abura

Members
  • Content count

    644
  • Joined

  • Last visited

Everything posted by abura

  1. บทนำ    บนรถที่กำลังเคลื่อนที่สู่เป้าหมายมีเสียงสนทนาแผ่วๆดังมาตลอดทาง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับงาน อาชีพที่คนนั่งข้างคนขับกำลังอยู่ ณ ขณะนี้  "อัตสึโกะ หลังจากนี้ต้องเข้าบริษัทไปรับงานต่อนะ” “อ้าว หรือคะ งานอะไรเหรอคะ” คนที่มีสีหน้าอ่อนเพลียยกศีรษะขึ้นมาจากเบาะอย่างตกใจ จำไม่ได้ว่าจากนี้ต้องเข้าไปที่บริษัทอีกครั้ง คิดว่าหลังจากถ่ายโฆษณาเสร็จจะได้กลับไปพักผ่อนที่คอนโด “อ้าว เธอจำไม่ได้รึไง ว่าคุณซายากะจะคุยกับเธอเรื่องละครเรื่องใหม่น่ะ” “เหมือนจะจำได้ลางๆนะคะ แหะๆ” ริเอะส่ายหน้า เชื่อเขาเลยแม่คนนี้ ที่จำไม่ได้เพราะไม่ได้ตั้งใจฟังหรือไม่ใส่ใจกันแน่นะ ก็เข้าใจอยู่ว่างช่วงนี้งานมันเยอะ อาจจะมีแอบหลับบ้างตอนที่ฟังเธอพูดเรื่องงาน “จริงๆเลยเธอนี่มัน” “ขอโทษนะคะ”  เจ้าตัวเสียงอ่อยอย่างสำนึกผิด เกิดเป็นงานสำคัญกว่านี่ เธอคงแย่ ได้เสียเครดิตกันพอดี “ไม่เป็นไรหรอก คราวหน้าคราวหลังก็ตั้งใจฟังกันหน่อยนะ ฉันรู้ว่าช่วงนี้เธอเหนื่อย  ก็เล่นได้นอนแค่วันละ 3 ชั่วโมงเอง"   คนที่เธอกำลังพูดด้วยชื่อ มาเอดะ อัตสึโกะ เป็นดาราที่กำลังดังอยู่ในขณะนี้ด้วยฝีมือและหน้าตา ที่ไม่ว่าจะร้อง เล่น เต้น รำ ก็ทำออกมาได้ดีพอสมควร  บวกกับรอยยิ้มพิมพ์ใจอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ใครที่ได้พบเห็นต่างพากันตกหลุมรัก ทำให้มีงานการแสดง งานโฆษณาแห่เข้ามาไม่ขาดสาย กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆของบริษัทในขณะนี้   พูดถึงบริษัท อัตสึโกะทำงานให้กับบริษัทชื่ออากิฮาบาระกรุ๊ป เป็นบริษัทใหญ่และมีชื่อเสียงอันดับต้นๆในประเทศ ไม่ว่าใครก็อยากจะเข้ามาอยู่ในสังกัดบริษัทนี้เพราะสวัสดิ์การและเบี้ยเลี้ยงที่ให้ดารา นักแสดงสูงมากรวมถึงค่าตอบแทน   “ถึงแล้ว” ริเอะเอ่ยขึ้นเบาๆและมองสิ่งก่อสร้างที่มีความเก่าไปตามกาลเวลาก่อนเลี้ยวรถเข้าไปจอด  ไม่แน่ใจว่าคนที่นั่งมาด้วยข้างๆหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ หันมองอีกทีก็เห็นน้ำลายยืดน้ำลายไหลแล้ว อะไรจะเหนื่อยขนาดนี้แม่คุณ “อัตสึโกะๆ  ตื่นได้แล้ว ถึงแล้วนะ" "อื่อ.. ถึงแล้วหรอค่ะ"  ยังมีการมางัว้งียขยี้ตาให้ดู ตื่นเถอะแม่คุณ เดี๋ยวจะต้องคุยงานต่อีกนะ “ป่ะ พวกเราเข้ากันได้แล้ว” “ค่ะ ริเอะซัง สักครู่นะคะ” แล้วแม่คุณนางเอกชื่อดังก็เริ่มจัดแจ้งกับสภาพตัวเองเพื่อจะได้เข้าไปภายในบริษัทกันเสียที ก่อนที่จะเลยเวลานัดกับคนจะคุยงาน แล้วเสียงานเอาได้ ทั้งสองพากันลงจากรถจนเดินมาถึงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ริเอะเป็นฝ่ายเข้าไปแจ้งธุระของตนเองกับพนักงานที่เข้าเวรอยู่ “ขอโทษนะคะ ดิฉันมาพบหัวหน้าแผนกซายากะน่ะค่ะ” “สักครู่นะคะ"  ประชาสัมพันธ์สาวรีบตรวจเช็ดตารางเวลานัดในเครื่องคอมพิวเตอร์ "คุณริเอะ กับ คุณอัตสึโกะใช่มั้ยคะ เชิญที่ชั้น 6 ห้องหัวหน้าซายากะเลยคะ” “ค่ะ  ขอบคุณมากค่ะ” ริเอะขอบคุณอย่างเร่งรีบมองดูนาฬิกา นี่ ก็จวนจะได้เวลาอยู่แล้ว เธอจูงมือแม่นางเอกคนดังไปที่ลิฟต์ก่อนให้แม่นางเอกกดลิฟต์ไปยังชั้นที่ต้องการ “ว้าว~เธอ นั้นคุณอัตสึโกะตัวจริงนิ กริ๊ด~” พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์กรี๊ดกร๊าด ก็รู้อยู่หรอกว่ามาเอดะ อัตสึโกะ ทำงานที่นี่ แต่ไม่คิดว่าจะได้เจอกันในตอนเวลาอย่างนี้ “นั้นซิ สวยกว่าใน TV อีกนะ” พนักงานอีกคนที่ยืนใกล้กันทำหน้าเคลิ้มฝัน “พวกเธอนิยังไม่ชินอีกหรอ คุณอัตสึโกะก็ต้องเข้ามารับงานในบริษัทอยู่แล้ว”  คนที่อยู่มานานพูดด้วยความเบื่อหน่าย พวกบ้าดาราก็งี้ “หรือว่าเธอไม่ชอบคุณอัตสึโกะล่ะ”   คนแรกที่พูดหันมาประชัดฝีปาก “ชอบซิ” "เธอก็พอกันนั้นแหละ!"   อีกฝากหนึ่ง หลังจากที่ทำงานเสร้จเรียบร้อยหัวเรือใหญ่แห่งอากิฮาบาระกรุ๊ปจึงได้ชวนเลขาของตนไปหาร้านอาหารนั่งทานข้าวสบายๆเมื่อเลยเวลาทำงานมามากพอสมควรแล้ว นึกแล้วก็สงสารเลขาตัวเองที่ต้องอยู่กับเจ้านายบ้างานอย่างเขา “นี้ยุยมีร้านแนะนำไหม” ประธานของบริษัทถามขึ้น “มีค่ะ รับลองว่าที่นั้นอาหารอร่อยแน่ค่ะ ท่านประธาน” ยุยตอบอีกคนที่กำลังจะเดินลงไปด้านล่างด้วยกัน “งั้น~หรอ  งั้นก็ไปที่นั้นละกัน” ทาคามินะคิดเล็กน้อยและตอบกลับ "ค่ะ ท่านประธาน" ยุยตอบรับ ในระหว่างที่พวกเธอคุยกันอยู่นั้นก็เดินส่วนกับใครบางคนเข้าโดยไม่รู้ตัว . . (เอ๋~ ทำไมชั้นนี้มันเงียบจังนะ เห็นพนักงานแค่สองคนเอง)  อัตสึโกะคิดพลางเดินสำรวจไปรอบๆ ชั้นที่ขึ้นมา “อัตสึโกะ เธอกดลิฟท์ผิดชั้นแล้วนะ นี้มันชั้น8 ไม่ใช่ ชั้น 6” ริเอะตะโกะบอกอีกคน  “เอ๋~ ขอโทษค่ะ ริเอะซัง” อัตสึโกะตอบด้วยหน้าตามึนๆ “เธอนินะ อัตสึโกะ” ริเอะพูดออกมาอย่างเหนื่อยใจกับอีกคน  (ว่าแต่พนักงานสองเมื่อกี้ไม่สนใจเราเลยนะ แต่ว่าไอ้ชั้นนี้มันหรูหราจังเลยนะ)  ริเอะคิดพลางมองไปรอบๆ “ริเอะซัง  ลิฟท์มาแล้วนะคะ ลงไปกันเถอะค่ะ” อัตสึโกะบอกกับอีกคน "เดี๋ยวซิรอฉันด้วยอัตสึโกะ"  ริเอะพูดแล้ววิ่งตามอัตสึโกะเข้าลิฟท์ไป โดยพวกเธอที่ไม่ได้สังเกตป้ายหน้าลิฟท์เลยว่า    "ชั้น8ห้องประธานบริษัท ทาคาฮาชิ มินามิ" ………………………………………………………………………..   ....ตัดสินใจอยู่นานเลยค่ะ กว่าจะกล้าเอามาลง  อาจเขียนไม่สนุก หรือภาษาที่ใช้ไม่ดีเท่าที่ควร  แต่นี้ก็เป็นนิยายเรื่องแรกที่เราเขียนไว้ แล้วก็เป็นความดีใจเล็กๆของเราที่ได้เขียนมันขึ้นมา ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ ปล. เราปรับปรุงแก้ไขบ้างจุดนะคะ 
  2. ch.11 ครอบครัว           ถึงแม้ความจริงจะถูกถ่ายทอดแต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกที่เสียไปกลับคืนมา มันแย่มากๆ เจ็บใจที่ต้องกลายเป็นคนโง่ซ้ำซาก ปล่อยให้คนเคยรักหลอกซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งที่สถานะของเธอมันไม่ใช่แค่คนรู้จัก แต่อัตสึโกะกลับเลือกจะกันเธอออกไปให้เป็นคนนอกในเรื่องที่เธอสมควรจะรู้มากที่สุด “เธอมันงี่เง่า!” อีกครั้งที่มินามิต่อว่าด้วยน้ำเสียงอัดอั้นความเจ็บช้ำ สะเทือนใจจนทนอยู่เฉยไม่ได้ ยกมือผลักไหล่ดันอดีตคนรักออกห่าง “เธอมันงี่เง่า งี่เง่าที่สุด!” เธอไม่ยอมหยุด ถ้ามันจะลบล้างเอาความเจ็บปวดออกไปจากใจ เธอก็จะทำในสิ่งที่คิดว่ามันสามารถลดทอนความเจ็บปวดลงได้ การต่อว่าผู้หญิงคนนี้ให้สาแก่ใจก็เป็นส่วนหนึ่งเช่นเดียวกัน “ทำไมถึงไม่ยอมถาม! ไม่ถามกันว่าฉันต้องการมั้ย! ทำอย่างนี้ทำไม! ยัยโง่!” สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้น้ำตาแห่งความผิดหวังไหลตามออกมา อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันจะเจ็บจนตายรึเปล่า  “บ้าที่สุดเลย!!” “มินามิ  ฉัน...” “งี่เง่า!” ตอนนี้ไม่รู้ว่าเธอด่าใครระหว่างตัวเองกับผู้หญิงคนนี้  เมื่อมันเจ็บช้ำระทมใจ ความรู้สึกภายในซอกเล็กลีบแทรกซึมผ่านรอยแยกออกมากอบกุบหัวใจทั้งดวงพลันชาวาบ เอื้อมมือไปรั้งร่างชุ่มน้ำตาเข้ามาโอบกอด หวังให้สัมผัสทั้งมวลบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นอย่างเงียบเฉียบของเธอและผู้หญิงคนนี้  “ยัยบ้า อัตสึโกะ!” “มินามิ” “ทำไมถึงไม่ยอมบอกฉัน เธอเก็บเรื่องแบบนี้ไว้คนเดียวได้ยังไง เธอตัดสินใจคนเดียว ไม่ยอมให้ฉันรับรู้อะไร เธอเห็นฉันเป็นใคร เป็นคนอื่นสำหรับเธอใช่มั้ย!? เธอมันงี่เง่าที่สุด ดีเลย! ถ้าอย่างนั้นก็ไป ไปไม่ต้องกลับมา ไม่ต้องมาให้เห็นหน้า! ” “มินามิ”  “บ้าที่สุดเลย ฉันเกลียดเธอ!” “ฉัน…” “ฉันเกลียดเธอ!!” “ฉันขอโทษ” มันไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างนั้น เธอไม่ได้หมายความว่าเกลียดในแบบที่เธอเกลียดอยู่ เป็นเธอต่างหากที่สมควรจะคำว่าขอโทษบ้าง ในฐานะที่ทิ้งอีกฝ่ายให้เผชิญหน้ากับปัญหาคนเดียว  “อย่าทำอย่างนี้ อย่าทำอีก” “ฉันแย่มากใช่มั้ย” เสียงร่ำร้องสั่นเครือบาดใจชนิดที่ความคมของมีดยังเทียบไม่ได้  เธอเลือกจะพูดความจริงก่อนจับสันกรามคนขี้แยให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากันและกดจุมพิตทิ้งไว้บนริมฝีปากแห้งผาด  ปล่อยให้ความรู้สึกนำทาง ไม่ต้องอะไรอีกแล้ว ไม่สนอะไรอีกแล้ว แค่อย่าจากกันไปไกลมากกว่านี้ เพราะทุกครั้งที่นึกถึงกันมันช่างทรมานเหลือเกิน “มินามิ” “เธอน่ะแย่มาก! แย่ที่สุด! ถ้าจะทำอะไรบ้าบออย่างนี้ก็ช่วยมาปรึกษากันก่อนได้มั้ย ไม่ใช่ตัดสินใจเองทุกอย่าง! คิดมั้ยว่าฉันจะเจ็บขนาดไหน แล้วมันเจ็บมากกว่าเดิมมั้ย พอรู้ว่าผู้หญิงงี่เง่าแบบเธอทำทั้งหมดมันเพื่ออะไร ยัยบ้า!” มินามิถอนริมฝีปากออกพลันก้นด่าไม่หยุด เพื่อไม่ให้คนเคยรักจับสังเกตได้ว่าพ่วงแก้มของเธอกำลังเปลี่ยนสีกลายเป็นสีแดงก่ำ จากที่สัมผัสแตะต้องกันเมื่อครู่ “ก็ตอนนั้น...” “ ฉันจะยอมมั้ย! ฉันไม่มีวันปล่อยให้ใครมายุ่งวุ่นวายกับคนของฉัน! เธอมันงี่เง่า! ฉันจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเธอกับลูก ยัยโง่!” มินามิไม่ยอมให้อีกฝ่ายมีโอกาสพูดแก้ตัว ฉุนน้ำคำยกตัวให้ดูดีขึ้นมาแม้มันจะจริงอยู่บ้าง แต่ใครจะยอมรับ “ขอโทษ” “ฟังจนเบื่อ ไม่มีคำที่มันดีกว่านี้แล้วรึไง” “ฉันรักเธอ” คราวนี้มินามิตัวชาดิกไหล่สั่นราวกับถูกช็อตด้วยเครื่องช็อตไฟฟ้า เคลื่อนสายตามองออกไปทางประตูหน้าต่าง  ไม่ต้องการได้ยินคำพูดทำร้ายกัน “มินามิ” “ฉันรู้”  เธอแค่ไม่พร้อม รับมันไม่ไหวหรอกนะหากอัตสึโกะคิดจะเล่นตลกกับหัวใจดวงนี้อีกครั้ง “ฉันบอกแล้วว่าใช่มั้ยว่า ไม่ใช่จะทำใจรับได้ทุกอย่าง ช่วยทำให้มันดีขึ้นก่อนได้มั้ย ถ้าจะมาพูดอะไรอย่างนี้” “แสดงว่าฉันไม่ควรมาสินะ” “งี่เง่า! หรืออยากให้ฉันพูดว่าไม่” คนปากแข็งถึงกับต้องหันหน้ามาดุ ไม่ได้บอกสักคำว่าไม่ให้มา คิดเองเออเองแล้วเดี๋ยวก็จะมาเสียใจเอง  “แสดงว่า…” “ก็แล้วแต่เธอคิด โตแล้ว” คนแสร้งหงุดหงิดชักสีหน้า รู้สึกว่าพวงแก้มร้อนอุ่นๆ เรื่องแค่นี้ทำไมไม่รู้ว่าเธอคิดถึง อยากให้มาอยู่ใกล้ๆกันเหมือนก่อน พร้อมจะวางทิ้งทุกอย่างหากผู้หญิงคนนี้ยอมใช้ใจเดินกลับเข้ามาหากัน มันเป็นการยอมรับโดยดุษฎีว่าเธอผ่ายแพ้แก่ผู้หญิงคนนี้ทุกครั้งคราว รักอย่างไร ก็ยังรักอยู่วันยังค่ำ ขนาดถูกทำให้ช้ำใจจนเกือบตาย เธอควรสมเพชตัวเอง ให้ตายสุดท้ายก็หนีกันไม่พ้น  แล้วความโกรธ โมโหมาแรมปี มันเตลิดหนีหายไปไหน ทำไมมาแพ้ให้กับผู้หญิงง่ายๆ  เธอยอมสิ้นทุกอย่าง ขอแค่อย่ามาตีบทบาทเจ้าน้ำตาให้เห็นอีกก็พอ          ยูโกะนั่งชันเข่าอิงแอบคนรักอยู่บนโซฟามองลูกสาวด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่เห็นว่าอีกฝ่ายลงมาเช้ามากกว่าปกติ ไหนจะรอยยิ้มอันหาดูได้ยาก ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะแย้มยิ้มรับอรุณ ปกติหน้าบูดไม่อยากตื่นนอน ใครกันช่างเก่งทำลูกสาวเธออารมณ์ดีแต่เช้า  ชักอยากจะเห็นหน้า “พารุหนูจะไปโรงเรียนแล้วเหรอคะ” เธออดทักไม่ได้ ด้วยความเป็นพ่อเป็นแม่ก็ย่อมห่วงและหวงเป็นธรรมดา ดูสิ  พอเธอพูดว่าโรงเรียน กระตือรือร้นขึ้นมาราวกับว่ามีอะไรดีๆรออยู่ที่นั่น เมื่อก่อนไม่ยักกะเป็นอย่างนี้ “ค่ะ ป๊า” “แล้วน้องล่ะคะ” ยังไม่ทันสิ้นเสียงดี ลูกสาวของเพื่อนสนิทก็โผล่หน้าเข้ามาอยู่หลังลูกสาวของเธอในชุดกระโปรงนักเรียนเรียบร้อยสะพายกระเป๋าเป้สีแดงพร้อมด้วยหมวกใบเหลืองบนศีรษะ หากสีหน้าแววตากลับไม่สดใสเหมือนสีหมวก ตรงข้ามกับลูกสาวเธอลิบลับ อ่า สังสัยเพราะเมื่อวานแน่ๆ “น้าอัตสึโกะยังไม่มาอีกเหรอคะ” คำถามของลูกสาวเธอช่างเข้าตรงประเด็น ได้แต่พยักหน้าให้เล็กน้อย ตั้งแต่เมื่อวานที่รู้เรื่องอัตสึโกะไม่กลับ จูริก็ซึมลงอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้  “ป๊ากำลังจะโทรไปหาพอดี ” เธอสรรหาคำพูดให้จูริสบายใจ เรียกหลานสาวให้เข้ามาในห้องทานอาหาร “ไม่ต้องกังวลนะคะ เดี๋ยวหม่ามี้หนูก็กลับมา” เธอลูบศีรษะจูริเบาๆ รู้ว่าอัตสึโกะเองเป็นห่วงลูกสาวมากขนาดไหน ไม่อย่างนั้นคงไม่ตั้งใจฝากฝัง เพราะไม่เคยจะทิ้งกันให้ห่างกาย หวังแต่สภาพร่างกายของอีกฝ่ายคงจะเอื้ออำนวยให้กลับมาบ้านก็เท่านั้น แล้วไม่ทันจะได้ขยับตัวหยิบโทรศัพท์กดโทรออกมันก็ส่งเสียงร้องดังขึ้นมาเสียก่อน “นี่ไงค่ะ โทรมาแล้ว” เธอชูมันให้หลานสาวได้เห็น จังหวะนั้นแววตาจูริเต้นระส่ำ  “ยูโกะ จูริเป็นยังไงบ้าง”  กดรับสายไม่ทันได้พูดทักทายต้นสายเรียกเข้าก็กรอกเสียงถามไถ่อย่างร้อนร้น มันเจือปนความกังวลจนยูโกะสัมผัสได้ เธอเปิดลำโพงให้ดังพอจะได้ยินกันทั่วถึง “ยืนอยู่ตรงนี้ด้วยกันล่ะ คุยมั้ย” แล้วก็ลดโทรศัพท์ลงใกล้หลานสาวที่ออกอาการชัดเจนว่าต้องการจะคุยกับอัตสึโกะมากขนาดไหน “หม่ามี๊” “จูริ หนูเป็นยังไงบ้างคะ”  “หม่ามี๊จะกลับมาเมื่อไหร่คะ” คำถามของสาวน้อยเฉือนใจคนฟังให้นึกขอโทษอยู่ซ้ำๆ เธอเป็นแม่ที่แย่มาก ถึงได้ปล่อยลูกไว้คนเดียวทั้งที่รู้ว่าลูกจะต้องกังวลมากอย่างไร “หม่ามี๊กำลังจะกลับแล้วค่ะ” “หม่ามี๊จะมาแล้วจริงๆใช่มั้ยคะ” การถามหาความมั่นใจไม่ได้เป็นไปบ่อยนัก น้อยครั้งจนอัตสึโกะนับได้ เนื่องจากจูริเป็นเด็กฉลาด ทุกครั้งจึงพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้คนเป็นแม่ไม่สบายใจ แต่ครั้งนี้มันคงหนักเกินกว่าที่เจ้าตัวจะตั้งรับได้ ในเมื่อที่พึ่งหนึ่งเดียวหายไป “ค่ะ แล้วหนูทำอะไรอยู่คะ” “หนูกำลังจะไปโรงเรียน” จูริพูดเสียงอ่อนบอกว่าวันนี้ไม่ได้มีความรู้สึกอยากจะไปสิ่งที่เรียกว่าโรงเรียน   ซึ่งยูโกะเข้าใจดีที่สุด ตวามรู้สึกโดดเดียวบางทีมันก็น่ากลัวเกินกว่าจะคิดได้ เธอจึงเลือกพูดในสิ่งที่คิดว่ามันดีสำหรับทั้งสองฝ่าย “ให้ฉันพาจูริไปหามั้ย” “แต่...” อัตสึโกะอึกอักจะขัด ประเด็นแรก คือ ไม่รู้ว่าเขาพร้อมจะเจอจูริมั้ย ประเด็นที่สอง คือ เธอไม่อยากให้จูริหยุดเรียนกะทันหัน  “ฉันขอคุยกับเขาหน่อยสิ”  “ยูโกะ มัน…” ราวกับเพื่อนสนิทอ่านความคิดเธอได้อย่างนั้น “เถอะน่า เขาอยู่แถวนั้นใช่มั้ย” คนถูกถามกรอกตามองคนที่กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ในครัวหลังจากที่เธอดึงดันจะลงมาข้างล่าง บอกว่าอย่างไรวันนี้ก็ต้องกลับบ้าน  เขาเลยยื่นขอเสนอให้เธอทานข้าว กินยาให้เรียบร้อยแล้วจะพาไปส่ง “อยู่ค่ะ” “ให้ฉันคุยนะ ยูโกะยังคงเกลี้ยกล่อมเชื่อว่าถ้าอีกฝ่ายยอมทุกอย่างมันจะดีขึ้น  ถึงแม้จะต้องสร้างความลำบากใจให้อัตสึโกะ ที่ไม่รู้ว่าควรจะถือสายไปให้มินามิดีหรือไม่ ทว่า… “มีอะไร” คนที่เป็นประเด็นดันเดินเข้ามาถามไม่ให้ซุ่มไม่ให้เสียงด้วยสีหน้านิ่งเรียบเล่นเอาคนถือโทรศัพท์สะดุ้งจนเกือบหลงกดตัดสาย “คือ…” “อัตสึโกะ” คนน้ำท่วมปากอึดอัดเพราะเสียงที่ดังแววๆออกมาจากสายเป็นชื่อเธอ ทั้งที่ยังสบตากับเจ้าของบ้าน ในที่สุดก็ตัดสินใจยื่นโทรศัพท์ให้เขาเล่นเอาใบหน้านิ่งเรียบมีเครื่องหมายคำถาม “ยูโกะอยากคุยด้วยค่ะ”  มือเธอยังจับโทรศัพท์แน่นอย่างลังเลไม่กล้าปล่อยสักที กลัวว่าเขาไม่รับไปแล้วเธอจะหน้าแตกไม่เหลือชิ้นดี “ฉันอุ่นข้าวให้แล้ว ถ้าไม่ได้เป็นง่อยก็ลุกไปกินไป” คำพูดของเขายังคงเสียดบาด ร้ายกาจอย่างกันท่า เป็นสิ่งที่ทำให้เธอขาดมั่นใจ เพราะรู้ว่ายังไงเขาก็ยังโกรธเธอ ถึงได้แต่ชะเงยมองอย่างอาลัยเมื่อเขาเดินออกไปพร้อมกับโทรศัพท์ของเธอ       คนรับโทรศัพท์มาเลือกจะไม่เดินไปไกลเพราะต้องคอยสังเกตอาการคนหัวรั้นที่ป่วยขนาดหนักแล้วยังมีหน้ามาขอให้เธอพากลับบ้าน แทบจะอยากไล่ตะเพิดออกจากบ้าน ด้วยความสัจจริงว่า เธอไม่ได้อยากอนุญาตให้อีกฝ่ายลงมาข้างล่างหรืออนุญาตให้กลับบ้านแต่อย่างใด ถ้าเจ้าตัวไม่เอาเรื่องลูกมาอ้าง เธอไม่มีทางปล่อยให้ไป “คุณคุยกับอัตสึโกะรึยังคะ” มินามิขานรับเสียงอ่อย อยากขอโทษเจ้าของสายที่คราวก่อนเธอใช้อารมณ์มากเกินไป ไม่ยอมฟังที่อีกฝ่ายต้องการอธิบาย และการที่ฮารุนะตบหน้าเธอบนรถมันยังน้อยไปหากเทียบกับสิ่งที่เธอได้ต่อว่าอดีตคนรักเมื่อคราวนั้น “ฉันฝากขอโทษฮารุนะด้วย ” ยูโกะเพียงยิ้มๆไม่ได้เคืองเรื่องที่อีกฝ่ายทำเพราะเข้าใจผิด และดูสิคนที่เจ้าตัวต้องการขอโทษนั่งหน้าบูดอยู่ข้างๆเธอ ทั้งยังงึมงำประมาณว่าตั้งนานแล้วพึ่งจะมาสำนึกได้เหรอ  ฮ่าๆ เธอได้แต่ส่ายหน้าให้อย่างยอมใจ  เอาไว้ปล่อยเพื่อนสนิทเขาไปเคลียร์กันเองดีกว่า  “ถ้าคุณเข้าใจก็ดีแล้วค่ะ ฉันเองก็อยากฝากอัตสึโกะเอาไว้ก่อน จริงๆช่วงนี้ค่อนข้างไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ ไม่กล้าจะปล่อยไว้ให้อยู่คนเดียว แล้วฉันมีเรื่องจะขอ ให้ฉันพาจูริไปหาคุณได้มั้ย พอดีฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณด้วย” มินามิอึกอักพอรู้ว่าปลายสายกำลังขอร้องกันเรื่องอะไร มันเป็นความรู้สึกกึ่งๆที่เธอไม่สามารถอธิบายได้ ก็รู้ว่าเธอยังไม่พร้อมเจอลูกสาวอีกคน “เอ่อ..คือ…มันก็ได้อยู่หรอก… แต่รีบหน่อยได้มั้ย ฉันไม่อยากพาคนหัวดื้อแถวนี้ไปส่ง”  สุดท้ายก็ปฏิเสธไม่ออก จำยอมรับชะตากรรม หากจะต้องเจอกันยังไงก็หนีไม่พ้นอยู่ดี ก็แม่ของเจ้าตัวเขาอยู่นี่ จะไม่อนุญาตให้มาก็ใช่เรื่อง “ขอบคุณนะคะ ถ้าอย่างนั้น คืนนี้ให้ทั้งสองค้างอยู่ที่นั่นได้เลยรึเปล่า ฉันจะได้เอาเสื้อไปเผื่อให้อัตสึโกะด้วย” “ฝากด้วยนะ” มินามิเสียงอ่อนเหนื่อยใจกับตัวเองที่มันยอมให้อดีตคนรักไปเสียทุกอย่าง มันก็แค่เป็นเรื่องของอัตสึโกะ เป็นแค่เรื่องที่เธอทำเฉยเมยไม่ได้ “ถ้างั้นช่วยรออีกสักพักนะคะ เดี๋ยวฉันเก็บของแล้วโทรบอกกับทางโรงเรียนของจูริเสร็จจะรีบออกไป”      มินามิขานรับแผ่วๆรอจนปลายสายวางโทรศัพท์เสร็จเรียบร้อยแล้วถึงดึงมันออกมาจากใบหู อย่างว่าพอเป็นเรื่องของตัวเองแล้วอะไรมันก็ดูหนักอึดอัดไปหมด อยากจะเริ่มเดินหน้าแก้ไขก็ไม่รู้จะเริ่มจะตรงไหน เธอจำใจเดินเอาโทรศัพท์ไปส่งคืนให้เจ้าของเครื่องที่นั่งกินข้าวแล้วแอบมองเธออยู่เป็นระยะ  “ยะ... ยูโกะว่ายังไงบ้างคะ” คนที่วางมือจากถ้วยข้าวต้มใจกล้าถามสิ่งที่สงสัย ซึ่งไม่ง่ายที่จะได้คำตอบจากคนที่ไม่คิดจะตอบคำถาม มินามิทิ้งตัวนั่งลงตรงข้าม “กินอิ่มแล้วใช่มั้ย กินอิ่มแล้วก็ไปกินยา” “แต่…” “ไปกินยาหรือมือเท้าเกิดใช้การไม่ได้” “มินามิ” “อัตสึโกะ ลุกไปกินยา” “มินามิไม่ตอบ” อัตสึโกะทำเป็นใจกล้าต่อปากต่อคำ ซึ่งมันทำให้คนรู้จักนิสัยกันดีเอือมระอา ถอนหายใจเบาๆในเมื่ออัตสึโกะเริ่มจะเอานิสัยเสียๆของตัวเองกลับมาใช้ใส่กันอีกครั้งเหมือนเมื่อก่อน ขี้งอน ขี้น้อยใจ “อยู่ในข้อตกลง?” แล้วคนเบื่อการเถียงหรือต้องเอารมณ์ขึ้นๆลงๆมาลงใส่อดีตคนรักก็ลุกไปหยิบเอายาพร้อมน้ำดื่มมาวางลงบนโต๊ะกินข้าวหวังบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่องให้มันจบๆไป “เอานี่กินสักที อยากรีบกลับไม่ใช่รึไง” “ฉันอยู่ด้วยแล้วมินามิรำคาญมากเลยใช่มั้ย” “ใช่ รีบๆกินสักที” คำพูดเจ็บแสบไม่ต้องตะคอกหรือตะโกนมันก็เจ็บไปทั้งใจ อัตสึโกะกลั่นกลืนก้อนสะอื้นลงคอรับเอาเม็ดยาขมๆกับน้ำมากรอกลงคอด้วยความปวดแสบปวดร้อน มันคล้ายฤทธิ์ของหนามที่แม้จะถูกทิ่มตำเพียงเล็กน้อยแต่ก็สร้างความเจ็บราวได้มาพอที่จะเปล่งเสียงร้องออกมา  มินามิของเธอเป็นเหมือนหนามคอยแต่จะทิ่มแทงกีดกันเธอออกไป แค่ยาเม็ดเดียวไม่ทำให้ขมจนตายเหมือนคำพูดของคนไม่มีใจให้กันแล้ว มันก็แค่นี้ ชีวิตเธอ “กินเสร็จ ก็ไปนอนไป” “จะกลับค่ะ”  อัตสึโกะยื่นคำขาด เขาไม่ยอมลดเธอก็ไม่ยอมลง เขาไล่เธอไม่ใช่รึไง เขาบอกว่าเธอน่ารำคาญ แล้วทำไมต้องมาพูดเหมือนห่วงใยให้เธอต้องช้ำใจเพิ่ม  “อย่ามางี่เง่าน่า ไปนอนไป ตัวเองไม่สบายอยู่แท้ๆ” “แล้วใครบอกว่าจะพากลับบ้าน คิดจะผิดคำพูดเหรอคะ” “แล้วเธอเคยรักษาคำพูด!?” มินามิยอกย้อนได้เจ็บแสบเหมือนเดิม เมื่อคนเคยรักผิดสัญญา ทิ้งกันได้หน้าด้านๆ  “มินามิ” อัตสึโกะรู้สึกเสียงที่เปล่งออกมาสั่นเครือ เธอเสียใจกับเรื่องทั้งหมดไม่ได้ต่างจากเขา ทำไมเขาไม่เข้าใจเสียที ทั้งที่บอกทุกเรื่องจนไปหมดเปือก ไม่เหลือเรื่องอะไรให้เก็บซ่อนอยู่อีกแล้ว “ไปนอน อย่ามาดื้อได้มั้ย” “แต่ฉันต้องกลับ” มันเป็นหน้าที่ของเธอ หน้าที่ของคนเป็นแม่ เธอทิ้งลูกอยู่คนเดียวนานกว่านี้ไม่ได้ “เถอะน่า กลับไปตอนนี้ลูกเธอก็ไปโรงเรียนแล้วมั้ย จะกลับไปหาใคร หรือว่าคิดถึงใครมากห๊ะ” แล้วคนชอบประชดประชีนก็ดันตัวเองขึ้นจากเก้าอี้ใช้สองแขนคร่อมอยู่บนโต๊ะ  “อย่าทำให้ฉันเหนื่อยกว่านี่ได้มั้ย” “ก็ถ้ามินามิเหนื่อยมากจะมาสนใจกันทำไมคะ” มันทนไม่ไหวน้ำตาเริ่มวกกลับมา ยิ่งเห็นว่าตัวเองไร้ค่าใจมันก็ชาวาบปวดราว เขานึกสนุกอะไร บอกว่ารำคาญ บอกว่าเหนื่อยใจ แต่ไม่ยอมปล่อยให้เธอได้ไปตามทางของเธอ “แล้วไม่สนได้มั้ย ใครกันมาก่อกวนหา!” มินามิจับข้อมือของคนเจ้าน้ำตารั้งขึ้นมาหากไม่ได้ใส่แรงกระเทกกระทั้นเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเจ็บ  ทีเรื่องแบบนี้ล่ะโง่จริง ไม่เข้าใจรึไงว่าเธอเหนื่อย เธอรำคาญเพราะอิทธิพลอันน่ากลัวที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง “อย่าร้องได้มั้ย ไปนอนนะ อัตสึโกะ ก็รู้ว่าสภาพร่างกายตัวเองเป็นยังไง ฉันรู้ว่าเธอห่วงลูก ฉันเองก็เป็นห่วง” ลูกที่ไม่ได้หมายถึงว่าคนไหนแต่มันทำให้ยิ่งร้องไห้ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แล้วเธอต้องวางตัวอย่างไร เขายังรู้สึกกับเธออยู่อีกมั้ย มันไม่กล้าเดินหน้าพอๆกับถอยหลังไปไหน ได้แต่อยู่กลางๆระหว่างความสุขกับความทุกข์ของเขาและเธอ “อย่าดื้อนะ ไปนอนก่อน” ปลายนิ้วที่เขี่ยเกลี้ยน้ำตาออกให้ตยไม่สบายอย่างใจอ่อน สงสารไม่อยากให้ร้ององแงมากกว่านี้ “นอนตรงนั่นนะ” อัตสึโกะหันมองที่โซฟาซึ่งเธอฝังตัวมานานตั้งแต่ตื่นลงมา “เธอจะมาทำให้ตัวเองลำบากทำไม” มันตอบไม่ได้ เธอแค่ไม่อยากอยู่คนเดียวแล้วให้เขาต้องขึ้นๆลงๆอย่างน้อยถ้าอยู่ด้านล่าง เขาก็จะดูแลเธอง่ายกว่า “มินามิ”  คนถูกเรียกชื่อถอนหายใจ  ก็รู้ว่ามันเป็นการเอาแต่ใจของอีกฝ่าย และมันก็ทำให้เธอกำลังอ่อนลง “ถ้าอย่างนั้นนั่งรออยู่เฉยๆ อย่าแอบกลับออกไปเด็ดขาด ฉันจะขึ้นไปเอาหมอนกับผ้าห่มลงมาให้ ถ้ารู้ว่าเธอไป ฉันจะไม่มีทางให้อภัยเธอ!”  ให้อภัยในความหมายไหนอัตสึโกะไม่อาจรู้ แต่เธอแค่ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา มันดีใจราวกับว่าเขากำลังบอกว่าอย่างน้อยเธอก็ยังมีค่ากับเขาเหมือนเดิม        ไม่นานคนขึ้นไปชั้นสองก็หยิบจับหมอนและผ้าห่มลงมาจัดแจงแปลงโซฟาให้กลายเป็นที่นอนของคนหัวดื้อ อีกสักพักพอยาออกฤทธิ์ได้หลับเป็นตายแน่คราวนี้ เมื่อคืนกว่าเธอจะได้นอนก็ปาเข้าไปเกือบตีสี่ตีห้าเพราะอัตสึโกะระส่ำระส่ายนอนดิ้นไปมาอยู่ได้  “นอนด้วยกันก่อนได้มั้ยคะ” คนทิ้งตัวลงโซฟามือไวจับแขนของมินามิไว้ก่อนเจ้าตัวจะทันเดินหนีไปทำอะไรต่อ “เรื่องอะไร ไม่คิดว่าฉันจะรังเกียจเธอมั้งรึไง” คนป่วยซึมสลด เผลอได้ใจมากไปถึงได้กล้าพูดอะไรให้เขาตอกหน้ากลับมา หากทว่าไม่นานก็มีร้อยยิ้มกว้างเมื่อเขาทิ้งตัวลงมานั่งข้างๆ “นอนได้แล้ว มัวแต่ยิ้ม” ไม่กี่นาทีต่อมาร่างของเธอก็ถูกฉุดลงบนโซฟา วงแขนของเขากระซับหลวมๆพอให้เธอได้ขยับตัวเข้ามาวางศีรษะพิงเข้ากับไหล่อุ่น มันดีใจ อยากจะร้องไห้อีกรอบ ถ้าไม่กลัวว่าเขาจะด่าว่าแล้วผลักเธอออกจากวงแขน เธอจะร้องออกมาให้สมกับคำว่าคิดถึงมาแสนนาน “เห็นว่าไม่สบายหรอกนะ”   เขาจะให้เหตุผลว่ายังไงเธอไม่รู้ ขอเขายังอ่อนโยนกับเธอเหมือนเดิมก็พอ               ผ่านมาชั่วโมงกว่าๆแล้วที่มินามิยังนอนพิจารณาใบหน้าของคนหลับอยู่ในวงแขน มันมีความรู้สึกรุนแรง ราวกับลาวาใต้ปล่องภูเขาไฟที่รอเวลาปะทุไหลและพอมันเริ่มออกมาก็ไม่มีใครสามารถหยุดได้อีกต่อไปจนกระทั่งถึงเวลาของมันเอง ความรู้สึกตอนนี้ไม่ต่างกัน เพียงแค่มันไม่สามารถหยุดตามกาลเวลาเท่านั้นเอง มันกำลังเพิ่มพูน ดีดเด่งพองออกมา คนที่อยู่ในวงแขนเธอจะรู้ตัวรึเปล่าว่ามันไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลยและจะไม่มีทางเปลี่ยนเด็ดขาด ตั้งแต่ทั้งแรกจนถึงตอนนี้ ทั้งที่กลัวจะแย่ว่าหากกลับเป็นเหมือนเดิมแล้วจะเจ็บอีกมั้ย  หากทุกครั้งที่ห้ามใจ มันก็บอกว่าอยากจะใกล้เหลือเกิน     เอาแต่วิ่งออกมาต้อนรับผู้หญิงที่ชื่อ มาเอดะ อัตสึโกะ  ไม่รู้ว่าถูกหล่อนเล่นมนต์อะไรใส่ ถึงได้รู้สึกมากกมายอย่างนี้      คนตัวเล็กกว่าเคลื่อนริมฝีปากกดลงบนแก้มเจือสีเลือดฝาดสูดกกลิ่นกายอันแสนโหยหาเข้าปอด คิดถึง คิดถึงเหลือเกิน ได้แต่พรำบอกเงียบๆคนเดียวพลางกระซับวนแขนกอดรัด ยอมให้หล่อนได้รับไออุ่นจากเธอคนเดียว       ใจไม่เคยแข็งพอให้กับผู้หญิงคนนี้จริงๆ  เมื่อก่อนเคยรักยังไง ตอนนี้ก็รู้ซึ้งแล้วว่ายังรักอยู่อย่างนั้น ต่อให้รู้สึกโกรธมากอย่างไร สิ่งที่รู้สึกมามันก็เหมือนไฟที่ถูกสายฝนชะล้าง   เบื่อตัวเองชะมัด จะใจอ่อนให้กันถึงไหน จนกระทั่งเสียงกริ่งหน้าบ้านดังติดกันราวสามสี่ครั้ง คนกำลังเพลินกับการสัมผัสถึงต้องรีบยันตัวลุก เดาไม่ผิดคนที่นัดคงมาถึง คราวนี้ใจเริ่มเต้นตุ้มๆต้อมๆ บอกได้คำเดียวว่ากำลังวางตัวไม่ถูก     เสียงกริ่งหยุดลงแล้วก่อนจะดังอีกครั้ง คราวนี้เจ้าของบ้านลนลานประคองตัวลุกอย่างระวังไม่ให้รบกวนคนนอนแล้วจับผ้าห่มที่ตกเพราะเธอยกขึ้นคลุมจนถึงหน้าอกของคนที่ขยับพลิกตัวอีกครั้ง นึกขอบคุณฤทธิ์ยาที่ช่วยจัดการกับฤทธิ์เดชของคนเอาแต่ใจเสียอยู่หมัด ไม่ให้ตื่นมาก่อนเวลาอันสมควร     เธอไม่ปล่อยให้แขกรอนานรีบโผล่หน้ามายังประตูไฟฟ้าอัตโนมัติและกดเปิดมันจากรีโมทในมือต้อนรับรถยุโรปคันหรูราคาเหยียบแปดหลักเข้ามาในตัวบ้าน อาการตื่นเต้นที่คิดว่าเก็บได้อยู่หมัดมันกำลังกลับมาอีกครั้งเมื่อเจ้าของรถคันนั้นก้าวเท้าลงมาพร้อมกับเด็กสาวซึ่งเธอเคยเจอเพียงครั้ง ‘ลูกสาวอีกคนของเธอ’ จังหวะหัวใจกำลังเต้นผิดไปอย่างชัดเจน สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบบนฝ่ามือตัวเอง ก็คนมันไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน จะเข้าหาอย่างไร “เอ่อ คือ เข้าไปข้างในดีกว่า” มินามิตัดสินใจหลบแววตาคู่ใสที่มองอย่างกล้าๆกลัวๆอยู่หลังของเพื่อนสนิทอดีตคนรัก ไม่พร้อมจริงๆที่จะเผชิญหน้ากับเด็กที่พึ่งจะรู้จักกัน  “อัตสึโกะล่ะค่ะ” ยูโกะกู้บรรยากาศที่ยังไม่ทันไรก็อึมครึมกลับคืนมาโดยการถามถึงเพื่อนสนิทที่เป็นสิ่งที่จูริอยากรู้อยู่เต็มอก ? “พึ่งจะให้กินยาลดไข้ไปไม่นาน ตอนนี้นอนอยู่ด้านในน่ะ เอ่อ ฮารุนะไม่ได้ไม่ด้วยเหรอคะ”   เจ้าของบ้านอยากตบหน้าตัวเองแรงๆสักร้อยครั้ง ร้อยวันพันปี ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นตัวเองเท่านี้มาก่อน ไม่สมกับตำแหน่งและฉายาที่ได้รับมาเลย พอเป็นเรื่องใกล้ตัวหน่อย ทำไมจัดการไม่ได้นะ “รายนี้เขาไปส่งลูกยังไม่มาเลย เดี๋ยวก็คงตามมาทีหลัง” แขกที่มาเยือนแต่เช้ามองเจ้าของบ้านสลับกับลูกสาวของเพื่อนสนิทที่เขยิบตัวจนชิดกับต้นขาของเธอ ชัดเจนออกว่าไม่ได้เป็นมิตรกับเจ้าของบ้านหลัง ทั้งที่เจ้าตัวพอจะทราบแล้วว่าศักดิ์ของคนตรงหน้า คือ พ่อแท้ๆของเจ้าตัว “เสียดายจัง กะว่าจะขอโทษสักหน่อย” ยูโกะอมยิ้มกับคำพึมพำเบาๆนั้น มันเป็นอาการของคนที่พอจะทราบว่าตัวเองกำลังถูกงอนอยู่แน่นอน ถ้าตัดเรื่องผิดใจกันก่อนหน้าออกยูโกะมองว่า อดีตคนรักของอัตสึโกะเป็นคนน่าคบเป็นเพื่อนมากด้วยจริงๆ “ เอาเป็นว่ามาทางนี้ดีกว่า” เจ้าของบ้านผายมือเชื้อเชิญแขกเข้ามาในตัวช้าน หากยังเลี่ยงที่จะพูดคุยกับจูริอย่างเดิม    ยูโกะคิดว่าตัวเองพอจะเข้าใจความรู้สึกนั้น เป็นเธอมันก็ลำบากใจอยู่ไม่น้อยที่จู่ๆก็ต้องมาเผชิญหน้ากับลูกอีกคนที่ตัวเองไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามีมาก่อน กระทั่งเมื่อถึงห้องรับแขกเด็กตัวเล็กที่เกาะขาเธอแน่นเปลี่ยนเป้าหมายแทบจะทันที พุ่งกระโจนเข้าไปทางโซฟาซึ่งมีร่างซึ่งยังนอนหันหลังให้กันอยู่ “หม่ามี๊” น้ำเสียงสั่นเครือปนความดีใจออกมาพร้อมน้ำตา เจ้าตัวเล็กพยายามจะปลุกอัตสึโกะทว่าเจ้าของบ้านกับก้าวขาไวๆรั้งไหล่เล็กเอาไว้ไม่ให้กวนคนนอน  “อย่าพึ่งปลุกนะคะ” นับเป็นประโยคแรกและครั้งแรกทีสองพ่อลูกได้สบตากันอย่างจริงจัง สายตาไม่พอใจของจูริเป็นคำถามชัดเจนว่าทำไมถึงทำไม่ได้  “คุณแม่หนูตัวร้อนจี๋ พึ่งกินยานอนหลับไปได้ไม่นาน ไม่สงสารเหรอคะ ถ้าให้ตื่นมาแล้วคุณแม่ต้องทรมาน” มินามิย่อตัวเข้าใกล้อย่างใจกล้ายกมือปาดน้ำตาจากดวงตาคู่สวยอย่างเบามือ เจ้าตัวเล็กส่ายหน้าดิกช้อนตาขึ้นมองแผ่นหลังของหม่ามี๊ที่ยังนอนนิ่งไม่ขยับตอบรับ “เป็นห่วงคุณแม่เหรอคะ” “คุณรังแกหม่ามี๊รึเปล่า” แม้เป็นคำถามใสซื่อแต่ก็แต่แววตาที่จ้องมองมินามิกับเอาเรื่อง เจ้าตัวหยุดปาดน้ำตาจากดวงตาคู่นั้น ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธว่าทำหรือไม่ “รังแกหม่ามี๊ใช่มั้ยคะ หม่ามี๊เลยต้องไม่สบายแบบนี้” เสียงต่อว่ายังมาต่อเนื่องขณะแววตาคู่นั้นกับมีน้ำตานองเรื่อ ยูโกะยืนดูอยู่นานเตรียมจะเดินเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์แต่กลับถูกเจ้าของบ้านกันออกมาให้เป็นคนนอก    มินามิคว้าเอาร่างของลูกสาวเข้ามากอดซึ่งปฏิกิริยาตอบรับของจูริไม่ได้เต็มใจให้กอดเลย เจ้าตัวดิ้นถีบพยายามจะดันตัวออก  ทั้งอย่างนั้น มินามิยังยกเอาร่างทั้งถีบทั้งทุบตีใส่ไว้บนบ่าเดินเลี่ยงห่างออกมาจากคนนอนอยู่บนโซฟา “รบกวนนั่งรอสักครู่นะคะ” มินามิบอกกับยูโกะอย่างนั้นก่อนจะเดินออกมาทางประตูหน้าบ้านพร้อมร่างของลูกสาว “โอ๋ๆ ไม่ร้องนะคะ  ทำไมถึงได้ร้องกันน้า ขอโทษนะคะ ที่ปล่อยให้หม่ามี๊หนูไม่สบายมากขนาดนี้ ไม่เอานะคะ ไม่ร้อง” ไม่รู้ว่าทำไมความกระดากปากก่อนหน้านี้ถึงหายไป มินามิแค่รู้สึกว่าปล่อยเอาไว้ไม่ได้โดยไม่ทำอะไร “ทำไมถึงปล่อยให้หม่ามี๊ไม่สบายคะ ฮือๆ” จูริยังคงร้องไห้หากแรงดิ้นเริ่มผ่อนผันลง อาจเป็นเพราะสัมผัสเบาๆที่ลูบหลังปลอบประโลมอย่างช้าๆเนิบๆทำให้เด็กสาวผ่อนคลาย ไม่ได้ไม่ไว้ใจเหมือนตอนแรก “โอ๋ๆ ขอโทษนะคะ คราวหลังจะไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนี้อีกแล้ว” มินามิยกมือมาเช็ดน้ำตาออกให้เด็กสาวที่ร้องไห้ขี้จมูกโป่งจนน่ารัก “สัญญาได้มั้ย สัญญานะ” “สัญญาค่ะ” “แล้วห้ามทำหม่ามี๊ร้องไห้ด้วยนะ” มินามิลังเล ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ ก็รู้ดีว่ายังเคืองคนหลับไม่หาย จะไม่ทำให้ร้องมันจะได้อย่างไร “ไม่ได้เหรอคะ” “ได้สิค่ะ” อยากจะเอามือตบปากตัวเองที่เผลอรับปากออกไปอย่างนั้น แต่พอมันเห็นแววตาโศกเศร้าอย่างนั้นแล้วมันก็ทนไม่ได้จริงๆ “แล้วจะดูแลหม่ามี๊ของจูริใช่มั้ย” “ค่ะ” มินามิไล่ตอบคำถามทั้งยังค่อยๆพาเด็กในวงแขนเดินดูรอบบ้านเรื่อยๆเพื่อสร้างความคุ้นชิน ไม่ให้เด็กคนนี้รู้สึกแปลกที่มาก “แล้วจะดูแลจูริด้วยมั้ยค่ะ”  ฉลาด ช่างพูดช่างจาเหลือเกิน มินามิยิ้มบางๆ อดนึกถึงสมัยยุยเป็นเด็กไม่ได้ รายนี้ก็ที่ชอบไล่ถามโน้นถามนี้ อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา ต้องเหนื่อยเขาเหนื่อยอัตสึโกะตอบกันไม่หวาดไม่ไหว “ถ้าจะให้ดูแล เรียกว่า ‘พ่อ’ ก่อนสิค่ะ”  “เรียกได้เหรอคะ” จูริเสียงอ่อนเจือความไม่มั่นใจอีกครั้งทั้งยังเอนหัวพิงไหล่มินามิเพราะร้องไห้จนรู้สึกหมดแรง “ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ” มินามิโยกขยับตัวเบาๆคล้ายๆกล่อมให้หลับ เพราะดูท่าทางแล้วคงจะหมดแรงพร้อมนอนเต็มแก่  “หม่ามี๊เคยบอกว่า  คุณโกรธหม่ามี๊” เด็กสาวปรือตามองหน้าของคนที่อุ้ม มินามิยังนิ่งเสมอต้นเสมอปลายพาเจ้าตัวเล็กเดินไปเรื่อยๆจนเกือบจะครบรอบบ้าน “แล้วยังไงอีกคะ” เด็กสาวส่ายหน้าไม่รู้จะพูดต่อยังไง ก็แค่ตรรกะธรรมดาของเด็กๆที่คิดว่าตนจะต้องถูกเกลียดไปด้วย “ไม่มีอะไรแล้วนะคะ ต่อจากนี้จะไม่มีอะไรแบบนี้แล้ว” มินามิขยับไหล่เอาศีรษะเล็กที่ซบอยู่ให้ตาปรือๆจ้องกันเล็กน้อย “จะยอมเรียกได้รึเปล่าค่ะ จะอนุญาตให้ทำหน้าที่เป็น ‘พ่อ’ ของหนูได้รึเปล่า” “แล้วหม่ามี๊จะไม่เสียใจแล้วใช่มั้ยค่ะ จะไม่ทำให้หม่ามี้เสียใจเหมือนกับที่อยู่กับคุณตาใช่มั้ย  “ไม่ค่ะ จะไม่ทำให้เสียใจ” ”  ไม่เคยแม้สักครั้งที่อยากทำให้เสียใจ “คืนดีกันได้แล้วใช่มั้ยคะ จูริอยู่กับพี่ยุย อยู่กับปะป๋า ได้ใช่มั้ย” “ถ้าหนูอยากให้เป็นอย่างนั้น ได้สิค่ะ” “จริงนะคะ” เจ้าตัวเล็กออกแรงรัดคอมินามิไม่แน่นจนเกินไปเพื่อแสดงความดีใจ ที่ตัวจะได้เห็นหม่ามี๊ยิ้มบ่อยๆ ไม่ต้องเอาแต่ร้องไห้อีกแล้ว  “แต่ขอเอาคืนหม่ามี๊หนูก่อนได้มั้ยค่ะ ที่โกหกจนปะป๋าต้องร้องไห้หลายปีเลย” เจ้าตัวเล็กขนวดคิ้วมุ่ยส่ายหน้าปฏิเสธไม่ยอมท่าเดียว “หม่ามี๊จูริก็ร้องไห้เหมือนกันนะ” เป็นอันว่าคนอุ้มเจ้าตัวต้องปล่อยเสียงหัวเราะเบาๆ เธอยอมแพ้ให้ก็ได้ แค่กับเด็กคนนี้หรอกนะ     กว่าเธอจะพาเจ้าตัวเล็กบนบ่ากลับเข้ามาได้ก็ปล่อยให้แขกนั่งจดจ่อกับโทรศัพท์นานเกือบครึ่งชั่วโมงโดยคนนอนหลับยังไม่มีปฏิกิริยาว่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาแต่อย่างใด  ยูโกะละสายตาจากจอสี่เหลี่ยมที่กำลังสนทนากับคนรักผ่านแอพพลิเคชั่นยอดนิยมเห็นสภาพของจูริที่หลับปุ๋ยคาบ่าเล็กๆนั้นแล้วต้องยกยิ้มขำขัน ช่างดูเป็นคุณพ่อที่อ่อนโยนขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ “ขอโทษด้วยนะ ที่ต้องเปล่อยให้รอนาน”  คนนั่งเล่นโทรศัพท์ไม่ถือสาส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย เธอออกจะชื่นชมวิธีการปรับตัวเข้าหาจูริของฝ่ายนั้นมากกว่า “ฝากดูให้สักครู่หน่อยนะคะ จะขึ้นไปเอาผ้าห่มในห้องยุยมาให้อีกผืน”  คนถูกขอได้แต่พยักหน้ารับ จากที่แอบมองตามเจ้าตัวอยู่นาน เธอก็หมดข้อสงสัยหรือคำถามก่อนหน้าแล้วว่าทำไมคนแบบนี้ถึงทำให้อัตสึโกะหลงรักหัวปรักหัวปรำ ขนาดโดนบังคับให้หย่ากันยังลืมไม่ได้ เล่นเข้าอกเข้าใจกันอย่างนี้ ใครจะไปลืมลง โดยเฉพาะผู้หญิงอย่างอัตสึโกะแล้วยิ่งแล้วใหญ่ เธอได้แต่มองเพื่อนสนิทขำๆ ดื้อจนมานั่งนอนในบ้านเขาเป็นวันๆ เอาเข้าจนได้ ไม่รู้ว่าตามมาง้อ ปรับความเข้าใจไปถึงไหน เจ้าของบ้านถึงยอมอ่อนลงให้อย่างนี้ หรือไม่รู้ว่าเพราะแพ้ คนที่นอนอยู่ตรงนี้มาแต่แรกกัน         แล้วในที่สุดคนขึ้นไปชั้นสองของตัวบ้านก็ลงมาพร้อมผ้าห่มขนาดกลางๆที่พอจะสามารถห่มให้กับเด็กที่หลับขดตัวอยู่บนโซฟาอีกตัวใกล้ๆกับหม่ามี้ของเจ้าตัวได้ รอยยิ้มเอ็นดูเล็กๆที่ได้เห็นจากคนบรรจงห่มผ้าทำให้เธอค่อยข้างจะสบายใจที่เห็นว่าเขาเปิดใจพอจะสามารถคุยกันได้   “คุยกันทางนั่นดีกว่าค่ะ” เจ้าของรอยยิ้มยกศีรษะขึ้นจากที่ก้มๆเงยๆดูความเรียบร้อยให้จูริอยู่พักหนึ่งผายมือเชิญเธอให้ดูห้องที่ถูกจัดแยกไม่ใกล้จากห้องนั่งเล่นที่มีโต๊ะทำงานไม้ตัวเด่นตั้งโดดอยู่ น้ำเสียงโทนออกเข้มหากเป็นมิตรราวกับแสดงถึงการทีพร้อมจะรับรู้ปัญหาที่เธอนำมาให้ แล้วมีหรือเธอจะรอช้าเคลื่อนตัวตามคำเชิญของเจ้าของบ้าน มันเริ่มด้วยการที่เธอเปิดประเด็นเสียงเคร่งครึมเพื่อบอกกับคุณอัยการร่างเล็กว่าเธอเครียดจริง “คุณพอจะทราบแล้วใช่มั้ยว่า ตอนนี้อัตสึโกะถูกคนที่บ้านใหญ่ตามตัว” คนเป็นอัยการพยักหน้าเจ้าตัวเล่าให้ฟังถึงการย้ายออกมา และปัญหาที่ติดตัวอยู่ ซึ่งแล้วมันหงุดหงิดอยากจะปลุกผู้หญิงที่หลับสนิทขึ้นมาด่า “ตอนนี้พวกนั้นรู้แล้วว่า อัตสึโกะมาขอความช่วยเหลือจากฉัน” คราวนี้มินามิหัวคิ้วกระตุก นึกไม่ถึงว่าจะขนาดนี้ แล้วถ้าแม่จอมยุ่งถูกเจอตัว จะเกิดอะไรกับเจ้าตัวแล้วลูกของเธอต่อ เรื่องแค่นี้ทำไมไม่คิด “ตามตรงนะ  ฉันอยากให้คุณช่วยเอาผิดหมอนั่น คุณคงรู้ว่าฉันหมายถึงใคร ก่อนที่ทางบ้านของอัตสึโกะแล้วตัวหมอนั่น จะเข้ามาวุ่นวายกับอัตสึโกะ ในเมื่อมันรู้แล้วว่าตัวอัตสึโกะอยู่ไหน” “แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามาที่นี่” มินามิขัดเสียงเรียบ “ช่วยเก็บของทั้งหมดมาที่นี่ให้หน่อยได้มั้ยคะ” ยูโกะแอบกลืนน้ำลาย ไม่ได้คิดเผื่อว่าคุณอัยการจะเสนออะไรอย่างนี้ ท่าทางเอาจริงน่าดู คำว่าหมอนั่นคงกระตุ้นให้คุณอัยการแสดงความโมโหอย่างไม่ปิดบัง “แต่เดี๋ยวพวกนั้นก็รู้ว่าอัตสึโกะมาอยู่ที่นี่ มันจะไม่ปลอดภัย อย่างน้อยถ้าอยู่นั่น ก็ฉันไม่ก็ฮารุนะยังอยู่ด้วย หรือไม่ก็ยังมีบอดี้การ์ดคุ้มกัน” “แล้วใครจะปล่อยให้อยู่คนเดียวกัน” กลายเป็นยูโกะที่รู้สึกตัวหัวช้า งงกับคุณอัยการว่าจะเอายังไง คือตัวเองก้ต้องไปทำงานด้วยไม่ใช่รึไง แล้วจะเอาอัตสึโกะฝากไว้กับใคร “ที่นั่นมีห้องรับรอง จะพาตามติดไปด้วยไม่ใช่ปัญหาใช่มั้ย” ยูโกะอยากจะอ้าปากถามว่าเอาจริงแต่รีบหุบเพราะดูสายตา ไม่ต้องถามก็ตอบแล้วว่าเอาจริง “ไม่คิดว่าจะมีปัญหาตามมาหรือคะ” “กับใคร ถ้ากลับหมอนั่นฉันเองก็อยากจะลองเหมือนกัน” มินามิกำหมัดเจ็บแปลบแสบชาวาบที่หัวใจขึ้นมาเมื่อนึกถึงหน้าของคนที่เคยมาแย้งอดีดคนรักไป “ลองดูนี่นะคะ เป็นหลักฐานที่คนของฉันหามาได้” มินามิหัวรับซองสีน้ำตาลมาก่อนต้องหัวคิ้วกระตุกกับภาพหนุ่มที่จำได้ติดตาควงสาวเข้าพับ ไหนจะพวกเอกสารการลักลอบนำของผิดกฏหมายเข้าประเทศ แค่นี้ก็มากพอจะให้ศาลสั่งไม่ให้มายุ่งกับคนของเธอได้ แต่มันติดตรงแค่คำว่าอิทธิพลเท่านั้น ไม่คิดว่าวันนึงตัวจะได้เข้ามาเล่นกับพวกผู้มีอิทธิพลและยังเป็นคนใกล้ตัว  “เอาตามตรงจะเอากฏหมายเข้าเล่นงานพวกนี้มันก็ยาก ถึงเพื่อนฉันจะเป็นผู้บังคับการกองตำรวจนั้นก็เถอะ” “แล้วไม่มีทางเลยเหรอคะ” “มันก็พอจะมี ฉันไม่มีทางยอมเด็ดขาด ต่อให้ต้องเลือดตกยางออกก็ช่าง” แม้คำพูดมันจะน่ากลัว แต่คนพูดเอาจริง “รู้ว่าคุณคงไม่ปล่อย พอดีฉันมีสายสืบดีเยี่ยม ที่พอจะรู้ว่าหมอนั่นทำอะไรบ้าง” คนถูกจี้จุดขบฟันเมื่อคำพูดมันจิ๊ดถึงใจ อย่างที่ฝ่ายนั้นพูดด้วย ใช่ กับเรื่องอื่นเธอจะปล่อย แต่กลับเรื่องนี้เธอไม่ เพราะคนที่บ้านของอัตสึโกะหรือไม่แม้แต่ผู้ชายเห็นแก่ตัวคนนั้น มายุ่งกับคนของเธอ “ฉันจะเข้าไปต่อรองกับที่นั่น” “เอาจริง!?” ยูโกะร้องเสียงหลงไม่คิดว่าคุณอัยการจะเอาจริง เข้าไปคุยกับที่บ้านอัตสึโกะเท่ากับแขว่งเท่าหาเสียนชัดๆ “ฉันไม่รู้ แต่ถ้ายังมาวุ่นวายกันไม่เลิก ฉันก็เอาจริง ความจริงไม่ได้อยากให้ซายากะเข้ามายุ่ง แต่ถ้ายังอยากยุ่งอยู่ก็ต้องขอให้ช่วย” เธอกำลังพูดถึงเพื่อนสนิทสมัยเรียนกฏหมาย อากิโมโต ซายากะ เพื่อนซึ่งตอนนี้รับตำแหน่งเป็นผู้กำกับประจำกรมตำรวจ “แอบโหดเอาเรื่องน่ะเนี่ย” ยูโกะยกยิ้มนิดๆ สายตาแบบนั้นท่าทางจะสู้ชนฝา ถ้าใครได้เข้ามาทำให้ชีวิตวุ่นวายซ้ำสอง “ฉันแค่ไม่อยากให้ทุกอย่างมันเกิดขั้นอีก” มินามิบอกตามตรงรอยแผลยังคงไม่จางลงเมื่อนึกถึงตอนที่ตนถูกทิ้งและผู้หญิงที่นอนนิ่งบนโซฟาก็ยังโกหกกันหน้าด้านๆ “แต่อัตสึโกะก็ทำเพราะเขารักคุณนะ” “ถ้ารู้ว่าจะรักอย่างนั้น เลิกกันก่อนยังจะดีกว่า”  มันเป็นความโมโหบอกไม่ถูก น้อยใจจนไม่อยากจะถูกง้อ “ถึงขนาดนี้ยังยอมช่วย”  ยูโกะแอบแหย่ มันจริง นี่ ขนาดเคืองอยู่ยังสั่งเธอเก็บข้าวของ หอบผ้าหอบผ่อนอัตสึโกะมาอยู่ที่นี่ จะเรียกว่าปากไม่ตรงกับใจก็ดีสิ “ก็อยากจะทิ้งไม่ช่วยหรือกัน” มินามิส่งเสียงในลำคอ ไม่ค่อยถูกชะตากับคนรักของเพื่อนสนิท และยังเป็นเพื่อนสนิทของอดีตคนรักที่มานั่งจ้องจับผิดกัน “อย่างน้อยมันก็แสดงถึงว่าคุณยังเชื่อใจอัตสึโกะ ว่าสิ่งที่เจ้าตัวพูดมาทั้งหมดไม่ได้โกหกคุณ”  มินามิตอบในใจว่าไม่เชื่อได้มั้ย คนอะไรดื้อเอาเรื่อง “คุณจะมาคุยแค่นี้ใช่มั้ยคะ” “หรือรีบมีอะไรต้องทำต่อ” ยูโกะไม่ได้แซวแค่มองเพยิดไปทางโซฟา ก็อยากจะรู้ว่าคนในห้องจะว่าอย่างไร “งั้นก็อยู่คุยกันในนี้ ฉันเองก็มีเรื่องอยากถาม”  สรุปกลายเป็นอย่างนี้ไปได้ เป็นคนไม่ยอมรับความจริงเอาเสียเลยว่า เป็นห่วงคนที่นอนหลับอยู่บนโซฟากับสาวน้อยลูกคนที่สองของตัวเองขนาดไหน              ต้องบอกว่าวันนี้ค่อนข้างอากาศร้อนหรือไม่รู้ว่าเธอตัวร้อนกันแน่ มันถึงหายใจอัดอัดเอาแต่มองตามริมฝีปากที่ขยับขึ้นลวของคนข้างๆ ตามเสียงของอาจารย์คาไซ ยอมรับว่าวันนี้เธอค่อนข้างแปลกใจที่รู้ว่ายุยมาโรงเรียนก่อนเธอไม่กี่นาที เพราะกว่าเธอจะมาก็จวนเวลาปิดประตูโรงเรียน เล่นเอาทั้งโรงเรียนงงเป็นไก่ตาแตก ว่าทำไมรองประธานนักเรียนสุดเคร่งเครียดมาสายกว่าปกติ ให้เธอเดาคงเพราะเรื่องของน้าอัตสึโกะไปค้างบ้าน ยังไม่ได้ถามป๊าที่ตามไปดูเลยว่าจะเรียบร้อยกับทางโน้นมั้ย นึกไปก็ห่วงน้อยตัวเล็ก ซึ่งเห็นคราวก่อนตีหน้าเศร้าอยากอยู่กันพร้อมหน้าครอบครัว ?กว่าจะหมดคาบเล่นเอาเธอหนาวเหน็บไม่รู้อาจารย์คาไซพิศวาสอะไรเธอเป็นพิเศษถึงได้ชอบเรียกเธอตอบคำถามบ่อยๆและดันต้องเป็นช่วงที่เธอเหม่อ ฟังจับใจความไม่ค่อยทันตลอด “เฮ้อ” “ถอนหายใจซะดัง” เธอหันขวับค้อนแมวน้ำหน้านิ่ง มีการยกยิ้มเหมือนล้อเธอเรื่องตอบคำถามเมื่อครู่ “อย่ามากวนกันได้มั้ย แล้วคุณน้าอัตสึโกะเป็นยังไงบ้าง ยังไม่ได้ถามถึงเลย” “เห็นว่ามีไข้ทั้งคืนนะ” “ไม่ใช่ หมายถึงเรื่องที่คุยกับพ่อของคุณไง” ยุยเลิกคิ้ว อีกฝ่ายจะอยากรู้วุ่นวายไปทำไมล่ะ “อะไรทำหน้าแบบไหน ในฐานะพี่สาวอีกคนของจูริฉันก็อยากรู้มั้ย เมื่อเช้าป๊าพาจูริไปหาคุณน้าด้วย” “หา!!” ยุยลุกพรวดเข้ามาจับไหล่ของพารุเขย่าอย่างตกใจ ว่าที่พูดมาพูดจริงใช่มั้ย อยู่ๆก็ให้น้องไปเจอพ่อเนี่ยนะ เธอคงไม่ทันรู้สึกว่าตัวตั้งแต่เธอคุยกับแม่สาวนักเรียนใหม่คนในห้องก็โฟกัสสายตามองมันกันวุ่นวาย แล้วนี้เริ่มมีเสียงวิ๊ดวายตามมาให้ได้เคืองกันเบาๆ  “นี่ๆ ความจริงใช่มั้ย ที่พวกเธอ...กันแล้ว” เธอตวัดตามองคาวาเอ้ตัวยุ่งที่เข้ามาขัดการพูดคุยของเธอ คือ คนกำลังคุยกันเรื่องสำคัญมั้ยแล้ว ไอ้...กันแล้วมันคืออะไร “ พูดมันมันเคลียร์สิ ฉันอะไรกับยัยนี่ไม่ทราบ” “หูย ยัยนงยัยนี่ งอนขึ้นมาจะแย่เอานะคุณรองประธาน” คาวาเอ้ยังไม่หยุดแซวแถมยังไใ่เสียงซุบซิบตามมาให้เธอรำคาญ “อย่าพึ่งยุ่งได้มั้ย คนเขามีเรื่องต้องคุยกัน” “นั่นแหนะ มีเรื่องคุยกัน สองต่อสองด้วยสิ มีแฟนแล้วลืมเพื่อนนะ” ครั้งนี้เสียงกริ๊ดตามคำแซวของคาวาเอ้ดังลั่นห้อง ยุยถึงกับหน้าแดงจัด เพราะเรื่องนี้มันค่อนข้างจริงต่างกับคนอีกคนที่นั่งนิ่งไม่รู้ไม่ชี้ “เพื่อนอย่างแก มันน่าลืมมั้ย ก็บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยกันอย่าพึ่งกวน” “อ๋อ ใช่สิ มีพูดถึงครอบคงครอบครัว เตรียมตัวขอแล้วเหรอยุย”  “กริ๊ดด” เบื่อจริงๆไอ้พวกชอบจิ้นตนาการเนี่ย ยุยตวัดสายตามองรอบห้องให้แต่ละคนรีบเข้ามุมของตัวเองเพราะถ้ายังไม่หยุดอาจถูกส่งชื่อเข้าห้องปกครองทั้งชั้นเรียน ได้ทียุยหันกลับมาจ้องหน้าอาวาเอ้มั้ง คนชอบทำผิดประจำแกล้งไม่รู้ไม่ชี้เดินออกไปเข้าห้องน้ำปล่อยสองคนนี้คุยกันดีกว่า เรื่องครอบครัว คนนอกไม่เกี่ยวก็ได้ “ตกลงยังไง” “ยังไงคะ เรื่องยุยจะไปขอแต่งน่ะหรือ เอ๋ วัดนิ้วกันแล้วเหรอคะ” ยุยถลึงตามองคนที่เล่นไม่เลิก เดี๋ยวมันก็ได้เข้าใจผิดยกใหญ่กันทั่วห้อง ใครเขาจะมาอยากคุยเรื่องแบบนี้กันในห้องเรียนหะ “รู้แล้วน่ารู้แล้ว ไม่เห็นต้องทำหน้าดุ ไม่มีอารมณ์ขันเอาซะเลย” คนพูดมืออยู่ไม่สุขเอือมดึงแก้มยุยจนทำเอาเพื่อนร่วมห้องกริ๊ดในใจอมยิ้มกันแก้มแตก แต่ไม่มีใครกล้ามองกล้าเข้ามายุ่งยาม กลัวบัญชีดำจะลอยมาอยู่ตรงหน้า “ปล่อยนะ เล่นอะไร” คนขี้เก็กยกมือปัด หงุดหงิดคนเล่นไม่รู้เวลา นี่เธอกังวลเรื่องน้องเรื่องพ่ออยู่มั้ย “ไม่ต้องห่วงน่าป๊าโทรถามพ่อเธอแล้วว่าพาไปได้” ชั่วพริบตานั้นยุยแย้มรอยยิ้มออกอย่างกลั้นไม่อยู่หัวใจเต้นตุบหรือไม่คนทุบเป็นจังหวะ “จริงๆใช่มั้ย” “อือ ไม่งั้นป๊า จะพาน้องไปมั้ย” ยุยแทบอยากจะวิ่งกลับบ้านตอนนี้เพื่อไปเจอน้องที่ได้เจอพ่อ อยากจะรู้ว่าน้องจะดีใจมั้ย แล้วพ่อจะแสดงออกกับน้องอย่างไง เธอกำลังจะได้ครอบครัวกลับมาแล้วใช่มั้ย ได้แต่แสดงความดีใจออกมาผ่านทางแววตาที่มองกับคนนั่งบนเก้าอี้นักเรียกด้วยความตื่นเต้น ซึ่งพารุเองก็ส่งยิ้มบางๆไม่เคยเห็นคนตีหน้านิ่งตลอดเวลาแสดงท่าทางอาการดีใจออกนอกหน้าอย่างนี้ “ดีใจขนาดนั้นเลยรึไง” “ก็ใช่น่ะสิ” ยุยต่อว่าในใจว่าคนที่อยู่กับครอบครัวครบทั้งพ่อและแม่อย่างนี้ไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกเธอหรอกว่า การที่ครอบครัวกลับมาอยู่พร้อมหน้ามันเป็นอย่างไร มันต้องอาศัยความหวังจากหนึ่งในล้านที่แม้เธอไม่เคยอธิฐานเลยก็ตามเพราะปักใจเชื่อว่าแม่ทำพ่อเจ็บ ทิ้งไปมีคนอื่น “ก็ดีแล้วนิ จะได้เก๊กน้อยๆหน่อย” “ว่าใครเก๊กหะ” “แล้วจะทำไมล่ะคะ” พารุไม่เลิกแกล้งยิ่งเห็นใบหน้าไม่พอใจเธอยิ่งสนุก ก็ดูสิจะทำอะไรเธอได้นอกจากแยกเขี้ยวหน้าบูดๆใส่กันอยู่ พอรู้ว่าเอาชนะไม่ได้ก็หันหน้าหนี เห็นทีเธอต้องง้อสักน้อย “ยุย” เจ้าของชื่อไม่สนใจจะหันกลับแต่การทำอย่างนี้ถือว่าผิดมหันต์เพราะชายเสื้อเธอถูกดึงรั้งและไม่นานก็ร้อนวูบที่สันหลังคอเมื่อแม่นักเรียนใหม่กดจูบลงมาไม่เกรงฟ้าดิน “กริ๊ดดดดด” “เยี่ยมมาก!” ความวุ่นวายกลับมาอีกครั้งพร้อมด้วยเสียงกดชัดเตอร์รั่วๆไม่ยังของผู้มีกล้องโทรศัพท์ทุกรายท่ามกลางสายตากินเลือดกินเนื้อของคุณรองประธานที่หันกลับมาจ้องคนแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อย่างเอาเป็นเอาตาย ที่ทำอะไรประเจิดประเจอ เล่นไม่รู้เรื่องเลย “คุณโอชิมะ ฮารุกะ!” ยุยตบโต๊ะดังปาดทำเอาสะดุ้งวาบกันทั้งห้อง เอาแล้วไงองค์ลง คราวนี้คนไม่สนฟ้าดินโดนแน่ “อะไรค่ะ หรืออยากให้คิสที่ริมฝีปาก” คือบรรยากาศมันไม่น่าจะกริ๊ดออกแต่ทั้งห้องมันอดกริ๊ดกร๊าดเขินแทนไม่ได้แม้ยุยจะหน้าแดงเพราะความโกรธจัดก็ตาม ใช่ว่า ยอมคบด้วยแล้วจะมาทำอะไรอย่างนี้ได้สักหน่อย “มันไม่ตลก!” “เห็นว่าหัวเราะรึไงคะ เอาจริงต่างหาก จริงจังไปได้น่ายุย” คนเล่นไม่สนสถานการณ์ยังบอกเนิบๆ ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้าโกรธจัดแล้วคุณรองประธานนักเรียนจะทำอย่างไรกับเธอ “คุณโอชิมะ” “ทำไมคะ เรียกโอชิมะ ห่างเหินจัง เรียกพารุสิคะ หรือจะเปลี่ยนไปเรียกทาคาฮาชิ ฮารุกะ ดีนะ”  เพียงแค่นี้ราวกับทั้งห้องจะถล่ม ยุยโมโหจับแขนคนหยอกไม่หยุดลุกลากออกจากโต๊ะมีเรื่องต้องคุยกันของจริง   “ปึ่ง!” เสียงประตูปิดราวกับยากจะถล่มอาคารทั้งอาคารไม่ได้ทำให้คนที่ถูกลากตามเข้ามาในห้องสภารู้สึกกลัวแต่อย่างใด หนำซ้ำยุงอุสาใจดีเดินไปล็อกไปประให้หน้าตาย “มันชักจะล้ำเส้นเกินไปแล้วนะ เธอทำอย่างนั้นในห้องได้ยังไง” “อย่างนั้น?” พารุแกล้งไม่รู้ไม่ชี้เดินเข้าใกล้คนโมโหหน้าแดง หยอกนิดหยอกหน่อยต้องโมโหกันด้วยอะไรจะกลัวเสียภาพลักษณ์ขนาดไหน “ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่อง” “ก็ไม่เห็นรู้เรื่องจริงๆนิน่า ถ้ายุยจะสาธิตให้ดูจะกรุณามากเลยคะ” “เธอ!” “เริ่มพูดไม่เพราะแล้วนะคะ”  พารุประชิดติดตัวคุณรองประธานซ้ำยังยกแขนเกาะไหล่อีกฝ่ายทำเอาคนกำลังโมโหเริ่มไปต่อไม่ถูกจะผลักออกก็กลัวจะล้มลงไปทั้งคู่ “ออกไปไกลๆ” “อ้าว เป็นคนลากเข้ามาด้วยแท้ๆเชียว นึกว่าอยากให้จูบจริงๆ” “ยังไม่เลิกอีกนะ” ยุยเสียงเข้มตีหน้าจริงจังขึ้นมา คงต้องพูดเรื่องนี้กันเสียหน่อยเพราะกฏของโรงเรียนเคร่งครัด “เธอรู้มั้ย เรื่องแบบนี้รู้ถึงหูอาจารย์มันจะเดือดร้อนเธอเอง ฉันเตือนเพราะหวังดี” “เป็นห่วงกันก็บอกน่า” พารุไล่ตอนแอบจูบลงตรงสันกรามทำเอาคนตั้งท่าจะด่าต่อมองค้อน รู้สึกร้อนแผ่วๆที่พวงแก้ม “อย่าทำแบบนี้” “แต่ลับหลังก็ทำได้ใช่มั้ยล่ะ” “ฉันพึ่งจะบ….” ไม่ทันที่เสียงของคุณรองประธานจะได้เปล่งออกจนหมดริมฝีปากก็ถูกโฉบฉวยปิดสนิทกลืนกินเสียงพูดสิ้นลงคำลอ พารุจะบอกว่าตัวเองชอบได้ให้มุมแอบดุอย่างนี้ก็ไม่ผิดเพราะมันทำให้เธอรู้สึกพิเศษยิ่งกว่าคนอื่น “แค่นี้ก็ไม่เป็นอะไรแล้วนี่คะ ไม่มีใครเห็นไม่มีใครรู้ รู้กันสองคน” พารุหัวเราะคนที่คล้ายกับโรบอทโดนไวรัสโปแกรมการทำการหยุดทำงานไปชั่วขณะ “เย็นนี้กลับด้วยนะคะ คุณรองประธานนักเรียน” แล้วนี่คนยืนเอ๋อมัวแต่ลูบริมฝีปากจะเอาผิดกับใครได้เมื่อคนทำเปิดประตูชิ่งหนีหายจากห้องสภานักเรียนไปแล้ว ยัยตัวแสบเอ้ย!!          อยากจะรู้นักว่าตัวเองนอนนานไปเท่าไหร่ถึงได้ถูกแสงของพระอาทิตย์ที่เปล่งรัศมีเต็มที้แยงเข้าตาจนต้องขยับตัวตื่นมาหลังจากสิ้นฤทธิ์เพราะยาลดไข้พลั้นต้องยกใจแทบร้องลั่นบ้านเมื่อเห็นร่างเล็กนอนขดอยู่บนโซฟาไม่ใกล้   จูริ มานี่ได้อย่างไร!  เธอลุกพรวดพราดไม่สนว่ามันจะทำให้มีอาการเวียนหัวสักเพียงไร “จูริ ลูก จูริ” สองมือแตะตัวเข้าเขย่าลูกสาว อยากจะรู้เพียงส่าเกิดอะไรนั้นแรงเขย่ามันมากพอจะทำให้เจ้าของร่างเล็กๆงัวเงียลืมตาขึ้นมามองกัน “หม่ามี้” เจ้าตัวลุกนั่งโผล่เข้าหาเธอในจังหวะเวลานั้นโดยไม่ทันตั้งตัว “ทำไมหนูมาอยู่ที่นี่ได้คะ” เธอคิดอะไรไม่ทัน ลืมแม้กระทั่งคุยกับเพื่อนสนิทเมื่อเช้าเรื่องที่เขาจะพาลูกสาวเธอมาหา “คุณน้ายูโกะพามาค่ะ” เจ้าตัวตอบตามตรง เสียงแอบหงอยลงเพราะกลัวคุณแม่จะว่าที่ตนไม่ยอมไปโรเงรียนแต่มาหาจนได้ มันพอจะทำให้อัตสึโกะนึกออกว่าเธอคุยกับเพื่อนสนิทเกี่ยวกับเรื่องนี้จริง และไม่คิดว่าจะพาลูกสาวเธอมา แล้วเขาล่ะ!   ใบหน้าเธอเคลื่อนมองซ้ายขวาอัตโนมัติ เขาต้องเจอจูริแล้วแน่ๆ แล้วเขาจะว่าอย่างไร ยอมรับเด็กคนนี้เป็นลูกมั้ย ใจเธอสั่นด้วยความกังวลขยับเหงื่อออกมาจนรู้สึกฝ่ามือชุ่ม “หม่ามี๊หาอะไรคะ” “จูริ หนู หนูเจอกับเขาแล้วหรือยังคะ” ในที่สุกก็ตัดสินใจถาม เชื่อว่าลูกสาวเข้าใจว่า เขา ที่ว่าหมายถึงใคร และคำตอบก็ทำให้ใจเธอเกือบหยุดหายใจ “เจอแล้ว” “จูริ” “หม่ามี๊กังวัลทำไม” มันเป็นการถามที่ตรงไปตรงมา แต่เธอไม่สามารถบอกได้ว่าเพราะอะไรถึงกังวลแม้จะรู้เหตุผลอยู่ในใจ “จูริ” “หม่ามี๊กลัว ปะป๋า ไม่ชอบจูริเหรอคะ” เจ้าตัวไม่ปฏิเสธ เธอกลัวจับใจ ถึงเขาจะเกลียดเธอหรือไม่ให้อภัยก็ได้ แต่อย่างน้อยเด็กคนนี้ก็ไม่เกี่ยว เธอไม่อยากให้เขาเย็นชาใส่ “ปะป๋า ไม่โกรธ จูริ” เจ้าตัวยกศีรษะออกจากไหล่ของอัตสึโกะยืนยันด้วยคำพูดซื่อตรงไม่ได้เจือปนสิ่งใดเขามา “จะดูแลหม่ามี๊ ไม่ให้ร้องด้วย” อัตสึโกะไม่เข้าใจ ไม่ใช่ กำลังไม่เข้าใจเรื่องที่ลูกสาวพูด มันหมายถึงความต้องการหรือว่าอย่างไร “หนูพูดอะไรคะ” “ป๊ะป๋าบอกจะดูแล จะให้มาอยู่ด้วยกัน” อัตสึโกะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ถ้าเป็นคนอื่นมาพูดเธอคงไม่เชื่อ คิดว่าต้องมาอำให้เธอดีใจเล่น แต่นี้มาจากปากของลูกสาวเธอ จากปากของเด็กคนนึงที่ไม่มีทางโกหกเธอไปได้ “เขาบอกหนูเหรอคะ” จูริพยักหน้าให้เอาตัวเข้าไปกอดคลอเคลียอัตสึโกะแน่นอย่างต้องการรับไออุ่น “แล้วเขาอยู่ที่ไหนคะ”  จูริไม่ทันจะตอบคำถาม เพราะเจ้าตัวเองก็หลับไม่รู้เรื่องราวประตูห้องที่อยู่ไม่ไกลกันกับห้องรับแขกก็ถูกเปิดอัตสึโกะถึงได้เห็นเพื่อนสนิทพร้อมด้วยฮารุนะ และไหนจะเจ้าของบ้านที่ตามออกมาที่หลัง “อ้าว ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันเดินออกมารับฮารุนะหน้าบ้านยังหลับสนิทกันทั้งคู่” ยูโกะมองสองแม่ลูกที่กอดกันกลมแล้วเหลือบมองคนที่ลอบมองเงียบๆอยู่ด้านหลัง “จริงด้วย ฉันเข้ามายังเห็นนอนกันอยู่ จะปลุกก็ไม่ได้เพราะเจ้าของบ้านดุเหลือเกิน” ฮารุนะสมทบออกไปทางแหย่เพื่อนสนิทที่ขอโทษเธอเรื่องครั้งก่อน ให้เธอได้แอบแกล้งต่อรองเรียกค่าเสียหายจนได้ตั๋วพักรีสอร์ทฟรีๆมาสองใบ โดยเจ้าตัวยอมออกเงินไถ่โทษที่ไม่ยอมฟังเธอจะพูดอธิบาย และนั้นก็ทำให้เธอได้รับสายตาดุเอาเรื่องจากเพื่อนสนิทที่ยังวางตัวอย่างเฉยเมย “มากันแต่ตั้งตอนไหนคะ” อัตสึโกะถามอย่างพยายามจะเรียบเรียงเหตุการณ์ เธอหลับไม่รู้เรื่องอะไรเลยได้อย่างไร ขนาดลูกสาวมานอนอยู่ใกล้ๆด้วย ก็จำได้แต่พอเขากอดเธอก็นอนหลับเป็นตายเพราะจะลืมทุกอย่างในโลกใบนี้เพียงแค่ได้อยู่ใกล้กัน “ของฉันตั้งแต่เช้า  ส่วนฮารุนะตามมาที่หลังเมื่อประมาณสองสามชั่วโมงก่อน เป็นยัง ยังปวดหัวอยู่มั้ย” ยูโกะถามไถ่อาการ หากอยู่บ้านตัวเองออาจเดินเข้าไปทิ้งตัวลงที่โซฟาข้างๆตรวจดูอาหารอย่างละเอียด ตอนนี้เธอเข้าใจว่าตัวเองควรเว้นระยะ เมื่อคนรักตัวจริงของเจ้าตัวเองก็อยู่นี้ อีกอย่างคนรักเธอจะได้เลิกกังวลเรื่องนี้สักที   อัตสึโกะขยับหน้าส่ายหัวช้าๆอาจจะเพราะฤทธิ์ยาที่ยังอยู่ เธอเคลื่อนสายตามองคนนิ่งไม่ได้เปล่งเสียงใดออกมาเลยตั้งแต่เข้ามา “ฉันเอากระเป๋าเสื้อผ้ากับของใช้ส่วนหนึ่งมาให้ แต่ดูว่าจะไม่ถูกใจเจ้าของบ้าน ถึงสั่งให้กลับไปขนมายกหลัง” อัตสึโกะหันมองเพื่อนสนิทอย่างไม่เข้าใจไหนจะรอยยิ้มมีลับลมคมไหนแล้วจะท่าทางที่เริ่มจะอยู่ไม่สุขของคนทำนิ่งมาตลอด “มินามิก็แค่บอกให้ช่วยเอาของที่เป็นของอัตสึโกะกับลูกทุกอย่างมาที่นี่เท่านั้นเอง” ใครเคยมีอาการที่หัวใจมันเธอสั่นถี่โหวงในอากาศได้ยินเสียงตุบตับๆอยู่ในหู เธอแค่กำลังเป็นอย่างนั้นมันมาพร้อมกับความรู้สึกตื้นตันทำอะไรไม่ถูก อยากจะเปล่งเสียงถามกับเจ้าของบ้านเหลือเกินว่าเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ ทำไมถึงได้ยังนิ่งอยู่เหมือนไม่สนใจกันเลย “เที่ยงแล้วฉันไปเข้าครัวก่อนดีกว่า” แล้วคนกำลังแอบเขินใจไม่รู้จะเอาหน้าไปไหวไหนก็หาทางหนี แต่หนีอย่างไรก็หนีไม่พ้นเมื่อตอนนี้ไม่มีใครจะเป็นพวกตนสักราย “รีบไปเพราะกลัวใครแถวนี้ จะหิวรึยังไง” ถึงทีคนโดนรุมต้องค้องส่งค้อนใส่คนที่ชักปากเสียปากมากเกินควร “ยุ่งน่า” เป็นการขู่ออกแนวเขินเสียมากกว่าสร้างเสียงหัวเราะให้บ้านที่เคยเงียบมานานมีสีสันอีกครั้ง ฮารุนะอดไม่ได้จะพูดต่อ “แหม อยากจะรู้จริงที่รีบไปเนี่ยเพราะกลัวคนแถวนี้หิว หรือเขินมากกว่ากันแน่ หรือจะทั้งสองอย่าง” เธอมองไปยังอดีตคนรักของเพื่อนสนิทที่เอาแต่มองตามหลังของมินามิ เข้าใจความรู้สึกดีว่าคงทำอะไรกับเพื่อนเธอไม่ถูก ก็อย่างมินามิลองได้ใจแข็งดูก็หนาวเข้ากระดูกสัน “น่าจะรู้นี่นาว่า ปากแข็งไปอย่างนั้นเอง ไม่งั้นคงไม่ยอมให้ขนาดนี้”   ไม่รู้สิ่งที่พยายามสื่อจะทำให้อัตสึโกะเข้าใจได้มั้ย เธออยู่กับมินามิมาค่อนข้างนาน จนรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป้นอย่างไร ถ้าไม่รักจริงคงไม่ยอม ขนาดพามานอนถึงบ้าน ทั้งที่ออกจะห่วงความเป็นส่วนตัวจะตาย และมันไม่ใช่สิ่งที่อัตสึโกะไม่รู้ก็เพราะว่ารู้มันถึงได้อุ่นๆหน่วงๆก็แค่ความเห็นแก่ตัวที่อยากได้รับอะไรเดิมๆ ทั้งที่ตอนนี้มาก็มากเกินว่าทุกอย่างที่เคยตั้งใจ “หม่ามี๊ ไม่ตามไปเหรอคะ” เจ้าตัวเล็กในอ้อมกอดเสนอในสิ่งที่คิดว่าหม่ามี๊ตัวเองควรต้องทำ อยากจะให้ได้อยู่ด้วยกันเร็วๆ ซึ่งข้อนี้ยูโกะกับฮารุนะเห็นด้วยอย่างยิ่ง “จูริ พูดขนาดนี้แล้วก็ตามไปสิ” ยูโกะส่งเสริม เพราะแม้จะเป็นช่วงเล็กๆแต่การให้เข้าใกล้กันหรืออยู่ด้วยกันบ่อยไน่าจะเป็นการช่วยลดการเข้าหน้าไม่ติดกันได้ดีกว่า เพราะรู้ว่าอย่างไรมินามิก็ยังต้องมีเคืองเพื่อนสนิทเธอคนนี้ จะให้ปกติเลยมันก็ไม่ใช่ เหมือนของที่เสียแล้วซ่อมใหม่อย่างไรมันก็ไม่มีทางดีเหมือนเดิม   อัตสึโกะมองลูกสาวกับเพื่อนสนิทแล้วไหนจะคนรักของเพื่อนสนิทสลับกันก่อนจะตัดสนิใจทำตามคำแนะนำลุกตามเข้าไปในห้องครัว “ปากแข็งจริงๆเลยคนนั้น” ฮารุนะบ่นขณะทิ้งตัวนั่งลงข้างหลานสาวที่ม่วนดึงผ้าห่มส่วนหนึ่งที่ตกลงบนพรมขึ้นมาบนโซฟา “ปะป๋าปากแข็งเหรอคะ” คำถามทื่อๆตรงๆทำให้ผู้ใหญ่สองคนมองหน้ากันแล้วหัวเราะเบาๆ สำหรับยูโกะรู้สึกว่าเป็นคนที่การกระทำสวนทางกับคำพูดมากกว่า หรือไม่ก็ต่อหน้าอัตสึโกะเป็นอีกแบบ แต่ลับหลังนี้ออกตัวปกป้องกันสุดฤทธิ์ “คงเป็นกับหม่ามี๊ของจูรินั้นแหละค่ะ” “ปะป๋าบอกจะไม่ทำให้ร้อง” “หืม” ผู้ใหญ่ทั้งสองคนเลิกคิ้วมองเด็กสาวบนโซฟาอย่างต้องการคำอธิบาย “ปะป๋าสัญญาจะไม่ทำให้ร้อง จะดูแลหม่ามี๊” อ่า ผู้ใหญ่สองคนยกยิ้ม กล้าสัญญากับลูกตัวขนาดนี้ก็ชักอยากจะรู้แล้วล่ะสิว่า จะทำให้ไม่ร้องได้จริงมั้ย เพราะเรื่องดูแลไม่มีใครเป็นห่วง ตราบใดที่มาเอดะ อัตสึโกะคนนี้ยังมีความสำคัญกับทาคาฮาชิ มินามิ     “ตามเข้ามาทำไม” มินามิหันมองคนป่วยอย่างไม่ใคร่จะพอใจ ไม่รู้ทำไมชอบทำเธอวุ่นวายนักนะโดยเฉพาะใจ จะทำให้เป็นห่วงเป็นถึงเมื่อไหร่ “ก็มัน…” “แล้วนี่ดีขึ้นแล้วใช่มั้ย”  คนเปิดประเด็นตัดสินใจตัดบทมีหวังพูดไปจนจบเธอจากลากน้ำตาผู้หญิงคนนี้ออกมาอีกยก เบื่อกับความหัวรั้นนี้จริงๆ ไม่แน่ใจว่าระหว่างตัวกับผู้หญิงคนนี้ใครรั้นกว่า “อือ” อัตสึโกะได้แต่ตอบในคำตอบแต่มินามิไม่รอช้าสาวเท้าเข้ามาเอามือแตะลงบนหน้าผากของอีกฝ่ายกับหน้าผากของตัวเอง “เหมือนตอนนี้ไข้จะหายแล้ว ยังไงก็กินข้าวแล้วกินยาอีกรอบ ทำไมไม่นั่งรอข้างใน” อัตสึโกะจับมือคนกำลังจะหันหลังไว้ไม่ยอมให้เดินหนี เธออยากคุยกับเขาเรื่องที่ทุกคนพูดถึงก่อนหน้านี้ “ทำไม” “เรื่องนั้น มินามิพูดจริงใช่มั้ยคะ” เกิดความนิ่งเงียบเคว้งคว้างแทบจะทันที มินามิใช้มืออีกข้างแกะมือที่ถูกจับออกแต่มันไม่ง่ายเมื่อคนดื้อคว้าเธอเข้าไปกอดทั้งตัวแถมยังซบหน้าลงมาบนบ่า “มินามิ” “ใครเขาจะพูดเรื่องแบบนี้เล่นล่ะห๊ะ” หยดน้ำตาอัตสึโกะร่วงแหมะ มันทำให้เบื่อการเห็นน้ำตาถอนหายใจ “ไม่ร้องสิ ดีใจควรยิ้มไม่ใช่รึไง มาร้องใส่ฉันได้ยังไงกัน” “ก็มัน…” “พอเลย ที่ยอมเพราะเห็นแก่เด็กคนนั้นหรอกนะ อย่างเธอนะ ฉันไม่หายโกรธง่าย” “แต่ยอมให้กอด” มินามิชักไม่สบอารมณ์กับคนได้คืบเอาศอก “ไม่ได้อยากให้กอด แต่หนีได้มั้ย” “แล้วต่อไปนี้ไม่หนีได้มั้ยคะ ถ้าขออะไรที่มากกว่านี้ จะอยู่ให้ขอใช่มั้ยคะ”  ไม่ว่ามันจะหมายถึงเรื่องทางกายหรือเรื่องทางใจ แต่คนถูกขอกลับพยักหน้าให้ราวกับยินยอมแต่โดยดีแม้ขณะนี้จะถูกสัมผัสชื้นร้อน แตะต้องลงบนริมฝีปากของเธอแล้วก็ตาม หัวใจมันอ่อนล้ามานาน ถ้ามันจะเริ่มเดินทางกลับมาหนทางเดิม จะไม่เป็นไรใช่มั้ย  “ฉันเคยหนีเธอด้วยหรือไง ถ้าเธอไม่ไปฉันก็อยู่ตรงที่เดิม” “จะไม่ไป ไม่ไปอีกแล้ว” “ฉันไม่ต้องการคำสัญญา แค่ขอให้เธอทำ อย่าโกหกกัน อย่าหันหลังให้กันอีก ไม่งั้นฉันจะไม่ยอม ไม่ยอมอยู่ให้เธอขอโทษอีกแล้ว ฉันโกรธเธอ โกรธมากๆ” จริงหรือ มินามิถามใจตัวเอง จะไม่ยอมอยู่ ยอมอภัย หรือยอมให้เจอกันได้อีกจริงหรือ ขนาดนี้ใจเธอมันจะวนวิ่งเข้าหาความทรงจำของผู้หญิงคนนี้อยู่เรื่อย แค่ได้สัมผัสความทรงจำส่วนหนึ่งที่มีรวมกันใจเธอมันยังถวิลหาทุกคราว “ไม่ทำ ไม่ทำอย่างนี้แล้ว มันเจ็บ” “พึ่งมาสำนึกได้รึไงว่ามันเจ็บ” ท่าทางสำนึกผิดทำให้เจ้าของบ้านอยากจะไล่ออกจากบ้านจริงๆ ถ้าไม่ติดว่าหัวใจมันยอม เธอจะไม่ยอมให้อภัยผู้หญิงคนนี้จริงๆเพราะสมองมันสั่งมา “คราวหลังฉันจะปล่อย จะไม่ฟัง ไม่ยุ่ง จะแย่งเอาลูกมา ทิ้งให้อยู่คนเดียว” “จูริเหมือนมินามิ” “เหมือนเธอทั้งคู่ เขาข้างกันดีทั้งคู่อีกด้วย” ทั้งคู่ที่หมายถึงเรียกรอยยิ้มจางๆของอัตสึโกะประดับอยู่บนใบหน้า เธอไม่ได้ยิ้มมานานโดยเฉพาะกับเรื่องราวในชีวิตที่แสนจะใกล้ตัวแบบนี้ “เบื่อจริงคนถูกให้ท้าย เป็นคนทำผิดก่อนด้วยแท้ๆ เข้าไปรอข้างในเลย นึกแล้วยังโมโหไม่หาย” “มินามิ” “ไปรอโน้น ไม่ต้องมาช่วย” มันไม่ใช่การต่อว่าอย่างไร้เยื่อใยอีกต่อไปแต่มันเป็นการต่อว่าอย่างห่วงใยแล้วต่างหาก อัตสึโกะถึงต้องยิ้มออกมาทั้งปากทั้งตาแม้กระทั่งใจมันก็เบิกบานราวกับดอกไม้ที่เพิ่งได้รับน้ำแล้วจะผลิบานให้เจ้าของเชยชม          เสียงหัวเราะจากห้องรับแขกดังอย่างต่อเนื่องยูโกะไม่เห็นอัตสึโกะหัวเราะอิ่มแอมอย่างนี้มานานนับตั้งแต่เกิดเรื่องมานานเจ้าตัวก็อมทุขก์มืดมนไปแล้วดูอย่างตอนนี้สิ พูดอะไรทำอะไรก็ดูจะอารมณ์ดีโลกสดใสไปหมดอย่างว่าปัญหามันค่อยๆได้รับการแก้ไขโดยเฉพาะกับเรื่องของใครคนนั้นที่อยากให้เขาเข้าใจ “จะว่าโลกก็กลมนะ ถึงว่าคุ้นหน้าอัตสึโกะตลอดตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ” ฮารุนะนินทาต่ออย่างนึกสนุก พอเจ้าตัวเขากับเพื่อนสนิทเธอหมดปัญหากันก็ได้เวลาเผากันยาวๆ “รายนี้ขี้หวงนะ อวดด้วยว่า ภรรยาน่ารัก เล่าเรื่องอัตสึโกะให้ฟังเยอะมาก เพื่อนจะแกล้งจีบ นี่ ดักทาง ขู่จะพาเข้าคุกเข้าตาราง” คนฟังชักแก้มแดงไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะให้ความสำคัญกับเธอมากอย่างนี้ แม้จะเป็นเรื่องก่อนที่จะมีปัญหาต้องเลิกรากัน “ก็ถึงว่าทางนี้เองก็คุ้น เพราะอัตสึโกะก็พูดให้ฟังบ่อย ไหนจะจากฮารุนะอีก ชอบบ่นเรื่องเพื่อนสนิทหวานกับคนรักให้ฟัง แล้วชอบมาขอให้พาทำโน้นทำนี้แข่งหวานกับรายนี้เขา” ยูโกะได้ทีกระซับความสัมผัสล้อคนรักเรื่องเมื่อก่อนคนแต่งกันใหม่ๆไม่มียอมให้ใครหวานเกินหน้าเกินตาจนได้รับฝ่ามือพิฆาตตีเพี๊ยะเบาๆใส่ต้นแขนข้อหาทำเจ้าตัวอาย “ยูจังน่ะ พูดมาก เขาเรื่องแบบนี้มาพูดให้ อัตสึโกะฟังได้ยังไง” “ก็เรื่องจริงนิค่ะ คนที่ฉันรักออกจะเป็นผู้หญิงเซ็กซี่หวานๆ” อัตสึโกะยิ้มจนปวดแก้มเหมือนมานั่งดูคู่นี้เข้าแต่งกันกันใหม่เสียมากกว่า คนสนใจเรื่องมินามิสุดจะพ้นลูกสาวเธอหรือที่นั่งตาแป๋วตั้งใจฟังรอพวกน้าๆหรือแม่อย่างเธอพูดอะไรเกี่ยวกับพ่อของเจ้าตัวเขาก็ได้ “อะแฮ่ม ช่วยเกรงใจกันด้วย” แล้วเจ้าของบ้านก็ปรากฏตัวพร้อมอาหารกลิ่นหอมฉุยวางเรียงลงบนโต๊ะทานข้าวที่อยู่ไม่ไกลจากโต๊ะรับแขก หมั่นไส้คนที่นินทาเธอดังเข้ามาในห้องครัวแล้วยังจะมาหวานกันในบ้านของเธอ เล่นเอาเธอไม่เหลือหน้ากับเรื่องที่เจ้าตัวเล่าๆไปแต่ละอย่าง ก็ตอนนี้มันต่างกันแล้วมั้ย “จะว่าไปก็ลืมไปเลยนะ ว่ารายนี้เองก็ทำกับข้างเก่ง เมื่อก่อนใครทำกับข้าวบ่อยกว่ากันน่ะ” “สลับกันสิ” มินามิตอบผ่านๆยิ่งไม่อยากจะนึกถึงอดีต ก็ทำให้นึกกันจริงได้เพียงออกปากให้แต่ละคนรีบมากินข้าว ก่อนทุกอย่างจะกลายเป็นรอยยิ้มกรุมกริ่มจ้องมองมินามิอย่างที่พร้อมจะแซวตลอดเวลา ก็ดูจากเมนูอาหารไม่ค่อยจะเอาใจใครบ้างคนเลย เมื่อมันเป็นของโปรดของอดีตคนรักเจ้าตัวชัดๆ “หืม ฉันจำได้ว่าคนแถวนี้ไม่ชอบกินมะเขือเทศแต่กลับทำสลัดมะเขือเทศในมื้ออาหาร หมายความว่ายังไงนะ” “ถ้าพูดมากก็ไม่ต้องกิน” มินามิแยกเขี้ยวไม่สบอารมณ์ คนเราไม่ก็ต้องมีพัฒนาการบ้าง ใครจะไม่ชอบกินมะเขือเทศได้ตลอด เธอไม่ได้ทำอาหารเอาใจใครสักหน่อย แม้จะรู้ว่าไอ้สิ่งๆที่ทำออกมามันจะทำให้คนป่วยออกอาการยิ้มเกินหน้าเกินตาไปแล้วก็ตาม  พลันเหลือบเห็นจูริที่ทำหน้าตาหยี้กับเจ้าสลัดมะเขือเทศเต็มทีแล้วต้องรีบกลั้นหัวเราะ ไม่ให้หลุดมาดขำกับหน้าตาของลูกสาว อ่า คงไม่ชอบกินแน่ๆ ทั้งที่แม่ของเจ้าตัวออกจะชอบขนาดนั้น “ไม่ชอบเหรอคะ” จูริเงยหน้ามองพร้อมส่ายหน้าทันทีแอบเรียกรอยยิ้มจากมินามิจางๆ “แต่หนูต้องกินนะคะ ร่างกายจะได้แข็งแรง” นั่นไง คำหลอกล่อของแม่เจ้าตัวก็มา แล้วไหนจะสายตาที่บอกว่าเธอเองก็ต้องกินให้ดูเป็นตัวอย่าง มันยุติธรรมตรงไหน คิดถูกหรือเปล่าไม่รู้ที่ทำเมนูอาหารวันนี้ให้คนป่วย “สลัดนั่นมันของเธอมั้ย ไม่ต้องบอกให้จูริกินด้วยเลย อยากให้คนเขาติดไข้เธอกันหมดรึไง” สองคนนอกมองการต่อรองอย่างขำขัน เอ่อ เมื่อกี้คนปากแข็งพึ่งจะยอมรับด้วยว่าไอ้อาหารที่ทำเนี่ย ทำให้ใคร ไม่ค่อยจะได้เอาใจเลย จริงๆนะ    สรุปที่ว่าวันนี้จูริและคนทำอาหารเองรอดจากการกินเจ้าสลัดมะเขือเทศเพราะตกเป็นของคนไม่สบายเต็มๆ “อร่อย” และท่าทางของเด็กสาวก็ดูมีความสุขกับการทานอาการและยังชื่นชมว่าอร่อยไม่ขาดปาก ซึ่งคนทำเองก็ภูมิใจคอยเช็ดปากให้เป็นระยะ เหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด ต่างกันตรงที่เด็กคนนี้ไม่ใช่ยุยเท่านั้นเอง   สองสาวคนนอกนั่งมองดูความอ่อนโยนที่มินามิมอบให้กับจูริแล้วก็พากันยิ้ม มีแซวกันบ้างเป็นครั้งคราวแล้วยิ่งเจ้าตัวเอาหน้านิ่งๆตักอาหารให้คนไม่สบายอย่างรู้ใจ มันทำให้อดอ้าปากแหย่ไม่ได้ “นอกจากจะของโปรดแล้ว ยังมีบริการเสริมด้วยรึเนี่ย” ครู่นั้นมินามิตวัดตามองด้วยสีหน้าคาดโทษ เตือนเพื่อนสนิทว่าอย่ายุ่งมากได้มั้ย “อะไรเล่า แค่นี้ก็ทำดุนะ มินามิ” คนรู้ไต๋กันดีไม่ยอมหยุดให้อัตสึโกะมีความสุขก็พลอยมีความสุขไปด้วย “ช่วงนี้พูดมากนะ” มินามิกัดคืนบ้างเก็บมือที่พึ่งจะตักจานปลาซึ่งถูกแกะก้างออกแล้วอย่างดีกลับคืนมาหลังจากส่งไว้ในจานเป้าหมายด้วยสีหน้าเก็บอาการ “ใคร ไม่มี๊” ฮารุนะไม่รู้ไม่ชี้ตักอาหารเอาใจคนรักบ้างเหมือนกัน แล้วอดจะถามกับเด็กสาวที่นั่งทานข้าวหน้าตาเอร็ดอร่อยไม่ได้ “จูริ ใครทำอาหารอร่อยกว่ากันคะ ระหว่างหม่ามี๊หนูกับคนนี้”  เป็นจังหวะให้เจ้าตัวต้องหยุดชะงัดเงยหน้ามองทั้งมินามิกับอัตสึโกะสลับกันก่อนจะทำหน้ายุ่งตัดสินใจลำบาก กลัวว่าคำตอบจะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองคนไม่ได้ใส่ใจในคำตอบมาก “พอเลย เธอไปแกล้งจูริทำไม” “ปกป้องนะ มินามิ” ฮารุนะกระแซะแล้วหัวเราะอย่างขำขัน ยิ่งเห็นว่ามินามกระซิบกับจูริว่าไม่ต้องตอบก็ได้ ยิ่งทำเอาต้องหัวเราะ หากดูเหมือนว่าจูริจะไม่ทำตาม ยังคงค้นหาคำตอบและประกาศออกมา “ชอบของน้ายูโกะที่สุดค่ะ” กลายเป็นคำตอบเหนือความคาดหมายพ่อแม่ที่แท้จริงเจ้าตัวหน้าหมอยไปท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจของแขกร่วมบ้าน “เหมือนฉันจะชนะนะอัตสึโกะ” “ทำไมกลายเป็นอย่างนี้ไปล่ะคะ” แม่เจ้าตัวถามคนที่ก้มลงกินข้าวต่อโดยไม่สนใจจะตอบคำถาม ตรงกันข้ามกับมินามิที่ลูบหัวอย่างเอ็นดู ซึ่งเหตุนี้ทำให้ใบหน้าของทั้งสองอยู่ใกล้กันโดยมีจูรินั่งคั้นอยู่ตรงกลาง สายตาทั้งคู่เหมือนถูกดึงดูดให้สบกันแน่นิ่ง ไม่ได้สนใจการเคลื่อนไหวรอบข้างจนยูโกะต้องแกล้งกะแอมไอ “แหมๆ เพลาๆกันก็ได้มั้ง รู้ว่าไม่ได้เจอกันนาน” เพียงเท่านั้นที่ใบหน้าทั้งคู่เลิกลั่นกลับมาสนใจจานข้าวของตัวเองทั้งที่พวงแก้มร้อนฉ่า หัวใจกำลังเต้นพร่าเหมือนกับว่าเป็นวัยรุ่นหัดจีบกันใหม่ๆอย่างนั้น   ก็นะ  ตอนนี้พื้นดินที่แห้งแล้งมานานกำลังกลับมาชุ่มช่ำอีกครั้ง         ยุยหัวคิ้วขมวดขณะรอแฟนสาวใหม่แกะกล่องไปทำธุระในกล่องน้ำให้เสร็จ และคือนอกจากการกลับด้วยแล้วยังขอไปค้างด้วยทำไมมิทราบ ห๊ะ! “เสร็จแล้ว” พารุเดินออกมาด้วยรอยยิ้ม หน้าแบบนี้คงจะคิดไม่ตกเรื่องเธอจะไปค้างด้วยล่ะสิ “นี่ เอาจริงรึไง” “เรื่องอะไรคะ” คนเนียบประจำยังคงเนียบเหมืนเดิมสอดแขนคล้องแขนคุณรองประธานพาเดินออกไปจากหน้าห้องน้ำ “ก็ที่จะไปบ้านฉันไง” “กลัวรึไงคะ” พารุแกล้งแหย่ขยับตัวเบียดคนทำสีหน้าเดียวได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายจนพ่วงแก้มนั้นเริ่มจะกลายเป็นสีแดง “ใครเขาจะกลัวเธอกัน แต่คิดไมว่าฉันจะบอกพ่อยังไง ถ้าเธอไปค้างด้วย” “ก็เห็นยากเลยนิค่ะ บอกว่าพาแฟนมาค้างบ้านก็จบ” “พารุ!” “ค่ะ” คนชอบกวนยิ้มพอใจกับสรรพนามที่คนขี้เก๊กใช้เรียกแม้จะมาด้วยความหงุดหงิดเต็มทน “ก็บอกไปตรงๆไม่เห็นจะเป็นอะไรนิค่ะ” ‘พ่อจะได้ช็อคล่ะสิไม่ว่า’ ยุยบ่นงึมงำกำลังนึกหาเหตุผลที่พาเพื่อนที่ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนไปค้างคืนที่บ้านกับพ่อของตน  “นิ พ่อยุยเป็นคนยังไงเหรอคะ” พารุชวนเปลี่ยนเรื่องไม่ยากให้แมวน้ำคิดมากแล้วเธอพาลจะน้อยใจเปล่าๆกับไอ้เรื่องที่แค่พาเธอไปค้างบ้านทำไมต้องคิดหนักขนาดนั้นด้วย แนะนำเธอว่าเพื่อนก็จบแล้วมั้ย โดยที่ไม่รู้ว่า พ่อของเจ้าตัวช่างจับสังเกตแค่ไหน ยุยถึงได้หน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่นี่ “ใจดี อ่อนโยน แล้วก็เหมือนเพื่อนมากกว่าพ่อมั้ง ให้คำปรึกษาได้ดีแล้วยังช่างสังเกตมาก” ยุยเน้นคำว่ามากให้รู้ แต่ถึงอย่างนั้นการพูดถึงเรื่องอขงผู้ให้กำเนิดก็สร้างรอยยิ้มจริงใจออกมาได้ มันคือความสุขทุกครั้งที่ได้นึกถึง ได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งทุ่มเททุกอย่างให้เธอเพื่อไม่ให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน หรือเป็นเด็กขาดความอบอุ่น “ยุยดูรักพ่อมากเลยนะ” พารุยอมรับว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่มีโอกาสได้เห็นยุยยิ้มออกมาแบบไม่ฝืนเลยสักนิด “แน่นอนสิ ก็พ่อเป็นคนเลี้ยงฉันมาคนเดียวนิ ใครจะเหมือนเธอล่ะ” ยุยพาดพิงคนที่ได้อยู่กับพ่อแม่ทั้งสองคนตั้งแต่เด็ก ก็บ้านเธอมีเรื่องนิพ่อแม่ถึงต้องแยกกันอยู่คนล่ะทาง “ฉันยอมรับ ฉันถึงได้ออกมาเป็นผู้หญิงสวยๆอย่างนี้ไงค่ะ”  เสียงในหัวยุยดังขึ้นมาทันทีว่า หลงตัวเอง แต่ก็รูดซิปปากเงียบสนิท โนคอมเม้น ด้วยความหมั่นไส้ “อะไรเงียบเลย ยอมรับล่ะสิ” ยุยเบ้ปาก ถ้าให้เธอจัดลำดับขอจัดเลยว่า หน้าตาอย่างนี้ ระดับบ้านๆ “อะไรหน้าตาอย่างนี้” “อย่าหาเรื่องกันสิ ไม่คิดจะเล่าเรื่องทางเธอบ้างรึไง” แล้วคนขี้เกียจเถียงด้วยก็บ่ายเบี่ยง รอจนกระทั่งรถมาจึงเดินเข้าไปในรถ เนื่องจากวันนี้แม่ลูกคนหนูดันโทรบอกให้คนที่บ้านมารับเพราะเจ้าตัวจะเอากระเป๋าเสื้อผ้า หลังจากที่มาบังคับให้เธอตกลงอนุญาตให้เจ้าตัวไปค้างบ้านได้สำเร็ขหลังเลิกเรียก จากกลายเป็นว่าจะกลับบ้านกับเธอ เป็นธอต้องกลับบ้านกับยัยนี้แทน “ป๊า หรือ ม๊า ก่อนดีล่ะ” “จะใครก็ได้น่า แล้วจะเอนตัวมาทำไมมิทราบ” “เถอะน่าก็คนมันง่วงนิ ขอพิงหน่อยสิ”  ในที่สุดคนแกล้งตัวอ่อนหมดแรงก็ชนะ ยุยหน้าในฟึดฟัดยอมแพ้อย่างเอือมระอา เพราะเห็นว่าเป็นรถที่กั้นฝังคนขับกับฝั่งคนโดยสารหรอกนะถึงยอม “มาเข้าเรื่องๆ ฉันเล่าป๊าก่อนแล้วกัน ป๊าใจดีนะ ชอบตามใจทุกคนในบ้าน เก่งทั้งทำอาหารแล้วก็บริหารงาน แบบสุภาพบุรุษมากแม้จะชอบมาสวิทกับม๊าให้อิจฉาเล่นบ่อยๆก็เถอะ ส่วนม๊าก็บอกไม่ถูกล่ะ เป็นคนมึนๆ แต่ก็จริงจังนะ แกนนำป๊าทำเรื่องต่างๆลยล่ะ  โดยเฉพาะการที่ทิ้งฉันให้อยู่บ้านคนเดียวบ่อยๆ” พารุเล่าไปก็หัวเราะไปจะบาปไหมเนี่ย ที่เอาบุพการีตัวเองมาเผาจนเกลี่ยม “ตรงข้ามกันสุดๆเลยนะ” เธอช้อนตามองคนที่พิงไหล่เพราะน้ำเสียงออกจะเศร้าใจจนจับสังเกตได้ของอีกฝ่าย “ต่อไป ยุยเองก็สร้างช่วงเวลาแบบนี้ได้แล้วนี่คะ ยังไงพ่อของยุยก็ต้องยอมให้อภัยคุณน้าอัตสึโกะแน่ๆ” “ฉันก็หวังอย่างนี้เธอพูด” ไม่รู้ทำไมถึงอยาดทำตัวอ่อนแดขึ้นมาทั้งก่อนหน้าไม่เคยจะเป็นอย่างนั้น อาจเพราะไม่ได้พูดเปิดใจเรื่องครอบครัวให้ใครฟัง พอได้ปริปากออกมาเพียงนึง มันจึงเหมือนเขือนเก็บน้ำจนล้นแล้วทะลักออกมา  หยดน้ำตาร่วงแหมะลงบนแก้มของพารุเจ้าตัวยันตัวนั่งหลังตรงดิ่งยกมือลูบศีรษะคนร้องไห้ปอยๆ “มันจะดีขึ้นนะ ยุยไม่จำเป็นต้องเก็บแล้ว ถ้ามีอะไรอยากพูดก็พูดให้ฉันฟังได้” “อือ” เป็นเพียงแค่เสียงขานรับแห่งการขอบคุณยุยยอมถูกดึงตัวไปซบลงบนบ่านั้นง่ายๆราวกับต้องการพักรักษาใจกับเรื่องที่เคยผ่านเข้ามาทำร้ายกัน      จวนแล้วที่แสงของพระอาทิตย์จะพ้นเส้นขอบฟ้ารถคันหรูก็มาส่งยุยกับพารุถึงที่หมายพอดิบพอดี คนแอบร้องไห้มาตลอดทางรีบเช็ดน้ำตากลับมาตีใบหน้านิ่งงันหมือนอย่างเดิม จนพารุคิดว่านี้อาการของคนเป็นไบโพลาร์รึเปล่า อารมณ์ปลี่ยนไวเกิ๊นคุณรองประธาน ก่อนเสียงดังก้องจนจับไม่ได้ว่าเป็นเสียงอะไรจะแววออกมาจนคนข้างนอกสงสัย ในบ้านทำอะไรถึงเสียงดังขนาดนี้ ไม่รอช้าสองฝีเท้าก็รีบพากันเปิดประตู เข้ามาในตัวบ้าน แล้วภาพที่ยุยเห็นทำให้ไม่สายตากลับมาพร่า มันเหมือนกับว่าภาพในความฝันที่ตัวเองวาดไว้อย่างไรอย่างนั้น จูริกำลังนั่งเล่นเกมกระดาน ซึ่งมีคนร่วมเล่นด้วยคือพ่อของเธอซึ่งนั่งติดกับน้าฮารุนะ ถัดมาก็เป็นน้ายูโกะ และแม่ของเธอนั่งอิงหมอนดูอยู่บนโซฟาคล้ายถูกกันออกไม่ให้เล่นด้วยอย่างนั้น แต่กลับสามารถหัวเราะได้ด้วยความสุข ที่แสดงถึงความสุขที่แท้จริง “อ้าว กลับมาเมื่อไหร่ยุย” มินามิร้องทักหลังจากเงยหน้ามาเห็นลูกสาวคนโตยิ่งค้างอยู่หน้าห้องรับแขก คากว่าคงจะตกใจกับเหตุการณ์ด้วยนี้ไม่น้อยก่อนจะได้ลุกอธิบาย  น้ำตาของคนเคยวาดฝันภาพนี้ไวมันก็ไหลออกมาไม่หยุด เล่นเอาทั้งมินามิและคนในห้องตกใจพากันกรุเข้ามาดูยุย “เป็นอะไรคะ ร้องทำไม” มินามิรวบเอาร่างของลูกเข้ามากอดลูบหัวอย่างปลอบประโลมแล้วทันได้สังเกตคนที่เดินตามหลังยุยมาโค้งหัวให้อย่างสุภาพ  ถ้าทางเจ้าตัวดูจะตกไม่น้อยไปกว่าพวกเธอ และขอคาดเดาคราวๆอาจจะเป็นเพื่อนของลูกสาว เพราะชุดนักเรียนที่ใส่มาเหมือนกัน แต่สนิทระดับไหนนั้น อันนี้สิไม่ทราบ  นี่ถือ เป็นเพื่อนคนแรกตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่ยุยพามาบ้าน “พารุ มากับหนูยุยเหรอคะ ทำไมจะมาไม่บอกป๊ากับม๊า” เสียงของแขกที่ทักทำเอามินามิอ้าปากร้อง อ้าว เบาๆ  อะไรจะบังเอิญอย่างนี้ แต่ไม่ใช่เวลาที่จะถามไถ่เพราะลูกสาวยังร้องไม่หยุด วันนี้เธอเจอแต่คนร้องไห้ทั้งแม่ทั้งลูกจริงๆเลยบ้านนี้ “ไม่คิดว่าจะเห็นอย่างนี้” ยุยร่ายแผ่วๆบนไหล่ของคุณพ่อร่างเล็กลืมอายคนที่มาด้วยเสียสนิท หรือผู้ใหญ่ที่มาเป็นแขกของบ้าน ในเมื่อน้ำตาที่ไหลออกมามันห้ามไม่ได้ “พ่อก็ไม่คิดเหมือนกัน” มินามิพูดติดตลกดันยุยออกเล่นน้อย “แล้วที่ร้องอยู่นี่ ไม่อายรึไงคะ” เธอปาดน้ำตาออกให้อย่างอ่อนโยนที่สุด รู้ว่าสิ่งที่ยุยต้องการตอนนี้มันอยู่ตรงหน้าหมดแล้ว ครอบครัว แค่นี้ที่ยุยอยากได้ และเธอเองก็อยากได้ไม่น้อยไปกว่ากัน “ก็มัน…” ยุยชักจะหน้าแดงนิดๆพอได้รับสายตาล้อเลียนจากแต่ละคน ทว่าตอนนี้ในใจราวกับได้รับแสงสว่างแค่เห็นว่าพ่อยอมรับแม่กับน้องได้มันก็ห้ามน้ำตาไม่ได้เลย “แล้วไม่บอกหนูยุยเหรอ มินามิเรื่องนั่นน่ะ” “ยุ่งจริง” ไม่รู้กี่ครั้งแล้วของวันที่มินามิพูดประโยคนี้ใส่คนชอบป่วนที่ยิ้มพออกพอใจ ราวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุกของเจ้าตัวไปได้ “อะไรเหรอคะ” “ก็คนปากแข็งบอกให้น้าเก็บของแม่กับน้องหนูมาที่นี่น่ะสิ” “จริงเหรอคะ!” ยุยโพล่งออกมาอย่างตื่นเต้นหลังจากที่คนชอบแกล้งประกาศความจริงแทนคนอมพะนำให้มินามิพยักหน้าอย่างจำยอม แค่นั้นแววตาของยุยก็สั่นไหวกอดรัดผู้ให้กำเนิดอย่างดีใจ   ในที่สุดครอบครัวของเธอก็กลับมา
  3.                                                                           ตัวละคร อัตสึโกะ : เพราะรักถึงยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องคนที่รัก.. แม้สิ่งนั้นจะเรียกว่าการทรยศหักหลัง มินามิ : ต้องทำยังไงถึงหนีพ้นความรักที่คอยตามหลอกหลอนกันให้หัวใจบอบซ้ำ มีคนเคยบอกว่าเวลาจะช่วยเยียวยา แต่ไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับหัวใจที่เฝ้าเพ้อหาเธอ ยุย : เพราะไม่อาจเข้าใจความรัก กลัวเหลือเกินหากตัวเองเกิดรักใครขึ้นมาจะเป็นดังภาพในความทรงจำที่ต้องเห็นคนสำคัญสูญเสียน้ำตาเมื่อถูกความรักทำร้าย แต่หัวใจกลับหวั่นไหวเมื่อพบกับนักเรียนใหม่ที่ย้ายโรงเรียนมา พารุ : ความบังเอิญทำให้ได้พบ ครั้งแรกที่สบตาราวกับมีคลื่นสมุทรซัดเข้ากระทบชายฝั่งที่เคยแห้งเหือด หาทุกวิธีทางให้ได้เข้าใกล้รองประธานจอมเย็นชา ฮารุนะ : ทั้งที่เชื่อใจแต่กลับหวั่นไหวกลัวใครคนนั้นทำให้เธอปั่นใจ แล้วเธอเองจะจัดการกับปัญหาอย่างไรเมื่อเพื่อนสนิทก็มีปัญหาให้กลุ้มใจพอกัน ยูโกะ : หาทางช่วยเพื่อนสนิทออกจากความทุกข์ที่เป็นดังนรกบนดิน แต่ใครบางคนกับเริ่มสงสัยตีตัวออกห่างไปแล้วความเชื่อใจมีอยู่จริงใช่หรือเปล่า?       บทนำ     แสงสว่างจากโคมไฟที่ถูกเปิดทิ้งไว้พร้อมด้วยเสียงของเครื่องปรับอากาศดังขึ้นลงเป็นจังหวะบ่งบอกว่ามีคนกำลังใช้งานห้องอ่านหนังสือซึ่งเชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่นและห้องครัวของบ้านสไตล์โมเดิร์นสองชั้น ซึ่งค่อนข้างบอกฐานะของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี หญิงสาวในชุดนักเรียนกลับเข้ามาจัดการถอดร้องเท้าเก็บใส่ตู้ก่อนสอดส่องดูหาคนภายในบ้าน  สาวตัวเล็กวัยทำงานท่าทางดูน่าเกรงขามนอนฟุบลงไปกับโต๊ะตัวยาวในห้องหนังสือที่เงียบกริบให้คนมาใหม่ยิ้มอ่อนใจและเดินไปนำผ้าห่มผืนบางมาคลุมไว้บนไหล่ของคนหลับ “อัต..สึโกะ” อีกแล้วกลับประโยคละเมอซ้ำๆ จะรู้ไหมว่าชื่อที่ออกมาจากปากของ ‘พ่อ’ จะมีผลต่อเธออย่างไร  ‘แม่’ ที่ถูกพ่อตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงทรยศ คบใครไม่เลือกหน้า นอนกับชายชู้จนตั้งท้องลูกคนใหม่ ซึ่งทำให้พ่อเสียใจแทบบ้าทุรนทุรายหนีออกมาจากบ้านที่เคยอยู่อาศัยดันด้นมารักษาแผลใจอยู่กับเธอที่บ้านหลังใหม่ซึ่งไกลจากบ้านเดิมคนละทิศละทาง  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พ่อก็ไม่เคยเปิดใจให้ใครกลายเป็นผู้หญิงบ้างาน เก็บตัว ไม่สนใจรอบข้างแม้แต่จะดูแลตัวเองเพราะไม่อยากมีเวลาว่างมานั่งคิดถึงเรื่องของอดีตที่ผ่านมาจะหกเจ็ดปี  ไม่รู้ว่าตนเหม่อนานเท่าไหร่กระทั้งได้ยินเสียงงัวเงียของพ่อจึงต้องดึงสติกลับมา “กลับมาแล้วหรอ” “ทำไมมาหลับอยู่ตรงนี้ค่ะ พ่อ” แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าทำไมผู้เป็นพ่อถึงมานอนอยู่ตรงนี้ก็ยังอดแสดงความเป็นห่วงทางน้ำเสียงไม่ได้ เจ้าตัวก็คงจะโหมงานหนักอีกตามเคย ป่านนี้ไม่รู้จะทานข้าวหรือยัง กว่าเธอจะกลับก็ปาไปทุ่มกว่า “เตรียมเอกสารว่าความพรุ่งนี้เพลินไปหน่อย” อัยการพิเศษฝีปากกล้าเป็นอันดับต้นๆของสำนักงานอัยการเอกชนชื่อดัง ลงมือทำคดีกี่ครั้งก็ได้ชัยชนะมาใสๆ จนคนจ้างงานเข้ามาไม่ขาดสาย ดีตรงที่ไม่มีเวลาว่างมานั่งคิดเรื่องของคนในอดีตให้ปวดหัวใจ  ทาคาฮาชิ มินามิ คนนี้รักความยุติธรรมเป็นที่หนึ่ง ใครลองเข้ามาท้าทายจะโต้กลับไปให้เดินกลับบ้านไม่ถูกเลย ตอนนี้มีลูกสาวหนึ่งคน ชื่อ ยุย ดูจะติดนิสัยรักความยุติธรรมมาตั้งแต่เกิดเห็นใครเดือดร้อนปุ๊บยอมไม่ได้ต้องเข้าช่วยเหลือก่อนเลยเป็นอันดับแรก  บอกก่อนว่าเด็กคนนี้เกิดมาไม่เหมือนใครมีทั้งพ่อและแม่เป็นผู้หญิงทั้งคู่ เพราะได้หมอช่วยในผสมเทียมฝังตัวเข้าไปอยู่ในท้องของแม่จึงมีโอกาสได้ลืมตาดูโลก ยุยไม่เคยน้อยใจ ไม่เคยมองว่าตัวเองแปลกแยกอะไร เพราะเชื่อเสมอมาตัวเองเกิดมาจากความรักของพ่อแม่ไม่ได้ต่างจากครอบครัวไหน แล้วจะไปคิดไปใส่ใจคำนินทาพวกนั้นทำไม แถมเดี๋ยวนี้สังคมเขาเปิดกว้างยอมรับกับเรื่องพวกนี้ได้เยอะขึ้น  “แล้วทานข้าวรึยังค่ะ” มินามิส่ายหน้าแอบยิ้มให้ลูกสาวที่ส่งสายตาตำหนิมาให้กับการที่ตนไม่ชอบดูแลตัวเอง “จะสองทุ่มแล้วนะคะ ถ้าปวดท้องหนูงอนพ่อแน่” ยุยตีหน้าดุอย่างน้ำเสียงว่าก่อนเดินหายเข้าไปในครัว เนื่องจากถูกเลี้ยงดูกันมาเหมือนเพื่อนถึงได้สนิทกันมากเป็นพิเศษ “รอสักครู่นะคะพ่อ ไปอาบน้ำ ทำตัวให้สบายรอหนูเลย”  คุณพ่อถึงกลับต้องหัวเราะขำแล้วเดินไปทำยังที่เจ้าตัวต้องการก่อนเสียงหัวเราะเมื่อครู่จะหายไปกลายเป็นรอยยิ้มเศร้าเมื่อนึกถึงเจ้าของหัวใจที่คอยตามมาหลอกหลอนกันทุกคืนวัน นึกโกรธ นึกเกลียด นึกแค้น แต่ไม่เคยบอกหัวใจให้หมดรักคนที่เป็นอดีตได้เลย “คนทรยศ” เธอรีบเช็ดน้ำตาที่เอ่อล้นขอบตลิ่ง ใครบอกเวลาจะเป็นตัวช่วยลบเลือน ไม่เห็นจริงเลย เพราะยิ่งนานวันเข้าเท่าไหร่ ความเจ็บปวดของเธอมันยิ่งเพิ่มพูน  ไม่รู้ตอนนี้คนเคยรักกัน จะมีความสุขแค่ไหนกับการใช้ชีวิตครอบครัวใหม่ที่เขาเลือกเดิน ผู้หญิงแพศยาแบบนั้น!! เขาไม่มีวันให้อภัย!!     ‘Rrrr ’ เสียงโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดส่งสัญญาณเตือนเจ้าของเครื่องที่นั่งพักสายตาบนโซฟาตัวยาวในห้องนั่งเล่นจนต้องหยิบขึ้นมาดู เจ้าของเบอร์โทรที่โทรเข้ามาทำให้เขากดรับสายอย่างไม่รอช้า “ฮัลโหล” “….” ปลายสายไม่ได้ส่งเสียงพูดออกมาจนเขาต้องลุกขึ้นจากโซฟาด้วยความร้อนใจ “ฮัลโหล เธอเป็นอะไรรึเปล่า” “ฮึก..” เสียงร้องสะอื้นจากทางนั้นเพิ่มความเครียดให้กับเจ้าของโทรศัพท์รุ่นใหม่ เป็นอีกครั้งที่ฝ่ายนั้นโทรมาหาเธอด้วยอาการที่ดูไม่สู้ดี เธอกังวลจะเกิดเรื่องอะไรกับเพื่อนสนิททั้งปกติเป็นคนเก็บอารมณ์เก่งจะตาย “เธอโอเคมั้ย ‘ อัตจัง’ อยู่บ้านรึเปล่า ฉันจะออกไปหา” เธอได้ยินแค่เสียงขานรับในลำคอก็แทบไม่รอที่จะขับรถออกจากตัวบ้านเพื่อไปหาเจ้าของปลายสายที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงโทรมาร้องไห้ให้ฟัง ก่อนตัดสินใจกดเบอร์โทรหาใครบ้างคนที่หวังให้ช่วยไปรับลูกเมียแทนตนอยู่ที่สนามบิน  “โทรมามีอะไรให้ช่วยห๊ะ” “พี่มาริโกะ วานไปรับฮารุนะกับพารุจังแทนเค้าหน่อย” เธอกรอกเสียงตามสายอ้อนพี่สาวญาติสนิทให้ไปรับคนรักกับลูกสาวที่สนามบินแทน  “โอเคๆ โชคดีนะวันนี้ว่าง ขอบอกคุณผู้จัดการก่อนว่า จะออกไปรับลูกเมียให้น้อง” เจอคำแซวเข้าไปคนถือสายถึงกับแอบเขินแต่มีหรือจะยอมลดราวาศอกให้ กล้าแซวมาก็กล้าแซวกลับเหมือนกัน “ขอบอกคุณผู้จัดการหรือจะขออนุญาตแม่(ทูนหัว)ค่ะพี่สาว” เธอรู้ดีว่าระหว่างนางแบบคนดังกับผู้จัดการส่วนตัวที่สวยระดับดารามีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา  “ปากน่ะ เพลาๆบ้าง ไม่พูดก็ไม่มีใครว่า เดี๋ยวเถอะ” มาริโกะแกล้งส่งเสียงไม่พอใจใส่เจ้าของต้นสาย “แค่นี้นะ” “เฮ้ย! เดี๋ยวสิพี่ ไฟล์บินลงสี่ทุ่มนะ รายละเอียดเดี๋ยวพิมพ์ให้ในแชท” ยูโกะพูดจบไม่ทันไรคนรับก็วางสายไปเฉยเลย สงสัยเพราะเสียงหวานหยดของคนผู้จัดการที่ดังเข้ามาในสายเมื่อครู่ ว่าอาบน้ำเสร็จแล้ว   หวานกันน่าดูเลยนะ พี่สาว      เธอเลี้ยวรถเข้ามาในบ้านของเป้าหมายที่เป็นบ้านสีขาวสองชั้นซึ่งถูกปิดไฟจนมืดสนิททำให้เธอกลับมากังวลอีกครั้งกับเรื่องของคนที่โทรหากัน เธอรีบจอดรถและวิ่งเข้ามาในตัวบ้าน จัดแจงเปิดไฟให้ห้องสว่างก่อนจะเห็นคนพึ่งโทรหานั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ข้างโซฟา “อัตจัง เป็นอะไร” เธอดึงเพื่อนสนิทเข้ามากอดปลอบประโลม เพื่อนเจ็บ เธอก็เจ็บ สงสารชีวิตของเพื่อนสนิทที่ต้องมาตกระกำลำบาก “เขา..พะ พยายาม ข่มขืนฉัน.. ฮื่อๆ” เสียงพูดผสมเสียงร้องไห้แม้จะฟังยากแค่ไหนเธอก็ฟังออกและยังเผลอกำหมัดแน่น เขาที่อัตสึโกะพูดถึงเธอรู้จักดี นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เจ้าของกิจการร้อยล้านที่พ่อของอัตสึโกะเลือกมาให้แต่งงานกับลูกสาว โดนการหนุนหลังทุกวิธีทางจะทำให้คนร้องไห้ในอ้อมกอดเธอยินยอมไปเป็นของนายนั้น “ไม่ร้องนะอัตจัง” แกกล้ามากที่ทำเพื่อนฉันแบบนี้ มันล้ำเส้นเกินไปแล้ว!  “ฉะ.. ฉันกัดเข้าไปที่แขนของเขาเต็มแรง ใส่เสื้อผ้าแล้วรีบหนีออกมา” “แล้วจูริจังละ” เธอถามถึงลูกสาวของอัตสึโกะที่ถูกทางบ้านนั้นจับตามองมากเป็นพิเศษ หรือง่ายๆก็คือ เอาไว้เป็นเครื่องต่อรองกับอัตสึโกะ  “ตอนนี้หลับอยู่ข้างบน ฉันพาแกหนีออกมา ฉันไม่ไหวแล้วยูโกะ ฮื่อๆ” เธอเข้าใจคำว่าไม่ไหวของเพื่อนเป็นอย่างดี ต้องหนีให้พ้นเงื่อมมือของปีศาจพรรค์นั้นถึงกี่ครั้งครอบครัวถึงจะยอมเข้าใจ ยังโชคดีแค่ไหนที่มีพ่อบ้านคนเก่าคนแก่ซื่อสัตย์กับนายหญิงคอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ ไม่งั้นตอนนี้ไม่รู้ว่า ชีวิตของอัตสึโกะจะเป็นอย่างไร   ยอมไม่ได้ ไม่อยากเห็นเพื่อนต้องทนทุกข์ทรมานอีก อัตสึโกะต้องอดทนมากแค่ไหนเธอรู้ดี  “เธอไม่เป็นไรนะอัตจัง ฉันอยู่ตรงนี้ โอเคนะ” เธอลูบหลังของคนสะอื้นเบาๆให้หยุดร้อง เจ็บปวดเหลือเกินพอได้เห็นสภาพของเพื่อนสาว   ยอมทำทุกอย่าง… เพื่อปกป้องคนที่รัก… แล้วเธอละ จะทำอย่างไรเพื่อคืนความสุขให้เพื่อนคนนี้ได้บ้าง??    ถ้าตอนนั้นเธอยังอยู่ เธอคงไม่ปล่อยให้เพื่อนกลายมาเป็นอย่างนี้ แต่ตอนนี้ไม่เป็นไร แธอกลับมาแล้ว เธอจะหาทางดึงเพื่อนออกมาจากขุมนรกที่ทางครอบครัวเป็นคนผลักลงไป   ความรักของอัตสึโกะผิดอะไร ถึงได้ทำร้ายให้สองหัวใจต้องทนแบกรับความบอบช้ำมากขนาดนี้ ......................................................................................................... แอบเอาเรื่องใหม่มาแปะ ไม่รู้จะสนุกรึเปล่า 555+ เรื่องนี้มีตัวละครหลักสามคู่นะคะ เป็น SF ประมาณ 15 ตอน
  4. Ch.10 อยากให้ฟัง                  รถถูกจอดสนิทในโรงจอดรถเป็นที่เรียบร้อยหากคนที่ขับรถคันโปรดกลับมาถึงบ้าน กำลังขมวดคิ้วมุ่ย เธอจะทำอย่างไรกับผู้หญิงที่นอนหลับอยู่เบาะรถข้างคนขับ ลำพังเธอคงพาขึ้นบ้านคนเดียวไม่ไหวเพราะส่วนสูงที่ต่างกันมากพอสมควร สงสัยคงต้องลองปลุกให้อีกฝ่ายร่วมมือกับเธอช่วยพยุงตัวเองเข้าไปในบ้าน สัมผัสแผ่วเบาแตะลงบนไหล่ลาดของคนที่นอนสั่นระริกเพราะอุณหภูมิร่างกายไม่ปกติและราวกับมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน ความโหยหาทำให้คนที่เคยมีอดีตร่วมกันมานิ่งค้าง สายตาเคลื่อนสำรวจใบหน้าของคนหลับเป็นครั้งแรก ใบหน้าเคยอิ่มเอมเมื่อคราวอยู่กับเธอซูบลงไปมาก ดวงตาที่ยังปิดสนิทปูดจนเห็นชัด มีรอยซ้ำอยู่รอบขอบดวงตา เธอเผลอเคลื่อนมือแตะอย่างลืมตัวก่อนรีบชักมือกลับเพราะอีกฝ่ายเริ่มขยับตัวเปลี่ยนท่า  เธอถอนหายใจโล่งอกที่คนข้างกายยังไม่ตื่นขึ้นมา   “นี่ ตื่น เข้าบ้าน ฉันแบกเธอเข้าไปไม่ไหวหรอกนะ” “ตื่น”  แรงเขย่าไม่เบาปลุกให้อัตสึโกะสะลึมสะลือปรือตาขึ้นมามอง “ปะ…ปวดหัว” “รู้แล้ว ตื่นแล้วช่วยตัวเองลุกขึ้นมาก่อน ฉันแบกเธอไม่ไหวหรอกนะ ทีก่อนนี้ละอวดเก่งดีนัก” คุณอัยการอดจะแขวะไม่ได้ ลึกๆพอเห็นท่าทางทรมานของคนเคยมีอดีตร่วมกันเธอก็เป็นห่วง   เธอไม่ได้อยากพูดไม่ดีใส่สักหน่อย   ร่างเล็กดึงมือตัวเองที่แตะอยู่บนไหล่ของคนรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้างกลับมา เพราะกะลงไปเปิดประตูรถอีกฝั่งพาร่างของผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคู่ชีวิตของเธอเข้าบ้านทว่ามือของเธอกับถูกฉวยคว้าจนต้องสะบัดหน้ามองกลับ “ปล่อย” “ฉะ.. ฉันขอโทษ”  เธอเมินหน้าหนีออกไปมองนอกรถดึงมือกลับด้วยท่าทางไม่แยแสแล้วก้าวเท้าลงข้างล่าง ไม่ได้สนว่าจะทำให้คนที่นั่งข้างกันมีสีหน้าเศร้าอย่างไร ก่อนเปิดประตูฝั่งคนป่วย กลั้นใจสอดแขนเข้ารัดรอบเอวอีกฝ่ายแล้วจับแขนที่อ่อนแรงของคนป่วยพาดบนคอเธอ กลิ่นกายที่แสนคุ้น สัมผัสที่อุ่นครุ่นอยู่ในใจกำลังเล่นงานให้หัวใจของเธอให้ดีดกระเด้งด้วยความรุนแรง   จะบอกห้ามก็ไม่ทัน จะปรามก็ไม่ได้   อัตสึโกะอยากปล่อยให้ตัวเองจมลงกับกระแสแห่งความใกล้ชิดแม้มันจะปวดหนึบเป็นระลอกเมื่อพบกับท่าทางเย็นชาของเขา อยากบอกเขาเหลือเกินว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเธอไม่ได้อยากทำ เธอเองก็เจ็บไม่ต่างกัน  ไม่กี่นาทีต่อมาร่างของเธอก็ถูกวางลงบนเตียงนอนที่อวบอวนไปด้วยกลิ่นกายอันน่าโหยหา อดใจไม่ไหวต้องฝั่งจมูกลงบนหมอนสูดดูมกลิ่นหอมแทนกายที่เธอไม่อาจสัมผัส เปลือกตาที่เคยลืมด้วยความหนักปิดกลับเหมือนเดิม  มีเพียงความรู้สึกว่าเตียงข้างตัวยุบลงในนาทีต่อมาแล้วสัมผัสอันแผ่วเบาก็ที่กดขึงขมับเหมือนดังสวิทช์กระตุ้นให้ดวงตาของเธอลืมอีกครั้ง จังหวะนั้นดวงตาของเธอผสานเข้ากับเขาอย่างจัง เกิดเพียงความเงียบที่กัดกร่อนหัวใจของเธอ มินามิรีบหลบตา “มิ..นามิ” เธอเรียกชื่อเขาอย่างกล้าๆกลัวๆใช้มือที่ไร้เรี่ยวแรงจับแขนเสื้อเขาเอาไว้ “ฉันขอโทษ” “ทำไมถึงเอาแต่พูดคำนี้ออกมา เธอมาขอโทษตอนนี้ให้ได้อะไร” “ฉะ…” “นอนไปเถอะ ฉันไม่อยากฟังอะไร” คนแสร้งใจร้ายตัดบทเสียงเรียบ ทุกคำพูดของเธอคนนี้เป็นดั่งคมมีดไร้รูปร่างที่กรีดหัวใจเขาทีละแผลให้ทรมานจนสุดต้านทาน ทว่าคนป่วยกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามดันตัวลุกขึ้นมาโถมน้ำหนักเข้าหาพร้อมสองแขนรัดรอบแผ่นหลัง   มินามิไม่สามารถขยับตัวตอบสนองนอกจากนั่งนิ่งเป็นรูปปั้น เสียงสะอื้นน้อยๆกำลังบาดใจช้าๆ   “ฉะ…ฉันขอโทษ ฉัน..” วิญญาณของคนงอแงถูกกระชากติดออกไปกับเจ้าของริมฝีปากที่ขยับวงหน้าแตะปิดปากให้หยุดร้อง ร่างสมสวมถูกรัดช้าๆขณะปลายลิ้นของคนบุกรุกควานชิมเข้าไปในริมฝีปาก  อัตสึโกะปล่อยให้สมองว่างเปล่า จูบตอบอย่างหวั่นเกรง รู้ตัวอีกทีก็เห็นน้ำตาใสๆของอดีตคนรักไหลลงมา “ทำไมถึงได้เอาแต่ขอโทษฉัน เธอเอาแต่ขอโทษฉัน ขอโทษอยู่อย่างนี้ เธอรู้มั้ยว่าฉันเจ็บแค่ไหน” “มินามิ” “ทำไมเธอถึงต้องทำอย่างนี้! บอกไม่ต้องการกันแล้วกลับมา กลับมาเรียกร้องทุกอย่าง ขอให้ฉันอยู่ด้วย แล้วฉันจะต้องทำยังไง! เธอรู้มั้ยว่ามันเจ็บ!!”มินามิอยากผลักร่างของผู้หญิงที่ตนกอดออกไปไกลๆ ไล่ไปให้พ้นๆหน้า ทว่าใจเธอมันอ่อนแอเกินกว่าจะทำอะไรได้ทั้งนั้น เอาแต่คิดถึงผู้หญิงคนนี้อยู่ร่ำไปแม้รสสัมผัสยังทำให้รู้สึกดีทั้งที่เธอบอกว่ารังเกียจมัน “ฉันรักเธอ” คราวนี้เล่นเอาร่างของมินามิกระตุ้นสะเทือนไปด้วยหยาดน้ำตาเธอทั้งโกรธทั้งอยากฆ่า เอามือบีบคอคนที่ทิ้งเธอไปอยู่กับชู้แต่ยังกล้าบอกรักเธอหน้าด้านๆ “ฉันไม่อยากรู้ รักแต่หนีไปอยู่กับชู้ เหอะ น่าเชื่อตาย!” “มินามิ ฉันจำเป็นต้องทำ” “คงจะจำเป็นมาก!” มินามิประชดด้วยคำพูดเสียดแทง เธอจะเชื่อสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้พูดอย่างไร หลักฐานมันก็เห็นอยู่คาตา จะให้เธอโง่ถูกหลอกอีกงั้นหรือ “ปล่อย!” “ไม่ มินามิ ฉันจะไม่ปล่อยเธออีก ไม่อีกแล้ว” ไฟโทสะได้แผดเผาอยู่ในหัวอกของเธอให้หมดความอดทนผู้หญิงอวดดีดึงรั้งร่างเธอลงกอดไว้แนบแน่น พายุอารมณ์ที่กระหนำแผดเผาความยับยั้งชั่งใจ เธอเผลอพุ่งซาดซัดคลื่นอารมณ์ใส่ร่างอ่อนแอบนเตียงนอนแรงขบกัดฝาดฟันบนผิวเนื้ออ่อนแดงระเรื่อดุจมีผืนขึ้นตามตัว อารมณ์โกรธปนคิดถึงแสดงออกมาเป็นความรัญจวน อัตสึโกะกัดฟันแน่นทนต่อแรงที่โหมกระหน่ำ สัมผัสอ่อนโยนซึ่งเคยได้รับหลงเหลือเพียงความเจ็บปวดดังเขาต้องการระบายทุกอย่างลงบนตัวเธอ เสียงทัดทานคัดคานถูกเก็บเงียบ ริมฝีปากร้อนฉ่าเจ่อปวมขึ้นมาตามแรงบดขย้ำซ้ำๆ   “เธอมันน่ารังเกียจ” คำนี้สะท้านถึงขั้วหัวใจ เขาไม่แม้จะมองหน้าเธอ กัดลงบนบ่าด้วยความรุนแรงเสื้อผ้าถูกปลดเปลื้องเหลือเพียงผิวเนื้อสัมผัสกับอากาศ แรงอารมณ์ยังถูกโหมดังพายุเกรี้ยวกราด แขนสองข้างเธอถูกถูกจับชูขึ้นและถูกรวบมันไว้ด้วยเข็มขัดหนัง  เธอไม่มีแรงจะต่อต้านหรือต่อให้มีเธอก็ไม่คิดจะทำตั้งแต่แรก ถ้านี่เป็นสิ่งที่เธอไถ่โทษให้เขาได้เธอก็ยอม เธอน้อมรับความเจ็บปวดที่เขากระทำ “คนอย่าเธอมันก็แค่ผู้หญิงสกปรก นอนกับคนอื่นไม่เลือกหน้า!” คำตราหน้าของเขายังเจ็บเสียยิ่งกว่าสิ่งที่เขาทำกับเธออยู่ เขาไม่ได้สัมผัสเธอด้วยความรักหากสัมผัสด้วยแรงแค้นที่สุดประมาณ   น้ำตาของเธอไหลลงอย่างห้ามใจไม่ได้   “รังเกียจฉันมากขนาดถึงร้องไห้เลยรึไง!”   เธอส่ายหน้าปฏิเสธจะรังเกียจเขาได้อย่างไร ไม่เคยเลย ไม่เคยคิด ต่อให้เขาจะทำอย่างไรกับเธอเธอก็ยินยอม ไม่ได้รังเกียจเขาเลย “ฉันรักเธอ” คำว่ารักของเธอเต็มไปด้วยความขมขื่นหากมันกลับเป็นดังคลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าที่เสียดแทงหัวใจของคนฟัง                มินามิกัดลงบนเนินอกด้วยความรุนแรงแทนการระบายความแค้นและเกลียดชัง คำว่ารักของหญิงแพศยามีค่าเป็นแค่ยาพิษ เมื่อก่อนเธอเคยเสพติดมันจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด  ครั้งนี้เธอจะไม่ยอมหลงอยู่ใต้อำนาจของมันอีก  เธอไม่สนคนดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวดเคลื่อนมือลงด้านล่างทั้งริมฝีปากยังกัดตามเนื้อตัวร้อนเพราะฤทธิ์ไข้ “มิ..นามิ” “อย่าเรียกชื่อของฉัน” มันไม่เชิงความรู้สึกสะอึดสะเอือนเมื่อนึกถึงว่าผู้หญิงคนนี้เคยทำแบบนี้กับคนอื่น มันน่ารังเกียจจนอย่าหยุดทุกสัมผัสไม่อยากแตะต้องผู้หญิงหลายใจ นิ้วมือเคลื่อนเข้าจุดไวต่อสัมผัสก่อนดันมันเข้าไม่แย่แสสนใจว่าคนถูกกระทำจะพร้อมหรือไม่ อัตสึโกะปล่อยน้ำตาด้วยความเจ็บแปลบเสียดขึ้นมากลางกายพยายามจะถีบดันร่างเขาออกไป “จะ… เจ็บ” “แค่นี้มันยังน้อยไปกับสิ่งที่เธอทำไว้!” คนโกรธหัวเราะหึในลำคออย่างสมเพชทั้งที่เป็นคนทำเขาเองแท้ๆ แต่ทำไมเธอกลับต้องมารู้สึกปวดใจเพราะผู้หญิงคนนี้สะอื้นร้องไฟ้  ความคับแน่นแทบขยับไม่ได้ทำให้หัวคิ้วเธอขมวดด้วยความกวนใจ เป็นครั้งแรกที่เธอมองหน้าคนร้องไห้ “จะ...เจ็บ” “บอกมาว่าเธอทำอย่างนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่” “ฉัน..” “พูดมาเดี๋ยวนี้!” “กะ..กับเธอ”  มินามิผลักตัวนั่งนิ่งคร่อมคนที่ฝังหน้าร้องหายไห้ด้วยความไม่มั่นใจว่าตอนนี้เธอรู้สึกอย่างไร มันสับสนงงงวย ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้โกหกเธออยู่รึเปล่า “อย่ามาโกหก!” “แค่กับเธอ ครั้งสุดท้ายกับเธอ” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด อัตสึโกะช้อนตาเกาะพราวไปด้วยหยาดน้ำตามองคนที่กัดริมฝีปากแน่น “หมายความว่ายังไง!” น้ำตาเขารินไหลหยดลงใส่ผิวกายเปลือยเปล่าของเธอเหมือนเด็กเล็กๆที่ไม่เข้าใจ เต็มไปด้วยความสงสัย เธออยากดึงเขาลงมากอด แต่เขาคงไม่ยอมให้เอใกล้ “ฉันเป็นของเธอ แค่ของเธอ”   เธอกับเขาประสานสายตากันนิ่งเงียบต่างคนต่างปล่อยให้ความเงียบเข้ามาเป็นสื่อกลาง ไม่ต้องการคำพูดใดระหว่างกัน  มินามิปลดเข็มขัดหนังที่เคยรัดข้อมือคนบนเคียงออกก่อนเหยียดตัวลุกขึ้นตรง “ใส่เสื้อ” อัตสึโกะเพิกเฉยคำพูดเย็นชา โถมตัวลุกตรงเข้ากอดแนบผิวกายไร้สิ่งใดปกปิดกับร่างอันสั่นเทา “ฉันบอกให้ใส่เสื้อ!” “มินามิ” “อย่าเรียกชื่อของฉัน! จะให้ฉันเชื่อได้ยังไง! จะให้เชื่อได้ยังไง” แววตาเขาสั่นระริกบอกว่าทรมานแค่ไหนกับคำพูดที่ได้ยินไปเมื่อครู่ เขาเกลียดกลัวมารยา กลัวความเจ็บปวดอีกไม่รู้กี่ครั้ง ก่อนร่างกายจะถูกดึงรั้งให้นั่งลงในวงแขนของผู้หญิงที่เขาไม่เคยลืม เสียงร้องเบาๆบาดเข้าหูฝังลึกลงไปถึงหัวใจ “ฉันขอโทษ ฉันขอโทษ ฮือๆ” ไม่มีคำพูดใดดีกว่าคำพูดที่ถูกใช้ซ้ำๆนี้อีกแล้ว อยากบอกว่าให้เชารู้ว่าเธอเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป มินามิไม่ยอมเคลื่อนไหวปล่อยให้ผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอดีตร้องไห้แน่นิ่งอยู่กับซอกคอ ไม่แม้จะพูดปลอบโยน เพราะความสับสนที่กัดกินหัวใจ แล้วเสียงโทรศัพท์ก็แผดดึงรั้งสถานการณ์อึดอัด  มินามิขยับถอยกายลุกขึ้นรับ เป็นโทรศัพท์จากแพทย์เจ้าของไข้ที่จะมาดูอาการให้อัตสึโกะ “ค่ะ รอสักครู่นะคะ จะลงไปรับ” เธอเคลื่อนสายตามองคนที่นั่งกอดเข่าบนเตียงหลังจากวางสายจากแพทย์เจ้าของไข้เรียบร้อย  “ใส่เสื้อซะฉันจะลงไปรับหมอขึ้นมาดูอาการให้” ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความช้ำใจเสียดแทงหัวใจของเธอจนรู้สึกระบมช้ำ ต้องขอบคุณการทำงานที่ทำให้เธอรู้จักเก็บอาการ เธอจัดเสื้อผ้าให้เข้าทีแล้วหันหลังออกจากห้อง “มินามิ” ทำอย่างไรเขาจะยอมเชื่อเธอ ทำอย่างไรทุกอย่างจะกลับมาเป็นดังเดิม เธอท้อท้อยากถอนหายใจเป็นล้านครั้ง ก็รู้ว่าอดีตคนรักของเธอเป็นยังไง     “เอาล่ะครับ เรียบร้อยแล้วนะครับ คราวนี้ต้องให้คนไข้พักผ่อนเยอะๆกินยาให้ครบ แล้วผมขออย่าพึ่งให้มีเรื่องกันเหมือนก่อนหน้านี้นะครับ” คุณหมอหนุ่มเงยหน้าพูดกับญาติคนไข้ที่ยืนกอดอกมองคนป่วยอยู่ห่างๆ เหตุการณ์วิวาทฉุดกระชากกันที่โรงพยาบาลเขายังจำได้ฝั่งใจจนแอบหวาดผู้หญิงสองคนนี้ “ก่อนหน้านี้ต้องขอโทษจริงๆนะคะ” มินามิก้มหัวยอมรับผิดโดยดุษฎี ที่โรงพยาบาลเขาเองออกจะทำเกินไปหน่อย “ไม่เป็นไรครับ ยังไงก็ใจเย็นๆ ค่อยๆคุยกันนะครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ หากคนไข้อาการไม่ดีหรืออย่างไร ก็โทรบอกผมได้ครับ”  คุณหมอขอตัวกลับไปแล้วโดยที่มินามิตามลงไปส่งก่อนจะกลับขึ้นมาอีกครั้ง หากคนที่ควรจะหลับกลับมองมาตาปรือ “หมอบอกให้พักไม่ใช่รึไง รีบๆนอนไป” “มินามิ” “อะไร” “พูดด้วยกันเหมือนเดิมได้รึเปล่าคะ” อัตสึโกะได้ยินเสียงหัวเราะเหอะในลำคอ แววตาของเขาที่มองเธอแข็งกร้าว มันทำเอาเธอเหนื่อย เธอท้อ ก็รู้ดีอยู่ว่าเขาใจแข็งขนาดไหน “มันไม่สำคัญ” “มินามิ” “รำคาญเรียกอยู่ได้ เธอเห็นชื่อฉันมันเป็นอะไร คิดอยากจะเรียก คิดจะมาหาเมื่อไหร่ก็ได้รึไง ฉันไม่ใช่ที่แก้เหงาของเธอ” “มิ..” “ถ้าเธอยังเรียกฉันอีกคำเดียวฉันจะลงไปอยู่ข้างล่าง” เขาถอนหายใจอย่างหัวเสียก่อนจะทิ้งตัวนิ่งอยู่บนปลายเตียง “นอนได้แล้ว อย่าให้ฉันเสียเวลามากกว่านี้” เธอไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไรกับความใจแข็งของเขา ได้แต่มองด้วยแววตาเว้าวอน ขอให้เขาอภัยให้เธอ “ไม่ต้องมอง อย่าคิดว่าฉันจะสงสาร ทำตัวเองทั้งนั้น” ใช่ เธอทำตัวเองทั้งนั้น ทุกอย่างที่ผ่านมา อัตสึโกะข่มความน้อยใจเก็บเอาไว้ คนอย่างเธอจะมีสิทธิเรียกร้องอะไร ขนาดเสียงของเธอเขายังไม่อยากฟังแล้วเขาจะยอมฟังเธออธิบายได้อย่างไร เธอกำผ้าห่มขึ้นคลุมหน้าน้อยใจเกินต้านทาน ไม่อยากทำให้เขารำคาญเธอมากกว่านี้ แค่ได้ใกล้ แค่ได้มาอยู่ในสถานที่ของเขา แค่ได้แนบชิดไม่นาน สำหรับเธอมันก็มีค่ามากเหลือเกิน  มินามิลุกจากเตียงที่นั่งอีกครั้งเธอเปิดตู้หยิบผ้าขนหนูเดินหายเข้าไปในห้องน้ำก่อนจะกลับออกมา  เธอแตะผ้ามาดลงบนแขนคนน้อยใจเบาๆแต่กลับกลายเป็นกระแสสะท้านไปถึงหัวใจคนนอน “มินามิ” “เงียบน่า” คนหน้าร้อนแสร้งมองไปทางอื่น ไม่อยากพบเจอสายตาดีใจของคนนอน หากมือเธอกลับถูกคว้าแล้วคนนอนก็ดันพลิกตัวมากอดรัดแนวเอไว้แน่น “ปล่อย” “มินามิ ยอมฟังกันอธิบายได้รึเปล่าคะ ฉันมีเหตุผลที่ต้องทำอย่างนั้น” เกิดความนิ่งเงียบขึ้นอีกครั้ง เธอก้มลงมองมือที่กอดรัดรอบตัว “ฉันไม่รู้ว่าเธอมีเหตุผลอะไร แต่เธอทำให้ทุกอย่างมันเป็นอย่างนี้” คำพูดคราวนี้เบาที่สุดตั้งแต่คุยกันมาทว่าแววตายังเป็นไปด้วยความตัดเพ้อ “ฉันก็ไม่อยากให้ทุกอย่างเป็นอย่างนี้” คนป่วยบอกเสียงอู้อี้ในจังหวะที่ซบหน้าเข้ามาหาเธอ “อัตสึโกะ”  เพียงแค่ชื่อของตนเองเท่านั้น ที่ทำให้คนนอนถึงกลับน้ำตาคลอเบ้าผงกหัวขึ้นมองตาเขาอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง “ฉันจะยอมฟังเธออธิบายก็ต่อเมื่อเธอหายดี อย่าดื้อได้มั้ย” มินามิยกมือลูบผมของคนที่ขยับศีรษะเข้ามาซุก เธออดใจไม่ไหว กี่ครั้งแล้วที่เธอแพ้ให้ความดื้อด้านของผู้หญิงคนนี้ “มินามิ” “พอน่า จะร้องทำไมเยอะแยะ แค่นี้ยังตาช้ำไม่พออีกรึไง” “ก็มัน…” “ไม่ต้องพูดแล้ว” มินามิส่ายหน้า ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเธอเหลือเยื่อใยอยู่เต็มหมดหัวใจ ปล่อยให้คนเจ้าน้ำตาหลับตาพริ้ม ค่อยๆนำผ้าอุ่นเช็ดไปตามร่างกายอย่างเบาเมื่อ “มินามิ” “อะไรอีก” “อยู่จนกว่าจะหลับได้มั้ยคะ” หากจะต่อรองหากจะเอาแต่ใจ อัตสึโกะขอทำมันให้ถึงสุดเพื่อตักตวงความสุขเล็กๆตอนนี้เอาไว้ “มากไปรึเปล่า” “มินามิ” “ก็ได้ๆฉันรำคาญหรอกนะ” เสียงเขาบ่นกระปอดกระแปดมันทำให้เธอยิ้มบางๆ “แล้วมานอนอยู่อย่างนี้ ไม่คิดจะติดต่อกลับไปที่บ้านรึไง” “มินามิหมายถึงใครคะ” ถ้าคนที่บ้าน คนที่อยากติดต่อ ที่อยากให้ห่วงก็คนที่นั่งเช็ดตัวให้เธออยู่ตรงนี้ จะให้ เธอหาใครที่ไหนอีก “เยอะแยะ ไหนจะเพื่อนเธอ ไหนจะชู้รัก แล้วไหนจะเด็กนั่น” “จูริเหรอคะ” เธอไม่สนคำประชดประชันของเขาเจาะจงถามสิ่งที่อยากรู้ “ฉันไม่ได้อยากรู้จักชื่อ” แค่คิดถึงว่าผู้หญิงคนนี้เคยทรยศเธอหัวใจก็เจ็บแปลบ เธอหยุดชะงักมือที่จับผ้าหากมันถูกฉวยกุมเอาไว้ “เด็กคนนั้น…เป็นลูกของมินามินะคะ” สิ่งที่หลุดออกมาจากปากคนนอนทำให้ดวงตาเธอเบิกกว้างเหมือนถูกหินทับใส่ศีรษะ  อีกครั้งที่เธอมองคนจับมือเธอไว้อย่างสับสนงงงวยไม่เข้าใจ ผู้หญิงคนนี้จะปั่นหัวเธอไปถึงเมื่อไหร่ “มินามิฉันพูดความจริง จูริเป็นลูกของมินามิหรือจะต้องให้พาไปตรวจดีเอ็นเอมั้ยคะถึงจะเชื่อ” เธอส่ายหน้าคล้ายคนเหม่อลอยกระตุกมือมากุมศีรษะเอาไว้ “เธอจะหลอกอะไรฉันอีก” “มินามิ” “เธอจะโกหกฉันอีกฉันใช่มั้ย” “มินามิ มัน…” “ก็เธอบอกว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกของคนอื่นแล้วเธอจะมาบอกว่าเป็นลูกของฉันได้ยังไง!” “มินามิ ฉันขอโทษ” อัตสึโกะเบือนหน้าหนี เธอเจ็บไม่ต่างจากเขาที่ต้องโกหกเรื่องราวในอดีต โกหกว่าลูกไม่ใช่ลูกของเขา “พอ! ฉันยังไม่อยากฟังอะไรตอนนี้” แววตาเขาเต็มไปด้วยความตัดเพ้อ เธอเห็นเขาผ่อนลมหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน เธออยากขอโทษ อยากทำทุกอย่างให้เขาหายโกรธ ให้เขากลับมาเป็นมินามิของเธอคนเดิม “ฉันจะขอคำอธิบายจากเธอแน่ แต่มันก็เป็นหลังจากที่เธอไม่ได้อยู่ในสภาพนี้” เสียงดุดันของเขาคาดโทษ เธอทำท่าจะเรียกชื่อเขาแต่ถูกปรามด้วยเสียงเย็นๆ “บอกแล้วว่าไม่ต้องพูดอะไรอีก ฉันจะลงไปหาข้าวให้ อยากทำอะไรก็รีบๆทำ จะโทรหาใครก็เรื่องของเธอ กระเป๋าอยู่บนหัวเตียง” อัยการร่างเล็กลุกออกจากเตียงด้วยความขุนเคือง หากจะนับความรู้สึกที่มีตั้งแต่ต้นเธอบอกเลยว่าตอนนี้เธอโกรธมากกว่าตอนแรก เธอไม่เข้าใจ เหมือนเธอไม่เคยรู้จักกับผู้หญิงคนนี้มาก่อน ผู้หญิงที่เก็บซ่อนและปิดบังทุกอย่างจากเธอ เธอมันก็แค่คนนอกสายตา ไม่มีค่าอะไร   ยูโกะเหลือบมองโทรศัพท์ที่พึ่งวางสายไปเมื่อสักครู่ เธอได้รับรายงานเรื่องของอัตสึโกะจากปากลูกน้องมาว่าเกิดอะไรขึ้น เล่นเอาเป็นห่วงแทบตาย สุดท้ายก็ต้องไปนอนในบ้านอดีตคนรัก หวังว่าจะไม่มีเรื่องอะไรให้ปวดหัวเตามมาอีกหรอกนะ  กลับมาเธอจะบ่นให้หูชาก็รู้ว่าอาการตัวเองยังไม่ได้หายดี อต่กลับทำเรื่องิย่างนี้  ดีนะ มรามีแรงโทรกลับมาหาเธอ ไม่งั้นเธอจะบอกให้ลูกน้องเข้าไปตามตัวในบ้านคุณอัยการจริงๆ  เฮ้อ อัตสึโกะนะอัตสึโกะ “ท่านประธานค่ะ ได้เวลาแล้ว” เธอเงยหน้ามองเลขาที่ค่อนข้างจะไวใจได้สูงใส่สูทพอดีตัวถือซองเอกสารสีน้ำตาลเข้ามาให้ “เร็วดีจริงๆ” เธอลุกจากโต๊ะที่นั่งแช่ตั้งแต่วนกลับมาที่บริษัทแทนจะเป็นที่บ้านหลังจากไปส่งเพื่อนสนิทเข้าสำนักอัยการพิเศษ เพราะปัญหาที่เธอต้องเข้ามาจัดการในบริษัทนิดหน่อย “รออยู่ในนั้นใช่มั้ย?” “ค่ะ ท่านประธาน” เธอยักไหล่ก่อนแย้มรอยยิ้มด้วยท่าทางสนุก “สงสัยงานนี้เราจะได้สนุกกันแล้ว” สนุกไม่สนุกก็ต้องรอดู นี่เธอกำลังจะได้เจอกับลูกนกตัวน้อยๆปีกกล้าขาแข็งที่ริอาจมาทำตัวกร่างในบริษัทของเธอ งานนี้เป็นไงเป็นกัน เธอไม่คิดจะสนเรื่องมิตรภาพยาวนานของตระกูลอะไรพรรณนั่นถ้ามันต้องแลกกับอิสรภาพของเพื่อนเธอ   “คนที่ปล่อยข่าวแปลกๆเกี่ยวกับบริษัทออกไปให้ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่เป็นเธอเองสินะ ไม่คิดว่าเด็กอย่างเธอจะกล้า” “พอดีทางนั้นเขาให้เงินดีนิค่ะ” คนพูดยกมือเท้าคางบนโต๊ะประชุมตัวยาวที่ถูกเชิญกึ่งบังคับมาโดยคนของประธานบริษัท  เธอรู้โอชิมะ ยูโกะไม่ใจดีขนาดจะปล่อยใครไปง่ายๆ “ว่าแต่ว่า หูตาไวเหมือนกันนะคะ” “หึ เธอเล่นผิดที่แล้วล่ะ ตอนนี้หลักฐานอยู่ในมือฉันหมดแล้ว” ยูโกะโยนซองเอกสารลงบนโต๊ะประชุมอย่างไม่ยี่ระ “แต่คุณก็ยังไม่เอาผิด บอกจุดประสงค์มาดีกว่าค่ะ ว่าจะให้ดิฉันทำอะไร เพราะคุณคงไม่ใจดีขนาดให้คนของคุณไปเชิญฉันมาจากบ้านใช่รึเปล่าคะ” “ก็คงงั้น” ยูโกะทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามด้วยท่าทางเป็นต่อ เธอพยักพเยิดให้เลขาของเธอจัดการกับของที่เธอบอกเอาไว้ ไม่นานเอกสารสีขาวที่ถูกพิมพ์อย่างเป็นระเบียบก็ถูกยื่นให้คนที่คิดจะล่นอะไรแผลงๆในบริษัทของเธอ “โอ้ นี่ สัญญาทาสเหรอคะ” คนที่ตกเป็นรองพูดจาไม่ทุกข์ร้อนขณะอ่านเอกสารที่ถูกโยนให้อย่างใจเย็น “รีบเซ็นซะสิ ก่อนฉันจะส่งหลักฐานพวกนี้ให้ตำรวจ ฉันรู้ว่าเธอแค่แหย่เพื่อจะดูการเคลื่อนไหวของฉัน แต่มันก็ไม่ค่อยดีหรอกนะ ที่มาทำให้หุ้นบริษัทฉันตกแบบนี้” “คุณก็เลยจะใช้ฉันจัดการกับคนพวกนั้น” ยูโกะยกยิ้มอย่างถูกใจ “เธอก็เข้าใจอะไรเร็วดีนิ” “คุณเองก็ปีศาจไม่ต่างจากผู้ชายคนนั้น” “ฉันเลือกจะเป็นปีศาจกับคนที่สมควร เธอก็รู้ว่าคนที่จ้างเธอทำอย่างนี้มีจุดประสงค์อะไร” “ไม่ได้เกี่ยวกับฉันนิค่ะ” คู่สนทนาของยูโกะเลื่อนเอกสารลงแล้วยิ้มกระเหี้ยม “คุณคิดว่าคุณจะส่งฉันเข้าคุกได้จริงๆ!?” หน้าตาที่ไม่ทุกข์ร้อนทำให้ยูโกะเผยรอยยิ้มเหนือชั้นอีกครั้ง “อ๋อ เผื่อเธอยังไม่รู้ว่าเพื่อนของคุณอัยการนั่นผู้บังคับการตำรวจ แค่นี้พอจะช่วยจัดการกับอิทธิพลของคนที่คุ้มหัวเธออยู่ได้มั้ยล่ะ วาตานาเบะ มายุ” คนถูกตรอกหน้ากัดปากตวัดปากกาลงในเอกสารสัญญาที่อีกฝ่ายร่างส่งกลับคืนให้ “แค่นี้คงพอใจแล้วใช่มั้ย!” “ก็แค่นั้น เธอเองก็ทำงานให้ดีล่ะ แม่นกน้อยสองหัวหรือจะเป็นหนูผู้ลอบกัด อย่างไหนจะดีกว่ากันนะ” “เหอะ” มายุชักสีหน้าอย่างขัดใจ เธอคิดผิดเองที่เดินเกมพลาดปล่อยให้คนของโอชิมะ ยูโกะ เข้าถึงตัวเธอในวันที่นัดพบกับคนบ้านตระกูลมาเอดะเพื่อตกลงเรื่องเงินตามข้อเสนอที่ฝ่ายนั่นขอให้เธอทำ “ฉันไปก่อนนะ หวังว่าเธอจะทำงานให้ฉันพอใจ”ยูโกะลุกจากเก้าอี้เดินไปเกี่ยวเอาซองเอกสารที่โยนลงโต๊ะเมื่อครู่กลับขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มของผู้ชนะ เธอไม่ได้โง่ขนาดจะปล่อยให้ผู้ถือหุ้นในบริษัทอยู่เฉยๆโดยไม่มีคนจับตาดู  เมื่อไม่กี่วันก่อนเริ่มมีข่าวลือแปลกๆในบริษัทว่า ที่นี่กำลังจะถูกคนเทคโอเวอร์เพราะสินค้าล็อตล่าสุดขาดทุนอย่างหนัก เธอซึ่งที่เป็นประธานไม่สามารถหาทางแก้ไขได้ และคนปล่อยข่าวก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือคนที่เธอพึ่งคุยด้วยไป แม่นี่ยังสร้างความน่าเชื่อถือโดยการติดต่อกับคนของตระกูลมาเอดะ ให้ทำบัญชีปลอมสับเปลี่ยนกับของจริงแล้วนำรายชื่อของเธอไปอยู่บนแบล็คลิสต์ในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นจำนวนหนึ่งเลยถูกขายออกให้คนของแม่หนูน้อยคนนี้ แต่มีหรือเธอจะปล่อยให้หลักฐานสักชิ้นหลุดรอดสั่งลูกน้องเก็บรวมรวบหมด   ส่วนคนถูกทิ้งไว้ในห้องประชุดกัดฟันแน่นเธอพลาดพลาดจริงๆที่เล่นกับโอชิมะยูโกะโดยไม่สืบสาวหาข้อมูลให้ดีไม่คิดว่าผู้หญิงที่เข้ามารับตำแหน่งภายในบริษัทใหม่จะมีพิษสงมากขนาดนี้     เสียงของชอล์กที่กระทบลงบนกระดานอย่างต่อเนื่องไม่อาจดึงสมาธิของยุยกลับมาได้เลยตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงบ่าย เธอถูกอาจารย์คาไซเตือนเรื่องไม่ตั้งใจเรียนเป็นครั้งแรก ขนาดคาวาเอ้ยังเดินมาขมวดคิ้วทำท่าเป็นนักคิดพยายามจะวิเคราะห์หาสาเหตุอาการของเธอ มันก็จะเพราะอะไรซะอีก! ถ้าไม่ใช่คนที่อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่นั่งโต๊ะตัวใกล้ๆกับเธอ เล่นมาบีบคับบอกให้เธอคบ แล้วยังมาขโมยจูบเธออีกตั้งสองครั้ง แล้วจะไม่ให้คิดได้อย่างไร! มันธรรมดาที่ไหน ไม่เข้าใจว่ายัยนักเรียนใหม่คิดอะไรอยู่ ถึงได้ทำอะไรอย่างนี้ ถามความสมัครใจเธอก็ไม่มีสักคำ “คุณทาคาฮาชิ” “คุณทาคาฮาชิ” “คุณทาคาฮาชิ!” “คะ!!” ยุยโล่งเสียงดังด้วยท่าทางตกใจผงะหลังติดเกาะอี้พอเงยหน้ามาเห็นอาจารย์ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์เดินมาหยุดอยู่ตรงโต๊ะเธอเมื่อไหร่ไม่รู้แถมเพื่อนร่วมห้องยังมองมาด้วยสายตาไม่เข้าใจว่าวันนี้รองประธานนักเรียนผู้ควบตำแหน่งหัวห้องของพวกเขาเป็นอะไร ยุยรู้ว่าระบบชีวิตที่เป็นวางไว้เป็นฉากๆมันกำลังผิดเพี้ยนผิดพลาดเพราะยัยนักเรียกใหม่ตัวยุ่งแท้ๆ  “คุณทาคาฮาชิไม่สบายรึเปล่า เห็นได้ยินมาจากอาจารย์คาไซว่าเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เช้า” “เอ่อ ไม่เป็นอะไรค่ะ” “ครูว่าเดินไปให้อาจารย์ห้องพยาบาลดูหน่อยก็ดีนะ วันนี้แปลกๆ” “ไม่ดี…” “เดี๋ยวหนูขออนุญาตพาไปได้รึเปล่าคะอาจารย์ คือเมื่อเช้าพวกหนูบังเอิญเจอกันระหว่างทางก่อนมา เห็นว่าเขาอาการไม่ดีตั้งแต่เช้าแล้วคะ หนูกลัวจะเดินไปไม่ไหว อาจารย์ก็รู้ว่าเขาเป็นคนชอบฝืนตัวเองเกินเหตุ” พารุสบโอกาสใส่จริตมารยาเต็มที เธอเบื่อวิชานี้จะแย่แต่ยังต้องนั่งถางตาเรียนแล้วไหนจะคนข้างๆที่มีอาการเหม่อแปลกๆจนน่าแกล้ง!? อย่างนี้เขาเรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว  เธอจะได้รู้ด้วยว่าอาการที่เป็นอยู่มันเกิดจากอะไร ถ้าเกิดจากเธอล่ะก็….น่าสนุกว่ามั้ยล่ะ “ก็ดีเหมือนกัน อาจารย์รบกวนหน่อย” ยุยตวัดตามองคนที่แอบยิ้มถูกอกถูกใจ เธออยากจะลากยัยนี่ออกไปยืนหน้าห้องนัก ตัวเองเป็นคนทำแท้ๆแล้วยังหาข้ออ้างหนีเรียนได้หน้าตาเฉย “อาจารย์หนูไม่…” “ไปเร็วสิยุย ฉันจะได้รีบกลับมาเรียน” ยุยแทบจะกระโจนฉีกอกคนมีจริตก้าน กล้าพูดนะว่าอยากกลับมาเรียนเร็วๆสายตาเป็นประกายวิบวับขนาดนี้ อยากกลับมาเรียนตาย “ไปเถอะคุณทาคาฮาชิ ไปให้อาจารย์พยาบาลเขาดูหน่อย” “ค่ะ อาจารย์”อาจารย์ดันเห็นดีเห็นงามแล้วเธอที่ไม่ได้ป่วยอะไรแต่ถูกป้ายสีให้ป่วย จะมีทางเลือกมั้ย!!  ก็ได้แต่ต้องยิมปล่อยให้คนมีจริตมารยาเข้ามาจับตัวทำเหมือนเธอป่วยใกล้ตายเดินไปห้องพยาบาล “ลูกเล่นเยอะจริงนะ” ยุยกระซิบเสียงเบาหลังจากออกมาจากห้อง เธอพยายามดึงแขนที่ถูกเกาะออกอย่างไม่พอใจ “ก็เธอมีอาการแปลกจริงๆนิน่า” พารุยิ้มถูกใจให้คนที่ตีหน้าเข้มใส่เธอ คอยดูเถอะ จะทำให้ตีหน้าขรึมไม่ได้เลยคอยดู “มันเพราะใคร” “อ้ออ อย่างนี้เองเหรอคะ คิดถึงเรื่องของเราว่างั้น”  คนถูกย้อนขบกราม ยัยนี่จะขยันยั่วโมโหเธอไปถึงไหน “อย่าใช้คำกำกวมได้มั้ย” “ตรงไหนกัน ลืมแล้วรึไงคะ ว่าเมื่อเช้าเราคบกันแล้ว” “เธอบังคับฉัน” ยุยพูดความจริงก่อนต้องหน้าแดงก่ำรีบกัดปากที่จะตะโกด่าคนยืนจมูกมาชนแก้มเธอ “ทำบ้าอะไรของเธอ นี่มันที่สาธารณะเกิดมีคนมาเห็นเขาจะทำยังไง” พารุไม่ได้สนใจเสียงรอดไร้ฟันกับดวงตาเขียดปัดที่จ้องเธอ หยักคิ้วกวนๆกลับคืนให้ “แสดงว่าถ้าไม่ใช่ที่สาธารณทำได้?” “เธ..” เธอรีบเอามือตะครุบปากรองนักเรียนไว้ก่อนจะส่งเสียงดังรบกวนห้องอื่นๆ “เบาๆสิคะ เราอยู่บนระเบียงทางเดินเดี๋ยวคนก็โผล่กันออกมาดู ยุยป่วยอยู่ไม่ใช่เหรอคะ” “เอามือออก ฉันไม่ได้ป่วย” ยุยแกะมือของคนที่เอาปิดปากเธอไว้ด้วยความหงุดหงิด ไม่ใช่แม่นี้หรือที่สร้างเรื่องว่าเธอป่วย “แย่จังนะคะ นึกว่าจะเป็นไข้ใจเสียอีก” “เธ..” “ชู่ๆบอกว่าเบาๆไงค่ะ นั่นห้องน้ำ อยากเสียงดังเข้าไปในนั่นดีกว่า” “เธอ..อะอำอะไออ่อยอะ…”ยุยดิ้นพยายามสะบัดตัวออก ยกมือแกะพยายามแขนคนที่ล็อกตัวเธอลากไปฆ่าในห้องน้ำหญิงออก ก่อนจะถูกผลักเข้าไปในห้องในสุดพร้อมเสียงลงกล่อนดัง “แกร็ก” “ยัยบ้าทำอะไรของเธอ!” “เป็นรองประธานนักเรียนที่ขี้โวยวายชะมัด ก็คุณเหม่อทั้งวันนึกว่าอยากจะคุยเรื่องเมื่อเช้ากับฉันก็เลยลากออกมาด้วยกัน ก็แหม…” “ทำไม!” “เวลายุยเป็นอย่างนี้น่ารักชะมัด” เพียงคำชมว่า ‘น่ารัก’ กับมีผลต่อรองประธานนักเรียนอย่างมากใบหน้าจึงขึ้นสีเลือดฝาด “อย่าพูดมากได้มั้ย” “เฮ้ย นิสัยปากเสียคุณคงแก้ไม่หาย” “แล้วจะทำไม” “นี่ กังวลเรื่องเมื่อเช้าอยู่จริงๆเหรอ” “ใครไม่กังวลก็บ้า เธอคิดอะไรของเธออยู่ๆมาบังคับให้ฉันคบ ถามความเต็มใจฉันก็ไม่มี แล้วยัง…” “ยัง…” พารุแกล้งสงสัยไปงั้นเห็นหน้าแดงก่ำก็รู้แล้วว่าเรื่องอะไร  “ช่างมันเถอะน่า” ยุยเบือนหน้าหนีไม่ต้องการจะสบตากับยัยนักเรียนใหม่ที่ยิ้มไม่น่าไว้ใจ “ยังอย่างนี้เหรอคะ” ไม่ใช่แค่ถามแต่ปลายคางของยุยยังถูกช้อนขึ้น พารุไม่รอให้รองประธานนักเรียนขัดขืนประกบริมฝีปากลงไป คราวนี้ไม่ใช่แค่จูบผิวเผินแต่มันลึกจนยุยแข่งขาอ่อนรีบใช้มือดันไหล่อีกฝ่าออกก่อนยัยนักเรียนใหม่จะทำอะไรมากกว่านี้ “เธอ.. ทำ..บ้าอะไร” เสียงพูดปนเสียงหายใจหอบทำให้คนมองแอบขำ “ก็ทำแบบเมื่อเช้ายังไงคะ” “เธอจะกวนฉันใช่มั้ย” “เปล่าสักหน่อยหรืออยากให้ทำมากกว่านี้” พารุสาวเท้าเข้าหา คนที่รู้ว่าตัวเองเสียเปรียบรีบตั้งการ์ดป้องกันแม้ว่าร่างเธอจะขาเธอจะรู้สึกอ่อนแรงจนยืนไม่ไหวก็ตาม “อย่าโหดน่าคุณ ฉันไม่ได้จะทำอะไรไม่ดีสักหน่อย” “ตรงไหน!!”ยุยสวนทันควันเธอถูกขโมยจูบนินะ ไม่ใช่เรื่องไม่ดี “เราคบกันแล้วนะคุณ” “เธอบังคับฉันชัดๆ” “แน่นะคะว่าบังคับ” พารุยิ้มเจ้าเล่ห์อีกครั้งเธอหาทางประณีตประนอมให้คนตั้งหน้าสู้สุดตัวใจเย็นลง  “แล้วไม่ใช่รึยังไง” “งั้นก็บอกมาสิคะว่ายุยไม่ได้รู้สึกดีกับ ‘จูบ’ “ คนถูกจี้ใจดำทำตัวไม่ถูกเผลอยืนนิ่งจนปล่อยให้พารุประชิดตัวได้อีกครั้ง คราวนี้เธอถูกกดให้นั่งลงบนซักโครกแล้วแม่ตัวดีดันทิ้งตัวลงมานั่งตักเอามือสองข้างคล้องคอเธอเสร็จสรรพ “ปล่อยฉัน” เสียงของรองประธานนักเรียนขาดๆหายๆเธอหลบตาด้วยความเขินอายเพราะลมหายใจร้อนที่เปาอยู่ใกล้ๆแก้ม “นี่ ฉันชอบคุณนะ” เธอเหมือนคนหูดับไปชั่วขณะเสียงหัวใจเต้นตึกตักจนไม่ได้ยินเสียงรอบช้าง  “ยะ อย่างเธอเนี่ยนะ” “อย่างฉันแล้วทำไม” พารุค้อนเอือมมือขึ้นดึ่งแก้มยุยแรงๆเป็นเป็นการทำโทษ “มันเจ็บนะ” “ใครเริ่มก่อน” ยุยชักสีหน้าขัดใจอึดอัดเหลือเกินที่ต้องอยู่ใกล้คนทำให้หัวใจเต้นแปลกๆ “จะลุกออกจากตัวฉันได้ยังฉันหนัก” “คุณก็ยอมรับมาก่อนสิว่า คุณเต็มใจคบกับฉัน” “เธอทำไมเรื่องมากขนาดนี้” มาขนาดนี้ยังถามเธออยู่ได้ ก็รู้คำตอบดีอยู่แล้วไม่ใช่รึไงเล่า “ก็ฉันอยากได้ยิน ฉันอุสาพูดความรู้สึกตัวเองไปแล้วนะ” มาแล้วมารยาพร้อมกับบีบน้ำตาให้ดูเหมือนคนน่าสงสาร “ไม่เต็มใจ ฉันคงฆ่าเธอตายตั้งแต่เธอขโมยจูบเมื่อวาน!” “แสดงว่าคุณก็รู้สึกดีกับฉัน” ยุยไม่อยากยอมรับแต่ก็ต้องยอมพยักหน้าให้ “ไม่เอาแบบนี้ มาเป็นคำพูดสิคุณ” “ก็ใช่”  พารุอย่างเบะปากใส่ตยเก๊กเยอะท่ามากด้วยความหมั่นไส้ จะยอมรับว่าชอบเธอง่ายๆไม่มีอ่ะ คนอุสาเริ่มก่อนมาจนถึงขนาดนี้ ยังปากแข็งอยู่ได้ “ใช่อะไรล่ะคุณ” “ก็เอ่อ” “ป๊อดรึไง แค่จะบอกชอบหรือบอกรู้สึกดี ไม่ยากขนาดนั้นเลยรึไง” “ฉันรู้สึกดีกับเธอ พอใจรึยัง” ยุยตัดบทก้มมองมือที่จับกำด้วยความเขินอายเหมือนเด็กทำตัวไม่ถูกพอเจออะไรใหม่ๆ ไม่ต้องถามว่าพารุถูกใจขนาดไหนถึงกับก้ดลงหอมแก้มรองประธานนักเรียนซ้ายทีขวาที แล้วยังจูบหนักๆที่ริมฝีปากเป็นการปิดท้าย “พอแล้วน่า” ยุยถึงกับต้องร้องเตือน เพราะกลัวมันจะไม่หยุดแค่ถูกฟัด ขอเวลาให้เธอพักหายใจหายคิมั้งเถอะ ยัยนักเรียนใหม่ตัวป่วน ยัยคนวุ่นวาย มาก่อกวนเธอจนไม่เป็นตัวของตัวเอง “แค่นี้เองคุณ แล้วจะกลับเข้าห้องเรียนเลยมั้ย” “ฉันไม่ใช่เด็กเกเรอย่างเธอนะ” พารุถึงกับหัวเราะชอบใจแต่วันนี้เธอคงต้องทำให้รองประธานนักเรียนกลายเป็นเด็กเกเรเสียแล้วเพราะเธอรู้สึกถูกใจ จนอยากจะแกล้งให้อยู่กับเธอนานๆเหลือเกิน      มินามินั่งมองคนที่เข้าสู่ห้วงนิทราด้วยความอ่อนใจ เธอบอกไม่ถูกเหมือนกันระหว่างความน้อยใจกับความดีใจ เธอไม่อยากจะยอมรับว่าลึกๆเธออยากให้ผู้หญิงคนนี้กลับมาหา เคยคิดว่ามันเป็นความฝันลมแล้งๆ ไม่มีทางเป็นจริงไปได้ แต่แล้วจู่ๆผู้หญิงคนนี้ก็ดันมาปรากฏตัวต่อหน้าเธอ อยากจะโกรธให้มากกว่านี้แต่พอเห็นน้ำตา ใจมันก็เริ่มหวั่น ทั้งที่กลัวเจ็บเหมือนเก่าแต่ยังปรารถนาให้ความรักยังคงเหมือนเดิม เธอบ้าชะมัด ฝ่ามือของคุณอัยการเคลื่อนไปตามพ่วงแก้มชื่นด้วยหยาดเหงื่อราวกับต้องมนตร์ความคิดถึงเข้าตีจนปั่นป่วนไปทั้งระบบหัวใจ อยากบอกให้ตัวเองหยุดแต่ใจมันกลับค้าน ก็ดูจากท่าทีที่แสดงออกมา “คุณพ่อ!” เสียงไม่เบามากอุทานด้วยความตกใจ มินามิชะงักมือรีบเคลื่อนใบหน้ามองคนที่เปิดประตูเข้ามาและดูเหมือนจะช็อกอยู่มาก “ทะ..ทำไม เอ่อ” คนที่พึ่งกลับมาบ้านอ้ำอึ้งทอะไรไม่ถูก เสียงของเธอหายกลับเข้าไปในลำคอ ทะ ทำไม แม่ถึงมาอยู่ที่บ้านไดด้  “เรื่องมันยาวน่ะ” มินามิบอกด้วยความหนักใจเธอผละตัวลุกจากเตียง “ขอโทษนะยุย ทั้งที่พ่อรู้ว่าลูก...” “ไม่เห็นต้องขอโทษเลยนิค่ะ” ยุยแทรกออกมา เธอยังไม่ได้บอกพ่อเรื่องเมื่อวาน พ่อคงยังไม่รู้ว่าเธอปรับความเข้าใจกับแม่แล้ว “แล้ว เอ่อ...แม่เป็นอะไรคะทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”  “เธอไปหาพ่อที่ทำงาน ก็รู้ว่าตัวเองไม่ไหวยังชอบฝืนทำอะไรอย่างนี้” มินามิแอบแขวะคนอวดเก่งด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายลง “แล้วเอ่อ...พ่อคุยกับแม่รึยังคะ” ยุยกลั้นใจถามอย่างลุ้นคำตอบ หวังให้คำตอบเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวเองพึ่งพอใจ “ถามอย่างนี้แสดงว่า ลูกคุยกับผู้หญิงคนนี้แล้วใช่มั้ย” คนถูกย้อนถึงกลับสะดุ้งเฮือกกลืนน้ำลายฝืดๆลงคอ “ยุยบอกพ่อมาค่ะ เมื่อวานหนูไปไหนมา พ่อขอความจริง” บางทีเธอก็ไม่อยากให้พ่อเป็นอัยการ เธอจะได้โกหกได้ ดูเธอพูดอยู่ไม่กี่คำพ่อก็รู้ว่าเธอไปทำอะไร “คือว่า...” “ไปเจอผู้หญิงคนนี้มา” มินามิเน้นถ้อยคำช้าๆชัดๆเล่นเอาลูกสาวต้องพยักหน้าอย่างจำยอม “คือ...หนูไม่ได้ตั้งใจจะโกหกนะคะ หนูแค่ไม่อยากให้พ่อไม่สบายใจ” “แล้วผู้หญิงคนนี้คงพูดอะไรบางอย่างกับลูก” มินามิยังสันนิฐานต่อได้อย่างถูกเผงจนลูกสาวได้แต่ยิ้มเสียวๆยกธงขาวยอมแพ้ถ้าเธอมีศัตรู ขอให้พ่อเป็นคนสุดท้าย “พ่อค่ะ หนูรู้นะคะว่าพ่อรู้สึกอย่างไร แต่หนูอยากให้พ่อเปิดโอกาสแม่อธิบายสักครั้ง แม่มีเหตุผลที่ทำเรื่องในตอนนั้นลงไป” แววตาของยุยสั่นไหวเจ็บปวดเพราะความจริงที่พึ่งรู้ มันแย่มากสำหรับเธอ กับชีวิตของพ่อแม่ของเธอ “แสดงว่าผู้หญิงคนนี้คงเล่าเรื่องให้ลูกฟังหมดแล้วถูกมั้ย” คนถูกถามค่อยๆพยักหน้าให้กับน้ำเสียงคาดคั้นนุ่มๆอย่างใจเย็น เธอรู้ว่าพ่อเธอมีเหตุผลกับเรื่องที่ต้องการให้มันชัดเจน ดูจากคำพูดพ่อคงจะรู้อะไรมาบ้างพอสมควรและใจเย็นลงมาก ถึงได้พูดคุยเรื่องนี้กับเธออย่างปกติ “พ่อคะหนูรู้ว่าถ้าขอตอนนี้มันอาจจะมากเกินไปสำหรับพ่อ แต่หนูอยากให้เรากลับมาเป็นครอบครัวกันนะคะ” “พ่อต้องการรู้เพียงเรื่องเดียวค่ะตอนนี้ พ่อไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้บอกลูกมั้ย ‘จูริ’ …เด็กคนนั้น… ” “แม่ยืนยันกับหนูเองค่ะว่าเป็นน้องของหนู เป็นลูกของคุณพ่อ” มินามิยืนเงียบอย่างใช้ความคิดก่อนไล่สายตามองคนหลับสนิท “ตอนนี้พ่อไม่รู้จะพูดอะไร มันทั้งสับสนมึนงง ไม่ใช่พ่อไม่อยากฟังคำอธิบาย หรือไม่อยากอภัยให้กับสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้เคยทำเอาไว้…แต่ว่ามัน…เจ็บ พ่อเป็นเหมือนคนโง่ที่ถูกปล่อยไม่ให้รู้เรื่องอะไร” ยุยโผล่เขากอดร่างที่สั่นน้อยๆของพ่อตัวเอง เธอเข้าใจพ่อของเธอมากกว่าใครทั้งหมด เธอรู้ว่าพ่อยังไม่พร้อมเพราะความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันพึ่งจะสดๆร้อนๆเหมือนแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกใหม่ๆความจริงบางทีก็น่าเจ็บปวดเกินไป คนหลายคนถึงไม่อยากจะยอมรับมัน แม้ท้ายที่สุดเราก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริง “หนูขอโทษ…ที่บอกให้คุณแม่มาหาพ่อ ทั้งที่หนูรู้ว่าพ่อจะต้องเจ็บ แต่หนูยังอยากให้คุณแม่มาหา คุณพ่อ หนูอยากให้ครอบครัวเรากลับมาจริงๆนะคะ คุณแม่เขาต่อสู้ตัวคนเดียวมากพอแล้ว” “ยุย” มินามิลูบหัวลูกสาวเบาๆอย่างปลอบขวัญไม่คิดว่าลูกจะร้องตามเขาอย่างนี้ “พ่อขอเวลาอีกสักหน่อยนะคะ ไม่ใช่พ่อไม่อยากรู้ว่าเกิดอะไร ให้พ่อทำใจแล้ว พ่อจะรอฟังจากปากของผู้หญิงคนนี้เอง” “หนูเข้าใจค่ะ” ยุยผละกอดออกช้าๆมองแม่ที่หลับอยู่บนเตียง “ลูกพึ่งกลับมาถึงลงไปกินข้าว อาบน้ำ จัดแจงตัวเองให้เสร็จก่อนนะคะแล้วค่อยขึ้นมาดู พ่อรู้ว่าหนูอยากอยู่ในนี้” ยุยยิ้มบางๆให้คำพูดคาดการณ์ของผู้ให้กำเนิด พ่อเธอพูดถูกเหมือนเข้ามานั่งอยู่ในใจเธออย่างนั้น “ก่อนหนูขึ้นมา หนูให้เวลาพ่อนะคะ” มินามิส่ายหัวขณะมองตามแผ่นหลังที่หายออกไป เธอเข้าใจว่าลูกสาวต้องการสื่ออะไร เธอจะต้องการเวลาอะไรอีกในเมื่อตอนนี้ ยังไม่ถึงเวลาที่สมควรจะเริ่มอะไร ก่อนหันมองคนบนเตียงอีกครั้ง เป็นผู้หญิงที่ทำให้เธอว้าวุ่นใจได้ตลอดเลยสิน่า มาเอดะ อัตสึโกะ         ตะวันลอยล่องขึ้นสู่ขอบฟ้าแสงแดดแย่งตาหลุดลอดผ่านเข้ามาในช่องผ้าม่าน หญิงสาวร่างสมส่วนขยับตัวเล็กน้อยขับไล่ความเมื่อยขบตามร่างกาย แต่ทำได้ไม่ถนัดนักจนต้องลืมตาขึ้นมาดู จังหวะนั้นหัวใจแทบหยุดเต้นอยากจะยิ้มก็ยิ้มได้ไม่เต็มที่ กลัวเขาจะโกรธตื่นมาไล่ตะเพิดเธออออกจากบ้าน จะว่าไปเมื่อคืนเธอสะลึมสะลือจำได้ล่างๆว่าตัวเองบ่นหนาวๆแล้วก็ดึงเขาลงมานอนด้วย คิดแล้วหน้าก็ร้อนฉ่าขยับตัวซุกลงบนหมอนใบโตใบเดียวกับคนที่กอดเธอจากด้านหลัง   เมื่อคืนนิดหน่อย เธอตื่นมาไม่รู้ว่าเวลาเท่าไหร่เห็นมินามินั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้งในชุดนอนตามองผ่านกระจกมายังเธอให้มีอาการเขินจนต้องหลบ “เป็นยังไง ดีขึ้นรึยัง” เสียงเขายังคงมีแง่กับเธอดังเดิมคือไม่ได้เป็นมิตรหรือศัตรู เป็นน้ำเสียงกลางๆนึ่งๆซึ่งทำให้เธอเดาอารมณ์เขาไม่ถูก เธอไม่รู้ว่าจะพูดยังไงถึงเข้าหูเขาจึงเลือกจะเงียบ “ป่วยจนกลายเป็นใบ้?” มินามิเดินมาทิ้งตัวลงเตียงอีกฝั่งที่ไม่ได้ถูกยึดเป็นที่นอนของเธอเล่นเอาหัวใจเธอเต้นตุ้มๆต่อมๆ พลิกตัวมองหน้าเขาทันที “มองอย่างนี้หมายความว่ายังไง” “เอ่อ จะนอนที่นี่เหรอคะ” “ห้องฉันรึเปล่า จะให้ฉันไปนอนที่ไหน” เธอมองคนหลบหน้าด้วยความหงุดหงิด มันฝ่ายเธอมั้ยจะต้องอึดอัด “อ๋อ ถ้ามันอึดอัดเธอมาก ฉันจะไปตามลูกมานอนแทน” อัตสึโกะรีบคว้าแขนของเขาโดยไวก่อนคนพูดจะทำตามอย่างที่พูดจริงๆ “ยุยกลับมาแล้วเหรอคะ” “มันกี่โมงแล้ว นี่จะตีหนึ่งแล้วนะ” อัตสึโกะตาโตนี่เธอหลับไปนานขนาดไหนกันเชียว แต่จะตีหนึ่งแล้วเขาพึ่งจะอาบน้ำนอนอย่างนั้นหรือ “ยุยพึ่งกลับออกไปจากห้องฉันตอนห้าทุ่ม มาอยู่กับเธอตั้งนานจนฉันคิดว่าจะนอนค้างที่นี่ นิ สายตาน่ะ ไม่ต้องมองหน้าฉันอย่างนั้น ฉันเองก็มีงานให้ต้องจัดการมั้ย ใครจะนอนเป็นคนว่างงานเหมือนเธอ” มินามิประชดด้วยความหมั่นไส้คนที่ตำหนิเธอผ่านสายตาว่า ดึกป่านนี้แล้วทำไมพึ่งจะอาบน้ำนอนก่อนทิ้งหัวลงหมอนใบข้างๆ พยักพเยิดให้ดูกองเอกสารที่เธออุสาลงไปหอบขึ้นมาจากชั้นหนึ่งเพื่อให้ได้เฝ้าคนป่วย  “เธอเองคุยอะไรกับลูกเอาไว้ เข้าข้างกันดีนะ” แหม อยู่ในห้องก่อนหน้านี้ บอกคุณแม่อย่างโน้น อย่างนี้ เห็นไม่สบายตั้งแต่เมื่อวาน รู้จักรู้ทางกันดีจริงๆ อัตสึโกะทำตัวไม่ถูกกับอารมณ์ที่แปรป่วนของอดีตคนรัก มันไม่ใช่ว่าเขาจะหายโกรธเธอหรืออภัยให้เธอ มันยังมีเส้นบางๆกันเอาไว้ระหว่างสองสิ่งนี้ แต่ละคำพูดถึงแดกดันประชัดประชันกันเหลือเกิน เหมือนจะงอนกันอยู่มากกว่า “ลูกเล่าให้ฟังเหรอคะ” คนถูกถามส่ายหน้า “ฉันบอกแล้วยังไงว่า จะรอฟังจากเธอ” พูดจบมินามิก็นอนพลิกตัวหันหลังเป็นการตัดบทสนทนา คิดว่ายังไม่ถึงเวลาต้องพูดอะไรอีก พอเห็นว่าเป็นเช่นนั้นอัตสึโกะก็เงียบเสียงลง กระทั่งเวลาผ่านไปอีกประมาณช่วงโมงกว่าๆ “หนาว” “อะไรของเธออีกเนี่ย” “หนาว” “แอร์ก็ไม่ได้เปิดแรงเลยนะ หรือต้องลุกไปปิดให้” มินามิงัวเงียขึ้นมาบ่น เท้าคางมองคนที่นอนขดตัวเป็นดักแด “หนาว” “ดื้อจนได้เรื่องจริงๆ” จะไม่ให้เธอบ่นได้ยังไง พอเป็นหนักแล้วดูสิเดือดร้อนเธอชัดๆ ไม่ทันที่เธอจะได้พูดโวยวายอะไรต่อคนที่พึมพำว่าหนาวก็คว้าเธอเข้าไปกอด “ปล่อย” เธอเค้นเสียงดุอย่างไม่พอใจแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลคนที่เอาแต่พึมพำหนาวเบียดตัวเข้ามาหาเธอจนชิดราวกับจะสิงค์ร่างของเธอ จนแล้วจนรอดก็ต้องยอมทิ้งตัวลงหมอนใบเดียวกันแล้วกระซับเอาร่างที่งอแงด้วยฤทธิ์พิษไข้มาไว้ในวงแขนแต่โดยดี   อัตสึโกะตัดสินใจพลิกตัวกลับเผชิญหน้ากับคนที่กอดจากด้านหลัง ใบหน้ายามหลับในความทรงจำไม่ได้ต่างจากตอนนี้เลย ดวงตาของเขาที่เธอปรารถนาให้มองมาที่เธอด้วยความอบอุ่นอีกครั้งบัดนี้ยังคงปิดสนิท ริมฝีปากที่เคยประทับลงบนตัวเธออย่างอ่อนโยนเผยยิ้มบางๆ คล้ายราวกับคนฝันหวาน หากสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงจังหวะเวลานี้เป็นสิ่งที่เธอคิดไปเอง เธอก็ขออยู่กับมันตลอดกาลไม่รู้ว่าเผลอตัวขนาดไหนถึงได้ใจกล้าเอาหลังมือสัมผัสบนแก้มของเขากระทั่งดวงตาที่ปิดสนิทกระพริบถี่  “คิดจะทำอะไร” น้ำเสียงงัวเงียเจือความขุ่นมั่วของเขาเล่นเอาเธออยากปล่อยหัวเราะ แต่ก็ไม่กล้า มือของเธอถูกจับออกจากแก้มด้วยความรวดเร็ว “คิดถึง”เธอเป็นเหมือนคนละเมอสติไม่ดีเวลาที่อยู่ใกล้เขาหลังจากห่างหายไปนาน มินามิขบปากเป็นเส้นตรง กลัวใจตัวเองเหลือเกินว่ามันจะวิ่งกลับเข้าไปอยู่ในกำมือของผู้หญิงคนนี้อีกครั้ง ดูสิแค่ผู้หญิงคนนี้บอกคิดถึงมันยังดีดดิ้นจนน่าหมั่นไส้ “พูดได้อย่างนี้แสดงว่าหายแล้ว?” “มินามิ” “ทำไม” “ถ้าฉันอธิบายตอนนี้ มินามิจะฟังรึเปล่าคะ” “สภาพอย่างนี้เนี่ยนะ” มินามิเผลอค้อนผู้หญิงในอดีตอย่างไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าทำไมใจมันไม่เคยแข็งพอเลยกับเรื่องของผู้หญิงคนนี้ อีกฝ่ายหัวเราะเธอได้น่าไล่ออกจากบ้านมาก มันตลกใช่มั้ยที่มาล้อเล่นกับความรู้สึกเธอเนี่ย  “เห็นฉันตลกด้วยมั้ย ฉันยังไม่หายเคืองเธอนะ” คนประชดลุกขึ้นนั่งให้อัตสึโกะต้องลุกตาม “มินามิ ฉันรู้ว่าทำอะไรก็ไม่สามารถไถ่โทษกับสิ่งที่เคยทำได้ แต่ว่าฉัน…” “ฉันไม่ได้จะรับไหวทุกเรื่องหรอกนะ” เธอมองหน้าคนที่มีแววตาเศร้าสลดอย่างจริงจัง “แต่ที่ฉันต้องฟังมันเพราะมันคือเรื่องของเธอ เรื่องที่เกี่ยวกับฉัน” “มินามิ” “ฉันรู้ว่าเธอต้องการอะไร ฉันเองก็ต้องการไม่ต่างกัน แต่ขอเวลาให้ฉันได้มั้ย มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น จะให้ลืมความเจ็บปวดที่ผ่านมาเพียงชั่วข้ามคืนนินะ ฉันถูกผู้หญิงใจร้ายทิ้ง เธอก็รู้” มินามิยอมให้ผู้หญิงที่เธอพึ่งจะต่อว่าไปมาดๆเข้ามากอดง่ายๆพร้อมกับคำพูดขอโทษๆเธออยู่ซ้ำๆ “นี่ ขอโทษฉันได้แต่อย่าร้องไห้” เธอระอาที่ต้องมาตามเช็ดน้ำตาของผู้หญิงคนนี้มันมากมายและบีบใจเธอได้เสมอ “ก็มัน…” “แค่นี้เอง สรุปว่า จูริ เป็นลูกฉันแล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ฉันขอคร่าวๆไม่ต้องลงรายละเอียดมาก เพราะฉันพอจะประติดประต่อเหตุผลโง่ๆที่เธอใช้โกหกฉันว่าไปนอนกับคนอื่น” อัตสึโกะเผยยิ้มอย่างไม่รู้ตัว นี่ถือว่าเป็นลางดีใช่มั้ย ต่อจากนี้ไปเขาจะยอมฟังเธอ และทุกอย่างที่เธอหวัง มันจะกลับกลายเป็นเหมือนเดิม ทาคาฮาชิ มินามิ จะกลับมาอยู่เคียงข้างเธอ เส้นทางคู่ขนานของเราจะสิ้นสุดลงเสียที
  5. ขอบคุณค่ะ เห็นรีดสนุก ไรต์ก็มีความสุขค่ะ ><
  6. บทนำ   [ว่ากันว่า ในอดีตร่วมพันปีที่ผ่านมา มีอาณาจักรแห่งหนึ่งถูกปกคลุมด้วยหิมะ ทั้งต้นไม้ ใบหญ้าต่างเป็นสีขาวของหิมะ แม่น้ำ ลำธารกลายเป็นน้ำแข็งเพราะความหนาวเย็นของอากาศ ผู้คนในอาณาจักรต่างใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข มีการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายรวมทั้งสูตรยาเวทมนตร์ คัมภีร์เวทมนตร์ คาถาอาคม และอาวุธเวทมนตร์ต่างๆ ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบ ทำให้ความรุ่งเรืองของอาณาจักรนั้น ล่มสลายลงพร้อมการหายตัวไปของกษัตริย์องค์สุดท้าย ซึ่งชื่อของกษัตริย์องค์สุดท้ายก็ได้ถูกลบเลือนออกจากหน้าประวัติศาสตร์ หลังจากการหายตัวไปของกษัตริย์องค์องค์สุดท้าย สัตว์ร้ายมากมายได้เข้าโจมตีอาณาจักร ยึดครองเป็นที่อยู่อาศัยกระทั่งอาณาจักรถูกขนานนามว่า “อาณาจักรต้องสาป”  ที่น่าแปลกคือ ประชากรของอาณาจักรไม่ได้รับอันตรายจากการโจมตีของสัตว์ร้าย ว่ากันว่ามีสัตว์อสูรสีขาว รูปร่างใหญ่โตเท่าบ้านเรือนเข้าปกป้องพวกเขาเอาไว้ จนถึงปัจจุบันนี้ วิทยาการเวทมนตร์ของอาณาจักรยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีทว่าไม่มีใครล่วงรู้ถึงที่อยู่ของมัน.…..]  “มีแต่ปริศนาทั้งนั้นเลยแหะ” หญิงสาวพูดลอยๆอย่างใช้ความคิดเมื่อตนอ่านหนังสือเล่มหนึ่งมาร่วมชั่วโมง ผมยาวสีน้ำตาลดันลอนปลายกำลังพลิ้วไหวไปตามสายลมที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง  ดวงตากลมสวยฉายแววเหนื่อยใจ ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากัน คิ้วเรียวสวยหมวดจนต้องนำมือขึ้นมานวดขมับเบาๆ "เฮุ้อ" หญิงสาวตัดสินใจวางหนังสือเล่มหนาลงบนโต๊ะทั้งที่อ่านไปได้เพียงแค่ครึ่งเล่ม ก่อนที่มันจะทำให้ปวดหัวมากกว่านี้  “อัตสึโกะ พระราชาเรียกแล้วนะ” สาวผมสั้นตัวสูงโปร่งเปิดประตูห้องเข้ามาเรียกคนที่กำลังนั่งใช้ความคิด ให้เจ้าของชื่อขานรับเนิบๆ “ค่ะ จะไปเดี๋ยวนี้ละคะ”  เธอหันไปมองหนังสือเล่มหนาพลางลุกขึ้นยืนขับไล่ความเมื่อยล้าจากการนั่งฝั่งตัวบนเก้าอี้นวมมานานแสนนาน แล้วได้เดินออกไปจากห้องอ่านหนังสือพร้อมกับผู้หญิงที่เข้ามาเรียกตน   สักพักหลังจากที่หญิงสาวทั้งสองคนห่างจากห้อง อยู่ๆก็มีลมกระโชกพัดเข้ามาทำให้ไฟในเตาพิงก่อนหน้านี้ดับลงจนทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสนิท หนังสือเล่มหนาเรืองแสงสีฟ้า ลอยขึ้นสูงจากโต๊ะวางตัวเล็ก  เปิดขึ้นเองความรวดเร็วจนมาหยุดอยู่ที่หน้าหนึ่งของหนังสือ และ... "ตึก” แสงประหลาดที่สะท้อนออกมาปรากฏเป็นตัวหนังสือสีฟ้าราวกับถูกฝั่งอาคมไว้มิต้องการให้ผู้ใดพบเห็น [ว่ากันว่า กษัตริย์องค์สุดท้ายที่หายสาบสูญไปยังมีชีวิตอยู่ร่วมพันปีที่ผ่านมา และกษัตริย์องค์นี้ยังเป็นผู้กุมความลับของอาณาจักรไว้ทั้งหมด] ข้อความสั้นๆปรากฏขึ้นมาเพียงแวบเดียวแล้วมันก็หายไปทันทีมันปรากฏ หลังจากนั้นหนังสือเล่มหนาก็ตกลงมาอยู่ในสภาพเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น…. . . . และทั้งหมดนี้ คือจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่ !   ....................................................................................   ฝากเรื่องใหม่ด้วยนะคะ ไม่รู้ว่าจะสนุกรึเปล่า เราพึ่งเคยเขียนแนวนี้ดัวย อาจจะบรรยายไม่เก่ง ไม่ไหลลื่นเท่าไหร่ ขอโทษด้วยนะคะ เดี๋ยวเนื้อเรื่องจะลงให้วันที่ 28 นะคะ วันนี้ขอแปะบทนำไว้ก่อน m(_ _)m
  7. Ch.9 เธอและฉัน ฉันและเธอ     มินามินอนลืมตาอยู่บนเตียงด้วยอาการมึนงง เธอเกลียดสภาพของตัวเองที่สุด จำไม่ได้เลยว่าเมื่อคืนตัวเองทำอะไรลงไปบ้างห้องถึงได้เลอะเทอะกระจัดกระจายอยู่อย่างนี้  น้ำเมากลายเป็นเพื่อนของเธอหลังจากคุยโทรศัพท์กับลูกสาวเสร็จ คงเป็นโชคดีเล็กๆเพราะไม่รู้ว่าถ้าลูกอยู่เธอจะทำตัวยังไง  เธอเอาแต่ร้องไห้ ทำตัวบ้าบอตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน  มันเจ็บ กี่ครั้งมันก็เจ็บ เธอรู้สึกหน่วงในหัวใจเมื่อได้เห็นใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง เธอเกลียดผู้หญิงคนนั้นเพราะเธอคิดถึงเขาตลอดเวลา เธอทำใจกับมันไม่ได้ เธอคิดผิดใช่รึเปล่าที่ไปบ้านของฮารุนะเมื่อวาน ใครจะคาดคิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะอยู่ด้วย “Rrrr”  เสียงโทรศัพท์ข้างหัวเตียงทำให้เธอต้องพลิกร่างกายที่รู้สึกหนักอึ้งจนไม่อยากขยับหยิบมารับสาย  เธอไม่น่าดื่มอะไรไปมากมายอย่างนี้เลย บ้าชะมัด “คุณพ่อ ตื่นรึยังคะ” เสียงที่ผ่านมาตามยสายทำให้เธอต้องตอบอ้อแอ้กลับไป ลำคอเธอแห้งผาด รู้สึกไม่อยากจะพูดอะไรไหนจะหัวที่ปวดหนึบ เต้นตึบๆเป็นจังหวะ แย่ที่สุด มันแย่ที่สุด “ค่ะ” “หนูจะให้พ่อไปรับรึเปล่าคะ”  มันเป็นอีกบทบาทหนึ่งในตัว ทาคาฮาชิ มินามิ ที่ต่อให้มีสภาพอย่างไร แต่ถ้าเป็นเรื่องของคนครอบครัว ก็จะไม่มีทางปล่อยปะละเลยเด็ดขาด “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูโทรหาคุณพ่อเฉยๆ เดี๋ยวหนูนั่งรถจากที่นี่ไปเอง ไว้เจอกันตอนเย็นนะคะ แล้วคุณพ่อไม่สบายรึเปล่า น้ำเสียงฟังดูไม่ดีเลย” เธออยากหัวเราะใส่โทรศัพท์กับคำถามยาวเป็นชุดของลูกสาวที่แฝงไปด้วยห่วงใย  “พ่อสบายดีค่ะ พึ่งตื่นเลยยังเบลอๆ กำลังจะลุกไปอาบน้ำแล้วค่ะ” เธอไม่ได้โกหก เธอแค่พูดความจริงไม่หมดเท่านั้น อย่างไรเสียวันนี้ก่อนออกไปทำงานเธอก็ต้องจัดการกับสภาพตัวเองและสภาพห้องนอนเสียก่อน ดูไม่ได้เลย เละเหมือนมีคนตีกันแหนะ “หนูเป็นห่วงนะคะ ถ้าคุณพ่อไม่สบายอีกค.. ขึ้นมาจะแย่เอานะคะ” เหมือนลูกสาวเธอจะพูดอะไรบ้างอย่างก่อนจะเปลี่ยนให้มันไปเป็นคำอื่นอย่างรวดเร็วเล่นเอาหัวคิ้วเธอเลิกขึ้นสู่หน้าผากก่อนมันจะกลับมาขมวดเป็นปมเพราะรู้สึกว่าเส้นสมองยังคงเต้นตุบตับๆ เธอยกมือข้างหนึ่งกดนวดขมับ ไม่น่าดื่มเลยจริงๆ “พ่อรู้แล้วค่ะ เมื่อคืนหนูรีบวาง พ่อเลยไม่ได้ถาม ไปค้างที่ไหนเหรอคะ”  เธอได้ยินเสียงอึกอักมาจากปลายสาย เหมือนพวกจำเลยที่ไม่อยากตอบทำถาม ยิ่งทำให้เธอสงสัย “บ้านของคาวาเอ้ค่ะพ่อ”  ต่างฝ่ายต่างโกหกกันและกัน เพราะไม่อยากให้ความจริงเข้ามาทำลายความรู้สึกของกันและกันในตอนนี้ โดยเฉพาะทางฝั่งของยุยซึ่งกำลังกลายเป็นคนกลางที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก  พอถูกบอกอย่างนี้คนที่แฮงค์ค้างก็ไม่อยากซักแม้จะตะขิดตะขวงใจอยู่มากก็ตาม “งั้นเหรอค่ะ หนูจะเดินทางไปโรงเรียนก็ระวังด้วยนะคะ” “ค่ะ คุณพ่อ ไม่ต้องห่วงทางนี้นะคะ” โทรศัพท์ถูกว่างไปแล้วหากเธอยังมองจอสีดำของเครื่องมือสื่อสารอยู่อย่างนั้น ไม่เข้าใจประโยคที่ลูกสาวบอกเมิ่อสักครู่ ทำไมยุยถึงบอกว่า ไม่ต้องห่วงทางนี้ เธอรู้มันไม่ใช่ประโยคปกติที่ลูกจะพูด เธอเผลอกัดริมฝีปากขบกรามแน่นขนัดเมื่อดันคิดนึกผู้หญิงคนนั้น ใครบอกน้ำเมาสามารถลบความทรงจำได้ มันแค่เรื่องไร้สาระ เป็นแค่เรื่องที่เกิดครึ่งเพียงเสี้ยวนาที แค่เมาก็ลืมได้เหรอ เปล่าเลย มันยังอยู่ และมันยิ่งเจ็บ มันยิ่งเอาแต่เพ้อหาผู้หญิงคนนั้นมากเป็นเท่าตัว  อะไรทำให้เธอมาอยู่ในสภาพนี้  ตอนที่พบกัน ต้องเป็นเธอรึเปล่าที่ควรจะร้องไห้แล้ววิ่งหนี แล้ว… ทำไม ทำไมถึงได้กล้าร้องไห้ต่อหน้าเธอ กล้าวิ่งหนีเธอ หรือจะพึ่งมามีสำนึกกับสิ่งที่ตัวเองเคยทำไว้ ถึงไม่กล้าสู้หน้าเธอ เธอสับสนเหลือเกินเพราะน้ำตาเมื่อวาน มันทะลุทะลวงกำแพงเปราะบางที่เธอสร้าง หากเป็นเมื่อก่อนคงก้าวเท้าเข้าไปจับคว้านำร่างนั้นมาเข้าสู่อ้อมกอด เกลียดตัวเอง เกลียดหัวใจที่ไม่เคยรู้จักเข็ดหลาบ ไม่ยอมจำสักทีว่าผู้หญิงคนนั้นทำอะไรไว้บ้าง คำว่า แม่มดหรือผู้หญิงแพศยาที่เธอด่ามันยังน้อยไป เป็นผู้หญิงที่ร้ายและสารเลวสิ้นดี       “เขาเหรอคะ” ยุยหันมองคนที่ลุกขึ้นมานั่งพิงหัวเตียงหลังจากที่เธอพึ่งป้อนข้าวป้อนยาให้ อาการของแม่ดีขึ้นจนเธอโล่งใจ คิดว่าต้องได้พาไปโรงพยาบาลจริงๆแล้วเสียอีกถ้าแม่ยังปวดหัวไม่เลิก “ค่ะ” ยุยไม่ค่อยอยากตอบคำถามสักเท่าไหร่ ในเมื่อเธอบอกไปก็เห็นเพียงดวงตาสั่นระริกคู่สวย อย่างที่เขาบอกว่าความคิดถึงไม่เคยเข้าใครออกใคร  “ขอโทษนะคะ” แม่ของเธอพูดคำนี้เป็นรอบที่ล้าน แม้ตอนที่หลับเพราะฤทธิ์ยาก็ยังเพ้อออกมาอยู่ร่ำๆ ไม่ต้องให้เธอถามหรอกว่า ขอโทษใคร ก็เล่นแสดงชัดเจนขนาดนั้น คงอยากจะพูดต่อหน้าพ่อเป็นล้านๆครั้ง ว่าตัวเองรู้สึกผิดอย่างไร “เมื่อวานคุณน้ายูโกะเล่าให้หนูฟังแล้วนะคะ”  ราวกับคนฟังถูกทิ่มแทงด้วยคำพูด หยาดน้ำตาที่เคยเหือดแห้งจึงถูกกลั่นออกมาทีละนิดทีละนิด  “คุณแม่ร้องทำไมคะ”  ยุยดันตัวเองขึ้นนั่งบนขอบเตียงแววตาประกายความสงสัยว่าเธอพูดสิ่งใดผิดไปถึงได้เข้าไปสะกิดแผลใจของผู้ให้กำเนิด “แม่ขอโทษนะคะ ขอโทษที่ทำอย่างนั้น” “หนูไม่ได้โกรธนะคะ หนูแค่เสียใจ ทำไมคุณแม่ไม่ยอมบอก คุณแม่คิดจะแก้ปัญหาเองทุกอย่าง ทำให้ตัวเองแล้วก็คุณพ่อทรมาน” ยุยขยับตัวกอดมารดาที่ซบหน้าลงมาร้องไห้บนบ่าของเธอ ในใจเธอมันดิ้นพล่านอยากจะพาคนที่ร้องไห้อยู่กับบ่าไปพบพ่อของเธอเหลือเกิน ไปเล่าความจริงให้พ่อของเธอฟัง “แม่เลือกไม่ได้ แม่ไม่มีทาง..ฮึก..ไม่มีทางเลือก คุณตาจับตาดูแม่ตลอด แม่ไม่น่า..ฮึก กลับไปบ้านตอนนั้นเลย ถ้าแม่ไม่กลับ..ฮึก..คงไม่เกิดเรื่องอย่างนี้” “เกิดอะไรกันคะ” ยุยเคลื่อนมือข้างหนึ่งบีบมือของผู้ให้กำเนิดอย่างให้กำลังใจแม้เสียงพูดปนคำสะอื้นจะฟังออกยากมากขนาดไหนเธอก็ฟังมันได้ใจความ “วันนั้น…ฮึก..เป็นวันครบรอบวัน…วันตายของคุณยายหนู..ฮึก. แม่เลยจำเป็นต้องกลับไปที่บ้าน…แม่กำลังท้องน้องของหนูได้ประมาณสองเดือน”  อัตสึโกะสูดลมหายใจเข้าลึกขณะที่ซบหน้านิ่งอยู่บนบ่าของลูกสาว บังคับให้ตัวเองหยุดทำตัวเป็นคนอ่อนแอ “ตาของหนูรู้เรื่องนี้เพราะแม่..ฮึก..กำลังแพ้ท้อง แม่กะจะบอกให้มินามิรู้หลังจากนั้น แต่…”  ยุยสะอึกเธอยังจำเหตุการณ์ตอนนั้นได้ดีที่แม่พาผู้ชายแปลกหน้าเข้าไปที่บ้านแล้วประกาศหย่ากับพ่อของเธอด้วยท่าทางเย็นชา ถ้าเธอไม่ลืมกล่องดินสอไว้ที่ชั้นล่าง เธอไม่มีทางผ่านลงมาเจอเหตุการณ์ที่สะเทือนอกเทือนใจอยู่ในความทรงจำอย่างตอนนี้แน่  “แล้วมันเกิดอะไรขึ้นคะ” “คุณตาใช้แม่เป็นเครื่องต่อรองทางธุรกิจกับผู้ชายคนนั้น ขู่บังคับให้แม่หย่ากับพ่อของหนู ถ้าไม่ทำคุณตาจะฆ่าเด็กในท้อง…ฮึก แม่รู้ว่าคุณตาไม่ใช่แค่ขู่ คุณตาคิดจะทำจริงๆ แม่ปล่อยให้ลูกของมินามิตายไม่ได้.. ฮื่อๆ” “คุณแม่…” ยุยกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เธอเกลียดคนในบ้านตระกูลมาเอดะ เธอไม่มีวันยอมรับว่าคนอย่างนั้นเป็นตาของเธอ ก็แค่ผู้ชายสารเลวคนหนึ่ง  “คุณแม่…ไม่ร้องนะคะ” “ผะ..ผู้ชายคนนั้นต้องการตัวแม่..ฮึก…แม่ไม่เคยยอม ไม่เคย…” อัตสึโกะไม่อยากจะพูดถึงผู้ชายน่ารังเกียจที่เห็นผู้หญิงเป็นเพียงของเล่น ต้องการเพียงแค่เอาชนะเธอ  “แม่รักมินามิ รักมากจนยอมให้ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ แม่ยอมถูกมินามิเกลียดดีกว่าต้องให้เข้ามาเดือดร้อนเพราะแม่” ยุยชาราบกับประโยคสดๆร้อนๆของผู้ให้กำเนิดจนต้องค่อยๆดันตัวออกมาเพื่อจ้องมองดวงตาที่กำลังมีริ้วรอยบาดแผลแห่งความเจ็บปวดฉายชัด ทำไมถึงต้องทำอย่างนี้ ทำไมถึงต้องทำร้ายตัวเองอย่างนี้ “ คุณตาพยายามบังคับให้แม่แต่งงานใหม่หลังจากที่เซ็นใบหย่ากับมินามิ  แต่แม่ไม่ทำตาม ชีวิตของแม่เหมือนอยู่ในกรงขังที่ไม่มีทางออก เอาแต่หนีผู้ชายคนนั้น  แม่ทำอะไรไม่ได้เพราะจูริ ถ้าแม่คิดจะหนี น้องจะอยู่ในอันตราย” อัตสึโกะหัวเราะหึในลำคอด้วยความสมเพชตัวเอง ชีวิตของเธอมันแย่ เลวร้าย เธอเกลียดตัวเองที่ต้องทำร้ายคนที่ตัวเองบอกว่ารัก ต้องทำให้เขาเกลียดจนไม่อยากมองหน้า ต้องโกหกสารพัด แม้ครั้งสุดท้ายที่จะจากกันยังมอบให้เพียงความเย็นชา ทั้งที่หัวใจมันขาดเป็นริ้วๆ สายตาเว้าวอนของมินามิทำให้เธออยากลงไปดิ้นพล่านดึงรั้งเขาเข้ามาบอกความจริงทุกสิ่งทุกอย่าง  ขนาดตอบคำถามง่ายๆว่าทำไม เธอยังตอบไม่ได้ แค่เห็นว่าเขาต้องเจ็บมากเธอก็ไม่อยากจะมีลมหายใจอยู่  หากเธอก็ต้องทำ ทำให้เขาเจ็บ ทำโดยเลี่ยงไม่ได้ ไม่คิดด้วยซ้ำว่าวันนั้นยุยจะเป็นอีกคนที่เข้ามาเห็นเหตุการณ์ เล่นเอาตัวเธอชาวาบอย่างคาดไม่ถึง เกือบทรุดลงหมดแรงแค่เขาไม่พอแต่เธอยังทำร้ายลูกของเขา ลูกของเธอ เธอมันเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่อง เป็นผู้หญิงที่เลวที่สุด “คุณพ่อรักคุณแม่นะคะ” คราวนี้เธอถึงกับปล่อยโฮ่ออกมา เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำของลูกสาว เธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอ้อมกอดของลูกหรือความอ่อนโยนทำให้เธอคิดถึงเขามากกว่าทุกครั้งที่เคยนึก ทั้งที่พยายามจะสะกดมันไม่ให้โหยหาสัมผัสจากเขาอีก แต่มันก็ทำไม่ได้ “ยุยลูก…” “ไปหาคุณพ่อได้มั้ยคะ” เธอรู้ว่าตัวเองขอมากเกินไปไหนจะหยาดน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูเอาความเสียใจออกมา แต่ถ้าไม่ทำวิธีนี้มันจะไม่มีอะไรดีขึ้น “ยุย” “คุณพ่อเขาอยากเจอคุณแม่อยู่ตลอดเลยนะคะ” เวลานี้อัตสึโกะไม่รู้ว่าควรจัดการความรู้สึกที่บีบบังคับหัวใจอยู่อย่างไร จะเผชิญหน้ากับเขาได้อย่างไร ก็รู้ดีว่าเจอกันทีไร เขาก็มอบให้เพียงแต่ความเจ็บช้ำ แววตาที่เธอคิดถึงมันเปลี่ยนเป็นคมมีดทุกครั้งที่สบตา “ไปเถอะนะคะ” ยุยรู้ว่าเธอกำลังยื่นดาบสองคมให้กับแม่และพ่อของตัวเอง หากไร้ทางเลือก ไม่เช่นนั้นทั้งสองคนคงไม่มีวันเข้าใจกันเสียที เธออยู่กับพ่อมานานจนจักรู้นิสัยใจคอ ต่อให้โกรธกว่านี้ก็เป็นร้อยเท่า ก็ไม่มีทางที่จะตัดขาดจากแม่ได้อย่างจริงๆจังๆ “ไปเจอคุณพ่อเหมือนวันแรกที่เจอกันได้รึเปล่าคะ หนูจะไม่บอกให้แม่ลืมเรื่องที่ผ่านมา เพราะคือความทรงจำ มันคือความผิดพลาด มันคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ หนูแค่อยากให้แม่เริ่มใหม่นะคะ” “ยุย…” เธอควรจะทำตามที่ลูกบอกใช่มั้ย  เธอควรจะไปหาเขา เธอควรจะเผชิญหน้ากลับเขาแล้วเล่าสิ่งที่เธอทำมาทั้งหมด “แม่กลัวเขาจะเป็นอันตราย” “เชื่อคุณพ่อสิคะ คุณพ่อจัดการกับคนของคุณตาได้ คุณพ่อไม่ยอมให้ครอบครัวของตัวเองเป็นอะไรหรอกค่ะ”   ยุยเห็นความไม่มั่นใจที่ประกายออกมา “เชื่อใจคุณพ่อนะคะ ตอนนี้กับตอนนั้น มันไม่เหมือนกันอีกแล้ว แม่ควรเริ่มใหม่ได้แล้วนะคะ” “ยุย” “สัญญากับหนูมาสิคะคุณแม่” เธอควรต้องทำอย่างนี้หรือ ควรทำมันจริงๆใช่มั้ย หากต้องเจอกับอะไร เธอพร้อมจะเผชิญหน้ากับมันอย่างนั้นหรือ “แม่สัญญาค่ะ” ขอแค่ได้พบอีกครั้ง แค่เท่านี้จริงๆ      “ดูเหมือนจะเรียบร้อยดีสินะ” ยูโกะยืนยิ้มอยู่หลังประตูที่แอบแง้มเข้าไปดูความเรียบร้อย อย่างน้อยเธอก็เบาใจเรื่องของอัตสึโกะไปได้อีกเปราะ แม้จะไม่ได้ยินเรื่องที่คนข้างในเขาคุยกันทั้งหมดแต่พอเห็นอัตสึโกะมีท่าทางยิ้มแย้มขึ้นมาก็เบาใจ ต้องยกความดีความชอบให้ยุยจริงๆ “แบบนี้จะดีเหรอคะ” ฮารุนะกระซิบเสียงเบาให้ยูโกะมองอย่างอ่อนใจ เธอรู้ว่าฮารุนะไม่ชอบใจนักที่เธอต้องใกล้ชิดกับอัตสึโกะ ไม่งั้นคงไม่ตึงๆใส่เธอ “ทำไมล่ะคะ” “ก็ถ้าให้ไปหามินามิ…” เธอดึงเอาร่างเพียวสูงกว่าเข้ามาสู่ออมกอดก่อนจะก้มลงปลายกดจมูกลงบนหลังมือของคนรัก “ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ อัตสึโกะตัดสินใจจะทำอย่างนั้นแล้ว ฉันจะให้คนตามดูอยู่ห่างๆ” “ฮารุนะ เรื่องอัตสึโกะน่ะ”  เธอเห็นคนรักเคลื่อนสายตาหลบเป็นการบอกชัดว่าไม่ต้องการจะให้เธอพูดถึงแต่เธอก็ปล่อยผ่านไม่ได้ เธอไม่ชอบช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับคนรัก “มันไม่มีอะไรจริงๆนะคะ เชื่อใจกันได้รึเปล่าคะ” “ฉัน.. ยูจัง…ฉัน” เธอเห็นดวงตาแดงก่ำของคนรักที่พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ มันเล่นงานหัวใจของเธอให้รู้สึกชาวาบ เธอไม่อยากเห็นสภาพของคนรักเป็นอย่างนี้ เธอรู้ว่าความไว้ใจที่ฮารุนะมอบให้มันสั่นคลอนหายไปทีละนิดเป็นเหมือนยาพิษที่แทรกซึมในกระแสเลือดช้าๆและดูเหมือนว่ามันเริ่มจะออกฤทธิ์ ซึ่งมีพลังทำลายมหาศาล “ไม่ต้องพูดแล้วนะคะ” เธอเอื้อมมือเช็ดน้ำตาให้คนรักอย่างอ่อนโยน “ฉันเข้าใจดีทุกอย่าง ได้โปรดอย่าทำตัวเหินห่างกันเลยนะคะ ฉันรู้ว่าความรู้สึกมันห้ามไม่ได้ ฉันขอแค่ตอนนี้ที่จะช่วยอัตสึโกะให้เต็มที” “ฉัน..ฮึก..แย่มากเลยใช่มั้ยคะยูจัง” ฮารุนะก้มหน้าซบบนบ่าของเจ้าของอ้อมกอด แค่ความเชื่อใจทำไมเธอถึงให้กับยูโกะไม่ได้ ทำไมมันต้องเจ็บที่รู้ว่ายูโกะต้องมาดูแลอัตสึโกะ ขนาดมันหลุดออกมาจากปากคนรักของเธอเองว่าเขาไม่ได้คิดอะไร แต่เธอยังเจ็บได้มากขนาดนี้ “ไม่ค่ะไม่เลย ไม่ร้องแล้วนะคะ มันไม่มีอะไรจริงๆ ฉันรักเธอ ฉันรักเธอแค่คนเดียว กับอัตสึโกะ มันแค่เป็นความผูกพันที่มีให้กันมาตั้งแต่เด็ก ไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้เลย ” ยูโกะเคลื่อนมือที่เคยยกขึ้นเช็ดน้ำตาให้คนรักขยับมากอบกุมมือเอาไว้แทน “เวลาที่ฉันมองตาเธอมันทำให้หัวใจฉันเต้นแรง เวลาที่ฉันจับมือเธอย่างนี้มันทำให้ฉันอุ่นใจ เวลาที่ฉันจูบเธอมันทำให้ฉันรู้สึกว่าโชคดีที่สุดในโลกที่ได้ใกล้เธอและเวลาที่ฉันได้สัมผัสเธอมัทำให้ฉันรู้ว่าฉันเป็นของเธอ เป็นของเธอคนเดียว ฉันไม่มีทางมีความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นมาได้ซ้ำสอง ไม่มีทางหวั่นไหวให้ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับใคร” “ฉันรักเธอฮารุนะ” ไม่รู้ว่าทำไมเฮารุนะถึงได้ยินดีกับคำบอกรักของคนรักมากกว่าครั้งไหน จนต้องก้มลงไปบดเบียดจูบที่เต็มไปด้วยคำขอโทษ  ขอโทษที่เธอไม่เชื่อใจ ขอโทษที่เธอทำให้หนักใจ “อื้อ” “พะ พอก่อนนะคะ” ยูโกะยิ้มให้คนที่ถอนริมฝีปากออกมาซบนิ่งอยู่บนไหล่ของเธอ หากสถานที่อำนวยเธอจะไม่ปล่อยให้ฮารุนะอยู่เฉยๆอย่างนี้หรอก “สบายใจขึ้นรึยังคะ” ฮารุนะไม่ตอบแค่เพียงพยักหน้าเบาๆอยู่ตรงซอกคอของคนรัก “เราลงไปกันดีกว่านะคะ เดี๋ยวหนูยุยกับอัตสึโกะออกมาเจอจะตกใจเอานะคะ ป่านนี้ลูกกับหนูจูริก็รอกินข้าวกันแล้งมั้ง” “ค่ะ ยูจัง” เอาเป็นว่าตอนนี้ปัญหาของเธอก็ค่อนข้างจะคลี่คลายแล้วเหลือแต่ของอัตสึโกะนี้แหละ ที่ต้องมารอลุ้นกันอีกที เพราะตัวแปรสำคัญอยู่ที่ ทาคาฮาชิ มินามิ     บนโต๊ะอาหารสำหรับครอบครัว คนเป็นแม่อย่างอัตสึโกะค่อนข้างจะแปลกใจกับท่าทางกับลูกสาวคนโตที่นั่งติดกับหนูพารุ เธอไม่แน่ใจว่าเธอไม่ได้อยู่กับลูกนานจนไม่รู้นิสัยหรือว่ายุยกำลังเขินให้หนูพารุอยู่กันแน่ถึงมีท่าทางคีบอาหารผิดคีบอาหารถูก เธอเองก็พึ่งจะรู้จากปากของลูกสาวว่าบังเอิญเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกับหนูพารุเลยมาที่นี่ด้วยกันได้ เมื่อวานก็เอาแต่เบลอเพราะพิษไข้เลยไม่ได้แปลกใจ ซักไซร้สงสัยว่าทำไมลูกสาวคนโตถึงได้มาอยู่ที่บ้านของเธอ  “ไม่สบายรึเปล่าคะ” เธอถามลูกสาวที่รีบเคี้ยวอาหารอย่างเป็นห่วง เธอบอกไม่ถูกหรอกกับความรู้สึกอิ่มเอมที่ถูกเติมเต็มอย่างช้าๆ ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีโอกาสได้ปรับความเข้าใจและนั่งกินข้าวกับลูกสาวคนโตอย่างวันนี้ นึกแล้วก็คิดถึงเขาขึ้นมา จะมีวันได้อยู่พร้อมหรือรึเปล่าระ  “ปะ เปล่าคะ คุณแม่ทานอันนี้สิคะ อร่อยนะคะ” ยุยกลบเกลื่อนความรู้สึกร้อนๆบนใบหน้าคีบอาหารใกล้ตัวให้กับผู้เป็นมารดา “พี่ยุยคีบให้แต่หม่ามี๊” แล้วส่งประท้วงเล็กๆก็ทำให้เธออมยิ้มขยับตัวคีบอาหารให้กับน้องสาวบ้าง “นี่ค่ะ ไม่งอนพี่นะคะ” พารุไม่ค่อยเชื่อสายตาตัวเองเท่าไหร่ว่าคนชอบเก๊กมาดตลอดเวลาอย่างยุยเวลาอยู่กับครอบครัวจะกลายเป็นคนละคน ดูแลเอาใจใส่คนในครอบคัวดีจนเธออยากจะสมัครเป็นหนึ่งในครอบครัวจริงๆเสียแล้ว ผิดๆ หรือนี่จะเป็นตัวตนจริงๆของคนขี้เก๊กกันแน่ “ขอบคุณพี่เขารึยังคะจูริจัง” “ขอบคุณค่ะ” เธออดจะยิ้มออกมาให้กับท่าทางว่านอนสอนง่ายของจูริ คุณน้าอัตสึโกะเหลือเกินที่มีเด็กฉลาดๆน่ารักอย่างนี้เป็นลูก  ต่างกับแมวน้ำลิบลับ ทำไมแมวน้ำนี่ไม่ทำตัวน่ารักเหมือนน้องมั้งนะ ยูโกะกับฮารุนะมองหน้ากันแล้วก็ยิ้มให้กับแม่ลูกสอง ถ้ามินามิอยู่ตรงนี้ด้วย อัตสึโกะคงมีความสุขมากกว่านี้แน่ “จริงสิหนูยุยอยู่โรงเรียนเดี๋ยวกับพารุใช่มั้ยคะ ที่โรงเรียนน้าฝากพารุด้วยนะคะ กลัวจะไปมีเรื่องกับใครเขาอีก” เสียงแววๆอย่างสดใสของฮารุนะเล่นเอาลูกสาวที่ยังไม่ทันตั้งตัวว่าจะถูกพูดถึงเรื่องโรงเรียนเสี่ยวสันหลังวาบ อยากจะลุกขึ้นไปเอามือปิดปากมารดาเดี๋ยวนี้เลย   “มีเรื่องเหรอคะ?”  จำเป็นต้องถามไหม! ไอ้แมวน้ำงี้เง้า!! เธอส่งสายตาค้อนใส่คนข้างๆที่ไม่ได้สังเกตมันแม้สักนิด “ก็คราวก่อนเห็นบ่นๆว่ามีเรื่องกับรอง..” “ม๊า!!” พารุร้องห้ามอย่างตกใจเพราะแม่ของเธอเกือบหลุดเล่าเรื่องที่เธอเอาไอ้คนข้างๆมาขาย “จะโวยวายทำไมคะ หรืออายหนูยุยเขา” “หนูจะอายทำไมล่ะคะ” เธอปฏิเสธเสียงแข็ง ใครจะมาอายแมวน้ำ มีแต่ไม่อยากให้ผู้ใหญ่รู้กันว่าคนที่เธอเคยนินทานั่งร่วมโต๊ะอาหารกับเธออยู่ในตอนนี้ ก็ใครจะไปนึกว่าแมวน้ำจอมเย็นชาจะเป็นลูกของน้าอัตสึโกะ “หรือว่าคนที่หนูพูดถึงคือยุยเหรอคะ พารุจัง” คราวนี้ทำเอาเธอหน้าชากระตุกสายตามองเจ้าของน้ำเสียงนุ่มๆที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งกำลังส่งยิ้มละมุ่นให้เธอ คุณน้าอัตสึโกะรู้ได้ไง!?? หรือเมื่อคืนแมวน้ำไปบอกอะไรคุณน้าอัตสึโกะเข้า!!  “ท่าทางอย่างนี้ แน่ๆเลยค่ะ ลูกสาวป๊า เป็นอย่างนี้เอง” “ป๊า!!”  ดูสิ ดู ป๊าเธอก็เอากับเขาด้วย รอยยิ้มถูกอกถูกใจทำให้เธอรู้สึกร้อนๆหนาวๆ “ถึงว่าสิ ตอนที่ได้ยินจากปากลูกสาวน้า ก็ว่านิสัยคุ้นๆเหมือนใคร ไม่แปลกเลยที่อัตสึโกะจะรู้ หนูยุยเนี่ยเหมือนมินามิเลย…เอ่อ..” ด้วยความคะนองปากทำให้ฮารุนะเผลอหลุดชื่อของเพื่อนสนิทออกมา พอรู้ตัวอีกทีก็แทบอยากจะเอามือตบปากตัวเอง ขอโทษอัตสึโกะที่ฝืนยิ้มค้างอยู่บนใบหน้า  “คุณน้าค่ะ เอาเป็นว่าจากนี้หนูจะช่วยดูแลให้นะคะ” ยุยรีบหาทางจบเรื่องโดยไว้รีบตัดบทรับคำอย่างเร็ว หวังให้แม่ของเธอรู้สึกดีขึ้นเพราะเธอสัมผัสได้ถึงบรรยากาศหม่นๆรอบตัวมารดา เธอไม่อยากให้แม่คิดมากเรื่องพ่อ “แหมๆหนูยุยรับปากจะดูแล อย่างนี้ต้องบอกอัตสึโกะมาขอไปนะคะหนูยุย น้าไม่ยกให้ฟรีๆนะคะ”  ยูโกะรับไม้ต่อเป็นอย่างดีพลางหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นหน้าตาเหรอหราของพวกเด็กๆ  “หนูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะคะคุณน้า!”  “แล้วหมายความว่ายังไงคะ หนูยุยนี่น้า เอ๊ะ หรือจะเรียกว่าป๊าเหมือนพารุดีล่ะคะ…” “ ป๊าค่ะ!” พารุโวยวายตวัดสายตามองคุณพ่อที่แกล้งไม่เลิกเสียที มีอย่างที่ไหนมาขายลูกสาวให้คนอื่น “ม๊าว่าไม่แน่นะ หรือจะเป็นฝ่ายเราไปขอเขาก่อน” นี่ ก็อีกคน! ลูกคู่กับป๊าดีเหลือเกิน! “ม๊า หยุดเลยนะคะ” “คุณก็เหมือนกันรีบไปได้แล้วเดี๋ยวก็สาย”  พอรู้สึกจนมุมพารุจึงหันมาโวยเอากับคนนั่งไม่รู้เรื่อง ไม่น่าปล่อยให้ป๊ากับม๊ารู้เรื่องของเธอเลย แทนที่จะช่วยกันแต่มาแกล้งแหย่เธออยู่ได้ “เดี๋ยวสิฉัน..” “เงียบน่าคุณ จูริคะ พวกพี่ออกไปรอด้านนอกนะคะ” เด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างอัตสึโกะพยักหน้างึกงักมองพวกพี่ๆเขาลากกันอกจากโต๊ะกินข้าว แล้วหันมองหน้าหม่ามี้ที่หัวเราะออกมาเบาๆกับพวกน้ายูโกะ “สงสัยเราจะได้เกี่ยวดองกันจริงๆแล้วนะเนี่ย”  ยูโกะลอบมองสีหน้าของคนที่นั่งถัดจากเธอ  “นั่นสิ พึ่งเคยเห็นยุยเป็นอย่างนี้ เหมือนมินามิเมื่อก่อนไม่ผิด” “อัตสึโกะ”  “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” เธอไม่ได้เป็นอะไรขนาดนั้นเสียหน่อยแม้จะคิดถึงเจ้าของชื่อแค่ไหนก็ตาม เธอไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น  “เมื่อสักครู่ขอโทษด้วยนะคะ ที่เผลอพูดถึง มินามิ” คราวนี้ฮารุนะเอ่ยเสียงอ่อยๆเธอรู้ว่าตัวเองผิดเต็มประตูที่เผลอพูดชื่อของเพื่อนสนิทออกมา “ไม่เป็นไรจริงๆค่ะ ไม่เห็นต้องรู้สึกผิดเลย ก็ออกจะเหมือนกันจริงๆนิคะ ถึงฮารุนะซังไม่พูดฉันก็คิด” ใช่ คำพูดของฮารุนะเป็นแค่การตอกย้ำความคิดของเธอเท่านั้น เธอรู้ตัวดีว่าตั้งแต่ยุยอยู่ที่นี่เมื่อวานจนถึงเมื่อกี้ ไม่มีวินาทีไหนเลยที่เธอจะไม่คิดถึงมินามิ “ยูโกะ ฉันวานให้ช่วยอะไรหน่อยได้มั้ย” คนถูกขอร้องเหลือบมองเพื่อนสนิท “ไปส่งฉันที่สำนักงานอัยการพิเศษหน่อยนะคะ” “อัตสึโกะ!” คู่สามีภรรยาหันมองหน้ากันแทบจะทันทีอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง แม้จะรู้ว่าอัตสึโกะมีความตั้งใจจะไปหา แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ ก็เมื่อวานมินามิพึ่งจะทำให้อัตสึโกะเสียใจจนทรุดอยู่หยกๆแล้วเจ้าตัวไปเจอเองอย่างนี้… จะไม่เสียใจถึงขนาดต้องเข้าโรงพยาบาลจริงๆเลยหรืออย่างไร “ถือว่าฉันขอนะคะ” คนที่ต้องให้คำตอบรู้สึกไม่อยากตอบออกมาดื้อๆ เธอไม่รับปากได้ไหม เธอกลัวอัตสึโกะไม่พร้อมจะรับมือกับอดีตคนรัก “ยูโกะฉันขอร้อง” “แต่ว่า…” “ฉันจริงจังนะ” คนเป็นเพื่อนกันมานานรู้ว่าสายตาของอัตสึโกะตอนนี้ หมือนคราวที่เจ้าตัวบอกเธอว่าจะแต่งงานกับทาคาฮาชิ มินามิ ดึงดัน ลองได้เป็นอย่างนี้ คงไม่ยอมง่ายๆหรอก “เข้าใจแล้ว” เธอจำเป็นต้องรับปาก ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรตามมา…       ยุยคิดว่าบรรยากาศระหว่างทางมาโรงเรียนกับยัยนักเรียนใหม่มันเริ่มแปลกๆตั้งแต่ถูกผู้ใหญ่แซวเรื่องของเธอกับคนที่ก้าวขาเดินมาข้างกัน อุณหภูมิร่างกายของเธอผิดปกติอย่างไม่ต้องสังเกต ไม่ค่อยอยากจะมองหน้ายัยนักเรียนใหม่ตรงๆเท่าไหร่ แล้วสมองของเธอก็ดันคิดไปถึงเหตุการณ์ขอยืมเสื้อผ้าเมื่อวานเล่นเอาหน้าแดงก่ำต้องรีบสะบัดศีรษะหลายครั้ง “นี่ เธอคิดอะไรอยู่ เงียบอีกแล้วนะ” “เปล่า” เธอปฏิเสธหน้าตาย ใครจะบอกว่าคิดถึงเรื่องเมื่อวาน “หรือว่าคำพูดของป๊าฉัน” บ้านเธอสิ! แต่พอถูกทักก็ต้องกลับมาคิดให้พ่วงแก้มที่เคยขาวสนิทร้อนขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่รู้ลิมิต เท่านั้นเองให้คนแอบสังเกตเผยยิ้มร้าย ชักจะเริ่มสนุกแล้วสิ คุณรองประธานนักเรียน “หน้าแดง คิดจริงๆล่ะสิ” “ใครหน้าแดง ฉันไม่ได้คิด เธออย่ามามั่ว” เรื่องอะไรเธอจะยอมรับว่าตัวเองแอบคิด “ไม่คิดก็ไม่คิดสิ จะโวยวายทำไม ใช่มั้ยคะ จูริ” เด็กไม่ได้รู้เรื่องด้วยกับพี่ๆพยักหน้าเออออให้ยุยส่งค้อนใส่คนที่ลากเอาน้องสาวเขาเข้ามาเกี่ยวด้วย จงใจยั่วโมโหเธอชัดๆ “ไม่ต้องลากน้องฉันเข้ามาเกี่ยวได้มั้ย” “อะไร น้องฉันต่างหาก” “เธอ” “ใช่มั้ยคะ จูริจัง” แล้วพี่สาวที่แท้จริงอย่างยุยก็เห็นน้องสาวพยักหน้ารัวๆให้พารุ เธอควรจะงอนน้องดีมั้ย  ไม่รู้ทำไมน้องถึงไปติดคนชอบวุ่นวายอย่างยัยนักเรียนใหม่ได้ “เห็นมั้ยล่ะ” ดูยังมีการยักคิ้วหลิ่วตาให้เธอ มันน่าจับหักคอให้ตายจริงๆกวนประสาทเธออยู่ได้ “อะไรสายตาอย่างนั้น ด่าฉันอยู่รึไง” “ฉันยังไม่ทันอะไร อย่าหาเรื่องกันได้มั้ย”  ทำไมเธอต้องมาต่อปากต่อคำกับยัยนี่ตั้งแต่เช้าด้วย ก่อนจะออกจากบ้านเธอก็ยังไม่ทันจะอิ่ม ดันถูกลากออกมาจากห้องอาหาร อะไรของยัยนี่ไม่รู้ “ใครหาเรื่องคุณ ฉันแค่ถาม” “เธอจะกวนฉันไปถึงไหน” อันนี้เป็นความจริงที่เธออยากรู้ ยัยนี่ไม่หยุดรวนเธอตั้งแต่เช้า “ไปก่อนนะคะ” จูริแทรกพวกพี่ๆที่ยังฉะฝีปากกันไม่หยุดเมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียนแผนกประถม  “เจอกันตอนเลิกเรียนนะคะ จูริ” เธอยอตัวลูบหัวน้องสาวที่กอดคอเธอไว้แน่นแล้วเดินไปกอดคนข้างๆเธอ “แล้วเจอกันค่ะ พี่ยุย พี่พารุ” พวกเธอโบกมือลารอจนน้องเดินลับตาเข้าประตูโรงเรียนถึงได้เดินไปที่โรงเรียนกันต่อ ก็แปลกดีเหมือนกันที่ได้มาส่งน้องสาวตัวเอง ทั้งที่เมื่อไม่กี่วันก่อนเธอยังไม่อยากมองหน้าเด็กคนนี้ด้วยซ้ำ “นี่ คุณไม่ได้คิดเรื่องเมื่อเช้าจริงๆนะ” “อะไรของเธอ จะเซ้าซี้ทำไม” “ก็เพื่อคุณคิดไง” แล้วฉันคิดมันจะทำไมเล่า!! ก่อกวนความรู้สึกเธออยู่ได้ “อะไรของเธอ ถามอยู่ได้” ยุยหยุดเดินอย่างหัวเสียจะให้เธอบอกคิดให้ได้เลยใช่มั้ย “ไม่คิดสักหน่อยเลยเหรอคุณ” “ก็บอกไม่ได้คิดไง” ความจริงก็คิดอยู่เห็นๆ “แย่จัง” “เธอป่วยรึเปล่าเนี่ย” ยุยชักจะสงสัยร้อยวันพันปีไม่เห็นจะทำตัวเป็นเจ้าหนูจำไมช่างตื้อแล้ววันนี้เกิดเป็นอะไร  อดนอนมากจากไหน เธอต้องยกมือขึ้นไปทาบบนหน้าผากอีกฝ่าย ตัวก็ไม่ร้อน ไข้ก็ไม่มี หัวก็ไม่ได้ชนอะไรแล้วทำไมมีอาการแปลกๆ พารุรีบเอามือปัดมือยุยออก ไอ้แมวน้ำทำอย่างนี้อีกแล้ว เธอจะไม่สบายเพราะถูกทำอย่างนี้นี่แหละ “ใครเขาจะป่วยห๊ะ ฉันป่วยคงไม่ยืนเถียงกับเธออยู่นี้หรอก” “ก็นึกว่าเป็นอะไร ตื้อฉันอยู่ได้” “ใครตื้อคุณ!” “เปล่า” ยุยขี้เกียจเถียงรีบตัดบทให้จบๆ กำลังจะก้าวขาเดินต่อหากอีกฝ่ายไม่ทำให้เธอชะงักจนลืมวิธีเดินไปเสียก่อน “แล้วถ้าฉันคิดล่ะ” “คิดอะไร” “ลองคบกันไหม”  ห๋า!!!! ราวกับว่าเธอถูกค้อนป้อนทุบเข้าตรงกลางกระหม่อมกลายเป็นคนไม่มีสติ หัวใจเธอเต้นกระตุกถี่อึดอัดจนหายใจลำบาก เสียงเธอเองถูกกลืนหายไปกับอากาศ อยู่ๆมาขอเธอคบนินะ!!  ยัยนี่ไม่เพี้ยนก็ต้องบ้าแล้วแน่ๆ  “อย่านิ่งสิคุณ” “เธอนั่นแหละ สติยังดีรึเปล่าถึงมาขอฉันคบ”  กว่าเธอจะหาเสียงตัวเองเจอเล่นผ่านไปหลายนาที ค่อยๆยอมหันหลังกับมาเผชิญหน้ากับคนที่จู่ๆไม่รู้ก็พูดอะไรออกมา “ถึงขั้นนี้แล้วน่าคุณ ถือว่าเป็นการรับผิดชอบที่คุณจูบฉันไง” ใครกันแน่!!! แล้วได้ข่าวว่าเธอก็รับผิดชอบไปแล้วนะ เรื่องจูบเนี่ยครั้งแรกนั่นมันอุบัติเหตุชัดๆ แต่ครั้งต่อๆไป เธอว่าเธอไม่ใช่คนเริ่มนะ แล้วไม่ใช่ความจงใจของเธอด้วย ยัย… “เงียบแสดงว่าคุณตกลงนะ” “ตรงไหนมิทราบ!” “อ้าว แล้วคุณจะไม่ตกลงหรือไง” พารุแกล้งตีหน้าเศร้าทั้งที่ในใจกำลังแอบยิ้ม ดูทำหน้าขรึมหน้าดำหน้าแดงเชียว “ก็แน่สิ!” “เอาจริงเหรอคุณ ฉันอุตส่าห์เป็นคนขอเลยนะ คุณจะไม่รับผิดชอบความรู้สึกของฉันหน่อยรึไง” “แล้วทำไมฉันต้อง…” “เอาน่าคุณ คบกับฉันนะ” อยู่ๆยุยก็อยากเป็นลมปวดหัวตุบๆเหมือนถูกคนเอาคีมมาบีบ   ทำไมยัยนักเรียนใหม่ต้องมาวุ่นวายกับเธอขนาดนี้ “ถ้าฉันไม่ตกลง… เดี๋ยวๆๆ เธอจะทำอะไรของเธอ” รองประธานนักเรียนไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองจนมุมเท่านี้มาก่อนพอเห็นคนที่เธอไม่ค่อยจะถูกชะตาด้วยย่างเข้ามาใกล้ “ถ้าคุณไม่ตกลง ฉันจะจูบคุณ”  อะไรนะ!! แล้วมาให้เธอรับผิดชอบทั้งที่ฝ่ายเสียหายมันเธอไม่ใช่รึไง ไม่คิดว่ามันจะแปลกไปหน่อยเหรอ!! “พอๆๆฉันตกลงคบก็คบ” “ก็แค่นี้เองชอบทำให้เรื่องมันยากตลอด” แล้วเธอก็เห็นรอยยิ้มที่มุมปากของแม่ตัวร้ายเล่นเอาขนลุกเกรียวอย่างอดไม่ได้ เธอไม่ชอบความรู้สึกไม่ปลอดภัยเสี่ยวสันหลังวูบวาบอย่างนี้เลย  และในวินาทีต่อมาทำเอาเธอต้องอ้าปากค้างเมื่ออีกฝ่ายยื่นหน้าเข้ามาแตะริมฝีปากลงไปบริเวณเดียวกันเล่นเอาหูเธออื้อ ต้องยกมือยันกำแพงด้านหลัง “ทำอะไรของเธอห๊ะ!!” “โวยวายอีกแล้วน่าคุณ คบกันแล้วเรื่องแค่นี้ธรรมดาน่า” ตรงไหนมิทราบ!!! โอชิมะ ฮารุกะ!! เธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่เอาตัวเองมาเกี่ยวข้องกับยัยลูกคุณหนูคนนี้ เพราะหัวใจเธอกำลังเต้นแรงแสดงถึงความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่คุ้นเคย       คนที่ถูกพามาถึงสำนักอัยการปฏิเสธไม่ได้เลยว่าใจของเธอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แม้จะเตรียมคำพูดต่างๆนาๆมาร้อยแปดแต่พอเอาเข้าจริง สิ่งที่คิดว่าเตรียมมาดีมันก็ไม่เหลือโดยเฉพาะใจ ความรู้สึกตื่นเต้นผสมผสานกับความกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับคนในอดีตเล่นเอาเธอนั่งนิ่งรวบรวมสติอยู่บนรถนานสองนาน  “แน่ใจแล้วนะ อัตสึโกะ” คนอาสาขับรถพามาส่งถึงที่ถามด้วยความไม่ไว้ใจ เธอไม่ได้สนับสนุนให้อัตสึโกะรีบตัดสินใจทำอะไรอย่างนี้ ก็รู้ๆอยู่ว่าถ้ายังไม่พร้อมแล้วมาเจอจะเป็นอย่างไร รอให้ผ่านไปอีกสักหน่อยก็ไม่ได้หรือ ทาคาฮาชิ มินามิ ตอนนี้เชี่ยวยิ่งกว่าน้ำป่าหลากเสียอีก ดุยิ่งกว่าหมาพิทบลู “ฉันต้องทำน่ะ ถ้าไม่ทำคงไม่มีวันได้คุยกับเขาอีก” ก็เวลาอื่นได้ไหมเล่า หนึ่งปีมีตั้ง 365 วัน โลกไม่ได้จะแตกพรุ่งนี้เสียหน่อย ทำอย่างกับกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้คุยกับเขาอีกงั้นแหละ  “ให้ฉันไปเป็นเพื่อนมั้ย” เธอเสนอตัวอย่างเป็นห่วงอย่างน้อยถ้าอัตสึโกะไม่ไหว เธอจะได้ช่วยทัน สองหัวยอมดีกว่าหัวเดียวน่า  “ขอบคุณนะ ยูโกะ แต่ไม่เป็นไรหรอก ฉันอยากจะคุยกับเขาด้วยตัวเอง” “อัตสึโกะ” เธอเรียกชื่อเพื่อนสนิทอย่างละเหี่ยใจ บอกตามตรงว่าเธอไม่อยากให้อัตสึโกะลงจากรถแม้เพียงสักนิด เพื่อนเธอกำลังแกว่งเท้าหาเสี้ยนชัดๆ “ถ้าไม่ไหวจริงๆฉันจะโทรบอกเธอ” สารถีจำเป็นถอนหายใจเธอรู้จักนิสัยของอัตสึโกะดี ลองให้พูดถึงขนาดนี้ ก็จะไปคนเดียวให้ได้ “ก็ได้ๆ เอาเป็นว่าฉันขอให้โชคดีนะ” “ขอบคุณมากๆเลยนะ ที่คอยช่วยฉัน” “จะไม่ช่วยได้ไงล่ะ ก็เธอเป็นเสียแบบนี้”  ในสายตาของเธออัตสึโกะไม่เคยเปลี่ยนเลยตั้งแต่เมื่อตอนเด็กๆ เป็นคนที่เหมือนจะอ่อนแอแต่ก็ไม่อ่อนแอ ครั้งแรกที่อัตสึโกะทำเธอเซอร์ไพรส์ก็ตอนตัดสินใจหนีออกจากบ้านมาเอดะและมาแต่งงานกับทาคาฮาชิ มินามิ  ถึงแม้หลังจากนั้นจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันตามมาจนทำให้ครอบครัวที่อัตสึโกะอุตส่าห์สร้างพังลงไม่เป็นท่าก็ตาม เธอนับถือที่อัตสึโกะกล้าตัดสินใจทำอะไรเพื่อตัวเอง  “ฉันไปแล้วนะ” “อือ อย่าฝืนนักล่ะ” เธอพูดไล่หลังเจ้าของร่างบางที่ก้าวหายเข้าไปยังตึกอัยการ ภาวนาขอให้ทุกอย่างเป็นดังที่อัตสึโกะคาดหวัง เธอยังไม่อยากเห็นอัตสึโกะกลับไปนั่งร้องไห้อีก ขอแค่ให้อัตสึโกะคืนดีกับทาคาฮาชิ มินามิ ให้ได้ก็พอ     ไม่รู้เป็นเวลานานเท่าไหร่ที่ร่างเล็กนั่งจมดิ่งลงกับกองเอกสารพลางถอนหายใจยาวๆ ไม่สบอารมณ์ หงุดหงิดหรืออะไรก็ช่างมัน รู้เพียงว่าตัวเองไม่พร้อมกับการทำงานในวันนี้  เธอตัดสินใจวางปากกาในมือลง เป็นครั้งแรกที่สมาธิของเธอกระจัดกระจายจนไม่เป็นอันมาหากินอะไร ทั้งที่ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาเธอคบงานเป็นเพื่อน พอมีเวลาว่างนึกถึงอดีตเธอก็จะหยิบยกงานขึ้นมาทำปล่อยตัวเองจมลงไปกับกองเอกสารมากมาย แต่วันนี้มันค่อนข้างแตกต่าง กระทั่งเสียงประตูถูกเคาะอยู่สองสามที เธอจึงยกใบหน้าขึ้นมาก่อนเปล่งเสียงเรียบเป็นการอนุญาต “เข้ามา” “บอส เอ่อ…คือ มีคนมาขอพบค่ะ” “หืมม ลูกค้า??” หัวคิ้วเธอกดลงอย่างไม่ได้ตั้งใจ จำได้ว่าวันนี้ไม่มีคิวนัดลูกค้าตนไหน แล้วใครจะมาขอพบเธอ “ก็ไม่เชิงค่ะ” คุณผู้ช่วยอึกอักเมื่อหญิงสาวที่จัดว่าหน้าตาอยู่ในระดับดีทีเดียวติดต่อประชาสัมพันธ์ด้านล่างขึ้นมาว่ามีความประสงค์ต้องการพบเจ้านายของเธอ ซึ่งไม่ยอมแจ้งชื่อเอาไว้ บอกเพียงว่าอย่างไรก็จะต้องพบให้ได้ จะรอจนกว่าจะให้เข้าพบ มีเรื่องสำคัญต้องการคุยกับเจ้านายเธอ “อ้าว แล้วเป็นใครมาจากไหน” คนบนโต๊ะทำงานเริ่มซัก ท่าทางไม่รู้ว่าคนมาขอพบจะไว้ใจได้รึเปล่า “เธอไม่ได้บอกเอาไว้ค่ะ แจ้งเพียงว่ามีความประสงค์ต้องการเข้าพบ ดิฉันไม่แน่ใจว่าจะเป็นคนรู้จักของบอสรึเปล่า เธอบอกจะรอจนกว่าจะได้พบค่ะ” “มีอย่างนี้ด้วยหรือ” มินามินิ่วหน้า ไม่ค่อยพอใจกับการกระทำของคนมาขอพบ แค่นี้เธอก็กลุ้มใจจะตาย ดันมาเจอคนแปลกๆ เอาแต่ใจตัวเองอีก ไม่รู้รึไงว่าทำอย่างนี้คนอื่นเขาจะเดือดร้อน “เอ่อ บอสจะให้ดิฉันทำยังไงคะ” “ไปเชิญมาเถอะ อาจจะเป็นลูกค้าก็ได้” “จะดีเหรอคะบอส” ผู้ช่วยสาวสวยถามอย่างกังวล ถ้าเกิดปล่อยให้คนไม่น่าไว้ใจขึ้นมาบนตึกง่ายๆอาจเกิดเรื่องก็ได้ “ดีกว่าปล่อยให้รอนานน่า คงไม่มีอะไร” ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น “รับทราบค่ะบอส” แม่ผู้ช่วยสวยแซบฮอตนับเบอร์วันในตึกเดินออกจากห้องทำงานของเธอไปแล้ว เธอกลับมานั่งจับปากกาเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ อย่างใช้ความคิดพยายามนึกว่าใครจะมาอยากพบเธอในเวลานี้ เป็นบรรดาเพื่อนๆก็อาจจะใช่เพราะแต่ละคนกระจายกันออกไปเรียนอยู่คนละทิศละทางหลังต่างฝ่ายต่างเรียนจบ อาจจะมีใครสักคนกลับมาแล้วแวะทักทายเธอ แต่ก็น่าจะแจ้งชื่อไว้สักหน่อย หรือจะเป็นลูกค้าจริงๆ   จังหวะนั้นเองที่มินามิเงยหน้าพร้อมเสียงประตูที่ถูกแม่ผู้ช่วยสาวเปิดเข้ามาอีกครั้งทำเอาเธอตัวชาวาบ ภาพทุกอย่างกลายเป็นภาพสโลว์โมชั่นหัวใจกระดอนบีบอัดรัดรุนแรงคล้ายโดนหนามแทงจากทั่วทุกสารทิศ มุมปากเธอบึงตึง แววตาเต็มไปด้วยโทสะ โมโหจนตัวสั่น กล้าดียังไง กล้ามาโผล่หน้าที่นี่ได้อย่างไร!!! “ออกไป!!” ประโยคเย็นชาตัดขาดอย่างไร้เยื้อใยเล่นเอาสองสาวที่กำลังก้าวขาเข้ามาชะงัก ผู้ช่วยสาวมองหน้าเจ้านายเลิกลั่นว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆไปโกรธใครที่ไหนมา ถึงได้มีบอมกลางห้องทำงาน  ส่วนอีกสาวพยายามกดความเสียใจไว้นหน้ายิ้มออกมาอย่างที่สุด แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดขับไล่ ทั้งที่อุตส่าห์เตรียมใจเอาไว้แล้วแท้ๆ ไม่คิดว่าการได้ยินคำพูดไร้เยื่อใยของเขาจะบาดใจเธอขนาดนี้ “เอ่อ..บอส..” “เชิญผู้หญิงคนนี้ออกไป! คุณคาชิวากิ” คนลำบากใจกลายเป็นสาวฮอตประจำตึกที่ไม่รู้อิโน่อิแหน่อะไร ใครเอารังแตนมาให้เจ้านายเธอกินรึเปล่า ถึงได้อาละวาดไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม  ตั้งแต่ทำงานด้วยกันมา เธอก็พึ่งจะเคยให้บอสในโหมดอวตารร่างปีศาจ “ฉันบอกไม่ได้ยินรึไง ยืนนิ่งทำไม!” “บอส…” “พึ่งรู้ว่าคุณอัยการไล่แขกอย่างนี้เหรอคะ” “เธอไม่ใช่แขกของฉัน! กรุณาออกไปด้วย”  ความเสียใจของเธอมันเป็นเหมือนคลื่นสึนามิที่ก่อตัวอยู่ใต้น้ำ ไม่ได้แสดงผลออกมาทันทีแต่มันค่อยๆเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นทุกช่วงขณะระยะที่เผชิญหน้า เธอกักเก็บคำถาม ว่า ทำไม  ทำไม อยากบีบขยำผู้หญิงแพศยาคนนี้ให้ตาย ต้องการอะไรจากเธอ ก็ปล่อยให้ไปเริงรักกับผู้ชายคนนั้นแล้วไง ยังกลับมาให้เธอเห็นทำไมอีก  “มินามิ” “อย่าเรียกชื่อฉัน!! ชื่อฉันมันมีค่ามากกว่าที่ผู้หญิงแพศยาอย่างเธอจะเรียก!!”  คนที่บังเอิญตกอยู่ในเหตุการณ์เผ็ดร้อนแทบจะไม่กล้าหายใจออกมาคล้ายตัวเองถูกสาปให้มาอยู่ผิดทีผิดทาง ทั้งที่ในหัวมีแต่คำถามว่าผู้หญิงที่เธอพามามีเรื่องบาดหมางรุนแรงอะไรกับบอสของเธอถึงได้ทำให้บอสของเธอพิโรธ โกรธจนเอารถดับเพลิงมาดับก็ไม่อยู่ “มินามิ” “บอกว่าอย่าเรียกชื่อของฉัน!! เธอจะกลับมาอีกทำไม! ออกไปให้พ้นๆหน้าฉันสักที ออกไปจากชีวิตฉัน ฉันให้ได้สิ่งที่เธอต้องการหมดแล้ว ฉันโง่พอแล้วกับเรื่องของเธอ!” “ฉะ..ฉัน” “คุณคาชิวากิ บอกว่าให้พาผู้หญิงคนนี้ออกไป!”  คุณผู้ช่วยหลับตาปี๋ ไม่กล้าตอบรับหรือปฏิเสธคำสั่งของเจ้านายคิดอยากจะทำตัวให้เล็กลีบบางที่สุดเพื่อสายลมจะช่วยฉุดเธอปลิวออกจากห้องทำงานของเจ้านายตอนนี้ได้ “คุณคาชิวากิ” “เราต้องคุยกันนะคะ” อัตสึโกะคุมน้ำเสียงตัวเองให้นิ่งที่สุดค่อยๆพูดออกมาอย่างชัดถอยชักคำทั้งที่ในใจมันดิ้นพล่านปล่อยโฮ่ออกมาตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาเหยียบห้องทำงานของเขา รู้แค่เธอจะหนีไม่ได้ “ฉันไม่มีอะไรต้องคุยกับผู้หญิงแพศยาอย่างเธอ!” ยูกิรินสะอึกกับคำที่เจ้านายใช่เรียกหญิงสาวข้างๆถึงสองครั้ง  อึดอัดจนหายใจไม่ออก ใครก็ได้ช่วยมาอธิบายให้เธอฟังหน่อยว่าต้องทำตัวอย่างไร พึ่งเคยจะได้ยินคำกระทบกระทั่งหยาบคายจากเจ้านายตัวเอง ขนลุกแทนคนโดนด่าเป็นเธอจะเริ่มเอาหน้าราวๆไปไกลๆ  “มินา..” “อย่าเรียกชื่อของฉัน!” น้ำเสียงแห่งโทสะระบายความเจ็บปวด เกลียดทุกสิ่งทุกอย่างของตัวเองที่พร้อมจะใจอ่อนให้ผู้หญิงแพศยา โดยเฉพาะอวัยวะเท่ากำปั้นที่อกข้างซ้ายทั้งที่มันเจ็บเจียนตายแต่ยังมีอารมณ์ดีใจปนออกมา เพียงผู้หญิงคนนี้ปรากฏตัวอีกครั้ง “เธอจะหน้าด้านถึงเมื่อไหร่ ฉันไล่แล้วก็ออกไปสักที!” “ฉันไม่มีทางไป ไม่มีทาง ฉันจะไม่ไปไหน มินามิ ฉันจะไม่ไป” คำพูดสั่นเครือทะลักออกมาจากก้นบึงของหัวใจ ขอแค่ให้เขารู้สักนิดว่าเธอคิดถึงมากขนาดไหนก็ดี “ทุเรศ!” ไม่ใช่แค่คุณผู้ช่วยที่สะดุ้งใจหายไปอยู่ตาตุ่มแต่คนถูกคำนี้เข้าไปก็น้ำตาร่วงแหมะกลั่นไม่ไหวอีกต่อไป ผิดหวังเสียใจจนไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไร “เธอยังมีหน้ามาพูดอย่างนี้อีกได้ยังไง! เธอไม่ใช่รึไงที่ทิ้งฉันไป ขอให้ฉันหย่า! ฉันก็ให้!แล้วยังมีหน้ากลับมาหาฉันอีกทำไม ไปมีความสุขกับชู้ของเธอสิ ทำไม! ไม่ระริกระรี้เหมือนเมื่อก่อน ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าอยากจะอยู่กับผู้ชายสารเลวนั่น!! เธอเป็นคนบอกเองไม่ใช่รึไง!” ความน้อยเนื้อต่ำใจถูกระบายออกมาเป็นคำพูดหยาบกระด่างทำให้คนแสร้งเข้มแข็งถือดีกล้าเผชิญหน้าเข่าอ่อนทิ้งตัวลงพื้นร้องไห้อย่างไม่อาย เล่นเอาคุณผู้ช่วยที่พึ่งได้สติต้องลดตัวลงไปช่วยประคอง คำพูดคำจาของเจ้านายยังอื้ออยู่ในหู ความสัมพันธ์ที่ถูกเฉลยคล้ายหมัดหนักๆที่ชกเข้าหน้าของเธอให้มีแอบมึนเบลอกันบาง เจ้านายเคยแต่งงาน ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำงานด้วยกันเป็นชาติ ก็พึ่งจะมารู้ “พาผู้หญิงคนนี้ออกไป! ฉันไม่อยากเห็นคนอย่างนี้มาคร่ำครวญใกล้ๆ! ขวางลูกหูลูกตา เกะกะเวลาทำงาน” มันจะต่างอะไรกับวันที่เธอถูกไล่ สายตาคู่นั่นมองเธอด้วยความไร้เยื่อใย ไม่ว่าเธอจะเว้าวอนขอร้องยังไง คนที่เคยรักหมดใจก็ไม่สนใจสะบัดตัวออกห่าง ทำราวกับเธอเป็นสิ่งมีชีวิตน่ารังเกียจ แล้วทำไมพอเธอทำกลับคืนตัวเองถึงได้ทรมานใจขนาดนี้ แค่น้ำตาที่เห็นก็เป็นดังเข็มพันเล่มที่ทิ่มแทง “ฮือๆ มินามิ ฉัน…” “คุณ!!”  ผู้ช่วยสาวตวัดมือเข้าประคองตัวคนที่หงายหลังทิ้งตัวลงพื้นด้วยความตกใจ “ทำไมตัวร้อนอย่างนี้”  มือที่เคลื่อนแตะตามลำคอเกือบชักกลับไม่ทันเมื่อสัมผัสได้ถึงไอ้ร้อนที่มากกว่าปกติ มินามิก้าวเท้าอ้อมโต๊ะอย่างลืมตัว “ออกไป ฉันจะดูเอง” ผู้ช่วยสาวเคลื่อนสายตามองอย่างลังเลว่าเจ้านายจะมาบีบคอผู้หญิงคนนี้รึเปล่า “บะ…บอส…แน่ใจนะคะ” “ฉันไม่ฆ่าหรอก ไม่อยากทำคดีให้ตัวเอง” รังสีน่าสะพรึงทำเอาคุณผู้ช่วยหลีกทางให้อย่างหวาดๆ ยอมออกมาเฝ้าสังเกตการณ์อยู่วงนอก ไม่เคยคาดฝันว่าจะต้องมาเจอเจ้านายในโหมดโกรธจัด เดาทางไม่ถูกเลย ไม่รู้วิธีจะเข้าหาเจ้านายตอนนี้ด้วย “งี่เง่า” เธอได้ยินเสียงเจ้านายสบถให้แอบสะดุ้ง เลิกคิ้วเป็นคำถามที่พูดเมื่อครู่ไม่ได้ด่าเธอใช่มั้ย “คุณคาชิวากิ” “คะ!?” เธอขนาดรับตกอกตกใจ หัวใจจะวายเจ้านายเลิกทำเสียงเข้มได้มั้ย “เธอแบกไหวใช่มั้ย” “คะ!?” เล่นเอางง เบลอ เจ้านายจะไม่ใช้ให้เธอพาผู้หญิงคนนี้ออกไปโยนทิ้งนอกห้องใช่มั้ย เธอชักจะหวาดเพราะเห็นเจ้านายเวอร์ชั่นโหดแล้วคิดออกได้ทางเดียว “แบกไปที่รถฉัน” “คะ!?” “คะอะไร เร็วๆ!” “ค่ะ เจ้านาย” มึนมากกว่าเดิมร้อยเท่าเหมือนถูกตบหัวแล้วลูบหลัง เจ้านายจะให้เธอเอาผู้หญิงคนนี้ไปที่รถทำไม จะพาไปไหน เธอจับร่างร้อนจี๋ของผู้หญิงสมส่วนขึ้นหลังช่วยกันกับเจ้านายอย่างทุลักทุเลมาจนถึงรถคันโปรดของเจ้านายแล้วส่งเอาร่างไม่ได้สติเข้าไปอยู่บนเบาะข้างคนขับ “วันนี้ฉันไม่เข้าแล้ว ถ้าใครมีธุระเอาไว้ก่อน” “คะ!?” เธอกลายเป็นคนโง่ทันที ไม่เข้าใจเจ้านายต้องการอะไร เมื่อสักครู่ยังโกรธจะฆ่าผู้หญิงคนนี้อยู่เลย แล้วนี่กำลังจะทำอะไร “ไม่ต้องคะแล้ว ฉันจะพาผู้หญิงคนนี้ไปโรงพยาบาล เธอคงไม่อยากให้มีคนตายที่สำนักงานหรอกใช่มั้ย” กว่าจะเข้าใจเจ้านายก็เล่นเอาเธอปล่อยไก่ออกมาหลายตัวรีบพยักหน้าขานรับ เพราะดูจากอาการก็ควรต้องพาส่งโรงพยาบาลจริงๆ    รถยุโรปสีดำเคลื่อนตัวออกจากสำนักงานอัยการด้วยความรวดเร็ว มินามิค่อนข้างหัวเสียและโมโหมากกว่าเดิมหลายเท่า ไม่อยากจะหันมองหน้าคนที่ไม่ได้สติตัวสั่นน้อยๆเพราะความหนาวขนาดเธอหรี่แอร์ลงให้เบาที่สุดแล้วปากของคนนอนยังสั่นไม่หาย เลยต้องเอี้ยวตัวไปหลังรถหยิบเอาผ้าห่มผืนเล็กๆมาคลุมให้ เธอรู้ว่าตัวเองไม่เคยใจแข็งได้พอๆกับความเจ็บที่เข้าปะทะอยู่เรื่อยๆเมื่อเจอกับผู้หญิงคนนี้  ขนาดนี้ยังใจอ่อนยอมพามาโรงพยาบาล ไม่อยากยอมรับว่าที่กำลังโกรธอยู่ตอนนี้มันต่างจากตอนแรก โกรธเพราะความหัวดื้อ โมโหเพราะผู้หญิงคนนี้ปล่อยให้ตัวเองเป็นหนักแล้วยังทำเก่งมาหาเธอถึงที่ “นะ.. หนาว” ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงสามารถจับกอดได้อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจหรือขยะแขยงไม่อยากเข้าใกล้  แค่นึกถึงว่าผู้หญิงคนนี้เคยทำอะไรไว้ท้องไส้มันก็ปั่นป่วนอยากจะอ้วกออกมา “ฉันไม่ได้ตั้งใจ อย่าไป อย่าไปนะ อย่า” คำพูดที่ละเมอหลุดออกมาเรียกความสนใจเธอจากไฟ น้ำตาของผู้หญิงที่เธอเกลียดเข้าไส้ไหลลงแอบแก้มขาวผ่อง วาดมือยกเคว้งอยู่บนอากาศพยายามไขว้คว้าหาบางอย่าง “อย่า มินามิ อย่าไป” คราวนี้เหมือนหัวใจถูกแผดเผาด้วยเปลวไฟแห่งความเจ็บปวด คลื่นโทสะซัดเข้าจู่โจมอยากจะเอือมมือเปิดล็อคประตูผลักผู้หญิงคนนี้ตกลงไปบนถนนให้ตาย กล้าได้อย่างไร กล้าพูดคำพวกนี้ได้อย่างไร!!  “ขอโทษ” ทำไมเธอถึงรู้สึกรังเกียจผู้หญิงที่เคยรักมากขนาดนี้ ไม่เข้าใจ สับสน ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ต้องการอะไรกับเธอกันแน่ พ้นไฟแดงมาได้เธอเหยียบคันเร่งต่อด้วยความไวอยากพาตัวเองออกให้ไกลจากผู้หญิงคนนี้ ไม่อยากให้ชีวิตของตัวเองต้องข้องเกี่ยวกันอีกต่อไป    ทันใดที่รถจอดเทียบโรงพยาบาลบุรุษพยาบาลสองคนก็เข้ามาช่วยเธอพาคนที่มีไข้จนเพ้อไร้สาระลงจากรถ เธอไม่ได้มีทางเลือก ต้องมาอยู่เป็นญาติคนไข้ อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ใจร้ายถึงขนาดปล่อยให้คนไม่สบาย นอนอยู่ที่โรงพยาบาลคนเดียว “คุณเป็นญาติคนไข้ใช่มั้ยครับ” เธอเงยหน้าแล้วส่งเสียงตอบรับเบาๆ ไม่ได้อยากจะมายุ่งเกี่ยวอะไรด้วยเลยแม้แต่น้อย ถ้าผู้หญิงคนนี้ไม่ดึงดันทำตัวเองให้เป็นหนักมาล้มพลับหมดาติในที่ทำงานของเธอ “ผมจะให้คนไข้อยู่ดูอาการสักครู่นะครับ ทางเราพึ่งฉีดยาลดไข้ให้ ถ้าอาการดีขึ้นก็สามารถกลับได้เลยครับ” มินามิพยักหน้ารับอย่างเลี่ยงไม่ได้ก่อนคุณหมอคนเดิมจะพาเธอเดินมายังห้องสังเกตอาการผู้ป่วยที่ผู้หญิงคนนี้นอนหลับสติอยู่บนเตียง “ผมอยากให้ทางญาติช่วยระวังด้วยนะครับ จากที่ตรวจดูเบื้องต้น ส่วนหนึ่งอาการของคนไข้เกิดจากความเครียด” มินามิแอบชักสีหน้าผู้หญิงแพศยาอย่างนี้หรือจะมีอะไรให้เครียดนอกจากเรื่องวิ่งตามจับคนโน้นคนนี้ ไม่รู้ว่านอกจากเขาแล้วจะมีควายให้ผู้หญิงคนนี้เลี้ยงอีกกี่ตัว  “เข้าใจแล้วค่ะ” “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ สักครู่ผมจะมาใหม่” มินามิทอดสายตามองคนบนเตียงด้วยแววตาไม่สบอารมณ์ เธอต้องเสียงานเพราะผู้หญิงคนนี้ไม่รู้กี่ครั้ง ตั้งแต่ที่บังเอิญเจอกันเมื่อวานลากยาวมาจนวันนี้ มันทั้งน่าโมโห หงุดหงิดและ…  เธอคว้าเอาเก้าอี้สำหรับเฝ้าคนป่วยมาหย่อนตัวนั่งลงกอดอก ใครจะเข้าใจว่า เธอไม่ได้อยากโมโหใส่ ไม่ได้อยากทำร้าย แต่เธอห้ามไม่ได้เพราะเจอหน้ากันกี่ครั้งคืนวันอันแสนขมขื่นก็สาดโครมเข้ามาในความทรงจำ จะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งมันก็ทนไม่ได้ ในวันที่เธอเชื่อใจ ผู้หญิงคนนี้ก็ทำลายมัน แล้วจะให้เธอทำได้อย่างไร เธอเจ็บเป็น เธอกลัวเป็น และเรียนรู้ที่จะหาทางไม่เจ็บเป็น เธอค้นพบว่าไม่ควรเอาตัวมาใกล้กับผู้หญิงคนนี้อีก ไม่ควรเลย “มินามิ” เสียงแหบพร่าบางเบาเหมือนเสียงกระซิบทำให้เธอเคลื่อนสายตาจับจ้องวงหน้าที่เธอเคยใกล้ น้ำเสียงที่เธอเคยฟัง ดวงตาที่เธอเคยจ้องคายออกหลังจากที่มันปิดสนิทบอกว่าสติของคนป่วยได้กลับมา เธอเหยียดตัวลุกขึ้นในทันทีหันหลังจะหนีไม่อยากฟัง “ยะ อย่าไปได้ไหม อย่าไปอีกได้มั้ย” น้ำเสียงอ่อนแรงสะเทือกเข้ามาถึงหัวใจของคนที่ยืนยัดตั้งมั่นไม่อยากมีชีวิตข้องเกี่ยวกัน “มินามิ” “แล้วตอนนั้นใครเป็นคนบอกให้ฉันไป!” เธอกระแทกเสียงด้วยโทสะหันหน้ากลับมาเผชิญกับเจ้าของน้ำตาที่ไหลนองเต็มหน้า เธอเกลียดน้ำตาที่มันเข่นฆ่าหัวใจของเธอ “เลิกเสแสร้งร้องไห้สักที” เธออยากอาละวาดให้ผู้หญิงคนนี้หยุดทำหน้าเศร้าโสกเสียใจ เพราะผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่หรือไงที่ทำให้ทุกอย่างมันเป็นอย่างนี้ “มินามิ ฉัน…” “ฉันไม่อยากฟัง เลิกพูดมากสักที” “มินา…” “ถ้าเธอยังไม่หยุดฉันจะออกไป” เท่านั้นเองที่ทำให้อัตสึโกะหยุดจะร้องเรียก มีเพียงเสียงสะอื้นกับตัวเองเงียบๆราวกับต้องการปลดเปลื้องน้ำตาแห่งความอาวรณ์ที่เกาะกินหัวใจออกมาให้หมด เขาอยู่ใกล้เพียงแค่นี้ แต่เธอกลับไม่มีปัญญาทำอะไร ไม่แม้แต่จะทำอะไรได้ ไม่อยากจะเชื่อว่าเธอจะเหลือน้ำตาให้ร้องไห้ ทั้งที่เมื่อวานนี้ก็ร้องไปจนเรี่ยวแรงหดหาย      คนที่ถูกดึงให้อยู่หายใจอึดอัด ไม่อยากเห็นท่าทางเจ็บปวดทรมานแล้วเธอต้องมายืนดูไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งที่มันบาดใจจนเหวอะไม่รู้จะเหวอะอย่างไร ต้องแสร้งทำเป็นคนใจร้ายยืนนิ่งดูดายอยู่เฉยๆ “หยุดร้องสักที” แล้วเธอก็ทนไม่ไหวเปล่งเสียงเรียบนิ่งใส่คนที่ไม่มีทีท่าจะยอมหยุดร้องง่ายๆ “ฉะ..ฉัน” “เธอจะเป็นหนักจนต้องอยู่นี่ต่อมันก็ไม่ใช่เรื่องของฉัน ฉันไม่ได้มีเวลามาอยู่เป็นเพื่อนเธอทั้งวัน อยากร้องก็ร้องให้ตาย เสียเวลาฉันมากพอแล้ว”  หากอีกฝ่ายยังไม่หยุดจะเป็นเธอเองที่ควบคุมตัวเองไม่ได้เผลอตัวทำอะไรที่แสดงออกมาว่าเธอแคร์ แคร์ทั้งที่มันเจ็บ  คนได้รับคำพูดเจ็บแสบกดริมฝีปากเขาหากันแน่น ถึงจะรู้ว่าเขาโกรธเธอแต่ก็อยากให้เขาสนใจ เธอจะเรียกร้องอะไรได้ เธอไม่ใช่คนสำคัญของเขาอีกแล้ว ความน้อยเนื้อต่ำใจทำให้คนเคยดื้อดึงสายน้ำเกลือออกแล้วทำเป็นเก่งจะลุกจากเตียง “ทำบ้าอะไรของเธอหะ!” เสียงของเขาเกรี้ยวกราดขณะโฉบเข้ามาคว้าตัวเธอที่พยายามจะสลัดตัวให้หลุดออกจากวงแขนของเขา “ฉันจะกลับบ้าน” “อ๋อ อยู่กับฉันมันจะตายใช่มั้ย ถึงอยากกลับไปหาชายชู้ไวๆ” แววตาของเธอสั่นระริกด้วยความเสียใจเผลอใช้สายตามองเขาด้วยความตัดเพ้อ ทั้งที่รู้ว่าฝ่ายผิดและเริ่มก่อนคือเธอแต่ยังเรียกร้องเอาจากเขาอยู่เหมือนเดิม “ปล่อย” เธอกระแทกกระทั้นทั้งที่รู้ว่าเขาตัวเล็กว่ามากจนเกือบทำให้คนจับเธอล้มลงกระแทกพื้น “อยากจะตายมากรึไง ถึงทำเก่งอยู่ได้” มินามิแผดเสียงด้วยความโกรธจัดกำข้อมือของผู้หญิงแพศยาแน่นจนหมอพยาบาลที่ได้ยินเสียงวิวาทแห่กันเข้ามาบริเวณสังเกตอาการของผู้ป่วย แล้วต้องตกใจกับสภาพของคนป่วยที่จัดการปลดสายน้ำเกลือเรียบร้อย “คุณจะทำอะไรครับ ใจเย็นๆก่อนนะครับ” คุณหมอร้องห้ามมินามิที่กระชากร่างอ่อนแรงลงมาจากเตียงนั่งกองพับอยู่บนพื้น “ในเมื่อไม่อยากรักษาก็ดี ไปกลับ ไป!” เธอขับไล่อย่างหมดความอดทน ผู้หญิงอวดดีหอบใจหายแรงน้ำตาไหลอาบข้างแก้มอย่างต่อเนื่อง “หยุดนะครับคุณ! ปล่อยคนไข้นะครับ” “อย่ายุ่งได้มั้ย  มันเรื่องภายในครอบครัว! ในเมื่อไม่อยากอยู่ก็ดี เธอจะตายฉันจะไม่สน” “แล้วจะมายุ่งด้วยทำไม!” “ใครกันที่มายุ่งกับฉันก่อน! เคยไล่ฉัน เคยบอกฉันว่าไม่ต้องการเห็นหน้าอีก!ฉันก็ทำให้หมดแล้ว เธอกลับจะมาทำไม!!”  เส้นเลือดบนขมับของคนไม่ได้ป่วยเต้นตุบๆเธอดึงแขนให้คนไม่มีแรงลุกยืนลากจะพาออกจากโรงพยาบาลทั้งพยาบาลและหมอวิ่งตามกันให้วุ่นวาย “หยุดก่อนนะคะคุณ! ถ้าคุณทำอย่างนี้คนไข้จะยิ่งแย่นะคะ” “ก็ดี อยากอวดเก่งทำไม ไม่ต้องให้อยู่ดูอาการแล้ว ขึ้นรถ!” “คุณหยุดนะคะ” เสียงนางพยาบาลทวงห้ามกันเป็นเรื่องราวใหญ่โต มีคนกำลังจะกดโทรศัพท์แจ้งความกับตำรวจ หากคนไข้ไม่พูดว่าขอกลับบ้านไม่ต้องการรักษาแล้ว ต้องเกิดการจลาจลขึ้นในโรงพยาบาลแน่ๆ เล่นเอาหมอพยาบาลทำตัวไม่ถูก อยากจะห้ามปราม ตามเอาผู้ป่วยกลับมาอยู่ในโรงพยาบาลหากทว่าก็ทำไม่ได้เมื่อเป็นความประสงค์ของผู้ป่วยเอง     เกิดความเงียบตลอดทางเส้นทางที่ขับรกออกมาจากโรงพยาบาล คนอวดเก่งนอนระส่ำระส่ายหอบหายใจถี่บ่งบอกอาการที่ย่ำแย่เต็มทนให้คนขับรถนึกหงุดหงิดกับการแผงฤทธิ์ไม่รู้จักเวลาล้ำเวลาทำให้เขาโกรธจัดจนต้องลากตัวกันออกมาจากโรงพยาบาลอย่างนี้ หากผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรหนักมากกว่านี้เพราะเขาจริงๆ เขาคงให้อภัยตัวเองไม่ได้ “ค่ะ คุณหมอเหรอคะ” “ ใช่ค่ะ” “เมื่อสักครู่ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะคะ” “ค่ะ” “ ช่วยมาที่บ้านด้วยนะคะ” “ค่ะ ตอนนี้เลยค่ะ เตรียมน้ำเกลือมาด้วยเลยนะคะ” “ค่ะ อาการหนักอยู่เหมือนกันค่ะ”  อัตสึโกะสะลึมสะลือได้ยินเสียงคนขับรถคุยโทรศัพท์กับใครบางคนก่อนจะหลับตาลงอย่างหมดแรงอีกครั้ง เธอรู้สึกหนักอึ่งบนหัวไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอถึงได้ปวดหัวขนาดนี้ “ทำไมถึงชอบทำอย่างนี้” คนพึ่งวางโทรศัพท์เคลื่อนสายตามองคนที่นอนกอดตัวเองอย่างอ่อนใจ เธอต้องโทรกลับไปหาทางโรงพยาบาลขอให้หมอมาดูอาการคนไข้อวดเก่งที่บ้านเธอแทน เธอรู้ดีกว่าใครว่านิสัยผู้หญิงคนนี้เป็นยังไง ลองให้ได้ดื้อดูสักครั้ง บอกจะกลับก็คือกลับให้ได้ ถึงเธอไม่โมโหชวนทะเลาะเป็นเรื่องราวใหญ่โต จะห้ามให้นอนโรงพยาบาลต่อผู้หญิงคนนี้ก็คงไม่ทำ ‘เฮ้อ’ “อย่าทำอย่างนี้อีกนะ”  เธอเกลียดความใจอ่อนของตัวเองและมันดันเกิดกับผู้หญิงที่เธอไม่อยากให้เกิดมากที่สุด เธอไม่สามารถห้ามมันได้ ห้ามไม่ได้ไม่ให้รู้สึก  เพราะเธอรู้ว่าเธอไม่ลืม  ขนาดเจ็บเจียนตายมาแล้วมันก็ลืมไม่ได้ ลืมไม่ได้ว่าเธอรัก คนที่อยู่บนเบาะข้างๆกันนี้มากแค่ไหน
  8. Ch.8 แม่ลูก  ‘พูดอะไรของเธอ’ คำนี้ดังก้องในหัวของยุยจนทำให้รู้สึกมึนเบลอ หากเธอก็ข่มใจไม่ให้เผลอพูดอะไรออกไป เธอต้องจำไว้ว่า เธอจะเอาความโกรธ ความโมโหมาลงกับเด็กที่ไม่รู้เรื่องไม่ได้ คนผิดคือแม่ของเธอไม่ใช่เด็กคนนี้ รอยยิ้มจึงถูกปั้นแต่งส่งให้น้องต่างพ่อ “พี่สาว” คำแผ่วเบาหลุดลอยจากริมฝีปากเล็กได้รูปเหมือนคนละเมอ เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกราวกับว่าระบบประสาทสัมผัสทั้งห้าถูกตัดออกจากการควบคุม “คุณยืนเงียบทำไม” แล้วเสียงคนข้างกายก็กระตุ้นให้ดวงตาเธอขยับเขยื้อนไปมองที่เจ้าตัว มีคำถามร้อยแปดที่เธออยากถามมากมายแต่กลับถามไม่ได้ เธอทำได้แต่มองกลับมาที่เด็กสาวอันมีศักดิ์เป็นน้องต่างพ่อ ใช่ เด็กคนนี้ ลูกของชู้แม่ “มาหาพี่พารุเหรอคะ” เธออยากให้รางวัลตัวเองเหลือเกินที่สามารถแสดงละครออกมาได้อย่างแนบเนียน เธอไม่มีวันยอมรับเรื่องของเด็กคนนี้ ไม่มีวัน ภาพวันนั้นที่เธอเห็นเธอยังจำได้ติดตา “ค่ะ พี่สาว พี่พารุบอกว่าให้เดินมาหาที่นี่” คำตอบตรงไปตรงมาเคลื่อนสายตาของยุยให้มองไปที่พารุโดยอัตโนมัติ เธอเกลียดคนที่คิดจะเล่นกับความรู้สึกคนอื่น “งั้นเรากลับกันเลยดีมั้ยคะ” “พี่สาวจำหนูได้มั้ยคะ ที่เจอกันที่ห้างวันนั้น” จำได้สิ ไม่มีวันลืม เธอแสยะยิ้มให้ตัวเองในใจ  “ค่ะ”  การที่เธอเลือกจะประหยัดถ้อยคำเป็นการบอกคู่สนทนาอยู่กลายๆว่าเธอไม่ต้องการคุยด้วย ไม่ต้องรังเกียจ แค่ไม่อยากข้องเกี่ยว หรือจะต้องเรียกว่าไม่อยากเจอเลยมากกว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมช่วงนี้เธอต้องมาวุ่นวายกับเรื่องพวกนี้ด้วย  “หนูชื่อจูรินะคะ พี่สาว” “ค่ะ” “นี่คุณ ช่วยพูดอะไรให้มันยาวกว่าคำว่า ‘ค่ะ’ ได้มั้ย! อย่างน้อยเด็กคนนี้เป็นน้องคุณนะ!”  คำหลุดออกมาจากปากของคนอวดฉลาดทำให้ดวงตาของรองประธานแข็งกร้าว อย่างเธอจะมาเข้าใจอะไร! “ก็แล้วจะยังไง! อย่ามาพูดจาไร้สาระ ฉันเป็นลูกคนเดียวไม่เคยมีน้อง!”  เธอพยายามจะถนอมน้ำใจเด็กสาวที่ไม่รู้เรื่องอะไรแล้วนะ แต่ยัยนี้ก็ทำให้เธอโกรธ  ให้มันรู้ไปเลยว่าเธอรังเกียจเด็กคนนี้ขนาดไหน   จูริที่อยู่ในเหตุการณ์ตกใจวิ่งไปหลบอยู่หลังพารุจนคนอายุมากกว่าต้องจับน้องเข้ามาโอ๋  “คุณพูดอย่างนี้ได้ยังไง!” “เธออย่างมายุ่งเรื่องของฉันได้มั้ย อย่างเธอจะมารู้อะไร ก็แค่นักเรียนย้ายมาใหม่!” “ใช่ ฉันมันก็แค่นักเรียนย้ายใหม่! แต่คุณก็ปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่าแม่ของคุณคือแม่ของจูริ” “อย่ามาพูดอะไรบ้าๆ ฉันไม่รู้ว่าเธอเอาเรื่องบ้าบอนี่มาจากไหน หยุดพูดก่อนที่มันจะทำให้ฉันหัวเสียกับเธอมากกว่านี้!” “งั้นคุณก็ปฏิเสธมาสิว่าคุณไม่ใช่ลูกของคุณน้าอัตสึโกะ!”  ชื่อที่พึ่งหลุดออดมาเป็นเหมือนหอกแทงทะลุหัวใจให้ร่างชาวาบชั่วครู่ใหญ่ ดวงตาเธอเบิกกว้าง ยัยนี่รู้จักแม่ของเธอได้อย่างไร “ฉันไม่ใช่ลูกของผู้หญิงคนนั้น!” “มันจะไม่มากไปหน่อยเหรอยุยที่เรียกแม่ตัวเองว่า ผู้หญิงคนนั้น คุณรู้รึเปล่าว่าน้าอัตสึโกะเขาเสียใจแค่ไหนที่ต้องปิดบังเด็กคนนี้ว่าคุณคือพี่สาว ว่าผู้หญิงที่เจอกันที่ร้านอาหารเป็นพ่อของจูริ!”   คำว่าร้านอาหารทำให้ยุยสะดุด พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวเมื่อวานได้คราวๆแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้าที่เธอจะไปถึง แล้วมันหมายความว่ายังไงที่ว่าพ่อของเธอเป็นพ่อของเด็กคนนี้  “เด็กคนนี้อยากให้ครอบครัวเขากลับมาสมบูรณ์ เขาขอร้องให้น้าอัตสึโกะคืนดีกับพ่อของเขา เขาอยากอยู่กับพี่สาว กับพ่อของแท้ๆเขาเอง มันไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องมายุ่งเลย ถ้าไม่เห็นเด็กคนนี้ต้องร้องไห้” “เธออย่ามาพูดอะไรบ้าๆ!” “ฉันไม่ได้พูดอะไรบ้าๆฉันพูดความจริงเขาเป็นลูกของพ่อเธอ!” “ความจริง!? อย่ามาตลก!! เธอถูกจ้างมาเท่าไหร่ล่ะ ให้มาพูดกรอกหูฉันขนาดนี้” “นี่คุณ! มันจะมากไปแล้วนะ ทำไมทำตัวงี่เง่าอย่างนี้ หรือจะให้ฉันพาเด็กคนนี้เป็นตรวจดีเอ็นเอ คุณถึงจะเชื่อ ในสิ่งที่ฉันพูด  คุณน้าอัตสึโกะเป็นคนบอกเองว่าเขาเป็นน้องแท้ๆของคุณ เป็นลูกแท้ๆของพ่อคุณ!” “ฉันไม่เชื่อ!”  “ แต่คุณต้องเชื่อ! ฉันไม่รู้หรอกนะว่า เกิดเรื่องอะไรในครอบครัวของคุณ แต่คุณจะปล่อยให้เรื่องมันเป็นอย่างนี้ต่อไปรึไง ทำไมไม่ไปถามทุกอย่างจากปากของน้าอัตสึโกะเอง คุณน้าอัตสึโกะเขาเจ็บปวดมากเลยนะตอนที่พูดถึงคุณกับพ่อของเด็กคนนี้” พารุลูบเส้นผมของเด็กที่สะอื้นน้อยๆในอ้อมกอด เธอโมโหจัดจนเผลอใส่อารมณ์เต็มทีกับอีกฝ่ายที่ยังยืนเป็นแมวน้ำหน้าตายก่อนมีโอกาสได้สบตากันเธอเห็นความสับสนไม่เข้าใจอยู่เต็มสองดวงตาคู่นั้น กระทั่ง… “เธอพาฉันไปหาแม่ได้ใช่มั้ย” เธอยกยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่รองประธานนักเรียนขอให้เธอทำ “แน่นอนสิ” หากสิ่งที่เธอทำได้มีเท่านี้เธอก็จะช่วยให้เต็มที่ คำขอร้องจูริเธอจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้มันกลายเป็นจริง เธอไม่รู้เหรอว่ายุยกำลังคิดอะไร หรือจะเกิดอะไรต่อจากที่ถ้าเจ้าตัวได้พบกับคุณน้าอัตสึโกะจริงๆ       ขัดแย้ง ขัดแย้ง ทำไมความจริงกับเรื่องที่พึ่งได้ยินจากปากของยัยนักเรียนใหม่มันถึงได้ขัดแย้งกันขนาดนี้ หมายความว่าอย่างไร กับเรื่องที่ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกแท้ๆของพ่อเธอ ก็ในเมื่อตอนนั้นแม่เป็นคนประกาศเองว่าท้องกับผู้ชายคนอื่น ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ หัวสมองของยุยปวดหนึบเหมือนถูกใครมาบีบจับไว้ เคลื่อนสายตาเหม่อลอยมองเด็กที่นั่งก้มหน้านิ่งอยู่บนตักของโอชิมะ ฮารุกะ กลัวเธอมากสินะ กับเรื่องที่พึ่งเกิดเมื่อครู่ ถึงไม่กล้ามองหน้าเธอเลย   ก็ดี เพราะเธอเองก็ยังไม่อยากจะพูดอะไรมากเหมือนกัน แค่เรื่องที่กำลังคิดตอนนี้ก็ตีกันยุ่งไปหมดแล้ว เธอไม่ได้ไร้เหตุผลถึงขนาดจะไม่รับฟังอะไร หากลองมองในมุมกลับ มีเหตุผลอะไรที่ให้แม่ของเธอต้องทำถึงขนาดนี้ หมายถึงที่โกหกเธอกับพ่อก่อนจะตัดขาดอย่างไร้เยื่อใย  เพียงคิดตรงนี้หัวใจก็หนวงเด้วยความเจ็บปวด  หยดน้ำตาเอ่อล้นคลออยู่ตรงขอบเบ้าจนได้ยินเสียงเรียกจากพารุเธอถึงรีบเงยหน้าเช็ดน้ำตาออก “เป็นอะไรรึเปล่า คุณ” “เปล่า” เธอยังทำตัวเหมือนเดิมได้คงเส้นคงวา “ก็ดี เห็นร้องไห้นึกว่าเป็นอะไร” “ใคร!?” “ก็คุณไง” เธอหายใจอย่างหงุดหงิดตวัดสายตาไม่พอใจใส่คนที่มีรอยยิ้มรู้ทัน “มั่ว ฝุ่นเข้าตา” “จริงเหรอคะ” พารุลากเสียงยาวล้อเลียน ใครเชื่อก็บ้า ดูทำหน้าทำตาเข้า คิดว่าคนอย่างเธอจะกลัวหรือไง เบื่อจริงกับคนขี้เก๊ก “นี่เธ..” “จะพูดว่าอะไรนะคะ” “เปล่า” ยุยหันหน้าหนีอย่างหัวเสียพอถูกดักทางด้วยแววตาจับผิดของคนที่นั่งตรงข้ามประมาณว่า จะหลุดคำพูดไม่ระรื่นออกมาอีกแล้วใช่ไหม เธอเบื่อ เธอเซ็ง ทำไมยัยนี่ต้องมาทำให้ชีวิตเธอวุ่นวายด้วย “ไม่มีอะไรก็ได้แล้วนี่ ไหนพูดเพราะๆให้ฟังสักประโยค เอาเหมือนก่อนหน้านี้ที่หน้าประตูนะคะ” ครู่นั่นแหละ ยุยถึงกลับหันขวับมองคนยียวนไม่เลิก จะมาวุ่นวายอะไรกับเธออีก “เธอปล่อยให้ฉันอยู่เงียบๆไม่ได้รึไง” “อ๋อ ที่แท้คุณก็อยากนั่งดราม่าเตรียมทำเอ็มวีอยู่นั่นเอง” “หยุดกวนฉัน” “ฉันไม่ได้กวนสักหน่อย” พารุบอกหน้าตายเธอแอบมองจูริที่มีปฏิกิริยาดีขึ้นก็แอบลอบถอนหายใจ เห็นน้องนั่งอึดอัดตั้งนาน  ยุยเลือกจะหันหน้ากลับไปตามเดิมไม่อยากต่อปากต่อคำ เพราะรู้ว่าอย่างไรก็แพ้ ขี้เกียจจะพูดเต็มที “เอาอีกแล้วคุณ” “อะไรของเธออีก” ยุยงึมงำอย่างรำคาญจะไม่ปล่อยให้เธออยู่เงียบๆเลยใช่มั้ย อาจจะเป็นโชคดีรึเปล่าไม่รู้ที่รถบัสขากลับเที่ยวนี้ไม่ได้มีคนมาก  ทั้งสองเลยเชือดเฉือนกันได้อย่างสบายๆ “ก็คุณคิดจะไม่คุยกับใครเลยรึไง นั่งอยู่ด้วยกันเยอะแยะ ช่วยมีมนุษย์สัมพันธ์หน่อยสิคุณ” “แล้วจะให้ฉันคุยอะไร” ใครก็ได้ช่วยจับยัยนักเรียนใหม่ไปให้พ้นหน้าเธอที “อะไรก็ได้สิคุณ คุยน่ะคุย หัดชวนคนอื่นเขาคุยบ้าง” ยุยพ้นลมหายใจอย่างหงุดหงิดขัดใจ มันจะตายรึไงถ้าไม่ได้แหย่เธอ “เอาอย่างนี้แล้วก็ ฝากจูรินั่งตักคุณแปบนึงสิ ฉันรู้สึปวดๆขาน่ะ” อะไรนะ!! แล้วนี่ได้ถามเด็กมันไหมว่าอยากมานั่งกับเธอรึเปล่า ดูทำหน้าตื่นเข้า เหมือนจะเป็นจะตาย เห็นเธอกลายเป็นยักษ์เป็นมารไปแล้วมั้ง ยุยสะบัดศีรษะอย่างหัวเสีย ให้มันได้อย่างนี้สิ มัดมือชกกันเห็นๆ “พี่พารุ ถ้าเมื่อยเดี๋ยวหนูย้ายไปนั่งเบาะหลังตรงนั่นก็ได้คะ” “ไม่ต้อง มานี่” ยุยเสียงแข็งใส่เด็กที่ทำท่าเลิกลั่น เธอไม่ได้ใจร้ายไส้ระกำสักหน่อย แค่ให้มานั่งด้วยมันจะเป็นอะไรไป ดูยังอึกอักอยู่ได้ “ไปนั่งกับพี่เขาเถอะ จูริ คนแบบนี้ขี้เก๊กไปงั้น” ยุยแยกเขี้ยวขวับ เกลียดคำพูดคำจาของยัยนักเรียนใหม่ชะมัด “ไม่ดีกว่าค่ะ พี่พารุ” “บอกให้มาก็มาสิ!” “คุณ!! พูดกับน้องตัวเองให้มันดีๆหน่อยไม่ได้รึไง จูริยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ แล้วพูดอย่างคุณใครเขาอยากจะไปนั่งด้วย” พารุแวดอย่างหัวเสีย ดูสิ มันน่าโมโหมั้ยทำน้องตัวสั่น ไอ้แมวน้ำบ้าบอ “อีกนานไหมกว่าจะถึง”  เปลี่ยนเรื่อง น่าโมโหนักไอ้รองประธานนักเรียนหน้าแมวน้ำ “ถึงแล้วฉันบอกเองน่า ตกลงจะเอาน้องไปนั่งด้วยได้รึยัง” “ก็บอกให้มาแล้วไม่มาเอง” ยุยบ่นเสียงเบา “คุณพูดว่าอะไรนะ” “อะไร” “พวกหนูเป็นแฟนกันรึจ๊ะ ยายนั่งฟังพวกหนูนั่งเถียงกันตั้งนานแล้ว ดูรักกันดีนะจ๊ะ” ตรงไหนกัน!! ทั้งสองเสียงผสานแทบจะพร้อมกัน หันมองต้นตอของเสียงด้วยกันทั้งคู่ก็เห็นคุณยายท่าทางมีอายุส่งยิ้มมาให้  “ไม่ใช่นะคะ/ไม่มีทางหรอกคะ” “ฮ่าๆ ไม่ต้องอายหรอกจ๊ะ ยายเข้าใจ สาวๆก็อย่างนี้ชอบทะเลาะกัน ชอบงอนกัน เดียวก็ดีกันเอง ฟังพวกหนูนั่งเถียงกันก็เพลินดีเหมือนกัน ยายลงแล้วนะจ๊ะ” “ก็บอกว่าไม่ใช่ยังไงค่ะ” ยุยตะโกนไล่หลังคุณยายที่พึ่งจะลงจากรถเมื่อครู่ อย่างเธอหรือจะคิดพิศวาสยัยคนกวนประสาทแบบนี้ ผู้หญิงมาชอบเอเป็นกระบุงยังไม่เคยส่ง  “เพราะเธอคนเดียว” “ฉันผิดอะไร” พารุสวนกลับด้วยความรวดเร็วแม้ใบหน้าจะแดงก่ำ เธอไม่มีทางเอาคนแบบนี้มาเป็นแฟนเด็ดขาด  ยุยไม่ตอบกลับเลือกจะหลบซ่อนใบหน้าของรู้สึกร้อนแผ่วของตัวเองเอาไว้ เธอไม่ชอบเลยเวลาที่หัวใจเต้นตึกๆตักๆอย่างนี้ “อะไรหรือว่าคุณเขิน แอบคิดอะไรกับฉันรึไงคะ ยุย” พารุได้โอกาสก็หาเรื่องแกล้งคนชอบเก๊ก  “ใครเขิน!” “เอ๊ะ ไม่เขินจริงเหรอคะ” พารุส่งสายตาจับผิด ไม่เขินเลย เล่นพูดไม่ยอมมองหน้ากันนะคนเรา  “เลิกวุ่นวายกับฉันสักทีเหอะ” “แย่จังเลยนะคะ ฉันอุสาชอบ อยากจะวุ่นวายกับยุยให้มากๆ” เล่นเอาคนนั่งฟังสะอึกไม่รู้ว่าคนพูดคิดอะไรอยู่ เธอไม่ชอบเวลาที่เธออ่านคนไม่ออก โดยเฉพาะคนที่เข้ามาก่อกวนให้จังหวะหัวใจของเธอเต้นแปลกๆ “เธอจะกวนฉันอีกใช่มั้ย” “ใครกวนยุยเหรอคะ ฉัน จีบ อยู่ต่างหาก” ยิ่งกว่าสะอึกยุยนั่งอ้าปากค้างปล่อยให้คนที่นั่งส่งยิ้มหวานหัวเราะชอบใจราวกับเป็นผู้ชนะ “ล้อเล่นน่าคุณ ทำหน้าตาตลกไปได้ แกล้งคุณนี่สนุกชะมัด”  ล้อเล่น!! ของแบบนี้มันสมควรเอามาล้อเล่นรึไงห๊ะ!!   ยุยส่งสายตาเขียวปัดใส่คนเล่นไม่รู้เรื่อง ทำอย่างนี้มันสนุกมากรึไงเล่า!! เรื่องแม่ไม่พอ ยังเอาเรื่องนี้มาเล่นกับเธออีก ยัยนักเรียนใหม่ตัวยุ่ง!!      ยูโกะลูบเส้นผมของคนหลับสนิทหมดแรงอยู่บนเตียงเพราะร้องไห้อย่างหนัก ไม่รู้ว่าไข้ที่มีอยู่เกิดจากความอ่อนเพลียหรือความเครียดกันแน่ เธอพึ่งเรียกหมอให้มาดูอาการซึ่งก็จับเจ้าตัวฉีดยาไปหมาดๆ ตอนที่อัตสึโกะวิ่งออกจากบ้านเล่นเอาเธอใจหายวาบรีบตามจนทันเห็นว่าอัตสึโกะเป็นลมล้มอยู่บนพื้นตัวร้อนจี๋ด้วยพิษไข้  ไม่รู้ว่า ควรจะโทษใครระหว่างคนใจร้ายของอัตสึโกะกับคนขี้แยคนนี้ดี “อัตสึโกะเป็นยังไงบ้างคะ ยูจัง” เธอเงยหน้ามองคนที่พึ่งเปิดประตูเข้ามาพร้อมกะละมังน้ำ เธอเป็นคนขอฮารุนะเช็ดตัวให้อัตสึโกะ ไม่ใช่เธอไม่บริสุทธิ์ใจที่จะทำอะไรอย่างนี้ แต่เธอทำเพื่อความสบายใจของคนรักเธอเอง “ไข้ยังไม่ค่อยลดเท่าไหร่เลยค่ะ ถ้าไม่ดีขึ้นอาจจะต้องพาไปส่งโรงพยาบาล”  เธอเลือกจะลุกจากเตียงนอนของอัตสึโกะสร้างความชัดเจนว่าความรู้สึกของเธอไม่ได้พิเศษเกินเลยกว่าคำว่าเพื่อน  “น่าสงสารนะคะ”  ยูโกะพยักกน้าเงียบๆ อยากช่วยแต่ทำอะไรไม่ได้ น่าสงสาร คำนี้อาจจะน้อยไปสำหรับอัตสึโกะก็ได้ เฮ้อ เธออยากจะช่วยแท้ๆ แต่ทำไมเรื่องทุกอย่างมันเป็นอย่างนี้ “เดี๋ยวฉันออกไปรอข้างนอกนะ” เธอกระซิบบอกคนรักเสียงเบาค่อยๆสาวเท้าเดินไปที่หน้าประตู แล้วก็ได้ยินเสียงเรียกเธอแววๆมาจากในบ้าน หันมองซ้ายมองขวาตอนแรกคิดว่าตัวเองหูฝาด แต่ก็ไม่ใช่เพราะเสียงเรียกนั่นยังดังอย่างต่อเนื่อง และยังคงดังขึ้นอีก อ่า ลูกสาวเธอต้องกลับถึงบ้านแล้วแน่ๆ เธอเดินลงมาจากชั้นสองของตัวบ้านอัตสึโกะไปยังประตูเชื่อมเข้าบ้านตัวเอง ไม่ผิดแน่ๆเสียงของลูกสาวเธอจริงๆ   “ป๊าคะ ม๊าคะ” “แปลกจัง” พารุบ่นกับตัวเองหลังจากพาน้องสาวกับแขกของเธอมานั่งรอในห้องรับแขกเธอก็เดินหาป๊าม๊าจนทั่วบ้านแต่ไม่เห็นทั้งครู่ หรือจะออกไปจู๋จี๋กันที่ไหนอีก เธอกำลังจะออกไปดูว่าทั้งคู่อาจจะอยู่บ้านน้าอัตสึโกะก็ได้ แต่ไม่ทันไร ป๊าเธอก็เข้ามาเสียก่อน “ป๊าอยู่นี้ค่ะ พารุ” “ป๊า หนูตกใจหมด” “เรียกหาป๊าทำไมค่ะ แล้วน้องล่ะคะ” “น้องนั่งเล่นอยู่ข้างในค่ะ ป๊ากับม๊าไปไหนมาคะเนี่ย หนูเรียกตั้งนาน” ยูโกะหันหน้าไปทางบ้านหลังติดกันให้พารุเข้าใจได้ในทันที ผิดจากที่เธอคาดที่ไหน “วันนี้ป๊าฝากหนูดูน้องหน่อยนะคะ” “อ้าว ทำไมลล่ะคะ” “อัตสึโกะไม่สบายน่ะค่ะ” “แล้วคุณน้าเป็นอะไรมากรึเปล่าคะ” พารุชักเป็นห่วง ป๊าจะรู้ไหมเนี่ยว่าเธอพาใครมาหาคุณน้า อุตส่าห์มีโอกาสพาไอ้รองประธานหน้าแมวน้ำมาแล้วแท้ๆคุณน้าอัตสึโกะดันมาป่วยเสียได้ “ตอนนี้ม๊าหนูเขาเช็ดตัวให้อยู่ค่ะ ถ้าไข้ไม่ลดพรุ่งนี้ป๊าอาจต้องพาไปโรงพยาบาล” “แล้วทำไมจู่ๆคนน้าป่วยได้ล่ะคะ” ยูโกะไม่รู้จะบอกลูกอย่างไร สาเหตุเธอก็รู้อยู่เต็มอกแต่จะให้เอามาบอกลูกมันก็ไม่ใช่เรื่อง “คงจะเพลียๆมั้งคะ ป๊าเองก็ไม่รู้ หมอก็ไม่ได้บอกด้วย” “อ้าว แล้วหนูพาน้องกับเพื่อนขึ้นไปเยี่ยมคุณน้าได้มั้ยคะ” “เพื่อนหนู??” “ค่ะ” พารุขยายความต่อ “เขานั่งรออยู่ในห้องรับแขกน่ะค่ะ เขามาเพื่อเจอคุณน้าโดยเฉพาะ” “ใครคะ” ยูโกะไม่อยากให้สิ่งที่ตัวเองคิดเป็นจริงเลย ถ้าใช้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นอีกทีนี้ “ทาคาฮาชิ ยุยค่ะ” และคำตอบเล่นเอายูโกะช็อคเมื่อถูกลูกสาวทำเซอร์ไพรส์ ชีวิตเธอเป็นอะไรถึงต้องวนเวียนกับตระกูลนี้ คนที่ทำให้เพื่อนเธอเครียดหนักจนถึงเป็นลมไข้ขึ้นก็พ่อของเด็กคนนี้ แล้วนี่ ลูกสาวเธอยังพาคนลูดมาหาอีก จิตใจของอัตสึโกะจะรับไหวได้อย่างไร “ป๊าคะ เงียบทำไมคะ” “เอ่อคือ ป๊าไม่แน่ใจ” “ไม่แน่ใจ??” “ป๊ากลัวอัตสึโกะจะรับไม่ไหว” “หมายความว่ายังไงคะ” “ก็เมื่อไม่นาน…” “ให้ฉันขึ้นไปเยี่ยมเถอะค่ะ”  ยูโกะถึงกับยืนตัวแข็งทื่อไม่รู้ว่าเด็กที่อยู่ข้างหลังลูกสาวของเธอเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่แถมยังจูงเมื่อของจูริออกมาด้วย “ขอโทษนะคะ หนูไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังคุณน้าคุยกัน พอดีเด็กคนนี้เขาอยากออกมาตามพารุเพราะไม่กลับเข้าไปสักที เลยต้องพาออกมาแล้วบังเอิญได้ยินเข้า ” ยุยพูดความจริง เธอลดอคติต่อน้องสาวลงไปมากตั้งแต่บนรถบัส แค่เธอยังไม่อยากจะแสดงออกมาตรงๆว่าเธอไม่ได้อะไรด้วยแล้ว “จะเอาจริงๆเหรอ” “ยังไงเขาก็เป็นแม่ของหนูค่ะ”  เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ยุยยอมพูดคำนี้ออกมา “พูดขนาดนี้ น้าคงห้ามอะไรหนูไม่ได้ คิดจะทำอะไรกันแน่คะ” “หนูแค่อยากรู้ความจริงค่ะ” “ความจริง?” “พารุเป็นคนบอกหนูว่าเมื่อวานเกิดอะไรขึ้น” พารุหันมองคนที่เรียกชื่อเล่นของเธอย่างเต็มปากเต็มคำมาสองครั้งตั้งแต่เข้ามาในบ้านต่อหน้าป๊า  “น้าขอถามได้มั้ย ถ้ารู้แล้วจะทำยังไง สภาพอัตสึโกะตอนนี้คงบอกอะไรหนูไม่ได้หรือถ้าปกติดี ก็ไม่รู้ว่าจะยอมบอกมั้ย” “ไม่รู้สิค่ะ มันก็ยังดีกว่าการถูกโกหกอยู่อย่างนี้ ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา หนูไม่รู้หรอกค่ะว่าแม่คิดอะไรอยู่ หนูแค่อยากเข้าใจเท่านั้น  แค่นี้หนูว่ามันก็ทรมารทั้งสองฝ่ายแล้วไม่ใช่เหรอไงคะ” เด็กคนนี้ฉลาด ใจเย็นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เธอเห็นประกายบางอย่างที่อยู่ในแววตาซึ่งคล้ายกับพ่อของเจ้าตัวมากๆ “แล้วถ้าความจริง ไม่ได้เป็นอย่างที่หนูคิด จะอภัยให้อัตสึโกะได้รึเปล่า” “เรื่องอะไรค่ะ เรื่องที่ปิดบังว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของคุณพ่อ หรือเรื่องที่แม่โกหกอยู่ หนูควรถามเองมากกว่าว่าอยากจะให้หนูอภัยเรื่องอะไร” ยุยถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน หากเลือกจะโกรธเธอควรจะโกรธว่าทำไมแม่ถึงปิดบังความจริง “หนูขอตัวก่อนนะคะ” “เดี๋…” “ไม่เป็นไรหรอกค่ะป๊า” พารุรั้งพ่อของตนไว้ ท่าทางของยุยไม่ได้น่าเป็นห่วงเหมือนกับตอนที่อยู่ในโรงเรียนดูเหมือนว่าคุณรองประธานนักเรียนจะยอมลดกำแพงทิฐิลงมาอย่างมาก  “หนูว่าปล่อยให้เขาทำตามใจตัวเองหน่อยนะคะ เขาคงสงสัยอยู่มาก” “แปลกนะคะ ที่ลูกสาวป๊าสนิทกับหนูยุยเขาขนาดนี้ มีอะไรไม่ได้บอกป๊ารึเปล่าคะ” “ไม่มีหรอกค่ะ!” พารุแกล้งโวยวายกลบเกลื้อนเธอหันหน้าแดงๆหนีสายตาจับผิดของผู้ให้กำเนิดพาน้องสาวหมุนตัวกลับเข้าไปอยู่ในห้องนั่งเล่น เธอไม่ได้คิดอะไรกับไอ้แมวน้ำจริงๆ ไม่ได้คิดเลย!    เห็นว่าลูกสาวไปแล้วยูโกะก็รู้สึกหนักใจขึ้นมาดื้อๆหวังว่าจะไม่เป็นอะไรหรอกนะ เธอกังวลจนถอนสายตาออกจากบ้านหลังติดกันไม่ได้จริงๆ     ฮารุนะชะงักเมื่อที่กำลังติดกระดุมเสื้อเม็ดสุดท้ายให้คนที่นอนไม่ได้สติเพราะเจ้าของร่างที่เธอไม่คาดคิดว่าจะมาอยู่ที่นี่ “สวัสดีค่ะ คุณน้า” เธอจำได้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นแม่ของยัยนักเรียนใหม่จอมยุ่งที่เธอแอบชมว่าสวยสาวราวกับนางแบบ “ขอให้หนูดูแลต่อได้มั้ยคะ” เธอขออนุญาตคนที่นั่งอึ้งไม่มีเสียงใดหลุดออกมา  “คุณน้าคะ” “เอ่อ ทำไมหนูถึงมาอยู่ที่นี่คะ” “หนูขอดูแลต่อนะคะ” ยุยเลือกที่จะไม่ตอบคำถามว่าทำไมตัวเองถึงมาอยู่ที่นี่ เอาเข้าจริง เธอก็ไม่แน่ใจนัก กับคำตอบ  ฮารุนะยอมหลีกทางให้ เธอควรออกไปรอด้านนอกสินะ “น้าฝากด้วยนะ”  เธอทำในสิ่งที่ถูกแล้วใช่มั้ย ถึงได้ปล่อยให้ลูกสาวเผชิญหน้ากับแม่ของตัวเองแม้จะรู้อยู่ในใจลึกๆว่าเด็กคนนี้มีความรู้สึกอะไรต่ออัตสึโกะ   ประตูถูกปิดอย่างเบาที่สุดยุยเดินเข้ามาใกล้เตียงหลังจากไม่เห็นเงาของฮารุนะใบหน้าในความทรงจำปรากฏให้เธอเห็นชัดอีกครั้งหากมันกลับแดงก่ำเต็มไปด้วยพิษไข้  ทำไมปล่อยให้ตัวเองป่วยหนักขนาดนี้ “คุณแม่” เธอใจกล้าเอ่ยคำนี้ออกมาอย่างแผ่วเบา เคยวาดฝันไว้ตลอดว่าสักวันหนึ่งจะมีโอกาสได้พูดคำคำนี้อีกครั้ว เธอไม่เข้าใจว่าชีวิตของเธอมาอยู่ในจุดนี้ได้อย่างไร ในจุดที่ต้องกลับมาหาคนที่ทิ้งพ่อกับเธอไป “มะ มินามิ” คำละเมอเล่นเอาตัวเธอชาวาบหน้าของพ่อลอยเข้ามาทันทีในวินาทีนั้น “ขะ ขอโทษมินามิ ฉันขอโทษ” ทำไมลำคอของเธอต้องแห้งผาดเจ็บปวดขนาดต้องยกมือขึ้นมากุมหน้าอกไว้ ไม่ต่างไม่ต่างอะไรกับพ่อเลย ทั้งที่รักกันอยู่อย่างนี้แต่กลับต้องแยกจากการน่ะนะ ไม่เข้าใจแม่เลยจริงๆ “คุณแม่” เธอกลั้นหยดน้ำตาที่ตื้นเขินอยู่ในขอบนั่งยองลงข้างๆเตียงก่อนจับมือของคนที่นอนอยู่บีบเบาๆ เธอไม่ปฏิเสธเลยว่าเธอคิดถึงฝ่ามือคู่นี้ คิดถึงอ้อมกอดของแม่ที่เคยมอบให้เธอ “มะ มินามิ อย่าไป อย่าไปนะ ฉันขอโทษ มินามิ” เอาอีกแล้ว เธอต้องกลั้นน้ำตาไว้ แม้ในใจจะเจ็บปวดขนาดไหนที่เห็นน้ำตาของคนนอนหลับไหลลงมาอาบบนหมอน เธอพึ่งสังเกตรอบดวงตาที่ปิดสนิทว่ามันบวมขึ้นมาและเป็นสีม่วงซ้ำๆ “มินามิ ขอโทษ มินามิ “ เอาอีกแล้วกับคำพึมพำที่ไม่หยุดออกมาจากริมฝีปากซีดจัดเร่งให้น้ำตานั่นยิ่งไหลมากกว่าเดิม มันบอกเธอชัดว่าคนที่หลับอยู่ร้องไห้เพราะอะไร “มินามิ ฉันรักเธอ” เล่นเอาเธอจุกจนขยับตัวไปไหนไม่ได้ รัก แต่ทิ้งพ่อทิ้งเธอไป เพราะอะไรกันเล่า! แล้วตอนนี้ยังเอาแต่เรียกหาชื่อของพ่อเธอ เธอสมควรจะโกรธไม่ใช่รึไง แต่ทำไมเธอถึงต้องเสียใจขนาดนี้ “คุณแม่ ไม่ร้องแล้วนะคะ” เธอเอือมมือเกลี่ยน้ำตาออกให้คนที่นอนอย่างเบามือ เธอไม่เข้าใจตัวเองว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ ทั้งที่เธอควรจะโกรธให้มากกว่านี้ “นอนพักนะคะ หนูอยู่ตรงนี้ ถึงหนูจะไม่ใช่คุณพ่อ แต่วันนี้หนูมาหานะคะ” เธอกระซับมือชื้นเหงื่อของคนที่หลับอยู่เบาๆ ไม่ได้อยากเห็นสภาพของแม่ที่เป็นอย่างนี้ ต่อจะให้บอกว่าไม่ชอบ ไม่อยากเจอ แต่พอเอาเข้าจริง เธอก็ใจอ่อน พ่อของเธอเองก็ไม่ต่างกันหรอก เพราะยังรักแม่อยู่มาก ถ้าแม่ไม่นอนอยู่เธอคงจะถาม ถามเรื่องทั้งหมดว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถึงได้จงใจทิ้งเธอทิ้งพ่อของเธอ “คุณแม่อาจจะไม่รู้ว่าคนที่คุณแม่เรียกหาอยู่เขาไม่มีทางลืมคุณแม่ ไม่แม้แต่จะอยากลืม ทำไมถึงทำอย่างนี้คะ คุณแม่รู้รึเปล่าว่าคุณพ่อเขาทรมานขนาดไหน เขาคิดถึงคุณแม่แค่ไหน และที่สำคัญขารักคุณแม่มากนะคะ” มากถึงขนาดที่ไม่เคยตัดใจทิ้งความทรงจำที่เกี่ยวกับแม่ได้จริงๆ หลายคืนที่ยังละเมอเพ้อหา หลงเรียกชื่อติดปากออกมาโดยไม่รู้ตัว “คุณพ่อเขาโหมงานหนักมากเลยนะคะ  เพราะเขาไม่อยากคิดถึงคุณแม่ ทำไมคุณแม่ใจร้ายอย่างนี้ค่ะ คุณแม่เองก็รักคุณพ่ออยู่ไม่ใช่หรือไง“  น้ำตาเธอมันไหลตั้งแต่ตอนไหนไม่อาจรู้ รู้แค่ว่าเธอเสียใจ  “ไม่ใช่แค่พ่อ หนูก็คิดถึงแม่นะคะ รู้ไหมว่าคุณแม่ทำคุณพ่อต้องร้องไห้ทุกครั้งที่เจอที่นึกถึง คุณพ่อเขาเจ็บมากนะคะ คุณพ่อเขาไม่เคยลืมเรื่องที่เกิดขึ้นได้เลย คุณแม่ใจร้าย ใจร้ายมากๆ…” “ยะ ยุย” เสียงเรียกเบาหวิวเอาให้ยุยตกใจ ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ดวงตาอ่อนแรงลืมขึ้นมา เธอกำลังจะชักมือกลับแต่ถูกคนแรงน้อยกว่าจับเอาไว้ “แม่ขอโทษ” อัตสึโกะพูดออกมาได้แค่นั้นก็ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาต่อ อาการปวดหัวกลับมารุมเร้ารู้สึกอึดอัดร้อนระอุในร่างกายจนต้องเลื่อนมือขึ้นมากุมขมับเแล้วกัดฟันหวังบรรเทาอาการปวดหัวให้ทุเลาลง “เป็นอะไรมากรึเปล่าคะ” ยุยชะโงกหน้ามองอย่างเป็นห่วง  ทำไมคนบนเตียงถึงปล่อยให้ตัวเองอาการหนักขนาดนี้ คำถามที่เธอตั้งใจจะถามว่าตื่นตั้งแต่ตอนไหนถูกเก็บเงียบหายไปในลำคอสนิท “เดี่ยวหนูลงออกไปตามคุณน้าให้นะคะ” อัตสึโกะส่งเสียงแหบพร่าอย่างคนอ่อนแรงปราม “ไม่เป็นไรค่ะ”  “คุณแม่อย่าพึ่งดื้อได้ไหมคะ ถ้าไม่หายแล้วเรื่องที่หนูสงสัยอยู่จะถามใครคะ” อัตสึโกะอยากจะยิ้มแต่ก็ยิ้มไม่ได้เพราะความแวดหนึบที่ขมับ ไม่นานฮารุนะกับยูโกะก็พากันเข้ามารวมถึงลูกสาวอีกคนของเธอเพราะยุยลงไปเรียกให้มาดูอาการเธอ  “หม่ามี้” “อัตสึโกะ เป็นยังไงบ้าง” จูริเดินเข้าไปใกล้เตียงนอนของคนไม่สบายอย่างเป็นห่วง ถ้าเป็นปกติเจ้าตัวเล็กคงพาตัวเองไปนั่งอยู่ใกล้ๆหม่ามี้บนเตียงแล้ว “ปวดหัว” “ไปโรงพยาบาลกันไหม” “อย่าเลย เดี๋ยวก็ดีขึ้น” “แต่…” “ถ้าพรุ่งนี้ไม่ดีขึ้นฉันจะยอมไป” อัตสึโกะต่อรองอย่างอ่อนแรง เธอปวดหัวจนไม่อยากจะลืมตา “จะเอาอย่างนี้จริงเหรอ”  คนไม่สบายขานรับในลำคอเบาๆ “เอางั้นก็ได้ เดี๋ยวนี้ฉันจะอยู่เฝ้าไข้เธอให้” คนพูดหันไปขออนุญาตคนรักอย่างเกรงใจ ฮารุนะก็เข้าใจเรื่องนี้อยู่ว่ามันเป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ จะให้มาไม่พอใจก็ไม่ใช่ที่ “ไม่เป็นไรหรอก ยูโกะ” “แต่…” “เดี๋ยวหนูอยู่ที่นี่ให้ก็ได้ค่ะ” ทุกคนในห้องหันมองคนเสนอตัวอย่างประหลาดใจ จะมีแต่จูริที่ดูท่าทางดีใจที่ยุยหรือพี่สาวตัวจริงจะค้างอยู่ที่นี่ “จะไม่เป็นไรแน่เหรอ” สิ่งที่ยูโกะถามเป็นสิ่งเดียวกับที่อัตสึโกะอยากรู้เหมือนกันแม้จะดีใจแค่ไหนก็ตาม ก็รู้อยู่ว่าเขา… “ค่ะ ไม่เป็นไร” ยุยไม่ได้โง่ที่จะอ่านไม่ออกว่าผู้ใหญ่เขาต้องการจะสื่ออะไรกับเธอ ก่อนหน้าจะมานี้เธอก็ส่งข้อความบอกพ่อผ่านโปรแกรมแชทยอดนิยมแล้วว่าจะมาบ้านเพื่อนอาจจะกลับดึก เธอส่งไปบอกใหม่ก็ได้ว่าคงต้องได้ค้าง แม้อาจจะทำให้คุณพ่อแปลกใจอยู่บ้าง “ถ้าอย่างนั้นฝากด้วยนะ หนูยุย” ยูโกะหันสบตากับลูกสาวว่าควรจะออกไปปล่อยให้เขาได้อยู่ด้วยกันตามลำพังประสาคนในครอบครัว พารุไม่ลืมจะเรียกจูริออกมาด้วยคิดว่าควรปล่อยให้สองแม่ลุกเขาปรับความเข้าใจกันก่อนดีกว่า “วันนี้ไปนอนกับพี่นะคะ” จูริพยักหน้ารับอย่างง่ายดายเธอปืนขึ้นไปจุ๊บแก้มหม่ามี้บอกให้หายเร็วๆก่อนจะเดินออกไปจากห้อง หลงเหลือไว้เพียงความเงียบระหว่างคนที่นอนลืมตากับยุยที่อยู่ในชุดนักเรียน เฮ้อ สงสัยวันนี้เธอต้องได้ยืมเสื้อของยัยนักเรียนใหม่ใส่ไปก่อนแน่ๆใครจะคิดว่าจะต้องมาค้างที่นี่ “ขอตัวออกไปโทรศัพท์ก่อนนะคะ” ยุยแค่บอกให้ทราบไม่ต้องการคำอนุญาต เธอรู้เชียวแหละว่าแม่รู้ว่าเธอจะออกไปคุยกับใครซึ่งนั้นทำให้ดวงตาของอัตสึโกะหวั่นไหว อยากจะฟังเสียงของคนที่พึ่งจากเธอไปแม้สักนิดก็ยังดี ต่อให้เขาจะว่าเธอเลวอีกเท่าไหร่ เธอก็ยอม “เสร็จแล้วเหรอคะ” ยุยพยักหน้าให้คนถาม เธอชักจะเป็นห่วงแล้วว่าเกิดอะไรกับพ่อรึเปล่า เพราะน้ำเสียงแปลกๆที่เธอได้ยินเมื่อครู่เหมือนพ่อของเธอร้องไห้อยู่เลย “ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้างคะ” เธอนั่งลงข้างเตียงเอื้อมมือจับต้องศีรษะที่แม่ของเธอบอกว่าปวดแล้วนวดให้เบาๆ  “ยังปวดมึนๆค่ะ” “ถึงหนูอยากจะถามตอนนี้คงถามไม่ได้สินะคะ หนูขอแค่คำถามเดียวได้มั้ยคะ แม่ยังรักพ่อใช่รึเปล่า” เล่นเอาคนถูกถามแน่นิ่งเกือบลืมวิธีหายใจว่ามันเป็นอย่างไร อัตสึโกะเหนื่อยเกินกว่าจะร้องไห้ ร่างกายของเธอไม่มีเรี่ยวแรงตอบสนองต่ออะไรอีกแล้ว “หนูขอความจริง ความจริงที่ตอนนี้คุณแม่รู้สึกอยู่” อัตสึโกะเลี่ยงไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงเป็นคำพูดออกมาอย่างแผ่วเบา มันสิ่งเดียวที่เธอคงเก็บไว้ในหัวใจตั้งแต่วันที่เธอได้ทำร้ายบุคคลอันเป็นที่รักของเธอ  “รักค่ะ รักมาตลอด” “จริงๆ หนูอยากจะถามมากว่านี้ อยากจะถามเรื่องที่คุณแม่ทำลงไป หนูรู้จากปากของพารุเมื่อวานว่าคุณแม่บอกอะไร แต่หนูก็รู้ว่าถามตอนนี้ไม่ได้” น้ำตาของยุยร่วงแหมะ เธอเจ็บไม่รู้ว่าเพราะอะไรพ่อกับแม่ของเธอถึงได้กลายมาเป็นอย่างนี้ “ยุย แม่ขอโทษ” อีกแล้วกับคำขอโทษ อีกแล้วกับฝ่ามืออ่อนโยนของแม่ที่ไร้เรี่ยวแรงจับบนแก้มของเธอ “หนูไม่ต้องการฟังคำขอโทษ แม่ก็รู้ว่ามันไม่ทำให้อะไรดีขึ้น” “ถ้าทำได้ตอนนั้น แม่ก็คงไม่มีทางปล่อยให้เรื่องทั้งหมดเป็นอย่างนี้” อัตสึโกะปล่อยเสียงอันอ่อนแรงที่เต็มไปด้วยความขมขื่นออกมา เธอไม่ได้เจ็บปวดน้อยไปกว่ายุยหรือมินามิเลย “คุณพ่อรักคุณแม่มากนะคะ” ยุยกลั่นใจจะพูดคำนี้ให้แม่ของตนเองได้ยิน ซึ่งทำให้อัตสึโกะสะอึก เธอรู้ เธอถึงได้เกลียดตัวเอง เกลียดตัวเองที่เป็นคนทำลายมันด้วยมือของเธอเอง “แต่ตอนนี้เขาคงเกลียดแม่มาก” “มันไม่จริงเลยสักนิด” จะจริงที่ไหน ถ้าเกลียดจะร้องไห้รึเปล่า “ไม่เคย คุณพ่อไม่เคยจะเกลียด ทุกครั้งที่คุณพ่อร้องไห้ก็มีแต่เรื่องของคุณแม่ ยิ่งตอนที่เจอ…” ยุยหยุดไว้เท่านี้ ไม่อยากจะพูดต่อ “คุณพ่อทรมานมากเลยนะคะ” แค่นั้นราวกับวิญญาณของอัตสึโกะเหมือนถูกกระตุกออกจากร่าง เธอไม่เหลือน้ำตา ไม่เหลือแม้แต่แรงจะร้องไห้มีเพียงหัวใจที่บีบเค้น และเจ็บปวดทรมานอยู่ในอก อยากเจอเหลือเกิน เพียงแค่ครั้งเดียวก็ได้     ยุยปล่อยให้คนไม่สบายได้นอนหลับพักผ่อนดังเดิมก่อนเธอจะบากหน้าพาตัวเองมายังบ้านอีกหลังข้างกัน เธอลงมือกดกริ้งหน้าบ้านซึ่งคนออกมาเปิดให้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเจ้าของบ้าน พ่อของพารุ “อัตสึโกะหลับไปแล้วเหรอ” ยุยพยักหน้าอย่างคนมีเรื่องไม่สบายใจติดอยู่ในใจ “ถึงอัตสึโกะเล่าตอนนี้ไม่ได้แต่น้าเล่าให้ฟังได้นะ อาจจะไม่ละเอียดเท่าอัตสึโกะ แต่อยากจะฟังตอนนี้รึเปล่า” อยากสิ อยากมากๆ “หนูขอถามอะไรสักอย่างได้มั้ยคะ ทำไมคุณแม่ถึงบอกว่าถ้าทำได้คงไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนี้” “เพราะไม่มีทางเลือกยังไงล่ะค่ะ เข้ามานั่งคุยกันข้างในดีกว่า แล้วน้าจะตอบทุกข้อสงสัยให้” ไม่มีการปฎิเสธเกิดขึ้นยุยตามคนเชิญชวนไปยังห้องรับแขกที่เคยเข้ามานั่งก่อนหน้า คุณน้าฮารุนะตอนรับอย่างดีโดยการชงชามาให้ก่อนขอตัวออกไป “อ๋อ หนูยุย น้าบอกพารุเอาชุดมาไว้ให้หนูแล้วนะคะ หนูไม่ได้เตรียมชุดมาใช่ไหม เดี๋ยวขึ้นไปเอาด้านบนนะคะ ห้องพารุอยู่มุมซ้ายสุดของชั้นสอง” ทำไมเธอถึงรู้สึกเหมือนถูกขี้โพร่งให้กระรอกอะไรอย่างนั้น เอาเถอะ สงสัยคิดมากไป “ค่ะ คุณน้า” เธอขานรับแม่ของพารุยกชาขึ้นจิ๊บแก้เกลอจู่ๆก็รู้สึกว่ามันเขินๆที่ต้องเดินไปเอาเสื้อในห้องของยัยเด็กใหม่ “หนูยุยรู้จักบ้านตระกูลมาเอดะมั้ยคะ” แล้วเธอต้องสะดุ้งเกือบสำลักชากับคำถามที่มาตอนเธอยังไม่ทันได้ตั้งตัวเพราะมัวแต่คิดถึงแต่เรื่องของคนที่เข้ามาก่อกวนในจิตใจ “ไม่ค่ะ แต่เคยได้ยิน” “น้าจะเล่าคร่าวๆก่อนนะคะ บ้านตระกูลมาเอดะ เป็นบ้านพ่อของอัตสึโกะซึ่งก็คือบ้านคุณตาของหนู พ่อของอัตสึโกะเป็นนักธุรกิจที่มีกิจการอยู่หลายอย่าง อาจจะไม่ถึงขั้นผิดกฎหมายแต่กิจการสีเทาๆมันก็มี” “แล้วยังไงค่ะ เกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้คุณแม่ต้องทิ้งหนูกับพ่อไปใช่มั้ย” ยูโกะมองด้วยแววตาเจ็บปวดอย่างสงสารแล้วค่อยๆพยักหน้าให้ “อัตสึโกะไม่ได้อยากทำอย่างนั้นเลย ไม่อยากเลยแม้แต่นิดเดียว” “แล้วเพราะอะไรคะ” “ตอนนั้นแม่ของหนู กำลังท้องจูริคะ” “หนูไม่เห็นเข้าใจเลยแค่ท้องน้องแล้วทำไมต้องมาขอหย่ากับพ่อ” “ความจริงแล้วเรื่องจูริ อัตสึโกะจะเก็บไว้เซอร์ไพรส์หนูกับพ่อของหนูค่ะ ถ้าคุณตาของหนูไม่มารู้เรื่องเข้าเสียก่อน” “หมายความว่าคุณตาทำอะไรบ้างอย่างกับคุณแม่หรือคะ” “ใช่ค่ะ ตอนนั้นคุณตาหนูกำลังจะเริ่มธุรกิจใหม่จึงต้องจับมือกับคนมีอำนาจและแม่ของหนูก็เหมาะที่สุด…” “ในการต่อรองเหรอคะ” ยูโกะพยักหน้า เด็กคนนี้ฉลาดเลือกจะรับฟังอย่างใจเย็นแล้ววิเคราะห์ตาม “ตอนนั้นน้าไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นถึงทำอะไรไม่ได้ จนมารู้จากอัตสึโกะทีหลัง” “แล้วทำไมคุณแม่ถึงยอมง่ายๆคะ” “เพราะตาแก่นั่น…” ยูโกะกัดฟันกรอดเธอเกลียดพ่อของอัตสึโกะที่กล้ายื่นข้อเสนอเลวๆให้ลูกสาวยอมทำตาม เธอไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอัตสึโกะถึงหนีออกมาจากที่นั่น “ให้อัตสึโกะเลือกระหว่างเด็กในท้องกับ… ทาคาฮาชิ มินามิ” “อะไรนะคะ!” “หนูฟังไม่ผิดหรอกค่ะ ถ้าอัตสึโกะไม่ทำน้องหนูก็จะตายหรือไม่ก็คนที่รัก อัตสึโกะต้องทำเพื่อปกป้องทั้งสองสิ่งเอาไว้ อัตสึโกะไม่มีทางเลือก” “เลยไปกับผู้ชายคนนั้น” “ใช่ค่ะ ผู้ชายสารเลวคนนั้นมันหาทางทำทุกอย่างให้ได้ครอบครองอัตสึโกะหลังจากอัตสึโกะกลับไปอยู่บ้านพ่อ เกือบถูกมันขืนใจหลายครัั้ง โชคยังดีที่ลุงพ่อบ้านคนเก่าคนแก่ช่วยเอาไว้ พ่อของอัตสึโกะก็ไม่คิดจะช่วยอะไรด้วย ห่วงแต่ผลประโยชน์ทางธุรกิจ ชีวิตอัตสึโกะเหมือนตกนรกทั้งเป็นตั้งแต่ถูกจับใส่พานให้มัน” “แล้วทำไมคุณแม่ถึงต้องทนมาถึงป่านนี้…” ยุยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เธอสะเทือนใจอยากจะโวยวายร้องไห้ อาละวาดเอาสิทธิ์ของเธอและพ่อคืนมา เป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของคนไม่กี่คนแท้ๆ ที่ทำให้ครอบครัวของเธอต้องพัง “เพราะตาแก่นั่นใช้หนูจูริเป็นข้อต่อรอง หากอัตสึโกะไม่ยอมจูริจะเป็นอันตราย” “คุณแม่…” ยุยครางอย่างเจ็บปวดความเกลียดชังทิ่มแทงลงในใจของเธอ คนที่กล้าทำอย่างนี้มันมีมนุษยธรรมอยู่ไหม “แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว อัตสึโกะพาหนูจูริออกมาอยู่นี่ได้ น้าก็วางใจได้เปราะหนึ่ง ตอนนี้น้าให้คนจับตาดูบ้านทางนั้นกับหมอนั่นอยู่  หลักฐานที่กำลังถูกรวบรวมมาต้องช่วยให้อัตสึโกะหลุดออกมาจากหมอนั้นได้แน่” ยุยรู้สึกหมดแรงกับเรื่องที่ได้ยินทำไมมันเลวร้ายขนาดนี้ ทำไมแม่ของเธอต้องมาเจอเรื่องอย่างนี้ แล้วแม่ทนอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร เป็นอีกครั้งที่ยุยปล่อยน้ำตา เธอเคยโกรธ ไม่เข้าใจ ต่อว่าแม่ต่างๆนาๆ ทั้งที่ความจริงมันต่างออกไป “ขอบคุณนะคะ ที่ยอมเล่าให้ฟัง” เธอเปล่งเสียงอันสั่นเครือขอบคุณพ่อของพารุ ใครจะรู้ว่าตอนนี้เธอเจ็บปวดแค่กับความจริงที่เพิ่งรู้หมาดๆ เรื่องนี้จะโทษพ่อหรือแม่ของเธอก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้มีใครที่ผิดเลย มันผิดตรงคนที่คิดลายความรักของทั้งสองคนต่างหาก “ตอนนี้ผู้ชายคนนั้นมันยังพยายามตามตัวอัตสึโกะอยู่ ทางบ้านใหญ่ของอัตสึโกะเองก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้วด้วย” “หมายความว่ายังไงคะ” “พวกมันกำลังหาตัวอัตสึโกะเพื่อเอากลับไปเป็นเครื่องมือเหมือนเดิม อล้วตอนนี้พวกมันรู้แล้วด้วยว่าน้าเป็นคนให้ความช่วยเหลืออัตสึโกะอยู่ ขึ้นอยู่กับเวลาว่ามันจะเจอตัวอัตสึโกะเมื่อไหร่ เพราะบริษัทของน้าเริ่มจะมีการเคลื่อนไหวของหุ้นแปลกๆ” “หนอนบ่อนไส้เหรอคะ” “จะเรียกอย่างนั้นก็ไม่ผิดหรอก ถ้าจะให้ถูกคงถูกซื้อตัวไปมากกว่า แต่เอาเถอะ คนในบริษัทน้าไว้ใจได้ ตาแก่นั่นทำอะไรไม่ได้ง่ายหรอก” “แล้วคุณน้าจะไม่มีปัญหาหรอกคะ” “อย่างเลวร้ายก็ถูกปิดกั้นช่องทางการจัดจำหน่าย เอาเถอะบริษัทล้มละลายไปสักที่คงไม่ใช่ปัญหาอะไรหรอก” เดี๋ยว แน่ใจว่ายุยไม่ผิด “หนูรีบขึ้นไปเอาเสื้อผ้าเถอะ จะได้ไปอาบน้ำเตรียมเข้านอน” “ขอบคุณนะคะ สำหรับทุกอย่าง แล้วก็ขอบคุณด้วยนะคะเรื่องของคุณแม่” เธอไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรนอกจากคำขอบตุณ ความรู้สึกขุ่นมัวขับข้องใจจะหายไปจนหลงเหลือเพียงความน้อยใจต่อผู้เป็นแม่เท่านั้น “จะดีกว่านะถ้าเปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นทำให้เขายอมฟังคำอธิบาย” ยูโกะยิ้มให้ลูกสาวของเพื่อนสนิท เชื่อว่าเด็กคนนี้ฉลาดพอจะเข้าใจว่า เขาที่เธอพูดถึงคือใคร  “น้าไปแล้วนะ” ยุยถอนหายใจ ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เธอเองก็อยากทำอยากให้พ่อรู้ความจริง ตั้งแต่ที่แม่บอกว่ายังรักอยู่ รักมาตลอด แต่เธอจะทำได้อย่างไร เมื่ออยู่ว่าเรื่องของแม่ที่จะเอ่ยออกไป เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับ ทาคาฮาชิ มินามิ  แล้วเธอควรทำอย่างไรดีล่ะ พ่อถึงจะยอมรับฟังเธอ                                       ไม่รู้ว่าเธอนั่งถอนหายใจอยู่นานเท่าไหร่กว่าจะเดินขึ้นมาบนชั้นสองของตัวบ้าน เธอมีความรู้สึกประหม่าหลังจากนั่งกลุ้มเรื่องพ่อแม่อยู่นาน  ยอมรับว่าไม่ชอบใจที่แม่เลือกจะทำอะไรอย่างนี้โดยไม่บอกพ่อ เธอเชื่อถ้าตอนนั้นแม่บอกพ่อ พ่อจะต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เรื่องเป็นอย่างนี้ และพ่อคงไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้  คิดแล้วปวดหัวตุบๆ อยากจะนอนเป็นคนป่วยขึ้นมา เธอสะบัดหัวแรงๆเพื่อตั้งสติก่อนลงมือเคาะประตูตรงหน้า ไม่นานมันก็ถูกเปิดหากไม่ใช่เจ้าของห้องเสียทีเดียวที่เปิดประตูให้เธอ “พี่สาว” “เรียกพี่ยุยสิค่ะ แล้วพารุล่ะ” คงเพราะความจริงจากปากคุณน้ายูโกะทำให้เธอไม่ได้อคติอะไรกับเด็กคนนี้อีก มีเพียงความสงสารที่เจอปนอยู่ในแววตา เธออยากพาเด็กคนนี้ไปเจอกับพ่อ ถ้าพ่อรู้ความจริงว่าเป็นลูกอีกคนจะดีใจขนาดไหนนะ แต่กว่าจะถึงเวลานั้นเธออาจจะเป็นโรคเครียดไปก่อนก็ได้ “พี่พารุอาบน้ำอยู่ค่ะ” “หม่ามี๊ล่ะคะ พี่ยุย” เสียงใสซื่อยังถามเธอเจือแจ๋วจนเธออดไม่ได้จะย่อเข่าลงเอามือลูบเบาๆบนศีรษะของน้องสาว “ก่อนหน้านี้พี่ขอโทษนะคะ ที่พูดไม่ดีใส่ คุณแม่นอนแล้วค่ะ” เด็กสาวส่ายหน้าหยุกหยิกดูน่ารักน่าฟัดให้คนโตกว่าแอบอมยิ้ม “พี่พารุบอกว่าไม่ให้จูริโกรธพี่ยุย ที่พี่ยุยทำไปเพราะเข้าใจจูริกับหม่ามี้ผิด” ยุยเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ คนชอบกวนประสาทอย่างนั้นน่ะหรือ จะสอนน้องเธอไว้ดีขนาดนี้ เชื่อไม่ลงเลยแหะ  “ขอบคุณนะคะ ตัวเล็กที่ไม่โกรธพี่ แล้วเสื้อผ้าที่จะให้พี่ใส่อยู่ไหนคะ พี่จะได้ไปอาบน้ำแล้วจะไปเฝ้าคุณแม่ต่อ” “พี่พารุพับไว้ตรงนั้นค่ะ” ยุยเคลื่อนส่ายตามองตามที่น้องสาวชี้ใหดูแล้วแทบอยากจะตะโกนเอ็ดตะโรให้ลั่นบ้าน ยัยจอมกวนประสาท!!คิดหรือว่าเธอจะยอมใส่อะไรอย่างนี้ ก็ดูตรงนั้นสิ ชุดนอนกระโปรงสีชมพูหวานแหววลายคิตตี้ ไม่ได้เข้ากับลุกของเจ้าของห้องเลยด้วยซ้ำ ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีชุดอย่างนี้อยู่ “แน่ใจนะคะ” “ค่ะ พี่พารุบอกว่าจะให้พี่ยุยยืมตัวนี้” เธออยากจะจับแม่คนกวนประสาทมาบีบคอนัก ช่วยหาชุดที่มันดีกว่านี้ให้ไม่ได้รึไง  ไม่ทันไรคนที่เธอด่ากราดในใจก็เปิดประตูห้องน้ำออกมาในชุดนอนเรียบร้อยสีครีมซึ่งเป็นกางเกงขายาวกับเสื้อแขนสั้นธรรมดา แล้วทำไมไม่หาเสื้ออย่างนี้ให้เธอใส่!! “อ้าว ยุย” “เธอไม่มีชุดนอนที่ไม่ดีกว่านี้แล้วรึไง” ยุยชี้ใส่ชุดนอนที่ถูกเตรียมไว้อย่างพอใจ เธอไม่ได้เป็นคนเรื่องมากแต่ยัยนี้จงใจแกล้งเธอชัดๆ จะให้เธอใส่ชุดนอนน่าอายอย่างนี้นินะ ฝันไปเถอะ! “มีอะไรก็ใส่ๆไปเถอะคุณ มาค้างบ้านคนอื่นเขาแท้ๆ” “บ้านแม่ฉัน” ยุยสวนอย่างหงุดหงิด “ยอมรับหน้าตายเลยนะ ใส่ๆไปเถอะน่าคุณ” “เธอจะกวนฉันใช่มั้ย” “ไม่เรียกพารุแล้วเหรอคะ” “นี่ เธอ!!” “อย่านะคะ ยุยจัง เห็นมั้ยคะว่าน้องอยู่ด้วย” พารุยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะอีกครั้ง การได้เห็นสีหน้าไม่พอใจของอีกฝ่ายนับว่าเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่งของเธอ คนอะไรขี้โมโหชะมัด แกล้งนิดแกล้งน้อยก็แหกปากโวยวาย “ฉันกลับไปหาเสื้อที่บ้านแม่ฉันก็ได้ ถ้าจะยืมเธอยากขนาดนี้” “ใจร้อนน่าคุณแกล้งนิดแกล้งหน่อยเอง เข้ามาสิ” พารุเชิญคนที่เธอปล่อยให้ยืนเถียงหน้าประตูอยู่นานสองนานเข้ามาในห้องส่วนตัว ซึ่งปกติเธอจะหวง ไม่ยอมให้คนอื่นเข้ามาง่ายๆ น่า แมวน้ำถือเป็นลูกของคุณน้าอัตสึโกะ แล้วก็ยังเป็นพี่สาวของจูริ จึงยอมยกให้เป็นกรณีพิเศษ “ตรงนั้นน่ะ เธอเลือกเอาเลย อ๋อ เสร็จแล้วก็อาบน้ำอยู่นี้ล่ะ จะได้ไม่ต้องถือเสื้อไปๆกลับๆ ฉันจะซักให้ เห็นแก่ว่าเธอมาอยู่ดูคุณน้า” “เธอจะซักนินะ” “ทำไม” “หรือเธอไม่เชื่อรึไงว่าฉันทำเป็น” แน่สิ ยัยนี้ลูกคุณหนูจะตายใครจะเชื่อว่าทำเป็น “หน้าอย่างนั้นไม่เชื่อใช่มั้ย” “ฉันยังไม่ได้พูด” “แต่หน้าเธอมันฟ้อง” “พี่พารุ พี่ยุย หนูนอนก่อนนะคะ” คนกำลังจะอ้าปากเถียงหุบลงแทบไม่ทันหันไปบอกราตรีสวัสดิ์น้องแล้วผ่อนลมหายใจออกมาอย่างหัวเสีย ส่วนคนถูกเบรกก็ได้แต่สะบัดหน้าไปอีกทางแล้วค่อยๆพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ “ฉันอยู่เมืองนอกพ่อแม่ฉันให้ทำเองหมด คนใช้อยู่นั้นไม่มีหรอก” “เธอนิก็มีเรื่องให้ประหลาดใจกับเขาเหมือนกันนะ” ยุยเคลื่อนสายตาสำรวจอีกฝ่ายพูดออกมาตามที่คิด ใครจะกล้าบอกว่าลึกๆเธอกำลังชื่นชมคนที่กอดอกอยู่ต่างหาก “ทำไม” “ก็เธอดูเอาแต่ใจตัวเอง ชอบกวนประสาท” เปล่า เธอไม่ได้มีเจตนาจะว่ายัยลูกคุณหนูนี้แต่อย่างได้ แต่ภาพลักษณ์มันให้ แล้วสิ่งที่ชอบทำกับเธอสิ่งที่เธอพูด มันผิดกันเมื่อไหร่ “ใครกันแน่!” “น้องจะนอน” ยุยส่งเสียงดุให้เบาที่สุดชี้ให้ดูเด็กบนเตียงที่มีท่าทางงัวเงียมีหวังเธอเถียงกับยัยลูกคุณหนูต่อคืนนี้น้องคงไม่ได้หลับไม่ได้นอนพอดี “เห็นแก่จูริหรอกนะ” พารุกระแทกลมหายใจ หงุดหงิดที่ต้องยอมถอยให้ เดินกระแทกเท้าไปกดน้ำหนักลงบนเก้าอี้นวมในห้องนอนปล่อยให้คนที่ทำเธอไม่สบอารมณ์หายเข้าไปในห้องน้ำ เธอไม่ลืมจะช้อนสายตามองตามก่อนยกยิ้มที่มุมปาก เธอไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอกนะ คอยดู เธอยิ่งเกลียดความพ่ายแพ้อยู่    แล้วคนที่บอกไม่ยอมแพ้ง่ายๆก็เล่นเอายุยปวดหัวหลังอาบน้ำเสร็จ มันจะอะไรยัยเสียอีกล่ะ เมื่อโอชิมะ ฮารุกะดันเธอกลับเข้ามาในห้องน้ำแถมยังล็อกประตูอีกต่างหาก “อะไรของเธอห๊ะ จะทำอะไร!!” “จะโวยวายทำไมคะ เดี๋ยวน้องก็ตื่น” “จะไม่ให้โวยวายได้ไง เธอจะทำอะไรของเธอ” “แหม เธออยู่ได้ บอกแล้วไงค่ะว่า พารุ ไงคะ” “เธอ!” “ชู่ๆ เบาๆสิคะ หรือจะต้องให้ปิดปากด้วยปาก” “ยัย…” มันไม่ใช่คำเตือนอย่างที่ยุยคิดเพราะริมฝีปากเธอกำลังถูกปิดสนิทด้วยริมฝีปากนุ่มนิ่มของคนที่จงใจยื่นมาปิด เล่นเอาเธอหน้าแดงก่ำยกมือผลักคนที่เล่นอะไรบ้าๆออก ก่อนถอยหลังจนชนกับผนังห้องน้ำ มันอะไรกันเนี่ย!! ยัยบ้านี้ไปกินอะไรผิดสำแดงมา!! “เล่นอะไรของเธอห๊ะ!!” “ฮ่าๆๆ อะไรเนี่ย เขินด้วยเหรอ ไม่เคยรึไงคะ จูบทักทายแบบตะวันตก” “ทักทายบ้าบออะไรตอนใกล้เที่ยงคืน!” เธอไม่รู้ว่าควรจะโกรธควรจะเขินกันแน่ ที่รู้ๆเธอทำอะไรไม่ถูก ราวกับถูกสูบแรงไปหมดเพราะจูบเมื่อครู่ “ก็เตือนแล้ว ยุยเสียงดังเองทำไม” “ใครเสียงดังมิทราบ” “หรือต้องให้ทำอีกครั้งเหรอคะ ถึงจะรู้” “พะ พอ ยัยลูกคุณหนู เธอต้องการอะไร” ยุยรีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นเหยียดไปสุดแขนห้ามไม่ให้ยัยนักเรียนใหม่เข้ามาใกล้แค่นี้หัวใจจะวายตายอยู่แล้ว โอ๊ยย แล้วทำไม่เธอถึงยอมง่ายๆอย่างนี้ เธอเรียนศิลปะป้องกันตัวมานะ จะมากลัวอะไรกับยัยนี้! “ขอโทษฉันก่อนที่เธอว่าฉันว่าเอาแต่ใจ กวนประสาท” แค่นี้นินะ!!! ยุยแทบจะกระโจนเข้าไปบีบคอีกฝ่าย  เพราะเรื่องแค่นี้ถึงต้องมาแกล้งเธอ เธอจะไม่โวยวายหรอกถ้ามันเป็นการแกล้งธรรมดาๆ นี่ มันจูบนะ จูบ!! ยัย..!! เธอไม่รู้จะสรรหาคำใดมาด่ายัยนี้ดี “ไม่” เรื่องอะไรเธอจะยอมง่ายๆ ไม่ใช่ความผิดเธอเสียหน่อยจะให้มาขอโทษ ฝันไปเถอะ ยัยลูกคุณหนู “ก็ดี” พารุเดินเข้ามาใกล้อย่างกลั่นแกล้ง ยิ่งเห็นใบหน้าแดงก่ำของคนหลังชนฝายิ่งสนุก เสียดาย น่าจะติดกล้องเข้ามา เธอจะได้ถ่ายรูปของรองประธานนักเรียนที่หมดสภาพไปประจานให้เขารู้กันทั่วโรงเรียน ว่าคนขี้เก๊กที่แท้ก็ไก่อ่อน ขนาดจูบยังทำไม่เป็นเลย “พะ..พอ ไม่ต้องเข้ามา ฉันขอโทษที่ว่าเธอ ปล่อยฉันไปได้แล้ว ฉันจะรีบไปดูแม่” “ก็แค่นี้” พารุหยักไหล่ยอมเปิดทางให้ยุยเดินออกไป เล่นเอาคนถูกปล่อยตัวเหล่มองอย่างระแวง และไม่ค่อยจะผิดคาดเมื่อเธอกำลังจะออกพ้นประตูห้องน้ำ กลับถูกคว้าแขนเสื้อจนเกือบเซล้มลงไปชนหน้าอกอีกฝ่าย แล้วต้องหัวใจกระตุกวาบเพราะริมฝีปากที่ทาบลงมาบนแก้ม “ฝันดีนะคะ ยุยจัง” นี่ แหละ ตาย!! ยัยนักเรียกใหม่กระชากวิญญาณเธอไปไหนแล้ว!! โอชิมะ ฮารุกะ!! เจอกันที่โรงเรียนฉันจับเธอยัดใส่แบล็กลิสแน่!   ใครจะรู้คนชอบแกล้งอย่างพารุต้องมายืนจับหัวใจที่กำลังเต้นอย่างวูบไหว  ลมหายใจมันเริ่มติดขัดตั้งแต่พาตัวเองเข้าไปชิดใกล้กับเขา ไม่ใช่เธอจะไม่รู้ตัว ตั้งแต่เจอไอ้แมวน้ำที่ห้องสภา มันก็มีความรู้สึกว่าอยากพาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ แม้แมวน้ำจะชอบทำให้เธอหมั่นไส้อยู่บ่อยๆก็ตาม ยิ่งอุบัติเหตุการณ์ต้องต้องเมาท์ทูเมาท์กันวันนั้น เธอไม่อยากยอมรับ ว่าเธอรู้สึกดีมาก ไม่งั้นคงไม่ยื่นข้อเสนออะไรก็ตาม ที่ยอมให้แมวน้ำเข้ามาวนเวียนอยู่ใกล้ๆเธอ .....................................................................................................................................................................................................................
  9. ch.7 แค่อยากรู้      รองประธานนักเรียนหมุนปากกาในมืออย่างเหม่อลอยตั้งแต่เมื่อคืนวานจนถึงเช้าวันนี้เธอเห็นคุณพ่อของเธอมีสีหน้าเศร้าลงอย่างเห็นชัดแม้จะพยายามยิ้มให้เธอเหมือนทุกครั้ง แต่เธอก็รู้ดีว่าภายในใจของคุณพ่อนั้นไม่ได้ยิ้มตามเลย ทั้งที่พ่อของเธอใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อลืมผู้หญิงคนนั้นแต่โชคชะตาดันเล่นตลกให้พ่อของเธอมาเจอกับแม่โดยบังเอิญ แล้วอย่างนี้จะต่างอะไรกับการถูกชำแหละแผลที่ไม่เคยแห้งสนิท ไม่เคยแม้แต่จะกลายเป็นสะเก็ด  เธอไม่เคยเข้าใจสิ่งที่แม่ทำทั้งที่พ่อของเธอรักมากขนาดนี้ แต่ทำไมถึงยังหักหลังทรยศต่อความรักของพ่อได้ลงคอ ทำไมแม่ของเธอไม่รู้จักพอ ต้องไปคว้าเอาคนอื่น แล้วทิ้งพ่อของเธอไว้กับความเจ็บปวด เฮ้ออ ปวดหัวชะมัด “ปัง!” “หลบหน้าฉันทำไม” คนที่นั่งเหม่ออยู่สะดุ้งตกใจจนปากกาในมือกลิ้งตกลงไปบนพื้นเธอตวัดสายตาเร็วๆมองคนที่เปิดประตูเข้ามาเสียงดังโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต “คุณโอชิมะ! ห้องสภานักเรียนไม่ใช่ที่ที่คุณคิดอยากจะเข้ามาก็เข้ามา กรุณารักษากฎด้วย!” เธอตะเบ็งเสียงอย่างไม่พอใจ ไม่ใช่เธอยอมเข้าหน่อยยัยนักเรียนใหม่จะทำอะไรก็ได้นะ แม้ว่าความจริงฝ่ายนั้นจะพูดถูกเต็มเปาว่าเธอจงใจหลบหน้าเพราะเรื่องของพ่อทำให้เธอกลุ้มจนไม่มีอารมณ์จะมานั่งต่อล้อต่อเถียงกับคนที่เข้ามาก่อกวนความสงบสุขของเธอในช่วงนี้ “อ๋ออ ขอโทษด้วยนะคะ คุณรองประธานนักเรียน ดิฉันไม่ได้ตั้งใจ แค่จะเข้ามาตามคนที่กล้าหลบหน้าดิฉันค่ะ” “นี่เธอ!” ยุยทำท่าจะลุกจากโต๊ะอย่างโมโหเมื่ออีกฝ่ายกล้ามางัดข้อกับเธอถึงที คนยิ่งเครียดๆอยู่ โธ่ เว้ย!! “ออกไปเดี๋ยวนี้!” “ไล่อยู่ได้ ดีแต่ไล่คนอื่นเป็นรึยังไง   ลืมข้อตกลงไปแล้วรึไงคะ ทำได้ไม่กี่วันก็ปอดแหก กลืนคำพูดตัวเอง  ก็พึ่งรู้นะคะ ว่ารองประธานนักเรียนจะเป็นคนไร้น้ำยา ไม่รักษาคำพูดอย่างนี้” ด้วยอารมณ์โกรธปนหมั่นไส้พารุจึงด่าฉาดใหญ่อย่างไม่ไว้หน้า ถามหน่อยตัวเองผิดอะไร มาไล่กันเหมือนหมูเหมือนหมา  “มันจะมากไปแล้วนะ คุณโอชิมะ” “มากไปยังไงคะ คุณรองประธาน กรุณาชี้แจงรายละเอียดมาด้วยคะ” ไม่พอแค่นั่นพารุยังผลักไหล่ยุยให้ล้มลงไปนั่งบนเก้าอี้แล้วยังเอามือกดบ่าไว้เรียกสายตาไม่พอใจราวกับว่าจะกินเลือดกินเนื้อเธอจ้องคืนมา “อยากจะโดนขึ้นบัญชีดำนักใช่มั้ย ถึงกล้าทำอย่างนี้” “กล้าทำอย่างไงคะ คุณรองประธาน” พารุยังไม่เลิกยื่นหน้าเข้าไปใกล้คนที่แยกเขี้ยวขู่แล้วใช้แขนคล้องคออีกฝ่าย จนได้เห็นดวงตาตื่นตระหนกทำท่าจะผลักไสเธอออก ก่อนพวงแก้มที่เคยขาวผ่องจะอมชมพูขึ้นมาทำเอาเธอกลั้นขำจนตัวโยน แต่คนขี้เก๊กก็ยังเก๊กได้ต่อ “ปล่อยฉัน แล้วออกไปก่อนฉันจะจัดการกับเธอ” “จัดการยังไงคะ ยุยจัง หรือจะจูบฉันอีกรอบเหรอคะ” ด้วยความหมั่นไส้ถึงขั้นขีดสุด  พารุจึงกล้าที่จะยียวนคนชอบวางมาดขรึม คอยดูเถอะ เธอจะปั่นหัวให้เข็ด กล้ามากที่มาไล่คนอย่างเธอได้อย่างไร “นี่เธอ!” “ก็บอกแล้วไงคะ ว่าชื่อพารุ กรุณาเรียกให้ถูกด้วยสิคะ” “ต้องการอะไรกันแน่” เสียงรอดไร้ฟันของคนที่โกรธจัด ไม่ได้มีผลให้เธอสะทกสะท้าน นอกเสียจากอาการหายใจติดขัดของตัวเองตอนเข้าใกล้ไอ้แมวน้ำ เล่นอย่างนี้ไม่ใช่แค่แมวน้ำจะแย่ เธอก็จะแย่เหมือนกัน “บอกมาก่อนคะว่าหลบหน้าฉันทำไม” “ไม่ได้หลบ ฉันมีงานของฉันในห้องสภา เธอก็เห็น” ยุยปฏิเสธหน้าตาย ใครจะยอมรับง่ายๆว่าเธอจงใจหลบหน้า เรื่องส่วนตัวของเธอไม่ได้เกี่ยวข้องกับยัยนักเรียนใหม่สักหน่อย “น่าเชื่อมาก” พารุบ่นงึมงำอย่างหมั่นไส้  “ปล่อยฉันได้แล้ว ฉันจะรีบเคลียร์งานต่อ” “ตอบคำถามฉันมาอีกข้อก่อนคะ” ยุยชักสีหน้าอย่างหงุดหงิด ใครจะรู้บ้างว่าการที่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้มันน่าอึดอัดขนาดไหน ยัยบ้า เอาหน้าออกไปไกลๆหน่อยเถอะ หัวใจฉันไม่แข็งแรงเต้นแรงจนคิดว่ามันจะเป็นโรคหัวใจเข้าแล้วเนี่ย “อะไร” “พูดไม่เพราะ” “อะไรคะ” ยุยอยากลุกขึ้นเหวี่ยงยัยนักเรียกใหม่ออกนอกหน้าต่างห้องสภานักเรียนเหลือเกินกับรอยยิ้มสะใจราวกับว่าตัวเองเป็นผู้ชนะ “ยุยมีน้องมั้ย” คำถามนี้เล่นเอาเขาเธอชะงัก เธอจำได้ว่าบอกไปแล้วนะว่าไม่มีน้อง แล้วยัยนักเรียนใหม่จะมาอะไรกับเธออีก เธอไม่มีน้อง ไม่มีวัน “ก็บอกแล้วไงว่าไม่มี” “แน่นะคะ” สายตาจ้องจะจับผิดทำให้เธอหายใจฟืดฟัดด้วยความไม่ชอบใจ จะอะไรกับเธอนักหนา “ไม่มีก็คือไม่มีสิ!” “ก็แค่นี้เอง ไม่เห็นต้องขึ้นเสียงเลย เย็นนี้กลับด้วยกันนะ” แล้วจะได้รู้กันว่าคนบอกไม่มีน้องความจริงมีรึเปล่า เธอต้องทำให้รองประธานนักเรียกจอมวางมาดสารภาพให้ได้ “ทำไมฉันต้อ…” “แล้วจะรอที่หน้าโรงเรียนนะคะ” พารุไม่ปล่อยให้ยุยปฏิเสธรีบพูดตัดบทแล้วแกล้งกดปลายจมูกใส่แก้มของคุณรองประธานเล่นเอาคุณถูกหอมหน้าเหวอตะโกนโวยวายไล่หลังคนที่พึ่งเดินตัวปลิวออกไปจากห้องด้วยใบหน้าร้อนฉ่า  “โอชิมะ ฮารุกะ!!กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!” ยุยยกมือทาบอก รู้สึกใจลอยอย่างประหลาด  ยัยนักเรียนใหม่โอชิมะ ฮารุกะ! ทำไมต้องมาทำให้เธอใจสั่นเหมือนจะหลุดออกมาด้วย โอ๊ยย เธออยากจะบ้า   ความรู้สึกนี้มันอะไรกันเนี่ย ยัยเด็กเรียกใหม่มาทำอะไรกับหัวใจของเธอ!!       “กาแฟค่ะบอส” แก้วทรงกลมที่บรรจุของเหลวสีดำถูกนำมาเสิร์ฟไว้ตรงหน้าของคนที่นั่งเหม่อมองกองแฟ้มคดีความร่วมหลายชั่วโมงให้เงยหน้าขึ้นมองผู้ช่วยที่สวยระดับนางแบบ ขาเรียวยาว ผิวขาวผ่องดวงตากลมโตโค้งคล้ายรูปจันทร์เสี่ยว จมูกเป็นโครงรับกับรูปหน้าเรียว ไหนจะริมฝีปากบางเฉียบที่ดูมีเสน่ห์ดึงดูดเคลือบด้วยลิปสติกสีชมพูอ่อนมันวาว อยู่ในชุดกระโปรงทรงเอเสื้อเชิ้ตขาว ไม่ต้องให้เธอบรรยายถึงรูปร่างใต้ชุดรัดรูปนั้น เอาเป็นว่าผู้ชายมองตามตั้งแต่แม่นี้เดินผ่านหน้าประตูบริษัทเข้ามา  “ขอบใจ” เธอยกกาแฟขึ้นจิบหวังให้รสชาติของมันช่วยบรรเทาความเครียดที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ทำไมต้องเจอ ทำไมต้องเจอกันอีก  “บอสมีอะไรไม่สบายใจรึเปล่าคะ” แหม แม่คนช่างสังเกต เธอเหลือบมองผู้ช่วยที่ยังไม่ได้ขยับไปไหนอย่างเอือมละอา แม่นี่ชักจะรู้ดีเกินไปล่ะ มีการยกยิ้มหวังรอคำตอบจากเธอ เคยมีคนถามเธอหวั่นไหวกับแม่นี่บ้างไหม ทำงานด้วยกันทุกวัน เธอตอบได้คำเดียวเลยว่าไม่ เพราะหัวใจยังคงมีแต่ภาพของผู้หญิงคนนั้น จับจองพื้นที่อยู่เต็มไปหมด แล้วจะเอาอะไรมาไหวหวั่น “นิดหน่อยน่ะ” เธอยอมรับตามตรง เอื้อมมือวางแก้วกาแฟลงบนถาด บางทีการที่ได้ระบายหรือปรึกษาใครสักคนในเวลาที่คิดอะไรไม่ออกก็ดีเหมือนกัน โดยเฉพาะแม่นี้ที่ขึ้นชื่อว่ารู้ไต่ไล่ทันกัน “ฉันถามอะไรหน่อยสิ” “คะ?”  “ถ้าสมมุติมีคนมาถามเธอว่า เขาทำผิดกับเธอมากๆแต่เขามีเหตุผลที่บอกเธอไม่ได้ เธอจะอภัยให้เขามั้ย เธอจะตอบว่ายังไง” แม่ผู้ช่วยสาวของเธอเลิกคิ้วอย่างสนเท่ห์ ก็สมควรอยู่หรอก จู่ๆเธอเล่นถามอะไรไม่รู้ เพราะคำพูดของเพื่อนสนิทกับผู้หญิงคนนั้นแท้ๆ มันติดอยู่ในใจของเธอตลอดเวลา   เฮ้อ ขนาดตัวอยู่ไกลแต่ใจดันอยู่ใกล้ เกลียดหัวใจตัวเองเหลือเกิน “แล้วถ้าเป็นบอสล่ะคะ จะตอบว่าอย่างไร” เธอชักสีหน้ากับคำยอกย้อน ยัยนี่ก็ฉลาดตอบเกิน กะจะให้เธอไกด์ไลน์คำตอบให้ก่อนว่างั้น “ฉันคงตอบไปว่า ในทางทฤษฏีมันใช่ ฉันจะฟังเหตุผล แต่ในความรู้สึกมันยาก” “ยากเพราะบอสโกรธหรือไม่พอใจล่ะคะ หรือว่าน้อยใจเขาแบบนี้เหรอคะ” เธอเผลอส่งค้อนใส่แม่คนรู้ดี หวังจะมาไล่ตอนเธอให้จนมุมฝันไปเถอะ “ฉันรอคำตอบของเธออยู่คุณคาชิวากิ ไม่ใช่ให้มาถามกลับ” ยังมีหน้ามาหัวเราะคิกคักส่งสายตาเหลี่ยมจัดมาให้เธอ เฮ้อ อยากจะไล่แม่นี่กระเด็นออกไปอยู่ไกลๆ   “ก็เหมือนเวลาบอสทำคดีนิคะ ถ้าให้ดิฉันตอบ ก็คงต้องมีหลักฐานชัดเจนก่อนถึงจะตัดสินได้ว่าควรทำอย่างไร บางทีเขาอาจจะมีเหตุผลสำคัญจริงๆถ้าเป็นอย่างนั้นดิฉันเลือกจะพิสูจน์ความจริงว่าสมควรจะอภัยให้เขารึเปล่า”  ‘อัตสึโกะไม่ได้ทรยศเธอ’ คำพูดเหยียดยาวของแม่ผู้ช่วยทำให้เธอนึกถึงเรื่องที่คุยกับเพื่อนสนิทในรถแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจทั้งวันทั้งคืนไม่เป็นตัวของตัวเองก็เพราะคำคำนี้นี่แหละ เธอควรจะต้องพิสูจน์ใช่มั้ยว่าสิ่งที่เพื่อนสนิทพูดหมายความว่าอย่างไร   “บ่ายนี้ฉันไม่เข้านะ” “ค่ะ บอส”   เธอทำอย่างนี้ถูกแล้วใช่มั้ย เพื่อจะได้พิสูจน์เรื่องที่ค้างคาใจของเธอ          ฮารุนะยืนเอาไหล่พิงขอบหน้าต่างบ้านชั้นสองมองคนรักกับเพื่อนสนิทที่นั่งกอดปลอบกันอยู่ในสวนข้างบ้านของอีกฝ่าย รู้สึกว่าหัวใจมันชาๆ ใครบอกว่าเธอไม่เข้าใจ ใครบอกว่าเธอไร้เหตุผล เธอเข้าใจมันทุกอย่าง ไม่งั้นเธอคงลงไปโวยวายแหกปากอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องให้คนรักอยู่กับเพื่อนคนสนิท ตอนนี้อัตสึโกะรู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวาน  เธอก็เข้าใจดี  แต่ทำไมหัวใจถึงไม่รักดีเอาเสียเลย มีแต่อยากจะเรียกร้องหาสิทธิ์ความเป็นภรรยา  เมื่อภาพของทั้งมันช่างบาดตา  บันทอนความเชื่อใจของเธอลงช้าๆเหมือนยาพิษร้ายที่ค่อยๆซึมลงสู่กระแสเลือด   เธอเกลียดความรู้สึกหวั่นไหวและกลัวว่าคนรักจะเผลอคิดอะไรกับอัตสึโกะ เพราะเอาเข้าจริงๆ  เธอก็แค่ผู้หญิงมาที่หลังหากจะเทียบกับคนน่าสงสารที่อยู่ในอ้อมกอดคนรักตรงนั้น ความผูกผันเธอสู้ไม่ได้จริงๆ ยิ่งเวลาที่ยูโกะร้อนเนื้อเหนื่อยใจเพราะเพื่อนสนิทยิ่งทำเอาเธอนั่งไม่ติดเพราะกลัวว่าคนรักจะเปลี่ยนใจจริงๆ  ไม่ได้อย่างเป็นอย่างนี้เลย เธอควรจะเชื่อใจยูโกะไม่ใช่หรืออย่างไร ชั่วครู่ใหญ่ที่เธอยังไม่ได้ขยับออกจากที่ขอบหน้าต่างจนเห็นว่าคนรักวิ่งกลับเข้ามาทางบ้าน เธอจึงผละออกมาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา  ไม่ช้าเสียงฝีเท้าก็ดังเข้ามาใกล้ก่อนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเศร้าใจของคนรักจะปรากฏให้เห็นชัด  “ฮารุนะ ขอเบอร์โทรศัพท์ของคุณทาคาฮาชิหน่อยได้มั้ยคะ ฉันต้องพูดกับเขาให้ได้จริงๆ ไม่งั้น อัตจังคง…” “ทำไมยูจังต้องเอาแต่สนใจเรื่องของอัตสึโกะด้วย!” เธอเผลอขึ้นเสียงใส่คนรักอย่างลืมตัว พอได้สติเธอรีบก้มหน้าควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าเพื่อเอาเบอร์ของเพื่อนสนิทให้คนรัก ซึ่งมองมาด้วยความตกใจ ยูโกะสาวเท้าไวๆทิ้งตัวลงบนโซฟาติดกับฮารุนะ “ฮารุนะ” เธอจับมือของคนรักให้หยุดสิ่งที่ทำอยู่ บังคับให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธอ ซึ่งฝ่ายนั้นเอาแต่ก้มหน้าก้มตาลูกเดียว “ขอโทษนะคะ พอดีฉันเหนื่อยๆเลยเผลอหงุดหงิดใส่” โกหกคำโตถูกตั้งเป็นกำแพงเพื่อปิดกันความรู้สึกหวั่นไหวของเธอในขณะที่ค่อยๆเงยหน้าขึ้นสบตากับคนรัก  เธอเลือกที่จะไม่พูดถึงมัน ก็รู้ว่าสิ่งที่เธอคิดมันไร้สาระอย่างไร เธอก็ไม่ใช่แม่พระที่จะไม่ได้คิดอะไรเลยในเมื่อเห็นคนรักยืนโอบยืนกอดอยู่กับคนอื่น “ฮารุนะ” “ยูจังไม่รีบ…” ยูโกะไม่ปล่อยให้คนรักได้พูดอะไรมากกว่านี้เข้าประกบริมฝีปากกลืนเสียงที่จะเปล่งออกมานั้นให้หายลงไปสู่ลำคอ รสจูบดำเนินไปอย่างอ่อนหวานนุ่มนวลเต็มไปด้วยความรู้สึกขอโทษจากหัวใจ หวังให้ความไม่ไว้ใจสงสัยต่างๆนาๆหลุดร่อนออกไปกับรสจูบนี้ ฮารุนะถึงกับน้ำตาไหล ไม่สามารถห้ามมันได้ ยิ่งฝ่ามือของคนรักเกลี่ยมันออกมาให้ยิ่งทำให้ความรู้สึหผิดทวีในใจ  “คนที่ต้องขอโทษทางนี้ต่างหาก ขอโทษนะคะที่ทำให้ไม่สบายใจไปด้วย”  เธอไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่รู้เลยว่าคนรักกำลังมีปฏิกิริยาอะไร หากเป็นเธอตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับคนรัก เธอคงรู้สึกไม่ต่างกันเท่าไหร่ ดีตรงที่ฮารุนะไม่ได้ลุกขึ้นมาโวยวาย พยายามจะเข้าใจสิ่งที่เธอทำ เธออยากจะรีบจบเรื่องให้เร็วที่สุดเพราะไม่อยากมีปัญหากับคนรักเพิ่มเติม และคิดว่าเรื่องนี้คงถึงเวลาที่เพื่อนสนิทของฮารุนะจะต้องรู้ความจริงเสียที  “นี่ค่ะ ยูจัง” ฮารุนะหลบตาลง ส่งมือถือที่แกล้งหาเบอร์ของเพื่อนสนิทอยู่นานให้คนรักทั้งที่ความจริงเธอพึ่งโทรหาไปเมื่อคืนวานแล้วไม่ได้ติดต่อใครอีกเลย รายชื่อจึงเด่นหลาอยู่บนสุดของสมุดรายชื่อโทรออก “ขอบคุณนะคะ”   ยูโกะแอบถอนหายใจ บอกตามตรงว่าเธอกำลังหนักใจเมื่อสบตากับฮารุนะ ความหวั่นไหวที่อยู่ในนั้นเป็นคลื่นระลอกใหญ่ที่พร้อมจะซัดเข้าฝั่งทำลายทุกอย่างให้พังพินาศ หากคนรักเธอยังไม่อยากพูดอะไร เธอก็ไม่ควรจะเซ้าซี้หรือบังคับ เพราะเอาเข้าจริงเธอก็ยังไม่พร้อมจะรับมือกับปัญหาทั้งสองด้าน เธอเลือกจะลุกมากดโทรศัพท์หาปลายสายที่ต้องการ หลังจบจากเรื่องนี้เมื่อไหร่ เธอจะพาฮารุนะไปพักผ่อนปรับความเข้าใจกันสองต่อสอง   เธอไม่ชอบความคางคา ไม่ชอบให้เรื่องราวมันยืดเยื้อวุ่นวาย เพราะมาถึงจุดนี้ได้มันก็มากเกินพอแล้ว…            มินามิไม่รู้เลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ถึงได้ขับรถจากสำนักงานอัยการมาจนถึงบ้านสีครีมสองชั้นที่ภายนอกดูร่มรื่นสบายตา ไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นพวกมาโซคิสหรืออย่างไรถึงได้กล้าพาตัวเองกลับมายังจุดเริ่มต้นแห่งความสัมพันธ์ของเธอกับผู้หญิงคนนั้น  ใช่แล้ว บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เธอกับผู้หญิงคนนั้นช่วยกันสร้างหลังจากแต่งงานแล้วมียุยตัวน้อยๆด้วยกัน รอยยิ้มและความหอมหวานในภาพความทรงจำทำให้เธอเผลอปล่อยน้ำตา หัวใจกระตุกซาบซ่านคิดถึงช่วงเวลาที่เคยใช้ร่วมกัน ก่อนทุกอย่างจะจบลงที่ประตูบ้านถูกเปิดออกพร้อมด้วยรถลีมูซีนสีดำจอดสนิทหน้าตัวบ้าน ผู้หญิงคนนั้นก้าวลงมาพร้อมด้วยชายชู้ ไม่ต้องให้เธอสาธยายเหตุการณ์ซ้ำอีกรอบ มันจบลงตรงที่ผู้หญิงสำส่อนยื่นคำขาดว่าจะหย่า และเธอเป็นคนตัดสินใจจะขายบ้านหลังนี้ให้เจ้าของคนใหม่ ตั้งแต่นั้นมาเธอก็ไม่พบหน้าผู้หญิงคนนั้นอีก เธอทำทุกอย่างเพื่อลบล้างอดีตที่แสนปวดร้าวออกจากหัวใจ ลบมันออกว่าเคยรักใครในอดีตคนนั้นขนาดไหน แต่ดูเหมือนว่ามัน… จะไม่ได้ผลเลย ทุกครั้งยังคงคิดและยังคงนึกถึงน้ำเสียงห่วงใย รอยยิ้มจริงใจของใครคนนั้น แม้จะเป็นคนที่ทำให้เธอมีสภาพปางตาย เธอก็ตัดใจลืมไม่ได้ เธอควรจะทำอย่างไรกับหัวใจดวงนี้  ต้องกินอะไรหรือต้องรักษาอย่างไร มันถึงจะกลับมาเข้มแข็งได้เหมือนเดิม เธอยังคงจมปลักกับเรื่องในอดีต จมปลักอยู่กับผู้หญิงคนเดิม กระทั่งเสียงโทรศัพท์ที่ไม่ได้ปิดเครื่องเอาไว้แผดร้องก้องรถคันโปรดดึงสายตาเธอออกมาจากบ้านหลังเก่าและยังดึงเอาสติเธอกลับมาอยู่กับปัจจุบัน  เบอร์ไม่คุ้นทำให้หัวคิ้วของเธอเลิกขึ้นสูงหากยังกดรับ เพราะอาจเป็นสายลูกค้าหรือใครก็ได้ที่ทางสำนักงานให้เบอร์ติดต่อเอเอาไว้ “ทาคาฮาชิ มินามิพูดค่ะ” “สวัสดีค่ะ คุณทาคาฮาชิ ดิฉันโอชิมะ ยูโกะ” ชื่อที่พึ่งได้ยินเกือบทำให้เธอเคลื่อนมือกดวางสายโทรศัพท์ถ้าฝ่ายนั้นไม่รีบร้อนพูดจาดักทางกันเสียก่อน “อย่าพึ่งวางนะคะ ฉันมีเรื่องสำคัญต้องคุยกับคุณจริงๆเกี่ยวกับอัตสึโกะ มีเรื่องที่ฉันอยากให้คุณรู้ ขอร้องนะคะ มาเจอฉันที่บ้านตอนนี้ได้มั้ย คุณสะดวกรึเปล่า” เธอคล้ายคนคลำหาเสียงตัวเองไม่เจอพอชื่อต้องห้ามหลุดเข้ามาในโสตประสาท เผลอกำมือข้างที่ว่างจากโทรศัพท์เข้าหากันโดยไม่รู้ตัว เธออกมาจากสำนักงานก็เพื่อสิ่งนี้ไม่ใช่หรือไง สิ่งที่เธอต้องการรู้ให้ได้ แล้วเธอจะกลัวอะไรอีก เธอต้องไป “ตกลงค่ะ” หากเธอฟังไม่ผิดเธอได้ยินเสียงร้องคล้ายคนดีใจดังมาจากปลายสาย แต่ไม่ใช่สิ่งที่เธอจะใส่ใจ นอกจากเรื่องที่เธอจะต้องรู้ให้ได้   ระหว่างไปสู่จุดหมายเธอไม่ค่อยแน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันถูกรึเปล่า จีพีเอสยังคงระบุเส้นทางไปสู่บ้านของคนที่ขอพบเธออย่างชัดเจน แอบถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า เธอไม่ชอบสถานการณ์ตอนนี้ หัวใจเต้นถี่และบีบรัดแน่นพอๆกับภาพความทรงจำที่เด่นชัดเป็นฉากๆตั้งแต่ผู้หญิงคนนั้นพาชายชู้เข้ามาบ้าน หลังจากนั้นใบตรวจครรภ์ก็ถูกยื่นให้เธอราวกับเศษกระดาษพร้อมด้วยสายตาโหดเหี้ยมอำมหิตของชายหญิงคู่นั้นที่มองเธออย่างสมเพช เธอกลายเป็นคนโง่ที่สุดในโลกโดยไม่ต้องให้ใครบอก ภรรยานอกใจไปนอนกับชายอื่นจนท้องป่องแล้วมาขอให้เธอหย่า น่าสมเพชใช่มั้ย “หวังว่าคุณจะไม่มายุ่งกับฉันอีกนะคะ” อีกแล้วที่คำพูดของผู้หญิงคนนั้นยังชัดเจนเหมือนกับพึ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานหลังจากยื่นคำขอหย่าให้เธอ เธอก้าวขาไม่ออกขอบตาร้อนแผ่ว ใจชาวาบ ปวดราวถึงปลายเท้า พึ่งเข้าใจคำว่าใจสลายมันเป็นอย่างไร  พยายามค้นหาความจริงในแววตาของผู้หญิงที่รักหมดใจ แต่ก็ไม่ได้อะไรนอกจากความเย็นชาที่ให้คืนกลับมา “ทำไมถึง…” สายตาของเธอลอยคว้างราวกับคนสติเลอะเลือน ได้แต่ภาวนาขอให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องโกหก “ก็เขาเบื่อแกแล้วยังไงละนังโง่ อัตสึโกะก็แค่อยากลองของแปลก  พอเขาเบื่อก็เขี่ยแกทิ้ง ไม่เห็นรึไงว่าเขากำลังมีลูกกับฉัน!”  คำพูดของผู้ชายที่ยืนโอบไหล่ของผู้หญิงแพศยา ทำให้เธอขบกัดริมฝีปากแน่นจนรับรู้ได้ถึงรสฝาดของเลือด จิกเล็บลงบนฝ่ามือจนรู้สึกปวดแสบปวดร้อน เธอตวัดสายตาผิดหวังตัดเพ้อคนที่เธอมอบความรักให้หมดใจ  เธอพยุงเอาร่างหมดแรงเดินออกนอกห้องรับแขก ไม่มีคำใดหลุดออกจากริมฝีปาก นอกจากคำด่าผู้หญิงอันเป็นที่รักว่า ‘แพศยา’ ก่อนเหลือบไปเห็นลูกสาวที่เกาะอยู่ที่ขอบประตูด้วยท่าทางสับสนงุนงง บนใบหน้าเจือนองด้วยน้ำตาหยดเล็กๆ  ไม่รู้ว่ามาเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อไหร่เธอรีบจับลูกเข้ามาในอ้อมกอดไว้ ไม่ปล่อยให้รับรู้เรื่องเลวร้ายไปมากกกว่านี้ อย่างน้อยเธอยังเหลือเด็กคนนี้ เธอจะไม่ยอมให้ผู้หญิงแพศยาคนนนั้นมาทำอะไร จะไม่ยอมให้มาแย่งไปเด็ดขาด  “ไปกับพ่อนะคะ”  มีเพียงการพยักหน้าแผ่วเบาในอ้อมกอด เธอก็พร้อมจะอุ้มลูกออกไปให้พ้นตากผู้หญิงคนนี้ มาเอดะ อัตสึโกะ ผู้หญิงที่เธอจะไม่มีวันอภัยให้เด็ดขาด!   ใช่ เธอตอกย้ำตัวเองอย่างนั้น ตอกย้ำว่าอภัยให้ไม่ได้ แต่หัวใจเธอเคยฟังสักครั้งหรืออย่างไร เอาแต่คิดถึงอยู่ร่ำไป คิดถึงจนแทบขาดใจบังคับให้เธอต้องเสียน้ำตา ทั้งที่ผู้หญิงคนนั้นไม่มีค่าพอเลย    สามสิบนาทีต่อมารถยุโรปคันโปรดของคุณอัยการได้มาจอดอยู่หน้าประตูรัวสีดำของบ้านที่ภายนอกถูกสร้างแบบยุโรปคลาสสิคประกอบด้วยอิฐสีครีมอ่อนสลับดำขลับให้ดูไฮโซบ่งบอกฐานะของเจ้าของบ้าน ไม่นานเธอก็เหลือบเห็นคนที่ไม่น่าจะสูงกว่าเธอสักเท่าไหร่วิ่งออกมาต้อนรับ ประตูไฟฟ้าเลื่อนเปิดให้เธออัตโนมัติ ฝ่ายนั้นโบกรถนำเธอเข้าไปจอดภายในลานจอดรถที่ว่าง เธอค่อนข้างแปลกใจที่ไม่ได้เห็นฮารุนะอยู่ด้วย  “ขอบคุณนะคะที่คุณมาตามคำขอ”  เธอเลือกจะไม่แสดงท่าทางยินดียินร้ายกับคำพูดของผู้หญิงที่อยู่ในชุดสบายๆ ก่อนถูกพามาถึงห้องรับแขกซึ่งมีโซฟาหุ้มกำมะหยี่อย่างดีตั้งอยู่ริมห้อง เจ้าของบ้านเชิญเธอนั่งบนโซฟาตัวใหญ่พร้อมด้วยน้ำและขนมที่ถูกนำมาเสิร์ฟ “เข้าเรื่องเลยดีกว่าค่ะ” เธอเลือกแสดงท่าทีนิ่งเฉยทั้งที่ข้างในมันร้อนรุ่ม  ลึกๆแล้วเธอกลัวความจริง ว่ามันจะไม่เป็นไปตามที่เธอคิด  เจ้าของบ้านทิ้งตัวลงนั่งโซฟาตัวถัดกัน  ใช้สายตาพิจารณามองคู่สนทนา เรื่องที่เธอจะพูดต่อไปนี้เป็นเรื่องสำคัญ มีผลต่ออนาคตของชีวิตคนๆหนึ่ง เธอจึงอยากแน่ใจว่าคนที่จะรับฟังต้องการรับฟังมันจริงๆ ไม่ใช่แค่ต้องการเอาชนะ “ฉันขอถามคุณก่อนจะเล่าอะไรให้ฟังได้มั้ยคะ คุณยังรักอัตสึโกะอยู่รึเปล่า” คำถามแรกเล่นเอาคุณอัยการกระอัก กดมือลงบนโซฟาอย่างแรงจนเป็นรอยบุ๋มลงไป  รัก!? รักอย่างนั้นหรือ อย่ามาพูดอะไรบ้าๆ!! ผู้หญิงทรยศอย่างนั้น ยังจะให้เธอรักได้อีกหรือไง! “กรุณาเข้าเรื่องด้วยค่ะ ฉันไม่มีเวลามาตอบคำถามไร้สาระ” “ไร้สาระ!?” ยูโกะไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน พยายามค้นหาความจริงว่าฝ่ายนั้นพูดในสิ่งที่ใจคิดรึเปล่า แต่มันไม่ได้ผล อาจด้วยชั้นเชิงที่ฝ่ายนั้นทำงานด้านนี้มานานทำให้การวางตัวยังคงเหมือนเดิม “ถ้าฉันจะบอกคุณว่าสิ่งที่อัตสึโกะทำไปทั้งหมดมันเพื่อคุณ คุณจะเชื่อรึเปล่า”  “เพื่อฉัน!?”  มินามิหัวเราะในลำคอราวกับสิ่งที่ได้ยินเป็นสิ่งที่ตลกที่สุดในชีวิต ผู้หญิงคนนั้นหรือจะทำอะไรเพื่อเธอ ทำเพื่อความสุขสบายสิไม่ว่า “เหอะ อย่ามาพูดอะไรตลกๆหน่อยเลย! ผู้หญิงคนนี้เหรอจะทำอะไรเพื่อฉัน! คงทำเพื่อตัวเองมากกว่า  ถึงได้นอนอ้าขาให้ผู้ชายทำจนท้อง!” “อัตสึโกะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดนะ! อัตสึโกะเองเขาก็เจ็บไม่ต่างจากคุณกับเรื่องที่ผ่านมา” “อ๋ออ คงเจ็บมากสิท่า ทิ้งฉันไปอยู่กับชายชู้! แล้วตอนนี้เป็นยังไงหรือผู้ชายคนนั้นจะเบื่อแล้วพยายามเขี่ยผู้หญิงแพศยาคนนั้นทิ้ง ก็ดี! จะได้รู้ว่าความรู้สึกฉันมันเป็นยังไง!”  ยูโกะกัดฟันแน่น นี่หรือ ผู้หญิงที่อัตสึโกะยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องออกจากความเลวร้ายของครอบครัว  ทำไมถึงไม่ยอมรับฟังเหตุผลอะไรเลย  มอบเพียงคำพูดดูถูก เหยียดหยามให้เพื่อนสนิทของเธอ                 ใครจะรู้ความจริงว่าภายใต้คำดูถูกว่าร้ายมินามิกำลังเจ็บปวดมากแค่ไหน ยิ่งต้องทนฟังชื่อของผู้หญิงที่มีผลกับความรู้สึกข้าง  มันยิ่งทำให้หัวใจเหมือนถูกเข็มแทงทะลุซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงแค่ไม่ตะโกนออกมาว่าพอสักที หยุดทรมานฉันสักที “ฉันไม่คิดว่าคุณจะเป็นคนไร้เหตุผลอย่างนี้” “ใครจะมีเหตุผลเหมือนผู้หญิงสำส่อนแบบนั้น มีเหตุผลมากถึงขนาดเล่นชู้!” “ฉันเสียใจแทนอัตสึโกะ ที่รักคน… “ยูจัง พอเถอะ!!” ประตูบ้านที่เคยปิดสนิทถูกเปิดออกเล่นเอาทั้งสองตกอยู่ในความเงียบ สองดวงตาเคลื่อนประสานกันแทบจะทันที คุณอัยการตัวชาวาบลำคอแห้งผาด อากาศหายใจที่เคยคิดว่ามีอยู่น้อยนิดยิ่งน้อยลงไป ไม่แม้จะกล้าขยับเคลื่อนไหว เห็นเพียงวงหน้าผู้หญิงที่ยังตรึงอยู่ในใจ คนที่เธอตราหน้าไว้ว่าจะไม่มีวันอภัยปล่อยสายน้ำตาไหลเปียกชุ่มข้างแก้มก่อนวิ่งหนีออกไปจากสายตาของเธอ    อัตสึโกะได้ยินทุกๆถ้อยคำมันเป็นดั่งคมมีดหลายร้อยพันเสียดแทงหัวใจของเธอ ตั้งแต่ยูโกะพาเขามาเธอก็เห็นหมดทุกอย่างกระทั่งฮารุนะเข้ามาตามเธอมายังบ้านหลังนี้ เขาคงเกลียดเธอมากจากคำพูดที่ออกมา มันก็สาสมแล้วกับสิ่งที่เธอเคยทำกับเขา อย่างนี้มันเรียกว่าน้อยไปเสียอีกกับความใจร้ายของเธอ ที่ทิ้งเขาไปอย่างไม่ใยดี “อัตสึโกะเดี๋ยวก่อน!” ยูโกะตวัดสายตามองกลับมายังคนที่ยืนนิ่งแล้วรีบก้าวขาวิ่งตามเพื่อนสนิท นับว่าเป็นเวลานานกว่ามินามิจะรู้ตัวเธอสบตากับฮารุนะที่มองเธอด้วยสายตาต่อว่าอยู่หน้าประตูห้องรับแขก หากความปวดหนึบลึกๆกำลังตีตื่นมาบีบรัดให้เธอต้องแสร้งตีหน้าเรียบเอ่ยขอตัวลาอย่างเย็นชา เพราะเข้าใจดีว่าถ้าหากยังอยู่ต่อไปสิ่งที่เก็บกักเอาไว้จะพรั่งพรูออกมา       พารุยืนกอดอกอยู่หน้าโรงเรียนพลางก้มลงมองนาฬิกาข้อมือสลับกับตัวอาคารเรียนเพื่อรอให้คนที่หลบหน้าเธอตั้งแต่เช้าปรากฏตัวออกมาตามเวลานัด ลึกๆเธอก็เป็นห่วงกับอาการแปลกๆของอีกฝ่ายทั้งที่ปกติไม่เคยเป็น และแล้วเกือบสิบนาทีต่อมา คุณรองประธานนักเรียนที่นำกองชีทเอกสารของเพื่อนรวมห้องทั้งหมดไปส่งให้อาจารย์ประจำชั้นตรวจก็เดินออกมาจากตัวอาคารเรียน สายตาไม่ค่อยจะชอบใจส่งมาให้เธอจนต้องกลั้นยิ้มเอาไว้ “คุณนี่ ทำหน้าทำตาให้เป็นมิตรกับคนอื่นเขาหน่อยสิ” “เรื่องของฉัน” ยุยเบือนหน้าหนี  รำคาญเต็มทีที่จะพูดคุย “นอกจากรักษาคำพูดไม่ได้ยังไร้มารยาอีกนะ คุยกันมีที่ไหนหันหน้าหนีแบบนั้น” “เธอจะมาวุ่นวายอะไรกับฉันนักหนาห๊ะ!” อาจด้วยความตรึงเครียดที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อวานทำให้ยุยเผลอตะโกนใส่พารุเรียกความสนใจจากนักเรียกที่กำลังเดินออกนอกประตูโรงเรียกพากันหยุดชะงักมองคู่ที่กำลังเป็นข่าวรัก?ทะเลาะกันด้วยความสนใจ  พารุมองคนที่เธอแอบเป็นห่วงด้วยสายตาตัดเพ้อ รู้อย่างนี้ ไม่น่าเป็นห่วงเลยก็ดี ไอ้แมวน้ำงี่เง่า! “ขอโทษแล้วกันที่ฉันมาวุ่นวายกับคุณ! ทีหลังฉันจะไม่ยุ่งกับคุณอีก จะเป็นจะตายยังไงก็เชิญ!” เธอสะบัดหน้าหนีอย่างมีน้ำโหก้าวขา เตรียมไปให้พ้นหน้าของคนที่ขึ้นเสียงใส่แต่ยุยยังไวรีบคว้าแขนของแม่ตัวยุ่งเอาไว้ “เอ่อ..ฉะ.. ฉันขอโทษ” “ถ้าคุณไม่เต็มใจพูด ก็ไม่เป็นไร ฉันเองก็ไม่ได้อยากฟัง!” “ก็บอกแล้วไงว่าฉันขอโทษ” รองประธานนักเรียนเริ่มจะหงุดหงิด ทำไมยัยนี้ต้องมางี่เง่าอย่างนี้ เธอไม่เต็มใจพูดตรงไหนกัน! “ก็บอกแล้วว่า ถ้าไม่เต็มใจก็ไม่ต้องพูด แล้วก็ปล่อย ฉันไม่ชอบคนไม่รักษาคำพูด!” “พารุ ฉันขอโทษ” คราวนี้เล่นเอาคนกำลังโมโหยืนนิ่ง เธอไม่ได้หูฝาด แมวน้ำเรียกชื่อเธอครั้งแรก!! หยุดๆ หัวใจช่วยหยุดกระเด้งเหมือนจะหลุดสักทีสิ เธอจะใจอ่อนยอมง่ายๆไม่ได้ “ถ้าจะขอโทษแค่นี้ก็ปล่อย ฉันไม่อยากยุ่งกับคุณ” “พารุฉันขอโทษทีขึ้นเสียงใส่ ฉันไม่ได้ตั้งใจ หายโกรธกันนะคะ” กรี๊ดดด ขอแอบดีใจเงียบๆคนเดียวได้ไหม รองประธานหน้าแมวน้ำพูดเพราะๆขอโทษเธอด้วย เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอัดเสียงตอนนี้แล้วส่งออกอากาศได้มั้ยเนี่ย ไม่รู้ทำไมถึงต้องร้อนที่พวงแก้ม “ฉันยกโทษให้คุณก็ได้”  “กรี๊ดดด” เสียงไม่คาดคิดดังขึ้นให้พวกเธอพร้อมใจกันมองสภาพแวดล้อมรอบตัว เล่นเอาต้องอ้าปากค้างตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มีคนมามุงกันมากขนาดนี้ แล้วยังได้ยินเสียงชัดเตอร์ของกล้องถ่ายรูปจากประธานชมรมหนังสือพิมพ์อีก  ยุยรีบตวัดสายตาตามมองคนที่วิ่งหนีไปไม่เห็นฝุ่น “ข่าวใหญ่ค่ะ ข่าวใหญ่ รองประธานนักเรียนโชว์หวาน ยืนง้อสาวดีกรีเด็กนอกหน้าโรงเรียนเวลาเลิก เหตุเพราะเรื่องผิดใจ ทะเลาะกันเรื่อง…” เล่นเอายุยอยากวิ่งตามไปลากคอคนประกาศเรื่องไม่มีมูลความจริงกลับมาเพราะมันทำให้แก้มของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อก่อนต้องหันกลับมาสนใจพวกชอบมุงทั้งหลาย “เลิกเรียกแล้วก็กลับบ้าน หรืออยากจะอยู่ทำความสะอาดโรงเรียนต่อ!” เพียงเท่านั้นคนที่กำลังซุบซิบนินทาต่างพากันวงแตกแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น บางคนพารุยังสงสัยว่ามันรู้จักกันจริงๆรึเปล่า ชวนกันคุยเสียสนิท  “คนอะไรขี้เก๊กชะมัด” “เธอว่าอะไรนะ” “เปล่าสักหน่อย” พารุทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ทั้งที่แอบหัวเราะคนชอบอารมณ์เสีย แกล้งนิดแกล้งหน่อยทำเป็นดุนะ “แล้วจะกลับไม่กลับยืนนิ่งอยู่ได้” “เดี๋ยวสิ ฉันรอน้องอยู่” “น้องเธอที่เคยบอกสินะ” ยุยยังพูดไม่ทันขาดคำหน้าประตูโรงเรียนก็มีเด็กสะพายกระเป๋าเป้สีแดงเดินเข้ามาเล่นเอาเธอไม่กล้าละสายตา หัวใจเต้นสะท้าน เธอจำได้ว่าเด็กคนนี้… “ไม่ใช่น้องฉัน น้องเธอต่างหาก” “พี่สาว” ราวกับเวลาถูกหยุดไว้ ยุยไม่แม้แต่จะเคลื่อนสายตามองเสียงที่กระซิบรอดผ่านไป   ยัยนี่ รู้อะไรเกี่ยวกับครอบครัวเธอกันแน่!!   ................................................................................................................................................................................................................................................................................. แอบมาโยนระเบิดทิ้งไว้ 
  10. Ch.5 เพื่อน(?) ร่วมเดินทางคนใหม่    เสียงไม้จากกองไฟที่ถูกจุดทิ้งไว้ดัง ‘เปราะแปะ’ ท่ามกลางความเงียบสงัด วังเวง ควันไฟสีขาวลอยคลุ้งไปรอบๆเต็นท์  5 หลังที่ตั้งตามลักษณะครึ่งวงกลมหันหน้าเข้าหากัน  ด้านข้างของกองไฟ หม้อ จาน  ช้อน ส้อมถูกวางทิ้งไว้บ่งบอกว่าพึงถูกใช้งานไปได้ไม่นานมานี้เอง ไกลออกไปสุดลูกหูลูกตาไม่มีสิ่งใดนอกจากหิมะสีขาวแม้กระทั้งต้นไม้ใบหญ้า ราวกับทุกอย่างถูกปล่อยว่างกลางทุ่งหิมะสีขาวที่โรยตัวลงมาดังม่านของสายฝน แม้ท้องฟ้ายามค่ำคืนจะมีดวงดาวแต่คงมิมีผู้ใดฝ้ามอง       ความกดอากาศที่ต่ำลงทำให้มนุษย์ผู้นั่งสัปหงกต้องยกมือกอดอก หายใจออกมาหอบสั่น ปากซีดขาวสะนั่น ใบหน้าเต็มไปด้วยไอเย็นจับเกาะสะท้อนให้เห็นถึงความหนาวจับขั่วหัวใจ แต่.. ผู้หญิงที่นั่งหลับสนิทอยู่บนขอนไม้เก่าๆใกล้ๆกับเจ้าสุนัขป่าสีขาวก็ไม่ยอมขยับลุกไปไหน ทั้งๆที่คนอื่นเขากลับเข้าไปนอนกันหมดแล้ว      ‘อะไรกัน ความรู้สึกหงุดหงิดแบบนี้’ หมาป่าสีขาวเริ่มรู้สึกตัวจากการสลบไปนาน หากดวงตาที่หนักอึ่งยังปิดสนิท มันพยายามดิ้นไปมาบนผ้าผืนเก่าๆขาดๆที่ปูนลองเพื่อจะเอาสิ่งน่ารำคาญออกจากบริเวณขาข้างซ้าย ‘ไม่ออกด้วยแหะ’ คิดได้ดังนั้น ดวงตาสีฟ้ากระจ่างก็ค่อยๆเปิดมองรอบๆ เจ้าหมาตัวขาวกระพริบตาปริๆสองสามทีก่อนจะเห็นภาพเด็กสาวตัวน้อยนอนหลับอยู่ใกล้ๆ มันตกใจรีบกระโดดถอยห่างไปด้านหลัง ‘ยัยเด็กนี้ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้! จริงซิ.. ตอนนั้น ข้าล้มไป แล้วนี้...’ “อ้าว คุณตื้นแล้วเหรอ ฉันเห็นว่า คุณโดนพิษเลยขับออกให้ ห้าว~” อัตสึโกะได้ยินเสียงแปลกๆที่ดังพอจะปลุกเธอตื่น เลยลืมตาขึ้นมาดูเจ้าตัวขาวขนปุ่ยที่ยืนจ้องมาทางนี้ด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยอยากผูกมิตรเสียเท่าไหร่    ‘เรียกสุนัขว่าคุณ! ยัยนี้บ้ารึเปล่า หึ… ถึงเจ้าไม่ช่วยข้า ข้าก็ไม่ตายหรอก!’  “คุณหมาป่าขาว ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉัน” อัตสึโกะลุกยืนสภาพโงนเงนแบบคนพึ่งตื่นนอนสดๆร้อนๆโค้งขอบคุณพลางขยี้ตาพร่ามัวเพื่อจะมองเจ้าสัตว์สี่ขาให้ชัด  ฮัดชิ้ว สงสัยเธอจะต้องหาอะไรอุ่นๆดื่นก่อนแล้ว  ที่นี่มันหนาวชะมัดเลย ‘ข้าเตือนแล้วว่าห้ามเข้ามาก็ไม่เชื่อ!!’ หมาป่าขาวตะโกนด่าในใจ และทำท่าจะไปจากที่นี่ ทว่า... “เดี๋ยวซิคุณ คุณยังไม่ได้กินอะไรเลยคุณจะไปแล้วหรอ เดี๋ยวพิษในตัวคุณก็กำเริบเอาหรอกนะ ” อัตสึโกะปรามเสียงเรียบพร้อมยันกายวิ่งฝ่าหิมะไปขว้างหน้าเจ้าหมาป่า ‘น่ารำคาญ ทำไมข้าต้องมาเจอมนุษย์แบบเจ้าด้วยนะ หึ น่าตลกสิ้นดีที่พิษบ้านี้จะทำอะไรข้าได้!’ สุนัขสีขาวตัวโตจิกตามองเด็กตัวจุ้นที่พามันอารมณ์หงุดหงิด ปะทะเดือดปี๊ดในหัวพร้อมระเบิดบึ่มทุกเมื่อ หากมันก็ยอมตัดสินใจทิ้งตัวลงที่เดิมเนื่องจากสิ่งกีดขว้างขนาดใหญ่มีชีวิตหายใจได้และมันก็ไม่ค่อยยากจะต่อกรด้วย “คุณยอมทำตามที่ฉันขอแล้วใช่มั้ย” คำพูดพวกนี้อัตสึโกะเข้าข้างตัวเองชัดๆ เธอโผกอดเจ้าสุนัขตรงหน้าแบบที่มันไม่ตั้งตัวทำให้สุนัขป่าสะดุ้ง หาทางสะบัดตัวออกจากมนุษย์ที่ถือดีมาแตะต้องตัวและในใจนั้นไม่พ้นคำสบถด่าเต่างๆนาๆ   'ยัยเด็กบ้าใครเค้ายอมทำตามเจ้ากัน! ปล่อยข้านะ!! ยัยเด็กบ้า อย่ามาแตะต้องตัวข้านะ! เดี๋ยวข้าก็กัดให้จมเขี้ยวหรอก ปล่อยข้านะยัยเด็กน้อย!!’  เขี้ยวยาวๆสีขาวสะอาดถูกแยกออกพร้อมเสียงขู่คำราม มันเอาอุ้มเท้าขึ้นปัดบนตัวหญิงสาวแล้วยังใช้เอาหัวกระแทกยัยตัวน้อยออกแต่ไม่เป็นผล กระทั่งมันเริ่มรู้สึกตัว ถึงอุณหภูมิของร่างกายเด็กน้อยที่กอดมัน เย็นเฉียบผิดปกติ อุณหภูมิร่างกายของมนุษย์ปกติไม่น่าจะต่ำขนาดนี้ เจ้าหมาป่าเฉลียวใจหยุดยืนนิ่งค่อยๆใช้สายตามองสำรวจหน้าอีกฝ่าย ‘หน้าซีดเชียว แล้วทำไมตัวเย็นถึงขนาดนี้  โอ๊ยย.. เดี๋ยวก็ตายหรอก! ยัยมนุษย์โง่'  ‘เห็นว่า …ข้าไม่อยากเห็นคนตายนะ’ เจ้าหมาป่าต่อว่าเด็กที่เอาหน้าถูๆไถ่ๆไปมากับขนของตัวเอง แล้วตัดสินใจม้วนหางเข้ามาโอบยัยเด็กน้อยเพื่อถ่ายเทความอบอุ่นให้เพื่อช่วยบรรเทาความหนาวที่ดูท่าวันนี้จะหนาวกว่าทุกคืนวันที่ผ่านมา ก็พายุหิมะเข้าตั้งแต่เมื่อวาน  “ตัวคุณอุ่นจัง” อัตสึโกะหลับตาลงช้าๆ ความอุ่นจากสัตว์สี่เท้าทำให้เธอนึกถึงเวลาที่ได้อยู่ในอ้อมกอดของพระบิดาแล้วผลอยหลับไป ยามที่ตื่นเธอก็ถูกท่านอุ้มมานอนบนเตียงแสนอบอุ่น  แปลกเหลือเกินที่มันทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยยามที่ได้อยู่ใกล้ เธออุ่นใจโดยไม่มีข้อกังขาใดๆ หรือเป็นเพราะมันเคยช่วยเธอไว้ เธอเลยรู้สึกแบบนี้   'ร้อนเป็นบ้า!’ สุนัขขาวพยายามสะบัดหัวแรงๆเพื่อขับไล่ความรู้สึกร้อนแผ่วอันเกิดขึ้นเป็นจุดเล็กๆภายในหัวใจที่ด้านชา ข้ามิเคยลืมหรอกหัวใจของข้ามันหายไปแล้ว...  “อื้ม.. จริงซิ คุณยังไม่ได้กินอะไรเลย เดี๋ยวฉันไปหยิบอะไรออกมาให้ดีกว่า คุณหมาป่าห้ามหนีไปไหนลนะคะ” อัตสึโกะสั่งเสร็จก็ลุกเดินหายขวับเข้าไปในเต็นท์ ทิ้งให้หมาป่าสีขาวนั่งตาแป๋ว   “....”   “แล้วทำไมข้าต้องทำตามคำสั่งยัยเด็กนี้ด้วยเล่า” หมาป่าบ่นออกมาเป็นภาษามนุษย์ชัดเจนไม่มีผิดเพียน มันเตรียมกระโดดหนีตัดสินใจจะไม่รอเด็กที่กล้าออกคำสั่ง แต่... “มาแล้ว” “พรึบ” หมาป่าสีขาวรีบนั่งลงทันที ‘แล้วทำไมข้าต้องกลับมานั่งด้วยเล่า!!’  “เอานี่ ขอโทษด้วยนะ พอดีข้าวเย็นหมดไปแล้วล่ะ คุณกินนี้แทนก่อนได้ไหม” อัตสึโกะหย่อนก้นลงตรงหน้าหมาป่าสีขาวพร้อมจับกระป๋องในมือเปิดมาวางลงบนพื้นที่อุสาหยิบผ้าปูโต๊ะมาลองให้ 'อาหารกระป๋อง? ของห่วยเป็นบ้า ข้าไปล่าสัตว์เองยังได้อะไรอร่อยกว่านี้เยอะ’ หมาป่าบ่นไปงั้นแหละเนื่องด้วยความมีมารยาทจัดจึงค่อยๆก้มลงกินอาหารที่หญิงสาวนำมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ “อร่อยไหม น้ำอยู่นี่นะ” อัตสึโกะจับกระติดน้ำ เทน้ำใส่ถ้วยอีกใบแล้วยื่นให้เจ้าหมาป่าผู้ตีหน้านิ่ง  ‘ข้าคงตอบเจ้าได้หรอกนะ สุนัขปกติที่ไหนมันพูดได้เล่า! ยัยบ้า ยัยงี้เง่า’  สิ่งมีชีวิตสีขาวย่นคิ้ว มนุษย์ตรงหน้ามันไม่รู้ว่าจะยิ้มอะไรหนักยิ้มอะไรหนา ดูเอาเถอะ เจ้าตัวเล่นยิ้มเอ๊า ยิ้มเอา ยิ้มจนหน้าจะบานเป็นจานดาวเทียมอยู่แล้ว  “นี่ ฉันชื่อว่าอัตสึโกะ แล้วคุณล่ะมีชื่อไหม ถ้าไม่มีฉันตั้งชื่อให้เอามั้ย เวลาเรียกคุณว่า 'คุณ' แล้วมันแปลกๆน่ะ” ‘ใครเข้าอยากรู้กันละ!! แล้วพึ่งจะรู้ตัวเหรอว่าเรียกแบบนี้มันแปลก!!” หมาป่าสีขาวแทบสวนกลับทันทีถ้าไม่ติดที่ว่าอยู่ในร่างนี้ แล้วก็นะ..พอมันนึกอะไรออกก็เลย... ‘เอ๊ะ ดะ.เดี๋ยวนะ ตั้งชื่อให้ข้า!!ข้ามีชื่ออยู่แล้วเว้ย! ยัยเด็กบ้า!’   “อื้มม ตัวคุณเป็นสีขาว งั้นก็ชื่อ ชิโระ”  'ไม่เอาเว้ยย!!'  หมาป่าสีขาวสะบัดหน้าแรงๆเตรียมเอาเรื่องมนุษย์ที่มาตั้งชื่อแปลกๆให้มัน “ไม่ชอบหรอกหรอ”   ‘ก็ต้องไม่ชอบอยู่แล้วเว้ย!’ เจ้าสุนัขสีขาวย่นจมูก “งั้นก็..ฟุยุ” อัตสึโกะยังคงเสนอชื่อที่คิดว่าดีต่อไป “ว๊อกก!!”  “ยูกิล่ะเป็นไง”  “ว๊อกก!!” เสียงเห่านี้ยิ่งสะบัดไปใหญ่ ‘เซ้นการตั้งชื่อยัยเด็กนี้ มันห่วยชะมัด”  “สโน ชื่อนี้โอเคนะ” อัตสึโกะยกมือจับปลายคางคิดว่าชื่อนี่ดีสุดๆแล้ว 'ไม่เอาเว้ยย ชื่อนี้ยิ่งแล้วใหญ่เลยเว้ย’  “ว๊อกก!!!”  “''งั้น ยูกิฮิโระ” อัตสึโกะยิ้มบอกว่าชื่อนี้โอเคแล้วนะ ยอมเถอะ  “ว๊อกก!!”  ‘หยุดตั้งชื่อแปลกๆให้ข้าเสียทียัยจอมจุ้น! ข้าชื่อ...”  “นึกออกแล้ว มินามิ! เอาชื่อนี้แหละ” อัตสึโกะยิ้มกว้างออกมาทันทีหลังจากเสนอชื่อที่นึกได้ล่าสุด โดยหารู้ไม่เจ้าของชื่อหน้าเหวอ อ้าปากพะงาบๆแล้ว ‘ยัยเด็กนี้รู้จักชื่อของข้าได้ไง!! เจ้าไปเอาชื่อนี้มาจากไหน!! ข้ายังไม่ได้บอกเลยนะเห้ย’    “นี่ ไม่เห่าแล้ว แสดงว่าชอบชื่อนี้สินะ งั้นเอาเป็นชื่อนี้ละ เนอะ มินามิ” อัตสึโกะค่อยๆเอามือลูบหัวของเจ้าหมาป่าสีขาวที่นั่งนิ่งไม่ไหวติ่ง ‘ยัยเด็กบ้า!! เอามือออกไปจากหัวข้านะ!! แล้วเจ้าไปรู้จักชื่อของข้าได้ไง!!’ มินามิสะบัดตัวออกจากมือของผู้หญิงตรงหน้าพร้อมโวยวายในใจอย่างสงสัยสุดขีด  "ไม่ชอบให้ลูบหัวสินะ ขอโทษ" อัตสึโกะยิ้มแหะๆ "ที่นี่เป็นบ้านเกิดของมินามิใช่ไหม มินามิชอบมันรึเปล่า ฉันน่ะ ไม่ค่อยชอบมันหรอกนะเพราะมันหนาวมากจนทำให้ฉันรู้สึกกลัว'  “….”  'เจ้านิมันอะไรกันนะ ชวนข้าคุยก็เป็นด้วย ข้าเป็นหมานะ!! 'หมา' แต่..บ้านเกิดของข้ารึ’ สุนัขตัวโตเหม่อมองท้องฟ้า บ้านเกิดของมันที่ไม่มีอีกแล้ว เป็นเพียงสถานที่ว่างเปล่าสีขาว สมควรแล้วที่ใครต่อใครจะพากันรังเกียจเดียดฉันท์แม้กับเด็กคนนี้ยังรู้สึกไม่ชอบเพราะความเย็นชา มันอยากตะโกนออกไปนักว่าความหนาวเย็นนี้ก็ไม่ต่างจากใจมันหรอก   “มินามิน่ะ คล้ายหิมะพวกนี้เลยนะ สีขาว นุ่มนวล แต่..มินามิต่างออกไปตรงที่ไม่ได่เย็นเหมือนหิมะพวกนี้ มันชั่งอบอุ่นอย่างประหลาดเลยละ บ้างทีมินามิอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้” อัตสึโกะยิ้มร่า เธอถือวิสาสะเข้ากอดสุนัขตัวนี้อีกครั้ง 'ยัยเด็กนี้ต้องการจะพูดอะไร. ข้าเหมือนหิมะแต่ก็ไม่เหมือนอย่างนั้นหรือ' มินามิเหล่มองเสี่ยวหน้าของคนที่นั่งทำตาเยิ้มจะหลับอยู่แล้ว “รู้ไหม เพื่อนฉันบอกว่า มินามิไม่น่าไว้ใจ แต่..ฉันไม่คิดแบบนั้นหรอก ฉันเชื่อในตัวเธอ แล้วก็... ที่หมู่บ้านนั้นเป็นฝีมือของมินามิใช่รึเปล่า ทำไมถึงต้องทำแบบนั้น ทำไปเพื่ออะไร” "ฟุบ" มินามิลุกขึ้นสะบัดตัวออกจากวงแขนที่โอบรัดรอบคอ มันช้อนสายตาขึ้นจ้องด้วยแววตาขุ่นแล้วก็ได้เห็นดวงตาใส่ซื่อที่ทำให้มันหงุดหงิดขึ้นมา  “ฉันขอโทษที่ถามแบบนั้นนะ” เธอสำนึกผิดด้วยใบหน้าซีดจัด หมาป่าได้ยินเข้าก็ไม่ได้ยินดียินร้าย ค่อยๆหันหลังเดินห่างจากเด็กสาวที่นั่งมึน หาก...  “หมับ!” ขาหลังของมินามิถูกจับด้วยมืออุ่นขนาดพอดี ใบหน้าของหมาป่าจึงหันกลับมาจ้องเขม็งบริเวณเดิม “จะไปไหนเหรอ นี่มันมืดแล้วนะ นอนอยู่ที่นี่สักคืนเถอะ แค๊กๆๆ” อัตสึโกะไอค๊อกแค๊ก เธอกำลังนั่งสั่น ปากซีดเป็นสีม่วงช่ำๆ มินามิทนมองมันไม่ได้อีกต่อไป   ‘ยัยเด็กบ้าเอ๊ยย!!”  มันเอาปากงับชายเสื้อของเด็กสาวที่นั่งไอลากไปทางเต็นท์นอนอย่างคุ้นเคยกับกลิ่นที่สัมผัสได้จากเด็กคนนี้ คงเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของนาง ชั่งเป็นกลิ่นที่รู้สึกประหลาดแล้วยังชวนคิดถึงใครคนหนึ่งเหลือเกิน “ จะให้ฉันเข้าไปนอนเหรอ” 'ยังมีหน้ามาถามข้าอีก!!'  “บ๊อก”  “ถ้างั้น มินามิเข้าไปนอนด้วยกันนะ ไม่งั้นฉันจะไม่ยอมนอนเหมือนกัน” อัตสึโกะชวนหมาป่าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่แฝงความดื้อสุดๆเอาไว้ เจ้าหมาป่าขบเขี้ยวลงอย่างขัดใจ  ‘ยัยเด็กนี่...จะอะไรกันนักกันหนานะ  ทำไมข้าต้องไปนอนในเต็นท์กับเจ้าด้วยเล่า!!’  “น่านะ ไปนอนด้วยกันนะ ” อัตสึโกะขอร้องด้วยแววตาเว้าวอนเจ้าสุนัขป่าที่ยังนิ่ง ‘ทำไมเจ้าต้องมายุ่งกับชีวิตของข้าด้วย! ’ “แค๊กๆๆ” มินามิกำลังด่าเขาอยู่แท้ๆแต่พอเห็นเด็กตัวยุ่งไอหน่อย เจ้าตัวเลยตัดสินใจเดินไปที่หน้าเต็นท์ของเด็กสาว มันยอมเลย ยอมกับความดื้อของเด็กคนนี้ที่เตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง  “มินามิยอมนอนด้วยจริงๆ สินะ” อัตสึโกะยิ้มกว้างดีใจเสียเต็มประดา รีบวิ่งผ่านหน้าหมาป่าเข้าไปเปิดเต็นท์รูปทรงสามเหลี่ยมสีส้มอ่อน ไออุ่นจากข้างในแผ่กระจายออกมาจนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอุ่นเล็กน้อย  ในเต็นท์ไม่มีอะไรมาก นอกจากกระเป๋าขนาดกลาง กองผ้าห่มหลากสีที่ถูกปูยับยูยีอยู่บนพื้นผ้าใบสีส้มพร้อมถุงน้ำร้อนที่ตั้งติดขอบเต็นท์ และแสงจากดวงไฟเวทย์กำลังส่องสว่างจางๆ “นี่ เข้าไปก่อนสิ” อัตสึโกะผายมือเชิญแขกคนสำคัญ ‘ชิ ยัยเด็กบ้า ข้ายอมเพราะไม่อยากเห็นเจ้าหนาวตายหรอกนะ’ มินามิรู้สึกงุ่นง่านแปลกๆ มันกระโดดเข้าไปในเต็นท์แล้วคดตัวนอนลงตรงปลายฟูกก่อนเด็กสาวจะคานเข้ามา อัตสึโกะจับผ้าห่มรอบกายพันตัวเองในท่าทางสั่นเหมือนลูกนกน้อย หนาว หนาว  ‘สมน้ำหน้า คงหนาวสิท่า’ มินามิชำเลื่องมองคนอวดดี “แค๊กๆ” เธอไอออกมาไม่หยุดจนดูทรมารกับการไอนั้น มือของเธอบีบผ่าห่มที่กำแน่นขึ้น ‘โธ่เอ๊ย’ จากที่มินามิตั้งใจจะนอนอยู่ห่างๆจึงต้องลุกเดินเข้าไปทิ้งตัวนอนลงข้างๆเด็กสาว แบบนี้ น่าจะพอช่วยได้ เอา! นอนสักที    อัตสึโกะหันมองเจ้าหมาป่าที่เข้ามาทิ้งกายด้านข้างตาเยิ้ม “ขอบใจนะ ” ‘ชั่งเถอะน่า!’  “ฉันน่ะ ที่เข้ามาในดินแดนแห่งเพราะฉันได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง มันมีตำนานที่น่าสนใจเขียนไว้เกี่ยวกับดินแดนอันเป็นนิรันดร์และราชาผู้สาบสูญ ฉันเลยอยากเห็นมันด้วยตาตัวเอง อยากไขปริศนาของมัน อยากฟื้นฟูวิทยาการและเวทมนตร์ที่สาบสูญไป ถ้าฉันทำได้ ฉันคงช่วยประเทศไม่ให้ถูกประเทศอื่นรุกราน” อัตสึโกะหันมองสุนัขสีขาว "เธออาจไม่เข้าใจหรอก ถึงเมืองของฉันจะขึ้นชื่อเรื่องสันติภาพ แต่ก็ยังถูกเมืองรอบข้างข่มแหงเป็นประะจำ ถ้าวันไหนเกิดอ่อนแอขึ้นมา ฉันเองก็จะสูญเสียมันไป" แววตาของอัตสึโกะทอประกายแห่งความเศร้าครู่หนึ่งก่อนจะถูกกลบด้วยรอยยิ้มหวาน “ฉันแปลกรึเปล่านะที่เล่าเรื่องแบบนี้ให้มินามิฟัง เพราะมินามิเป็นหมา ฉันเลยสบายใจที่ได้ระบายอะไรอบ้าง ฉันเล่าไปมินามิคงไม่รู้เรื่องหรอกเนอะ ฉันน่ะ อยากให้มินามิเดินทางไปด้วยกันนะ เดินทางไปกับฉัน” อัตสึโกะยิ้มเล็กน้อย เธอมองปฏิกิริยาของหมาป่าที่ไม่สนใจฟังสิ่งที่เธอพูด เพราะแน่นอน มันคงฟังไม่รู้เรื่องหรอกแล้วก็ไม่ใช่ธุรกงการของมันด้วย    มินามิเหลือบตามองเด็กสาวที่มันแกล้งทำเป็นไม่สนใจ อัตสึโกะทิ้งตัวนอนลงบนผ้าห่มแล้วเอือมมือดับไฟบนหัวเตียง ‘ยัยเด็กบ้า! ทำไมข้าถึงจะฟังสิ่งที่เจ้าพูดไม่รู้เรื่อง!...’   เจ้าเด็กบ้า ดันทำให้ข้านึกถึงเรื่องที่ไม่อยากนึกได้!เจ้ามันบ้าจริงๆ  เรื่องที่ข้าไม่อยากนึกถึงไม่ว่ากี่ร้อยกี่พันปีก็ไม่อยากนึกถึงเรื่องราวที่ไม่เคยเลื่อนหายไปจากความทรงจำ มันถูกตราตรึงไว้ในหัวใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณเป็นความเลวร้ายที่ฝังลึกลงไป ข้ามิอาจหลุดพ้นจากมัน มันคือสิ่งที่ทำให้หัวใจข้าตายลงช้าๆ อยากตายไปพ้นๆก็ทำไม่ได้เพราะคำสาปกับชีวิตอันเป็นนิจนิรันดร์ 'ยัยเด็กแสบหลับสนิทแล้วเหรอ' มันเดินไปสำรวจเพื่อความแน่ใจ และพอแน่ใจว่าจอมยุ่งหลับไปแล้ว ขาทั้งสี่ของหมาป่าจึงยันกายลุกขึ้นยืนและ…กระโจนออกมาจากเต็นท์สู่ภายนอก   “จะให้ข้าออกเดินทางไปกับเจ้างั้นรึ” มินามิวิ่งทะยานผ่านพายุหิมะไกลออกไปจนถึงบริเวณทิวเขา ฝูงสัตว์ร้ายหิวโหยได้กลิ่นหอมจางๆจากตัวหมาป่า พากันกระโดดออกมารายล้อมสุนัขขาวที่ดวงตางดงามราวกับนภายามอรุณ   “ค๊อกๆ” หมูป่าตัวอ้วนยืนสองขาน้ำลายฟูมปากมีฟันถึงสามแถวแหลมคมประดุจฟันจระเข้ อ้าปากหมายเข้าขย้ำเจ้าสัตว์ขนฟู ราชันย์แห่งดินแดนสีขาวกวาดตามอง “จะว่าไปเนื้อของเจ้าพวกนี้มันอร่อยดีนิน่า ล่าไปฝากยัยเด็กนั้นก็ได้ ”  “ค๊อก!” พวกหมูป่ากระโจมเข้าหาสุนัขป่าที่อยู่ตรงกลางวงล้อมอย่างหิวโหย ราชาสัตว์ป่ากระโดดลอยขึ้นฟ้า ขนสีขาวสะท้อนเข้ากับแสงพระจันทร์เสี้ยว ตาสีฟ้าเป็นประกายสวยทอดมองพวกมันราวกับนักล่าเนื้อที่เหนือชั้นกว่า “จงตายซะ!!” จบคำกล่าวดวงตาสีฟ้าได้เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ปากอ้าเห่าดังก้องบริเวณ...และ... พายุหิมะรอบๆจับตัวแปรสภาพเป็นใบมีดตามคำบัญชาเข้าฉีกกระชากเลือดเนื้อของหมูป่าอย่างบ้าคลั่ง พวกพามันวิ่งแตกกระเจิงคนละทิศละทาง หาก...  “ฉั่ว” ก็ไม่อาจรอดพ้นความตาย “ค๊อก!!” หมูป้าร้องลั่น เลือดสีแดงสดไหลลงหิมะติ่งๆมันดิ้นทุรนทุรานเมื่อร่ายกายเริ่มแข็งจากภายในออกมาสู่ภายนอก จนไม่อาจรับรู้ถึงอุณหภูมิของร่ายกายที่เคยมีมาก่อนหน้าได้อีก ลืมบอกไปถึงความสามารถของข้า นอกจากการควบคุมหิมะไซร์ข้ายังสามารถควบคุมทุกอย่างที่มีองค์ประกอบของน้ำได้แม้กระทั้งเลือด “รู้สึกว่าจะมีหลายตัวเกินไปแหะ” เจ้าหมาป่าขาวแสยะยิ้ม มองสิ่งมีชีวิตที่ถูกล่าวถึงอย่างสมเพช และ..  “ค๊อกก…” ฝังคมเขี้ยวลงไปบนคอมันจนมันสิ้นใจตายในทันที   ร่ายกายของหมูป่าตัวอ้วนถูกกัดกินอย่างกระหายทดแทนพลังงานที่สูญเสียไปในวันนี้ เลือดสีแดงจึงกระเซ็นเข้าใส่ใบหน้า ขน และลำตัวของมินามิเปียกโชกไปด้วยโลหิตสีแดง...   มินามิมองศพที่ไม่ได้กินอีกประมาณเกือบสิบตัว ก่อนกล่าวร่ายภูษาเวทย์ว่า “ด้วยนามแห่งข้า! น้ำแข็งแห่งนิรันดร์จงห่อหุ้ม” น้ำแข็งค่อยๆห่อตัวของหมูป่าที่นอนตายแปรสภาพกลายเป็นลูกบอล ก้อนกลมๆลอยขึ้นบนฟ้ามาอยู่เหนือหัวของเจ้าหมาป่า  “หึ กลิ่นเลือดของพวกมันเหม็นสาบชะมัด!” มินามิกล่าวจบตัวก็มุ่งทะยานไปยังจุดหมายที่ตนต้องการ …………………………..      สถานที่แห่งหนึ่งแสงอาทิตย์ส่องแสงสว่างเรืองวับตลอดทั้งวัน มิอาจมีกลางวันกลางคืน ฝูงสัตว์น้อยใหญ่พากันพักอาศัยอยู่ใต้ต้นไม้ที่ดูร่มรื่น บนเนินผาสูงใหญ่น้ำพุผุดไหลลงมาตามสายธารน้ำเล็กๆที่ล้อมรอบด้วยความเขียวชอุ่มของดอกไม้ใบหญ้า     สถานที่แห่งนี้คือ สวนศักดิ์สิทธิ์ในมิติแห่งกาลเวลา สวนที่ถูกปกคลุมไปด้วยพลังชีวิตของต้นไม้แห่งชีวิตและเป็นที่อยู่อาศัยของ...  “…จงเปิด” เสียงเอื่อนเอ่ยดังเข้ามาในดินแดงแห่งนี้ทำให้ฝูงสัตว์ป่าต่างชะโงกดูเงาของผู้มาเยือน พวกภูติจิ๋วที่กำลังบินวอนอยู่รอบต้นไม้รีบหยุดบินมารวมตัวกันเพื่อต้อนรับแขกคนสำคัญที่หายหน้าหายตาไปเนินนาน      จังหวะที่หมาป่าสีขาวก้าวเข้ามา ขนสีขาวค่อยๆหายไปช้าๆ ใบหูชี้แหลมหดสั่นลงในขนาดที่เท่ากับใบหูมนุษย์ ดวงตาสีฟ้ากระจางค่อยๆหม่นลงจนเป็นสีดำสนิทของท้องฟ้ายามราตรี  มันลุกขึ้นยืนสองขา ใบหน้ายาวของสัตว์ป่าเปลี่ยนเป็นใบหน้าของหญิงสาวที่ดูเท่ หางของมันสลายไปช้าๆ ผมสีทองสั้นปรากฏขึ้นมาแทนขนสีขาวฟู่ๆ  จนในที่สุด… ร่ายกายของเจ้าหมาป่าสีขาวก็กลายเป็นร่ายของมนุษย์หญิงตัวเล็กที่มีแววตาสีดำสนิท เรือนผมมีทองประกายอ่อนๆอยู่ในชุดขนหมาป่าสีขาวที่มีเลือดสีแดงติดเต็มเนื้อเต็มตัว   “อิ๊งงง” ลูกหมาป่าน้อยเห็นการกลับมาของเจ้านายส่งร้องอ้อนแล้วเดินเเอาหัวเข้าไปถูๆไถ่ๆกับหน้าขา "เจ้าตัวโตขึ้นนะ คุมะ" ร่างเล็กยกมือลูบหัวสัตว์เลี้ยงตัวโปรด “น่าแปลกที่ท่านไปยุ่งกับมนุษย์ แล้วท่านกลับเข้าช่วยเขาไว้ ” “ดูอยู่ด้วยรึ อย่ามายุ่งกับข้าให้มันมากน่า ลินดา” มินามิบอกปัดอย่างรำราญก่อนย่อตัวลงเพื่ออุ้มลูกหมาน้อยขึ้นมาแยู่ในอ้อมกอด  “ดูสภาพของท่านเข้า เต็มไปด้วยเลือดอีกแล้ว เมื่อไหร่ท่านจะกลับมาในสภาพที่ไม่เหม็นสาบแบบนี้ มันคำให้ที่แห่งนี้ต้องมัวหมอง” ภูติน้อยอีกตนพูดจาดูถูกมินามิอยู่บนกิ่งกานของต้นไม้แห่งชีวิต ต้นไม้อันกำเนิดชีวิตของทุกสรรพสิ่ง “นับวันเจ้ายิ่งน่ารำคาญกว่าลินดาอีก บาร์บาร่ายัยภูติฟันกระต่าย” มินามิไม่แยแสต่อคำพูดแล้วปล่อยเจ้าคุมะลงบนพื้นไปเล่นกับคู่แฝดที่ชื่อว่า พู “ท่านว่าใครห๊ะ!!” ภูติน้อยรู้สึกโกรธ มันยืนชี้หน้าด่าราชาอยู่บนกิ่งไม้ด้วยแววจาวาวโรจ “หึ อย่าดีกว่า ถ้าเจ้ายังไม่อยากตาย”  "หน่อย!!" ภูติน้อยย่ำเท้าบนกื้งไม้อย่างขัดใจ ความจริงก็ไม่กล้าเข้าไปต่อสู้กลัวราชาแห่งสัตว์ป่าจะทำให้พื้นดินศักดิ์สิทธิ์ต้องเสียหาย “ข้าแค่จะกลับมาบอกว่า ข้าจะออกเดินทางน่ะ” อยู่ๆมินามิก็โพล่งขึ้นท่ามกลางความมึนของภูติ เธอจับเสื้อผ้าเปื้อนเลือดถอดวางไว้ข้างต้นไม้แล้วเดินลงไปในแม่น้ำเบื้องหน้า “ข้าบอกท่านกี่ครั้งแล้ว!ว่าห้ามมาอาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์ ที่ท่านจะเดินทางมันหมายความว่าอย่างไร ท่านพึ่งจะกลับมาได้ไม่นานเองนะ” เจ้าภูติน้อยย่นหัวคิ้วลงอย่างขัดใจ ทำไมราชาของพวกตนถึงได้ทำตัวลอยไปลอยมาอย่างนี้ “บ่นไปได้แมรี่  ข้าแค่จะหาอะไรทำแกเบื่อ” พอพูดถึงประโยดหลังแววตาของมินามิกลับเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด “แสดงว่าท่านจะพาพวกมนุษย์เข้าไปสำรวจเมือง” ภูตินามว่าแมรี่ถามอย่างแปลกใจ ก็.. ไม่ค่อยจะได้เห็นนายตนลงไปยุ่งกับพวกคนเสียเท่าไหร่ นานจะเป็นห้าหกร้อยปีแล้วมั้ง “ก็นะ ถึงวิทยาการเวทย์กับคัมภีร์จะถูกเก็บไว้ข้าก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี สู้ให้ยัยเด็กนั้นเอาไปทำประโยชน์ดีกว่า ส่วน.. เรื่องราวที่มากกว่านั้นข้าคงให้ยัยเด็กนั้นรู้ไม่ได้” “ท่านจะให้เด็กคนนั้นถอนคำสาป…” “ฟิ้ว” แมรี่แทบบินหลบน้ำแข็งที่พุ่งเข้าใส่แทบไม่ทัน “พูดเป็นเล่น!! ยัยเด็กบ้านั้นไม่มีทางถอนคำสาปให้ข้าได้หรอก!” มินามิตะคอกเสียงดัง คร้้นรีบลุกจากน้ำที่นั่งแช่จนกระเพื่อมสั่นไหวดัง ‘พึ่มพั่มๆ’  “ท่านกำลังจะไปไหน” ลินดาถามคนที่ค่อยๆเปลี่ยนร่างของตัวเองกลายเป็นสัตว์อสูรสีขาว “กลับไปหาพวกมนุษย์” จบคำพูด ทุกอย่างก็หายไปอย่างรวดเร็ว เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นไอที่สัมผัสได้ว่า เมื่อกี้มินามิได้กลับมา “ทำไรจองหองไม่เคยเปลี่ยน” บาร์บาร่าสถบอย่างไม่พอใจ ครั้งล่าสุดคืนวันเพ็ญ มินามิกลายร่างเป็นหมาป่าและพยายามจะกลับมายังดินแดนสีขาว แต่ดันเกิดเรื่องเมื่อสวนทางเข้ากับ ‘ลามิอา’ ที่กำลังทำลายหมู่บ้าน ทั้งสองฝ่ายจึงเกิดการปะทะกันครั้งใหญ่ และผลก็เป็นอย่างที่เห็น ไม่เหลืออะไรนอกจากความเสียหาย เจ้าตัวได้ไล่ตอนลามิอากลับเข้ามาทางฝั่งเมืองต้องสาปหรือจะเรียกอีกชื่อของมันว่าแดนสีขาว ด้วยกำลังเพียงลำพังแลัวสร้างอาณาเขตป้องกัน มิให้สัตว์อสูรเข้าใกล้ตัวเมืองอีกฝากที่ถูกทำลาย ที่นี้ก็ต้องรอจนกว่าพวกมนุษย์ชาวเมืองจะตามไปซ่อมละนะ แต่ท่านมินามิก็เล่นกัดพวกลามิอาซะไม่เหลือซาก    พวกภูติอย่างเธอมีหน้าที่ต้องค่อยช่วยแก้ไขเรื่องยุ่งๆอย่างนี้ละ แต่เรื่องที่ว่าจะไม่รวมถึงเรื่องมนุษย์คนอื่น ยกเว้นจะถูกมินามิขอ     กรณีเงื่อนไขในการเปลี่ยนร่างเป็นหมาป่าของมินามิที่ไม่อาจเลี่ยงได้คือวันเพ็ญและคืนเดือนดับ ทั้งสองจะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน หากวันใดเป็นวันเพ็ญมินามิต้องอยู่ในร่างหมาป่าโดยไม่สามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นมนุษย์ได้และในทางกลับกัน หากวันใดเป็นคืนเดือนดับ มินามิจะไม่สามารถเปลี่ยนร่างเป็นหมาป่าได้ “ลินดา ท่านมินามิน่ะ” แมรี่เข้ามาจับไหล่คนที่ไม่ได้ต่างไปจากมินามิเลย  “ข้ารู้ ท่านมินามิกำลังเปลี่ยนไป…. บางทีคำสาปของท่านมินามิ มันคงถึงเวลาแล้ว….”   …………………………………………………………………………………………………………………………
  11. Ch.4 มิตรหรือศัตรู   รถเกวียนวัวลากผ่านหิมะเป็นทางยาวเข้าสู่เมืองสีขาวตลอดระยะทางยี่สิบกิโลห่างจากสถานที่เกิดเหตุอันน่าสะพรึงกลัวได้ร่วมสองชั่วโมง แต่คนในรถยังนั่งขวัญผวา หน้าตาไม่สู้ดีกันอยู่นัก กระทั่ง... “กึก” ล้อของรถหยุดลงเมื่อตกลงสู่หลุมหิมะขนาดใหญ่ พวกวัวพากันออกแรงดึงสุดกำลังเพื่อลากรถขึ้นจากหลุมแต่ล้อของรถก็ไม่มีท่าทีว่าจะขยับ  "คงไปต่อไม่ได้แล้วสินะ" มาริโกะบ่นอย่างหัวเสียท่ามกลางสายตาสงสัยของคนในรถ "โห่ ตกไปลึกเลยแหะ" อัตสึโกะโผล่หน้าออกมาดูเหตุการณ์ ก่อนจะตามด้วยฮารุนะ  “เราลงไปอัญเชิญสัตว์เวทย์ดีกว่า  เดี๋ยวมันจะมืดเสียก่อน เรายิ่งไม่ชินทางกันอยู่” ว่าแล้วฮิเมะก็เอือมมือจับเข้าที่บริเวณไม้ข้างรถเกวียนวัวแล้วก้าวกระโดดลงพื้นหากผลของความไม่ระวัง เธอจึงหวิดลื่นหงายหลังไปหวัดกับพื้น  โชคดีที่ซาเอะคว้าเสื้อผ้าของอัตสึโกะได้ทันการ ทุกคนจึงถอนหายใจถ้วนหน้า “ขอบคุณนะ” อัตสึโกะยิ้มแหะๆอย่างนึกอาย “จริงๆเลย”ซาเอะค่อยๆปล่อยอัตสึโกะลงพื้นช้าๆอย่างระวัง หิมะพวกนี้มันสูงจะตาย ดูสิ ปล่อยอัตสึโกะลงไป หืมะขึ้นมาเกือบถึงเข่า "ขอบใจจ้า" "คราวหลังก็ระวังตัวหน่อยละ" ซาเอะตำนิของน้องสาวเสียงดุ ก่อนหันไปทางมาริโกะที่ดูเหมือนจะเจอปัญหาใหญ่เข้าเสียแล้ว “นี่ ไม่ลงไม่ได้หรอมาริจัง”ฮารุนะเริ่มหน้างอในขณะคนอื่นค่อยๆทยอยลงรถ “ลงมาเถอะน่า หรือว่าเธออยากจะร่ายเวทย์ให้รถเกวียนวัวนี้มันลอยขึ้นมาจากหิมะทั้งวันล่ะ มีหวังทำแบบนั้นได้เหนื่อยตายพอดี”  “แล้วของกับรถละจะทำยังไง ถ้าเราทิ้งมันไว้เดี๋ยวของก็หายหมดหรอก” หญิงสาวหาข้ออ้างมาอ้างเพื่อที่จะไม่ต้องลงจากรถ อากาศที่นี่มันไม่น่าพิศมัยให้เดินทางเลย บึ้น หนาวก็หนาว เย็นก็เย็น “ก็.. ใช้สัตว์อัญเชิญขนของเอาสิ ส่วนไอ้รถนี้เราก็ร่ายเวทย์ป้องกันไว้” ฮารุนะหน้าบูดยิ่งกว่าเดิม  “แต่ฉันไม่อยากลงนิ ดูซิ หิมะพวกนี้หนาวจะตาย” “น่าลงมาเถอะ” มาริโกะคิดไปก็ขำกับท่าทางเหมือนเด็กที่กำลังจะตายเมื่อเจอกับอากาศเย็นๆ ดู๊ดู ดูทำเข้า ยังมีการยกมือมากอดตัวเองอีก น่ารักไปไหนนะ ฮารุนะ “ไม่เอา ไม่ลง” ฮารุนะส่ายหน้า ดูท่าจะไม่ยอมลงจากรถเป็นอันขาด   “ยัยฮารุนะเอาอีกแล้วแหะ เอารับ” ซาเอะแอบมองคนงอแงพลางโยนของส่งให้ยูโกะช่วยขนลงไปด้านล่าง  “ก็เรื่องปกติหนิ” เจ้าตัวกล่าวเสียงสะบัดพร้อมก้าวขาฉับๆถอยห่าง ซาเอะเลยบ่นอุบอิบในใจ ครั้งต้องถอนหายใจเพราะไม่รู้ว่ายัยเพื่อนตัวเล็กไปกินรังแตนที่ไหนมา อยู่ดีๆก็มาพาลใส่กันเฉยเลย     “ลงมาเถอะเนียวโร ไม่งั้นฉันทิ้งเธอไว้ที่นี่จริงๆนะ” มาริโกะจ้องจะทำตามที่พูด เตรียมยกมือขึ้นมานับหนึ่งถึงสามล่ออีกฝ่ายลงมา “ดะ..เดี๋ยวสิมาริจัง ฉันยอมแล้ว..” ฮารุนะหน้าจ๋อยสนิท "แต่...ช่วยหน่อยสิ" "อะไรของเธอเนี่ยย จะลงแล้วยังต้องเดือดร้อนฉันอีก ก็ได้ๆ ส่งมือมาสิ" เมื่อเจอสายตาอ้อนของฮารุนะเข้าไป มาริโกถึงต้องเบนหน้าหนีแล้วนำมือของตัวเองประคองร่างบางลงมาช้าๆซึ่งหลังจากที่ปลายเท้าของฮารุนะได้สัมผัสกับพื้นหิมะก็โผเข้ากอดเธอแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย... “บื่ยย หนาวอ่ะ มาริจัง”  “นี่ มากอดฉันทำไมกันเล่า!”มาริโกะใจตกไปอยู่ตาตุ้ม เอามือดันตัวนุ่มๆของฮารุนะออกก่อนที่จะเผลอตัวปล่อยใจแสดงกริยาใดๆออกมาให้เขารู้ ว่ามันคิดไม่ซื่ออยู่ ‘ปล่อยฉันเถอะ ฮารุนะ!!’ ถ้าฉันทำอะไรแปลกๆกับเธอจะมาโทษฉันไม่ได้นะ   ยูโกะคิ้วกระตุกหลังจากเห็นภาพที่ฮารุนะพุ่งเข้ากอดมาริโกะ เธอเม้มปากเข้าหากันเองอัตโนมัติ ‘ทีกับฉันล่ะชวนทะเลาะเอา ทะเลาะเอา ทีกับมาริโกะล่ะ... เชอะ’ ฉันในสายเธอมันแค่คนงี่เง่าน่ารำคาญคนหนึ่งสินะ ฉันมันไม่เคยมีค่าในสายตาเธอเลย ฉันเจ็บ เธอได้ยินมั้ยฮารุนะ    ยูโกะแกล้งก้มหน้าจัดของต่อโดยไม่สนใจมาริโกะกับฮารุนะอีก เพราะขืนสนใจไปก็เป็นฝ่ายเธอเองที่เจ็บเปล่าๆ เจ็บที่เขาให้ความสนใจคนอื่นมากกว่า       ด้านคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรกำลังเตรียมตัวร่ายเวทย์อัญเชิญโดยลากฝ่ามือผ่านหิมะเป็นวงเวทย์สีขาวรูปดาวหกเฉกที่บรรจบกันพอดี ข้างในมีอักขระเวทย์เขียนไว้ที่ปลายของดาวทั้งหก เป็นสัญลักษณ์ของทิศทางทั้งสี่ โดยทิศเหนือได้เขียนสัญลักษณ์ทิศเหนือ ทิศใต้เขียนสัญลักษณ์ทิศใต้ ทิศตะวันออกเขียนสัญลักษณ์ออก และตะวันตกก็เขียนสัญญาลักษณ์ตะวันตก  เธอวาดวงเวทย์เสร็จก็นำมือเย็นเฉียบยืนไปในวงกลมจนเกิดแสงเวทย์สีขาวพุ่งเป็นเเส้นตรงและสัตว์อัญเอิญของเธอก็ปรากฏตัวออกมา “เหมียว~” เจ้าพอตตัวน้อยหล่นลงมาในอ้อมแขนของเด็กสาว เธอยิ้มและมองมันอย่างเอ็นดู ก่อนนำฝ่ามือที่สวมถุงมือสีขาวลูบหัวเจ้าตัวกลมเบาๆ “ทำไมฮิเมะเรียกพอตออกมาล่ะ”ซาเอะเดินมาถามอย่างแปลกใจ สถานการณ์อย่างนี้มันน่าอัญเชิญสัตว์ตัวอื่นมากกว่า อีกฝ่ายก็มีสัตว์เลี้ยงเก่งๆเยอะ ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้พอตนิน่า หญิงสาวเลิกคิ้ว “พอตมันตัวนุ่มแล้วอุ่นด้วยนิ อัญเชิญออกมาไม่ได้หรอ”  ‘ไม่น่าถามเลยแหะ ’ ลืมไปว่า อีกฝ่ายเอาแต่ใจสุดๆ  “ฉันไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย งั้นฉันเอาบ้างซิ ให้ฉันอัญเชิญบ้าง”     “เอ๋” อัตสึโกะร้องอุทาน  จู่ๆ ซาเอะก็เดินไปบ่นอะไรงึมงำๆอยู่คนเดียวไม่รู้  “แด่สัตว์เทพแห่งประจิมทิศ ผู้ควบคุมสายลมทั้งมวลเอ๋ยจงสดับรับฟังคำเรียกขานแห่งข้า ด้วยเลือดแห่งข้านี้ขอถวายให้ท่าน จงปรากฏกายขึ้นมา สู่เบื้องหน้าข้า ณ บัดนี้!!”  วงเวทย์สีเขียวค่อยๆปรากฏเกิดขึ้นมาตามคำกล่าว ซาเอะยกมีดกีดนิ้วตัวเองจนเลือดค่อยๆหยดไหล เขายืนมือเข้าสู่วงเวทย์สีเขียว ปล่อยเลือดสีแดงไหลลงสู่วงเวทย์ที่รองรับ ไม่นานพอเลือดสัมผัสกับวงเวทย์ แสงสีขาวอมฟ้าก็สว่างจ่า พลั้นสายลมได้พัดพาหิมะขึ้นบนฟ้า  พวกอัตสึโกะต้องรีบหาที่ยึดจับเพื่อไม่ให้ปลิวสะบัดไปตามแรงลม “ครางง!!” เสียงคำรามดังก้องภูเขาโดยรอบก่อนที่สายลมทั้งหมดจะถูกดูดกลับเข้าหาสิ่งมีชีวิตที่ยืนเป็นศูนย์กลาง.. เสือโคร่งสีขาวตัวใหญ่ ดวงตาสีเหลืองอำพันมีเขี้ยวแหลมสะท้อนกับแสงตะวันรอบๆตัวเต็มไปด้วยสายลมหมุนวน ยืนสง่าอยู่ท่ามกลางหิมะสีขาวสายตาของมันจับจ้องคนที่เรียกออกมาและก้มหัวลงต่อหน้า   “ยัยบ้า!! จะเรียกเบียคโกะออกมา ทำไมไม่บอกกันก่อน ฉันเกือบปลิวแล้วรู้ไหม!!” ยูโกะตะโกนหลังจากตั้งตัวได้รีบกระโดดเข้าหาซาเอะ หมายคิดบัชชีแค้น   “แหะๆ ขอโทษๆ” ซาเอะพูดแบบไม่สำนึกผิดเลยสักนิด  “ไม่สำนึกผิดกันเลยนิหว้า เฮ้ย!”  “ก็ขอโทษไปแล้วไงไอ้ลุงเตี้ย แกดูดิ คนอื่นเขาไม่เห็นโวยวายกันเลย” ซาเอะหัวเราะชอบใจแล้วชี้นิ้วไปทางมาริโกะที่ยืนจับรถเกวียนวัวอยู่ “แกรู้ได้ไงว่าคนอื่นเขาจะไม่โวยวายวะ แกดูมาริโกะซามะดีๆดิ” ไม่พูดแค่นั้น ยูโกะยังรีบกระโดดถอยออกห่างจากจุดที่ยืนอยู่ เพราะ... “เปรี๊ยะๆ” มาริโกะฉุดขาดหลังจากตั้งตัวได้ เธอไม่รอที่จะยกมือถือคันศรขึ้นเล็งใส่ซาเอะที่ยังยืนเล่นกับเบียคโกะแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว “ มาริโกะซามะ!! ฉันสำนึกผิดแล้ว ขอโทษค่ะ ขอโทษ” ซาเอะรีบก้มหัวลงพื้นแบบไม่คิดชีวิต “ที่หลังจะทำอะไรก็บอกกันก่อน เข้าใจไหม!”  “เข้าใจแล้วค่ะ” “งั้นก็จำไว้ด้วย!” มาริโกะกล่าวตักเตือนเป็นครั้งสุดท้าย แล้วค่อยๆลดคันธนูลง “ค่ะ”  “งั้นก็...” “คราง!!” ขณะที่เสียงสุดท้ายของมาริโกะจะได้เปล่งออกจากลำคอนั้น กลับมีเสียงสัตว์ป่าดังคำรามก่องสั่นสะท้านพิภพแทน ก่อนที่สัตว์ร่างกายมหึมามีเขี้ยวเล็บเป็นอาวุธติดปลายหางเหล็กเคลือบยาพิษร้ายแรง กระโจกเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังพวกเธอโดยที่ยังไม่มีใครได้ตั้งตัว..      มาริโกะรีบตะโกนเรียกเหล่าน้องๆมารวมตัวกันตั้งเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกละหุก “ไอ้พวกสัตว์อสูรเดนตาย!” ซาเอะสบถ เธอเรียกเบียคโกะไว้ก่อนมันจะทำอะไรพลีพลามเกินคำสั่ง “มันติคอร์ มันมาอยู่ถึงนี้เลยหรอ” อัตสึโกะมองสำรวจจำนวนมันคราวๆ '10 20 ไม่สิ 30 ตัว' *มันติคอร์ สัตว์อสูรที่มีศีรษะเป็นมนุษย์ ร่างกายเป็นสิงห์โต หางเหมือนแมงป่อง มีฟันสามแถวและสามารถยิงหนามออกมาจากหางได้ดั่งคันศรธนูซึ่งพิษของมันร้ายแรงมากหากโดนเพียงนิดก็รอพบยมทูตอยู่ที่ปรโลกได้เลย  “มันมาอยู่นี้ได้ไงชั่งมันก่อน มาหาทางจัดการมันดีกว่าน่า…” มาริโกะเหงื่อตก  มันติคอร์ไม่ได้ฆ่าง่ายๆเลยเพราะผิวหนังของมันสามารถต้านทานเวทย์ได้ทุกชนิด ถ้าลองคำนวนเล่นๆดู พวกเธอต้องสู้กับมันหกตัวต่อคนหนึ่งคน แบบนี้จะไหวหรือ พวกนี้ไม่ได้กระจอกๆอย่างที่ผ่านมาด้วย   “คราง!!” มันติคอร์ส่งเสียงคำรามอีกครั้งและครั้งนี้พวกมันเดินดุ่มๆเข้าหาเหยื่อตัวน้อยๆที่ก้างบาเรียป้องกันเป็นหกเหลี่ยม มันใช้กรงเล็บซ้ายขวาตบตะกุยเข้าหาบาเรียด้วยความรุนแรงดัง ตุ้มต้าม เล่นเอาคนกางแทบทรุดลงกับพื้นที่ยืนยั่งอยู่ อัตสึโกะข้อความคิดเห็นของคนในกลุ่มเพราะดูท่าทางอีกไม่นานบาเรียคงถล่มลงมา “มาริโกะซัง เอาไงดี แบบนี้พวกเราแย่แน่”  "แป๊บบนะอัตสึโกะ เอางี้ ซาเอะคุมครองอัตสึโกะ ยูโกะอัญเชิญราชสีห์เพลิงสมทบกับซาเอะ ส่วนฮารุนะเธอมากับฉัน พวกเราจะฆ่าพวกมันในระยะประชิด ทุกคนเตรียมตัวนะ..” “ตุ่ม!” “วิ้งๆ” กรงเล็บของมันดิคอร์กระเทือกลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆบ้างก็เอาหางฝาดบาเรียจนเกิดการสั่นสะเทือน “จะทำอะไรกันก็รีบๆหน่อยสิ” อัตสึโกะเหงื่อแตกพรึดๆเธอจับเคทาเวทย์ชูขึ้นฟ้าอัดเวทย์ขึ้นไปพลักมันติคอร์ออกห่างจากบาเรีย เธอซื้อเวลาไว้ได้ไม่มากนะ  “ฮิเมะพยายามควบคุมเวทย์ให้อยู่ลั ฉันจะอัญเชิญซูซาคุออกมา แล้วนับหนึ่งถึงสาม ให้ทุกคนเข้าประจำที” “เข้าใจแล้ว! แต่เร็วๆหน่อย มันกรู่เข้ามากันอีกแล้ว” ไม่พ้นถึงนาที มันติคอร์ที่ถูกเวทย์ผลักออกก็กลับเข้าโจมตีบาเรียด้วยความเดือดอีกครั้ง  “ระวังนะ” มาริโกะเตือนทุกคนครั้งสุดท้าย เธอวิ่งห่างจากจุดที่มีคนอยู่มากจนเกือบสุดขอบบาเรียพึมพำร่ายเวทย์อัญเชิญนกไฟหนึ่งในตำนานเทพพิทักษ์ทิศทั้งสี่ ผู้ครองครองพลังไฟแห่งสุริยันซึ่งเผาไหม้ความชั่วร้ายทุกอย่างให้มอดมวย “แด่สัตว์เทพแห่งทักษิณผู้ควบคุมไฟทั้งมวล ด้วยพันธะสัญญาแห่งข้า ข้าขออัญเชิญท่านให้ปรากฏกายขึ้นมาบนพิภพแห่งนี้!” มาริโกะเอาดาบทิ่มลงไปบนนิ้วแล้วยืนมือไปด้านหน้าที่ปรากฏวงเวทย์รูปดาวหกเฉกสีแดงเพลิง พร้อมในเวลาเดียวกันกับวงเวทย์ของมาริโกะเริ่มเรืองแสง เสียงอีกเสียงก็ดังไล่หลัง “ด้วยนามแห่งข้า สัตว์อสูรแห่งเพลิงเจ้าป่า ราชสีห์ผู้ทรงพลังจงปรากฏกายออกมา ณ บัดนี้!”  "ปึง!" จบคำร่ายเวทย์ทั้งสอง เพลิงสีแดงมหากาฬสองสีได้พุ่งประสานกันเป็นไฟร้อนระอุประดุจลาวาไหลปกคลุมไปทั่วบาเรียจนหิมะรอบๆกลายเป็นน้ำเดือดดัง “ปุดๆ” ความร้อนจากภายในยังขับไล่มันติคอร์ถอยออกห่างสิ่งอันตรายอีกครั้ง   มนุษย์ด้านในบาเรียหลบอยู่ในหมอกควันได้ไม่นานเสียงสัญญาณแห่งการเตรียมตัวก็ดังขึ้นมา “1” “2” “3” “สลายบาเรียได้!” “เพล้ง!” “ฟุบ” “ฟุบ” “ฟุบ” “ฟุบ”  จบคำสั่งแสงทั้ง 4 ก็กระจายตัวออกไปตามทิศต่างๆที่มาริโกะได้กำหนดไว้ อัตสึโกะอยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้งสี่ที่เข้าคุ้มกัน ซ้ายคือสิงโตเพลิงตัวใหญ่ดวงตาแดงเหมือนทับทิม ขนเป็นไฟทั้งตัวพร้อมเผาไหม้ทุกสิ่งที่เข้ามาใกล้เจ้าของที่อยู่บนหลังสวมชุดนักรบเกราะเบา ถือดาบยาวทำจากเหล็กชั้นดี ฝังด้วยนพรัตน์ 9 ประการเป็นรูปพวงมาลัยเรือมีความสามารถแปรเปลี่ยนเวทย์ต่างๆตามที่เจ้าของมันต้องการ และที่เอวของผู้ถือดาบยังมีมีดสั้นติดตัวอีกสี่เล่ม ถัดมาด้านขวามีเทพแห่งสายลม ‘เบียคโกะ’ เสือโคร่งสีขาวตัวใหญ่ที่มีสายลมพัดอยู่รอบกายเหมือนผ้าแพร่ของนางเทพอัปสร เจ้าของที่อัญเชิญอยู่ในชุดนักรบคล้ายกับยูโกะ มือสองข้างถือดาบเวทย์คมกริบสร้างจากเขี้ยวของสมิงป่าร่วมกับวิญญาณพรายน้ำสิบสองดวง ตัวดาบเลยเป็นสีเหลืองอมเทาที่ไม่ยาวนักทั้งสองเล่ม      บนหัวของอัตสึโกะคือ นกไฟซูซาคุ นกที่มีกายเป็นเพลิงมีขนสีแดงสดประดุจสีเลือดดวงตาสีเหลืองอ่อนและหางยาวสลวยเป็นแพ บนตัวของซูซาคุมีผู้หญิงอยู่สองคน คนหนึ่งเปลี่ยนไปใส่เกราะหนักถือดาบยักษ์ที่มีสายฟ้าดัง“ เปรี๊ยะปร๊ะ” ออกมารอบๆ และผู้หญิงอีกคนอยู่ในชุดจอมเวทย์สีม่วงถือคทาเวทย์ออกมาเตรียมรับมือกับปีศาจที่หมายโจมตี    “ฮารุนะ เรียกกรีฟฟอนออกมา ฉันจะให้ซูซาคุเข้าไปโจมตีมัน ไม่รู้ว่าฮิมะจะควบคุมพลังของคทาได้นานเท่าไหร่” มาริโกะออกสั่งคนข้างกายด้วยท่าทางเร่งรีบแล้วทอดมองผ่านไปยังผู้หญิงบนหลังแมวยักษ์ที่ถือคทาเวทย์ทำจากต้นไม้พันปี รูปร่างคดงอ หัวของคฑาทำจากหินสีใส ลูกกลมๆซึ่งเกิดจากผลึกน้ำตาของนกฟินิกซ์ที่ยังไม่ล่วงหล่นลงพื้น ภู่ของคทาทำจากขนของเบียดโกะ ซูซาคุ เซริว และเกนบุ ถักเป็นเปียสีสายผูกมัดไว้รอบฐานวางลูกแก้วของคทา นอกจากนี้ส่วนประกอบของมันอย่างเกิดจากการรวมตัวกันของพลังสีขาวและพลังสีดำที่ทำให้ทั้งคทานั้นดูเป็นปริศนาหากก็เปี่ยมด้วยแสนยานุภาพในการทำลายล้าง   ฮารุนะพยักหน้ารับคำสั่งเธอจับคทาในมือแน่นอย่างสั่นกลัวก่อนกระโดดลงจากหลังของซูซาคุเพื่อร่ายเวทย์อัญเชิญ…            ตอนนี้อัตสึโกะกำลังโดนมันติคอร์จำนวนมากโจมตีใส่ด้วยความเร็วที่เหนือชั้น โชคดีที่อัตสึโกะป้องกันอย่างระวังเพียงไม่นานพวกมันก็กระโจนเอาฝ่าเท้าอัดกระแทกใส่บาเรียที่อัตสึโกะพึ่งสร้างมาดๆ “ตั่ม!”  “ชิ” อัตสึโกะหัวเสียใส่พวกมันที่ตายยากเย็น เข้าโจมตีไม่หยุดสักที “พอต! กระโดดเข้าตะปบมันเลย!” “แงวว …ควับ” พอตคำรามเสียงดังก่อนกระโจนเข้าหามันติคอร์ตามคำสั่ง เล็บแหลมของมันง้างตะปบเข้าที่หน้ามันติคอร์ด้วยความเร็ว และ.. “ฉั่ว” ใบหน้าของมันติคอร์มีเลือดไหลเป็นทางยาวส่งผลให้มันโกรธจัดจึงยกหางแทงใส่อัตสึโกะด้วยความรวดเร็ว!! ซึ่งพอตยังไม่ทันตั้งตัวกระโดดหลบไม่ทัน คนบนหลังนั่งนิ่งพยายามตั้งสติ ยกคฑาขึ้นมากันสิ่งที่พุ่งเข้าหา.... แต่ “ฮิเมะ!!” ยูโกะตาโตเบี่ยงเข้าไปช่วยอัตสึโกะ หากหางของมันคิคอร์ยังไม่ทันเข้าถึงตัวหญิงสาว…. “กริฟฟอน!” “ควับ” ร่างของอัตสึโกะกับพอตถูกยกลอยขึ้นฟ้าก่อนที่เข็มพิษจะปักโดนตัว โดยสิ่งมีชีวิตร่างกายเป็นครึ่งนกอินทรีครึ่งสิงโตมีส่วนหัว ขาหน้าและปีกเป็นอินทรี ลำตัวกับขาหลังเป็นสิงโตส่วนหางของมันเป็นงู ขนบนหลังเป็นสีดำ ขนที่อยู่ด้านหน้าเป็นสีแดง และขนปีกเป็นสีขาว “ไม่เป็นไรนะ” ฮารุนะถามคนห้อยต่องแต่งอยู่บนจะงอยปากของกรีฟฟอน ขณะนี้เธอกำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่าบัคให้ยูโกะ ซาเอะ และก็มาริโกะใช้ป้องกันตัวเวลาสู้กับเข็มพิษของมันติคอร์  “ขอบใจนะ ทันเวลาพอดี” อัตสึโกะหันไปขอบคุณคนที่อยู่บนหลังกรีฟฟอน ก่อนที่ตัวจะถูกปล่อยลงพื้น ดัง “ตุบ”     “จั่ว” ซาเอะเอาดาบแทงเข้ากลางลำตัวมันติคอร์จนมันร้องคำรามและทิ้งตัวลงพื้น “ตั่ม”  “เสร็จไปหนึ่งละ” ซาเอะพูดออกมาเบาๆ ก่อนที่.. “สู่ม” ลูกไฟผ่านหลังของซาเอะเข้าปะทะหน้าของมันติคอร์เต็มๆ มันมึนงงเล็กน้อยแต่ก็ไม่เป็นอะไรหลังจากเผาไหม้ของเพลิงหายไป “ระวังหน่อยซิ!”  “ขอโทษที แต่ขนาดไฟของซูซาคุยังทำอะไรไม่ได้เลยแหะ ไอ้พวกนี้มันปีศาจชัดๆ” ซาเอะเอามือสั่งเบียคโกะยักษ์กระโดดหลบพวกมันติคอร์ที่หมายพุ่งเข้ามา   ดวงตาของมันติคอร์สะท้อนความแค้นและความดุร้าย มันไม่รอช้าให้เหยื่อของมันได้ขยับตัวหนีเป็นครั้งที่สอง กระโจนแยกเขี้ยวตะปบลงตรงที่ซาเอะอยู่แต่ความเร็วของเบียคโกะมันรีบพาเจ้านายกระโดดขึ้นฟ้าพร้อมทั้งสายลมกระโชกพัดกระหน่ำจากรอบกายทำเอามันติคอร์บ้างส่วนปลิวจากพื้นกรั้ด็นกระดอน พวกมันส่วนที่เหลือจึงเอาเล็บคมจิกพื้นหิมะต้านลมมองที่เบียคโกะด้วยสายตาดุร้าย มาริโกะเห็นว่าเข้าทางจึงออกคำสั่งนกไฟยักษ์บ้าง “ซูซาคุ ใช้ปีกสร้างกระแสลมช่วยเบียคโกะเดี๋ยวนี้”  สัตว์เวทย์ผู้ภักดีทำตามคำสั่งกระพือปีกใหญ่ส่งเสียงดัง “พึบพรับๆ” เกิดเป็นสายลมแรงอีกสายช่วยทวีคูณความแรงของสายลมของเบียคโกะ กระทั้งทำให้สิ่งของรอบกายถูกพัดขึ้นฟ้าไม่เว้นแม้แต่มันติคอร์ที่พยายามจิบเล็บไว้บนพื้นสุดแรง “มาริโกะซามะสุดยอด” “เอาเถอะ รีบไปช่วยทางพวกฮิเมะก่อน” มาริโกะไม่ค่อยสนใจคำชมนี้เท่าไหร่สั่งซูซาคุบินเข้าไปช่วยน้องสาวในวงล้อม       “ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว” เข็มพิษราว 16 ดอกพุ่งเข้าใส่อัตสึโกะกับฮารุนะที่อยู่บนอากาศและบนพื้นดิน ทั้งสองคนทั้งหลบและป้องกันสลับกันไปมา เจ้ามันติคอร์ประมาณห้าตัวเอาเท้าเหยียบลงบนกำแพงเวทย์ของอัตสึโกะทำให้มันแคบลงเรื่อยๆ เธอรู้สึกเหนื่อยกับคทาเวทย์ที่เหมือนจะไม่ยอมฟังคำสั่ง “อัตสึโกะ” เสียงเรียกเธอดังขึ้นพร้อมลูกไฟยักษ์พุ่งเข้าใส่มันติคอร์ตัวหนึ่งกระเด่นออกจากบาเรียเป็นจังหวะเวลาที่เธอได้พักหายใจหายคอบ้าง “มาริโกะ ฉันจะควบคุมพลังแทบไม่อยู่แล้วนะ” อัตสึโกะหอบเสียงดัง เป็นใครๆก็ต้องได้ยินเสียงลมหายใจนี้แหละ แล้วอีกอย่างคทาในมือมันสั่นแรงขึ้นทุกทีๆตามจำนวนครั้งที่เธอพยายามควบคุมมัน  “ทนหน่อยนะ” มาริโกะสั่งให้ซูซาคุบินเข้าใกล้คนที่เริ่มไม่ไหว หาก... มันติคอร์กลับกระโดดเข้ามาขว้างหน้า 'ไอพวกบ้าเอ๊ยย' มาริโกะกัดริมฝีปาก จำต้องตัดใจจากอัตสึโกะกำจัดมันติคอร์แทน ไม่เช่นนั้นเธอเองคงแย่เหมือนกัน   “ยูโกะ ฮิเมะจะไม่ไหวแล้วนะ” ซาเอะเรียกเพื่อนเสียงเครียดเมื่อเจ้าเสือขาวกระโดดเข้ามาอยู่ในวงล้อมเดียวกับยูโกะ “ฉันเห็นแล้ว แต่ไอ้พวกบ้านี้” ยูโกะกัดฟันกรอดไล่มองพวกมันติคอร์ไปทีละตัว เธอจัดการฟันมันไปหลายหนแต่พวกมันยังไม่เป็นอะไรเลย แล้วพวกมันก็ไม่ทีท่าว่าจะเหนื่อยอะไรเลยด้วยซ้ำ ต่างกับพวกเธอที่ดูจะมีแรงและพลังเหลือน้อยเหลือเกิน ยิ่งปล่อยให้ยึดเยื้อพวกเธอจะเสียเปรียบทั้งเรื่องของสถานที่และเวลา “เอางี้ มาแข่งกันว่าใครจะจัดการฆ่าไอ้สามตัวนี้ได้ก่อน”  “ก็เอาซิวะ” ยูโกะแสยะยิ้มเล็กๆ และ.. “ราชสีห์เพลิงคำราม!!” “สู่มม” ไฟถูกพ้นออกมาจากปากราชสีห์เพลิง เข้าลุกไหม้รอบตัวของมันติคอร์ ส่งผลให้เกิดกลิ่นเหม็นไหม้บนขนสีแดง แต่… พวกมันเพียงแค่ร้องคำราม สะบัดตัวออกนิดหน่อยไฟก็ถูกสลายออกอย่างง่ายดาย “ชิ ไม่ได้ผลแหะ” ยูโกะสถบรีบยกดาบขึ้นมากันกรงเล็บที่ฟาดฟันลงมา ฟันของราชสีห์เพลิงกัดเข้าที่ขาของมันติคอร์เกิดเป็นไฟลุกไหม้อีกครั้ง มันจึงเอาตัวกระแทกราชสีห์เพลิงออกและใช้เล็บตะปบเข้าแทงใส่ยูโกะที่อยู่บนหลัง เธอยกดาบขึ้นกันพร้อมเสริมแรงเวทย์อัดเข้าดาบอย่างรุนแรงทำให้มันติคอร์ที่โดน เดินเซ่ออกไปด้านข้าง “ไอ้พวกบ้านี้มันอึดจริงๆเลยนะ” ซาเอะยิ้มร่าเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดของมันติคอร์ที่กระเซ็นมาโดน  “นั้นซิ” ยูโกะหัวเราะหน่อยๆทั้งที่เนื้อตัวตอนนี้กำลังเต้นระส่ำมาจากฝืนตัวเองสู้  “หึ อะไรกันเหนื่อยแล้วหรอ อ่อนวะ” ซาเอะยิ้มกวน มือข้างหนึ่งอัดวงเวทย์เข้าดาบแล้วพุ่งเข้าใส่มันติคอร์ดตัวที่ยูโกะชัดออกเพียงเสี่ยววินาที “ปากดีน่า” ยูโกะเหล่ตามองเล็กน้อย ปลดมีดสั้นออกจากเอว และ… “ฉั่ว” “ครางง” “ตึ่ม!” มันติคอร์สองตัวล้มตึงลงพื้นเกือบจะพร้อมกัน “ซาเอะอีกตัว” “อืม!” ทั้งสองหันหน้ากลับมาหากันพร้อมจ้องมันติคอร์ยักษ์ที่เหลือตัวสุดท้าย     “มาริโกะซัง…ฉัน…”  “ฉัน…” สติของอัตสึโกะแทบหลุดลอยเมื่อคทาเวทย์ในมือส่องแสงขึ้นฟ้าเป็นเส้นตรงบังเกิดพายุลงมาจุติรอบกายทำให้บาเรียสั่นคลองเป็นจังหวะประจวบเหมาะที่เข็มพิษของมันติคอร์พุ่งเข้าใส่ร่างของอัตสึโกะที่ไร้เวทย์ป้องกัน “ฮิเมะ!!” มาริโกะตะโกนร้องเรียกพร้อมตัวทั้งพุ่งเข้าหาอัตสึโกะ แต่…ไม่ทันการเข็มพิษเข้าใกล้อัตสึโกะเกินไปจนเธอเข้าถึงตัวไม่ทัน!! “บู่ววว” เสียงเห่าหอนของสุนัขดังสะท้องก้องยังภูผาพร้อมร่างอัตสึโกะถูกคาบหลบมาจากของรัศมีเข็มพิษ และถูกปล่อยโยนไปใกล้ๆกับบริเวณที่ปลอดภัย    พายุหิมะบนท้องฟ้าที่เกิดขึ้นจากคทาตัวปัญหาถูกควบคุมโดยอสูรสีขาวที่ใช้พายุลูกนั่นจัดการกับมันติคอร์จนแปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็นผงธุลีปนไปกับพื้นสีสะอาด…  อัตสึโกะเบิกตากว้างกับสิ่งมีชีวิตสีขาวสะอาดตา เรือนขนงดงามดูมีราศี เงาของมันบดบังแสงอาทิตย์บริเวณที่ทอดมายังเธอ ตัวมันสูงเกือบ 4 เมตร ดวงตาสีฟ้ากระจ่างดั่งอความารีน กรงเล็บและเขี้ยวแหลมคมจนสะท้อนแสงได้ หากตอนนี้ขาหลังข้างซ้ายของมันกลับมีเลือดสีม่วงซึมไหล 'เลือดนั้น หรือว่าเพราะเข็มพิษของมันติคอร์!' อัตสึโกะกำลังจะเข้าไปดูสัตว์สี่เท้าแต่ต้องรีบยกมือปิดหูตัวเอง เพราะ..  “บู่ววว” เสียงเห่าห่อนดังขึ้นอีกครั้ง ฝูงมันติคอร์ที่ล้อมพวกมนุษย์ไว้พากันล่าถอยออกไปช้าๆ จนเหล่ามนุษย์ตัวเล็กตกใจปนแปลกใจที่เห็นสัตว์ดุร้ายอย่างมันติคอร์กำลังแสดงความยำเกรงต่อเสียงของสุนัขสีขาว ‘ข้าอุสาเตือนไปแล้วยังเข้ามาอีก! ที่นี่มันอันตรายมากเห็นรึยังละ ยัยเด็กน้อย!’ อัตสึโกะละคนตะลึงนั่งค้างจ้องสลับ ดวงตาสีฟ้าที่จ้องกลับมาด้วยแววตาของนักล่า มันแยกเขี้ยวขู่มนุษย์ตัวกะจิตริต และก้าวเข้าไปหาอย่างเอาเรื่อง   พอตกับพวกมาริโกะเห็นแบบนั้นรีบกระโดดเข้าไปกันอัตสึโกะออกมา “ว๊อก!!!” “เฮ้ยๆ มันน่าจะตายนิหว่า มันโดนพิษไปนะเห้ย” ยูโกเอามือจับดาบชี้เข้าหาหมาป่าที่กำลังแยกเขี้ยวใส่พวกตน ‘เจ้าพวกเด็กอวดดี รีบกลับออกไปซะ! ยังมีหน้ามาหันดาบใส่ข้าอีก’ “ว๊อก!!” เท้าทั้งสี่ข้างยังเดินเข้าหาพวกมนุษย์ที่เริ่มถ่อยหลังหนีไปเรื่อยๆ “ฮิเมะ!! ไอเวทย์จากหมาป่าตัวนี้เหมือนเวทย์น้ำแข็งที่หมู่บ้านเลย!”   “ห๊ะ!!”ทุกคนหันควับมองฮารุนะ มาพูดอะไรตอนนี้เล่ายัยบ้า หาทางเอาชีวิตรอดจากไอ้หมาตัวเท่าช้างให้ได้ก่อนมั้ย “ไหนเธอบอกว่ามันคล้ายกับไอเวทย์ของคนในฮูดสีดำ?” มาริโกะยังมีอารมณ์ถามคนข้างๆแม้ยังเล่นเกมจ้องตาวัดใจกับเจ้าหมาร่างใหญ่อยู่ก็ตามว่ามันจะกระโจนเข้ามาตอนไหน “ฉันไม่รู้ แต่พลังเวทย์นั้นเป็นของเจ้าหมาป่าตัวนี้ชัวๆ” นี่ ก็ยังบ้าจี้ฟันธง สรุปจะไม่สนใจหมาป่าที่กำลังจะเข้ามาขย่ำเลยรึไง “พลังเวทย์เหมือนกัน!?” อัตสึโกะพูดไม่ทันไร เจ้าสุนัขป่าตัวใหญ่ก็ล้มลงพื้นดัง“ตึ่ม” สร้างความตกใจให้กับมนุษย์ทุกคน อัตสึโกะรีบวิ่งเข้าไปดูแบบไม่คิดชีวิตด้วยกลัวว่ามันจะตาย “ฮิเมะทำอะไร!? มันอันตรายนะ” ยูโกะกระโดดไปห้าม แต่ไม่ทันแล้วเมื่ออัตสึโกะเข้าถึงตัวมัน แล้วยังทำท่าสำรวจเหมือนจะช่วยมันอีก  “ฉันจะช่วยมันคืนน่ะ”   เจ้าหมาป่าตัวใหญ่เริ่มหดเล็กลงจนมีขนาดเท่ากับนุษย์ เลือดของมันไหลออกเป็นสีม่วงจางๆจากบาดแผลเมื่อครู่ เป็นสัญญานว่าพิษกำลังกำเริบ  'อย่าพึงเป็นไรเลยนะ ทำใจดีๆไว้ก่อน เจ้าสุนัขขาวทนหน่อย ฉันจะช่วยแก' “ฮารุนะพึ่งบอกไปไม่ใช่หรอว่าพลังเวทย์ของมันเป็นตัวที่ทำให้หมู่บ้านเป็นน้ำแข็ง แล้วพลังเวทย์ของมันยังเหมือนกับคนในฮูด เจ้านี้มันต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับคนในฮูดสีดำแน่ๆ  อย่าพึ่งช่วยมันเลย” ยูโกะเตือนหญิงสาวที่ก้มหน้าก้มตาจะรักษาหมาป่าขาว “ไม่หรอกถ้าเกี่ยวข้องกันจริง น่าจะมีสัญลักษณ์อัญเชิญหรืออะไรสักอย่างอยู่บนตัวซิ แต่ที่ตัวของเจ้าสุนัขตัวนี้ไม่มีอะไรอยู่เลยนะ” อัตสึโกะค่อยๆวางมือร่ายเวทย์ขับพิษออกอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้พิษโดนตัวเองและไหลเข้าสู่กระแสเลือดของหมาป่าไปมากกว่านี้  อดทนไว้เจ้าตัวเก่ง ต้องช่วยให้ได้ “ฮารุนะ มาช่วยกันหน่อยซิ” “อืม” ฮารุนะเดินเข้าไปช่วยรักษาพร้อมอุปกรณ์ทำแผลสำหรับสัตว์เวทย์  ยูโกะหัวเสียหนักหมายจะเดินเข้าไปกระชากทั้งสองคนออกมาจากหมาป่าตัวนี้ มาริโกะจึงเอามือแตะไหล่ส่ายหน้าเป็นเชิงห้ามปราม เรียกท่าทางฟึดฟัดหัวฟัดหัวเหวี่ยงกัดฟันไม่พอใจของยูโกะก่อนจะสะบัดหน้ามองทางอื่น   “ฮิเมะ พลังเวทย์ของเจ้านี้เหมือนที่ฮารุนะบอก คล้ายกับที่หมู่บ้านนั้นมาก” ซาเอะแตะมือวัดค่าพลังของสัตว์ที่นอนหายใจหอบอย่างน่าสงสาร แกคนดีเหมือนกันนะที่เข้ามาช่วยอัตสึโกะเนี่ย “คิดว่ามันจะเกี่ยวข้องกับคนในฮูดสีดำรึเปล่า ” อัตสึโกะเงยหน้าขึ้นมามองเจ้าสัตว์อสูรตัวโตแล้วหันไปมองยูโกะหน่อยๆ “ก็อาจจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวก็ได้ เพราะสัตว์เวทย์ที่มีเวทย์ใกล้เคียงกับมนุษย์ต้องเป็นสัตว์เวทย์ที่ถูกอัญเชิญออกมาจากมนุษย์ผู้นั้น แต่..เจ้านี้นะ ไม่มีสัญลักษณ์ของการถูกอัญเชิญอยู่เลย”  “แต่ก็.. มีความเป็นไปได้อย่างหนึ่งนะ คือ.. เจ้านี้ดูดกลืนเวทย์ของคนในฮูดสีดำมา ไม่งั้นก็มีแหล่งกำเนิดพลังเวทย์จากที่เดียวกัน” ฮารุนะกล่าวถึงหลักวิทยาศาสตร์เวทมนตร์ที่อุสาอดทนเรียนจบมาได้ด้วยเกรดนิยม “เข้าใจล่ะ” อัตสึโกะขานรับสั้นๆ แล้วเริ่มเพ่งเล็งสมาธิไปที่การรักษาบาดแผลของเจ้าหมาป่าต่อ   'เธอเป็นมิตรหรือว่าศัตรูกันแน่นะ'   ……………………………………………………………………………………………………………………….
  12. Ch.3 หวนคืน        หน้าโรงแรมเป็นเวลาที่ท้องฟ้ากำลังสลัวพอดี แสงไฟรอบด้านสว่างไม่มากนัก สมควรแกเวลาแล้วที่จักต้องออกเดินทาง หญิงสาวตัวสูงผมสั้นอยู่ในชุดเกาะเหล็กเบา สะพายดาบยักษ์กลางหลังกำลังยืนตรวจเช็ดความเรียบร้อยของรถเกวียนวัวที่ใช้ในการเดินทางเข้าสู่ดินแดนต้องสาป  จากโรงแรมนี้เข้าสู่ที่นั่นเป็นระยะทางเกือบ 20 กิโลเมตร หากเดินเท้าเปล่าคงไม่ไหวจึงจำเป็นต้องใช้พาหนะในการเดินทาง รถเกวียนวัวคันนี้เป็นรถเกรียนวัวที่มาริโกะนำของป่าไปแลกกับพ่อค้าชาวอิจิบะนครมา    ขณะที่มาริโกะตรวจสอบสัมภาระและข้าวของของตนเองเรียบร้อย ของอื่นๆก็ถูกขนมาโดยหญิงสาวท่าทางทะมัดมะแมง สวมเสื้อแขนกุดสีน้ำตาลอ่อน ทับด้วยเสื้อกักขนสัตว์สีเดียวกันแต่เข้มกว่า เอวทั้งสองข้างซ้ายขวาสะพายดาบสั่นสองเล่มเล็กๆ  คงจะเตรียมไว้เพื่อเหตุฉุกเฉินสินะ สมกับเป็นซาเอะ รอบคอบดี เมื่อแทบกับคนอื่นแล้ว.. เฮ้อ ขอถอนหายใจหน่อย “ซาเอะ ยูโกะล่ะ” พี่ใหญ่ถามถึงคนหายหน้าหายตาตั้งแต่เมื่อวาน จะเดินทางแล้วยังไม่มาอีกนะ เดี๋ยวก็ทิ้งไว้นี้หรอก “เมื่อครู่เห็นเดินออกไปกับฮิเมะน่ะ สงสัยจะไปขอโทษล่ะมั้ง ว่าแต่ฮารุนะเถอะ หายไปไหนแล้ว” ซาเอะกวาดสายตามองหาหญิงสาวคนดังกล่าว แต่... ไม่เห็นเจอเลย ปกติถ้านอนห้องเดียวกับพวกมาริโกะน่าจะลงมารอแล้วนิ “นอนอยู่นั้นไง” มาริโกะชี้นิ้วไปที่ต้นไม้ใหญ่ข้างโรงแรม ปรากฏว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังหลับเอาเป็นเอาตายแทบไม่สนใจว่ามันเป็นบริเวณไหน คือ ขอแค่ให้ตัวเองได้นอนเป็นพอ “แหะๆ ไม่น่าถามเลยแหะ” ซาเอะยกมือขึ้นมาเกาหัวแก้เกลอ ก่อนที่… “ตืดๆ ตืดๆ” เสียงสัญญาณของบางอย่างดังขึ้นมาจากข้อมือของมาริโกะเรียกความสนใจของทั้งคู่ให้หันดู  “ยูกิรินติดต่อมาล่ะ” จบคำบอกเล่า ซาเอะแทบกระโดดกอดคอมาริโกะทันทีจนมาริโกะต้องเอามือยันตัวซาเอะไว้และใช้มืออีกข้างกดรับสัญญาณจากกำไลสื่อสาร “ตึด” แสงสีเหลืองพุ่งจากกำไลเวทย์สีทองอร่าม ก่อนจะปรากฏใบหน้าโทรมๆของคนที่ติดต่อเข้ามา ดวงตาทั้งสองข้างแทบปิดสนิทบ่งบอกว่าได้ว่าคนติดต่อเข้ามาเหนื่อยขนาดไหน “ยูกิรินจ๋าาา” ซาเอะดีใจส่งยิ้มหวานชนิดที่สาวๆเห็นเป็นต้องหลง แต่มันไม่เคยใช้ได้ผลกับคนอีกฝั่งของหน้าจอ  นิเธอไม่ได้สนใจหน้าตาของยูกิเลยใช่มั้ยว่าเพลียขนาดไหน มาริโกะอยากแจกมะเงกให้คนที่เกาะหนึบเป็นลิงจริงๆ อุสาพึ่งชมไปหยกๆ ขอริบคำชมตอนนี้คืนทันมั้ย ยูกินรินยิ้มเพลียๆส่งให้มองหามาริโกะและเปิดปากพูดเรื่องสำคัญออกมา “เมื่อวานยัยตัวแสบพึ่งประดิษฐ์อุปกรณ์เวทย์อันใหม่เสร็จล่ะ.... ฉันว่าจะส่งไปให้พร้อมคทาเวทย์ของฮารุนะ แล้วก็...คทาเวทย์ของฮิเมะด้วยนะ"  “ห๋าาา!!คฑาเวทย์ของอัตสึโกะ!! อย่าบอกนะว่าอันนั้นน่ะ!” มาริโกะทำหน้าตกใจอ้าปากค้างเช่นเดียวกับซาเอะที่ทำ ราวกับว่ามันเป็นเรื่องใหญ่โตหากอัตสึโกะใช้คทาเวทย์ที่ว่า  “ใช่ค่ะ พระราชาบอกว่ามันจำเป็นเลยจะส่งให้” เธอนึกถึงครั้งล่าสุดที่อัตสึโกะจับคทาเวทย์อันนี้แล้วดันคุ้มพลังไม่อยู่ทำให้หมู่บ้านบนเขาพังไปทั้งแถบ แม้แต่ตอนนี้หมู่บ้านบนเขานั้นยังซ่อมบำรุงไม่เสร็จเลย “มันคงจำเป็นจริงๆล่ะนะ ” มาริโกะยิ้มอย่างไม่เต็มใจ แอบเหงื่อตกเล็กน้อยด้วยซ้ำ หาก..ต้องเล่าถึงวีรกรรมของเจ้าหญิงกับคทาอันดังกล่าว “แล้วสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ว่ามันคืออะไรล่ะ” “อ๋อ..นี้ไงค่ะ” ยูกิรินยกเลนส์แวนตาที่มีอยู่ข้างเดียวขึ้นมาให้ดู มันมีลักษณะเป็นวงกลม ห้อยด้วยสายคล้องสีทอง มีปีก 4 ปีกประดุจปีกนางฟ้าและปลายห้อยของมันมีสิ่งที่คล้ายลูกตุ้มสามเหลี่ยม 'แววตาโจรสลัด' สิ่งแรกที่มาริโกะกับซาเอะคิดพร้อมกัน “ไอ้นี้นินะ แค่เลนส์แวนตาธรรมดาไม่ใช่เหรอ” มาริโกะชี้มันอย่างไม่อยากจะเชื่อในศักยภาพ ถึงแม้จะรู้ว่ามันต้องไม่ธรรมดา “ไม่ใช่สักหน่อยค่ะ! เลนส์อันนี้มายูยุเอาไปผสมกับ DNA ของนกยักษ์สัที่ฮิเมะเลี้ยงไว้จนมันกลายเป็นเลนส์เวทมนตร์มีความสามารถมองเห็นได้ไกลถึง 50 กิโลเมตรเลยนะคะ” ยูกิรินทำหน้าภูมิใจราวกับว่ามันเป็นผลงานใหม่ของตัวเอง  อ๋อ ส่วนมายุที่พูดถึงเป็นผู้ช่วยของยูกิเอง อายุห่างกับยูกิประมาณสองสามปีได้ เป็นเด็กที่ฉลาดเป็นกรด  วิเคราะห์เวทมนตร์ได้เฉียบขาด สร้างอุปกรณ์เวทย์เจ๋งๆมากมายตั้งแต่ยังเรียนไม่จบจนยูกิรินต้องทาบทามตัวมาช่วยงานในสภาบันวิจัยของอากิบะนคร เรียกได้ว่าไปอ่อยมาจนเด็กติดใจชนิดที่ไปไหนไม่รอดยอมตายคาอกแม่มากกว่า  “อันนี้สุดยอดแหะ มาริโกะซามะฉันขอไอ้นี้นะ” ซาเอะเข้ามาเขย่าตัวมาริโกะหลังจากได้ฟังสรรพคุณ สมเป็นมายุ “รู้แล้วๆ เลิกเขย่าฉันได้แล้ว”มาริโกะส่งสายตาดุน้องสาวและถามถึงคนที่ชอบทำตัวติดยูกิรินเหมือนเป็นลูกสาวที่มีคุณแม่คอยตามใจ “ยูกิ แล้วยัยตัวแสบล่ะ ฉันไม่เห็นตั้งแต่คุยกับเธอเมื่อวานแล้ว” “ยังอยู่ในห้องทดลองค่ะ เมื่อวานก็ออกมาแค่ชั่วโมงเดียวเอง ช่วงนี้ต้องโหมงานหนักด้วย เพราะเรื่องน้ำแข็งที่ถูกส่งมาเมื่อวานนี้ล่ะคะ” ยูกิรินหลับตาลงช้าๆ แสงสีเทาค่อยๆเปล่งออกมาจากฝ่ามือ ตามด้วยเสียงร่ายภูษาเวทย์ “จงเปิดออก มิติที่เชื่อมต่อไปยังอีกฝากของประตูเอ๋ย จนนำสิ่งที่ข้าต้องการไปยังจุดหมายแห่งนั้นเสีย” “วิ้ง” จบเสียงร่ายเวทย์ ฝ่ามือของมาริโกะมีแสงสีเหลืองพุ่งออกมาพร้อมด้วยของทั้งสามสิ่งที่ทุกส่งมา สิ่งแรกคือ กล่องไม้โบราณมีสัญญาลักษณ์ประจำราชวงศ์มาเอดะ ถูกผลึกด้วยยันต์มหาเวทย์สีแดงสดและเชือกหนาทำจากหญ้าพันปี สิ่งที่สองคือคทาเวทย์ของฮารุนะที่ถูกส่งไปตรวจสอบ กลับมาด้วยสภาพถูกหุ้มไว้อย่างดี และสิ่งที่สามคือ อุปกรณ์เวทมนตร์ใหม่ที่คิดค้นโดยมายุ   “เอาถือซิ” มาริโกะไม่ถงไม่ถามสุภาพจิตซาเอะเลยสักคำ โยนของทั้งสามให้ซาเอะถือ เล่นเอาวิ่งรับอทบไม่ทัน ถ้าตกลงไปคงเป็นเรื่องใหญ่น่าดู โดยเฉพาะเจ้าคทาตัวปัญหา “มาริโกะซามะบอกกันก่อนซิ! ถ้ามันตกใครจะรับผิดชอบเล่า” “เธอไงต้องรับผิดชอบ เอาของไปให้ฮารุนะแล้วปลุกขึ้นมาด้วย ถ้าจะดีก็เดินไปตามฮิเมะมาด้วยไป จะได้เดินทางกันสักที” มาริโกะสั่งหน้าตายทำเอาคนโดนแกล้งอ้าปากค้างเถียงไม่ได้เพราะอาวุโสที่น้อยกว่าจึงยอมก้มหน้ารับชะตากรรมของตัวเอง  “มาริโกะซามะโหดร้ายชะมัด” ยูกิรินแอบนินทา ด้วยความหูดีหรืออะไรไม่รู้ มาริโกะรีบหันขวับกลับมามองคนในจอพร้อมรอยยิ้มหวานอาบยาพิษ “เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ อะไรร้ายๆนะ พอดีฉันได้ยินไม่ถนัด ขอช้าๆชัดๆอีกทีซิ” “เปล่าค่ะๆ แค่บอกว่าสถานการณ์ดูร้ายๆเองค่ะ” ยูกิรินเหงื่อโชกรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “แน่ใจนะว่าเมื่อกี้พูดแบบนั้นน่ะ”  “แน่ใจซิค่ะ เดี๋ยวฉันไปก่อนนะคะ ต้องรีบไปตรวจสอบน้ำแข็งช่วยมายุต่อแล้ว พึ่บ!” ยูกิรินรีบตัดสายทิ้งไปด้วยความเร็ว ปล่อยให้มาริโกะยืนหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังอยู่คนเดียว"ฮ่าๆ" ‘แค่ล้อเล่นเอง ฉันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นสักหน่อย’ มาริโกะส่ายหน้าไปมาและก้าวขากระโดดขึ้นเกวียนวัวเพื่อเตรียมความพร้อมเป็นครั้งสุดท้าย ไม่นานคนหลับใต้ต้นไม้ก็เดินเข้ามาใกล้ด้วยสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น ของในมือที่ถือแทบจะหล่นแหล่มิหล่นแหล่อยู่แล้ว “ตื่นสักทีนะ มาช่วยกันจัดของได้แล้ว เดี๋ยวเธอเข้าไปนั่งด้านในล่ะ” “อืมๆ” ฮารุนะขานรับส่งๆ “นี่!! ตื่นได้แล้วเนียวโร!!” มาริโกะแหกปากตะโกนดังลั่น ซึ่ง… “ห๊ะ! มีอะไร! เกิดอะไรขึ้น มาริจังตะโกนทำไม”   ฮารุนะสะดุดตื่นกรอกตามองซ้ายมองขวาตั้งท่าถือคทาพร้อมต่อสู้ นึกว่ามีโจรบุกเข้ามา  “ไม่มีอะไร แต่เธอ!...ขึ้นมานั่งบนนี้ได้แล้ว ซาเอะกำลังไปตามพวกฮิเมะอยู่ เดี๋ยวกลับมา จะได้เดินทางกันสักที หรือว่าเธออยากอยู่ที่โรงแรมนี้อีกคืน”  "ไม่เอานะ!" ฮารุนะรีบพุ่งตัวขึ้นรถทันที ถึงตายยังไงเธอก็ยอมไม่อยู่ต่อเด็ดขาด “แต่ละคน” มาริโกะยกมือกุมขมับอย่างช่วยไม่ได้กับพฤติกรรมของน้องๆที่ไม่ยอมโตกันสักที   “เฮ้อ… เมื่อไหร่จะรู้จักโตกันเนี่ยย!!”   …………………...              ซาเอะวิ่งตามหาเพื่อนทั้งสองแยกออกมาปรับความเข้าใจ ถ้าไม่ได้สนิทกัน เธอคงคิดว่ายูโกะแอบชอบฮิเมะ เพราะดูสองคนนี้สิ ชอบทำตัวอย่างกับคู่รักทะเลาะกันแหนะ ทั้งสองอยู่ที่สระน้ำใหญ่ข้างโรมแรง กำลังคุยกันด้วยความตั้งใจ แล้วอยู่ๆ ยูโกะก็บิดตัวเขินอายท่ามกลางรอยยิ้มยิ้มหวานราวกับจะเรียกมดขึ้นมาดอมดมน้ำตาล ไม่รู้ว่าทั้งสองกำลังจะคุยเรื่องอะไรกันถึงมีสภาพเป็นแบบนี้ได้ ว้าว บรรยากาศเหมือนคนกำลังสารภาพรักกันเลย… ซาเอะตัดสินใจไม่เข้าไปเรียกแอบยืนหลบมุม รอสังเกตความเปลี่ยนแปลงก่อน บางที เพื่อนเธออาจจะชอบอัตสึโกะขึ้นมาจริงๆก็ได้! “เอ่อ..ฮิเมะ คือว่า....”  “มีอะไรรึเปล่า” อัตสึโกะยังคงยิ้มซึ่งมันช่างเป็นรอยยิ้มที่มีพลังทำลายล้างสูง เพราะปกติเวลาอัตสึโกะไม่ยิ้มมักจะถูกมองว่าหยิ่งหรือเย็นชาไม่น่าคบ แต่อย่าให้ยิ้มที่เถอะ หัวใจละลาย “ฉะ..ฉัน..” ยูโกะทำท่าเหมือนจะสารภาพรักจริงๆนั่นละ ซาเอะเลยลุ้นจนตัวโกง.. “ฉันขอโทษ..ที่พูดจาไม่ดีใส่เมื่อวาน” “ตึ่ง” ซาเอะล้มหงายหลังแทบจะทันทีพร้อมยิ้มแหะๆกับความไร้สาระของตัวเอง ยูโกะมันต้องพูดแบบนี้อยู่แล้ว นี่เธอกำลังหวังอะไรเนี่ย เห้อๆ แค่คิดว่า.. ถ้าฮิเมะกับยูโกะคบกันมันก็ประหลาดพิลึกไปอีกแบบ ใบหน้าของฮิเมะคนสวยปรากฏรอยยิ้มเสน่ห์ประจำตัวกว้างมากขึ้นก่อนเดินเข้าไปหาอัศวินตัวเล็กที่พยายามหลบหน้าหลบตา  “กะ..ใกล้ไปแล้ว” ยูโกะไม่กล้าแม้แต่เงยหน้าขึ้นมามอง ได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกช้าๆที่ข้างหูก็รู้สึกร้อนไปหมดทั้งตัว ดูเล่นเข้าให้แล้วไงล่ะ ยูโกะเอ๊ย “ไม่เห็นต้องขอโทษเลยนิ ฉันไม่ได้โกรธอะไรสักหน่อย ยูโกะไม่โกรธฉันก็ดีใจแล้วละนะ” อัตสึโกะใช้แขนเรียวดึงเพื่อนเข้ามากอดไว้หลวมๆ “ฮิเมะ…” “ฉันขอโทษนะที่เอาแต่ใจน่ะ ฉันอยากเข้าไปที่นั่น  ถึงรู้ว่ามันมีอันตราย แต่การเอาวิทยาการกลับมาใช้กับอาณาจักรของเรา สร้างให้อาณาจักรของเรามั่นคงขึ้นมันเป็นเรื่องจำเป็นอย่างหนึ่ง ขอโทษจริงๆนะ ที่ทำให้เป็นห่วง” “ไม่หรอก ฮิเมะไม่ต้องขอโทษฉันหรอก ฉันน่ะต้องเป็นคนขอโทษฮิเมะถึงจะถูก เธอไม่ได้เอาแต่ใจเลยสักนิด” ยูโกะรู้สึกละอายใจกับความงี่เง่าของตัวเอง เธอทำให้อัตสึโกะต้องกังวลถึงขนาดนี้เลยหรือ ขอโทษนะเจ้าหญิงของฉัน เธอนำมือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบหัวของคนอายุน้อยกว่าเบาๆ “ไม่โกรธฉันแล้วใช่ไหม” “อืม.. ไม่โกรธแล้ว ปล่อยฉันเถอะฮิเมะ” “ก็ได้” อัตสึโกะวางมือลงช้าๆ เพียงไม่นานรอยยิ้มพราวระยับก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของคนทั้งสองคน   แต่.. “อะแฮม.. สารภาพรักกันเสร็จแล้วสินะ กลับกันได้แล้ว มาริโกะซามะรออยู่” เสียงแทรกเข้ามาทำให้ยูโกะสะดุ้งโหย่ง หันขวับมองหาต้นเสียง “เฮ้ยยย ซาเอะมาตั้งแต่เมื่อไหร่” “ก็มาทันเห็นใครแถวนี้ยืนเขินบิดไปบิดมา แล้วนี้สรุปสารภาพรักกันเสร็จแล้วใช่ไหม” “ก็ยังไม่เสร็จดีนะ” “ฮิเมะอย่างไปเออออตามมันซิ เดี๋ยวคนอื่นได้เข้าใจผิดกันพอดี” ยูโกะหันมาโวยวายใส่คนที่เล่นไปตามน้ำ “ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนิ ฉันชอบยูโกะออกนะ” ไม่พูดเปล่าอัตสึโกะยังเข้าไปควงแขนยูโกะต่อหน้าตาย “…” พอเจอไม้นี้เข้าไปยูโกะถึงกับไปต่อถูก น่ารักเกินไปแล้ว แต่แสบชะมัดเลย “ฮ่าๆ นี่ไปกันได้แล้ว มัวแต่เล่นกันอยู่ได้ เดี๋ยวมาริโกะซามะก็โกรธหรอก” ซาเอะหัวเราะได้ใจแทนที่จะสงสารเพื่อนรัก “รู้แล้วๆ” คนถูกแกล้งก้มหน้าก้มตาหลบหน้าคนขี้แกล้งแล้วลากเขาเดินตามมา ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมคนอื่นถึงพากันเข้าใจผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเธอกับอัตสึโกะ ก็เจ้าตัวเป็นซะอย่างนี้ไง ชอบแกล้งเธอไม่เข้าเรื่องแล้วใครถามก็ตอบไปแบบไม่คิดอะไร ทั้งๆที่มันไม่มีอะไรมากกว่าความเป็นพี่น้อง เฮ้อ... เขาคนนั้นก็คงเข้าใจแบบนี้ อยากให้เขารู้เสียทีว่าสายตาเธอเฝ้ามองใครอยู่..  “เอ่อใช่ พระราชาส่งคทาเวทย์ของฮิเมะมาด้วยแหนะ”   “ห๋าาา ไอ้คทาอันนั้นน่ะนะ ล้อเล่นรึเปล่าซาเอะ”  “อืม ก็คทาอันนั้นแหละ” ยูโกะอ้าปากค้างก่อนหันไปหาคนที่ทำท่าสบายๆอยู่ “ฮิเมะห้ามจับมันเด็ดขาดนะถ้าไม่จำเป็น คงรู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก” เขายังนึกได้ถึงเรื่องนั้น จะบอกว่าคทาอันนี้เป็นคทาประจำราชวงศ์มาตั้งแต่สมัยโบราณ มันได้ตกทอดมาจากแดนไกลสู่รุ่นต่อสู่ในราชวงศ์ มาเอดะ ด้วยความเชื่ออะไรบ้างอย่างอัตสึโกะถึงได้เป็นผู้ครอบครองมันทั้งที่ยังใช้มันไม่คล่อง น่าแปลกที่พ่อของอัตสึโกะบอกว่า คนในราชวงศ์ไม่เคยมีใครใช้มันได้นอกจากลูก เพราะลูกคือผู้เหมาะสม และเป็นเจ้าของมันอย่างแท้จริง   “ฉันเข้าใจแล้ว” อัตสึโกะขานรับเรียบๆ จากนั้นก็ไม่มีเสียงพูดคุยเกิดขึ้นอีก เธอกังวลกับการใช้มัน คทานี้มีพลังมากกว่าเธอหลายเท่าเลยกลายเป็นว่าเธอไม่สามารถควบคุมการใช้งานได้ แถมพลังเวทย์ในกายเธอยังไม่เสถียรอีกด้วย คลื่นพลังเวทย์จึงไม่รับกันเสียที    อัตสึโกะเดินคิดเพลินๆจนมาถึงจุดหมายที่มีรถเกรียววัวผูกนิ่งสนิทอยู่ตรงต้นไม้ “กว่าจะกลับมากันได้ เนียวโรหลับอยู่ในรถแล้วล่ะ อัตสึโกะเข้าไปนั่งข้างในกับเนียวโรนะ ซาเอะขึ้นมานั่งกับฉัน ยูโกะไปนั่งดูของอยู่ท้ายรถไป ค่อยระวังหลังให้ดีๆล่ะ” มาริโกะจัดแจ้งตำแหน่งที่นั่งให้แต่ละแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งทุกๆคนก็ค่อยๆทยอยขึ้นรถตามคำสั่ง “พร้อมแล้วนะ ไปได้ ” มาริโกะสั่งวัวลากรถโดยการดึงเชือกที่คล้องคอพวกมันออกไม่นานพวกมันก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากโรงแรมช้าๆแล้วเพิ่มความเร็วขึ้นมาตามลำดับ       “นี่ มาริโกะซามะ จะเอาไงต่อ” ซาเอะชวนคุยหน้าตาซีเรียส ถึงจะบอกว่าเข้าไปแต่ยังไม่มีจุดหมายที่จะไปในดินแดนนั้นเลย เพราะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนที่ว่าแม้แต่น้อย “ฉันว่าพอไปถึง เราจะหาตัวปราสาทให้ได้ก่อน เพราะตามทฤษฎี คาดว่าของที่ปราสาทน่าจะเยอะกว่าบริเวณอื่น”  “ที่ปราสาทเหรอ มันจะมีอยู่ไหมล่ะ… จริงซิ!” “อะไร?” มาริโกะตกใจคนที่กำลังบ่นจู่ๆก็โพล่งขึ้นมา “ทดลองอุปกรณ์ใหม่กันดีกว่า” ซาเอะโบกมือไปในอากาศ แสงสีเขียวประจำตัวสว่างขึ้นมาบนบริเวณฝ่ามือ เพียงไม่นานแสงนั้นก็กลายเป็นก้อนกลมๆลอยมาอยู่บนฝ่ามือของผู้ร่างเวทย์ ก่อนทำการสลายไปช้าๆ เลนส์แวนตาอุปกรณ์ประดิษฐ์จึงปรากฏออกมา “เมื่่อกี้ทำอะไรกันน่ะ ใช้เวทมนตร์ทำไม” อัตสึโกะโผล่หน้าออกมาถามด้วยความสงสัย “อ๊ะ ฮิเมะออกมาพอดีเลย ดูนี่ๆ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ของมายุแหละ ยูกิรินบอกว่า มันสามารถมองได้ไกลถึง 50 กิโลเมตรเลยนะ ฉันกำลังจะทดสอบมันอยู่พอดีเลย” ซาเอะอวดของใหม่ให้ฮิเมะคนสวยดูก่อนจับมันมาใส่ แล้วปีกสีเทาทั้งสี่ของอุปกรณ์เวทย์ก็เรืองแสงออกมา สิ่งที่คล้ายลูกตุ้มสามเหลี่ยมปรากฏตัวเลขบ่งบอกระยะทางของสิ่งที่มองอยู่…. "ไม่จริงน่า.." ซาเอะนั่งแข็งค้างตกใจอะกับภาพที่เห็นอยู่ห่างจากที่นี่ไปเกือบ 15 กิโลเมตร ซึ่งมัน... “เกิดอะไรขึ้นซาเอะ ทำไมถึงทำหน้าแบบนั้น!” มาริโกะพยายามใช้มือที่ไม่ได้ควบคุมเกวียนเขย่าตัวซาเอะแรงๆ “ซาเอะเกิดอะไรขึ้น!” อัตสึโกะตะโกนจนปลุกคนที่นอนอยู่กับยูโกะที่อยู่หลังรถโผล่หน้าออกมาดู “เกิดอะไรขึ้น ฮิเมะ” ยูโกะส่งเสียงถามจากหลังรถ “ไม่รู้ อยู่ๆซาเอะก็เงียบไป” อัตสึโกะทนไม่ไหวคว้าเลนส์แวนมาจากตาของซาเอะ แล้วเป็นฝ่ายใส่มันเอง อัตสึโกะรีบหันหน้ามองไปทางเดียวกับซาเอะ และ.. “ไม่จริง มันเกิดอะไรขึ้น..” “เกิดอะไรขึ้นอัตสึโกะ เธอเห็นอะไร” มาริโกะรู้สึกร้อนใจมากกว่าเดิมกับอาการแปลกๆของอัตสึโกะที่เป็นเช่นเดียวกับซาเอะ “ฮารุนะ ใช้เวทย์เชื่อมต่อกับเลนส์นี้หน่อย ฉันจะให้ทุกคนเห็นสิ่งนี้... ความหายนะ” อัตสึโกะกัดฟันพูด มือที่อยู่ข้างลำตัวถูกปล่อยลงอย่างไร้เรียวแรง ฮารุนะดูตกใจรีบทำตามคำสั่ง ร่ายเวทย์เรียกสายใยแก้วขนาดกลางมีลักษณะบางโปร่งแสงเข้าเชื่อมต่อกับเลนส์ที่ตาซ้ายของเพื่อนสาว ทุกสิ่งทุกอย่างได้ประจักแก่สายตา ฮารุนะนั่งอึ่งมือสั้นแทบเป็นลม มาริโกะกับยูโกะมีอาการนิ่งไม่ต่างกันเท่าไหร่ “ทำไมสภาพถึงเป็นแบบนี้ มันเรื่องบ้าอะไรกัน..” ภาพที่ทุกคนเห็นเป็นสิ่งเดียวกัน คือหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านถูกแช่แข็งไม่พอยังถูกอาบด้วยเลือดของซากศพที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่ริมทางบนถนน รอบบริเวณต้นไม้ใบหญ้าต่างเหี่ยวเฉาไม่ก็กลายเป็นน้ำแข็ง แถมกำแพงที่กันระหว่างเมืองยังพังทลายลงมาเป็นเศษซาก “มันเกิดอะไรที่นั่น” มาริโกะอุทานมือไม้สั่น ทั้งๆที่ตรงนี้ยังปกติดีแท้ๆ แต่ในอีกแค่ไม่กี่กิโลข้างหน้าทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปราวกับไม่ใช่ทีเดียวกัน มันเกิดอะไรขึ้นกัน!   “มาริจังรีบเข้าไปที่นั่นเร็วเข้า! เพื่อจะมีคนรอดชีวิตอยู่!” อัตสึโกะหลุดจากภวังค์ตะโกนบอกดังลั่น ซึ่งมาริโกะก็รีบทำตามมันอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ “เกาะดีๆละ วิ่งสุดแรงไปเลย!!”       ……………………………….       พายุหิมะกำลังโหมกระหนำละอองสีขาวตกลงมาเต็มขนฟูอาบด้วยโลหิตสีแดงสด ปากใหญ่ยักษ์มีเขี้ยวแหลมคมคาบเศษเนื้อของบางอย่างไว้ระหว่างไร้ฟัน กรงเล็บของมันยาวยิ่งกว่าดาบคมเต็มไปด้วยคาบเลือดส่งกินคราวเหม็นลอยทั่วไปซึ่งกลิ่นนี้ได้ดึงดูดสัตว์ร้ายให้เข้ามาใกล้  “ฉ่าๆ” พวกมันส่งเสียงร้องขู่คำรามอสูรสีขาวอย่างโกรธแค้น หากอสูรสีขาวตัวใหญ่กลับไม่สนใจศัตรูที่เข้ามาใหม่  อสูรกายเหมือนงูอ้าปากกว้าง พุ่งเข้าหาสัตว์อสูรสีขาวที่ไม่คิดจะหลบ  มันเอาอุ้มเท้าใหญ่กระทืบลงพื้นเบาๆ แท่งน้ำแข็งแหลมยาวก็พุ่งทะลุจากพื้นเสียบเข้ากลางลำตัวของสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งงู   “ฉ่า!!” สัตว์อสูรเหมือนงูดิ้นปางตายเพื่อเอาชีวิตรอดจากแท่งน้ำแข็งหากมันกลับทำไม่สำเร็จ ลมหายใจของมันจึงเริ่มแผ่วลง   “อสูรชั้นต่ำ! อุสาหนีรอดมาได้แล้วยังกลับมารนหาที่ตายอีก กลิ่นคราวเลือดของพวกเจ้ามันเหม็นสาบชะมัด! แถมรสชาติยังหวยแตกอีกตางหาก!! ”อสูรสีขาวมองสิ่งมีชีวิตใกล้ตายอย่างสมเพช และกระโดดจากไปอย่างไม่ใยดี   “บู่ววว” เสียงเห่าหอนดังก้องไปทั่วดินแดนสีขาว เป็นสัญญาณบอกว่าราชาได้กลับมาเยือน…    ………………………….   “นี่มัน” อัตสึโกะเข้าไปหยิบบ้างสิ่งที่อยู่ในซอกหินขึ้นมาดู  ทุกคนยังตกใจกับสภาพของหมู่บ้านที่ถูกพังทยายย่อยยับ แม้มนุษย์ยังไม่เหลือรอดสักราย  “อัตสึโกะไม่มีใครรอดชีวิตเลย แต่..ฉันเจอนี้” มาริโกะบอกแล้วโยนของที่เหมือนกันให้อัตสึโกะดู “ฉันก็เจอค่ะ เหมือนมันโดนอะไรกัดจนตาย” อัตสึโกะหันกลับมาบอก “อัตจังน้ำแข็งที่รอบๆหมู่บ้านนี้ มีพลังเวทย์คล้ายกับคนในฮูดสีดำถึง65% แต่มันค่อนข้างแตกต่าง ฉันบอกไม่ถูก” ฮารุนะลืมตาพร้อมเอามือที่สัมผัสน้ำแข็งออกมา “คนในฮูดสีดำ! แสดงทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเขา เขาฆ่ามนุษย์พวกนี้! แล้วยังทำลายหมู่บ้าน!” "ไม่ใช่หรอกดูจากการฆ่ามนุษย์ที่นี่แล้ว คงเป็นฝีมือของ ‘ลามิอา’ ปีศาจในเทพนิยายที่ส่วนบนเป็นผู้หญิงส่วนล่างเป็นงู มันฆ่ามนุษย์โดนการสูบเลือดเนื้อออกจากตัวน่ะ แต่ว่า..คงมีการปะทะกันเกิดขึ้นที่หมู่บ้านนี้ ทั้งหมู่บ้านเลยแปรสภาพเป็นน้ำแข็ง เนียวโรล่ะ ว่ายังไงบ้าง" มาริโกะหันไปขอความเห็นจากฮารุนะ “ฉันไม่รู้  แค่สัมผัสได้ถึงพลังเวทย์ที่คล้ายกันกับคนในฮูดสีดำจากน้ำแข็งแท่งนี้ แถมรอบๆนี้ยังมีไอเวทย์ป้องกันแผ่ออกมาจากน้ำแข็งด้วย มันน่าจะสร้างขึ้นมาแทนกำแพงที่พังไปมั้ง”  “ ฮิเมะ ฮารุนะพูดมาเป็นความจริง รอบๆนี้มีไอเวทย์ป้องกันแผ่ออกมาจากน้ำแข็งในปริมาณมากจนสามารถป้องกันสัตว์ร้ายได้” ซาเอะสนับสนุนคำพูดของฮารุนะ “แสดงว่าต้องมีอะไรบางอย่างปะทะกับสัตว์ร้ายที่บุกเข้ามาในดินแดนนี้แล้วร่ายเวทย์ป้องไว้กันสินะ พวกเราเข้าไปกันเถอะ ไปที่ดินแดนฝั่งตรงข้ามกัน! พวกเราต้องรู้อะไรเพิ่มเติมแน่” “อื้ม” ทุกคนตอบรับก่อนรีบกลับขึ้นไปบนรถเกวียนวัวทันที พวกเขาจำเป็นต้องไว้อาลัยผู้คนจำนวนมากที่เสียชีวิตไป และมุ่งหน้าเข้าสู่อันตรายต่อไปที่รออยู่   ..........................................................................................................................
  13. Ch.2 ก่อนมุ่งหน้าสู่ดินแดนสีขาว        ในห้องขนาดกลางของโรงแรมเก่าๆ ทุกคนรวมถึงคนที่ถูกเรียกกลับมาอย่างกระทันหันอย่าง ยูโกะกับซาเอะ นั่งล้อมวงกันโดย หญิงสาวรูปร่างสมส่วนน้องเล็กของกลุ่มนั่งห้อยขาอยู่บนเตียงด้านซ้าย ตรงข้ามฮารุนะกับมาริโกะซึ่งกำลังนั่งปรึกษากันบนเตียงริมขวาด้วยท่าทางเคร่งเครียด ส่วนด้านหน้าคู่หูตัวเล็กใหญ่ยกมือกอดเข่า ซึ่งอีกคนตีสีหน้าไม่พอใจ ผ่านมา 5 นาทีหลังเกิดเหตุทุกอย่างก็เข้าสู่ความโกลหน  คทาเวทย์ของฮารุนะถูกส่งกลับไปตรวจสอบความเรียบร้อยเกี่ยวกับเวทมนตร์ปริศนา ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงตรวจสอบรูปแบบของเวทมนตร์เสร็จสิ้น อาจจะกินเวลาหนึ่งวัน สองวัน สามวัน หรืออาจจะใช้เวลาเป็นเดือน แล้วอย่างเลวร้ายที่สุด คือ.. ไม่รู้อะไรเลย “มันเกิดอะไรขึ้นมาริโกะซามะ ทำไมฮิเมะถึงโดนโจมตี” ยูโกะกำหมัดจนมือสั้น  อยากจะเห็นหน้าไอ้คนที่มันกล้าทำอย่างนั้นจริงๆ เธอจะจับมันมา ฆ่า ฆ่า ฆ่าให้ตายเลยคอยดู “ฉันไม่รู้” มาริโกะส่ายหน้าอย่างหมดหนทางและรู้สึกผิดเที่ปล่อยให้อัตสึโกะไปเจออันตราย "ตึ่ง!" "บอกว่าไม่รู้มันหมายความว่ายังไงคะ" คนพูดทุบพื้นอย่างแรงด้วยความโกรธที่พร้อมจะลุกขึ้นไปกระชากคอเสื้อพี่ใหญ่มาเคลียร์กันให้รู้เรื่อง "ยูโกะ แกใจเย็นก่อนดิเว้ย คือ... ไม่ใช่ความผิดของมาริโกะเขานะ" ซาเอะรีบปรามเพื่อนแล้วกระชากเสื้อกลับมานั่งลงตามเดิมท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมในห้อง ยูโกะหันหน้าเขาหากำแพงไม่ยอมมองหน้าใคร ก่อนเจ้าหญิงตัวต้นเรื่องจะพูดบ้าง “อย่าโทษมาริโกะเขาเลย ฉันเองก็ไม่รู้อะไรเหมือนกัน แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอาณาจักรต้องสาป ฉันกำลังนั่งอยู่ดีๆคนในฮูดสีดำก็ปรากฏตัวขึ้นมา แล้วเขาบอกฉันว่า ‘จงกลับไปซะ ที่นั่นไม่ใช่ที่ของเจ้า’ พอฉันถามกลับไป คนในฮูดสีดำก็เข้าโจมตีฉันเหมือนกับว่า ไม่ต้องการให้เรารู้อะไรเกี่ยวกับที่นั่นไปมากกว่านี้”   คนตัวเล็กในห้องถอนหายเฮือกใหญ่ใจและพูดอีกครั้ง    “ฮิเมะ เราตัดใจดีไหม ถ้าเรายังดึงดันต่อไปคนในฮูดสีดำต้องเข้าโจมตีเราอีกครั้ง” เธอยอมรับว่าเธอกลัว กลัวที่จะปกป้องหญิงสาวเจ้าของรอยยิ้มสดใสไม่ได้  “ไม่! เราจะไม่ตัดใจ ยิ่งรู้ว่ามีคนโจมตีพวกเรา ยิ่งแสดงว่าที่อาณาจักรนั้นต้องมีความลับแน่ๆ ถ้าเราเจอคนในฮูดสีดำอีกครั้ง เราต้องจับตัวเขามาให้ได้ เพราะเขาต้องรู้อะไรเกี่ยวกับที่นั่น” อัตสึโกะกล่าวอย่างเด็ดเดียว ใครจะยอมตัดใจกัน มาถือขนาดนี้แล้วแท้ๆ เธอจะไม่ยอมกลับไปมือเปล่าหรอก “ ฮิเมะ มันอันตรายเกินไปนะ! ขนาดเวทมนตร์ที่เขาใช้เรายังไม่รู้จัก แล้วจะให้…” “ถึงยังไงเราก็ต้องสู้กับเขาอยู่ดี! ถ้าเรากลัวขึ้นมา มันได้อะไรล่ะ ทางที่ดีเรารอให้ยูกิรินตรวจสอบเวทย์น้ำแข็งบ้าๆนั้น แล้วเรามาหาทางรับมือกับเขาไม่ดีกว่าหรอ” “ฮิเมะ!”   “เอาน่าๆ ทั้งสองคนใจเย็นๆกันก่อน” มาริโกะตัดสินใจหยุดการทะเลาะวิวาทของทั้งสอง ดูท่าเรื่องมันจะไม่จบง่ายๆอย่างที่คิดเสียแล้ว “จะว่าไปแล้ว ภาษาพูดของคนในฮูดนั้นมันก็ดูโบราณๆนะ” ฮารุนะออกความเห็นหลังจากที่นั่งไตรตรองข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาดูไม่เหมือนคนในยุคนี้เลย “หืม” มาริโกะส่งเสียงครางในลำคออย่างแปลกใจกับคำพูดของแม่มดสาว  โคจิมะ ฮารุนะ ที่รับตำแหน่งผู้คุ้มกันเจ้าหญิงด้วยความสามารถทางเวทมนตร์ที่หลากหลาย “ภาษาพูดของเขามันค่อนข้างออกไปทางพวกคนยุดกลางเหมือนตาแก่เจ้าของโรงแรมนี้”  “จะว่าไปมันก็ใช่นะ ภาษาของเขามันค่อนข้างโบราณ แล้ววิธีการพูดของเขา มันดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ทั้งๆที่เขาน่าจะอายุพอๆกับพวกเราแท้ๆ” อัตสึโกะหาข้อมาสนับสนุนความคิดฮารุนะ “เฮ้อ... ทั้งเวทย์ประหลาด ทั้งเรื่องภาษาพูดสินะ” มาริโกะขมวดคิ้วเข้าหากันแล้วนำมือทั้งสองมาประสานกันไว้อยู่บนหน้าตักอย่างครุ่นคิดเรื่องสำคัญ “อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะ พรุ่งนี้พวกเราต้องออกเดินทางกันแล้ว จะเอายังไงต่อ”  แล้วคำพูดของซาเอะสะกิดใจใครหลายคนเพราะตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่จะเดินทางต่อเลย “ฮิเมะ เอายังไงล่ะ” มาริโกะตัดสินใจขอความเห็นจากคนที่เสนอให้ออกเดินทางไปที่เมืองนั้น ถ้าจะถามว่าใครมีอำนาจมากที่สุดในเวลาอย่างนี้ ก็มีแค่ อัตสึโกะคนเดียว “พรุ่งนี้เราจะเข้าไปที่อาณาจักรนั้นเหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถึงแม้จะมีอันตรายเพิ่มก็ขอให้ทุกคนระวังตัวด้วย เราอาจจะได้ปะทะกับคนในฮูดเหมือนเดิม หวังว่าทุกคนคงเข้าใจสิ่งที่ฉันพูดนะ”  เมื่อจบคำกล่าวไม่ถึงสามวินาทียูโกะก็ลุกพรวดจากพื้นอย่างมีน้ำโห เธอตวัดดวงตาแข็งกร้าวมองอัตสึโกะ  “ขอตัวก่อนนะ!”  “ปัง!” “….” “แหะๆ” ซาเอะหัวเราะแหะๆ แล้วยกมือขึ้นมาเกาหัวเมื่อยูโกะปิดประตูใส่หน้าเธอ “ฮิเมะยูโกะมัน...” “ฉันเข้าใจค่ะ” ใบหน้าของหญิงสาวหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด คนชอบทำตัวเข้มแข็งพยายามส่งยิ้มฝืนๆออกมาให้ทุกคนสบายใจ ไม่ใช่ไม่รู้สึกอะไร แต่ถึงรู้สึกไปก็พูดไม่ได้ เธอไม่ได้ทำเพื่อตัวเธอคนเดียวแต่นี้มันเพื่อคนอื่น ทำเพื่อประเทศของตัวเอง “เฮ้อ... เอาเถอะน่า เดี๋ยวยูโกะมันก็ดีขึ้น อย่าคิดมาก” มาริโกะถอนหายใจยาวๆขณะเหลือบมองประตูบานนั้นที่หญิงสาวตัวเล็กเดินออกไป “นิ มาริจัง อัตจัง เดี๋ยวฉันขอไปดูยัยนั่นหน่อยนะ” ฮารุนะนั่งอยู่บนเตียงข้างมาริโกะกล่าวเสียงอ่อย จะว่าไปเธออยู่ตรงนี้ก็คงช่วยอะไรไม่ได้ “ตามใจเถอะ แล้วอย่าไปชวนยูโกะทะเลาะล่ะ เนียวโร” มาริโกะเตือนคนเฉื่อยทั้งๆที่ไม่อยากให้ฮารุนะอยู่กับยูโกะเท่าไหร่ เพราะสองคนนี้อยู่ด้วยกันทีไรต้องทะเลาะกันทุกที เธอกลัวจะเป็นเรื่องมากกว่าเดิม ยิ่งช่วงนี้ยิ่งต้องใช้ความสามัคคีอยู่ “รู้แล้วน่า รู้แล้ว” ฮารุนะบอกปัด แล้วรีบเดินไปตามยูโกะ “เข้าใจที่ฉันบอกจริงๆนะ” มาริโกะตะโกนไล่หลังอีกครั้ง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือเสียงปิดประตูดัง “ปัง” “มาริจัง ฉันขอโทษนะ ขอโทษที่ให้ทุกคนต้องมาเดือดร้อน” อัตสึโกะลุกขึ้นจากเตียงเดินไปที่บานหน้าต่าง ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เธอเกลียดที่ต้องตัดสินใจอะไรแบบนี้ที่สุด เฮ้อ ทำไมต้องเป็นแบบนี้อีกแล้ว “ไม่หรอกอัตสึโกะ ฉันเข้าใจเธอดี” มาริโกะเดินเข้าไปตบบ่าหญิงสาวที่เอาแขนเท้าคางอยู่บนขอบหน้าต่างอย่างให้กำลังใจ “ฮิเมะ อย่าคิดมากน่า ยูโกะมันไม่ได้อะไรหรอก ฮิเมะรู้ดีนิว่ามันเป็นห่วงฮิเมะ เดี๋ยวมันก็หายโกรธเองแหละ” ซาเอะเหล่มองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างทั้งสองคน “ค่ะ ฉันรู้” อัตสึโกะขานรับเบาๆ ก่อนที่สายตาจะโฟกัสไปยังท้องฟ้า คล้ายกันกับสีตาของคนในฮูดเลย ทั้งที่มันออกจะงดงามขนาดนั้นแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้แสดงออกชัดว่าเจ็บปวดนะ ถึงแม้บางเรื่องจะรู้ดี แต่ก็มีเรื่องที่ยังไม่เข้าใจอีกมากมาย คุณเป็นใครกัน     ……………………………….      ด้านหนึ่งแถวริมป่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณไม้เขียวขจี  สัตว์ป่าน้อยใหญ่วิ่งวนรอบป่าไม้ ร่างหนึ่งนอนหลับสบายอยู่บนต้นไม้หนึ่งในป่า ดึงใบไม้เล่นอย่างเพลิดเพลิน หลับตาพริ้มรับสายลมที่ผ่านมา เสนาะฟังเสียงธารน้ำและฝูงปลาที่แหวกว่าย “ท่านไปยุ่งกับคนพวกนั้นทำไม” สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก รูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ทุกประการ มีปีกขนาดเล็กสี่ปีกเหมือนผีเสื้อที่แผ่นหลัง ยืนเท้าเอวบนอากาศด้วยความขุ่นเคือง “เมื่อไหร่เจ้าจะเลิกยุ่งกับข้าเสียที เจ้ามันน่าปวดหัวซะจริง นั่นมันเป็นเรื่องของข้าน่า” คนนอนสะบัดมือขับไล่สิ่งมีชีวิตกระจ้อยร่อยออกไปให้พ้นจากรัศมีสายตาอย่างรำคาญ ชอบยุ่งไม่เข้าเรื่อง “หึ ทำไมข้าถึงยุ่งเรื่องของท่านไม่ได้ ในเมื่อข้าเองก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวท่าน” เจ้าภูติน้อยพูดจากวนประสาทบินวนรอบต้นไม้หมายรบก่อกวนคนนอน ทำให้เขาลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างหัวเสีย ก่อนนำมือข้างหนึ่งตะปบภูติน้อยกำไว้แน่น “ปล่อยข้านะ! ปล่อยนะๆ”  “เจ้านิมันชอบยุ่งกับข้าเสียจริง ลินดาเจ้าจะไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ อย่ามายุ่งกับข้าให้มันมากนัก” ร่างเล็กพูดเอื่อยๆพร้อมปล่อยยัยภูติน้อยให้เป็นอิสระ  เจ้าของชื่อบินออกมาไอสองสามที แต่มิวายที่จะหาเรื่องต่อ “ข้าไปแน่ๆ ถ้าท่านบอกข้าว่า ท่านไปยุ่งคนพวกนั้นทำไม”  “อย่ายุ่งไม่เข้าเรื่องน่า ข้าแค่ไม่อยากให้ใครต้องเข้าไปที่นั่นอีก” น้ำเสียงที่บอกกับภูติน้อยเริ่มกดลงต่ำเรื่อยๆ จนรอบๆมีไอ้เย็นแผ่รัศมีออกมา 'เจ็บปวด' ใช่ ข้าเจ็บปวดกับมันเหลือเกิน เรื่องที่ไม่น่านึกถึงพรรณนี้  “ข้าขอโทษ ท่าน...” “อย่าพูดถึงชื่อนั้นเถิดลินดา เพราะสิ่งที่เจ้ากำลังจะพูด มันกลายเป็นสิ่งที่นานมาแล้ว มันได้ตายไปแล้ว...” ร่างบนต้นไม้[vdเสียงเรียบแฝงความต้องการของตัวเองที่ไม่อาจทำให้ปราถนาเป็นจริงเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านมา “ถ้าเช่นนั้นข้าต้องขอโทษอีกครั้ง วันพรุ่งนี้น่ะ เป็นคืนที่แสงจันทร์ส่องสว่างมากที่สุดนายเหนือหัวของข้า” “หืม...ถึงวันเพ็ญแล้วหรือ” ร่างเล็กถามด้วยเสียงเย็นๆ ดวงตาฉายแววเศร้าสร้อยออกมา “เช่นนั้น นายแห่งข้า” “ได้เวลาอีกแล้วสินะ”คนบนต้นไม้ทอดสายตาไปที่พื้นก่อนจะกระโดดลงมาอยู่ด้านร่างในท่วงท่าสง่างาม “นี่ ลินดา ข้าว่า ข้าจะหวนคืนสู่ดินแดนสีขาว” ร่างเล็กกล่าวจบก็กระโจนลับตาด้วยความรวดเร็วที่แทบมองตามไม่ทัน “ท่าน...” ภูติน้อยมีท่าทางตกใจกับคำพูดทิ้งท้าย มันไม่อาจเข้าใจความคิดของผู้เป็นนายได้ ทั้งๆที่ผู้เป็นนายละทิ้งดินแดนสีขาวมานานแสนนานแล้ว เหตุใดเล่า ผู้เป็นนายถึงคิดหวนคืนสู่ดินแดนนั่นอีกครา….   …………………………………………..   ฮารุนะยืนอยู่หน้าห้องของยูโกะประมาณสามสี่นาทีแล้ว จึงตัดสินใจลงมือเคาะประตูห้องเพื่อหวังจะเข้าไปคุยปลอมใจคนด้านใน “ก๊อกๆ” "..." ไม่มีเสียงตอบกลับมา “ฉันเข้าไปนะ”  หญิงสาวตัดสินใจอีกครั้งที่จะเปิดประตูห้องเข้าไปด้านในอย่างถือวิสาสะเมื่อเจ้าของห้องไม่ตอบรับ ร่างเล็กนั่งอยู่บนเตียงเหล่ตามองคนเข้ามาด้วยความแปลกใจ เพราะไม่คิดว่า คนที่เข้ามาหาจะเป็นฮารุนะ ส่วนมากไม่เป็นมาริโกะก็เจ้าซาเอะเพื่อนบ้า “มีอะไรล่ะ” ยูโกะถามด้วยเสียงที่ไม่ค่อยสบอารมณ์ ความจริงก็ไม่อยากคุยกับใครทั้งนั่นล่ะ โดยเฉพาะฮารุนะยิ่งแล้วใหญ่ กลัวจะเผลอตวาดใส่น่ะสิ “ทำไมถึงพูดแบบนั้นกับอัตจัง” “ถ้าจะมาพูดเรื่องนี้ก็กลับไปเถอะ ฉันยังไม่อยากอารมณ์เสียอีกรอบ” ยูโกะเบือนหน้าหนีหญิงสาวที่พึ่งเข้ามาราวกับกลัวอีกฝ่ายจะอ่านความคิดตนได้ “เธอน่ะ ห่วงอัตจังมากไปรึเปล่า เธอน่าจะรู้ดีกว่าใครว่าเขาเป็นคนแบบไหน” ฮารุนะเดินเข้าไปนั่งบนเตียงฝั่งตรงข้ามคนตัวเล็ก เธอพยายามจ้องเอาคำตอบจากแววตาที่ไม่ยอมหันมอง ยูโกะรู้ว่าตัวเธอเป็นอย่างที่ฮารุนะบอก “ก็เพราะอย่างนั้น ฉันถึงได้โกรธไงล่ะ! ทั้งๆที่มันมีอันตรายแต่ฮิเมะยังตัดสินใจเข้าไป! ถ้าเกิดฮิมะเป็นอะไรขึ้นมา พวกเราจะทำยังไง เธอคงไม่ลืมใช่ไหม ฮิเมะเป็นใคร มียศอะไร มีความสำคัญขนาดไหนต่อประเทศ” ยูโกะเริ่มขึ้นเสียงอย่างอดไม่ได้ เธอมันเป็นห่วงนิ ทำไมไม่มีใครเข้าใจ “เพราะแบบนี้ ฉันถึงบอกเธอว่าเธอห่วงอัตจังมากเกินไป! เธอลืมไปแล้วหรอว่า ที่เราตามอัตจังมาเพราะอะไร ถึงฉันจะกลัว จะไม่อยากทำขนาดไหน แต่นั้นมันคือสิ่งที่อัตจังต้องการ สิ่งที่อัตจังจะทำเพื่อประเทศ ฉันเลยจำเป็นต้องทำเหมือนกัน”  “…”ยูโกสะอึกเเพราะสิ่งที่ฮารุนะพูดมามันคือความจริง ที่พวกเธอมาทำแบบนี้เพราะมันคือความต้องการของอัตจัง เจ้าหญิงขี้กลัวแต่ยังแกล้งฝืนทำเป็นกล้า “ยูโกะ ฉันคิดว่า เธอกำลังรู้สึกอะไรกับฮิเมะรึป่าว ในฐานะของอัศวินเธอไม่ควรมีความรู้สึกแบบนี้ เธอคงเข้าใจความหมายที่ฉันพูดดีนะ” ฮารุนะเตือนคนเงียบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ไม่ต้องมาเตือนฉันหรอกน่า ฉันรู้ตัวดี” ยูโกะบอกปัดราวกับมันเป็นเรื่องน่ารำคาญ “ถ้ารู้ตัวก็ดี ไปขอโทษฮิเมะด้วย!” ฮารุนะกล่าวจบ ก็เดินสะบัดก้นหนีคนที่นั่งอยู่บนเตียงฝั่งตรงข้าม “ปัง” แล้วเสียงปิดประตูอย่างรุนแรงก็ตามมาอีกระลอกไม่ได้กลัวเลยว่าประตูมันจะพังหรือไม่ “เฮ้อ คนที่ไม่รู้อะไรเลย อย่ามาพูดดีกว่า” ยูโกะบ่นออกมาเบาๆแล้วนอนแผ่ตัวลงบนเตียงอย่างเหนื่อยล้า   ‘ใช่ คนที่ไม่รู้อะไรเลยอย่างเธอ อย่าพูดดีกว่า’   . .   “อัตสึโกะ จะยืนอยู่ตรงนั่นอีกนานไหม” ซาเอะเริ่มบ่นหลังจากที่เห็นอัตสึโกะยืนอยู่ตรงขอบหน้าต่างมานานเกือบชั่วโมง แถมยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับไปไหนจนพี่ใหญ่ของกลุ่มก็ขอตัวออกไปข้างนอกห้องตั้งนานแล้ว ‘น่าอึดอัดชะมัด’ เหม่ออะไรอยู่กันนะ “ฮิเมะ!ฟังกันมั่งซิ” ซาเอะเริ่มโวยวายใส่คนเงียบ มันวังแวงนิ “ว่ามาซิ ฉันฟังอยู่” คำตอบนี้แทบทำเอาซาเอะหน้าคะมำ ใครว่าคนที่เป็นเจ้าหญิงจะ น่ารัก สุภาพ เรียบร้อย เป็นกุลสตรี กวนไม่เป็น ขอบอกเลยว่าพวกคุณคิดผิด!! เพราะเจ้าหญิงคนนี้แทบไม่มีคุณสมบัติดังที่กล่าวมาเลยสักนิด! กวนแสนกวนนั้นที่หนึ่ง ทำตัวปั้มๆเปร่อๆ ซุมซามไม่เข้าเรื่องอยู่บ่อยครั้งจนอัศวินอย่างพวกเขาต้องคอยระวังตัวให้  “ฮิเมะจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหมมม ฉันเห็นแล้วฉันเมื่อยแทน” “งั้น ซาเอะขึ้นมายืนด้วยกันไหมล่ะ พระอาทิยต์กำลังจะตกเลย ดูซิ” อัตสึโกะไม่พูดเปล่ายังชี้มือไปที่พระอาทิตย์กลมโตสีแดงที่กำลังเคลื่อนลงลับขอบฟ้า ส่องแสงสีส้มแดงทั่วสารทิศ ถึงไม่ขึ้นไปดูก็เห็นเฟ้ยย   แล้วก็น่ะ คำพูดนี้โครตจะตรงประเด็นเลยยย   “ไม่ล่ะ” ซาเอะบอกปัดทันทีเมื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกแกล้ง “ฮ่าๆ ล้อเล่นน่า” อัตสึโกะหันมาหัวเราะกับท่าทางตลกๆของซาเอะที่ทำให้คล้ายเครียดไปได้เยอะ “นี่ ฮิเมะ กำลังคิดอะไรอยู่เห็นยืนเหม่อมานานแล้วนะ”  เธอเลิกคิ้วอย่างแปลกใจก่อนยอมเดินกลับมานั่งที่เตียง “เรื่องของคนที่เข้าโจมตีน่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแต่พอได้เห็นแววตาสีฟ้าเย็นชาที่เต็มไปด้วยความเศร้า  มันทำให้ชวนคิดไม่ได้ว่าเขาคนนั้นกำลังซ่อนอะไรอยู่ ทำไมถึงได้เย็นชาขนาดนั้น ทำไมถึงได้ดูเศร้าขนาดนั้น” “เห๋~ดูถ้าว่า ฮิเมะจะสนใจเขานะเนี่ย กริ๋วๆ แอบมีลับลมคมในอะไรรึเปล่า” ซาเอะอุทานคล้ายคนตกใจ ปกติคนอย่างอัตสึโกะแทบไม่ค่อยสนใจอะไรยกเว้นเรื่องที่ตัวเองอยากสนใจ ถึงขนาดสังเกตความรู้สึกอย่างนี้มันดูไม่ธรรมดาแล้ว “บ้า! จะไปมีได้ไงเล่า พึ่งจะเคยเจอกันเอง แถมคนๆนั้นน่ะ ยังนิสัยแย่สุดๆ!” อัตสึโกะรีบปฏิเสธอย่างร้อนตัวเพราะกลัวถูกเข้าใจผิด คนอย่างนั้น จ้างให้ก็ไม่มีวันเข้าไปยุ่งด้วยเด็ดขาด! “เอ๋... งั้นเหรอ..ว่าแต่รูปร่างหน้าตาเขาเป็นยังไงละ ฮิเมะไม่ยอมบอกรายละเอียดอะไรกับฉันเลยนิ” ซาเอะสงสัยกับท่าทางร้อนตัวแต่ก็ไม่ใสใจมาก เอาเถอะ เธอคงคิดมากไปเอง “ฉันไม่รู้หรอก เขาใส่หน้ากากปิดหน้าไว้ แล้วไหนจะเสื้อฮูดสีดำตัวยาวอีก แต่ที่แน่ๆเขาคงตัวพอๆกับยูโกะ แล้วก็...” “แล้วก็อะไร”  “เขาเป็นผู้หญิงเหมือนพวกเรา” “เอ๋~” “แปลกใจอะไรล่ะ” อัตสึโกะย่นคิ้วกับเสียงอุทานที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ก็แค่เขาเป็นผู้หญิงเท่านั้นเองนะ ไม่เห็นมีอะไรต้องแปลกใจ “เปล่าๆ แค่ไม่คิดว่าเขาจะเป็นผู้หญิงน่ะ” “ก็เป็นเรื่องปกตินิ” “นั้นซินะ ก็แค่เรื่องปกติ” ซาเอะทวนคำพูดแล้วนั่งเงียบไปสักพัก “ทำไมล่ะ พูดอย่างกับมันเป็นเรื่องประหลาดไปได้”  บอกได้ว่าเธอประหลาดใจกับคำพูดของอัศวินสาวท่าทางเหมือนผู้ชาย เธอก็ว่าไม่แปลกอะไรนิที่เขาจะเป็นผู้หญิง หรือมันแปลกเนี่ย ชักจะไม่แน่ใจ “ก็นะ ฉันอธิบายไม่ถูก แต่มันแค่เรื่องปกติจริงๆนั้นแหละ เออ จริงซิ... นีจะมืดแล้ว ฮิเมะหิวรึยัง” ซาเอะถามในสิ่งที่คาดว่าคำตอบคือใช่ ก่อนที... “แอ๊ด~” “อ้าว คุยกันอยู่เหรอ แล้วมาริจังล่ะ ไปไหนแล้ว” เจ้าของฉายาจอมเฉือยเปิดประตูกลับเข้ามาถามหาคนที่ไม่อยู่ในห้องด้วยตอนนี้ “อ๋อ รายนั้นขอตัวออกไปข้างนอกน่ะ เห็นบอกว่าจะไปหาข้อมูลอะไรทำนองนั้นแหละ” อัตสึโกะเป็นคนตอบคำถามทั้งหมด ใครว่าเธอไม่สนใจความเปลี่ยนไปในห้อง เห็นเธอเหม่อๆแต่ก็เก็บรายละเอียดทุกเรื่องนะ แค่ไม่อยาก.. สนใจตอนซาเอะพูดแค่นั้นเอง.. ซาเอะยิ้มฟืดๆ นี่ ตนถูกอัตสึโกะแกล้งเมินสินะ   “อ๋อ~” ฮารุนะขานรับแล้วเดินเข้าไปนั่งจุ่มปุ๊กลงบนเตียงของตัวเองซึ่งสิ่งที่ฮารุนะคาดไว้ว่าต้องถูกถามจากเจ้าหญิงก็มาจริงๆ “ฮารุนะ ยูโกะเป็นยังไงบ้าง”  “ก็ปกติเหมือนทุกครั้ง เดี๋ยวก็หายเอง ตอนนี้ทิ้งให้อยู่คนเดียวไปก่อนเถอะ อัตจังยังไม่ชินอีกหรอ”  “เปล่าเหรอ ไม่ใช่ว่าไม่ชิน แค่รู้สึกไม่ดีที่ต้องมาทะเลาะกันน่ะ”  “เอาน่าฮิเมะ บอกแล้วว่าไม่ต้องไปใส่ใจมาก” ซาเอะช่วยให้กำลังใจน้องสาวอีกแรง คนอย่างยูโกะน่ะ โกรธอัตสึโกะได้ไม่ถึงวันหรอก  “อื้ม” อัตสึโกะขอให้เป็นอย่างนั้นและเตรียมลุกไปที่ไหนสักแห่ง... ซึ่ง... “จะไปไหนน่ะ ฮิเมะ” ซาเอะเรียกไว้ด้วยความแปลกใจ จู่ๆจะมาทิ้งกันไปนินะ “อาบน้ำ” “ฉันไปด้วยซิ!” “ฟิ้ว” “เหวอ!” “ปักๆ” “หยุดเลยนะ ซาเอะ!” ฮารุนะปรามเสียงดุเสกมีดขนาดเล็กปาใส่ซาเอะ โชคดีที่ซาเอะกระโดดหลบทัน ไม่เช่นนั้นหัวคงโดนมีดนั่นปักแทนกำแพงแน่ๆ “โธ่ แค่ล้อเล้นน่า!  ถ้ามีดนั้นมันโดนหัวฉันขึ้นมาจริงๆจะทำยังไงเล่า!” ซาเอะโวยวายชี้นิ้วไปที่มีดเล่มเล็กอย่างหัวเสีย “ก็รู้ว่ามันไม่มีทางโดนไงล่ะถึงได้ทำ ใครบอกให้เธอพูดแบบนั้นใส่ฮิเมะ สมน้ำหน้าอยากหื่นดีนัก” ฮารุนะลอยหน้าลอยตาพูด ไม่ได้รู้สึกผิดแม้แต่น้อยกับสิ่งที่ทำ “นี่เธอ!..." "ฮ่าๆๆ" ซาเอะกำลังจะเถียงฮารุนะกลับ แต่ก็ต้องเปลี่ยนความสนใจไปที่คนหัวเราะท้องขับท้องแข็ง ‘อะไรกัน ยิ้มแล้วแหะ เห็นทำหน้าเครียดอยู่ตั้งนาน’ “แบบนี้ดีแล้วละนะ” ฮารุนะขยับปากพูดกับซาเอะ      ‘นั้นซินะ’  ซาเอะคิด ก่อนที่... “ฮิเมะ ฉันไปอาบน้ำด้วยน้าาา” “บอกว่าไม่ได้ไงเล่า!” ฮารุนะตะโกนเสียงโหดพร้อมมีดสั้นสามเล่มถูกซัดออกมาจากฝ่ามือใส่เจ้าตัวการจอมหื่นที่กระโดดม้วนตัวหลบแทบไม่ทัน “โหดเกินไปแล้วเฟ้ย!”   “ฉันไม่ได้โหด! ฉันเคยบอกว่าทุกคนอาบน้ำกับฮิเมะได้ ยกเว้น เธอ กับ ยูโกะ! พวกตัวอันตรายต่อร่างกาย!” ฮารุนะดุเสียงดังตัดสินใจร่ายเวทย์อีกครั้งโดยไม่สนใจว่ากำแพงห้องมันจมีรูะพรุนมากเท่าไหร่ “ฮ่าๆๆ ทั้งสองคน หยุดได้แล้ว เดี๋ยวห้องก็พังกันพอดีหรอก ซาเอะจะมาอาบน้ำกับฉันก็เอาซิ” อัตสึโกะขำจนน้ำตาเล็ด ค่อยๆยกมือขึ้นมาเช็ดมันออกช้าๆ “ฮิเมะพูดจริงนะ!!” ซาเอะทำหน้าดีใจเหมือนถูกรางวัลที่หนึ่ง ผิวขาวๆ ร่างกายสมส่วนของฮิเมะ อ่า คิดแล้วเลือกกำดาวแทบพุ่ง “บอกว่าไม่ได้ไง ฮิเมะอย่าไปชวนเขาซิ!” ฮารุนะยิ่งโวยวายหนัก เพราะอัตสึโกะดันแกล้งใครไม่แกล้งดันมาแกล้งพวกหื่น “ฮ่าๆ” “ฮารุนะ ฮิเมะชวนฉันแล้วนะ เธอมาห้ามได้ไงกัน...โอ๊ย!!” ซาเอะร้องอุทานออกมาด้วยความเจ็บ เมื่อ... “ฮารุนะพูดน่ะมันถูกแล้ว มีหวังให้เธออาบน้ำกับฮิเมะเดี๋ยวได้เกิดเรื่องพอดี ฉันยังไม่อยากโดยพระราชาเรียกตัวกลับไปเทศนน่ะ แล้วก็ฮิเมะไปชวนยัยหื่นนี้ได้ไง เดี๋ยวก็ยิ่งได้ใจใหญ่” คนมาใหม่ดุคนหื่นซึ่งมือยังค้างอยู่บนหัวที่พึ่งเขกไปสดๆร้อนๆอยู่เลย “อ้าว มาริจังกลับมาแล้วเหรอ” ฮารุนะลดมือที่ร่ายเวทย์ลงช้าๆ ถือซะว่าเป็นการช่วยชีวิตของเก่าๆให้อยู่รอดปลอดภัยไปอีกวัน เจ้าพวกนี้ ละสายตาเป็นไม่ได้ “อืม แต่พวกเธอนิ ฉันไม่อยู่แค่แปบเดียว เล่นอะไรกันเป็นเด็กๆไปได้ ดูซิ ห้องเป็นรูหมด” มาริโกะทำหน้าเอือม ก็สภาพห้องมันเละซะจนไม่รู้จะบรรยายยังไง นี่ถ้าไอ้เจ้าของโรงแรมมาเห็นเข้า พวกเธอคงได้ถูกปรับค่าเช่ากันจม “น่าๆ แค่นิเดียวเอง เดี๋ยวร่ายเวทย์ซ้อมมันกลับมาเป็นเหมือนเดิมเองละ” ซาเอะเข้าไปจัดการพวกรูที่เกิดขึ้นจากฝีมือของฮารุนะ “งั้นเดี๋ยวฉันไปอาบน้ำก่อนนะคะ” ตัวการของเรื่องหัวเราะร่าเดินหายเข้าไปในห้องน้ำหน้าตาเฉย ถึงอย่างนั้นทั้งสามคนที่อยู่ในห้องกลับเบาใจอย่างประหลาด เพราะอย่างน้อยฮิเมะของพวกเขาก็ยิ้มออก “พวกเธอจริงๆเลยนะ จะทำให้ฮิเมะหัวเราะ มันต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ”  “รู้ด้วยเหรอ” ซาเอะค่อนข้างตะลึงกับสิ่งที่มาริโกะพูดระหว่างกำลังวุ่นวายกับการร่ายเวทย์คืนสภาพให้กำแพงห้องกลับเป็นเหมือนเดิม “ต้องรู้ซิ มันมีอยู่เรื่องเดียวแหละที่ทำให้พวกเธอ ไม่ซิ อาจจะเป็นพวกเราต้องทำอะไรบ้าๆเพื่อทำให้ฮิเมะหัวเราะออกมาได้ แต่มันมีตั้งหลายวิธีนะ ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้เลย” มาริโกะยกมือเท้าค้างมองทั้งสองคน “ฉันคิดวิธีอื่นไม่ออกแล้วนิน่า” ซาเอะทำหน้าเซ็ง “หึมๆ เลยใช้วิธีทำอะไรบ้าๆแบบนี้งั้นสิ” “แล้วจะให้ทำยังไงเล่า!” ซาเอะมองค้อนพี่ใหญ่ตาเหลือก จริงๆเธอไม่ได้หื่นขนาดยูโกะสักหน่อย นั้นมันผลพลอยได้เรื่องที่อัตสึโกะชวนเข้าห้องอาบน้ำอย่างไม่คาดคิดเมื่อกี้ แอบแซงนิดๆแหะ อดได้กำไรเลย “อืม.. มาริจัง เห็นอัตจังบอกว่ามาริจังออกไปหาข้อมูล เป็นไงบ้าง” ฮารุนะถามถึงเรื่องสำคัญหลังจากที่นึกได้ว่ามาริโกะไปทำอะไรมา “ไม่ได้อะไรตามคาดละนะ ฉันออกไปถามคนรอบๆว่าเคยเห็นคนในฮูดสีดำรึเปล่า แต่ทุกคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวว่า ‘ไม่เคยเห็น’ ”   “พวกเราน่ะ กำลังเผชิญกับอะไรอยู่กันแน่” ซาเอะงำงัม  “นั้นซิ  แต่..ไม่ว่ายังไงพวกเราต้องเตรียมตัวแล้ว พรุ่งนี้พวกเราต้องออกเดินทางกันแล้ว จะมามัวกลัวอยู่ก็ไม่ใช่ รายนั้นเขาตัดสินใจแล้วนิน่า” “ค่ะ”  นั้นสินะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ได้ปะมือกันอีกครั้งก็ดีเหมือนกัน …………………………      ภายในห้องน้ำของโรงแรมเก่าๆ ถูกแบ่งเป็นสามส่วนใหญ่ ส่วนที่หนึ่งเป็นอ่างนอนแช่ ส่วนที่สองเป็นฝักบัวและส่วนที่สามเป็นบริเวณปลดทุกข์    หญิงสาวรูปร่างสมส่วน ลองน้ำจนเต็มอ่างและก้าวลงไปนอนแช่ด้วยท่าทางนิ่งๆ “น้ำกำลังร้อนพอดีเลยเนอะ ว่าไหมพอต” อัตสึโกะถามสัตว์อสูรที่ออกมาเองโดยที่เธอไม่ได้อัญเชิญ ราวกับมันรู้ว่าเจ้านายของมันกำลังมีเรื่องทุกข์ใจอยู่ “เหมียว” “พอต ฉันน่ะ เอาแต่ใจตัวเองเกินไปรึเปล่า ฉันรู้ดีนะ ถ้าตัดสินใจแบบนั้น ฉันต้องทะเลาะกับยูโกะ แต่ฉันยังดึงดันที่จะตัดสินใจ ฉันแค่... อยากเข้าไปที่เมืองนั้น ฉันไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไรหลังจากที่ฉันอ่านตำนานของเมืองนั่นจบ ฉันมีความรู้สึกบางอย่าง ความรู้สึกที่ต้องเข้าไปทำอะไรสักอย่าง จะต้องรู้อะไรบางอย่างที่ยังถูกเก็บซ่อนไว้ในเมืองนั้น แล้วก็.....ชั่งมันเถอะนะ” อัตสึโกะนั่งกอดเข่าในอ่างอาบน้ำและค่อยๆยิ้มให้เเมวตัวโปรดที่ จู่ๆมันก็กระโดดเข้ามาในอ่าง ดัง "ตุ้ม" "ดูซิ เปียกไปหมดแล้วนะ พอต" "เหมียว" พอตเข้ามาอ้อนเอาหัวถูๆไถ่ๆกับฝ่ามืออ้อนโยนที่จับมันอุ้มขึ้น "โธ่ แกนิ" อัตสึโกะลูบหัวมันอย่างเอ็ดดูทว่าสายตาของเธอกลับมองไปเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย   'คุณน่ะ คือใครกันนะ ทำไมถึงได้เข้ามาโจมตีฉันล่ะ คุณเกี่ยวข้องยังไงกับอาณาจักรแห่งนั้น ทำไมคุณถึงต้องห้ามด้วย" พอคิดถึงตรงนี้ อัตสึโกะก็หลับตาลงปล่อยให้ใจลอยไปตามความรู้สึกอุ่นของน้ำ   ...................................................................................................
  14. Ch.1 บุคคลปริศนา     ณ เมืองแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการค้าและการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ อันเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆของโลกและเหมาะแก่การเป็นเมืองท่าชั้นหนึ่ง ประชากรที่นี่มีมากกว่าครึ่งหนึ่งจากทั่วทั้งมุมโลก ที่ถูกแบ่งออกเป็นสี่เขตใหญ่ ได้แก่ อาณาจักรเหนือ อาณาจักรใต้ อาณาจักรตะวันออก อาณาจักรตะวันตก ซึ่งในแต่ละอาณาจักรประกอบไปด้วยประเทศย่อยๆอีกราวๆร้อยกว่าประเทศ เช่น อากิบะนคร นันบะนคราช  ซากิเอะนคร ฮากาตะนคร  เมืองแห่งนี้ถือว่าอยู่จุดกึ่งกลางของเขตแดนทั้งสี่จึงถูกแต่งตั้งให้เป็นศูนย์กลางการค้าของประชากรจากทั่วทุกมุมโลก   ภายในนครรัฐ..      พ่อค้าแม่ค้าต่างพากันแหกปากขายของแข่งกันอย่างขยันขันแข็งตั้งแต่รุ่งสางจนเข้าสู่ช่วงสาย ตามฟุตบาทริมทางเดินที่ทอดยาวถึงวนเวียนกลางตัวเมือง พวกอาหาร อาวุธ เครื่องใช้ ข้าวของจำเป็นสำหรับคนเดินทางได้ถูกนำมาเรียงรายบนแผงขายมากกว่าหนึ่งพันร้าน ท่ามกลางเสียงแหกปากของฝูงชน กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งประกอบด้วย หญิงสาวผิวขาวตัวสูงหุ่นดีสวมเกราะเหล็กทำจากเงินแท้ สะผายดาบใหญ่ผาดกลางหลัง ผมสั้นแค่ใบหู หน้าตาดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงทว่าว่าแฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์ ขี้แกล้ง เดินนำอยู่หน้าสุดของกลุ่ม ถัดมาทางซ้ายเป็นหญิงสาวตัวสูงรูปร่างผอมสวมชุดจอมเวทย์สีม่วง ริมฝีปากอวบอิ่มแต่งเติมสีลิปสติกชมพูอ่อนๆ ใบหน้าขาวนวลมีความเย้ายวนตามวัย เธอปล่อยผมสีน้ำตาลยาวสยายเต็มแผ่นหลัง โชว์ความงามและเสน่ห์ของผู้หญิงออกมาอย่างเต็มที่ ห้อยหมวกสีม่วงปลายดำละต้นคอกำลังมองรอบร้านค้าอย่างเบื่อหน่ายพลางถอยหายใจยาวๆ      ถัดมาด้านขวาเป็นหญิงสาวตัวสูงปานกลางท่าทางทะมัดทะแมงเยี่ยงอย่างผู้ชาย แต่งตัวคล้ายนักรบสะผายดาบสั้นสองเล่มข้างเอวไว้ผมซอยสั้นชี้ฟูแถมยังเอามือไปขยี้มันเบาๆจนดูยุ่งกว่าเดิม และมิวายแจกยิ้มโปรยเสน่ห์ให้สาวแถวนั้นได้อ่อนระทวยกันเป็นแถบ พร้อมด้วยหญิงสาวอีกสองคน คนหนึ่งตัวเล็กรูปร่างอกเอวกำลังดี มีเขี้ยวที่มุมปากเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว  เวลายิ้มเป็นคนดูขี้เล่นแถมยังมีลักยิ้มบุ๋มอยู่ข้างแก้ม ใบหน้าออกทะเล้นหน่อยๆตามนิสัยซุกซน แต่งตัวสไตล์ผู้ชายสวมเกราะเหล็กเงินขนาดพอดีตัว สะผายดาบยาวหนึ่งเล่มข้างเอวด้านขวา เดินคู่กับน้องเล็กของกลุ่มพ่วงตำแหน่งไม่เล็กตาม ซึ่งเป็นคนที่มีส่วนสูงและรูปร่างกำลังพอดิบพอดี ไม่ผอมหรือสูง มากหรือน้อยไป แต่งตัวเหมือนคุณหนู ผมยาวสีน้ำตาลดัดลอนถูกปล่อยสยาย ดวงตากลมส่องประกายเข้ากับรอยยิ้มประจำกาย เรียกได้ว่า ยิ้มที่หนึ่งโลกสดใสในพริบตา หลังจากเดินทางมาร่วมสามเดือนเศษ คนทั้งกลุ่มก็ได้มาถึงเมืองท่าศูนย์กลางของโลกเวทมนตร์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งของสมาคมส่วนกลางที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความเรียบร้อยของโลกเวทมนตร์ หญิงสาวร่างสูงเจ้าของฉายาจอมงองแงเริ่มโวยวายตามสไตล์เมื่อยังมิอาจถึงจุดหมายที่ต้องการจะไปเสียที    “ยังไม่ถึงอีกเหรอ ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ ไม่เห็นอยากไปเลย เมืองต้องสาปบ้าบ้อนั้น” “ช่วยไม่ได้นิ ทนๆหน่อยสิเนี้ยงๆ" หญิงสาวตัวเล็กกล่าวด้วยท่าทางภูมิใจในพละกำลังของตนเองที่เดินทางมาหลายวันแล้วยังไม่มีทีท่าเหน็ดเหนื่อยแสดงออกมาให้เห็น พร้อมยกยิ้มขึ้นมาแสดงลักยิ้มบุ๋มอันเป็นเอกลักษณ์แก่สายตาของคู่สนทนา แต่สาวเจ้ากลับหันหน้าหนีทำท่าทำทีไม่สนใจ รอยยิ้มนั่นจึงหุบลงอย่างช่วยไม่ได้ "ก็ฉันเหนื่อย แล้วฉันก็ไม่อยากไปด้วย" "บ่นเป็นคนแก่เลยเนียวโร บอกให้กลับไปก่อนก็ไม่เชื่อยังจะตามมาอีกนะเธอ ยังไงวันนี้เราก็ต้องพักที่นี่ เวลานี้มันจวนจะเย็นแล้วด้วย ยูโกะ เธอกับซาเอะ ออกไปหาข้อมูลเพิ่มเติมให้หน่อย เอาข่าวอะไรก็ได้ ที่เกี่ยวกับ 'เมืองต้องสาป’  ” หญิงสาวร่างสูงกล่าวสรุปให้รีบจบเรื่องเพราะปล่อยให้คุยนาน ขี้เกียจรำคาญหู เชื่อสิ เดี๋ยวต้องมีปากเสียงกัน ก็สองคนนี้คู่กัดประจำกลุ่ม พร้อมงัดข้อกันได้ทุกสามนาที  “ก็ได้แหละ ไง.. ยูโกะ” ซาเอะหันหน้าไปแอบหัวเราะคนทำหน้าจ๋อยเพราะโดนหญิงสาวสุดฮอดเมิน ก็สมควรล่ะ ยูโกะมันชอบปากไม่ดีใส่เนี้ยงๆนิ “เอาดิ.. แต่.. เมืองนั้นมันจะมีแนหรือ ของน่ะ?” ยูโกะลากเสียงยาว เธอไม่คอยเชื่อเรื่องเล่าตามหนังสือโบราณสักเท่าไหร่ เมืองต้องสาปมันคงไม่วิเศษวิโสอะไรขนาดนั้น ก็แค่คนเขาพูดกันให้มันดูโอเวอร์ไว้เพื่อจะมีคนสนใจอยากลองเข้าไปพิสูจน์ความจริง  จริงไหมล่ะ เมืองบ้าอะไรมีวิทยาการก้าวล้ำออกนอกอวกาศ แต่ล่มสลายลงง่ายๆไม่มีความไม่มีเหตุผลเลย  น่าขำสิ้นดี เมืองเจริญรุ่งเรืองถึงขั้นวิจัยเกี่ยวกับการกลายพันธ์ของมนุษย์ได้แต่กลับกลายมาเป็นแค่เศษซากในปัจจุบัน มันเป็นเรื่องไร้สาระเกินไปแล้ว ถ้ามีอยู่จริงวิทยาการอะไรนั้นคงไม่ได้เลิศเลอไปกว่าตอนนี้หรอก     “มีสิ  ฉันเชื่อว่ามันต้องมี” พอได้ยินคำพูดขัดหูมีหรือคนต้นเรื่องจะยอมนิ่งไม่โต้ตอบ “ฮิเมะ มันแค่นิทานหลอกเด็กน่า” ยูโกะยืนยันความคิด ถ้าไม่ใช่เพราะคนคนนี้เชื่อเรื่องที่ถูกเขียนไว้ในหนังสือโบราณที่พบในหอตำราพวกเขาทั้งหมดคงไม่ต้องตกระกำลำบาก ดั้นด้นมากันจนถึงที่นี่ จะไม่มาก็ไม่ได้ เพราะตำแหน่งหน้าที่  “ไม่ใช่สักหน่อย มันเป็นเรื่องจริงนะ!”  “ฮิเมะนั้นแค่ตำนาน เป็นเพียงหนังสือ..”  “ก็ฉันเชื่อในสิ่งที่หนังสือเขียนไว้” คนเถียงเริ่มหน้าบูดยกมือกอดอกใช้สายตาจริงจังมองคนที่กล้าต่อปากต่อคำ “พอเถอะพวกเธอสองคน เลิกเถียงกันได้แล้ว พวกเธอเถียงกันไปวันนี้ก็ไม่ได้อะไรหรอก เจ็บคอกันเปล่าๆ.. ถ้าอยากรู้ว่าใครถูกใครผิดก็ต้องลองเข้าไปดูเองกับตา โอเค๊?”   มาริโกะยกหางเสียงขึ้นตอนท้ายแทบจะกลายเป็นคำถามปายปิดประมาณว่า หยุดเถียงกันเข้าใจมั้ย รำคาญ!!   “เฮ้อ.. ตามใจเถอะ” ยูโกะยกมือยอมแพ้  ก่อนจะเข้าไปหาเจ้าหญิงที่ยืนตีหน้านิ่งอยู่ข้างพี่ใหญ่ เธอยกมือข้างซ้ายของเจ้าหญิงมาไว้ตรงหน้าและย่อเข่าลงกับพื้น ประทับจูบลงบนฝ่ามือตามประเพณีของอาณาจักรเพื่อแสดงคววามขอโทษอย่างสุดซึ่งที่ได้กระทำการล่วงเกิน  ความจริง อัตสึโกะ ชื่อเต็มคือ มาเอดะ อัตสึโกะ เป็นเจ้าหญิงของอาณาจักรที่อยู่ในซีกโลกตะวันออก คือ อาณาจักรอากิบะนคร เป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของโลก มีจำนวนประชากรประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบล้านคน มียอดฝีมือที่เป็นอัจฉริยภาพในการใช้เวทมนตร์มากมาย ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มาศึกษาเล่าเรียนวิชาการในอาณาจักร ซาเอะกับมาริโกะก็เป็นหนึ่งในนั้นแต่หลังจากเรียนจบทั้งสองคนก็ตัดสินใจเข้ารับราชการในวังหลวง  อากิบะนครยังขึ้นชื่อในเรื่องของความสงบเพราะอยู่ห่างไกลสงครามมานานนับร้อยปี มีการพัฒนาวิทยาการเสมอๆให้ตรงกับความต้องการของบุคลากรในประเทศ     อัตสึโกะออกนอกอาณาจักรเป็นครั้งคราว ในฐานะของคนที่ชอบการผจญภัยและศึกษาหาความรู้ การออกเดินทางครั้งนี้เอง ก็มีจุดประสงค์ คือ แสวงหาความจริงของตำนานในหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับดินแดนสีขาวอันเป็นปริศนาเมื่อพันปี ซึ่งอยู่ทางซีดโลกใต้ เป็นดินแดนอันขาวโพลน ถูกกล่าวขานว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่ มนุษย์หรือจะได้ล่วงล้ำ เคยเจริญมากถึงขนาดเป็นยุคทองของเวทมนตร์ แต่กลับล่มสลายอย่างน่าประหลาด ปริศนาและวิทยาการที่ถูกเก็บซ่อนในหลังสือล้วนเป็นความลับอันทรงคุณค่าให้ผู้คนออกตามหา...    อัตสึโกะยืนหน้าแดงกับการกระทำของยอดฝีมือตัวเล็ก รีบดึงมือกลับ ตรงข้ามกันอีกฝ่ายส่งยิ้มแก่นๆให้เจ้าหญิงของตน “ฉันไปก่อนนะ เดี๋ยวเย็นๆจะรีบกลับมา อย่าลืมแจ้งพิกัดที่พักไปด้วยล่ะ ป่ะ ซาเอะ” ยูโกะหันไปจูงมือเพื่อนสนิทเดินออกมาจากกลุ่มหลังจากพอใจที่ได้แกล้งคนชอบเถียงคอเป็นเอ็น "ไม่เห็นต้องทำอย่างนี้เลย" เจ้าหญิงบ่นอุบยกมือลูบหน้าที่ยังรู้สึกได้ถึงไอร้อน ไม่ชอบเลยประเพณีแบบนี้ "เชื่อเขาเลยยัยนั่น ชอบแกล้งจริงๆ" มาริโกะส่ายหน้าเดินเข้ามายืนชิดกับน้องเล็กของกลุ่มขณะที่ร่างสูงอีกคนเดินมาพิงไหล่เธอด้วยท่าทางใกล้หลับอยู่มะรอมมะร่อ อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยนะ มีฮารุนะอยู่ที่ไหนความเฉื่อยอยู่ที่นั่น แถมไม่พอเจ้าตัวยังหงุดหงิดง่ายสุดๆ  แล้วอย่างนี้เธอจะไว้ใจปล่อยให้ไปพวกนี้ไหนมาไหนกันเองลำพังได้ยังไง เธอถึงต้องค่อยตามคุมอย่างตอนนี้ “แต่อย่างก็ดีนะคะ ยังถือว่าปกติดีอยู่ ” ปกติของอัตสึโกะคือยูโกะดูไม่ได้กดดันกับการเดินทางครั้งนี้เสียเท่าไหร่ เพราะเจ้าตัวจะชอบกังวลลึกๆว่าจะปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ดี เลยบ้างครั้งก็เคร่งเครียดจนอัตสึโกะเป็นห่วง   “จริงซิค่ะ คืนนี้ออกไปเที่ยวกันไหมคะ ไหนๆก็อุสาพักในเมืองใหญ่ทั้งที เราไม่ได้ออกไปไหนมาไหนกันสามเดือนแล้วนะคะ”   “นี่ ตกลงเรามาทำอะไรกัน” มาริโกะถึงกับต้องค้อนคนเสนอไอเดีย มันใช่เวลามาเที่ยวเสียที่ไหน  “งั้นฉันไปด้วย” ฮารุนะได้ยินคำว่าเที่ยวก็สะดุ้งตื่นเเต็มตาโพล่งออกมา แล้วใครจะอยากขัดใจละทีนี้ “พวกเธอ! พรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้านะ อย่าลืมสิ!” มาริโกะหายใจฟืดเอามือดันหัวฮารุนะออกจากไหล่ ส่งสายตาคาดโทษให้คนต้นคิด หาเรื่องให้เธอแล้วมั้ยล่ะ “น่านะมาริจัง เที่ยวนิดเที่ยวหน่อยไม่เป็นไรหรอก” อัตสึโกะขยับตัวเข้ากอดแขนมาริโกะแทนที่ฮารุนะเมื่อครู่พร้อมใช้สายตาออดอ้อน หวังให้พี่ใหญ่ยอมอนุญาต เอาตามตรงมาริโกะเปรียบเสมือนผู้คุ้มวินัยในการเดินทาง ไม่งั้นคงไม่มีทางถึงที่หมายเสียที เพราะแต่ละคนคงเอาแต่เล่น "ไม่ได้อัตสึโกะ" "นะคะ มาริจัง" "ไม่ได้" "น้าา" คราวนี้อัตสึโกะยิ้มตาแทบปิดจนคนใจแข็งชักไม่แน่ใจแล้ว จะใจแข็งห้ามปรามไหวหรือไม่ "นะ มาริจังนะ" เธอจำได้ อัตสึโกะเป็นคนที่อันตรายสุดๆ โดยเฉพาะรอยยิ้มที่ทำให้ใจแข็งไม่ลง และเธอ... ก็เป็นหนึ่งในนั้น อยากจะบ้าตาย ใครที่มีภูมิต้านทานรอยยิ้มเด็กคนนี้ได้ช่วยบอกที “ก็ได้ ฉันยอมก็ได้ แต่… แค่แปบเดียวนะ อย่าลืมว่าพรุ่งนี้เราต้องเดินทางต่อ” “รับทราบแล้วค่ะ พี่มาริจัง"  คำตอบสุดทะเล้นมาพร้อมท่าทางโลนเต้น มาริโกะแทบอยากเอามือมากุมขมับ ใครเชื่อจริงๆละว่า คนขานรับมันเข้าใจ “แล้วอย่าลืมละว่ารับปากฉันไว้ หลังจากหาที่พักได้จะพาไป เข้าใจมั้ย ทั้งสองคนเลย” “ค่ะ มาริจังใจดีที่สุดเลย!” อัตสึโกะเขย่งตัวขึ้นไปหอมแก้มมาริโกะหนึ่งทีจนคนโดนถึงไปต่อไม่ถูก จะบอกว่าเธอเขินยิ่งกว่ายูโกะแกล้งอัตสึโกะเมื่อสักครู่มันก็ถูก ให้มันได้อย่างนี้สิ อัตสึโกะนะ อัตสึโกะ “ทำตัวเป็นเด็กไปได้ ไปได้แล้ว”  "ค่ มาริจัง" ดู๊ดู ดีใจเข้าไป วิ่งนำไปนั่นรู้ทางมั้ยนั่น เฮ้ออ     พวกเขาคงไม่สังเกตเลยว่ามีบุคคลหนึ่งกำลังจ้องมองอยู่ “เมืองต้องสาปหรือ” น้ำเสียงเศร้าสร้อยดังกังวานไปทั่วบริเวณที่เสียงสัมผัส ชั่งแผ่วเบา แหบพร่าและปวดราว แววตาสีดำสนิทบอกกล่าวความอาลัย เมื่อนึกหวนไปยังดินแดนเจ้าของนาม ผ้าคลุมของฮู้ดสีดำกำลังปลิวไสวตามสายลมที่พัดพา ร่างปริศนายืนนิ่งอยู่ครู่ ก่อนหายตัวไป.... เราคงได้พบกัน ผู้ล่วงล้ำ   . . .     ด้านของสองคู่หูตัวเล็กตัวใหญ่ที่พากันเดินแยกออกจากกลุ่มมุ่งตรงมายังลานวงกลมที่เป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศ มีทั้งลูกตาปีศาจกระทั้งตับ ไต ไส้ พุง ที่ไม่รู้ไปเอามาจากไหน จะเอาไปทำอะไร แล้วก็ต้องยกมือปิดปาก สยองคลื่นไส้อยากอาเจียนออกมาเมื่อเห็นว่าแม่ค้ากำลังเอามีดท่วงล้วงลูกตาของสัตว์อสูรตัวหนึ่งออกมาขายให้กับลูกค้าหน้าร้าน "เรารีบไปจากตรงนี้เถอะ ฉันจะบ้าตาย" ซาเอะกลืนน้ำลายอย่างสะอิดสะเอียน ขืนอยู่ต่อนานกว่านี้ อาหารเมื่อกลางวันคงออกมาเต้นระบำอยู่บนพื้นถนน  “ก็อยากทำอย่างนั้นเหมือนกันน่า ดูสิ ถึงบอกให้มาหาข้อมูลก็เถอะ แต่… จะไปหาที่ไหนเนี่ย!!!” ยูโกะตะโกนเสียงดังลั่นกลางวงล้อมในตลาด ทำเอาผู้คนรอบหันมอง พวกพ่อค้าแม่ค้าที่กำลังส่งยื่นสินค้าหยุดจ้องยูโกะประหนึ่งเป็นตัวประหลาดยิ่งกว่าสินค้าในมือ ซึ่งของบางชิ้นยังดิ้นสดๆ ยั้วเยี้ยๆอยู่เลย  ซาเอะถอนหายใจรีบดึงเพื่อนตัวเล็กออกใาจากลานวงกลม เธอไม่ไหวแล้วจะอ้วก ยัยนี้ยังมีหน้ามายืนแหกปากอยู่ได้ “แกจะตะโกนทำไมวะ ถึงแกตะโกนไป เราก็ไม่รู้อะไรอยู่ดี!  โอ๊ยย จะอ้วก” “ก็ไม่รู้ต้องทำไงนิน่า” ยูโกะกอดอกทิ้งน้ำหนักตัวลงปล่อยอีกฝ่ายออกแรงลากตนต่อ คิดไม่ออกนิน่า แต่สบายชะมัด ไม่ต้องเดินเองเนี่ย “รู้แบบนี้ ให้ยูกิรินมาด้วยก็ดี” ซาเอะบ่นพึมพำ เหล่มองคนที่ชักจะสบายเกินเหตุ แล้วเหวี่ยงยัยตัวเล็กสุดแรง “เหวอ!! ทำอะไรเนี่ย!!”  ยูโกะเกือบจูบพื้นเงยหน้ามาโวยวายใส่เพื่อนที่ยืนผิวบอกไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องที่ทำ “หนัก” คำคำเดียวที่เข้าหู ยูโกะโกรธหน้าดำหน้าแดงแหกปากจพเอาเรื่องให้ได้ “ไม่เพื่อนบ้า ทีกับคนอื่นล่ะไม่เห็นหนัก ทีกับฉันทำเป็นบ่น ต้องเป็นยูกิรินรึไง แกถึงจะยอม โน่น นี่ นั่น..” “ไอ้โรคจิต! เงียบไปเลยวะ!” ซาเอะแยกเขี้ยวกลับ อยากแตะไอ้เพื่อนปากหมาคนนี้จริงๆ ว่าแบบนี้เธอเสื่อมเสียหมด ทีเธอยังไม่เคยบ่นอะไรยัยเพื่อนตัวดีกับเนี้ยงๆเลยสักคำ “ฮ่าๆๆ แค่นี้ ทำเป็นโกรธ ฉันมีความคิดดีๆล่ะ” “ความคิดไร?” ซาเอะจ้องเจ้าของความคิดอย่างจับผิด 'ยูโกะคงไม่คิดอะไร พิเลนๆอีกนะ' “ก็.. ไปหาข้อมูลในตลาดมืดไง” ยูโกะยักไหล่ทำท่าทางไม่ใส่ใจนัก และผลมันคือ... “แกจะบ้ารึไงห๊ะ!เราจะไปรู้ได้ไงว่ามันที่อยู่ไหน ถึงเรารู้ไป ก็ใช่ว่าจะเข้าไปได้!”  “จะไปยากอะไรล่ะ ให้ยูกิรินช่วยดิ” “ให้ยูกิรินช่วย?” ซาเอะทวนคำเสียงสูงแล้วต้องอ้าปากค้าง 'ยัยนี้ไม่ดึงคนอื่นเข้ามาเกี่ยวสักครั้งได้ไหมนะ' เดี๋ยวถ้าเดือดร้อน เรื่องไปถึงหูมาริโกะได้ซวยแน่นอน  “เอ่อซิ แล้วแกมีทางอีกไหม มานี่เลยมา” ยูโกะไม่พูดเปล่า ด้วยความบ้าพลังจับซาเอะล็อกแขนล็อกขาพาเดินไปหามุมเงียบๆในซอกตึก แล้วพึมพำอะไรไม่ได้ศัพท์อยู่ข้างกำแพงเป็นประโยคยาวๆสักครู่ควันสีขาวก็ลอยคลุ้งไปรอบๆข้อมือ จึงนำมันวาดเป็นรูปวงรีจนเกิดกระจกเงาสะท้อนแสงแทนหมอกควันสีขาว หลังจากนั้นมันก็คอยๆเผยให้เห็นห้องหนึ่งที่รกน่าดู ข้าวของในห้องวางระเกะระกะแทบหาทางเดินไม่เจอ มองไปซ้ายขวาก็พบเจอแต่คอมพิวเตอร์หลายร้อยเครื่อง   ไม่นาน ผู้หญิงผมยาวดำดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ผิวขาวนวลเนียนกิริยาเรียบร้อยก็ได้ปรากฏออกมา “เอ๋ ติดต่อมาแบบนี้ มีเรื่องสำคัญอะไรรึเปล่าค่ะ” หญิงสาวทำท่าตกใจ ชนิดที่เรียกว่าโอเวอร์มาก “เลิกทำท่าแบบนั้นสักทีเถอะ ฉันขอร้องล่ะ” ยูโกะส่ายหน้าระเอือมกับเพื่อสาวสุดโอเวอร์คนนี้ แต่ว่านะ ไอ้คนข้างๆนี้มัน...  “ยูกิรินจ๋า สบายดีไหมจ๊ะ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” 'หมั่นไส้เว้ย!..’ “โครม!” ไว้เท่าความคิดยูโกะยกเท้าถีบเพื่อนรักเต็มแรง! ไม่มีเกรงใจความเป็นเพื่อนเลยแม้แต่น้อย “หาเรื่องกันเหรอห๊ะ ยัยเตี้ย!” ซาเอะยันตัวขึ้นจากกองขยะชี้นิ้วด่ายูโกะ  “เอ่อซิ ท่าทางแกมันทุเรศชะมัด!”  “หน่อยยย แกอย่าอยู่เลย! ซาเอะเตรียมประแคนเข้าหน้ายูโกะตามประสาเพื่อนรัก แต่.... “เอ่อ.. ยูโกะ ซาเอะ มีอะไรรึเปล่าคะ ฉันรีบอยู่นะคะ”  คนง้างหมัดชะงักหมัดค่อยๆหันไปมองยูกิที่ส่งสายตาไม่พอใจให้จนต้องรีบกลับมาตียิ้มใส่ซื้อทั้งที่ในใจเคืองยูโกะแทบตาย “อ่อใช่ ฉันว่าจะให้เธอช่วยหาตำแหน่งของตลาดมืดแล้วปลอมรหัสให้ฉัน” ยูโกะยกยิ้มอาศัยจังหวะที่อยู่ต่อหน้าอยู่กิรินล้อเลียนซาเอะ แหม อยู่ต่อหน้าสาวล่ะทำตัวดีชะมัด “เออ ไม่แน่ใจนะคะว่าจะทำได้รึเปล่า แต่ถ้า.. มีแผนที่ของเมือง คงง่ายขึ้นเยอะ”  “แผนที่ของเมือง?” ยูโกะหันมองคนที่ตีหน้าขรึมใส่ตน พูดถึงแผนที่มันก็ต้องรายนี้ล่ะน่า... "รู้แล้วเว้ย ทำให้ก็ได้ แต่ถ้าแกหาเรื่องฉันอีกนะไอ้ลุง อย่าหวังว่าฉันจะช่วย" ซาเอะยื่นคำขาดสะบัดหน้าหันหลังให้ยูโกะ อยู่ในอารมณ์หงุดหงิดสุดๆ หากยังยอมนั่งคุกเข่าลงพื้น เอามือข้างหนึ่งแตะหินด้านล่างใช้ปลายนิ้วทั้งห้าแนบสนิทกับกระเบื้องบนถนน ไม่ช้าแสงสีเขียวก็เปล่งออกมาจากฝามือกระจายไปรอบๆพื้นที่ซาเอะนั่งอยู่ ข้อมูลต่างๆของเมืองถูกแปรสภาพเป็นข้อมูลตัวเลข เจ้าของเวทย์ยกมือขข้างหนึ่งวาดรูปตามข้อมูลที่เห็น โครงสร้างของบ้านเรือน ต้นไม้ใบหญ้า ค่อยๆปรากฏขึ้นมาในรูปของทรงสีเหลี่ยม สามเหลี่ยมและทรงกลมตามลำดับ การสร้างแผนที่และการวิเคราะห์โครงสร้างเป็นความสามารถเฉพาะตัวของซาเอะ ซึ่งเจ้าตัวไม่ค่อยได้ใช้เนื่องจากมียูกิรินอยู่ด้วยเพราะเจ้าตัวมีความเชียวชาญเวทย์สายนี้มากกว่า "เอาเสร็จแล้วล่ะ" "ไหนดูสิค่ะ อืม..."ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเทาเหมือนสีควันไฟ มือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นร่ายเวทย์เรียกแป้นพิมพ์ขนาดเล็กออกมา เจ้าตัวรั่วนิ่วมือลงบนแป้นพิมพ์ครู่เดียวเท่านั้นข้อมูลทั้งหมดก็กลายเป็นโฮโลแกรมภาพเมืองให้เห็น ลับๆแล้วยูกิริน คือ แฮกเกอร์ตัวฉกาจของเมืองอากิบะที่ไม่มีใครรู้ความลับนอกจากผองเพื่อน ว่ากันตรงๆถือเป็นวายร้ายระดับต้นที่องค์กรกลางต้องการตัว มีผลงานล่าสุดคือการไปแก้ไขระบบดาวเทียมเพื่อล่วงเอาความลับของเมืองอื่นมาทำวิจัยให้อากิบะนคร เล่นเอาทุกคนเดือดร้อนต้องขึ้นศาลขึ้นโรง แต่ด้วยผลงานและความฉลาดที่หาตัวจับได้ยากจึงไม่่มีใครคิดจะเอาโทษกับเจ้าตัวด้วยถือคติที่ว่าเก็บคนมีความสามารถไว้ใกล้ตัวย่อมดีกว่าปล่อยไปให้กลายเป็นศัตรู เพียงไม่นานข้อมูลจำนวนมากได้ถูกประมวลผลผ่านทางสายตาสีเทา เจ้าของดวงตาคมจึงกล่าวรายงานคล้ายเครื่องจักรพร้อมชี้ไปยังตำแหน่งต่างๆ  “ตำแหน่งของตลาดมืด อยู่ตรงจุดศูนย์กลาง ห่างจากจุดที่พวกเธออยู่ไปประมาณ 3 กิโลเมตร ทางเข้าของมันอยู่ตรงร้านขายของเก่า ถัดจากหัวมุมถนนที่สาม ถ้าจะปลอมรหัสเข้าไปคงยากหน่อย เพราะต้องใช้ข้อมูลที่ถูกเก็บไว้มิดชิดกว่านี้ ฉันคิดว่าวันนี้คงไม่เสร็จง่ายๆ”  ‘อืมมม แสดงว่าเราต้องเดินย้อนกลับไปสินะ’ ยูโกะจับปลายคางอย่างใช้ความคิดพลางส่งสายตาขอบคุณให้ยูกิริน “ขอบใจมาก พอแล้วละ ที่เหลือเดี๋ยวฉันจัดการเอง”   “ระวังตัวด้วยนะคะ  ที่นั่นไม่ได้อยู่ในกฎหมาย จะทำอะไรๆก็คิดดีๆนะคะ”  “ไม่ต้องห่วงน่า เธอเองพักบ้างเถอะ ไว้ฉันจะติดต่อไปใหม่” ยูโกะยกมือสลายเวยท์ทิ้งไปเสียดื้อๆ เล่นเอาคนกำลังจะพูดส่งเสียงโวยวายบ้านแตก “เฮ้ย!! ไอ้เพื่อนบ้า ฉันยังไม่ได้บอกลายูกิรินเลย แกจะตัดสายทำเพื่อ!”  "แกจะโวยวายไปทำไมเล่า! ไว้ค่อยติดต่อไปใหม่ก็ได้! ไปๆ ไปทำงานกัน"  ยูโกะแกล้งทำเป็นไม่สนใจ เดินก้าวขาฉับๆทิ้งซาเอะอยู่ที่เดิม สร้างความโมโหให้แก่เจ้าตัวอย่างมาก   'จำไว้เลย ไอ้ยูโกะเพื่อนบ้า!!' . . .      ด้านอัตสึโกะใช้เวลาร่วมชั่วโมงในการเดินหาที่พัก กว่าจะพบเข้ากับโรงแรมค่อนข้างเก่าอยู่แถวชานเมือง ทรงยุโรปโบราณมีลวดลายแกะสลักวิจิตรตระการตา ประดับประดาด้วยรูปปั้นเทพเจ้ายุโรปโบราณ  ทั้งเทพแห่งการงาน เทพแห่งสติปัญญา เทพแห่งความเมตตาและเทพองค์อื่นๆที่ดูแล้วชวนสยองแปลกๆ       อัตสึโกะยืนพิจารณาสิ่งปลูกสร้างตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจผลักประตูเข้าไปในโรงแรม สิ่งแรกที่อัตสึโกะเห็นคือ.. ชายชราตัวเล็กหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์ลายหินอ่อน ในมือถือไม้เท้าชี้มาทางพวกเธอ ด้านหลังของชายชรา มีหัวหมีตาเดียว หัวเสือโคร่งสามตา กระดูกสันหลังแมงป่อง ลูกตามังกรลมประดับติดเต็มผนัง   ‘คลื่นไส’ ฮารุนะไม่รอช้ากระโดดกอดแขนมาริโกะ  ใบหน้าสวยซบลงไปที่ไหล่แข็งแรงเพราะไม่อยากเห็นภาพชวนสยองที่มีผลต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ “พวกเจ้าหาที่พักกันอยู่สินะ ที่นี่ยังเหลือห้องอีกเพียบเลยล่ะ ฮึมๆ”ชายชราส่งเสียงหัวเราะยานคางกล่าวทักทายก่อนตามด้วยรอยยิ้มที่ดูน่ากลัวในสายตาของสาวๆ     อัตสึโกะแอบกลืนน้ำลายลงคอดังเฮือก   “เออ ไม่ทราบว่าพักอยู่ที่นี่คืนละเท่าไหร่หรอคะ” “ฮึมๆ ไม่แพงหรอกนังหนู คืนละ 250 เหรียญ ถ้าพักหลายคืนข้ายินดีลดให้” “ ขอสองห้องนะคะ” อัตสึโกะหันไปขอถุงเงินจากมาริโกะ ทว่าใบหน้าเริ่มมีเหงื่อออกน้อยๆ เห็นเธอบู๊ๆอย่างนี้ เธอก็กลัวนะ... "จะพักที่นี่จริงๆหรอ” มาริโกะแอบกระซิบถามเด็กสาวพลางบุใบ้ไปทางชายชราที่เคาน์เตอร์ ดูไม่น่าไว้ใจสุดๆ “มันไม่มีทางเลือกแล้วนิคะ เอาเถอะค่ะ เราพักแค่คืนเดียวเอง เดี๋ยวก็ออกเดินทางต่อแล้ว” อัตสึโกะรีบรับเงินมาพร้อมหันใปยืนให้ชายชราด้วยรอยยิ้มฝืด "นี่ค่ะ คืนเดียวนะคะ" “ข้ารู้ ไปนังหนู .. ห้องอยู่ทางซ้าย หัวมุมสุดชั้นสอง อย่าลืมปิดประตูดีๆล่ะ ตอนกลางคืนมันไม่ค่อยปลอดภัยเสียเท่าไหร่  ฮึมๆๆ ” ชายชรานำกุญแจห้องวางไว้บนเคาน์เตอร์พร้อมทั้งเสียงหัวเราะน่ากลัว  อัตสึโกะถึงกับใบ้รับประทานรีบฉกกุญแจห้องมาโค้งหัวลาชายแก่พอเป็นพิธีและรีบวิ่งขึ้นบันไดพร้อมฉุดแขนเพื่อนทั้งสองให้ขึ้นตามไปด้วยกันปล่อยให้ชายแก่ยืนหัวเราะเอิ๊กอ๊ากไล่หลัง ส่ายหัวไปมากับท่าทางของสาวๆ "เด็กสมัยนี้ ไม่ไหวๆ แค่นี้ก็ขวัญอ่อนกันเสียแล้ว" หวังว่าคืนนี้จะหลับสบาย ไม่เกิดเรื่องใดๆ ช่วงนี้ยิ่งรู้สึกลมฝนไม่สงบอยู่   "ตึกๆ" เสียงฝีเท้าทั้งหกกระทบลงบนพื้นไม้ก่อนอัตสึโกะจะเห็นเป้าหมายเป็นประตูไม้เรียบๆ รีบตรงเข้าไปไขกุญแจทันทีแบบไม่มีรีรอใคร “กุกกักๆ” "แอ๊ดด" เสียงประตูไม้ฝืดๆเปิดออกพร้อมกลิ่นอับฉุนขึ้นจมูก สาวๆพากันยกมือบีบจมูกด้วยหน้าตาเหยเก ไม่ได้ใช้มากี่ชาติแล้วห๊ะ อับเป็นบ้า สภาพของห้องเองก็ค่อนข้างเก่ามีเตียงอยู่สองเตียงติดกำแพงซ้ายและขวา ตรงกลางถูกปล่อยโล่งมีหลอดไฟเพียงหลอดเดียวติดบนเพดาน และหน้าต่างบานเล็กๆหนึ่งบานอยู่ริมสุดตรงมุมกำแพงด้านขวา ถัดจากหน้าต่างมีประตูเลื่อนที่คาดว่าเป็นประตูห้องน้ำอีกหนึ่งบาน 'ก็ยังดี ที่ไม่น่ากลัวเท่าที่คิด' ทุกคนถอยหายใจวูบ ก่อนจะค่อยๆทยอยเข้ามาในห้องทีละคน  มาริโกะเข้ามาเป็นคนสุดท้ายปิดประตู มองสำรวจรอบๆ ก่อนจะเอ่ยปากพูดว่า อัตสึโกะ เนียวโร จะไปอาบน้ำก่อนก็ได้ ฉันขอแจ้งพิกัดให้ยูโกะก่อน”  “อ่า งั้นฉันขออาบน้ำก่อนล่ะ เหนียวตัวจะแย่อยู่แล้ว แถมยัง.. หยี!! ฉันกลัวตาแก่นั้น!!  อัตจังล่ะ เข้ามาอาบด้วยกันไหม?” ฮารุนะเบ่ปากอย่างสยดสยอง ไม่รู้ว่านั้นเป็นพนักงานหรือเจ้าของโรงแรมกันแน่ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมที่นี่แทบไม่มีคนเข้าพัก “ไม่ล่ะ  อาบไปก่อนเลย ฉันขอตัวออกไปดูรอบๆก่อน ”  อัตสึโกะเดินไปเปิดหน้าต่างของห้องเพื่อระบายอากาศ "วิวจากตรงนี้ ไม่เลวนะ" เธอมองเห็นที่สวนด้านล่างฝั่งที่เธอพัก กำลังมีลมพัดอ่อนๆแถมยังพากลิ่นไอจากทะเลติดมาด้วย “งั้นฉันไปอาบน้ำก่อนนะ” ฮารุนะเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวเแล้วก็เดินหายเข้าไปในห้องน้ำเก่าๆแทบจะทันที ทิ้งให้อัตสึโกะยืนคุยอยู่กับพี่ใหญ่เพียงสองต่อสอง “อัตสึโกะ ถ้าจะไปเดินเล่นอย่าไปไกลล่ะ ระวังชายแก่ที่เคาน์เตอร์ด้วยจะดีกว่า เธอเรียกพอตออกมาด้วยนะ ฉันเป็นห่วงกลัวจะเกิดอะไรขึ้นมา ยิ่งไว้ใจใครไม่ได้อยู่ อย่างว่าคนเมืองใหญ่ หาคนมีน้ำใจยาก”  “เข้าใจแล้วค่ะ ท่านผู้อาวุโส” อัตสึโกะยิ้มแหย่รีบวิ่งออกจากห้องก่อนจะหัวเราะกับเสียงโวยวายที่ดังไล่หลังมาแว่วๆ “เดี๋ยวถอะ! ยัยตัวแสบ! ” มาริโกะส่ายหน้าระอา ถอนหายใจกับความแสบ  แล้วเริ่มจัดการส่งข้อมูลพิกัดไปให้พวกยูโกะทางเวทย์สื่อสาร ใครจะมาปรามเด็กคนนี้ได้อยู่มืออยากรู้จริง แสบขนาดนี้เป็นเจ้าหญิงเข้าไปได้อย่างไร   ……………………      อัตสึโกะเดินจากโรงแรมไม่ไกลก็ได้พบสวนหย่อมขนาดเล็กและม้านั่งตั้งอยู่ใต้ร่มเงาไม้ ซึ่งเป็นทิวทัศน์อีกฝั่งของโรงแรมที่จัดเตรียมไว้ให้แขก ความจริงที่นี่ก็ไม่ได้เลวร้าย แค่คนเฝ้าอาจจะหน้ากลัวไปเสียหน่อย เธอเดินเข้าไปทิ้งตัวลงบนม้าหินอ่อนกับเจ้าแมวน้อยจอมขี้อ้อนที่หน้าตาเหวี่ยงสุดๆ มันนอนหดตัวนิ่งบนตัก ท่าทางจะหลับสบายตัวเชียว    มันชื่อว่า พอต จริงๆแล้วเป็นแมวครึ่งปีศาจ สัตว์อสูรที่เธอเลี้ยงไว้ตั้งแต่เด็ก ไม่ชอบให้ใครจับ แม้แต่พวกมาริโกะเองก้ตาม แถมมันยังหวงเธอมาก เรียกได้ว่าใครเข้าใกล้เธอเป็นไม่ได้เลย “พอต นอนสบายเลยนะ แกคิดว่าเมืองต้องสาปเป็นยังไงเหรอ” อัตสึโกะมองแมวตัวน้อยบิดขี้เกียจบนตัก "เหมียว"  "ชอบหรอ" อัตสึโกะหัวเราะท่าทางของแมวน้อยเมื่อเธอเอามือเกาครางให้มันเบาๆ  มันก็ร้องเหมียวๆแล้วเอาหัวมาถูไถ่หลังมือเธอ ระหว่างนั้นสายลมอ่อนๆพัดมาด้วยความเย็นสบาย หญิงสาวจึงหลับตาลงเพื่อพักสายตา คิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่สักพัก  เจ้าพอตก็กระโดดลงจากตัก ทำให้ความเพลิดเพลินเมื่อครู่หายไปก่อนกลิ่นหอมราวกับดอกไม้โชยมา  'หอมเหมือนดอกไม้เลย' กลิ่นของอะไรกัน ช่างหอมเย็นหวานละมุ่น แล้วพลันส่วนหนึ่งในใจก็ชาวาบ บีบคั้นให้น้ำตาแทบไหลออกมา เคยคุ้นเคยกลิ่นนี้หรืออย่างไรกัน ถึงได้คิดถึงมากมายอย่างนี้ เพียงแค่เธอกระพริบตาพลางลืมขึ้นใครบ้างคนในฮูดสีดำก็ปรากฎตัวอยู่ตรงหน้า ใบหน้าของเขาถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีเงินพราวระยับครึ่งหน้า ดวงตาสีดำดูเย็นชาเหมือนน้ำลึกอันนิ่งสงบ เรือนผมสั้นสีน้ำตาลทองพ้นหมวกฮูดเป็นประกายเงางาม ลับกับรูปหน้าและเรียวปาก จมูกเขาโด่งเล็กน้อย หน้าตาคล้ายบุรุษเสียยิ่งกว่าอิสตรีเพศ หากน้ำเสียงเอื่อยเอ่อนั่นชั่งไพเราะจับใจแต่ก็แฝงไว้ด้วยเย็นชาราวกับสายธารที่นิ่งไร้การเคลื่อนไหวใดๆ  “จงกลับไปซะ!อาณาจักรที่เจ้าพูดถึง! ไม่ใช่ที่ของเจ้า!” “คุณเป็นใครคะ” อัตสึโกะถามอย่างสุภาพ แววตามีความสงสัย ตกใจกับการปรากฏตัวของคนตรงหน้า   พอตกลายเป็นอสูรตัวใหญ่ ขู่ร่างปริศนาที่เข้ามาใกล้เมื่อมันสัมผัสได้ถึงเจตนาคุกคามของมนุษย์ในผ้าคลุม   “ข้าไม่จำเป็นต้องตอบ! กลับไปซะ! ดินแดนแห่งนั้นไม่ใช่ที่ๆของเจ้า!” คนในฮูดขึ้นเสียง ดวงตาสีดำจ้องหญิงสาวผ่านหน้ากากอย่างดุดัน “คุณเป็นใครคุณยังไม่ตอบ แล้วคุณจะมาสั่งฉันได้ยังไง เพราะที่นั่นไม่ใช่ที่ของใครสักหน่อย” อัตสึโกะเริ่มจะเถียงกลับไป เมื่อความไม่พอใจบังเกิด คนอะไร เจอกันไม่ถึงนาที มาขึ้นเสียงใส กริยาแย่ ไม่มีมารยามจริงๆ “ข้าเตือนเจ้าดีๆแล้วนะ!  ต้องให้เจ็บตัวก่อนใช่ไหม ถึงจะยอมฟังข้า! เช่นนั้นก็ย่อมได้!”  บุคคลปริศนาแสดงความโกรธ ดวงตาสีดำเปลี่ยนเป็นสีฟ้ากระจ่างเหมือนสีของอความารีน เรือนผมสีน้ำตาลทองกลายเป็นสีขาวเหมือนสีเกล็ดหิมะพร้อมไอเย็นที่ไม่รู้มาจากไหนแผ่ออกมาจากรอบตัวเขา บนท้องฟ้าเกิดความแปรป่วนมีแสงออโรร่าพาดผงาดอยู่บนท้องฟ้า เมฆขาวกลายเป็นสีดำสนิทจนอัตสึโกะรู้สึกหวั่นในความน่าสะพรึ่ง หากได้ใช้มือข้างหนึ่งเรียกคทาเวทย์ออกมาควง เตรียมพร้อมรับมือหากต้องเกิดการปะทะ พอตในร่างอสูรยักษ์ กระโดดเข้ามาบังตัวอัตสึโกะพร้อมอ้าปากกว้างจนเห็นเขี้ยวแหลมๆ ขู่คนตรงหน้าให้ถอยหางจากเจ้านายเสียบัดนี้ “ข้าขอเตือนเจ้าอีกครั้ง กลับไปซะเด็กน้อย!” น้ำเสียงเย็นชาดังกังวานทำให้พื้นรอบด้านสะท้าน  “ฉันไม่กลับเด็ดขาด คุณไม่มีสิทธิมาห้ามฉัน!” ฝ่ายเธอขึ้นเสียงบ้าง  ใครจะยอมคนไม่มีเหตุผล อุสาพูดดีด้วยแท้ๆ “เช่นนั้นก็ดี”  เขากล่าวจบไม่นานก็ลอยตัวขึ้นสูงจากพื้น พริบตาที่มือเล็กสะบัด หอกน้ำแข็งจำนวนไม่ต่ำกว่าพันแล่มปรากฏขึ้นมาบนท้องฟ้าและหันปลายแหลมเข้าหาตัวเด็กสาวยังยืนไม่ทันตั้งตัว   อัตสึโกะเรียกสติกลับมาจากอาการตกใจยกมือข้างหนึ่งก้างบาเรียป้องกัน มืออีกข้างจับคทาสร้างบอลแสงพร้อมซัดใส่ร่างเล็ก “ข้าเตือนเจ้าแล้ว!” สิ้นเสียงพูด คนด้านบนเพียงโบกมือ หอกจำนวนมากก็พุ่งเข้าหาอัตสึโกะด้วยความเร็วไม่ถึงเสี่ยววิ  อัตสึโกะกระโดดหลบเกือบไม่พ้น หอกจำนวนมากปักเข้าที่ต้นไม้ พื้นดิน และสิ่งปลูกสร้างกระทั่งบาเรียที่ก้างในตอนแรกกลายเป็นก้อนน้ำแข็งอยู่บนพื้นดิน เธอตกใจซัดเวทย์บนฝ่ามือเข้าใส่ร่างด้านบนแต่อีกฝ่ายหลบมันได้โดยแทบจะไม่หันมองด้วยซ้ำ ราวกับเวทย์ของเธอเป็นแค่เวทย์เด็กเล่น ทั้งที่ความจริงเธอมั่นใจในฝีมือว่าไม่เคยเป็นรองใคร  'บ้าน่า คนบ้าอะไรเนี่ย' อัตสึโกะนึกไม่ชอบใจเสียแล้ว เธอมองภาพเบื้องล่างอย่างตะลึกบนหลังพอตที่พาเธอกระโดดหลบการโจมตีของวิถีหอก  “คุณเป็นใครกันแน่!”อัตสึโกะตะโกนคาดคั้นเอาคำตอบจากเขา แค่สิ่งตอบแทนคือ ร่างนัตย์ตาสีฟ้าเพิกเฉยต่อคำพูด ยกมือสูงเหนือศีรษะอีกครั้งและเขาได้พึมพำร่ายเวทย์ต่อ  “น้ำแข็งนิรันดร์เอ๋ย จงสถิตอยู่ในมือข้า กำจัดศัตรูแห่งข้า ทำลายทุกอย่างที่ขว้างหน้า ณ บัดนี้!!” ละอองน้ำในอากาศเข้ามารวมตัวกันบนฝามือร่างเล็กไม่เกินสามวินาทีมันกลายเป็นหอกน้ำแข็งขนาดมหึมา พลันลมแห่งเมฆาถูกพัดไปล้อมรอบตัวอัตสึโกะไว้     อัตสึโกะร่ายเวทย์ต้านทานพายุหิมะสั่งให้พอตกระโดดหาทางหนีเพราะพายุนี้มันตรึงมือเธอจนไม่สามารถหลบพ้นวิธีการโจมตีครั้งใหม่ “หึ” ร่างเล็กเหยียดตามองใส่คนด้านล่าง ก่อนที่มือจะเคลื่อนหอกน้ำแข็งขนาดใหญ่ พุ่งตรงเข้าใส่    อัตสึโกะแหงยหน้ามองฟ้า รวบรวมแรงทั้งหมดไปที่มือขวากางบาเรียขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อป้องกันตัวเองกับเจ้าแมวเหมียวสุดรัก แววตาหาได้มีความเกรงกลัวศัตรูที่ไม่เคยพบ แต่แล้ว.. หอกน้ำแข็งยังไม่ทันเข้าถึงตัวอัตสึโกะ โซ่ขนาดใหญ่ราวร้อยกว่าเส้นก็พุ่งขึ้นจากพื้นดิน เข้าไปพันรอบหอกน้ำแข็งยักษ์ให้หยุดลงก่อนที่มันจะเข้าถึงตัวอัตสึโกะ และตามด้วยลูกธนูไม่ต่ำกว่า 5 ดอกพุ่งเข้าใส่ร่างที่ลอยอยู่เหนือพื้น  “ฟิ้ว ฟิ้วๆ” ร่างนั้นหลบลูกธนูอย่างง่ายดาย สายตาหันกลับไปมองคนยิงธนูขึ้นมาใส่ หญิงสาว 2 คนยืนอยู่ด้านหลังของเธอ คนหนึ่ง ตัวสูงผมสั้นอยู่ในชุดนักรบสีเงินสะพายดาบยักษ์ไว้ข้างหลัง ในมือข้างหนึ่งถือธนูมีลูกดอกสายฟ้าเตรียมไว้ใหม่อีกห้าลูก ส่วนอีกคนหนึ่ง ตัวสูงไม่แพ้กัน รูปร่างผอมบางแลดูอ่อนแอ  ผมยาวถึงกลางหลังถูกปล่อยสยายอยู่ในชุดจอมเวทย์สีม่วง ในมือถือคทาร่างเวทย์ที่คาดว่าทำมาจากเขาของยูนิคอร์นและชิ้นส่วนของมังกรในหุบเขาแห่งแสง หัวของคฑาเป็น6เหลี่ยมจัตุรัส ทำมาจากอะเมทิสต์สีม่วงเข้มหินยอดนิยมของจอมเวทย์ ผูกปลายด้วยภู่สีแดงธรรมดา   “เธอเป็นใครกัน! ทำไมถึงต้องมาโจมตีอัตสึโกะ!” มาริโกะตะโกนถามเสียงเย็น มือถือคันธนูเล็งไปใส่ร่างบนท้องฟ้า ศรสายฟ้าทั้งห้าส่งเสียง เปรี๊ยะๆ พร้อมสอยร่างนั้นล่วงหลนลงมาเต็มที “ข้าไม่มีความจำเป็นต้องตอบคำถาม! พวกเจ้าจงกลับไปซะ!  ที่ๆพวกเจ้ากำลังจะไป มันไม่ใช่ที่ของพวกเจ้า!” ร่างนัยน์ตาสีฟ้าเอ่ยเสียงเรียบจนน่าขนลุก ก่อนที่จะหายไปพร้อมเวทมนตร์ที่สลายตาม “อัตจัง ไม่เป็นอะไรนะ” ฮารุนะรีบเข้าไปหาอัตสึโกะด้วยความเป็นห่วง ดูเหมือนว่าอัตสึโกะจะเหนื่อยเล็กน้อยจากการร่ายเวทย์เมื่อสักครู่ มันเกิดอะไร สู้กันมานานแค่ไหนแล้ว “ฉันไม่เป็นไร แต่คนๆนั่นนะ เวทมนตร์ของคนๆนั่น…” อัตสึโกะสับสนกับสิ่งที่ได้เห็นมากับตา ไม่อยากจะเชื่อแทบไม่ได้ร่ายเวทย์เลย แล้วทำไมมนตราถึงได้.. รุนแรงอย่างนี้ “อัตสึโกะ หมายความว่ายังไง” มารโกะมองน้องสาวคนเล็กด้วยสายตามีคำถาม  เผลอกำมือแน่นด้วยความโกรธจัด กล้าได้อย่างไรมาเล่นกับพวกเธอทีเผลอ บังอาจเกินไปแล้วที่มากระตุกหนวดเสืออย่างเธอ “เวทมนตร์ของคนเมื่อกี้ ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ทั้งวิธีการร่างเวทย์ ทั้งพลังทำลาย..” “อ๊ะ!” “เกิดอะไรขึ้น เนียวโร”  มาริโกะกำลังตั้งใจฟังรีบหันขวับไปทางต้นเสียงอุทาน “ดูซิ” ฮารุนะชี้นิ้วให้ดูหัวคทาเวทย์ของตัวเอง ‘บ้าน่า อย่างบอกนะว่า เพราะร่ายเวทย์ไปสัมผัสกับน้ำแข็งเมื่อกี้’ มาริโกะทำหน้าตื่นตกใจเพราะน้ำแข็งบางๆที่เกาะเคลื่อนไหวอยู่บนหัวคทาเวทมนตร์ของฮารุนะ “มาริจัง ติดต่อไปหายูกิรินที บางทีเราอาจจะรู้อะไรเพิ่มเติมก็ได้.. จากน้ำแข็งนี้”  “อืม แต่ตอนนี้ เราเข้าไปข้างในดีกว่า แล้วเรียกพวกยูโกะกลับมาด้วย” มาริโกะพยักหน้ารับพร้อมเดินนำกลับไปยังห้อง ยังมีเรื่องที่ต้องจัดการและตรวจสอบอีกเยอะ ก่อนจะเข้าไปยังที่ที่อีกฝ่ายส่งเสียงห้าม เช่นนั่นในดินแดนเบื้องหน้ามันมีอะไร     อัตสึโกะเดินตามมาริโกะกลับไปเงียบๆ ในมืออุ้มเพอตที่กลายร่างเป็นแมวตัวเล็กไว้ในอ้อมกอดโดยมีความคิดหลายอย่างเกิดในหัว  ไม่สิ คุณเป็นใคร คำบอกเล่าอย่างนั้นคืออะไร 'คุณเป็นใครกันแน่'   .......................................................................................................   ลงให้แล้วนะ ^ ^ วันที่ 28 พอดีเลย
  15. sp  3.5       ไฟแห่งความโทสะแผดเผาอยู่ในแววตาอันแข็งกร้าว อดีตราชาที่ร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธซึ่งถูกอัดแน่นอยู่ในอกเมื่อจิ้งจอกตัวร้ายยั่วยุอารมณ์ขยับเข้าใกล้คนรัก มินามิถึงกับสติหลุดระเบิดพลังเวทย์เข้าใส่ปีศาจตัวร้ายพร้อมเสียงร้องคำรามตวาดลั่นขู่ให้จิ้งจอกเก้าหางออกห่างจากร่างที่ยังไม่ได้สติ “ถอยออกมา!!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดดูมีอำนาจจนจิ้งจอกเก้าหางไม่กล้าต่อกรกับคนที่จับคมดาบประกายด้วยเพลิงแห่งโทสะชี้ตวัดใส่หน้า “อย่าคิดแม้แต่จะแตะ!!” คนอยู่ด้านหลังมินามิพากันผวา น้อยครั้งจริงๆที่จะเห็นอดีตราชาเลือดขึ้นหน้าจ้องเหยื่อด้วยสายตาอาฆาตเอาเรื่อง  จิ้งจอกเก้าหางเล่นผิดจุดแตะต้องในสิ่งที่ไม่ควรยุ่งเข้าเสียแล้ว เรื่องของอัตสึโกะเป็นเรื่องที่ไม่ควรยุ่งอย่างมาก ความรู้สึกเปราะบางที่เรียกว่าความรักมันมีอานุภาพมากกว่าที่คิด “ออกมา!” “มิเห็นต้องโมโหเลย”  จิ้งจอกเก้าหางพึ่งทันได้ตั้งตัวหลังจากมัวตกอยู่ในภวังค์นานสองนาน ออกวาจาโต้ตอบสอดเสียดละเลยเสียงตวาดแห่งโทสะขยับร่างเข้าหาเหยื่อของนาง หากพริบตานั้นคมดาบเย็นเฉียบถูกตวัดเฉียดแก้มไปเพียงหนึ่งเซ็นถึงกลับทำให้จิ้งจอกตัวร้ายผงะ หันมองผู้ถือดาบด้วยแววตาขุ่น “อย่าแตะนาง!” ครั้งแล้วครั้งเล่ากับอารมณ์เดือดทะลุปล่อยภาษาพูดเคยชินในเก่าก่อน  ยอมถูกโทสะกลืนกินแผดเผาพลังเวทย์สุดประมาณออก “ไม่เลวนะ”  จิ้งจอกตัวร้ายชมเชยอย่างขบขันกระตุกฝ่ามือขึ้นรับดาบที่ฝาดฟันลงมาไม่หยุดยั้ง ความเย็นเฉียบของมันสะท้อนสะทานน่าเกรงขาม เพียงตวัดตัวดาบเวทย์ป้องกันก็ถูกตัดขาดจนคมดาบเกือบเข้าถึงตัว จิ้งจอกเก้าหางเบิกตาตะลึงอยู่ในเสี้ยววินาทีพลั้งชักเท้าหนีก่อนต้องรีบหมุนตัวหลบอีกรอบเพราะศรกรีดกรายแผลงฤทธิ์ทั่วสารทิศทางพุ่งกราดเข้ามาด้วยความเร็ว “พี่มาริโกะ พลาดทำไม” โทโมจินแวดอย่างหัวเสียพอเห็นฝ่ายนั้นหลบได้  ทำเอาคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่จู่ๆก็ถูกโยนความผิดเกาหัวแกร๊กๆเหมือนอยากจะเถียงกลับในใจว่าไม่ใช่ความผิดของตน แต่จะก็เถียงไม่ได้ เพราะเดี๋ยวถูกไล่ออกไปให้นอนนอกบ้าน  ไม่ทันไรคนขี้โวยวายก็สะบัดข้อมือยกลูกแก้วที่ถือปล่อยสิ่งที่คล้ายลูกอุกกาบาตดิ่งตรงเข้าใส่จิ้งจอกเก้าหาง “ฟุ่ม!” “หืมม คิดจะรุมกันอย่างนั้นหรือ” จิ้งจอกตัวร้ายส่ายหน้าลดมือที่ยกขึ้นป้องกันเวทย์มนต์ลงวางข้างลำตัวเหมือนเดิม แม่เด็กพวกนี้ไม่ยอมให้นางหยุดหายใจคนถือดาบประดับอัญมณีเก้าชนิดก็เหวี่ยงเข้ามาใส่พร้อมกับคนรักของยัยเด็กที่นางปลอมแปลงโจมตีเข้ามาอีกรอบให้นางต้องดีดตัวหลบขึ้นด้านบน หลบพ้นดาบแรกได้อย่างหวุดหวิด เบ้หน้าหงุดหงิดพอคนถือดาบเย็นเฉียบเข้าประชิดตัวและฟันเข้าที่สีข้างอย่างจังเหวี่ยงนางกระเด็นชนิดหลังชนเข้ากับผนัง “ตุ้ม!” นางเชิดหน้าแยกเขี้ยวเหลืออดกดมือลงพื้นตั้งข่ายเวทย์ป้องกัน เวทย์ที่เข้ามาอีกระลอกของผู้หญิงผมยาวปลิวสลายเหมือนพวกนางแบบนิตยสารเวทย์มนตร์ “เล่นโกงกันนิ” “อย่าพูดมากได้มั้ย! คืนตัวอัตสึโกะมา!”  ยัยเด็กมีลักยิ้มจอมใจร้อนพาตัวเองแทงดาบเข้ามาหานางอีกครั้งสลับกับคนที่ทำเอานางหัวเสีย ไม่อยากจะยอมรับหรอกนะว่านางกำลังถูกไล่ตอนโดยพวกเด็กอายุน้อยกว่าคราวเหลน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อพวกเด็กที่เถียงกันจะเป็นจะตายดันร่วมมือกันได้อย่างดีเยี่ยม  นางทรุดตัวลงอย่างงงงวยรีบยกมือกุมสีข้าง มองหาต้นเหตุของอาการแปลกๆแล้วก็พบกับผลงานของคมดาบเมื่อสักครู่ มันเหมือนพึ่งจะเริ่ม เพราะน้ำแข็งที่เกาะอยู่บนแผลกำลังล่ามเข้าด้านในให้ถึงกับต้องนิ่วหน้ามองผู้กระทำอย่างหงุดหงิด เล่นกันแรงนักนะ! จิ้งจอกตัวร้ายกดเวทย์ลงบนบาดแผลหยุดการลุกลามของน้ำแข็งก่อนจะถอยหลังกลับไปตั้งหลัก สงสัยนางจะอ่อนข้อให้แม่เด็กพวกนี้มากเกินไป ต้องเอาจริงให้รู้เสียหน่อยว่าอยู่ในอาณาเขตของใคร “นี่ เล่นอย่างนี้ข้าก็หมดสนุกกันพอดี ยังไม่รู้สิเนี่ยว่าไม่ควรทำตัวก้าวร้าวในถิ่นข้า”   นางขู่ขณะเหลือบมองให้เห็นว่านางยังเป็นต่อ เพราะเด็กที่อยู่ในกำมือ ซึ่งกระตุ้นอารมณ์เดือดพล่านของมินามิอย่างดีเยี่ยม “ปล่อย!” มินามิชูดาบชิดตัวเตรียมร่ายผลึกเวทย์จัดการปีศาจที่กล้าแตะต้องคนสำคัญ “เจ้าไม่มีสิทธิ์ต่อรอง” ปีศาจร้ายยกยิ้มเหนือกว่ากำมือเข้าหากันบีบรัดแน่นจนได้ยินเสียงชีพจรเต้นตุบๆ วินาทีนั้นคนที่จิ้งจอกปลอมแปลงหลับใหลไม่ได้สติออกอาการดิ้นรนอย่างทรมานเหมือนขาดอากาศหายใจ “หยุดเดี๋ยวนี้!! ”  น้ำเสียงเหมือนอย่างจะฆ่านางให้ตายแผดกังวาน ดาบบนมือนั้นสั่นบอกถึงความโกรธจัด หากนางไม่ยอมหยุดที่จะกระทำตามคำสั่ง “บอกให้หยุดเดี๋ยวนี้!” อีกครั้งที่คมดาบเคลือบความโกรธถูกตวัดใส่นาง ร่างเล็กเคลื่อนที่พลิ้วไหวเข้ามาใกล้จนนางก้าวถอยหลบปล่อยพลังเข้าจู่โจมให้อีกฝ่ายจำตั้งรับ พวกที่สนับสนุนยังทำได้ดีเพียงนางกระพริบตาเท่านั้นขาข้างหนึ่งก็ถูกแม่สาวนักเวทย์พราวเสน่ห์จับเสียหลักก่อนนางจะใช้ความเป็นต่อหนึ่งเดียวเท่านั้น ทรมานเด็กในกำมือให้ส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด แม่นี้จึงเสียสมาธิปล่อยนางได้ตั้งหลัก “ปล่อย อัตสึโกะ!” คนโมโหจัดบีบดาบแน่นจนรอยด้ามติดอยู่บนฝ่ามือ “หืมม รักมากงั้นสินะ” “ปล่อย!” เสียงนั้นยังคำรามก้องอวดดาบไล่ต้อนจิ้งจอกอย่างนาง ความโกรธที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นง่ายๆจากคนเย็นใจตลอดการถูกจับมาทำให้นึกสนุก “แลกเปลี่ยนกัน” จิ้งจอกร้ายยื่นข้อเสนอ ซึ่งหมายเอาเปรียบอยู่แต่แรก “บอกตัวจริงของเจ้ามาหน่อยเป็นไร ข้าอาจจะหยุดทรมานนางให้ก็ได้” หึ เสียงสบถดังใกล้หูทำเอาเลิกคิ้ว แววตานั้นไม่มีทอดอ่อนลงเหมือนคนที่ควรจะต้องแพ้ คมดาบยังตวัดใกล้ต่อเนื่อง “อัตสึมิจัง” อะไรนะ จิ้งจอกเก้าหางเหลือบมองหาเจ้าของชื่อที่หลุดมาจากปากของผู้หญิงคนนี้ เมื่อครู่เจ้าตัวเล็กนี่ยังอยู่ภายใต้การดูแลของนักพยากรณ์ แล้วนี่ เป็นไปได้ยังไง ไม่มี เธอกระตุกใบหน้ามองด้านหลังโดยไว และมัน... “ตั้ม!!” การถูกเวทย์อัดเข้าเต็มแผ่นหลังจนร่างกายจมแนบอยู่กับพื้นทำให้เจ็บไม่น้อย นางรีบลุกก่อนจะถูกการโจมตีของแม่สาวพราวเส่นห์ผู้ใช้เวทย์สะบัดคทาสั่งผลึกพันธนาการรุกเร้าเร่งเข้าหาตัวนางจนต้องสร้างเกาะป้องเผลอปล่อยให้คนที่ทรมานอยู่ได้รับอิสระ ก่อนนางจะทันเอะใจ เด็กที่โจมตีเมื่อครู่ก็ได้หายเข้าไปยืนใกล้แม่ของเจ้าตัว ฝ่ามือเล็กๆนั่นพยายามจะสะกิดปลุกคนไม่ได้สติให้รีบตื่น เป็นไปได้อย่างไร ทำไมนางไม่ได้กลิ่นว่าเจ้าตัวเล็กนี้เคลื่อนไหวตั้งแต่ต้น ทั้งที่ไม่มีใครเคยรอดพ้นจมูกนาง จิ้งจอกตัวร้ายปล่อยให้ตัวเองเผลอมากเกินไป ไม่รู้ว่ามินามิถือดาบเย็นเฉียบเคลื่อนตวัดดาบใกล้ถึงตัวอีกครั้งตั้งแต่เมื่อไหร่จนเกือบจะสกัดไว้ไม่ทัน “ปล่อยอัตสึโกะ!” “เรื่องอะไร” จิ้งจอกร้ายยังกวนอารมณ์ไม่เลิก นางถอยหลังพร้อมยกมือหงายขึ้นเรียกปีศาจใต้อาณัติออกมารุมล้อมรอบพวกเด็กนี้เอาไว้เพื่อหยุดการสผานโจมตีอันแสนร้ายกาจ “ดูเหมือนจะได้ใจกันเกินไปหน่อย จงอย่าลืมว่าภายในนี้เป็นอาณาเขตของข้า” “แก!” ยูโกะกัดฟันกรอดไม่ทันได้ตั้งตัวปีศาจใต้อาณัติของจิ้งจอกเก้าหางก็โฉบเข้ากวาดกรงเล็บใส่ โชคดีที่มาริโกะยิ่งธนูสกัดกันได้ทัน มิเช่นนั้นคงได้เจ็บตัว “อุตส่าห์ใจดีด้วยแล้วแท้ๆเชียว” จิ้งจอกเก้าหางมองไปยังลูกสาวของมินามิซึ่งพยายามจะร่ายเวทย์คืนสติให้แม่ของเจ้าตัว เปล่าประโยชน์น่า “อย่าคิดจะทำอะไรกับเด็กคนนั้น!” มินามิโพลงอย่างรู้ทันในจังหวะที่เคลื่อนตัวหลบพวกลิ่วล้อ ดวงตาจ้องลูกสาวไม่กระพริบซึ่งตรงน้ัน ยังดีที่มีโทโมจินคอยช่วยตั้งค่ายป้องกันไม่ให้สมุนจิ้งจอกเก้าหางเข้าใกล้อัตสึมิจังได้ “แหม เป็นห่วงกันจริงนะ” ปีศาจร้ายยิ้มเยาะ สะใจเหลือเกินที่ยั่วอีกฝ่ายสำเร็จ “แต่เสียใจด้วย” “หยุดเดี๋ยวนี้!!” เสียงตะโกนแห่งโทสะหมดประโยชน์เมื่อจิ้งจอกตัวร้ายปลุกอัตสึโกะขึ้นมาด้วยแววตาว่างเปล่าราวกับวิญญาณที่ไม่ได้อยู่ในร่างเป็นเพียงหุ่นที่จะจับทำอะไรก็ได้ก่อนออกคำสั่งกับคนไม่รู้ตัวให้โฉบเข้าจับตัวอัตสึมิจังจนลอยขึ้นฟ้า “หยุดเดี๋ยวนี้ อย่าทำอะไรกับสองคนนั้น!” “แล้วจะให้อะไรกับข้า ถ้าข้ายอมหยุด ไม่อยากเชื่อว่าคนใจเย็นอย่างเจ้าจะมีจุดอ่อนอย่างนี้” ช่างเป็นจุดอ่อนอันน่าสงสาร ผู้หญิงคนนี้กลับกลายเป็นไม่สามารถจะทำอะไรได้พอเป็นเรื่องของสองคนที่ตกอยู่ภายใต้เงื้อมมืของนาง ความรักเปราะปางและอ่อนแอเถึงได้ทำให้พ่ายแพ้ “ทุกอย่าง! ปล่อยสองคนนั้น” “หืมม ทุกอย่าง? แม้แต่วิญญาณอย่างนั้นหรือ” “มาแลกกัน ปล่อยสองคนนั้นแล้วอยากจะได้อะไร ฉันจะยอมให้” “โห เจ้ามีค่าขนาดนั้นเชียวหรือ” มินามิกัดฟันอย่างหัวเสีย เธอจะปล่อยให้อัตสึโกะกับอัตสึมิเป็นอะไรไม่ได้เด็ดขาด “ไอ้หมาบ้าอย่าทำอย่างนั้น!” ยูโกะแวดเสียงดัง ยอมให้อีกฝ่ายทำตัวงี่เง่าเอาตัวเองไปเสี่ยงไม่ได้ก็รู้ว่าจะเป็นอย่างไร  เธอไม่อยากเห็นอัตสึโกะเสียใจบ้าบอกับเรื่องพรรณนี้อีกแล้ว มินามิเหลือบมองยูโกะครู่หนึ่ง สายตาเย็นชาไร้เยื่อใยบอกว่าไม่สนใจคำพูดนั่น เธอจำเป็นต้องทำให้ทั้งสองคนปลอดภัย ตัวเธอจะเป็นยังไงมันก็ช่าง “คนจะวัดได้คือตัวเจ้า อยากได้ก็เข้ามาเอา” “อย่าทำอะไรแบบนั้นนะ มินามิ! คราวนี้ฮารุนะร้องเตือน เจ้าตัวกับโทโมจินตรึงมือเต็มทีกับพวกลูกน้องที่จัดการไม่หมดไม่สิ้นรุมเข้ามาจากทั่วสารทิศ ไหนจะอัตสึมิที่ถูกอัตสึโกะจับ เรื่องจะหลุดออกมาไม่ได้เด็ดขาด “ปล่อยสองคนนั้นก่อน!”  มินามิหมดทางเลือกยอมทิ้งดาบลงพื้นยอมให้จิ้งจอกเก้าหางผู้กระหายเข้ามาใกล้ “หลังจากที่ข้าได้วิญญาณเจ้ามาแล้ว” ปีศาจร้ายแสยะยิ้มง้างกรงเล็บเตรียมจะแทงทะลุกระชากวิญญาณมินามิตามที่คิด ทว่า… “ป๊ะป๋า!!” “ตั้ม!”  คลื่นพลังเวทย์รุนแรงถูกซาดซัดเข้าใส่ร่างของจิ้งจอกเก้าหางจนซวนเซไปอยู่อีกทาง ร่างของอัตสึมิจังปรากฏตัวป้องกันมินามิด้วยแววตาขุ่นเคืองนิ่งเข้มราวกับน้ำทะเลลึกเส้นผมประกายแสงสว่างเงางามบ่งบอกถึงความเกรี้ยวกราดโกรธจัดที่แฝงอยู่ หันไปดูอีกทางเห็นเพียงอัตสึโกะยืนงงที่ภายในมือว่างเปล่า “อ๊ากก” จิ้งจอกตัวร้ายงอตัว คราวนี้บริเวณเอวและแขนข้างขวาถูกน้ำแข็งกัดเซาะแสบชาจนน้ำตาสะเทือน ทรมานมากกว่ารอยช้ำม่วงหรือคมดาบของมินามิในตอนแรกเสียอีก เด็กบ้านี่!! “มาได้ยังไง!” น้ำเสียงเข้มตวาดกล่าวไม่พอใจขณะเคลื่อนมือคลำละลายน้ำแข็งเจ้าปัญหา "อย่าแตะต้อง" เสียงนิ่งลึกประกาศก้องอัตสึมิจังถูกกลืนกินด้วยความโกรธ ร่างเล็กราวกับก็อปปี้ของอัตสึโกะยกมือกำแน่นเร่งไล่ให้น้ำแข็งกัดเซาะจิ้งจอกเก้าห่าง แต่ปีศาจตัวร้ายยังเหนือชั้น สามารถสกัดเวทย์มนต์ของเด็กมือใหม่ได้สำเร็จ “แสบเป็นบ้า” ปีศาจตัวร้ายสบถ จ้องใบหน้าของอัตสิมิจังเขม็ง “ข้าพึ่งจะนึกออก เมื่อก่อนมีข่าวลือว่าผู้ปกครองอาณาจักรสีขาว ครอบครองนัยน์ตาสีท้องนภาและเส้นผมดุจดังหิมะ” “คิดไม่ถึงว่าจะอยู่ตรงหน้าข้า พวกเจ้าทำได้อย่างไร ข้าได้ยินว่าเชื้อสายราชวงศ์โบราณได้สิ้นหายไปแล้ว นานนับเป็นพันๆปีก่อน” คราวนี้สายตาถูกเคลื่อนใส่คนที่อ้างตนเป็นพ่อของเด็กตัวร้าย ซึ่งสำหรับมินามิมันไม่ใช่เวลาของการถามตอบเหมือนที่เคยถูกถามในหลายๆครั้ง คำตอบมันถูกฝังไปพร้อมอดีตพวกนั้น ไม่จำเป็นจะต้องบอกอะไร หรือยืนยันความสัมพันธ์ให้แน่ใจว่า ใช่หรือไม่ใช่ หันส่งสัญญาณบอกมาริโกะ ให้อาศัยจังหวะนี้เข้าชิงตัวอัตสึโกะ แต่มันไม่ง่าย... “อย่าคิดว่าจะรอดพ้นสายตาข้า!” จิ้งจอกเก้าหางแยกเขี้ยวโมโหสั่งอัตสึโกะที่ไม่ได้สติเดินเข้าหาถึงกลับทำให้ฝั่งมินามิสบถทันควัน “ปล่อยหม่าม๊าคืนมา” น้ำเสียงของอัตสึมิจังยังกังวานแผ่ไอเย็นเอาเรื่องคนกล้าแตะต้องหม่าม๊าของตัวเอง เจ้าของดวงตาไร้ความปราณีขยับตัวเข้าใกล้จิ้งจอกตัวร้ายรวดเร็วประหนึ่งสายลม “ป้องกันข้า” คนเล่นสกปรกออกคำสั่งใช้อัตสึโกะเป็นกำแพงป้องกันถึงกับทำให้อัตสึมิจังชะงักไม่สามารถขยับตัวต่อกรได้ “หม่าม๊า” “โจมตี!” “อัตสึโกะอย่า!” คำสั่งน่ารังเกียจถูกเปล่งอีกครั้ง มินามิแผดเสียงเกรี้ยวกราดกระโจนเข้าหาร่างของอัตสึมิจังหวังให้ทัน “บึ้ม” “มินามิ!” ฮารุนะร้องสียงหลงใจหายไปอยู่ตาตุ่มมองหน้าสลับกับคนรักที่ยืนเกือบทำดาบหลุดมือมองหมอกควันที่พึ่งถูกลมพัดก่อนต้องถอนหายใจโล่งอก ทว่าเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะแขนของคนที่โอบกอดเจ้าตัวเล็กเมื่อครู่ตกลงหมดสภาพอย่างใช้การไม่ได้เลือดไหลตั้งแต่ศีรษะลงมาจนถึงหัวไหล่ กลิ่นคราวนั้นโชยเข้าจมูกอัตสึมิจังให้ส่งเสียงร้องคำรามกองระงับอารมณ์ไม่อยู่ปลดปล่อยพลังเวทย์อย่างคลั่งแค้น “อัตสึมิ อย่าค่ะ”  มินามิโน้มตัวก้มกระเสียงแผ่ว บ้ามาก เธอไม่ได้เจ็บขนาดนี้นานเท่าไหร่แล้วเนี่ย “มินามิ” “ฉันไม่เป็นไร” เธอบอกพวกมาริโกะที่ส่งสายตาถามไถ่อย่างกังวลยืนยันว่ายังไหว ไอ้คำว่าไม่เป็นไรคือยังไม่ตายนั่นแหละก่อนจะต้องมาสนใจคนในวงแขนที่ยังปล่อยให้พลังเวทย์อาละวาด “อย่านะคะ คนอื่นจะถูกเวทย์ของหนูไปด้วย” เธอทรุดตัวลงพื้นอย่างช่วยไม่ได้ เวทย์ที่โดนเมื่อครู่รุนแรงกว่ากำแพงเวทย์ของเธออยู่มาก ดีนะไม่ทะลุผ่านมาโดนอัตสึมิจังไปด้วย พึ่งจะรู้ว่าพลังเวทย์ของคนรักน่ากลัวก็วันนี้ “อัตสึมิจัง” “ป๊ะป๋า” แววตาของเจ้าตัวเล็กวูบไหวอยู่ครู่หนึ่งให้เธอผ่อนลมหายใจเบาๆ เจ้าตัวเล็กยังไม่ขาดสติจนไม่ได้ยินเสียงของเธอ “หนูจัดการได้ค่ะ แต่หนูจะให้คนอื่นถูกลูกหลงไม่ได้” “ป๊ะป๋า” เธอเจ็บแปลบขึ้นมาเพราะฝ่ามือเล็กๆแตะลงบนไหล่ของเธอที่คาดว่ากระดูกน่าจะเคลื่อนหรือไม่ก็หักก่อนความเย็นเฉียบจะผ่านเข้ามา รอยแผลจากความเสียหายเมื่อครู่จางลงไปแล้วพร้อมๆกับความเจ็บแสบที่เกิดสดๆร้อนๆเหมือนไม่เคยมีอยู่ เธอยิ้มให้ลูกสาวที่ซบเข้ามาในวงแขน “ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ” เธอลูบเส้นผมขาวโพลนของเจ้าตัวอย่างรักใคร่ “หนูจัดการพวกที่ก่อกวนป่ะป๋ายูของหนูไหวรึเปล่าคะ” เจ้าตัวเล็กกวาดส่ายตามองพวกที่คอยกันยูโกะออกห่างๆไม่ให้เข้ามาช่วยเธอได้แล้วจึงพยักหน้า “ฝากหน่อยนะคะ” มินามิไม่ลืมแนะนำ “ถ้าเราสร้างได้พอๆกับจำนวนของมัน เราจะได้เปรียบค่ะ” เจ้าตัวเล็กเข้าใจความหมายออกจากวงแขนตวัดยกสองมือขึ้นหลอมเวทย์น้ำแข็งสร้างกองทัพทหารมีชีวิต   มินามิใช้จังหวะที่อัตสึมิจังเข้าช่วยพวกยูโกะชันตัวลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับจิ้งจอกเก้าหางที่ยืนทิ้งระยะรักษาบาดแผลของตัวเอง “ข้ารู้ว่าเจ้าทำอะไรนางไม่ลง” จิ้งจอกที่อยู่ทางด้านหลังอัตสึโกะหัวเราะอย่างเป็นต่อ ในเมื่อนางรู้จุดอ่อนของคู่ต่อสู้ดี จะกลัวไปทำไม นางยังเป็นฝ่ายได้เปรียบตราบใดที่แม่เด็กนี่อยู่ในกำมือของนาง “ขี้ขลาด” “เป็นวิธีการที่จัดการให้ง่ายขึ้นต่างหาก” แววตาของจิ้งจอกเก้าหางไม่ได้รู้สึกรู้สากับเรื่องที่ทำ “ข้าจะลองสั่งนางจัดการเจ้าเป็นอย่างไรล่ะ น่าสนุกมั้ย” มินามิหัวเราะ ‘หึ’ ในคำลำคอยากจะขยี้จิ้งจอกตัวนี้ให้ตาย คำว่าเลวหรือชั่วยังน้อยไปที่จะใช้กับปีศาจอย่างนาง  “ทำหน้าอวดดีแบบนี้ก็ช่วยเพิ่มความสนุกให้ข้าหน่อยแล้วกัน จัดการนางซะ”  จิ้งจอกตัวร้ายขบเขี้ยวอย่างโมโหที่สีหน้าแววตานั่นไม่คิดจะยอมสยบแก่นาง สั่งอัตสึโกะในเงื้อมมือจัดการสังการคนรักของตน “อัตสึโกะ อย่าทำอย่างนั้น!” เสียงน่ารำคาญของลูกลิ่วลูกล้อแม่ตัวเล็กนี้ทำเอาเธออยากยกมืออุดหูก่อนจะเคลื่อนสายตาไปดูพลันหัวคิ้วกระตุกเมื่อเห็นว่าปีศาจที่ตนเรียกใช้งานกำลังถูกลดจำนวนลงแทบไม่เหลือสักตัว เด็กนั้นอีกแล้ว! นางถึงกับตรงดิ่งหมายจัดการกับลูกสาวของคนตัวเล็กที่ทำร้ายบาดเจ็บอย่างไม่น่าให้อภัย ทว่ามันไม่ง่ายเมื่อเจ้าตัวหลบได้แถมตั้งค่ายป้องกันเสียจนนางเป็นฝ่ายถอยหลังไปเอง ไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กตัวแค่นี้จะร้ายน่ากลัว ซ่อนอะไรไว้มากมาย ชิ ไม่สบอารมณ์เลย ขืนปล่อยให้โตมากกว่านี้จะยุ่งยากเอาเปล่าๆ และเป้าหมายของจิ้งจอกเก้าหางก็กลายเป็นว่ามุ่งจัดการอยู่กับอัตสึมิจัง ส่วนมินามินั้นต้องมาติดพันรับมือกับคนรักอย่างอับจนหนทาง ถูกไล่ตอนไม่กล้าทำอันตรายได้แต่ป้องกันและถอยห่าง “ไม่คิดจะสู้หน่อยหรือ” เสียงของจิ้งจอกเก้าหางเย้ยยันมาแต่ไกลนัยน์ตาคล้ายคนที่กำชัยอยู่ในที่เดียวกัน “แน่จริงก็เลิกหลบอยู่หลังอัตสึโกะ” “เจ้านี่มันคุยไม่รู้เรื่องจริงๆ” “แม่นั่นเห็นเธอตอนนี้คงผิดหวัง ขี้ขลาดหลบอยู่หลังคนอื่นอย่างนี้” จิ้งจอกเลิกคิ้ว ผู้หญิงคนนี้พูดราวรู้จักเจ้านายใจอดีตของนาง ชวนให้หงุดหงิดจริงๆ “กำลังอำข้าอยู่รึไง อีกครั้งแล้วที่เจ้าพูดราวกับรู้เรื่องอะไร ไม่เฉลยให้ชัดเจนมาเลยเล่า” มินามิหัวเราะ หึ ในลำคอก่อนเมินเฉยต่อเสียงของปีศาจมากท่าพยายามเชื่อมเวทย์ผสานกับอัตสึโกะเพื่อเรียกสติคืนมอย่างระวังมิให้จิ้งจอกเก้าหางรู้ตัว   “อัตสึโกะ” เสียงกระซิบแผ่วกังวานในดวงจิต มินามิปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งเข้ากับคลื่นกระแสพลังเวทย์ของคนรักในระหว่างที่จิ้งจอกเก้าหางเลือกจะให้ความสนใจลูกสาวของเธอ “อัตสึโกะ ได้ยินมั้ย”       สถานที่ห่างไกลหากทว่ากำลังโอบอุ้มเอาร่างบอบบางไว้ให้นอนนิ่งกำลังมีคลื่นเสียงสาดกระทบทำให้คนที่กำลังนอนอยู่อดใจไม่ไหวเมื่อถูกรบกวนด้วยการเรียกชื่อซ้ำๆลืมตามองแสงสว่าง “อัตสึโกะ” เสียงดังคุ้นเคยดังอยู่ใกล้ๆทำให้เคลื่อนสายตามองหาอัตโนมัติ อยู่ที่ไหน “มินามิ?” “อัตสึโกะได้ยินแล้วใช่มั้ย” คราวนี้เธอลุกขึ้นวิ่งตามหาต้นตอของเสียงทว่าเหมือนถูกสิ่งใดกีดกันไม่ให้เจอกัน  “มินามิ” “อัตสึโกะเธอต้องตื่นแล้วนะ” เสียงนั้นดังไกลออกไปจากตอนแรกซึ่งเธอไม่สามารถเข้าใจความหมาย “เร็วเข้า ฉันทำร้ายเธอไม่ได้” เหมือนเป็นเสียงสุดท้ายที่เธอได้ยินเพียงไม่กี่นาทีภาพทุกอย่างกลายเป็นความว่างเปล่า กลิ่นคราวเลือดฉุนติดจมูกใกล้ๆซึ่งทำให้หัวใจชาวาบ งุนงงสงสัยว่าเกิดอะไร แล้วเสียงแห่งความชุลมุนวุ่นวายก็มาต่อเนื่องแทรกสลับเสียงหัวเราะของใครสักคน   “ป๊ะป๋า!!!”   อัตสึโกะสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงร้องของลูกสาวกระทบเข้ามา เธอกระพริบตาอยู่สองสามครั้งมองดูสิ่งที่เกิดแล้วต้องตกใจเข่าแทบทรุดเพราะร่างของคนรักเปื้อนเลือดอยู่บนบ่า เธอมองมือตัวเองที่จับดาบของมินามิตาค้างแล้วรีบดึงกระตุกมันทิ้งลงพื้น “มินามิ!!!” หยดน้ำตาไหลอาบแก้มพร้อมภาพรอบตัวหยุดเคลื่อนไหวร่างบอกบางสั่นเทาปล่อยเสียงร้องไห้ไม่คิดอายใคร “มินามิ!” “รู้สึกตัวสักที” เสียงพูดของเขาอ่อนแรงแต่ยังคงมีรอยยิ้มจางๆ เธอส่ายหน้า หัวใจชาวาบเย็นเฉียบกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆก่อนรีบจับประคองร่างเขาให้นอนลงในอ้อมแขน “ป๊ะป๋า!” เสียงของลูกสาวยังร้องเรียกให้เธอได้เห็นสถานการณ์รอบข้างซึ่งแต่ละคนกำลังรุมทึ้งปีศาจที่เธอไม่คุ้นหน้าผู้เป็นเจ้าของเสียงหัวเราะสะใจในช่วงที่ผ่านมา รอบข้างเต็มไปด้วยหยาดหยดน้ำแข็ง เดาไม่ยากเลยว่าเป็นผลจากเวทย์ของอัตสึมิ “มินามิ อย่าเป็นอะไรนะ” เธอกดมือร่ายเวทย์รักษาบนบาดแผลของเขาทั้งน้ำตาไหลจนมองเห็นหน้าเขาไม่ชัด เธอทำอะไรลงไป เธอทำได้ยังไง “ขี้แยน่า” เขายกมืออ่อนแรงเกลี่ยน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน  หากความจริงมันยังอยู่ตรงหน้า อยู่ในใจ อยู่บนฝ่ามือที่ชุ่มไปด้วยเลือดของเขา เธอทำร้ายเขา ไม่ต่างจากที่ผู้หญิงคนนั้นทำเลย “มินามิ” “ไม่ใช่ความผิดเธอหรอก จิ้งจอกเก้าหางตัวนั้นต่างหาก” มินามิจับแก้มของอัตสึโกะอย่างเหนื่อยล้า  เวทย์ของอัตสึโกะมันคือความอบอุ่นในแบบที่เธอคิดถึงถ้าไม่ติดว่ามีเรื่องที่ต้องจัดการเธอคงยอมปล่อยให้ตัวเองหลับตาในวงแขนที่ประคอง “ฉัน ฮึก” “อย่าร้องนะ” “แต่ฉันทำร้ายเธอ ฉัน…” “เธอจะทำฉันเหนื่อยที่ต้องมาดูเธอร้องไห้เนี่ย” มินามิล้อเลียนอย่างเอ็นดู ลดมืออ่อนแรงวางทาบลงบนหลังมือที่กอบกุมบาดแผลตัวเอง “แค่เธอไม่เป็นไรอะไรก็ดีแล้ว” “แต่มินามิต้องมาบาดเจ็บ ต้องบาดเจ็บนะ!” อัตสึโกะไม่ยอม เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่เธอยอมได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เธอทำร้าย เรื่องที่เธอทำให้เขาเจ็บตัว “ไม่เอานะ ไม่โทษตัวเอง” มินามิลูบหลังมือปลอบใจ เธอไม่ชอบเห็นน้ำตาของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ไม่ชอบ  “เธอกลับมาแล้ว ฉันจะได้จัดการเจ้าปีศาจนั่นได้นะ ไม่ร้องแล้ว” มินามิยันร่างกายลุกพอบาดแผลเริ่มสมานเข้าหากันยอมรับว่าตัวเองเสียพลังไปมากเพราะบาดแผลที่ถูกคนรักทำให้เกิด “ไม่ได้ ไม่ใช่ตอนนี้” อัตสึโกะดึงร่าง่อนแง่นกลับเข้าสู่วงแขนประคองรัดหลวมๆด้วยมือเพียงข้างเดียว “เธอเสียพลังเวทย์และบาดเจ็บมากเกินไป  ฉันยอมไม่ได้” “แต่ถ้าไม่ทำอะไร พวกนั้นจะแย่” อัตสึโกะหันมองตามสิ่งที่เขาบอก ภาพที่เห็นเป็นความจริง พวกยูโกะสู้กับจิ้งจอกเก้าหางด้วยท่าทางที่อ่อนล้า การโจมตีของปีศาจนั่นรุนแรงและยังคงต่อเนื่อง คนที่พอรับมือได้อย่างอัตสึมิจังก็ยังเด็กเกินไป ถ้ายังปล่อยไว้พลังของแต่ละคนจะหมดเอาเสียก่อน “ฉันจะสู้” อัตสึโกะประกาศแน่วแน่ทำท่าจะประคองคนในวงแขนนั่งลงแต่กลับถูกมินามิฉุดให้อยู่นิ่งๆก่อน “พลังเธอพึ่งจะคืนกลับมา ฉันเป็นห่วง” “แต่ถ้าไม่ทำ ทุกคนจะ...” “ถ้าอย่างนั้น ให้ฉันสู้ด้วย ตกลงมั้ย” “มินามิ แต่…” “เธอฟื้นพลังเวทย์ให้ฉันได้นะ ไม่เป็นไร” มินามิส่งยิ้มจางๆพลางฉุดแขนของอัตสึโกะลุกขึ้นเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้ทางฝ่ายพวกเธอดูจะเสียเปรียบ จิ้งจอกเก้าหางได้ใช้อาคมฟาดลงใส่อัตสึมิจังที่ถูกโทโมจินเข้ามาป้องกันไว้ได้ทัน แต่ความเสียหายเกิดอยู่มาก โทโมจินเริ่มจะหายใจผิดปกติในจังหวะที่ฉุดร่างของอัตสึมิจังกลับเข้ามารวมกับมาริโกะได้สำเร็จ “ต้องทำยังไงบ้าง มินามิ” เธอจับกุมมือของอัตสึโกะหลวมๆอย่างน้อยอัตสึโกะก็ไม่ดื้อจะยืนกรานไม่ยอมให้เธอเข้ารวมสู้ “ ลองดูนะ ค่อยๆรวมพลังแล้วลองเรียกคทาออกมา ฉันคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไร”   อัตสึโกะพยักหน้าลองรวบรวมพลังเวทย์ที่ไม่ได้ใช้เนิบนานอยู่บนฝ่ามือก่อนมันจะกลายเป็นรูปร่างคทาไม้โบราณที่ถูกส่งมอบต่อมา กลายเป็นว่าทุกสายตาเคลื่อนมองล้อมรอบอัตสึโกะไม่เว้นจิ้งจอกตัวร้ายซึ่งกำลังเบิกตาโพล่งขึ้นมา เมื่อคทาอันแสนคุ้นเคยอยู่ในมือของแม่เด็กที่เธอควบคุมไว้ก่อนหน้า   ได้ยังไง!   “เจ้า! คทานั่น ไปเอามาจากไหน” จิ้งจอกเก้าหางไม่รู้ว่าจะถามอะไรที่ดีเพราะขณะนี้กลายเป็นว่าตนเองสับสนมึนงง ไม่แน่ใจว่าตนกำลังสู้อยู่กับใคร อัตสึโกะกำชับอาวุธหนึ่งเดียวยกขึ้น ไม่ได้สนใจการตอบคำถามมากกว่าการร่ายมนต์ฟื้นฟูพลังเวทย์ให้คนข้างกายและไม่ลืมจะเผื่อแผ่ไปยังคนที่เผชิญหน้ากับจิ้งจอกเก้าหาง “หม่าม๊า” เจ้าตัวเล็กร้องเรียกเหมือนลูกหมากระโดดดีใจยิ้มกว้างให้เธออดยิ้มตอบไม่ได้ “หม่าม๊าขอโทษนะคะ ที่รัก แล้วก็ทุกคนด้วย” “คราวนี้ช้านะ มินามิ”  มาริโกะเยาะเย้ยอดีตราชาซึ่งตีหน้าบึ้งกับประโยตเมื่อครู่เป็นสัญญาลักษณ์ประมาณว่า พูดมากน่า ไม่ตายก็ดีขนาดไหนแล้ว ก่อนพวกเธอจะต้องพากันเหวี่ยงตัวหลบเมื่อจิ้งจอกเห้าาหางปล่อยคลื่นพลังจู่โจมราวกับสึนามิถล่มเข้ามา “ตอบข้ามา!” “อันนี้น่ะนะ” อัตสึโกะตั้งตัวยืนตรงได้ใหม่ควงคทาในมือเล่นเหมือนเป็นเพียงท่อนไม้ธรรมดาๆยอมรับว่าไม่ชินมือเพราะไม่ได้แตะนาน อีกอย่างก็รู้สึกว่าพลังของตัวเองกับคทานี้ยังจูนกันได้ไม่ดีเท่าไหร่ เป็นของเจ้าปัญหาเหมือนคนที่ให้มาจริงๆ “พอดีว่า คนที่ไม่ชอบหน้าให้มาเท่านั้นเอง” คำประกาศชัดเหมือนจงใจเล่นเอาคนมีอดีตกับเจ้าของคทารู้สึกหนาวอย่างไม่ทราบสาเหตุ นับว่าเป็นโชคดีที่อัตสึโกะไม่ได้รู้เรื่องเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ไม่อย่างนั้นไม่อยากจะคิดถึงสภาพว่าจะเป็นอย่างไร ปราสาทอาจจะพังพินาศได้ง่ายๆเลยก็ได้ “ได้ยังไง คทานั่นมันอยู่มาตั้งแต่เมื่อพันปี” “หืม” อัตสึโกะเลิกคิ้วสงสัยหันมองหน้ามินามิไม่เข้าใจ  จิ้งจอกตนนี้รู้จักอะไรกับคนในอดีตของมินามิ ‘ปีศาจตนนี้เคยเป็นบริวารของนาง’ เธอพยักหน้ารับรู้ให้เสียงแผ่วเบาที่ดังอยู่ในดวงจิตก่อนจะเผลอจิกตาใส่คนรัก เมื่อนึกได้ว่ามินามิไปรู้เรื่องนี้มาได้อย่างไร ไม่เห็นเล่าให้เธอฟังก่อน  เสร็จจากนี่เธอคงต้องขอคำอธิบายยาวๆ ไม่งั้นเธอไม่ยอมจบเรื่องง่ายแน่ๆ “ เจ้าเป็นใครกันแน่” จิ้งจอกนั้นไม่ได้ถามเฉยๆ ยังแฝงคลื่นมนตร์ดิ่งตรงเข้าใส่พวกเธอ แต่ตอนนี้สถานการณ์ค่อนข้างจะพลิกผัน ครู่เดียวเท่านั้นที่เธอสบตามินามิ เจ้าตัวก็วาดคลื่นน้ำแข็งตั้งเป็นกำแพงป้องกัน “หม่าม๊าให้หนูช่วยนะ”  เจ้าตัวเล็กผลุดเข้ามาหาเธอยกมืออยู่ในระดับไหล่ตัวเองพอดีกับจังหวะที่เธอปล่อยเวทย์อัดเข้าโจมตีจิ้งจอกตัวร้าย “หึ! กระจอกน่า!” ฝ่ายนั้นยังคงปากเก่งวาดเมื่อครู่เดียวโล่เวทย์ทรงพลังก็เข้าป้องกันทว่าเธอยกยิ้มพอใจ จิ้งจอกตัวร้ายไม่ได้สังเกตการโจมตีที่แท้จริง มาริโกะชักคันธนูปล่อยศรเวทย์อาบพลังของอัตสึมิจังพุ่งเข้าหาจิ้งจิกเก้าหางตัวร้ายในจังหวะนั้น “พุ่ม!” “อ๊าก!!” “ฮารุนะ โทโมจิน” “รู้แล้วน่า” ทั้งสองผสานเวทย์กักขังเข้าด้วยกัน เคาะใส่จิ้งจอกเก้าหางที่เตรียมจะหนีแต่ยูโกะผสานเป็นแนวหน้าได้ดี กรีดเข้าโจมตีเพื่อเบี้ยงความสนใจมาที่ตน ทำให้จิ้งจอกตัวร้ายต้องยกมือสกัดดาบที่ถูกเพิ่มพลังทำลายโดยเวทย์ของฮารุนะ “จังหวะนี้แหละ!” สิ้นเสียงคำสั่งก็ใช้เวทย์ผลึกผสมผสานพุ่งเข้าจับจิ้งจอกเก้าหาง เส้นใยเวทย์นับแสนทักทอรวบตัวปีศาจร้ายก่อนแข็งกลายเป็นแร่ทองคำดึงรั้งร่างของปีศาจนอนหมอบแนบไปกับพื้น “อัตสึโกะใช้เวทย์นั่นเร็วๆเข้า”  คนถูกบอกให้ทำรู้ว่ามินามิกำลังพูดถึงเวทย์อะไร มันคือตาข่ายเวทย์มนตราของคนที่เธอไม่ชอบขี้หน้า แต่ต้องยอมรับฤทธิ์อำนาจมากขนาดกักกันพวกอสูรเทพได้ ภาษาที่เธอไม่คุ้นถูกสลักให้ปรากฏในหัวพอนึกถึงรูปร่างของมนตรา เธอยกคทาชี้ใส่หน้าจิ้งจอกเก้าหาง “ผลึก!” สามเหลี่ยมสีเขียวแก่ปิดล้อมรอบตัวของปีศาจที่ดิ้นขับพลังทำลายพันธนาการอย่างเหลืออด ไม่ยอมจะเป็นฝ่ายแพ้ลูกเดียว   “จับได้สักที คราวนี้จงพาพวกเราออกไป” มินามิเดินเข้าใกล้จิ้งจอกที่ถูกกักตัวสำเร็จแต่พยศจ้องจะทำลายแต่วงเวทย์กักตัว “ไม่มีทาง” “ฉันไม่ใช่คนใจดีหรอกนะ” เพียงครู่นั้นเองที่เธอเห็นมินามิพึมพาใช้เวทย์อะไรสักอย่าง ก่อนแตะมันลงบนผลึกสามเหลี่ยมสีเขียวแก่ ราวกับเกิดแผ่นดินไหวอยู่ชั่วครู่แล้วจิ้งจอกเก้าหางก็ขดตัวงอเป็นกุ้ง “ป๊ะป๋าทำอะไรคะ” เจ้าตัวเล็กที่กอดขมับที่ขาเธอส่งเสียงถามเขาอย่างสนใจ เอาง่ายๆพวกเธอที่ยืนห่างออกไปก็อยากรู้เหมือนกัน “เวทย์เสียงน่ะ มันมีผลกระทบระบบการได้ยินโดยตรง ถ้าพวกที่หูดีเกินคนก็น่าจะรู้ผลว่าเป็นยังไง” “อย่างนี้เอง พลาดไปได้” ยูโกะจงใจพูดเสียดสีคนที่อยู่ไม่ไกล เมื่อก่อนเธอน่าจะรู้ไม่จะได้เล่นงานอีกฝ่ายได้ หมั่นไส้มากๆตอนนั้น มินามิส่งสายตาเขียวปัด  บอกมันใช่เวลามาหาเรื่องกันมั้ย “ ปล่อยพวกเราออกไป ถ้าเธอยังไม่อยากทรมานมากกว่านี้” “งั้นก็หยุดเวทย์บ้านี้สักที! หัวจะหนวกอยู่แล้ว!” “ปล่อยพวกเราก่อน” “ทำไม่ได้ ถ้าเวทย์นี้ยังก่อกวนอยู่อย่างนี้ โอ๊ยย” มินามิหายใจฮึดฮัด ยอมหยุดเวทย์ที่ทรมานปีศาจตัวร้าย นางหายใจเหนื่อยหอบแววตาเกลียดชังถูกส่งมาให้ “พากลับออกไปเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ฉันจะทำแบบเมื่อกี้อีก” น้อยครั้งมากจะได้เห็นมินามิสวมบทโหดยิ้มเย็นพร้อมจะสังหารใครสักคนที่หมดทางสู้ อย่างว่าเจ้าปีศาจตัวร้ายดันมาเล่นกับคนที่ไม่สมควรเล่น ถ้าเป็นเรื่องของอัตสึโกะกับอัตสึมิ มินามิพร้อมจะเอาชีวิตคนที่กล้าแตะได้ทุกวินาที “รู้แล้วน่า!” เร็วเท่าคำพูด จิ้งจอกเก้าหางนางดีดนิ้วดัง ป๊อก บนอากาศก็เกิดช่องวางขนาดใหญ่ก่อนมันสูบเอาร่างของพวกเธอหายเข้าไป   “สุ่ม!” เสียงคล้ายมีสิ่งใดระเบิดลงมาจากท้องฟ้าเรียกให้ซาเอะ ซายากะ ยูกิริน มายุและเรียวฮะหันไปมองทางสถานที่จัดงานก่อนหน้านี้พวกอัตสึโกะถูกจับตัวไป ต่างคนต่างอ้าปากค้างเพราะสิ่งที่ลอยเหนือสถานที่จัดงาน มันคือวงเวทย์ขนาดมหึมาพาเอาคนที่ยังไม่ยอมกลับออกจากปราสาทแตกตื่นกันจำนวนมาก   “วงเวทย์!”   “ไปดูเร็ว1 ยืนอึ้งกันอยู่ได้”  ซาเอะเข้ามาดันหลังยูกิให้เลิกตกใจเพราะตอนนี้มีเพียงอีกฝ่ายกับมายุที่พอจะช่วยรับมือได้หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน   “โอ๊ยย เจ็บ เอาอีกแล้ว” ฮารุนะลูบบันท้ายอันแสนน่าภาคภูมิใจตวัดสายตามองไปยังปีศาจที่อยู่ในวงเวทย์คุมขังซึ่งนั่งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “ลุกออกไปได้แล้ว มันหนัก!” เสียงแวดแหลมหูเล่นเอาเธอต้องก้มลงดูก่อนจะเด้งตัวลุกอย่างตกใจที่เห็นโทโมจินกลายเป็นเบาะรองให้ครึ่งก้นของเธอ “จะทำอะไรก็ให้มันดีหน่อยได้มั้ย!” ดูเหมือนโทโมจินจะโมโหมากก้าวเท้าสวบๆเข้าไปหาจิ้งจอกเก้าห่าง เหมือนพร้อมจะถลกหนังเต็มที่ “เรื่องมาก” “แก!!” โทโมจินกัดฟันกรอดหักนิ้วมือดังกรอบจนมินามิที่ยืนคุ้มอยู่ใกล้จิ้งจอกเก้าหางต้องรีบร้องห้าม “อย่าพึ่งน่า” “ฉันจะฆ่ามัน!” คำพูดไร้ปราณีทำเอาคนอยู่ในเหตุการณ์สะดุ้ง นั่นอาจจะรวมถึงผู้ที่พึ่งเข้ามาเจอเห็นการณ์กำลังจะมาฆาตกรรมจิ้งจอกเก้าหาง “ทุกคนปลอยภัยใช่มั้ย” ยูกิรินแทบจะน้ำตาไหลพอเห็นอัตสึมิจังกลับมาพร้อมพวกมินามิ  อยากจะถลาเข้ากอดขาอัตสึโกะตะโกนออกมาว่าเธอรอดแล้ว “ยังไงก็เถอะ เธอคิดยังไงส่งอัตสึมิจังตามไปอย่างนั้น” คำถามกึ่งไม่พอใจของอดีตราชาเล่นเอาร่างเธอชาดิกแก้ตัวลิ้นพันกันยุ่ง “ไม่ใช่นะ ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นอย่างนั้น ฉันทดสอบก่อนแล้วด้วย แต่ไม่คิดว่า...อัตสึมิจังจะทำให้เวทย์เคลื่อนย้ายสำแดงผล” คนขอโทษหมอบกราบลงพื้นเสียมินามิต้องพ่นลมหายใจหงุดหงิด เพราะจะเอาผิดก็ใช่เรื่อง ถือว่าเป็นความชอบของฝ่ายนั้นด้วยที่พาตัวอัตสึมิจังมาให้ เลยทำให้รู้ว่าใครเป็นตัวปลอมในกลุ่ม “ลุกมาเถอะน่า ฉันต้องขอบใจเธอด้วยซ้ำที่พาอัตสึมิจังมาให้” “จริงนะ” “แต่ใช่ว่าจะไม่โกรธ!” เสียงขู่กราวทำให้อัตสึโกะแอบหัวเราะมองยูกิรินที่ยืนกอดกับมายุกลมดิ๊ก ก็รู้มินามิไม่ได้จะทำอะไรสองคนนี้ ก่อนมาริโกะจะเบี่ยงความสนใจให้กลับมาที่ปีศาจซึ่งถูกเมินเฉย ว่าอย่างนี้ก็ไม่ถูกเท่าไหร่เพราะโทโมจินจะฆ่าให้ตายอยู่แล้วถ้ามาริโกะไม่คว้าแขนเอาไว้ ชวนหาเรื่องตายให้ตัวเองจริงๆ “นี่ มินามิ แล้วจะเอายังไงกับจิ้งจอกนี่ เดี๋ยวก็ได้ถูกโทโมจินฆ่าตายพอดี”  คนข้างตัวนิ่งไปเงียบคิดอยู่นานพอถูกถามจนกระทั่งสายตาค่อยๆมองยังลูกสาวของพวกเธอ “อัตสึโกะ คิดว่าถ้าจับปีศาจนี่ทำพันธสัญญากับอัตสึมิจังดีรึเปล่า”   เธอหันควับมองคนรัก ประมาณว่า ที่พูดมาเอาจริงเหรอ แล้วต้องพากันอุดหูเพราะเสียงแวดไม่สบอารมณ์ของจิ้งจอกเก้าหาง “ไม่มีทาง! ข้าไม่มีทางยอม” “หืม อย่างนั้นหรือ” มินามิยิ้มเย็นประกอบกับลดสายตามองจิ้งจอกตัวร้ายคล้ายข่มขู่อยู่ในที “หนูอยากได้สัตว์เลี้ยงมั้ยคะ อัตสึมิจัง” “ปล่อยนะ ข้าไม่ยอมเด็ดขาด!” “นี่ ฉันกำลังเสนอข้อได้เปรียบให้เธอเลยนะ อย่างน้อยเธอก็จะได้ไม่ต้องทำร้ายใคร อีกอย่างการยอมให้ทำพันธสัญญากับอัตสึมิจังเธอเองก็จะได้รับพลังเวทย์ในส่วนตรงนั้นด้วย ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย” จิ้งจอกเก้าหางแยกเขี้ยวอย่างไม่ชอบใจ ใครจะอยากถูกจับล่ามโซ่เหมือนแต่ก่อน “ไม่มีทาง” “ฉันไม่ได้ถามความเห็นเธอนิ” คนที่ยืนดูสองคนนี้ถกเถียงเงียบกริบ ไม่รู้จะเข้าไปแทรกตรงไหน ก็รู้ว่ามินามิกำลังเอาคืนจิ้งจอกเก้าหางอย่างโหดร้ายเสียด้วย  “ตกลงว่ายังไงคะ ตัวเล็ก” “ไม่มีปัญหาค่ะป๊ะป๋า” กับมินามินี้ก็ว่าง่ายเกินไม่มีอิดออดบอกปฏิเสธ เล่นเอาจิ้งจอกเก้าหางดิ้นหนีเหมือนกำลังจะตายภายใต้รอยยิ้มเย็นยะเยือกของมินามิที่เป็นผู้กำชัย จวบจนสุดท้ายวงเวทย์แห่งพันธสัญญาก็ถูกวาดท่ามกลางความไม่เต็มใจของจิ้งจอกเก้าหางที่ทำอะไรไม่ได้ “ปล่อยข้า” จิ้งจอกตัวร้ายยังดิ้นต่อเนื่องทั้งที่สัญญาได้เสร็จสิ้นลงแล้ว “เงื่อนไขของสัญญามีอยู่ว่าจนกว่าอัตสึมิจะหมดอายุไขลงตามธรรมชาติ เธอจะต้องปกป้องคุ้มครอง ห้ามทำร้าย หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นการทำให้เด็กคนนี้บาดเจ็บ มิอย่างนั้นเธอก็คงจะรู้ว่า หากละเมินสัญญาเป็นอย่างไร”  มินามิหันมาพยักหน้าให้อัตสึโกะปล่อยปีศาจที่ถูกคุมขังซึ่งตอนนี้หมดฤทธิ์เดชทำอะไรไม่ได้เพราะคำสั่งบัญชาจากผู้ทำพันธสัญญา “ป๊ะป๋า หนูใส่ปลอกคอให้เขาได้มั้ย” คำถามซื่อๆของเด็กตัวเล็กที่เห็นปีศาจจิ้งจอกกลายเป็นหมาเชื่องๆ เล่นเอาพวกเธอหัวเราะพรวดมองหน้าจิ้งจอกเก้าหางที่จ้องลูกสาวเธอเหมือนจะฆ่าให้ได้ นิสัยอัตสึโกะจริงๆ “อย่าคิดทำอะไรแปลกๆได้มั้ย!” คนแพ้แยกเขี้ยวขู่ อยากจะซัดพวกตัวการซักทีสองที “ตามใจเลยค่ะ ตัวเล็ก”   “ควรถามความเห็นข้ามั้ย!” จิ้งจอกเก้าหางยังแหกปากโวยวายไม่เลิก ชักจะทำตัวโหวกเหวกเกินเหตุ “นี่ ฉันว่าจับใส่กรงโชว์ให้แขกในงานดูสักวันก็น่าสนใจนะ” โทโมจินเสนอด้วยรอยยิ้มร้ายบอกความแค้นใจที่มีต่อจิ้งจอกเก้าหางไม่น้อยไปกว่ามินามิ ทีอย่างนี้ล่ะเข้าคู่กันดีเหลือเกินแต่ละคน “พวกเจ้านี่มัน!” “แกเล่นพวกฉันเจ็บแสบกว่านั้นเยอะ” คราวนี้ยูโกะสมทบเห็นพ้องกับโทโมจินอย่างเต็มที่ “แต่ฉันว่า ขอเอาลงไปกรีดท้องในทดลองก่อนได้มั้ย” ไม่รู้มันเป็นมุขหรือยังไรทุกคนถึงได้ผงกหัวให้มายุอย่างพร้อมเพียง “ปล่อยข้านะ เจ้าพวกจิตไม่ปกติ!” “นี่ เลิกโวยวายสักทีเถอะ” มินามิออกปากอย่างเบื่อหน่าย ไม่รู้จะแหกปากให้ได้อะไร ก็รู้ว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้ “เจ้านั้นแหละตัวการ จับข้าทำพันธสัญญา แล้วไม่บอกอะไรอีกต่างหาก! อย่างน้อยก็ควรให้ข้ารู้ข้อมูลอะไรบ้างได้ไหม” ชั่วพริบตานั้นแววตาคบกริบประกาศกร้าวว่าไม่มีทาง จนอัตสึโกะต้องแตะไหล่เบาๆ “บอกแล้วไงว่าไม่จำเป็น”  มินามิหันหลังเดินหนีจิ้งจอกตัวร้ายคว้ามืออัตสึโกะชวนให้พาอัตสึมิจังไปนอน ทิ้งให้จิ้งจอกปากเสียถูกรุมจัดการอยู่ตรงนี้ก็ดี เรียกร้องความสนใจเป็นบ้า “อย่าเดินหนีข้า! เจ้าพูดถึงผู้หญิงที่ชื่อไมโกะหลายครั้ง ตอนอยู่ที่นั่น ถามเอากับข้าที่แปลงเป็นเด็กนี้ บอกข้ามาว่านางเป็นใคร” คำพูดของจิ้งจอกที่อยู่ดีไม่ว่าดีดันทิ้งระเบิดลงกลางบ้านทำเอาบรรยาการเงียบกริบมินามิสัมผัสได้ถึงความเย็นฉาบของฝ่ามือที่คว้าจับค่อยๆเคลื่อนสายตามองหน้าคนรัก รู้สึกว่าอากาศมันเย็นๆหนาวๆวูบๆวาบๆเลยว่ามั้ย!? “มินามิ! ขอคำอธิบายด้วยค่ะ” เอาแล้วไง แต่ละคนไม่มีใครกล้าแม้จะหายใจ กลัวไปรบกวนการไต่สวน เฮ้ย ไถ่ถาม ส่งยิ้มเป็นกำลังใจให้มินาามิห่างๆ(อย่างห่วงๆ)  หากระเบิดพลีชีพลงจะได้หนีทัน เป็นห่วงกันมากเลยแต่ละคน “อ้อ คนรักเก่าของเจ้างั้นหรือ” “เงียบได้มั้ย!” ไม่ใช่มินามินะ แม้จะตัวอยากจะพูดประโยคนี้ก็ตามเพราะตอนนี้กำลังหลับตาปี๋อยากจะยกมืออุดหู ก็คนที่เล่นตวาดใส่จิ้งจอกเก้าหางมันอัตสึโกะต่างหาก  คนร่วมเหตุการณ์พากันขนลุกซู่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เคี่ยวเข็ญบอกจิ้งจอกเก้าหางให้หุบปาก ก่อนจะถูกรุมกระทืบจากพวกเธอ หาเรื่องตายไม่รู้จักเวลาอย่างน้อยก็ขอให้พวกเธอหนีก่อนได้มั้ย รักกันมากเนอะ พวกนี้ “อัตสึโกะ ไม่ได้ใช่อย่างนั้นนะ” คนถูกเข้าใจผิดกำลังจะอธิบายแต่เหมือนจะไม่ทันเสียแล้วเมื่อเจ้าของชื่อเดินดุ่มๆหนีออกจากสถานที่จัดงานด้วยความน้อยใจให้มินามิหันมาเอาเรื่องกับจิ้งจอกเก้าหาง มันน่าฆ่าให้ตายจริงๆ “มินามิ เร็วเข้า พวกฉันไม่อยากถูกลูกหลงด้วยนะ” ซาเอะป้องปากบอกอย่างหวาดหวั่นเวลาอัตสึโกะโกรธทีไร คนเดือนร้อนมันคนอยู่รอบตัวกันทั้งนั้น คราวก่อนยังจำได้ เดินผ่านหน้าไปอยู่ดีๆก็ถูกเขม่นสืบเนื่องมาจากมินามิเป็นต้นเหตุ แม้เรียวฮะจะรู้น้อยที่สุดในที่ตรงนี้แต่ก็ขอพยักหน้าเห็นด้วย   “ฉันรู้แล้วน่า!” เธออยากจะบ้าตาย นี่มันวันบ้าอะไร แล้วไอ้เจ้าพวกนี้ก็ช่วยกันดีมาก ส่งกำลังใจบอกว่า โชคดีนะ มันควรจะตามเธอไปช่วยอธิบายไหมเล่า! “อัตสึมิจัง วันนี้อยู่กับป๊ะป๊ายูของหนูก่อนนะคะ” เจ้าตัวเล็กขานรับเธออย่างชาญฉลาด มินามิจึงไม่รอช้าจะเสียเวลาแม้เพียงเสี้ยววินาที วิ่งตามหลังของคนรักออกไปให้ทัน “ปากเธอนี่มันหาเรื่องจริงๆ” ยูโกะบ่นกระปอดกระแปด เกือบจะซวยกันไปหมดแล้วเห็นมั้ย “หึ” จิ้งจอกเก้าหางเย้ยยิ้มเชิดหน้าขึ้นไม่สนใจ พราะมันคือความจงใจล้วนๆที่ได้เอาคืนคนจับเธอทำพันธสัญญาโง่ๆ “ที่ยังเฉยอยู่ได้  เพราะไม่รู้ว่สินะว่าไมโกะคือใคร”  ฮารุนะพูดขึ้นลอยๆจ้องตาจิ้งจอกเก้าหางอย่างเอาเรื่องจนยูโกะต้องออกปาก ไม่อยากให้พูดถึง “เถอะน่า มินามิไม่ได้ห้ามไว้เสียหน่อย”  จิ้งจอกเก้าหางถึงกับตวัดส่ายตามองสาวร่างสูงที่เคยยืนคู่อยู่กับยัยคนที่ตัวเล็กจิ๋วอารมณ์ร้อนราวกับเปลวไฟเดินเข้ามาใกล้ “มหาเวทย์รุ่นที่ 8 แห่งสมาคมจอมเวทย์ ‘อัตสึโกะ’ ชื่อนี้คงจะคุ้นหูเธอมากกว่าสินะ” “ฮารุนะ!” ยูโกเตือนเพราะกลัวจะมีใครนอกจากพวกเธอมาได้ยินเข้า  มันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรพูด อาจจะทำให้ตัวตนของมินามิถูกเปิดเผยได้และสืบสาวเอาเรื่องจนรู้เรื่องเมืองสีขาวที่พวกเธอปิดเป็นความลับ ขนาดเด็กเรียวฮะนั้นยังเลิกคิ้วงงว่าพวกเธอพูดถึงใคร คงต้องเตี๊ยมกับซาเอะให้บ่ายเบี่ยงบอกน้องเอา “หมายความว่ายังไง” จิ้งจอกเก้าหางแยกเขี้ยว ไม่ชอบจะถูกปั่นหัวคืนอย่างนี้ มันเป็นเรื่องนานนับพันๆปี  เด็กพวกนี้จะรู้จักกันได้อย่างไร อีกอย่างชื่อแม่นั่นมันควรเป็นความลับของพวกสมาคมเวทย์มนต์คนนอกไม่มีทางรู้ได้ อะไรกัน “เธอพึ่งจะพูดไปว่าเป็นคนรักเก่าของมินามิ” ฮารุนะไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมกลับมาทิ้งหัวพิงไหล่ยูโกะหมดแรงที่ใช้เวทย์รบกับจิ้งจอกเก้าหางไปมาก เธอแค่อยากจะปั่นหัวแม่ปีศาจตนนี้คืนนิดๆหน่อยๆ ไม่ได้จริงจังจะบอกให้รู้อะไรหรอก “พวกเจ้ารู้มาได้ยังไง ตอบมาเดี๋ยวนี้!” ผู้หญิงชื่อมินามิอีกแล้ว จะเอาอะไรกันหนักหนานางเป็นใครกันเนี่ย ถึงได้ดูรู้เรื่องเมื่อพันปีก่อนมากเหลือเกิน แถมยัยพวกนี้ยังบอกว่าเกี่ยวข้องกับแม่นั่นอีก จะเป็นไปได้ยังไง มนุษย์ไม่มีทางอายุยืนถึงตอนนี้ ไหนจะเชื้อสายแห่งราชวงศ์โบราณ อย่าบอกน่ะว่าทั้งหมดคือสิ่งที่เด็กพวกนี้ได้มาจากเมืองที่สาบสูญ แล้วแม่จอมเวทย์นั่นเข้าไปเกี่ยวข้องได้ยังไงกันอีกเล่า ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว! “อย่ารู้มากก็ไปคะยันคะยอให้มินามิเล่าให้ฟังเถอะ” ฮารุนะตัดบทเล่นเอาทุกคนหันมองเจ้าตัวอย่างพร้อมเพรียง ประมาณว่าเอาจริงดิ  มีแต่จิ้งจอกเก้าหางที่แหกปากถามโน่นถามนี่ไม่เลิกจนพวกเธอเลิกจะสนใจ “มินามิ ไม่อยู่แล้วจะเอายังไงกับแม่นี่ดี”  คำถามของซายากะเปิดประเด็นอีกครั้งให้ลงมติจัดการกับจิ้งจอกเก้าหางที่นั่งหัวโดอยู่ตรงนี้ “จับไปไว้ห้องทดลองของมายุก่อนดีมั้ย” ยูโกะยังนึกสนุกไม่เลิกเหมือนอยากจะดูมายุชำแหละจิ้งจอกตัวร้ายจริงๆ ซึ่งมันเข้าพูดหูมายุอยู่มากจัดแจงจะลงไปเตรียมอุปกรณ์ขึ้นมาถ้าไม่ถูกคนรักคว้าคอเอาไว้ “ ขอเอาไปทดลองไม่ได้เหรอ ยูกิริน” “ขออัตสึมิจังก่อนมั้ย” คำพูดไม่มีห้ามปรามนั่นทำเอาจิ้งจอกที่ถูกพันธนาการแว้ดโวยวาย มีหวังถามเด็กบ้านั่นเธอจะได้ถูกจับทดลองจริงๆ ปล่อยข้านะ เจ้าพวกจิตไม่ปกติ!! “พอๆทั้งสามคน  เธอเองก็เลิกโวยวายได้แล้ว อยากจะเรียกคนเขาแห่กันเข้ามามากใช่มั้ย” มาริโกะรีบเบรคอยากจะยกมือนวดขมับแต่ละคนพอหลุดออกจากหนังสือนั่นได้จ้องจะยำจิ้งจอกตัวนี้ท่าเดียว โดยเฉพาะแม่สาวเขี้ยวข้างกายเธอ “ทดลองมันน้อยไปจับไปทำพรมประดับห้องดีกว่า” นั่นแหละ โทโมจินไม่ยอมหยุดเป็นตัวตั้งตัวตีเสียที  คงจะฉุนแม่นี่อยู่มาก และมาริโกะก็รู้ว่าห้ามไปไม่มีประโยชน์ เลยหันไปถามกับหนูน้อยที่เดินไปเล่นกับเรียวฮะแทน “อัตสึมิจังหนูทำอะไรกับพันธสัญญาได้มั้งคะ”  เจ้าตัวเล็กเอียงคอขมวดคิ้วมุ่ย สงสัยเธอจะถามคำถามกว้างเกินไป เอาใหม่ “เรียกจิ้งจอกเก้าหางเข้าไปในมิติของตัวเองเหมือนสัตว์เวทย์ทั่วไปได้มั้ยคะ” เจ้าตัวเอานิ้วจิ้มคางแล้วยิ้มกว้างพยักหน้า  บางทีเจ้าหนูน้อยก็รู้ภาษาเกินไปอย่างตอนนี้ที่ไม่งอแงหาอัตสึโกะกับมินามิ เพราะรู้ว่าพ่อกับแม่ของตัวเองมีเรื่องต้องคุยกันสองคน “งั้นก็…” “อย่าทำอย่างนั้นเด็ดขาด! ข้าจะยอมดูแลยัยเด็กคนนี้ให้ก็ต่อเมื่อไม่จับข้าไปไว้ในมิติของสัตว์เวทย์ ข้าต้องการอิสระ” จิ้งจอกตัวร้ายแทรกประท้วงสะบัดหัวไม่ยอมลูกเดียว “ถ้าให้คุณจิ้งจอกอยู่ที่นี่ สัญญากันก่อนว่าจะไม่ทำร้ายใคร ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ตอนนี้หนูง่วงนอนแล้ว ไม่มีแรงจะสู้อีกนะ ถ้าไม่สัญญาจะต้องไปอยู่ในมิติเวทย์” คำพูดใสซื่อของเจ้าตัวเล็กทำให้ผู้ใหญ่พากันกลั้นขำยิ่งเห็นสีหน้าของจิ้งจอกเก้าหางเหมือนกับว่าโลกทั้งใบจะแตกสลาย ก็พากันเบิดหัวเราะออกมาไม่หยุด “ข้าตกลง ตกลง ออกคำสั่งให้ข้าขยับสักทีได้มั้ย” เจ้าตัวเล็กพยักหน้าให้ก่อนจะออกคำสั่งปลดเวทย์ ครู่นั้นคนถูกปล่อยรีบลุกขึ้นสะบัดแขนขาที่ถูกจับไว้จนเมือยล้าไล่สายตามองพวกเด็กที่ตนแพ้ให้อย่างแค้นใจ โธ่เว้ย! “คุณจิ้งจอก หนูง่วงนอน พาไปนอนหน่อยได้มั้ย วันนี้ป๊ะป๋ายูเหนื่อยมาก หนูไม่อยากให้ป๊ะป๋ายูอุ้ม” เสียงหัวเราะดังระงมพอได้ยินอัตสิมิจังพูดคล้ายสั่งคนตกเป็นเป็นเบี้ยล่าง จิ้งจอกเกาหางกัดฟันกรอก อยากจะแว้ดใส่ให้รู้แล้วรู้รอด “รู้แล้วน่า ข้ารู้” เจ้าตัวช้อนร่างเล็กขึ้นอุ้มอย่างช่วยไม่ได้ ชีวิตไม่คิดจะยุ่งกับเด็ก ทำไมต้องมาเจอยัยตัวเล็กนี้ด้วย! “จะต้องพาเจ้าเด็กนี่ไปทีไหน” นางถามอย่างหัวเสียไม่พอใจ  พวกเด็กบ้าหัวเราะกันอยู่ได้ “ยูโกะ พาเจ้าตัวเล็กไปส่งห้องดีกว่าค่ะ จะได้นอนกันด้วย” ฮารุนะสะกิดไหล่คนรัก คิดว่าตอนนี้ถึงเวลาที่ทุกคนควรได้แยกกันพักผ่อนได้แล้วเพราะดูจากสีหน้า คงจะสลบกันเป็นแทบๆ เนื่องจากรบกับแม่ปีศาจที่กลายเป็นสัตว์เลี้ยงของอัตสึมิจังเกือบค่อนคืน ก็ได้แต่อธิฐานให้อีกฝั่งที่กำลังวุ่นวายโชคดีนะ        ด้านคนหัวหมุนวิ่งวุ่นตามอัตสึโกะมาจนถึงธารเงียบภายในราชาวังตอนค่ำคืนถึงกับพ่นลมหายใจออกมาทางริมฝีปาก เดือดร้อนให้ตามจนเหอบ “อัตสึโกะ หยุดวิ่งนะ” เธอดีดเท้าส่งแรงที่เท้าพุ่งเข้าหาคนรักจับคว้าแขนได้ทันก่อนอีกฝ่ายจะวิ่งเข้าไปไกลให้เธอต้องได้เป็นห่วงมากกว่าเดิม โกรธได้น่ากลัวชะมัด คนอะไร “ปล่อยค่ะ”  เสียงสะอื้นเบาๆกลายเป็นคมมีดบาดเข้าไปในหัวใจเพียงช่วงเสี้ยววินาที มินามิรั้งร่างของคนตัวสูงกว่ากอดรัดไว้ภายใต้วงแขนไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะดิ้นแรงขนาดไหน “มันไม่มีอะไรจริงๆอัตสึโกะ” “แต่มินามิก็พูดถึง!” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความขมขื่นตัดเพ้อต่อว่า เธอยอมรับผิดเต็มประตูที่คราวนี้ได้พูดถึงเรื่องของไมโกะจริงๆ “ฉันทำเพื่อต้องการพิสูจน์ว่าจิ้งจอกนั่นไม่ใช่เธอ” “แล้วถ้าเธอเกิดเป็นฉัน มินามิก็จะพูด ใช่สิ เพราะมินามิไม่เคยลืมนิ”   “อัตสึโกะ” เธอร้องเรียกอย่างอ่อนใจพยายามให้อีกฝ่ายหันกลับมาเผชิญหน้ากันแต่มันไม่เป็นผล “ไม่เอานะคะ หายโกรธกันนะ ไม่อยากฟังรึไงว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทำไมถึงต้องน้อยใจกันด้วย หันกลับมาคุยกันดีๆนะ” เธอยังเกลี้ยกล่อม ยอมรับว่าเหนื่อยมากจาการเจอศึกหนักเข้าไปค่อนคืน ดีที่ไม่ติดอยู่ในหนังสือบ้าบอนั้นจนถึงเช้า ทั้งที่เธอควรจะได้พักผ่อนสบายๆกับอัตสึโกะแล้วก็ลูกสาวในคืนนี้มั้ย จิ้งจอกตัวนั้นยังสร้างเรื่องให้เธอปวดหัวจนได้ “มันยังเหลือมินามิ  ที่ว่างยังถูกเว้นให้คนนั้นของมินามิ” “ใครคะคนนั้น ถ้าเป็นเธอมาเอดะ อัตสึโกะ ฉันยอมรับ” มันคล้ายจะเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้เข้าใจความรู้สึกที่อยู่ด้านในว่ามันไม่ได้ซุกซ่อนใครอยู่ในนั้นจริงๆนอกจากคนที่อยู่ในอ้อมกอดของเธอ “รู้มั้ยว่าฉันคิดมาตลอดเลยว่า ไม่อยากให้ความทรงจำกลับมา” “เพราะมินามิลืมไม่ได้” “ไม่ใช่”  มินามิปล่อยให้เสียงกระแสน้ำทำให้จิตใจของอัตสึโกะสงบลง  “วินาทีที่เรื่องทุกกลับคืนเข้ามาในหัว สิ่งแรกที่ฉันคิดมาตลอดคือเรื่องของเธอ ฉันไม่อยากให้เธอต้องรู้สึกว่าเธอเป็นคนอื่น น้อยใจว่าฉันจำใครได้   เพราะมันไม่สำคัญกับฉันเลย  เธอเป็นปัจจุบัน เป็นเวลาของฉัน อัตสึโกะ  หันกลับมามองหน้ากันหน่อยได้มั้ยคะ” มินามิยังคงใช้น้ำเสียงทอดอ่อนนำทาง ค่อยๆพลิกตัวอีกฝ่ายหันกลับมาสบตากันอย่างเชื่องช้า “ตั้งแต่ที่เธอถอนคำสาปให้ฉันมันเป็นความจริงที่ว่าฉันมอบหัวใจทั้งหมดให้เธอ ต่อจะให้บอกกี่ครั้งความจริงข้อนี้ไม่ได้เปลี่ยนเลยอัตสึโกะ ฉันรักเธอ” “แล้วในนั้นยังเหลือส่วนให้ผู้หญิงคนนั้นอยู่มั้ยคะ มีเสี้ยวของผู้หญิงคนนั้นอยู่รึเปล่า มินามิเรียกชื่อฉันที่เป็นฉันจริงๆหรือเป็นคนอื่น รู้มั้ยว่ามันกังวล มันสับสนทุกครั้งตั้งแต่ที่ต้องมารู้ว่าชื่อของฉันมันเคยเป็นของใคร” มินามิส่ายหน้าช้าๆประคองฝ่ามือของคนเจ้าคำถามช่างประชดประชันทาบลงบนอกด้านซ้าย “หัวใจดวงนี้เป็นของเธอทั้งหมด ไม่เหลือให้ใครแล้ว เธอเข้ามาจอง มาสร้างโน่น ปลูกนี่ไว้มากมาย  จะให้ใครเข้ามาวุ่นวายอีก  หืม คุณมาเอดะ อัตสึโกะ ฉันเรียกเธอที่เป็นเธอ ไม่ใช่ใครอื่นเลย ทั้งหมดมันเป็นของเธอ ถ้าไม่มีเธอฉันเองก็คงไม่อยากมีชีวิตอยู่ตรงนี้” มันเป็นความรู้สึกเขินอายที่ไม่นึกฝันว่าตัวเองต้องมาพูดอะไรชวนเลี่ยนทำนองนี้ ทว่าหากมันเรียกร้อยยิ้มบนใบหน้าของอัตสึโกะกลับมาต่อให้ต้องพูดจนตัวเองท้องไส้ปั่นปวนเธอก็ยอม “ฉันรักเธอ” ช่วงเวลาแบบนี้คำพูดกลายเป็นสิ่งไร้ความหมายเพราะอัตสึโกะไม่ได้ข้อพิสูจน์มันด้วยคำพูดอีกแล้ว ร่างของเธอถูกผลักขณะริมฝีปากถูกปิดสนิท นี่เป็นการถูกแสดงความเป็นเจ้าของ แสดงว่าเจ้าตัวคือคนที่ครอบครองเธอ อัตสึโกะไม่ปล่อยให้เธอหายใจลิ้นร้อนระอุราวกับเปลวไฟแทรกผ่านเข้ามาในกลีบปาก ร้อนและทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เธอจำใจต้องตวัดมือสร้างกำบังเวทย์อำพรางก่อนจะมีใครผ่านมาเห็นเข้า “ยะ อย่าพึ่ง อ๊ะ” เธอรีบกัดริมฝีปากแน่นเมื่อเจ้าตัวเหมือนจะไม่ยอมให้เธอพูดกระชากเสื้อสูทโยนทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่งในที่ที่สายตาเธอมองไม่เห็นซ้ำยังลงแรงขยำก้อนเนื้อใต้เชิ้ตอย่างเอาแต่ใจ “อะ อัตสึโกะ” เสียงเธอขาดหายเป็นห้วง เสี่ยวสันวาบหลังเพราะแววตาขุ่นมัวจริงจัง บอกว่ายอมให้ไม่ได้ จะไม่ยอมปล่อยเธอไปไหนเด็ดขาด “ฉันจะฟังเรื่องทุกอย่าง หลังจากนี้” ไม่ทันจะให้เธอตั้งตัวเสื้ออีกตัวก็หลุดลอยปลิวไปเสียแล้ว  ริมฝีปากร้อนแผ่วขบลงบนผิวเธอซ้ำ น้ำหนักของมันแรงมากบ่งบอกอารมณ์ไม่พอใจของคนกระทำ ขี้หวง เธอได้แต่ต่อว่าในใจหากไม่อยากต่อปากต่อคำ มันเป็นความรู้สึกเหมือนร่างถูกโยนใกล้เปลวไฟร้อนจนเหงื่อไหลไม่หยุดแต่กลับมีความสุขอย่างน่าประหลาดเล่นเอาต้องครางอื่อในลำคอ “ยะ อย่าอัตสึโกะมันจะเป็นรอย” เธอไม่ได้หูฝาดเจ้าตัวส่งเสียงหึคล้ายบอกว่าไม่สนใจ จะทำ จะทำไม อะไรอย่างนี้ “อัตสึโกะ” “เงียบนะ มินามิ”  เธอถึงกลับพูดต่อไม่ออกเจ้าตัวยังไล่ริมฝีปากร้อนลงต่ำขบเคี้ยวฟันลงบนผิวเธอจนเกอดรอยแดงเป็นวง มีหวังเจ้าตัวเล็กบังเอิญเห็นเข้าแล้วเธอจะตอบคำถามลูกยังไงเล่า! คนทำไม่ยอมให้ความรวมมืออีกสักนิด เกี้ยวติดอะไรก็ตามที่มันขวางทางร่างกายของเธอถูกโยนทิ้งไปเสียหมด “อะ อัตสึโกะ” ยัยตัวร้ายแกล้งกันอยู่รึไง! สัมผัสบางเบาแตะจุดอ่อนไหวแต่ไม่ยอมขยับ ซ้ำยังลอยหน้าลอยตาอยู่เฉยคล้ายยั่วกันอยู่นั่น “อัตสึโกะ จะให้...อ๊ะ” เธอต้องกัดฟันอีกรอบเมื่อตัวร้ายจงใจขยับสัมผัสนวบนาบเชื่องช้าหากเน้นหนัก ราวกับจะจับเธอเหวี่ยงเข้าใกล้ปากเหวอยู่ระหว่างความเป็นความตาย อึดอัดอยากระบายร้องประท้วงให้หยุดแกล้งกันเสียที เธออยากจะบ้าตาย “อัตสึโกะ” เจ้าตัวยังไม่หยุดทรมานเธอง่ายๆมอบสัมผัสราวกับเปลวไฟที่ลุกพรึ่บแล้วก็ดับมอดเหมือนถูกคนเอาน้ำสาด ไม่ยอมต่อดีๆสักที “อัตสึโกะ”  เธอเริ่มเน้นเสียงอย่างจริงจังหากอีกฝ่ายยังแกล้งเธอไม่หยุด เธอจะไม่เฉยแล้วนะ  ไม่รู้จะพอใจอะไรมากขนาดนั้นกับการแกล้งทรมานให้เธอเหมือนถูกจับโยนลงเหวครั้งแล้วครั้ง้ล่า มีการส่งรอยยิ้มร้ายกาจเหมือนตัวอย่างไม่ผิดอะไร “อัตสึโกะ” คราวนี้คนร้ายกาจยอมเคลื่อนตัวลงไปยุ่งวุ่นวายกับการจัดการกับเรื่องที่กำลังแกล้งเธออยู่ให้เสร็จ ซึ่งคนตกเป็นรองเผลอคางเสียงต่ำสลับหายใจหนักหน่วงไม่ให้เสียงน่าอายหลุดลอด ก่อนจะรู้สึกตัว ร่างกายก็เกร็งกระตุกสั่นสะท้านคล้ายโลกทั้งใบแตกดับ “พะ พอแล้ว ”  เธอร้องห้ามอย่าตกใจ มือเคลื่อนจับคนซุนซนให้อยู่นิ่ง สติหลุดลอยยังไม่กลับมาเต็มที่ถึงต้องมองคนช่างแกล้งตาปรือ “ พะ พอก่อน อัตสึโกะ จะทำอะไรไว้ต่อที่ห้องดีๆ” มินามิผวาวาบลุกนั่งเมื่อเจ้าตัวยังไม่คิดยอมหยุดตามใจตัวเอง ให้เธอต้องรีบลงมือรั้งไหล่คนขี้แกล้งขึ้นมากอดไว้แน่นๆ ใบหน้าเริ่มกลายเป็นสีแดงเพราะสภาพของตัวเองเปลือยเกือบจะหมด แล้วดูอัตสึโกะสิ ครบทุกชิ้น “พะ พอก่อนนะ ไว้กลับไปที่ห้องก่อนแล้วจะยอมตามใจ”  อัตสึโกะส่งค้อนยอมซบไหล่มินามินิ่งๆ  “อยากจะถามอะไรก่อนมั้ย เพราะถ้าปล่อยไปดูเหมือนฉันจะไม่ได้เล่าแน่ๆ”  คนแกล้งล้อเลียนถอนหายใจ คืนนี้เหมือนว่าเธอจะรับรู้ชะตากรรมตัวเอง “ที่ให้จิ้งจอกเก้าหางทำพันธสัญญากับอัตสึมิจัง เพราะสงสารหรือว่าเพราะใครกันแน่” คนถูกถาหรี่ตามอง เรื่องจับผิดไม่มีใครเก่งเกิน แม่คนนี้ เธอยังไม่ได้ปริปากพูดถึงสักคำ พูดออกมาเหมือนเข้ามานั่งในใจเธออย่างนั้น “ดีกว่าปล่อยให้ไปทำร้ายคนอื่นต่อไม่ใช่รึไงล่ะ หืม” “แต่มินามิก็ไม่ได้ปฏิเสธอย่างหลัง” เธอขอยาดมได้มั้ย เวลาต้องเถียงกับอัตสึโกะทีไรเธออยากจะตายวันละล้านๆครั้ง ชักจะเรดาร์ดีจนน่ากลัว  “แล้วถ้าฉันบอกว่ามีส่วนเธอจะโกรธรึเปล่า แต่ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดหรือรู้สึก อย่าเข้าใจผิดนะ” “แล้วแบบไหนขอเป็นคำอธิบายที่ชัดเจนได้มั้ยคะ” คนถูกไล่ตอนกดริมฝีปากลงบนหน้าผากของคนซักไซร้อย่างหมั่นไส้ ไม่ถามเลยล่ะว่าทีเธอทำอย่างนี้เพราะยังหลงเหลือเยื่อใยกับไมโกะใช่มั้ย “ฉันแค่อยากทำอะไรทดแทนให้บ้าง” แววตาของมินามิหม่นลงเล็กน้อยเแสดงความรู้สึกผิดออกมาอย่างเห็นชัด เธอไม่คิดปิดบังในเรื่องที่ไม่สมควรจะปิด เพราะจะทำให้อัตสึโกะคิดมากเปล่าๆ  “เธอก็รู้ว่าฉันไม่ได้ทำอะไรอย่างนี้ให้ไมโกะเลยตอนที่เขามีชีวิตอยู่  ฉันแค่อยากจะตอบแทนมั้ง มันก็แค่นี้จริงๆ” อัตสึโกะจับมือของเขากอบกุมอย่างอ่อนโยน ไม่ได้งี่เง่าขนาดจะโมโหในเรื่องที่ก็รู้ว่าไม่สมควรจะโมโห เธอรู้ว่ามินามิพยายามจะไม่นึกถึงหรือพูดถึงคนในอดีตให้เธอฟังแต่ก็ใช่ว่ามินามิจะไม่รู้สึกว่าตนเองมีส่วนผิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น สิ่งที่มินามิรู้สึกมันคงประมาณว่าถ้าผลักไสให้ไมโกะไปจากตัวเองได้อีกฝ่ายคงไม่ต้องตาย คนรับผลกระทบจะมีแต่ตัวเองเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นเธอยอมไม่ได้ ถึงได้ไม่อยากจะให้มินามิพูดถึเขาบ่อยๆ   “ฉันยังยืนยันว่าไมโกะคืออดีต ส่วนเธอคือเวลาคือปัจจุบัน ความรู้สึกมันต่างกันมากๆ ไม่ได้เป็นความโหยหาต้องการหรืออะไรเลย” “ฉันเข้าใจ” อัตสึโกะเลือกจะปล่อยให้มินามิพูดในสิ่งที่อยากพูดออกถาม เลือกจะฟังในสิ่งที่มินามิอยากเล่าให้ฟัง “ตอนที่เธอไม่อยู่ด้วย ฉันกังวลมากเลยนะ กลัวว่าเธอจะเป็นอะไรมันทำให้ฉันเจ็บ คิดว่าตัวเองทำไมถึงปล่อยให้เธอตกอยู่ในอันตราย ฉันโกรธมากที่จิ้งจอกนั่นแตะต้องเธอ และยังปลอมเป็นเธอ” “แล้วเกิดอะไรขึ้นคะ” “จิ้งจอกเก้าหางพาพวกฉันไปที่ป่าอาถรรพ์ ไม่รู้ว่าจำลองเหตุการณ์มาจากใคร พยายามปั่นหัวพวกเราให้แตกคอกันเอง หลอกให้เราเล่นเกมโง่ๆหาตัวจริงของมันในกลุ่ม แล้วมันก็พาฉันไปเห็นตอนเธอถูกทำร้าย ยอมรับว่าตอนนั้นฉันทำอะไรไม่ถูกหัวใจหลบวูบคล้ายจะหยุดเต้น” อัตสึโกะพ่วงแก้มขึ้นสีแดงระเรื่อ ไม่คิดว่ามินามิจะบรรยายเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเองให้ฟัง ก็รู้ว่านิสัยกันดีว่าเป็นอย่างไง พอได้ฟังแบบนี้แล้วเธอก็เขินเหมือนกัน ถึงกับต้องก้มหน้าเพื่อลดอาการเขินของตัวเอง “แล้วฉันก็...เจอกับลินดา” “คะ!?” อัตสึโกะถึงกลับช้อนสายตามองหน้าคนรักเปลี่ยนอารมณ์ไม่ทัน คิดว่าตัวเองหูฝาดแน่ๆ “ลินดาไปที่นั่นและเจอกับไมโกะ” “ได้ยังไง!?” “ตอนที่เธอกำลังจะตายไมโกะปรากฏร่างออกมาเพื่อขอร้องให้ลินดาช่วยเธอ” อัตสึโกะครางในลำคออย่างเหลือเชื่อ แล้วทำไมไม่มีใครรู้อะไรเรื่องนี้เลยรวมถึงเธอด้วย “ไม่ต้องแปลกใจหรอก ลินดาเปลี่ยนความทรงจำใหม่ให้พวกเธอ ว่าพวกยูโกะช่วยเธอได้สำเร็จด้วยฝีมือของตัวเอง” ครู่หนึ่งแววตาของมินามิดำดิ่งสั่นไหวคล้ายเหมือนมีสิ่งที่ถูกทำให้หายไป “หากลินดารู้ คงไม่สบายใจที่เห็นมินามิกำลังรู้สึกผิดอยู่” อัตสึโกะยันตัวขึ้นเป็นฝ่ายกอดคนรักเอาไว้บาง เธอเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของมินามิคงเพราะสายใยผูกกันตั้งแต่มินามิได้ชีวิตใหม่ “ฉันไม่ได้อยากทำให้เธอไม่สบายใจเลย” “แต่ถ้ามินามิไม่พูดฉันจะไม่สบายใจมากกว่า” “ฉันเจ็บที่รู้ตัวว่า ฉันเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อของยูโกะเกือบฆ่าเธอในตอนนั้น เป็นสาเหตุให้ลินต้องมาสละชีวิตให้ฉันในตอนนี้” “มินามิ” “เรย์คือคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด เรื่องนี้ฉันไม่กล้าแม้จะบอกฮารุนะ คิดว่าการที่เจ้าตัวไม่รู้มันดีที่สุดแล้ว ยูโกะรู้ยัยนั่นคงโมโหฉันน่าดู” อัตสึโกะลูบแผ่นหลังของคนรัก อย่างแผ่วเบา  มินามิไม่ได้เป็นคนผิดอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาเลย ไม่ว่าเธอจะเกือบตายหรือไม่ก็ตาม มันไม่ได้สำคัญกับตอนนี้อีกแล้ว ในตอนที่มีคำว่าเรา “ถ้ามินามิยังเจ็บปวดกับมันอยู่ตอนนี้ ทุกคนที่อยู่ด้วยก็จะเสียใจตามไปด้วยนะ ตอนนี้มินามิไม่ใช่มินามิที่เป็นราชาอีกแล้ว แต่เป็นมินามิของฉัน เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดอะไรกับเรื่องนี้อีกเลย ที่ลินดาให้ชีวิตใหม่กับมินามิ ก็คงต้องการให้เริ่มต้นนับจากศูนย์ ไม่ใช่นับจากสิ่งที่เคยมีอยู่เมื่อครั้งอดีต ฉันเริ่มคิดว่าถ้ามินามิความทรงจำไม่กลับมาอาจจะดีกว่า เพราะฉันไม่อยากเห็นเธอต้องมาเศร้ากับเรื่องพวกนี้อีก” “รู้มั้ย” มินามิเงยหน้ามองคนที่สวมกอด  “เธอเป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันคิดว่าโชคดีจริงๆที่ได้เจอ” ปากหวานผิดปกติ เป็นนิยามอาการที่ทำให้คนฟังไม่เคยชิน ไม่รู้ว่าจิ้งจอกตัวร้ายหรือใครเล่นตกลงอะไรกับมินามิของเธอ ถึงได้ปากหวานขนาดนี้ “กลับห้องกันนะคะ” มินามิรู้นี้ไม่ใช่คำชวนที่เป็นการบอกกลับห้องธรรมดาๆ มันหมายถึงว่าอัตสึโกะกำลังร้องเรียกสิทธิ์ของเจ้าตัวเองอยู่ต่างหาก ที่เธอเคยพูดไปว่าจะยอมตามใจ คิดถูกจริงๆที่ฝากอัตสึมิไว้กับยูโกะ เพราะคืนนี้เธอคงไม่ได้นอนอยู่เฉยๆที่เรียกว่านอน   “ยูจังค่ะ คิดว่าคืนนี้มินามิจะได้นอนรึเปล่า” ฮารุนะขยับตัวเข้ามากระซิบใกล้คนรักมองดูอัตสึมิจังที่ถูกเอามาฝากกำลังหลับปุ๋ยหลังจากปล่อยให้จิ้งจอกเก้าหางได้มีอิสระ   ก่อนหน้าเล่นเอาเธอหัวเราะขำไม่หยุดพอปีศาจนั่นอุ้มอัตสึมิจังมาถึงห้องเจ้าตัวเล็กกอดแน่นราวกับอีกฝ่ายเป็นหมอนหนุนกว่าอัตสึมิจังจะยอมขยับตัวเปลี่ยนท่าเล่นเอา จิ้งจอกร้ายหัวเสียน่าดู “คำตอบอยู่ที่พรุ่งที่เช้าค่ะ” จะถามใช่มั้ยว่าเธอจะรู้ได้อย่างไร ก็รอดูสภาพมินามิตอนเจอหน้ากัน ถ้าวันไหนเพลียมากๆแสดงว่าวันนั้นคงถูกกวนไม่ได้นอนทั้งคืน และดูเหมือนครั้งนี้ไม่มีใครต้องเดาเพราะอัตสึโกะเล่นโกรธชัดขนาดนั้น เธอลูบหลังอัตสึมิที่ซุกแนบติดอยู่กับเธออย่างเอ็นดู “อยากมีเหมือนกันนะคะ” “นอนเถอะค่ะ ยูจัง” ฮารุนะตัดบทล้มตัวลงนอนลงทันที เข้าใจว่าไออยากมีของยูจังมันคือการอยากทำเรื่องอะไรที่มันค่อนข้างจะอยูใต้สะดือซะมากกว่า “นอนก็ได้”  เสียดายชะมัดเพราะอัตสึมิจังนอนอยู่ด้วยแท้ๆเชียว      จิ้งจอกเก้าหางกำลังนึกอยู่ว่าตัวเองมาอยู่ผิดที่ผิดทางหรืออย่างไรมันถึงได้แสลงหูชวนอ้วกขนาดนี้ สิ่งที่อยากรู้ก็ไม่ได้ยังได้ของแถมให้รู้สึกร้อนแผ่วที่ใบหน้ามาอีกเป็นกระบุง   เจ้าพวกมนุษย์เอ้ย! จะมาพลอดรักทำตัวหวานอะไรกันอยู่แถวนี้เล่า! จะเอาคืนกันให้ทั่ว โดยเฉพาะยัยเด็กที่เอาปลอกคอมาใส่ให้ มันน่าสนุกตรงไหนมิทราบ   “ยังไม่เลิกทำหน้าเบื่อโลกอีกรึไง คิดยังไงมานั่งดูคนอื่นเขาอย่างนี้” ปีศาจตัวร้ายผงะเกือบตกจากต้นไม้ มันเสียงใครแววมาพูดด้วย เจ้าตัวหันมองรอบท