหน้ายิ้มแย้มตอนรับเป็นพิเศษ   ‘รู้อยู่แล้ว’ เป็นสิ่งที่ทำให้มินามิหน้าบึ่งไม่ชอบใจกับเจ้าของรอยยิ้มตรงหน้า   ชีวิตนี้ ทำไมเธอจะต้องมาเกี่ยวพันกับพวกภูติด้วยนะ ทั้งที่พยายามจะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยแล้วแท้ๆ   “เชิญด้านในเลยค่ะ”         “นี่ ฉันถามจริงเธอรู้จักที่แบบนี้ได้อย่างไร” ยูโกะอดจะกระซิบถามไม่ได้ เพราะดูมุมไหนมันก็หน้าสงสัยและคนอย่างมินามิก็ไม่มีทางจะรู้จักที่แบบนี้แน่ๆ ยิ่งเป็นคนไม่ชอบเรื่องดวง โชคชะตา การทำนาย ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่มีทางจะมาแน่ๆ ยกเว้นจะแอบซุกใครหรือซุกอะไรไว้   “อยากรู้มากก็ไปถาม ยัยตัวยุ่งโน้น ยัยนั้นก็เคยมา”   “ห๋า!! อัตสึโกะเคยมา! ตั้งแต่เมื่อไหร่”   “ก็บอกให้ไปถามเองไงเล่า” มินามิรีบบอกปัดอย่างเซ็งๆ จะไม่เคยมาได้อย่างไร เมื่อตอนนั้นก็เกือบจะเห็นเธอกลายร่างกลับเป็นมนุษย์อยู่ในบ้านหลังนี้เพราะไอ้คนที่พึ่งจะเชิญเธอเข้ามานี่ละ ตัวดี    “เชิญนั่งเลยค่ะ” ภูติในร่างมนุษย์ขยิบตาให้มินามิกับผู้หญิงด้านหลังที่มานั่งลงหน้าคนรักของเธอ ซึ่งเธอได้บอกไว้ตั้งแต่เมื่อคืนว่า เช้านี้จะมีแขกคนพิเศษมาขอความช่วยเหลือ     และก็เป็นดังน้ำคำ เมื่อแขกทั้งสองคนมาตรงเวลาแปะอย่างกับเธอได้นัดแนะไว้    ยอมรับว่า ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ลินดาจากไป เธอแทบไม่ได้พบอดีตราชาอีก  แม้พบกัน..ในตอนนั้นอดีตราชาก็จำเธอไม่ได้ พลังเวทย์ที่เปลี่ยนแปลงทำให้การรับรู้ตัวตนของพวกเธอน้อยลงไปด้วย และไม่สามารถรับรู้ตัวตนของพวกได้อีกถ้าพวกเธอไม่จงใจปรากฏตัวออกมาให้เห็น กระทั่งครั้งที่ความทรงจำกลับมา อดีตราชาก็ยังคงเลี่ยงที่จะยุ่งเกี่ยวกับพวกเธอต่อไป         “พวกคุณมีอะไรให้ฉันช่วยค่ะ”     มินามิหันมองคนที่นั่งเก้าอี้ด้านข้างพยักหน้าบอกให้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้หญิงคนนี้ฟัง เพราะดูท่าอีกฝ่ายจะไม่ค่อยไว้ใจที่จะเล่าเรื่องให้คนแปลกหน้าฟังเท่าไหร่     “ไว้ใจได้” มินามิขยับปากให้คนด้านข้างอ่าน เพราะพื้นที่ที่นั่งมีขนาดเล็กแม้ส่งเสียงเล็กๆออกมาก็ทำให้ได้ยินกันทั้งห้อง      “ฉันฝันร้ายติดกันหลายวันแล้วค่ะ มันเป็นฝันที่เกี่ยวกับเรื่องที่เคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว และฉันมักจะฝันซ้ำๆแบบนี้ประจำ ถึงเรื่องที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งเกือบตาย”   “ผู้หญิงคนนี้เป็นคนใกล้ชิดของคุณใช่มั้ยค่ะ”    ยูโกะขานรับเสียงเบาในลำคอก่อนผู้หญิงผิวขาวราวน้ำนมจะขอมือข้างหนึ่งของเธอไปวางไว้บนโต๊ะ     สัมผัสบนฝ่ามือทำให้ยูโกะสะดุ้งวาบ เพราะมือนุ่มของหญิงสาวคนนี้ลูบวนบนฝ่ามือของเธอ   ได้แต่ส่งสายตาขอร้องให้คนข้างๆ  ไม่เล่าเรื่องนี้ให้ฮารุนะ ฟัง   เพราะไม่งั้นเธอตาย! ที่ปล่อยให้ผู้หญิงที่ไหนไม่รู้จับไม้จับมือ   แม้จะเป็นไปเพื่อคำทำนายก็เถอะ   คิดหรือว่า ถ้าอีกคนได้ยินจะไม่ หึง!    สักพักเรนะก็ปล่อยมือของยูโกะให้เป็นอิสระ เม้มริมฝีปากนิดๆพยายามเรียบเรียงคำพูดที่ต้องการสื่อ   “หญิงจากแดนไกลจะนำเรื่องวุ่นวายมาสู่พวกท่านแล้วความจริงที่ถูกปิดบังในอดีตจะปรากฏ”    “ฉันไม่เข้าใจ” ยูโกะกดคิ้วลงกับคำพูดกำกวม เห็นหญิงสาวนักทำนายหันไปด้านหลัง กระซิบอะไรบางอย่างกับร่างสูงที่ยืนซ้อนอยู่ก็ยิ่งกดหัวคิ้วลงด้วยความมึนงง     “เรื่องเมื่อประมาณ 15 ปีก่อนที่เกิดขึ้นกับพวกท่าน จะถูกทำให้รู้ความจริงโดยหญิงที่พวกท่านจะพบในค่ำคืนนี้.. ทว่า.. ผู้หญิงคนนั้นมาพร้อมอันตราย พวกท่านพึ่งระวังตัวไว้ เจ้าของดวงตาสีฟ้า เด็กคนนั้นจะมีอันตราย”   ‘อัตสึมิ’ ทั้งสองหันมองหน้ากันทันทีที่ชื่อของเด็กสาวปรากฏในความคิด   มินามิพยักหน้าให้ยูโกะ   “เธอรีบกลับไปบอกพวกมาริโกะให้เพิ่มเวรยามในคืนนี้ก่อนเถอะ ส่วนเรื่องหญิงจากแดนไกลนั้น ฉันจะลองหาทางจัดการดู กลับไปเจอกันที่ปราสาท ฉันมีเรื่องสงสัยนิดหน่อย เดี๋ยวจะรีบตามกลีบไป”   ยูโกะไม่ได้มีท่าทางอิดออดไม่พอใจกับประโยคแกมสั่งของมินามิ เพราะรู้ดีทุกคำพูดที่ออกมาจากริมฝีปากคู่นั้นได้ผ่านการพิจารณาอย่างถีถ้วนแล้ว   “ฉันจะรออยู่นั่น ฝากด้วย”   มินามิผงกศีรษะรับรู้ครั้งส่งสายตาบอกให้แคโรลีนให้เล่าเรื่องทุกอย่างที่ยังไม่ถูกเล่าออกมาให้หมด เพราะเรื่องนี้มันหมายถึงชีวิตของคนใกล้ตัวเธอ   “เรนะ ฉันขอตัวสักเดี๋ยวนะ”       การที่มินามิถูกเชิญให้เคลื่อนตัวออกจากในบริเวณบ้านไปยังสวนหย่อมเล็กใกล้ๆ   เป็นการบอกเจ้าตัวรู้อยู่นัยๆว่าเรื่องที่ยังไม่ถูกเล่าออกมาเป็นเรื่องสำคัญมาก เกินกว่าจะปล่อยให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามายุ่งได้     “จิ้งจอกเก้าหาง”    “อะไรนะ”  หลังจากเหลือกันอยู่สองคนบทสนทนาเชิงลึกก็ถูกร่ายให้ฟัง    จูรินะยืนถ้วยชาให้มินามิที่นั่งตีหน้าเครียดบนม้านั่งไม้ ตั้งแต่ได้ยินชื่อของสิ่งมีชีวิตที่ไม่น่าจะปรากฏตัวอยู่ที่นี่   จิ้งจอกเก้าหาง ปีศาจทรงภูมิปัญญา ครั้งหนึ่งเคยเป็นบริวารของไมโกะ ก่อนที่เจ้าตัวจะยกเลิกสัญญาและสละตำแหน่งมหาเวทย์ออกมาจากสมาคม ก่อนมายังที่ดินแดนสีขาว เรื่องต่อจากนั้นเธอไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องที่ไมโกะไม่เคยเล่าให้ฟัง    “ไม่ผิดแน่ จากคำทำนายของเรนะ  สุภาพสตรีผู้มีดวงประทิปทั้งเก้า ทรงภูมิปัญญาและมาด้วยเวทย์กาย จะปรากฏขึ้นต่อหน้า ขัตติยะแห่งเมืองโบราณผู้มีดวงตาแห่งท้องนภาและผู้ถูกสลักในป่า จะถูกสังเวยโดยหนังสือดำ ”   “หมายความว่า…”   “จิ้งจอกเก้าหางมากำลังต้องการวิญญาณเพื่อเป็นเครื่องสังเวยให้ตนเองเพิ่มพลังบำเพ็ญตบะ.. ไม่ใช่แค่เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้า แต่ผู้ที่เคยถูกสลักด้วยคมดาบในป่าอาถรรพ์กำลังตกอยู่ในอันตราย”    มินามิเม้มปากแน่น ถ้าจะให้ยกเลิกงานตอนนี้ก็หาใช่เรื่อง  เพราะรู้ดีถึงความสำคัญของงานในครั้งนี้  แต่การที่จิ้งจอกเก้าหางปรากฏตัวขึ้นที่นี่นั่นย่อมหมายถึงชีวิต  เธอรู้จิ้งจอกเก้าหางไม่เคยยอมสยบให้ใคร   “ทั้งๆทีที่นี่ห่างไกลจากที่ที่นางน่าจะอยู่นะหรือ ทำไมถึงได้มา”   “ท่านน่าจะทราบ.. ด้วยวิทยาการโบราณที่ท่านมอบให้แด่ผู้เป็นเจ้าของปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ดึงดูดทุกชีวิต  มิใช่เพียงมนุษย์ที่แสวงหาพลัง สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาก็ต้องการพลัง และ..ดอกไม้ที่เริ่มบานสะพลั่งกำลังส่งกลิ่นแห่งความชั่วยวน”    ดอกไม้ที่เริ่มบานสะพลั่งหรือ ชั่งเปรียบเทียบนัก   เพราะพลังแท้ๆ ถึงได้นำเรื่องที่ไม่สมควรเข้ามาให้แก่เด็กคนนั้น   “ข้าควรจะรับมือกับนางอย่างไร”   “เพียงอย่าให้นางเข้าถึงตัวของทั้งสองคนน่าจะเพียงพอแล้วมิใช่หรือ”   “หากง่ายอย่างนั้นคงจะดี เจ้ารู้.. จิ้งจอกเก้าหางมากด้วยเล่ห์สารพัดวิธี ขนาดตัวข้านี้ยังยากจะรับมือ”   “ท่านมินามิ..”   “อย่างไรเสียเรื่องนี้ข้าจะลองจัดการ ฝากบอกนางด้วยว่า ขอบคุณสำหรับการทำนายครั้งนี้”   “ท่านมินามิ ยังมีอีกเรื่องที่ท่านควรรู้..” จูรินะรีบเรียกไว้ก่อนมินามิจะกลับออกไป   “เกี่ยวกับความทรงจำของเด็กคนนั้น ลินดามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย”    คำพูดของจูรินะทำให้ฝีเท้าทั้งสองชะงักงึก   “ลินดาเคยปรากฏตัวที่นั่นเพื่อช่วยชีวิตของผู้ถอนคำสาป”   กลายเป็นนามสมมุติที่ถูกตั้งขึ้นให้มินามิรับทราบก่อนจะหันหน้ากลับมามองคนที่เรียกเธอเอาไว้    “ยังมีเรื่องอะไรที่ข้าไม่รู้อีกรึเปล่า”    ลินดา.. รู้จักกับพวกเด็กนี้ก่อนที่เธอจะเจอ..   แสดงว่าเรื่องที่ผ่านมา เป็นฝีมือของภูติมาตั้งแต่เริ่มแล้วงั้นหรือ…           มินามิกลับมาที่อีกครั้งในช่วงสายของวันที่เริ่มเปิดตอนรับแขกจากต่างเมืองเข้ามาในตัวปราสาท เธอพยายามเลี่ยงการพบปะกับคนแปลกหน้าจนพาตัวเองมาอยู่ที่หน้าห้องนอน    เรื่องที่แคโรลีนบอกยังคาใจเธออยู่มาก เพราะการที่ลินดาเข้าไปเกี่ยวข้องกับอดีตของพวกยูโกะ มันต้องมีความลับอะไรซ่อนอยู่ในเหตุการณ์นั้น แต่มันเป็นความลับอะไรนั้น เธอเองก็ไม่สามารถบอกได้   เพราะความลับมันได้ถูกปิดตายไปพร้อมกับลินดาเสียแล้ว..   เธออยากจะรู้นักว่า เจ้าภูติตัวดีวิญญาณอีกเสี้ยวหนึ่งรู้อะไรกันแน่        เธอตัดสินใจแง้มประตูเข้ามาในห้องนอนที่ได้ทิ้งอัตสึโกะกับอัตสึมิไว้เมื่อเช้า ก็พบเพียงความว่างเปล่า   คาดว่าคนรักกับลูกสาวคงตื่นออกไปเตรียมตัวสำหรับงานในค่ำคืนนี้แล้วกระมัง   ถ้ายังไม่ตื่นกันคงจะแปลก ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะงอแงรึเปล่าที่ตื่นมาแล้วหาเธอไม่เจอ เพราะเมื่อเช้าเธอก็ไม่ได้บอกเอาไว้ด้วยว่าจะออกไปไหน มีแต่อัตสึโกะที่พอรู้ตัวอยู่บ้างว่ายูโกะมาเรียกเธอให้ออกไปด้วยกัน   เฮ้อ พอนึกถึงหน้าคนสำคัญทั้งสองเธอก็กังวลใจ   เพราะเอาเข้าจริง เธอก็ยังรู้จะรับมือกับจิ้งจอกเก้าหางอย่างไร     ไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นถึงฤทธิ์เดชมากแค่ไหน และคนที่น่าจะรู้ดีที่สุดอย่างไมโกะ ก็ไม่มีตัวตนอีกต่อไป   แล้วเธอจะหาทางรับมือได้อย่างไร ทุกย่างก้าวที่เธอตัดสินใจมันหมายถึงชีวิตของคนสำคัญ         พอตกเย็นมา เริ่มเข้าสู่ช่วงของเวลางาน มินามิรีบพาตัวเองมาสมทบกับยูโกะที่ยืนอยู่ด้านข้างมาริโกะซึ่งเธอได้บอกเอาไว้ก่อนหน้าให้เตรียมกำลังคุ้มกันให้ดี แม้สองคนนี้จะอยู่ในชุดทักซิโด้สีดำใส่หน้ากากสีเงินครึ่งหน้า เธอก็จำได้เพราะรูปร่างอันโดดเด่นของทั้งคู่   “อัตสึโกะไปไหน” เธอถามออกไปเมื่อไม่เห็นคนที่ควรจะอยู่ในงาน ยิ่งอยู่ในเวลาหน้าซิวหน้าขวานความกังวลของเธอก็เพิ่มมากเป็นเท่าตัวจนรู้สึกถึงความเปียกชุมบนฝ่ามือ   “ยังไม่ออกมาเลย ตอนนี้อยู่กับพวกฮารุนะ อัตสึมิจังด้วย ไม่ต้องห่วง แล้วเกิดอะไรหลังจากที่ฉันกลับมา”      มินามิในชุดคล้ายกับยูโกะหันมองหน้าคนถาม “จิ้งจอกเก้าหางกำลังจะมาที่นี่”   “อะไรนะ!”   “เธอรู้ใช่มั้ยว่าสิ่งที่ฉันพูดถึงมันมีอันตรายขนาดไหน ขนาดฉันยังเป็นกังวลที่จะรับมือด้วย”   “แล้วทำไมไม่รีบบอกกันก่อน อย่างน้อยถ้าสั่งให้ทหารสกัดคนหน้าสงสัยไว้ก็อาจจะทันการ”   “ไม่มีประโยชน์เหรอ เวทย์ปลอมแปลงของจิ้งจอกเก่าหาง ถ้าไม่ใช่คนที่เคยสัมผัสมาก่อนจะไม่มีทางรู้เด็ดขาด มีทางเดียว คือเราต้องปล่อยให้มันเข้าใกล้เป้าหมาย เราถึงจัดการมันได้ พยายามจับตาดูคนที่จะเข้าใกล้อัตสึมิจังกับอัตสึโกะไว้”   “ทำไมต้องอัตสึโกะด้วย”   “เพราะเป้าหมายของมันไม่ใช่แค่อัตสึมิจังแต่มันยังหมายตาอัตสึโกะไว้อีกคน”   ยูโกะกัดปากอย่างหงุดหงิด ทั้งที่คนอื่นมีเยอะแยะแต่มันดันเลือกเจาะจงเฉพาะสองคนนี้ ไม่เข้าใจความคิดเลยสักนิด ถ้าต้องการพลังเวทย์จริง อย่างมินามิหรือแขกที่มาร่วมงานในวันนี้ไม่น่าจะสนใจมากกว่าอัตสึโกะหรืออย่างไร เพราะกับอัตสึมิเธอยังพอเข้าใจ     “มาริโกะฝากสังเกตการณ์ให้หน่อยได้ไหม”    “อื่อ ฉันไม่มีปัญหาหรอกนะ”   “ถ้าใครเข้าใกล้อัตสึโกะลงมือได้เลยนะคะ ฉันคิดว่าโอกาสที่เหมาะที่สุดคือตอนเต้นรำ”    มาริโกะขยับศีรษะเล็กๆเป็นการตอบรับ ก่อนไฟทุกดวงในสถานที่จัดงานจะดับลงทั้งสามคนได้ยินเสียงฮื่อฮาดังตามมาอีกเป็นระล่อ ก่อนหันมองไปสนใจยังจุดที่แสงไฟตกลงมากระทับกัน   อ่า สวย…   เสียงอื้ออึงดังมาต่อเนื่อง เพราะการปรากฏตัวของของผู้หญิงทั้งแปดคนที่กำลังเข้ามาทางประตูอีกฝั่งซึ่งถูกจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษสำหรับเจ้าภาพของงาน    หญิงคนแรกเป็นหญิงสาวในชุดราตรีสีขาวยามลงมาถึงเข่าสวมหน้ากากสีทองตัดกับสีผิวขาวๆผมถูกเกล้าขึ้นไปอยู่บนศีรษะมีเกลียวลงมาเล็กน้อยบริเวณข้างแก้ม กำลังจับจูงมือเล็กๆของเด็กสาวที่อยู่ในชุดกระโปรงลูกไม้ยาวถึงข้อเท้าสีครีม สวมหน้ากากเป็นสีเดียวกันกับคนที่จับจูง และถัดมาด้านขวา หญิงสาวตัวเล็กร่างเพรียวอยู่ในชุดราตรีเปิดหลังสีดำสวมหน้ากากสีน้ำม่วงเข้มทำให้รดูเซ็กซี่น่าค้นหา แต่มันกำลังทำให้คนบางคนอกใกล้แตกตาย เมื่อดันไปเจอเข้ากับสายตาของคนในงานที่มองร่างเพรียวอย่างกับจะกินเข้าไปทั้งร่าง   ‘สัญญาไว้แล้วแท้ๆว่าจะไม่แต่งตัวโป้! แต่นี้อะไร’   มาริโกะพยายามข่มลงหายใจให้เป็นปกติ เพื่อที่จะไม่เข้าไปฉุดคนที่จงใจยั่วออกไปจากงานด้วยกันตอนนี้    มาต่อกันที่หญิงด้านซ้ายของคนที่เดินนำเข้ามา จากปกติที่ไว้ผมทรงทวินเทลวันนี้ถูกปล่อยและถักเปียกที่ด้านหลังเหมือนทรงผมแต่งงาน สวมเดชรสีดำแหวกข้างและหน้ากากสีเงิน ซึ่งช่วยทำให้บุคลิกโดยรวม ดูเป็นผู้ใหญ่จนคนที่เห็นหน้าอยู่ทุกวัน ยังอดตะลึงกันไม่ได้    ยูโกะคาดว่าคงมาในคอนเซ็ปที่คล้ายๆกับคนหน้าหลังเจ้าตัวที่ต่างกันแค่สีชุด เมื่อยูกิรินอยู่ในเดชรสีขาวสวมหน้ากากสีมรกต   และคนที่ยูโกะชื่นชมสุดๆเพราะเทใจให้คงไม่พ้นคนที่เดินคู่ขนานกับยูกิริน ซึ่งอยู่ในชุดราตรีสีดำแหวกข้างจนเห็นขาอ่อนกับหน้ากากสีน้ำเงินเข้ม   จะว่าหวงมันก็หวงอยู่หรอก แต่สำหรับเธอมันก็ถือว่าเป็นอาหารตามากกว่า   คนอื่นก็แค่ได้มอง แต่เธอไม่สัมผัส   เพราะฉะนั้นก็ไม่มีปัญหา   และสองคนสุดท้ายที่เดินรั้งท้ายมา อยู่ในชุดทักซิโด้สีขาว สวมหน้ากากสีดำครึ่งหน้าพร้อมอาวุธประจำตัวที่เรียกได้ว่าเป็นสองคนที่เสียงกรี๊ดของกลุ่มสาวๆได้เป็นอย่างดี โดนเฉพาะกลุ่มนักเรียนของโรงเรียนเวทย์ชั้นปีสุดท้ายที่ถูกเกณฑ์ให้มาช่วยงานในค่ำคืนนี้       มินามิยังคงช้อนตามองคนที่ส่งยิ้มให้ด้วยใบหน้าที่รู้สึกร้อนวูบวาบ   ยัยตัวร้ายของเธอสวยมากจริงๆ ยิ่งเห็นอยู่ในลุกนี้ยิ่งสวย   จะกี่ทีๆเธอก็ไม่ชิน เพราะมันทำให้หัวใจของเธอทำงานมากกว่าปกติ   และยากที่จะควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย   แต่เธอก็ชอบ ชอบจะเห็นอัตสึโกะแต่งตัวแบบนี้   “เอาล่ะค่ะทุกคน ในนามของเจ้าภาพวันนี้ ขอให้ทุกคนสนุกไปกับงานในค่ำคืนนี้นะคะ” มันเป็นคำกล่าวเปิดงานเล็กๆที่ดึงสติของทุกคนให้กลับมาพร้อมๆกับเสียงของดนตรีที่เริ่มบรรเลงดังกระหึ่ง เสียงตบมือจากผู้มารวมงานดังไม่ขาดสายและหลายคนก็เริ่มจะมองหาคู่เต้นรำของตัวเอง        มินามิทำท่าจะเดินเข้าไปหาคนที่อยู่กลางวงล้อมอย่างเป็นห่วงความปลอดภัยเพราะผู้คนมากมายเริ่มจะให้ความสนใจเข้าไปคุยกับเจ้าภาพของงาน เธอกลัวว่าหนึ่งในนั้นจะมีคนที่ประสงค์ร้ายอยู่  ถึงเธอจะไม่ได้เจาะจงว่าเป็นจิ้งจอกเก้าหางหรือใครก็ตาม   แต่ถ้าอยู่ในสภาพอย่างนี้ก็เสี่ยงจะถูกทำร้ายได้ง่าย แม้จะมีมาริโกะค่อยจับตาดูอยู่ หรือซาเอะ ซายากะไม่เว้นฮารุนะที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิดให้แล้วก็ตามที   ก่อนจะถูกขัดจังหวะโดยร่างเล็กที่พุงเข้ามาหาให้ต้องหยุดเดินรีบรับร่างเล็กๆมาจับเอาไว้   “ป๊ะป๋าขา”    “ว่าไงค่ะ วันนี้ใครแต่งตัวให้หนูเอ่ย สวยจังคนเก่งของป๊ะป๋า”   “หม่าม๊าค่ะ วันนี้ป๊ะป๋าหายไปไหนมาคะ” มินามิยิ้มให้กับความขี้อ้อนชั่งถามของลูกสาว  นี่ สงสัยคงตื่นมาแล้วเดินหาเขาไม่เจอแน่เลย     ขนาดใกล้จะแปดขวบแล้วยังอ้อนเก่งไม่เลิกเลยเด็กคนนี้   “พาลุงยูของหนูไปทำธุระมาค่ะ”   “ ป๊ะป๋า หนูรู้สึกไม่ดียังไงไม่รู้ค่ะ”   “รู้สึกไม่ดียังไงคะ” อัตสึมิกดหัวคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยพยายามดึงชายเสื้อให้มินามิโน้มหน้าลงมาใกล้   “หนูบอกไม่ถูกค่ะป๊ะป๋า แต่หนูไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย”    มินามิใช้วงแขนดึงร่างเล็กเข้ามาแนบกับอกและยกมือลูบศีรษะเบาๆ   ลางสังหรณ์เธอกำลังบอกว่า ลูกสาวเธอเริ่มรู้ตัวแล้วและสัมผัสได้ถึงภัยที่เข้ามาคุกคาม แม้จะไม่ปรากฏชัด แต่ไม่อาจจะหลบสัญชาตญาณไปได้   มาแล้ว จริงๆสินะ    “ไม่ต้องกลัวนะคะ ป๊ะป๋าจะไม่ให้ใครมาทำอะไรหนู”   มินามิแอบส่งสัญญาณผ่านมือให้มาริโกะกับยูโกะที่คอยสังเกตการณ์ได้รับรู้ว่า มีสิ่งไม่ปกติอยู่ในงานเพื่อให้ทั้งสองคนเตรียมรับมือ       “คุณจะรังเกียจไหมคะ ถ้าฉันจะขอเต้นรำด้วย”     และเสียงเรียกจากด้านหลังทำให้อัตสึมิสะดุ้งวาบตวัดสายตาไปมองอย่างไม่ค่อยพอใจ ต่างกับมินามิที่ค่อยๆมองสำรวจผู้หญิงที่เดินเข้ามาหาช้าๆ เธอคนนี้สูงพอๆกับอัตสึโกะอยู่ในชุดราตรีสีขาวและหน้ากากสีม่วงเข้ม ไว้ผมสั้นประบ่า ดวงตาเป็นสีเงินเหมือนแร่บริสุทธิ์ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะเป็นเจ้าหญิงที่มาจากอาณาจักรใหญ่ทางตอนเหนือซึ่งมาขอรวมงานด้วยและเป็นคนที่มีชื่อเสียงค่อนข้างมาก ในเรื่องปฏิภาณ ไหวพริบ เห็นว่ามาถึงอากิบะตั้งแต่วันก่อน   หากเธอปฏิเสธคงจะเสียมารยาทน่าดู        มินามิสัมผัสได้ถึงแรงรัดบริเวณแขนที่แน่นขึ้นก่อนจะค่อยๆเคลื่อนสายตามามองยังคนกระทำ เป็นลูกสาวตัวเล็กนั้นเองเกี่ยวเธอเอาไว้ และยังมองผู้หญิงที่เข้ามาใกล้เธอด้วยสายตาไม่เป็นมิตร    คงจะหวงสินะเนี่ย   มินามิแอบยิ้มขำเด็กในอ้อมกอด เพราะนอกจากอัตสึโกะ ก็เรียกว่ายากมากที่จะมีผู้หญิงคนอื่นเข้าถึงตัวเธอได้   “ป๊ะป๋าขอตัวสักเดี๋ยวนะคะ คนดี” เธอกดจมูกลงแก้มนุ่มทั้งสองข้างอย่างเอาใจ เพื่อจะให้เจ้าตัวเล็กยอมปล่อยเธอ   “ไม่อยากให้ป๊ะป๋ายุ่งกับคนนี้” มินามิพยายามไม่หลุดหัวเราะ อัตสึโกะจะเห็นรึเปล่าว่ามีคนตามหวงเธอแทนขนาดไหน ว่าแล้วก็ช้อนสายตามองไปหาคนที่กำลังแอบมองมาทางนี้หน่อยๆ และนั้นแหละที่เธอเห็นรอยยิ้มที่มุมปาก   ท่าทางอย่างนี้ นัดกับเจ้าตัวเล็กไว้แล้วแน่ๆ   ร้ายนักนะ ทั้งแม่ทั้งลูก    “แปบเดี๋ยวนะคะคนดี ป๊ะป๋า จะรีบกลับมาหาหนูกับหม่ามี้โอเคมั้ยค่ะ” เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทกับแขกที่รออยู่ มินามิจึงต้องขอความช่วยเหลือผ่านทางสายตาให้ยูโกะมารับลูกสาวสุดที่รักไป โดยไม่ลืมจะทำข้อตกลงบางอย่าง เพื่อไม่ให้เจ้าตัวเล็กงอน   ซึ่งคนที่มารับเจ้าตัวเล็กสุดแสบของมินามิก็พอจะเข้าใจความลำบากใจนั้นอยู่หรอก เล่นถูกลูกสาวตามหวงขนาดนี้ ไม่เป็นอันทำอะไรพอดี       “ขอโทษด้วยค่ะที่เสียมารยาท” มินามิเลือกจะไม่ใช่คำพูดที่ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นและพยายามจะไม่โดนตัวคู่เต้นรำมาก เพื่อแสดงจุดยืนให้เห็น   ไม่ใช่แค่ลูกที่หวงเธอ แต่เธอก็เป็นคนที่หวงตัวมากเหมือนกัน   “ลูกสาวเหรอคะ น่ารักดีจัง” แล้วเสียงหวานก็ได้โอกาสเอ่ยถาม ไม่มีแววแปลกใจเลยว่าทำไมเด็กสาวคนเมื่อครู่ถึงเรียกมินามิว่าป๊ะป๋า เพราะก่อนหน้าก็ได้รับข้อมูลของอาณาจักรมาก่อนแล้วว่า มีการแต่งงานกันระหว่างผู้หญิงเกิดขึ้นและมีราชทายาทหนึ่งคน     มินามิพยักหน้าตอบคำถาม ไม่คอยอยากจะสนทนาพลางก้าวเท้าไปตามจังหวะเพลง เธอรับรู้ได้ถึงสายตาที่จับจ้องอยู่ คงไม่ต้องบอกว่าเป็นของใคร   และเธอก็ไม่ได้อยากทำให้ตัวเองถูกมองด้วยสายตาแบบนี้ด้วย ถ้าไม่ติดว่าต้องรักษามารยาท เธอจะไม่ยอมเต้นรำกับคนอื่นเด็ดขาด   “ไม่น่าเชื่อว่านะคะ ว่าจะมาขอฉันเต้นรำ”    “แปลกเหรอคะ” หญิงสาวส่งยิ้มผ่านหน้ากากที่ปิดบังใบหน้าเกือบครึ่ง จงใจกระซับมือของคนที่จับ ทำให้มินามิผงะเล็กน้อยแต่ยังคงเต้นรำต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น        และ ใช่ ผู้หญิงคนนี้จงใจยั่วโมโหคนของเธอ ที่ตอนนี้กำลังเต้นรำอยู่กับมาริโกะไม่ไกลนัก   อย่าอยากรู้เลยว่ามันได้ผลไหม เพราะดูจากสายตาเอาเรื่องที่ถูกส่งให้เธอรู้สึกร้อนๆหนาวๆ ก็พอจะเป็นคำตอบได้แล้ว   เธอไม่ได้อยากจะเข้ามายุ่งกับผู้หญิงคนนี้สักหน่อย   “ฉันคิดว่า คุณคงสนใจคนอื่นมากกว่า”   “คุณคิดไปเองรึเปล่าคะ”  มินามิยังคงมีใบหน้าเรียบเฉยก่อนตัดสินใจใช้มือข้างหนึ่งที่โอบเอวผู้หญิงคนนี้ไว้บีบบังคับให้คนที่อยู่ใต้วงแขนขยับตัวได้ยาก   “หรือว่าไม่จริงคะ คุณจิ้งจอกเก้าหาง”    รอยยิ้มเหนือความคาดหมายถูกยิ้มให้ หญิงสาวที่ถูกกล่าวหาสบตาของคู่เต้นรำเธออย่างมีเลศนัย    เธอแค่กำลังสนใจ เพราะไม่เคยมีใคร..   “ฉันไม่รู้หรอกค่ะว่า คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร”   “เลิกแสดงละครได้แล้วค่ะ คุณเลือกเข้าหาผิดคนแล้ว”    ไม่ทันไรนั้นมินามิก็กระดกฝ่ามือขึ้นซึ่งเป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายของคู่เต้นรำอีกครั้งเพราะมีเล่มเล็กกำลังจ่ออยู่ที่เอว   “คุณเป็นคนชอบใช้ความรุนแรงเหรอคะ”   “เธอหนีไปไหนไม่ได้แล้วละ”     จังหวะนั้น มินามิส่งสัญญาณให้คนสังเกตการณ์รู้ตัว เริ่มตรงเข้ามาใกล้ทั้งคู่อย่างไม่ให้มีพิรุธ เพื่อจัดการจับเป้าหมายอย่างเงียบงัน    “คุณน่าสนใจนะ บอกฉันได้รึเปล่าว่าคุณเป็นใคร”  คนที่ถูกมีดจ่อเอวยังทำตัวไม่สะทกสะท้านส่งยิ้มพราวระยับ ขยับตัวเข้ามาใกล้มินามิ และหางตาของเธอเหลือบไปเห็นคนที่แอบมองมาทางนี้อยู่ก่อนแล้ว หยุดการเต้นรำเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางไม่พอใจ    “อย่าคิคหนีดีกว่า เข้ามาทำอะไรที่นี่” คนถูกถามที่ไปที่มาไม่ยอมตอบคำถาม กดปลายมีดเข้าใกล้คนที่ยังตัวติดกัน แต่นั้นไม่ได้เพิ่มความกลัวให้คนที่ถูกจับทางได้เลย    “นั้นสิค่ะ คิดว่าเรื่องมันคงง่ายกว่านี้เสียอีก” เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นมา ขนาดอดีตราชาระวังตัวทุกฝีก้าวยังพลาดท่าให้เล่ห์กลง่ายๆเมื่อจิ้งจอกเก้าหางโน้มหน้าเข้ามาใกล้จนปากของทั้งสองเกือบชนกัน  วินาทีนั้นที่มินามิรีบผลักตัวถอยหาง ปล่อยให้คนที่เคยจับกุมสบโอกาสหนีรอด ในเวลาเดียวกันอัตสึโกะรู้สึกว่าเส้นความอดทนขาดผิง เธอสะบัดแขนให้ออกจากการจับกุม ตรงเข้าไปจะเอาเรื่องผู้หญิงที่กล้าเข้ามายุ่งกับคนของเธอ แต่ฮารุนะเข้ามาขวางได้ทันการเสียก่อน    “เข้าไปจับเร็ว” เกิดความวุ่นวายในงานเพราะทหารเคลื่อนกำลังพลเข้ามาล้อมคนที่พึ่งจะหลุดออกมาจากมินามิเอาไว้  ซายากะรับหน้าที่กันแขกที่ไม่เกี่ยวข้องให้ออกห่างจากบริเวณนี้ เพราะกลัวโดนลูกหลงหากเกิดการปะทะ แต่ดูท่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อความอยากรู้อยากเห็นเข้าครอบงำให้ผู้คนพากันมุ่งดูไม่ยอมขยับไปไหน    อีกทางฝั่งหนึ่งมาริโกะ ฮารุนะ โทโมจิน ฮารุนะ ไม่เว้น สองนักวิจัยได้พาอัตสึโกะกับอัตสึมิออกห่างจากบริเวณที่เกิดความวุ่นวายตามที่มินามิได้บอก โดยที่อัตสึกโกะยังไม่ทันจะรู้เรื่องอะไรด้วยซ้ำ    “คุณ รู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่”   คำถามนี้ทุกคนก็อยากรู้เหมือนกัน ไม่ใช่แค่เพียงคนที่ถามเท่านั้น     มินามิเพียงยิ้มที่มุมปาก  บอกไปใครจะเชื่อว่ามันเป็นลางสังหรณ์ เพราะผู้หญิงคนนี้จงใจเข้าหาเธอมากเกินไปตั้งแต่เห็นตอนที่เธออยู่ใก้ลอัตสึจัง เธอเลยคิดว่าต้องมีจุดประสงค์อะไรบ้างอย่าง…รวมกับคำทำนายและท่าทางของอัตสึมิจังที่เห็นผู้หญิงคนนี้ครั้งแรก ซึ่งมันเหมาะเจาะมาก      แขนข้างหนึ่งของอดีตราชาถูกยกขึ้นร่ายเวทย์   หากจิ้งจอกเก้าหางคงไม่ยอมให้ถูกจับง่ายๆ ดีดตัวขึ้นบนฟ้าด้วยความเร็วขนาดมินามิสติควบถ้วนยังตกใจ ทหารโดยรอบใช้หอกกระทุ้งลงพื้นสร้างเป็นกรงขังล้อมเอาไว้แต่มันกลับแพ้ให้เวทย์ลำลายของจิ้งจอกเก้าหาง   “หากข้าถูกจับง่ายๆก็คงไม่สนุกพอดี”    และนั้นก่อนที่เวทย์ของอดีตราชาจะได้กักขังจิ้งจอกก้างหางเอาไว้ตามที่ใจนึกหนังสือสีดำในมือของจิ้งจอกเก้าหางก็ถูกเปิดก้างออก    ลมแรงจากภายนอกเข้ามาภายในอย่างไม่มีสาเหตุจนเหล่าทหารเสียรูปแบบการตั้งรับ จิ้งจอกเก้าหางใช้โอกาสนั้นเข้าใกล้ผู้ที่เป็นเป้าหมายตั้งแต่แรก แต่มีหรือที่ราชาจะไม่รู้และยูโกะเองก็รับรู้เช่นกันรีบเข้าไปคุ้มกันคนที่ตกเป็นเป้า    ซึ่งไม่ทันได้เอ๊ะใจเลยว่า ได้หลงกลติดกับเข้าให้แล้ว    “เอาละ มาสนุกกันหน่อยดีกว่า”       เป็นคำพูดสุดท้ายที่ดังก้องในหูมินามิ ก่อนที่จะถูกแสงสีดำกลืนกิน…        ..................................................................................................................................................................................................................... ไรท์นั่งปาดเหงื่อ เปิดมาตอนล่าสุดหาย คิดว่าจะต้องเขียนใหม่ทั้งหมด ดีนะไม่ลืมเซฟตอนนี้ลงเครื่องไว้ = =; ตอนใหม่รอก่อนนะคะ อยู่ในระหว่างเขียนที่ไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ // โดนรุมกระทืบ จริงๆไรท์กะจะเขียนลงต่อให้เสร็จ ติดอยู่ที่ต้องปั่นอีกเรื่องไปก่อน เพราะตอนล่าสุดไรท์ดันลืมเซฟลงเครื่อง T^T // ความโง่ตัวเองล้วนๆ
  12. Ch.6 คราบน้ำตา    ความรู้สึกแรกที่พบกันราวกับหัวใจฉันจะหยุดเต้น มันกำลังขาดสะบั่นลงช้าๆ ช้าๆ และช้าๆ   ไม่มีรอยแผล ไม่มีแม้แต่ร้องให้ได้ยิน   มีเพียงแต่น้ำตาที่ไหลอาบลงข้างแก้ม   สวรรค์กลั่นแกล้งกันเกินเหลือ ใยจึงต้องส่งกันมาเจอคนที่กลายเป็นอดีต ส่งมาตอกย้ำให้รู้ถึงความโง่ของตัวเองไปถึงไหน แค่นี้ไม่ยังไม่พออีกใช่ไหม    “มินามิ มินามิ เปิดประตูก่อน” ฮารุนะลงมือทุบกระจกรถด้านคนขับด้วยความร้อนรน เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเพื่อนสนิทมีอาการอย่างนี้และตนก็งงงวยเต็มทีว่าเกิดสิ่งใดขึ้น เพราะภายในไม่กี่นาทีที่ผ่านมามินามิได้วิ่งหนีออกจากร้านทั้งที่ไม่มีแววครึมฟ้าครึมฝน    ความนิ่งเงียบเป็นปฏิกิริยาตอบกลับทำให้คนที่ยืนรอภายนอกรู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่าง ไม่นานเธอก็เห็นคนรักวิ่งตามออกมาจากร้านอาหารด้วยสภาพเหงื่อท่วมตัว   ยูโกะหน้าซีดจัดจ้องตาฮารุนะอยู่สักพักก่อนแทรกตัวเข้าไปจัดการกับประตูคนขับ   “ฉันขอร้องเปิดประตูออกมาก่อน  คุณมีเรื่องที่ยังต้องรู้อีกมาก ออกมาฟังฉันอธิบายก่อน”    ไม่มีสิ่งใดตอบกลับมาเลยนอกจากความเงียบ   มินามิไม่แม้แต่จะเงยหน้าออกจากพวงมาลัยรถที่ซบใบหน้าไว้ เมื่อหัวใจมันราวเกินกว่าจะรับฟังอะไรนอกจากเสียงร้องแห่งความเสียใจ กระทั่งเสียงของเครื่องมือคู่ชีพแผดร้องออกมา อาจไม่ใช่อารมณ์ที่ควรจะสนใจถ้ามันไม่ใช่สายเรียกเข้าของลูกสาวเพียงคนเดียว   ความลังเลเริ่มเกิดขึ้นบวกกับเสียงของเพื่อนสนิทที่ดังอยู่ด้านนอกทำให้มินามิค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองออกไปภายนอกรถและไม่นานเสียงโทรศัพท์ก็เงียบลงไปอีกครั้ง มินามิได้ยินเสียงข้อความดังขึ้นมาแทน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากในการตวัดสายตาอ่านข้อความสั้นๆนั้นรวดเดียวจนหมด   [หนูถึงแล้วนะคะ] ยุยฮัง   อ่า เธอควรทำอย่างไร เธอควรเข้มแข็งเพื่อลูกไม่ใช่หรืออย่างไร    “มินามิ ออกมาเดี๋ยวนี้!เธอยังเห็นฉันเป็นเพื่อนอยู่ไหม มีอะไรก็บอกกันสิ ไม่ใช่เอาแต่ร้องไห้!” ฮารุนะทุบกระจกรถดัง ตึง หน้าตาของเธอบอกว่าจะไม่ทนอีกแล้วหากฉันยังปฏิเสธที่จะคุยกับเธอ    คนจำใจเจ็บต้องแบกเอาใจราวๆเปิดล็อคประตูรถเพื่อเชิญให้เพื่อนสนิทเข้ามานั่งด้านใน   “ยูจังกลับเข้าไปก่อนนะคะ ทางนี้เดี๋ยวฉันเคลียร์เอง” เจ้าของชื่อทำท่าอักอึก เมื่อเธอเองก็มีเรื่องอยากจะคุยกับคนที่นั่งแช่ตัวอยู่ในรถ จนกระทั่งได้ยินเสียงโทรศัพท์ที่สั่นเตือน ซึ่งไม่ต้องหยิบจับก็พอจะรู้ว่าใครโทรเข้ามา   “ฝากทางนั้นหน่อยนะคะ ยูจัง” เธอจำใจถอยห่างออกมาช้าๆ หากยังเฝ้ารอสถานการณ์ว่าจะเกิดอะไรไม่คาดฝันขึ้นรึเปล่า       “อย่านั่งเงียบแบบนี้ มินามิ”   “แล้วเธอจะให้ฉันพูดอะไร! ฮารุนะ!” มินามิเผลอแผดอารมณ์ออกมาจนคนด้านข้างตกใจ เธอพึ่งเคยจะเห็นมินามิเป็นอย่างนี้ครั้งแรก เพราะอะไรเพื่อนเธอถึงได้ดูเสียใจมากขนาดนี้ มีเพียงเรื่องเดียวที่เธอพอจะนึกออกและก็เป็นเพียงเรื่องนั้น    “อัตสึโกะซัง คือผู้หญิงที่ทิ้งเธอไปใช่มั้ย” ฮารุนะโยนหินตามทาง เพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้เดาเรื่องทั้งหมดผิดและเหตุผลที่ว่าทำไมเธอถึงได้คุ้นหน้าคุ้นตาอัตสึโกะมากนัก อาจจะเพราะรูปสมัยก่อนที่อีกฝ่ายเอาให้เธอดูก็เป็นได้   และการอีกฝ่ายไม่ยอมตอบคำถามเพียงแค่แสยะยิ้มที่มุมปาก นั้นทำให้เธอรู้คำตอบให้เธอแล้วว่า  มันใช่!    “อะไรจะบังเอิญขนาดนี้” ฮารุนะยกมือทาบอกครางเสียงต่ำ มองมินามิด้วยแววตาเห็นใจ อยากจะบอกความจริงออกไป ว่าทำไมอัตสึโกะคนนี้ถึงได้ทิ้งเพื่อนของเธอ แต่ไม่ใช่เรื่องที่เธอควรเล่าด้วยตัวเอง แม้เธอพอรู้ละเอียดอยู่บางเพราะได้ฟังมาจากสามี   “มินามิ ฟังฉันนะ ทุกคนย่อมที่เหตุผลของตัวเอง บางทีอัตสึโกะซังก็ไม่ได้อยากทำให้เรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้น”    มินามิตวัดสายตาแข็งกร้าวขึ้นมามอง และฮารุนะไม่คิดว่าเธอจะได้ยินคำพูดร้ายกาจแบบนี้จากปากของมินามิ   “เธอคงถูกผู้หญิงคนนั้นล้างสมองมาสินะ จ้างเธอเท่าไหร่ละ ถึงยอมพูดกับฉันแบบนี้ หรือผู้หญิงคนนั้นจะพูดเอาดีเข้าตัวจนตัวเองกลายเป็นคนน่าสงสาร!”    ราวกับมินามิคนนี้เป็นคนที่เธอไม่รู้จัก ความเกรี้ยวกาจในแววตาที่แสดงออกมานั้นทำให้ใจเธอเกิดความรู้สึกหวั่นไหว    มินามิเจ็บ เจ็บมากเกินไป จนไม่อยากจะฟังเธอพูดอะไร   “เธอลืมแล้วหรือว่าฉันเป็นคนอย่างไร ถ้าเขาไม่น่าสงสารฉันคงไม่พูดกับเธอแบบนี้ เปิดใจเธอฟังสักนิดสิ คนที่ทิ้งเธอไปเขาก็เจ็บอะไรไม่ต่างกับเธอนะ”   “คงจะเจ็บมากสินะที่ทิ้งฉันไปอยู่กับคนใหม่ เหอะ เธออย่ามาพูดตลกๆน่า ฮารุนะ เธอก็เห็นเด็กคนนั้น พยานรักของคนที่ผู้หญิงแพศยาคนนี้ตอนไปมีชู้”   “เพียะ!”   “มินามิ มีสติหน่อยได้มั้ย! ฉันไม่ได้อยากทะเลาะกับเธอ เธอจะพูดยังไงก็ได้แต่อย่าพูดถึงจูรี หรืออัตสึโกะแบบนี้ เขาอาจจะผิดที่ทิ้งเธอไป แต่เขาไม่เคยนอกใจเธอ!”    เป็นครั้งแรกที่มินามิถูกเพื่อนสนิทตบหน้า เธอทั้งโกรธและรู้สึกหน้าชา คำพูดของฮารุนะไม่ได้มีคำใดเข้าหัวเธอเลยด้วยซ้ำ   “เหอะ!! ไม่นอกใจเหรอ แล้วเรื่องที่ฉันเจอมามันคืออะไร! มันยังเจ็บไม่พออีกรึไง!อย่างเธอมันจะมาเข้าใจอะไร เธอไม่ได้มาเจ็บเหมือนฉัน ก็ดี ฉันจะได้รู้ว่าเธอถูกผู้หญิงแพศยาพรรค์นั้นล้างสมอง จริงสินะ สามีเธอก็สนิทกับผู้หญิงคนนั้น คงจะช่วยใสสีตีไข่จนทำให้ตัวเองดูดีขึ้นมาสิท่า”   “มินามิ!” ฮารุนะคิดไม่ถึง คิดไม่ถึงจริงๆว่าตอนมินามิร้ายจะเป็นอย่างนี้ ไม่เหลือเคาของมินิมที่เธอรู้จักเลย มินามิคนนี้เกี้ยวกาจและเย็นชาราวกับปีศาจ   ฮารุนะกัดริมฝีปากแน่น พยายามจัดการกับอารมณ์ก่อนลงมือเปิดประตูเพื่อออกไปข้างนอก   “ฉันจะบอกให้เธอรู้ไว้ว่า อัตสึโกะไม่ได้ทรยศเธอ! ไม่เคยเลยแม้กายหรือใจ”   “ปัง” เธอปิดประตูแล้วก้าวขาไวๆ ไม่ได้เหลียวมองคนที่ได้ก้มหน้าปล่อยน้ำตากับพวงมาลัยอีกครั้งอีกคราว    มินามิแค่พวกแสร้งทำเก่ง ปากร้าย ทั้งที่รู้ว่าใจมันราว เธอรู้ว่าเธอต้องการผู้หญิงใจร้าย เธอเฝ้าภาวนาขอให้เขากลับมา แม้จะสั่งให้ใจมันเกลียด ไม่คิดถึง ไม่รู้สึก ก็ยังทำไม่ได้ เธอไม่เคยปฏิเสธตัวเอง ว่าเธอไม่เคยลืม ไม่เคยลืมผู้หญิงใจร้าย    เจ็บปวดเกินกว่าจะทำใจยอมอภัยให้ได้จริงๆ แม้ไม่ได้อยากเกลียดเลย…   เพราะไม่เคยลืมว่ารักมากเพียงไร และไม่เคยลืมว่าต้องเจ็บปางตายอย่างไร..       ยุยฮังยังยืนกระวนกระวายอยู่หน้าร้านเนื่องจากต่อสายถึงผู้ให้กำเนิดไม่ติด   สงสัยว่าจะมีเรื่องอะไรหรือเปล่า หรือคุณพ่อร่างเล็กจะปิดเสียงไว้จนไม่ทันได้ยินเสียงสายเรียกเข้าของเธอ แล้วเธอจะทำอย่างไร ไม่รู้เสียด้วยว่าเพื่อนของพ่อและพ่อนั่งอยู่โต๊ะไหน ก่อนเหลือบมองคนด้านข้างที่พึ่งวางโทรศัพท์ไปเมื่อครู่    “ทำไม โทรหาพ่อไม่ติดหรือไง” ยุยส่ายหน้าให้อย่างจำใจ ปกติ ถ้าไม่ใช่เวลาทำงานพ่อจะเปิดโทรศัพท์ไว้ตลอดนิน่า แล้วทำไมถึงไม่ยอมรับสายนะ ที่แปลกเข้าไปใหญ่คือเธอส่งข้อความไปแล้วพ่อยังไม่ยอมตอบกลับมา   “เอางี้ เดี๋ยวฉันช่วยเดินหาหรือเธอจะเข้าไปนั่งโต๊ะที่เดียวกับฉันก่อน พ่อฉันกำลังเดินมา” พารุยังพูดไม่ทันขาดคำก็เห็นร่างของปะป๋าวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยความรีบร้อน    ยูโกะพยายามแสร้งยิ้มให้ลูกสาวทั้งที่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายขนาดไหน อย่าว่าแต่จะให้นั่งกินข้าวเลยไม่รู้ว่าคนที่อยู่ด้านในร้านจะหยุดร้องไห้แล้วหรือยัง นึกถึงแล้วอดเป็นห่วงไม่ได้     “ป๊าคะ นี่เพื่อนหนูชื่อ…”   “สวัสดีค่ะ ทาคาฮาชิ ยุยค่ะ   “ทาคาฮาชิ!” ยูโกะไม่อยากเชื่อสายตาอะไรจะบังเอิญขนาดนี้ แสดงว่าเด็กคนนี้ก็…   “เออ ยินดีที่ได้รู้จักจ๊ะ หนูทาคาฮาชิ”   “เรียกยุยก็ได้ค่ะ คุณน้า”  แหมที่กับเธอละไม่ยอมให้เรียกนะ ไอ้แมวน้ำบ้า! ที่กับป๊าเธอทำเป็นสุภาพนอบน้อม ยอมให้เรียกชื่อต้น สร้างภาพชะมัด!   ยูโกะถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอจะต้องตัดสินใจว่าสมควรพาเด็กคนนี้เข้าไปในร้านด้วยรึไม่ เพราะถ้าพาเข้าไป.. ใช่ เพื่อนของเธออาจจะต้องเจ็บปวดซ้ำสองกับการพบเด็กคนนี้ พบกับลูกสาวตัวเอง   แต่ก่อนจะอะไรนั้นเธอก็เห็นฮารุนะเดินเข้ามา และส่งเสียงเรียกเธอกับลูกเอาไว้   “ยูจัง พารุ”   “ม๊า” ยุยหันมองคนที่ยัยนักเรียนใหม่เรียกว่าม๊าแล้วต้องตะลึงเพราะผู้หญิงที่เข้ามาสวยราวกับนางแบบ หุ่นดีจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผู้หญิงที่ผ่านการแต่งงานมีลูกมาแล้ว  หากมาเจอกันลำพังเธอคงคิดว่าเป็นไฮโซสาวสวยที่ไหนมานั่งกินข้าวคนเดียว    ครู่นั้นยูโกะสบตากับฮารุนะพยายามจะบอกว่าเด็กคนนี้เป็นลูกสาวของคนที่อยู่ด้านล่าง และไม่นานเสียงของโทรศัพท์ยุยก็ดังขึ้นให้เจ้าตัวหันไปสนใจ พอรู้ว่าใครโทรเขามายุยก็เลี่ยงขอตัวออกมารับโทรศัพท์ท่ามกลางสายตาหนักใจของสองสามีภรรยาตระกูลโอชิมะ   “ยูจัง เขาไปดูอัตสึโกะก่อนเถอะค่ะ ทางนี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง”   “ฮารุนะ”   “ไปเถอะค่ะ ฉันรู้ว่ายูจังเป็นห่วงอัตสึโกะ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง” ยูโกะพยักหน้าให้อย่างรวดเร็วและไม่รีรอที่จะกลับเข้าไปในร้านคงมีแต่ลูกสาวคนเดียวอย่างพารุที่ยืนงงว่าป๊ากับม๊าของตนกำลังคุยอะไรกันอยู่    “เกิดอะไรขึ้นคะม๊า”   ฮารุนะสบตาลูกสาวที่จ้องจะเอาคำตอบอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจที่จะไม่เล่าเรื่องใดออกมา   “วันนี้ม๊าขอโทษหนูด้วยนะคะ แต่อีกสักพักเราคงต้องกลับบ้านกัน”   “อ้าว ทำไม…”   “เออ ขอบใจมากนะที่อุสาพามา แต่ฉันต้องกลับแล้วละ พ่อบอกว่ารออยู่ที่รถ ลาก่อนนะคะคุณน้า”   “อ้าว นี่ เธอ เดี๋ยว..” พารุยิ่งุนงงหนักกว่าเดิมที่เห็นคนพึ่งคุยโทรศัพท์เสร็จรีบล่ำลาเธอกับแม่แล้วเดินตรงไปยังลานจอดรถของร้านอาหาร   สรุปว่ามันเกิดอะไรขึ้นละเนี่ย          กลับมาภายในห้องรับประทานอาหาร ยูโกะตรงกลับเข้ามาก็เห็นคนที่นั่งร้องไห้อยู่ก่อนหน้ากำลังจับกระดาษทิชชูบนโต๊ะซับน้ำตาตัวเองช้าๆ ข้างๆมีจูรีที่บีบมือของคุณแม่อย่างให้กำลังใจ เธอรู้สึกสะเทือกจับภาพที่เห็นจนทำได้แต่เงียบแล้วเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ว่างด้านข้าง   “ฉันขอโทษ”   “ไม่ใช่ความผิดของเธอจะขอโทษทำไมเล่า ยูโกะ”   อ่า อัตสึโกะพยายามยิ้มให้เธอ แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูเศร้าเหลือเกิน    “อัตสึโกะ”   “ยูจัง ฉันน่ะ..”   “ฉันเข้าใจ” เธอจับมืออีกข้างของเพื่อนมาบีบไว้อย่างให้กำลังใจเช่นเดียวกับจูริ เธอเองก็สงสารจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ได้เพียงขอโทษที่ทำให้เพื่อนต้องมาเสียใจอย่างนี้   “เธอไม่ร้องนะ ต้องเข้มแข็งเพื่อจูริสิ”   ชื่อของลูกทำให้เธอฝืนกล่ำกลืนความขมขืนลงไปภายในหัวใจแล้วจับเอาเจ้าของร่างเล็กที่จ้องเธอด้วยสายตาน่าสงสารขึ้นมานั่งไว้บนตัก เธอกอดเด็กคนนี้แน่นราวกับกลัวว่าใครจะมาแย่งไป    “ถึงเวลาแล้วค่ะ จูริ ที่หนูต้องรู้ความจริง”   จังหวะนั้นเองที่ประตูห้องอาหารถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของผู้หญิงสองคนที่พากันเข้ามา ยูโกะกำลังจะบอกให้ภรรยาพาลูกสาวออกไปก่อน แต่อัตสึโกะกลับส่ายหน้าปฏิเสธ   “ไม่เป็นไรหรอกค่ะยูจัง”   “แต่มันเรื่องภายในครอบครัวเธอนะ”    อัตสึโกะส่วยหน้า เธอยืนกรานให้ทั้งสองคนมาใหม่เข้ามานั่งที่เดิมจนยูโกะไม่มีสิทธิ์ค้าน   พารุรู้สึกเกรงใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะเธอกำลังรู้สึกว่าตัวเองเสียมารยาทที่ได้เข้ามาฟังเรื่องส่วนตัวของคุณน้าอัตสึโกะแต่จะให้ออกไปตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว   “ก่อนอื่นฉันต้องขอโทษทั้งยูโกะแล้วก็ฮารุนะซังด้วยนะคะ หนูพารุด้วยนะ ที่ทำให้การมารับประทานอาหารในครั้งนี้ต้องกร่อย”   “อัตสึโกะ” ผู้ใหญ่สองคนมองหน้ากันอย่างเข้าใจ ไม่เคยคิดจะโทษเลย ทางเขาต่างหากที่ควรขอโทษเพราะทำให้เพื่อนต้องมาเจ็บปวดกับการพบกันอีก   “แล้วก็จูริค่ะ หนูเห็นผู้หญิงคนเมื่อกี้รึเปล่า”   “เขาทำให้มามี้ร้องไห้”  คำทักท้วงอย่างไม่ชอบใจจากปากของเด็กสาวที่ช้อนสายตามองหน้าของอัตสึโกะทำให้คนเป็นแม่ต้องกระซับกอดแน่นขึ้นอย่างสงบใจ   เธอไม่อยากให้ลูกว่าเขา ไม่อยากให้ลูกใจเขาผิด   “ไม่ใช่ค่ะ เขาไม่ได้ทำให้มามี้ร้องไห้แต่เป็นมามี้ต่างหากที่ทำให้เขาร้องไห้” มาตลอด ทำให้เขาทนทุกข์มาตลอด มินามิ ฉันขอโทษ ฉันขอโทษ   “ไม่เห็นจริงเลยก็เมื่อกี้เขาเข้ามามามี้ของจูริก็ร้องไห้”   พารุยังไม่เข้าใจสถานการณ์ตั้งแต่เมื่อตอนที่อยู่หน้าร้าน ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แล้วใครอะไร ทำไมคุณน้าอัตสึโกะถึงร้องไห้ นี่หรือคือสาเหตุที่ทำให้การดินเนอร์ถูกยกเลิกไป แล้วตัวเธอเองควรอยู่ฟังเรื่องนี้จริงๆหรืออย่างไร เพราะดูท่าจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย    “จูริฟังนะคะ คนที่หนูเจอเมื่อกี้นี่ เขาเป็นพ่อแท้ๆของหนู”        “จริงเหรอคะ มามี้” จูริดูจะช็อกมากกับสิ่งที่คุณแม่เล่าให้ฟังจนนั่งตัวแข็งราวกับรูปปั้น คนเมื่อกี้เป็นคุณพ่อแท้ๆของเธอ จริงใช่มั้ย พ่อของเธอไม่ใช่คนเดียวกับที่คุณตาบอก ไม่ใช่คนที่ชอบมาหาคุณแม่แล้วทำให้คนแม่เจ็บตัว    “ใช่ค่ะ จูริ มันเป็นความจริง แล้วหนูยังมีพี่สาวแท้ๆอีกหนึ่ง ชื่อ ทาคาฮาชิ ยุย หนูจำได้รึเปล่าค่ะว่าหนูเคยเจอพี่เขาตอนที่ไปซื้อของกับมามี้”   “พี่สาวคนนั้น” ด้วยความเป็นเด็กทำให้จูริไม่รู้จะพูดอะไรออกมากับความสับสนของตัวเองเมื่อมีข้อมูลใหม่ที่ผิดจากความเข้าใจเดิมถูกป้อนเข้ามา ซึ่งตรงกันข้ามกับพี่สาวอีกคนราวกับถูกหินถล่มใส่หัว   อะไรนะ!   ไม่สิ มันต้องเป็นคนละคนสิ  นาม สนุกทาคาฮาชิ มีคนใช้เยอะจะตาย แล้วทำไมเธอถึงต้องคิดว่าเป็นไอ้แมวน้ำงี้เง้านั้น   ‘เธอไม่มีน้องบ้างรึไง’   ‘ไม่มีหรอก’ เธอจำได้คำตอบที่เย็นชาของไอ้แมวน้ำที่บอกกับเธอได้ดี ว่าตัวเองไม่มีน้อง เพราะฉะนั้นต้องเป็นคนละคนสิ หรือถ้าไม่แล้ว ทำไมไอ้แมวน้ำถึงไม่ยอมรับว่าตัวเองมีน้อง หหรือแท้จริงเพราะไม่รู้ว่าตัวเองมีน้อง   “มามี้ขอโทษนะคะที่บิดบังหนู  มามี้มีความจำเป็นค่ะ เพื่อตัวหนูเอง มามี้ต้องปกป้องหนูจากคุณตา คุณตาเขาพยายามจะทำร้ายหนู  อย่าโกรธคุณพ่อหนูเลยนะคะที่เขาทำกับมามี้กับหนูอย่างนี้ เพราะเขาไม่รู้ว่าหนูเป็นลูก ไม่รู้ว่ามามี้ไม่ได้ทรยศเขา“ อยู่ๆเด็กสาวในอ้อมแขนของอัตสึโกะก็ร้องไห้เสียงดังซึ่งทำให้ผู้ใหญ่ที่กันบนโต๊ะอาหารตกใจพยายามจะเข้าไปช่วยอัตสึโกะที่แนบแก้มลงไปบนศีรษะของลูกสาวแล้วโยกตัวของคนในอ้อมกอดไปมาเบาๆเพื่อปลอบให้ลูกหยุดร้องไห้    อัตสึโกะเข้าใจว่าลูกอาจจะรับไม่ได้ที่จู่ๆเธอก็เล่าเรื่องอะไรอย่างนี้ให้ฟัง เพราะเธอปิดบังที่จะพูดถึงพ่อของเจ้าตัวมาตลอด สำหรับจูรีแล้วที่บ้านใหญ่ตระกูลมาเอดะก็คือบ้าน ซึ่งแตกต่างจากเธอที่คิดว่ามันคือนรก   “แล้วทำไมเขาถึงไม่อยู่กับมามี้ เขาปล่อยให้มามี้อยู่คนเดียวได้ยังไง”   “เพราะมามี้ผิดเองค่ะ มามี้โกหกเขาว่าจูรีไม่ใช่ลูกของเขา”   “มามี้” อัตสึโกะกัดฟันแน่นเมื่อเรื่องราวในอดีตกำลังฉายชัดขึ้นมาเป็นฉากๆ เธอแทบจะไม่มีแรงที่จะขยับปากต่ออีกเลย เธอทำผิดกับเขามากเหลือเกิน และทำผิดกับลูกมากเหลือเกิน   “มามี้ขอโทษค่ะจูริ ถ้าหนูจะโกรธอย่าโกรธคุณพ่อเลยนะคะ ให้หนูโกรธมามี้ เพราะมามี้เป็นคนสร้างเรื่องเอง” เด็กสาวผู้ร่ำร้องพยายามเก็บเสียงงอแงของตัวเองไม่ให้ออกมาอีกเมื่อเห็นดวงตาแสนเศร้าสร้อยของคนเป็นแม่ คุณแม่ตอนนี้ดูไม่มีความสุขอีกแล้ว   “มามี้ หนูอยากขอร้อง”   “คะ”   “กลับไปคืนดีกันได้มั้ยค่ะ” คำขอที่แสนใสซื้อของเด็กสาวเหมือนเป็นใบมีดที่ปักเข้าไปในใจของผู้ใหญ่ให้รู้สึกปวดราว ไม่ใช่ไม่อยากทำอย่างนั้นเลย แต่มันทำไมได้   “จูริ”   “เพราะคุณตาใช่ไหมคะ” อัตสึโกะพูดไม่ออก จูรีเป็นเด็กที่หัวไวและสิ่งที่ลูกพูดมันก็ถูกเกือบทุกอย่าง ใช่ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะพ่อของเธอแล้วผู้ชายที่แสนจะเลวร้ายคนนั้น   “มามี้ หนูอยากเห็นมามี้มีความสุข” ความปรารภนาของเด็กน้อยทำให้ผู้ใหญ่อีกครอบครัวสบตากัน พวกเธอสงสาร สงสารจูริเหลือเกิน ทั้งที่หนึ่งชีวิตเล็กๆนี้ควรมีความสุขกับชีวิตครอบครัวแท้ๆ แต่ทำไมผู้ใหญ่พวกนั้นถึงได้ใจร้าย กล้าใช้เด็กตัวเล็กแค่นี้เป็นเครื่องมือ   “จูริ มามี้ขอโทษ”   “หนูรู้นะคะ ว่ามามี้ไม่มีความสุขตอนอยู่บ้านกับคุณตา มามี้ไม่ยิ้มให้คนอื่นเลยนอกจากหนูกับคุณลุงพ่อบ้าน หนูอยากเห็นมามี้มีความสุข ฉะนั้นคืนดีกันได้มั้ยค่ะ”    ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่น้ำตาซึ่งเคยแห้งเหือดไปไหลออกมาอีกครั้งจนกระทั่งสัมผัสอบอุ่นของมือเล็กๆคู่นี้ เช็ดออกไปให้เธอ   จูริทำให้เธอยิ่งคิดถึงมินามิ เด็กคนนี้เหมือนมินามิมากจริงๆ นิสัย  การพูดการจา แล้วจะไม่ให้เธอคิดถึงได้อย่างไร      ไม่ใช่เธอไม่อยากทำ แต่เธอทำไมได้ต่างหาก เธอจะยอมให้สิ่งที่ทำมาสูญเปล่าไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด   “มามี้ขอโทษที่ทำให้หนูในตอนนี้ไม่ได้ สำหรับตอนนี้แค่หนูยังอยู่ยังเข้าใจมามี้ มามี้ก็มีความสุขแล้วค่ะ”     ยูโกะเผลอกำหมัดจนแน่น เธอต้องทำอะไรสักอย่างให้สองคนนี้หันหน้าเข้าหากัน อัตสึโกะเผชิญปัญหาคนเดียวมามากพอแล้ว เธอไม่อยากเห็นภาพของเพื่อนที่ต้องเจ็บปวดเพราะทนคิดถึงเจ้าของหัวใจซ้ำแล้วซ้ำอีก   เธอจะต้องจัดการอะไรบ้างอย่างกับบ้านตระกูลมาเอดะ             อีกทางด้านหนึ่งที่มีสภาพดูไม่จืดเช่นกัน ตลอดทางที่คุณพ่อร่างเล็กขับรถกลับบ้านคุณพ่อแทบจะไม่ยอมพูดอะไรกับเธอ ซึ่งค่อนข้างผิดปกติอย่างมาก และที่สำคัญกว่าคือรอยแดงบนใบหน้าของคุณพ่อ ซึ่งดูอย่างไรรอยนี่ก็เป็นรอยถูกตบ   ใครเป็นคนทำร้ายคุณพ่อแล้วมันเกิดอะไรขึ้นที่ร้านอาหารแห่งนั้น คุณพ่อถึงได้บอกเธอว่าตัวเองกับเพื่อนได้ยกเลิกนัดกันกะทันหันแล้วรอรับเธอกลับบ้านอยู่ที่ลานจอดรถ    ยุยพาตัวเองเดินเข้ามาจัดการเปิดไฟในตัวบ้านที่อยู่กันเพียงสองคนพ่อลูกก่อนเข้าไปในครัวเพื่อหยิบน้ำมาให้กับคนที่พึ่งจะจอดรถเสร็จ      มินามิทิ้งตัวลงบนโซฟาห้องรับแขกแล้วรับแก้วน้ำมาจากลูกสาวพลางส่งยิ้มบางๆแทนคำขอบคุณ ไม่มีทางที่ลูกจะไม่รู้ว่าเธอร้องไห้เพราะขนาดเธอยังรู้สึกปวดทั้งตา ปวดทั้งแก้ม แต่ลูกก็ยังเลือกที่จะไม่ถามเธอ และรอคอยคำฟังตอบจากเธอในยามที่เธอพร้อม     “เรื่องวันนี้พ่อขอโทษนะคะ”   “เกิดอะไรขึ้นค่ะคุณพ่อ”   “วันนี้ที่ร้านอาหาร..พ่อเจอ..ผู้หญิงคนนั้น”   “อะไรนะคะ!” ยุยตาโตแทบจะทันทีที่ได้ยินคำสารภาพของคุณพ่อร่างเล็ก เธอดึงมือของพ่อมากุมไว้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมีใครบอกเธอกูรู้ว่าพ่อเจ็บปวดมากแค่ไหน ขนาดเธอเองยังทำใจไม่ได้ แล้วพ่อละ พ่อของเธอจะเป็นอย่างไร   อ่า เธอสงสารเหลือเกิน คุณพ่อไม่ควรมาเจอกับเรื่องอย่างนี้เลย   “พ่อขอโทษจริงๆนะคะ ที่ดึงเอาหนูออกมาทั้งที่หนูไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย”   “คุณพ่อ” ยุยส่ายหน้าให้คุณพ่อร่างเล็กแล้วเข้ากอดคุณพ่อของเธอเอาไว้ คุณพ่อไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ที่ไม่ได้ให้เธอเจอกับผู้หญิงคนนั้น คุณพ่อก็แค่ต้องการปกป้องเธอ เพราะคุณพ่อรู้ว่าเธอคงจะเสียใจไม่ต่างกันถ้าเธอได้เจอกับแม่   “ลูกอยากเจอเขารึเปล่า”  ยุยรีบส่ายหน้าด้วยความรวดเร็ว เธอไม่ได้มีความต้องการนั้นอยู่เลย ไม่อยากเจออีกแล้วคนที่ทำให้พ่อต้องเจ็บปวด    “ยุย”   “คุณพ่อขึ้นไปพักดีกว่านะคะ คืนนี้หนูขอนอนด้วย” เธอไม่อยากให้พ่อต้องเจ็บปวดมากกว่านี้หากยังพูดถึงเรื่องของแม่ต่อไป พ่อจะต้องเสียใจมากกว่าเดิมเพราะมียังมีอิทธิพลกับพ่ออยู่มาก แค่ตอนนี้พ่อก็เสียใจกับแม่มากพอแล้ว ทำไมทุกสิ่งทุกอย่างถึงได้บังเอิญอย่างนี้ ให้เธอได้เจอแม่ไม่พอ ยังให้พ่อของเธอได้เจอแม่อีก ไม่รู้หรืออย่างไรว่ามันเป็นการยื่นยาพิษให้พ่อของเธอ       หลังจากจัดการกับสภาพที่ดูไม่ได้ของตัวเองเสร็จสิ้น มินามิฝังร่างของตัวเองลงบนเตียงนอนขนาดใหญ่ที่วันนี้ดูจะแคบลงไปเพราะเตียงนอนอีกฝั่งถูกใช้งานโดยลูกสาวที่หลับไปก่อนแล้ว สงสัยเธอจะอยู่ในห้องน้ำนานเกินเพราะมัวแต่คิดเรื่องที่ยังคงคาราคาชังในหัว ความเจ็บปวดที่เกาะกินใจเธอไว้แน่นหนาทำให้เธอไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้     ไม่เคยทรยศเธองั้นหรือ แล้วภาพในวันนั้นมันคืออะไร   คำพูดของผู้หญิงคนนั้นเธอจำได้ขึ้นใจ   ‘เราหย่ากันเถอะค่ะ เพราะฉันท้องกับคนอื่น’   ผู้ชายแปลกหน้าที่ถูกผู้หญิงแพศยาควงเข้ามาพร้อมกับใบตรวจครรภ์ว่าผู้หญิงแพศยาท้องกับมัน ผู้หญิงหน้าด้านไม่รู้จักพอ เล่นชู้กับคนอื่นในขณะที่อาศัยอยู่กับเธอ   ทำไมถึงต้องฆ่าฉันให้ตายทั้งเป็นแบบนี้ด้วยอัตสึโกะ   หรือเพราะความจริง เธอไม่เคยรักฉันเลย     ................................................................................................................................................................................................... แอบเสียใจที่อันเก่าลงไว้หายไป ตอนล่าสุดไรท์ไม่ได้เซฟไว้ในเครื่องด้วย ขอทำใจนั่งแต่งใหม่ก่อน T^T
  13. ปูเสื่อรอ
  14. พาไปทำไม่ดีไม่ร้าย! ผิดๆ
  15. Ch.5 โลกกลม   ‘Rrrr’ เสียงโทรศัพท์ดังตั้งแต่เข็มสั้นยังไม่กระดิกไปถึงเลขเจ็ดปลุกให้คนในผ้าห่มโผล่หน้าออกมาควานหาเครื่องมือสื่อสารขนาดจิ๋วก่อนจะรีบกดรับสายที่เข้ามารบกวนการพักผ่อนตั้งแต่เช้า   “อือ.. รู้แล้วๆ”   “จำได้ๆ.. แค่นี้นะ” เธอกดตัดสายโทรศัพท์ไปก่อนโยนมันวางไว้ที่ไหนสักแห่งบนที่นอน ไม่นานก็ค่อยๆโผล่ตัวออกมาจากผ้าห่ม   “อื่ออ”  ถูกรบกวนการนอนตั้งแต่เช้าทั้งที่อุสาลาหยุด เพื่อวันนี้จะได้อยู่บ้านสบายๆ       หลังจากเหตุการณ์ในสวนสาธารณะ เธอยังรู้สึกไม่อยากทำอะไร แม้แต่วันนี้ที่เพื่อนสนิทนัดไว้ยังอยากโทรไปขอยกเลิกนัดเสียด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดว่าจะเสียมารยาทกับครอบครัวนั้น และเพื่อนสนิทเธอที่โทรตามตั้งแต่ยังไม่เจ็ดโมงอย่างนี้   เฮ้ออ  กลัวเธอจะเบี้ยวนัดขนาดนั้นเชียว คุณนายโอชิมะ       เธอนึกขันเพื่อนตัวเองก่อนจะหันไปหยิบกรอบรูปบนเตียงนอนมาดู    ไม่กี่ปีลูกสาวของเธอโตขนาดนี้แล้ว เมื่อก่อนยังมาขอนอนห้องเดียวกับเธออยู่บ่อยๆเลย   ชอบฟังนิทานก่อนนอน ชอบให้ร้องเพลงให้ฟัง ชอบให้วาดรูปให้ดู ชอบให้พาเล่นเกม   เด็กน้อยยุยในตอนนั้นกลายมาเป็นคนที่พึ่งพาตัวเองได้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ   พอคิดว่าจะไม่ได้เห็นภาพของยุยที่เป็นอย่างนั้นแล้ว คนเป็นพ่อก็ใจหาย   ทั้งที่ยังอยากให้เป็นเด็กไปนานๆแท้ๆ   มินามิเอี่ยวตัวนำกรอบรูปวางไว้ที่เดิม   ตัดสินใจลุกจากเตียงตรงไปจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำ   เธอดีใจนะ ที่สามารถเลี้ยงเขาให้เติบโตสมบูรณ์แข็งแรงด้วยตัวคนเดียว             กินหอมของอาหารที่ลอยอบอวลออกจากห้องครัวทำให้มินามิต้องส่ายศีรษะ ขนาดวันหยุดแท้ๆลูกสาวเธอยังตื่นเช้ามาทำอาหาร นิสัยเหมือนกันไม่มีผิด   “อรุณสวัสดิ์ค่ะ”   มินามิเดินเข้าไปลูบหัวลูกสาวจอมขยันก่อนนั่งลงบนโต๊ะอาหาร ‘กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล’ ลูกสาวเธอรู้ใจเสมอ เธอใช้เวลาในการละเมียดละไมรสชาติของมันอยู่สักพักก่อนยกหนังสือพิมพ์ประจำวันขึ้นมาอ่าน    “เราตื่นเช้าเกินไปรึเปล่ายุย”     “มันชินนิค่ะ” เจ้าตัวจัดการปิดเตาแก๊สก่อนจะยกอาหารที่เตรียมเสร็จหมาดๆมาให้ปะป๋าสุดที่รัก   “เย็นนี้เตรียมตัวพร้อมรึยังคะ” ยุยส่งเสียงแซวคุณพ่อร่างเล็ก เรื่องที่จะออกไปเจอกับเพื่อนสนิทตอนเย็น ซึ่งพ่อห่างหายจากงานสังสรรค์มานาน วันนี้ถึงได้ดูดีใจมากกว่าปกติ ถึงพ่อจะไม่ได้แสดงออก เธอก็พอจะสัมผัสได้จากน้ำเสียงและแววตาของพ่อ   “เดี๋ยวนี้กล้าแซวพ่อเหรอเราน่ะ” มินามิยกมือไปยีหัวลูกสาวอย่างเอ็นดู    ยุยพยายามจับมือของคุณพ่อร่างเล็กออกเพราะตอนนี้ผมของเธอกำลังจะยุ่ง แต่กลับทำให้คุณพ่อยิ่งแกล้งเธอจนต้องขอยอมแพ้ บอกปะป๋าให้เลิกยีหัวสักที   “ดูสิค่ะ ยุ่งหมดเลย” ยุยส่งค้อนให้ผู้ให้กำเนิดที่ยังหัวเราะไม่หยุด เห็นคุณพ่อมีความสุขเธอก็อดยิ้มไม่ได้ ไม่บ่อยเลยที่คุณพ่อจะหัวเราะ ทั้งทีเธออยากให้พ่อหัวเราะทุกวันแท้ๆ แต่ก็ทำไม่ได้    คงจะมีแต่แม่คนเดียวที่ทำได้ ในเมื่อแม่เป็นคนพรากมันไปด้วยมือของตัวเอง    พูดถึงแม่ หลังจากเหตุการณ์ที่เจอกันในห้องสรรพสินค้า เธอยังไม่มีโอกาสได้บังเอิญเจออีกเลย   มันอาจดีต่อตัวเธอเองก็ได้ เพราะไม่รู้เจอกันเธอจะทำตัวอย่างไร    ในเมื่อโลกของเธอตอนนี้ มีแค่เธอกับพ่อเท่านั้น   เธอหนักใจจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของแม่ แต่ยังรวมถึงเรื่องของตัวเอง   ยัยนักเรียนใหม่ อาทิตย์นี้ทำกับเธอไว้แสบมาก ใช้เธออย่างกับทาส   พอยอมหน่อยได้ใจใหญ่ ไม่กลัวเธอแถมยังมีการเอาข้อต่อรองมาขู่   เธอยอมเพราะรู้สึกผิดเรื่องอุบัติเหตุเท่านั้น ไม่งั้นอย่าหวังว่ายัยนักเรียนใหม่นั้นจะได้ขมเธอ   “ยุยลูก คิดอะไรอยู่ พ่อเรียกเราตั้งนานแล้วนะ”   ยุยสะดุ้งจากภวังค์เมื่อมือพ่อเตะแขนเธอเบาๆ เธอเงยหน้าส่งยิ้มให้พ่อเพื่อกลบเกลื่อนพิรุธ   “ช่วงนี้เหมอบ่อยนะเรา”   “โธ่..พ่อค่ะ หนูบอกแล้วไงค่ะว่าช่วงนี้งานเยอะ คิดเรื่องงาน”   “แน่ใจนะว่าแค่เรื่องงาน” นั้นไงมาแล้ว วิธีจับผิดของพ่อ   “แน่ใจสิค่ะ”   “ไม่ใช่ว่าเพราะเพื่อนที่โทรหาลูกช่วงนี้บ่อยๆเหรอคะ”   “ไม่ใช่ค่ะ!” เธอตกใจเผลอตะโกนเสียงดัง ไม่คิดว่าพ่อจะรู้ถึงขั้นนั้น เห็นพ่อกลั้นยิ้มขำเธอรีบหาทางแก้ตัวต่อเป็นพัลวัน   “ไม่ใช่ค่ะพ่อ หนูบอกแล้วไงค่ะว่าเรื่องงาน หรือพ่อไม่เชื่อหนูคะ”    มินามิกลั้นขำจนปวดท้อง ลูกสาวคิดว่าเขาดูไม่ออกรึไงว่าแอบทำตัวแปลกๆไปในช่วงนี้ ครั้งก่อนก็เรื่องที่แก้มบวมไปรอบหนึ่ง ซึ่งเจ้าตัวบอกเข้าไปห้ามคนตีกัน    เอาตามตรง.. เธอไม่เชื่อ อย่างยุยหรือจะยอมให้ใครทำร้ายง่ายๆ เห็นอย่างนี้เธอให้ลูกเรียนศิลปะป้องกันตัวตั้งแต่เด็ก ไม่มีทางเสียหรอกจะถูกลูกหลงขนาดนี้   ดูยังไงรอยนั้นก็เป็นรอยที่ถูกตบในระยะประชิดเหมือนคนกำลังยืนเผชิญหน้ากันมากกว่าจะโดนลูกหลงอย่างเจ้าตัวว่ามา..   ส่วนสาเหตุของการที่ถูกตบเธอไม่อยากสืบหรอกนะ   เรื่องของลูกก็ควรปล่อยให้ลูกจักการเอง เธอแค่สังเกตการอยู่ห่างๆพอ   “ยังไม่ได้บอกเลยนะคะว่าไม่เชื่อ แล้ววันนี้ไม่ต้องออกไปไหนเหรอคะ”   คำทึกทักของปะป๋าทำให้คนที่พึ่งนึกออกว่ามีนัดตาโต ยัยนั้นดันโทรบอกเธอเมื่อคืนว่า เช้านี้จะออกไปซื้อของให้ตามไปช่วยขนหน่อย   เกินไปมั้ยละ! วันหยุดเธอยังไม่เว้น  เธออุสาปฏิเสธเพราะวันนี้มีนัดกับพ่อ แต่ฝ่ายนั้นไม่พอใจทำเสียงประชดประชันใส่ว่าแค่นี้ยังช่วยไม่ได้ ก็ไม่ต้องมาไถ่โทษ เธอเลยต้องเออออห่อหมกตาม   นี้ ถ้าพ่อไม่พูดเธอคงลืมไปเสียสนิท   ขอเบอร์เธอจากคาวาเอ้ได้ก็เอาใหญ่เลยนะ วันนี้เธอจะคุยให้รู้เรื่องค่อยดู   “หนูเกือบลืมไปเลย เดี๋ยวหนูขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะคะ” ยุยถอดผ้ากันเปื้อนสีสันสวยงามออกแล้วรีบวิ่งขึ้นไปชั้นสองของบ้านให้คุณพ่อร่างเล็กหัวเราะไล่หลัง   ยังไม่ทันจะแปดโมงด้วยซ้ำไม่รู้ลูกจะรีบไหน            สุดท้ายยุยก็มาถึงก่อนเวลานัด เธอก้มลงมองนาฬิกาที่ตอนนี้พึ่งจะเก้าโมงสิบห้านาที ยัยนักเรียนใหม่นัดเธอไว้ตอนสิบโมง   ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอต้องรีบมา คงเพราะกลัวว่ายัยเด็กเรียนใหม่จะหาเรื่องเธอถ้าเธอมาช้ากว่านี้       ปากร้าย กวนประสาท นิยามที่เธอตั้งให้บุคคลที่กล่าวถึง       ยุยตัดสินใจทิ้งตัวลงบนม้านั่งหินอ่อนกลางลานน้ำพุหน้าห้างสรรพสินค้า คิดว่าการออกมาก่อนเวลาดีตรงที่ว่า เธอมีเวลานั่งเล่นมองบรรยากาศยามเช้าสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อนกระวนกระวายเพราะกลัวจะมาไม่ทัน    เธอไม่ได้ขอให้พ่อมาส่งหรอกนะ เพราะอยากให้ท่านพักอยู่บ้านๆสบายๆ จึงนั่งรถประจำทางมาเอง     ไม่ทันไรเสียงเครื่องมือสื่อสารขนาดจิ๋วก็ร้องเตือนให้เธอต้องหยิบมันขึ้นมาดู     และเป็นดังคาดเมื่อเธอล่วงมันออกจากกางเกงยีนส์สีดำตัวโปรดก็เจอกับชื่อที่โชว์เด่นหลา ‘ยัยจอมกวน’ สงสัยจะโทรมาเตือนเธอเรื่องนัด เสียใจด้วยยัยจอมหาเรื่อง ฉันมาถึงที่นัดหมายแล้ว   “ค่ะ ว่าไงคะ” รู้สึกกระด่างปากจริงๆที่ต้องพูด คะ ขา กับยัยนี้ ถ้าไม่เป็นเพราะข้อตกลงที่ให้ไว้อย่าหวังเลยว่า เธอจะพูด   “ยุย ตื่นรึยัง” จำไม่ได้ว่าอนุญาตให้เรียกเธอว่า ยุย เฉยๆเมื่อไหร่ ยัยนักเรียนใหม่เนียนเฉยเลย มันน่าอารมณ์เสียมั้ย      “จนมาถึงแล้ว..คะ” เธอแอบกวนประสาทยัยนักเรียนใหม่แต่ก็ยังพยายามบังคับปากให้เติมคำว่า คะ ลงไปนะ    ไม่รู้ทำไมทรมานหัวใจอย่างนี้ เธออยากจะบ้าตาย   “ถึงแล้ว!”   “จะตะโกนทำไมเนี่ย..คะ” เกือบจะลืมพูด คะ แหนะ   “ก็จะรีบออกไปไหน คุณรู้มั้ยว่าคนอื่นจะคิดยังไงที่เห็นคุณไปนั่งรอฉันก่อนอย่างนี้”     อ้าว นี้เธอกลายเป็นฝ่ายผิดรึไง แม่คุณ   “เอาเป็นว่าฉันผิดโอเคที่มาก่อน เธอไม่ต้องรีบ แค่นี้ละ” พูดจบก็ตัดสายทิ้งไปโดยไม่สนใจว่าพารุจะพูดอะไรต่อ เพราะเธอขี้เกียจฟังยัยเด็กเรียนใหม่โวยวาย    ไอ้แมวน้ำบ้า! ไอ้แมวน้ำงี้เง่า!!   แล้วมาบอกให้ไม่ต้องรีบ  เห็นเธอเป็นคนยังไงกัน!! เดี๋ยวแม่ปล่อยให้รอสักสามชั่วโมงเลยดีมั้ย   พารุรีบเด้งตัวลงจากเตียงตรงดิ่งไปเข้าน้ำแบบลวกๆ ไม่สนใจแต่งตกแต่งตัวมันแล้ว หยิบชุดไหนได้ก็ใส่ๆไป ไปในสภาพนี้แหละ ชั่งมัน ขนาดป๊าม๊ายังทักเธอเลยว่าจะรีบไปไหน           ผ่านมาเกือบยี่สิบนาทีคนที่ยุยนั่งรอก็บึ่งรถเข้ามาในสภาพที่ต้องแอบลอบยิ้ม เมื่อเห็นผมยุ่งๆหน้าแทบไม่ได้แต่งเติม สงสัยแต่งตัวไม่ทันแน่ๆถึงมาในลุกกระแซะกระเซิงอย่างนี้    “ไม่ต้องมายิ้มมันความผิดคุณนั้นแหละ” พารุหันไปขอบคุณคนของพ่อที่ขับรถมาส่งให้แล้วสาวเท้าเข้ามาต่อว่ายุยที่นั่งไม่รู้ไม่ชี้   “ก็บอกว่าไม่ต้องรีบ” ยุยส่งขวดน้ำยื่นให้คนที่กำลังยืนหอบหายใจ  ฝ่ายนั้นมองมาอย่างสงสัย ไม่ยอมรับไปดื่มที   “เหนื่อยไม่ใช่รึไง ดื่มซะสิ ”  เธอไม่ได้ซื้อมาเผื่อยัยนี้หรอกนะ แค่ถือเงินไปเกินก็เลยซื้อมาสองขวดเท่านั้นเอง   “ขะ..ขอบใจนะ” เอาอีกแล้วอาการหายใจไม่ทันอย่างนี้  ทำไมต้องเกิดขึ้นตอนที่แมวน้ำทำดีด้วย พอรับขวดน้ำมาแล้วเธอก็ดื่มโดยที่ไม่ทันสังเกตว่าหน้าตัวเองแดงขนาดไหน จนไอ้แมวน้ำเอามือมาแตะหน้าผากเธอจนเกือบสำลักน้ำตาย   “แค๊กๆ ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย”    ยุยมองแขนเสื้อเชิ้ตของตัวเองที่เปียกน้ำด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายก่อนจะมองกลับมายังคนที่ต่อว่าไม่หยุด   “ก็เห็นหน้าแดงๆนึกว่าไม่สบาย”   ฉันจะไม่สบายเพราะเธอนี้แหละ ไอ้แมวน้ำบ้า   “ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ใครเขาพากันวัดไข้แบบนี้”   ยุยอยากเถียงคืนไปมากว่าคนทั่วไปนั้นละ ไม่รู้จะตกใจอะไรนักหนา   “แล้วสรุปจะให้ฉันมาช่วยถืออะไร”  เธอจบปัญหาโดยการเปลี่ยนเรื่อง เถียงก็แพ้ เงียบดีกว่า เบื่อ เซ็ง ทำอะไรก็ไม่ได้ ยังต้องมาเปียกเพราะน้ำที่ยัยนี้พ้นออกมาอีก   “ของฝากให้น้อง”   “เธอมีน้องด้วยเหรอ” อ้าว.. ก็ในประวัติบอกว่าเป็นลูกคนเดียว เธอไม่มีทางจำผิดแน่ๆ   หยุด ใครว่าเธอสืบประวัติยัยนี้ เธอแค่จำได้จากเอกสารข้อมูลที่ทางโรงเรียนส่งมาให้อ่าน ยัยนี้เล่นย้ายมากลางเทอม เด่นขนาดนี้ เธอต้องจำข้อมูลพื้นฐานได้เป็นธรรมดาอยู่แล้ว   “มีสิ น้องสาวฉันน่ารักมากเลยนะ พูดเก่ง ฉลาด แล้วยังขี้อ้อนมากๆ” บรรยายสรรพคุณน้องสาวเสร็จสรรพก็เดินนำเข้าไปในห้าง ให้คนที่ยังยืนงงๆอยู่รีบเดินตาม นี้ ไม่คิดจะขอโทษเรื่องแขนเสื้อเธอหน่อยรึไง อย่างน้อยก็ควรพาเธอเข้าไปล่างตัวเอาสิ่งสกปกออกนะ   เฮ้ออ เธอควรจะปลงดีมั้ย   “ไม่ใช่น้องแท้ๆเธอละสิ”   “ลูกของเพื่อนสนิทพ่อฉันน่ะ” นั้นไงเธอกะแล้ว   ฝ่ายคนถูกถามไม่ได้เอะใจว่ายุยรู้ได้อย่างไรว่าเด็กที่พูดถึงไม่ใช่น้องแท้ๆของเธอ   “แล้วเธอไม่มีพี่น้องบ้างรึไง” คำถามนี้ราวกับเป็นคมมีดที่ปักลงกลางใจของยุย เธอกัดริมฝีปากเล็กน้อยก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ จนคนถามไม่เข้าใจว่าเธอถามอะไรผิดตรงไหน   “ไม่มีหรอก”   ทำไมต้องทำหน้าเหมือนฝังใจอะไรขนาดนั้น       จากที่เธอวางแพลนว่าวันนี้จะแวะเข้าดูอัตสึโกะที่บ้านเก่ากลายเป็นว่าอัตสึโกะย้ายมาอยู่ในบ้านที่เธอจัดหาให้เร็วกว่ากำหนด วันนี้เธอจึงว่างทั้งวัน.. ซึ่งเหมือนจะเป็นอย่างนั้นสุดท้ายเธอก็ต้องมานั่งอยู่เป็นเพื่อนอัตสึโกะที่ดูไม่ปกติในหลายวันที่ผ่านมา   “หรือ..เธอเจอหมอนั้น” ผู้ชายที่อยากได้อัตสึโกะจนตัวสั่น นึกแล้วอยากเข้าไปกระทืบมันดูสักตั้งสองตั้ง ข่าวล่าสุดรายงานว่าหมอนั้นเข้าไปบ้านใหญ่ของอัตสึโกะ ไม่รู้ว่าเข้าไปติดต่ออะไรกับพ่อของอัตสึโกะอีกรึเปล่า   แค่ได้ยินเธอก็หนักใจ กลัวความเคลื่อนไหวของทางพ่ออัตสึโกะเหมือนกัน   ทำไมถึงต้องทำลูกแท้ๆของตัวเองขนาดนี้นะ   ทั้งที่ท่านน่าจะสำนึกได้ว่าอัตสึโกะเป็นคน มีจิตใจ ไม่ใช่หุ่นเชิดของท่านเหมือนอย่างที่ท่านกำลังทำอยู่    “วันนี้ ยูจัง จะพาออกไปกินข้าวที่ไหนคะ ได้ข่าวว่าจะเจอกับเพื่อนสนิทของฮารุนะด้วย” นอกจากไม่ยอมตอบคำถามแล้วยังพาเธอเปลี่ยนเรื่องได้หน้าตาเฉย นี้ก็เหลือเกิน    เธอหมดหนทางจะคาดคั้นจริงๆ ความจริงก็ไม่อยากคาดคั้น ถ้าเพื่อนสนิทไม่มีสีหน้าผิดปกติตั้งแต่วันเกิดเรื่องที่สวนสาธารณะ    ไม่รู้ไปเจออะไรมา   “ร้าน sps ติดริมแม่น้ำน่ะ ” เธอยอมๆปล่อยไปก่อน บทจะเงียบต่อให้เอาครีมมาง้างปากอัตสึโกะก็ไม่ยอมพูดหรอก     “แล้วตกลงเธอบอกความจริงเรื่องพ่อเขากับลูกยัง”  เธอเห็นแววตาหม่นหมองไหววูบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับมานิ่งเหมือนเดิม นี้ก็คงจะไม่ได้บอกสินะ   “ฉันยังไม่มีโอกาสดีๆได้บอกสักที” นั้นไงกะแล้ว     อัตสึโกะยิ้มออกมาด้วยความเศร้า หวนนึกถึงใบหน้าที่ได้เจอกันเมื่อไม่นาน เขาซูบผอมลงไปมาก ไม่รู้เพราะโหมงานหนักรึเปล่า    ยิ่งเจอยิ่งคิดถึง ยิ่งอยากเข้าหา อยากเข้าไปถามว่าเขาเป็นอย่างไร    “แล้วจูรี..”   “ลูกบอกว่าจะรอจนกว่าฉันจะพร้อมเล่าให้ฟัง”   “เป็นเด็กดีนะ”   “ใช่..เป็นเด็กดีมาก” เหมือนเขาคนนั้น   ลูกทำให้เธอคิดถึงเขาได้มากขนาดนี้เลยหรือ   “ถ้าเธอมีอะไรจะเล่าก็เล่าได้นะอัตจัง”   “ขอบใจนะ แต่ว่า.. ฉันยังไม่พร้อมจริงๆ” ยูโกะตบบ่าเพื่อนสนิทเบาๆบอกว่าเธอเข้าใจ จะไม่เซ้าซี้อีก   “เอาเป็นว่า เธอเตรียมตัวรอนะ ให้สวยที่สุดในค่ำคืนนี้เลย เราไปเที่ยวกัน”   อัตสึโกะยกยิ้มเล็กน้อยกับคนทำหน้าทะเล้นขยิบตาให้เธอ แค่ไปกินข้าวกับเพื่อนสนิทของคนรัก นินะ ยูจัง          ฮารุนะเดินออกจากบ้านมาพักใหญ่นั่งรอคนรักที่หายเข้าไปภายในบ้านหลังข้างกันนานสองนาน ตั้งแต่กินข้าวเสร็จ คนรักของเธอก็หายหน้าหายตาออกจากบ้านเพื่อไปอยู่กับเพื่อนสนิท   เธอไม่ได้อยากเห็นแก่ตัวหรอกนะ แต่เธอกำลังรู้สึกน้อยใจที่ความสำคัญของเธอลดลงไปทั้งที่ปกติยูโกะจะใช้เวลาเอื่อยเฉื่อยอยู่กับเธอในช่วงเวลาวันหยุดก่อนถึงเวลานัดไปไหนแท้ๆ   หมู่นี้..ยูโกะใส่ใจอัตสึโกะมากเกินไปจนเธอกลัว..   ทั้งที่ยังอยู่ด้วยกันทุกวันแต่เธอกลับเริ่มรู้สึกถึงความห่างไกล   “ฮ้าว ฮารุนะ” เสียงทักอันคุ้นเคยทำให้เธอรีบปั้นหน้ายิ้มส่งให้คนรัก   “ทำไมมานั่งตรงนี้คะ” ยูโกะถามด้วยความเป็นห่วง แม้ตรงนี้จะมีเงาของต้นไม้ต้นใหญ่บด แต่ทว่าอากาศข้างนอกค่อนข้างร้อน เธอกลัวคนรักจะเป็นลมเวียนหัวไปซะก่อน   “ออกมานั่งคิดอะไรเพลินๆ อยู่ในบ้านแล้วเบื่อๆน่ะค่ะ” เธอก้มลงมองพื้น ต้องเบื่ออยู่แล้วถูกทิ้งให้อยู่ภายในบ้านเพียงคนเดียวนิ    ไม่ใช่ว่ายูโกะไม่สังเกตอาการผิดปกติของคนรัก แต่เธอคิดว่าคนรักของเธออาจจะเหนื่อยหรือกลุ้มใจอะไรหลายๆเรื่องในช่วงนี้ถึงได้ทำตัวแปลกๆ    เธอจับมือของฮารุนะมากุม   “วันนี้แต่งตัวให้สวยเลยนะคะ ได้เจอเพื่อนทั้งที ฉันจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงให้เอง”เธอทำท่าตบกระเป๋าเหมือนพวกเสี่ยที่ชอบทำในภาพยนตร์ชื่อดังทำให้คนรักของเธอค่อยๆยิ้มออกมา   แค่นี้เธอก็โล่งใจแล้ว   “เลี้ยงไหวแน่เหรอค่ะ”   “ไหวสิค่ะเพื่อ…ภรรยาสุดที่รักทั้งที” เธอก้มลงไปขโมยหมอแก้มคนรักฟอดใหญ่จนถูกฝ่ามือปะทุสะร้าย   ‘คนบ้า’ เป็นคำที่ฮารุนะค้อนเธอก่อนจะเดินหายเข้าไปในบ้าน   ได้หยอกฮารุนะวันละนิดวันละหน่อย แค่นี้เธอก็มีความสุขแล้ว   ใครจะเชื่อว่าฮารุนะแสนเซ็กซี่ของเธอจะเขินให้เธอเวลาที่เธอแสดงความรักอย่างนี้                เวลาผ่านมาเกือบจะห้าโมง มินามิได้รับข้อความจากลูกสาวว่าจะตามไปเจอที่ร้านอาหารเพราะป่านนี้คนที่ชวนไปซื้อของยังหาของถูกใจไม่ได้เลย และ..ตัวลูกของก็ยังไม่สามารถปลีกตัวออกมาได้    เป็นเรื่องน่าขบขันอย่างหนึ่งที่ลูกเธอยอมตามใจคนอื่น ถึงขนาดเรียกว่าตามใจในระดับไม่ธรรมดา อยากจะรู้นักว่าเป็นลูกเต่าเหล่าใครถึงสามารถควบคุมลูกสาวเธอได้   จวนจะใกล้เวลานัดเสียงโทรศัพท์ก็ร้องเรียกอย่างไม่ขาดตกบกพร่องหน้าที   รู้งานจริงนะ  โทรเช้า โทรเย็นเลย    เห็นเธอคนไม่รักษาสัญญาตั้งแต่เมื่อไหร่ ยัยฮารุนะ   “คนบ้างาน อยู่ไหนแล้ว” คำทักทายทำให้มินามิคิ้วขมวด เมื่อไหร่จะเลิกเรียกฌะออย่างนี้นะ   “กำลังจะออกไป”     “แล้วเจอกันนะ ฉันมีคนจะแนะนำให้เธอรู้จักด้วย”    คนที่นั่งอยู่แบะหลังส่งยิ้มแหะๆ เธอรู้สึกเกรงใจอยู่ที่มาด้วยทั้งที่ไม่ได้มีความเกี่ยวโยงกัน แต่เพราะยูโกะคะยั้นคะยอขอให้เธออกมาตั้งแต่หลายวันก่อน โดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากทิ้งเธอกับลูกไว้ที่บ้านเพียงลำพังเพราะกลัวคนของพ่อเธอจะตามตัวเจอ ด้วยเหตุผลนี้เธอถึงปฎิเสธไม่ได้   “อะไรของเธอหะ  ฮารุนะ ไม่เห็นบอกฉันก่อนเลย” มินามิบ่นใส่ปลายสาย นี้จะมีคนอื่นนอกจากคนในครอบครัวไปด้วยเหรอ ไม่รู้จักบอกเธอล่วงหน้า แล้วเธอจะทำตัวถูกมั้ยละทีนี้   “เอาน่า ถึงแล้วเธอก็รู้จักเอง คนนี้เป็นเพื่อนสนิทของคนรักฉัน เธอเป็นคนดีน้า เป็นกันเอง น่ารักด้วย”  คนถูกชมก้มหน้างุดพวงแก้มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ ถูกคนอื่นชมต่อหน้าอย่างนี้เป็นใครใครก็ต้องเขิน   “ก็คนกันเองสินะ เอาเถอะๆ ฉันจะรีบออกไป” มินามิตอบอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะกดตัดสายเพื่อนสนิท มีคนเพิ่มมาอีกก็น่าจะทำให้มืออาหารนี้มีสีสันขึ้นละมั้ง   ชอบทำอะไรไม่ปรึกษากันอยู่เรื่อยเพื่อนเธอคนนี้               ยุยกระวนกระวายอยู่พักใหญ่หลังจากมองนาฬิกาที่เข้าใกล้เวลานัดกับพ่อเข้าไปทุกที ออกมาตั้งแต่เช้าเดินขาลากมาจนเย็น แต่อีกฝ่ายยังไม่มีท่าจะหยุดซื้อของจนเธอชักจะทนไม่ไหว    “เสร็จรึยัง ฉันรีบอยู่นะ” เธอชักสีหน้าต่อว่าคนที่ไม่รู้จักสำนึกว่ากำลังจะทำให้เธอเดือดร้อยโดยการผิดนัดกับผู้ใหญ่   “คุณจะรีบไปไหนของคุณ”   “ก็บอกแล้วว่าฉันมีนัดกับพ่อที่ร้านอาหารตอนห้าโมงครึ่ง” พารุก้มมองนาฬิกา ขาดอีกห้านาทีก็จะห้าโมง ไม่แปลกใจว่าทำไมแมวหน้าน้ำนิ่งถึงแสดงอารมณ์ไม่พอใจออกมา    ถ้าเธอยังแกล้งต่อก็ดูจะไม่ให้เกียรติอีกฝ่าย เอาเถอะ ถือว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อน เพราะเธอเองก็มีนัดกับครอบครัวเหมือนกัน   “กลับก็กลับสิ”  พารุเดินนำออกไปจากห้างโดยโยนของทั้งหมดที่ซื้อมาให้ยุยถืออีกตามเคย   ไอ้แมวน้ำหรือจะกล้ามีปากเสียง ในเมื่ออยู่ในช่วงไถ่โทษเธออยู่   “แล้วนี้เธอจะกลับยังไง” ไม่รู้ทำไมถึงต้องถาม คงเป็นเพราะท้องฟ้าเริ่มมืดและท้องถนนคับคั่งด้วยรถยนต์ หากอีกฝ่ายจะโดยสารรถประจำทางกลับก็คงไม่มีทางทันเวลานัดที่บอกไว้   เธอไม่ได้เป็นห่วงสักนิด   “ฉันจะนั่งแท็กซี่ไปเจอพ่อที่ร้านอาหารเลย”    ผู้หญิงคนเดียวนั่งแท็กซี่นินะ ฆ่าตัวตายชัดๆ   “เอาอย่างนี้ ไปกับฉัน เดี๋ยวฉันแวะไปส่ง”   “ไม่ต้อง”   “คุณยังมีข้อตกลงกับฉันอยู่นะ” เธองัดไม้ตายมาต่อรองให้คนที่ต่อปากต่อคำไม่กล้าเถียงต่อ   “จะไปลงที่ไหน”   “ร้านอาหาร sps” คำตอบของรองประธานนักเรียนทำให้พารุยืนแข็งทื่อจนเผลออุทาออกมาว่า   “อะไรนะ”   “ก็บอกว่าร้าน sps”    มันจะบังเอิญเกินไปรึเปล่า มันร้านเดียวกับที่ป๊านัดเธอไว้ แถมเวลายัง….   หวังว่าคงไม่..   “งั้นไปกับฉัน ไม่ต้องปฏิเสธ”   ยุยถูกลากแขนไปด้วยความมึนงง อะไรของยัยนี้กัน..   เดินลิ่วๆไม่ห่วงสวัสดีภาพเธอเลย ช้าหน่อยก็ได้แม่คุณ   ถ้าของที่ไปถล่มซื้อมาเสียหาย เธอจะไม่รับผิดชอบด้วยนะ               เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะหลังจากมินามิเดินเข้ามาถึงโต๊ะที่เพื่อนสนิทโบกมือเรียกให้เข้าไปนั่ง ภาพของผู้หญิงในชุดกระโปรงสีดำเกล้าผมเก็บเรียบร้อยแต่งหน้าอ่อนๆกำลังสบตากับเธอด้วยความตกใจ ทำให้เธอเผลอกำหมัดแน่น ลำคอแห้งผาดไล่สายตามองไปยังเด็กตัวเล็กที่กอดผู้หญิงแพศยาไว้และแสยะยิ้มออกมาก่อนก้าวขาออกจากร้านโดยไม่สนใจเสียงเรียกของเพื่อนสนิทที่ตะโกนไล่หลังเธอ   “มินามิ เดี๋ยว..!” คนบนโต๊ะยังมึนงงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยูโกะเห็นคนรักวิ่งออกจากร้านำปเพื่อตามเพื่อนของตัวเองกลับมา ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของบริกรและแย่กว่า คืออัตสึโกะกำลังปล่อยน้ำตาออกมาโดยไม่สนว่าลูกจะอยู่ด้วยรึเปล่า จูริไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ร้องไห้ตามคุณแม่     โชคดีที่เธอจองร้านในมุมที่ค่อนข้างเป็นสวนตัว ไม่เช่นนั้นคงมีสายตาหลายร้อยคู่มองมาที่โต๊ะเธอเป็นตาเดียวกัน   “อัตสึโกะ” เธอลูบหลังของเพื่อนสนิทให้หยุดร้อง หน้าของอัตสึโกะเหมือนคนกำลังจะขาดใจ เธอไม่เข้าใจสถานการณ์ว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้น แล้วเพื่อนสนิทของฮารุนะกับอัตสึโกะรู้จักกันมาก่อนรึไง ถึงได้มองกันด้วยสายตาอย่างนั้น   “ยูจัง ฮึก เขา เขาคนนั้น เขาคือ คนนั้นๆ” ความจริงที่ออกมาปนเสียงสะอื้นทำให้ยูโกะตาโต หันควับมองประตูร้าน   “อะไรนะ!”  เธอพลาดแล้ว พลาดมากๆ เธอลืมไปได้ยังไงกันว่ารูปคนรักที่อัตสึโกะเคยเอาให้ดูเป็นคนเดียวกับเพื่อนสนิทของฮารุนะ!!   แล้วแบบนี้เธอจะทำอย่างไร ในเมื่อเธอเป็นคนยื่นมีดให้เพื่อนสนิทด้วยตัวเอง   ไม่ได้แล้ว เธอต้องตามผู้หญิงคนนั้นกลับมาคุยกับอัตสึโกะให้รู้ความจริง       ...................................................................   เนื่องจากหายไปนาน ขอไถ่โทษให้โดยการลงสองตอนเลย เอาแล้วไง น้ำเดือนปุดๆเลย อัตสึมินะ เจอกันแล้ว