abura

Members
  • Content count

    633
  • Joined

  • Last visited

About abura

  • Rank
    Senbatsu

Contact Methods

  • Website URL http://-
  • Facebook -
  • Twitter -

Profile Information

  • Interest in Groups AKB48
  • Oshi-Members takamina

Recent Profile Visitors

1681 profile views
  1. 555 งั้นเดี๋ยวไรท์อันบ็อก face ไปให้นะคะ
  2. แปลกจัง ไม่ขึ้นนะคะ  ขอตอบในนี้เลยนะคะ เดี๋ยวไรท์จะเอามาลงให้ใหม่นะคะ แต่คงอีกสักพักเพราะจริงๆช่วงที่ผ่านมา(แอบหายตัว) ไรท์เข้าไปรีไรท์เรื่องนี้ใหม่หมดทุกตอน รวมถึงตอนที่อยู่ในลิงค์ด้วย (ไรท์เป็นคนลบเองจ้า) เพื่อจะเอามาลงในเว็ปนี้(ลงไปแล้วด้วย) พูดแล้วน้ำตาจะไหลอีกรอบ ซึ่ง... อย่างที่ทราบดีค่ะว่าเรื่องไหนที่ไรท์แก้ในเว็ปนี้หรืออื่นๆ ที่ลงไปในช่วงที่ผ่าน ลอยหายไปกับสายน้ำ ขอไรท์เคลียร์ตอนล่าสุดของเรื่องนี้กับอีกเรื่องให้เสร็จก่อนนะคะ แล้วไรท์จะค่อยๆไปขุดลงมาให้อ่านใหม่
  3. 555 ไรท์กำลังนั่งปั่นนะคะ
  4. 555 ไรท์กำลังนั่งปั่นให้อยู่นะคะ รอๆวนไปค่ะ
  5. ใช่แล้วค่ะ แล้วเป็นตอนที่ไรท์ไม่ได้เซฟไวในเครื่องเลยต้องนั่งเขียนใหม่ T^T
  6. Sp.3.2     ซาเอะรู้สึกน้อยใจเมื่อกลายเป็นคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องการฟื้นพลังของอัตสึโกะจนต้องเดินหน้าง้อหนีมาจนถึงโรงเรียนสอนเวทมนต์ ซึ่งจุดประสงค์ที่แท้จริง หลายคนก็น่าจะทราบกันอยู่    “อ้าว มิยาซาวะซัง ไม่ไปเตรียมงานเหรอคะ”   เสียงของคิตาฮาระ ริเอะเรียกให้เธอหันไปสนใจ ก่อนจะส่งยิ้มเป็นมิตรทักทายเพื่อไม่ให้ตัวเองดูมีพิรุธ   “เหลือแค่รอให้ฮิเมะมาตรวจดูงานค่ะ”   “พอดีเลยค่ะ”  เธอชักจะได้กลิ่นตุๆจากไอ้ประโยค ‘พอดีเลยค่ะ’เสียแล้วสิ    ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เธอชักจะเริ่มเกลียดประโยคนี้   “ไหนๆมิยาซาวะซังก็มาถึงนี้แล้ว ช่วยเข้าไปดูการฝึกต่อสู้จำลองของวันนี้ให้หน่อยนะคะ”   นั้นไง!! คิดไว้ไม่ผิด!   พอดีเลยค่ะทีไร มันต้องเป็นอย่างนี้ทุกที!   ทำไมต้องเป็นเธออีกแล้ว!                     “นะคะ มิยาซาวะซัง จริงๆก็มีทหารชำนาญการมาสอน แต่อยากขอความร่วมมือจากมิยาซาวะซังอีกแรง  นะคะ ยังไงๆก็เป็นนักเรียนชั้นท็อปคลาสปีสุดท้ายแล้วด้วย อยากให้มีประสบการณ์เยอะๆ”   เดี๋ยว!! ขอใหม่อีกรอบ ให้เธอไปดูคลาสไหนนะ!     “นะคะ มิยาซาวะซังเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนนะคะ มิยาซาวะซังช่วยเข้าไปดูให้หน่อยนะคะ” เอ่อ แล้วเธอจะปฏิเสธได้มั้ยเนี่ย เล่นพูดเองเสร็จสรรพอย่างนี้   คนที่นี่มันเป็นเหมือนกันหมดรึไงฟร๊ะ   จริงๆ เธอก็ไม่ได้จะไปหาใครนะ แค่ได้ยินว่าเป็นคลาสไหนหูมันก็ผึ่งท่านั้นเอง   “ก็ได้ค่ะ ฉันจะเข้าไปดูให้”   “ขอบคุณนะคะ มิยาซาวะซัง”   ใจจริงเธออยากขอบคุณมากกว่าที่เปิดโอกาสให้เธอไปยืนมองน้องง่ายๆ ฮ่าๆๆ             ไม่ถึงห้านาทีต่อมา คนที่ถูกขอร้องแกมเต็มใจก็พาตัวเองมาหยุดอยู่ข้างสนามประลองเวทย์ของโรงเรียนซึ่งกำลังมีการจำลองการต่อสู้ โดยมีผู้คุ้มการฝึกซ้อมเป็นทหารที่เธอค่อนข้างคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่มากเพราะนายทหารคนนี้เป็นหนึ่งในหัวกะทิของหน่วยรบภาคสนามและคุ้นๆด้วยว่า มีชื่อเสีย(ง)เกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงบ่อยๆ     จะเรียกได้ว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตากำลังทำให้ซาเอะไม่พอใจอย่างมากก็ถูก เพราะคู่ที่กำลังต่อสู้กันในสนามตอนนี้ เป็นเด็กในความดูแลของเธอ ที่ถูกแนบชิดเรือนร่างโดยนายทหารมากชื่อเสีย(ง)เรื่องผู้หญิง   มือหยาบกร้านของชายทหารรวบข้อมือเล็กทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะแล้วดันกระแทกร่างอ้อนแอ่นชนเข้ากับต้นไม้อย่างจัง ปลายมีดคมกริบถูกตวัดเข้าจ่อคอของสาวน้อยที่ไร้ทางสู้ พยายามจะดิ้นให้หลุดจากการคุกคาม   ก่อนที่ใบหน้าของชายหนุ่มทหารจะก้มลงเข้าใกล้สาวน้อยที่ไม่กี่นาทีก่อนได้ต่อว่าให้เขาอับอายขายขี้หน้านักเรียนในคลาส เพราะเขาได้แอบลวนลามเพื่อนสาวของเธอ   แต่ตอนนี้ซาเอะบอกเลยว่าจะไม่ทน!   ก่อนจะรู้ตัวว่าเผลอทำอะไรลงไป เสียงกรี๊ดของนักเรียนในคลาสก็ดังขึ้นพร้อมสายตาตะลึงปนตกใจของสาวน้อยที่ถูกดึงรวบไปอยู่ข้างหลังของคนที่เข้ามาใหม่   “ซาเอะซัง!”  คำว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ถูกกลืนหายลงไปในลำคอเมื่อถูกสายตาคาดโทษจากคนพี่ตวัดมาใส่    เธอยืนอ่ำอึ่งเหมือนรูปสลัก กำลังสงสัยอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเมื่อครู่นี้ร่างของชายที่พยายามปล้นจูบเธอก็กระเด็นออกไปนั่งจุกอยู่บนสนามไกลจากต้นไม้   “อย่าบังอาจมายุงกับคนของฉัน!” คำว่าคนของฉัน ทำให้เสียงกรี๊ดดังต่อเนื่องและดังขึ้นกว่าครั้งแรกมาก จนคนกรี๊ดคอแทบแตก แต่ไม่ใช่กับคนที่ยืนฟังอยู่ด้านหลังแน่ๆเพราะตอนนี้หน้าแดงปี๊ดไปถึงหู   เรียวฮะรีบก้มหน้าแดงๆหลบลงพื้น ทั้งที่อยากตะโกนออกมาด้วยความดีใจกับคำว่า คนของฉันที่มันก้องอยู่ในหู พี่เขาแสดงความรักด้วย! แสดงว่า หึงเธออยู่!!    “มะ ไม่ใช่นะครับ”  คนที่พึ่งรู้ว่าถูกหน้าแข้งของใครซัดกระเด็น รีบละล่ำละลักขอโทษ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตาอีก    คำว่า ‘คนของฉัน’ เตือนให้เขารู้ว่า เล่นด้วยผิดคนเข้าให้แล้วไง   ใครจะไปรู้ว่า สาวน้อยปากกล้าคนนี้ เป็นคนของ มิยาซาวะ ซาเอะ!     “หรือต้องให้ฉันเรียกคนมาลากไปสอบวินัย” คำว่าสอบวินัย ทำให้เขาสะดุ้ง เมื่อรู้ถึงกิตติศักดิ์ความโหดของการโดนจับไปสอบวินัยดี    “ผะ ผมขอโทษครับ ผมจะไม่ทำอีกแล้วครับ”   “แล้วฉันจะเชื่อได้อย่างไร” ซาเอะยิ้มเหยียดแบบที่คนอื่นไม่เคยเห็น เวลาโมโหมากๆใครก็ห้ามไม่อยู่ แม้แต่ยูโกะ เพื่อนสนิทยังไม่กล้ายุ่ง   พอเห็นคนของตัวเองกำลังจะถูกลวนลามต่อหน้าแล้วมัน!   หึ อย่างหวังว่าจะรอด!! แกต้องตาย ตายเท่านั้น   “ผมสาบานครับ ผมสาบานว่าจะไม่ทำตัวอย่างนี้อีก ปล่อยผมไปเถอะครับ”  หน้าหรือศักดิ์ศรีตอนนี้หรือ ชายหนุ่มคงไม่มีเหลือให้เชิดชูเสียแล้ว เมื่อถูกหลายสิบชีวิตที่อายุน้อยกว่าหัวเราะเยาะอย่างสมเพช     เป็นอันรู้กันดีในหมู่ทหารว่าองครักษ์ของเจ้าหญิง  ไม่ว่าใครคนใดก็ไม่ควรมีเรื่องด้วยเด็ดขาด เพราะมิเช่นนั้นแล้ว.. อาจตายโดยไม่รู้ตัว   ดูจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ขนาดเขาขึ้นชื่อว่าเป็นแนวหน้าในการออกภาคสนามยังไม่รู้ตัวเลยว่าฝ่ายที่แจกหน้าแข้งงามๆให้เข้ามาประชิดตัวได้ตั้งแต่เมื่อไหร่   “เอายังไงดี” ซาเอะหันไปถามความคิดของนักเรียนที่ดูจะถูกอกถูกกันมาก กระทั่งคนที่เกือบจะถูกลวนลามต้องเอ่ยปากขอกัน เพราะกลัวชายตรงหน้าจะได้ตายกันไปข้างจริงๆ   “ปล่อยเขาไปดีกว่านะคะซาเอะซัง แค่นี้ก็กลัวจนไม่กล้าจะทำอะไรแล้วค่ะ”   “แต่เขามายุ่งกับเธอ” น้ำเสียงของคนโตกว่าแฝงความหวงอย่างชัดเจนจนเกิดเสียงโหฮิ้วแซวคู่ที่ยืนแจกน้ำตาลโดยที่ไม่รู้ตัว       “กรี๊ดด ซาเอะซัง หล่อมากค่ะ”   “เรียวฮะ ฉันขอคนนี้ ฉันขอคนนี้”   “ซาเอะซังของหนู กรี๊ดด ”   ห๊ะ!!  ของใครนะ! คนนี้ของฉันนน!!   สายตาไม่พอใจของสาวน้อยเผลอตวัดมองเพื่อนจนเกิดความเงียบชั่วขณะ    “นะคะ ซาเอะซัง”   ‘นะคะ ซาเอะซัง’ มันจำเป็นที่ต้องมาเกี่ยวแขนเธอ เอาหน้ามาถูๆไถ่ๆกับหัวไหล่เธอมั้ย น้องมันไม่อาย แต่เธออายเว้ย!       “กรี๊ดด รถอ้อยคว่ำ”       เอาเข้าไปเด็กพวกนี้    นี่ ก็อีกคน อย่าคิดว่าจะยอมใจอ่อนให้ง่ายๆนะ   ดูสายตาสิ ดู..   “ก็ได้” อ้าวเฮ้ย ไม่เหมือนที่คุยไว้นิหน่า   ไหนว่าจะไม่ยอมง่ายๆไงเล่า! นี่ มันยิ่งกว่าปอกกล้วยเขาปากอีก เพียงแค่น้องมันอ้อนเข้าหน่อย ก็ยอมง่ายๆเลย   นี่ มันอาการของคนหลงเด็กชัดๆ มิยาซาวะ ซาเอะ   “แต่.. หลังจากที่หมอนี้เป็นเป้านิ่งให้พวกเธอซ้อมนะ” พึ่งจะเคยเห็นรอยยิ้มน่ากลัวจากซาเอะซังคนนี้เป็นครั้งแรก แล้วอย่างนี้คนน้องหรือจะกล้าขัดใจคนเป็นพี่….       บึ๋ยยย น่ากลัวววว       ขอให้ตายอย่างสงบ       อาเมน             “ซาเอะซัง รอด้วย” เรียวฮะวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากกลุ่มเพื่อนเพื่อตามคนที่พึ่งจะแยกตัวออกมาหลังจากปล่อยให้นายทหารกลายเป็นเป้านิ่งให้เพื่อนของเธอซ้อมตั้งนานสองนาน   “คราวหลัง..ถ้าทำแบบนี้อีกฉันจะโกรธ”  แทนตัวว่าฉันเมื่อไหร่คนน้องรู้ได้ทันทีเลยว่าคนพี่อยู่ในอารมณ์ไหน   จะแปลกอะไรที่ถูกโมโห เมื่อเพื่อนตัวดีดันเล่าให้พี่เขาฟังว่า เธอไปทำอิท่าไหนถึงตกอยู่ในสถานการณ์นั้นได้   “แต่ซาเอะซังก็ตามมาช่วยนิคะ”   “ยังจะเถียงนะ”   “ก็อุสาขอโทษไปแล้วนะคะ สำนึกผิดแล้วด้วย” สาวน้อยของซาเอะทำหน้าตาน่ารักเป็นการอ้อนขอให้ยกโทษให้กัน ไม่พอยังทำตัวอ่อนตัวงอเลื่อยไปเกาะแขนเกาะขาคนโตกว่า   “ดีกันนะคะ ดีกันนะ นะคะซาเอะซัง”   ดูทำเข้า นึกว่าเธอมีหลานสาวอีกคน   “ทีหลัง ถ้ารู้ว่าเขาทำไม่ดีก็ไปแจ้งอาจารย์หรือไม่ก็รีบบอกพี่ ไม่ใช่บุ่มบ่ามทำอะไรเอง ก็รู้ว่าสู้เขาไม่ได้”  คำว่าพี่ถูกใช้แทนตัวเมื่อไหร่บอกได้ทันทีว่าอีกฝ่ายยอมอ่อนลงให้เกินครึ่ง   “ก็มัน…”   “ห้ามแก้ตัว” ซาเอะจ้องจะดุคนที่ไม่ยอมสำนึกผิดกับเธอ   “ขอโทษค่ะ คราวหลังจะบอกให้ซาเอะซังรู้ก่อนคนแรกเลยดีมั้ยคะ”   นั้นแหละ เธอที่เห็นคนดุขยับปากบอกว่าดีมาก   อะไรจะหวงกันขนาดนั้นคะ ก็ถ้า..    “จะหวงกันขนาดนี้ เมื่อไหร่ซาเอะจะรักสักทีล่ะคะ”   “แล้วใครบอกว่าไม่รักล่ะ…แค่นี้ก็..’รัก’จะบ้าตายอยู่แล้ว”    “อะไรนะคะ” เธอได้ยินไม่ถัดขออีกรอบได้ไหม พี่เขาพูดว่า อะไร พูดว่ารักเธอใช่รึเปล่า!   “ซาเอะซัง” คนน้องถามย้ำอีกครั้งเมื่อคนพี่ยังไม่ยอมพูดอีกรอบ ชักจะรู้สึกหน้าร้อนแผ่วไปถึงใบหู จู่ๆก็เกิดทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะเอาลูกตาซ่อนไว้ที่ไหน รู้แต่ว่าไม่กล้ามองสบตาพี่เขา ก่อนจะตัวอีกทีริมฝีปากก็ถูกปิดสนิทให้ต้องเบิกตาโพลง ตัวเอนตัวอ่อนยืนเองไม่อยู่ต้องพึ่งอ้อมกอดคนพี่ช่วยรับไว้    “รักมาก และหวงมาด้วย พอใจยังคะ  อยากให้ใครถูกตัวแบบวันนี้อีก เข้าใจรึเปล่า”   เข้าใจมากๆ เข้าใจมากๆเลยค่ะ แต่ตอนนี้มันหูอือตาลายจนพูดไม่ออกแล้ว   เล่นแกล้งเขาไว้เยอะ พอถูกเอาคืนเธอไปไม่เป็นเหมือนกันนะ!!!   เจอแบบนี้เป็นใครใครก็ละลาย ซาเอะซัง ได้ใจเกินไปแล้ว!   คนปากแข็ง พอบทจะหายปากแข็ง ทำไมมันง่ายยังงี้ เพราะความหึงใช่มั้ยย              ซาเอะแอบใช้อภิสิทธิ์พิเศษแอบพาสาวน้อยที่ตนพึ่งจะไปสวีทมา(หลักจากยืนเป็นตัวอิจฉาพวกมาริโกะอยู่นาน) โดดเรียนมาหาคนที่กำลังยืนคุยกันอย่างออกอรรถรสซึ่งคาดว่าการตรวจดูความเรียบร้อยคงเสร็จสิ้นไปแล้ว เนื่องจากคนที่มารวมตัวกัน ไม่ว่าจะมายุ ยูกิ หรือแม้แต่เจ้าของงานพรุ่งนี้   ทันทีที่เดินเข้ามาสายตาทุกคู่ก็มองมาเป็นเชิงถามว่าแอบไปพาน้องมาตอนไหน แล้วนี้ดูจากเวลา มันยังไม่ใช่เวลาเลิกคลาสของน้องด้วยซ้ำ!!   แทนที่จะช่วยอบรมน้อง แต่นี้อะไร คนเป็นพี่ดันพาน้องเสียซะอย่างนั้น แบบนี้มันใช่ได้ที่ไหนกัน    เรียวฮะโค้งศีรษะทักทายทุกคนแล้วยิ้มแหะๆให้ก่อนจะช่วยคนพี่แก้ตัวเมื่อถูกทั้งมาริโกะ ยูโกะ ไม่เว้นแม้แต่เจ้าหญิงของอาณาจักรรุมถามเรื่องที่พาเธอมาปรากฏตัวที่นี่   ก่อนซาเอะจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นยาวเหยียดในคลาสวันนี้ให้ทุกคนฟังรวมถึงเหตุผลที่พาน้องกลับมาก่อนเวลาอันสมควร               “แหะๆ”   “ยูโกะ!” ฮารุนะสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก รีบเอามือลูบหลังคนที่จู่ๆก็พรวดออกจากอ้อมกอดนั่งหอบอยู่บนเตียง   “ฝันร้ายอีกแล้วเหรอคะ” ยูโกะไม่พูดเพียงหันหน้าไปซบไหล่หญิงสาวข้างกาย   เอาอีกแล้ว ฝันแบบเดิมอีกแล้ว   วันนี้… มันวันงานเสียด้วย มีอะไรบ้างอย่างที่เธอสังหรณ์ใจไม่ดีเลย             วันนี้เป็นวันที่ยูโกะตื่นเช้ากว่าปกติและ.. เป็นเช้าที่ค่อนข้างแปลกประหลาดสำหรับเธอที่ต้องถ่อสังขารมาปลุกคู่อริเก่า อย่างทาคาฮาชิ มินามิ ให้ลุกออกจากเตียงมาคุยกันถึงเรื่องที่ทำให้เธอตื่นกลางดึกอยู่บ่อยๆ   อาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่ง เธอไว้ใจและคิดว่าประสบการณ์ของคนตรงหน้าจะช่วยอะไรเธอได้  ถึงได้กล้ามารบกวนทั้งที่ไม่ค่อยถูกกัน     “ฉันไม่อ้อมค้อมนะ”   มินามิเลิกคิ้วข้างหนึ่ง ซึ่งดูกวนประสาทในสายตายูโกะ บอกว่า ก็ต้องการอย่างนั้น  ทำเอาคนพูดแอบหมั้นไส้ อยากลุกมาตะบันหน้าสักหมัด ถ้าไม่ติดว่ามาขอความช่วยเหลือ   “ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร ฉันฝันร้ายเรื่องของอัตสึโกะซ้ำๆ มันเป็นความฝันเกี่ยวกับเรื่องที่อัตสึโกะถูกทำร้ายเมื่อหลายปีก่อน”   เธอเห็นท่าทางกวนประสาทเมื่อครู่ขรึมลง  พอเป็นเรื่องอัตจังหน่อยแหละ ไม่ได้เลยนะ   “เมื่อนานมาแล้ว ตอนพวกฉันอายุประมาณ 15 ปี ฉันพาอัตสึโกะไปที่หมู่บ้านวิญญาณ.. และนั่นเป็นเหตุให้อัตสึโกะถูกแทงจนเกือบตาย”    มินามิครางเสียงต่ำพยักหน้ารับรู้   รอยแผลเป็นที่อัตสึโกะปิดปากเงียบ ไม่ยอมบอกที่ไปที่มากับเธอ    “รอยแผลเป็น..”    ยูโกะพยักหน้าให้เล็กน้อย “อัตสึโกะไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังบ้างเหรอ”   “ทำอย่างไม่รู้นิสัยเด็กนั่นไปได้” มินามิพูดด้วยท่าทางหงุดหงิด ถ้าเป็นเรื่องของคนอื่นล่ะ อย่าว่าแต่เอาครีมมาง้างเลย ต่อให้ใช้วิธีไหนก็ไม่ปริปากพูดหรอก       ยูโกะแอบหัวเราะกับนิสัยที่ไม่เคยเปลี่ยนของคนที่เปรียบเสมือนน้องสาวแท้ๆ       “ตอนนั้นฉันไม่แน่ใจหรอกว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่พ่อของฉันเป็นคนแทงอัตสึโกะ และทำให้หมู่บ้านพังพินาศ ก่อนถูกฆ่าโดยราชสีห์สีเพลิงที่ถูกสะกดไว้ด้วยมือพ่อของฉันเอง”    แม้ยูโกะจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่ไม่ได้คิดอะไรมากแต่แววตาของคนพูดกลับสั่นระริกเมื่อหวนนึกถึงเรื่องในอดีตที่ยังตามมาหลอกหลอนกันอยู่ในปัจจุบัน   “เสียใจด้วยนะ เรื่องพ่อของเธอ”   “ฉันเริ่มจะเฉยๆกับมันแล้วล่ะ ที่อยากเล่าให้ฟังคือช่วงนี้ฉันแค่ฝันถึงมันเท่านั้นเอง ฉันกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น เป็นห่วงอัตสึโกะน่ะ”   เธอก็อยากบอกออกไปเหมือนกันว่า เธอก็เป็นห่วง เป็นห่วงมากๆ   เป็นห่วงกว่าคนที่พูดไม่รู้กี่เท่า ถ้ามันเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกเอ่ยถึง    “ฉันพอจะรู้จักคนที่ช่วยเธอได้นะ”   ยูโกะเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรก็ถูกมินามิสั่งให้ลุกตามออกไป   อยากจะส่ายหน้าให้นิสัยชอบทำอะไรลึกลับ ตามใจตัวเอง คิดอะไรได้ก็จะสรุปให้ทำอย่างนั้น ไม่ถามความคิดเห็นเธอเลยว่าอยากออกไปด้วยมั้ย   แต่ก็น่าแปลกที่คนอย่างนี้กับใจเย็นได้เมื่ออยู่กับอัตสึโกะ   หรือเป็นผู้ปกครองที่ดีมากๆให้อัตสึมิจัง       มีหลากหลายมุมจนเธอยังอดนับถือไม่ได้จริงๆ       จนกระทั้งเธอถูกพามาถึงบ้านไม้เล็กๆแห่งหนึ่งในแถบชานเมือง ที่ด้านหน้าปลูกกุหลาบหลายสีในกระถ่าง   บ้าน ‘มัตสึอิ’ มันมีที่แบบนี้อยู่ด้วยหรือไงเล่า   นี่ขนาดเธออยู่ อากิบะ มาตั้งแต่เด็กยันโตก็พึ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก   แล้วไอ้สถานที่แบบนี้มันจะช่วยเธอได้รึไง   ที่น่าสงสัยที่สุด คือ คนที่พาเธอมารู้จักกับสถานที่อย่างนี้ได้ยังไง   ทั้งที่ไม่ใช่คนชอบสุงสิงกับใคร   มีพิรุธชะมัด หรือจะเป็นที่กบดาน แอบทำอะไรลับหลังอัตสึโกะ!    “นี่เธอรู้จักที่แบบนี้ได้ยังไง แล้วอยู่ๆพาฉันมาที่นี่ทำไม”   “อย่าพึ่งพูดมากน่า”  มินามิรีบตัดบทพยายามจะเลิกสนใจคนที่กำลังจับพิรุธเธอ ไม่ต้องใช้ใจการอ่านใจเลยสักนิด เพราะแค่มองหน้ายูโกะ เธอก็รู้แล้วว่ายัยนี้มันคิดอกุศลอะไรอยู่   ‘ก๊อกๆ’   มินามิลงมือเคาะประตูไม้ด้านหน้าท่ามกลางสายตาที่ยังจ้องเธออย่างจับผิด   เธอมันไม่อะไรให้น่าจับผิดขนาดนั้นเลยรึไงเล่า แค่รู้จักเจ้าของบ้านหลังนี้มันแปลกตรงไหน    ไม่นานประตูที่ถูกปิดสนิทก็แง้มออก คนที่ออกมาเปิดประตูไม่ได้มีสีหน้าตกใจกับแขกที่มารบกวนในเวลาเช้าตรู่แม้นสักนิด ออกจะมีสีหน้ายิ้มแย้มตอนรับเป็นพิเศษ   ‘รู้อยู่แล้ว’ เป็นสิ่งที่ทำให้มินามิหน้าบึ่งไม่ชอบใจกับเจ้าของรอยยิ้มตรงหน้า   ชีวิตนี้ ทำไมเธอจะต้องมาเกี่ยวพันกับพวกภูติด้วยนะ ทั้งที่พยายามจะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยแล้วแท้ๆ   “เชิญด้านในเลยค่ะ”         “นี่ ฉันถามจริงเธอรู้จักที่แบบนี้ได้อย่างไร” ยูโกะอดจะกระซิบถามไม่ได้ เพราะดูมุมไหนมันก็หน้าสงสัยและคนอย่างมินามิก็ไม่มีทางจะรู้จักที่แบบนี้แน่ๆ ยิ่งเป็นคนไม่ชอบเรื่องดวง โชคชะตา การทำนาย ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่มีทางจะมาแน่ๆ ยกเว้นจะแอบซุกใครหรือซุกอะไรไว้   “อยากรู้มากก็ไปถาม ยัยตัวยุ่งโน้น ยัยนั้นก็เคยมา”   “ห๋า!! อัตสึโกะเคยมา! ตั้งแต่เมื่อไหร่”   “ก็บอกให้ไปถามเองไงเล่า” มินามิรีบบอกปัดอย่างเซ็งๆ จะไม่เคยมาได้อย่างไร เมื่อตอนนั้นก็เกือบจะเห็นเธอกลายร่างกลับเป็นมนุษย์อยู่ในบ้านหลังนี้เพราะไอ้คนที่พึ่งจะเชิญเธอเข้ามานี่ละ ตัวดี    “เชิญนั่งเลยค่ะ” ภูติในร่างมนุษย์ขยิบตาให้มินามิกับผู้หญิงด้านหลังที่มานั่งลงหน้าคนรักของเธอ ซึ่งเธอได้บอกไว้ตั้งแต่เมื่อคืนว่า เช้านี้จะมีแขกคนพิเศษมาขอความช่วยเหลือ     และก็เป็นดังน้ำคำ เมื่อแขกทั้งสองคนมาตรงเวลาแปะอย่างกับเธอได้นัดแนะไว้    ยอมรับว่า ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ลินดาจากไป เธอแทบไม่ได้พบอดีตราชาอีก  แม้พบกัน..ในตอนนั้นอดีตราชาก็จำเธอไม่ได้ พลังเวทย์ที่เปลี่ยนแปลงทำให้การรับรู้ตัวตนของพวกเธอน้อยลงไปด้วย และไม่สามารถรับรู้ตัวตนของพวกได้อีกถ้าพวกเธอไม่จงใจปรากฏตัวออกมาให้เห็น กระทั่งครั้งที่ความทรงจำกลับมา อดีตราชาก็ยังคงเลี่ยงที่จะยุ่งเกี่ยวกับพวกเธอต่อไป         “พวกคุณมีอะไรให้ฉันช่วยค่ะ”     มินามิหันมองคนที่นั่งเก้าอี้ด้านข้างพยักหน้าบอกให้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้หญิงคนนี้ฟัง เพราะดูท่าอีกฝ่ายจะไม่ค่อยไว้ใจที่จะเล่าเรื่องให้คนแปลกหน้าฟังเท่าไหร่     “ไว้ใจได้” มินามิขยับปากให้คนด้านข้างอ่าน เพราะพื้นที่ที่นั่งมีขนาดเล็กแม้ส่งเสียงเล็กๆออกมาก็ทำให้ได้ยินกันทั้งห้อง      “ฉันฝันร้ายติดกันหลายวันแล้วค่ะ มันเป็นฝันที่เกี่ยวกับเรื่องที่เคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว และฉันมักจะฝันซ้ำๆแบบนี้ประจำ ถึงเรื่องที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งเกือบตาย”   “ผู้หญิงคนนี้เป็นคนใกล้ชิดของคุณใช่มั้ยค่ะ”    ยูโกะขานรับเสียงเบาในลำคอก่อนผู้หญิงผิวขาวราวน้ำนมจะขอมือข้างหนึ่งของเธอไปวางไว้บนโต๊ะ     สัมผัสบนฝ่ามือทำให้ยูโกะสะดุ้งวาบ เพราะมือนุ่มของหญิงสาวคนนี้ลูบวนบนฝ่ามือของเธอ   ได้แต่ส่งสายตาขอร้องให้คนข้างๆ  ไม่เล่าเรื่องนี้ให้ฮารุนะ ฟัง   เพราะไม่งั้นเธอตาย! ที่ปล่อยให้ผู้หญิงที่ไหนไม่รู้จับไม้จับมือ   แม้จะเป็นไปเพื่อคำทำนายก็เถอะ   คิดหรือว่า ถ้าอีกคนได้ยินจะไม่ หึง!    สักพักเรนะก็ปล่อยมือของยูโกะให้เป็นอิสระ เม้มริมฝีปากนิดๆพยายามเรียบเรียงคำพูดที่ต้องการสื่อ   “หญิงจากแดนไกลจะนำเรื่องวุ่นวายมาสู่พวกท่านแล้วความจริงที่ถูกปิดบังในอดีตจะปรากฏ”    “ฉันไม่เข้าใจ” ยูโกะกดคิ้วลงกับคำพูดกำกวม เห็นหญิงสาวนักทำนายหันไปด้านหลัง กระซิบอะไรบางอย่างกับร่างสูงที่ยืนซ้อนอยู่ก็ยิ่งกดหัวคิ้วลงด้วยความมึนงง     “เรื่องเมื่อประมาณ 15 ปีก่อนที่เกิดขึ้นกับพวกท่าน จะถูกทำให้รู้ความจริงโดยหญิงที่พวกท่านจะพบในค่ำคืนนี้.. ทว่า.. ผู้หญิงคนนั้นมาพร้อมอันตราย พวกท่านพึ่งระวังตัวไว้ เจ้าของดวงตาสีฟ้า เด็กคนนั้นจะมีอันตราย”   ‘อัตสึมิ’ ทั้งสองหันมองหน้ากันทันทีที่ชื่อของเด็กสาวปรากฏในความคิด   มินามิพยักหน้าให้ยูโกะ   “เธอรีบกลับไปบอกพวกมาริโกะให้เพิ่มเวรยามในคืนนี้ก่อนเถอะ ส่วนเรื่องหญิงจากแดนไกลนั้น ฉันจะลองหาทางจัดการดู กลับไปเจอกันที่ปราสาท ฉันมีเรื่องสงสัยนิดหน่อย เดี๋ยวจะรีบตามกลีบไป”   ยูโกะไม่ได้มีท่าทางอิดออดไม่พอใจกับประโยคแกมสั่งของมินามิ เพราะรู้ดีทุกคำพูดที่ออกมาจากริมฝีปากคู่นั้นได้ผ่านการพิจารณาอย่างถีถ้วนแล้ว   “ฉันจะรออยู่นั่น ฝากด้วย”   มินามิผงกศีรษะรับรู้ครั้งส่งสายตาบอกให้แคโรลีนให้เล่าเรื่องทุกอย่างที่ยังไม่ถูกเล่าออกมาให้หมด เพราะเรื่องนี้มันหมายถึงชีวิตของคนใกล้ตัวเธอ   “เรนะ ฉันขอตัวสักเดี๋ยวนะ”       การที่มินามิถูกเชิญให้เคลื่อนตัวออกจากในบริเวณบ้านไปยังสวนหย่อมเล็กใกล้ๆ   เป็นการบอกเจ้าตัวรู้อยู่นัยๆว่าเรื่องที่ยังไม่ถูกเล่าออกมาเป็นเรื่องสำคัญมาก เกินกว่าจะปล่อยให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามายุ่งได้     “จิ้งจอกเก้าหาง”    “อะไรนะ”  หลังจากเหลือกันอยู่สองคนบทสนทนาเชิงลึกก็ถูกร่ายให้ฟัง    จูรินะยืนถ้วยชาให้มินามิที่นั่งตีหน้าเครียดบนม้านั่งไม้ ตั้งแต่ได้ยินชื่อของสิ่งมีชีวิตที่ไม่น่าจะปรากฏตัวอยู่ที่นี่   จิ้งจอกเก้าหาง ปีศาจทรงภูมิปัญญา ครั้งหนึ่งเคยเป็นบริวารของไมโกะ ก่อนที่เจ้าตัวจะยกเลิกสัญญาและสละตำแหน่งมหาเวทย์ออกมาจากสมาคม ก่อนมายังที่ดินแดนสีขาว เรื่องต่อจากนั้นเธอไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องที่ไมโกะไม่เคยเล่าให้ฟัง    “ไม่ผิดแน่ จากคำทำนายของเรนะ  สุภาพสตรีผู้มีดวงประทิปทั้งเก้า ทรงภูมิปัญญาและมาด้วยเวทย์กาย จะปรากฏขึ้นต่อหน้า ขัตติยะแห่งเมืองโบราณผู้มีดวงตาแห่งท้องนภาและผู้ถูกสลักในป่า จะถูกสังเวยโดยหนังสือดำ ”   “หมายความว่า…”   “จิ้งจอกเก้าหางมากำลังต้องการวิญญาณเพื่อเป็นเครื่องสังเวยให้ตนเองเพิ่มพลังบำเพ็ญตบะ.. ไม่ใช่แค่เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้า แต่ผู้ที่เคยถูกสลักด้วยคมดาบในป่าอาถรรพ์กำลังตกอยู่ในอันตราย”    มินามิเม้มปากแน่น ถ้าจะให้ยกเลิกงานตอนนี้ก็หาใช่เรื่อง  เพราะรู้ดีถึงความสำคัญของงานในครั้งนี้  แต่การที่จิ้งจอกเก้าหางปรากฏตัวขึ้นที่นี่นั่นย่อมหมายถึงชีวิต  เธอรู้จิ้งจอกเก้าหางไม่เคยยอมสยบให้ใคร   “ทั้งๆทีที่นี่ห่างไกลจากที่ที่นางน่าจะอยู่นะหรือ ทำไมถึงได้มา”   “ท่านน่าจะทราบ.. ด้วยวิทยาการโบราณที่ท่านมอบให้แด่ผู้เป็นเจ้าของปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ดึงดูดทุกชีวิต  มิใช่เพียงมนุษย์ที่แสวงหาพลัง สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาก็ต้องการพลัง และ..ดอกไม้ที่เริ่มบานสะพลั่งกำลังส่งกลิ่นแห่งความชั่วยวน”    ดอกไม้ที่เริ่มบานสะพลั่งหรือ ชั่งเปรียบเทียบนัก   เพราะพลังแท้ๆ ถึงได้นำเรื่องที่ไม่สมควรเข้ามาให้แก่เด็กคนนั้น   “ข้าควรจะรับมือกับนางอย่างไร”   “เพียงอย่าให้นางเข้าถึงตัวของทั้งสองคนน่าจะเพียงพอแล้วมิใช่หรือ”   “หากง่ายอย่างนั้นคงจะดี เจ้ารู้.. จิ้งจอกเก้าหางมากด้วยเล่ห์สารพัดวิธี ขนาดตัวข้านี้ยังยากจะรับมือ”   “ท่านมินามิ..”   “อย่างไรเสียเรื่องนี้ข้าจะลองจัดการ ฝากบอกนางด้วยว่า ขอบคุณสำหรับการทำนายครั้งนี้”   “ท่านมินามิ ยังมีอีกเรื่องที่ท่านควรรู้..” จูรินะรีบเรียกไว้ก่อนมินามิจะกลับออกไป   “เกี่ยวกับความทรงจำของเด็กคนนั้น ลินดามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย”    คำพูดของจูรินะทำให้ฝีเท้าทั้งสองชะงักงึก   “ลินดาเคยปรากฏตัวที่นั่นเพื่อช่วยชีวิตของผู้ถอนคำสาป”   กลายเป็นนามสมมุติที่ถูกตั้งขึ้นให้มินามิรับทราบก่อนจะหันหน้ากลับมามองคนที่เรียกเธอเอาไว้    “ยังมีเรื่องอะไรที่ข้าไม่รู้อีกรึเปล่า”    ลินดา.. รู้จักกับพวกเด็กนี้ก่อนที่เธอจะเจอ..   แสดงว่าเรื่องที่ผ่านมา เป็นฝีมือของภูติมาตั้งแต่เริ่มแล้วงั้นหรือ…           มินามิกลับมาที่อีกครั้งในช่วงสายของวันที่เริ่มเปิดตอนรับแขกจากต่างเมืองเข้ามาในตัวปราสาท เธอพยายามเลี่ยงการพบปะกับคนแปลกหน้าจนพาตัวเองมาอยู่ที่หน้าห้องนอน    เรื่องที่แคโรลีนบอกยังคาใจเธออยู่มาก เพราะการที่ลินดาเข้าไปเกี่ยวข้องกับอดีตของพวกยูโกะ มันต้องมีความลับอะไรซ่อนอยู่ในเหตุการณ์นั้น แต่มันเป็นความลับอะไรนั้น เธอเองก็ไม่สามารถบอกได้   เพราะความลับมันได้ถูกปิดตายไปพร้อมกับลินดาเสียแล้ว..   เธออยากจะรู้นักว่า เจ้าภูติตัวดีวิญญาณอีกเสี้ยวหนึ่งรู้อะไรกันแน่        เธอตัดสินใจแง้มประตูเข้ามาในห้องนอนที่ได้ทิ้งอัตสึโกะกับอัตสึมิไว้เมื่อเช้า ก็พบเพียงความว่างเปล่า   คาดว่าคนรักกับลูกสาวคงตื่นออกไปเตรียมตัวสำหรับงานในค่ำคืนนี้แล้วกระมัง   ถ้ายังไม่ตื่นกันคงจะแปลก ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะงอแงรึเปล่าที่ตื่นมาแล้วหาเธอไม่เจอ เพราะเมื่อเช้าเธอก็ไม่ได้บอกเอาไว้ด้วยว่าจะออกไปไหน มีแต่อัตสึโกะที่พอรู้ตัวอยู่บ้างว่ายูโกะมาเรียกเธอให้ออกไปด้วยกัน   เฮ้อ พอนึกถึงหน้าคนสำคัญทั้งสองเธอก็กังวลใจ   เพราะเอาเข้าจริง เธอก็ยังรู้จะรับมือกับจิ้งจอกเก้าหางอย่างไร     ไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นถึงฤทธิ์เดชมากแค่ไหน และคนที่น่าจะรู้ดีที่สุดอย่างไมโกะ ก็ไม่มีตัวตนอีกต่อไป   แล้วเธอจะหาทางรับมือได้อย่างไร ทุกย่างก้าวที่เธอตัดสินใจมันหมายถึงชีวิตของคนสำคัญ         พอตกเย็นมา เริ่มเข้าสู่ช่วงของเวลางาน มินามิรีบพาตัวเองมาสมทบกับยูโกะที่ยืนอยู่ด้านข้างมาริโกะซึ่งเธอได้บอกเอาไว้ก่อนหน้าให้เตรียมกำลังคุ้มกันให้ดี แม้สองคนนี้จะอยู่ในชุดทักซิโด้สีดำใส่หน้ากากสีเงินครึ่งหน้า เธอก็จำได้เพราะรูปร่างอันโดดเด่นของทั้งคู่   “อัตสึโกะไปไหน” เธอถามออกไปเมื่อไม่เห็นคนที่ควรจะอยู่ในงาน ยิ่งอยู่ในเวลาหน้าซิวหน้าขวานความกังวลของเธอก็เพิ่มมากเป็นเท่าตัวจนรู้สึกถึงความเปียกชุมบนฝ่ามือ   “ยังไม่ออกมาเลย ตอนนี้อยู่กับพวกฮารุนะ อัตสึมิจังด้วย ไม่ต้องห่วง แล้วเกิดอะไรหลังจากที่ฉันกลับมา”      มินามิในชุดคล้ายกับยูโกะหันมองหน้าคนถาม “จิ้งจอกเก้าหางกำลังจะมาที่นี่”   “อะไรนะ!”   “เธอรู้ใช่มั้ยว่าสิ่งที่ฉันพูดถึงมันมีอันตรายขนาดไหน ขนาดฉันยังเป็นกังวลที่จะรับมือด้วย”   “แล้วทำไมไม่รีบบอกกันก่อน อย่างน้อยถ้าสั่งให้ทหารสกัดคนหน้าสงสัยไว้ก็อาจจะทันการ”   “ไม่มีประโยชน์เหรอ เวทย์ปลอมแปลงของจิ้งจอกเก่าหาง ถ้าไม่ใช่คนที่เคยสัมผัสมาก่อนจะไม่มีทางรู้เด็ดขาด มีทางเดียว คือเราต้องปล่อยให้มันเข้าใกล้เป้าหมาย เราถึงจัดการมันได้ พยายามจับตาดูคนที่จะเข้าใกล้อัตสึมิจังกับอัตสึโกะไว้”   “ทำไมต้องอัตสึโกะด้วย”   “เพราะเป้าหมายของมันไม่ใช่แค่อัตสึมิจังแต่มันยังหมายตาอัตสึโกะไว้อีกคน”   ยูโกะกัดปากอย่างหงุดหงิด ทั้งที่คนอื่นมีเยอะแยะแต่มันดันเลือกเจาะจงเฉพาะสองคนนี้ ไม่เข้าใจความคิดเลยสักนิด ถ้าต้องการพลังเวทย์จริง อย่างมินามิหรือแขกที่มาร่วมงานในวันนี้ไม่น่าจะสนใจมากกว่าอัตสึโกะหรืออย่างไร เพราะกับอัตสึมิเธอยังพอเข้าใจ     “มาริโกะฝากสังเกตการณ์ให้หน่อยได้ไหม”    “อื่อ ฉันไม่มีปัญหาหรอกนะ”   “ถ้าใครเข้าใกล้อัตสึโกะลงมือได้เลยนะคะ ฉันคิดว่าโอกาสที่เหมาะที่สุดคือตอนเต้นรำ”    มาริโกะขยับศีรษะเล็กๆเป็นการตอบรับ ก่อนไฟทุกดวงในสถานที่จัดงานจะดับลงทั้งสามคนได้ยินเสียงฮื่อฮาดังตามมาอีกเป็นระล่อ ก่อนหันมองไปสนใจยังจุดที่แสงไฟตกลงมากระทับกัน   อ่า สวย…   เสียงอื้ออึงดังมาต่อเนื่อง เพราะการปรากฏตัวของของผู้หญิงทั้งแปดคนที่กำลังเข้ามาทางประตูอีกฝั่งซึ่งถูกจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษสำหรับเจ้าภาพของงาน    หญิงคนแรกเป็นหญิงสาวในชุดราตรีสีขาวยามลงมาถึงเข่าสวมหน้ากากสีทองตัดกับสีผิวขาวๆผมถูกเกล้าขึ้นไปอยู่บนศีรษะมีเกลียวลงมาเล็กน้อยบริเวณข้างแก้ม กำลังจับจูงมือเล็กๆของเด็กสาวที่อยู่ในชุดกระโปรงลูกไม้ยาวถึงข้อเท้าสีครีม สวมหน้ากากเป็นสีเดียวกันกับคนที่จับจูง และถัดมาด้านขวา หญิงสาวตัวเล็กร่างเพรียวอยู่ในชุดราตรีเปิดหลังสีดำสวมหน้ากากสีน้ำม่วงเข้มทำให้รดูเซ็กซี่น่าค้นหา แต่มันกำลังทำให้คนบางคนอกใกล้แตกตาย เมื่อดันไปเจอเข้ากับสายตาของคนในงานที่มองร่างเพรียวอย่างกับจะกินเข้าไปทั้งร่าง   ‘สัญญาไว้แล้วแท้ๆว่าจะไม่แต่งตัวโป้! แต่นี้อะไร’   มาริโกะพยายามข่มลงหายใจให้เป็นปกติ เพื่อที่จะไม่เข้าไปฉุดคนที่จงใจยั่วออกไปจากงานด้วยกันตอนนี้    มาต่อกันที่หญิงด้านซ้ายของคนที่เดินนำเข้ามา จากปกติที่ไว้ผมทรงทวินเทลวันนี้ถูกปล่อยและถักเปียกที่ด้านหลังเหมือนทรงผมแต่งงาน สวมเดชรสีดำแหวกข้างและหน้ากากสีเงิน ซึ่งช่วยทำให้บุคลิกโดยรวม ดูเป็นผู้ใหญ่จนคนที่เห็นหน้าอยู่ทุกวัน ยังอดตะลึงกันไม่ได้    ยูโกะคาดว่าคงมาในคอนเซ็ปที่คล้ายๆกับคนหน้าหลังเจ้าตัวที่ต่างกันแค่สีชุด เมื่อยูกิรินอยู่ในเดชรสีขาวสวมหน้ากากสีมรกต   และคนที่ยูโกะชื่นชมสุดๆเพราะเทใจให้คงไม่พ้นคนที่เดินคู่ขนานกับยูกิริน ซึ่งอยู่ในชุดราตรีสีดำแหวกข้างจนเห็นขาอ่อนกับหน้ากากสีน้ำเงินเข้ม   จะว่าหวงมันก็หวงอยู่หรอก แต่สำหรับเธอมันก็ถือว่าเป็นอาหารตามากกว่า   คนอื่นก็แค่ได้มอง แต่เธอไม่สัมผัส   เพราะฉะนั้นก็ไม่มีปัญหา   และสองคนสุดท้ายที่เดินรั้งท้ายมา อยู่ในชุดทักซิโด้สีขาว สวมหน้ากากสีดำครึ่งหน้าพร้อมอาวุธประจำตัวที่เรียกได้ว่าเป็นสองคนที่เสียงกรี๊ดของกลุ่มสาวๆได้เป็นอย่างดี โดนเฉพาะกลุ่มนักเรียนของโรงเรียนเวทย์ชั้นปีสุดท้ายที่ถูกเกณฑ์ให้มาช่วยงานในค่ำคืนนี้       มินามิยังคงช้อนตามองคนที่ส่งยิ้มให้ด้วยใบหน้าที่รู้สึกร้อนวูบวาบ   ยัยตัวร้ายของเธอสวยมากจริงๆ ยิ่งเห็นอยู่ในลุกนี้ยิ่งสวย   จะกี่ทีๆเธอก็ไม่ชิน เพราะมันทำให้หัวใจของเธอทำงานมากกว่าปกติ   และยากที่จะควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย   แต่เธอก็ชอบ ชอบจะเห็นอัตสึโกะแต่งตัวแบบนี้   “เอาล่ะค่ะทุกคน ในนามของเจ้าภาพวันนี้ ขอให้ทุกคนสนุกไปกับงานในค่ำคืนนี้นะคะ” มันเป็นคำกล่าวเปิดงานเล็กๆที่ดึงสติของทุกคนให้กลับมาพร้อมๆกับเสียงของดนตรีที่เริ่มบรรเลงดังกระหึ่ง เสียงตบมือจากผู้มารวมงานดังไม่ขาดสายและหลายคนก็เริ่มจะมองหาคู่เต้นรำของตัวเอง        มินามิทำท่าจะเดินเข้าไปหาคนที่อยู่กลางวงล้อมอย่างเป็นห่วงความปลอดภัยเพราะผู้คนมากมายเริ่มจะให้ความสนใจเข้าไปคุยกับเจ้าภาพของงาน เธอกลัวว่าหนึ่งในนั้นจะมีคนที่ประสงค์ร้ายอยู่  ถึงเธอจะไม่ได้เจาะจงว่าเป็นจิ้งจอกเก้าหางหรือใครก็ตาม   แต่ถ้าอยู่ในสภาพอย่างนี้ก็เสี่ยงจะถูกทำร้ายได้ง่าย แม้จะมีมาริโกะค่อยจับตาดูอยู่ หรือซาเอะ ซายากะไม่เว้นฮารุนะที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิดให้แล้วก็ตามที   ก่อนจะถูกขัดจังหวะโดยร่างเล็กที่พุงเข้ามาหาให้ต้องหยุดเดินรีบรับร่างเล็กๆมาจับเอาไว้   “ป๊ะป๋าขา”    “ว่าไงค่ะ วันนี้ใครแต่งตัวให้หนูเอ่ย สวยจังคนเก่งของป๊ะป๋า”   “หม่าม๊าค่ะ วันนี้ป๊ะป๋าหายไปไหนมาคะ” มินามิยิ้มให้กับความขี้อ้อนชั่งถามของลูกสาว  นี่ สงสัยคงตื่นมาแล้วเดินหาเขาไม่เจอแน่เลย     ขนาดใกล้จะแปดขวบแล้วยังอ้อนเก่งไม่เลิกเลยเด็กคนนี้   “พาลุงยูของหนูไปทำธุระมาค่ะ”   “ ป๊ะป๋า หนูรู้สึกไม่ดียังไงไม่รู้ค่ะ”   “รู้สึกไม่ดียังไงคะ” อัตสึมิกดหัวคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยพยายามดึงชายเสื้อให้มินามิโน้มหน้าลงมาใกล้   “หนูบอกไม่ถูกค่ะป๊ะป๋า แต่หนูไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย”    มินามิใช้วงแขนดึงร่างเล็กเข้ามาแนบกับอกและยกมือลูบศีรษะเบาๆ   ลางสังหรณ์เธอกำลังบอกว่า ลูกสาวเธอเริ่มรู้ตัวแล้วและสัมผัสได้ถึงภัยที่เข้ามาคุกคาม แม้จะไม่ปรากฏชัด แต่ไม่อาจจะหลบสัญชาตญาณไปได้   มาแล้ว จริงๆสินะ    “ไม่ต้องกลัวนะคะ ป๊ะป๋าจะไม่ให้ใครมาทำอะไรหนู”   มินามิแอบส่งสัญญาณผ่านมือให้มาริโกะกับยูโกะที่คอยสังเกตการณ์ได้รับรู้ว่า มีสิ่งไม่ปกติอยู่ในงานเพื่อให้ทั้งสองคนเตรียมรับมือ       “คุณจะรังเกียจไหมคะ ถ้าฉันจะขอเต้นรำด้วย”     และเสียงเรียกจากด้านหลังทำให้อัตสึมิสะดุ้งวาบตวัดสายตาไปมองอย่างไม่ค่อยพอใจ ต่างกับมินามิที่ค่อยๆมองสำรวจผู้หญิงที่เดินเข้ามาหาช้าๆ เธอคนนี้สูงพอๆกับอัตสึโกะอยู่ในชุดราตรีสีขาวและหน้ากากสีม่วงเข้ม ไว้ผมสั้นประบ่า ดวงตาเป็นสีเงินเหมือนแร่บริสุทธิ์ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะเป็นเจ้าหญิงที่มาจากอาณาจักรใหญ่ทางตอนเหนือซึ่งมาขอรวมงานด้วยและเป็นคนที่มีชื่อเสียงค่อนข้างมาก ในเรื่องปฏิภาณ ไหวพริบ เห็นว่ามาถึงอากิบะตั้งแต่วันก่อน   หากเธอปฏิเสธคงจะเสียมารยาทน่าดู        มินามิสัมผัสได้ถึงแรงรัดบริเวณแขนที่แน่นขึ้นก่อนจะค่อยๆเคลื่อนสายตามามองยังคนกระทำ เป็นลูกสาวตัวเล็กนั้นเองเกี่ยวเธอเอาไว้ และยังมองผู้หญิงที่เข้ามาใกล้เธอด้วยสายตาไม่เป็นมิตร    คงจะหวงสินะเนี่ย   มินามิแอบยิ้มขำเด็กในอ้อมกอด เพราะนอกจากอัตสึโกะ ก็เรียกว่ายากมากที่จะมีผู้หญิงคนอื่นเข้าถึงตัวเธอได้   “ป๊ะป๋าขอตัวสักเดี๋ยวนะคะ คนดี” เธอกดจมูกลงแก้มนุ่มทั้งสองข้างอย่างเอาใจ เพื่อจะให้เจ้าตัวเล็กยอมปล่อยเธอ   “ไม่อยากให้ป๊ะป๋ายุ่งกับคนนี้” มินามิพยายามไม่หลุดหัวเราะ อัตสึโกะจะเห็นรึเปล่าว่ามีคนตามหวงเธอแทนขนาดไหน ว่าแล้วก็ช้อนสายตามองไปหาคนที่กำลังแอบมองมาทางนี้หน่อยๆ และนั้นแหละที่เธอเห็นรอยยิ้มที่มุมปาก   ท่าทางอย่างนี้ นัดกับเจ้าตัวเล็กไว้แล้วแน่ๆ   ร้ายนักนะ ทั้งแม่ทั้งลูก    “แปบเดี๋ยวนะคะคนดี ป๊ะป๋า จะรีบกลับมาหาหนูกับหม่ามี้โอเคมั้ยค่ะ” เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทกับแขกที่รออยู่ มินามิจึงต้องขอความช่วยเหลือผ่านทางสายตาให้ยูโกะมารับลูกสาวสุดที่รักไป โดยไม่ลืมจะทำข้อตกลงบางอย่าง เพื่อไม่ให้เจ้าตัวเล็กงอน   ซึ่งคนที่มารับเจ้าตัวเล็กสุดแสบของมินามิก็พอจะเข้าใจความลำบากใจนั้นอยู่หรอก เล่นถูกลูกสาวตามหวงขนาดนี้ ไม่เป็นอันทำอะไรพอดี       “ขอโทษด้วยค่ะที่เสียมารยาท” มินามิเลือกจะไม่ใช่คำพูดที่ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นและพยายามจะไม่โดนตัวคู่เต้นรำมาก เพื่อแสดงจุดยืนให้เห็น   ไม่ใช่แค่ลูกที่หวงเธอ แต่เธอก็เป็นคนที่หวงตัวมากเหมือนกัน   “ลูกสาวเหรอคะ น่ารักดีจัง” แล้วเสียงหวานก็ได้โอกาสเอ่ยถาม ไม่มีแววแปลกใจเลยว่าทำไมเด็กสาวคนเมื่อครู่ถึงเรียกมินามิว่าป๊ะป๋า เพราะก่อนหน้าก็ได้รับข้อมูลของอาณาจักรมาก่อนแล้วว่า มีการแต่งงานกันระหว่างผู้หญิงเกิดขึ้นและมีราชทายาทหนึ่งคน     มินามิพยักหน้าตอบคำถาม ไม่คอยอยากจะสนทนาพลางก้าวเท้าไปตามจังหวะเพลง เธอรับรู้ได้ถึงสายตาที่จับจ้องอยู่ คงไม่ต้องบอกว่าเป็นของใคร   และเธอก็ไม่ได้อยากทำให้ตัวเองถูกมองด้วยสายตาแบบนี้ด้วย ถ้าไม่ติดว่าต้องรักษามารยาท เธอจะไม่ยอมเต้นรำกับคนอื่นเด็ดขาด   “ไม่น่าเชื่อว่านะคะ ว่าจะมาขอฉันเต้นรำ”    “แปลกเหรอคะ” หญิงสาวส่งยิ้มผ่านหน้ากากที่ปิดบังใบหน้าเกือบครึ่ง จงใจกระซับมือของคนที่จับ ทำให้มินามิผงะเล็กน้อยแต่ยังคงเต้นรำต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น        และ ใช่ ผู้หญิงคนนี้จงใจยั่วโมโหคนของเธอ ที่ตอนนี้กำลังเต้นรำอยู่กับมาริโกะไม่ไกลนัก   อย่าอยากรู้เลยว่ามันได้ผลไหม เพราะดูจากสายตาเอาเรื่องที่ถูกส่งให้เธอรู้สึกร้อนๆหนาวๆ ก็พอจะเป็นคำตอบได้แล้ว   เธอไม่ได้อยากจะเข้ามายุ่งกับผู้หญิงคนนี้สักหน่อย   “ฉันคิดว่า คุณคงสนใจคนอื่นมากกว่า”   “คุณคิดไปเองรึเปล่าคะ”  มินามิยังคงมีใบหน้าเรียบเฉยก่อนตัดสินใจใช้มือข้างหนึ่งที่โอบเอวผู้หญิงคนนี้ไว้บีบบังคับให้คนที่อยู่ใต้วงแขนขยับตัวได้ยาก   “หรือว่าไม่จริงคะ คุณจิ้งจอกเก้าหาง”    รอยยิ้มเหนือความคาดหมายถูกยิ้มให้ หญิงสาวที่ถูกกล่าวหาสบตาของคู่เต้นรำเธออย่างมีเลศนัย    เธอแค่กำลังสนใจ เพราะไม่เคยมีใคร..   “ฉันไม่รู้หรอกค่ะว่า คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร”   “เลิกแสดงละครได้แล้วค่ะ คุณเลือกเข้าหาผิดคนแล้ว”    ไม่ทันไรนั้นมินามิก็กระดกฝ่ามือขึ้นซึ่งเป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายของคู่เต้นรำอีกครั้งเพราะมีเล่มเล็กกำลังจ่ออยู่ที่เอว   “คุณเป็นคนชอบใช้ความรุนแรงเหรอคะ”   “เธอหนีไปไหนไม่ได้แล้วละ”     จังหวะนั้น มินามิส่งสัญญาณให้คนสังเกตการณ์รู้ตัว เริ่มตรงเข้ามาใกล้ทั้งคู่อย่างไม่ให้มีพิรุธ เพื่อจัดการจับเป้าหมายอย่างเงียบงัน    “คุณน่าสนใจนะ บอกฉันได้รึเปล่าว่าคุณเป็นใคร”  คนที่ถูกมีดจ่อเอวยังทำตัวไม่สะทกสะท้านส่งยิ้มพราวระยับ ขยับตัวเข้ามาใกล้มินามิ และหางตาของเธอเหลือบไปเห็นคนที่แอบมองมาทางนี้อยู่ก่อนแล้ว หยุดการเต้นรำเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางไม่พอใจ    “อย่าคิคหนีดีกว่า เข้ามาทำอะไรที่นี่” คนถูกถามที่ไปที่มาไม่ยอมตอบคำถาม กดปลายมีดเข้าใกล้คนที่ยังตัวติดกัน แต่นั้นไม่ได้เพิ่มความกลัวให้คนที่ถูกจับทางได้เลย    “นั้นสิค่ะ คิดว่าเรื่องมันคงง่ายกว่านี้เสียอีก” เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นมา ขนาดอดีตราชาระวังตัวทุกฝีก้าวยังพลาดท่าให้เล่ห์กลง่ายๆเมื่อจิ้งจอกเก้าหางโน้มหน้าเข้ามาใกล้จนปากของทั้งสองเกือบชนกัน  วินาทีนั้นที่มินามิรีบผลักตัวถอยหาง ปล่อยให้คนที่เคยจับกุมสบโอกาสหนีรอด ในเวลาเดียวกันอัตสึโกะรู้สึกว่าเส้นความอดทนขาดผิง เธอสะบัดแขนให้ออกจากการจับกุม ตรงเข้าไปจะเอาเรื่องผู้หญิงที่กล้าเข้ามายุ่งกับคนของเธอ แต่ฮารุนะเข้ามาขวางได้ทันการเสียก่อน    “เข้าไปจับเร็ว” เกิดความวุ่นวายในงานเพราะทหารเคลื่อนกำลังพลเข้ามาล้อมคนที่พึ่งจะหลุดออกมาจากมินามิเอาไว้  ซายากะรับหน้าที่กันแขกที่ไม่เกี่ยวข้องให้ออกห่างจากบริเวณนี้ เพราะกลัวโดนลูกหลงหากเกิดการปะทะ แต่ดูท่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อความอยากรู้อยากเห็นเข้าครอบงำให้ผู้คนพากันมุ่งดูไม่ยอมขยับไปไหน    อีกทางฝั่งหนึ่งมาริโกะ ฮารุนะ โทโมจิน ฮารุนะ ไม่เว้น สองนักวิจัยได้พาอัตสึโกะกับอัตสึมิออกห่างจากบริเวณที่เกิดความวุ่นวายตามที่มินามิได้บอก โดยที่อัตสึกโกะยังไม่ทันจะรู้เรื่องอะไรด้วยซ้ำ    “คุณ รู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่”   คำถามนี้ทุกคนก็อยากรู้เหมือนกัน ไม่ใช่แค่เพียงคนที่ถามเท่านั้น     มินามิเพียงยิ้มที่มุมปาก  บอกไปใครจะเชื่อว่ามันเป็นลางสังหรณ์ เพราะผู้หญิงคนนี้จงใจเข้าหาเธอมากเกินไปตั้งแต่เห็นตอนที่เธออยู่ใก้ลอัตสึจัง เธอเลยคิดว่าต้องมีจุดประสงค์อะไรบ้างอย่าง…รวมกับคำทำนายและท่าทางของอัตสึมิจังที่เห็นผู้หญิงคนนี้ครั้งแรก ซึ่งมันเหมาะเจาะมาก      แขนข้างหนึ่งของอดีตราชาถูกยกขึ้นร่ายเวทย์   หากจิ้งจอกเก้าหางคงไม่ยอมให้ถูกจับง่ายๆ ดีดตัวขึ้นบนฟ้าด้วยความเร็วขนาดมินามิสติควบถ้วนยังตกใจ ทหารโดยรอบใช้หอกกระทุ้งลงพื้นสร้างเป็นกรงขังล้อมเอาไว้แต่มันกลับแพ้ให้เวทย์ลำลายของจิ้งจอกเก้าหาง   “หากข้าถูกจับง่ายๆก็คงไม่สนุกพอดี”    และนั้นก่อนที่เวทย์ของอดีตราชาจะได้กักขังจิ้งจอกก้างหางเอาไว้ตามที่ใจนึกหนังสือสีดำในมือของจิ้งจอกเก้าหางก็ถูกเปิดก้างออก    ลมแรงจากภายนอกเข้ามาภายในอย่างไม่มีสาเหตุจนเหล่าทหารเสียรูปแบบการตั้งรับ จิ้งจอกเก้าหางใช้โอกาสนั้นเข้าใกล้ผู้ที่เป็นเป้าหมายตั้งแต่แรก แต่มีหรือที่ราชาจะไม่รู้และยูโกะเองก็รับรู้เช่นกันรีบเข้าไปคุ้มกันคนที่ตกเป็นเป้า    ซึ่งไม่ทันได้เอ๊ะใจเลยว่า ได้หลงกลติดกับเข้าให้แล้ว    “เอาละ มาสนุกกันหน่อยดีกว่า”       เป็นคำพูดสุดท้ายที่ดังก้องในหูมินามิ ก่อนที่จะถูกแสงสีดำกลืนกิน…        ..................................................................................................................................................................................................................... ไรท์นั่งปาดเหงื่อ เปิดมาตอนล่าสุดหาย คิดว่าจะต้องเขียนใหม่ทั้งหมด ดีนะไม่ลืมเซฟตอนนี้ลงเครื่องไว้ = =; ตอนใหม่รอก่อนนะคะ อยู่ในระหว่างเขียนที่ไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ // โดนรุมกระทืบ จริงๆไรท์กะจะเขียนลงต่อให้เสร็จ ติดอยู่ที่ต้องปั่นอีกเรื่องไปก่อน เพราะตอนล่าสุดไรท์ดันลืมเซฟลงเครื่อง T^T // ความโง่ตัวเองล้วนๆ
  7. Ch.6 คราบน้ำตา    ความรู้สึกแรกที่พบกันราวกับหัวใจฉันจะหยุดเต้น มันกำลังขาดสะบั่นลงช้าๆ ช้าๆ และช้าๆ   ไม่มีรอยแผล ไม่มีแม้แต่ร้องให้ได้ยิน   มีเพียงแต่น้ำตาที่ไหลอาบลงข้างแก้ม   สวรรค์กลั่นแกล้งกันเกินเหลือ ใยจึงต้องส่งกันมาเจอคนที่กลายเป็นอดีต ส่งมาตอกย้ำให้รู้ถึงความโง่ของตัวเองไปถึงไหน แค่นี้ไม่ยังไม่พออีกใช่ไหม    “มินามิ มินามิ เปิดประตูก่อน” ฮารุนะลงมือทุบกระจกรถด้านคนขับด้วยความร้อนรน เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเพื่อนสนิทมีอาการอย่างนี้และตนก็งงงวยเต็มทีว่าเกิดสิ่งใดขึ้น เพราะภายในไม่กี่นาทีที่ผ่านมามินามิได้วิ่งหนีออกจากร้านทั้งที่ไม่มีแววครึมฟ้าครึมฝน    ความนิ่งเงียบเป็นปฏิกิริยาตอบกลับทำให้คนที่ยืนรอภายนอกรู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่าง ไม่นานเธอก็เห็นคนรักวิ่งตามออกมาจากร้านอาหารด้วยสภาพเหงื่อท่วมตัว   ยูโกะหน้าซีดจัดจ้องตาฮารุนะอยู่สักพักก่อนแทรกตัวเข้าไปจัดการกับประตูคนขับ   “ฉันขอร้องเปิดประตูออกมาก่อน  คุณมีเรื่องที่ยังต้องรู้อีกมาก ออกมาฟังฉันอธิบายก่อน”    ไม่มีสิ่งใดตอบกลับมาเลยนอกจากความเงียบ   มินามิไม่แม้แต่จะเงยหน้าออกจากพวงมาลัยรถที่ซบใบหน้าไว้ เมื่อหัวใจมันราวเกินกว่าจะรับฟังอะไรนอกจากเสียงร้องแห่งความเสียใจ กระทั่งเสียงของเครื่องมือคู่ชีพแผดร้องออกมา อาจไม่ใช่อารมณ์ที่ควรจะสนใจถ้ามันไม่ใช่สายเรียกเข้าของลูกสาวเพียงคนเดียว   ความลังเลเริ่มเกิดขึ้นบวกกับเสียงของเพื่อนสนิทที่ดังอยู่ด้านนอกทำให้มินามิค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองออกไปภายนอกรถและไม่นานเสียงโทรศัพท์ก็เงียบลงไปอีกครั้ง มินามิได้ยินเสียงข้อความดังขึ้นมาแทน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากในการตวัดสายตาอ่านข้อความสั้นๆนั้นรวดเดียวจนหมด   [หนูถึงแล้วนะคะ] ยุยฮัง   อ่า เธอควรทำอย่างไร เธอควรเข้มแข็งเพื่อลูกไม่ใช่หรืออย่างไร    “มินามิ ออกมาเดี๋ยวนี้!เธอยังเห็นฉันเป็นเพื่อนอยู่ไหม มีอะไรก็บอกกันสิ ไม่ใช่เอาแต่ร้องไห้!” ฮารุนะทุบกระจกรถดัง ตึง หน้าตาของเธอบอกว่าจะไม่ทนอีกแล้วหากฉันยังปฏิเสธที่จะคุยกับเธอ    คนจำใจเจ็บต้องแบกเอาใจราวๆเปิดล็อคประตูรถเพื่อเชิญให้เพื่อนสนิทเข้ามานั่งด้านใน   “ยูจังกลับเข้าไปก่อนนะคะ ทางนี้เดี๋ยวฉันเคลียร์เอง” เจ้าของชื่อทำท่าอักอึก เมื่อเธอเองก็มีเรื่องอยากจะคุยกับคนที่นั่งแช่ตัวอยู่ในรถ จนกระทั่งได้ยินเสียงโทรศัพท์ที่สั่นเตือน ซึ่งไม่ต้องหยิบจับก็พอจะรู้ว่าใครโทรเข้ามา   “ฝากทางนั้นหน่อยนะคะ ยูจัง” เธอจำใจถอยห่างออกมาช้าๆ หากยังเฝ้ารอสถานการณ์ว่าจะเกิดอะไรไม่คาดฝันขึ้นรึเปล่า       “อย่านั่งเงียบแบบนี้ มินามิ”   “แล้วเธอจะให้ฉันพูดอะไร! ฮารุนะ!” มินามิเผลอแผดอารมณ์ออกมาจนคนด้านข้างตกใจ เธอพึ่งเคยจะเห็นมินามิเป็นอย่างนี้ครั้งแรก เพราะอะไรเพื่อนเธอถึงได้ดูเสียใจมากขนาดนี้ มีเพียงเรื่องเดียวที่เธอพอจะนึกออกและก็เป็นเพียงเรื่องนั้น    “อัตสึโกะซัง คือผู้หญิงที่ทิ้งเธอไปใช่มั้ย” ฮารุนะโยนหินตามทาง เพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้เดาเรื่องทั้งหมดผิดและเหตุผลที่ว่าทำไมเธอถึงได้คุ้นหน้าคุ้นตาอัตสึโกะมากนัก อาจจะเพราะรูปสมัยก่อนที่อีกฝ่ายเอาให้เธอดูก็เป็นได้   และการอีกฝ่ายไม่ยอมตอบคำถามเพียงแค่แสยะยิ้มที่มุมปาก นั้นทำให้เธอรู้คำตอบให้เธอแล้วว่า  มันใช่!    “อะไรจะบังเอิญขนาดนี้” ฮารุนะยกมือทาบอกครางเสียงต่ำ มองมินามิด้วยแววตาเห็นใจ อยากจะบอกความจริงออกไป ว่าทำไมอัตสึโกะคนนี้ถึงได้ทิ้งเพื่อนของเธอ แต่ไม่ใช่เรื่องที่เธอควรเล่าด้วยตัวเอง แม้เธอพอรู้ละเอียดอยู่บางเพราะได้ฟังมาจากสามี   “มินามิ ฟังฉันนะ ทุกคนย่อมที่เหตุผลของตัวเอง บางทีอัตสึโกะซังก็ไม่ได้อยากทำให้เรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้น”    มินามิตวัดสายตาแข็งกร้าวขึ้นมามอง และฮารุนะไม่คิดว่าเธอจะได้ยินคำพูดร้ายกาจแบบนี้จากปากของมินามิ   “เธอคงถูกผู้หญิงคนนั้นล้างสมองมาสินะ จ้างเธอเท่าไหร่ละ ถึงยอมพูดกับฉันแบบนี้ หรือผู้หญิงคนนั้นจะพูดเอาดีเข้าตัวจนตัวเองกลายเป็นคนน่าสงสาร!”    ราวกับมินามิคนนี้เป็นคนที่เธอไม่รู้จัก ความเกรี้ยวกาจในแววตาที่แสดงออกมานั้นทำให้ใจเธอเกิดความรู้สึกหวั่นไหว    มินามิเจ็บ เจ็บมากเกินไป จนไม่อยากจะฟังเธอพูดอะไร   “เธอลืมแล้วหรือว่าฉันเป็นคนอย่างไร ถ้าเขาไม่น่าสงสารฉันคงไม่พูดกับเธอแบบนี้ เปิดใจเธอฟังสักนิดสิ คนที่ทิ้งเธอไปเขาก็เจ็บอะไรไม่ต่างกับเธอนะ”   “คงจะเจ็บมากสินะที่ทิ้งฉันไปอยู่กับคนใหม่ เหอะ เธออย่ามาพูดตลกๆน่า ฮารุนะ เธอก็เห็นเด็กคนนั้น พยานรักของคนที่ผู้หญิงแพศยาคนนี้ตอนไปมีชู้”   “เพียะ!”   “มินามิ มีสติหน่อยได้มั้ย! ฉันไม่ได้อยากทะเลาะกับเธอ เธอจะพูดยังไงก็ได้แต่อย่าพูดถึงจูรี หรืออัตสึโกะแบบนี้ เขาอาจจะผิดที่ทิ้งเธอไป แต่เขาไม่เคยนอกใจเธอ!”    เป็นครั้งแรกที่มินามิถูกเพื่อนสนิทตบหน้า เธอทั้งโกรธและรู้สึกหน้าชา คำพูดของฮารุนะไม่ได้มีคำใดเข้าหัวเธอเลยด้วยซ้ำ   “เหอะ!! ไม่นอกใจเหรอ แล้วเรื่องที่ฉันเจอมามันคืออะไร! มันยังเจ็บไม่พออีกรึไง!อย่างเธอมันจะมาเข้าใจอะไร เธอไม่ได้มาเจ็บเหมือนฉัน ก็ดี ฉันจะได้รู้ว่าเธอถูกผู้หญิงแพศยาพรรค์นั้นล้างสมอง จริงสินะ สามีเธอก็สนิทกับผู้หญิงคนนั้น คงจะช่วยใสสีตีไข่จนทำให้ตัวเองดูดีขึ้นมาสิท่า”   “มินามิ!” ฮารุนะคิดไม่ถึง คิดไม่ถึงจริงๆว่าตอนมินามิร้ายจะเป็นอย่างนี้ ไม่เหลือเคาของมินิมที่เธอรู้จักเลย มินามิคนนี้เกี้ยวกาจและเย็นชาราวกับปีศาจ   ฮารุนะกัดริมฝีปากแน่น พยายามจัดการกับอารมณ์ก่อนลงมือเปิดประตูเพื่อออกไปข้างนอก   “ฉันจะบอกให้เธอรู้ไว้ว่า อัตสึโกะไม่ได้ทรยศเธอ! ไม่เคยเลยแม้กายหรือใจ”   “ปัง” เธอปิดประตูแล้วก้าวขาไวๆ ไม่ได้เหลียวมองคนที่ได้ก้มหน้าปล่อยน้ำตากับพวงมาลัยอีกครั้งอีกคราว    มินามิแค่พวกแสร้งทำเก่ง ปากร้าย ทั้งที่รู้ว่าใจมันราว เธอรู้ว่าเธอต้องการผู้หญิงใจร้าย เธอเฝ้าภาวนาขอให้เขากลับมา แม้จะสั่งให้ใจมันเกลียด ไม่คิดถึง ไม่รู้สึก ก็ยังทำไม่ได้ เธอไม่เคยปฏิเสธตัวเอง ว่าเธอไม่เคยลืม ไม่เคยลืมผู้หญิงใจร้าย    เจ็บปวดเกินกว่าจะทำใจยอมอภัยให้ได้จริงๆ แม้ไม่ได้อยากเกลียดเลย…   เพราะไม่เคยลืมว่ารักมากเพียงไร และไม่เคยลืมว่าต้องเจ็บปางตายอย่างไร..       ยุยฮังยังยืนกระวนกระวายอยู่หน้าร้านเนื่องจากต่อสายถึงผู้ให้กำเนิดไม่ติด   สงสัยว่าจะมีเรื่องอะไรหรือเปล่า หรือคุณพ่อร่างเล็กจะปิดเสียงไว้จนไม่ทันได้ยินเสียงสายเรียกเข้าของเธอ แล้วเธอจะทำอย่างไร ไม่รู้เสียด้วยว่าเพื่อนของพ่อและพ่อนั่งอยู่โต๊ะไหน ก่อนเหลือบมองคนด้านข้างที่พึ่งวางโทรศัพท์ไปเมื่อครู่    “ทำไม โทรหาพ่อไม่ติดหรือไง” ยุยส่ายหน้าให้อย่างจำใจ ปกติ ถ้าไม่ใช่เวลาทำงานพ่อจะเปิดโทรศัพท์ไว้ตลอดนิน่า แล้วทำไมถึงไม่ยอมรับสายนะ ที่แปลกเข้าไปใหญ่คือเธอส่งข้อความไปแล้วพ่อยังไม่ยอมตอบกลับมา   “เอางี้ เดี๋ยวฉันช่วยเดินหาหรือเธอจะเข้าไปนั่งโต๊ะที่เดียวกับฉันก่อน พ่อฉันกำลังเดินมา” พารุยังพูดไม่ทันขาดคำก็เห็นร่างของปะป๋าวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยความรีบร้อน    ยูโกะพยายามแสร้งยิ้มให้ลูกสาวทั้งที่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายขนาดไหน อย่าว่าแต่จะให้นั่งกินข้าวเลยไม่รู้ว่าคนที่อยู่ด้านในร้านจะหยุดร้องไห้แล้วหรือยัง นึกถึงแล้วอดเป็นห่วงไม่ได้     “ป๊าคะ นี่เพื่อนหนูชื่อ…”   “สวัสดีค่ะ ทาคาฮาชิ ยุยค่ะ   “ทาคาฮาชิ!” ยูโกะไม่อยากเชื่อสายตาอะไรจะบังเอิญขนาดนี้ แสดงว่าเด็กคนนี้ก็…   “เออ ยินดีที่ได้รู้จักจ๊ะ หนูทาคาฮาชิ”   “เรียกยุยก็ได้ค่ะ คุณน้า”  แหมที่กับเธอละไม่ยอมให้เรียกนะ ไอ้แมวน้ำบ้า! ที่กับป๊าเธอทำเป็นสุภาพนอบน้อม ยอมให้เรียกชื่อต้น สร้างภาพชะมัด!   ยูโกะถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอจะต้องตัดสินใจว่าสมควรพาเด็กคนนี้เข้าไปในร้านด้วยรึไม่ เพราะถ้าพาเข้าไป.. ใช่ เพื่อนของเธออาจจะต้องเจ็บปวดซ้ำสองกับการพบเด็กคนนี้ พบกับลูกสาวตัวเอง   แต่ก่อนจะอะไรนั้นเธอก็เห็นฮารุนะเดินเข้ามา และส่งเสียงเรียกเธอกับลูกเอาไว้   “ยูจัง พารุ”   “ม๊า” ยุยหันมองคนที่ยัยนักเรียนใหม่เรียกว่าม๊าแล้วต้องตะลึงเพราะผู้หญิงที่เข้ามาสวยราวกับนางแบบ หุ่นดีจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผู้หญิงที่ผ่านการแต่งงานมีลูกมาแล้ว  หากมาเจอกันลำพังเธอคงคิดว่าเป็นไฮโซสาวสวยที่ไหนมานั่งกินข้าวคนเดียว    ครู่นั้นยูโกะสบตากับฮารุนะพยายามจะบอกว่าเด็กคนนี้เป็นลูกสาวของคนที่อยู่ด้านล่าง และไม่นานเสียงของโทรศัพท์ยุยก็ดังขึ้นให้เจ้าตัวหันไปสนใจ พอรู้ว่าใครโทรเขามายุยก็เลี่ยงขอตัวออกมารับโทรศัพท์ท่ามกลางสายตาหนักใจของสองสามีภรรยาตระกูลโอชิมะ   “ยูจัง เขาไปดูอัตสึโกะก่อนเถอะค่ะ ทางนี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง”   “ฮารุนะ”   “ไปเถอะค่ะ ฉันรู้ว่ายูจังเป็นห่วงอัตสึโกะ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง” ยูโกะพยักหน้าให้อย่างรวดเร็วและไม่รีรอที่จะกลับเข้าไปในร้านคงมีแต่ลูกสาวคนเดียวอย่างพารุที่ยืนงงว่าป๊ากับม๊าของตนกำลังคุยอะไรกันอยู่    “เกิดอะไรขึ้นคะม๊า”   ฮารุนะสบตาลูกสาวที่จ้องจะเอาคำตอบอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจที่จะไม่เล่าเรื่องใดออกมา   “วันนี้ม๊าขอโทษหนูด้วยนะคะ แต่อีกสักพักเราคงต้องกลับบ้านกัน”   “อ้าว ทำไม…”   “เออ ขอบใจมากนะที่อุสาพามา แต่ฉันต้องกลับแล้วละ พ่อบอกว่ารออยู่ที่รถ ลาก่อนนะคะคุณน้า”   “อ้าว นี่ เธอ เดี๋ยว..” พารุยิ่งุนงงหนักกว่าเดิมที่เห็นคนพึ่งคุยโทรศัพท์เสร็จรีบล่ำลาเธอกับแม่แล้วเดินตรงไปยังลานจอดรถของร้านอาหาร   สรุปว่ามันเกิดอะไรขึ้นละเนี่ย          กลับมาภายในห้องรับประทานอาหาร ยูโกะตรงกลับเข้ามาก็เห็นคนที่นั่งร้องไห้อยู่ก่อนหน้ากำลังจับกระดาษทิชชูบนโต๊ะซับน้ำตาตัวเองช้าๆ ข้างๆมีจูรีที่บีบมือของคุณแม่อย่างให้กำลังใจ เธอรู้สึกสะเทือกจับภาพที่เห็นจนทำได้แต่เงียบแล้วเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ว่างด้านข้าง   “ฉันขอโทษ”   “ไม่ใช่ความผิดของเธอจะขอโทษทำไมเล่า ยูโกะ”   อ่า อัตสึโกะพยายามยิ้มให้เธอ แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูเศร้าเหลือเกิน    “อัตสึโกะ”   “ยูจัง ฉันน่ะ..”   “ฉันเข้าใจ” เธอจับมืออีกข้างของเพื่อนมาบีบไว้อย่างให้กำลังใจเช่นเดียวกับจูริ เธอเองก็สงสารจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ได้เพียงขอโทษที่ทำให้เพื่อนต้องมาเสียใจอย่างนี้   “เธอไม่ร้องนะ ต้องเข้มแข็งเพื่อจูริสิ”   ชื่อของลูกทำให้เธอฝืนกล่ำกลืนความขมขืนลงไปภายในหัวใจแล้วจับเอาเจ้าของร่างเล็กที่จ้องเธอด้วยสายตาน่าสงสารขึ้นมานั่งไว้บนตัก เธอกอดเด็กคนนี้แน่นราวกับกลัวว่าใครจะมาแย่งไป    “ถึงเวลาแล้วค่ะ จูริ ที่หนูต้องรู้ความจริง”   จังหวะนั้นเองที่ประตูห้องอาหารถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของผู้หญิงสองคนที่พากันเข้ามา ยูโกะกำลังจะบอกให้ภรรยาพาลูกสาวออกไปก่อน แต่อัตสึโกะกลับส่ายหน้าปฏิเสธ   “ไม่เป็นไรหรอกค่ะยูจัง”   “แต่มันเรื่องภายในครอบครัวเธอนะ”    อัตสึโกะส่วยหน้า เธอยืนกรานให้ทั้งสองคนมาใหม่เข้ามานั่งที่เดิมจนยูโกะไม่มีสิทธิ์ค้าน   พารุรู้สึกเกรงใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะเธอกำลังรู้สึกว่าตัวเองเสียมารยาทที่ได้เข้ามาฟังเรื่องส่วนตัวของคุณน้าอัตสึโกะแต่จะให้ออกไปตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว   “ก่อนอื่นฉันต้องขอโทษทั้งยูโกะแล้วก็ฮารุนะซังด้วยนะคะ หนูพารุด้วยนะ ที่ทำให้การมารับประทานอาหารในครั้งนี้ต้องกร่อย”   “อัตสึโกะ” ผู้ใหญ่สองคนมองหน้ากันอย่างเข้าใจ ไม่เคยคิดจะโทษเลย ทางเขาต่างหากที่ควรขอโทษเพราะทำให้เพื่อนต้องมาเจ็บปวดกับการพบกันอีก   “แล้วก็จูริค่ะ หนูเห็นผู้หญิงคนเมื่อกี้รึเปล่า”   “เขาทำให้มามี้ร้องไห้”  คำทักท้วงอย่างไม่ชอบใจจากปากของเด็กสาวที่ช้อนสายตามองหน้าของอัตสึโกะทำให้คนเป็นแม่ต้องกระซับกอดแน่นขึ้นอย่างสงบใจ   เธอไม่อยากให้ลูกว่าเขา ไม่อยากให้ลูกใจเขาผิด   “ไม่ใช่ค่ะ เขาไม่ได้ทำให้มามี้ร้องไห้แต่เป็นมามี้ต่างหากที่ทำให้เขาร้องไห้” มาตลอด ทำให้เขาทนทุกข์มาตลอด มินามิ ฉันขอโทษ ฉันขอโทษ   “ไม่เห็นจริงเลยก็เมื่อกี้เขาเข้ามามามี้ของจูริก็ร้องไห้”   พารุยังไม่เข้าใจสถานการณ์ตั้งแต่เมื่อตอนที่อยู่หน้าร้าน ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แล้วใครอะไร ทำไมคุณน้าอัตสึโกะถึงร้องไห้ นี่หรือคือสาเหตุที่ทำให้การดินเนอร์ถูกยกเลิกไป แล้วตัวเธอเองควรอยู่ฟังเรื่องนี้จริงๆหรืออย่างไร เพราะดูท่าจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย    “จูริฟังนะคะ คนที่หนูเจอเมื่อกี้นี่ เขาเป็นพ่อแท้ๆของหนู”        “จริงเหรอคะ มามี้” จูริดูจะช็อกมากกับสิ่งที่คุณแม่เล่าให้ฟังจนนั่งตัวแข็งราวกับรูปปั้น คนเมื่อกี้เป็นคุณพ่อแท้ๆของเธอ จริงใช่มั้ย พ่อของเธอไม่ใช่คนเดียวกับที่คุณตาบอก ไม่ใช่คนที่ชอบมาหาคุณแม่แล้วทำให้คนแม่เจ็บตัว    “ใช่ค่ะ จูริ มันเป็นความจริง แล้วหนูยังมีพี่สาวแท้ๆอีกหนึ่ง ชื่อ ทาคาฮาชิ ยุย หนูจำได้รึเปล่าค่ะว่าหนูเคยเจอพี่เขาตอนที่ไปซื้อของกับมามี้”   “พี่สาวคนนั้น” ด้วยความเป็นเด็กทำให้จูริไม่รู้จะพูดอะไรออกมากับความสับสนของตัวเองเมื่อมีข้อมูลใหม่ที่ผิดจากความเข้าใจเดิมถูกป้อนเข้ามา ซึ่งตรงกันข้ามกับพี่สาวอีกคนราวกับถูกหินถล่มใส่หัว   อะไรนะ!   ไม่สิ มันต้องเป็นคนละคนสิ  นาม สนุกทาคาฮาชิ มีคนใช้เยอะจะตาย แล้วทำไมเธอถึงต้องคิดว่าเป็นไอ้แมวน้ำงี้เง้านั้น   ‘เธอไม่มีน้องบ้างรึไง’   ‘ไม่มีหรอก’ เธอจำได้คำตอบที่เย็นชาของไอ้แมวน้ำที่บอกกับเธอได้ดี ว่าตัวเองไม่มีน้อง เพราะฉะนั้นต้องเป็นคนละคนสิ หรือถ้าไม่แล้ว ทำไมไอ้แมวน้ำถึงไม่ยอมรับว่าตัวเองมีน้อง หหรือแท้จริงเพราะไม่รู้ว่าตัวเองมีน้อง   “มามี้ขอโทษนะคะที่บิดบังหนู  มามี้มีความจำเป็นค่ะ เพื่อตัวหนูเอง มามี้ต้องปกป้องหนูจากคุณตา คุณตาเขาพยายามจะทำร้ายหนู  อย่าโกรธคุณพ่อหนูเลยนะคะที่เขาทำกับมามี้กับหนูอย่างนี้ เพราะเขาไม่รู้ว่าหนูเป็นลูก ไม่รู้ว่ามามี้ไม่ได้ทรยศเขา“ อยู่ๆเด็กสาวในอ้อมแขนของอัตสึโกะก็ร้องไห้เสียงดังซึ่งทำให้ผู้ใหญ่ที่กันบนโต๊ะอาหารตกใจพยายามจะเข้าไปช่วยอัตสึโกะที่แนบแก้มลงไปบนศีรษะของลูกสาวแล้วโยกตัวของคนในอ้อมกอดไปมาเบาๆเพื่อปลอบให้ลูกหยุดร้องไห้    อัตสึโกะเข้าใจว่าลูกอาจจะรับไม่ได้ที่จู่ๆเธอก็เล่าเรื่องอะไรอย่างนี้ให้ฟัง เพราะเธอปิดบังที่จะพูดถึงพ่อของเจ้าตัวมาตลอด สำหรับจูรีแล้วที่บ้านใหญ่ตระกูลมาเอดะก็คือบ้าน ซึ่งแตกต่างจากเธอที่คิดว่ามันคือนรก   “แล้วทำไมเขาถึงไม่อยู่กับมามี้ เขาปล่อยให้มามี้อยู่คนเดียวได้ยังไง”   “เพราะมามี้ผิดเองค่ะ มามี้โกหกเขาว่าจูรีไม่ใช่ลูกของเขา”   “มามี้” อัตสึโกะกัดฟันแน่นเมื่อเรื่องราวในอดีตกำลังฉายชัดขึ้นมาเป็นฉากๆ เธอแทบจะไม่มีแรงที่จะขยับปากต่ออีกเลย เธอทำผิดกับเขามากเหลือเกิน และทำผิดกับลูกมากเหลือเกิน   “มามี้ขอโทษค่ะจูริ ถ้าหนูจะโกรธอย่าโกรธคุณพ่อเลยนะคะ ให้หนูโกรธมามี้ เพราะมามี้เป็นคนสร้างเรื่องเอง” เด็กสาวผู้ร่ำร้องพยายามเก็บเสียงงอแงของตัวเองไม่ให้ออกมาอีกเมื่อเห็นดวงตาแสนเศร้าสร้อยของคนเป็นแม่ คุณแม่ตอนนี้ดูไม่มีความสุขอีกแล้ว   “มามี้ หนูอยากขอร้อง”   “คะ”   “กลับไปคืนดีกันได้มั้ยค่ะ” คำขอที่แสนใสซื้อของเด็กสาวเหมือนเป็นใบมีดที่ปักเข้าไปในใจของผู้ใหญ่ให้รู้สึกปวดราว ไม่ใช่ไม่อยากทำอย่างนั้นเลย แต่มันทำไมได้   “จูริ”   “เพราะคุณตาใช่ไหมคะ” อัตสึโกะพูดไม่ออก จูรีเป็นเด็กที่หัวไวและสิ่งที่ลูกพูดมันก็ถูกเกือบทุกอย่าง ใช่ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะพ่อของเธอแล้วผู้ชายที่แสนจะเลวร้ายคนนั้น   “มามี้ หนูอยากเห็นมามี้มีความสุข” ความปรารภนาของเด็กน้อยทำให้ผู้ใหญ่อีกครอบครัวสบตากัน พวกเธอสงสาร สงสารจูริเหลือเกิน ทั้งที่หนึ่งชีวิตเล็กๆนี้ควรมีความสุขกับชีวิตครอบครัวแท้ๆ แต่ทำไมผู้ใหญ่พวกนั้นถึงได้ใจร้าย กล้าใช้เด็กตัวเล็กแค่นี้เป็นเครื่องมือ   “จูริ มามี้ขอโทษ”   “หนูรู้นะคะ ว่ามามี้ไม่มีความสุขตอนอยู่บ้านกับคุณตา มามี้ไม่ยิ้มให้คนอื่นเลยนอกจากหนูกับคุณลุงพ่อบ้าน หนูอยากเห็นมามี้มีความสุข ฉะนั้นคืนดีกันได้มั้ยค่ะ”    ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่น้ำตาซึ่งเคยแห้งเหือดไปไหลออกมาอีกครั้งจนกระทั่งสัมผัสอบอุ่นของมือเล็กๆคู่นี้ เช็ดออกไปให้เธอ   จูริทำให้เธอยิ่งคิดถึงมินามิ เด็กคนนี้เหมือนมินามิมากจริงๆ นิสัย  การพูดการจา แล้วจะไม่ให้เธอคิดถึงได้อย่างไร      ไม่ใช่เธอไม่อยากทำ แต่เธอทำไมได้ต่างหาก เธอจะยอมให้สิ่งที่ทำมาสูญเปล่าไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด   “มามี้ขอโทษที่ทำให้หนูในตอนนี้ไม่ได้ สำหรับตอนนี้แค่หนูยังอยู่ยังเข้าใจมามี้ มามี้ก็มีความสุขแล้วค่ะ”     ยูโกะเผลอกำหมัดจนแน่น เธอต้องทำอะไรสักอย่างให้สองคนนี้หันหน้าเข้าหากัน อัตสึโกะเผชิญปัญหาคนเดียวมามากพอแล้ว เธอไม่อยากเห็นภาพของเพื่อนที่ต้องเจ็บปวดเพราะทนคิดถึงเจ้าของหัวใจซ้ำแล้วซ้ำอีก   เธอจะต้องจัดการอะไรบ้างอย่างกับบ้านตระกูลมาเอดะ             อีกทางด้านหนึ่งที่มีสภาพดูไม่จืดเช่นกัน ตลอดทางที่คุณพ่อร่างเล็กขับรถกลับบ้านคุณพ่อแทบจะไม่ยอมพูดอะไรกับเธอ ซึ่งค่อนข้างผิดปกติอย่างมาก และที่สำคัญกว่าคือรอยแดงบนใบหน้าของคุณพ่อ ซึ่งดูอย่างไรรอยนี่ก็เป็นรอยถูกตบ   ใครเป็นคนทำร้ายคุณพ่อแล้วมันเกิดอะไรขึ้นที่ร้านอาหารแห่งนั้น คุณพ่อถึงได้บอกเธอว่าตัวเองกับเพื่อนได้ยกเลิกนัดกันกะทันหันแล้วรอรับเธอกลับบ้านอยู่ที่ลานจอดรถ    ยุยพาตัวเองเดินเข้ามาจัดการเปิดไฟในตัวบ้านที่อยู่กันเพียงสองคนพ่อลูกก่อนเข้าไปในครัวเพื่อหยิบน้ำมาให้กับคนที่พึ่งจะจอดรถเสร็จ      มินามิทิ้งตัวลงบนโซฟาห้องรับแขกแล้วรับแก้วน้ำมาจากลูกสาวพลางส่งยิ้มบางๆแทนคำขอบคุณ ไม่มีทางที่ลูกจะไม่รู้ว่าเธอร้องไห้เพราะขนาดเธอยังรู้สึกปวดทั้งตา ปวดทั้งแก้ม แต่ลูกก็ยังเลือกที่จะไม่ถามเธอ และรอคอยคำฟังตอบจากเธอในยามที่เธอพร้อม     “เรื่องวันนี้พ่อขอโทษนะคะ”   “เกิดอะไรขึ้นค่ะคุณพ่อ”   “วันนี้ที่ร้านอาหาร..พ่อเจอ..ผู้หญิงคนนั้น”   “อะไรนะคะ!” ยุยตาโตแทบจะทันทีที่ได้ยินคำสารภาพของคุณพ่อร่างเล็ก เธอดึงมือของพ่อมากุมไว้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมีใครบอกเธอกูรู้ว่าพ่อเจ็บปวดมากแค่ไหน ขนาดเธอเองยังทำใจไม่ได้ แล้วพ่อละ พ่อของเธอจะเป็นอย่างไร   อ่า เธอสงสารเหลือเกิน คุณพ่อไม่ควรมาเจอกับเรื่องอย่างนี้เลย   “พ่อขอโทษจริงๆนะคะ ที่ดึงเอาหนูออกมาทั้งที่หนูไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย”   “คุณพ่อ” ยุยส่ายหน้าให้คุณพ่อร่างเล็กแล้วเข้ากอดคุณพ่อของเธอเอาไว้ คุณพ่อไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ที่ไม่ได้ให้เธอเจอกับผู้หญิงคนนั้น คุณพ่อก็แค่ต้องการปกป้องเธอ เพราะคุณพ่อรู้ว่าเธอคงจะเสียใจไม่ต่างกันถ้าเธอได้เจอกับแม่   “ลูกอยากเจอเขารึเปล่า”  ยุยรีบส่ายหน้าด้วยความรวดเร็ว เธอไม่ได้มีความต้องการนั้นอยู่เลย ไม่อยากเจออีกแล้วคนที่ทำให้พ่อต้องเจ็บปวด    “ยุย”   “คุณพ่อขึ้นไปพักดีกว่านะคะ คืนนี้หนูขอนอนด้วย” เธอไม่อยากให้พ่อต้องเจ็บปวดมากกว่านี้หากยังพูดถึงเรื่องของแม่ต่อไป พ่อจะต้องเสียใจมากกว่าเดิมเพราะมียังมีอิทธิพลกับพ่ออยู่มาก แค่ตอนนี้พ่อก็เสียใจกับแม่มากพอแล้ว ทำไมทุกสิ่งทุกอย่างถึงได้บังเอิญอย่างนี้ ให้เธอได้เจอแม่ไม่พอ ยังให้พ่อของเธอได้เจอแม่อีก ไม่รู้หรืออย่างไรว่ามันเป็นการยื่นยาพิษให้พ่อของเธอ       หลังจากจัดการกับสภาพที่ดูไม่ได้ของตัวเองเสร็จสิ้น มินามิฝังร่างของตัวเองลงบนเตียงนอนขนาดใหญ่ที่วันนี้ดูจะแคบลงไปเพราะเตียงนอนอีกฝั่งถูกใช้งานโดยลูกสาวที่หลับไปก่อนแล้ว สงสัยเธอจะอยู่ในห้องน้ำนานเกินเพราะมัวแต่คิดเรื่องที่ยังคงคาราคาชังในหัว ความเจ็บปวดที่เกาะกินใจเธอไว้แน่นหนาทำให้เธอไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้     ไม่เคยทรยศเธองั้นหรือ แล้วภาพในวันนั้นมันคืออะไร   คำพูดของผู้หญิงคนนั้นเธอจำได้ขึ้นใจ   ‘เราหย่ากันเถอะค่ะ เพราะฉันท้องกับคนอื่น’   ผู้ชายแปลกหน้าที่ถูกผู้หญิงแพศยาควงเข้ามาพร้อมกับใบตรวจครรภ์ว่าผู้หญิงแพศยาท้องกับมัน ผู้หญิงหน้าด้านไม่รู้จักพอ เล่นชู้กับคนอื่นในขณะที่อาศัยอยู่กับเธอ   ทำไมถึงต้องฆ่าฉันให้ตายทั้งเป็นแบบนี้ด้วยอัตสึโกะ   หรือเพราะความจริง เธอไม่เคยรักฉันเลย     ................................................................................................................................................................................................... แอบเสียใจที่อันเก่าลงไว้หายไป ตอนล่าสุดไรท์ไม่ได้เซฟไว้ในเครื่องด้วย ขอทำใจนั่งแต่งใหม่ก่อน T^T
  8. ปูเสื่อรอ
  9. พาไปทำไม่ดีไม่ร้าย! ผิดๆ
  10. Ch.5 โลกกลม   ‘Rrrr’ เสียงโทรศัพท์ดังตั้งแต่เข็มสั้นยังไม่กระดิกไปถึงเลขเจ็ดปลุกให้คนในผ้าห่มโผล่หน้าออกมาควานหาเครื่องมือสื่อสารขนาดจิ๋วก่อนจะรีบกดรับสายที่เข้ามารบกวนการพักผ่อนตั้งแต่เช้า   “อือ.. รู้แล้วๆ”   “จำได้ๆ.. แค่นี้นะ” เธอกดตัดสายโทรศัพท์ไปก่อนโยนมันวางไว้ที่ไหนสักแห่งบนที่นอน ไม่นานก็ค่อยๆโผล่ตัวออกมาจากผ้าห่ม   “อื่ออ”  ถูกรบกวนการนอนตั้งแต่เช้าทั้งที่อุสาลาหยุด เพื่อวันนี้จะได้อยู่บ้านสบายๆ       หลังจากเหตุการณ์ในสวนสาธารณะ เธอยังรู้สึกไม่อยากทำอะไร แม้แต่วันนี้ที่เพื่อนสนิทนัดไว้ยังอยากโทรไปขอยกเลิกนัดเสียด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดว่าจะเสียมารยาทกับครอบครัวนั้น และเพื่อนสนิทเธอที่โทรตามตั้งแต่ยังไม่เจ็ดโมงอย่างนี้   เฮ้ออ  กลัวเธอจะเบี้ยวนัดขนาดนั้นเชียว คุณนายโอชิมะ       เธอนึกขันเพื่อนตัวเองก่อนจะหันไปหยิบกรอบรูปบนเตียงนอนมาดู    ไม่กี่ปีลูกสาวของเธอโตขนาดนี้แล้ว เมื่อก่อนยังมาขอนอนห้องเดียวกับเธออยู่บ่อยๆเลย   ชอบฟังนิทานก่อนนอน ชอบให้ร้องเพลงให้ฟัง ชอบให้วาดรูปให้ดู ชอบให้พาเล่นเกม   เด็กน้อยยุยในตอนนั้นกลายมาเป็นคนที่พึ่งพาตัวเองได้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ   พอคิดว่าจะไม่ได้เห็นภาพของยุยที่เป็นอย่างนั้นแล้ว คนเป็นพ่อก็ใจหาย   ทั้งที่ยังอยากให้เป็นเด็กไปนานๆแท้ๆ   มินามิเอี่ยวตัวนำกรอบรูปวางไว้ที่เดิม   ตัดสินใจลุกจากเตียงตรงไปจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำ   เธอดีใจนะ ที่สามารถเลี้ยงเขาให้เติบโตสมบูรณ์แข็งแรงด้วยตัวคนเดียว             กินหอมของอาหารที่ลอยอบอวลออกจากห้องครัวทำให้มินามิต้องส่ายศีรษะ ขนาดวันหยุดแท้ๆลูกสาวเธอยังตื่นเช้ามาทำอาหาร นิสัยเหมือนกันไม่มีผิด   “อรุณสวัสดิ์ค่ะ”   มินามิเดินเข้าไปลูบหัวลูกสาวจอมขยันก่อนนั่งลงบนโต๊ะอาหาร ‘กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล’ ลูกสาวเธอรู้ใจเสมอ เธอใช้เวลาในการละเมียดละไมรสชาติของมันอยู่สักพักก่อนยกหนังสือพิมพ์ประจำวันขึ้นมาอ่าน    “เราตื่นเช้าเกินไปรึเปล่ายุย”     “มันชินนิค่ะ” เจ้าตัวจัดการปิดเตาแก๊สก่อนจะยกอาหารที่เตรียมเสร็จหมาดๆมาให้ปะป๋าสุดที่รัก   “เย็นนี้เตรียมตัวพร้อมรึยังคะ” ยุยส่งเสียงแซวคุณพ่อร่างเล็ก เรื่องที่จะออกไปเจอกับเพื่อนสนิทตอนเย็น ซึ่งพ่อห่างหายจากงานสังสรรค์มานาน วันนี้ถึงได้ดูดีใจมากกว่าปกติ ถึงพ่อจะไม่ได้แสดงออก เธอก็พอจะสัมผัสได้จากน้ำเสียงและแววตาของพ่อ   “เดี๋ยวนี้กล้าแซวพ่อเหรอเราน่ะ” มินามิยกมือไปยีหัวลูกสาวอย่างเอ็นดู    ยุยพยายามจับมือของคุณพ่อร่างเล็กออกเพราะตอนนี้ผมของเธอกำลังจะยุ่ง แต่กลับทำให้คุณพ่อยิ่งแกล้งเธอจนต้องขอยอมแพ้ บอกปะป๋าให้เลิกยีหัวสักที   “ดูสิค่ะ ยุ่งหมดเลย” ยุยส่งค้อนให้ผู้ให้กำเนิดที่ยังหัวเราะไม่หยุด เห็นคุณพ่อมีความสุขเธอก็อดยิ้มไม่ได้ ไม่บ่อยเลยที่คุณพ่อจะหัวเราะ ทั้งทีเธออยากให้พ่อหัวเราะทุกวันแท้ๆ แต่ก็ทำไม่ได้    คงจะมีแต่แม่คนเดียวที่ทำได้ ในเมื่อแม่เป็นคนพรากมันไปด้วยมือของตัวเอง    พูดถึงแม่ หลังจากเหตุการณ์ที่เจอกันในห้องสรรพสินค้า เธอยังไม่มีโอกาสได้บังเอิญเจออีกเลย   มันอาจดีต่อตัวเธอเองก็ได้ เพราะไม่รู้เจอกันเธอจะทำตัวอย่างไร    ในเมื่อโลกของเธอตอนนี้ มีแค่เธอกับพ่อเท่านั้น   เธอหนักใจจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของแม่ แต่ยังรวมถึงเรื่องของตัวเอง   ยัยนักเรียนใหม่ อาทิตย์นี้ทำกับเธอไว้แสบมาก ใช้เธออย่างกับทาส   พอยอมหน่อยได้ใจใหญ่ ไม่กลัวเธอแถมยังมีการเอาข้อต่อรองมาขู่   เธอยอมเพราะรู้สึกผิดเรื่องอุบัติเหตุเท่านั้น ไม่งั้นอย่าหวังว่ายัยนักเรียนใหม่นั้นจะได้ขมเธอ   “ยุยลูก คิดอะไรอยู่ พ่อเรียกเราตั้งนานแล้วนะ”   ยุยสะดุ้งจากภวังค์เมื่อมือพ่อเตะแขนเธอเบาๆ เธอเงยหน้าส่งยิ้มให้พ่อเพื่อกลบเกลื่อนพิรุธ   “ช่วงนี้เหมอบ่อยนะเรา”   “โธ่..พ่อค่ะ หนูบอกแล้วไงค่ะว่าช่วงนี้งานเยอะ คิดเรื่องงาน”   “แน่ใจนะว่าแค่เรื่องงาน” นั้นไงมาแล้ว วิธีจับผิดของพ่อ   “แน่ใจสิค่ะ”   “ไม่ใช่ว่าเพราะเพื่อนที่โทรหาลูกช่วงนี้บ่อยๆเหรอคะ”   “ไม่ใช่ค่ะ!” เธอตกใจเผลอตะโกนเสียงดัง ไม่คิดว่าพ่อจะรู้ถึงขั้นนั้น เห็นพ่อกลั้นยิ้มขำเธอรีบหาทางแก้ตัวต่อเป็นพัลวัน   “ไม่ใช่ค่ะพ่อ หนูบอกแล้วไงค่ะว่าเรื่องงาน หรือพ่อไม่เชื่อหนูคะ”    มินามิกลั้นขำจนปวดท้อง ลูกสาวคิดว่าเขาดูไม่ออกรึไงว่าแอบทำตัวแปลกๆไปในช่วงนี้ ครั้งก่อนก็เรื่องที่แก้มบวมไปรอบหนึ่ง ซึ่งเจ้าตัวบอกเข้าไปห้ามคนตีกัน    เอาตามตรง.. เธอไม่เชื่อ อย่างยุยหรือจะยอมให้ใครทำร้ายง่ายๆ เห็นอย่างนี้เธอให้ลูกเรียนศิลปะป้องกันตัวตั้งแต่เด็ก ไม่มีทางเสียหรอกจะถูกลูกหลงขนาดนี้   ดูยังไงรอยนั้นก็เป็นรอยที่ถูกตบในระยะประชิดเหมือนคนกำลังยืนเผชิญหน้ากันมากกว่าจะโดนลูกหลงอย่างเจ้าตัวว่ามา..   ส่วนสาเหตุของการที่ถูกตบเธอไม่อยากสืบหรอกนะ   เรื่องของลูกก็ควรปล่อยให้ลูกจักการเอง เธอแค่สังเกตการอยู่ห่างๆพอ   “ยังไม่ได้บอกเลยนะคะว่าไม่เชื่อ แล้ววันนี้ไม่ต้องออกไปไหนเหรอคะ”   คำทึกทักของปะป๋าทำให้คนที่พึ่งนึกออกว่ามีนัดตาโต ยัยนั้นดันโทรบอกเธอเมื่อคืนว่า เช้านี้จะออกไปซื้อของให้ตามไปช่วยขนหน่อย   เกินไปมั้ยละ! วันหยุดเธอยังไม่เว้น  เธออุสาปฏิเสธเพราะวันนี้มีนัดกับพ่อ แต่ฝ่ายนั้นไม่พอใจทำเสียงประชดประชันใส่ว่าแค่นี้ยังช่วยไม่ได้ ก็ไม่ต้องมาไถ่โทษ เธอเลยต้องเออออห่อหมกตาม   นี้ ถ้าพ่อไม่พูดเธอคงลืมไปเสียสนิท   ขอเบอร์เธอจากคาวาเอ้ได้ก็เอาใหญ่เลยนะ วันนี้เธอจะคุยให้รู้เรื่องค่อยดู   “หนูเกือบลืมไปเลย เดี๋ยวหนูขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะคะ” ยุยถอดผ้ากันเปื้อนสีสันสวยงามออกแล้วรีบวิ่งขึ้นไปชั้นสองของบ้านให้คุณพ่อร่างเล็กหัวเราะไล่หลัง   ยังไม่ทันจะแปดโมงด้วยซ้ำไม่รู้ลูกจะรีบไหน            สุดท้ายยุยก็มาถึงก่อนเวลานัด เธอก้มลงมองนาฬิกาที่ตอนนี้พึ่งจะเก้าโมงสิบห้านาที ยัยนักเรียนใหม่นัดเธอไว้ตอนสิบโมง   ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอต้องรีบมา คงเพราะกลัวว่ายัยเด็กเรียนใหม่จะหาเรื่องเธอถ้าเธอมาช้ากว่านี้       ปากร้าย กวนประสาท นิยามที่เธอตั้งให้บุคคลที่กล่าวถึง       ยุยตัดสินใจทิ้งตัวลงบนม้านั่งหินอ่อนกลางลานน้ำพุหน้าห้างสรรพสินค้า คิดว่าการออกมาก่อนเวลาดีตรงที่ว่า เธอมีเวลานั่งเล่นมองบรรยากาศยามเช้าสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อนกระวนกระวายเพราะกลัวจะมาไม่ทัน    เธอไม่ได้ขอให้พ่อมาส่งหรอกนะ เพราะอยากให้ท่านพักอยู่บ้านๆสบายๆ จึงนั่งรถประจำทางมาเอง     ไม่ทันไรเสียงเครื่องมือสื่อสารขนาดจิ๋วก็ร้องเตือนให้เธอต้องหยิบมันขึ้นมาดู     และเป็นดังคาดเมื่อเธอล่วงมันออกจากกางเกงยีนส์สีดำตัวโปรดก็เจอกับชื่อที่โชว์เด่นหลา ‘ยัยจอมกวน’ สงสัยจะโทรมาเตือนเธอเรื่องนัด เสียใจด้วยยัยจอมหาเรื่อง ฉันมาถึงที่นัดหมายแล้ว   “ค่ะ ว่าไงคะ” รู้สึกกระด่างปากจริงๆที่ต้องพูด คะ ขา กับยัยนี้ ถ้าไม่เป็นเพราะข้อตกลงที่ให้ไว้อย่าหวังเลยว่า เธอจะพูด   “ยุย ตื่นรึยัง” จำไม่ได้ว่าอนุญาตให้เรียกเธอว่า ยุย เฉยๆเมื่อไหร่ ยัยนักเรียนใหม่เนียนเฉยเลย มันน่าอารมณ์เสียมั้ย      “จนมาถึงแล้ว..คะ” เธอแอบกวนประสาทยัยนักเรียนใหม่แต่ก็ยังพยายามบังคับปากให้เติมคำว่า คะ ลงไปนะ    ไม่รู้ทำไมทรมานหัวใจอย่างนี้ เธออยากจะบ้าตาย   “ถึงแล้ว!”   “จะตะโกนทำไมเนี่ย..คะ” เกือบจะลืมพูด คะ แหนะ   “ก็จะรีบออกไปไหน คุณรู้มั้ยว่าคนอื่นจะคิดยังไงที่เห็นคุณไปนั่งรอฉันก่อนอย่างนี้”     อ้าว นี้เธอกลายเป็นฝ่ายผิดรึไง แม่คุณ   “เอาเป็นว่าฉันผิดโอเคที่มาก่อน เธอไม่ต้องรีบ แค่นี้ละ” พูดจบก็ตัดสายทิ้งไปโดยไม่สนใจว่าพารุจะพูดอะไรต่อ เพราะเธอขี้เกียจฟังยัยเด็กเรียนใหม่โวยวาย    ไอ้แมวน้ำบ้า! ไอ้แมวน้ำงี้เง่า!!   แล้วมาบอกให้ไม่ต้องรีบ  เห็นเธอเป็นคนยังไงกัน!! เดี๋ยวแม่ปล่อยให้รอสักสามชั่วโมงเลยดีมั้ย   พารุรีบเด้งตัวลงจากเตียงตรงดิ่งไปเข้าน้ำแบบลวกๆ ไม่สนใจแต่งตกแต่งตัวมันแล้ว หยิบชุดไหนได้ก็ใส่ๆไป ไปในสภาพนี้แหละ ชั่งมัน ขนาดป๊าม๊ายังทักเธอเลยว่าจะรีบไปไหน           ผ่านมาเกือบยี่สิบนาทีคนที่ยุยนั่งรอก็บึ่งรถเข้ามาในสภาพที่ต้องแอบลอบยิ้ม เมื่อเห็นผมยุ่งๆหน้าแทบไม่ได้แต่งเติม สงสัยแต่งตัวไม่ทันแน่ๆถึงมาในลุกกระแซะกระเซิงอย่างนี้    “ไม่ต้องมายิ้มมันความผิดคุณนั้นแหละ” พารุหันไปขอบคุณคนของพ่อที่ขับรถมาส่งให้แล้วสาวเท้าเข้ามาต่อว่ายุยที่นั่งไม่รู้ไม่ชี้   “ก็บอกว่าไม่ต้องรีบ” ยุยส่งขวดน้ำยื่นให้คนที่กำลังยืนหอบหายใจ  ฝ่ายนั้นมองมาอย่างสงสัย ไม่ยอมรับไปดื่มที   “เหนื่อยไม่ใช่รึไง ดื่มซะสิ ”  เธอไม่ได้ซื้อมาเผื่อยัยนี้หรอกนะ แค่ถือเงินไปเกินก็เลยซื้อมาสองขวดเท่านั้นเอง   “ขะ..ขอบใจนะ” เอาอีกแล้วอาการหายใจไม่ทันอย่างนี้  ทำไมต้องเกิดขึ้นตอนที่แมวน้ำทำดีด้วย พอรับขวดน้ำมาแล้วเธอก็ดื่มโดยที่ไม่ทันสังเกตว่าหน้าตัวเองแดงขนาดไหน จนไอ้แมวน้ำเอามือมาแตะหน้าผากเธอจนเกือบสำลักน้ำตาย   “แค๊กๆ ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย”    ยุยมองแขนเสื้อเชิ้ตของตัวเองที่เปียกน้ำด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายก่อนจะมองกลับมายังคนที่ต่อว่าไม่หยุด   “ก็เห็นหน้าแดงๆนึกว่าไม่สบาย”   ฉันจะไม่สบายเพราะเธอนี้แหละ ไอ้แมวน้ำบ้า   “ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ใครเขาพากันวัดไข้แบบนี้”   ยุยอยากเถียงคืนไปมากว่าคนทั่วไปนั้นละ ไม่รู้จะตกใจอะไรนักหนา   “แล้วสรุปจะให้ฉันมาช่วยถืออะไร”  เธอจบปัญหาโดยการเปลี่ยนเรื่อง เถียงก็แพ้ เงียบดีกว่า เบื่อ เซ็ง ทำอะไรก็ไม่ได้ ยังต้องมาเปียกเพราะน้ำที่ยัยนี้พ้นออกมาอีก   “ของฝากให้น้อง”   “เธอมีน้องด้วยเหรอ” อ้าว.. ก็ในประวัติบอกว่าเป็นลูกคนเดียว เธอไม่มีทางจำผิดแน่ๆ   หยุด ใครว่าเธอสืบประวัติยัยนี้ เธอแค่จำได้จากเอกสารข้อมูลที่ทางโรงเรียนส่งมาให้อ่าน ยัยนี้เล่นย้ายมากลางเทอม เด่นขนาดนี้ เธอต้องจำข้อมูลพื้นฐานได้เป็นธรรมดาอยู่แล้ว   “มีสิ น้องสาวฉันน่ารักมากเลยนะ พูดเก่ง ฉลาด แล้วยังขี้อ้อนมากๆ” บรรยายสรรพคุณน้องสาวเสร็จสรรพก็เดินนำเข้าไปในห้าง ให้คนที่ยังยืนงงๆอยู่รีบเดินตาม นี้ ไม่คิดจะขอโทษเรื่องแขนเสื้อเธอหน่อยรึไง อย่างน้อยก็ควรพาเธอเข้าไปล่างตัวเอาสิ่งสกปกออกนะ   เฮ้ออ เธอควรจะปลงดีมั้ย   “ไม่ใช่น้องแท้ๆเธอละสิ”   “ลูกของเพื่อนสนิทพ่อฉันน่ะ” นั้นไงเธอกะแล้ว   ฝ่ายคนถูกถามไม่ได้เอะใจว่ายุยรู้ได้อย่างไรว่าเด็กที่พูดถึงไม่ใช่น้องแท้ๆของเธอ   “แล้วเธอไม่มีพี่น้องบ้างรึไง” คำถามนี้ราวกับเป็นคมมีดที่ปักลงกลางใจของยุย เธอกัดริมฝีปากเล็กน้อยก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ จนคนถามไม่เข้าใจว่าเธอถามอะไรผิดตรงไหน   “ไม่มีหรอก”   ทำไมต้องทำหน้าเหมือนฝังใจอะไรขนาดนั้น       จากที่เธอวางแพลนว่าวันนี้จะแวะเข้าดูอัตสึโกะที่บ้านเก่ากลายเป็นว่าอัตสึโกะย้ายมาอยู่ในบ้านที่เธอจัดหาให้เร็วกว่ากำหนด วันนี้เธอจึงว่างทั้งวัน.. ซึ่งเหมือนจะเป็นอย่างนั้นสุดท้ายเธอก็ต้องมานั่งอยู่เป็นเพื่อนอัตสึโกะที่ดูไม่ปกติในหลายวันที่ผ่านมา   “หรือ..เธอเจอหมอนั้น” ผู้ชายที่อยากได้อัตสึโกะจนตัวสั่น นึกแล้วอยากเข้าไปกระทืบมันดูสักตั้งสองตั้ง ข่าวล่าสุดรายงานว่าหมอนั้นเข้าไปบ้านใหญ่ของอัตสึโกะ ไม่รู้ว่าเข้าไปติดต่ออะไรกับพ่อของอัตสึโกะอีกรึเปล่า   แค่ได้ยินเธอก็หนักใจ กลัวความเคลื่อนไหวของทางพ่ออัตสึโกะเหมือนกัน   ทำไมถึงต้องทำลูกแท้ๆของตัวเองขนาดนี้นะ   ทั้งที่ท่านน่าจะสำนึกได้ว่าอัตสึโกะเป็นคน มีจิตใจ ไม่ใช่หุ่นเชิดของท่านเหมือนอย่างที่ท่านกำลังทำอยู่    “วันนี้ ยูจัง จะพาออกไปกินข้าวที่ไหนคะ ได้ข่าวว่าจะเจอกับเพื่อนสนิทของฮารุนะด้วย” นอกจากไม่ยอมตอบคำถามแล้วยังพาเธอเปลี่ยนเรื่องได้หน้าตาเฉย นี้ก็เหลือเกิน    เธอหมดหนทางจะคาดคั้นจริงๆ ความจริงก็ไม่อยากคาดคั้น ถ้าเพื่อนสนิทไม่มีสีหน้าผิดปกติตั้งแต่วันเกิดเรื่องที่สวนสาธารณะ    ไม่รู้ไปเจออะไรมา   “ร้าน sps ติดริมแม่น้ำน่ะ ” เธอยอมๆปล่อยไปก่อน บทจะเงียบต่อให้เอาครีมมาง้างปากอัตสึโกะก็ไม่ยอมพูดหรอก     “แล้วตกลงเธอบอกความจริงเรื่องพ่อเขากับลูกยัง”  เธอเห็นแววตาหม่นหมองไหววูบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับมานิ่งเหมือนเดิม นี้ก็คงจะไม่ได้บอกสินะ   “ฉันยังไม่มีโอกาสดีๆได้บอกสักที” นั้นไงกะแล้ว     อัตสึโกะยิ้มออกมาด้วยความเศร้า หวนนึกถึงใบหน้าที่ได้เจอกันเมื่อไม่นาน เขาซูบผอมลงไปมาก ไม่รู้เพราะโหมงานหนักรึเปล่า    ยิ่งเจอยิ่งคิดถึง ยิ่งอยากเข้าหา อยากเข้าไปถามว่าเขาเป็นอย่างไร    “แล้วจูรี..”   “ลูกบอกว่าจะรอจนกว่าฉันจะพร้อมเล่าให้ฟัง”   “เป็นเด็กดีนะ”   “ใช่..เป็นเด็กดีมาก” เหมือนเขาคนนั้น   ลูกทำให้เธอคิดถึงเขาได้มากขนาดนี้เลยหรือ   “ถ้าเธอมีอะไรจะเล่าก็เล่าได้นะอัตจัง”   “ขอบใจนะ แต่ว่า.. ฉันยังไม่พร้อมจริงๆ” ยูโกะตบบ่าเพื่อนสนิทเบาๆบอกว่าเธอเข้าใจ จะไม่เซ้าซี้อีก   “เอาเป็นว่า เธอเตรียมตัวรอนะ ให้สวยที่สุดในค่ำคืนนี้เลย เราไปเที่ยวกัน”   อัตสึโกะยกยิ้มเล็กน้อยกับคนทำหน้าทะเล้นขยิบตาให้เธอ แค่ไปกินข้าวกับเพื่อนสนิทของคนรัก นินะ ยูจัง          ฮารุนะเดินออกจากบ้านมาพักใหญ่นั่งรอคนรักที่หายเข้าไปภายในบ้านหลังข้างกันนานสองนาน ตั้งแต่กินข้าวเสร็จ คนรักของเธอก็หายหน้าหายตาออกจากบ้านเพื่อไปอยู่กับเพื่อนสนิท   เธอไม่ได้อยากเห็นแก่ตัวหรอกนะ แต่เธอกำลังรู้สึกน้อยใจที่ความสำคัญของเธอลดลงไปทั้งที่ปกติยูโกะจะใช้เวลาเอื่อยเฉื่อยอยู่กับเธอในช่วงเวลาวันหยุดก่อนถึงเวลานัดไปไหนแท้ๆ   หมู่นี้..ยูโกะใส่ใจอัตสึโกะมากเกินไปจนเธอกลัว..   ทั้งที่ยังอยู่ด้วยกันทุกวันแต่เธอกลับเริ่มรู้สึกถึงความห่างไกล   “ฮ้าว ฮารุนะ” เสียงทักอันคุ้นเคยทำให้เธอรีบปั้นหน้ายิ้มส่งให้คนรัก   “ทำไมมานั่งตรงนี้คะ” ยูโกะถามด้วยความเป็นห่วง แม้ตรงนี้จะมีเงาของต้นไม้ต้นใหญ่บด แต่ทว่าอากาศข้างนอกค่อนข้างร้อน เธอกลัวคนรักจะเป็นลมเวียนหัวไปซะก่อน   “ออกมานั่งคิดอะไรเพลินๆ อยู่ในบ้านแล้วเบื่อๆน่ะค่ะ” เธอก้มลงมองพื้น ต้องเบื่ออยู่แล้วถูกทิ้งให้อยู่ภายในบ้านเพียงคนเดียวนิ    ไม่ใช่ว่ายูโกะไม่สังเกตอาการผิดปกติของคนรัก แต่เธอคิดว่าคนรักของเธออาจจะเหนื่อยหรือกลุ้มใจอะไรหลายๆเรื่องในช่วงนี้ถึงได้ทำตัวแปลกๆ    เธอจับมือของฮารุนะมากุม   “วันนี้แต่งตัวให้สวยเลยนะคะ ได้เจอเพื่อนทั้งที ฉันจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงให้เอง”เธอทำท่าตบกระเป๋าเหมือนพวกเสี่ยที่ชอบทำในภาพยนตร์ชื่อดังทำให้คนรักของเธอค่อยๆยิ้มออกมา   แค่นี้เธอก็โล่งใจแล้ว   “เลี้ยงไหวแน่เหรอค่ะ”   “ไหวสิค่ะเพื่อ…ภรรยาสุดที่รักทั้งที” เธอก้มลงไปขโมยหมอแก้มคนรักฟอดใหญ่จนถูกฝ่ามือปะทุสะร้าย   ‘คนบ้า’ เป็นคำที่ฮารุนะค้อนเธอก่อนจะเดินหายเข้าไปในบ้าน   ได้หยอกฮารุนะวันละนิดวันละหน่อย แค่นี้เธอก็มีความสุขแล้ว   ใครจะเชื่อว่าฮารุนะแสนเซ็กซี่ของเธอจะเขินให้เธอเวลาที่เธอแสดงความรักอย่างนี้                เวลาผ่านมาเกือบจะห้าโมง มินามิได้รับข้อความจากลูกสาวว่าจะตามไปเจอที่ร้านอาหารเพราะป่านนี้คนที่ชวนไปซื้อของยังหาของถูกใจไม่ได้เลย และ..ตัวลูกของก็ยังไม่สามารถปลีกตัวออกมาได้    เป็นเรื่องน่าขบขันอย่างหนึ่งที่ลูกเธอยอมตามใจคนอื่น ถึงขนาดเรียกว่าตามใจในระดับไม่ธรรมดา อยากจะรู้นักว่าเป็นลูกเต่าเหล่าใครถึงสามารถควบคุมลูกสาวเธอได้   จวนจะใกล้เวลานัดเสียงโทรศัพท์ก็ร้องเรียกอย่างไม่ขาดตกบกพร่องหน้าที   รู้งานจริงนะ  โทรเช้า โทรเย็นเลย    เห็นเธอคนไม่รักษาสัญญาตั้งแต่เมื่อไหร่ ยัยฮารุนะ   “คนบ้างาน อยู่ไหนแล้ว” คำทักทายทำให้มินามิคิ้วขมวด เมื่อไหร่จะเลิกเรียกฌะออย่างนี้นะ   “กำลังจะออกไป”     “แล้วเจอกันนะ ฉันมีคนจะแนะนำให้เธอรู้จักด้วย”    คนที่นั่งอยู่แบะหลังส่งยิ้มแหะๆ เธอรู้สึกเกรงใจอยู่ที่มาด้วยทั้งที่ไม่ได้มีความเกี่ยวโยงกัน แต่เพราะยูโกะคะยั้นคะยอขอให้เธออกมาตั้งแต่หลายวันก่อน โดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากทิ้งเธอกับลูกไว้ที่บ้านเพียงลำพังเพราะกลัวคนของพ่อเธอจะตามตัวเจอ ด้วยเหตุผลนี้เธอถึงปฎิเสธไม่ได้   “อะไรของเธอหะ  ฮารุนะ ไม่เห็นบอกฉันก่อนเลย” มินามิบ่นใส่ปลายสาย นี้จะมีคนอื่นนอกจากคนในครอบครัวไปด้วยเหรอ ไม่รู้จักบอกเธอล่วงหน้า แล้วเธอจะทำตัวถูกมั้ยละทีนี้   “เอาน่า ถึงแล้วเธอก็รู้จักเอง คนนี้เป็นเพื่อนสนิทของคนรักฉัน เธอเป็นคนดีน้า เป็นกันเอง น่ารักด้วย”  คนถูกชมก้มหน้างุดพวงแก้มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ ถูกคนอื่นชมต่อหน้าอย่างนี้เป็นใครใครก็ต้องเขิน   “ก็คนกันเองสินะ เอาเถอะๆ ฉันจะรีบออกไป” มินามิตอบอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะกดตัดสายเพื่อนสนิท มีคนเพิ่มมาอีกก็น่าจะทำให้มืออาหารนี้มีสีสันขึ้นละมั้ง   ชอบทำอะไรไม่ปรึกษากันอยู่เรื่อยเพื่อนเธอคนนี้               ยุยกระวนกระวายอยู่พักใหญ่หลังจากมองนาฬิกาที่เข้าใกล้เวลานัดกับพ่อเข้าไปทุกที ออกมาตั้งแต่เช้าเดินขาลากมาจนเย็น แต่อีกฝ่ายยังไม่มีท่าจะหยุดซื้อของจนเธอชักจะทนไม่ไหว    “เสร็จรึยัง ฉันรีบอยู่นะ” เธอชักสีหน้าต่อว่าคนที่ไม่รู้จักสำนึกว่ากำลังจะทำให้เธอเดือดร้อยโดยการผิดนัดกับผู้ใหญ่   “คุณจะรีบไปไหนของคุณ”   “ก็บอกแล้วว่าฉันมีนัดกับพ่อที่ร้านอาหารตอนห้าโมงครึ่ง” พารุก้มมองนาฬิกา ขาดอีกห้านาทีก็จะห้าโมง ไม่แปลกใจว่าทำไมแมวหน้าน้ำนิ่งถึงแสดงอารมณ์ไม่พอใจออกมา    ถ้าเธอยังแกล้งต่อก็ดูจะไม่ให้เกียรติอีกฝ่าย เอาเถอะ ถือว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อน เพราะเธอเองก็มีนัดกับครอบครัวเหมือนกัน   “กลับก็กลับสิ”  พารุเดินนำออกไปจากห้างโดยโยนของทั้งหมดที่ซื้อมาให้ยุยถืออีกตามเคย   ไอ้แมวน้ำหรือจะกล้ามีปากเสียง ในเมื่ออยู่ในช่วงไถ่โทษเธออยู่   “แล้วนี้เธอจะกลับยังไง” ไม่รู้ทำไมถึงต้องถาม คงเป็นเพราะท้องฟ้าเริ่มมืดและท้องถนนคับคั่งด้วยรถยนต์ หากอีกฝ่ายจะโดยสารรถประจำทางกลับก็คงไม่มีทางทันเวลานัดที่บอกไว้   เธอไม่ได้เป็นห่วงสักนิด   “ฉันจะนั่งแท็กซี่ไปเจอพ่อที่ร้านอาหารเลย”    ผู้หญิงคนเดียวนั่งแท็กซี่นินะ ฆ่าตัวตายชัดๆ   “เอาอย่างนี้ ไปกับฉัน เดี๋ยวฉันแวะไปส่ง”   “ไม่ต้อง”   “คุณยังมีข้อตกลงกับฉันอยู่นะ” เธองัดไม้ตายมาต่อรองให้คนที่ต่อปากต่อคำไม่กล้าเถียงต่อ   “จะไปลงที่ไหน”   “ร้านอาหาร sps” คำตอบของรองประธานนักเรียนทำให้พารุยืนแข็งทื่อจนเผลออุทาออกมาว่า   “อะไรนะ”   “ก็บอกว่าร้าน sps”    มันจะบังเอิญเกินไปรึเปล่า มันร้านเดียวกับที่ป๊านัดเธอไว้ แถมเวลายัง….   หวังว่าคงไม่..   “งั้นไปกับฉัน ไม่ต้องปฏิเสธ”   ยุยถูกลากแขนไปด้วยความมึนงง อะไรของยัยนี้กัน..   เดินลิ่วๆไม่ห่วงสวัสดีภาพเธอเลย ช้าหน่อยก็ได้แม่คุณ   ถ้าของที่ไปถล่มซื้อมาเสียหาย เธอจะไม่รับผิดชอบด้วยนะ               เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะหลังจากมินามิเดินเข้ามาถึงโต๊ะที่เพื่อนสนิทโบกมือเรียกให้เข้าไปนั่ง ภาพของผู้หญิงในชุดกระโปรงสีดำเกล้าผมเก็บเรียบร้อยแต่งหน้าอ่อนๆกำลังสบตากับเธอด้วยความตกใจ ทำให้เธอเผลอกำหมัดแน่น ลำคอแห้งผาดไล่สายตามองไปยังเด็กตัวเล็กที่กอดผู้หญิงแพศยาไว้และแสยะยิ้มออกมาก่อนก้าวขาออกจากร้านโดยไม่สนใจเสียงเรียกของเพื่อนสนิทที่ตะโกนไล่หลังเธอ   “มินามิ เดี๋ยว..!” คนบนโต๊ะยังมึนงงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยูโกะเห็นคนรักวิ่งออกจากร้านำปเพื่อตามเพื่อนของตัวเองกลับมา ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของบริกรและแย่กว่า คืออัตสึโกะกำลังปล่อยน้ำตาออกมาโดยไม่สนว่าลูกจะอยู่ด้วยรึเปล่า จูริไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ร้องไห้ตามคุณแม่     โชคดีที่เธอจองร้านในมุมที่ค่อนข้างเป็นสวนตัว ไม่เช่นนั้นคงมีสายตาหลายร้อยคู่มองมาที่โต๊ะเธอเป็นตาเดียวกัน   “อัตสึโกะ” เธอลูบหลังของเพื่อนสนิทให้หยุดร้อง หน้าของอัตสึโกะเหมือนคนกำลังจะขาดใจ เธอไม่เข้าใจสถานการณ์ว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้น แล้วเพื่อนสนิทของฮารุนะกับอัตสึโกะรู้จักกันมาก่อนรึไง ถึงได้มองกันด้วยสายตาอย่างนั้น   “ยูจัง ฮึก เขา เขาคนนั้น เขาคือ คนนั้นๆ” ความจริงที่ออกมาปนเสียงสะอื้นทำให้ยูโกะตาโต หันควับมองประตูร้าน   “อะไรนะ!”  เธอพลาดแล้ว พลาดมากๆ เธอลืมไปได้ยังไงกันว่ารูปคนรักที่อัตสึโกะเคยเอาให้ดูเป็นคนเดียวกับเพื่อนสนิทของฮารุนะ!!   แล้วแบบนี้เธอจะทำอย่างไร ในเมื่อเธอเป็นคนยื่นมีดให้เพื่อนสนิทด้วยตัวเอง   ไม่ได้แล้ว เธอต้องตามผู้หญิงคนนั้นกลับมาคุยกับอัตสึโกะให้รู้ความจริง       ...................................................................   เนื่องจากหายไปนาน ขอไถ่โทษให้โดยการลงสองตอนเลย เอาแล้วไง น้ำเดือนปุดๆเลย อัตสึมินะ เจอกันแล้ว 
  11. Ch 4 อุบัติเหตุหรือจงใจ   ร่างบอบบางของนักเรียนใหม่ถูกเหวี่ยงเข้าไปในห้องสภานักเรียนก่อนจะตามด้วยเสียงปิดประตูดัง ‘ปัง’ พารุกำลังจะอ้าปากด่าไอ้คนที่ลากเข้ามาโดยไม่สนว่าเธอจะเจ็บหรือไม่ แต่ไม่ทันไรอีกฝ่ายก็ชิงโวยวายใส่จนต้องรียกมือปิดหู   “เธอกล้ามากที่ทำแบบนั้นหน้าโรงเรียน!”    อะแฮม ก็ใครใช่ให้เก๊กมาดละ หมั่นไส้   “ฉันกล้าทำอะไรล่ะคะ ยุยจัง”   “นิเธอ!” ยุยสาวเท้าเข้าประชิดคนหาเรื่องก่อนเอากำปั้นทบโต๊ะดัง ‘ตึง’ พารุแอบสะดุ้งเล็กน้อย ท่าทางแมวน้ำจะโกรธให้แล้วทีนี้   มีหรือคนอย่างเธอจะยอมขอโทษง่ายๆ เสียศักดิ์ศรีหมด   “แหม เข้ามาใกล้ฉันขนาดนี้จะทำอะไรล่ะคะ” พารุเชิดหน้าท้าทาย เชิญชวนอีกฝ่ายว่า ถ้ากล้าก็ลองดูสิ เธอจะเอาไปป่าวประกาศให้รู้กันทั้งโรงเรียนเลยว่ารองประธานนักเรียนผู้เก๊กมาดชอบรังแกคนอ่อนแอกว่า   “มันจะมากเกินไปแล้วนะคุณโอชิมะ ฉันไม่ใช่คนที่เธอจะมาเล่นหัวเล่นหางด้วย!”   ยุยฉุดข้อมือของร่างบางกำไว้แน่น   “ก็ไม่ได้เล่นหัวเล่นหางนิค่ะ หรือคุณเป็นหมา”   “นิ เธ..”   “พอแล้วค่ะ ฉันปวดหู อีกอย่างนะคะ ช่วยกรุณาปล่อยแขนฉันด้วย”   “ไม่!” ยุยดึงแขนของพารุเข้ามาทางตัวเองมากขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มจะต่อต้านพยายามสะบัดข้อมือให้หลุดจากแรงบีบของเธอ   “ปล่อยค่ะ”   “ไม่”   “ปล่อยคะ”   “ไม่”    พารุเริ่มจะโมโหบ้าง เธอสะบัดมือออกอย่างแรง แต่ยุยก็ยังไม่ปล่อยจนเธอทนไม่ไหวยกมือข้างที่ไม่ได้ถูกจับไว้ฝาดใส่ใบหน้าของรองประธานนักเรียนอย่างจัง   “เพียะ”   “เธอ!!”    คนถูกตบควบคุมอารมณ์ไม่อยู่กระชากร่างของพารุเข้ามาหาตัวเอง ด้วยสวนสูงที่ไม่ต่างกันมาก ทำให้ร่างบอบบางคนของที่ไม่ทันตั้งตัวถลาตัวเข้าหา ริมฝีปากชนเข้ากันอย่างไม่ได้ตั้งใจ ยุยเบิกตาโพลงก่อนจะรู้ตัวอีกทีก็ถูกตบหน้าอีกข้างไปเสียแล้ว    “เพียะ”   “เธ…”   “ปัง!”  คนถูกตบหน้าพึ่งจะได้สติกลับมา ยกแขนค้างจะเรียกคนที่พึ่งตบหน้าเธอไปเมื่อครู่ก็ไม่ทันซะแล้ว   เมื่อกี้ เธอไม่ได้ตั้งใจนะ!!!!   มันเป็นอุบัติเหตุ   ไม่ได้ตั้งใจให้มันออกมาอย่างนี้!!   ทำยังไงดีละ  ยิ่งง้อคนไม่เป็นอยู่   หูยย เจ็บชะมัด ยัยเด็กเรียนใหม่มือหนักเป็นบ้า              ฝ่ายคนโกรธจัดก้าวเท้าบึงปังมาถึงห้องเรียน เธอเหวี่ยงกระเป๋าลงโต๊ะ ฟุบหน้าลงไม่อยากคุยกับใครแม้แต่คาวาเอ้ที่เข้ามาทักจนอีกฝ่ายงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ   “พารุ เธอเป็นอะไร หลับอยู่รึเปล่า”  คนหลับบ้านไหนจะตอบได้ เธอไม่ได้หลับแค่อารมณ์ไม่ดี   แล้วอีกอย่าง เธออยากอยู่คนเดียว เข้าใจมั้ย อยากอยู่คนเดียว เพราะไอ้แมวน้ำบ้านั้นแท้ๆ   นั้นมันจูบแรกของเธอนะ!!!    “นี่ พารุ”   อย่ามายุ่งกับฉันได้มั้ย  ไปจัดการกับเพื่อนของเธอโน้น! ไอ้รองประธานบ้า งี้เงา   ฉันเกลียดคนแบบนี้ที่สุด!   “พารุ”   “หนวกหูน่า!!” เธอเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะตะโกนใส่อาวาเอ้อย่างเหลืออด อยากมีเรื่องกับเธอมากนักรึไง แต่เห็นอีกฝ่ายยิ้มแหะๆชี้ให้เธอดูหน้าห้องเท่านั้นแหละ..    เธอหุบปากที่อ้าคางไว้แทบไม่ทัน รู้สึกหายใจไม่ออกชั่วขณะ   อาจารย์คาไซฉีกยิ้มหวานยกมือกอดอก เธอก็รับรู้ชะตากรรมของตัวเองทันทีว่า…   งานเข้า!!    “การที่ครูเข้ามามันทำให้เธอหนวกหูขนาดนั้นเลยเหรอค่ะคุณโอชิมะ ฮารุกะ”   แหม มาซะเต็มยศเลยนะคะ ท่านอาจารย์ที่เคารพรัก     “นะ.หนูขอโทษค่ะ”   เธอรีบลุกขึ้นโค้งให้อาจารย์แล้วนั่งลงด้วยพวงแก้มที่เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อเพราะเสียงหัวเราะจากทั่วทั้งห้อง  และท่านอาจารย์อันแสนน่าเคารพรักยังกรุณาอบรมสั่งสอนเธอเกือบสิบห้านาที ให้ต้องรีบปาดเหงื่อกันเลย   หูเธอบอดไปแล้วมั้ง ถึงได้อื้ออึงอย่างนี้    เธอได้แต่ขยับปากสาปแช่งไอ้คนที่ไม่รู้จักบอกให้เร็วกว่านี้      มีการกระซิบบอกเธออีกนะว่า ฉันพยายามบอกเธอแล้วนะ   แต่ไอ้ที่ก่อนหน้ามันพยายามกวนเธอนิหน่า ใครจะไปอยากฟังกันเล่า!!   แล้วไอ้หัวหน้าห้องมันไปไหน ปกติต้องเป็นหน้าที่มันมาเตือนไม่ใช่เหรอ    ไอ้คนไม่รับผิดชอบเอ้ย!    เธอลืมไปรึเปล่าว่าเธอไปตบหน้าเขามา พารุ   “ขอโทษนะคะ ที่เข้าสาย”     คนที่เธอกำลังสบถด่าอยู่ในใจ จู่ๆก็เปิดประตูห้องเข้ามาโค้งหัวขอโทษอาจารย์ แต่กลับเรียกสายตาตกใจจากทุกคนในชั้นเรียน อนึ่งอาจเป็นเพราะไม่เคยเห็นรองประธานนักเรียนเข้าสาย ยกเว้นมีประชุมสภาและสองคงเป็นเพราะพวงแก้มทั้งสองติดแผ่นความเย็นลดการอักแสบ   ดูก็รู้ว่าพึ่งออกมาจากห้องพยาบาล    ‘สมนำหน้า’   “เกิดอะไรขึ้น! คุณทาคาฮาชิ”   อาจารย์คาไซทำหน้าตกใจเวอร์มาก ยกมือเข้าไปแตะบ่าทั่งสองข้างของไอ้แมวน้ำแล้วเขย่าตัวเบาๆ เธอว่าก่อนไอ้แมวน้ำนั้นจะได้ตอบคำถามคงเวียนหัวตายพอดี   ยุยลอบมองคนทำแล้วถอนหายใจ เพราะยัยแสบนี้แท้ๆ   “โดนลูกหลงนิดหน่อยตอนเข้าห้ามคนตีกันน่ะค่ะ”    อาจารย์คายิ้มแหะๆ ยกมือเตะหัวเตะแก้มไอ้แมวน้ำอย่างเป็นห่วง   จะห่วงอะไรขนาดนั้นค่ะ อาจารย์   อาจารย์กำลังห่วงแต่เธอกำลังหวง เฮ้ยย ไม่ใช่ หมั่นไส้ต่างหาก หมั่นไส้    “เอ่อ..ไปนั่งที่เถอะ”   “ขอบคุณค่ะ”    คนอะไรโกหกไหล่ลื่นชะมัด   แบร่ ถ้าอาจารย์ไม่อยู่ เธอจะทำให้ไอ้แมวน้ำจนตรอก สารภาพความผิดที่ไปก่อมาต่อหน้าคนทั้งห้องเลย ค่อยดู   บังอาจมาชิงจูบแรกเธอ   พูดแล้วโมโห เธอตวัดสายตาจ้องคนกำลังเดินมานั่งที่ก่อนเชิดหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง    คนถูกโกรธถึงกับหน้าซีด มันไม่ใช่ความผิดของเธอสักหน่อย!   แถมคนที่หาเรื่องกันก่อนก็ยัยนักเรียนใหม่แท้ๆ                   เฮ้อ ทำไมต้องนึกถึงเรื่องพรรค์นี้นะ      วันนี้เธอได้ออกมาทำงานนอกสถานที่แล้วบังเอิญผ่านสวนสาธารณะที่เมื่อก่อนชอบมาเดินเล่นกับผู้หญิงคนนั้นบ่อยๆ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ มือแสนอบอุ่นที่จับจูงกันคู่นั้น     พอนึกถึงเรื่องนี้ทีไร ไม่รู้ทำไมถึงเจ็บจนหายใจไม่ออก รู้ตัวอีกทีน้ำตาก็ไหลเสียแล้ว   ไม่อยากเจอ..แต่ก็โหยหา   ไม่อยากได้ยินเสียง...แต่ก็คิดถึง   บางครั้งเธอก็อยากให้เรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับชีวิตเธอเป็นแค่ความฝัน      เธอทอดน่องยาวมาถึงมุมประจำก่อนนั่งลงไปบนพื้นหญ้า มองสายน้ำพุที่ขึ้นมาจากสระแล้วยิ้มเศร้า  บางครั้งก็เกลียดตัวเองที่เป็นคนความจำดีเกินไป   ไม่ลืมแม้กระทั้งมุมโปรดของผู้หญิงคนนั้นในสวนสาธารณะแห่งนี้   ชอบพาเธอมานั่งตรงนี้ เอนศีรษะมาพิงแล้วชวนคุยเรื่องราวขบขัน   เธอเจ็บปวดทั้งที่ไม่ได้ทำผิด   คิดถึงคนที่ไม่เห็นค่าของเธอ   งี้เง่าชะมัด เธอน่ะ    “คุณชอบตรงนี้มากเหรอคะ” น้ำเสียงหวานนุ่มคุ้นหูทำให้เธอเงยหน้าขึ้นไปดู จึงพบกับมาสคอตรณรงค์ของสวนสาธารณะแห่งนี้ ‘เจ้ากระต่ายสีขาว ’   ทำไมเจ้าตัวนี้ถึงทำให้หัวใจของเธอทุกข์ทรมานได้นะ   ไม่ยุติธรรมกับเธอเลย ที่เธอต้องมาจำเรื่องมากมายเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้น   ยัยนั้น ชอบเจ้านี้ถึงขนาดรบเร้าขอให้เธอถ่ายรูปคู่ให้   เธอเคยแอบอิจฉา เพราะผู้หญิงคนนั้นสนใจเจ้าตัวนี้มากกว่าเธอ   “ไม่ได้ชอบค่ะ” เธอตัดสินใจตอบด้วยคำพูดสุขภาพแล้วเบือนหน้าออกไปยังบึงน้ำเหมือนเดิม   “แต่ฉันชอบตรงนี้มากนะคะ…” เจ้ามาสคอตเสียมารยาทนั่งลงข้างเธอโดยที่ไม่สนว่าเธอจะเต็มใจให้นั่งด้วยหรือไม่และคำพูดที่เหมือนจะแฝงนัยอะไรเอาไว้   เธอแกล้งทำเป็นไม่สนใจ ทั้งทีอีกใจก็อยากให้เจ้ากระต่ายพูดให้จบ    “ดูคุณมีเรื่องไม่สบายใจนะคะ”   “ปกติมาสคอตเขาห้ามพูดไม่ใช่เหรอคะ”   “กรณีพิเศษค่ะ ฉันเห็นคุณไม่สบายใจอยู่”   “นอกจากเป็นมาสคอตแล้วยังเป็นหมอดูด้วย?”    “ฉันก็พอจะดูคนออกนะคะ” เธอเห็นเจ้ามาสคอตกระต่ายขาวยกนิ้วโป้งให้จนต้องแอบส่ายหน้าและถอนหายใจออกมา   “การถอนหายใจทำให้พลังชีวิตหายไปนะคะ คุณไม่สบายใจเรื่องอะไรถึงขนาดต้องถอนหายใจ”   “ฉันแค่…กำลังนึกถึงเรื่องเมื่อก่อนของคนบางคนน่ะค่ะ” มินามิตัดสินใจบอกความจริงออกมาอยากรู้เหมือนกันว่าคู่สนทนาจะแสดงท่าทีอย่างไร    “ฉันขอถามคุณหนึ่งคำถามได้มั้ยคะ”  เจ้ากระต่ายหันมองมาทางเธอด้วยน้ำเสียงเว้าวอน แล้วอย่างนี้ถ้าเธอไม่เปิดโอกาสให้ถามก็ดูจะใจร้ายเกินไปหน่อย    “อะไรคะ”   “ถ้าสมมุติมีคนที่ทำผิดกับคุณมากๆแต่เขามีเหตุผลบางอย่างที่บอกคุณไม่ได้ คุณจะให้อภัยเขามั้ยค่ะ” เธอขมวดคิ้วลงทันที  ชั่งเป็นคำถามที่จี้ใจเธอเหลือเกิน   ต้องการเอาคำตอบไปตอบกับใครกันละ   “ถ้าในทางทฤษฎี ฉันคงต้องฟังเหตุผลก่อนมั้งค่ะ แต่ในความรู้สึก ฉันไม่รู้หรอกค่ะ อาจจะไม่มีทางให้อภัยเลยก็ได้” มินามิลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นที่เสื้อผ้าก่อนหันมองเจ้ากระต่ายขาว   “แล้วคุณละคะ เคยทำผิดกับใครไว้ ความรู้สึกของคนไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาล้อเล่นหรอกนะคะ” แววตาของเขาเต็มไปด้วยความปวดราวจนคนในชุดมาสคอตกระต่ายรู้สึกหน้าชา   “ฉันขอตัวก่อนนะคะ”     อยากจะเอือมมือไปรั้งเขากลับมา แต่เธอรู้ดีว่าเธอไม่มีสิทธิ์ เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอ ยิ่งเห็นเขาเดินไกลออกไป เธอก็ไม่สามารถห้ามหยาดน้ำตาให้มันหยุดไหลได้   คิดถึง คือ คำคำเดียวที่กำลังร้องดังในจิตใจของเธอ       ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ยูโกะมานั่งเฝ้าเพื่อนสนิทซึ่งมีสภาพเหมือนคนใกล้ตาย ไม่ยอมพูดกับเธอสักคำตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน หลังจากโทรศัพท์ขอให้เธอไปรับอยู่สวนสาธารณะ ซึ่งเจ้าตัวตั้งใจไปทำงานพิเศษ เธอห้ามแล้วห้ามอีก เพราะกลัวจะมีเรื่องอะไร   และแล้ว.. ก็มีเรื่องตามคาด อีกอย่างเกิดพวกนั้นมันหาตัวอัตสึโกะเจอไม่แย่หรือ   เอาแต่ใจตัวเองจริงๆเพื่อนเธอเนี่ย   “เธอจะไม่พูดอะไรใช่มั้ย อัตจัง” ยูโกะถามย้ำอีกครั้ง ฝ่ายนั้นก็เอาแต่ส่ายหน้า   “เอาอะไรร้อนๆหน่อยมั้ย เดี๋ยวฉันไปหยิบให้”   “ไม่เป็นไร ยูจังไปทำงานเถอะ”   “เธอจะไม่เป็นอะไรได้ไง ดูสภาพเธอสิ หรือต้องให้ฉันเอากระจกมาให้ดู”     ทำไมอัตสึโกะหัวดื้ออย่างนี้   “เธอยังเห็นฉันเป็นเพื่อนอยู่มั้ย อัตจัง”   มาตรการสุดท้ายถูกงัดออกมาใช้ เธอจับมือของอัตสึโกะมกอบกุม ขอให้เชื่อใจว่าเธอพร้อมจะรับฟังและช่วยแก้ปัญหา    “ฉันขออยู่คนเดียวก่อนนะ ยูจัง” อัตสึโกะค่อยๆดึงมือกลับไปพร้อมกับน้ำตาที่รินไหลต่อ แค่เห็นหน้าเขาคนนั้นเธอก็ทนไม่ไหว ความรู้สึกมากมายพุ่งปะทุออกมาเหมือนไม่เคยเกิดมาก่อน อยากตะโกนบอก ว่ารักเขา อยากขอโทษเขากับเรื่องที่ผ่านมา อยากอธิบายให้เขารู้ว่าเธอไม่มีวันลืมเขาได้ อยากบอกกับเขาว่า เธอคิดถึงเขาแค่ไหน แต่เธอก็กลายเป็นแค่คนน้ำท่วมปาก      ทำไมโชคชะตาถึงต้องค่อยกลั่นแกล้งเธอ  ครั้งก่อนส่งลูกมาเจอเธอแล้วยังไม่พอใช่มั้ย ถึงต้องส่งเขามาทำร้ายเธอ แล้วเธอจะใจแข็งได้อย่างไร เมื่อหัวใจของเธอร้องเรียกหาเขาอยู่อย่างนี้    “ฉันจะรอฟังตอนที่เธอพร้อมนะ อัตจัง”   ยูโกะยกมือลูบศีรษะของเพื่อนสนิทเบาๆ   ใครกันที่ทำให้เพื่อนเธอเป็นได้ขนาดนี้...                ไม่ว่าจะด้วยเหตุอะไรเอาเป็นว่าตอนนี้ทาคาฮาชิ ยุยกำลังเดินตามยัยนักเรียนย้ายใหม่ตั้งแต่หน้าห้องเรียนถึงหน้าประตูโรงเรียนหลังจากที่เลิกเรียนได้ไม่นาน   ยัยนั้นก็เดินฉับๆถือประเป๋าออกจากห้อง ไม่สนใจเสียงเรียกของเธอ แถมตอนกลางวันก็เอาแต่หลบหนี้กต่างหาก   ชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ   “คุณโอชิมะ” เธอเดินเร็วๆเข้าไปฉุดแขนให้อีกฝ่ายหันมา ซึ่งมันได้ผลตามคาดเมื่อฝ่ายนั้นตวัดดวงตาขุ่นมัวมองเธอก่อนบัดมือเธอออกอย่างแรง   “ถ้าจะขอโทษก็บอกแล้วว่าฉันไม่ต้องการ กลับไปทำหน้าที่ของคุณไม่ดีกว่าเหรอค่ะ คุณรองประธาน”   “เธอจะโกรธอะไรฉันนักหนามันเป็นแค่อุบัติเหตุ”   แค่อุบัติเหตุงั้นเหรอ!  ไอ้แมวน้ำซื่อบื้อ ไอ้แมวน้ำหน้าโง่ ไอ้แมวน้ำงี้เงา   “คุณก็ไม่ต้องอธิบายอะไรอีก ฉันเข้าใจ และตอนนี้ฉันก็รีบมาก”   “เดี๋ยวสิ” ยุยวิ่งไปขว้างหน้าคนที่กำลังจะเดินหนี “จะให้ฉันไถ่โทษยังไงว่ามา”   “อะไรนะ” นี้ เธอไม่ได้หูแววไปเองใช่มั้ย ไอ้แมวน้ำบอกว่าจะไถ่โทษเธอ   “ก็บอกว่าจะไถ่โทษให้”    พารุชักสีหน้าไม่พอใจ ก็ดี เธอจะได้แกล้งให้เข็ด   “โอเค เริ่มจากพูดดีๆกับฉันซะก่อนสิ ฟังคำสั่งฉัน ห้ามขัดใจ แค่นี้ทำได้รึเปล่า”   “นิเธ.. เอ่อ..จะให้ฉันทำทั้งหมดจริงๆเหรอ” ยุยรีบเปลี่ยนคำพูดพอเห็นสายตาถูกดูของอีกฝ่าย ประมาณว่าแค่จะเริ่มพูดดีๆด้วยก็ทำไม่ได้ซะแล้ว    “ทำไมมีปัญหารึยังไง อ๋อ ฉันลืมไปรองประธานนักเรียนผู้ดีอย่างเธอคงไม่มาทำอะไรอย่างนี้เหรอมั้ง”   “ทำไมฉันจะทำไม่ได้” ยุยขึ้นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ “ของแค่นี้ ฉันทำได้สบาย”   “แล้วฉันจะรอดูนะคะ ยุยจัง” พารุยกยิ้มที่มุมปากอย่างพอใจและเดินผ่านตัวคนที่ขว้างทางไปโดยไม่ลืมจะสร้างความปั่นป่วนให้ เธอก้มลงไปขโมยหอมแก้มที่แปะแผ่นเย็นก่อนจะชิ่งหนีไป   ให้คนโดนแกล้งยืนค้างใบหน้าขึ้นสีเลือดฝาดเหมือนคนมีไข้       “ยัยนักเรียนใหม่!! กลับมาเดี๋ยวนี้นะ”  เกิดอะไรกับหัวใจเธอมันเต้นแรงจนรู้สึกร้อนไปหมดแล้ว              ไม่รู้ทำไมถึงต้องอารมณ์ดีเดินไปยิ้มทั้งทางอย่างนี้ สงสัยเพราะเธอเอาชนะรองประธานสุดขี้เก๊กได้ละมั้ง   “ยิ้มอะไรคะ พี่พารุ”  สาวน้อยจูรีเอียงคอถามอย่างสงสัยหลังจากพี่สาวมารับกลับ ก็เห็นเอาแต่ยิ้มออกอาการจนผิดสังเกต   “ไม่มีอะไรค่ะจูรีจัง” พูดจบคนเป็นพี่ก็พยายามหุบยิ้ม ไม่อยากให้มีพิรุธต่อหน้าน้องสาว แต่ใครจะห้ามได้ละ เมื่อนึกถึงหน้าสำนึกผิดของรองประธานนักเรียนมันก็ทำเอาเธอขำทุกที   ค่อยดูเถอะ เธอจะแกล้งให้เข็ด ไอ้คุณรองประธานหน้าแมวน้ำ    “พี่พารุ รถมาแล้วค่ะ”    สาวน้อยสะกิดพี่สาวที่ดูท่าทางเหมอลอยจนหลุดจากภวังค์ รีบจูงน้องขึ้นรถบัส     เพราะไอ้แมวน้ำนั้นแท้ๆเชียว หลุดออกจากความคิดของเธอเลยนะ!        มินามิเลี้ยวรถมาจอดที่หน้าโรงเรียนของลูกสาวหลังจากโทรบอกได้ไม่นานว่า จะแวะมารับ ซึ่งยุยดูจะประหลาดใจพอสมควร ในเมื่อปกติเวลานี้เป็นเวลาที่ปะป๋าคนขยันของเธอจะนั่งเคลียร์งานจนเสร็จก่อนกลับมากินข้าวเย็นที่บ้าน   เธอเปิดประตูรถคันหรูเข้าไปนั่งเบาะข้างคนขับเห็นพ่อส่งยิ้มให้พร้อมกับคำถามที่เอาเธอหน้าเหวอ   “ใครแกล้งมาคะ แก้มบวมเชียว”   “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่เข้าไปห้ามคนตีกัน ถูกลูกหลงมาเท่านั้น.. ทำไมวันนี้ถึงมารับละคะ” เธอหาทางเปลี่ยนเรื่องให้เร็วที่สุด รู้ดีว่า พ่อเป็นอัยการเท้าความเก่งยิ่งกว่าอะไร ขืนยังพูดเรื่องนี้ต่อไป เธอจะเป็นฝ่ายสารภาพความจริงกับพ่อเสียเอง   โอ๊ยย คิดแล้วปวดหัวชะมัด    เพราะมัวเอาแต่คิดถึงเรื่องของตัวเอง ยุยเลยไม่ทันสังเกตแววตาไหววูบไปช่วงนึ่งของคุณพ่อสุดที่รักก่อนจะกลับมาปกติอีกครั้ง   “พ่อออกมาทำงานนอกสถานที่แล้วผ่านทางโรงเรียนลูกน่ะ”  มินามิยังคงระบายยิ้มอ่อนโยนให้ลูกสาว แม้ว่าภายในใจยังคงวนเวียนถึงเรื่องเมื่อกลางวัน   ‘ถ้าสมมุติมีคนที่ทำผิดกับคุณมากๆแต่เขามีเหตุผลบางอย่างที่บอกคุณไม่ได้ คุณจะให้อภัยเขามั้ยค่ะ’    กับสิ่งที่เธอทำ เธอคิดว่าฉันจะให้อภัยเธอรึไง   ทำไมถึงยังมาให้ฉันเห็นอีก   เธอเป็นคนบอกเองว่าไม่ต้องการฉัน แล้วจะมาวุ่นวายกับชีวิตฉันทำไม   เธอไม่รู้ หรือ แกล้งไม่รู้จริงๆว่า ฉันจะไม่รู้ ว่าคือเธอ อัตสึโกะ     ฉันอยากจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ลืมเรื่องที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเราสองคน   ทำเหมือนพวกเราไม่รู้จักกัน ทำเหมือนว่าทุกอย่างเป็นแค่คำพูดของคนแปลกหน้าสองคน    ฉันโง่มั้ยละ โง่ที่ยังรักเธอ ทั้งที่เธอทำกับฉันขนาดนี้   ขอให้วันนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่เจอกัน..   เพราะครั้งต่อไป…   ฉันจะไม่ทำดีกับเธออย่างนี้อีก       ……………………………………………………………………………………………….        
  12. SP. 3.1       ภายในอรุณ เสียงแห่งความสิ้นหวังดังกึกก้องก้องป่า เพลิงกัปกาลลุกไหม้เหลือเพียงตอเถ้าถ่าน ภาพความปวดราวฉายวนซ้ำไปมา คมศาสตราขวัดแกว่งทะล่วงร่างบางลงต่อหน้าต่อหน้า โลหิตสีแดงฉานไหลอาบบนพื้นหญ้า มือที่จะจับไขว่คว้าเหลือเพียงความว่างเปล่า “ไม่!!” “ยูจัง ยูจัง เป็นอะไรคะ” ฮารุนะสะดุ้งตื่นกลางดึกเอือมมือเขย่าคนที่นอนอยู่ข้างกาย เห็นเม็ดเหงื่อกาฬที่ไหลออกมาจนไรผมด้านหน้าชื่นแฉะก็เกิดความเป็นห่วง เจ้าของเสียงร้องรู้สึกตัวจากแรงเขย่าเด้งตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยใบหน้าตื่นตระหนก ความฝันเมื่อครู่… “ฝันร้ายเหรอยูจัง” เธอหันมองหน้าคนรักแล้วใช้แขนทั้งสองข้างโอบรอบกายตัวเองเอาไว้ “ป่า..วิญญาณ” ฮารุนะสูดลมเข้าใจลึกโดยไม่ต้องขยายความ ค่อยๆเอามือลูบหลังปลอบประโลมคนที่เริ่มจะผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ “เธอไม่เป็นไรนะ” “ครั้งนี้เป็นครั้งที่สิบของเดือน ฉันฝันถึงเรื่องนี้บ่อยมากช่วงนี้” คนพูดเงยหน้าสบตากับคนรัก หลังจากเมื่อตอนนั้น ซึ่งเธอหมายถึงที่ป่าน้ำแข็งในเมืองสีขาว เธอก็ไม่ได้ฝันถึงเรื่องที่อัตสึโกะเคยถูกพ่อผู้บังเกิดเกล้าของเธอทำร้ายอีก จะมีช่วงนี้ละที่ฝันถึงเรื่องนี้ถี่มากทั้งที่เธอก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้มานานหลายปีแล้ว เฮ้อ นี้ก็ใกล้วันเกิดอายุครบ 31ปี ของอัตสึโกะแล้วด้วย ขอให้อย่ามีเรื่องอะไรเลย “มันเป็นแค่ฝันน่ายูจัง นอนต่อเถอะนะคะ พรุ่งนี้เช้าพวกเรามีงานต้องจัดการ” เห็นหน้าเคร่งเครียดของคนรักก็อดใจยกมือขึ้นวางบนใบหน้าไม่ได้  “ขอบใจมากนะ ฮารุนะ”  ถ้าเป็นเหมือนอย่างคำพูดของคนรักเธอก็คงเบาใจ  แต่ถ้าไม่ใช่แบบนั้น แล้วเธอละจะทำอย่างไร… ตอนนี้สิ่งสำคัญของเธอมีมากมายเหลือเกิน เธอจะปกป้องทุกสิ่งได้จริงหรือ? ถ้าเกิดเหตุไม่คาดคิดอย่างน้อยเธอก็จะทุ่มสุดกำลังเพื่อรักษาสิ่งที่รักเอาไว้          ยุ่ง ยุ่ง ยุ่ง ยุ่งจริงๆด้วย สาวผมซอยสั้นเอามือเท้าคางอย่างเบื่อหน่ายกับงานตรงหน้า แล้วนี้จะมีเวลาไหนไปศึกษาดูใจกับน้องเขา      เฮ้ออ พูดแล้วความคิดถึงก็ทำงาน พึ่งจะคบกันได้สามเดือนกว่าๆยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลย!! บางทีก็อยากหวานเหมือนคู่อื่นบ้าง แต่ด้วยหน้าที่การงานของแต่ละคนทำให้เวลาไม่ตรงกัน เพราะน้องเองก็ต้องเรียนเกือบตลอดทั้งวัน คนเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องมานั่งหงอยเหงาเพราะพิษของคำว่าคิดถึง นับวันยิ่งรู้สึกว่าตัวจะกลายเป็นโรคจิต ชอบแอบไปดูน้องเรียนบ่อยๆ ก็คนมันหวง เฮ้ย ห่วง กลัวน้องถูกใครมาทำตัวรุ่มร่ามใส่ เมื่อไหร่น้องจะเรียนเสร็จนะ อยากเจอหน้าจะแย่อยู่แล้ว ก็คู่ข้างหน้าน่ะ กำลังหวานไม่แคร์สื่อให้เธออิจฉาเล่นอยู่ตรงนี้ โอ๊ยย อยากมีคนให้อ้อนบ้าง    “ว่ายังไงบ้างโทโมจิน”   เจ้าของร่างสูงที่สะพายดาบใหญ่และคันธนูถามหญิงสาวร่างเล็กมีเขี้ยวที่มุมปากซึ่งกำลังตรวจสอบความเรียบร้อยของสภาพอากาศในสถานที่ที่จะใช้จัดการเต้นรำของคืนพรุ่งนี้ “อื่อ เหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร” คนถูกเรียกหันมองสำรวจสภาพตัวเองแล้วจำต้องใบหน้าแดงก่ำจะเรียกว่า ถูกยืนโอบจากด้านหลังคงไม่ผิด เมื่อคนเจ้ากี้เจ้าการยืนในระยะประชิดและยกแขนมาชี้ลูกแก้วที่เธอถืออยู่ในมือ ด้วยความที่ตัวเธอเล็กกว่ามากทำให้ร่างของเธอตกอยู่ในวงแขนนั้นอย่างช่วยไม่ได้   จะใกล้กันขนาดนี้ไม่โอบโชว์ไปเลยห๊ะ มาริโกะซามะ รู้หรอกน่าว่าอยากสวิทกัน คนมันอิจฉารู้มั้ย คิดถึงน้องเรียวฮะ เว้ยยยย   “ออกไปห่างๆได้แล้ว” “หรือเธอไม่ชอบ หืม..” คนถูกต่อว่ายกยิ้มพอใจจนได้รับของกำนัลเป็นฝ่ามือฝาดเข้าใส่ท่อนแขนเต็มแรง มีคนอย่างมาริโกะจะยอมเสียเปรียบสบโอกาสกดปลายจมูกโด่งหอมแก้มเนียนดัง ฟอด จนคนตาร้อนเบ้ปาก หมั่นไส้พี่ใหญ่ออกนอกหน้า “พี่มาริโกะ!” “อะไร หอมแก้มก็ไม่ได้รึไง” “มาริโกะซามะ จะสวีทกันก็ช่วยเห็นใจคนไม่มีคู่นิดนึง” ทนไม่ไหวแล้วขอเป็นมารขัดขว้างความสุขคู่นี้หน่อยเถอะ “แหม ไม่มีคู่หรือเจ้าของหัวใจไม่อยู่ให้อ้อนห๊ะ คิดถึงน้องเขามากก็ตามไปดูน้องเขาเรียนสิ”  มาริโกะยักคิ้วเหนือกว่าให้ ต่างกับที่คนโดนจี้ใจดำส่งค้อนวงโตให้พี่ใหญ่เบ้าตาแทบถลน  ชิ ใครละมอบหมายงานให้ทำตรงนี้ละ ไม่ใช่มาริโกะซามะหรือยังไง “แหม ถ้าท่านมาริโกะจะกรุณา ฉันไม่อยู่จนถึงตอนนี้หรอก” คำกึ่งประชดประชันทำให้คนเหนือกว่าหัวเราะเสียงดัง ไม่ได้คิดจะแกล้งอะไรน้องมันหรอก แต่มันเป็นงานของซาเอะจริงๆ “เอาน่า ตอนเย็นก็ได้เจอน้องเขาแล้ว เป็นเอามากนะเธอนิ แล้วทำเป็นเล่นตัวไม่บอกรักน้องเขาสักที ตอนนี้ก็ตกหลุมรักน้องเขาเข้าแล้วละสิ” “มาริโกะซามะ!” ซาเอะเขินจนต้องแกล้งโวยวายกลบเกลื่อน ใครหาว่าเธอเล่นตัว ไม่ได้เล่นสักหน่อย แค่ยังหาจังหวะดีๆบอกน้องไม่ได้เท่านั้นเอง อีกอย่างมันก็ช่วงศึกษาดูใจกับน้องอยู่ ของแบบนี้มันต้องค่อยๆเป็นค่อยๆ ไม่เคยได้ยินหรืออย่างไง รักง่ายหน่ายเร็ว ของเธอมันต้องรักช้าๆแต่รักนานๆ “ฉันละเบื่อคนปากแข็ง” ใครกันแน่!! ซาเอะส่งค้อนวงโตใส่พี่ใหญ่อีกรอบ คนปากแข็งมันคนในอ้อมกอดมาริโกะต่างหาก เธอต้องค่อยลุ้นตั้งนากว่าคู่นี้จะลงเอ่ยกันได้ เชอะ รู้อย่างนี้ไม่ช่วยลุ้นหรอก นอกจากจะสวิทกันออกนอกหน้าแล้ว ยังชอบรุมแกล้งเธอด้วย ทุกวันนี้ชักได้กลิ่นหัวตัวเองเหม็นขึ้นทุกวันทุกวัน  “อ้าวว มีคนหน้าบึงแต่เช้าเชียว ถูกน้องทิ้งให้อยู่คนเดียวอีกแล้วสินะ” ซาเอะรีบตวัดตากลับไปมองคนทัก นู้นแหนะ กำลังเดินจูงมือกับฮารุนะเข้ามา ท่าทางจะอารมณ์ดีแต่เช้าเชียว ก็ใช่สิ มีคนเอาอกเอาใจนิ “หาเรื่องกันแต่เช้าเลยนะไอ้นี้” “โธ่ อุสาแสดงความเป็นห่วง” ยูโกะยังไม่หยุดแหย่คนที่หน้าบอกบุญไม่รับ ท่าทางจะติดเด็กจริงจังละงานนี้ น้องเรียวฮะไม่ธรรมดาจริงๆจัดการซาเอะอยู่หมัด หมดคาบของคาสสิโนวี่กลายเป็นลูกแมวเชื่องๆอยู่ในโอวาท  “ไม่ต้องมาห่วงฉัน มาช้าแล้วยังปากเสียอีกนะแกนิ” “ก็คนเขาอยากมีเวลาส่วนตัวอยู่กับแฟนบาง มาช้านิดช้าหน่อยจะเป็นไรไป ใช่มั้ยมาริโกะซามะ” โหห มีการร่วมมือกันพยักหน้าช่วย  โคตรจะไม่ยุติธรรมเลย ขอประท้วง ซาเอะตะโกนก้องในใจแต่สีหน้าที่แสดงออกมาก็บอกคนรอบข้างแล้วว่าคิดไปถึงไหนต่อไหน ก็ไม่ได้อยากหัวเราะนะแต่มันอดไม่ได้จริงๆ  “ฮ่าๆ” “ไม่ขำเว้ย ยูโกะ” “เอาน่า แล้วนี้งานไปถึงไหน แกนิใส่ใจอะไรมาก” มีการเดินมาตบบ่าปลอบใจ แบบนี้มันหน้าถีบมั้ย แม่คนอารมณ์ดีมีแฟนตามใจ “เหลือแค่รอฮิเมะมาเก็บรายละเอียด” “อาหารการกินละเรียบร้อยดีมั้ย” “โน้น รายโน้นจัดการให้เรียบร้อยแล้ว” ซาเอะผายมือให้พี่ใหญ่ ผู้ละเอียดรอบคอบรับผิดชอบทุกงาน โดยเฉพาะเรื่องอาหารที่จะให้มีความผิดพลาดไม่ได้ เดี๋ยวเป้นเรื่องเหมือนคราวก่อนโน้นอีก “คืนพรุ่งนี้แล้วหรือเนี่ย เวลาผ่านไปเร็วจัง” “จะว่าไปแกก็ไม่เข้าร่วมงานหลายครั้งแล้วนะ ยูโกะ”   ยูโกะยิ้มเจือนเล็กน้อย พักหลังมาตนชักจะไม่ชอบงานสังคมสักเท่าไหร่เพราะไม่ว่าจะเจอใครก็มักจะถูกถามเรื่องเมืองสีขาวประจำ ถ้าไม่ติดว่าบอกออกไปแล้วจะเป็นปัญหาภายหลัง เธอจะเล่ามันให้หมดเปลือกเลย “เฮ้อ” “ถอนหายใจทำไมค่ะ” ฮารุนะกระซิบถามคนข้างกาย ยูโกะไม่ตอบอะไรกุมมือคนรักเข้ามาใกล้ “แล้วนี้เหลืออะไรให้พวกฉันช่วยรึเปล่า” “ทางนี้ไม่มีอะไรแล้วละ เหลือแค่รอฮิเมะมาเก็บรายละเอียดอย่างทีซาเอะว่า แต่เธอน่ะ คราวนี้เธอเบี้ยวไม่เข้าร่วมงานไม่ได้แล้วนะ” มาริโกะคลายอ้อมกอดจากคนรักจ้องคนหน้าซีดที่ยกยิ้มไม่สู้ดีให้ “ฉันรู้แล้วน่า”  ถึงไม่อยากเข้าร่วมก็เลี่ยงไม่ได้ งานครั้งนี้ถือเป็นงานใหญ่ประจำปีของอากิบะนครที่นอกจากพวกตระกูลราชวงศ์จากทั่วมุมโลกแล้วยังเปิดราชวังให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าร่วมงานได้ พื้นที่ใช้จัดงานกินพื้นที่ไปหนึ่งในสี่ของวัง เป็นงานที่เปิดโอกาสให้ผู้คนในพบปะสังสรรค์กันอย่างแท้จริงภายใต้หน้ากากที่ใช้เต้นรำ เรียกได้ว่าเป็นงานที่ทำลายชนชั้นเลยทีเดียว “แล้วนี้พวกฮิเมะยังประชุม ไม่เสร็จอีกรึไง วุ่นวายกันจริงๆเลยนะกับเรื่องการลดการใช้พลังเวทย์เนี่ย” “มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนนิน่า ยิ่งมีอำนาจมากเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องระวังมากเท่านั้น ถ้าใช้มันในทางที่ผิดเมื่อไหร่ ทุกอย่างก็คงถึงคราวสูญสิ้นไปเหมือนอย่างเมืองสีขาว” ยูโกะไม่อยากนึกถึงเท่าไหร่ หากมีประเทศไหนละเมิดข้อสัญญาขึ้นมาย่อมนำไปสู่จุดจบอย่างแน่นอนและคงไม่พ้นสงคราม สันติภาพที่คนเราพยายามสร้างขึ้นมาเหมือนฉากบังหน้าความต้องการที่แท้จริงยังไงยังงั้น ทั้งเปราะบางและไม่รู้ว่าต้องเสียสละผู้คนไปจำนวนเท่าไหร่  “ฟังแบบนี้แล้วเครียดแทนฮิเมะเหมือนกันนะ อยู่ในช่วงพักฟื้นพลังเวทย์แท้ๆ” พอพูดถึงเรื่องการฟื้นพลังของฮิเมะ คนที่มีส่วนร่วมในพิธีกรรมถึงกับหน้าแดงเป็นทิวแถว คงจะมีแต่ซาเอะที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเพราะในระหว่างนั้นติดภารกิจเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างนครอยู่  “พวกเธอพูดเรื่องอะไรกันเนี่ย” “แกไม่ต้องรู้หรอกน่าซาเอะ” ยูโกะรีบบอกปัดไม่อยากจะจุดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมา มีหวังเล่าให้ซาเอะฟังเรื่องได้วุ่นวายแน่ๆ ก็มันเป็นพิธีกรรมที่แบบ…        สามคืนก่อนถึงเวลาปัจจุบัน เตียงนอนของอัตสึโกะกลายเป็นกระดานวาดวงเวทย์ขนาดใหญ่ที่รอบด้านมียันต์สัตว์เทพทั้งสี่ทิศเขียนไว้และถัดไปที่ห้องใกล้กัน   อัตสึมิจังนั่งทำสมาธิบนเตียงภายในวงเวทย์ชนิดเดียวกับอัตสึโกะ ซึ่งภายในวงเวทย์กำลังเรืองแสงสีขาวทำให้ห้องสว่างทั่วบริเวณ โดยมีมินามินั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ซ้ายและขวาของฝั่งหัวเตียงมียูโกะและฮารุนะ ส่วนฝั่งปลายเตียงมีมาริโกะและโทโมจินกำลังส่งพลังเข้าวงเวทย์เพื่อเสริมพลังให้อัตสึมิจัง และถัดมาด้านหลังของมินามิและอัตสึมิจัง ยูกิกับมายุช่วยกันปรับคลื่นพลังเวทย์ของทั้งสองพ่อลูกให้ตรงกัน เพื่อเชื่อมพลังเข้าหากันได้สะดวกขึ้น   นี่ ถ้าไม่ใช่เพราะอัตสึโกะ มินามิคิดว่าคงไม่มีใครเข้าร่วมกันแผนการครั้งนี้แน่ๆ “พร้อมรึยังค่ะ ตัวเล็ก” เด็กสาวหน้าตาเหมือนอัตสึโกะพยักหน้ารับ บนหน้าผากปรากฏตราสัญลักษณ์รูปดอกไม้แปดแฉกพร้อมเรืองแสงด้วยไอเย็นสะท้านทั่วห้องถึงขนาดต้องยกมือลูบขนแขนตัวเอง ยังดีหน่อยที่ฮารุนะช่วยร่ายเวทย์ปรับอุณหภูมิห้องให้ ไม่เช่นนั้นทุกคนคงหนาวตายก่อนจะเริ่มพิธีพอดี    มินามิขยับเข้าไปใกล้ลูกสาวก่อนจะยื่นฝ่ามือสองข้างประกบไว้กับฝ่ามือลูกแล้วโน้มตัวลงไปประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากเล็กๆของเจ้าตัวน้อย ไอเย็นจากสาวน้อยแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างสั่นสะท้านไปรอบๆจนสังเกตได้ว่าสิ่งของภายในห้องมีหยดน้ำแข็งเกาะพราว และครู่ต่อมาไอเย็นนั้นก็กลายเป็นเส้นใยสีฟ้าบางๆพันรอบข้อมือของมินามิ เด็กสาวพยายามเพ่งสมาธิไม่ให้พลังเวทย์รุนแรงเกินไปจนทำร้ายพ่อผู้บังเกิดเกล้าของตัวเอง รอจนกว่าไอสีฟ้าจะหายเข้าไปในตัวของมินามิ กระทั้งเกิดแสงสว่างแววในวงเวทย์  “ป๊ะป๋า”    อัตสึมิรีบลืมตาสีฟ้าดังอัญมณีขึ้นดูเมื่อรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของเวทย์ มือของเจ้าตัวเล็กเขย่ามือที่จับกุมกันเป็นเบาๆอย่างใจหาย ยิ่งไม่มีการตอบสนองของเจ้าของชื่อเล่นเอาเด็กสาวใจไม่ดี คนอยู่ภายนอกวงเวทย์ก็เริ่มจะร้อนใจ “ป๊ะป๋า” “ไม่เป็นไรค่ะ ตัวเล็ก” คู่ที่มินามิลืมตาขึ้นมา บนข้อมือได้ปรากฏสัญลักษณ์แบบเดียวกันกับบนหน้าผากของอัตสึมิทำให้ทุกคนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก นั้นแสดงว่าพิธีกรรมสำเร็จไปครึ่ง เล่นเอาใจหายใจคว่ำหมด  “ตอนนี้ถือว่าด้านแรกสำเร็จ ต่อไปก็..”  คนพูดถึงกับใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดง ขั้นตอนต่อไปนี้สิปัญหาแล้วเจ้ายูโกะยังมาอยู่แถวนี้ด้วย “รีบไปเถอะน่า” มาริโกะออกปากไล่ จะอายอะไรเรื่องแบบนี้ ทำอย่างกับไม่เคยทำถึงขนาดมีอัตสึมิจังคงไม่ต้องให้พูดอะไรแล้วมั้ง “ไปเร็วๆ ไอ้หมาบ้านิ” ยูโกะชักสีหน้าหมั่นไส้ จะไม่ยอมก็ไม่ได้ เพื่อช่วยอัตสึโกะฟื้นพลังเวทย์หรอกนะ ไม่งั้นไม่มีทางยอม  ถึงจะรู้ก็เถอะว่าสองคนนี้เขาอะไรอะไรกันเป็นเรื่องปกติ แต่คนมันหวงน้องนิหว้า ใครจะอยากยอมง่ายๆ มินามิหลบหน้าแดงๆออกจากคนที่สนับสนุนให้รีบไปทำให้พิธีกรรมสมบูรณ์มองท่าทางอ่อนแรงของลูกสาวก็อดไม่ได้จะยกมือลูบศีรษะที่ผมกลายเป็นสีหิมะด้วยความสงสาร  “ทนหน่อยนะคะคนดี ป๊ะป๋าสัญญาจะทำให้หม่าม๊าหนูกับมาใช้พลังเวทย์ได้เหมือนเดิม” อัตสึมิจังพยักหน้าขยับเข้ากอดมินามิแล้วซบหน้าลงไปบนบ่า “สัญญาแล้วนะคะ ป๊ะป๋า” “ค่ะคนดี เดี๋ยวป๊ะป๋าต้องไปแล้วนะคะ อยู่กับพวกน้าๆ ของหนูนะ” มินามิค่อยๆย้ายร่างของอัตสึมิจังที่นอนซบอยู่ส่งต่อใหเยูกิรินที่เข้ามารับหน้าที่ดูแลแทน “ทางนี้ฉันจัดการเอง”  มินามิพยักหน้าขอบคุณและก่อนจากไปก็ไม่ลืมขอบคุณเหล่าอัศวินของอัตสึโกะที่ทุกคนรักและเป็นห่วงอัตสึโกะกับอัตสึมิจังขนาดนี้  เธอคิดว่ายัยตัวแสบของเธอโชคดีที่มีคนเหล่านี้คอยอยู่ข้างๆ “มายุ” ยูกิรินเรียกชื่อของคนรักที่ลงมานั่งข้างกันบนเตียงของเจ้าตัวเล็กที่หมดแรงก่อนจะช่วยพาร่างเล็กๆที่พิงตัวเองขึ้นมานั่งอีกครั้ง มายุพยักหน้ารับรู้จับมือของยูกิรินข้างหนึ่งวางไว้บนหน้าขาของตัวเอง ออกแรงบีบมันเบาๆเพื่อให้กำลังใจคนรักที่เกิดความประหมาขึ้นมาชั่วครู่ “ไม่เป็นไรนะคะ ฉันอยู่ตรงนี้” เรียกว่างานนี้เป็นงานหินของเธอทั้งคู่เลยทีเดียว กว่าจะเสร็จพิธีกรรม อัตสึมิจังต้องค่อยรับและส่งพลังเวทย์ให้มินามิตลอดเวลาเพื่อใช้มินามิเป็นตัวกลางในการกระตุ้นพลังให้อัตสึโกะ และอย่าหาว่าเธอลามกนะ การที่สองคนนั้น.… กันทำให้ระดับพลังและอารมณ์ของผู้เชื่อมพลังแปรป่วนซึ่งจะต่อตัวผู้ให้พลังเวทย์โดยตรง ซึ่งความถี่ของระดับพลังเวทย์ที่สั่นอย่างนั้นทำให้อัตสึมิจังป่วยได้ง่ายๆเลย  นี่ ถ้าไม่เห็นว่ามันเป็นหนทางเดียวที่ช่วยอัตสึโกะนะ เธอจะไม่ยอมช่วยเด็ดขาด!          มินามิกลายเป็นคนขาดมั่นใจในตัวเองตั้งแต่เดินเข้ามาในห้องเพราะอัตสึโกะเล่นใส่ชุดคลุมวาวหวิวนั่งยิ้มหวานรออยู่บนเตียง ใครมันชั่งเลือกชุดให้อัตสึโกะใส่เนี่ย ที่เธอคิดออกก็มีอยู่สองคน คือ มาริโกะกับฮารุนะ ที่พักหลังมาชอบหาเรื่องแกล้งหยอกเธอสารพัด นี่ กะจะให้เธอหัวใจวายตายก่อนเริ่มพิธีรึไง เลือดยิ่งสูบฉีดมากกว่าปกติอยู่ ถึงแม้นอนด้วยกันเป็นเรื่องปกติก็เถอะ แต่นี้มัน… อย่าคิดไปไกลนะ แค่นอนกอดกันเฉยๆ!!     รู้สึกไม่ค่อยชิดกับการที่อัตสึโกะกลายร่างเป็นแมวยั่วสวาทแบบนี้เลย เธอเผลอกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่จนคนมองผ่านกระจกหลุดหัวเราะออกมา “เขินอะไรคะ คุณหมาป่า” คำหยอกล้อของเด็กแสบทำให้มินามิส่งค้อนวงโตใส่เด็กสาวก่อนเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆอย่างรักษาระยะห่างเล็กน้อย จะปฏิเสธว่าไม่เขินก็ไม่ใช่ เมื่อในค่ำคืนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกันสองคนเหมือนอย่างเคย  “เธอจะทำให้ฉันหัวใจวายตายรึไง” มินามิสบตาคนจอมยั่ว แค่เห็นรอยยิ้มเชิญชวนก็ต้องส่ายหัว ไม่รู้ติดนิสัยแบบนี้มาจากใคร   “แล้วไม่ชอบเหรอคะ” “เธอคิดว่าฉันชอบไหมละ”  เด็กแสบของมินามิยกมือคล้องรอบคอคนตั้งคำถามแล้วเป็นฝ่ายเขยิบเข้ามาจนแทบนั่งเกยอยู่บนตัก “คิดว่าชอบนะคะ”    ยังมีการหัวเราะนะยัยจอมแสบ เธอจะทำให้ฉันคลั่งตายจริงๆใช่มั้ย แค่ไล่สายตามองผ่านเสื้อเห็นร่างกายที่มีส่วนโค้งเว้าชัดเจนอย่างนั้น คนหน้าเห้อร้อนอยากจะกลายเป็นหมาป่าจัดการยัยลูกแกะตัวแสบนี้จริงๆ   มินามิใช้สองแขนรั้งร่างของอัตสึโกะขึ้นมาคร่อมบนตักแล้วเคลื่อนริมฝีปากกดจูบหนักๆลงบนกลีบปากแสนยั่วยวนของเด็กสาว เธอใช้ลิ้นร้อนทะเล็มกลีบปากงดงามก่อนจะแทรกซึมคว้านหาความหวานที่เธอต้องการ ฝ่ามือที่รั้งอยู่บนเอวเคลื่อนลงไปบนต้นขาลูบไล้หายเข้าไปภายใต้กระโปรงชุดคลุมตัวบางจนร่างของสาวตรงหน้าอ่อนระทวย  “มินามิ” เจ้าของชื่อปัดไรผมที่ลงมาสัมผัสใบหน้างดงามของคนรักทัดไว้บนใบหูก่อนพาร่างบางนอนราบลงกับเตียง อาภรณ์นับชิ้นที่เคยสวมใส่ต่างถูกปลดออกไปด้วยฝ่ามือเย็นเฉียบหากแต่อัตสึโกะกลับรู้สึกว่ามือของเขาอุ่นเหมือนอยู่ใกล้แสงตะวัน “ถ้าไม่ไหวบอกนะ” มินามิจูบเบาๆครั้งหนึ่งลงบนหน้าผากกลมเกลี้ยง เธอชอบให้ทุกสัมผัสที่เกิดกับเด็กคนนี้มาจากความอ่อนโยน ไม่ใช่เพียงแค่ความต้องการในแรงปรารถนา    เธอยอมรับตามตรงว่า ใจหนึ่งห่วงลูกมากแค่เห็นสภาพสาวน้อยก่อนออกมา คนเป็นพ่อก็รู้สึกปวดใจไม่อยากจะดำเนินพิธีกรรมต่อไป แต่อีกใจก็อยากคืนพลังเวทย์ให้คนรัก ที่ไม่รู้ว่าพอเวทย์ถูกกระตุ้นขึ้นมาแล้วจะมีสภาพเป็นอย่างไร       อัตสึโกะส่งยิ้มให้คนขี้กังวลก่อนเคลื่อนมือขึ้นมาลูบใบหน้าไร้ริ้วรอยแม้จะอายุปาเข้าไปเลขสามแล้วก็ตาม “กังวลเกินไปแล้วนะคะ คุณหมาป่า” “ตอนนี้ไม่ใช่แล้วสักหน่อย ยัยตัวแสบ”    เธอรู้ตัวอีกทีมือซุกซนของยัยตัวแสบก็เอือมวนไปด้านหลังและยังกดต้นคอเธอลงมา จนต้องมอบจูบร้อนแรงให้ตามคำขอทางอ้อมที่แสนจะร้ายกาจแบบนั้น    อัตสึโกะรู้สึกขนลุกซู่เมื่อฝ่ามือของมินามิสัมผัสลงบนยอดดอกบัวงามอิ่มน้ำและออกแรงสะกิดมันเบาๆเพียงแค่นั้นเธอกลับรู้สึกว่าร่างกายพร้อมแตกออกเป็นเสี่ยงๆ “อืม..อ๊ะ” เธอพยายามเม้มปากเก็บเสียงครางไม่ให้หลุดลอดออกไป หากอารมณ์ภายในกลับพุ่งทะยานผสมปนเปกับความต้องการอย่างไร้จุดหมาย จนต้องใช้สองแขนรัดรอบตัวของคนด้านบนไว้  ได้ยินเสียงหัวใจของมินามิที่ร้องดังเป็นจังหวะทำให้รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างน่าประหลาด ไม่รู้ว่าด้วยอะไรถึงทำให้ร่างกายของมินามิดูเปล่งประกายราวกับกลายเป็นเทพยดา เธอไม่อาจละสายตาออกไปจากเขาได้จริงๆ สาวสวยแอนเอียงเรือนกายให้ริมฝีปากที่ไต่ลงมาจากซอกคอขาวถึงยอดประทุมงามได้ทำหน้าที่ของมันอย่างง่ายดาย แรงขบเบาๆทำให้เธอผวาตัวเกร็ง เผลอกดใบหน้าเขาฝังลงกับอกอิ่มเพื่อปนเปรอความสุขให้มากกว่าก่อน “อะ..อืม..”  มือของคนด้านบนยังเคลื่อนลงต่ำสำรวจปลายทางแหล่งน้ำหวานอย่างใจจดใจจ่อ ลากนิ้วเรียววนตามรอบทิศเข็มนาฬิกาเพื่อหาจุดที่คิดว่าอัตสึโกะน่าจะพอใจที่สุด แต่ไม่ว่ามินามิสัมผัสโดนตรงไหน ดูเหมือนอีกฝ่ายจะชอบใจไปเสียทุกที   “มิ..มินา..อ๊ะ”  อดีตราชเคลื่อนตัวขึ้นมามอบจูบรสหวานลงบนริมฝีปากที่พยายามกลั้นเสียงหวานอย่างสุดจะทนและทาบทับตัวลงไปให้จุดกึ่งกลางลำตัวได้สัมผัสกันเป็นหนึ่ง ฝ่ามือไม่ได้หยุดขยับเคลื่อนไหว ยังเน้นสัมผัสลงไปบนจุดนั้นอย่างจงใจ คนใต้ร่างยกสะโพกขึ้นอย่างทรมานขยับเสียดสีตามปลายนิ้วเรียวที่อยู่แนบระนาบกับดอกไม้งามแล้วไหนจะร่างกายที่ขยับพริ้วไหวของคนด้านบนแทบจะทำให้เธอหายใจเข้าออกไม่ทั่วท้อง   “จะ จะไม่ไหว..แล้ว” แค่คำว่าไม่ไหวหลุดออกมาจากริมฝีปาก มินามิก็เร่งจังหวะขยับสะโพกที่เสียดสีกันจนรับรู้ได้ถึงร่างกายที่กระตุกเกร็งสองสามครั้ง ก่อนที่สะโพกมนของคนใต้ร่างจะลอยค้างในอากาศพร้อมเสียงความสุขดังรอดจากริมฝีปาก “อ๊าาา”  อัตสึโกะทิ้งร่างลงแนบที่นอน พยายามผ่อนลมหายใจให้เป็นปกติกว่าก่อน ทว่าดวงตายังไม่ได้ละออกจากคนที่พึ่งมอบความสุขให้กันไปไม่กี่นาทีก่อนหน้า ไม่อยากจะบอกว่า มินามิเวลาผมยุ่งนิดๆแล้วปากแดงหน่อยๆจากการจูบร่างกายเธอซ้ำไปซ้ำมาเป็นภาพที่เซ็กซี่มาก และจะเป็นภาพที่เธอคนเดียวมีสิทธิ์ได้เห็น เธอชอบมองมินามิตอนนี้ที่สุด มันชวนให้อารมณ์ร้อนที่ยังไม่ถูกดับลุกขึ้นมาอย่างง่ายได้ มินามิจะรู้ตัวรึเปล่านะ ว่าตัวเองมีแรงดึงดูดขนาดไหน “เป็นยังไงบ้าง อัตสึโกะ” น้ำเสียงถามไถ่เจอด้วยความห่วงใยจากคนที่นั่งคร่อมอยู่ด้านบนทำให้คนที่ยังไม่ถูกดับไฟแห่งความปรารถนายิ้มรับ แทนที่จะตอบคำถามกลับคว้าคอของคนที่ไม่ทันตั้งตัวลงมาจูบกันอีกครั้ง “ฉันว่าไหวพอจะต่อนะคะ คุณหมาป่า” สาบานได้ว่านั้นเป็นคำพูดที่เธอได้ยินจากอัตสึโกะผ่านกระแสจิต ไม่ต้องบอกก็รู้แล้วว่า.. พิธีกรรม สำเร็จเกินครึ่ง! ยัยวายร้ายตัวแสบ                                 เอาไว้ถึงพรุ่งนี้แล้วเธอคอยลองตรวจสอบระดับพลังเวทย์ของอัตสึโกะให้แน่ใจอีกที ว่าฟื้นคืนมาจริงๆ เพราะดูท่าตอนนี้ยัยตัวยุ่งคงไม่ปล่อยให้เธอได้ทำอย่างนั้นแน่นอน         คนที่อยู่ห้องด้านข้างใบหน้าแดงก่ำ มาริโกะถึงขนาดต้องกันม่านพลังคุมรอบตัวอัตสึมิจังไว้เลย เกิดเจ้าหนูน้อยได้ยินเสียงประหลาดๆขึ้นมาแล้วมาถามกับพวกเธอว่านั้นเสียงอะไร จะให้ตอบคำถามยังไงเล่า!!   ..........................................................................................................................................
  13. Ch.2  เกมรุก??        เหนื่อยเหลือเกิน เจ็บเหลือเกินกับสิ่งที่ทำลงไป ตอนนี้เธอเดินมาไกลกว่าจะกลับไปแก้ไขอะไรอีกแล้ว  สุดท้ายทุกอย่างก็จบลงด้วยความปวดราวของสองหัวใจ ยังฝันถึงคืนวานแสนหวานที่ตรึงตรารวมกันเมื่อวันวาน     อยากให้เขาได้ฟังคำขอโทษจากคนเลวๆอย่างเธอสักคำ   “เหนื่อยรึเปล่าอัตสึโกะ” รอยยิ้มในความทรงจำตอนนี้ยังเฝ้าถามถึง เขาสบายดีมั้ย จะทำงานจนลืมดูแลตัวเองรึเปล่า ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะไม่สนใจเมื่อไหร่ที่มีข่าวคราวของคนที่อยู่ในหัวใจตลอดเจ็ดปีนี้เธอไม่เคยลืมที่จะติดตาม คิดถึงทุกช่วงลมหายใจ แล้วอย่างนี้จะลืมลงได้อย่างไร   เธอยิ้มตอบกลับด้วยรอยยิ้มหวานที่สุดเท่าที่จำได้ รับรู้ถึงความสุขใจเมื่อครั้งได้ตกอยู่ในห้วงความรัก ฝ่ามือเล็กอ่อนโยนทุกครั้งที่สัมผัสบนแก้มเธอเกลี่ยมันอย่างแผ่วเบาส่งผ่านอ่อนโยนจากฝ่ามือคู่นั้น    มินามิใช้เวทมนตร์อะไรกันถึงเจอหน้ากันไม่เคยจะสะกดคำว่าเบื่อคำว่าเหนื่อยเป็นเลย   “ไม่ค่ะ ไม่เลยสักนิด กลับมานานรึยังค่ะ หิวรึเปล่า” เธอรั่วคำถามใส่เขาชุดใหญ่สำรวจเครื่องแต่งกายที่เสื้อนอกถูกถอดไปเป็นที่เรียบรอย เขาเป็นคนที่แอบดูดีนะ เธอไม่ได้เข้าข้างนี้ความจริงล้วนๆ   “หิวตอนที่เธอถามนี้ละ วันนี้ทำอะไรบ้างคะ”    “ของโปรดมินามิค่ะ” คำเฉลยของแม่ครัวจำเป็นให้คนฟังแอบตื่นเต้น อัตสึโกะใส่ใจทุกรายละเอียดของเธอจริงๆ คบกันมานานแต่งงานมีลูกกับเธอคนนี้ไม่เคยลดความใส่ใจแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ จะไม่ให้เขารักเขาหลงได้อย่างไร   “ขอบคุณนะคะ” เธอดึงคนรักเขามากอดด้วยความดีใจ เห็นอาหารบนโต๊ะกับข้าวที่สุดที่รักอุสาตั้งใจทำให้ก็ดีใจจนกลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่ ยอมรับว่าเธอเป็นคนขี้แย่ แต่เฉพาะกับคนที่มีความสำคัญต่อความรู้สึกของเธอเท่านั้น ไม่เคยลืมเลยรึไงว่าเธอชอบอะไรบาง เกลียดอะไรบาง แต่ว่านะนิสัยอีกอย่างของคนรัก เป็นคนที่ชอบดูแลตัวเอง ฉะนั้นถึงจะรู้ว่าเธอไม่ชอบกินผักหรืออะไรก็ตาม เจ้าของหัวใจคนนี้ก็จะหาทางทำให้เธอกินมันคู่กับอาหารอื่นๆให้ได้ อย่างวันนี้ เธอเห็นนะว่ามีมะเขือเทศของโปรดของคนรัก แต่ไม่ได้โปรดปานสำหรับเธออยู่ในจานอาหาร..ถึงมันจะถูกแปรรูปเรียบร้อยแล้วก็เถอะ..   น่าจะพอกินได้นะ   อัตสึโกะเห็นสีหน้าของคนรักก็หัวเราะอย่างรู้ทันกอบกุมมืออุ่นๆคู่นั้นมานั่งกินข้าวข้างกันบนโต๊ะอาหาร แอบดีใจอยู่ลึกๆว่ามินามิเห็นความสำคัญของเธอ ชอบกลับมากินข้าวเย็นพร้อมกันทุกวัน แม้วันนั้นจะมีงานยุ่งก็ตามเขาจะรีบจัดการมันจนกลับมาทันมื้อเย็นทุกครั้ง เขาไม่เคยลืมสัญญาที่บอกไว้ครั้งเมื่อแต่งงานว่าจะทำให้เธอมีความสุขทุกวันที่อยู่ด้วยกัน เธอไม่เคยต้องรอวันวาเลนไทน์ เพราะทุกวันของเธอกับเขาคือวันแห่งความรัก   “กินนะคะ” เธอใช้สายตาอ้อนเขากับสิ่งไร้ชีวิตที่เรียกว่ามะเขือเทศในซ้อมที่เธอจิ้มไปจ่ออยู่ที่ปากเมื่อเห็นท่าทางไม่ยอมกินสักที   “ไม่กินไม่ได้หรอค่ะ” มินามิเป็นคนชั่งต่อรองแต่รู้สึกหมดอำนาจก็ตอนเจอลูกอ้อนของอัตสึโกะนี้ละ   ผ่ายแพ้ราบคาบอย่างสิ้นเชิง   “มินามิ..”   “กินก็ได้ค่ะ”  เธออ้าปากกว้างพอฝ่ายนั้นใช้น้ำเสียงเซื่องซึม เจ้ามะเขือเทศสีแดงที่ได้รับการแปรรูปจึงเข้ามาอยู่ในปากของคุณอัยการร่างเล็กที่แม้จะไม่ชอบกินก็พยายามเคี้ยวแล้วกลืนลงคออย่างยากลำบากก่อนจะยิ้มหวานให้คนนั่งข้างกัน   “เก่งมากค่ะ”  จะมีวันไหนไหมนะที่อัตสึโกะทำให้เธอยิ้มไม่ออก นิ้วเรียวของอีกฝ่ายลูบแก้มเธอเบาๆเป็นรางวัลปลอบใจที่ยอมกินเจ้ามะเขือเทศตัวปัญหาลงท้อง   ชอบแกล้งกันอยู่เรื่อยเลยคนนี้เนี่ย   มินามิหันหน้าให้ริมฝีปากสัมผัสนิ้วอัตสึโกะเบาๆ ยั่วกันดีนักเจอเอาคืนบ้างเป็นยังไงละ   เห็นสีหน้าแดงๆจากอีกฝ่ายก็ได้แต่หัวเราะชอบใจ   อัตสึโกะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ในชีวิตนี้เขาคิดจะรักกว่าจะตามจีบได้ง่ายๆที่ไหนเล่า คนนี้เขายิ่งเล่นตัวเก่งอยู่ จำได้เจอสมัยฝึกงานก่อนเรียนจบ อัตสึโกะมาขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับคดีเรื่องที่ดินของเพื่อนสนิทด้วยความที่เป็นแค่เด็กฝึกงานก็ได้เป็นคนนำทางไปพบเจ้านาย ไปๆมาๆก็ยังแอบงงว่าตนเผลอชอบลูกความของเจ้านายตอนไหน หลังๆมาได้ถึงมีข้าวกล่องสดใหม่ติดมือมากินทุกวันฝีมือคนทำก็แม่ครัวคนนี้ น่ารักเสียไม่มี เธอจบมาได้สองปีก็ขอฝ่ายนี้แต่งงานจนกระทั้งอยู่กินกันมาจนถึงปัจจุบัน   “ไปอาบน้ำได้แล้วค่ะ มินามิ"  เสียงเรียกของฝ่ายนั้นแฝงความหวงใยให้กันเสมอ ไม่เคยเลยที่จะปฏิเสธคำขอร้องแสนหวานของคนรักได้ เข้าใจว่าอัตสึโกะต้องการให้เธอผ่อนคล้าย สบายตัวที่สุด   “ค่ะ” จุมพิตหอมหวานที่ประทับบนแก้มสร้างความอายเล็กๆให้เธอยกยิ้มแก้เกลอ   “รีบตามขึ้นไปนะคะ”   จำได้ว่าเธอรีบวิ่งไปอาบน้ำตามที่คนรักบอกเพราะไม่รู้ว่าอยู่นานจะถูกเอาเปรียบอะไรอีกรึเปล่า ไม่รู้เลยว่าสายตาหวานคู่กำลังมองตามด้วยความโศกเศร้า   อยากให้มินามิรู้ว่า อัตสึโกะคนนี้ยังมีความลับที่บอก มินามิไม่ได้   ทาคาฮาชิ มินามิ เป็นทุกอย่างในชีวิต เป็นความหวัง เป็นแสงสว่าง เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ   ถ้าเธอเลือกย้อนกลับไป เธอขอให้ตัวเองกับมินามิไม่พบกัน   เพราะทุกอย่างคงไม่จบลงด้วยความเจ็บปวด ชีวิตที่แสนสวยงามไม่มีอยู่จริง   เธอสมควรแล้วกับคำว่าเกลียด เธอมันไร้ค่าเกินกว่าจะให้เขามาแตะต้องคนอย่างเธอ   ความรักของมินามิมันหอมหวานเกินไปแมลงร้ายถึงจ้องทำลายมัน   ทุกอย่างมาถึงทางตันเธอจึงสร้างหนทางใหม่ขึ้นมาปกป้องเขาจากคมดาบ   แม้ต้องทำร้ายตัวเองและคนของหัวใจก็ตาม..           “มามี้” แรงกระตุกชายเสื้อครั้งที่สามเรียกสติเธอกลับมาก่อนอุ้มเด็กสาวหน้าตาน่ารักขึ้นมาไว้บนตัก แอบพาหนีออกมาจากที่นั่นไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรตามมา บ้านหลังเธอซื้อใหม่ขายบ้านหลังเก่าทิ้งไปหลายปีตั้งแต่ที่ถูกบังคับให้อยู่บ้านใหญ่ นอกจากยูโกะเพื่อนสนิทเธอไม่ได้บอกให้ใครรู้ว่ามีบ้านหลังนี้อยู่ แต่ไม่รู้มันจะอยู่ปลอดภัยได้อีกกี่วันเมื่อคนในครอบครัวนั้นไม่มีทางปล่อยเธอง่ายๆ เรื่องจะสืบหาที่อยู่เธอมันไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย   “เรียกมามี้มีอะไรรึเปล่าคะ?”   “หนูหิว..”   “รอแปบนึงนะคะ เดี๋ยวมามี้ไปทำกับข้าวให้”   “ไม่เอามะเขือเทศนะคะ” คำพูดเลิกลันของลูกสาวทำให้เธอหลุดขำ ทำไมไม่ชอบกินมะเขือเทศนะ ทั้งที่มันอร่อยจะตาย แล้วแบบนี้เธอจะลืมลงได้อย่างไร   “แล้วไหนบอกอยากสวยเหมือนมามี้ค่ะ ไม่กินแล้วไม่สวยนะคะ”   “ก็..หนูไม่ชอบ” เธอหัวเราะคิกกับคำยืนยันที่ไม่ยอมกินง่ายๆของลูกสาว แต่เธอก็มีวิธีที่จะทำให้เด็กคนนี้กินมะเขือเทศได้โดยง่ายละน่า   “ไปค่ะ ลงไปข้างล่างกัน”  มือเล็กคู่นั้นเอื้อมมาให้เธอจับจูง ณ เวลานี้ไม่มีอะไรสำคัญกว่าลูกอีกแล้ว เธอเลือกจะปกป้องเขาแม้ต้องยอมทิ้งทุกอย่างที่เคยมีอยู่   “พรุ่งนี้หนูไปโรงเรียนได้แล้วใช่มั้ยค่ะ” เสียงหวานปนเศร้าของลูกสาวถามเธออย่างไม่แน่ใจ เป็นความผิดของเธอที่ให้ลูกหยุดเรียนไปทั้งอย่างนั้น โทรแจ้งโรงเรียนว่าลูกไม่สบาย ความจริงแล้วหาใช่อื่นแค่เธอพาลูกสาวหนีออกมาจากบ้านใหญ่ ไม่ต้องการให้ใครตามตัวพบ ฉะนั้นเรื่องการไปโรงเรียนจึงต้องถูกยุติไปโดยปริยาย อัตสึโกะหยุดเดินก่อนถึงหน้าห้องครัวเธอย่อตัวลงเท่ากับลูกสาวจับสองมืออุ่นมาประคองไว้พร้อมส่งยิ้มให้ “มามี้ขอโทษนะคะจูริจัง แต่ตอนนี้มามี้ยังให้หนูไปโรงเรียนไม่ได้ อีกสองสามวันมามี้จะทำเรื่องย้ายโรงเรียนให้หนู” เธอเกริ่นๆดูกับเพื่อนสนิทให้คิดหาทางช่วยพาลูกสาวออกจากการจับตามองของบ้านใหญ่  จูริไม่ได้เด็กเกินไปที่จะทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว เธอเข้าใจดีว่าลูกสาวต้องมีคำถามมากมายว่าทำไมตัวเขาถึงอยู่ที่นั่นไม่ได้แต่เด็กสาวยังเลือกไม่ถามเธอนอกจากการพยักหน้าเข้าใจสิ่งที่เธอบอกทุกอย่าง “มามี้ ตอนนี้มีความสุขมั้ยค่ะ” นัยน์ตาเธอสั่นไหวควบคุ้มสติให้สร้างกำแพงป้องกันความอ่อนแอขึ้นมาก่อนจะแสดงมันให้ลูกเห็น เธอต้องเข้มแข็ง เข้มแข็งเพื่อปกป้องเด็กคนนี้ “แน่นอนสิค่ะ” “ถ้ามามี้มีความสุข หนูก็มีความสุขนะคะ” ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดของลูกสาวจะทำให้เธอแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่แขนเล็กๆของลูกโอบกอดเธอด้วยความอ่อนโยนสื่อความหมายว่าลูกรักและพร้อมที่จะอยู่รับการตัดสินใจของเธอ มามี้ขอโทษนะคะที่ต้องให้หนูเกิดมามีชะตากรรมอย่างนี้ ทั้งที่.. ควรจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแท้ๆ         เช้าอีกวันที่ท่านรองประธานนักเรียนของเราใช้เวลาอย่างคุ้มค่ารีบตื่นขึ้นมาจัดการหน้าที่ภายในบ้านจนเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงแต่งตัวไปโรงเรียนเฉกเช่นเดียวกับคุณพ่อร่างเล็กที่เตรียมตัวออกไปทำงาน      ยุยชอบมองภาพของผู้ให้กำเนิดให้ชุดสูทเดินลงจากบันไดชั้นสองของบ้านมือถือกระเป๋าทำงานสีดำสนิทที่บรรจุเอกสารสำคัญของคดี  เหมือนในบ้านมีบอการ์ดเลย ปะป๋าเธอใส่ชุดอย่างนี้ดูดีมากขนาดเป็นผู้หญิง      “ให้ไปส่งมั้ย” มินามิยื่นข้อเสนอพร้อมควงกุญแจในมืออย่างชำนาญ นานเหมือนกันที่ยุยขอไปโรงเรียนเองจนเขาแอบเสียดายที่ไม่ได้เห็นลูกสาวเดินเข้าโรงเรียนเหมือนเมื่อก่อน “วันนี้ไม่รีบเข้างานเหรอคะ” ต้องเรียกว่าไม่เห็นท่าทางผ่อนคล้ายยามเช้าแบบนี้มานานแล้วมากกว่า ปกติตื่นมาคุณพ่อออกจากบ้านก่อนเธอเกือบตลอด มีเรื่องอะไรดีๆเกิดขึ้นกับปะป๋าหรือเปล่านะ “ไม่มีงานสำคัญน่ะ เหลือแค่สรุปคดีนิดหน่อย ตกลงไปกับพ่อรึเปล่า”  ยุยลังเลสักพักก่อนพยักหน้ารับ ได้นั่งรถไปกับปะป๋าก็สบายเหมือนกันเพราะรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคุณหนูอย่างไรอย่างนั้นแถมยังไม่ต้องยืนเบียดเฉียดกับผู้คนบนรถบัสเช้าๆ   รถยุโรปสีดำเคลื่อนออกมาจากรั่วบ้านสไตล์โมเดิร์นสองชั้นผ่านไปตามถนนหนทางของหมู่บ้านจัดสรรใกล้เคียง ยุยนั่งมองทิวทัศน์ข้างทาง ชอบบรรยากาศยามเช้าสบายๆมีแดดหน่อยๆไม่ร้อนจัด เสียอย่างเดียวคือจำนวนรถที่มากเพราะทุกคันต่างเร่งรีบไปทำงานจนบ้างวันเธอก็เบื่อ พอเสาร์ – อาทิตย์ทีไรถึงไม่อยากออกไปไหน เกลียดชีวิตที่แสนจะวุ่นวายรอบๆตัวเอง ในโรงเรียนก็มีไม่กี่ที่ที่เธอจะได้อยู่สงบ รถของมินามิจอดติดไฟแดงอยู่นานเพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบเกินไปคนเป็นพ่อเลยชวนคุย “เสาร์หน้าไปไหนมั้ยยุย” คนถูกถามมองกลับเข้ามาในรถ ไม่แน่ใจกับคำตอบนึกอยู่นานแล้วค่อยๆเปิดปากบอก “ไม่นะคะ พ่อมีอะไรรึเปล่า” “จะชวนไปกินข้าว เพื่อนพ่อมา จำได้มั้ยที่เคยเล่าให้ฟัง น้าฮารุนะน่ะ”  เพื่อนสนิทของปะป๋าที่เคยบอกว่าเป็นอดีตนางแบบน่ะหรือ คนนี้คือสาเหตุที่ทำให้ปะป๋าดูสดชื่นกว่าทุกวันรึเปล่า พ่อคงดีใจมากที่ได้เจอเพื่อนเก่าหลังห่างหายไปนาน   ยุยยิ้มยินดีกับการที่พ่อของตนดูมีความสุขมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน   “หนูต้องไปด้วยอยู่แล้วค่ะ” พูดก็พูดเถอะ ปะป๋าดูไม่มีความสุขมาตั้งนานแล้วพึ่งจะเห็นตอนนี้ละที่ปะป๋าดูดีที่สุด อยากให้ปะป๋ามีความสุขแบบนี้ทุกวันจังเลยนะ เธอก็ได้แต่ภวนาทั้งที่ความจริงไม่มีทางเป็นไปได้เมื่อคนที่ขึ้นชื่อว่าแม่ยังมีความสำคัญต่อความรู้สึกของพ่อเสมอ         รถของปะป๋าจอดเทียบท่าอยู่ด้านข้างโรงเรียนเธอยิ้มขอบคุณแล้วเข้ากอดคุณพ่อเป็นการลาก่อนลงจากรถ คนในโรงเรียนบอกว่าเธอเป็นคนเย็นชา นั้นแค่หน้ากากบังหน้าเพราะเธอไม่ต้องการสนิทกับใคร เธอจะแสดงด้านอ่อนโยนออกมากับใครใกล้ตัว ครอบครัวถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด.. อีกอย่างคือเธอกลัว ‘ความรัก’ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดี แต่เธอไม่พร้อมที่จะมีมัน ก็เห็นๆกันอยู่ว่า สภาพของปะป๋าตอนนี้เป็นยังไงหลังอกหัก… “ยุย นี้ลูกคุณหนูชะมัด มีคนมาส่งแหนะ” เสียงของนักเรียนผิดวินัยประจำ คาวาเอะ รินะ บังคับสายตาเธอตวัดมองไปอย่างอัตโนมัติ ‘วันนี้ไม่สาย’ สาบานได้เป็นสิ่งแรกที่แวบเข้ามาในสมองเธอขณะที่สายตาสำรวจตัวอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า ที่ผิดวินัย ไม่ใช่ว่าฝ่ายนั้นแต่งตัวไม่เรียบร้อยอะไรหรอกแต่ชอบมาสายจนเธอยอมแพ้ที่จะบอกให้แก้ไข เพราะถึงบอกไป…   คาวาเอ้ ก็จำไม่ได้   “ฉันแน่ใจว่าวันนี้ฝนจะตก”   “ไม่นะ พยากรณ์อากาศเมื่อเช้าบอกไว้ วันนี้อากาศแจ่มใสร้อยเปอร์เซ็นต์” ยุยลอบถอนหายใจไม่เข้าใจใครเป็นคนจัดห้องเรียนให้ถึงได้เอาคาวาเอ้มาไว้ห้องเดียวกับเธอ   ความสงบหายเกลี้ยง   “ฉันไม่มีเวลามาคุยด้วยหรอก เดี๋ยวต้องเข้าสภาแล้ว”   “เธอนิจริงจังไปไหน ฉันหิวข้าว” ยุยกำลังจะอ้าปากถามว่า แล้วไง มันเกี่ยวกับเธอตรงไหนมิทราบก็ไม่ทันเมื่อคนที่พึ่งจะบอกว่าหิวเข้ามาลากเธอไม่ฟงไม่ฟังอะไรเลย   ยัยเพี้ยนนี้!!   “หยุด ฉันต้องเข้าสภาไม่มีเวลามานั่งกินข้าวเป็นเพื่อน”  เธอกระตุกแขนคนนำจนฝ่ายนั้นยอมหยุดหันมองกันด้วยความทะมึนตึง เธอมีงานในห้องสภาแท้ๆทำไมคาวาเอ้ชอบมาก่อกวนเธอเนี่ย   “งั้นฉันจะไปนั่งกินข้างใน” ยังพูดไม่ทันขาดคำก็ทำท่าจะวิ่งเข้าห้องสภา นั้นมันที่ส่วนตัวเว้ยย ยุยแสยะยิ้มที่มุมปากใช้ประโยคที่เหมือนจอมมารหยุดคาวาเอ้ได้ง่ายๆ   “ความผิดของคาวาเอะ รินะ มาสาย แอบหลับในห้องเรียน ชวนเพื่อนด้านข้างคุย ถูกหักคะแนนความ..อู้อี้ๆ”   “พอ! ไม่กวนแล้วก็ได้”  เธอปล่อยมือออกจากคนที่ดิ้นขออากาศหายใจ   “ไอ้เพื่อนบ้า! ฉันหายใจไม่ออกนะ” ใครจะรู้ความจริงว่า คาวาเอ้มันเพื่อนสนิทเธอตั้งแต่มัธยมต้น อุสาช่วยเคี่ยวเข็ญจนขึ้นมัธยมปลายได้สำเร็จ นึกว่าจะได้หลุดพ้นจากกันที่ไหนได้ ตามติดยิ่งกว่าปิง   “รีบไปทำงานเถอะวะคะ ไอ้คุณรองประธานนักเรียน ฉันไปชวนพารุจังกินข้าวเป็นเพื่อนก็ได้”  ชื่อของคนไม่คุ้นทำให้ยุยเผลอกดคิ้วลงด้วยความสงสัย  “อะไรๆหน้าตาแบบนั้น ไม่รู้จักพารุจังหรอ โอชิมะ ฮารุกะไง”   ยัยนักเรียนย้ายใหม่!   “ไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะต้องสนใจนิหน่า ไปละ รีบไปทำงาน” ยุยแกล้งทำเนียนตีหน้านิ่งผ่านไปทั้งที่ในใจก็สงสัยว่าสองคนนี้ไปทำความรู้จักสนิทกันตอนไหน     คาวาเอ้บอกได้คำเดียวว่า โครตขี้เก๊ก!!! แอบสนใจเขาละสิ ไอ้คุณรองประธานนักเรียน         ห้องเรียนยังคงด้วยเสียงพูดคุยกันของสาวมัธยมปลายที่จับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกสนาน พารุที่ยังไม่ค่อยรู้จักใครมากถูกคาวาเอ้เข้ามาลากออกไปนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจคนประหลาดที่มาชวนกันไม่รอฟังคำตอบลากเอาร่างบอบบางอรชอนของเธอปลิวติดมือขึ้นมาบนดาดฟ้าอาคารเรียน   จะว่าไปมันก็เย็นสบายดีเนาะ แถมคนไม่พลุกพล่าน   “พารุจัง” “คะ”  เธอขานรับด้วยท่าทางรนรานกลัวอีกฝ่ายรู้ว่าเธอแอบนินทาอยู่ “เธอคิดว่ายุยเป็นไงบ้าง” ประธานนักเรียนหน้าแมวน้ำนั้นอ่ะน่ะ เจอกันเมื่อวานก็ทำเอาเธอปวดกะบานแล้ว คนอะไรน้ำแข็งเรียกพี่ ถือบางมุมมันจะ… เอาอีกแล้วอาการอย่างนี้ สงสัยต้องไปหาหมอประจำตัวที่ดูแลเรื่องภูมิแพ้สักหน่อย   “โหด” คาวาเอ้เบะปากหัวเราะไม่มีกักจับมือพายุเขย่าอย่างถูกอกถูกใจในคำตอบ   “โอ๊ย ฮ่าๆ ธะ เธอทำฉันน้ำตาเล็ด” พูดเสร็จก็กุมท้องหัวเราะต่อ พารุว่าตัวเองคุยกับคนบ้าชัดๆ   “จริงๆแล้ว ไม่ได้โหดนะ แค่เข้มงวดไปหน่อย”   ยังมีการลงไปนอนหัวเราะต่อได้ ยอมใจเลยจริงๆ ขืนอยู่โรงเรียนนี้นานๆเธอคิดว่าตัวเองได้กลายเป็นคนไม่ปกติเข้าสักวัน     มัวแต่นั่งรับลมกันจนเผลอลืมเวลาไป กระทั้งเสียงระฆังเริ่มชั้นเรียนดัง อาคาเอ้สะดุ้งตกใจลุกเฮือกจับมือพารุวิ่งลงบันไดก่อนเสียงกระดิ่งครั้งสุดท้ายใกล้จะจบลง ขืนเข้าห้องเรียนไม่ทัน…. มีหวัง… เอียดด เธอแบกกะทันหันตรงสี่แยกบันไดเข้าห้อง บอกได้คำเดียวว่า ซวยแล้วไง หน้าตาของผู้คุ้มกฎโรงเรียนเด่นชัดขนาดนี้ ขาก้าวไม่ออกเลยที่จะเดินต่อ “สายหนึ่งนาที หักคะแนนความประพฤติ 10 คะแนน” คำพูดแรกออกมาจากปากคนยืนเก๊กท่าอยู่หน้าปากทางเข้าห้องเรียนทำให้นักเรียนใหม่ยืนค้างเหมือนถูกค้อนร้อยปอนด์กระแทกหน้าอย่างจัง สายแค่ 1 นาที หักสิบคะแนน มันจะโหดเกินไปรึเปล่า ไอ้คนหน้าเหมือนแมวน้ำ   “ถือว่านี้เป็นครั้งแรกของเธอ ฉันแค่เตือน” ยุยหยักไหล่ใส่หน้าตาตลกๆของนักเรียนใหม่ที่อ้าปากเหวอ “คนทำความผิดตัวจริงอย่างหวังว่าจะรอด” คาวาเอ้สะดุ้งเอามือปิดหูแทบไม่ทันกับคำเทศนายาวเหยียดของรองประธานนักเรียน   “ไม่ทันไรก็พานักเรียนใหม่เข้าห้องเรียนสาย เธอควรเป็นรุ่นพี่ที่ดีในฐานะที่อยู่ในโรงเรียนมาก่อน ฉันหักเธอ 20 คะแนนเลยดีมั้ย คาวาเอ้ จะได้ไม่เป็นตัวอย่างให้อีก ที่หลังจะไปไหนมาไหน ดูเวลาก่อนมั้ง ดีนะที่วันนี้อาจารย์ไม่เข้าสอน แต่ใช่ว่าเธอจะพานักเรียนใหม่ไปเถรไถลได้”    แอบเป็นคนใจดีเหมือนกันนะเนี่ย   ไม่รู้ตัวเลยว่าคลี่ยิ้มมองหน้าขรึมของรองประธานนักเรียนตอนไหน รู้ๆมันทำให้เคลิ้ม..   เดี๋ยวนะ… ไม่ๆๆ ต้องไม่เคลิ้ม ไม่ใช่แล้ว   พารุส่ายหัวแรงๆไปมาหลายที รู้สึกว่าตัวเองชักแปลกขึ้นทุกที สงสัยอยู่กับคนบ้ามากไปก็แบบนี้   “เธอน่ะ”   “คะ” พารุตกใจขานรับเสียงหวานทำให้รองประธานนักเรียนไม่กล้าสบตาขึ้นมาดื้อๆ   ไม่ต้องขานรับซะหวานหยดขนาดนี้ก็ได้มั้ง คนฟังมันแสลงหู   “เข้าห้องไปได้แล้ว จะยืนตรงนี้อีกนานมั้ย”  คนถูกไล่ยกยิ้มอารมณ์ดี แกล้งแหย่นิดแหย่หน่อยจะเป็นอะไรไป เก๊กมาก หมาดเยอะดีนัก อยากรู้ว่าถ้าหลุดมาดนิ่งๆจะกลายเป็นคนอย่างไง หมั่นไส้   หืยย   “เป็นห่วงกลัวเมื่อยหรอค่ะ ถึงรีบไล่กันขนาดนั้น แต่ฉันเต็มใจที่จะยืนมองหน้ายุยนานๆนะคะ”  ถ้าหูไม่ได้แววไปเธอได้ยินเสียงฮิ้วจากคนหน้าหงอยด้านหลัง เอาเข้าไป จะช่วยชงเธอกับไอ้รองประธานนี้รึไง ฝันไปเถอะ คนอย่างนี้ไม่ใช่สเปคเธอ “จะเข้าไปดีๆหรืออยากถูกหักคะแนนห๊ะ ฉันจำไม่ได้ว่าเราสนิทกันถึงขั้นให้เรียกชื่อจริง”   กรี๊ดด ไอ้แมวน้ำหน้านิ่ง!! คนเค้าอุสาอ่อย ผิดๆ อุสาชวนคุยไม่มีอารมณ์ร่วมเลยรึอย่างไร   ไปก็ได้ ชิ!   “แล้วคราวหน้าอย่ามาสายอีก” ยังไม่จบนะไอ้แมวน้ำ เธอจะหาทางจัดการให้อยู่มัดเลยค่อยดูสิ!    รู้จักพารูรุคนนี้ น้อยไปซะแล้ว   “ทำไมค่ะถ้าสายอีกครั้ง ท่านรองประธานนักเรียนจะเรียกดิฉันไปพบเป็นการส่วนตัวเหรอค่ะ ไม่ต้องก็ได้นะคะ เรียกดีๆฉันก็ไป รู้รึเปล่าค่ะว่าเต็มใจรออยู่”   “นี่เธอ”  พารุหัวเราะพอใจเห็นท่าทางหัวฟัดหัวเหวี่ยงของคนหน้านิ่งเท่ากับว่าเธอแหย่ฝ่ายนั้นได้สำเร็จแล้วสิ   “พารูรุค่ะ เจอกันครั้งหน้าเรียกอย่างนี้นะคะ”   แรงงง คาวาเอ้บอกเลยว่าเธอใจกล้ามาก ยุยตีหน้าดุขนาดนั้นยังกล้าต่อ ไม่พอเดินเชิดเข้าห้องราวกับนางพญา ยอมเลย คาวาเอ้คนนี้ขอติดตามลุ้นสุดขอบสนามว่านักเรียนใหม่ปะทะรองประธานใครจะได้กำชัยในศึกครั้งนี้ไป   “ยิ้มอะไรคาวาเอ้”   “เปล่า ฉันเข้าห้องบ้างดีกว่า” พูดจบก็เพ่นแลบเข้าห้องปล่อยยุยยืนพ้นลมหายใจรู้สึกร้อนบนแก้มอย่างไรไม่รู้ตั้งแต่น้ำเสียงหวานนั้นพูดใส่    กวนประสาทกันซะไม่มี!! แล้วดูไอ้เพื่อนบ้านี้สิ หน้าตาล้อเลียนเธอหมายความว่าอย่างไร!!     เก้าอี้ของประธานที่เว้นว่างไปบัดนี้ได้ถูกแทนที่ใหม่ด้วยเชื้อสายของประธานคนก่อน ยูโกะเคาะปากกาลงบนโต๊ะอย่างใช้ความคิดมองแผ่นกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรขณะที่ใจไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัว เรื่องของเพื่อนสนิทยังวนเวียนอยู่ในหัว   ทำอย่างไร   ทำอย่างไร   นึกถึงข้อความที่ได้รับจากอัตสึโกะคอนเช้า ขอให้เธอช่วยย้ายบ้านภายในอาทิตย์นี้พร้อมกับเรื่องที่จัดการเรื่องโรงเรียนใหม่ให้ลูกสาว ซึ่ง.. เธอไม่ได้มีปัญหาหรอก ที่น่าเป็นห่วงคือทางฝั่งนู้นมากกว่า ไม่รู้ว่าคนของทางบ้านใหญ่เคลื่อนไหวอัตสึโกะจะเอาตัวรอดอย่างไร ยิ่งเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวเลี้ยงลูกแล้วใหญ่   กลุ้มใจ   โทรหาสักหน่อยดีกว่า   เธอวางปากกาลงบนโต๊ะหยิบมือเธอขึ้นมากดออกถึงเบอร์ที่ต้องการ รอสายไม่นานเกินสิบนาทีเจ้าของเครื่องก็กดรับ   “ฮัลโหล อัตจัง”   “ค่ะ” เธอได้ยินเสียงอ่อนแรงของฝ่ายนั้นทำให้รู้สึกกังวลขึ้นมาดื้อๆ   เอาอีกแล้ว สังหรณ์ใจไว้ไม่ผิด   “เป็นอะไรไป”   “ไม่มีอะไรหรอก ยูโกะโทรมาทำไม” เธอโกหกคำโต ใครจะกล้าบอกว่าแอบร้องไห้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนเสียงแหบเสียงแห้งยังไม่หาย เรื่องที่ร้องไห้ก็เรื่องเดิมๆ บางครั้งเธอก็เกลียดตัวเองที่ลืมไม่ลงสักที ทั้งที่เป็นคนทำเขาแท้ๆ   “เป็นห่วงเธอน่ะสิ”   “ฉันไม่เป็นไรหรอก” อัตสึโกะยิ้มให้โทรศัทพ์ เป็นคนที่โทรมาได้รู้เวลาจริงๆเหมือนมีเรดาร์จับสัญญาณความเศร้าเธออย่างไรอย่างนั้น   “เธอบอกไม่เป็นไรแต่ร้องไห้ทุกที”   ยูโกะชอบทำเรื่องที่ไม่น่าตลกให้กลายเป็นเรื่องตลก เธอหัวเราะเนิบๆผ่านโทรศัทพ์     “ฉันโอเค ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย”   “ก็ดีแล้ว อย่าทำให้ฉันเป็นห่วงบ่อยนักสิ”   เพื่อนที่น่ารัก พี่สาวที่แสนดี เธอนิยามคำๆนี้ให้ยูโกะตั้งแต่เด็ก พอเธอถูกแกล้งก็ตามไปช่วย เดือดร้อนก็ยืนมือเข้ามา   “ไม่ได้ทำสักหน่อย ยูโกะนั้นแหละขี้กังวลเกินไป”   หาเรื่องโทษคนอื่นทั้งที่คำของยูโกะไม่ได้เกินจากความจริงสักนิด   “ฉันขี้กังวลเธอไม่ดีใจรึไง หืม.. จะได้โทรตามติดพฤติกรรมของเด็กขี้แย่ทุก 24 ชม.”   “เวอร์”    เธอได้ยินเสียงปลายสายหัวเราะคิก ยูโกะลุกจากเก้าอี้ถือโทรศัพท์ไปในมุมพักผ่อนสายตามองไปยังทัศนียภาพเบื้องหน้าจากตึกชั้นสิบแปดเป็นจังหวะเดียวกับที่ฮารุนะค่อยๆแง้มเปิดประตูเข้ามา   “เหมือนฉันมีแม่เพิ่มมาอีกหนึ่งคน”   “ฮ่าๆ เธอนี้มอบให้ฉันหลายตำแหน่งเหลือเกินนะ อัตจัง”   ชื่อของคนปลายสายหลุดลอยเข้าหูฮารุนะเงยหน้าสนใจกับเจ้าของสายก่อนเดินย่องเข้าไปแทรกแขนทั้งสองข้างผาดเอวขอดไว้ “อุ้ย” ยูโกะเกือบทำโทรศัพท์ตกพื้นมองคนรักที่เข้ามาไม่ให้ซุ่มให้เสียง “มาตอนไหนค่ะ” เธอขยับปากบอกได้รับคำตอบเป็นการชี้มาตอนที่เธอลุกเดิน เธอคุยสายกับอัตสึโกะอีกครู่สั้นๆก่อนบอกฝ่ายนั้นขอตัว ยังไม่ทันได้หันหน้ากลับมามองคนสอดแขนเกี้ยวเอวก็หอมแก้มเธอฟอดใหญ่   “คุยอะไรกันตั้งนานค่ะ” มองสบตาฮารุนะส่ายหัวบอกว่าไม่ได้มีอะไรสำคัญ   “โทรไปถามไถ่ทั่วไปละคะ”   เรื่องทั่วไปของยูโกะ ไม่เคยทั่วไปสำหรับเธอในเมื่อปลายสายนั้น เป็นผู้หญิงที่ชื่อ อัตสึโกะ บางครั้งเธอก็กลัวว่ายูโกะจะมีใจให้เพื่อนที่พูดถึงบ่อยๆ…. เพราะอัตสึโกะคนนี้มีอธิพลต่อ ‘โอชิม่า ยูโกะ’ เหลือเกิน แล้วเธอจะไม่ให้เธอหวั่นไหวได้อย่างไร ต่อให้เชื่อในความรักแค่ไหนก็ยังหวั่นไหวกับคนที่เคยใกล้ชิดกัน   “ยูจังค่ะ เย็นนี้ไปดินเนอร์กันหน่อยมั้ยค่ะ” “หืมม” เธอส่งเสียงครางในลำคอบอกก็รู้ว่าเธอต้องการเหตุผลของการชักชวนดินเนอร์ ไม่แปลกไปหน่อยหรออยู่ๆก็ชวนไม่บอกกันล่วงหน้า   “นะคะ ไม่ได้ไปเดทกันนานแล้ว”   “ไปก็ไปค่ะ แล้วอย่าลืมบอกลูกนะคะ”     ลองกล้าไม่ตามใจดูสิ แม่ประคุณได้งอนสามวันสามคืนง้อกันลำบากอีก ฉะนั้นเย็นนี้หาข้าวกินเองนะคะคุณลูก ป๊าม๋าของตัวสวิทก่อน ว่างๆจะนั่งทำน้องให้หนูอีกคน     ‘ตื่อดึ่ง’ เสียงข้อความเข้าจากมือเธอเรียกความสนใจของนักเรียนใหม่เลิกกระดานแอบมองโทรศัพท์ที่ถูกตั้งระบบสั่นอยู่ใต้โต๊ะ   ‘ข้อความจากมามี้’   เลื่อนลงมาดูเนื้อความที่เขียนด้านในถึงกลับแอบค้อนชุดใหญ่อดทำสีหน้าระอาไม่ได้   [เย็นนี้ป๊าม๊า ทำธุระในเมืองนะคะ กินข้าวได้เลยไม่ต้องรอ] ไปเดทกันอีกตามเคย ทิ้งเธออยู่บ้านคนเดียวประจำ ม๊าอ่ะชอบชวนป๊าเที่ยวตลอด พ้นสายตาหน่อยไม่ได้ สวิทกันจนวัยรุ่นยังอาย  น่างอนจริงๆพ่อแม่คู่นี้ แสดงว่าเย็นนี้เธอต้องหาข้าวกินเองว่างั้น “คุณโอชิมะ ไม่ทราบว่ากำลังสนใจอะไรใต้โต๊ะค่ะ” เสียงของอาจารย์ภาษาอังกฤษสุดสวยคาไซ โทโมมิทำให้เจ้าของชื่อเสียวสันหลังวูบค่อยๆเงยหน้ามามองรอยยิ้มหวานที่ดูยังไงมันก็อันตรายเห็นๆ “ปะ เปล่าค่ะ” “งั้นก็ดี กรุณาอ่านบทต่อไปด้วยค่ะ” พารุถือกับเหวอมองซ้ายมองขวาว่าถึงตรงไหนกันแล้ว ซวยแล้วไงฉัน “รีบอ่านสิค่ะ มัวทำอะไรอยู่!”  “คะ” เสียงเข้มทำให้เธอผวาอยากจะขอความช่วยเหลือจากใครสักคนในห้องสักนิดว่า มาบอกเธอหน่อยว่าถึงกันตรงไหนน  “หน้า 59 บรรทัดสาม ประโยคที่สอง” เธออยากหันหน้าไปขอบคุณเจ้าของเสียงสรววค์จริงถ้าไม่ติดว่าหันไปแล้วเจอหน้านิ่งๆของคนนั่งเก้าอี้ตรงข้างพร้อมรอยยิ้มที่แสยะมุมปาก ซ้ำยังกระซิบอีกว่า   คราวหลังก็ตั้งใจเรียนด้วย   กรี๊ดดด ไอ้แมวน้ำ จะให้รู้สึกดีด้วยนานๆไม่ได้รึอย่างไร   เธอหันกลับมาสนใจอ่านหนังสือตามที่คนเจ้าระเบียบบอก หงุดหงิดจนเผลอกระแทกเสียงอ่านบทความในหนังสืออยู่หลายทีหวังว่าท่านอาจารย์ที่เคารพรักจะไม่รู้หรอกนะว่า เธอแอบประชดไอ้แมวน้ำหน้าตาย   รู้สึกหมดแรงเหมือนออกสนามรบ   “เอานี้ไป” ไม่ทันจะได้พักผ่อนให้หนำใจก็เงยหน้ามาเผชิญกับไอ้แมวน้ำที่ทำพิษใส่ในคาบที่พึ่งจบไปมาดๆ เป็นอะไรกับเธอมากมั้ยเนี่ย แล้วยื่นอะไรมา ไม่อยากรับของจากแมวน้ำหรอก เชอะ เชอะ เชอะ “อะไร” “ยุยเขาสรุปให้รู้เปล่า กลัวเธอเรียนไม่ทันมั้ง” ไอ้คนนั่งเก้าอีกด้านหน้าหันมากระแนะกระแหน “พูดมาก” แหม่ ไม่ต้องหลบหน้าก็ได้ เห็นนะคะว่าเขิน จะทำตัวน่ารักกับเขาก็เป็นนิหน่า “ขอบคุณนะคะ” “ไม่ต้องขอบคุณหรอกฉันทำให้ทุกคน แม้แต่เด็กเส้น” เน้นอีกนะ ว่าเด็กเส้น แล้วมันหนักหัวมากรึไงห๊ะไอ้แมวน้ำ พูดจาดีๆกันไม่ได้เลยใช่มั้ย ได้!! “เด็กเส้นแล้วยังไงค่ะ ไม่ชอบหรอค่ะหรือว่าแอบชอบกันเอ่ย” ไม่รู้อะไรดลใจให้ลุกขึ้นไปยกมือลูบแก้มของคนหน้านิ่งยืนแข็งทื่อเป็นหิน ได้ยืนเสียงกรี๊ดจากทุกมุมห้องก็แอบปวดหัวขึ้นมา ทุกคนยกนิ้วให้เลยกับความกล้าของเด็กให้ที่เข้ามาไม่ทันไรก็ลูบคมรองประธานนักเรียนเข้าเสียแล้ว “อย่ามาลามปาม” “ไม่ลามปามก็ได้แต่ลามไปถึงใจ ไม่ว่ากันใช่มั้ยค่ะ”   อูยยย เสี่ยวได้อีก รองประธานนักเรียนจะหมดหมาดไหมงานนี้   “ถ้าไม่เอาก็เอาคืนมา” ยกนี้เป็นอันแน่ชัดแล้วว่าใครชนะโดยที่ยังไม่ทันออกแรง คนแพ้พาลเปลี่ยนเรื่องอื่นจะดึงสมุดในมือกลับ “บอกตอนไหนจะไม่เอา” พารุตะครุบแทบไม่ทันจับเมือรองประธานนักเรียนเข้าเต็มๆ  “เอาก็เอาไป ฉันจะไปกินข้าวแล้ว!” สมุดถูกปล่อยแผละลงบนโต๊ะ ยุยไม่รอเสียงทักเดินจ้ำออกจากห้องกลัวจะต้องค้นหาว่า อาการใจเต้นโครมครามเมื่อครู่เกิดจากอะไร อีกฝ่ายเขินไม่ทันครบนาทีต้องรับมือกับคนที่ลุ้นอยู่วงนอก ร้องโฮ่แซวสนุกปากถึงความใจกล้าบ้าบิ่นที่เหมือนคล้ายจะจีบรองประธาน คนถูกกล่าวหาปฏิเสธหน้าบอกบุญไม่รับแต่มีหรือจะพ้นข้อกล่าวหาง่ายๆก็เล่นแสดงวีรกรรมเสียเด่นขนาดนี้   แล้วจะรู้ไหมนิว่าทั้งคู่ยังต้องเจอกันอีกนาน แน่ๆคือวันเสาร์หน้าที่ถูกพ่อแม่จัดแจ้งเวลาเป็นที่เรียบร้อย       ............................................................................................................................. มาแล้วนะคะ ไม่รู้ว่ามีคนรออ่านอยู่รึเปล่า อิ อิ  
  14. Sp.Maritomo   ความรู้สึกที่ไม่ปกติหรืออารมณ์ที่ไม่ปกติกันแน่ มาริโกะ ทำกับเธออย่างนี้อีกแล้ว!! ก็รู้ว่าเกลียดแสนเกลียดเด็ก แต่ทำไมยังเอาลูก ‘เขา’ มาฝากให้เธอเลี้ยงมิทราบ  แค่นี้มันตอกย้ำความเจ็บ ความโง่ของเธอไม่พอหรืออย่างไร รักเขาจนหมดหัวใจแต่ไม่เคยได้รับการเหลียวแล เธอผิดหรือ อัตสึโกะถึงไม่รัก ไม่เคยสนใจ นอกจากคำว่าเพื่อนที่มอบให้กันก็ไม่มีอะไรมากกว่านี้ พยานรักตัวน้อยถูกนำมาในบ้านเธอให้ช้ำใจเล่นด้วยประโยคคำสั่งของคนที่เริ่มจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งในเชิงแปลกๆ เธอไม่เรียกมันว่าการแก้เหงา หรือเรียกว่า การระบายความต้องการหรอกนะ มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ความรู้สึกของเธอตอนนี้… หาคำตอบอยู่หลายครั้ง ก็ไม่สามารถหาพบ   เพียงแค่คืนนั้นที่เสียใจเรื่องทั้งหมดถึงได้ลงเอยอย่างนี้     เมื่อประมาณสามปีก่อนในวันที่อัตสึโกะได้รับคนรักกลับคืนมา หัวใจเธอก็เจ็บระทมไม่กล้าจะอยู่สู้หน้า อยากก้าวขาออกไปเยื้อแย้งอัตสึโกะกลับคืนมา แต่เธอไม่มีสิทธิ์นั้น เธอไม่ใช่คนที่อัตสึโกะต้องการ ไม่ใช่คนที่อัตสึโกะเฝ้าหา ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากแค่เพื่อนที่มันตอกย้ำสถานะเธอเหลือเกิน ไม่ยุติธรรม นั้นคือความจริง แม้มินามิไม่มีความทรงจำของอัตสึโกะเหลืออยู่ แต่อัตสึโกะก็เลือกจะทำให้เขากลับมารัก กลับมาจดจำ เธออยากเป็นใครที่โชคดีคนนั้น อยากเป็นคนที่อัตสึโกะมอบความรักให้   “เสียใจมากรึไง” เสียงของแขกที่ไม่ได้รับเชิญไม่ได้ทำให้เธอสนใจไปกว่าการนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง เบื่อจนกลายเป็นความเคยชิน บอกว่าเกลียดก็แล้ว บอกว่าไม่ต้องการก็แล้ว ไม่เข้าใจทำไมถึงตามตื้อไม่เลิก “คนเขามีลูก มีครอบครัวแล้ว” คำพูดลอยๆสะกิดแผลใจให้คนเฉยเมินทนไม่ไหวตวัดสายตารั้นกลับมามองหน้ากัน “เมื่อไหร่จะเลิกยุ่งกับฉันสักที!”   เสียงตะโกนนั้นกลับสร้างรอยยิ้มให้สาวร่างสูง “บอกแล้วไงว่า จนกว่าเธอจะรัก” “แต่ฉันไม่ได้รักเธอ” อีกครั้งกับคำย้ำเตือนทั้งที่ไม่ได้มั่นใจเลยกับสิ่งที่ปากพึ่งพูดออกไป ไม่ได้รักจริงๆหรือยอมรับไม่ได้กันแน่ว่าแอบมีใจ มีหรือคนอยู่ด้วยกันมานานจะจับพิรุธไม่ได้ “ดื่มด้วยกันหน่อยไหม” น้อยครั้งนักที่จะชวนใครดื่มอย่างนี้พร้อมยกแอลกอฮอล์ชั้นดีผ่านการบ่มพิเศษชูให้คนนั่งซึมดู ออกจะแปลกใจในการชักชวน ไม่รู้ฝ่ายนั้นนึกคึกอะไร แต่อารมณ์ที่เรียกว่าพึ่งอกหักมามาดๆก็ยอมรับคำชวนนั้นแต่ง่ายดาย มาริโกะเชิญตัวเองนั่งลงข้างคนเอามือยันคางมองออกไปนอกหน้าต่าง ค่อยๆรินไวน์รสละมุนลงในแก้วอย่างพิถีพิถัน ขวดที่เธอบ่มเอง ทีแรกกะจะกินกับฮารุนะในโอกาสพิเศษ เช่น วันเกิด วันฉลองครอบครบมิตรภาพ หรือโอกาสอื่นๆ ที่เป็นอันต้องชวดไป เอาเถอะ ตอนนี้ก็ทำใจได้แล้วระดับหนึ่ง เพราะคนแถวนี้แท้ๆ ไม่คิดจะรับผิดชอบความรู้สึกกันเลยรึอย่างไร มาบอกให้อยากแล้วจากไปนะคนเรา “เอานี่” เธอดันแก้วส่งให้ “บอกเลยว่า ขวดนี้ฉันบ่มเอง อร่อยแบบไม่สามารถหากินได้ที่ไหน ภูมิใจนำเสนอ รสละมุนลิ้น หอมนุ่มสุดๆ” คำพูดโฆษณาสรรพคุณสินค้าไม่ได้เข้าสมองโทโมจินแต่อย่างใด นอกจากจับแก้วไวน์กระดกดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง ไม่แม้แต่จะลิ้มลองรสชาติของความเป็นไวน์ที่ถูกอวดว่าเลิศรสหนักหนา “เธอนิ เสียของหมด” มาริโกะบ่นๆ เวลากินไวน์มันก็ต้องดมกลิ่นก่อนแล้วค่อยๆจิบสิถึงจะถูกเพื่อจะได้รู้รสชาติและความละมุ่นลิ้นอันเป็นสรรพคุณสำคัญไวน์   “รินมาอีก” คนถือขวดถึงกับถอนหายใจคิดผิดคิดถูกไม่รู้ที่ชวนคนอกหักซ้ำซ้อนมานั่งดื่มด้วยกัน    แก้วแล้ว แก้วเล่า จนไวท์ที่หมักหมดไปข้อนขวด แอลกอฮอล์ในนี้ดีกรีไม่ใช่น้อยๆเลยนะ เดี๋ยวก็เมากันพอดี   “พอแล้วน่า” เริ่มจะปรามบางพอเห็นใบหน้าแดงก่ำของคนหน้าสวย ถ้าเมาแล้วเธอต้องเจอฤทธิ์แบบวันนั้นอีก ไม่เอาเด็ดขาด หัวใจจะวายตาย “ฉานมมานม่ายดีหรืองาย” “พูดอะไรฟังไม่รู้เรื่อง”  มาริโกะยกมือกุมขมับไม่คิดว่าฝ่ายนั้นจะคออ่อนขนาดนี้หรือตามจริงคอก็ไม่อ่อนหรอกก็เล่นกินซะเหมือนน้ำเปล่า “เฮ้ย! อย่าร้องไห้สิ” ไม่ทันไรก็ต้องร้องเสียงหลงยกมือเช็ดน้ำตาที่กำลังไหลอาบแก้มขาว มาริโกะเดินอ้อมโต๊ะไปรั้งร่างบางเข้ามาใกล้ คนเมามายมักจะมีอารมณ์อ่อนไหวเสมอ เธอเข้าใจดี “ฮื่อๆ ใจร้าย!” “ใครใจร้ายพูดให้มันดีๆ” มาอีกแล้วกับสงครามประสาทระหว่างคนเมากับคนปกติ ยัยนี้อารมณ์เปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าเน็ตสามจี ร้องไห้ยังไม่หยุดสามารถโวยวายต่อได้ น่านับถือจริงๆ “อาตจัง ใจร้าย มาริโกะใจร้าย” “มัวแล้วยัยเด็กนี้” มาริโกะพยายามดันคนที่เอาหน้าเปื้อนคราบน้ำตามาถูๆไถ่ๆกับเสื้อที่กลายเป็นผ้าเช็ดหน้าชั่วคราว ยัยเด็กสามขวบที่พูดจาไม่รู้เรื่อง ว่าอัตจังอ่ะถูก แต่มาว่าเธอด้วยนี้มันยังไง “ทามไมต้องทำกับฉันอย่างนี้ ทำมาย ทำมายละ ฉันรักเธออัตจัง รักเธอ” จะบอกว่าไม่ปวดใจก็คงแปลก เผลอโกรธจนบีบสองไหล่ของคนในอ้อมกอดแน่นและสบโอกาสดันตัวออกไป “รักใครพูดใหม่!” ดูไร้สาระมากที่มาขู่กรรโชกเอาคำตอบจากคนเมาให้บอกชอบตัวเอง เป็นความพอใจส่วนตัวล้วนๆ “อัตจัง รัก อัตจัง” “แต่ฉันไม่ใช่??” ไม่ยอมให้คนเมาพูดจาทำร้ายจิตใจได้อีกต่อไปก้มลงไปประกบริมฝีปากรูปกระจับด้วยความเร้าร้อน แม้คนด้านล่างจะพยายามขัดขืนใช้สติน้อยนิดต่อต้าน พยัคฆ์สาวก็ไม่มีทางปล่อยให้เหยื่อหลุดมือเด็ดขาด ล้วงแขนลงไปในคอเสื้อบีบกระชับก้อนเนินเนื้อจนคนถูกกระทำตกใจเผลออ้าปากร้องครางปล่อยให้ลิ้นร้อนได้แทรกเข้ามาภายใน ปรนเปรอหอมหวานให้ไม่รู้จักหยุดพัก กระทั้งสาวร่างบางหายใจติดขัดร้องขออากาศ มาริโกะถึงยอมผละริมฝีปากออกจ้องลึกเข้าไปในแววตาสยบร่างบางให้หยุดนิ่ง “รักใคร!” ยังต้องการทำตอบด้วยอารมณ์ร้อนรุ่ม ถ้ายังบอกรักอัตสึโกะต่อไป เธอคนนี้ละจะทำให้อีกฝ่าย มีแต่เรื่องของเธอ ณ ตอนนี้ “อัต..” ไม่รออีกแล้วจะให้พูดชื่อของน้องสาว ก้มลงไปประกบริมฝีปากแสนหวานฉ่ำคู่นั้น ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วเกลียดเธอก็พร้อมน้อมรับ เพราะทุกอย่างที่เธอทำ มันคือความเห็นแก่ตัวของเธอ เคยเสียฮารุนะไปแล้วหนึ่งครั้ง เธอจะไม่ยอมเสียใครที่กำลังเริ่มหลงรักให้คนอื่น เพราะนั่นคือความรักของเธอ กรงขังที่จะไม่ยอมปล่อยเหยื่อที่หลุดลอดเข้ามาหนีออกไปเด็ดขาด   ร่างบางถูกนำมาถึงที่นอนหยุดการร้องประท้วงเหมือนครั้งแรกวาดวงแขนเล็กลูบไล้อยู่บนหลังของคนกำลังนำพาไปสู่ขอบสวรรค์อย่างหลงลืม ปากได้พร่ำบอกถึงความต้องการที่ถูกฉุดประกายขึ้นมาไม่รู้จบสิ้น ไม่รู้ว่าจะด้วยฤทธิ์ของน้ำเมาหรือด้วยแล้วแต่อะไร รู้เพียงว่าตอนนี้เธอกำลังยินยอมให้มาริโกะทำทุกอย่าง  ทุกอย่างที่เขาต้องการ พร่ำเพรียกเรียกชื่อของคนที่กำลังมอบความสุขทางกาย  ยิ่งนิ้วเรียวแทรกขยับขับเนินเล็ก ร่างบางก็แอนเอนรับสัมผัส เสื้อผ้าถูกถอดทิ้งไว้ตามรายทาง จะพอมีสติเหลืออยู่มั้ยว่า เธอกำลังจะเสียครั้งแรกให้คนที่บอกว่าไม่ได้รัก “ฉันชอบเห็นเธอเมา” แก้มคนร้องครางกลายเป็นสีแดงก่ำปรารถนาให้เขาพาออกจากความทรมานแสนสุขตรงนี้ “เซ็กซี่มาก” เธอได้ยินเพียงแค่นั้นจริงๆ ก่อนจะรู้สึกตัวระเบิดออกเป็นเสี่ยงล่องลอยเบาหวิวอยู่ในอากาศ ร่างกายแขนขาเกร็งกระตุกทุกส่วนก่อนค่อยคล้ายออก โล่งตัวอย่างบอกไม่ถูก เธอขยับตัวเข้าไปในอ้อมกอดแข็งแรงของคนที่พึ่งร่วมมือกันก่อกิจกรรมกันหมาดๆ หมดแรง หัวมึนเบลอเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้ตื้นขึ้นมาสองชีวิตของคนต่างเส้นทางจะเป็นอย่างไร   แล้วตอนเช้าก็กลายเป็นเช้าที่มีเสียงหวีดร้องดังที่สุด เธอทุบมือรั่วลงใส่คนที่ยังไม่ตื่นพร้อมน้ำตา “ทำอย่างนี้ทำไม!! เธอมันเลวที่สุด!” คนที่เคยให้อ้อมกอดแก่ร่างบางจำต้องยอมตื้นขึ้นมาพบผู้เสียหายกำลังร้องขอความเป็นธรรมกับผู้ร้าย ความจริงที่รออยู่ทำให้มาริโกะไม่กล้าปฎิเสธเลยว่าตัวเองทำผิด เมื่อในคืนวานเธอมีสติครบถ้วนทุกอย่าง “เธอมันสารเลว!!” ยังเงียบฟังคำต่อว่าปล่อยให้ร่างบางระบายความโกรธแค้นต่างๆนาๆลงมาใส่ เธอยอมรับ เพราะเธอทำทุกอย่างมันคือความเห็นแกตัว ความต้องการที่ไม่อยากปล่อยร่างบางเป็นของใคร “ฉันเกลียดเธอ ออกไปให้พ้น!!” มาริโกะมองหน้าคนที่มีคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม สมควรแล้วละกับสิ่งที่คนอย่างเธอจะได้รับ เพราะความฉาบฉวยของตัวเองอย่างนั้น “ฉันยอมรับผิดทุกอย่าง เธอจะเกลียดฉันมันก็ช่วยไม่ได้นินะ” ไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้ตนกลายเป็นคนไร้ความรับผิดชอบ แต่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมามันถึงดูดีกว่าความเห็นแก่ตัวเมื่อคืนวาน “ออกไปซะ แล้วอย่ามาให้ฉันเห็นหน้า!” “คนอย่างเธอมันสารเลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน..” ข้อมือทั้งสองข้างของโทโมจินถูกล็อกแน่นโดยคนถูกว่าคำรุนแรง ยิ่งเพิ่มความโกรธจนดีดเท้าใต้ผ้าห่มถีบคนด้านบนตกลงไปด้านล่าง มาริโกะประคองตัวลุกด้วยความเจ็บมองโมโทจินกับแววตาที่อ่านไม่ออก “หน้าเธอมันทำด้วยอะไร ไล่แล้วทำไมถึงยังไม่ไป!”  แบบนี้มันดีแล้วหรือ ที่ปล่อยให้ถูกเกลียด “ยังไงเธอก็เกลียดฉันแล้ว นั้นขอให้เธอเกลียดมากกว่านี้อีกแล้วกัน” พูดไม่ทันขาดคำมาริโกะก็พุ่งกระโจนเข้าหาร่างบาง แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้ โทโมจินซัดเวทย์เข้าใส่เต็มช่วงท้องที่ไร้การป้องกัน ทำให้มาริโกะกระเด็นไปอีกฝั่งของห้องพร้อมกระอักเลือดออกมาชุดใหญ่ สายตาพร่าเบลอมองขึ้นไปหาคนที่หวังขอความรัก คงตกใจจนนั่งแข็งทื่อไป “พี่มาริโกะ!!” ต่อจากนั้นสติที่เหลือน้อยนิดก็ดับวูบลงร่างของมาริโกะตกกระแทกพื้นตามแรงโน้มถ่วงดัง ตึง จากคนที่กำลังโมโหอาฆาตรีบตามหน่วยพยาบาลเข้ามาช่วยเหลือคนบาดเจ็บอาการสาหัสในห้อง กลัวจนตัวเริ่มสั่น น้ำตาเอ้อล้นออกแสดงความในใจว่าเป็นห่วงคนพึ่งทำร้ายไปสดๆร้อนๆ ไม่ได้ตั้งใจทำให้เรื่องเกิด  “มาริโกะซังเป็นอะไร” อัตสึโกะจูงเด็กประมาณ 10 ขวบเดินตามมาด้วยดวงตาใสแจ๋วที่จ้องโทโมจินอย่างต้องการจะรู้ให้ได้ทุกเรื่อง  ท่าทางที่ใกล้ชิดอย่างนั้นทำให้คนนึกรักเจ็บใจ แม้ฝ่ายนั้นจะกลายเป็นเด็กไปก็ยังยึดครองอัตสึโกะไว้เพียงผู้เดียว แย้งทุกอย่างไปจากเธอ “ฉันขอตัวก่อนนะ” “เดี๋ยว...” อัตสึโกะกำลังจะตะโกนรั้งไว้แต่ไม่ทันโทโมจินวิ่งหนีสวนทางกับพวกยูโกะที่ตามเข้ามาสมบทไปเสียแล้ว “นั้น มินามิหรอ!” แทนที่จะแถมถึงอาการของคนในห้องรักษากลับต้องตกใจเด็กข้างลำตัวของอัตสึโกะที่โตเร็วจนน่าใจหายทั้งเมื่อวานยังเป็นแค่เด็กอายุประมาณ 5 ขวบอยู่เลย  หลายคนคิดอยู่ว่า มินามิตอนเด็กน่าเอ็นดูมากทั้งน่ารัก ขี้อายแล้วไหนจะยังเกาะติดอัตสึโกะไม่ยอมปล่อย งานนี้เหมือนอัตสึโกะได้ลูกอีกคนแทนคนรักแล้วมั้ง คนเลี้ยงเด็กพยักหน้าให้หันมองมือเล็กที่จับแน่นและเริ่มมีเหงื่อซึมออกก็สังเกตได้ว่า มินามิ ไม่ชอบคนแปลกหน้าและค่อนข้างจะกลัวด้วย ถึงค่อยๆเขยิบเข้ามาหลบอยู่ด้านหลัง น่ารักชะมัด เจ้าหมาป่าน้อยจะน่ารักเกินไปแล้ว โตมาจะจับฟัดให้หายคิดถึงเลย ตอนนี้ยังไม่ได้ ใจเย็นไว้เดี๋ยวเจ้าหมาน้อยจะตื่นตัวทัน “แล้วมาริโกะเป็นอะไร เป็นยังไงบ้าง” เมื่อถูกพาเข้าประเด็นอัตสึโกะก็หลุดจากหลุม(รัก)ความคิดเรื่องของมินามิหันกลับมาสนใจตอบคำถามให้เหล่าอัศวิน  “พวกหน่วยพยาบาลบอกว่า ถูกเวทย์อัดกระแทกเข้าช่วงท้องโดยไร้การป้องกัน เวทย์นั้นแรงไม่น้อยเลยนะ อวัยวะภายในดูท่าจะเสียหายมาก” พอเล่าแล้วเริ่มจะเครียด ขอให้มาริโกะอย่าเป็นอะไรเลย คนอย่างมาริโกะไม่มีทางสะเพร่าไม่ป้องกันเวทย์ของคนอื่นหากต่อสู้กับใครจริง แล้วมันเกิดอะไรขึ้นเมื่อเช้า คาดว่าตัวการของเรื่องไม่พ้นโทโมจินแน่ๆ ฟังจากคำพูดของอัตสึโกะทุกคนก็พากันเครียดตาม ฮารุนะกระซับมือคนรัก รู้สึกแย่ที่สุดในชีวิตเพราะความร้อนรุ่มที่แผดเผาข้อมือ นกไฟกำลังร้องไห้ เกิดอะไรขึ้นกับพี่ใหญ่ ไม่ใช่ข่าวดีที่นกไฟมีปฏิกิริยารุนแรงตอบรับกับนกน้ำแข็ง อาการแบบนี้มันหมายถึงความเป็นตายของคู่ชีวิต ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงเจ้าของ “ยูกิริน พวกฉันเชื่อใจเธอนะ” ซายากะพึมพำมองเข้าไปในห้องพยาบาลที่สองหัวกระทิของประเทศเข้าไปทำการรักษาพี่ใหญ่ หน้าที่นี้ไม่มีใครจะทำได้ดีไปกว่ามายุและยูกิรินอีกแล้ว เธอเชื่อใจคนที่ศึกษาเวทย์ด้านการแพทย์มาอย่างดี มาริโกะต้องพ้นขีดอันตราย     เวลาเดินต่อไปย่างเชื่องช้าจากเที่ยงวันกลายเป็นเกือบเที่ยงคืน สองสาวในชุดกราวพึ่งเดินออกมาจากห้องพยาบาลทำให้คนที่นั่งเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ บางก็หลับคอพับคออ่อนต้องรีบลุกขึ้นยืน อัตสึโกะขยับตัวเบาๆไม่อยากให้เจ้าอดีตหมาป่าตัวจิ๋วต้องตื่นพลางลูบผมสีดำสนิทของคนหลับอยู่บนตัก มินามิน่ารัก น่ารักเกินไปแล้ว ไม่อยากให้โตขึ้นไปกว่านี้เลย หมั่นเขี้ยวจนแทบอยากกดจมูกใส่แก้มใสๆของคนน่ารัก หลับตาอ้อนกันขนาดนี้ จะไม่ให้รักให้หลงได้อย่างไร เรียนรู้เร็วจนน่าให้รางวัล แปบๆก็เข้าใจเรื่องที่ผู้ใหญ่เขาคุยกันหมดแล้ว “เป็นไงบ้าง” ยูโกะถามหลังจากเห็นท่าทางของคนรักที่เริ่มสงบลงบางก็เบาใจ ท่าทางมาริโกะจะไม่ได้เป็นอะไรแล้วนกไฟถึงได้เลิกพร่ำเพรียกหาคู่ชีวิตอย่างกระวนกระวายเหมือนเมื่อตอนกลางวัน “เฮ้ออ พ้นขีดอันตรายแทบเอาฉันตายแทนแหนะ” เสียงจากคุณหมอจำเป็นทำให้คนรอฟังได้เฮกันยกใหญ่  “เหลือแต่รอให้ฟื้น อวัยวะภายในฉันกับมายุช่วยกันโอนถ่ายพลังเข้าไปรักษาแล้ว โชคดีนะ ได้ตำราแพทย์จากทางนั้นมา”  ทางนั้นที่หมายถึง ทุกคนทราบกันดีว่าเป็นตำราแพทย์จากเมืองสีขาวที่เจ้าของเมืองตอนนี้กลายมาเป็นลูกแงให้เจ้าของหลงแล้วหลงอีกอยู่เนี่ย  คงจะไม่ผิดนักหรอกถ้าจะบอกว่า อัตสโกะหลงเด็ก “ค่อยยังชั่วนะ เอาเป็นว่าวันนี้ฉันอยู่เฝ้ามาริโกะเอง” “ไม่ได้” คำเสนอของเจ้าหญิงถูกเขี่ยให้ตกประเด็นไปด้วยสีหน้าไม่พอใจของอัศวิน รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองท้องแล้วไหนจะต้องดูแลอดีตหมาป่าจิ๋วอีก ยังจะหาเรื่องให้ตัวเองเหนื่อยเพิ่มนะ “เธอน่ะกลับไปนอนเลยอัตจัง”  ทุกคนเห็นพ้องว่ามันควรเป็นแบบนั้น แถมนี้มันก็ดึกมากเกินควรแล้วสำหรับคนท้องที่สมควรได้รับการพักผ่อน “แต่..” “ถ้าเธอไม่กลับไปนอน แล้วไอ้หมาจิ๋วข้างเธอละ ฉันลักพาตัวไปปล่อยเลยดีมั้ย หลับไม่รู้เรื่องอย่างนี้” เป็นฉายาที่ยูโกะตั้งให้มินามิด้วยความหมั่นไส้เมื่อครั้งอดีต ตอนนี้ก็ออกจะเอ็นดูหน่อยๆนั้นละ พอกลายเป็นเด็กแล้วก็ไร้พิษสง บอกอะไรเชื่อฟังหมด แต่ที่หน้ากังวล… เด็กนี้ มันจะต้องมาเป็นพ่อของลูกในท้องอัตจังนินะ!! จะไหวรึเปล่า... เธอกับฮารุนะถึงขั้นออกตัวขอรับเลี้ยงลูกอัตสึโกะกันเลยทีเดียว เพราะตอนนี้นอกจากไอ้จิ๋วนี้จะจำเรื่องอัตสึโกะไม่ได้ ก็ยังจำไม่ได้ด้วยว่าตัวเองเป็นใคร แล้วมันจะรู้มั้ยว่าต้องกลายมาเป็นพ่อคน ทำอะไรไว้แล้วไร้ความรับผิดชอบชะมัด! แอบนินทามินามิคนเก่าในร่างใหม่ มีหวังลงไปหาเรื่องกับเด็กอายุแค่สิบขวบได้ถูกที่รักเนรเทศออกจากห้องนอนแน่ๆ   อัตสึโกะยอมแพ้ด้วยเหตุผลทั้งมวล สัญญากับลินดาแล้วว่าจะดูแลมินามิให้ดีที่สุด จะปล่อยให้มานอนอย่างนี้ก็ไม่ใช่เรื่อง “ก็ได้ ฉันจะกลับ” “อื่อ เดี๋ยวฉันเดินไปส่ง ส่วนมาริโกะ ฝากซาเอะเฝ้าจะเป็นอะไรไปเล่า” เธอหันไปหาคนที่เตรียมตัวรอรับคำอยู่ก่อนแล้วบอกให้อัตสึโกะได้สบายใจ คนกำลังท้องกำลังไส้ไม่อยากให้เครียดเรื่องโน้นเรื่องนี้เยอะหรอก เดี๋ยวหลานๆของพวกเธอจะออกมาไม่แข็งแรง ครั้งแรกที่พระราชารู้ข่าวว่ากำลังจะมีหลานถึงกลับลมจับป่วยจนต้องล้มหมอนนอนเสื่อ นึกไม่ถึงว่าลูกสาวจะตั้งท้องหลานให้เร็วขนาดนี้! ที่สำคัญคือกับผู้หญิง ผิดจากความคาดหมายเมื่อก่อนลิบลิบว่าตนจะไม่มีสิทธิ์ได้อุ้มหลานอีกแล้ว มาเซอร์ไพรส์ซะคนแก่หัวใจแทบวาย  ในวังมีพี่เลี้ยงเยอะแยะ พ่อของเจ้าตัวในท้องอัตสึโกะจำอะไรไม่ได้ เขานี้ละ จะอาสาเป็นทั้งตาเป็นทั้งพ่อให้ ปัจจุบันคนแก่ก็ติดหลานแจเป็นที่เรียบร้อย อัตสึมิจังอยากได้อะไรเล่นประเค้นให้ไม่ค่อยสนใจคำห้ามปรามของลูกสาวตัวเองที่กลัวนักกลัวหนาว่าอัตสึมิจังจะเสียการปกครอง   ยูโกะเดินมาส่งน้องสาวถึงหน้าห้องนอนพร้อมคนรัก ครั้งแรกจะช่วยอุ้มมินามิก็ถูกปฏิเสธ ไม่ใช่ว่าอัตสึโกะหวงหรืออะไรหรอก แต่ถ้าใครที่ไม่ใช่อัตสึโกะมาจับมินามิตอนหลับ เด็กคนนี้จะพยายามดิ้นหนีสัมผัส เป็นความฉลาดที่ยูโกะนึกเหม็นขี้หน้าแปลกๆ   “ถึงแล้ว ฉันกับฮารุนะไปก่อนนะ” เธอโบกมือลาให้คนที่อุสาเดินมาเป็นเพื่อนก่อนหายเข้าไปในห้องนอนค่อยๆว่างร่างเล็กลงไปบนเตียงนุ่ม มินามิขยับรับสัมผัสรอบตัวอย่างคุ้นเคยบนใบหน้ามีรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากจนคนจ้องอยู่นานเผยยิ้มหวาน “ฝันอะไรอยู่ หืม” เธอลูบไปบนเส้นผมที่สั้นละต้นคอนั้นอย่างรักใคร่ ชอบตอนมินามิหลับแล้วมักซุกตัวมาอ้อนให้กอด โชคดีเหลือเกินที่ได้เข้ากลับมาข้างกาย จะไม่ยอมปล่อยให้หายไปไหนอีกแล้ว เธอกดปลายจมูกใส่แก้มเด้งตึงของเด็กวัยสิบขวบ ตื้นขึ้นมาพรุ่งนี้ไม่รู้ว่ามินามิจะอายุเพิ่มมาอีกเท่าไร่ แต่ไม่ว่ายังไง ก็อยากให้คนคนนี้อยู่ด้วยกันนานๆ “รักนะคะ เจ้าหมาป่าตัวน้อย” อดจะหัวเราะตัวเองไม่ได้กับคำที่พึ่งเรียกมินามิไปหมาดๆ รู้สึกเหมือนชนะมินามิจริงๆก็วันนี้ วันที่ตัวเองดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่า ทันทีที่ร่างสง่านอนลงมา มินามิก็ขยับตัวเข้าหาออมกอดด้วยความคุ้นชิน อบอุ่น ปลอดภัย ยอมรับทุกๆอย่างเป็นอัตสึโกะ  ยอมรับทุกสัมผัสที่ได้รับจากเธอคนนี้ และไม่มีทางที่จะปฏิเสธมัน..     คนที่แยกตัวออกมานั่งทำใจจนสงบเรียบร้อยทบทวนเรื่องเมื่อวานที่เกิดขึ้น โกรธ เกลียด โมโห อยากฆ่าฝ่ายนั้นให้ตายที่มาฉาบฉวยกับร่างกายของเธอ ครั้งแรกที่ตั้งใจมอบให้คนที่รักกับถูกพรากไปโดยคนที่… “ฉันเกลียดเธอ!” เธอตะโกนด้วยเสียงเหนื่อยล้าเป็นห่วงฝ่ายนั้นเหลือเกินว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไร อยากขอโทษที่พลั้งเผลอทำอะไรรุนแรงเกินไป แต่ดันไม่กล้าทิ้งทิฐิให้ไปดู มันก็ถูกแล้วนิ!! เมื่อฝ่ายนั้นมาทำตัวไร้สามัญสำนึกกับเธอก่อน เรื่องอะไรเธอต้องไปแคร์     ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องพาสองเท้าเดินวงไปวงมาในห้องและสุดท้ายก็วนออกจากห้องไปจนสุดทางถึงห้องของหน่วยพยาบาล ตรงนั้นมีคนอยู่สามคน ยูกิริน ซาเอะ และ.. ซายากะ “เธอทำอะไรมาริโกะ!” ซาเอะตรงเข้ามาถามอย่างคาดคั้น หน้าตาไม่พอใจบอกว่าต้องการเอาคำตอบ  วูบนั้นเธอเห็นแววตาสำนึกผิดก่อนเติมเต็มไปด้วยความโกรธ “แล้วทำไม่ถามคนที่พวกเธอไว้เนื้อเชื่อใจดูเองว่าเกิดอะไร!” “เพี๊ยะ” ไม่ใช่ซาเอะที่แวกมือผ่านอากาศเข้าใส่ใบหน้าหวานให้หันไปอีกทาง ยูกิลุกเดินเข้ามาด้วยแววตานิ่งเรียบ “ฉันไม่รู้หรอกนะ ระหว่างเธอกับมาริโกะมันเกิดอะไร แต่เธอทำให้เขาเกือบตายแล้วมาพูดใส่แบบนี้หรอ ความเป็นคนของเธอไม่อยู่ที่ไหนกันแน่” น้อยครั้งมากที่ยูกิรินจะโกรธเป็นฝืนเป็นไฟ แช่แข็งให้ซาเอะกับซายากะไม่กล้าขยับตัวเข้ามาห้ามผู้หญิงกำลังตีกัน แล้ว.. พวกเธอไม่ใช่ผู้หญิงเรอะ!! โทโมจินยกมือจับแก้มที่ถูกตบ ทำไม่มีใครเข้าใจเธอเลย “ก็แล้วทำไม! เป็นแบบนี้ก็สมควรแล้วกับสิ่งที่ทำไว้”  ยูกิรินโกรธจนตัวสั่นจะตบหน้าโทโมจินอีกครั้งจนคนนอกไม่รีบกระโจนมาห้ามทัพสาวๆจับลากกันออกไปคนละทาง เขาบอกว่าผู้หญิงเวลาโกรธน่ากลัวถ้าจะจริง  “คนอย่างเธอไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าเยี่ยมมาริโกะ!” ยังไม่หมดที่ยูกิรินตะโกนไล่หลังเหมือนตบหน้าโทโมจินเข้าอีกฉากสะท้านไปถึงหัวใจคนปากเก่ง      ซายากะพาคนอารมณ์ร้อนมานั่งพักให้หัวเย็นลง  ในบรรดาเพื่อน เธอใจเย็นแล้วพูดน้อยที่สุดเวลาเพื่อนมีปัญหาเพื่อสังเกตการณ์ “มาริโกะทำอะไรเธอใช่มั้ย” ครั้งแรกที่ซายากะได้ถามก่อนเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไป จึงตีความได้ว่าเรื่องที่พูดมามีมูลความจริงอยู่ “จะไม่เล่าก็ได้นะ แต่ถ้าครั้งนี้เธอบอก มาริโกะ ผิด ฉันพร้อมจะอยู่ฟังเธอ” โทโมจินไม่ได้รำคาญซายากะที่พยายามช่วยคุย เธอแค่หันมาพยักหน้าให้ ขอบคุณที่มีคนยอมอยู่ข้างเธอบ้าง ไม่ใช่แต่ทุกคนอยู่ข้างมาริโกะหมด “ฉันถามเธอหน่อย ถ้าสมมุติเธอเมาแล้วตื่นขึ้นมาอีกที เกิดมีเรื่องผิดพลาดในชีวิตเธอจะทำยังไง” ซายากะทำหน้าคิด “หมายถึงเรื่องอะไรละ แบบนอนกับคนอื่นโดยไม่รู้ตัวเหรอ” โทโมจินไม่ได้ตอบแค่มองไปทางอื่น “ถ้าฉันเป็นคนทำ ฉันก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่มันเกิด แต่ถ้าฉันถูกกระทำ ไม่รู้สิ คงโกรธ คงเกลียดคนนั้นมั้ง” เธอจ้องไปที่หน้าโทโมจินแล้วก็ต้องอุทาน! “มาริโกะทำกับเธอแบบนั้น!!” "เบาๆสิยัยบ้า!" โมโทจินรีบหันกลับมาบอกให้เบาเสียงลง เธอพยักหน้าเป็นคำตอบให้ นึกแล้วน้ำตาพาลจะไหลอีกครั้ง ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนั้นกับเธอ “ทำไมมาริโกะเป็นคนแบบนี้นะ” ซายากะเกิดผิดหวังในตัวมาริโกะจริงๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะทำอย่างนี้กับคนไร้ทางสู้ “ฉันจะไปจัดการกับมาริโกะให้” “ไม่ต้อง” โทโมจินรีบพูดแทรกทั้งเสียงสะอื้น “แค่นี้มันก็สาสมกับสิ่งที่เขาทำไว้แล้ว” ซายากะไม่เชื่อแน่ๆว่าโทโมจินคนนั้นจะยอมปล่อยให้เรื่องทุกอย่างมันจบลงแค่ตรงนี้ ถ้าเป็นคนปกติ.. ไม่ตาย โทโมจินต้องทำให้พิการแน่ๆ บางที ก็มีบางเรื่องที่ตัวของตัวเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันสินะ “ถ้าเธอรู้สึกแบบนั้น เธอว่าอย่าปิดกันมันเลย ฉันรู้ว่าเธอรู้ โทโมจินที่ฉันรู้จักไม่ใช่คนที่เมา ขาดสติแล้วจะทำแบบนี้กับใครง่ายๆ ยอมหรือไม่เธอรู้ตัว” คำพูดสื่อความหมายกว้างๆแต่จี้ถูกจุดคนฟังให้หยุดชะงัก เมื่อวานตัวเมาไม่ได้สติก็จริง แต่ก็ไม่ได้ใช้พลังเวทย์ขับไล่คนที่พยายามเข้าใกล้ตัวแบบเมื่อเช้าไม่ได้ แล้วทำไมถึงไม่ได้ทำ หรือลึกๆแล้ว.. “ฉันว่าเธอยังไม่ลืม แล้วไม่มีทางลืมได้ง่ายๆ ถามเธอจริงๆว่า ที่โกรธมาริโกะเพราะอะไร” คนถูกถามไม่ยอมมองหน้าเธอก้มลงไปบนพื้น จะตอบก็เป็นเหมือนข้ออ้าง จะเงียบต่อไปก็เหมือนคนพยายามหนีทุกอย่าง สร้างเหตุผลเดิมๆว่า โกรธเพราะมาริโกะเป็นคนเริ่ม “จริงๆแล้ว เธอรู้สึกใช่มั้ย” ไม่ต้องมีคำพูดอื่นนอกจากความเข้าใจ โทโมจินเงยหน้าขึ้นมาไม่ทันได้ว่าอะไรซายากะก็มาจับแขนของเธอให้ลุกขึ้น “จะพาไปไหน” เธอสะบัดออกอย่างแรงด้วยพลังเวทย์ที่เปลี่ยนมันเป็นกระแสไฟฟ้า 'อุ๊ยย แสบ'   นิละ โทโมจินตัวจริง!! “จะไม่ยอมไปหาหน่อยหรือไง โกรธกันทะเลาะกันก็ควรปรับความเข้าใจ เรื่องของสามีภรร..” พูดไม่ทันจบเลย คนหน้าแดงก็วิ่งไล่ฆ่าเธอแล้ว พูดอะไรผิดไปเล่า!!     “อย่างที่ฉันบอกรึเปล่า” ซาเอะยักคิ้วลิ่วตาใส่คนที่หักอกเขาไปเต็มๆ ถึงไม่ได้เป็นคนรักกันแต่ความเป็นเพื่อนกันก็ยังคงอยู่ เพราะเริ่มทำใจได้แล้วถึงกล้าชวนคุยมากกว่าก่อน “ก็ใครจะไปคิดเล่า แถมซาเอะเองไม่ใช่หรอที่ใจร้อนไปคาดคั้นโทโมจินแบบนั้นก่อน” คนผิดหาเรื่องไม่ยอมรับผิดโยนความผิดให้เพื่อนเสียเลย “ได้ทีโทษฉันใหญ่เลยนะ” “ก็จะไปขอโทษเขาอยู่ไง” “ไม่รู้เธอติดนิสัยมายุมารึเปล่าเนี่ยถึงชอบใจร้อนเหมือนกันไม่มีผิด” “ฉันจะบอกมายุแน่ค่ะว่าซาเอะนินทา” คนถูกคาดโทษสะดุ้ง เจอกับความร้ายของมายุเข้าไปหลายครั้งก็ไม่ค่อยกล้าจะยุ่งด้วยแล้ว “อย่านะ อยู่กิรินนี้มันทรยศกันต่อหน้าเลย” เธอได้ยินแค่เสียงหัวเราะจากคนที่เป็นคุณหมอชั่วคราว แบบนี้ใครมันจะโกรธลงเล่า ยูกิรินที่เป็นยูกิริน ไม่ว่ายังไงเธอก็ยังรัก ขอรักแบบนี้ต่อไปดีแล้ว รักที่ต้องการเห็นเขามีความสุข แม้จะไม่ได้ครอบครองส่วนใด แค่ความเป็นเพื่อนที่มีให้ก็สบายใจจนซึ้งน้ำตาไหล     4 วันผ่านไปในที่สุดมาริโกะก็มีการตอบสนองขยับตัว เปลือกตาที่ปิดสนิทอยู่เริ่มกระพริบถี่ก่อนจะถูกลืมขึ้นด้วยความพร่ามัว อยู่ในห้องพักฟื้น ความรู้สึกแรกคือสำนึกผิดที่กระทำเรื่องนั้นกับบางคน ไม่รู้ป่านนี้ฝ่ายคนโกรธเกลียดกันขนาดไหน จะเป็นอย่างไรบ้าง “อ้าว มาริโกะฟื้นแล้ว” อัตสึโกะเปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้าและแววตาดีใจกับฟื้นตัวของมาริโกะ ยังไม่ลืมจับจูงคนที่ยืนทำหน้าไม่ถูกเข้ามาด้วยให้คนในห้องพักฟื้นตกใจ ไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าไหร่ถึงลืมตาขึ้นมาเห็นมินามิโตเป็นสาว เดาไม่ผิดตอนนี้คงอายุสิบเจ็ดสิบแปด มินามิอาสาไปเรียกคนอื่นมาให้ไม่ต้องการเห็นคนข้างกายวิ่งหรือเดินเยอะ เพราะคนรอบตัวบอกเสมอว่าในตัวของอัตสึโกะมีชีวิตอีกชีวิตหนึ่งอยู่ทำให้ต้องดูแลเป็นพิเศษ แล้วเธอละ… คือส่วนเกินรึเปล่า ทำไมถึงไม่มีอะไรอยู่ในหัวเลย ใครเป็นคนรักของอัตสึโกะ ใครคือพ่อของเด็กในท้องผู้หญิงสวยๆคนนี้ เกิดอะไรขึ้นกับความรู้สึกของเธอ นับวันมันยิ่งถูกตราตรึงให้วนเวียนคิดแต่เรื่องของอัตสึโกะ  แล้วอย่างนี้เธอควรจะทำอย่างไร จำได้ตั้งแต่ลืมตาว่า อัตสึโกะคนนี้เป็นคนนี้ค่อยอยู่ข้างกาย คนที่ไม่อยากยกให้ใคร ขอเธอเก็บไว้อย่างนี้คนเดียวได้ไหม    ฝ่ายคนมีน้องยิ้มขอบคุณให้อดีตคนรักเก่าที่กำลังจะกลายมาเป็นคนรักใหม่ มินามิเริ่มจะเข้าใจความรู้สึกที่ผู้ใหญ่มีกันมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือเรื่องความรัก เธอถึงชอบแหย่ชอบแกล้งทุกวันเห็นท่าทางเขินอายอย่างนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ “ฉันนอนไปนานเท่าไหร่” เธอปวดล้ากล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย รู้สึกตึงอย่างบอกไม่ถูก แขนขาก็ดูไม่มีเรี่ยวแรง “สี่วันค่ะ” “นานขนาดนั้นเชียว!” คนฟังยิ้มเล็กๆที่มุมปาก ไม่นานมินามิที่วิ่งออกไปตามคนอื่นก็วิ่งกลับมาพร้อมกลุ่มคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี ยูกิรินเดินมาตรวจดูอาการให้ สองคนเลยต้องหยุดคุยกันไปพักใหญ่ “ยังรู้สึกปวดอยู่รึเปล่า” “ไม่แล้วละ ฉันโอเคมากๆ” หน้าตาคนพูดบอกว่าเป็นอย่างนั้นต้องชื่นชมฝีมือคนรักษา ถึงได้หายกลับมาเป็นปกติได้ไวขนาดนี้ “แต่ขอให้นอนเฉยอีกสักวันสองวันก่อนนะคะ จะได้เช็ดดูอีกทีสองทีว่า อวัยวะภายในฟื้นตัวดีแล้วหรือยัง ค่อยอนุญาตให้กลับบ้านได้” ยูกิรินเล่นมุขเหมือนคุณหมอในโรงพยาบาลช่วงท้ายประโยคสร้างเสียงฮาเล็กๆจากวงเพื่อนสนิท  มินามิดูจะเป็นคนนอกไปเลย นึกไม่ชอบอยู่กับคนเยอะๆก็ตรงนี้ละ  มาริโกะทำหน้าบึงเบื่อกับการนอนอยู่เฉยๆเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์เต็มที “ฉันต้องอยู่นี้ถึงสองวันเลยหรอ” “ค่ะ เดี๋ยวพยาบาลประจำมาเฝ้าให้เหมือนเดิมน่า” ยูกิรินแกล้งขยิบตาให้เพื่อนๆที่อยู่ด้านหลัง เป็นอันรู้กันว่าพยาบาลประจำที่ว่านั้นคือใคร จะมียูโกะที่ดูจะงงหน่อยๆเพราะช่วงสองวันที่มาริโกะสลบไป เธอต้องเป็นฝ่ายจัดการงานในส่วนของมาริโกะให้จนไม่ได้แวะมาหา พึ่งจะมีวันนี้ที่แอบแวบมาดู  “ใครพยาบาลประจำ??” “คืนนี้ก็รู้เองละคะ แล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นถึงมีสภาพเป็นอย่างนี้ค่ะ” คนรู้คำตอบอยู่แล้วยังแกล้งถาม อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนเอาตัวรอดเก่งจะยอมสารภาพผิดรึเปล่า แล้วเชื่อว่าใครหลายคนในห้องนี้ก็อยากรู้เหมือนกัน “ฉันผิดเองละ ที่ไปหาเรื่องยัยนั้นก่อน” “เรื่องอะไรค่ะ โทโมจินถึงได้โกรธขนาดลงไม้ลงมือ” คนถามจี้ไม่เลิกได้โอกาสคาดคั้นให้นักโทษปากหนักจนมุมเสียที “เอาเป็นว่าฉันผิดโอเค เลิกถาม ไม่ใช่ความผิดของยัยนั้นที่ทำร้ายฉัน เพราะฉะนั้นอย่าไปโทษละ” มีการปกป้องกันด้วยแถมยังแถเอาตัวรอดได้หน้าตาย จำเลยคนนี้เล่นเอาทนายปลอมๆขอยอมแพ้ สมกับเป็นมาริโกะที่เก็บความลับได้อยู่หมัด “ที่สำคัญนะ พวกเธอควรกลับกันได้แล้ว งานการไม่มีทำหรือไงรุมฉันอยู่ได้” ยังหาทางรอดต่อไปโดยการเปลี่ยนเรื่องไล่น้องๆหนี อัตสึโกะที่หันสบตากับยูกิรินเป็นคนพยักพเยิดให้คนอื่นออกไปก่อน “มาริโกะนะ คนอุสาเป็นห่วง” ยูโกะบ่นพร้อมพองลมเข้าแก้ม ท่าทางน่ารักจนถูกริมฝีปากของคนตัวสูงกระแทกแรงๆให้ปล่อยลมออก “ไปงอนมาริจังทำไม หืมม” “ถ้าฮารุนะทำแบบเมื่อกี้บ่อยๆ ฉันว่าฉันหาเรื่องงอนมาริโกะบ่อยๆดีกว่า” แทนที่จะเป็นริมฝีปากนุ่มนิ่มเหมือนเดิมกลับเป็นมือที่มาหยิกเอวให้ร้องโอย แน่นอนว่าได้รับสายตาล้อเลียนกันอย่างทั่วหน้าเลยทีเดียว   กลับออกไปกันหมดแล้ว เหลืออัตสึโกะกับมินามิที่นั่งอยู่ ต้องชักกันสักหน่อย “มาริโกะคิดยังไงกับโทโมจินค่ะ” คนกำลังเอาน้ำเข้าปากแทบสำหลักพรวดออกมา หันหน้ามองคนถามที่ชั่งตรงประเด็นเหลือเกิน “คิดอะไร ไม่ได้คิด เธอเถอะ” หาทางเอาตัวรอดเหมือนเคยมองไปทางมินามิที่นั่งอยู่ด้านข้าง ซึ่งคนที่ถูกดึงเข้ามาเป็นหัวข้อในการสนทนาถึงกับนั่งนิ่ง “ก็รักอยู่แล้วไงค่ะ” คำตอบไม่มีปิดบังเลย ถามว่าคนฟังจะเขินไหมต้องทำความเข้าใจกับคำตอบของอัตสึโกะอยู่หลายครั้ง รักของอัตสึโกะคือความรู้สึกที่เริ่มเพิ่มขึ้นของตัวเองรึเปล่า “ตรงมาก” มองคนที่ยังไม่รู้เรื่องอะไร อย่างนี้คนข้างกายอัตสึโกะจะไปไหนไม่รอดหรอกนอกจากจะกลับมาเป็นคนรักของอัตสึโกะใหม่นี้ละ เจ้าตัวเขาก็ดูจะเฝ้ารอเวลานั้นอยู้เหลือเกิน “อย่ามาเปลี่ยนเรื่องค่ะ” “เธอว่าไงก็ตามนั้นสิ” บทจะง่ายก็ง่ายจนคนฟังต้องยกมือตบแก้มตัวเองเบาๆ นี้ มาริโกะพูดจริงหรือเธอฝัน  มินามินั่งอยู่ด้านข้างยกมือจับมือขาวที่ตีแก้มตัวเองซ้ำๆตามสัญชาตญาณ แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้จะทำให้ตัวเองเจ็บจริงๆก็ตาม สองสายตาสบเข้ากันพอดี มินามิรีบเบนสายตาออกเตรียมชักมือกลับแต่ดันถูกจับไปนั่งกุมไว้ เคยขัดขืนได้ที่ไหน แปลกประหลาดใจจนขี้เกียจหาคำตอบ ชอบความรู้สึกตอนให้อัตสึโกะให้ความสำคัญที่สุดแล้ว เหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ในสายตาของมาริโกะ แอบเลียนภาพตรงหน้าจะมีใครมาว่าเธอรึเปล่า ไม่ทันไรจะมาเรียกน้ำตาลใส่ห้องพักฟื้นเธอแล้ว “เมื่อกี้มาริโกะซังพูดจริงใช่มั้ย” “ก็บอกไปแล้ว” “ไม่อยากจะเชื่อ ตั้งแต่เมื่อไหร่”  “ยัยนั้นเคยเมาแล้วบอกชอบฉัน ตั้งแต่นั้นเลยรู้สึกแปลกๆด้วย” สารภาพออกมาหมดเปลือก ยกให้น้องน้อยคนนี้คนเดียวที่ยอมให้รู้ความ(รัก)ลับ  “เลย.. เป็นอย่างนี้” มาริโกะพยักหน้ารู้สึกผิดขึ้นมาอีกครั้งที่ล่าสุดได้ทำเรื่องแบบนั้นกับโทโมจิน อัตสึโกะลอบยิ้ม ทางที่ดีควรปล่อยให้เขาเคลียร์กันเองดีกว่า “มินามิ เรากลับกันเนาะ” เธอฉุนคนที่ตอนนี้อายุน้อยกว่าชั่วคราวลุกขึ้นยืน มาริโกะถึงกับมองด้วยสายตาปริบๆ อัตสึโกะจะเล่นอะไรแผลงๆรึเปล่า “ไปแล้วนะ มาริโกะซัง มีคนรอเปลี่ยนอยู่” … เหมือนมันจะจบลงแค่ตรงนี้ คนตื่นนอนอ้าปากจะประท้วงแต่ไม่ทันแล้ว สองสายตาที่ต้องมาเผชิญหากันอีกครั้งทำให้คนเคยมั่นใจอย่างมาริโกะทำอะไรไม่ถูก ปากกลับหนักขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล “ฟื้นแล้วหรอ” ดูเป็นคำถามที่โง่ที่สุดทั้งที่เห็นอยู่เต็มตาว่าฟื้นแล้วก็ไม่รู้จะถามทำไม “เอ่อ.. โทโมจิน พี่ขอโทษ” เสียงขอโทษอันน่าสงสารถูกเปล่งออกมาในที่สุด ไม่คิดว่าจะได้พบมาริโกะในโมเม้นนี้มาก่อนเลย น่าสนใจชะมัด “หายโกรธแล้ว” คนปากแข็งยอมรับออกมาตรงๆ เดินเข้าไปใกล้เตียง “แต่..” เธอพูดไว้เท่านี้แล้วโน้มตัวลงไปกระซิบ “ถ้ามีครั้งหน้าอีกอย่างหวังว่าจะรอด” “พึ่งรู้ว่าเธอชอบแบบนี้” คำพูดของมาริโกะยังกวนโมโหคนเดิมได้ไม่เคยเปลี่ยนโทโมจินมีสีหน้าไม่พอใจแต่ก็ถูกสองแขนรวบเข้าไปนั่งบนเตียง แววตารู้สึกผิดเมื่อครู่มันหายไปไหน!! “ขอโอกาสฉันนะ” มาริโกะกระซิบลงไปใกล้ใบหูคนที่ขัดขืนเล็กน้อยพอเป็นพิธี “ทำไมต้องให้” “นั้นสิ ฉันไม่รู้ เธอโตแล้วคิดเองแล้วกัน”  พูดจบคำเธอก็รั้งใบหน้าแสนคิดถึงเข้ามาใกล้ อยากรู้นักว่าไอ้คำว่าไม่รอดเนี่ย มันจะหมายความว่ายังไง จะว่าเธอไม่เข็ดก็คงถูกอีกนั้นละ   และมัน ก็คือจุดเริ่มต้นความสัมผัสแปลกๆของพวกเธอที่ไม่รู้ว่าใครจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม เอาเป็นว่าเธอพอใจให้เรื่องทุกอย่างมันกลายเป็นอย่างนี้ก็พอ     “โทโมๆ” เสียงของเด็กที่หน้าตาเหมือนอัตสึโกะราวกับแกะเรียกเจ้าของชื่อหลุดจากภวังค์หันมาสนใจด็กสามขวบวัยกำลังซนที่วิ่งสำรวจแทบจะครบทุกซอกมุมบ้าน เฮ้ออ ทำไมต้องเอาลูกเขามาฝากไว้กับเธอนะ ก็รู้ว่าเธอไม่ชอบเด็ก แถมยังเป็นลูกแท้ๆของคนที่(เคย)รักกับคนที่เกลียดขี้หน้าด้วย พี่มาริโกะนะ พี่มาริโกะ “อะไรตัวยุ่ง” เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าคนนี้นิสัยถอดแบบจากอัตสึโกะเปียบ ขี้อ้อน ขี้งอน บางครั้งก็เอาใจเก่งจนคนบอกไม่ชอบเด็กแอบนึกเอ็นดูบ่อยๆ มาริโกะยังชอบล้อว่า ที่ไม่ชอบอัตสึมิจังเพราะกลัวหลงเด็กละสิ ทำอย่างกับถ้าเธอหลงรักลูกอัตสึโกะขึ้นมา จะปล่อยเธอออกจากกรงขังที่สร้างกักกันเธอไว้กันละ ชิ “มาเล่นๆ” “ไม่..” สายตาทอประกายแห่งความผิดหวังถูกส่งมาตัดเพ้อให้ผู้ใหญ่กลืนคำปฏิเสธลงคอแทบไม่ทัน “อยากเล่นอะไร” เด็กตัวเล็กยิ้มกว้างกระโดดกอดแขนของโทโมมิอย่างถูกอกถูกใจ ไม่เข้าใจทำไมลูกอัตสึโกะต้องฉลาดเกิน เอานิสัยแม่มาใช้กับคนอื่นจนต้องขอยอมแพ้นินะ นั้นรวมเธออยู่ด้วย “อันนั้น” อัตสึมิชี้ไปที่กล่องของเล่นซึ่งมาริโกะเอามาวางไว้ก่อนหน้า ส่วนมากเป็นของเล่นที่ฝึกการถ่ายพลังเวทย์เพื่อสอนให้อัตสึมิมีสมาธิในการควบคุมพลัง “ก็ได้ๆ” พี่เลี้ยงจำเป็นยินยอม เดี๋ยวก็เล่นจนหมดแรงเหนื่อยเหมือนทุกวัน จะได้หมดภาระเธอสักที พอได้เห็นรอยยิ้มกว้างฉบับอัตจังก็ใจชื่น สนุกละสิ ของเล่นที่เป็นตัวต่อจำลองถูกเทออกมาจากกล่อง ไม่เข้าใจว่าของเล่นเด็กไม่เกินห้าขวบจะทำอลังการไปไหน แน่ๆมันทำให้ผู้ใหญ่ก็สนุกไปด้วย เหมาะจะมานั่งเล่นแบบครอบครัวมากกว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมานั่งเล่นกับเธอ นึกแล้วก็จุกในอก ไม่รู้ว่าถ้าพ่อแม่ลูกเขาเล่นอยู่ด้วยกันจะมีเสียงหัวเราะดังแสดงถึงความสุขมากขนาดไหน “โทโมเก่งๆ” คำพูดที่ยังไม่เป็นภาษาของเจ้าตัวเล็กมันทำให้คนถูกเรียกชื่อหมั่นเขี้ยวจนอดยืนหน้าไปหอมแก้มยุ้ยอย่างลืมตัวไม่ได้   “ได้ที เอาใหญ่เลย” “เอาใหญ่ๆ” “ยอกย้อนด้วย” ไม่รู้เป็นวัยกำลังหัดพูดหรืออย่างไรถึงได้พูดเก่งเหลือเกิน เด็กไม่ดีถูกลงโทษให้นอนหัวเราะบนพรมยกใหญ่พยายามจับมือของโทโมจินออกไปจากการจี้เอว “ยอมแล้วๆ” “ดื้อเหมือนใครนะ” “โทโมๆ”  ดูตอบเข้า คนฟังต้องถลึงตาใส่ ใครชั่งสอนให้พูดได้นะ “ใครสอนพูด หืม” “น้ามาริๆ” เจอตัวการที่สอนให้เด็กพูดอย่างนี้แล้ว เจอหน้ากันนะ… รับรองเธอเอาเรื่องแน่ๆ ยังไม่ทันคิดบัญชีที่เอาลูกเขามาทิ้งให้เธอเลี้ยงเลย ว่าแล้วต้องไปขูดรีดค่าเลี้ยงดูเสียหน่อย เด็กอะไรฉลาดเกินตัว น่าหยอก น่าแกล้งไปหมด   กระทั้งเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงคนที่กลายเป็นเพื่อนเล่นกับหลานนอนหลับสนิทอยู่บนโซฟาในห้องที่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ในอ้อมกอดมีเด็กสาวตัวเล็กหน้าตาเหมือนแม่มาแอบซุกหลับ “กลับมาแล้ว” “อ้าว” มาริโกะกลั้นหัวเราะ อยากจะบันทึกภาพน่ารักๆของคนที่บอกเกลียดเด็กไว้จริงๆ กะจะเอาไปแบล็กเมให้พ่อแม่เขาดูสักหน่อย บอกเกลียดลูกเขาแต่จับมานอนกกนอนกอดยิ่งกว่าจงอ้างหวงไข่  ถ้าไม่ติดว่าต้องเอาลูกไปคืนพ่อแม่ มาริโกะจะไม่ปลุกสองเด็กที่เหมือนจะอายุเท่ากันตื่นขึ้นมาเด็ดขาด “โมโทจิน” เธอเขย่าไหล่คนนอนเบาๆ เห็นอย่างแล้วอยากหอมแก้มชะมัด  เธอคงหลงฝ่ายนี้เข้าไปเต็มเปา ชอบมาทำให้ใจสั่นตลอด “โทโมจิน” “อื่ออ” กว่าที่คนงัวเงียจะตื้นมาตอบรับมาริโกะก็ต้องยิ้มกว้าง “พึ่งรู้นะว่าเธอรักเด็ก” พอถูกล้อเลียนจากที่ยังไม่ตื่นเต็มตาก็ต้องตื่นมาใช้สายตาอาฆาตมองหาตัวการของเรื่องวุ่นวาย “ยุ่งน่า!” มาริโกะรีบเอามือปิดปากฝ่ายนั้นกลัวเด็กตัวเล็กที่เริ่มขยับจะตื่นขึ้นมาตามเสียงตะคอกใส่ คนถูกเตือนรู้ตัวเอามือลูบหลังของเด็กสาวให้หลับต่อ ยิ่งทำให้ได้รับสายตาล้อเลียนจากคนก่อกวนใหญ่ “เอาไปคืนอัตจังได้แล้ว” เธอออกคำสั่งรอดไรฟัน ใครจะชอบใจกันพอได้รับสายตาล้อเลียนอย่างนั้น มาริโกะหยักไหล่ “ไปด้วยกันสิ” “เรื่องอะไร!” อีกครั้งที่เผลอตะโกนรีบๆอุ้มร่างของเด็กสาวตัวน้อยส่งคืนให้มาริโกะ “ใจดำจริงๆ” “เงียบน่า” เมื่อเริ่มสงครามน้ำลาย เด็กสาวที่ถูกจับผาดไว้บนไหล่ก็กระพริบตาช้าๆ มาริโกะรู้ตัวได้ว่าเด็กสาวกำลังจะตื่นขึ้นมา “งั้นเดี๋ยวกลับมาใหม่” รีบพาตัวเล็กไปคืนพ่อแม่เขาก่อน หวังว่าอัตสึมิจังจะไม่งอแงกลางทางถ้าตื่นขึ้นมาแล้วยังไม่เจอพ่อแม่ตัวเอง บึ้ยย คิดแล้วเสี่ยวเหมือนกัน อย่าพึ่งตื่นนะคะ เด็กดี     วิ่งไปวิ่งมาไม่นานก็กลับมาหาคนที่นั่งเท้าคางรออยู่กับโต๊ะภายในบ้าน หรือจะเรียกว่าห้องหนึ่งในปราสาทก็ถูก แต่คงความเป็นส่วนตัวกว่าบริเวณอื่นและตัดแยกมาจากอาคารหลักเพราะเป็นสถานที่สำหรับประกอบพิธี นอกจากผู้ที่ได้รับอนุญาตจะไม่มีใครได้เข้ามาภายในวิหารพยากรณ์เป็นอันขาด มาริโกะหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ มองหน้าคนที่ดูอารมณ์ไม่ดีก็แปลกใจ เอือมมือไปสัมผัสแก้มใสเบาๆ “อย่าจับ!” เสียงขู่ดังออกมาไม่เป็นผลกับคนอย่างมาริโกะ เธอเดินอ้อมโต๊ะไปรวบเอาร่างบางของคนชอบต่อต้านเข้ามากอด “เป็นอะไร” “ยุ่ง” “จะบอกดีๆหรือไม่บอก” ใช้ไม่อ่อนไม่ได้ก็ต้องใช้ไม้แข็ง รัดแขนแน่นให้คนพยายามหนีประท้วงโดยการตีมือรั่วๆใส่หัวไหล่หยุดดิ้น “ก็รู้แล้วจะถามทำไม พาลูกใครมาให้เลี้ยงละ” “กลัวหลงเด็กว่างั้น” มาริโกะเผยยิ้มพอใจ แม้จะไม่รู้ความคิดทั้งหมดของคนในอ้อมกอดแต่เธอก็พอเดาได้ “ไม่ตลก” ฝ่ายนั้นตอบออกมาเสียงเรียบสะบัดหน้าหนีมองไปทางอื่น “ผ่านมาจะสามปีแล้วนะเธอนิ ไม่รู้จะเกลียดอะไรมินามิขนาดนั้น” มาริโกะคล้ายกอดออกหน่อยๆเมื่อเห็นว่าฝ่ายนั้นหยุดดิ้นและเอาคางวางลงไปบนไหล่ที่ว่างเปล่า ที่ตรงนี้เป็นของเธออย่างชอบธรรม ไม่มีใครจะมาแทนได้ “ไม่ชอบคือไม่ชอบ” “รวมถึงฉันด้วยรึเปล่า” คนถูกถามชะงักหันหน้ามาจะเอาเรื่องก็ถูกหอมแก้มฟอดใหญ่ ใบหน้าเนียนแดงก้ำ ต้องลงมือฝาดแขนไปหนึ่งที่แรงๆ พี่บ้า!! รู้แล้วยังจะมาถาม “ฉันถามจริงจังนะ” “ไม่ชอบ!” เธอตอบพร้อมเหวี่ยงตัวหลบจากวงแขน เดินหนีไม่ทันพ้นสามก้าวก็ถูกดึงกลับมานั่งบนตัก “เอาจริงๆสิ” “ไม่ชอบ” ถ้าไม่ชอบคงไม่อนุญาตให้มาคลอเคลีย นอนกอดกันขนาดนี้หรอก ชิ “ปากแข็ง” มาริโกะซุกหน้าลงซอกคอขาวใช้ปากขบมันเบาๆแต่คนถูกทำขนขุกเกลียวย่นคอหลบ “หยุดนะ! วันนี้ยังไม่ได้คุยกันเลย ทำไมไปสอนหลานพูดแบบนั้น” “หืมม” มาริโกะครางในลำคอบอกชัดเจนมากว่าไม่เข้าใจเรื่องที่โทโมจินพูดและในไม่ช้าต้องร้องโอยเพราะมือขาวๆบิดเข้าที่เอว เดี๋ยวสิ เธอกำลังถูกร่างเล็กแสนพยศทำร้ายโดยที่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยนะ เจ็บตัวแล้วก็ต้องเอาคืน! มาริโกะลุกขึ้นยืนทั้งที่ร่างบางยังอยู่บนตัก โทโมจินร้องว๊ายตวัดมือโอบรอบคอมาริโกะไว้ด้วยความเคยชิน “ปล่อยนะ!” คนอุ้มทำหูท้วนลมเดินพาร่างในวงแขนโยนทิ้งลงบนเตียงให้คนรู้ชะตากรรมตั้งหน้าต่อสู้ ไม่ยอมใครง่ายๆเหมือนอย่างเดิม “อย่าเข้ามา!” ขู่ด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด “กล้าหรือไง” มาริโกะยิ้มยียวนคลานเข้ามาคร่อมร่างเล็กที่นอนราบลงไปบนเตียง ตามด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มคุมไม่เป็นจังหวะบอกว่ากำลังตื้นตัวในสัมผัส “อย่ามาท้า! “งั้นก็ลองดูสิ” แทนที่มาริโกะจะถูกเวทย์อัดกระแทกเข้าใส่อย่างที่คิดกลับผิดมหันเมื่อเวทย์นั้นเปลี่ยนเป็นเชือกที่ตรึงพันธนาการเข้ารัดข้อมือและข้อเท้าของเธอ มาริโกะร้องอย่างตกใจจากคนเคยได้เปรียบกับเสียเปรียบลงไปอยู่ด้านล่าง เธอได้ยินเสียงหัวเราะหึในลำคอ   “ฉันว่า.. ฉันมีวิธีทรมานที่ดีกว่านั้น”   ใครจะคิดว่าวิธีทรมานของโทโมจินจะทำให้มาริโกะแทบคลั่งอยากลุกไปจัดการร่างบางตรงมาสำเร็จโทษให้ลุกขยับไปไหนไม่ได้เลย  ก็ใครใช้ให้ทำอย่างนั้น!! เสื้อผ้าที่ละชิ้นค่อยๆถูกถอดต่อหน้าต่อตาของมาริโกะตามด้วยท่าเต้นเซ็กซี่ตามจังหวะเพลงช้าๆ เร้าอารมณ์มากก  โทโมจินหันหลังให้ถอดชิ้นบนออก และ.. ล่ามลงมาถึงชิ้นล่างที่ลากผ่านต้นขาเรียวๆลงมา ซะ.. เซ็กซี่ เซ็กซี่เกินไปแล้วจนโพรงจมูกแสบร้อนเผลอปล่อยของเหลวสีแดงข้นไหลหยดลงบนเตียง อ๊ากก ท่าจะทำอย่างนี้ฆ่ากันยังง่ายกว่า โทโมจินหยิบผ้าเช็ดตัวที่อยู่ใกล้ห่อร่างกายไว้ฉับพลันให้คนอารมณ์ค้างอ้าปาก ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะซะใจของคนที่อยู่ในระยะสายตา “บอกแล้วว่า ฉันมีวิธีทรมานที่สนุกกว่านั้น” คนแตะต้องอะไรไม่ได้กำลังมองร่างบางที่เดินหายเข้าไปในห้องด้วยสายตาที่แสดงความเจ็บแค้นไม่ปิดบัง   กล้าเล่นอย่างนี้ใช่มั้ย!! ได้ ครั้งหน้าเธอจะเอาคืนให้ยอมศิโรราบเลยค่อยดูสิ!       มาริโกะนั่งส่ายหัวไปมาเพราะคิดถึงเรื่องแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ ตั้งแต่ตอนนั้นผ่านมาก็รวมหลายปีแล้ว ไม่ได้เปิดตัวกับใครในสถานะใด แม้แต่คำบอกรักยังไม่เคยมีให้ได้ยิน แต่ก็หลงเสน่ห์แสนร้ายกาจนั้นจนไปไหนไม่รอด เธอเป็นพวก sm เหรอ?? ไม่ใช่หรอก อาการเหล่านี้เกิดขึ้นกับโทโมจินคนเดียว! ข้อนี้เธอฟันธง เห็นอีกฝ่ายอยู่ใกล้ทีไรมันทำให้อดกลั้นอารมณ์ของตัวเองไม่ไหว ทั้งที่เธอคิดว่าตัวเองเป็นคนควบคุมอารมณ์ได้ดีแล้วแท้ๆ แต่พออยู่กับโทโมจินไม่เคยจะคุมอยู่เลย “ทำอะไรอยู่” ร่างในชุดนอนออกมาจากห้องน้ำไม่ลืมจะส่งเสียงเรียกให้คนที่วนเวียนเข้ามาวุ่นวายในชีวิตหันมอง เป็นคนเดียว.. ที่เธอจะอนุญาตให้เข้าใกล้ไม่ว่าจะกรณีใด “คิดถึงใครบางคน” “ฮารุนะหรือไง” นั้นไงถูกประชดเข้าให้ คนใจเย็นแย้มรอยยิ้มมีเล่ห์นัย “หืมม ไม่กล้าหรอก กลัวเด็กเอาใจยากแถวนี้งอนร้องไห้ขี้มูกโป่ง” “เดี๋ยวเถอะ!” สายตาเขียวปัดของเธอบอกว่าให้พูดใหม่เดี๋ยวนี้  มาริโกะหัวเราะจับคนเอาใจยากเข้ามากอด หอมแก้มแสนคิดถึงซ้ายทีขวาที ตอนนี้มีอยู่คนเดียว จะให้คิดถึงใครที่ไหนได้ ไม่รู้ทำไมชอบน้อยใจก็บอกบ่อยๆว่า เธอกำลังจีบใคร ถามว่ารักไหมอีกฝ่ายก็ไม่เคยยอมรับ “ก็สนใจอยู่คนเดียวตอนนี้ จะให้คิดถึงใครอีก แค่นี้ก็ไปไหนไม่รอดแล้ว”  เธอกดริมฝีปากเข้าหาร่างบาง ชอบสัมผัสนุ่มนิ่มตรงนั้น น้อยครั้งเหลือเกินที่โทโมจินจะไม่ขัดขืนให้เธอต้องเจ็บตัวก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงบนเตียงนอน  ครั้งก็ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนอารมณ์แล้วกัน ดูว่าหากทำหวานเหมือนคู่อื่นแล้วจะรอดไหม    โทโมจินคิดว่า ถ้านี่.. คือกรงขังความรักของมาริโกะ เธอก็ขอติดอยู่ในนี้ตลอดไป ไม่รู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ทั้งหัวใจถูกยึดคืนไปโดยคนที่ชื่อ ชิโดดะ มาริโกะ “รักนะ” คำพูดแสนเขินอายที่กระซิบบอกทำให้คนไม่เคยได้ยินตัวสะท้านวาบกดจูบบนริมฝีปากซ้ำแล้วซ้ำเล่าต้องการทุกความหวานที่รั้งรอ ยอมพูดแล้ว โทโมจินยอมพูดว่ารักเธอแล้ว อิตาโนะ โทโมมิคนนี้ กลายเป็นของเธอ ทั้งตัวและหัวใจแล้ว “ฉันก็รักเธอ” ความสัมพันธ์ของเราต่อไปนี้จะเดินไปในรูปแบบไหน ก็พร้อมจะทำให้มันเป็นไปอย่างนั้น เมื่อทั้งสองหัวใจได้สื่อสารกันด็คิดว่าควรเริ่มปรับตัวเข้าหากันเสียที   .............................................................................. อิ อิ แอบเอามาลงให้อ่านขอรับ ต่อไปเรามาลุ้นคู่ของซาเอะกันเถอะ
  15.                                                                           ตัวละคร อัตสึโกะ : เพราะรักถึงยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องคนที่รัก.. แม้สิ่งนั้นจะเรียกว่าการทรยศหักหลัง มินามิ : ต้องทำยังไงถึงหนีพ้นความรักที่คอยตามหลอกหลอนกันให้หัวใจบอบซ้ำ มีคนเคยบอกว่าเวลาจะช่วยเยียวยา แต่ไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับหัวใจที่เฝ้าเพ้อหาเธอ ยุย : เพราะไม่อาจเข้าใจความรัก กลัวเหลือเกินหากตัวเองเกิดรักใครขึ้นมาจะเป็นดังภาพในความทรงจำที่ต้องเห็นคนสำคัญสูญเสียน้ำตาเมื่อถูกความรักทำร้าย แต่หัวใจกลับหวั่นไหวเมื่อพบกับนักเรียนใหม่ที่ย้ายโรงเรียนมา พารุ : ความบังเอิญทำให้ได้พบ ครั้งแรกที่สบตาราวกับมีคลื่นสมุทรซัดเข้ากระทบชายฝั่งที่เคยแห้งเหือด หาทุกวิธีทางให้ได้เข้าใกล้รองประธานจอมเย็นชา ฮารุนะ : ทั้งที่เชื่อใจแต่กลับหวั่นไหวกลัวใครคนนั้นทำให้เธอปั่นใจ แล้วเธอเองจะจัดการกับปัญหาอย่างไรเมื่อเพื่อนสนิทก็มีปัญหาให้กลุ้มใจพอกัน ยูโกะ : หาทางช่วยเพื่อนสนิทออกจากความทุกข์ที่เป็นดังนรกบนดิน แต่ใครบางคนกับเริ่มสงสัยตีตัวออกห่างไปแล้วความเชื่อใจมีอยู่จริงใช่หรือเปล่า?       บทนำ     แสงสว่างจากโคมไฟที่ถูกเปิดทิ้งไว้พร้อมด้วยเสียงของเครื่องปรับอากาศดังขึ้นลงเป็นจังหวะบ่งบอกว่ามีคนกำลังใช้งานห้องอ่านหนังสือซึ่งเชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่นและห้องครัวของบ้านสไตล์โมเดิร์นสองชั้น ซึ่งค่อนข้างบอกฐานะของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี หญิงสาวในชุดนักเรียนกลับเข้ามาจัดการถอดร้องเท้าเก็บใส่ตู้ก่อนสอดส่องดูหาคนภายในบ้าน  สาวตัวเล็กวัยทำงานท่าทางดูน่าเกรงขามนอนฟุบลงไปกับโต๊ะตัวยาวในห้องหนังสือที่เงียบกริบให้คนมาใหม่ยิ้มอ่อนใจและเดินไปนำผ้าห่มผืนบางมาคลุมไว้บนไหล่ของคนหลับ “อัต..สึโกะ” อีกแล้วกลับประโยคละเมอซ้ำๆ จะรู้ไหมว่าชื่อที่ออกมาจากปากของ ‘พ่อ’ จะมีผลต่อเธออย่างไร  ‘แม่’ ที่ถูกพ่อตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงทรยศ คบใครไม่เลือกหน้า นอนกับชายชู้จนตั้งท้องลูกคนใหม่ ซึ่งทำให้พ่อเสียใจแทบบ้าทุรนทุรายหนีออกมาจากบ้านที่เคยอยู่อาศัยดันด้นมารักษาแผลใจอยู่กับเธอที่บ้านหลังใหม่ซึ่งไกลจากบ้านเดิมคนละทิศละทาง  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พ่อก็ไม่เคยเปิดใจให้ใครกลายเป็นผู้หญิงบ้างาน เก็บตัว ไม่สนใจรอบข้างแม้แต่จะดูแลตัวเองเพราะไม่อยากมีเวลาว่างมานั่งคิดถึงเรื่องของอดีตที่ผ่านมาจะหกเจ็ดปี  ไม่รู้ว่าตนเหม่อนานเท่าไหร่กระทั้งได้ยินเสียงงัวเงียของพ่อจึงต้องดึงสติกลับมา “กลับมาแล้วหรอ” “ทำไมมาหลับอยู่ตรงนี้ค่ะ พ่อ” แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าทำไมผู้เป็นพ่อถึงมานอนอยู่ตรงนี้ก็ยังอดแสดงความเป็นห่วงทางน้ำเสียงไม่ได้ เจ้าตัวก็คงจะโหมงานหนักอีกตามเคย ป่านนี้ไม่รู้จะทานข้าวหรือยัง กว่าเธอจะกลับก็ปาไปทุ่มกว่า “เตรียมเอกสารว่าความพรุ่งนี้เพลินไปหน่อย” อัยการพิเศษฝีปากกล้าเป็นอันดับต้นๆของสำนักงานอัยการเอกชนชื่อดัง ลงมือทำคดีกี่ครั้งก็ได้ชัยชนะมาใสๆ จนคนจ้างงานเข้ามาไม่ขาดสาย ดีตรงที่ไม่มีเวลาว่างมานั่งคิดเรื่องของคนในอดีตให้ปวดหัวใจ  ทาคาฮาชิ มินามิ คนนี้รักความยุติธรรมเป็นที่หนึ่ง ใครลองเข้ามาท้าทายจะโต้กลับไปให้เดินกลับบ้านไม่ถูกเลย ตอนนี้มีลูกสาวหนึ่งคน ชื่อ ยุย ดูจะติดนิสัยรักความยุติธรรมมาตั้งแต่เกิดเห็นใครเดือดร้อนปุ๊บยอมไม่ได้ต้องเข้าช่วยเหลือก่อนเลยเป็นอันดับแรก  บอกก่อนว่าเด็กคนนี้เกิดมาไม่เหมือนใครมีทั้งพ่อและแม่เป็นผู้หญิงทั้งคู่ เพราะได้หมอช่วยในผสมเทียมฝังตัวเข้าไปอยู่ในท้องของแม่จึงมีโอกาสได้ลืมตาดูโลก ยุยไม่เคยน้อยใจ ไม่เคยมองว่าตัวเองแปลกแยกอะไร เพราะเชื่อเสมอมาตัวเองเกิดมาจากความรักของพ่อแม่ไม่ได้ต่างจากครอบครัวไหน แล้วจะไปคิดไปใส่ใจคำนินทาพวกนั้นทำไม แถมเดี๋ยวนี้สังคมเขาเปิดกว้างยอมรับกับเรื่องพวกนี้ได้เยอะขึ้น  “แล้วทานข้าวรึยังค่ะ” มินามิส่ายหน้าแอบยิ้มให้ลูกสาวที่ส่งสายตาตำหนิมาให้กับการที่ตนไม่ชอบดูแลตัวเอง “จะสองทุ่มแล้วนะคะ ถ้าปวดท้องหนูงอนพ่อแน่” ยุยตีหน้าดุอย่างน้ำเสียงว่าก่อนเดินหายเข้าไปในครัว เนื่องจากถูกเลี้ยงดูกันมาเหมือนเพื่อนถึงได้สนิทกันมากเป็นพิเศษ “รอสักครู่นะคะพ่อ ไปอาบน้ำ ทำตัวให้สบายรอหนูเลย”  คุณพ่อถึงกลับต้องหัวเราะขำแล้วเดินไปทำยังที่เจ้าตัวต้องการก่อนเสียงหัวเราะเมื่อครู่จะหายไปกลายเป็นรอยยิ้มเศร้าเมื่อนึกถึงเจ้าของหัวใจที่คอยตามมาหลอกหลอนกันทุกคืนวัน นึกโกรธ นึกเกลียด นึกแค้น แต่ไม่เคยบอกหัวใจให้หมดรักคนที่เป็นอดีตได้เลย “คนทรยศ” เธอรีบเช็ดน้ำตาที่เอ่อล้นขอบตลิ่ง ใครบอกเวลาจะเป็นตัวช่วยลบเลือน ไม่เห็นจริงเลย เพราะยิ่งนานวันเข้าเท่าไหร่ ความเจ็บปวดของเธอมันยิ่งเพิ่มพูน  ไม่รู้ตอนนี้คนเคยรักกัน จะมีความสุขแค่ไหนกับการใช้ชีวิตครอบครัวใหม่ที่เขาเลือกเดิน ผู้หญิงแพศยาแบบนั้น!! เขาไม่มีวันให้อภัย!!     ‘Rrrr ’ เสียงโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดส่งสัญญาณเตือนเจ้าของเครื่องที่นั่งพักสายตาบนโซฟาตัวยาวในห้องนั่งเล่นจนต้องหยิบขึ้นมาดู เจ้าของเบอร์โทรที่โทรเข้ามาทำให้เขากดรับสายอย่างไม่รอช้า “ฮัลโหล” “….” ปลายสายไม่ได้ส่งเสียงพูดออกมาจนเขาต้องลุกขึ้นจากโซฟาด้วยความร้อนใจ “ฮัลโหล เธอเป็นอะไรรึเปล่า” “ฮึก..” เสียงร้องสะอื้นจากทางนั้นเพิ่มความเครียดให้กับเจ้าของโทรศัพท์รุ่นใหม่ เป็นอีกครั้งที่ฝ่ายนั้นโทรมาหาเธอด้วยอาการที่ดูไม่สู้ดี เธอกังวลจะเกิดเรื่องอะไรกับเพื่อนสนิททั้งปกติเป็นคนเก็บอารมณ์เก่งจะตาย “เธอโอเคมั้ย ‘ อัตจัง’ อยู่บ้านรึเปล่า ฉันจะออกไปหา” เธอได้ยินแค่เสียงขานรับในลำคอก็แทบไม่รอที่จะขับรถออกจากตัวบ้านเพื่อไปหาเจ้าของปลายสายที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงโทรมาร้องไห้ให้ฟัง ก่อนตัดสินใจกดเบอร์โทรหาใครบ้างคนที่หวังให้ช่วยไปรับลูกเมียแทนตนอยู่ที่สนามบิน  “โทรมามีอะไรให้ช่วยห๊ะ” “พี่มาริโกะ วานไปรับฮารุนะกับพารุจังแทนเค้าหน่อย” เธอกรอกเสียงตามสายอ้อนพี่สาวญาติสนิทให้ไปรับคนรักกับลูกสาวที่สนามบินแทน  “โอเคๆ โชคดีนะวันนี้ว่าง ขอบอกคุณผู้จัดการก่อนว่า จะออกไปรับลูกเมียให้น้อง” เจอคำแซวเข้าไปคนถือสายถึงกับแอบเขินแต่มีหรือจะยอมลดราวาศอกให้ กล้าแซวมาก็กล้าแซวกลับเหมือนกัน “ขอบอกคุณผู้จัดการหรือจะขออนุญาตแม่(ทูนหัว)ค่ะพี่สาว” เธอรู้ดีว่าระหว่างนางแบบคนดังกับผู้จัดการส่วนตัวที่สวยระดับดารามีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา  “ปากน่ะ เพลาๆบ้าง ไม่พูดก็ไม่มีใครว่า เดี๋ยวเถอะ” มาริโกะแกล้งส่งเสียงไม่พอใจใส่เจ้าของต้นสาย “แค่นี้นะ” “เฮ้ย! เดี๋ยวสิพี่ ไฟล์บินลงสี่ทุ่มนะ รายละเอียดเดี๋ยวพิมพ์ให้ในแชท” ยูโกะพูดจบไม่ทันไรคนรับก็วางสายไปเฉยเลย สงสัยเพราะเสียงหวานหยดของคนผู้จัดการที่ดังเข้ามาในสายเมื่อครู่ ว่าอาบน้ำเสร็จแล้ว   หวานกันน่าดูเลยนะ พี่สาว      เธอเลี้ยวรถเข้ามาในบ้านของเป้าหมายที่เป็นบ้านสีขาวสองชั้นซึ่งถูกปิดไฟจนมืดสนิททำให้เธอกลับมากังวลอีกครั้งกับเรื่องของคนที่โทรหากัน เธอรีบจอดรถและวิ่งเข้ามาในตัวบ้าน จัดแจงเปิดไฟให้ห้องสว่างก่อนจะเห็นคนพึ่งโทรหานั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ข้างโซฟา “อัตจัง เป็นอะไร” เธอดึงเพื่อนสนิทเข้ามากอดปลอบประโลม เพื่อนเจ็บ เธอก็เจ็บ สงสารชีวิตของเพื่อนสนิทที่ต้องมาตกระกำลำบาก “เขา..พะ พยายาม ข่มขืนฉัน.. ฮื่อๆ” เสียงพูดผสมเสียงร้องไห้แม้จะฟังยากแค่ไหนเธอก็ฟังออกและยังเผลอกำหมัดแน่น เขาที่อัตสึโกะพูดถึงเธอรู้จักดี นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เจ้าของกิจการร้อยล้านที่พ่อของอัตสึโกะเลือกมาให้แต่งงานกับลูกสาว โดนการหนุนหลังทุกวิธีทางจะทำให้คนร้องไห้ในอ้อมกอดเธอยินยอมไปเป็นของนายนั้น “ไม่ร้องนะอัตจัง” แกกล้ามากที่ทำเพื่อนฉันแบบนี้ มันล้ำเส้นเกินไปแล้ว!  “ฉะ.. ฉันกัดเข้าไปที่แขนของเขาเต็มแรง ใส่เสื้อผ้าแล้วรีบหนีออกมา” “แล้วจูริจังละ” เธอถามถึงลูกสาวของอัตสึโกะที่ถูกทางบ้านนั้นจับตามองมากเป็นพิเศษ หรือง่ายๆก็คือ เอาไว้เป็นเครื่องต่อรองกับอัตสึโกะ  “ตอนนี้หลับอยู่ข้างบน ฉันพาแกหนีออกมา ฉันไม่ไหวแล้วยูโกะ ฮื่อๆ” เธอเข้าใจคำว่าไม่ไหวของเพื่อนเป็นอย่างดี ต้องหนีให้พ้นเงื่อมมือของปีศาจพรรค์นั้นถึงกี่ครั้งครอบครัวถึงจะยอมเข้าใจ ยังโชคดีแค่ไหนที่มีพ่อบ้านคนเก่าคนแก่ซื่อสัตย์กับนายหญิงคอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ ไม่งั้นตอนนี้ไม่รู้ว่า ชีวิตของอัตสึโกะจะเป็นอย่างไร   ยอมไม่ได้ ไม่อยากเห็นเพื่อนต้องทนทุกข์ทรมานอีก อัตสึโกะต้องอดทนมากแค่ไหนเธอรู้ดี  “เธอไม่เป็นไรนะอัตจัง ฉันอยู่ตรงนี้ โอเคนะ” เธอลูบหลังของคนสะอื้นเบาๆให้หยุดร้อง เจ็บปวดเหลือเกินพอได้เห็นสภาพของเพื่อนสาว   ยอมทำทุกอย่าง… เพื่อปกป้องคนที่รัก… แล้วเธอละ จะทำอย่างไรเพื่อคืนความสุขให้เพื่อนคนนี้ได้บ้าง??    ถ้าตอนนั้นเธอยังอยู่ เธอคงไม่ปล่อยให้เพื่อนกลายมาเป็นอย่างนี้ แต่ตอนนี้ไม่เป็นไร แธอกลับมาแล้ว เธอจะหาทางดึงเพื่อนออกมาจากขุมนรกที่ทางครอบครัวเป็นคนผลักลงไป   ความรักของอัตสึโกะผิดอะไร ถึงได้ทำร้ายให้สองหัวใจต้องทนแบกรับความบอบช้ำมากขนาดนี้ ......................................................................................................... แอบเอาเรื่องใหม่มาแปะ ไม่รู้จะสนุกรึเปล่า 555+ เรื่องนี้มีตัวละครหลักสามคู่นะคะ เป็น SF ประมาณ 15 ตอน