abura

Members
  • Content count

    649
  • Joined

  • Last visited

Everything posted by abura

  1. ch.7 มาเป็นแฟนกันซิ               เมื่อวันที่มีการจัดประชุมได้มาถึง บริษัทอากิฮาบาระจึงวุ่นวายเป็นพิเศษเพราะเหล่าพนักงานผู้คลั่งไคล้ดาราต่างพากันมายืนออกันอยู่ที่ล็อบบี้ของบริษัท เพื่อดูคู่จิ้นแห่งปี ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจาก คุณนางเอกดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการมายากับมิยาซาวะ ซาเอะ ผู้ได้รับฉายาว่าเจ้าชาย ทั้งสองบังเอิญเข้ามาในจังหวะไล่เลี่ยกันนั้นทำให้เกิดเสียงกรี๊ดลั่นบริษัท    “ขยับเข้ามาอีกก็ได้ อัตสึโกะ”  ซาเอะสบโอกาสยกมือโอบเอวของคุณนางเอกสาวให้เข้ามาใกล้จนคนที่มุ่งอยู่ต้องกรี๊ดออกมาด้วยความชอบใจ พร้อมแซวกันให้แซดว่า “ช่วยลดความหวานลงหน่อยคะ คนโสดอิจฉา” ซึ่งคุณนางเอกก็ได้แต่ข่มความไม่พอใจแสร้งยิ้มไปตามน้ำ มันเป็นงานเธอจะทำอย่างไรได้ รู้อย่างนี้มาช้าสักหน่อยก็ดี       “เหมาะสมกันจังเลยเนอะแก ยังกับเจ้าชาย กับ เจ้าหญิงแนะ”   “นั้นซิ บอกว่าเป็นแฟนกันจริงๆก็เชื่อ”   พอได้ยินเสียงซุบซิบเธอยิ่งอึดอัด กลัวว่าใครอีกคนลงมาได้ยินจะไม่สบายใจ   ใครก็ได้เข้ามาช่วยเธอที และราวกับฟ้ามาโปรด เมื่อคุณนางร้ายเดินตรงเข้ามาร่วมเฟรมกับเธอ ทำให้ซาเอะต้องถอยหางอย่างจำใจ   “แหม มีแต่รู้คู่พระนาง ไม่มีรูปคู่นางเอกกับนางร้ายด้วยเหรอคะ” เสียงแซวอย่างเป็นกันเองของฮารุนะทำให้คนรอบข้างยิ้มขำก่อนจะขอให้ฮารุนะมารวมถ่ายรูปกับอัตสึโกะ               “ขอบคุณนะคะ” เธอขยับปากบอกเบาๆ ซึ่งเจ้าตัวพยักหน้ารับรู้ขณะสายตายังโฟกัสกล้องที่อยู่เบื้องหน้า แอบเห็นคุณผู้จัดการของเจ้าตัวยิ้มราวกับพอใจอยู่กับผู้จัดการของเธอ                   และแล้ว 15 นาทีต่อมาที่พวกเธอยังขยับไปไหนไม่ได้เพราะพนักงานยังไม่ยอมกลับเข้าแผนก  กระทั่งประตูลิฟท์ใกล้เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เปิดออกปรากฏร่างของคนในชุดสูทกระโปรงสีน้ำเงินเรียบร้อยก้าวขาออกมา เล่นเอาพนักงานที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นแตกฮือ พากันกุลี้กุจอหลบหน้าหลบตา เพราะเห็นว่าใครลงมา    “หยุดเดี๋ยวนี้!!!!!" พนักงานพากันก้าวขาไม่ออก ตัวแข็งทื่อ พอเจอกับเลขาท่านประธานในโหมดของมาเลฟิเซนต์พร้อมด่ากราดทุกคนที่อยู่บริเวณนี้   "มาทำอะไรกันตรงนี้! เจ้านายฉันจ้างให้มาทำงาน ไม่ได้จ้างมามุงดารา!  ถ้ายังไม่อยากโดนท่านประธานไล่ออก รีบไปทำงานซะ! พวกเธอทำพวกนักแสดงขึ้นไปประชุมสายกันแล้วรู้ไหม!”     เพียงแค่จบประโยคด่าของเลขาท่านประธาน พนักงานในบริษัทก็พากันยกเท้าวิ่งขึ้นบันไดกลับไปยังชั้นที่ตนทำงาน ดัง “ตึงตังๆ” ให้คนที่รออยู่ห้องประชุมแอบกุมขมับเพราะพอจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น   “สงสัยต้องบอกซายากะ เตือนพนักงานสักหน่อย”               “พวกนี่นิ ไม่ไหวเลย”  ยุยส่ายหน้าก่อนเดินเข้าหาเหล่านักแสดงที่ท่านประธานนัดพบ   “ขอโทษด้วยนะคะ”  แต่ละคนถึงกับทำตัวไม่ถูกได้แต่มองตากันปริบๆ   ไม่กล้า ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเพราะกลัวทำให้ยุยผู้เรียบร้อยกลายร่างเป็นนางฟ้าปีศาจอีกครั้ง   ยูโกะบอกตามตรงเลยว่า พึ่งจะเคยเห็นยุยโหมดนี้เหมือนกัน สงสัยจะอยู่กับทาคามินะมากเกินไป เวลาโมโหทีไรถึงได้เหมือนกันราวกับแกะเช่นนี้           เมื่อมาถึงชั้นที่เป็นห้องประชุม ยุยก็เนำทางไปจนถึงห้องประชุมก่อนลงมือเคาะประตูของอนุญาตคนนั่งรอด้านในและผลักเข้าไปด้านใน จังหวะนั้นคนที่ตามเข้ามาด้านหลังจงใจส่งยิ้มให้ท่านประธานที่นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะเล่นเอาคนไม่ทันตั้งตัวได้แต่เขินปั้นหน้าไม่ถูก สั่งทุกคนนั่งเพื่อกลบเกลื่อนความเขินของตัวเอง    “ไม่ขาดใครนะ” มินามิมองสำรวจ   “ค่ะ”    “ถ้าอย่างนั้นมาเริ่มกันเถอะ”  ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงการตอบรับก่อนจะได้รับเอกสารจากคุณเลขาท่านประธานที่พึ่งไปวีนพนักงานแทนเจ้านายตัวเองมา เล่นเอาไม่มีใครกล้าจะทำให้คุณเลขาโกรธเพราะกลัวจะถูกด่า   “ฉันกำหนดวันถ่ายละครไว้เป็นวันเสาร์นี้ หรือก็คืออีก 3 วัน หลังจากนี้ ขอให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม เพราะการถ่ายทำครั้งนี้จะใช้เวลาเกือบ 2 อาทิตย์ ส่วนสถานที่  คือ...ทะเล” เมื่อท่านประธานพูดคำว่า ‘ทะเล’ เล่นเอาเหล่านักแสดงดีใจกันออกนอกหน้า ต่างหันหน้าซุบซิบให้ทาคามินะต้องกระแอมไอบอกให้เงียบ   “ฉันรู้ว่าทุกคนดีใจ แต่เงียบก่อน เราจะเดินทางโดยรถบัสของบริษัทพร้อมทีมงาน ในเช้าวันเสาร์ เวลา 7.30 น. ฉะนั้นขอให้ทุกคนระวังเรื่องเวลาด้วย ส่วนถ้าใครอยากจะไปเองให้แจ้งกับยุยเอาไว้ก่อนที่จะเดินทาง”   “เข้าใจแล้วค่ะ” ทุกคนขานรับด้วยความดีใจ เพราะนานๆทีจะได้ถ่ายละครต่างจังหวัด ปกติอยู่ในฉากพื้นเขียว เบื่อจะแย่   “แล้วมีใครอยากจะถามอะไรไหม”   “เอ่อ ทาคามินะซังค่ะ แล้วเรื่องห้องพักล่ะคะ” คำถามของมิลกี้ดึงความสนใจของทุกคนได้เป็นอย่างดี หันมองหน้าคนจะพาไปด้วยความอยากรู้ เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก ถ้าให้นอนกับคนไม่สนิทมันก็ยังไงๆอยู่   “เรื่องนั้นฉันจะให้ทุกคนจับฉลากเลือกห้องเอา ถ้าใครจับได้เบอร์ห้องเดียวกันก็อยู่ด้วยกัน เพื่อความยุติธรรมน่ะ จะได้ไม่มีฉันสนิทกับคนนี้ฉันจะนอนกับคนนี้ ฉันไม่สนิทกับคนนั้น ฉันจะไม่นอนกับคนนั้น   เราทำงานด้วยกัน  ความสามัคคีถือเป็นเรื่องสำคัญ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจนะ ส่วนเรื่องเตียง ฉันให้ยุยจองไว้เป็นห้องเตียงคู่น่ะ ไม่ต้องห่วง”   ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยประโยคที่ทาคามินะพูด ถึงแม้ความจริงมันจะทำได้ยากสักหน่อยก็เถอะ ขนาดท่านประธานที่เป็นคนพูดเองยังแอบแสดงสีหน้าหนักใจให้เห็นเลย    “แล้วเรื่องการจับฉลาก เราจะจับกันตอนที่ไปถึงแล้ว”    “ค่ะ” เสียงตอบรับของแต่ละคนยังคงดูตื่นเต้น อาจจะเพราะมีเรื่องการจับฉลากเข้ามาเอี่ยวด้วยเลยเหมือนจะเพิ่มความตื่นเต้นเข้ามาอีก   “เอาล่ะ แล้วไม่มีใครสงสัยอีกไหม”     พอไร้ซึ่งเสียงตอบรับคนที่เป็นประธานนั่งหัวโต๊ะก็สั่งเลิกประชุมชี้แจ้งกำหนดการ และยังไม่ทันที่ท่านประธานจะได้ลุกออกจากที่นั่ง มิซายาวะ ซาเอะก็เดินผ่านหน้าโต๊ะเข้าไปทำคะแนนกับคุณนางเอก ให้มินามิได้แอบลอบถอนหายใจ รู้สึกว่าตัวเองชักแปลกไปทุกวัน   “อัตสึโกะดูสิ  เราจะได้ไปเล่นละครที่ทะเลด้วยกันเลนะ ดีใจไหม” ซาเอะจับมือคุณนางเอกขึ้นมาเขย่า  เรียกสายตาเอือมๆจากคุณผู้จัดการอย่างริเอะจนอดแซะไม่ได้   “เขย่าแรงขนาดนี้เดี๋ยวมือแม่นางเอกฉันถลอกพอดี”   “แหะๆ ต้องขอโทษด้วยนะคะ พอดีฉันดีใจมากไปหน่อย”   “ดีใจหรืออยากฉวยโอกาส” ริเอะงึมงำ ดูท่าทางแม่นี้จะไม่สนใจใครนอกจากอัตสึโกะเลยจริงๆ เห็นแล้วก็สงสารเด็กเธอที่ต้องมาปั้นหน้ายิ้มรับแขก แล้วเผอิญท่านประธานยังอยู่   ดูสีหน้าก็เริ่มรู้ ว่า… ไม่พอใจอย่างแรง   ครู่ต่อมาริเอะต้องกลืนน้ำลายลงคอเพราะเห็นท่านประธานเคลื่อนสายตามองแม่นางเอกของเธอแวบหนึ่งแล้วทำท่าจะเดินออกจากห้องประชุม บอกเลยว่าแม่นางเอกไม่รีบตาม เกิดเรื่องใหญ่โตแน่งานนี้    มันยังดีที่ยูโกะหัวไว คว้ามับเข้าข้อแขนท่านประธาน   “เดี๋ยวสิ ทาคามินะ  ฉันมีเรื่องจะถามต่อสักหน่อย ไปห้องข้างๆกันดีไหม” ยูโกะส่งสายตามีความนัยให้ริเอะก่อนจะพาเพื่อนเดินไปอีกทาง       มันจะล่มหรือมันจะรอดฮะ งานนี้ ผู้จัดการของคุณนางเอกทำหน้าหน่ายใจพลางมองซาเอะที่ยังจอไม่หยุดสักที     “เอ..เอ่อ ซาเอะซังค่ะ ฉันขอยืมตัวอัตสึโกะไปคุยตารางงานก่อนนะคะ”   “เอ่อ..ค่ะ ตามสบายเลยค่ะ” ซาเอะจำต้องปล่อยอัตสึโกะไปเพราะไม่มีเหตุผลอะไรจะมารั้งไม่ให้คุณนางเอกไปคุยงานกับผู้จัดการส่วนตัว   ริเอะถึงกับปาดเหงื่อพอพาอัตสึโกะออกมาจากคนช่างจ่อได้       “ขอบคุณนะคะ ริเอะซัง”   “เปลี่ยนจากคำขอบคุณ เป็นไปคุยกับทาคามินะซังให้เรียบร้อยเถอะ ไม่อย่างนั้นระเบิดพลีชีพคงลงที่บริษัท” อยากจะหัวเราะก็หัวเราะไม่ออก เธอเห็นทุกการกระทำของท่านประธานตัวเล็กที่แสดงออกมา  สายตาแบบนั้นมันเป็นของคนที่กำลังหึงชัดๆ   ก็ดูเอาสิแม่นางเอกของเธอ เล่นทั้งอ้อยเล่นทั้งหยอด ท่านประธานไม่รู้สึกอะไรให้มันรู้ไปสิ        ที่ด้านของทาคามินะกับยูโกะ ซึ่งขณะนี้ราวกับว่าอุณหภูมิในห้องสี่เหลี่ยมลดต่ำลงอย่างแปลกประหลาด ยูโกะไม่เคยต้องรู้สึกว่าตัวเองจนมุมอย่างนี้มาก่อน ไหนจะคำถามที่จี้ไม่ยอมหยุดของเพื่อนสนิท   “เอา! ตลกงมีอะไรจะถามล่ะ ยูโกะ”  เล่นเสียงแข็งขนาดนี้ใครจะกล้าถาม ก็รู้อยู่ว่ากำลังร้อน แต่ช่วยใจเย็นสักนิดเถอะคุณเพื่อน ต้องยอมรับว่าอัตสึโกะมาแรงจริง ถึงทำให้เพื่อนเธอเป็นได้ขนาดนี้   “เอ่อ..คือ.....” แล้วเธอก็พูดอะไรไม่ออก เพราะความจริงไม่ได้มีเรื่องอะไรเลยที่ต้องถาม   “รีบๆพูดมา ฉันจะรีบกลับ”   แหม ที่จะรีบกลับเพราะทนเห็นภาพบาดตาบาดใจไม่ได้ว่างั้น   ไม่เคยคิดเลยว่าเพื่อนของเธอจะทำตัวงี่เง่ากับเขาก็เป็น   “เอ่อ.. แบบว่า…”   “มั่วแต่อ้ำอึ้ง ถ้าไม่มีอะไร ฉันจะ…แอ๊ด...” ทาคามินะยังพูดไม่ทันจบ ประตูก็ถูกเปิดเข้ามาขัดจังหวะ ร่างสูงของหญิงสาวที่ทำให้อารมณ์เธอไม่ปกติค่อยๆเดินเข้ามาในห้องประชุมเล้กเล่นเอาเธอถึงกับเงียบกริบจ้องฝ่ายนั้นด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา   “งั้นฉันขอตัวก่อนล่ะ ไว้เจอกันนะ ทาคามินะ” ยูโกะอาศัยจังหวะนี้รีบชิงออกนอกประชุม   “อ้าว เดี๋ยวสิ ยู…”   “ปัง”   “แกร๊ก” เสียงสุดท้ายที่ได้ยินตามมาจากหลังประตูถูกปิดลง ทำให้ท่านประธานเม้มปาก รู้เลยว่าแผนของเพื่อนสนิทแน่นอนที่ล่อเธอเข้ามาในห้องนี้ แล้วยังจับขัง ใช่จับขังไว้กับคนที่พึ่งเข้ามาใหม่!! มันน่านัก!   เธอได้แต่ตวัดสายตามองใส่ด้วยความเคือง     “เอ่อ... มินามิโกรธอยู่เหรอคะ”  คุณนางเอกถามออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆพยายามจะเดินเข้าใกล้คนอารมณ์ร้อนอย่างใจเย็น  พอเจอท่านประธานในโหมดนี้ เธอเองก็รับมือไม่ถูกเหมือนกัน   “ไม่ค่ะ แล้วเข้ามามีอะไรรึเปล่าคะ”   ใครจะเชื่อว่า ไม่ อัตสึโกะเถียงในใจ   มาทั้งน้ำเสียงทั้งสีหน้าขนาดนี้   แล้วแบบนี้จะต้องง้อยังไง เกิดมาพึ่งจะเคยต้องมาง้อใครอย่างนี้ด้วย   “ถ้าบอกว่าเข้ามาง้อล่ะคะ” แล้วคุณนางเอกกับสาวเท้าเข้าใกล้ในระยะที่คว้าตัวของท่านประธานได้สำเร็จ ไม่รอช้าเธอรั้งร่างเล็กเข้าสู่ออมกอด   ทาคามินะตาโต พยายามดิ้นให้หลุดจากวงแขน   “ทำอะไรอย่างนี้คะ ปล่อยนะ!” ไม่รู้ว่าตอนนี้ควรจะโกรธหรือเขินมากกว่ากัน แล้วกลิ่นหอมอ่อนๆจากเครื่องประทินผิวของคุณนางเอกยังลอยเข้ามาแตะจมูกให้รู้สึกว่าเรี่ยวแรงที่เคยมีอยู่เริ่มหดหาย คล้ายจะเคลิ้มอย่างไรไม่รู้   “ไม่ปล่อยหรอกค่ะ อยากลองกอดแบบนี้มาตั้งนานแล้วนะคะ บอกหน่อยสิคะว่า โกรธอะไรกันอยู่”   “กะ ก็บอกว่าไม่ได้โกรธ”   “โกหกค่ะ”  นอกจากบอกอีกฝ่ายว่าโกหกแล้วคุณนางเอกยังจงใจกดปลายจมูกใส่ผิวแก้มของคนในอ้อมกอดจนมันขึ้นสีชมพูอ่อน ทาคามินะหมดแรง ส่งค้อนใส่คุณนางเอกที่มาทำอะไรอย่างนี้   “ปล่อยนะคะ”   “ไม่ค่ะ จนกว่ามินามิจะบอกก่อนว่าโกรธอะไร ถ้าบอกว่าไม่  จะโดนทำโทษแบบเมื่อกี้อีกนะคะ”   “ยอมแล้วค่ะ ยอมแล้ว”   “ดีค่ะ งั้นบอกมาค่ะ”   “ปล่อยก่อนไม่ได้เหรอคะ” อยู่ในท่านี้มันเขินนะ คนยิ่งใจไม่ดีอยู่   “ไม่ได้ค่ะ ถ้ามินามิไม่รีบบอก…”   “ก็ได้ค่ะ ก็ได้” คุณประธานยกธงขาวยอมแพ้ สายตาของคุณนางเอกไม่น่าไว้ใจสักนิด   “เรื่องที่ไม่ได้โกรธพูดจริงๆค่ะ แค่ไม่ชอบใจ ตอนที่เห็นอัตจังคุยกับ…”   “ซาเอะ” อัตสึโกะพูดต่อคำที่เหลือแล้วอมยิ้มพอใจ แค่พูดชื่อซาเอะออกมาคนในวงแขนก็ตีหน้าบูดเสียแล้ว   “หึง อย่างนั้นเหรอคะ”   “เปล่าสักหน่อย!” ทาคามินะร้อนตัว   “ไม่ได้เป็นอะไรกันจะ..อื่ออ” เป็นอีกครั้งที่ไม่มีโอกาสได้ตั้งตัวคางของเธอก็ถูกเชิดขึ้นให้ลองรับการลงมาของริมฝีปาก คราวนี้เล่นเอาสมองหยุดทำงาน ตาเธอลายจนมองเห็นดาว   มันเกิดอะไรขึ้น    “ก็มาเป็นแฟนกันสิค่ะ”   เธอจำได้ว่าเธอได้ยินประโยคลอยผ่านเข้ามาในหูก่อนสติทั้งหมดจะดับวูบลง   “อ้าว เป็นลมไปซะแล้ว” อัตสึโกะหัวเราะ ไม่คิดว่าท่านประธานจะเป็นลมเพราะเรื่องแค่นี้  เอาเถอะ รออีกฝ่ายตื่นมาตอบคำถามเธอก็ยังไม่สาย   ตอนนี้เธอให้ยืมตักนอนหนุนไปก่อนละกัน ท่านประธาน           เวลาผ่านไปเกือบ2ชั่วโมง   ทาคามินะเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา น่าจะเพราะว่าช่วงนี้เธอได้นอนน้อย พอมีเวลานอนหน่อยเธอเลยหลับยาว แล้วต้องตกใจถึงกับผงะเมื่อพบว่าตัวเองกำลังนอนหนุนตักของคุณนางเอก  เธอพยายามจะดันตัวลุก   แต่ทว่า....   “ตื่นแล้วหรอค่ะ” อัตสึโกะที่หลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้สะลืมสะลื่อส่งยิ้มให้คนตัวเล็กกว่า ไม่พอยังดันไหล่เขาลงให้หนุนบนตักเธอต่อ   “ค่ะ แล้ว…เอ่อ” ทาคามินะกำลังคิดลำดับเหตุการณ์ที่ทำให้ตนเองมาตกอยู่ในสภาพนี้แล้วก็หน้าร้อนฉ่า   “มินามิ ยังไม่ตอบคำถามฉันเลยนะ” นั้นไง!   เธอพึ่งจะได้สติเองนะ อยู่ๆจะมาทวงคำตอบกันอย่างนี้เลยหรือไง   แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องดีกว่า   “เรื่องอะไรคะ ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย”   “มินามิรู้ตัวไหมคะว่า เป็นคนที่โกหกได้ไม่เนียนที่สุดในโลก  ตอบมาเลยนะคะ อุสาขอแล้วด้วย” เล่นเอาท่านประธานจนมุมหาทางหลบแววตาซุกซนของคุณนางเอกที่ทำให้เธอต้องหน้าร้อนทุกที   “ว่าไงค่ะ มินามิ”   “ก็..เอ่อ..”   “รออยู่นะคะ”   “ค่ะ”   “อะไรนะคะ ไม่เห็นได้ยินเลย”   “ค่ะ”   “ค่ะ อะไรคะ” อัตสึโกะยังแกล้งไม่เลิกทั้งที่ตอนนี้หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก   “ตกลงเป็นแฟนด้วยก็ได้ค่ะ!!” คราวนี้มินามิลุกขึ้นจากตักพร้อมตะโกนออกมาก่อนต้องก้มหน้ามองพื้นด้วยความอายกับสิ่งที่พึ่งทำลงไป   “ก็แค่นี้เองค่ะ” คนขี้แกล้งยกยิ้มพอใจขยับใบหน้าเข้าใกล้คนแก้มแดงแล้วกดจูบเบาๆลงผิวแก้มเนียน “เป็นแฟนกันแล้วนะคะ”   “ฉวยโอกาสตลอดเลยค่ะ”   “แบบนี้เขาไม่ได้เรียกว่าฉวยโอกาสสักหน่อย  เขาเรียกว่าหากำไรจากแฟนตัวเองต่างหาก”   แล้วมันต่างกันยังไงล่ะคะคุณนางเอก มินามิไม่แน่ใจว่าตัวเองคิดผิดหรือคิดถูกที่ตกลงเป็นแฟนกับคนเจ้าเล่ห์อย่างนี้   “ยังไงก็เถอะค่ะ กลับกันนะคะ ดูเวลาสิ ดึกมากแล้วด้วย “   “อย่างนั้นก็ได้ค่ะ แต่มินามิต้องพาไปกินข้าวก่อนนะคะ” อัตสึโกะไม่รอช้าหยิบโทรศัพท์มาส่งข้อความไปบอกริเอะว่าทางนี้เรียบร้อย ไม่ต้องห่วง บอกคุณยูโกะมาเปิดประตูให้ด้วย   “ตามรับสั่งทุกอย่างเลยค่ะ”   คนพูดได้แต่ยิ้มกับตัวเอง แล้วมองมือของคุณนางเอกที่เอื้อมมาจับกุมให้ลุกออกไปจากห้องประชุมด้วยกัน  ไม่รู้ว่าอย่างนี้เรียก  ความรักรึเปล่า รู้แค่ว่าตอนนี้หัวใจมันอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูกเลยจริงๆ   .......................................................................................................................................................  
  2. ch.6 ความบังเอิญ+ผู้ร่วมอุดมการณ์   เวลาผ่านไปเร็วเสมอ โดยเฉพาะเวลาของคนที่ต้องมานั่งเพ้อคิดถึงคนบางคนที่ไม่ได้เจอกันมาเป็นอาทิตย์หลังจากเหตุการณ์ที่ต้องหามกันส่งโรงพยาบาลวันนั้น ปลายปากกาดูกดค้างอยู่บนกระดาษ มินามิยกมือข้างหนึ่งเท้าคาง ยอมรับตามตรงว่า เธอไม่เคยมีอาการอย่างนี้มาก่อน  ทำไมถึงได้คิดถึง เป็นห่วงจนไม่มีสมาธิทำงาน  นี่แค่แฟ้มเดียวเธอต้องอ่านซ้ำเกือบ 10 นาทีได้แล้วมั้ง เพราะคุณนางเอกคนเดียวเลย ป่านนี้จะเป็นยังไงมั้งนะ เลิกๆ ไม่มีสมาธิทำงานแล้ว จวนจะบ่ายแล้วด้วย เธอไปหาอะไรกินเรียกสมาธิหน่อยดีกว่า เผื่อจะลดความคิดถึงลงได้บ้าง ก่อนที่จะได้ลุกเดินออกนอกห้องทำงานที่แสนจะน่าอึดอัดในตอนนี้ เสียงโทรศัพท์ก็ร้องเรียกดังลั่น “omoide no hotondo wa sou isshou ni tsukutta ne~~” [สายเข้า-------มาริโกะซัง] บอกจะโทรมาก็โทรมาหากันเลยนะ บทจะหายก็หายเข้ากลีบเมฆ เชื่อพี่ใหญ่คนนี้เลย [ฮัลโหล มาริโกะซัง นึกยังไงถึงติดต่อมาได้คะ หรือพึ่งจะว่าง] [ใช่น่ะสิ แล้วนี่ ฉันโทรมากวนเธอรึเปล่า ทำงานอยู่ไหม] [ไม่หรอกค่ะ กำลังจะออกไปหาอะไรกินพอดี มีเรื่องอะไรรึเปล่าคะ] [งั้นดีเลย เย็นนี้เธอว่างไหมล่ะ ฉันนัดพวกฮารุนะไปกินข้าวด้วยกันน่ะ] มาริโกะยกยิ้มพอใจ ได้เวลาที่เธอต้องซักไซร้น้องคนนี้เสียแล้ว   [ก็ไม่ได้ไปที่ไหนนะคะ แล้วจะให้ไปเจอที่ไหนคะ] ทาคามินะตอบรับอย่างง่ายดาย หลังจากที่คำนวณดูแล้วว่าเย็นนี้ไม่มีงานหรือธุระที่ไหนต่อ   [ร้านอาหารXXX เจอกัน 19.00น. ทาคามินะ] [ค่ะ แล้วเจอกันนะคะ]   หลังจากนัดแนะกันเป็นที่เรียบร้อยทั้งสองก็ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันต่อเล็กน้อยก่อนต่างคนจะกดวางสาย  และก็ได้เวลาที่คุณประธานจะได้ไปหาอะไรรองท้องก่อนถึงเวลานัดด้วย     ด้านคุณนางเอกที่ได้พักผ่อนจนเท้ามีอาการดีขึ้น วันนี้ก็เดินสายถ่ายแบบโฆษณาให้ยาสระผมยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่ง “เสร็จแล้วครับ  ขอบคุณมากนะครับ  อัตสึโกะซัง”  ตัวแทนทีมงานนำช่อดอกไม้พร้อมของที่ระลึกมามอบให้คุณนางเอกแทนการขอบคุณที่ทุ่มเทให้กับการถ่ายโฆษณาครั้งนี้เป็นอย่างดีทั้งที่พึ่งหายจากอาการบาดเจ็บเมื่อไม่นานมานี้  “ขอบคุณเหนื่อยเช่นกันค่ะ"  อัตสึโกะส่งยิ้มหวานรอบด้านขอบคุณความตั้งใจของทีมงานที่ทำให้งานออกมาสำเร็จลุล่วงได้เป็นอย่างดี ต้องบอกว่ากว่าจะได้ผลงานออกมาสักหนึ่งชิ้นไม่เพียงดารานักแสดงหน้ากล้อง แต่ทีมงานเองก็เป็นส่วนสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ ซึ่งหากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปงานที่ได้ก็จะไม่มีทางออกมาเสร็จสมบูรณ์ ทีมงานทั้งชายและหญิงต่างก็ยิ้มเขินให้คุณนางเอกชอบเหลือเกินกับรอยยิ้มที่ทำให้เห็นโลกทั้งใบเป็นสีสมพู "ผมดีใจมากเลยนะครับที่ได้ร่วมงานกับคุณอัตสึโกะ" ทีมงานคนหนึ่งพูดออกมาจากใจจริง ปลาบปลื้มคุณนางเอกคนนี้เป็นพิเศษ ด้วยนิสัยที่อะไรหลายๆอย่าง บอกให้ทำอะไรก็ทำ ไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลเหมือนดาราบางคน อยากได้อย่างโน่นอย่างนี่ จนเขาบางทีก็ขยาด ไม่อยากจะร่วมงานด้วย  และยื่งปลื้มเข้าไปใหญ่ที่รู้ว่าคุณนางเอกพึ่งหายเจ็บข้อเท้ามาดๆยังทุ่มเทให้กับงานมากมายขนาดนี้ “ทางนี้ก็เหมือนกันค่ะ” อัตสึโกะยิ้มรับอย่างเป็นมิตร และเอ่ยขอตัวลาทีมงานที่ได้ร่วมงานกันในวันนี้   “เดี๋ยวต้องขอตัวกลับก่อนนะคะ”  ก่อนจะลาจากทุกคน คุณนางเอกไม่ลืมโค้งคำนับแล้วมุ่งตรงไปที่รถซึ่งคุณผู้จัดการไปถอยมารอรับอยู่ก่อนแล้ว  "นิ นายว่าปะ อัตสึโกะน่ารักจริงๆเลยเนอะ"  หนึ่งในทีมงานที่กำลังเก็บอุปกรณ์อดชมไม่ได้ ทำได้เพียงมองตามตาเป็นประกาย "นั้นสิ น่ารักจังเลยนะ นี่ฉันเองก็รอฟังข่าวอยู่ทุกวัน ว่าใครจะจะได้ใจนางเอกคนนี้ไปครอบครอง” ถ้าพวกเขากล้าพอก็อยากจะลงสนามขอคุณนางเอกมาเป็นแฟนเหมือนกัน       ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง หลังจากที่จอดรถเทียบในที่ลานจอดของห้างสรรพสินค้าที่ผู้คนคับคั่งเนื่องจากเป็นเวลาเลิกงานเรียบร้อย คนขับก็เดินเก้าขาฉับๆด้วยความรวดเร็วเข้าไปในตัวห้าง เนื่องจากความหิวที่ทำให้กระเพาะอาหารเริ่มส่งเสียงร้องประท้วง เอาตามจริง เธอไม่เคยมาห้างในเวลาแบบนี้มาก่อนเลย กว่าเธอจะออกจากงาน เวลาก็ปาเข้าไปตอนที่พระอาทิตย์โบกมือลาท้องฟ้า ถ้าหิวช่วงเย็นขึ้นมาเธอก็ใช้ให้คุณเลขาไปหาซื้อมาให้ แย่หน่อยที่วันนี้ยุยลาหยุดงาน เพราะมีธุระทางบ้าน   เลยเป็นเหตุให้เธอต้องโผล่หน้าออกมาจากห้องทำงาน ที่แม้จะทำไปตอนนี้ก็เหมือนไม่ได้ทำ ระหว่างที่ยังเดินเหม่อมองร้านอาหารอยู่ด้วย ร่างของเธอก็ปะทะเข้ากับสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างจะสูงกว่าอย่างจัง "ตุ๊บ" “โอ๊ย” เสียงอุทานของฝ่ายตรงข้ามทำให้เธอตกใจ เป็นอีกครั้งที่เธอชนใครสักคนล้มลงพื้น จึงได้แต่รีบลุกขึ้นยืน ไม่สนว่าตัวเองจะเจ็บเหมือนกันรึเปล่า ส่งมือหมายช่วยอีกฝ่ายลุกขึ้นยืน และพูดขอโทษแทบจะทันที หากกลับต้องชะงักค้างพอได้เห็นดวงตาที่พ้นแว่นกันแดดสีดำอันโต “อัตสึโกะ!!”เป็นอะไรรึเปล่า” และคนที่ยืนยันให้เธอได้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากคนที่กำลังวิ่งตามเข้ามาด้วยท่าทางเป็นเดือดเป็นร้อน จ้องมองเธอด้วยความเคืองก่อนฝ่ายนั้นจะยืนอึ้งที่เห็นเธอส่งยิ้มแหะๆให้ เธอไม่ได้ตั้งใจและไม่คิดว่ามันจะบังเอิญขนาดนี้ “ทาคา…” “ไม่เป็นไรค่ะ ริเอะซัง”  คุณนางเอกขานตอบแทรกเสียงที่กำลังจะหลุดออกมาจากลำคอของผู้จักการส่วนตัว ทั้งยังก้มหน้าลูบบั่นท้ายของตนเอง ไม่ได้สังเกตเลยว่าบรรยากาศรอบตัวเป็นอย่างไร “อัตสึโกะ คือ…” ริเอะฉุดอีกฝ่ายให้รับลุก ดูว่าใครยืนอยู่ตรงหน้า และเป็นครั้งแรกที่สองสายตาประสานกัน อัตสึโกะดวงตาเบิกกว้างอย่างตกใจ ในขณะที่ท่านประธานได้เอาแต่โค้งตัวขอโทษด้วยความรู้สึกผิด   “ขอโทษจริงๆนะคะ เป็นอะไรมากรึเปล่า ฉันนี่แย่จัง เดินไม่ดูทางเลย” เธออดตำหนิตัวเองไม่ได้ทั้งที่รู้แก่ใจว่าอัตสึโกะพึ่งจะมีอาการที่ข้อเท้าดีขึ้น “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ มินามิ” ครู่นั้นอัตสึโกะยิ้มกว้าง เหมือนมีใครยื่นขนมแสนอร่อยมาให้ทาน ชอบความบังเอิญแบบนี่จัง ชอบพวงแก้มที่กำลังแดงเล็กน้อยด้วยความเขินอาย ดูเขาสิ ทำหน้าพิลึกชะมัด คิ้วขมวดเขาหากันจนจะกลายเป็นตัว wแล้ว “ยังไงก็ต้องขอโทษนะคะ ริเอะด้วย ขอโทษนะ” ริเอะทำตัวแทบไม่ถูกพอถูกประธานบริษัทที่ตัวเองทำงานมาขอโทษอย่างนี้ “เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะทาคามินะซัง ใช่ไหม อัตสึโกะ” ริเอะหันหาแนวร่วมที่พยักหน้างึกงัก ดูแม่คุณดีใจเกินหน้าเกินตาเหลือเกิน อะไรจะชอบใจขนาดนั้น “ ไม่เป็นไรจริงๆค่ะ แล้วมินามิมาทำอะไรที่นี่ค่ะ”   แค่มองตาก็รู้ใจ ริเอะบอกเลยว่า แม่นางเอกกะจะหาเรื่องชวนทาคามินะซังไปนั่งกินข้าวด้วยชัวร์ๆ “อ๋อ เพิ่งเลิกงานน่ะค่ะ เลยว่กะว่าจะออกมากินข้าว” “แล้วกินรึยังคะ” แม่นางเอกคนดังลุ้นน่าดูขณะที่สวมแว่นกันแดดสีดำกลับเข้าไปสู่ดวงตา ไม่รู้ว่าจะพรางตัวหรือหลบซ่อนสายตาเจ้าเล่ห์ที่แอบมองท่านประธานอยู่กันแน่ “ยังเลยค่ะ เผลอเดินชนอัตจังก่อน” เจ้าตัวยอมรับความจริงด้วยใบหน้าแดงก่ำ  ริเอะไม่เคยจะแปลกใจเลยว่า ทำไมแม่นางเอกของเธอ ถึงได้ถูกใจท่านประธานขนาดนี้ แน่สิ มีคนให้แกล้ง แกล้งแล้วยังออกอาการให้แม่นี้เห็น แม่นี้ก็ยิ่งได้ใจ ยิ่งแกล้งใหญ่ “ถ้าอย่างนั้น ไปกินด้วยกันนะคะ” ไม่รู้นี้เป็นประโยคคำถามแน่รึเปล่าเพราะคุณนางเอกที่พึ่งจะหายเจ็บข้อเท้าลากแขนของท่านประธาน เข้าไปในร้านอาหารที่เจ้าตัวหมายมั่นว่าจะมาเป็นที่เรียบร้อยเสียแล้ว     ในร้านอาหาร  อัตสึโกะตัดสินใจถอดแว่นกันแดดสีดำอันโตออกโดยไม่ค่อยจะสนใจสายตาของพนักงานเสิร์ฟที่มองมาอย่างตื่นเต้นเสียเท่าไหร่  เพราะค่อนข้างมั่นใจว่าร้านนี้ปลอดภัยและให้ความเป็นส่วนตัวกับลูกค้ามากพอจะไม่เข้ามาวุ่นวายกับเวลาส่วนตัวของเธอ “กินอะไรดีคะ” อัตสึโกะถามคนที่นั่งตรงข้ามพร้อมยิ้มหยอกล้อคนหน้าแดงเพราะเขินเธอ ถ้าเธอคิดแบบชั่วร้าย ตัดริเอะออกไปก็เหมือนกับได้มาดินเนอร์กันเลย ทาคามินะบอกเมนูที่ต้องการแผ่วเบา พยายามหันหน้าหาริเอะ เธอจะได้ไม่ต้องเขินกับสายตาแปลกๆของคุณนางเอกที่มันดูหวานเกินปกติ หลังจากบริกรเดินออกไปด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็นว่าคุณนางเอกมานั่งทานเข้าวกับใคร ริเอะก็เริ่มชวนทาคามินะคุยมากขึ้น ยอมอยู่เป็น กคข ด้วยความหมั่นไส้เด็กได้ความดูแลล้วนๆ “ปกติมาแถวนี้บ่อยรึเปล่าคะ” “อ๋อ ไม่หรอก นานๆทีน่ะ ปกติมีอะไรจะฝากยุยจัดการให้เลย พอดีวันนี้รายนั้นเขามีธุระ เลยเป็นอย่างที่เห็นนี่ล่ะ”  มินามิพูดอย่างเป็นกันเองเหมือนทุกที่ที่ไม่ได้อยู่ในเวลางาน แล้วไม่ได้บอกเหตุผลสำคัญว่าทำไมตัวเองนั่งอยู่ในห้องทำงานต่อไม่ได้ ก็เพราะคุณนางเอกคนนี้ไงที่เล่นเข้ามาโปร่ยเสน่ห์อยู่ในหัวเธอทุกๆสองนาที “แล้วริเอะล่ะ ทำไมถึงได้มาที่นี่ได้” “รายนี้พึ่งถ่ายโฆษณาเสร็จน่ะค่ะ เลยแวะกันที่นี่เพราะผ่านทางกลับพอดี” “อย่างนี้เอง แล้วข้อเท้าดีขึ้นแล้วใช่ไหมคะ อัตจัง” คราวนี้ท้ายประโยคมินามิหันไปถามคนที่เอาแต่จ้องหน้าเธอให้รู้สึกว่าอุ่นภูมิในร่างกายไม่ปกติ “หายดีแล้วค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ” คุณพูดเอามือขึ้นมาเท้าคางส่งยิ้มหวาน เล่นเอาริเอะอยากขัดขว้างแกล้งกระแอมไอเล็กน้อยจนได้รับค้อนวงโตจากคุณนางเอก น้อยๆหน่อย เธอขยับปากบอก แล้วถามเรื่องงานกับท่านประธานบริษัทต่อ “แล้ว ทาคามินะซังค่ะ จะเริ่มถ่ายละครอีกทีวันไหนเหรอคะ จะได้ตัดตารางงานของอัตสึโกะได้ถูก” “นั้นสิ  ฉันคิดว่า คงอีกห้าวันหลังจากนี้ล่ะ มะรืนจะมีว่าจะเรียกประชุมเพื่อคุยเรื่องนี้กันอยู่พอดี แต่คงต้องจัดให้คนคิวทองว่างยาวหน่อยล่ะ เพราะคราวนี้ต้องออกนอกสถานที่กัน ใช่เวลาหลายวันอยู่”  อัตสึโกะดูตื่นเต้นพอได้ยินคำว่า นอกสถานที่ แบบนี้เธอมีสิทธิ์ลุ้นจะได้พักกับท่านประธานใช่ไหม ว่าแต่ อีกฝ่ายจะไปด้วยรึเปล่านี่สิ “มินามิได้ไปด้วยรึเปล่าคะ” เธอถามไม่มีรีรอ เพราะถ้าช้าเธอจะคิดแผนการต่างๆนาๆไม่ออก “ต้องไปสิ งานนี้ฉันต้องรับผิดชอบคุมทั้งงานนะ” แค่ได้ยินคำตอบอัตสึโกะก็ส่งยิ้มหวานดวงตาเป็นประกาย เล่นเอาท่านประธานสังหรณ์ใจอย่างไรไม่รู้ ริเอะได้แต่แอบถอนหายใจ งานเข้าท่านประธานแน่ๆแบบนี้ “ยังไง ต้องขอโทษด้วยนะคะ เพราะฉันบาดเจ็บแท้ๆเลย เลยทำให้การถ่ายทำล่าช้าไปด้วย”  พอได้พูดประโยคนี้คุณนางเอกก็อดจะรู้สึกผิดไม่ได้ เธอไม่น่าซุมซ่ามเลยจริงๆ เป็นเรื่องเลย “ไม่ใช่ความผิดของอัตจังนะคะ อุบัติเหตุ มันเกิดขึ้นได้ทุกเวลา แค่อัตจังไม่เป็นอะไรแล้ว ก็ดีแล้วค่ะ” “แต่ว่า..” “ก็บอกว่าไม่ใช่ความผิดของอัตจังไงค่ะ  ไม่ต้องคิดมากน่า ฉันเองก็ยังไม่ได้กำหนดวันฉายไว้เลย  เพราะงั้นไม่เป็นไรหรอกนะคะ อย่าคิดมากเลย” ทาคามินะส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ไม่อยากให้คุณนางเอกต้องมากังวลเพราะเรื่องแบบนี้ เธอบอกแล้วว่าถึงเกิดปัญหาขึ้นมา เธอก็รับมือไหว ขอแค่คุณนางเอกไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว “ขอบคุณนะคะ” สายตาสองคู่สบกันนิ่ง ราวกับบนโต๊ะอาหารมีเพียงสองเรา ริเอะอยากจะพาตัวเองถอยออกไปอย่างเงียบๆจริงๆ เพราะอยู่ตรงนี้ก็แทบจะกลายเป็นอากาศอยู่ทุกที   ในขณะที่อัตสึโกะกับทาคามินะกำลังหวาน(?)กันอยู่นั้น พนักงานก็นำอาหารที่พวกเธอสั่งไว้มาเสิร์ฟให้ ทานอาหารกันได้สักพัก ริเอะก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำเพราะเธอไม่อยากอยู่เป็นกขค.อีกต่อไป เพราะดูเหมือนว่ายิ้งอยู่ยิ่งกลายเป็นส่วนเกินอย่างไรไม่รู้   คุณนางเอกสบโอกาสที่ได้อยู่สองต่อสองไม่รอช้า “มินามิ ซอสเลอะปากน่ะ”  เธอไม่พูดเปล่ายังเอาหยิบกระดาษทิชชู่ไปซับออกให้คนที่กำลังจะเงยหน้ามาถามด้วยความสงสัย ได้อายม้วนกันไปอีกรอบ อยู่สองคนทีไร ถึงเนื้อถึงตัวตลอดนะคะ คุณนางเอก "เอ…เอ่อ ขอบคุณนะค” “ไม่เป็นไรค่ะ”  ทานเลอะบ่อยๆก็ดีนะคะ เธอเต็มใจบริการ ครั้งหน้าอาจจะไม่ใช่แค่ทิชชู่ก็ได้นะ “ม....มองอะไรคะ  อัตจัง” คนที่ตั้งหน้าตั้งตาทาอาการในจานถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมาประท้วงเพราะคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามนอกจากจะไม่แตะอาหารของตัวเองแลเวยังจ้องเธอตาไม่กระพริบ เธอเองก็เขินเหมือนกันนะ “มองคนน่ารักไงคะ มองไม่ได้เหรอคะ” “พะ..พูดอะไร..น่ะ” คนหน้าแดงถึงกับต้องวางช้อนส้อมไปต่อไม่ถูกกับการถูกอีกฝ่ายหยอดกันตรงๆอย่างนี้ ใจเย็นไว้ ใจเย็น เต้นช้าๆด้วยนะหัวใจ เธอชักรู้สึกว่าเลือดมันจะสูบฉีดดีเกินไปแล้ว “พูดความจริง ผิดด้วยเหรอคะ” อัตสึโกะไม่ยอมหยุดยังเอือมมือไปลูบแก้มที่แดงจัดให้ทาคามินะสะดุ้งวาบ นั่งตัวเกร็งติดพนักผิงเก้าอี้ ไม่ต้องมือไวก็ได้คุณนางเอก แค่นี้หัวใจเธอก็เต้นจนไม่ได้ยินเสียงรอบข้างแล้ว “เป็นอะไรคะ จู่ๆ ก็เงียบไป” จะไม่ให้เงียบได้ยังไงเล่า! มินามิอยากจะค้อนวงโตๆใส่แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะสมองมันประมวลผลอะไรไม่ได้เลย “ปะ..เปล่า..ไม่มีอะไร กะ กินข้าวกันต่อเถอะค่ะ”  ถึงจะบอกอย่างนั้น แต่เธอนิสิชักจะกินอะไรไม่ลง ไหนจะประโยคไม้ตายของอัตสึโกะที่ทำเอาเธอแทบสลบคาโต๊ะ “กินมินามิแทนไม่ได้เหรอคะ” จังหวะนั้นริเอะเดินกลับมาพอดี ถือว่าได้ช่วยชีวิตท่านประธานจากคนขี้แกล้งได้อย่างหวุดหวิด มินามิรีบก้มหน้ากินข้าวต่อทั้งที่หน้ายังแดงจัดกับประโยคที่เหมือนระเบิดปรมาณูเมื่อครู่ ประโยคเดียวทำลายล้างทั้งเมือง! สาบานได้ สักวันหนึ่งเธอคงหัวใจวายเพราะคุณนางเอกคนนี้แน่       หลังจากที่พวกเธอกินข้าวกันเสร็จแล้ว ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ค่อนข้างเสีเวลาเล็กน้อย จะเรื่องอะไรเสียอีก ถ้าไม่ใช่เรื่อง “เดี๋ยวจ่ายเองค่ะ” ทาคามินะรีบจับข้อมือของคนที่กำลังจะหยิบบัตรเครดิตในกระเป๋าสตางค์ออกมา “ไม่เอาค่ะ เดี๋ยวฉันจ่ายเอง ” อัตสึโกะก็ไม่ยอม เธอจะให้เขาเลี้ยงข้าวมันก็ยังไงๆอยู่ "ไม่เอาค่ะ เดี๋ยวจ่ายให้" คนนี้เองก็ไม่ยอมแพ้ ทำให้พนักงานได้แต่มองทั้งสองสลับกันไม่กล้าจะรับเงินมาจากใครสักคน เพราะกลัวจะมีปัญหา “เอาแบบนี้แล้วกันนะคะ คราวนี้มินามิยอมให้ฉันเลี้ยง แล้วคราวหน้ามินามิค่อยเลี้ยงคืนไงค่ะ เราจะได้ไม่ต้องเกี่ยงกันอีก”  คนเจ้าเล่ห์ออกอุบาย แบบนี้เขาเรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว นอกจากจะจบปัญหาเรื่องใครจะจ่ายเงิน เธอยังมีโอกาสได้มากินข้าวกับเขาอีกครั้งด้วย “งั้นก็ได้” “ตกลงตามนี้นะคะ” “ค่ะ ครั้งหน้าต้องยอมให้เลี้ยงจริงๆนะคะ” นี่ก็ใสซื่อเสียเหลือเกิน ไม่รู้เลยว่าตัวเองสมัครใจเดินลงหลุมพรางแบบไม่รู้ตัวเข้าเสียแล้ว เห็นจะมีแต่คุณนางเอกที่ยกยิ้มพอใจและคุณผู้จัดการที่ส่ายหัวให้อย่างปลงๆ แบบนี้ท่านประธานจะไปไหนรอด เหลือก็แต่จะทำอย่างไรให้แม่นางเอกเลิกเล่นเป็นหมาหยอกไก่เสียที       หลังจากที่ทั้ง 3 คนจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยต่างก็แยกกันออกไปทำธุระของตน โดยทาคามินะเองก็ขอตัวไปตามนัดที่ได้นัดแนะเอาไว้กับมาริโกะ ที่ร้านอาหารกึ่งผับแห่งหนึ่ง “กว่าจะมาได้นะ” มาริโกะทักทายคนที่พึ่งจะเดินเข้ามาถึงในร้าน “คนอื่นๆล่ะคะ มาริโกะ” “คงใกล้ถึงแล้วล่ะ”  มาริโกะพูดได้ไม่ทันไรเสียงไล่หลังไวๆก็เรียกให้ทั้งสองไปสนใจคนที่พึ่งจะเข้ามาในร้าน “โทษทีๆ พอดีรถติด เลยมาช้า” ดูจากเครื่องหน้าที่ยังอยู่ครบ  มินามิกับมาริโกะก็รู้ทันทีว่าฮารุนะพึ่งจะเสร็จงานเมื่อไม่นานนี้เอง เป็นดารานักแสดง ก็ลำบากเหมือนกันแหะ “ครบสักที ทางนี้เลย”  มาริโกะเป็นคนเดินนำเข้าไปที่โต๊ะซึ่งถูกจองไว้ภายในโซน vip เพื่อความเป็นส่วนตัวของพวกเธอ ตั้งแต่เธอไปแลกเปลี่ยนก็ไม่มีโอกาสได้เจอพวกน้องๆเลย ดูสิ แต่ละคนโตเป็นผู้ใหญ่ มีการมีงานทำเต็มตัวกันเสียแล้ว               ทุกคนทยอยนั่งลงบนโซฟาครึ่งวงกลมสีม่วงเข้ม โดยเริ่มจากมาริโกะ ยูโกะ ฮารุนะ และทาคามินะ ซึ่งคุณดาราคันปากจนอดถามไม่ได้ว่าพี่ใหญ่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะไม่ใช่จะติดต่อหากันเสียที “มาริจังน่ะ มาที่นี่เมื่อไหร่ ไม่ยอมบอกกันเลยนะ”   “อย่างอนสิ ฉันพึ่งจะมาถึงเมื่อปลายเดือนก่อนเอง ก็กะว่าจะบอกพวกเธอนานแล้วล่ะ แต่พอได้ทำงานมันก็ยุ่งจนไม่มีเวลา กลับถึงบ้านฉันก็สลบคาเตียงทุกทีจะเอาเวลาไหนมาโทรหาล่ะ” ทีเวลาอย่างนี้กลับโทรได้นะมาริโกะซามะ ยูโกะแอบคิดในใจ หากมาริโกะไม่มีเรื่องสงสัยอยากรู้อะไร ไม่มีทางโทรมานัดแนะกันแน่นอน “เอาน่า ไม่ต้องจ้องฉันขนาดนั้น แล้ว ทาคามินะเถอะ ไม่พาแฟนมาด้วยหรอ” “บอกแล้วไงว่าไม่ใช่ค่ะ!!!!”  คนที่อยู่เฉยๆก็ถูกแซวแววเสียงดัง ภาพที่ถูกคุณนางเอกหว่านเสน่ห์ใส่กันไหลย้อนกลับมาฉายให้เห็นเป็นฉากๆยิ่งทำให้เขินเข้าไปใหญ่ จะมีก็แต่คู่รักที่มองหน้ากันตาปริบๆ มินามิไปมีแฟนเมื่อไหร่ทำไมพวกเธอไม่รู้ “หืมม แน่นะ  ผู้หญิงคนนั้นก็สวยมากเลยนะ ถ้าไม่ใช่แฟนเธองั้นฉันขอจีบแล้วกัน” “ไม่ได้ค่ะ!!!”  คนหวงก้างถึงกับตวัดสายตาไม่พอใจใส่พี่ใหญ่ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรถึงได้รู้สึกโมโหอย่างบอกไท่ถูก “เอ๊า ก็เธอบอกไม่ใช่แฟน แล้วเป็นอะไรกับเธอคนนั้นกันล่ะ ใครนะ รู้สึกจะชื่อว่าอัตสึโกะสินะ” คราวนี้มินามิถึงกับมองอย่างระแวงที่มาริโกะจำชื่แของแม่นางเอกคนดังได้ ปกติไม่เคยเห็นจะสนใจใครที่ไหน คุณประธานคงลืมไปว่า  มาเอดะ อัตสึโกะ ถ้าบ้านมีทีวีเป็นใครก็ต้องรู้จัก สองคู่รักถึงกับร้อง อ๋อ ในใจ แสดงว่ามาริโกะได้เจอคนที่ทำให้มินามิหวั่นไหวแล้วงั้นสิ มิน่า ถึงนัดพวกเธอออกมา ที่แท้ก็อยากได้ข้อมูลของคุณนางเอกคนดังนี้เอง “เป็นคนในความดูแลค่ะ” “ดูแลถึงขั้นไหนกัน ถ้าเป็นแค่เด็กในสังกัดก็ไม่มีปัญหานิหน่า” “บอกว่าไม่ได้ไงค่ะ!” สายตาที่จ้องเธออย่างเอาเรื่องทำให้มาริโกะยิ้มขำ หากไม่มียูโกะกับฮารุนะนั่งคัน ทาคามินะอาจจะประทุษร้ายเธอก็ได้ ส่วนคนนั่งคันกลางก็ได้แต่นั่งเงียบ รอฟังพี่ใหญ่ต้อนคนปากแข็งอย่างใจจดใจจ่อ “ไม่มีเหตุผลน่า ทาคามินะ ฉันตัดสินใจว่าจะจีบแล้วเธอมีสิทธิ์อะไรมาห้าม แฟนก็ไม่…” “ฉันชอบอัตสึโกะ!” คำตอบด้วยอารมณ์โมโหทำให้ทั้งตกเงียบกริบได้ยินแม้กระทั้งเสียงน้ำแข็งละลายก่อนทุกคนจะพร้อมใจกันปล่อยหัวเราะออกมา “แหม่ ยอมรับสักทีนะว่าชอบ สายตาเธอมันฟ้องออกบ่อย” ยูโกะที่เงียบมานานได้โอกาสพูดบ้าง นับถือมาริโกะมากที่ทำให้ทาคามินะเปิดปากเรื่องนี้ได้ คนถูกแซวถึงกับมองตาขว้างพวงแก้มแดงก่ำเพราะคำสารภาพเมื่อครู่  “ยอมรับก็ดีแล้วนิ”  มาริโกะยิ้มหยอกล้อแม้จะได้รับสายตาค้อนมาเป็นระยะ “เริ่มอยากจะรู้จักแบบจริงจังแล้วนะเนี่ย เก่งนะ ที่ทำให้เธอชอบได้น่ะ” “ไม่ต้องเลยค่ะ มาริโกะซัง” คนกำลังอายรีบปราม กลัวพี่ใหญ่จะทำอะไรนอกกรอบจนเธอปวดหัว แค่อยากรู้จักหรืออยากแกล้งเธอกันแน่ “เอาน่า ยังไงๆตอนนี้มาริโกะก็รู้แล้ว ถือว่ามาขอความช่วยเหลือเลยแล้วกัน” “เรื่องอะไรยูโกะ” ทาคามินะถึงกับต้องเลิกคิ้วอย่างสงสัย มีอะไรที่ต้องขอให้พี่ใหญ่ช่วยด้วยอย่างนั้นหรือ “เธอนี่มันซื่อหรือบื่อกันแน่ ทีเรื่องอื่นล่ะไวนัก เรื่องแค่นี้ล่ะทำเป็นไม่รู้ ต้องปล่อยให้มิยาซาวะ มาคาบแม่คุณนางเอกของเธอไปก่อนใช่ไหมถึงจะรู้สึก” “เดี๋ยวนะ ยูโกะมันยังไงกันเนี่ย” คนที่คันปากอยู่ก่อนแล้ว ไม่รอช้าเล่าเหตุการณ์ไม่กี่วันที่ผ่านมาให้พี่ใหญ่ฟังเป็นชุดพร้อมใส่สีตีไข่ จนคนที่ถูกเผาต้องออกปากขัดเป็นระยะเพราะเนื้อหาที่มันเกินจริงเกินไป “แบบนี้ก็น่าสนุกดีนะ ทาคามินะ ถ้าเธอบอกว่าชอบคนนี้ ฉันช่วยสนับสนุนเต็มที ยังไง หลายหัวก็ดีกว่าหัวเดียว” มาริโกะยิ้มเล็กๆที่มุมปาก งานนี้คงไม่ได้หมูสินะ เมื่อคู่แข่งเล่นรุกหนักขนาดนี้ ยังดีที่คุณนางเอกชัดเจนกว่ารายนี้เขาเยอะ เธอยิ่งชอบอะไรที่มันต้องได้ใช้เล่ห์ใช้กลอยู่ด้วย มาลองวางแผนช่วยให้น้องสมหวังเร็วๆก็น่าสนุกดีเหมือนกัน   …………………………………………………………………………………
  3. Ch 13 ปะทะเดือด               วันนี้เจ้าของรถยุโรปสีดำสี่ประตูกลายเป็นสารถีอย่างเต็มตัวด้วยความเต็มใจ บริการพาเด็กๆที่นั่งคุยกันอยู่เบาะหลังมาส่งถึงโรงเรียน  ในจังหวะที่ขับรถก็ได้แค่เหลือบมองคนกลายเป็นตุ๊กตาหน้ารถอยู่เป็นระยะๆเพราะรายนี้ยิ้มไม่หุบตั้งแต่ออกจากบ้าน อาจจะเป็นเรื่องที่ถูกยุยขอคำปรึกษาว่าควรเริ่มกับหนูพารุอย่างไร ถึงได้เอาแต่ยิ้มกว้าง  เธอเองก็ไม่อยากจะแถมว่าแม่คนท่ามาก เจ้าแผนการแนะนำอะไรลูกไป สนใจเพียงการพาเด็กๆมาถึงที่หมาย   “ ขอบคุณค่ะ ป๊ะป๋า ” ก่อนลงจากรถจูริตัวน้อยไม่ลืมจะขยับมาจุ๊บแก้มให้คนขับรถต้องยกมือเกาแก้มแก้เกลอ ทำตัวไม่ถูกเพียงแค่บอกลาด้วยความเป็นห่วง ยุยตอนเด็กเคยทำอย่างนี้เลย    “ตอนเย็นจะให้มารับมั้ยคะ แล้วหนูพารุกลับยังไงคะ” มินามิเรียกสองสาวเอาไว้ก่อนจะก้าวลงจากรถตามน้อง   “หนูมีคนที่บ้านมารับค่ะ ถ้ายังไงจะพายุยกลับไปส่งด้วยเลยนะคะ” ฝ่ายพารุรีบชิ่งตอบไม่ยอมให้ยุยบอกว่าจะกลับเอง เพราะรู้ดีว่ารองประธานนักเรียนต้องไม่ยอมกลับกับตัวเองง่ายๆแน่ เข้าทางพ่อดูจะง่ายสุด   “งั้นฝากด้วยนะคะหนูพารุ”  มินามิไม่ทันจะได้อ้าปากพูด คนที่นั่งถัดจากคนขับก็ดันแย่งพูดแถมมีการฝากฝังกันเสียดิบดี แล้วคนขับคนนี้จะมีสิทธิ์พูดอะไรต่อ นอกจาก…   “ตั้งใจเรียนกันนะคะ” เด็กสามคนขานรับคนล่ะเสียง จูริน้อยเริงร่ามากกว่าปกติ เรียกรอยยิ้มจากคนที่พึ่งรับตำแหน่งพ่อเป็นอย่างดี  เจ้าตัวเล็กยกมือบ๊ายบายยอมให้พี่ๆพาจับจูงเข้าไปภายในโรงเรียนโดยง่าย เหลือสองผู้ใหญ่นั่งมองด้วยแววตาอิ่มอกอิ่มใจและยังมีความภูมิใจที่ได้เห็นลูกๆเติบโตขึ้นทีละเล็กทีละน้อย   “เราเองก็ไปกันบ้าง” มินามิรอเด็กๆเดินเข้าโรงเรียนแล้วจึงได้ขับรถออกมา คราวนี้รถไม่ได้เงียบเหมือนอย่างก่อนเมื่อสายตาครู่นี้ค่อยเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของคนข้างกายตลอดเวลา   “ถ้าง่วงปรับเบาะลงนอนก่อนเลยนะ หนาวรึเปล่า” อัตสึโกะยิ่งหยุดยิ้มไม่ได้ หัวใจสั่นไหวราวกับเด็กวัยรุ่นพึ่งเริ่มมีความรัก บรรยากาศมันเหมือนตอนที่จีบกันใหม่ๆเลย   ตอนนั้น เธอเองก็ไม่รู้หรอกว่าต้องทำอย่างไร คนๆนี้ถึงสนใจเธอ ก็ได้แต่เอาตัวเข้าไปชิดใกล้ กับข้าวเคยทำหรือไม่ตอนนั้นไม่รู้ รู้เพียงอยากทำให้เขาได้กิน  ถึงกับต้องแอบไปเรียนทำอาหารลับๆ ไม่พอยังหาทางมาเจอเขาที่สำนักงานอ้างว่าผ่านบ้าง มีธุระแถวนั้นบ้าง หว่านล้อมทุกวิถีทางให้เขาใจอ่อน จนแล้วจนรอดมันก็กลายเป็นความรัก   “นี่ สติกลับแล้วหรือไง นั่งยิ้มตาลอยอยู่ได้” มินามิเอ็ดเพราะชักรู้สึกประหลาดกับสายตาที่มองอยู่ข้างๆเรียกสติของคนที่ตกอยู่ในห้วงอดีตกลับมาแล้วบอกปฏิเสธเขาอย่างลนลาน   และนั้นเรียกให้เสียงถอนหายใจเขาตามมาอีกระลอก   “คิดอะไรพิเรนทร์อยู่งั้นสิ”   “ตอนที่รู้จักกัน” อัตสึโกะไม่ได้พูดยาวขยับมือวางลงบนหน้าขาของคนขับรถอย่างนุ่มนวล ทอดแววตาเต้นระริกมองวงหน้าด้านข้างอย่างปลื้มปิติ และมินามิอดใจอ่อนเคลื่อนมือข้างหนึ่งจากพวงมาลัยกุมกระซับมือบอบบางเอาไว้ไม่ได้ ครั้งหนึ่งเคยรักษาไว้ไม่ได้ ครั้งนี้เขาจะไม่ยอมให้ใครได้ทำลายความสัมพันธ์นี้อีก   “ทำไมล่ะ”   “ตอนที่พยายามเข้าหามินามิ รู้แค่ว่าอยากให้รัก”   “ก็รักไปแล้วไง มากด้วย” มินามิงึมงำอย่างเขินอาย หมายมอบความรักที่ไม่เคยจางหายผ่านฝ่ามือที่กอบกุมกัน ซึ่งได้สร้างความรู้สึกที่ทั้งอบอุ่นและอบอวลหัวใจในเวลาเดียวกัน เพียงเท่านี้หัวใจของอัตสึโกะก็ได้พักได้กลับมายังบ้านที่ห่างหายไปนาน บ้านที่เต็มไปด้วยความรัก ความเข้าใจ และความอ่อนโยนที่มอบให้เธอของผู้หญิงที่ชื่อ ทาคาฮาชิ มินามิ     กระทั่งรถพามาถึงตึกสำนักงานอัยการพิเศษ มินามิยื่นบัตรผ่านให้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่มีหน้าตาฉงนคล้ายตะลึกว่า คนที่ปกติมาคนเดียวตลอดเวลาที่ทำงานได้พาใครนั่งมาเป็นตุ๊กตาหน้ารถด้วย หากคงไม่กล้าเอ่ยปากถาม ปล่อยให้รถของมินามิเคลื่อนเข้าสู่ที่จอดรถประจำดังเดิม   “เดินไหวนะ” ที่ถามไม่ใช่ว่าตัวบาดเจ็บหรือเท้าเป็นแผลอะไร แค่กลัวจะเวียนหัวเป็นลมไปก่อนที่จะห้องทำงานของเธอ ในเมื่อเจ้าตัวใช่จะหายดีเสียเมื่อไหร่   “ไม่ได้ป่วยมากขนาดนั้นสักหน่อย” เสียงอุบอิบคล้ายงอแงไม่รู้ทำไมถึงทำให้มินามิอยากจะยิ้ม  เธอไม่มีคนให้ต้องดูแลอย่างนี้นานขนาดไหนแล้ว ผู้หญิงคนนี้เป็นคนแรก และเป็นคนสุดท้ายจริงๆที่เข้ามาสั่นคลอนหัวใจดวงนี้ให้สั่นไหว   รักไปแล้ว และรักอยู่ตลอด ได้แต่บอกกับตัวเองอย่างนี้   “เธอเกิดหน้ามืดอยู่หน้าสำนักงาน ฉันจะเดือดร้อน ไม่อยากจะกลายเป็นข่าวหรอกนะ” แค่เมื่อวานซืนเรื่องที่เธอพาแม่นี่้ยัดขึ้นรถไปโรงพยาบาลก็ถูกลือตั้งแต่ชั้นห้ายันชั้นใต้ดินที่ลุงยามแก่ๆนั่งอยู่   วันนี้คงมีข่าวลือกันให้แซ่ดว่า เธอควงแขนหญิงนิรนามเข้าสำนักงาน   เฮ้อ… เบื่อจริงๆพวกข่าวจริงบ้างไม่จริงบ้าง    เธอพาตัวเข้าไปใกล้ช่วยประคองคนไม่สบายอย่างเป็นห่วงเป็นใยเกินเหตุ  สิ่งที่ทำทั้งหมดไม่ได้ต้องการจะไถ่โทษที่ร้ายใส่ หากมันเกิดจากความที่เป็นห่วงที่มีมากมายเท่านั้น   “อ้าว คุณทาคาฮาชิพาใครมาด้วยหรือครับ” มินามิถึงกับหยุดเท้าที่จะตรงไปทางลิฟท์ ร้อยวันพันปีไม่ยักกะเจอผู้มีตำแหน่งสูงในหน่วยงาน ดันมาเจอในวันที่พาอัตสึโกะมาด้วย    เจริญจริงๆ   “สวัสดีค่ะ ท่านประธานโทกาซากิ” เจ้าตัวโคงทักทายอย่างมีมารยาทและตามมารยาท    “ ทางนี้ อัตสึโกะค่ะ”  เธอจงใจเว้นนามสกุลจริงของคนพามาด้วย กลัวว่าคนรู้เยอะจะไม่ดีแม้จะเป็นคนภายในตึกอัยการเองก็ตาม   “ทาคาฮาชิ อัตสึโกะค่ะ” หากคนที่เธอพามากลับยืมนามสกุลเธอไปใช้หน้าตาเฉย เล่นทำเอาเธอหันหน้าขวับพวงแก้มร้อนฉ่าคล้ายอยู่ใกล้ๆดวงอาทิตย์ แล้วภาพความทรงจำหนึ่งก็ย้อนเข้ามาในหัว   อ่า ตอนนั้นก็เหมือนกันนิหน่า ตอนที่อัตสึโกะมาหาเธอที่สำนักงานซึ่งเธอฝึกงานอยู่แล้วถูกถามถึงชื่อสกุล เจ้าตัวก็บอกด้วยน้ำเสียงชัดเจนว่า ‘ ทาคาฮาชิ อัตสึโกะค่ะ’ เล่นเอางงมึน สงสัยกันทั่วทั้งสำนึกว่าเป็นอะไรกับเธอ ทว่าตอนนั้นส่วนใหญ่คนเข้าใจแอนเอียงไปทางพี่น้องกันเสียมากกว่า   “ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมโทกาซากิ  โทโมโนบุ” เขาไม่ได้แนะนำตัวต่อว่าตนมีตำแหน่งอะไร แล้วเลือกจะปล่อยพวกเธอไปง่ายๆแม้มินามิจะรู้อยู่เต็มอกว่าสายตาที่เขามองมายังเธอเมื่อครู่ มันเต็มไปด้วยคำถาม ก็อย่างที่ทราบกันทั่วไปในสำนักงานว่า เธอเป็นโสด   แล้วจู่ๆดันมีผู้หญิงคนนี้โผล่มา ให้เกิดความสงสัยทั่วหน้า ว่าเป็นใคร มาจากไหน มีความสัมพันธ์อะไรกับเธอ   “หัวหน้าของมินามิหรือคะ” คนใช้ความคิดขยับศีรษะรับช้าๆ มองหน้าคนพามาด้วยอย่างหนักใจ เพราะตอนนี้มันยุ่งเหยิงเต็มที เธอไม่สามารถบอกกับใครได้เต็มบอกเต็มคำว่า อัตสึโกะเป็นอะไรกับเธอ เพราะสถานะตอนนี้ที่ให้ไม่ด้ ไหนจะความสัมพันธ์ที่พึ่งกลับมาต่อติดกันใหม่ จึงทำได้แค่ครึ่งๆกลางๆอยากมากก็พูดได้เพียงว่า เป็นคนที่บ้านของเธอ สถานะที่ให้ได้มากที่สุดตอนนี้มีเท่านี้จริงๆหากเรื่องทุกอย่างยังคาราคาซังอยู่แบบเดิม               หลังจากลิฟท์ขึ้นมายังชั้นห้องสำนักงานในเวลาไม่นานทำเอาแม่ผู้ช่วยสุดฮอตอ้าปากค้างราวกับเจอสิ่งอัศจรรย์ที่สุดในโลกจนเกือบทำแฟ้มที่ถือในมือหลุดลงพิ้น   หมายความว่ายังไง!   เมื่อไม่กี่วันก่อนคุณอัยการฝีปากกล้าแห่งสำนักงานอัยการยังออกปากตะเพิดผู้หญิงคนนี้อยู่หยกๆ แล้วเหตุไฉนผ่านไปไม่เพียงไม่กี่วัน ถึงได้โอบซบไหล่กันมายังสำนักงาน   เธอพลาดข่าวอะไร!   “คุณคาชิวากิ”   “คะ ค่ะ บอส” เธอละล่ำละลักออกมาด้วยความงงงวยกับภาพที่ได้ประจักษ์ เจ้านายหายสองวันกลับมาอีกวันพาสาวมาสำนักงานด้วย   เอ่อ คือมันยังไง ใครก็ได้ช่วยตอบคำถามให้เธอหน่อย   เจ้านายไปดีกับคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่   เห็นก่อนหน้าจะฆ่าจะแกงกันให้ได้ หรือฆ่าแกงกันไปแล้วเรียบร้อย กินได้งี้   “เอกสารที่ขอให้จัดการให้เมื่อวาน ได้รึยังคะ”   “อ๋อ เอ่อ คะ ค่ะ  นี่ค่ะ” ไม่รู้เคยรู้สึกว่าตัวเองจะเอ๋ออย่างนี้มาก่อน เธองง สรุปสองคนนี้เขาอะไรยังไงแล้ว   “รบกวนถือตามเข้ามาในห้องให้ด้วยนะคะ แล้วก็ขอน้ำผลไม้ด้วยค่ะ” มินามิออกคำสั่งเป็นชุดแล้วรีบสาวเท้าไวๆพาหญิงแปลกหน้าในสำนักงานให้เข้าไปในห้องของตน กลัวอัตสึโกะจะอึดอัดหากยืนอยู่นาน เพราะแววตาแม่สาวฮอตผู้ช่วยเธอมองสำรวจอัตสึโกะตั้งแต่หัวจรดเท้า คราวก่อนแม่นี้ยังอยู่ในเหตุการณ์ปะทะฉะฝีปาก ไม่สงสัยก็บ้าแล้ว   “อึดอัดรึเปล่า” มินามิอดถามไม่ได้ ก็รู้ว่าสถานะเราตอนนี้มันยังไง จะบอกใครให้ชัดเจนได้อย่างไร   “ไม่ค่ะ ไม่เลย” อัตสึโกะหย่อนตัวลงโซฟายิ้มเล็กน้อยหวังให้เขาสบายใจ เธอเข้าใจและไม่สมควรทำให้เขามาหนักใจกับแค่เรื่องสถานะที่จะให้เธอ   “ตามสบายเลยนะ ถ้าเธอง่วงนอน หลังประตูนั้นมีห้องพัก ฉันไม่เคยใช้หรอก ปกติกลับไปนอนที่บ้านตลอด” มินามิพูดเหมือนเล่าเรื่องชีวิตการทำงานตัวเองให้ฟัง ข้อนี้เป็นความจริง ตรงที่ต่อให้งานเยอะหรือยุ่งแค่ไหนเธอก็ไม่เคยค้างที่สำนักงาน หอบกลับไปทำที่บ้านตลอด เพราะต้องดูแลยุยด้วย   “ขอโทษนะคะ มินามิ” เป็นอีกครั้งทีอัตสึโกะพูดขอโทษแววตาโศกเศร้าถูกฉายออกมา สร้างความงุนงงให้คุณอัยการกับคำขอโทษหาที่ไปที่มาไม่ได้   “ฉันปล่อยให้มินามิเลี้ยงยุยคนเดียว มินามิคงลำบากมาก” แล้วคำเฉลยของคำขอโทษก่อนหน้าก็ถูกปล่อยออกมาจากคนนั่งทำหน้าสลด คอตกสำนักผิด ไม่รู้ทำไมคราวนี้มินามิถึงอยากจะยิ้มแทนที่จะโกรธ   “หลังจากนี้เธอต้องมารับผิดชอบช่วยฉันเลี้ยงลูกด้วย เข้าใจมั้ย” แววตาของอัตสึโกะสั่นไหวเอือมแขนขออนุญาตดึงร่างเขาเข้ามากอดและเอาใบหน้าซบลงไปกับเอว ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่ลูบอยู่บนศีรษะ ทำให้อัตสึโกะไม่อยากขยับ กระทั่งเสียงเคาะประตูดังเป็นจังหวะถึงได้ยอมแยกจากออกจากกัน คุณผู้ช่วยคาชิวากิเดินเข้ามาด้วยท่าทางระมัดระวังวางของที่ถูกบอสสั่งลงบนโต๊ะทำงาน   “คุณคาชิวากิ แล้วเรื่องคดีที่ติดต่อให้คนอื่นรับผิดชอบแทนล่ะคะ”   “เรียบร้อยแล้วค่ะ บอส”   “ขอบใจมาก” อัตสึโกะเห็นอยู่เต็มตาว่าผู้ช่วยของมินามิคันปากอยากจะถามเรื่องของเธอขนาดไหน แต่ก็ไม่ออกปากถามเพียงแค่เดินหันหลังกลับออกไปทางประตู    มินามิพ่นลมหายใจเบาๆเสียเธอนึกขำ   “ไม่ชอบให้ถูกถามเหรอคะ” คุณอัยการมองเธออย่างอ่อนใจขยับปากบอกบอกเบาๆว่า “ใครจะชอบ”   แล้วน้ำผลไม้บนโต๊ะทำงานเมื่อครู่ก็ถูกยื่นมาให้เธอ   “ฉันสั่งมาให้เธอน่ะ”    “ขอบคุณนะคะ”   “ฉันทำงานก่อนนะ ถ้าเธอเบื่อจะเข้าไปห้องพักก่อนก็ได้ ข้างในมีทีวีน่ะ ขอโทษที่ต้องพามาด้วยอย่างนี้”   อัตสึโกะส่ายหน้ากับคำขอโทษที่ไม่จำเป็น เธอรู้ว่าเขาเป็นห่วงเธอ มันทำให้เธอดีใจมากกว่าอะไรทั้งนั้น ในเห็นเวลาเขาทำงานอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน เธอสามารถมองได้ทั้งวันเชียว                   อีกด้านนึง ยูโกะกำลังนิ่วหน้าราวกับกินนมบูดเมื่อผู้รับผิดชอบไซต์ในการผลิตโทรมารายงานว่าสินค้าล็อตหน้าถูกระงับการส่งออกอย่างกระทันหันเนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้นั้นมีปัญหา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าฝีมือใคร วิธีสกปรกแบบนี้ถนัดกันจังเลยนะ   คิดจะบีบเธอ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก   เธอเอียงหน้าซบคนรักที่ทิ้งตัวนั่งบนพนักแขนเก้าอี้   “เล่นสกปรก ถนัดกันเหลือเกิน”   “จะทำยังไงต่อคะ ยูจัง”   “เลยตามเลยค่ะ  ถ้าเราทำอะไรโจ่งแจ้งแม่เนซุมิจะเดือดร้อนเอาได้” ยูโกะเอี้ยวตัวกอดเอวคนรักอย่างหงุดหงิดหลับตาเพื่อเรียกสติกลับมา ก่อนเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานดังเป็นสัญญาณว่ามีสายตรงมาจากเลขาหน้าห้อง   “อะไรนะ!” อารมณ์เธอเดือดพล่านทันทีหลังจากที่ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา    “ฉันจะรีบลงไป” เธอสบตากับคนรักด้วยแววตาที่บอกถึงความตื่นตระหนก   “ผู้ชายคนนั้นมาที่นี่ค่ะ”   “คะ!?”   “ไม่คะแล้วค่ะ ผู้ชายหน้าตัวเมียที่ตามจับอัตสึโกะมาที่นี่”   “ยูจัง จะเอายังไงคะ” ฮารุนะปล่อยเสียงแห่งความกังวล มาบุกถึงทีคงรู้กันหมดแล้วว่าสามีเธอให้ความช่วยเหลือคนที่พวกเขาตามหา   “เป็นไงเป็นกันค่ะ กล้ามาถึงที่นี่ เราเองก็กล้าเผชิญหน้า” ก็อยากจะเจอหน้าผู้ชายสารเลวที่เห็นเพื่อนเธอเป็นของเล่นเหมือนกัน กล้ามาหาถึงนี่แล้วเธอจะหนีได้อย่างไร              รอยยิ้มอันน่ารังเกียจถูกเผยให้สองสาวที่พึ่งลงมาถึงชั้นหนึ่งให้นึกสะอิดสะเอือน ไหนจะสายตาลวนลามที่ปิดไม่มิดเมื่อมองมายังร่างทรงอกเอวของอดีตนางแบบ ยูโกะกัดฟันจับมือคนรักข้างลำตัวแน่น   “มีธุระอะไรถึงได้มาที่นี่คะ ได้ข่าวว่าธุรกิจของฉันกับคุณ ไม่น่าจะมีส่วนไหนของเกี่ยวกันได้”   “เหรอครับ น่าเสียดายจังนะครับ” ผู้ชายน่ารังเกียจแสดงสายตาคุกคามฮารุนะอย่างเปิดเผย    “ผมก็ไม่ได้อยากจะมาหรอกนะครับ ถ้าคุณไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใครบางคน”   “ไม่ทราบว่าคุณพูดเรื่องอะไร ถ้าจะตามหาคนเชิญสถานีตำรวจเถอะค่ะ บังเอิญว่าบริษัทฉันไม่ใช่ หรือคุณทำความผิดอะไรไว้เลยไม่กล้าไปล่ะคะ”   “ฝีปากน่ากลัวนะครับ อย่าแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องดีกว่า คนของผมเห็นว่าอัตสึโกะอยู่กับคุณ” แล้วปีศาจร้ายในคราบนักธุรกิจหนุ่มก็เผยจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมา “คุณคงไม่อยากให้คนของคุณมาเกี่ยว ส่งอัตสึโกะกลับมาให้ผมดีกว่า”   “คุณนี่ท่าทางจะพูดไม่รู้เรื่อง อัตสึโกะไม่ได้อยู่กับฉัน หรือถ้าอยู่ฉันก็ไม่มีวันส่งให้ผู้ชายอย่างคุณ” ยูโกะเก็บอารมณ์ที่กำลังเดือดปะทุได้อย่างแนบเนียนแสดงออกด้วยท่าทางเป็นมิตรเช่นเคย   “พูดกันง่ายๆไม่ได้สินะครับ อย่าคิดนะครับว่าผมไม่รู้ว่าลูกของคุณเรียนอยู่ที่ไหน หรือจะให้ผมดึงเอาเด็กคนนั้นมาช่วยล่ะครับ”   “  ถ้าทำได้ก็ลองดูสิคะ” ยูโกะยิ้มเย็นเสียฮารุนะต้องใช้นิ้วโป้งลูบหลังมือกันเบาๆ เพราะถ้าคนรักแสดงออกว่าโกรธ ฝ่ายนั้นคงหาช่องโหว่เข้าจู่โจมโดยง่าย   สารเลวจริงๆ   “อย่าท้าผมดีกว่าครับคุณโอชิมะ จะคืนอัตสึโกะมาให้ผมดีๆหรือจะให้ผมสั่งลูกน้องลงมือดีครับ”   ด่าว่าหน้าตัวเมียมันยังน้อยเกินไปสำหรับผู้ชายคนนี้ ไร้จิตสำนึกสิ้นดี   “ฉันเองก็คงไม่อยู่เฉย อย่าทำอย่างนี้ดีกว่าถ้าคุณยังไม่อยากเข้าไปนอนในคุกตลอดชีวิต”   “คุก คุณพูดว่าคุกหรือครับ” ปีศาจร้ายหัวเราะดังลั่นไม่เกรงหน้าอินหน้าพรหม   “ของแบบนี้หรือจะทำอะไรผมได้”   ยูโกะบดกรามอย่างข่มอารมณ์ “ก็ไม่มีอะไรในโลกแน่นอนหรอกนะคะ ถ้าคุณหมดธุระแล้วก็เชิญกลับเถอะค่ะ  ฉันยังไม่อยากให้เสนียดติดบริษัท สงสารพนักงานทำความสะอาดเขานะคะ เพราะเขายังมีค่ามากกว่าคนที่มีความคิดต่ำๆอย่างคุณ”   “ปากเก่งดีเหมือนกันนะครับ” นักธุรกิจในคราบปีศาจมองยูโกะด้วยแววตาที่แสดงถึงความเดือดพล่านเพราะถูกหักหน้า   “ผมคงจะต้องบีบบังคับคุณมากกว่านี้ คุณคงจะรู้นะครับว่า ถ้าไม่ยอมดีๆคุณจะต้องเสียทุกอย่างที่มีให้กับผม” ผู้ชายน่ารังเกียจจงใจมองฮารุนะอย่างเปิดเผยว่าสนใจ ยุยงให้เจ้าของบริษัทยากจะเสยปลายเท้าเข้าใส่หน้า และในวินาทีต่อมาโทรศัพท์ของยูโกะก็ดังสนั่น เป็นเบอร์ของลูกน้องที่สั่งให้ตามดูแลลูกสาว เล่นเอาหัวใจกระตุกวูบต้องรีบกดรับโทรศัพท์แนบหูขณะที่สายตายังจ้องปะทะกับผู้ชายน่ารังเกียจ   “นายครับ มีคนนอกปลอมตัวเข้ามาเป็นอาจารย์พยายามเข้าประกบตัวคุณหนู แต่ไม่ต้องห่วงครับตอนนี้คุณหนูอยู่กับผม” แค่ฟังรายงานไม่กี่ประโยคหัวใจดวงเดิมก็เต้นหนึบ รีบหันมองสบตากับฮารุนะ   “เซฟเฮาส์” เป็นเพียงประโยคที่เธอกระซิบแสนเบาข้างใบหูของคนรักขณะที่เบี่ยงตัวยื่นโทรศัพท์ให้ เป็นสัญญาณลับว่าเกิดอะไรขึ้นและต้องออกไปจัดการกับโทรศัพท์สายนี้อย่างไร    “ดูมีเรื่องใหญ่กันนะครับ” เสียงน่ารังเกียจนั้นพูดเหมือนกับรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเกิดอะไรทำให้ยูโกะได้แต่เค้นยิ้มด้วยความขยะแขยง    “ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษนี่ค่ะ แค่วุ่นวายตามประสาคนทำธุรกิจ”   “จะแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอยู่อีกรึไงครับ”   “แล้วฉันต้องรู้เรื่องอะไรคะ อย่ามาพาลในที่ของฉันดีกว่าค่ะ เชิญคุณกลับไปเถอะ”   “บอกแล้วไงครับว่าผมจะไม่กลับจนกว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ส่งอัตสึโกะมา!” คราวนี้เสียงทุ่มนั้นดังก้องข่มขู่สางร่างเล็ก เผยลิ้นเลียริมฝีปากเหมือนปีศาจกระหายเลือด   “หมดปัญญาจะตามหญิง ถึงขนาดต้องมาข่มขู่คนอื่นเลยเหรอคะ อัตสึโกะไม่ใช่สิ่งของ เขามีค่ามากกว่าจะไปอยู่กับคนอย่างคุณ”   “ฮ่าๆๆๆ ผู้หญิงคนนั้นหรือมีค่า ก็แค่เครื่องมือไว้ต่อรองธุรกิจของพ่อตัวเอง” คำพูดของเขาทำให้ยูโกะเลือดขึ้นหน้าง้างหมัดตรงหมายชกเข้ามามุมปาก แต่ฮารุนะดันเข้ามาจับแขนคนรักล็อกไว้แน่น   “ยูจังอย่าค่ะ”  เธอรู้ว่าถ้าคนรักทำอะไรผู้ชายคนนี้ สิ่งที่ทำมามันจะเสียเปล่า “คนอย่างคุณไม่สมควรจะเกิดมาจริงๆ ทำเป็นอย่างเดียวคือดูถูกคนอื่น บางทีคนที่ถูกเรียกว่าเศษสวะยังมีอะไรมากกว่าคนอย่างคุณ สัตว์นรกดีๆนี่เอง” ฮารุนะด่าอย่างเหลืออด   “พวกเธอมันก็พวกวิปริต ไม่เคยผ่านผู้ชายสินะถึงได้มา…กันเอง” สายตาเหยียดถูกส่งให้ทั้งสอง นีกถึงอดีตที่ตัวต้องเคยแพ้ให้กับผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรสู้เขาได้เลย แต่กลับทำให้ผู้หญิงคนนั้นถวายตัวให้ ใครจะยอมแพ้พวกวิปริตอย่างนี้!   “ก็ถ้าคุณคิดได้แค่นี้ อย่าแสดงความคิดออกมาเลยค่ะ เพราะมันส่อถึงสันดาน การเลี้ยงดู และการอบรมสั่งสอน”   “ครอบครัวผมก็คงสอนไม่ให้วิปริตแบบพวกคุณล่ะครับ มิน่า เพราะมีเพื่อนอย่างนี้ ผู้หญิงคนั้นเลยมีรักผิดเพศ ถึงขนาดยอมหนีออกจากบ้าน”   “ก็ยังดีกว่าผู้ชายที่วิ่งตามเขาแล้วเขาไม่เอานะคะ” ยูโกะสะอิดสะเอียนเต็มทีกับความน่ารังเกียจของผู้ชายคนนี้ทั้งทัศนคติ คำพูดและการแสดงออกมาส่อสันดานชาติตระกูล เป็นคนมีการศึกษาเสียเปล่าทำตัวเหมือนนักเลงข้างถนน หรือไม่ก็เป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานในคาบมนุยษ์     “โอชิมะ ยูโกะ!”   “ทำไมคะ หน้ากากผู้ดีกำลังจะหลุดออกมาแล้วงั้นหรือคะ เรียกชื่อฉันซะเสียงดัง ไม่ต้องเสียงดังขนาดนี้ก็ได้ค่ะ คุณจะไม่กลับก็เชิญเถอะคะ แต่ฉันขอตัว เพราะไม่อยากจะเสวนาอะไรกับคุณให้เสียเวลาอีก” เจ้าของบริษัททิ้งท้ายด้วยคำพูดเจ็บแสบเดินเชิดหน้าไปจับแขนฮารุนะที่พัวพันกับสายในโทรศัพท์ออกไปด้วยกันอย่างเร่งด่วน ทิ้งให้ผู้ชายไร้ยางอายยืนโวยวายตะโกนลั่นในห้องรับแขก      ยูโกะไม่รอช้ากดต่อสายไปยังสายที่ต้องการ ไม่นานคุณอัยการก็กดรับ เธอระรัวเรื่องสำคัญขณะนั่งอยู่ในรถคู่ใจ  เป็นไปได้สูงเลยว่าหมอนั่นต้องส่งคนตามดูเธอ ฉะนั้นจะทำอะไรต้องระวัง เข้าใกล้ลูกตอนนี้ไม่ได้    “แล้วเด็กๆเป็นยังไงกันบ้างคะ” คุณอัยการเริ่มจะหวั่นวิตก ไม่รู้ว่าลูกสาวจะโดนลูกหลงไปด้วยรึเปล่า อย่างไรเรื่องนี้จะปล่อยให้อัตสึโกะรู้ด้วยไม่ได้ อีกฝ่ายต้องเอาตัวเข้ามาเสี่ยงอันตรายด้วยอย่างแน่นอน   “ไม่ต้องห่วงนะคะ ตอนนี้ฉันสั่งให้ลูกน้องพาเด็กๆไปที่เซฟเฮาส์แล้ว ความจริงมันตามแค่พารุแค่คนเดียวแต่ยุยดันอยู่กับพารุด้วยพอดี เลยต้องพาตัวไปด้วยกัน” มินามิถอนหายในเบาๆฝ่ามือมีเหงื่อเม็ดเล็กๆผลุดออกมาแสดงถึงความไม่สบายใจ   “ฉันจะโทรประสานงานกับซายากะให้ ช่วยรอหน่อยนะคะ”   “เร็วที่สุดเลยนะคะ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรต่อรึเปล่า มันกล้าขนาดนี้แสดงว่าต้องเอาจริงแล้ว”   “ค่ะ ฝากยุยกับจูริไว้ด้วยก่อนนะคะ พวกนั้นยังไม่รู้ใช่มั้ยคะ ว่าอัตสึโกะอยู่ที่นี่ แล้วจูริก็เรียนอยู่ในโรงเรียนด้วย”   “ยังค่ะ สบายใจได้ ทางจูริตอนนี้ไม่มีอะไรค่ะ” มินามิโล่งอก  อย่างน้อยลูกสาวคนเล็กก็ยังปลอดภัย แต่คงไม่สามารถเข้าไปรับตอนนี้ได้ เดี๋ยวพวกมันจะไหวตะวเสียก่อน   “ฉันขอรับรองค่ะ จะไม่ให้พวกเด็กๆเป็นอะไร”   “แล้วตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนคะ”   “ฉันขับรถวนแถวบริษัทได้สักพักแล้วค่ะ มีรถตามฉันมา”   “ขับไปที่สำนักงงานใหญ่กรมตำตรวจเลยค่ะ ฉันจะโทรบอกซายากะให้” เพียงเท่านั้นยูโกะก็วางสายลงโทรศัพท์หันมองหน้ากับฮารุนะ รู้จุดหมายที่ทำให้พวกเธอทั้งสองปลอดภัยและยังไล่พวกที่ตามติดได้เป็นอย่างดี        มาทางด้านของสองสาวที่ถูกจับยัดใส่รถด้วยความงุนงงไหนจะท่าทางรีบร้อนของคนขับ พารุเกือบกรี๊ดลั่นพอถูกชายแปลกหน้าเข้ามาประชิดตัวขณะเดินขึ้นอาคารเรียนพร้อมกับแฟนมาดๆ ดีไม่โดนยุยเอาปลายเท้าเสยหน้าถ้าอีกฝ่ายบอกช้าไปอีกสักนิดว่า เป็นคนของพ่อเธอ และเธอกำลังถูกปองร้าย  ไม่กี่นาทีต่อมาพวกเธอก็ถูกพามานั่งบนรถด้วยความเร่งรีบ อัตตราเร่งที่ขับด้วยความเร็วเกินร้อยยี่สิบเล่นเอาสองสาวหวาดเสียวไปตามๆกัน ไหนจะรถคันที่ไล่ตามมาข้างหลังพยายามจะแซงเบียดรถของพวกเธอให้ตกขอบถนน   “มันเรื่องอะไรกัน แล้วป๊าว่ายังไงบ้างคะ” พารุถามคนขับรถตัวบึกบึนที่น่าจะพึ่งว่างโทรศัพท์จากป๊าเธอขณะที่มือเกาะแฟนหนึบด้วยความกลัวว่าชีวิตจะไม่เหลือรอดถึงบ้าน   “มีคนพยายามตามจับคุณหนูไปเป็นตัวประกันครับ นายท่านเลยบอกให้พาคุณหนูไปเซฟเฮาส์ ตอนนี้ต้องสลัดพวกมันให้หลุดก่อน อีก 400 เมตร ข้างหน้า คนของเราสแตนด์บายรออยู่แล้วครับ”   “ทำอะไร” พารุไม่อยากจะคิด ว่าภาพต่อไปคือการยิงกันเลือดสาด เธอไม่อยากเห็นภาพคนตายต่อหน้าต่อตา   “อาจต้องปะทะกันครับคุณหนู เพื่อความปลอดภัยของคุณหนูเอง” นายคนขับยังคงนิ่งได้เสมอต้นเสมอปลายสมกับอาชีพอารักขาที่ป๊าจ้างมาดูแล นึกแล้วลมแทบจับ ไม่อยากให้ใครต้องมายิงกัน   ยังไม่ทันไรเสียงฟาดของลูกปืนดัง ปัง ก็ลั่นถนน พารุหน้าซีดยิ่งกว่ากระดาษ จนยุยต้องจับมือมาบีบเบาๆพยายามตั้งสติทั้งที่กลัวมากไม่แพ้กัน ทั้งชีวิตไม่คิดไม่ฝันจะมาเจออะไรอย่างนี้   เธอเข้าไปยุ่งกับพวกมาเฟียรึเปล่าเนี่ย   “เชื่อใจผมนะครับคุณหนู คุณหนูต้องถึงที่หมายอย่างปลอดภัย” พารุได้แต่ร้องลั่น ขอให้มันจริงเถอะ เสียงห่ากระสุนไล่หลังมาไม่ยอมหยุด รถเองก็ฉุดตัวสะบัดซ้ายขวา อยากจะกรี๊ดร้องออกมาให้ความกลัวทั้งหมดมวดหายไป  บอดี้การ์ดพ่อก็บ้าดีเดือด เปิดกระจกหน้ารถชักปืนออกมาสาดกระซุนตอบกลับ  เฉียดล้อของอีกฝ่ายจนรถที่ขับเสียหลัก ได้ยินเสียงเบรกดังลั่นไม่ต่างกับเสียงลูกปืน               ไม่รู้ตัวเองเผลอร้องไห้เมื่อไหร่ มีเพียงอ้อมกอดที่โอบเอาไว้อย่างแนบแน่นเท่านั้นที่กำลังปลอดประโลมอยู่ไหนขณะนี้    “คุณน้าอีกไกลไหมคะจะถึง” มันดูน่าเหลือเชื่อสำหรับคนธรรมดาอย่างยุยที่จะตั้งสติได้ดีขนาดนี้ เมื่อเกิดเหตุการณ์เสี่ยงชีวิตจนคนที่เป็นบอดี้การ์ดมาตลอดชีวิตวัยทำงานยังนึกชม   “ไม่ไกลแล้วครับ พ้นจากที่นี่ไปอีกไม่ถึง 15 นาทีก็ถึงครับ” ยุยหายใจเข้าออกหลายทีเหมือนพยายามบังคับให้สติอยู่กับเนื้อกับตัว แล้วจึงปล่อยคำพูดแผ่วๆปลอบคนในอ้อมแขน   “ไม่ต้องกลัวนะ เราจะต้องปลอดภัยกันทั้งคู่” หากเลือกที่พึ่งได้พารุขอพึ่งคนที่รับเธอเข้าไปในอ้อมกอด เพราะมันทำให้รู้สึกปลอดภัยเหลือเกิน                               หลังจากวางสายจากพื่อนตำรวจตำแหน่งใหญ่แห่งสำนักงาน คุณอัยการก็กลับเข้ามาในห้องทำงานด้วยสภาพที่ไม่สามารถนั่งติดเก้าอี้ได้อีกต่อไปเนื่องจากความว้าวุ่นใจสารพัด จนคนที่นั่งจมอยู่กับนิตยาสารในห้องสังเกตได้หากไม่ได้ปล่อยคำพูดใดออกมา นอกจากความเป็นห่วงผ่านสายตา คิดว่ามินามิอาจจะเครียดเรื่องงาน อะไรที่ทำให้คุณอัยการคนเก่งเป็นได้ถึงขนาดนี้                           และดวงตาสองคู่ก็ได้สบกันยามที่เจ้าของห้องมองคนบนโซฟา โดยไร้ซึ่งคำพูดโต้ตอบ อัตสึโกะลุกยืนเดินเข้ากอดร่างของคนรักด้วยความเงียบสงัด ปล่อยให้ลมหายใจหนักหนวงได้ระบายเข้าออก    “เล่าได้นะคะ” น้ำเสียงหวังดีของคนยังมีไข้กำลังแทรกแซงเข้าไปในระบบความคิด อยากให้รู้ แต่เล่าไม่ได้ เพราะถ้ารู้ไป ผู้หญิงคนนี้ต้องทำอะไรที่มันเป็นการทำร้ายตัวเองอีก เธอจะไม่ยอม   “แค่เหนื่อยๆเท่านั้น งานยุ่งก็อย่างนี้ล่ะ”   “มีคดียากเหรอคะ”  เป็นคำถามที่เล่นเอาหัวเราะไม่ออก ถามว่ายากไหม มันก็ไม่ค่อยหรอกแต่มันน่าหนักใจมากกว่า   “คงงั้นมั้ง”   “อยากช่วย” ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า แค่คำไม่กี่คำกลับสร้างกำลังใจให้กันได้มากขนาดนี้ ถ้ายิ้มออกมินามิคงจะยิ้มให้โดยที่ไม่ลังเล ได้เพียงกอดตอบด้วยความล้า   “แค่อย่าไป ไม่ว่าจะเกิดอะไร อย่าไปอีก มันก็พอแล้วอัตสึโกะ พอแล้วจริงๆ”   “มินามิ”   “อยู่กับฉัน ต่อให้จะเผชิญกับอะไรก็ตาม”   “ฉันจะอยู่ ฉันจะไม่ไป ไม่แล้ว” อัตสึโกะทนไม่ไหวหากต้องทำร้ายเขาด้วยมือคู่นี้อีกครั้ง เธอต้องตายก่อนแน่ๆ ไม่อยากเห็นเขาเจ็บ ไม่อยากเห็นเขาทรมาน เพราะเธอเป็นต้นเหตุอีกแล้ว   “ขออยู่อย่างนี้ก่อนนะ”   “กังวลมากเหรอคะ” อัตสึโกะไม่เคยลืมเวลามินามิไม่สบายใจ จะขอให้เธอกอดเอาไว้นานๆจนกว่าเขาจะดีแล้วบอกให้เธอพอ อยากจะรู้เหลือเกินว่าเกิดอะไร อะไรที่ทำให้คุณอัยการต้องหมดแรงหลังจากออกไปจากห้องเพียงชั่วครู่ โทรศัพท์สายนั้นอย่างนั้นหรือ   “ฉันกลัวน่ะ” มินามิเปิดใจปล่อยสิ่งที่คั่งค้างในหัวใจ เธอกลัวการเสียอัตสึโกะยิ่งกว่าอะไร กลัวมากว่าอัตสึโกะจะต้องมาเป็นอะไรหรือเสียสละอะไรให้เธอ เธอทนรับมันไม่ไหว   “ถามได้มั้ยคะ ว่าเรื่องอะไร” คนไม่อยากตอบปล่อยลมหายใจให้ล่องลอยผละตัวออกจากวงแขนช้าๆ   “ไม่เป็นไรแล้วล่ะ”   “จะไม่คุยกันจริงๆเหรอคะ มินามิ” อัตสึโกะหาทางกล่อมเคลื่อนมือบีบแขนคุณอัยการคนเก่งอย่างเว้าวอน มีเพียงฝ่ามือที่ลูบบนแก้มของเธออย่างอ่อนโยนเท่านั้น   “ถึงเวลาที่ควรบอกแล้วฉันจะบอกเธอ ไม่ต้องกังวลหรอกนะ”  เธอจะดึงอัตสึโกะเข้ามายุ่งด้วยไม่ได้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แม้เรื่องนี้มันจะเกี่ยวข้องกับตัวผู้หญิงคนนี้โดยตรง  แล้วคุณอัยการก็วนกลับไปทิ้งตัวลงเก้าอี้ทำงานนั่งท่ามกลางสายตาห่วงใยที่ถูกส่งมาให้รับรู้ตลอด นิ้วเรียวเล็กรั่วมือลงยังหน้าจอโทรศัพท์ตอบรับข้อความของเพื่อนสนิทที่เป็นตำรวจ ว่าตอนนี้โอชิมะ ยูโกะกับครอบครัวอยู่ในการดูแลของตนแล้ว ทำให้คุณอัยการหายใจได้สะดวกขึ้นเล็กน้อย เรื่องลูกคงต้องบอกอัตสึโกะไปว่าค้างบ้านเพื่อน ห่วงแต่ก็จูริที่ไม่รู้จะไปรับได้อย่างไร                           อีกครั้งที่เสียงสัญญาณโทรศัพท์ดังคว้างอยู่บนฝ่ามือให้มินามิต้องรีบกดรับเพราะเป็นสายมาจากอดีตดาวรุ่งบนแคทวอล์ค เหลือบมองคนรักที่มีหน้าตาสงสัยแล้วจำต้องกระซิบแผ่วเบา ขอตัวออกไปรับโทรศัพท์ อ้างว่ามีสายจากลูกค้าสำคัญ    “ว่ายังไงบ้าง”    “ฉันจะให้ซายากะบุกเข้าไปในบ้านนั้นวันนี้น่ะ”   “หะ!”   “ฉันส่งหลักฐานที่มีให้ซายากะแล้ว เราต้องรีบลงมือก่อนหมอนั่นจะทำอะไรมากกว่านี้ โดยเฉพาะพ่อของอัตสึโกะ” มินามิกรอกตามองกลับยังประตูห้องทำงาน พยายามจะคุยให้เบาที่สุดจนเรียกว่าแทบจะกระซิบเพราะกลัวอัตสึโกะจะได้ยิน   “ฉันจะไปด้วย”   “เธอจะบ้าเหรอ!” เสียงตะโกนไม่เบาผ่านโทรศัพท์ทำให้มินามิต้องดึกมันห่างออกจากหู   “ไม่บ้า ฉันแค่อยากจะพูดให้คนพวกนั้นรู้ว่าคนพวกเขาไม่มีสิทธิ์มายุ่งอะไรกับคนของฉัน”   “เดินเข้าถ้ำเสือชัดๆ อย่าดีกว่าน่า ปล่อยให้ฉันจัดการเองดีกว่า”   “เธอจะไปกี่โมง ฉันจะออกไปหา”   “เธอจะทิ้งให้อัตสึโกะอยู่ที่สำนักงานคนเดียวรึไง”   “เอ่อ คือ…”   “ฉันจะไปด้วยค่ะ” มินามิเกือบทำโทรศัพท์หลุดมือดวงตาเบิกกว้างหน้าขวับมองต้นตอของเสียงที่แทรกเข้ามา   มาตั้งแต่เมื่อไหร่! ได้ยินอะไรแล้วมั้ง   “ตะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้ยินอะไรมั่ง” เธอดึงโทรศัพท์ลงจากหูอย่างตกใจ ทว่ายังไม่ได้กดวางสายจนได้ยินเสียงแววๆจากฮารุนะมาเป็นระยะ   “จะไปที่บ้านฉันใช่มั้ยคะ มินามิ”   “เธอรู้”  อัตสึโกะพยักหน้าลงช้าๆ เปิดปากสารภาพ “ก็คำพูดมินามิมันฟ้อง เรื่องเกี่ยวกับฉันใช่มั้ยคะที่คุยอยู่”    คุณอัยการจำยอมขานรับเสียงแผ่วในลำคอ   “มินามิ ฉันจะไปด้วย”   “ไม่ได้ ไม่รู้ว่าที่นั่นจะทำอะไรกับเธออีก แล้วที่เธอออกมามันจะมีความหมายอะไร หรืออยากกลับไปมากขนาดนั้น”   “ก็ไม่อยากให้…”   “ไม่อยากให้อะไร”   “เธอเดือดร้อน” คุณอัยการชักมีน้ำโห ขนาดนี้ยังมาหาว่าเธอจะเดือดร้อนอีก เพราะเป็นอย่างนี้ถึงไม่อยากให้รู้ กลัวอีกฝ่ายจะทำอะไรโง่ๆลงไป  ไม่รู้จักจำว่าครั้งก่อนทำเธอโมโหแค่ไหน   “ฉันจะเดือดร้อนหรือไม่มันไม่เกี่ยว ในเมื่อมันเป็นเรื่องของเธอ! มันก็เป็นเรื่องของฉันด้วย!”   “มินามิ”   “ไม่ต้องมาเสียงอ่อน อย่ามาทำให้ฉันโมโห คิดว่าเธอไปแล้วมันจะมีอะไรดีขึ้นมาห๊ะ” ไม่รู้ว่ามือเธอกดวางสายโทรศัพท์ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แค่ว่าตอนนี้เริ่มโมโหจัดจนร่างกายสั่น  คนไม่รู้จักเข็ด มันน่า…   “อย่างน้อยคราวนี้ก็ขอให้ฉันได้สู้ไปด้วยไม่ได้เหรอคะ คราวก่อนฉันเลือกจะเดินออกมา ฉันไม่ได้อยากกลับไป แต่เพราะมินามิจะไป ฉันเลยอยากไปด้วย ฉันแค่อยากจะสู้ไปด้วยกัน ไม่อยากถูกมินามิปกป้องอยู่แค่ฝ่ายเดียว” คุณอัยการมองแววตาสั่นไหวพร้อมๆกับน้ำเสียงที่เจอไปด้วยความโศกเศร้า เท่านี้หัวใจเธอก็อ่อนยวบ หมดแรงจะต่อกรกับคนดื้อ ยกมือลูบแขนปลอบใจยอมแพ้ให้กับอะไรก็ตามที่ขึ้นชื่อว่า มาเอดะ อัตสึโกะ   “ให้ไปด้วยก็ได้ ห้ามดื้อนะ ห้ามไม่ฟังด้วย ฉันไม่อยากให้เธอเจ็บอีก”   “ทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้นค่ะมินามิ” อัตสึโกะไม่ได้สัญญาเธอแค่ให้คำมั่นในประโยคของมินามิว่าจะไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามเหมือนอย่างก่อน ไม่ทำให้ตัวเองเจ็บและไม่ทำให้เขาเสียใจ                  ฮารุนะมองค้อนใส่โทรศัพท์หลังจากเพื่อนสนิทโทรกลับมาขอโทษขอโพยใหญ่ที่กดตัดสาย สาเหตุมาจากคนที่เป็นประเด็นของเรื่องดันออกมาได้ยินเข้าแล้วอิดออดอ้อนวอนอยากจะตามมาบ้านด้วย เล่นเอาขำกันไม่ออก   “เอาเข้าจนได้” ได้ยินคนรักบ่นกระปอดกระแปดหลังจากเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ ยูโกะที่พึ่งจะติดต่อกลับไปหาลูกสาวถึงกับอดถามไม่ได้ “หมายถึงใครเหรอคะ”   “ก็อัตสึโกะน่ะสิ” ยูโกะสบตากับคนรัก จินตนาการไม่ออกว่าอัตสึโกะกับไปเจอตาแก่นั่นแล้วจะเกิดบ้าบอ อะไรอีก เธอแค่ต้องการเข้าไปเจรจา ไม่สิ ต้องเรียกว่าเข้าไปจับเลยมากกว่า ในเมื่อมีหลักฐานเอาผิดชัด แถมตำรวจชั้นผู้ใหญ่ยังให้ความร่วมมือ ผสานงานกับตำรวจในพื้นที่ให้   “ไม่น่าเชื่อเหมือนกันนะ ว่ามินามิจะโทรมาขอให้ช่วยเรื่องอะไรอย่างนี้” ผู้กำกับตำรวจได้ทีเอ่ยบ้าง พอจะรู้คราวๆว่าเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันแต่งงาน คิดไม่ถึงว่าจะเป็นตระกูลมาเอดะที่โด่งดังและตำรวจไม่อยากจะเข้าไปแหยม   “ก็คงจะเกินขีดจำกัดแล้วล่ะคะ” ฮารุนะบอกตามประสาคนที่รู้จักเพื่อนสนิทดีแม้จะห่างกันไปหลายปีเพราะหน้าที่การงาน   “ในชั้นศาลคงสนุกน่าดู” แล้วคุณตำรวจก็กว่าอย่างชื่นชม ชอบเวลาที่ได้ยลโฉลคุณอัยการที่ใครๆก็ไม่อยากยุ่งในชั้นศาล เป็นประมาณซาตานตัวจิ๋ว วาจาคมเฉียบน่ากลัว ให้นึกชื่นชมตลอด         เวลาผ่านไปประมาณชั่วโมงกว่ารถได้จอดแนบสนิทที่คฤหาสน์หลังใหญ่ ซายากะไม่รุ้ว่าพวกมันจะไหวตัวทันหรือไม่ตั้งแต่ที่สองคู่รักเข้าไปที่สำนักงานพวกมันก็ไม่กล้าตามมา อาจจะโทรรายงานความเคลื่อนไหวของคู่นักธุรกิจและอดีตนางแบบให้นายมันฟังเป็นระยะ อย่างไรก็ตามเธอให้สองคนนี้เปลี่ยนรถมาขึ้นรถเธอแทน พวกมันไม่น่าจะรู้    ประเด็นตอนนี้คือจะเข้าไปยังไง?? สั่งลูกน้องงัดเข้าไปเลยดีมั้ย   แล้วผู้กำกับไม่ได้สงสัยนาน รถทะเบียนคุ้นตาก็เข้ามาจอดใกล้ ก่อนโทรศัพท์ของคู่รักที่เบาะหลังจะดัง   ไม่ใช่สายของใครที่ไหนนอกจากคนที่บอกจะตามมายังคฤหาสน์   “ลงไปกันได้เลยค่ะ” ไม่เพียงแค่คำบอกเล่าของนักธุรกิจประตูไฟฟ้าก็ถูกเลื่อนออกจากตัวล็อคเล่นเอาต้องหันเชิดหน้ามองผ่านกระจกอย่างมีคำถาม ว่ายังไง หรือพวกมันจะรู้ตัวแล้ว   “ไปกันตรงๆนี้ล่ะค่ะ คนทางนี้เขาบอกพ่อบ้านไว้น่ะค่ะ” จบคำไม่ทันไรชายดูมีอายุก็เดินผ่านประตูออกมาในชุดสูทสีดำ ท่าทางของเขาดีใจอย่างมากแทบกลั่นหยาดน้ำตาที่คลอเบ้าไม่อยู่ แล้วทันจะได้เห็นร่างบอบบางก้าวลงจากรถคันข้างกันโผเข้ากอดชายดูมีอายุคนนั้น   “คุณหนูอัตสึโกะ”  พวกเธอพากันลงจากรถบ้าง พ่อบ้านมีอายุคนนั้นดูไม่ตกใจเหมือนรับรู้ทุกอย่างก่อนแล้ว จึงหันมายังคุณอัยการร่างเล็กแล้วโค้งศีรษะค้างนิ่งเหมือนคนสำนึกผิด   “คุณคือคนรักของคุณหนูใช่มั้ยครับ ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่ช่วยอะไรคุณหนูไม่ได้ แล้วยังต้องให้ทนทุกข์ ทนทรมานอยู่ในบ้านหลังนี้”   “ต้องขอบคุณถึงจะถูก อัตสึโกะเล่าให้ฟังหมดแล้วว่าได้คุณช่วยไว้หลายครั้ง”   “ไม่สมควรครับ ผมน่าจะช่วยคุณหนูได้มากกว่านี้ แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้”   “เอาเป็นว่าเลิกมาสำนึกผิดก่อนดีมั้ยคะ มาเอดะ ฮิโรชิอยู่ใช่มั้ยคะ” ยูโกะแทรกก่อนที่บ่อน้ำตาของแต่ละคนจะแตกออกมาท้วมบ้านเสียก่อน   “คุณท่านอยู่ในบ้านครับ”   “รู้รึเปล่าว่าพวกเรามา”   “ยังไม่ทราบครับ” พ่อบ้านให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา หากมันจะช่วยคุณหนูของเขาได้   “ก็ดีแล้วค่ะ” คุณตำรวจไม่รอช้ายกเครื่องสื่อสารขนาดพกพกของตำรวจสั่งการกับผู้ใต้บังคับบัญชา งานที่ผู้กำกับตำรวจมาเอง ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรในกรมให้มันรู้ไป   “ด้านในมีกำลังคุ้มกันเยอะมั้ยคะ”   “พอประมาณครับ ราวๆ 30 คนได้”   “ซายากะถ้าลูกน้องเธอบุกมา ขอแบบเงียบที่สุดได้ใช่มั้ย”   “ก็กะจะทำอย่างนั้น ขอจัดการพวหเกะกะก่อน เดี๋ยวตามเข้าไป”    มันจะถูกข้อหาบุกรุกย้อนหลังก็งานนี้ เป็นตำรวจที่เถื่อนได้ใจ มันจะไม่ผิดวินัยหรือไง หมายศาลยังไม่มี ถึงจะมีหลักฐานเอาผิดแต่จู่ๆมาบุกทำร้ายคนในบ้าน เธอไม่อยากปวดหัวขึ้นศาลให้อีกรายหรอกนะ   “เอาน่า ฉันไม่ทำอะไรรุนแรง” อยากจะเชื่อก็เชื่อไม่ลง อย่างน้อยก็ขอปรามให้เพลาๆลงบ้าง ออกแนวหน้าที่ไร พาให้ลำบากใจกันทั้งกรม   “ระวังตัวกันหน่อยล่ะ” ดูไม่ใช่คำสั่งเสียแต่ก็ใกล้เคียง   เป็นไงเป็นกันงานนี้ อุตส่าห์บุกมาถึงที่จะถอยก็ใช่เรื่อง   “คุณพ่อบ้านค่ะ แล้วหมอนั่นกลับมารึยัง” คำว่าหมอนั่นออกจากปากของโอชิมะ ยูโกะ เล่นเอาอัตสึโกะเกร็งไหล่จนมินามิต้องบีบมือที่จับเบาๆ   “ยังครับ  แต่คาดว่าอีกไม่นานน่าจะกลับเข้ามา”  ยูโกะรู้ว่าคุณพ่อบ้านไม่เคยชอบผู้ชายคนนี้ เพราะจ้องแต่จะทำร้ายอัตสึโกะ   “ก็ดีค่ะ จะได้ไปนอนในคุกกันทั้งคู่” ฮารุนะต้องสะกิดคนรัก คำพูดแต่ละคำค่อนข้างแรงและยังเกี่ยวข้องกับผู้หญิงที่อยู่ไม่ไกล ไม่อยากจะให้ทำร้ายจิตใจของอัตสึโกะ แค่รู้ว่าพ่อของตนต้องโดนข้อหาเข้าคุก ก็น่าจะเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย ต่อจะให้ไม่ชอบหน้าแค่ไหนก็ตาม   “เอ่อ ฉันขอโทษ”   “ไม่เป็นไรค่ะ” แม้จะยิ้มไม่ออกก็ตาม อัตสึโกะยอมรับว่าตัวเองรู้สึกผิดที่ต้องจับพ่อตัวเองเข้าคุกด้วยมือคู่นี้ ต่อให้เขาเลวหรือเป็นพ่อที่แย่อย่างไร แต่เขาก็ยังมีส่วนให้กำเนิดเธอ  แล้วจะทำอย่างไร ถ้าไม่ทำ คนผิดก็ยังคงอยู่ในสังคมต่อไปแล้วคนที่เคยได้รับผลกระทบจากการกระทำที่ผ่านมาเล่า จะเป็นอย่างไร   “เธอไม่น่าตามมาเลย” มินามิยังเอ็ดเสียงเบา รู้จักกันมานาน รู้จักกันมาดี มองผ่านก็รู้ว่าคิดๆอะไรอยู่ ไม่อยากให้เจ็บเลยไม่อยากให้มา แต่คนดื้อก็ยังตาม   จังหวะนั้นเธอถูกดึงแขนให้หยุด คนดื้อมองเธอด้วยสายตาร้องขอให้ทำบางอย่าง   “ทำไม”   “ขอเข้าไปกับพวกยูโกะก่อนได้มั้ยคะ”   “เธอนี่มัน!” เสียงเอ็ดไม่เบาเรียกสองคู่รักหยุดเดิมตามมองคู่หลังที่เหมือนกำลังจะเปิดศึกกัน ต้องเข้าไปห้ามใช่มั้ย   อัตสึโอะละลักละล่ำอธิบายเหตุผลไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด เธอแค่อยากจะพูดกับพ่อเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะได้ไปอยู่ในคุก   “ก็ได้ ฉันยอม”  มินามิอดกอดตอบ “ แต่ถ้าเธอคิดจะทำบ้าอะไรอีก ฉันไม่ยอมแน่อัตสึโกะ”   ต้องยิ้มมั้ย ยิ้มสิ ใบหน้าดุดันของเขาทำให้เธอยิ้มออกเพราะมันบอกว่าห่วงเธอเหลือเกิน   สรุปได้ความตามไหนก็เป็นไปตามนั้น เข้าไปเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจดูสักครั้ง        เสียงหัวเราะประโคมดังลั่นชายมีอายุมากสบตากับคนที่กล้าบากหน้าเข้ามาในบ้าน ไม่มีแม้คนใช้จะมารายงาน ว่าลูกสาวตัวดีกลับเข้ามาบ้านแถมยังมาพร้อมกับคนที่ให้การช่วยเหลือจนเขาต้องส่งคนไปก่อกวน   เอาตัวไม่รอดสินะ ถึงมาอ้อนวอนกันถึงที   “หึ หมดฤทธิ์แล้วสิ ถึงเอายัยตัวดีมาส่ง”   “ดูคุณจะเข้าใจผิดมหันต์นะคะ ฉันไม่ได้เอาอัตสึโกะมาส่งให้คุณ คนที่เห็นลูกเป็นเครื่องมืออย่างคุณ ไม่สมควรได้ตัวอัตสึโกะไปหรอกค่ะ” ได้ทียูโกะใส่ไม่หยุดเพราะความโหโมที่อัดอั้นนาน จนคนรักยังนึกหวาด กลัวว่าจะมีการนองเลือดกลางบ้าน   “ปากดีนะ โอชิมะ ยูโกะ เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแท้ๆอย่ามาอวดดีให้มันมาก” ชายมีอายุลุกจากโซฟาด้วยท่าทางมีน้ำโห เดินฉาดเข้ามาใกล้อัตสึโกะทำให้ยูโกะต้องกลางปีกปกป้องเพื่อนสนิทอย่างหาญกล้า   “ถอยไป เธอไม่เกี่ยว อยากให้ฉันไล่บี้จนบริษัทพ่อเธอไม่เหลือเลยใช่มั้ย”   “คิดว่าฉันจะยอมแล้วคะ” แล้วเสียง เพี๊ยะ ก็แสกเข้าใบหน้าของยูโกะเล่นเอาร่างเล็กเซเกือบล้ม ฮารุนะรีบวิ่งเข้าประคองคนรักมองชายมีอายุด้วยสายตาไม่ยอม กล้าทำมาร้ายคนรักเธอได้อย่างไร   “บอกแล้วอย่าอวดดีให้มันมาก” มือใหญ่เอือมจะคว้าแขนลูกสาวที่ถอยหลังหนี  ทว่าไม่ทันคว้า ยูโกะก็ลุกขึ้นมากระแทกเข้ากลางตัวจนชายมีอายุเสียหลักล้ม   “แก! นังเด็กโอชิมะ”   “ฉันไม่ยอมให้คุณแตะต้องเพื่อนฉันอีก” ยูโกะกัดฟันพูดด้วยความโมโห แก้มแดงเถือกเป็นรอยฝ่ามือเมื่อครู่   “อย่ามายุ่งกับเรื่องในครอบครัวของฉัน ยัยเด็กอวดดี”   “ฉันอวดดีรึเปล่าไม่รู้ แต่ทุกอย่างที่คุณทำกับอัตสึโกะไม่สมควรใช่คำว่าครอบครัว”   “ฮ่าๆๆๆ จะทำไมมันเกิดมามีหน้าที่ต้องเชื่อฟังฉัน ฉันจะทำอะไรกับมันก็ได้” คำพูดแสดงจุดยืนบีบคั้นใจของอัตสึโกะให้แทบสลาย    “แต่นี่มันชีวิตหนู พ่อให้กำเนิดหนูก็จริงแต่ไม่มีสิทธิ์มาเป็นเจ้าชีวิต หนูจะไม่ยอมอะไรพ่ออีกแล้ว”   “แกกล้าก็ลองดู แล้วจะรู้ว่านังเด็กน้อยคนนั้นจะเป็นอย่างไร”   “จะเลวก็ให้มันน้อยๆหน่อยได้มั้ย ทำลายชีวิตลูกสาวของคุณไม่พอ ยังเอาหลานสาวของคุณมาขู่อัตสึโกะอีก  จิตใจคุณมันทำด้วยอะไร มีจิตสำนึกบ้างรึเปล่า”   “จิตสำนึก อย่ามาพูดให้ขำไปหน่อยเลย ของอย่างนี้มันใช้อะไรในวงการธุรกิจไม่ได้หรอก มีแค่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้แข็งแกร่งย่อมอยู่รอดส่วนผู้อ่อนแอก็ตาย มันคือสัจธรรม”   “คุณมันเลวเกินเยียวยาจริงๆ” ยูโกะมองชายมีอายุด้วยสายดูถูกแล้วโยนซองเอกสารที่ติดมือมาให้ “ไปนอนในคุกน่าจะดีสำหรับคุณ”   “ฮ่าๆๆ ของแบบนี้หรือจะเอาฉันเข้าคุก จะตลกก็ขอใหห้มันเบาๆหน่อย” เขากระแทกเสียงสาวเท้าเข้าใกล้อัตสึโกะอีกครั้ง   “ก็ลองดูสิ ฉันจะทำทุกอย่างเอาคุณเข้าไปให้ได้” แล้วเสียงทรงอำนาจก็แหกปากตะโกนเรียกใครสักคนให้เข้ามาจัดการกับพวกเธอ   “กล้าบุกถึงถิ่นฉันก็ดี ไม่เปลืองเวลา เล่นซ่อนหากันนานเหลือเกินนะ อัตสึโกะ”   “ฉันไม่ยอมให้แกทำอะไรได้หรอก” ไม่ใช่เพียงคำพูดยูโกะยังกดเครื่องส่งสัญญาณขนาดเล็กเรียกตำรวจเข้ามา วินาทีต่อจากนั้น ลูกกระสุนจากปากกระบอกปืนได้สาดเข้าใส่การ์ดคุ้มกันที่ไม่ทันตั้งตัวร่วงกันเป็นแถบๆ   “ตำรวจ เข้ามาได้ยังไง พวกแกกล้าบุกรุกงั้นเหรอ!”  คนมีอายุผงะถอยหลังก้าวขาวิ่งหนีเอาตัวรอดแต่ไม่พ้นถูกตะครุบใส่กุญแจมือ   “เรียกว่าบุกรุกก็ไม่ถูกนะคะ”  คราวนี้คุณอัยการเดินเข้ามาพร้อมด้วยแววตาขุ่นเคือง จ้องคนที่เคยทำร้ายชีวิตครอบครัวของเธออย่างอภัยให้ไม่ได้   “ในมือตำรวจมีหลักฐานก็ต้องบุกเข้าจับคนร้าย หลายกระทงเลยนะคะ ทั้งข่มขู่ กักขังหน่วงเหนียว พยายามฆ่า”   “แก”   “คุณเคยทำลายครอบครัวฉัน ฉันจะไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ คุณทำให้อัตสึโกะต้องเจ็บ ต้องทรมาน คุณเองก็สมควรจะต้องได้รับมันคืนไปเหมือนกัน ตอนแรกฉันคิดว่าคุณจะมีจิตสำนึกอยู่บ้าง แต่ไม่เลย” มินามิกำหมัดแน่น ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองกับสิ่งที่ชายคนที่พูดออกมาทั้งหมดเกี่ยวกับอัตสึโกะที่เป็นลูกของตัวเอง   เลว มอบให้ได้เพียงคำนี้จริงๆ   “เป็นแค่อัยการ อย่ามาสั่งสอนฉัน คนอย่างแกจะทำอะไร แค่หลักฐานกับข้อหากระจอกพวกนี้ คิดหรือว่าตะเอาผิดฉันได้” คนมีอายุกราดใส่มินามิอย่างรู้จักกันดี ไม่มีทางลืมคนรักของนังลูกสาวตัวดีได้   “ ก็รอดูในชั้นศาลนะคะว่าจะได้หรือไม่ได้ หลักฐานชัดเจนขนาดนี้ ฉันไม่ปล่อยให้หลุดหรอกค่ะ” มินามิยกยิ้มอย่างเหนือกว่าเข้ามาดูอัตสึโกะอย่างเป็นห่วง ใจเขาหวิวไปอยู่ตาตุ่มตั้งแต่ได้ยินเสียงแหกปากตะคอกกันลั่น   คนที่เป็นดูจะไม่ใช่รายนี้ เป็นรายนั้นมากกว่าสินะ   คงต้องขอบคุณและขอโทษยูโกะจริงๆที่เข้ามาช่วยกันเอาไว้เยอะมากขนาดนี้   “แก!!”   “คุณมีสิทธิ์จะไม่พูดนะคะ เพราะทุกคำพูดของคุณจะถูกใช้ในชั้นศาล” ซายากะอดแทรกไม่ได้ คนแบบนี้หรือพ่อคน   “พวกแกมันก็ได้แค่นี้ คนอย่างฉันไม่มีทางเข้าไปอยู่ในคุก”   “ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันจะเลือกเงียบนะคะ” มินามิชูโทรศัพท์ให้ดูเครื่องอัดเสียงที่กำลังทำงานอยู่   “แกมัน!!” ถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไม่อยากเชื่อว่าผู้ชายคนนี้เป็นพ่อของอัตสึโกะ เธอลูบไหล่คนรักเบาๆ เจ้าตัวดูท่าจะเสียใจมาก ได้ยินเสียงเพื่อนสนิทแววๆถามคนของตัวเองว่า   “ยูจัง ไปหาหมอมั้ยคะ” แต่เจ้าตัวดันส่ายหน้าปฏิเสธบอกเท่านี้จิ๊บๆ สงสัยคงต้องถูกยิงถึงจะได้ไม่จิ๊บ แล้วเพียงอึดใจต่อมาเสียงโวยวายที่สองก็ดังก้องบ้าน ซายากะเดินเข้ามาพร้อมหิวปีกของใครบ้างคนเข้ามาด้วย   หมอนั่น!! มินามิเลือดวิ่นพล่านขึ้นรวมกันอยู่บนหน้า ในที่สุดก็ได้เผชิญหน้ากับไอ้ผู้ชายสารเลว   “ใจเย็นน่า ฉันไม่อยากให้มีข่าวอัยการทำร้ายนักโทษ” ผู้กำกับตำรวจร้องห้าม พึ่งเคยเห็นมินามิโกรธดวงตาแข็งเหมือนพร้อมจะฆ่าใครสักคน   “ไอ้สารเลว” มินามิด่าออกมาอย่างอดไม่ได้ ร่างสั่นไปด้วยความโกรธ แววตาคู่นั่นจ้องมายังเธอมีแววแห่งความตกใจ คงสงสัยว่าเธอมาได้อย่างไรก่อนจะเปลี่ยนเป็นท้าทาย   “อ๋อ ไม่มีที่พึ่งถึงกับต้องไปหาของเก่างั้นหรอ ลองกับฉันไม่สนุกเท่ามันหรือไง เธอออกจะร้อนแรง ร้องเพราะขนาดนั้น”  มินามิจับแขนคนรักไปอยู่ด้านหลัง ขอเอาเท้าเหยียบหน้ามันให้เลือดกลบสักทีเถอะเว้ย   “ใจเย็นน่า ไปเล่นมันในศาล” ซายากะปรามคนเดือดแม้ในใจจะสนับสนุนให้เพื่อนอัยการกระทืบคนที่ดูถูกคนอื่น   “อย่างแกไม่ควรจะเกิดมาเป็นอะไรเลย  แกมันแค่สัตว์ไม่มีแม้กระทั่งจิตสำนึก”   “มันก็ยังดีที่ได้เล่นสนุกบนร่างของผู้หญิงคนนั้นรับได้รึยังไงกับผู้หญิงที่นอนกับฉันมาแล้ว ยังมีหน้ากล้ากลับไปหาแกอีกนะ” คำพูดสร้างความแตกแยกยังมาต่อเนื่อง อัตสึโกะร่างสั่น เธอไม่เคยทำอย่างที่ผู้ชายคนนี้พูดเลยสักครั้ง ผู้ชายคนนี้กล้าทำให้เธอไม่มีเกียรติต่อหน้าคนของเธอได้อย่างไร ทว่าฝ่ามือที่จับอยู่บนแขนกลับเลื่อนมาที่ฝ่ามือของเธอแล้วบีบมันเบาๆ   “ แสดงว่าอัตสึโกะก็ยังต้องการฉัน ถ้าอยู่กับแกแล้วเขามีความสุขคงไม่กลับมาหาฉัน อีกอย่างนะ อัตสึโกะบริสุทธิ์กว่าที่ปากสกปรกๆของแกจะมาเหยียดหยาม ให้คนในบ้านนี้ยืนยันก็ได้ว่าอัตสึโกะไม่เคยเป็นของแก คนอย่างแกดีแต่จะทำร้ายอัตสึโกะแล้วยังกล้าพูดหมาๆแบบนี้อีกได้ยังไง ” มินามิตอกใส่หน้า “แล้วก็เอาเรื่องที่แกพูดไว้ไปเป็นหลักฐานในชั้นศาลด้วยนะ อัตสึโกะจะได้หมดพันธะต่างๆนาๆกับแกสักที”   เพราะเธอจะท้วงสิทธิ์ทุกอย่างในตัวมาเอดะ อัตสึโกะและลูกคืนมา    “แก!!”   “หึ สู้ไม่ได้ก็ดีแต่โวยวาย”   “เราจะได้เห็นดีกันแน่” ดวงตาของผู้ชายที่ถูกจับกดพื้นเต็มไปด้วยความแค้น ที่ต้องมาแพ้ให้กับผู้หญิงคนเดิมอีกครั้ง   “ฉันจะรอแล้วกัน เอาตัวเองให้มันรอด เพราะคนอย่างแกคงต้องนอนในคุกตลอดชีวิต” มีหรือคุณอัยการจะยอมอยู่เฉยให้ถูกเล่นงาน โต้กลับออกมาเป็นชุด สายตาดูหมิ่นที่ไม่เคยจะใช้ถูกส่งให้ผู้ชายน่ารังเกียจ กอบกุมมือของคนรักอย่างหวงและเป็นห่วง    เธอจะเล่นงานผู้ชายคนนี้ให้สาสมกับสิ่งที่มาทำไว้กับอัตสึโกะ!                               พารุนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนที่นอนหลังจากป๊าโทรมาบอกว่าเรื่องเข้าที่เข้าทางแล้ว ทว่าขอให้เธออยู่ที่นี่กับยุยไปก่อนเพราะต้องเคลียร์ลิ่วล้อตัวอื่นๆที่กระจัดกระจายอยู่ในบ้านตระกูลมาเอดะ   “เฮ้อ”   “ถอนหายใจทำไม” เธอถามคนที่นั่งอยู่ปลายเตียงแล้วเอือมแขนไปเกาะเอว แบบนี้ก็ดี เหมือนหนีมาฮันนีมูนกันเลย   บ้าๆ!! นี่ เธอคิดอะไรของเธอ   “เป็นห่วงพ่อกับแม่น่ะ”   “ก็ป๊าบอกเรื่องเรียบร้อยดีแล้ว ไม่เป็นอะไรกันหรอก พรุ่งนี้เราก็กลับกันแล้วด้วย”   “เรียบร้อยแค่หน้าฉาก ยังเหลือเรื่องในชั้นศาลอีกไม่ใช่หรอ”   “ทำไม กลัวพ่อเธอเอาพวกนั้นเข้าคุกไม่ได้สิ” ยุยพยักหน้าตามตรง เธอรู้ว่าพ่อเก่งแต่พวกนั้นมันมีอิทธิพลไม่ใช่น้อย ถ้ามันหลุดออกมาได้ หายนะได้มาเยือนกันแน่   “เชื่อใจพ่อเธอหน่อยสิ คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกอยู่แล้ว”   แหม พูดดีนะ ยุยเหลือบมองคนที่เกาะเป็นปลิง ไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังนั่งกรี๊ดร้องไห้ขี้มูกโป่ง เข้าถึงบ้านได้ก็ซุกตัวเข้าผ้าห่ม นึกกลับไปแล้วขนลุก ทั้งระเบิด ทั้งลูกกระสุน รอดมาได้ก็เพราะบุญแท้ๆ   “อ้าว อยู่ดีๆเงียบเลย” พารุยันตัวขึ้นมานั่งมองคนที่นิ่งเป็นรูปปั้น   “แค่กำลังคิดว่าโชคดีนะที่รอดมาได้”   “แหงสิ ป๊ามองการไกลนิ คิดว่าสักวันมันต้องมีเรื่องอย่างนี้ แต่มาเจอเองกับตัวก็ขยาดเหมือนกัน” พารุลูบขนแขนที่พร้อมตั้งชัน ยังเสี้ยวไส้กับเหตุการณ์สาดกระหน่ำไม่หาย ไม่ทราบว่ามันตลกตรงไหนไอ้คุณรองประธานถึงได้หัวเราะหน้าตาย   “ตรงไหนน่าหัวเราะมิทราบ”   “เปล่า แค่คิดว่าฉันคิดผิดคิดถูกที่อยู่กับเธอเมื่อกลางวัน ถึงได้โดนลากมาเสี่ยงตาย”   “นี่คิดจะทิ้งกันเหรอ ใช่สิ ฉันไม่สำคัญนิ ไอ้แมวน้ำบ้า” คุณพูดงอนสะบัด เด้งออกจากเตียงจะเดินหนี   “เดี๋ยวสิ ใครว่าเล่า”  คุณรองประธานรั้งเอาคนขี้งอนกลับมาดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจงใจตัวอ่อนที่ถึงได้จุ่มปุกลงบนตัก กลายเป็นว่าคุณรองประธานเขินจนต้องก้มหน้าหงุด   “ก้มหน้าทำไม”   “เปล่า” ก็ในเขินมั้ย ยัยนักเรียนใหม่   “อ๋อ เขินงั้นสิ” คนได้ใจเริ่มแหย่แกล้งจุ๊บแก้มลงไปแรงๆหนึ่งที   “ทำอะไรเนี่ย”   “แค่หอมแก้มเอง มากกว่านี้ก็มาแล้ว ทำไม นี่ฉันงอนอยู่ง้อสิ”   แบบนี้ก็ได้เรอะ!! มีการบอกว่างอนให้ง้อ   ครบเซดจริงๆนะแม่คุณ   “แล้วต้องง้อยังไง” ยอมรับได้มั้ยว่าตัวเองซื้อบื่อกับเรื่องอย่างนี้ คือ ไม่เคยมีแฟน ไม่รู้ต้องว่างตัวยังไง   “ก็ทำให้ดูสิว่าฉันสำคัญกับเธอ เร็วๆ”   “เดี๋ยว แล้วต้องทำยังไง ฉัน…” ไม่ต้องถามแล้วเมื่อริมปากถูกปิดสนิท เธอกำลังงงตกลงเธอต้องง้อ หรือกำลังจะถูกง้อ อะไรเนี่ย   “ไม่ต้องแล้ว ฉันขอลงโทษในความซื้อและบื่อแทนแล้วกันนะคะ คุณรองประธาน”   ตาย เธอตาย ทำไมใจเต้นเร็วอย่างนี้ แล้วเดี๋ยวสิ มือจะเร็วไปไหน เสื้อตัวบนเธอหลุดไปแล้ว จะทำอะไร!!   ปล่อยเธอนะ ไม่!!!   แล้วเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เธอไม่สมควรอยู่ใกล้คนมีแผนการร้อยแปดในหัวที่คิดไม่ดีไม่ร้ายกับเธอเด็ดขาด!!   เรียบร้อยโรงเรียนพารุเลยมั้ยล่ะ ยุยเอ้ย พลาดแล้ว  
  4. ch.11 ครอบครัว               ถึงแม้ความจริงจะถูกถ่ายทอดแต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกที่เสียไปกลับคืนมา มันแย่มากๆ เจ็บใจที่ต้องกลายเป็นคนโง่ซ้ำซาก ปล่อยให้คนเคยรักหลอกซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งที่สถานะของเธอมันไม่ใช่แค่คนรู้จัก แต่อัตสึโกะกลับเลือกจะกันเธอออกไปให้เป็นคนนอกในเรื่องที่เธอสมควรจะรู้มากที่สุด   “เธอมันงี่เง่า!” อีกครั้งที่มินามิต่อว่าด้วยน้ำเสียงอัดอั้นความเจ็บช้ำ สะเทือนใจจนทนอยู่เฉยไม่ได้ ยกมือผลักไหล่ดันอดีตคนรักออกห่าง   “เธอมันงี่เง่า งี่เง่าที่สุด!” เธอไม่ยอมหยุด ถ้ามันจะลบล้างเอาความเจ็บปวดออกไปจากใจ เธอก็จะทำในสิ่งที่คิดว่ามันสามารถลดทอนความเจ็บปวดลงได้ การต่อว่าผู้หญิงคนนี้ให้สาแก่ใจก็เป็นส่วนหนึ่งเช่นเดียวกัน   “ทำไมถึงไม่ยอมถาม! ไม่ถามกันว่าฉันต้องการมั้ย! ทำอย่างนี้ทำไม! ยัยโง่!” สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้น้ำตาแห่งความผิดหวังไหลตามออกมา อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันจะเจ็บจนตายรึเปล่า    “บ้าที่สุดเลย!!”   “มินามิ  ฉัน...”   “งี่เง่า!” ตอนนี้ไม่รู้ว่าเธอด่าใครระหว่างตัวเองกับผู้หญิงคนนี้  เมื่อมันเจ็บช้ำระทมใจ ความรู้สึกภายในซอกเล็กลีบแทรกซึมผ่านรอยแยกออกมากอบกุบหัวใจทั้งดวงพลันชาวาบ เอื้อมมือไปรั้งร่างชุ่มน้ำตาเข้ามาโอบกอด หวังให้สัมผัสทั้งมวลบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นอย่างเงียบเฉียบของเธอและผู้หญิงคนนี้    “ยัยบ้า อัตสึโกะ!”   “มินามิ”   “ทำไมถึงไม่ยอมบอกฉัน เธอเก็บเรื่องแบบนี้ไว้คนเดียวได้ยังไง เธอตัดสินใจคนเดียว ไม่ยอมให้ฉันรับรู้อะไร เธอเห็นฉันเป็นใคร เป็นคนอื่นสำหรับเธอใช่มั้ย!? เธอมันงี่เง่าที่สุด ดีเลย! ถ้าอย่างนั้นก็ไป ไปไม่ต้องกลับมา ไม่ต้องมาให้เห็นหน้า! ”   “มินามิ”    “บ้าที่สุดเลย ฉันเกลียดเธอ!”   “ฉัน…”   “ฉันเกลียดเธอ!!”   “ฉันขอโทษ” มันไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างนั้น เธอไม่ได้หมายความว่าเกลียดในแบบที่เธอเกลียดอยู่ เป็นเธอต่างหากที่สมควรจะคำว่าขอโทษบ้าง ในฐานะที่ทิ้งอีกฝ่ายให้เผชิญหน้ากับปัญหาคนเดียว    “อย่าทำอย่างนี้ อย่าทำอีก”   “ฉันแย่มากใช่มั้ย” เสียงร่ำร้องสั่นเครือบาดใจชนิดที่ความคมของมีดยังเทียบไม่ได้  เธอเลือกจะพูดความจริงก่อนจับสันกรามคนขี้แยให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากันและกดจุมพิตทิ้งไว้บนริมฝีปากแห้งผาด  ปล่อยให้ความรู้สึกนำทาง ไม่ต้องอะไรอีกแล้ว ไม่สนอะไรอีกแล้ว แค่อย่าจากกันไปไกลมากกว่านี้ เพราะทุกครั้งที่นึกถึงกันมันช่างทรมานเหลือเกิน   “มินามิ”   “เธอน่ะแย่มาก! แย่ที่สุด! ถ้าจะทำอะไรบ้าบออย่างนี้ก็ช่วยมาปรึกษากันก่อนได้มั้ย ไม่ใช่ตัดสินใจเองทุกอย่าง! คิดมั้ยว่าฉันจะเจ็บขนาดไหน แล้วมันเจ็บมากกว่าเดิมมั้ย พอรู้ว่าผู้หญิงงี่เง่าแบบเธอทำทั้งหมดมันเพื่ออะไร ยัยบ้า!” มินามิถอนริมฝีปากออกพลันก้นด่าไม่หยุด เพื่อไม่ให้คนเคยรักจับสังเกตได้ว่าพ่วงแก้มของเธอกำลังเปลี่ยนสีกลายเป็นสีแดงก่ำ จากที่สัมผัสแตะต้องกันเมื่อครู่   “ก็ตอนนั้น...”   “ ฉันจะยอมมั้ย! ฉันไม่มีวันปล่อยให้ใครมายุ่งวุ่นวายกับคนของฉัน! เธอมันงี่เง่า! ฉันจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเธอกับลูก ยัยโง่!” มินามิไม่ยอมให้อีกฝ่ายมีโอกาสพูดแก้ตัว ฉุนน้ำคำยกตัวให้ดูดีขึ้นมาแม้มันจะจริงอยู่บ้าง แต่ใครจะยอมรับ   “ขอโทษ”   “ฟังจนเบื่อ ไม่มีคำที่มันดีกว่านี้แล้วรึไง”   “ฉันรักเธอ” คราวนี้มินามิตัวชาดิกไหล่สั่นราวกับถูกช็อตด้วยเครื่องช็อตไฟฟ้า เคลื่อนสายตามองออกไปทางประตูหน้าต่าง  ไม่ต้องการได้ยินคำพูดทำร้ายกัน   “มินามิ”   “ฉันรู้”  เธอแค่ไม่พร้อม รับมันไม่ไหวหรอกนะหากอัตสึโกะคิดจะเล่นตลกกับหัวใจดวงนี้อีกครั้ง   “ฉันบอกแล้วว่าใช่มั้ยว่า ไม่ใช่จะทำใจรับได้ทุกอย่าง ช่วยทำให้มันดีขึ้นก่อนได้มั้ย ถ้าจะมาพูดอะไรอย่างนี้”   “แสดงว่าฉันไม่ควรมาสินะ”   “งี่เง่า! หรืออยากให้ฉันพูดว่าไม่” คนปากแข็งถึงกับต้องหันหน้ามาดุ ไม่ได้บอกสักคำว่าไม่ให้มา คิดเองเออเองแล้วเดี๋ยวก็จะมาเสียใจเอง    “แสดงว่า…”   “ก็แล้วแต่เธอคิด โตแล้ว” คนแสร้งหงุดหงิดชักสีหน้า รู้สึกว่าพวงแก้มร้อนอุ่นๆ เรื่องแค่นี้ทำไมไม่รู้ว่าเธอคิดถึง อยากให้มาอยู่ใกล้ๆกันเหมือนก่อน พร้อมจะวางทิ้งทุกอย่างหากผู้หญิงคนนี้ยอมใช้ใจเดินกลับเข้ามาหากัน มันเป็นการยอมรับโดยดุษฎีว่าเธอผ่ายแพ้แก่ผู้หญิงคนนี้ทุกครั้งคราว   รักอย่างไร ก็ยังรักอยู่วันยังค่ำ ขนาดถูกทำให้ช้ำใจจนเกือบตาย   เธอควรสมเพชตัวเอง ให้ตายสุดท้ายก็หนีกันไม่พ้น    แล้วความโกรธ โมโหมาแรมปี มันเตลิดหนีหายไปไหน ทำไมมาแพ้ให้กับผู้หญิงง่ายๆ    เธอยอมสิ้นทุกอย่าง ขอแค่อย่ามาตีบทบาทเจ้าน้ำตาให้เห็นอีกก็พอ                  ยูโกะนั่งชันเข่าอิงแอบคนรักอยู่บนโซฟามองลูกสาวด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่เห็นว่าอีกฝ่ายลงมาเช้ามากกว่าปกติ ไหนจะรอยยิ้มอันหาดูได้ยาก ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะแย้มยิ้มรับอรุณ ปกติหน้าบูดไม่อยากตื่นนอน   ใครกันช่างเก่งทำลูกสาวเธออารมณ์ดีแต่เช้า  ชักอยากจะเห็นหน้า   “พารุหนูจะไปโรงเรียนแล้วเหรอคะ” เธออดทักไม่ได้ ด้วยความเป็นพ่อเป็นแม่ก็ย่อมห่วงและหวงเป็นธรรมดา ดูสิ  พอเธอพูดว่าโรงเรียน กระตือรือร้นขึ้นมาราวกับว่ามีอะไรดีๆรออยู่ที่นั่น เมื่อก่อนไม่ยักกะเป็นอย่างนี้   “ค่ะ ป๊า”   “แล้วน้องล่ะคะ” ยังไม่ทันสิ้นเสียงดี ลูกสาวของเพื่อนสนิทก็โผล่หน้าเข้ามาอยู่หลังลูกสาวของเธอในชุดกระโปรงนักเรียนเรียบร้อยสะพายกระเป๋าเป้สีแดงพร้อมด้วยหมวกใบเหลืองบนศีรษะ หากสีหน้าแววตากลับไม่สดใสเหมือนสีหมวก ตรงข้ามกับลูกสาวเธอลิบลับ   อ่า สังสัยเพราะเมื่อวานแน่ๆ   “น้าอัตสึโกะยังไม่มาอีกเหรอคะ” คำถามของลูกสาวเธอช่างเข้าตรงประเด็น ได้แต่พยักหน้าให้เล็กน้อย ตั้งแต่เมื่อวานที่รู้เรื่องอัตสึโกะไม่กลับ จูริก็ซึมลงอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้    “ป๊ากำลังจะโทรไปหาพอดี ” เธอสรรหาคำพูดให้จูริสบายใจ เรียกหลานสาวให้เข้ามาในห้องทานอาหาร “ไม่ต้องกังวลนะคะ เดี๋ยวหม่ามี้หนูก็กลับมา”   เธอลูบศีรษะจูริเบาๆ รู้ว่าอัตสึโกะเองเป็นห่วงลูกสาวมากขนาดไหน ไม่อย่างนั้นคงไม่ตั้งใจฝากฝัง เพราะไม่เคยจะทิ้งกันให้ห่างกาย หวังแต่สภาพร่างกายของอีกฝ่ายคงจะเอื้ออำนวยให้กลับมาบ้านก็เท่านั้น แล้วไม่ทันจะได้ขยับตัวหยิบโทรศัพท์กดโทรออกมันก็ส่งเสียงร้องดังขึ้นมาเสียก่อน   “นี่ไงค่ะ โทรมาแล้ว” เธอชูมันให้หลานสาวได้เห็น จังหวะนั้นแววตาจูริเต้นระส่ำ    “ยูโกะ จูริเป็นยังไงบ้าง”  กดรับสายไม่ทันได้พูดทักทายต้นสายเรียกเข้าก็กรอกเสียงถามไถ่อย่างร้อนร้น มันเจือปนความกังวลจนยูโกะสัมผัสได้ เธอเปิดลำโพงให้ดังพอจะได้ยินกันทั่วถึง   “ยืนอยู่ตรงนี้ด้วยกันล่ะ คุยมั้ย” แล้วก็ลดโทรศัพท์ลงใกล้หลานสาวที่ออกอาการชัดเจนว่าต้องการจะคุยกับอัตสึโกะมากขนาดไหน   “หม่ามี๊”   “จูริ หนูเป็นยังไงบ้างคะ”    “หม่ามี๊จะกลับมาเมื่อไหร่คะ” คำถามของสาวน้อยเฉือนใจคนฟังให้นึกขอโทษอยู่ซ้ำๆ เธอเป็นแม่ที่แย่มาก ถึงได้ปล่อยลูกไว้คนเดียวทั้งที่รู้ว่าลูกจะต้องกังวลมากอย่างไร   “หม่ามี๊กำลังจะกลับแล้วค่ะ”   “หม่ามี๊จะมาแล้วจริงๆใช่มั้ยคะ” การถามหาความมั่นใจไม่ได้เป็นไปบ่อยนัก น้อยครั้งจนอัตสึโกะนับได้ เนื่องจากจูริเป็นเด็กฉลาด ทุกครั้งจึงพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้คนเป็นแม่ไม่สบายใจ แต่ครั้งนี้มันคงหนักเกินกว่าที่เจ้าตัวจะตั้งรับได้ ในเมื่อที่พึ่งหนึ่งเดียวหายไป   “ค่ะ แล้วหนูทำอะไรอยู่คะ”   “หนูกำลังจะไปโรงเรียน” จูริพูดเสียงอ่อนบอกว่าวันนี้ไม่ได้มีความรู้สึกอยากจะไปสิ่งที่เรียกว่าโรงเรียน   ซึ่งยูโกะเข้าใจดีที่สุด ตวามรู้สึกโดดเดียวบางทีมันก็น่ากลัวเกินกว่าจะคิดได้ เธอจึงเลือกพูดในสิ่งที่คิดว่ามันดีสำหรับทั้งสองฝ่าย   “ให้ฉันพาจูริไปหามั้ย”   “แต่...” อัตสึโกะอึกอักจะขัด ประเด็นแรก คือ ไม่รู้ว่าเขาพร้อมจะเจอจูริมั้ย ประเด็นที่สอง คือ เธอไม่อยากให้จูริหยุดเรียนกะทันหัน    “ฉันขอคุยกับเขาหน่อยสิ”    “ยูโกะ มัน…” ราวกับเพื่อนสนิทอ่านความคิดเธอได้อย่างนั้น   “เถอะน่า เขาอยู่แถวนั้นใช่มั้ย” คนถูกถามกรอกตามองคนที่กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ในครัวหลังจากที่เธอดึงดันจะลงมาข้างล่าง บอกว่าอย่างไรวันนี้ก็ต้องกลับบ้าน  เขาเลยยื่นขอเสนอให้เธอทานข้าว กินยาให้เรียบร้อยแล้วจะพาไปส่ง   “อยู่ค่ะ”   “ให้ฉันคุยนะ ยูโกะยังคงเกลี้ยกล่อมเชื่อว่าถ้าอีกฝ่ายยอมทุกอย่างมันจะดีขึ้น  ถึงแม้จะต้องสร้างความลำบากใจให้อัตสึโกะ ที่ไม่รู้ว่าควรจะถือสายไปให้มินามิดีหรือไม่ ทว่า…   “มีอะไร” คนที่เป็นประเด็นดันเดินเข้ามาถามไม่ให้ซุ่มไม่ให้เสียงด้วยสีหน้านิ่งเรียบเล่นเอาคนถือโทรศัพท์สะดุ้งจนเกือบหลงกดตัดสาย   “คือ…”   “อัตสึโกะ” คนน้ำท่วมปากอึดอัดเพราะเสียงที่ดังแววๆออกมาจากสายเป็นชื่อเธอ ทั้งที่ยังสบตากับเจ้าของบ้าน ในที่สุดก็ตัดสินใจยื่นโทรศัพท์ให้เขาเล่นเอาใบหน้านิ่งเรียบมีเครื่องหมายคำถาม   “ยูโกะอยากคุยด้วยค่ะ”  มือเธอยังจับโทรศัพท์แน่นอย่างลังเลไม่กล้าปล่อยสักที กลัวว่าเขาไม่รับไปแล้วเธอจะหน้าแตกไม่เหลือชิ้นดี   “ฉันอุ่นข้าวให้แล้ว ถ้าไม่ได้เป็นง่อยก็ลุกไปกินไป” คำพูดของเขายังคงเสียดบาด ร้ายกาจอย่างกันท่า เป็นสิ่งที่ทำให้เธอขาดมั่นใจ เพราะรู้ว่ายังไงเขาก็ยังโกรธเธอ ถึงได้แต่ชะเงยมองอย่างอาลัยเมื่อเขาเดินออกไปพร้อมกับโทรศัพท์ของเธอ           คนรับโทรศัพท์มาเลือกจะไม่เดินไปไกลเพราะต้องคอยสังเกตอาการคนหัวรั้นที่ป่วยขนาดหนักแล้วยังมีหน้ามาขอให้เธอพากลับบ้าน แทบจะอยากไล่ตะเพิดออกจากบ้าน ด้วยความสัจจริงว่า เธอไม่ได้อยากอนุญาตให้อีกฝ่ายลงมาข้างล่างหรืออนุญาตให้กลับบ้านแต่อย่างใด ถ้าเจ้าตัวไม่เอาเรื่องลูกมาอ้าง เธอไม่มีทางปล่อยให้ไป   “คุณคุยกับอัตสึโกะรึยังคะ” มินามิขานรับเสียงอ่อย อยากขอโทษเจ้าของสายที่คราวก่อนเธอใช้อารมณ์มากเกินไป ไม่ยอมฟังที่อีกฝ่ายต้องการอธิบาย และการที่ฮารุนะตบหน้าเธอบนรถมันยังน้อยไปหากเทียบกับสิ่งที่เธอได้ต่อว่าอดีตคนรักเมื่อคราวนั้น   “ฉันฝากขอโทษฮารุนะด้วย ” ยูโกะเพียงยิ้มๆไม่ได้เคืองเรื่องที่อีกฝ่ายทำเพราะเข้าใจผิด และดูสิคนที่เจ้าตัวต้องการขอโทษนั่งหน้าบูดอยู่ข้างๆเธอ ทั้งยังงึมงำประมาณว่าตั้งนานแล้วพึ่งจะมาสำนึกได้เหรอ  ฮ่าๆ เธอได้แต่ส่ายหน้าให้อย่างยอมใจ  เอาไว้ปล่อยเพื่อนสนิทเขาไปเคลียร์กันเองดีกว่า    “ถ้าคุณเข้าใจก็ดีแล้วค่ะ ฉันเองก็อยากฝากอัตสึโกะเอาไว้ก่อน จริงๆช่วงนี้ค่อนข้างไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ ไม่กล้าจะปล่อยไว้ให้อยู่คนเดียว แล้วฉันมีเรื่องจะขอ ให้ฉันพาจูริไปหาคุณได้มั้ย พอดีฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณด้วย” มินามิอึกอักพอรู้ว่าปลายสายกำลังขอร้องกันเรื่องอะไร มันเป็นความรู้สึกกึ่งๆที่เธอไม่สามารถอธิบายได้ ก็รู้ว่าเธอยังไม่พร้อมเจอลูกสาวอีกคน   “เอ่อ..คือ…มันก็ได้อยู่หรอก… แต่รีบหน่อยได้มั้ย ฉันไม่อยากพาคนหัวดื้อแถวนี้ไปส่ง”  สุดท้ายก็ปฏิเสธไม่ออก จำยอมรับชะตากรรม หากจะต้องเจอกันยังไงก็หนีไม่พ้นอยู่ดี ก็แม่ของเจ้าตัวเขาอยู่นี่ จะไม่อนุญาตให้มาก็ใช่เรื่อง   “ขอบคุณนะคะ ถ้าอย่างนั้น คืนนี้ให้ทั้งสองค้างอยู่ที่นั่นได้เลยรึเปล่า ฉันจะได้เอาเสื้อไปเผื่อให้อัตสึโกะด้วย”   “ฝากด้วยนะ” มินามิเสียงอ่อนเหนื่อยใจกับตัวเองที่มันยอมให้อดีตคนรักไปเสียทุกอย่าง   มันก็แค่เป็นเรื่องของอัตสึโกะ เป็นแค่เรื่องที่เธอทำเฉยเมยไม่ได้   “ถ้างั้นช่วยรออีกสักพักนะคะ เดี๋ยวฉันเก็บของแล้วโทรบอกกับทางโรงเรียนของจูริเสร็จจะรีบออกไป”        มินามิขานรับแผ่วๆรอจนปลายสายวางโทรศัพท์เสร็จเรียบร้อยแล้วถึงดึงมันออกมาจากใบหู อย่างว่าพอเป็นเรื่องของตัวเองแล้วอะไรมันก็ดูหนักอึดอัดไปหมด อยากจะเริ่มเดินหน้าแก้ไขก็ไม่รู้จะเริ่มจะตรงไหน เธอจำใจเดินเอาโทรศัพท์ไปส่งคืนให้เจ้าของเครื่องที่นั่งกินข้าวแล้วแอบมองเธออยู่เป็นระยะ    “ยะ... ยูโกะว่ายังไงบ้างคะ” คนที่วางมือจากถ้วยข้าวต้มใจกล้าถามสิ่งที่สงสัย ซึ่งไม่ง่ายที่จะได้คำตอบจากคนที่ไม่คิดจะตอบคำถาม มินามิทิ้งตัวนั่งลงตรงข้าม   “กินอิ่มแล้วใช่มั้ย กินอิ่มแล้วก็ไปกินยา”   “แต่…”   “ไปกินยาหรือมือเท้าเกิดใช้การไม่ได้”   “มินามิ”   “อัตสึโกะ ลุกไปกินยา”   “มินามิไม่ตอบ” อัตสึโกะทำเป็นใจกล้าต่อปากต่อคำ ซึ่งมันทำให้คนรู้จักนิสัยกันดีเอือมระอา ถอนหายใจเบาๆในเมื่ออัตสึโกะเริ่มจะเอานิสัยเสียๆของตัวเองกลับมาใช้ใส่กันอีกครั้งเหมือนเมื่อก่อน ขี้งอน ขี้น้อยใจ   “อยู่ในข้อตกลง?” แล้วคนเบื่อการเถียงหรือต้องเอารมณ์ขึ้นๆลงๆมาลงใส่อดีตคนรักก็ลุกไปหยิบเอายาพร้อมน้ำดื่มมาวางลงบนโต๊ะกินข้าวหวังบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่องให้มันจบๆไป   “เอานี่กินสักที อยากรีบกลับไม่ใช่รึไง”   “ฉันอยู่ด้วยแล้วมินามิรำคาญมากเลยใช่มั้ย”   “ใช่ รีบๆกินสักที” คำพูดเจ็บแสบไม่ต้องตะคอกหรือตะโกนมันก็เจ็บไปทั้งใจ อัตสึโกะกลั่นกลืนก้อนสะอื้นลงคอรับเอาเม็ดยาขมๆกับน้ำมากรอกลงคอด้วยความปวดแสบปวดร้อน มันคล้ายฤทธิ์ของหนามที่แม้จะถูกทิ่มตำเพียงเล็กน้อยแต่ก็สร้างความเจ็บราวได้มาพอที่จะเปล่งเสียงร้องออกมา    มินามิของเธอเป็นเหมือนหนามคอยแต่จะทิ่มแทงกีดกันเธอออกไป   แค่ยาเม็ดเดียวไม่ทำให้ขมจนตายเหมือนคำพูดของคนไม่มีใจให้กันแล้ว มันก็แค่นี้ ชีวิตเธอ   “กินเสร็จ ก็ไปนอนไป”   “จะกลับค่ะ”  อัตสึโกะยื่นคำขาด เขาไม่ยอมลดเธอก็ไม่ยอมลง เขาไล่เธอไม่ใช่รึไง เขาบอกว่าเธอน่ารำคาญ แล้วทำไมต้องมาพูดเหมือนห่วงใยให้เธอต้องช้ำใจเพิ่ม    “อย่ามางี่เง่าน่า ไปนอนไป ตัวเองไม่สบายอยู่แท้ๆ”   “แล้วใครบอกว่าจะพากลับบ้าน คิดจะผิดคำพูดเหรอคะ”   “แล้วเธอเคยรักษาคำพูด!?” มินามิยอกย้อนได้เจ็บแสบเหมือนเดิม เมื่อคนเคยรักผิดสัญญา ทิ้งกันได้หน้าด้านๆ    “มินามิ” อัตสึโกะรู้สึกเสียงที่เปล่งออกมาสั่นเครือ เธอเสียใจกับเรื่องทั้งหมดไม่ได้ต่างจากเขา ทำไมเขาไม่เข้าใจเสียที ทั้งที่บอกทุกเรื่องจนไปหมดเปือก ไม่เหลือเรื่องอะไรให้เก็บซ่อนอยู่อีกแล้ว   “ไปนอน อย่ามาดื้อได้มั้ย”   “แต่ฉันต้องกลับ” มันเป็นหน้าที่ของเธอ หน้าที่ของคนเป็นแม่ เธอทิ้งลูกอยู่คนเดียวนานกว่านี้ไม่ได้   “เถอะน่า กลับไปตอนนี้ลูกเธอก็ไปโรงเรียนแล้วมั้ย จะกลับไปหาใคร หรือว่าคิดถึงใครมากห๊ะ” แล้วคนชอบประชดประชีนก็ดันตัวเองขึ้นจากเก้าอี้ใช้สองแขนคร่อมอยู่บนโต๊ะ    “อย่าทำให้ฉันเหนื่อยกว่านี่ได้มั้ย”   “ก็ถ้ามินามิเหนื่อยมากจะมาสนใจกันทำไมคะ” มันทนไม่ไหวน้ำตาเริ่มวกกลับมา ยิ่งเห็นว่าตัวเองไร้ค่าใจมันก็ชาวาบปวดราว เขานึกสนุกอะไร บอกว่ารำคาญ บอกว่าเหนื่อยใจ แต่ไม่ยอมปล่อยให้เธอได้ไปตามทางของเธอ   “แล้วไม่สนได้มั้ย ใครกันมาก่อกวนหา!” มินามิจับข้อมือของคนเจ้าน้ำตารั้งขึ้นมาหากไม่ได้ใส่แรงกระเทกกระทั้นเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเจ็บ  ทีเรื่องแบบนี้ล่ะโง่จริง ไม่เข้าใจรึไงว่าเธอเหนื่อย เธอรำคาญเพราะอิทธิพลอันน่ากลัวที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง   “อย่าร้องได้มั้ย ไปนอนนะ อัตสึโกะ ก็รู้ว่าสภาพร่างกายตัวเองเป็นยังไง ฉันรู้ว่าเธอห่วงลูก ฉันเองก็เป็นห่วง” ลูกที่ไม่ได้หมายถึงว่าคนไหนแต่มันทำให้ยิ่งร้องไห้ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แล้วเธอต้องวางตัวอย่างไร เขายังรู้สึกกับเธออยู่อีกมั้ย มันไม่กล้าเดินหน้าพอๆกับถอยหลังไปไหน ได้แต่อยู่กลางๆระหว่างความสุขกับความทุกข์ของเขาและเธอ   “อย่าดื้อนะ ไปนอนก่อน” ปลายนิ้วที่เขี่ยเกลี้ยน้ำตาออกให้ตยไม่สบายอย่างใจอ่อน สงสารไม่อยากให้ร้ององแงมากกว่านี้   “นอนตรงนั่นนะ” อัตสึโกะหันมองที่โซฟาซึ่งเธอฝังตัวมานานตั้งแต่ตื่นลงมา   “เธอจะมาทำให้ตัวเองลำบากทำไม” มันตอบไม่ได้ เธอแค่ไม่อยากอยู่คนเดียวแล้วให้เขาต้องขึ้นๆลงๆอย่างน้อยถ้าอยู่ด้านล่าง เขาก็จะดูแลเธอง่ายกว่า   “มินามิ”  คนถูกเรียกชื่อถอนหายใจ  ก็รู้ว่ามันเป็นการเอาแต่ใจของอีกฝ่าย และมันก็ทำให้เธอกำลังอ่อนลง   “ถ้าอย่างนั้นนั่งรออยู่เฉยๆ อย่าแอบกลับออกไปเด็ดขาด ฉันจะขึ้นไปเอาหมอนกับผ้าห่มลงมาให้ ถ้ารู้ว่าเธอไป ฉันจะไม่มีทางให้อภัยเธอ!”  ให้อภัยในความหมายไหนอัตสึโกะไม่อาจรู้ แต่เธอแค่ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา มันดีใจราวกับว่าเขากำลังบอกว่าอย่างน้อยเธอก็ยังมีค่ากับเขาเหมือนเดิม              ไม่นานคนขึ้นไปชั้นสองก็หยิบจับหมอนและผ้าห่มลงมาจัดแจงแปลงโซฟาให้กลายเป็นที่นอนของคนหัวดื้อ อีกสักพักพอยาออกฤทธิ์ได้หลับเป็นตายแน่คราวนี้ เมื่อคืนกว่าเธอจะได้นอนก็ปาเข้าไปเกือบตีสี่ตีห้าเพราะอัตสึโกะระส่ำระส่ายนอนดิ้นไปมาอยู่ได้    “นอนด้วยกันก่อนได้มั้ยคะ” คนทิ้งตัวลงโซฟามือไวจับแขนของมินามิไว้ก่อนเจ้าตัวจะทันเดินหนีไปทำอะไรต่อ   “เรื่องอะไร ไม่คิดว่าฉันจะรังเกียจเธอมั้งรึไง” คนป่วยซึมสลด เผลอได้ใจมากไปถึงได้กล้าพูดอะไรให้เขาตอกหน้ากลับมา หากทว่าไม่นานก็มีร้อยยิ้มกว้างเมื่อเขาทิ้งตัวลงมานั่งข้างๆ   “นอนได้แล้ว มัวแต่ยิ้ม” ไม่กี่นาทีต่อมาร่างของเธอก็ถูกฉุดลงบนโซฟา วงแขนของเขากระซับหลวมๆพอให้เธอได้ขยับตัวเข้ามาวางศีรษะพิงเข้ากับไหล่อุ่น มันดีใจ อยากจะร้องไห้อีกรอบ ถ้าไม่กลัวว่าเขาจะด่าว่าแล้วผลักเธอออกจากวงแขน เธอจะร้องออกมาให้สมกับคำว่าคิดถึงมาแสนนาน   “เห็นว่าไม่สบายหรอกนะ”     เขาจะให้เหตุผลว่ายังไงเธอไม่รู้ ขอเขายังอ่อนโยนกับเธอเหมือนเดิมก็พอ                       ผ่านมาชั่วโมงกว่าๆแล้วที่มินามิยังนอนพิจารณาใบหน้าของคนหลับอยู่ในวงแขน มันมีความรู้สึกรุนแรง ราวกับลาวาใต้ปล่องภูเขาไฟที่รอเวลาปะทุไหลและพอมันเริ่มออกมาก็ไม่มีใครสามารถหยุดได้อีกต่อไปจนกระทั่งถึงเวลาของมันเอง ความรู้สึกตอนนี้ไม่ต่างกัน เพียงแค่มันไม่สามารถหยุดตามกาลเวลาเท่านั้นเอง มันกำลังเพิ่มพูน ดีดเด่งพองออกมา คนที่อยู่ในวงแขนเธอจะรู้ตัวรึเปล่าว่ามันไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลยและจะไม่มีทางเปลี่ยนเด็ดขาด ตั้งแต่ทั้งแรกจนถึงตอนนี้ ทั้งที่กลัวจะแย่ว่าหากกลับเป็นเหมือนเดิมแล้วจะเจ็บอีกมั้ย  หากทุกครั้งที่ห้ามใจ มันก็บอกว่าอยากจะใกล้เหลือเกิน       เอาแต่วิ่งออกมาต้อนรับผู้หญิงที่ชื่อ มาเอดะ อัตสึโกะ  ไม่รู้ว่าถูกหล่อนเล่นมนต์อะไรใส่ ถึงได้รู้สึกมากกมายอย่างนี้        คนตัวเล็กกว่าเคลื่อนริมฝีปากกดลงบนแก้มเจือสีเลือดฝาดสูดกกลิ่นกายอันแสนโหยหาเข้าปอด   คิดถึง คิดถึงเหลือเกิน ได้แต่พรำบอกเงียบๆคนเดียวพลางกระซับวนแขนกอดรัด ยอมให้หล่อนได้รับไออุ่นจากเธอคนเดียว         ใจไม่เคยแข็งพอให้กับผู้หญิงคนนี้จริงๆ  เมื่อก่อนเคยรักยังไง ตอนนี้ก็รู้ซึ้งแล้วว่ายังรักอยู่อย่างนั้น ต่อให้รู้สึกโกรธมากอย่างไร สิ่งที่รู้สึกมามันก็เหมือนไฟที่ถูกสายฝนชะล้าง     เบื่อตัวเองชะมัด จะใจอ่อนให้กันถึงไหน   จนกระทั่งเสียงกริ่งหน้าบ้านดังติดกันราวสามสี่ครั้ง คนกำลังเพลินกับการสัมผัสถึงต้องรีบยันตัวลุก เดาไม่ผิดคนที่นัดคงมาถึง คราวนี้ใจเริ่มเต้นตุ้มๆต้อมๆ บอกได้คำเดียวว่ากำลังวางตัวไม่ถูก       เสียงกริ่งหยุดลงแล้วก่อนจะดังอีกครั้ง คราวนี้เจ้าของบ้านลนลานประคองตัวลุกอย่างระวังไม่ให้รบกวนคนนอนแล้วจับผ้าห่มที่ตกเพราะเธอยกขึ้นคลุมจนถึงหน้าอกของคนที่ขยับพลิกตัวอีกครั้ง นึกขอบคุณฤทธิ์ยาที่ช่วยจัดการกับฤทธิ์เดชของคนเอาแต่ใจเสียอยู่หมัด ไม่ให้ตื่นมาก่อนเวลาอันสมควร       เธอไม่ปล่อยให้แขกรอนานรีบโผล่หน้ามายังประตูไฟฟ้าอัตโนมัติและกดเปิดมันจากรีโมทในมือต้อนรับรถยุโรปคันหรูราคาเหยียบแปดหลักเข้ามาในตัวบ้าน อาการตื่นเต้นที่คิดว่าเก็บได้อยู่หมัดมันกำลังกลับมาอีกครั้งเมื่อเจ้าของรถคันนั้นก้าวเท้าลงมาพร้อมกับเด็กสาวซึ่งเธอเคยเจอเพียงครั้ง   ‘ลูกสาวอีกคนของเธอ’ จังหวะหัวใจกำลังเต้นผิดไปอย่างชัดเจน สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบบนฝ่ามือตัวเอง ก็คนมันไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน จะเข้าหาอย่างไร   “เอ่อ คือ เข้าไปข้างในดีกว่า” มินามิตัดสินใจหลบแววตาคู่ใสที่มองอย่างกล้าๆกลัวๆอยู่หลังของเพื่อนสนิทอดีตคนรัก ไม่พร้อมจริงๆที่จะเผชิญหน้ากับเด็กที่พึ่งจะรู้จักกัน    “อัตสึโกะล่ะค่ะ” ยูโกะกู้บรรยากาศที่ยังไม่ทันไรก็อึมครึมกลับคืนมาโดยการถามถึงเพื่อนสนิทที่เป็นสิ่งที่จูริอยากรู้อยู่เต็มอก ?   “พึ่งจะให้กินยาลดไข้ไปไม่นาน ตอนนี้นอนอยู่ด้านในน่ะ เอ่อ ฮารุนะไม่ได้ไม่ด้วยเหรอคะ”   เจ้าของบ้านอยากตบหน้าตัวเองแรงๆสักร้อยครั้ง ร้อยวันพันปี ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นตัวเองเท่านี้มาก่อน ไม่สมกับตำแหน่งและฉายาที่ได้รับมาเลย พอเป็นเรื่องใกล้ตัวหน่อย ทำไมจัดการไม่ได้นะ   “รายนี้เขาไปส่งลูกยังไม่มาเลย เดี๋ยวก็คงตามมาทีหลัง” แขกที่มาเยือนแต่เช้ามองเจ้าของบ้านสลับกับลูกสาวของเพื่อนสนิทที่เขยิบตัวจนชิดกับต้นขาของเธอ ชัดเจนออกว่าไม่ได้เป็นมิตรกับเจ้าของบ้านหลัง ทั้งที่เจ้าตัวพอจะทราบแล้วว่าศักดิ์ของคนตรงหน้า คือ พ่อแท้ๆของเจ้าตัว   “เสียดายจัง กะว่าจะขอโทษสักหน่อย” ยูโกะอมยิ้มกับคำพึมพำเบาๆนั้น มันเป็นอาการของคนที่พอจะทราบว่าตัวเองกำลังถูกงอนอยู่แน่นอน ถ้าตัดเรื่องผิดใจกันก่อนหน้าออกยูโกะมองว่า อดีตคนรักของอัตสึโกะเป็นคนน่าคบเป็นเพื่อนมากด้วยจริงๆ   “ เอาเป็นว่ามาทางนี้ดีกว่า” เจ้าของบ้านผายมือเชื้อเชิญแขกเข้ามาในตัวช้าน หากยังเลี่ยงที่จะพูดคุยกับจูริอย่างเดิม      ยูโกะคิดว่าตัวเองพอจะเข้าใจความรู้สึกนั้น เป็นเธอมันก็ลำบากใจอยู่ไม่น้อยที่จู่ๆก็ต้องมาเผชิญหน้ากับลูกอีกคนที่ตัวเองไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามีมาก่อน กระทั่งเมื่อถึงห้องรับแขกเด็กตัวเล็กที่เกาะขาเธอแน่นเปลี่ยนเป้าหมายแทบจะทันที พุ่งกระโจนเข้าไปทางโซฟาซึ่งมีร่างซึ่งยังนอนหันหลังให้กันอยู่   “หม่ามี๊” น้ำเสียงสั่นเครือปนความดีใจออกมาพร้อมน้ำตา เจ้าตัวเล็กพยายามจะปลุกอัตสึโกะทว่าเจ้าของบ้านกับก้าวขาไวๆรั้งไหล่เล็กเอาไว้ไม่ให้กวนคนนอน    “อย่าพึ่งปลุกนะคะ” นับเป็นประโยคแรกและครั้งแรกทีสองพ่อลูกได้สบตากันอย่างจริงจัง สายตาไม่พอใจของจูริเป็นคำถามชัดเจนว่าทำไมถึงทำไม่ได้    “คุณแม่หนูตัวร้อนจี๋ พึ่งกินยานอนหลับไปได้ไม่นาน ไม่สงสารเหรอคะ ถ้าให้ตื่นมาแล้วคุณแม่ต้องทรมาน” มินามิย่อตัวเข้าใกล้อย่างใจกล้ายกมือปาดน้ำตาจากดวงตาคู่สวยอย่างเบามือ เจ้าตัวเล็กส่ายหน้าดิกช้อนตาขึ้นมองแผ่นหลังของหม่ามี๊ที่ยังนอนนิ่งไม่ขยับตอบรับ   “เป็นห่วงคุณแม่เหรอคะ”   “คุณรังแกหม่ามี๊รึเปล่า” แม้เป็นคำถามใสซื่อแต่ก็แต่แววตาที่จ้องมองมินามิกับเอาเรื่อง เจ้าตัวหยุดปาดน้ำตาจากดวงตาคู่นั้น ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธว่าทำหรือไม่   “รังแกหม่ามี๊ใช่มั้ยคะ หม่ามี๊เลยต้องไม่สบายแบบนี้” เสียงต่อว่ายังมาต่อเนื่องขณะแววตาคู่นั้นกับมีน้ำตานองเรื่อ ยูโกะยืนดูอยู่นานเตรียมจะเดินเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์แต่กลับถูกเจ้าของบ้านกันออกมาให้เป็นคนนอก      มินามิคว้าเอาร่างของลูกสาวเข้ามากอดซึ่งปฏิกิริยาตอบรับของจูริไม่ได้เต็มใจให้กอดเลย เจ้าตัวดิ้นถีบพยายามจะดันตัวออก  ทั้งอย่างนั้น มินามิยังยกเอาร่างทั้งถีบทั้งทุบตีใส่ไว้บนบ่าเดินเลี่ยงห่างออกมาจากคนนอนอยู่บนโซฟา   “รบกวนนั่งรอสักครู่นะคะ” มินามิบอกกับยูโกะอย่างนั้นก่อนจะเดินออกมาทางประตูหน้าบ้านพร้อมร่างของลูกสาว   “โอ๋ๆ ไม่ร้องนะคะ  ทำไมถึงได้ร้องกันน้า ขอโทษนะคะ ที่ปล่อยให้หม่ามี๊หนูไม่สบายมากขนาดนี้ ไม่เอานะคะ ไม่ร้อง” ไม่รู้ว่าทำไมความกระดากปากก่อนหน้านี้ถึงหายไป มินามิแค่รู้สึกว่าปล่อยเอาไว้ไม่ได้โดยไม่ทำอะไร   “ทำไมถึงปล่อยให้หม่ามี๊ไม่สบายคะ ฮือๆ” จูริยังคงร้องไห้หากแรงดิ้นเริ่มผ่อนผันลง อาจเป็นเพราะสัมผัสเบาๆที่ลูบหลังปลอบประโลมอย่างช้าๆเนิบๆทำให้เด็กสาวผ่อนคลาย ไม่ได้ไม่ไว้ใจเหมือนตอนแรก   “โอ๋ๆ ขอโทษนะคะ คราวหลังจะไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนี้อีกแล้ว” มินามิยกมือมาเช็ดน้ำตาออกให้เด็กสาวที่ร้องไห้ขี้จมูกโป่งจนน่ารัก   “สัญญาได้มั้ย สัญญานะ”   “สัญญาค่ะ”   “แล้วห้ามทำหม่ามี๊ร้องไห้ด้วยนะ” มินามิลังเล ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ ก็รู้ดีว่ายังเคืองคนหลับไม่หาย จะไม่ทำให้ร้องมันจะได้อย่างไร   “ไม่ได้เหรอคะ”   “ได้สิค่ะ” อยากจะเอามือตบปากตัวเองที่เผลอรับปากออกไปอย่างนั้น แต่พอมันเห็นแววตาโศกเศร้าอย่างนั้นแล้วมันก็ทนไม่ได้จริงๆ   “แล้วจะดูแลหม่ามี๊ของจูริใช่มั้ย”   “ค่ะ” มินามิไล่ตอบคำถามทั้งยังค่อยๆพาเด็กในวงแขนเดินดูรอบบ้านเรื่อยๆเพื่อสร้างความคุ้นชิน ไม่ให้เด็กคนนี้รู้สึกแปลกที่มาก   “แล้วจะดูแลจูริด้วยมั้ยค่ะ”  ฉลาด ช่างพูดช่างจาเหลือเกิน มินามิยิ้มบางๆ อดนึกถึงสมัยยุยเป็นเด็กไม่ได้ รายนี้ก็ที่ชอบไล่ถามโน้นถามนี้ อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา ต้องเหนื่อยเขาเหนื่อยอัตสึโกะตอบกันไม่หวาดไม่ไหว   “ถ้าจะให้ดูแล เรียกว่า ‘พ่อ’ ก่อนสิค่ะ”    “เรียกได้เหรอคะ” จูริเสียงอ่อนเจือความไม่มั่นใจอีกครั้งทั้งยังเอนหัวพิงไหล่มินามิเพราะร้องไห้จนรู้สึกหมดแรง   “ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ” มินามิโยกขยับตัวเบาๆคล้ายๆกล่อมให้หลับ เพราะดูท่าทางแล้วคงจะหมดแรงพร้อมนอนเต็มแก่    “หม่ามี๊เคยบอกว่า  คุณโกรธหม่ามี๊” เด็กสาวปรือตามองหน้าของคนที่อุ้ม มินามิยังนิ่งเสมอต้นเสมอปลายพาเจ้าตัวเล็กเดินไปเรื่อยๆจนเกือบจะครบรอบบ้าน   “แล้วยังไงอีกคะ” เด็กสาวส่ายหน้าไม่รู้จะพูดต่อยังไง ก็แค่ตรรกะธรรมดาของเด็กๆที่คิดว่าตนจะต้องถูกเกลียดไปด้วย   “ไม่มีอะไรแล้วนะคะ ต่อจากนี้จะไม่มีอะไรแบบนี้แล้ว” มินามิขยับไหล่เอาศีรษะเล็กที่ซบอยู่ให้ตาปรือๆจ้องกันเล็กน้อย   “จะยอมเรียกได้รึเปล่าค่ะ จะอนุญาตให้ทำหน้าที่เป็น ‘พ่อ’ ของหนูได้รึเปล่า”   “แล้วหม่ามี๊จะไม่เสียใจแล้วใช่มั้ยค่ะ จะไม่ทำให้หม่ามี้เสียใจเหมือนกับที่อยู่กับคุณตาใช่มั้ย    “ไม่ค่ะ จะไม่ทำให้เสียใจ” ”  ไม่เคยแม้สักครั้งที่อยากทำให้เสียใจ   “คืนดีกันได้แล้วใช่มั้ยคะ จูริอยู่กับพี่ยุย อยู่กับปะป๋า ได้ใช่มั้ย”   “ถ้าหนูอยากให้เป็นอย่างนั้น ได้สิค่ะ”   “จริงนะคะ” เจ้าตัวเล็กออกแรงรัดคอมินามิไม่แน่นจนเกินไปเพื่อแสดงความดีใจ ที่ตัวจะได้เห็นหม่ามี๊ยิ้มบ่อยๆ ไม่ต้องเอาแต่ร้องไห้อีกแล้ว    “แต่ขอเอาคืนหม่ามี๊หนูก่อนได้มั้ยค่ะ ที่โกหกจนปะป๋าต้องร้องไห้หลายปีเลย”   เจ้าตัวเล็กขนวดคิ้วมุ่ยส่ายหน้าปฏิเสธไม่ยอมท่าเดียว   “หม่ามี๊จูริก็ร้องไห้เหมือนกันนะ” เป็นอันว่าคนอุ้มเจ้าตัวต้องปล่อยเสียงหัวเราะเบาๆ เธอยอมแพ้ให้ก็ได้ แค่กับเด็กคนนี้หรอกนะ         กว่าเธอจะพาเจ้าตัวเล็กบนบ่ากลับเข้ามาได้ก็ปล่อยให้แขกนั่งจดจ่อกับโทรศัพท์นานเกือบครึ่งชั่วโมงโดยคนนอนหลับยังไม่มีปฏิกิริยาว่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาแต่อย่างใด  ยูโกะละสายตาจากจอสี่เหลี่ยมที่กำลังสนทนากับคนรักผ่านแอพพลิเคชั่นยอดนิยมเห็นสภาพของจูริที่หลับปุ๋ยคาบ่าเล็กๆนั้นแล้วต้องยกยิ้มขำขัน ช่างดูเป็นคุณพ่อที่อ่อนโยนขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ   “ขอโทษด้วยนะ ที่ต้องเปล่อยให้รอนาน”  คนนั่งเล่นโทรศัพท์ไม่ถือสาส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย เธอออกจะชื่นชมวิธีการปรับตัวเข้าหาจูริของฝ่ายนั้นมากกว่า   “ฝากดูให้สักครู่หน่อยนะคะ จะขึ้นไปเอาผ้าห่มในห้องยุยมาให้อีกผืน”  คนถูกขอได้แต่พยักหน้ารับ จากที่แอบมองตามเจ้าตัวอยู่นาน เธอก็หมดข้อสงสัยหรือคำถามก่อนหน้าแล้วว่าทำไมคนแบบนี้ถึงทำให้อัตสึโกะหลงรักหัวปรักหัวปรำ ขนาดโดนบังคับให้หย่ากันยังลืมไม่ได้ เล่นเข้าอกเข้าใจกันอย่างนี้ ใครจะไปลืมลง โดยเฉพาะผู้หญิงอย่างอัตสึโกะแล้วยิ่งแล้วใหญ่   เธอได้แต่มองเพื่อนสนิทขำๆ ดื้อจนมานั่งนอนในบ้านเขาเป็นวันๆ เอาเข้าจนได้   ไม่รู้ว่าตามมาง้อ ปรับความเข้าใจไปถึงไหน เจ้าของบ้านถึงยอมอ่อนลงให้อย่างนี้ หรือไม่รู้ว่าเพราะแพ้ คนที่นอนอยู่ตรงนี้มาแต่แรกกัน               แล้วในที่สุดคนขึ้นไปชั้นสองของตัวบ้านก็ลงมาพร้อมผ้าห่มขนาดกลางๆที่พอจะสามารถห่มให้กับเด็กที่หลับขดตัวอยู่บนโซฟาอีกตัวใกล้ๆกับหม่ามี้ของเจ้าตัวได้ รอยยิ้มเอ็นดูเล็กๆที่ได้เห็นจากคนบรรจงห่มผ้าทำให้เธอค่อยข้างจะสบายใจที่เห็นว่าเขาเปิดใจพอจะสามารถคุยกันได้       “คุยกันทางนั่นดีกว่าค่ะ” เจ้าของรอยยิ้มยกศีรษะขึ้นจากที่ก้มๆเงยๆดูความเรียบร้อยให้จูริอยู่พักหนึ่งผายมือเชิญเธอให้ดูห้องที่ถูกจัดแยกไม่ใกล้จากห้องนั่งเล่นที่มีโต๊ะทำงานไม้ตัวเด่นตั้งโดดอยู่ น้ำเสียงโทนออกเข้มหากเป็นมิตรราวกับแสดงถึงการทีพร้อมจะรับรู้ปัญหาที่เธอนำมาให้ แล้วมีหรือเธอจะรอช้าเคลื่อนตัวตามคำเชิญของเจ้าของบ้าน มันเริ่มด้วยการที่เธอเปิดประเด็นเสียงเคร่งครึมเพื่อบอกกับคุณอัยการร่างเล็กว่าเธอเครียดจริง   “คุณพอจะทราบแล้วใช่มั้ยว่า ตอนนี้อัตสึโกะถูกคนที่บ้านใหญ่ตามตัว” คนเป็นอัยการพยักหน้าเจ้าตัวเล่าให้ฟังถึงการย้ายออกมา และปัญหาที่ติดตัวอยู่ ซึ่งแล้วมันหงุดหงิดอยากจะปลุกผู้หญิงที่หลับสนิทขึ้นมาด่า   “ตอนนี้พวกนั้นรู้แล้วว่า อัตสึโกะมาขอความช่วยเหลือจากฉัน” คราวนี้มินามิหัวคิ้วกระตุก นึกไม่ถึงว่าจะขนาดนี้ แล้วถ้าแม่จอมยุ่งถูกเจอตัว จะเกิดอะไรกับเจ้าตัวแล้วลูกของเธอต่อ เรื่องแค่นี้ทำไมไม่คิด   “ตามตรงนะ  ฉันอยากให้คุณช่วยเอาผิดหมอนั่น คุณคงรู้ว่าฉันหมายถึงใคร ก่อนที่ทางบ้านของอัตสึโกะแล้วตัวหมอนั่น จะเข้ามาวุ่นวายกับอัตสึโกะ ในเมื่อมันรู้แล้วว่าตัวอัตสึโกะอยู่ไหน”   “แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามาที่นี่” มินามิขัดเสียงเรียบ “ช่วยเก็บของทั้งหมดมาที่นี่ให้หน่อยได้มั้ยคะ”   ยูโกะแอบกลืนน้ำลาย ไม่ได้คิดเผื่อว่าคุณอัยการจะเสนออะไรอย่างนี้ ท่าทางเอาจริงน่าดู คำว่าหมอนั่นคงกระตุ้นให้คุณอัยการแสดงความโมโหอย่างไม่ปิดบัง   “แต่เดี๋ยวพวกนั้นก็รู้ว่าอัตสึโกะมาอยู่ที่นี่ มันจะไม่ปลอดภัย อย่างน้อยถ้าอยู่นั่น ก็ยังมีฉันหรือไม่ก็ฮารุนะอยู่ด้วย แล้วไหนจะพวกบอดี้การ์ดอีก”   “แล้วใครจะปล่อยให้อยู่คนเดียวกัน” กลายเป็นยูโกะที่รู้สึกตัวหัวช้า งงกับคุณอัยการว่าจะเอายังไง คือตัวเองก็ต้องไปทำงานด้วยไม่ใช่รึไง แล้วจะเอาอัตสึโกะฝากไว้กับใคร   “ที่นั่นมีห้องรับรอง จะพาตามติดไปด้วยไม่ใช่ปัญหาใช่มั้ย” ยูโกะอยากจะอ้าปากถามว่าเอาจริงแต่รีบหุบเพราะดูสายตา ไม่ต้องถามก็ตอบแล้วว่าเอาจริง   “ไม่คิดว่าจะมีปัญหาตามมาหรือคะ”   “กับใคร ถ้ากลับหมอนั่นฉันเองก็อยากจะลองเหมือนกัน” มินามิกำหมัดเจ็บแปลบแสบชาวาบที่หัวใจขึ้นมาเมื่อนึกถึงหน้าของคนที่เคยมาแย่งอดีดคนรักไป   “ลองดูนี่นะคะ เป็นหลักฐานที่คนของฉันหามาได้” มินามิหัวรับซองสีน้ำตาลมาก่อนต้องหัวคิ้วกระตุกกับภาพหนุ่มที่จำได้ติดตาควงสาวเข้าพับ ไหนจะพวกเอกสารการลักลอบนำของผิดกฏหมายเข้าประเทศ แค่นี้ก็มากพอจะให้ศาลสั่งไม่ให้มายุ่งกับคนของเธอได้ แต่มันติดตรงแค่คำว่าอิทธิพลเท่านั้น ไม่คิดว่าวันนึงตัวจะได้เข้ามาเล่นกับพวกผู้มีอิทธิพลและยังเป็นคนใกล้ตัว    “เอาตามตรงจะเอากฏหมายเข้าเล่นงานพวกนี้มันก็ยาก ถึงเพื่อนฉันจะเป็นตำรวจก็เถอะ”   “แล้วไม่มีทางเลยเหรอคะ”   “มันก็พอจะมี ฉันไม่มีทางยอมเด็ดขาด ต่อให้ต้องเลือดตกยางออกก็ช่าง” แม้คำพูดมันจะน่ากลัว แต่คนพูดเอาจริง   “รู้ว่าคุณคงไม่ปล่อย พอดีฉันมีสายสืบดีเยี่ยม ที่พอจะรู้ว่าหมอนั่นทำอะไรบ้าง” คนถูกจี้จุดขบฟันเมื่อคำพูดมันจิ๊ดถึงใจ อย่างที่ฝ่ายนั้นพูดด้วย ใช่ กับเรื่องอื่นเธอจะปล่อย แต่กับเรื่องนี้เธอ ไม่ เพราะคนที่บ้านของอัตสึโกะหรือแม้แต่ผู้ชายเห็นแก่ตัวคนนั้น มายุ่งกับคนของเธอก่อน   “ฉันจะเข้าไปต่อรองกับที่นั่น”   “เอาจริง!?” ยูโกะร้องเสียงหลงไม่คิดว่าคุณอัยการจะเอาจริง เข้าไปคุยกับที่บ้านอัตสึโกะเท่ากับแขว่งเท่าหาเสียนชัดๆ   “ฉันไม่รู้ แต่ถ้ายังมาวุ่นวายกันไม่เลิก ฉันก็เอาจริง ความจริงไม่ได้อยากให้ซายากะเข้ามายุ่ง แต่ถ้ายังอยากยุ่งอยู่ก็ต้องขอให้ช่วย” เธอกำลังพูดถึงเพื่อนสนิทสมัยเรียนกฏหมาย อากิโมโต ซายากะ เพื่อนซึ่งตอนนี้รับตำแหน่งเป็นผู้กำกับประจำกรมตำรวจ   “แอบโหดเอาเรื่องน่ะเนี่ย” ยูโกะยกยิ้มนิดๆ สายตาแบบนั้นท่าทางจะสู้ชนฝา ถ้าใครได้เข้ามาทำให้ชีวิตวุ่นวายซ้ำสอง   “ฉันแค่ไม่อยากให้ทุกอย่างมันเกิดขั้นอีก” มินามิบอกตามตรง รอยแผลยังคงไม่จางลงเมื่อนึกถึงตอนที่ตนถูกทิ้งและผู้หญิงที่นอนนิ่งบนโซฟาก็ยังโกหกกันหน้าด้านๆ   “แต่อัตสึโกะก็ทำเพราะเขารักคุณนะ”   “ถ้ารู้ว่าจะรักอย่างนั้น เลิกกันก่อนยังจะดีกว่า”  มันเป็นความโมโหที่บอกไม่ถูก น้อยใจจนไม่อยากจะถูกง้อ   “ถึงขนาดนี้ยังยอมช่วย”  ยูโกะแอบแหย่ มันจริง นี่ ขนาดเคืองอยู่ยังสั่งเธอเก็บข้าวของ หอบผ้าหอบผ่อนอัตสึโกะมาอยู่ที่นี่ จะเรียกว่าปากไม่ตรงกับใจดีรึเปล่าเนี่ย   “ก็อยากจะทิ้งไม่ช่วยเหมือนกัน” มินามิส่งเสียงในลำคอ ไม่ค่อยถูกชะตากับคนรักของเพื่อนสนิท และยังเป็นเพื่อนสนิทของอดีตคนรัก เพราะฝ่ายตรงข้ามหูตาไวเป็นสับปะรด   “อย่างน้อยมันก็แสดงว่าคุณยังเชื่อใจอัตสึโกะ ว่าสิ่งที่เจ้าตัวพูดมาทั้งหมดไม่ได้โกหกคุณ”    มินามิตอบในใจว่าไม่เชื่อได้มั้ย คนอะไรดื้อเอาเรื่อง   “คุณจะมาคุยแค่นี้ใช่มั้ยคะ”   “หรือมีอะไรที่ต้องทำต่อล่ะคะ” ยูโกะไม่ได้แซวแค่มองเพยิดไปทางโซฟา ก็อยากจะรู้ว่าคนในห้องจะว่าอย่างไร   “งั้นก็อยู่คุยกันในนี้ ฉันเองก็มีเรื่องอยากถาม”    กลายเป็นอย่างนี้ไปเสียได้ เป็นคนไม่ยอมรับความจริงเสียเลยว่า เป็นห่วงคนที่นอนหลับอยู่บนโซฟากับสาวน้อยลูกคนที่สองของตัวเองขนาดไหน                        ต้องบอกว่าวันนี้ค่อนข้างอากาศร้อนหรือไม่รู้ว่าเธอตัวร้อนกันแน่ มันถึงหายใจอัดอัดเอาแต่มองตามริมฝีปากที่ขยับขึ้นลวของคนข้างๆ ตามเสียงของอาจารย์คาไซ ยอมรับว่าวันนี้เธอค่อนข้างแปลกใจที่รู้ว่ายุยมาโรงเรียนก่อนเธอไม่กี่นาที เพราะกว่าเธอจะมาก็จวนเวลาปิดประตูโรงเรียน เล่นเอาทั้งโรงเรียนงงเป็นไก่ตาแตก ว่าทำไมรองประธานนักเรียนสุดเคร่งเครียดมาสายกว่าปกติ ให้เธอเดาคงเพราะเรื่องของน้าอัตสึโกะไปค้างบ้าน ยังไม่ได้ถามป๊าที่ตามไปดูเลยว่าจะเรียบร้อยกับทางโน้นมั้ย นึกไปก็ห่วงน้อยตัวเล็ก ซึ่งเห็นคราวก่อนตีหน้าเศร้าอยากอยู่กันพร้อมหน้าครอบครัว    กว่าจะหมดคาบเล่นเอาเธอหนาวเหน็บไม่รู้อาจารย์คาไซ เกิดพิศวาสอะไรเธอเป็นพิเศษถึงได้ชอบเรียกเธอตอบคำถามบ่อยๆและดันเป็นช่วงที่เธอเหม่อ จับใจความไม่ค่อยทัน   “เฮ้อ”   “ถอนหายใจซะดัง” เธอหันขวับค้อนแมวน้ำหน้านิ่ง มีการยกยิ้มเหมือนล้อเธอเรื่องตอบคำถามเมื่อครู่   “อย่ามากวนกันได้มั้ย แล้วคุณน้าอัตสึโกะเป็นยังไงบ้าง ยังไม่ได้ถามถึงเลย”   “เห็นว่ามีไข้ทั้งคืนนะ”   “ไม่ใช่ หมายถึงเรื่องที่คุยกับพ่อของคุณไง” ยุยเลิกคิ้ว อีกฝ่ายจะอยากรู้วุ่นวายไปทำไมล่ะ   “อะไรทำหน้าแบบไหน ในฐานะพี่สาวอีกคนของจูริฉันก็อยากรู้มั้ย เมื่อเช้าป๊าพาจูริไปหาคุณน้าด้วย”   “หา!!” ยุยลุกพรวดเข้ามาจับไหล่ของพารุเขย่าอย่างตกใจ ว่าที่พูดมาพูดจริงใช่มั้ย อยู่ๆก็ให้น้องไปเจอพ่อเนี่ยนะ เธอคงไม่ทันรู้สึกว่าตัวตั้งแต่เธอคุยกับแม่สาวนักเรียนใหม่คนในห้องก็โฟกัสสายตามองมันกันวุ่นวาย แล้วนี้เริ่มมีเสียงวิ๊ดวายตามมาให้ได้เคืองกันเบาๆ    “นี่ๆ ความจริงใช่มั้ย ที่พวกเธอ...กันแล้ว” เธอตวัดตามองคาวาเอ้ตัวยุ่งที่เข้ามาขัดการพูดคุยของเธอ คือ คนกำลังคุยกันเรื่องสำคัญมั้ยแล้ว ไอ้...กันแล้วมันคืออะไร   “ พูดมันมันเคลียร์สิ ฉันอะไรกับยัยนี่ไม่ทราบ”   “หูย ยัยนงยัยนี่ งอนขึ้นมาจะแย่เอานะคุณรองประธาน” คาวาเอ้ยังไม่หยุดแซวแถมยังไใ่เสียงซุบซิบตามมาให้เธอรำคาญ   “อย่าพึ่งยุ่งได้มั้ย คนเขามีเรื่องต้องคุยกัน”   “นั่นแหนะ มีเรื่องคุยกัน สองต่อสองด้วยสิ มีแฟนแล้วลืมเพื่อนนะ” ครั้งนี้เสียงกริ๊ดตามคำแซวของคาวาเอ้ดังลั่นห้อง ยุยถึงกับหน้าแดงจัด เพราะเรื่องนี้มันค่อนข้างจริงต่างกับคนอีกคนที่นั่งนิ่งไม่รู้ไม่ชี้   “เพื่อนอย่างแก มันน่าลืมมั้ย ก็บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยกันอย่าพึ่งกวน”   “อ๋อ ใช่สิ มีพูดถึงครอบคงครอบครัว เตรียมตัวขอแล้วเหรอยุย”    “กริ๊ดด”   เบื่อจริงๆไอ้พวกชอบจิ้นตนาการเนี่ย ยุยตวัดสายตามองรอบห้องให้แต่ละคนรีบเข้ามุมของตัวเองเพราะถ้ายังไม่หยุดอาจถูกส่งชื่อเข้าห้องปกครองทั้งชั้นเรียน ได้ทียุยหันกลับมาจ้องหน้าอาวาเอ้มั้ง คนชอบทำผิดประจำแกล้งไม่รู้ไม่ชี้เดินออกไปเข้าห้องน้ำปล่อยสองคนนี้คุยกันดีกว่า เรื่องครอบครัว คนนอกไม่เกี่ยวก็ได้   “ตกลงยังไง”   “ยังไงคะ เรื่องยุยจะไปขอแต่งน่ะหรือ เอ๋ วัดนิ้วกันแล้วเหรอคะ” ยุยถลึงตามองคนที่เล่นไม่เลิก เดี๋ยวมันก็ได้เข้าใจผิดยกใหญ่กันทั่วห้อง ใครเขาจะมาอยากคุยเรื่องแบบนี้กันในห้องเรียนหะ   “รู้แล้วน่ารู้แล้ว ไม่เห็นต้องทำหน้าดุ ไม่มีอารมณ์ขันเอาซะเลย” คนพูดมืออยู่ไม่สุขเอือมดึงแก้มยุยจนทำเอาเพื่อนร่วมห้องกริ๊ดในใจอมยิ้มกันแก้มแตก แต่ไม่มีใครกล้ามองกล้าเข้ามายุ่งยาม กลัวบัญชีดำจะลอยมาอยู่ตรงหน้า   “ปล่อยนะ เล่นอะไร” คนขี้เก็กยกมือปัด หงุดหงิดคนเล่นไม่รู้เวลา นี่เธอกังวลเรื่องน้องเรื่องพ่ออยู่มั้ย   “ไม่ต้องห่วงน่าป๊าโทรถามพ่อเธอแล้วว่าพาไปได้” ชั่วพริบตานั้นยุยแย้มรอยยิ้มออกอย่างกลั้นไม่อยู่หัวใจเต้นตุบหรือไม่คนทุบเป็นจังหวะ   “จริงๆใช่มั้ย”   “อือ ไม่งั้นป๊า จะพาน้องไปมั้ย” ยุยแทบอยากจะวิ่งกลับบ้านตอนนี้เพื่อไปเจอน้องที่ได้เจอพ่อ อยากจะรู้ว่าน้องจะดีใจมั้ย แล้วพ่อจะแสดงออกกับน้องอย่างไง เธอกำลังจะได้ครอบครัวกลับมาแล้วใช่มั้ย ได้แต่แสดงความดีใจออกมาผ่านทางแววตาที่มองกับคนนั่งบนเก้าอี้นักเรียกด้วยความตื่นเต้น ซึ่งพารุเองก็ส่งยิ้มบางๆไม่เคยเห็นคนตีหน้านิ่งตลอดเวลาแสดงท่าทางอาการดีใจออกนอกหน้าอย่างนี้   “ดีใจขนาดนั้นเลยรึไง”   “ก็ใช่น่ะสิ” ยุยต่อว่าในใจว่าคนที่อยู่กับครอบครัวครบทั้งพ่อและแม่อย่างนี้ไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกเธอหรอกว่า การที่ครอบครัวกลับมาอยู่พร้อมหน้ามันเป็นอย่างไร มันต้องอาศัยความหวังจากหนึ่งในล้านที่แม้เธอไม่เคยอธิฐานเลยก็ตามเพราะปักใจเชื่อว่าแม่ทำพ่อเจ็บ ทิ้งไปมีคนอื่น   “ก็ดีแล้วนิ จะได้เก๊กน้อยๆหน่อย”   “ว่าใครเก๊กหะ”   “แล้วจะทำไมล่ะคะ” พารุไม่เลิกแกล้งยิ่งเห็นใบหน้าไม่พอใจเธอยิ่งสนุก ก็ดูสิจะทำอะไรเธอได้นอกจากแยกเขี้ยวหน้าบูดๆใส่กันอยู่ พอรู้ว่าเอาชนะไม่ได้ก็หันหน้าหนี เห็นทีเธอต้องง้อสักน้อย   “ยุย” เจ้าของชื่อไม่สนใจจะหันกลับแต่การทำอย่างนี้ถือว่าผิดมหันต์เพราะชายเสื้อเธอถูกดึงรั้งและไม่นานก็ร้อนวูบที่สันหลังคอเมื่อแม่นักเรียนใหม่กดจูบลงมาไม่เกรงฟ้าดิน   “กริ๊ดดดดด”   “เยี่ยมมาก!” ความวุ่นวายกลับมาอีกครั้งพร้อมด้วยเสียงกดชัดเตอร์รั่วๆไม่ยังของผู้มีกล้องโทรศัพท์ทุกรายท่ามกลางสายตากินเลือดกินเนื้อของคุณรองประธานที่หันกลับมาจ้องคนแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อย่างเอาเป็นเอาตาย ที่ทำอะไรประเจิดประเจอ เล่นไม่รู้เรื่องเลย   “คุณโอชิมะ ฮารุกะ!” ยุยตบโต๊ะดังปาดทำเอาสะดุ้งวาบกันทั้งห้อง เอาแล้วไงองค์ลง คราวนี้คนไม่สนฟ้าดินโดนแน่   “อะไรค่ะ หรืออยากให้คิสที่ริมฝีปาก” คือบรรยากาศมันไม่น่าจะกริ๊ดออกแต่ทั้งห้องมันอดกริ๊ดกร๊าดเขินแทนไม่ได้แม้ยุยจะหน้าแดงเพราะความโกรธจัดก็ตาม ใช่ว่า ยอมคบด้วยแล้วจะมาทำอะไรอย่างนี้ได้สักหน่อย   “มันไม่ตลก!”   “เห็นว่าหัวเราะรึไงคะ เอาจริงต่างหาก จริงจังไปได้น่ายุย” คนเล่นไม่สนสถานการณ์ยังบอกเนิบๆ ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้าโกรธจัดแล้วคุณรองประธานนักเรียนจะทำอย่างไรกับเธอ   “คุณโอชิมะ”   “ทำไมคะ เรียกโอชิมะ ห่างเหินจัง เรียกพารุสิคะ หรือจะเปลี่ยนไปเรียกทาคาฮาชิ ฮารุกะ ดีนะ”  เพียงแค่นี้ราวกับทั้งห้องจะถล่ม ยุยโมโหจับแขนคนหยอกไม่หยุดลุกลากออกจากโต๊ะมีเรื่องต้องคุยกันของจริง       “ปึ่ง!” เสียงประตูปิดราวกับยากจะถล่มอาคารทั้งอาคารไม่ได้ทำให้คนที่ถูกลากตามเข้ามาในห้องสภารู้สึกกลัวแต่อย่างใด หนำซ้ำยุงอุสาใจดีเดินไปล็อกไปประให้หน้าตาย   “มันชักจะล้ำเส้นเกินไปแล้วนะ เธอทำอย่างนั้นในห้องได้ยังไง”   “อย่างนั้น?” พารุแกล้งไม่รู้ไม่ชี้เดินเข้าใกล้คนโมโหหน้าแดง หยอกนิดหยอกหน่อยต้องโมโหกันด้วยอะไรจะกลัวเสียภาพลักษณ์ขนาดไหน   “ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่อง”   “ก็ไม่เห็นรู้เรื่องจริงๆนิน่า ถ้ายุยจะสาธิตให้ดูจะกรุณามากเลยคะ”   “เธอ!”   “เริ่มพูดไม่เพราะแล้วนะคะ”  พารุประชิดติดตัวคุณรองประธานซ้ำยังยกแขนเกาะไหล่อีกฝ่ายทำเอาคนกำลังโมโหเริ่มไปต่อไม่ถูกจะผลักออกก็กลัวจะล้มลงไปทั้งคู่   “ออกไปไกลๆ”   “อ้าว เป็นคนลากเข้ามาด้วยแท้ๆเชียว นึกว่าอยากให้จูบจริงๆ”   “ยังไม่เลิกอีกนะ” ยุยเสียงเข้มตีหน้าจริงจังขึ้นมา คงต้องพูดเรื่องนี้กันเสียหน่อยเพราะกฏของโรงเรียนเคร่งครัด   “เธอรู้มั้ย เรื่องแบบนี้รู้ถึงหูอาจารย์มันจะเดือดร้อนเธอเอง ฉันเตือนเพราะหวังดี”   “เป็นห่วงกันก็บอกน่า” พารุไล่ตอนแอบจูบลงตรงสันกรามทำเอาคนตั้งท่าจะด่าต่อมองค้อน รู้สึกร้อนแผ่วๆที่พวงแก้ม   “อย่าทำแบบนี้”   “แต่ลับหลังก็ทำได้ใช่มั้ยล่ะ”   “ฉันพึ่งจะบ….” ไม่ทันที่เสียงของคุณรองประธานจะได้เปล่งออกจนหมดริมฝีปากก็ถูกโฉบฉวยปิดสนิทกลืนกินเสียงพูดสิ้นลงคำลอ พารุจะบอกว่าตัวเองชอบได้ให้มุมแอบดุอย่างนี้ก็ไม่ผิดเพราะมันทำให้เธอรู้สึกพิเศษยิ่งกว่าคนอื่น   “แค่นี้ก็ไม่เป็นอะไรแล้วนี่คะ ไม่มีใครเห็นไม่มีใครรู้ รู้กันสองคน” พารุหัวเราะคนที่คล้ายกับโรบอทโดนไวรัสโปแกรมการทำการหยุดทำงานไปชั่วขณะ   “เย็นนี้กลับด้วยนะคะ คุณรองประธานนักเรียน” แล้วนี่คนยืนเอ๋อมัวแต่ลูบริมฝีปากจะเอาผิดกับใครได้เมื่อคนทำเปิดประตูชิ่งหนีหายจากห้องสภานักเรียนไปแล้ว   ยัยตัวแสบเอ้ย!!                  อยากจะรู้นักว่าตัวเองนอนนานไปเท่าไหร่ถึงได้ถูกแสงของพระอาทิตย์ที่เปล่งรัศมีเต็มที้แยงเข้าตาจนต้องขยับตัวตื่นมาหลังจากสิ้นฤทธิ์เพราะยาลดไข้พลั้นต้องยกใจแทบร้องลั่นบ้านเมื่อเห็นร่างเล็กนอนขดอยู่บนโซฟาไม่ใกล้     จูริ มานี่ได้อย่างไร!    เธอลุกพรวดพราดไม่สนว่ามันจะทำให้มีอาการเวียนหัวสักเพียงไร   “จูริ ลูก จูริ” สองมือแตะตัวเข้าเขย่าลูกสาว อยากจะรู้เพียงส่าเกิดอะไรนั้นแรงเขย่ามันมากพอจะทำให้เจ้าของร่างเล็กๆงัวเงียลืมตาขึ้นมามองกัน   “หม่ามี้” เจ้าตัวลุกนั่งโผล่เข้าหาเธอในจังหวะเวลานั้นโดยไม่ทันตั้งตัว   “ทำไมหนูมาอยู่ที่นี่ได้คะ” เธอคิดอะไรไม่ทัน ลืมแม้กระทั่งคุยกับเพื่อนสนิทเมื่อเช้าเรื่องที่เขาจะพาลูกสาวเธอมาหา   “คุณน้ายูโกะพามาค่ะ” เจ้าตัวตอบตามตรง เสียงแอบหงอยลงเพราะกลัวคุณแม่จะว่าที่ตนไม่ยอมไปโรเงรียนแต่มาหาจนได้ มันพอจะทำให้อัตสึโกะนึกออกว่าเธอคุยกับเพื่อนสนิทเกี่ยวกับเรื่องนี้จริง และไม่คิดว่าจะพาลูกสาวเธอมา แล้วเขาล่ะ!     ใบหน้าเธอเคลื่อนมองซ้ายขวาอัตโนมัติ เขาต้องเจอจูริแล้วแน่ๆ แล้วเขาจะว่าอย่างไร ยอมรับเด็กคนนี้เป็นลูกมั้ย ใจเธอสั่นด้วยความกังวลขยับเหงื่อออกมาจนรู้สึกฝ่ามือชุ่ม   “หม่ามี๊หาอะไรคะ”   “จูริ หนู หนูเจอกับเขาแล้วหรือยังคะ” ในที่สุกก็ตัดสินใจถาม เชื่อว่าลูกสาวเข้าใจว่า เขา ที่ว่าหมายถึงใคร และคำตอบก็ทำให้ใจเธอเกือบหยุดหายใจ   “เจอแล้ว”   “จูริ”   “หม่ามี๊กังวัลทำไม” มันเป็นการถามที่ตรงไปตรงมา แต่เธอไม่สามารถบอกได้ว่าเพราะอะไรถึงกังวลแม้จะรู้เหตุผลอยู่ในใจ   “จูริ”   “หม่ามี๊กลัว ปะป๋า ไม่ชอบจูริเหรอคะ” เจ้าตัวไม่ปฏิเสธ เธอกลัวจับใจ ถึงเขาจะเกลียดเธอหรือไม่ให้อภัยก็ได้ แต่อย่างน้อยเด็กคนนี้ก็ไม่เกี่ยว เธอไม่อยากให้เขาเย็นชาใส่   “ปะป๋า ไม่โกรธ จูริ” เจ้าตัวยกศีรษะออกจากไหล่ของอัตสึโกะยืนยันด้วยคำพูดซื่อตรงไม่ได้เจือปนสิ่งใดเขามา   “จะดูแลหม่ามี๊ ไม่ให้ร้องด้วย”   อัตสึโกะไม่เข้าใจ ไม่ใช่ กำลังไม่เข้าใจเรื่องที่ลูกสาวพูด มันหมายถึงความต้องการหรือว่าอย่างไร   “หนูพูดอะไรคะ”   “ป๊ะป๋าบอกจะดูแล จะให้มาอยู่ด้วยกัน” อัตสึโกะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ถ้าเป็นคนอื่นมาพูดเธอคงไม่เชื่อ คิดว่าต้องมาอำให้เธอดีใจเล่น แต่นี้มาจากปากของลูกสาวเธอ จากปากของเด็กคนนึงที่ไม่มีทางโกหกเธอไปได้   “เขาบอกหนูเหรอคะ”   จูริพยักหน้าให้เอาตัวเข้าไปกอดคลอเคลียอัตสึโกะแน่นอย่างต้องการรับไออุ่น   “แล้วเขาอยู่ที่ไหนคะ”    จูริไม่ทันจะตอบคำถาม เพราะเจ้าตัวเองก็หลับไม่รู้เรื่องราวประตูห้องที่อยู่ไม่ไกลกันกับห้องรับแขกก็ถูกเปิดอัตสึโกะถึงได้เห็นเพื่อนสนิทพร้อมด้วยฮารุนะ และไหนจะเจ้าของบ้านที่ตามออกมาที่หลัง   “อ้าว ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันเดินออกมารับฮารุนะหน้าบ้านยังหลับสนิทกันทั้งคู่” ยูโกะมองสองแม่ลูกที่กอดกันกลมแล้วเหลือบมองคนที่ลอบมองเงียบๆอยู่ด้านหลัง   “จริงด้วย ฉันเข้ามายังเห็นนอนกันอยู่ จะปลุกก็ไม่ได้เพราะเจ้าของบ้านดุเหลือเกิน” ฮารุนะสมทบออกไปทางแหย่เพื่อนสนิทที่ขอโทษเธอเรื่องครั้งก่อน ให้เธอได้แอบแกล้งต่อรองเรียกค่าเสียหายจนได้ตั๋วพักรีสอร์ทฟรีๆมาสองใบ โดยเจ้าตัวยอมออกเงินไถ่โทษที่ไม่ยอมฟังเธอจะพูดอธิบาย และนั้นก็ทำให้เธอได้รับสายตาดุเอาเรื่องจากเพื่อนสนิทที่ยังวางตัวอย่างเฉยเมย   “มากันแต่ตั้งตอนไหนคะ” อัตสึโกะถามอย่างพยายามจะเรียบเรียงเหตุการณ์ เธอหลับไม่รู้เรื่องอะไรเลยได้อย่างไร ขนาดลูกสาวมานอนอยู่ใกล้ๆด้วย ก็จำได้แต่พอเขากอดเธอก็นอนหลับเป็นตายเพราะจะลืมทุกอย่างในโลกใบนี้เพียงแค่ได้อยู่ใกล้กัน   “ของฉันตั้งแต่เช้า  ส่วนฮารุนะตามมาที่หลังเมื่อประมาณสองสามชั่วโมงก่อน เป็นยัง ยังปวดหัวอยู่มั้ย” ยูโกะถามไถ่อาการ หากอยู่บ้านตัวเองออาจเดินเข้าไปทิ้งตัวลงที่โซฟาข้างๆตรวจดูอาหารอย่างละเอียด ตอนนี้เธอเข้าใจว่าตัวเองควรเว้นระยะ เมื่อคนรักตัวจริงของเจ้าตัวเองก็อยู่นี้ อีกอย่างคนรักเธอจะได้เลิกกังวลเรื่องนี้สักที     อัตสึโกะขยับหน้าส่ายหัวช้าๆอาจจะเพราะฤทธิ์ยาที่ยังอยู่ เธอเคลื่อนสายตามองคนนิ่งไม่ได้เปล่งเสียงใดออกมาเลยตั้งแต่เข้ามา   “ฉันเอากระเป๋าเสื้อผ้ากับของใช้ส่วนหนึ่งมาให้ แต่ดูว่าจะไม่ถูกใจเจ้าของบ้าน ถึงสั่งให้กลับไปขนมายกหลัง” อัตสึโกะหันมองเพื่อนสนิทอย่างไม่เข้าใจไหนจะรอยยิ้มมีลับลมคมไหนแล้วจะท่าทางที่เริ่มจะอยู่ไม่สุขของคนทำนิ่งมาตลอด   “มินามิก็แค่บอกให้ช่วยเอาของที่เป็นของอัตสึโกะกับลูกทุกอย่างมาที่นี่เท่านั้นเอง” ใครเคยมีอาการที่หัวใจมันเธอสั่นถี่โหวงในอากาศได้ยินเสียงตุบตับๆอยู่ในหู เธอแค่กำลังเป็นอย่างนั้นมันมาพร้อมกับความรู้สึกตื้นตันทำอะไรไม่ถูก อยากจะเปล่งเสียงถามกับเจ้าของบ้านเหลือเกินว่าเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ ทำไมถึงได้ยังนิ่งอยู่เหมือนไม่สนใจกันเลย   “เที่ยงแล้วฉันไปเข้าครัวก่อนดีกว่า” แล้วคนกำลังแอบเขินใจไม่รู้จะเอาหน้าไปไหวไหนก็หาทางหนี แต่หนีอย่างไรก็หนีไม่พ้นเมื่อตอนนี้ไม่มีใครจะเป็นพวกตนสักราย   “รีบไปเพราะกลัวใครแถวนี้ จะหิวรึยังไง” ถึงทีคนโดนรุมต้องค้องส่งค้อนใส่คนที่ชักปากเสียปากมากเกินควร   “ยุ่งน่า” เป็นการขู่ออกแนวเขินเสียมากกว่าสร้างเสียงหัวเราะให้บ้านที่เคยเงียบมานานมีสีสันอีกครั้ง ฮารุนะอดไม่ได้จะพูดต่อ   “แหม อยากจะรู้จริงที่รีบไปเนี่ยเพราะกลัวคนแถวนี้หิว หรือเขินมากกว่ากันแน่ หรือจะทั้งสองอย่าง” เธอมองไปยังอดีตคนรักของเพื่อนสนิทที่เอาแต่มองตามหลังของมินามิ เข้าใจความรู้สึกดีว่าคงทำอะไรกับเพื่อนเธอไม่ถูก ก็อย่างมินามิลองได้ใจแข็งดูก็หนาวเข้ากระดูกสัน   “น่าจะรู้นี่นาว่า ปากแข็งไปอย่างนั้นเอง ไม่งั้นคงไม่ยอมให้ขนาดนี้”   ไม่รู้สิ่งที่พยายามสื่อจะทำให้อัตสึโกะเข้าใจได้มั้ย เธออยู่กับมินามิมาค่อนข้างนาน จนรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป้นอย่างไร ถ้าไม่รักจริงคงไม่ยอม ขนาดพามานอนถึงบ้าน ทั้งที่ออกจะห่วงความเป็นส่วนตัวจะตาย และมันไม่ใช่สิ่งที่อัตสึโกะไม่รู้ก็เพราะว่ารู้มันถึงได้อุ่นๆหน่วงๆก็แค่ความเห็นแก่ตัวที่อยากได้รับอะไรเดิมๆ ทั้งที่ตอนนี้มาก็มากเกินว่าทุกอย่างที่เคยตั้งใจ   “หม่ามี๊ ไม่ตามไปเหรอคะ” เจ้าตัวเล็กในอ้อมกอดเสนอในสิ่งที่คิดว่าหม่ามี๊ตัวเองควรต้องทำ อยากจะให้ได้อยู่ด้วยกันเร็วๆ ซึ่งข้อนี้ยูโกะกับฮารุนะเห็นด้วยอย่างยิ่ง   “จูริ พูดขนาดนี้แล้วก็ตามไปสิ” ยูโกะส่งเสริม เพราะแม้จะเป็นช่วงเล็กๆแต่การให้เข้าใกล้กันหรืออยู่ด้วยกันบ่อยไน่าจะเป็นการช่วยลดการเข้าหน้าไม่ติดกันได้ดีกว่า เพราะรู้ว่าอย่างไรมินามิก็ยังต้องมีเคืองเพื่อนสนิทเธอคนนี้ จะให้ปกติเลยมันก็ไม่ใช่ เหมือนของที่เสียแล้วซ่อมใหม่อย่างไรมันก็ไม่มีทางดีเหมือนเดิม     อัตสึโกะมองลูกสาวกับเพื่อนสนิทแล้วไหนจะคนรักของเพื่อนสนิทสลับกันก่อนจะตัดสนิใจทำตามคำแนะนำลุกตามเข้าไปในห้องครัว   “ปากแข็งจริงๆเลยคนนั้น” ฮารุนะบ่นขณะทิ้งตัวนั่งลงข้างหลานสาวที่ม่วนดึงผ้าห่มส่วนหนึ่งที่ตกลงบนพรมขึ้นมาบนโซฟา   “ปะป๋าปากแข็งเหรอคะ” คำถามทื่อๆตรงๆทำให้ผู้ใหญ่สองคนมองหน้ากันแล้วหัวเราะเบาๆ สำหรับยูโกะรู้สึกว่าเป็นคนที่การกระทำสวนทางกับคำพูดมากกว่า หรือไม่ก็ต่อหน้าอัตสึโกะเป็นอีกแบบ แต่ลับหลังนี้ออกตัวปกป้องกันสุดฤทธิ์   “คงเป็นกับหม่ามี๊ของจูรินั้นแหละค่ะ”   “ปะป๋าบอกจะไม่ทำให้ร้อง”   “หืม” ผู้ใหญ่ทั้งสองคนเลิกคิ้วมองเด็กสาวบนโซฟาอย่างต้องการคำอธิบาย   “ปะป๋าสัญญาจะไม่ทำให้ร้อง จะดูแลหม่ามี๊”   อ่า ผู้ใหญ่สองคนยกยิ้ม กล้าสัญญากับลูกตัวขนาดนี้ก็ชักอยากจะรู้แล้วล่ะสิว่า จะทำให้ไม่ร้องได้จริงมั้ย เพราะเรื่องดูแลไม่มีใครเป็นห่วง ตราบใดที่มาเอดะ อัตสึโกะคนนี้ยังมีความสำคัญกับทาคาฮาชิ มินามิ           “ตามเข้ามาทำไม” มินามิหันมองคนป่วยอย่างไม่ใคร่จะพอใจ ไม่รู้ทำไมชอบทำเธอวุ่นวายนักนะโดยเฉพาะใจ จะทำให้เป็นห่วงเป็นถึงเมื่อไหร่   “ก็มัน…”   “แล้วนี่ดีขึ้นแล้วใช่มั้ย”  คนเปิดประเด็นตัดสินใจตัดบทมีหวังพูดไปจนจบเธอจากลากน้ำตาผู้หญิงคนนี้ออกมาอีกยก เบื่อกับความหัวรั้นนี้จริงๆ ไม่แน่ใจว่าระหว่างตัวกับผู้หญิงคนนี้ใครรั้นกว่า   “อือ” อัตสึโกะได้แต่ตอบในคำตอบแต่มินามิไม่รอช้าสาวเท้าเข้ามาเอามือแตะลงบนหน้าผากของอีกฝ่ายกับหน้าผากของตัวเอง   “เหมือนตอนนี้ไข้จะหายแล้ว ยังไงก็กินข้าวแล้วกินยาอีกรอบ ทำไมไม่นั่งรอข้างใน” อัตสึโกะจับมือคนกำลังจะหันหลังไว้ไม่ยอมให้เดินหนี เธออยากคุยกับเขาเรื่องที่ทุกคนพูดถึงก่อนหน้านี้   “ทำไม”   “เรื่องนั้น มินามิพูดจริงใช่มั้ยคะ” เกิดความนิ่งเงียบเคว้งคว้างแทบจะทันที มินามิใช้มืออีกข้างแกะมือที่ถูกจับออกแต่มันไม่ง่ายเมื่อคนดื้อคว้าเธอเข้าไปกอดทั้งตัวแถมยังซบหน้าลงมาบนบ่า   “มินามิ”   “ใครเขาจะพูดเรื่องแบบนี้เล่นล่ะห๊ะ” หยดน้ำตาอัตสึโกะร่วงแหมะ มันทำให้เบื่อการเห็นน้ำตาถอนหายใจ   “ไม่ร้องสิ ดีใจควรยิ้มไม่ใช่รึไง มาร้องใส่ฉันได้ยังไงกัน”   “ก็มัน…”   “พอเลย ที่ยอมเพราะเห็นแก่เด็กคนนั้นหรอกนะ อย่างเธอนะ ฉันไม่หายโกรธง่าย”   “แต่ยอมให้กอด” มินามิชักไม่สบอารมณ์กับคนได้คืบเอาศอก   “ไม่ได้อยากให้กอด แต่หนีได้มั้ย”   “แล้วต่อไปนี้ไม่หนีได้มั้ยคะ ถ้าขออะไรที่มากกว่านี้ จะอยู่ให้ขอใช่มั้ยคะ”  ไม่ว่ามันจะหมายถึงเรื่องทางกายหรือเรื่องทางใจ แต่คนถูกขอกลับพยักหน้าให้ราวกับยินยอมแต่โดยดีแม้ขณะนี้จะถูกสัมผัสชื้นร้อน แตะต้องลงบนริมฝีปากของเธอแล้วก็ตาม   หัวใจมันอ่อนล้ามานาน ถ้ามันจะเริ่มเดินทางกลับมาหนทางเดิม จะไม่เป็นไรใช่มั้ย    “ฉันเคยหนีเธอด้วยหรือไง ถ้าเธอไม่ไปฉันก็อยู่ตรงที่เดิม”   “จะไม่ไป ไม่ไปอีกแล้ว”   “ฉันไม่ต้องการคำสัญญา แค่ขอให้เธอทำ อย่าโกหกกัน อย่าหันหลังให้กันอีก ไม่งั้นฉันจะไม่ยอม ไม่ยอมอยู่ให้เธอขอโทษอีกแล้ว ฉันโกรธเธอ โกรธมากๆ” จริงหรือ มินามิถามใจตัวเอง จะไม่ยอมอยู่ ยอมอภัย หรือยอมให้เจอกันได้อีกจริงหรือ ขนาดนี้ใจเธอมันจะวนวิ่งเข้าหาความทรงจำของผู้หญิงคนนี้อยู่เรื่อย แค่ได้สัมผัสความทรงจำส่วนหนึ่งที่มีรวมกันใจเธอมันยังถวิลหาทุกคราว   “ไม่ทำ ไม่ทำอย่างนี้แล้ว มันเจ็บ”   “พึ่งมาสำนึกได้รึไงว่ามันเจ็บ” ท่าทางสำนึกผิดทำให้เจ้าของบ้านอยากจะไล่ออกจากบ้านจริงๆ ถ้าไม่ติดว่าหัวใจมันยอม เธอจะไม่ยอมให้อภัยผู้หญิงคนนี้จริงๆเพราะสมองมันสั่งมา   “คราวหลังฉันจะปล่อย จะไม่ฟัง ไม่ยุ่ง จะแย่งเอาลูกมา ทิ้งให้อยู่คนเดียว”   “จูริเหมือนมินามิ”   “เหมือนเธอทั้งคู่ เขาข้างกันดีทั้งคู่อีกด้วย” ทั้งคู่ที่หมายถึงเรียกรอยยิ้มจางๆของอัตสึโกะประดับอยู่บนใบหน้า เธอไม่ได้ยิ้มมานานโดยเฉพาะกับเรื่องราวในชีวิตที่แสนจะใกล้ตัวแบบนี้   “เบื่อจริงคนถูกให้ท้าย เป็นคนทำผิดก่อนด้วยแท้ๆ เข้าไปรอข้างในเลย นึกแล้วยังโมโหไม่หาย”   “มินามิ”   “ไปรอโน้น ไม่ต้องมาช่วย” มันไม่ใช่การต่อว่าอย่างไร้เยื่อใยอีกต่อไปแต่มันเป็นการต่อว่าอย่างห่วงใยแล้วต่างหาก อัตสึโกะถึงต้องยิ้มออกมาทั้งปากทั้งตาแม้กระทั่งใจมันก็เบิกบานราวกับดอกไม้ที่เพิ่งได้รับน้ำแล้วจะผลิบานให้เจ้าของเชยชม                  เสียงหัวเราะจากห้องรับแขกดังอย่างต่อเนื่องยูโกะไม่เห็นอัตสึโกะหัวเราะอิ่มแอมอย่างนี้มานานนับตั้งแต่เกิดเรื่องมานานเจ้าตัวก็อมทุขก์มืดมนไปแล้วดูอย่างตอนนี้สิ พูดอะไรทำอะไรก็ดูจะอารมณ์ดีโลกสดใสไปหมดอย่างว่าปัญหามันค่อยๆได้รับการแก้ไขโดยเฉพาะกับเรื่องของใครคนนั้นที่อยากให้เขาเข้าใจ   “จะว่าโลกก็กลมนะ ถึงว่าคุ้นหน้าอัตสึโกะตลอดตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ” ฮารุนะนินทาต่ออย่างนึกสนุก พอเจ้าตัวเขากับเพื่อนสนิทเธอหมดปัญหากันก็ได้เวลาเผากันยาวๆ   “รายนี้ขี้หวงนะ อวดด้วยว่า ภรรยาน่ารัก เล่าเรื่องอัตสึโกะให้ฟังเยอะมาก เพื่อนจะแกล้งจีบ นี่ ดักทาง ขู่จะพาเข้าคุกเข้าตาราง” คนฟังชักแก้มแดงไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะให้ความสำคัญกับเธอมากอย่างนี้ แม้จะเป็นเรื่องก่อนที่จะมีปัญหาต้องเลิกรากัน   “ก็ถึงว่าทางนี้เองก็คุ้น เพราะอัตสึโกะก็พูดให้ฟังบ่อย ไหนจะจากฮารุนะอีก ชอบบ่นเรื่องเพื่อนสนิทหวานกับคนรักให้ฟัง แล้วชอบมาขอให้พาทำโน้นทำนี้แข่งหวานกับรายนี้เขา” ยูโกะได้ทีกระซับความสัมผัสล้อคนรักเรื่องเมื่อก่อนคนแต่งกันใหม่ๆไม่มียอมให้ใครหวานเกินหน้าเกินตาจนได้รับฝ่ามือพิฆาตตีเพี๊ยะเบาๆใส่ต้นแขนข้อหาทำเจ้าตัวอาย   “ยูจังน่ะ พูดมาก เขาเรื่องแบบนี้มาพูดให้ อัตสึโกะฟังได้ยังไง”   “ก็เรื่องจริงนิค่ะ คนที่ฉันรักออกจะเป็นผู้หญิงเซ็กซี่หวานๆ” อัตสึโกะยิ้มจนปวดแก้มเหมือนมานั่งดูคู่นี้เข้าแต่งกันกันใหม่เสียมากกว่า คนสนใจเรื่องมินามิสุดจะพ้นลูกสาวเธอหรือที่นั่งตาแป๋วตั้งใจฟังรอพวกน้าๆหรือแม่อย่างเธอพูดอะไรเกี่ยวกับพ่อของเจ้าตัวเขาก็ได้   “อะแฮ่ม ช่วยเกรงใจกันด้วย” แล้วเจ้าของบ้านก็ปรากฏตัวพร้อมอาหารกลิ่นหอมฉุยวางเรียงลงบนโต๊ะทานข้าวที่อยู่ไม่ไกลจากโต๊ะรับแขก หมั่นไส้คนที่นินทาเธอดังเข้ามาในห้องครัวแล้วยังจะมาหวานกันในบ้านของเธอ เล่นเอาเธอไม่เหลือหน้ากับเรื่องที่เจ้าตัวเล่าๆไปแต่ละอย่าง ก็ตอนนี้มันต่างกันแล้วมั้ย   “จะว่าไปก็ลืมไปเลยนะ ว่ารายนี้เองก็ทำกับข้างเก่ง เมื่อก่อนใครทำกับข้าวบ่อยกว่ากันน่ะ”   “สลับกันสิ” มินามิตอบผ่านๆยิ่งไม่อยากจะนึกถึงอดีต ก็ทำให้นึกกันจริงได้เพียงออกปากให้แต่ละคนรีบมากินข้าว ก่อนทุกอย่างจะกลายเป็นรอยยิ้มกรุมกริ่มจ้องมองมินามิอย่างที่พร้อมจะแซวตลอดเวลา ก็ดูจากเมนูอาหารไม่ค่อยจะเอาใจใครบ้างคนเลย เมื่อมันเป็นของโปรดของอดีตคนรักเจ้าตัวชัดๆ   “หืม ฉันจำได้ว่าคนแถวนี้ไม่ชอบกินมะเขือเทศแต่กลับทำสลัดมะเขือเทศในมื้ออาหาร หมายความว่ายังไงนะ”   “ถ้าพูดมากก็ไม่ต้องกิน” มินามิแยกเขี้ยวไม่สบอารมณ์ คนเราไม่ก็ต้องมีพัฒนาการบ้าง ใครจะไม่ชอบกินมะเขือเทศได้ตลอด เธอไม่ได้ทำอาหารเอาใจใครสักหน่อย แม้จะรู้ว่าไอ้สิ่งๆที่ทำออกมามันจะทำให้คนป่วยออกอาการยิ้มเกินหน้าเกินตาไปแล้วก็ตาม    พลันเหลือบเห็นจูริที่ทำหน้าตาหยี้กับเจ้าสลัดมะเขือเทศเต็มทีแล้วต้องรีบกลั้นหัวเราะ ไม่ให้หลุดมาดขำกับหน้าตาของลูกสาว   อ่า คงไม่ชอบกินแน่ๆ ทั้งที่แม่ของเจ้าตัวออกจะชอบขนาดนั้น   “ไม่ชอบเหรอคะ” จูริเงยหน้ามองพร้อมส่ายหน้าทันทีแอบเรียกรอยยิ้มจากมินามิจางๆ   “แต่หนูต้องกินนะคะ ร่างกายจะได้แข็งแรง” นั่นไง คำหลอกล่อของแม่เจ้าตัวก็มา แล้วไหนจะสายตาที่บอกว่าเธอเองก็ต้องกินให้ดูเป็นตัวอย่าง มันยุติธรรมตรงไหน คิดถูกหรือเปล่าไม่รู้ที่ทำเมนูอาหารวันนี้ให้คนป่วย   “สลัดนั่นมันของเธอมั้ย ไม่ต้องบอกให้จูริกินด้วยเลย อยากให้คนเขาติดไข้เธอกันหมดรึไง” สองคนนอกมองการต่อรองอย่างขำขัน เอ่อ เมื่อกี้คนปากแข็งพึ่งจะยอมรับด้วยว่าไอ้อาหารที่ทำเนี่ย ทำให้ใคร ไม่ค่อยจะได้เอาใจเลย จริงๆนะ      สรุปที่ว่าวันนี้จูริและคนทำอาหารเองรอดจากการกินเจ้าสลัดมะเขือเทศเพราะตกเป็นของคนไม่สบายเต็มๆ   “อร่อย” และท่าทางของเด็กสาวก็ดูมีความสุขกับการทานอาการและยังชื่นชมว่าอร่อยไม่ขาดปาก ซึ่งคนทำเองก็ภูมิใจคอยเช็ดปากให้เป็นระยะ เหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด ต่างกันตรงที่เด็กคนนี้ไม่ใช่ยุยเท่านั้นเอง     สองสาวคนนอกนั่งมองดูความอ่อนโยนที่มินามิมอบให้กับจูริแล้วก็พากันยิ้ม มีแซวกันบ้างเป็นครั้งคราวแล้วยิ่งเจ้าตัวเอาหน้านิ่งๆตักอาหารให้คนไม่สบายอย่างรู้ใจ มันทำให้อดอ้าปากแหย่ไม่ได้   “นอกจากจะของโปรดแล้ว ยังมีบริการเสริมด้วยรึเนี่ย” ครู่นั้นมินามิตวัดตามองด้วยสีหน้าคาดโทษ เตือนเพื่อนสนิทว่าอย่ายุ่งมากได้มั้ย   “อะไรเล่า แค่นี้ก็ทำดุนะ มินามิ” คนรู้ไต๋กันดีไม่ยอมหยุดให้อัตสึโกะมีความสุขก็พลอยมีความสุขไปด้วย   “ช่วงนี้พูดมากนะ” มินามิกัดคืนบ้างเก็บมือที่พึ่งจะตักจานปลาซึ่งถูกแกะก้างออกแล้วอย่างดีกลับคืนมาหลังจากส่งไว้ในจานเป้าหมายด้วยสีหน้าเก็บอาการ   “ใคร ไม่มี๊” ฮารุนะไม่รู้ไม่ชี้ตักอาหารเอาใจคนรักบ้างเหมือนกัน แล้วอดจะถามกับเด็กสาวที่นั่งทานข้าวหน้าตาเอร็ดอร่อยไม่ได้   “จูริ ใครทำอาหารอร่อยกว่ากันคะ ระหว่างหม่ามี๊หนูกับคนนี้”    เป็นจังหวะให้เจ้าตัวต้องหยุดชะงัดเงยหน้ามองทั้งมินามิกับอัตสึโกะสลับกันก่อนจะทำหน้ายุ่งตัดสินใจลำบาก กลัวว่าคำตอบจะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองคนไม่ได้ใส่ใจในคำตอบมาก   “พอเลย เธอไปแกล้งจูริทำไม”   “ปกป้องนะ มินามิ” ฮารุนะกระแซะแล้วหัวเราะอย่างขำขัน ยิ่งเห็นว่ามินามกระซิบกับจูริว่าไม่ต้องตอบก็ได้ ยิ่งทำเอาต้องหัวเราะ หากดูเหมือนว่าจูริจะไม่ทำตาม ยังคงค้นหาคำตอบและประกาศออกมา   “ชอบของน้ายูโกะที่สุดค่ะ” กลายเป็นคำตอบเหนือความคาดหมายพ่อแม่ที่แท้จริงเจ้าตัวหน้าหมอยไปท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจของแขกร่วมบ้าน   “เหมือนฉันจะชนะนะอัตสึโกะ”   “ทำไมกลายเป็นอย่างนี้ไปล่ะคะ” แม่เจ้าตัวถามคนที่ก้มลงกินข้าวต่อโดยไม่สนใจจะตอบคำถาม ตรงกันข้ามกับมินามิที่ลูบหัวอย่างเอ็นดู ซึ่งเหตุนี้ทำให้ใบหน้าของทั้งสองอยู่ใกล้กันโดยมีจูรินั่งคั้นอยู่ตรงกลาง สายตาทั้งคู่เหมือนถูกดึงดูดให้สบกันแน่นิ่ง ไม่ได้สนใจการเคลื่อนไหวรอบข้างจนยูโกะต้องแกล้งกะแอมไอ   “แหมๆ เพลาๆกันก็ได้มั้ง รู้ว่าไม่ได้เจอกันนาน” เพียงเท่านั้นที่ใบหน้าทั้งคู่เลิกลั่นกลับมาสนใจจานข้าวของตัวเองทั้งที่พวงแก้มร้อนฉ่า หัวใจกำลังเต้นพร่าเหมือนกับว่าเป็นวัยรุ่นหัดจีบกันใหม่ๆอย่างนั้น     ก็นะ  ตอนนี้พื้นดินที่แห้งแล้งมานานกำลังกลับมาชุ่มช่ำอีกครั้ง               ยุยหัวคิ้วขมวดขณะรอแฟนสาวใหม่แกะกล่องไปทำธุระในกล่องน้ำให้เสร็จ และคือนอกจากการกลับด้วยแล้วยังขอไปค้างด้วยทำไมมิทราบ ห๊ะ!   “เสร็จแล้ว” พารุเดินออกมาด้วยรอยยิ้ม หน้าแบบนี้คงจะคิดไม่ตกเรื่องเธอจะไปค้างด้วยล่ะสิ   “นี่ เอาจริงรึไง”   “เรื่องอะไรคะ” คนเนียบประจำยังคงเนียบเหมืนเดิมสอดแขนคล้องแขนคุณรองประธานพาเดินออกไปจากหน้าห้องน้ำ   “ก็ที่จะไปบ้านฉันไง”   “กลัวรึไงคะ” พารุแกล้งแหย่ขยับตัวเบียดคนทำสีหน้าเดียวได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายจนพ่วงแก้มนั้นเริ่มจะกลายเป็นสีแดง   “ใครเขาจะกลัวเธอกัน แต่คิดไมว่าฉันจะบอกพ่อยังไง ถ้าเธอไปค้างด้วย”   “ก็เห็นยากเลยนิค่ะ บอกว่าพาแฟนมาค้างบ้านก็จบ”   “พารุ!”   “ค่ะ” คนชอบกวนยิ้มพอใจกับสรรพนามที่คนขี้เก๊กใช้เรียกแม้จะมาด้วยความหงุดหงิดเต็มทน   “ก็บอกไปตรงๆไม่เห็นจะเป็นอะไรนิค่ะ”   ‘พ่อจะได้ช็อคล่ะสิไม่ว่า’ ยุยบ่นงึมงำกำลังนึกหาเหตุผลที่พาเพื่อนที่ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนไปค้างคืนที่บ้านกับพ่อของตน    “นิ พ่อยุยเป็นคนยังไงเหรอคะ” พารุชวนเปลี่ยนเรื่องไม่ยากให้แมวน้ำคิดมากแล้วเธอพาลจะน้อยใจเปล่าๆกับไอ้เรื่องที่แค่พาเธอไปค้างบ้านทำไมต้องคิดหนักขนาดนั้นด้วย แนะนำเธอว่าเพื่อนก็จบแล้วมั้ย โดยที่ไม่รู้ว่า พ่อของเจ้าตัวช่างจับสังเกตแค่ไหน ยุยถึงได้หน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่นี่   “ใจดี อ่อนโยน แล้วก็เหมือนเพื่อนมากกว่าพ่อมั้ง ให้คำปรึกษาได้ดีแล้วยังช่างสังเกตมาก” ยุยเน้นคำว่ามากให้รู้ แต่ถึงอย่างนั้นการพูดถึงเรื่องอขงผู้ให้กำเนิดก็สร้างรอยยิ้มจริงใจออกมาได้ มันคือความสุขทุกครั้งที่ได้นึกถึง ได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งทุ่มเททุกอย่างให้เธอเพื่อไม่ให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน หรือเป็นเด็กขาดความอบอุ่น   “ยุยดูรักพ่อมากเลยนะ” พารุยอมรับว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่มีโอกาสได้เห็นยุยยิ้มออกมาแบบไม่ฝืนเลยสักนิด   “แน่นอนสิ ก็พ่อเป็นคนเลี้ยงฉันมาคนเดียวนิ ใครจะเหมือนเธอล่ะ” ยุยพาดพิงคนที่ได้อยู่กับพ่อแม่ทั้งสองคนตั้งแต่เด็ก ก็บ้านเธอมีเรื่องนิพ่อแม่ถึงต้องแยกกันอยู่คนล่ะทาง   “ฉันยอมรับ ฉันถึงได้ออกมาเป็นผู้หญิงสวยๆอย่างนี้ไงค่ะ”  เสียงในหัวยุยดังขึ้นมาทันทีว่า หลงตัวเอง แต่ก็รูดซิปปากเงียบสนิท โนคอมเม้น ด้วยความหมั่นไส้   “อะไรเงียบเลย ยอมรับล่ะสิ” ยุยเบ้ปาก ถ้าให้เธอจัดลำดับขอจัดเลยว่า หน้าตาอย่างนี้ ระดับบ้านๆ   “อะไรหน้าตาอย่างนี้”   “อย่าหาเรื่องกันสิ ไม่คิดจะเล่าเรื่องทางเธอบ้างรึไง” แล้วคนขี้เกียจเถียงด้วยก็บ่ายเบี่ยง รอจนกระทั่งรถมาจึงเดินเข้าไปในรถ เนื่องจากวันนี้แม่ลูกคนหนูดันโทรบอกให้คนที่บ้านมารับเพราะเจ้าตัวจะเอากระเป๋าเสื้อผ้า หลังจากที่มาบังคับให้เธอตกลงอนุญาตให้เจ้าตัวไปค้างบ้านได้สำเร็ขหลังเลิกเรียก จากกลายเป็นว่าจะกลับบ้านกับเธอ เป็นธอต้องกลับบ้านกับยัยนี้แทน   “ป๊า หรือ ม๊า ก่อนดีล่ะ”   “จะใครก็ได้น่า แล้วจะเอนตัวมาทำไมมิทราบ”   “เถอะน่าก็คนมันง่วงนิ ขอพิงหน่อยสิ”  ในที่สุดคนแกล้งตัวอ่อนหมดแรงก็ชนะ ยุยหน้าในฟึดฟัดยอมแพ้อย่างเอือมระอา เพราะเห็นว่าเป็นรถที่กั้นฝังคนขับกับฝั่งคนโดยสารหรอกนะถึงยอม   “มาเข้าเรื่องๆ ฉันเล่าป๊าก่อนแล้วกัน ป๊าใจดีนะ ชอบตามใจทุกคนในบ้าน เก่งทั้งทำอาหารแล้วก็บริหารงาน แบบสุภาพบุรุษมากแม้จะชอบมาสวิทกับม๊าให้อิจฉาเล่นบ่อยๆก็เถอะ ส่วนม๊าก็บอกไม่ถูกล่ะ เป็นคนมึนๆ แต่ก็จริงจังนะ แกนนำป๊าทำเรื่องต่างๆลยล่ะ  โดยเฉพาะการที่ทิ้งฉันให้อยู่บ้านคนเดียวบ่อยๆ” พารุเล่าไปก็หัวเราะไปจะบาปไหมเนี่ย ที่เอาบุพการีตัวเองมาเผาจนเกลี่ยม   “ตรงข้ามกันสุดๆเลยนะ” เธอช้อนตามองคนที่พิงไหล่เพราะน้ำเสียงออกจะเศร้าใจจนจับสังเกตได้ของอีกฝ่าย   “ต่อไป ยุยเองก็สร้างช่วงเวลาแบบนี้ได้แล้วนี่คะ ยังไงพ่อของยุยก็ต้องยอมให้อภัยคุณน้าอัตสึโกะแน่ๆ”   “ฉันก็หวังอย่างนี้เธอพูด” ไม่รู้ทำไมถึงอยาดทำตัวอ่อนแดขึ้นมาทั้งก่อนหน้าไม่เคยจะเป็นอย่างนั้น อาจเพราะไม่ได้พูดเปิดใจเรื่องครอบครัวให้ใครฟัง พอได้ปริปากออกมาเพียงนึง มันจึงเหมือนเขือนเก็บน้ำจนล้นแล้วทะลักออกมา    หยดน้ำตาร่วงแหมะลงบนแก้มของพารุเจ้าตัวยันตัวนั่งหลังตรงดิ่งยกมือลูบศีรษะคนร้องไห้ปอยๆ   “มันจะดีขึ้นนะ ยุยไม่จำเป็นต้องเก็บแล้ว ถ้ามีอะไรอยากพูดก็พูดให้ฉันฟังได้”   “อือ” เป็นเพียงแค่เสียงขานรับแห่งการขอบคุณยุยยอมถูกดึงตัวไปซบลงบนบ่านั้นง่ายๆราวกับต้องการพักรักษาใจกับเรื่องที่เคยผ่านเข้ามาทำร้ายกัน          จวนแล้วที่แสงของพระอาทิตย์จะพ้นเส้นขอบฟ้ารถคันหรูก็มาส่งยุยกับพารุถึงที่หมายพอดิบพอดี คนแอบร้องไห้มาตลอดทางรีบเช็ดน้ำตากลับมาตีใบหน้านิ่งงันหมือนอย่างเดิม จนพารุคิดว่านี้อาการของคนเป็นไบโพลาร์รึเปล่า อารมณ์ปลี่ยนไวเกิ๊นคุณรองประธาน ก่อนเสียงดังก้องจนจับไม่ได้ว่าเป็นเสียงอะไรจะแววออกมาจนคนข้างนอกสงสัย ในบ้านทำอะไรถึงเสียงดังขนาดนี้ ไม่รอช้าสองฝีเท้าก็รีบพากันเปิดประตู เข้ามาในตัวบ้าน แล้วภาพที่ยุยเห็นทำให้ไม่สายตากลับมาพร่า มันเหมือนกับว่าภาพในความฝันที่ตัวเองวาดไว้อย่างไรอย่างนั้น จูริกำลังนั่งเล่นเกมกระดาน ซึ่งมีคนร่วมเล่นด้วยคือพ่อของเธอซึ่งนั่งติดกับน้าฮารุนะ ถัดมาก็เป็นน้ายูโกะ และแม่ของเธอนั่งอิงหมอนดูอยู่บนโซฟาคล้ายถูกกันออกไม่ให้เล่นด้วยอย่างนั้น แต่กลับสามารถหัวเราะได้ด้วยความสุข ที่แสดงถึงความสุขที่แท้จริง   “อ้าว กลับมาเมื่อไหร่ยุย” มินามิร้องทักหลังจากเงยหน้ามาเห็นลูกสาวคนโตยิ่งค้างอยู่หน้าห้องรับแขก คากว่าคงจะตกใจกับเหตุการณ์ด้วยนี้ไม่น้อยก่อนจะได้ลุกอธิบาย  น้ำตาของคนเคยวาดฝันภาพนี้ไวมันก็ไหลออกมาไม่หยุด เล่นเอาทั้งมินามิและคนในห้องตกใจพากันกรุเข้ามาดูยุย   “เป็นอะไรคะ ร้องทำไม” มินามิรวบเอาร่างของลูกเข้ามากอดลูบหัวอย่างปลอบประโลมแล้วทันได้สังเกตคนที่เดินตามหลังยุยมาโค้งหัวให้อย่างสุภาพ  ถ้าทางเจ้าตัวดูจะตกไม่น้อยไปกว่าพวกเธอ และขอคาดเดาคราวๆอาจจะเป็นเพื่อนของลูกสาว เพราะชุดนักเรียนที่ใส่มาเหมือนกัน แต่สนิทระดับไหนนั้น อันนี้สิไม่ทราบ  นี่ถือ เป็นเพื่อนคนแรกตั้งแต่ชั้นอนุบาลที่ยุยพามาบ้าน   “พารุ มากับหนูยุยเหรอคะ ทำไมจะมาไม่บอกป๊ากับม๊า” เสียงของแขกที่ทักทำเอามินามิอ้าปากร้อง อ้าว เบาๆ  อะไรจะบังเอิญอย่างนี้ แต่ไม่ใช่เวลาที่จะถามไถ่เพราะลูกสาวยังร้องไม่หยุด วันนี้เธอเจอแต่คนร้องไห้ทั้งแม่ทั้งลูกจริงๆเลยบ้านนี้   “ไม่คิดว่าจะเห็นอย่างนี้” ยุยร่ายแผ่วๆบนไหล่ของคุณพ่อร่างเล็กลืมอายคนที่มาด้วยเสียสนิท หรือผู้ใหญ่ที่มาเป็นแขกของบ้าน ในเมื่อน้ำตาที่ไหลออกมามันห้ามไม่ได้   “พ่อก็ไม่คิดเหมือนกัน” มินามิพูดติดตลกดันยุยออกเล่นน้อย “แล้วที่ร้องอยู่นี่ ไม่อายรึไงคะ” เธอปาดน้ำตาออกให้อย่างอ่อนโยนที่สุด รู้ว่าสิ่งที่ยุยต้องการตอนนี้มันอยู่ตรงหน้าหมดแล้ว ครอบครัว แค่นี้ที่ยุยอยากได้ และเธอเองก็อยากได้ไม่น้อยไปกว่ากัน   “ก็มัน…” ยุยชักจะหน้าแดงนิดๆพอได้รับสายตาล้อเลียนจากแต่ละคน ทว่าตอนนี้ในใจราวกับได้รับแสงสว่างแค่เห็นว่าพ่อยอมรับแม่กับน้องได้มันก็ห้ามน้ำตาไม่ได้เลย   “แล้วไม่บอกหนูยุยเหรอ มินามิเรื่องนั่นน่ะ”   “ยุ่งจริง” ไม่รู้กี่ครั้งแล้วของวันที่มินามิพูดประโยคนี้ใส่คนชอบป่วนที่ยิ้มพออกพอใจ ราวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุกของเจ้าตัวไปได้   “อะไรเหรอคะ”   “ก็คนปากแข็งบอกให้น้าเก็บของแม่กับน้องหนูมาที่นี่น่ะสิ”   “จริงเหรอคะ!” ยุยโพล่งออกมาอย่างตื่นเต้นหลังจากที่คนชอบแกล้งประกาศความจริงแทนคนอมพะนำให้มินามิพยักหน้าอย่างจำยอม แค่นั้นแววตาของยุยก็สั่นไหวกอดรัดผู้ให้กำเนิดอย่างดีใจ       ในที่สุดครอบครัวของเธอก็กลับมา  
  5. ch.5 โรงพยาบาล   หลังออกมาจากกองถ่ายรถยุโรปคันหรูก็มุ่งตรงสู่โรงพยาบาล ทาคามินะกำลังตั้งใจฟังคุณนางเอกคุยกับผู้จัดการส่วนตัวขณะที่รถคันหรูติดไฟแดงได้ประมาณสามนาที นึกสงสารก็แต่คนนั่งเจ็บที่พยายามเก็บอาการเหลือเกินว่าไม่เป็นอะไร   กลัวเธอจะเป็นห่วงล่ะสิ แค่นี้ก็ห่วงจะแย่อยู่แล้ว   ไม่อยากให้นั่งห้อยเท้านานๆเลย   [อัตสึโกะ ตกลงจะให้ฉันตามไปไหม จะได้รับกลับมาเลย]    [สักครู่นะคะ เดี๋ยวขอถามมินามิก่อน] คนขับรถได้ยินชื่อตัวเองก็อดไม่ได้จะหันเสี้ยวหน้ามอง และได้เห็นว่าคนที่คุยโทรศัพท์จ้องมาก่อนแล้ว   “มินามิ ริเอะซังบอกว่าจะมารับที่โรงพยาบาลน่ะค่ะ จะเอายังไงคะ”   “บอกว่าไม่ต้องมาหรอก เดี๋ยวไปส่งให้ก็ได้” เจ้าตัวตอบแทบจะทันทีที่ก่อนหันกลับไปสนใจเหยียบคันเร่งต่อเพื่อออกรถมุ่งต่อไปยังโรงพยาบาล   ส่วนคนได้รับคำตอบน่าพอใจยิ้มจนแก้มปริคุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงผิดจากตอนแรกลิลลับ   รเอะนึกแล้วก็แอบหมั่นไส้   [ไม่ต้องมานะคะ มินามิบอกว่าจะไปส่งฉันค่ะ]   เชื่อเขาเลย ตอนเธอบอกจะไปรับหงอยเป็นลูกหมา พอคนนั้นบอกจะไปส่งหน่อยไม่ได้เลยนะ   สงสารก็แต่ท่านประธานจะรู้รึเปล่านะว่าได้ไปพัวผันกับจอมเจ้าเล่ห์เข้าเสียแล้ว   [อะแฮม เสียงน่ะเสียง ไม่ต้องดีใจขนาดนั้น เอาเป็นว่าเจอกันพรุ่งนี้นะ ]       [ค่ะ ริเอะซัง]  คนถูกแซวไม่ได้ถือสาว่างโทรศัพท์แล้วเอาแต่นั่งอมยิ้มต่อ    เจ็บแล้วได้อย่างนี้ มันก็คุ้ม       พอมาถึงตัวโรงพยาบาลก็มีบุรุษพยาบาล 2-3 คนมาช่วยประคองคนเจ็บไปนั่งบนรถเข็นขณะคนที่พามาส่งนำรถไปจอดยังสถานที่จอดรถของโรงพยาบาล ก่อนเดินวนเข้ามาสบทบกับคนเจ็บและเดินเรื่องทะเบียนประวัติให้    “ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้างคะ”  คนที่กลายเป็นคนเข็นรถเข็นชั่วคราวก้มหน้าถามคนเจ็บระหว่างที่รอนางพยาบาลจัดการเอกสารและรอคุณหมอเจ้าของไข้เรียกชื่อ   “นิดหน่อยค่ะ”  คุณนางเอกยิ้มแล้วอดแซะไม่ได้ “ห่วงเหรอคะ”   วินาทีนั้นเธอช้อนตาขึ้นมองใบหน้าของคุณประธานที่จู่ๆก็กลายเป็นสีแดงก่ำ มินามิไม่ยอมตอบเพียงเชิดหน้ามองตรงไปทางประตูห้องตรวจ   ไม่กล้ายอมรับว่าเป็นห่วงมาก!   “เชิญคุณมาเอดะ อัตสึโกะ ที่ห้องตรวจหมายเลข1 เลยค่ะ” และในเวลาไม่นานเสียงเรียกชื่อของคนเจ็บก็ดังออกมาจากหน้าห้องตรวจพร้อมกับคุณพยาบาลที่ถือแฟ้มเอกสารออกมายืนรอ ต้องบอกว่าตั้งแต่คุณนางเอกคนดังเข้ามาที่โรงพยาบาลทั้งพยาบาลและคนไข้ต่างพากันซุบซิบเรื่องแม่นี่ไม่หยุด ยังดีหน่อยที่มีมารยาทรู้จักเกรงใจ ไม่เข้ามาถามสร้างความเดือดร้อนใจให้เธอ    มินามิเข็นรถตามพยาบาลเข้าไปในห้องตรวจดังกล่าวแล้วเป็นเธอเองที่ต้องยืนค้าง ตกใจจนเบิกตากว้างทั้งที่ยังไม่ทันเข้าไปในห้องตรวจ   “มาริโกะซัง!”    “อ้าว…ทาคามินะ”  คุณหมอทักทายอย่างแปลกใจหากไม่สะทกสะท้านใดๆกับใบหน้าตกใจของอีกฝ่าย       “ไม่ต้องมา อ้าว ทาคามินะเลยค่ะ ไหนบอกว่าไปอยู่อเมริกาไงคะ”  คนถูกทัยทายส่งค้อน สมควรต้องอธิบายให้เธอฟังไหม ยังมาทำหน้านิ่งอีก   “เอ้า เข้ามานั่งกันก่อนซิ”  คุณหมอบอกด้วยท่าทางสบายใจแอบยิ้มที่ได้แกล้งแหย่คนไม่ได้เจอกันนาน  ถ้าเธอจำไม่ผิดคนที่ทาคามินะพามานี่ เป็นนางเอกคนดังไม่ใช่หรือ   เกิดอะไรถึงมาด้วยกัน  ถ้ามากับฮารุนะเธอจะไม่แปลกใจเลย   “แล้วนี่ พากันเป็นอะไรมา ถึงว่าพยาบาลซุบซิบกันทั่วโรงพยาบาล” คุณหมอยังพาเปลี่ยนเรื่องต่อหน้าตาเฉยจนทาคามินะอกแยกเขี้ยวไม่ได้   “ก็รายนี่น่ะสิค่ะ สะดุดสายไฟล้ม สงสัยข้อเท้าจะแพลง แล้วยังฝืนเข้าฉากต่อ”   “อ๋อ เด็กเธอว่างั้น ห่วงออกอาการไปนะ”   “ไม่ใช่สักหน่อยค่ะ!” ทาคามินะโวยวายกับคำแซวชวนคิดไปไกล กลัวอัตสึโกะจะเข้าใจผิด หากคนเจ็บกลับนั่งนิ่งมีเพียงรอยยิ้มบางๆส่งให้คนหมอ     “งั้นแฟนสิ อาการเธอมันฟ้อง ทาคามินะ”   “พูดอะไรค่ะ! ตกลงจะรักษาไหมคะ  ถ้าไม่รักษา จะได้พาเปลี่ยนโรงพยาบาล”  มาริโกะอดไม่ได้จะพ่นหัวเราะออกมากับอาการเขินจนหน้าแดงแล้วยังพยายามโวยวายกลบเกลื่อน ปฎิกิริยาคุณนางเองก็ไม่ต่างกันนัก เอาแต่ก้มหน้าพวงแก้มแดงระเรื่อ   คู่นี้มันยังไงๆอยู่นะ สงสัยต้องไปอัพเดตข่าวสักหน่อย   ปกติทาคามินะเคยออกอาการเขินเพราะเรื่องอย่างนี้กับใครเขาที่ไหน   “รักษาสิ ไหนข้อดูข้อเท้า” มาริโกะไม่พูดเปล่ายังจับเท้าที่ปวดช้ำของคุณนางเอกเข้ามาใกล้ คนยังไม่ทันตั้งตัวได้แต่ร้องเสียงหลง       “โอ๊ยย”   “นี่ ตรวจให้มันเบาๆหน่อยสิคะ!!”   มาริโกะถึงกลับต้องส่งสายตาล้อเลียนใส่คนที่แสดงออกว่าเป็นห่วงคนเจ็บคนนี้มากเป็นพิเศษ   แหม อยากจะรู้จักกับคนที่เธอรักษาให้เสียแล้วว่าทำอย่างไร มินามิคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเฉยเมย เย็นชากับเรื่องความรัก ถึงหวั่นไหวได้มากขนาดนี้       อัตสึโกะที่เห็นทาคามินะเป็นแบบนนั้น เธอก็หัวเราะออกมาจนเธอลืมความเจ็บไปเลย ก็ดูเอาเถอะ เธอเป็นคนเจ็บแท้ๆแต่ร่างเล็กกลับโวยวายแทนเธอซะงั้น        “อื่อ.. อาการหนักอยู่นะ คงต้องให้เธอพักสักอาทิตย์ล่ะ อย่าพึ่งให้ลงน้ำหนักมาก เดี๋ยวฉันจักพวกยาแก้อักแสบให้”  มินามิพยักหน้ารับคำ สมควรจะเป็นหนักอยู่หรอก ก็เล่นฝืนตัวเองไปเข้าฉากต่อ มันน่าโกรธจริงๆเลยคุณนางเอก   “เอาล่ะ เสร็จแล้ว ออกไปรอรับยานะ แล้วว่างๆฉันติดจะติดต่อกลับไป เรื่องที่ถามไปก่อนหน้าฉันเองก็พึ่งกลับมาได้ไม่กี่เดือนนี่เอง ยังไม่ว่างโทรหาพวกเธอสักที ก็เห็นนิว่าดึกขนาดนี้แล้วฉันยังไม่เลิกงงานเลย”   มินามิพยักหน้าเข้าใจอดสงสารมาริโกะไม่ได้ เป็นหมอก็ลำบากไปอีกแบบ ไม่มีเวลาไปไหน นอกจากใช้ชีวิตอยู่ในห้องตรวจของโรงพยาบาล   “แล้วเจอกันนะคะ” ทาคามินะโค้งศีรษะขอบคุณกำลังจะเข็นรถพาคุณนางเอกไปยังจุดรับยาหากก็ถูกแซวตบท้ายเสียก่อน           “เธอเองก็ดูแลแฟนดีๆล่ะ ครั้งหน้าก็พามาทำความรู้จักกันมั้ง”   “บอกแล้วไงคะว่า…” ทาคามินะยังพูดไม่ทันจบคุณหมอก็แกล้งเดินหนีไปด้านหลังห้องตรวจเสียอย่างนั้น   เชื่อเขาเลยมาริโกะซามะ   มาทำให้พวกเธอเขินหน้าแดง มองหน้ากันไม่ติดนินะ!   “อะ..เอ..เอ่อ อัตจังอย่าไปถือสามาริโกะซังเลยนะ เธอขี้เล่นแบบนี้ล่ะ”  เธอรีบแก้ตัวกับคุณนางเอกกลัวฝ่ายนี้จะคิดมากกับคำแซวเมื่อครู่   “ไม่ถือสาหรอค่ะ”  คุณนางเอกยิ้มด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย เธอคิดว่าถ้าได้เป็นอย่างคำแซวนั้นก็ดีเหมือนกัน   “คุณหมอคนนี้  น่ารักดีนะคะ รู้จักเธอกันนานแล้วเหรอคะ   “ค่ะ ตั้งแต่สมัยเรียนแล้วค่ะ” คนตอบหน้าซึมลงเล็กน้อย ไม่ชอบใจเลยที่ได้ยินคำชมคนอื่นจากคุณนางเอก ไม่เข้าใจตัวเองเลย อาการปวดตุบๆที่ใจมันคืออะไรนะ   “อย่างนั้นเหรอคะ” เป็นอะไรของไปอีกล่ะทีนี้อยู่ๆก็ดูเงียบๆไป       หลังจากที่ทั้งสองรับยาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทาคามินะก็พาคุณนางเอกไปส่งที่คอนโดของเจ้าตัวตามที่เจ้าตัวได้บอกเอาไว้   พึ่งจะรู้ว่าอัตสึโกะพักอยู่คอนโดแถวนี้ ไม่ลืมจะแอบสำรวจระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่ขณะที่นำรถเข้าไปจอดด้านใน   “ขอบคุณนะคะ” คุณนางเอกพูดด้วยรอยยิ้มเปิดประตูเตรียมลงจากรถ ทว่า…   “หยุดก่อนสิ”  คนขับเอื้อมมือคว้าแขนไว้ด้วยใบหน้ายุ่ง  จะปล่อยให้เดินเข้าไปคนเดียวก็ไม่ได้ ระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆเลยนะ ถึงจะมีไม้ช่วยค้ำเดินก็เถอะ   “เดี๋ยวฉันไปส่ง”  เธอปล่อยแขนที่จับแล้วรีบลงจากรถไปยังประตูอีกฝั่ง   “จะดีเหรอคะ” กลายเป็นคุณนางเอกเริ่มจะขัดเขิน ให้เขาไปส่งถึงห้องมันก็ยังไงๆอยู่ นอกจากริเอะก็ยังไม่มีใครเคยได้มาที่คอนโดของเธอเลยนะ   “เอาเถอะ ไม่เป็นไรหรอก หรือว่ารบกวนเธอล่ะ”    “ไม่ค่ะไม่” สุดท้ายคุณนางเอกก็ยอมให้ท่านประธานแห่งบริษัทอากิฮาบาระกรุ๊ปช่วยประคองตัวเองเข้าไปในคอนโด ระหว่างทางเดินไม่ได้มีเสียงพูดคุยกันเกิดขึ้น เพราะทั้งสองตั้งใจที่จะปล่อยให้เสียงหัวใจเต้นต่อไปอย่างเงียบๆ จนมาถึงห้องพัก   “ เดี๋ยวฉันขอตัวกลับก่อนนะ อย่าเดินเยอะล่ะเข้าใจนะ” คนจะกลับไม่ลืมกำชับคุณนางเอกที่ทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างเป้นห่วง   “ค่ะ ขอบคุณนะคะ มินามิ”  ถ้าไม่เจ็บขาอยู่ คงจะแกล้งดึงเขาลงมานั่งบนตักแล้วกดปลายจมูกลงบนแก้มแรงๆ อยากจะรู้นักว่าเขาจะออกอาการเขินเธอมากแค่ไหน   ตอนนี้ก็ได้แต่ต้องปล่อยไปก่อน   “ไม่เป็นไรหรอก ฉันเติมใจน่ะ”  คนพูดเสตามองไปทางอื่น หลุดออกไปแล้วทำยังไงดี   “อะไรนะคะ”  คนได้ยินเต็มสองรูหูอดแกล้งไม่ได้ หัวใจมันเต้นแรงยินดีกับคำว่าเต็มใจจนต้องยิ้มออกมา    “เปล่าๆๆๆ ไม่มีอะไรค่ะ  งั้นไปแล้วนะคะ”  คนร้อนร้นเกินเหตุทำให้อัตสึโกะปล่อยหัวเราะ ได้แต่มองแผ่นหลังที่หนีเธอไปเสียแล้ว   น่ารักชะมัดเลยท่านประธาน ว่าแล้วก็ส่งข้อความไปหยอกหน่อยดีกว่า อุสาได้เบอร์เขามาทั้งที           “ติ๊ด..ติ๊ด..” เสียงข้อความเข้าทำให้คนที่พึ่งถึงรถต้องหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วต้องยิ้มด้วยความขวบเขินเพราะชื่อที่ส่งข้อความเข้ามาเด่นหราอยู่มุมบน   [ ฝันดีนะคะ คุณประธาน  ถ้าจะดีมากฝันถึงฉันด้วยนะคะ]  by…..ATSUKO   เหมือนกับมีคนมาดึงหัวใจให้กระตุกขึ้นมา ทาคามินะได้แต่ยิ้มกับโทรศัพท์ ก่อนจะยอมพิมพ์ข้อความตอบกลับไป   [ฝันดีเช่นกันค่ะ แล้วอย่าลืมกินยานะคะ] by…. Minami   [ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง ไม่ลืมหรอค่ะ มินามิก็อย่าทำงานหนักนะคะ  ] by….ATSUKO   แค่เขาบอกว่าอย่าทำงานหนัก แล้วทำไมเธอต้องยิ้มจนปวดแก้มอย่างนี้   มาเอดะ อัตสึโกะ   เธอทำอะไรกับฉันกันแน่  เธอต้องเล่นมนตร์ใส่ฉันแน่ๆเลย   ฉันถึงหยุดยิ้มไม่ได้แค่คำพูดไม่กี่คำของเธอ   แล้วคืนนี้ฉันจะนอนหลับไหม!?       ..................................................................................................................................................  
  6.                                                                           ตัวละคร อัตสึโกะ : เพราะรักถึงยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องคนที่รัก.. แม้สิ่งนั้นจะเรียกว่าการทรยศหักหลัง มินามิ : ต้องทำยังไงถึงหนีพ้นความรักที่คอยตามหลอกหลอนกันให้หัวใจบอบซ้ำ มีคนเคยบอกว่าเวลาจะช่วยเยียวยา แต่ไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับหัวใจที่เฝ้าเพ้อหาเธอ ยุย : เพราะไม่อาจเข้าใจความรัก กลัวเหลือเกินหากตัวเองเกิดรักใครขึ้นมาจะเป็นดังภาพในความทรงจำที่ต้องเห็นคนสำคัญสูญเสียน้ำตาเมื่อถูกความรักทำร้าย แต่หัวใจกลับหวั่นไหวเมื่อพบกับนักเรียนใหม่ที่ย้ายโรงเรียนมา พารุ : ความบังเอิญทำให้ได้พบ ครั้งแรกที่สบตาราวกับมีคลื่นสมุทรซัดเข้ากระทบชายฝั่งที่เคยแห้งเหือด หาทุกวิธีทางให้ได้เข้าใกล้รองประธานจอมเย็นชา ฮารุนะ : ทั้งที่เชื่อใจแต่กลับหวั่นไหวกลัวใครคนนั้นทำให้เธอปั่นใจ แล้วเธอเองจะจัดการกับปัญหาอย่างไรเมื่อเพื่อนสนิทก็มีปัญหาให้กลุ้มใจพอกัน ยูโกะ : หาทางช่วยเพื่อนสนิทออกจากความทุกข์ที่เป็นดังนรกบนดิน แต่ใครบางคนกับเริ่มสงสัยตีตัวออกห่างไปแล้วความเชื่อใจมีอยู่จริงใช่หรือเปล่า?       บทนำ     แสงสว่างจากโคมไฟที่ถูกเปิดทิ้งไว้พร้อมด้วยเสียงของเครื่องปรับอากาศดังขึ้นลงเป็นจังหวะบ่งบอกว่ามีคนกำลังใช้งานห้องอ่านหนังสือซึ่งเชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่นและห้องครัวของบ้านสไตล์โมเดิร์นสองชั้น ซึ่งค่อนข้างบอกฐานะของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี หญิงสาวในชุดนักเรียนกลับเข้ามาจัดการถอดร้องเท้าเก็บใส่ตู้ก่อนสอดส่องดูหาคนภายในบ้าน  สาวตัวเล็กวัยทำงานท่าทางดูน่าเกรงขามนอนฟุบลงไปกับโต๊ะตัวยาวในห้องหนังสือที่เงียบกริบให้คนมาใหม่ยิ้มอ่อนใจและเดินไปนำผ้าห่มผืนบางมาคลุมไว้บนไหล่ของคนหลับ “อัต..สึโกะ” อีกแล้วกลับประโยคละเมอซ้ำๆ จะรู้ไหมว่าชื่อที่ออกมาจากปากของ ‘พ่อ’ จะมีผลต่อเธออย่างไร  ‘แม่’ ที่ถูกพ่อตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงทรยศ คบใครไม่เลือกหน้า นอนกับชายชู้จนตั้งท้องลูกคนใหม่ ซึ่งทำให้พ่อเสียใจแทบบ้าทุรนทุรายหนีออกมาจากบ้านที่เคยอยู่อาศัยดันด้นมารักษาแผลใจอยู่กับเธอที่บ้านหลังใหม่ซึ่งไกลจากบ้านเดิมคนละทิศละทาง  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พ่อก็ไม่เคยเปิดใจให้ใครกลายเป็นผู้หญิงบ้างาน เก็บตัว ไม่สนใจรอบข้างแม้แต่จะดูแลตัวเองเพราะไม่อยากมีเวลาว่างมานั่งคิดถึงเรื่องของอดีตที่ผ่านมาจะหกเจ็ดปี  ไม่รู้ว่าตนเหม่อนานเท่าไหร่กระทั้งได้ยินเสียงงัวเงียของพ่อจึงต้องดึงสติกลับมา “กลับมาแล้วหรอ” “ทำไมมาหลับอยู่ตรงนี้ค่ะ พ่อ” แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าทำไมผู้เป็นพ่อถึงมานอนอยู่ตรงนี้ก็ยังอดแสดงความเป็นห่วงทางน้ำเสียงไม่ได้ เจ้าตัวก็คงจะโหมงานหนักอีกตามเคย ป่านนี้ไม่รู้จะทานข้าวหรือยัง กว่าเธอจะกลับก็ปาไปทุ่มกว่า “เตรียมเอกสารว่าความพรุ่งนี้เพลินไปหน่อย” อัยการพิเศษฝีปากกล้าเป็นอันดับต้นๆของสำนักงานอัยการเอกชนชื่อดัง ลงมือทำคดีกี่ครั้งก็ได้ชัยชนะมาใสๆ จนคนจ้างงานเข้ามาไม่ขาดสาย ดีตรงที่ไม่มีเวลาว่างมานั่งคิดเรื่องของคนในอดีตให้ปวดหัวใจ  ทาคาฮาชิ มินามิ คนนี้รักความยุติธรรมเป็นที่หนึ่ง ใครลองเข้ามาท้าทายจะโต้กลับไปให้เดินกลับบ้านไม่ถูกเลย ตอนนี้มีลูกสาวหนึ่งคน ชื่อ ยุย ดูจะติดนิสัยรักความยุติธรรมมาตั้งแต่เกิดเห็นใครเดือดร้อนปุ๊บยอมไม่ได้ต้องเข้าช่วยเหลือก่อนเลยเป็นอันดับแรก  บอกก่อนว่าเด็กคนนี้เกิดมาไม่เหมือนใครมีทั้งพ่อและแม่เป็นผู้หญิงทั้งคู่ เพราะได้หมอช่วยในผสมเทียมฝังตัวเข้าไปอยู่ในท้องของแม่จึงมีโอกาสได้ลืมตาดูโลก ยุยไม่เคยน้อยใจ ไม่เคยมองว่าตัวเองแปลกแยกอะไร เพราะเชื่อเสมอมาตัวเองเกิดมาจากความรักของพ่อแม่ไม่ได้ต่างจากครอบครัวไหน แล้วจะไปคิดไปใส่ใจคำนินทาพวกนั้นทำไม แถมเดี๋ยวนี้สังคมเขาเปิดกว้างยอมรับกับเรื่องพวกนี้ได้เยอะขึ้น  “แล้วทานข้าวรึยังค่ะ” มินามิส่ายหน้าแอบยิ้มให้ลูกสาวที่ส่งสายตาตำหนิมาให้กับการที่ตนไม่ชอบดูแลตัวเอง “จะสองทุ่มแล้วนะคะ ถ้าปวดท้องหนูงอนพ่อแน่” ยุยตีหน้าดุอย่างน้ำเสียงว่าก่อนเดินหายเข้าไปในครัว เนื่องจากถูกเลี้ยงดูกันมาเหมือนเพื่อนถึงได้สนิทกันมากเป็นพิเศษ “รอสักครู่นะคะพ่อ ไปอาบน้ำ ทำตัวให้สบายรอหนูเลย”  คุณพ่อถึงกลับต้องหัวเราะขำแล้วเดินไปทำยังที่เจ้าตัวต้องการก่อนเสียงหัวเราะเมื่อครู่จะหายไปกลายเป็นรอยยิ้มเศร้าเมื่อนึกถึงเจ้าของหัวใจที่คอยตามมาหลอกหลอนกันทุกคืนวัน นึกโกรธ นึกเกลียด นึกแค้น แต่ไม่เคยบอกหัวใจให้หมดรักคนที่เป็นอดีตได้เลย “คนทรยศ” เธอรีบเช็ดน้ำตาที่เอ่อล้นขอบตลิ่ง ใครบอกเวลาจะเป็นตัวช่วยลบเลือน ไม่เห็นจริงเลย เพราะยิ่งนานวันเข้าเท่าไหร่ ความเจ็บปวดของเธอมันยิ่งเพิ่มพูน  ไม่รู้ตอนนี้คนเคยรักกัน จะมีความสุขแค่ไหนกับการใช้ชีวิตครอบครัวใหม่ที่เขาเลือกเดิน ผู้หญิงแพศยาแบบนั้น!! เขาไม่มีวันให้อภัย!!     ‘Rrrr ’ เสียงโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดส่งสัญญาณเตือนเจ้าของเครื่องที่นั่งพักสายตาบนโซฟาตัวยาวในห้องนั่งเล่นจนต้องหยิบขึ้นมาดู เจ้าของเบอร์โทรที่โทรเข้ามาทำให้เขากดรับสายอย่างไม่รอช้า “ฮัลโหล” “….” ปลายสายไม่ได้ส่งเสียงพูดออกมาจนเขาต้องลุกขึ้นจากโซฟาด้วยความร้อนใจ “ฮัลโหล เธอเป็นอะไรรึเปล่า” “ฮึก..” เสียงร้องสะอื้นจากทางนั้นเพิ่มความเครียดให้กับเจ้าของโทรศัพท์รุ่นใหม่ เป็นอีกครั้งที่ฝ่ายนั้นโทรมาหาเธอด้วยอาการที่ดูไม่สู้ดี เธอกังวลจะเกิดเรื่องอะไรกับเพื่อนสนิททั้งปกติเป็นคนเก็บอารมณ์เก่งจะตาย “เธอโอเคมั้ย ‘ อัตจัง’ อยู่บ้านรึเปล่า ฉันจะออกไปหา” เธอได้ยินแค่เสียงขานรับในลำคอก็แทบไม่รอที่จะขับรถออกจากตัวบ้านเพื่อไปหาเจ้าของปลายสายที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงโทรมาร้องไห้ให้ฟัง ก่อนตัดสินใจกดเบอร์โทรหาใครบ้างคนที่หวังให้ช่วยไปรับลูกเมียแทนตนอยู่ที่สนามบิน  “โทรมามีอะไรให้ช่วยห๊ะ” “พี่มาริโกะ วานไปรับฮารุนะกับพารุจังแทนเค้าหน่อย” เธอกรอกเสียงตามสายอ้อนพี่สาวญาติสนิทให้ไปรับคนรักกับลูกสาวที่สนามบินแทน  “โอเคๆ โชคดีนะวันนี้ว่าง ขอบอกคุณผู้จัดการก่อนว่า จะออกไปรับลูกเมียให้น้อง” เจอคำแซวเข้าไปคนถือสายถึงกับแอบเขินแต่มีหรือจะยอมลดราวาศอกให้ กล้าแซวมาก็กล้าแซวกลับเหมือนกัน “ขอบอกคุณผู้จัดการหรือจะขออนุญาตแม่(ทูนหัว)ค่ะพี่สาว” เธอรู้ดีว่าระหว่างนางแบบคนดังกับผู้จัดการส่วนตัวที่สวยระดับดารามีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา  “ปากน่ะ เพลาๆบ้าง ไม่พูดก็ไม่มีใครว่า เดี๋ยวเถอะ” มาริโกะแกล้งส่งเสียงไม่พอใจใส่เจ้าของต้นสาย “แค่นี้นะ” “เฮ้ย! เดี๋ยวสิพี่ ไฟล์บินลงสี่ทุ่มนะ รายละเอียดเดี๋ยวพิมพ์ให้ในแชท” ยูโกะพูดจบไม่ทันไรคนรับก็วางสายไปเฉยเลย สงสัยเพราะเสียงหวานหยดของคนผู้จัดการที่ดังเข้ามาในสายเมื่อครู่ ว่าอาบน้ำเสร็จแล้ว   หวานกันน่าดูเลยนะ พี่สาว      เธอเลี้ยวรถเข้ามาในบ้านของเป้าหมายที่เป็นบ้านสีขาวสองชั้นซึ่งถูกปิดไฟจนมืดสนิททำให้เธอกลับมากังวลอีกครั้งกับเรื่องของคนที่โทรหากัน เธอรีบจอดรถและวิ่งเข้ามาในตัวบ้าน จัดแจงเปิดไฟให้ห้องสว่างก่อนจะเห็นคนพึ่งโทรหานั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ข้างโซฟา “อัตจัง เป็นอะไร” เธอดึงเพื่อนสนิทเข้ามากอดปลอบประโลม เพื่อนเจ็บ เธอก็เจ็บ สงสารชีวิตของเพื่อนสนิทที่ต้องมาตกระกำลำบาก “เขา..พะ พยายาม ข่มขืนฉัน.. ฮื่อๆ” เสียงพูดผสมเสียงร้องไห้แม้จะฟังยากแค่ไหนเธอก็ฟังออกและยังเผลอกำหมัดแน่น เขาที่อัตสึโกะพูดถึงเธอรู้จักดี นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เจ้าของกิจการร้อยล้านที่พ่อของอัตสึโกะเลือกมาให้แต่งงานกับลูกสาว โดนการหนุนหลังทุกวิธีทางจะทำให้คนร้องไห้ในอ้อมกอดเธอยินยอมไปเป็นของนายนั้น “ไม่ร้องนะอัตจัง” แกกล้ามากที่ทำเพื่อนฉันแบบนี้ มันล้ำเส้นเกินไปแล้ว!  “ฉะ.. ฉันกัดเข้าไปที่แขนของเขาเต็มแรง ใส่เสื้อผ้าแล้วรีบหนีออกมา” “แล้วจูริจังละ” เธอถามถึงลูกสาวของอัตสึโกะที่ถูกทางบ้านนั้นจับตามองมากเป็นพิเศษ หรือง่ายๆก็คือ เอาไว้เป็นเครื่องต่อรองกับอัตสึโกะ  “ตอนนี้หลับอยู่ข้างบน ฉันพาแกหนีออกมา ฉันไม่ไหวแล้วยูโกะ ฮื่อๆ” เธอเข้าใจคำว่าไม่ไหวของเพื่อนเป็นอย่างดี ต้องหนีให้พ้นเงื่อมมือของปีศาจพรรค์นั้นถึงกี่ครั้งครอบครัวถึงจะยอมเข้าใจ ยังโชคดีแค่ไหนที่มีพ่อบ้านคนเก่าคนแก่ซื่อสัตย์กับนายหญิงคอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ ไม่งั้นตอนนี้ไม่รู้ว่า ชีวิตของอัตสึโกะจะเป็นอย่างไร   ยอมไม่ได้ ไม่อยากเห็นเพื่อนต้องทนทุกข์ทรมานอีก อัตสึโกะต้องอดทนมากแค่ไหนเธอรู้ดี  “เธอไม่เป็นไรนะอัตจัง ฉันอยู่ตรงนี้ โอเคนะ” เธอลูบหลังของคนสะอื้นเบาๆให้หยุดร้อง เจ็บปวดเหลือเกินพอได้เห็นสภาพของเพื่อนสาว   ยอมทำทุกอย่าง… เพื่อปกป้องคนที่รัก… แล้วเธอละ จะทำอย่างไรเพื่อคืนความสุขให้เพื่อนคนนี้ได้บ้าง??    ถ้าตอนนั้นเธอยังอยู่ เธอคงไม่ปล่อยให้เพื่อนกลายมาเป็นอย่างนี้ แต่ตอนนี้ไม่เป็นไร แธอกลับมาแล้ว เธอจะหาทางดึงเพื่อนออกมาจากขุมนรกที่ทางครอบครัวเป็นคนผลักลงไป   ความรักของอัตสึโกะผิดอะไร ถึงได้ทำร้ายให้สองหัวใจต้องทนแบกรับความบอบช้ำมากขนาดนี้ ......................................................................................................... แอบเอาเรื่องใหม่มาแปะ ไม่รู้จะสนุกรึเปล่า 555+ เรื่องนี้มีตัวละครหลักสามคู่นะคะ เป็น SF ประมาณ 15 ตอน
  7. ch.4 ความรู้สึก               กว่าที่คุณนางเอกจะลากท่านประธานมาทานข้าวด้วยกันได้ก็เสียเวลาอยู่ไม่น้อย ตลอดระยะทางบนรถไม่ได้มีเสียงพูดคุยกันเกิดขึ้น เพราะคนที่กลายเป็นสารถีจำเป็นเอาแต่นั่งยิ้มเขินๆไม่ยอมมองหน้าคุณนางเอกสักทีจนถึงร้านอาหาร               อัตสึโกะไม่รอช้าฉวยโอกาสทันทีที่ลงมาจากรถคว้ามือของท่านประธานมาจับกุม ซึ่งทาคามินะถึงกับต้องมองค้อน  พยายามจะดึงมือกลับมาอยู่บ่อยครั้ง แต่มือของคุณนางเอกกลับยิ่งจับแน่น    “นี่ อัตจัง ถึงแล้วนะ ปล่อยมือได้แล้ว” อดจะปราบผ่านเสียงไม่ได้เมื่อเห็นสายตาอยากรู้อยากเห็นของพนักงานในร้านอาหาร   ชื่อเสียงแม่คนนี้เขาน้อยเสียเมื่อไหร่ มาทำอะไรอย่างนี้คนเขาจะได้เข้าใจผิดกันพอดี   ไม่ได้เป็นอะไรกันเสียหน่อย เอ๊ะอะ จับไม้จับมือ   “เสียดายจัง”  คนถูกเอ็ดพูดเสียงเบาหวิวปล่อยมือที่เยื้อไว้อย่างจำยอม   “พูดว่าอะไรนะคะ”   “เปล่าค่ะ รีบเข้าไปกันเถอนะคะ”  คนถูกจับผิดยิ้มหวานกลบเกลื่อนเสียคนอยู่ใกล้อดใจสั่นไม่ได้    อย่ายิ้มอย่างนี้ได้ไหมใจฉันละลายพอดี   “เอ่อค่ะ” เธอตอบรับได้เพียงเท่านี้ มารู้ตัวอีกทีก็ถูกจูงเข้าไปในร้านเสียแล้ว           “โอยย กว่าจะพากันเข้ามาได้  นึกว่าจะอิ่มกันแล้วซะอีก” ยูโกะเปิดฉากแซวทั้งสองตั้งแต่เข้ามาถึงโต๊ะ แหม ไม่ค่อยจะเนียนเลยนะ มือน่ะมือ เมื่อไหร่จะปล่อยมิทราบ เห็นตั้งแต่หน้าร้านที่แสดงบทพระนางเยื้อแย่งกันจนเธอกับเหล่าคุณๆนักแสดงในวงเครือญาติที่สนิทกันเมาท์เรื่องสองคนนี้ไปถึงดาวอังคาร   “อิ่มอะไรล่ะยูโกะ ฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย จะอิ่มได้ยังไง”  นี่ บทจะซื่อก็ซื่อเกินจนยูโกะอยากเอาศีรษะโขกลงกับโต๊ะ ต่างจากอีกคนลับลิบ ออกอาการเขินซะ ชัดขนาดนั้น   “อิ่มทิพย์ไงอิ่มทิพย์ จับมือกันซะไม่ยอมปล่อย ติดใจรึไงทาคามินะ” แล้วเสียงบนโต๊ะก็เฮตามมาอย่างถูกใจ ให้คนที่พึ่งเข้าใจความหมายรีบสะบัดมือออกแล้วดุเรื่องอื่นกลบเกลื่อน   “เงียบน่า! เธอน่ะ ฉันอุสาวานให้ซื้อข้าวเข้าไปให้ แล้วทำไมไม่ซื้อ” ยูโกะถึงกับเหวอ อยากถามประมาณว่า จะโกรธเธอเรื่องนี้จึงดิ โธ่ ท่านประธาน ไม่มีเรื่องอื่นใช้เบี่ยงความสนใจแล้วหรือไง ถึงเอาเรื่องแบบนี้มาพูด    “ก็มากินอย่างนี้มันสะดวกกว่านิหน่า  แถมเธอยังได้มากินข้าวพร้อมกับอัตสึโกะ ไม่เห็นมีอะไรเสียหาย เธอควรยกความดีความชอบให้ฉันสิ”   ไม่เสียหายตรงไหนกัน ! แล้วคนอื่นนี่มันขยันเฮกันจัง จับหักเงินเดือนให้หมดเลยดีมั้ย   “พูดอะไรของเธอห๊ะ!”   “ฉันพูดจริง หน้าแดงขนาดนี้ คิดไปถึงไหน ฉันแค่จะบอกว่าเธอจะได้ทำความรู้จักกับอัตสึโกะเพิ่มมากขึ้นไง ยังไงก็ต้องร่วมงานกันอีกหลายเดือน”  เหตุผลเหมือนจะฟังขึ้นถ้าไม่มีสายตาวิบวับนั่นน่ะนะ    “เอาน่า รีบนั่งเถอะ ฉันรอเธอจนท้องร้องหมดแล้วเนี่ย” ยูโกะตัดบท ขืนปล่อยให้มินามิพูดต่อ เธอคงต้องยกมืออุดหู เพราะดูท่าว่ามินามิจะไม่ยอมจบง่ายๆ   จนแล้วจนรอดมินามิก็ต้องนั่งลงข้างอัตสึโกะเพราะเก้าอี้ที่จงใจเว้นไว้ติดกันสองตัว ก่อนบริกรจะนำเมนูอาหารมาให้ดู ระหว่างนั้นคนบนโต๊ะก็อดแกล้งท่านประธานต่อไม่ได้ ใครจะคิดว่ามินามิจะมาตกม้าตายเรื่องผู้หญิง    “นิ นิ อัตสึโกะ คิดว่าทาคามินะเป็นคนยังไงเหรอ?” คำถามที่มาไม่ทันตั้งตัวของฮารุนะเล่นเอาคุณถูกถามแอบตกใจ รวมถึงคนที่นั่งข้างกันได้แต่ส่งสายตาปรามเพื่อนว่าถามอะไรออกมา   เพราะจะมีสื่งใดหรือที่ทำให้มินามิเขินได้เท่ากับสิ่งมีชีวิตที่ชื่อมาเอดะ อัตสึโกะ  แล้วคุณนางเอกยังเล่นมองเสี้ยวหน้าของท่านประธานด้วยแววตาหวานเชื่อมก่อนตอบคำถามอีกต่างหาก  แทบจะทำให้คนได้เห็นอยากจะกรีดร้องออกมา หากมีผ้าเช็ดหน้าคงกัดจนขาด   เจตนาจัดเจนมาก มองขนาดนี่ไม่กินเข้าไปเลยล่ะคะ คุณนางเอก   “เป็นคนเก่งที่น่ารักดีนะคะ”  วินาทีนั้นเสียงฮิ้วดังระงม คนถูกชมแทบจะหมุดตัวลงใต้โต๊ะ แก้มร้อนฉ่าจนเป็นสีชมพู  ไม่กล้าแม้แต่จะพูดคำใดออกมาสักคำ   " คนเก่งที่น่ารักล่ะ ทุกคน" ยูโกะล้อเลียนอย่างขำขัน  บอกใครจะเชื่อว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มินามิถูกจีบ แต่ไม่มีใครเลยต่างหากที่จีบมินามิแล้วเจ้าตัวจะมีอาการอย่างนี้   แบบนี้สิถึงแกล้งสนุก ขณะที่ยูโกะกำลังจะอ้าปากแซวต่อ แขกไม่ได้รับเชิญ ไม่สิ เรียกแบบนี้ดูไม่เป็นมิตร เอาเป็นว่าคนที่เธอไม่ได้ชวนมาด้วยเข้ามาทักทาย  ทำเอาเธอออกอาการเช็งจัด   มาได้จังหวะเกิน ร้านอาหารมีตั้งเยอะ ทำไมต้องเป็นที่เดียวกัน   “สวัสดีค่ะ ทุกคน มาทานข้าวที่นี่เหมือนกันเหรอคะ อัตสึโกะก็มาด้วยเหรอ”   ทักทายทุกคนก็จริง แต่รอยยิ้มนี่จงใจส่งให้อัตสึโกะเพียงคนเดียวชัดๆ   “เอ่อ...ค่ะ ซาเอะ” อัตสึโกะอ้ำอึ้ง รูดสึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก   “งั้นฉันขอนั่งด้วยคนได้ไหม พอดีพึ่งแยกกับพวกผู้ใหญ่มา” ซาเอะขออนุญาต ซึ่งมันทำให้ทุกคนในโต๊ะถึงกลับเงียบกริบ ก็ดูเจตนาฝ่ายนี้ออก ว่าจงใจป่ออัตสึโกะชัดๆ   “นั่งซิ ซาเอะ ทานข้าวด้วยกัน”  แล้วคนมีตำแหน่งสูงสุดในกองก็เป็นฝ่ายเชิญนั่งอย่างเป็นมิตร แล้วใครจะกล้าขัด  ได้แต่หันมองหน้ากัน ด้วยความคิดเดียวกันเลยว่า ‘งานเข้าแล้วไง’    “ขอบคุณค่ะ ทาคามินะซัง”           งานเข้าไม่เข้าไม่รู้ ยูโกะแค่รู้สึกกว่าตอนนี้เหมือนมีลูกระเบิดเวลาอยู่ใกล้ๆ ตั้งแต่ที่อาหารถูกนำมาเสิร์ฟซาเอะก็กลายเป็นผู้ที่มีจิตใจบริการเล่นตักอาหารใส่จานอัตสึโกะไม่หยุด ประเด็นสำคัญคือ… คนนั่งข้างอัตสึโกะต่างหาก บอกสิว่าออร่าสีดำที่แผ่ออกมา มันคืออะไร???   “อัตสึโกะกินนี้ซิ อร่อยนะ”  ครั้งที่สิบห้าได้แล้วมั้ง ยูโกะพ้นลมพลางสบตากับคนรัก ดูหน้าทาคามินะแล้วเสี่ยวสันหลังแปลกๆ   “เอ่อ ค่ะ ขอบคุณนะคะ”   แล้วคนที่ปฏิเสธไม่ได้ก็ต้องรับมาอย่างจำยอมพลางตอบอร่อยด้วยรอยยิ้มตามมารยาท  และวินาทีนั้นเองที่เสียงตบโต๊ะดังสะนั่น เล่นเอาทุกคนสะดุ้งพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย มายุที่นั่งอยู่กับยูกิรินเกือบทำช้อนส้อมหลุดมือ   “ขอโทษ แหะๆ พอดีมือมันลื่นน่ะ ทุกคนเดี๋ยวฉันขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ”  แล้วจู่ๆคนที่ลุกพรวดออกจากที่นั่งก็เดินก้าวฉับๆหายเข้าไปทางห้องน้ำ ทิ้งให้ทั้งโต๊ะได้แต่มองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่ว่าไม่อยากกินอะไรเสียแล้ว   ใครจะได้ทันเห็นว่าคนสร้างเรื่องแอบยิ้มเล็กๆที่มุมปาก ราวกับว่ายกนี้ตนเป็นฝ่ายชนะไป   ก่อนออกไปกินข้าวกับผู้ใหญ่เธอลืมโทรศัพท์ไว้ในกองถ่าย จึงวนกลับเข้าไปเอาทันได้เห็นช็อต สำคัญที่อัตสึโกะทาบริมฝีปากลงบนแก้มของท่านประธาน เล่นเอาเธอเลือดขึ้นหน้า   ยอมไม่ได้เด็ดขาด เธอจะไม่ยอมยกอัตสึโกะให้ใครแน่ๆ               ในห้องน้ำ ร่างเล็กเอาแต่ก้มหน้ามองอ่างล้างหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ตัวเอง ไม่เข้าใจความรู้สึกอึดอัดที่เกิดขึ้นเพียงแค่มีคนมาเอาใจอัตสึโกะ แล้วก็งึมงัมใส่กระจกอย่างช่วยไม่ได้   ตัวเองต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ   “ทำไมอยู่ๆถึงได้หงุดหงิดขนาดนี้   เธอกำลังทำอะไรกับฉันกันแน่ อัตสึโกะ”    สองครั้งแล้วนะ ตั้งแต่ในกองถ่าย  ฉันไม่ชอบเลยเวลามีใครเข้ามาใกล้เธอ   ทำอย่างไรหรืออารมณ์ขุ่นมัวที่เกิดขึ้นจึงจะหายไป เพราะขืนออกไปนั่งร่วมโต๊ะด้วยกันตอนนี้ ก็กินข้าวไม่ลงเหมือนเดิม           สุดท้ายทาคามินะก็ขอตัวกลับก่อนโดยยกเหตุผลมาอ้างว่าเธอต้องกลับไปตรวจเช็กความเรียบร้อยของกองถ่ายก่อนเริ่มถ่ายทำครั้งสุดท้าย       ทว่า... คนที่มาด้วยกันคงไม่ยอมปล่อยให้หนีกลับคนเดียวง่ายๆ       “ขอไปด้วยนะคะ” อัตสึโกะลุกจากเก้าอี้จับแขนของคนกำลังจะเดินออกจากโต๊ะด้วยแววตาเว้าวอน หากมินามิไม่อยู่ เธอเองก็หมดอารมณ์จะอยู่ต่อเหมือนกัน   เขาจะกลับ เธอก็จะกลับ   “จริงด้วยทาคามินะ อัตสึโกะมากับเธอนิ ให้กลับไปด้วยกันสิ”  ยูโกะรีบออกตัวสนับสนุนเพราะเห็นเพื่อนสนิทยังคงเงียบกริบ ลางไม่ดีสุดๆ   “เอ่อ ถ้าไม่รังเกียจเดี๋ยวฉัน…”  ซาเอะเองก็ไม่น้อยหน้าหาทางฉวยโอกาสไปกับอัตสึโกะสองต่อสอง  แต่ยังช้ากว่าผู้จัดการส่วนตัวของอัตสึโกะที่ลุกจากโต๊ะเข้าขอร้องท่านประธานด้วยตนเอง   “ทาคามินะซัง ฉันฝากอัตสึโกะหน่อยนะคะ พอดีว่าฉันต้องออกไปทำธุระสำคัญน่ะค่ะ คงไปส่งไม่ได้ อย่างไรอัตสึโกะก็มากับทาคามินะซัง ถ้าให้กลับด้วยกันเจ้าตัวน่าจะสบายใจกว่า” ฝากคนอื่น ริเอะต่อประโยคที่เหลือในใจ เธอแอบมองสีหน้าขัดใจของพ่อพระเอก ไม่มีทางเสียหรอกที่เธอจะปล่อยเด็กของตัวเองเข้าปากจระเข้   “ถ้าอย่างนั้น..ก็ได้ค่ะ”  คนจนมุมในที่สุดก็ยอมตอบเสียงอ่อยๆแล้วค่อยๆดึงแขนกลับมาแนบลำตัว ให้คุณนางเอกมองตาละห้อย   เธอทำอะไรผิดงั้นหรือ จู่ๆ มินามิถึงได้เย็นชาใส่   ทั้งสองพากันก้าวออกจากร้านไปให้คนทั้งโต๊ะลุ้นตามจนตัวโก่งแล้วต้องถอนหายใจออกมา  เมื่อมิยาซาวะ ซาเอะ  เองก็ขอตัวเหมือนกัน   “โอ๊ย  ฉันไม่คิดเลยว่าจะเจอสถานการณ์แบบนี้” ยูโกะบ่นด้วยท่าทางหัวเสีย เธออุสาวางแผนจับคู่มาเสียดิบดีดันมีตัวแถมเข้ามาทำลายแผนเธอไม่เหลือชิ้นดี   “นั้นซิ เวลาโมโหเอาเรื่องน่าดูนะ คนนั้นน่ะ” ฮารุนะปาดเหงื่อ ไม่บ่อยนักหรอกจะเห็นเพื่อนสนิทตีหน้าเรียบ สงสารก็แต่อัตสึโกะ ที่เหลือขึ้นอยู่กับฝีมือล้วนๆว่าจะยังไงต่อ   “ที่เหลือก็คนที่พึ่งจะตามไป ฉันปวดหัวแทนอัตสึโกะจริงๆ” ริเอะยกมือนวดขมับ ไม่ต่างจากคนในโต๊ะที่มองหน้ากันด้วยความเซ็ง   ซวยแท้ๆ มินามิเอ้ย!           ด้านคนที่เข้ามานั่งในรถยุโรปสีดำซึ่งกำลังเคลื่อนตัวกลับไปยังกองถ่าย  พยายามหาจังหวะชวนคนขับคุยหลายครั้ง แต่อีกฝ่ายทำราวกับว่าเธอเป็นเพียงอากาศ  รู้แค่ว่ามีอยู่แต่ไม่มีตัวตนในสายตา มินามิใจร้ายกับเธอเกินไปแล้ว!   แถมพอเข้ามาถึงกองถ่าย เจ้าตัวก็เอาแต่ตรงดิ่งเข้าไปดูฉากไม่ได้สนใจเลยว่าเธอตตามเข้ามาด้วยรึเปล่า เธอตัดสินใจเข้าไปคุยกับมินามิให้รู้เรื่อง เพราะเรื่องที่ผ่านมาไม่ใช่ความผิดเธอสักหน่อย   แล้วดันไม่ระวังตัวเพราะเอาแต่คิดถึงเรื่องของคนตรงหน้าทำให้ขาสะดุดเข้ากับสายไฟอย่างจัง   “โครม!” เสียงของอุปกรณ์ถ่ายภาพในสตูดิโอล้มลงเรียกให้ทาคามินะหันไปมองหาต้นเสียงแล้วต้องตกใจวิ่งเข้าหาคนนั่งกุมเท้าของตัวเองทันทีพร้อมๆกับที่หัวใจหล่นหายไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่สนใจสักนิดว่าอุปกรณ์ที่ล้มลงมาจะเสียหายหรือไม่  เพราะหากเสียเธอก็ซื้อใหม่ได้แต่ถ้าอัตสึโกะเป็นอะไร  เธอคงได้แต่โทษตัวเอง   เป็นอะไรมากรึเปล่า คำถามแรกผุดขึ้นมาในใจ เธอไม่รีรออะไรจับข้อเท้าที่คุณนางเอกกุมไว้มาดู   “เจ็บ” อัตสึโกะบีบมือของมินามิแน่น ไม่ต้องการให้เขาสัมผัสส่วนที่เริ่มม่วงช้ำเป็นรอยอย่างเห็นชัด   “ขอดูหน่อยนะ แปบเดียว”   มินามิต่อรองอย่างอ่อนใจ ลูบไหล่ของคนน้ำตาซึมอย่างปลอบประโลม   “มินามิ เจ็บ”   “รู้แล้วค่ะ รู้แล้ว เหมือนข้อเท้าจะแพลงนะ”  เสร็จแล้วคุณหมอจำเป็นก็ปล่อยมือออกจากข้อเท้าด้วยความระวัง  เธอไม่น่าเอาแต่ใช่อารมณ์เลย  ถ้าเธอสนใจดูแลอัตสึโกะสักนิด คงไม่เกิดอุบัติเหตุหรอก   “ลุกไหวมั้ยคะ”  เธอถามคนเจ็บอย่างกังวล  จะต้องพาอัตสึโกะไปนั่งปฐมพยาบาลก่อนข้อเท้าจะบวมมากกว่านี้    เจ้าตัวจะรู้รึเปล่าว่าสายตาที่มองอย่างอาทรกำลังทำให้หัวใจของคุณนางเอกเต้นไม่เป็นจังหวะ   ถ้าเธอเจ็บตัวแบบนี้ แล้วมินามิจะเป็นห่วงเธอขนาดนี้นะ เธอยอมเจ็บตัวดีกว่า   “ไหวค่ะไหว ”  เพราะไม่อยากทำให้เขาเป็นห่วงมากเธอเลยฝืนที่จะลุกขึ้นยืน แต่สิ่งที่คิดกับความเป็นจริงดันตรงกันข้าม เมื่อความเจ็บแล่นผ่านเส้นประสาททำให้เธอต้องทิ้งตัวนั่งลงไปใหม่   “อัตสึโกะ!” มินามิดูตกใจมากกว่าเดิม  “ถ้าไม่ไหวอย่าฝืนสิ”     คนที่ตัวเล็กกว่าใช้แขนข้างหนึ่งช่วยพยุงอัตสึโกะลุกขึ้นมาอีกรอบพร้อมกับโอบประคองร่างเอาไว้ในวงแขนอย่างระวัง ส่วนสูงที่ต่างกันทำให้เธอค่อนข้างจะเดินลำบาก  หากคุณนางเอกที่ไม่คิดว่าจะมาอยู่ในท่าล่อแหลมกลับหน้าแดง   มินามิจะรู้ตัวรึเปล่าว่า กำลังทำเหมือนคู่รักเวลาจะพากันไปไหนเลย  พลันอัตสึโกะก็ได้เห็นว่าคนที่โอบประคองมีพ่วงแก้มสีแดงระเรื่อไม่ต่างกัน เพียงเท่านั้นเธอก็อมยิ้มด้วยความสุขใจ   ขอยืดเวลาออกไปอีกสักนิดได้มั้ย   กระทั่งมาถึงเก้าอี้ผ้าใบร่างเธอถูกจับนั่งลงอย่างระวังไม่ให้เท้าข้างที่เจ็บสะเทือน   ไม่นะ เรื่องแค่นี้ ทำไมถึงต้องอยากยิ้มมากขนาดนี้ด้วย   “นั่งอยู่เฉยๆก่อนนะ เดี๋ยวจะไปหายามาให้”     เขาบอกกับเธอแบบนั้นแล้วหายไปไม่นานก็มาพร้อมกับกล่องพยาบาล   “ยื่นเท้าออกมาสิ” อะไรนะ!   “ดะ…เดี๋ยวฉันทำเองก็ได้ค่ะ” เล่นมาบอกกันอย่างนี้เธอก็อายเป็นนะ จะให้ยื่นเท้าให้มันก็ยังไงๆอยู่   “เถอะน่า เธอเจ็บอยู่คงขยับได้ไม่สะดวกหรอก”   “แต่…” มินามิไม่รอให้คุณนางเอกปฏิเสธอีกรอบเอื้อมมือจับเท้าของคนไม่ยอมมาอย่างระวัง เพื่อจะได้ทำการปฐมพยาบาล  เป็นการบังคับให้อัตสึโกะต้องยินยอมเท้าอ้อม   ก็ลองเธอขยับดูสิได้น้ำตาเล็ดแน่ๆ   เนื้อครีมยาหลอดสีฟ้าแตะลงผิวอย่างแผ่วเบาแต่กลับทำให้อัตสึโกะชักเท้าถอยหลัง มีหรือคนทายาจะยอมยังลงมือทาต่อด้วยความนิ่มนวลที่สุด   “เจ็บเหรอคะ” เจ้าตัวพยักหน้าตอบให้จนมินามิอดสงสารไม่ได้   อ่า ถ้าเธอไม่แกล้งทำเป็นไม่สนใจ อัตสึโกะคงไม่เจ็บตัวอย่างนี้   “อีกนิดนะคะ”  เธอใจแข็งทายาบนรอยซ้ำต่อให้เสร็จก่อนนำผ้าสำหรับพันข้อเท้ามาพันให้คนเจ็บเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อเท้าของคุณนางเอกบวมไปมากกว่านี้   "ขอบคุณนะคะ"   “อื่อ” เจ้าตัวขานรับคำขอบคุณด้วยความเขินอาย วางเท้าของคุณนางเอกลงพื้นอย่างระมัดระวังที่สุด   “อัตสึโกะ เป็นอะไรน่ะ” มาแล้ว เสียงที่อัตสึโกะไม่อยากได้ยินทั้งเธอและมินามิต่างมองไปที่คนเรียกชื่อเธออย่างพร้อมเพรียง มินามิตัดสินใจหลบฉากให้คนมาใหม่ได้เข้ามาคุยใกล้ชิดคนนั่งเจ็บหากแขนของเธอกลับถูกคว้าให้ต้องมองว่าคนเจ็บต้องการอะไร   “อย่าไปนะคะ” เสียงกระซิบผ่านการขยับริมฝีปากราวกับสะกดให้เธอก้าวขาไม่ออก ขณะที่เจ้าตัวได้หันไปโต้ตอบกับคนพึ่งเข้ามา   “เหมือนข้อเท้าจะแพลงน่ะค่ะ”   “ไปทำอะไรมา เจ็บมากรึเปล่า” แววตาเป็นห่วงเกินธรรมดาพร้อมกับการเข้ามาจับมือถือแขนอัตสึโกะ  เล่นเอามินามิอยากจะหายไปจากตรงนี้ ถ้าไม่ติดว่าถูกขอร้องให้อยู่   อึดอัดอีกแล้ว ทั้งอึดอัดแล้วหงุดหงิด ไม่ชอบใจเลยที่ซาเอะเข้าใกล้อัตสึโกะ    “ตอนนี้ไม่เท่าไหร่แล้วค่ะ ฉันไม่ระวังตัวเองล่ะ” อัตสึโกะขยับตัวเพื่อให้พ้นจากการสัมผัสที่เธอไม่เต็มใจ   “ต้องขอบคุณท่านประธานนะคะ ที่ช่วยปฐมพยาบาลให้”  ครู่ที่มองทาคามินะแววตาของอัตสึโกะเป็นประกายโดยที่เจ้าตัวไม่ทันรู้ตัว  ทำให้ซาเอะเผลอจ้องมินามิอย่างแค้นเคียงทำไมต้องเป็นคนนี้ด้วย ที่อัตสึโกะสนใจ   “คราวหลังต้องระวังตัวให้มากนะคะหรือให้ฉันมาช่วยดูแลใก็ได้”   “ขอบคุณนะคะ แต่คงไม่รบกวนซาเอะขนาดนั้นหรอกคะ” อยากบอกเหลือเกินว่า ถ้าจะดูแลขอคนข้างหลังได้ไหม ก็คนนั้นเธอสนใจนิ   ถ้าอยู่ใกล้มากกว่านี้คงแอบสะกิด หยอกให้เขินเธอเหมือนคำขอบคุณเมื่อกี้   “ไม่รบกวนหรอกค่ะ”   อีกฝ่ายตื้อไม่เลิก อัตสึโกะก็ไม่รู้จะยังไงต่อ ได้แต่ขอให้คนอื่นกลับมาโดยไว เพราะเธอกระอักกระอวยใจเหลือเกิน   มินามิเล่นไม่ยอมพูดอะไรกับเธออีกจนได้       กว่าทุกคนจะกลับเข้ามาคุณนางเอกเกือบลมใส่เพราะสลัดอย่างไรซาเอะก็ไม่ยอมไปไหนเสียที ทุกคนตกใจที่อัตสึโกะบาดเจ็บพากันถามไถ่คนละทีสองทีจนทาคามินะถึงกับต้องบอกให้เงียบเพราะสงสารคนที่ต้องมานั่งตอบคำถาม   “วันนี้เราคงต้องยกเลิกการถ่ายทำไปก่อน ดูแล้วอัตสึโกะคงเข้าฉากต่อไม่ได้”   ทีมงานพยักหน้าเข้าใจ เตรียมแยกกันไปเก็บอุปกรณ์   ทว่า…   “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันยังไหว ฉะนั้นอย่ายกเลิกเลยนะคะ ฉันไม่อยากเป็นสาเหตุทำให้ทุกคนต้องเสียงาน” คนนั่งอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบโพล่งออกมา เธอจะปล่อยให้งานล่าช้าเพราะเธอคนเดียวไม่ได้   “ไม่ได้หรอก เมื่อกี้เธอยังยืนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”   “ขอร้องล่ะคะ มินามิ” อัตสึโกะอ้อนวอน ประคองตัวลุกขึ้นยืนด้วยแววตามุ่งมั่น   เธอจะต้องรับผิดชอบงาน ในส่วนนี้ให้เสร็จ   เล่นเอามินามิหนักใจหันมองที่งานที่รอคำตอบจากเธอ   “แน่ใจนะคะว่าไหว”   “ค่ะ” น้ำเสียงไม่มีความลังเลอย่างนี้เธอต้องยอมใช่มั้ย   มินามิพยักหน้ายอมแพ้แล้วสั่งให้ทีมงานเตรียมตัวเช็ดฉาก   เธอหันมาเผชิญหน้ากับคนหัวดื้อ   “ฉันไม่ยอมให้เธอเข้าฉากเฉยๆหรอกนะ ฉันมีข้อแม้ว่าถ้าเธอแสดงออกมาว่าเจ็บเพียงนิดเดียว ฉันจะสั่งคัดแล้วพาเธอไปหาหมอทันที”   อัตสึโกะยอมรับข้อตกลงก่อนให้คนเข้ามาช่วยไปยุ่งไปเข้าฉาก เล่นเอาท่านประธานต้องถอนหายใจ   ไม่อยากจะเชื่อว่าคุณนางเอกดาวรุ่งจะดื้อขนาดนี้       เวลาถ่ายทำดำเนินต่อเนื่องไม่มีติดขัด อัตสึโกะทำตามข้อตกลงจวบจนวินาทีสุดท้าย ไม่ยอมแสดงอาการเจ็บใดๆออกมาเสียทีมงานทุกคนชื่นชมเป็นเสียงเดียวกัน กระทั่งเสร็งงานมินามิถึงกับต้องกระโจนมาจากเก้าอี้ข้างผู้กำกับเข้ามาดูคนนั่งทำหน้าเหยเกถูกน้ำแข็งประคอบข้อเท้า   “เหมือนจะบวมขึ้นนะคะ ท่านประธาน” มินามิถึงกับต้องส่งสายตาดุใส่คนเจ็บ ไม่สนแม้กระทั่งซาเอะที่มาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ    “เราจะเริ่มถ่ายทำอีกที หลังจากที่อัตสึโกะหายดีแล้วนะ”   เธอออกคำสั่งเสียงเข้ม เป็นห่วงคนเจ็บมากกว่าอะไรทั้งนั้น   งานจะช้าก็ปล่อยช้าไปสิ ถ้าอัตสึโกะไม่หายเจ็บเธอก็จะไม่ยอมให้ถ่ายต่อเด็ดขาด   หากเกิดปัญหาเธอนี่ล่ะจะเป็นคนไปรับหน้ากับเบื้องบน   ดูสิใครมันจะกล้า   “ค่ะ ท่านประธาน”       “ยังลุกไหวไหม เดี๋ยวฉันพาไปหาหมอ” คราวนี้มินามิหันมาสบตาคนที่มองเธออยู่ก่อนแล้ว นึกโกรธอยู่นิดๆ ที่แม่นางเอกคนนี้ทำให้ข้อเท้าช้ำเพิ่ม   “ทาคามินะซังคะ เดี๋ยวฉันพาอัตสึโกะไปหาหมอเองดีกว่า” ซาเอะเข้าแทรกบทสนทนาอย่างเสียมารยาท เธอไม่ยอมหรอก ถ้าจะให้อัตสึโกะไปกับท่านประธานสองต่อสอง   “ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันพาอัตจังไปเองดีกว่า ริเอะฝากให้ฉันดูแลด้วย ฉันเองก็ต้องรับผิดชอบ จะปล่อยให้ไปกับคนอื่นมันดูไม่ดีน่ะ”  คำพูดธรรมดาๆแต่ทำให้คนได้ยินถึงกับหน้าชา  เพราะความหมายแฝงในประโยคท้ายที่ว่า ฝากให้ฉันดูแล และคนอื่น   ทีมงานที่อยู่ใกล้ถึงกับนั่งอึ้ง ไม่คิดว่าท่านประธานจะพูดอะไรที่มันชวนคิดอย่างนี้ แล้วก็ได้แต่กุลีลุจอทำตามคำสั่งช่วยกันพาคุณนางเอกไปที่รถท่านประธาน   ทิ้งให้ซาเอะยืนกำหมัดกับการประกาศสงครามเมื่อครู่       ……………………………………………………………………………    
  8. ch.3 เริ่มงานคู่แข่ง   หลังจากการประชุมครั้งที่สองที่มิยาซาวะ ซาเอะและอิตาโนะ โทโมมิได้เข้าร่วม ก็มีกำหนดการให้เปิดกองละคร โดยเริ่มแรกในช่วงเช้าตั้งแต่เวลาเจ็ดโมง ได้มีการจัดพิธีบ่วงสรวง ซึ่งให้อัตสึโกะกับฮารุนะรับหน้าที่เป็นตัวหลักในการแสดง มินามิยอมรับว่าตัวเองนั่งมองคนที่ใส่ชุดขาวราวกับเทพธิดาตาค้าง ไม่กล้าแม้จะกระพริบตากลัวพลาดช็อตสำคัญ ยิ่งได้มองชายผ้าขาวที่ปลิวไสวกับการเคลื่อนไหวของคุณนางเอก ก็ราวกับหัวใจล่องลอยอยู่บนกลีบเมฆ เคลิ่มไปทุกชั่วขณะ นี่หรือนางฟ้าจำแลงกาย ผมปล่อยยาวลูพลิ้วไปตามจังหวะเคลื่อนไหว ดนตรีขับแผ่กระจายเส่นห์เสียใครจะกล้าเอ่ยคำใดออกมา  ในระหว่างที่สบตา รอยยิ้มทำลายฟ้าปฐพีก็เล่นเอาใจเหลวลงไม่เป็นท่า ใบหน้ารอยฉ่า รู้สึกว่าแดดวันจะแรงมากเป็นพิเศษ และแล้วการแสดงที่ทำให้ท่านประธานไม่เป็นตัวของตัวเองก็จบลง  อัตสึโกะไม่ลืมจะยิ้มตบท้ายก่อนจะเดินหายไปทางห้องแต่งตัว จงใจแกล้งกันชัดๆ มินามิยกมือปาดเหงื่อที่ไหลออกมาจนจะเข้าตาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ได้แต่ค้อนขอดคุณนางเอกคนสวยในใจ คราวนั้นที่แอบหอมแก้มเธอ ยังไม่ได้คิดบัญชี แล้วการประชุมครั้งที่สองที่พึ่งผ่านมา ยังแอบเอามือเธอไปจับก่อนจะออกจากห้องไปอีก ดีนะที่ไม่มีคนเห็น ไม่งั้นเธอคงต้องแทรกแผ่นดินหนีจริงๆ  ชอบแกล้งให้เธอเขินอยู่เรื่อยเลย เจอกันกี่ครั้งก็ไม่ชินเสียที ในระหว่างที่กำลังแอบต่อว่าคุณนางเอกอยู่  มิซายาวะ ซาเอะกับอิตาโนะ โทโมมิที่พึ่งมาถึงก็เข้ามาทักทาย   เธอรีบปรับเปลี่ยนสีหน้าส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรทำเหมือนว่าก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอ  “สวัสดีค่ะ ทาคามินะซัง”  “อ้าว มากันแล้วหรอซาเอะ โทโมจิน นั่งรอก่อนนะ ตอนนี้นักแสดงคนอื่นเข้าไปเปลี่ยนชุดอยู่น่ะ”  จากที่ได้เจอกันคราวก่อน ท่านประธานก็รู้ว่าสองคนนี้อัธยาศัยดีมากเป็นพิเศษ เข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่เป็น ขนาดคุณผู้กำกับยังชมให้ฟัง ก็ต้องยอมรับว่าโล่งใจในระดับหนึ่งที่สองคนนี้เขาไม่ได้มีปัญหากับคนอื่น  “ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ไม่ได้มารวมพิธีบ่วงสรวง” “ไม่เป็นไรหรอก ทางนั้นแจ้งฉันมาก่อนแล้วนิหน่า” แจ้งมาว่าทั้งสองมีงานในช่วงเช้าทั้งคู่ ไม่สามารถมาเข้าร่วมพิธีได้แต่จะมาถึงก่อนเริ่มถ่ายทำในช่วงสาย    ทั้งสองจึงเดินไปนั่งยังที่ที่ถูกจัดให้ หากสายตาของซาเอะก็ยังคงเหลือบมองไปทางห้องแต่งตัวตลอดเวลา ด้วยความหวังที่ว่าจะได้พบใครอีกคนไวๆ  เมื่อตนนั้นแอบชอบนางเอกของเรื่องนี้มาตั้งนาน ตั้งแต่ได้รู้จักกันผ่านงานต่าง ๆ ด้วยความโดดเด่น ทั้งรอยยิ้มและรูปร่างหน้าตา ทำให้อยากคว้ามาไว้ข้างกาย คนทั้งเมืองจะอิจฉาขนาดไหน ถ้าเขาคนนี้ได้ มาเอดะ อัตสึโกะมาเป็นแฟน  แล้วพอมาได้เจอตัวจริงในวันประชุมกองร่วม ต้องบอกเลยว่าหัวใจหลุดบินไปวางแทบเท้า คนอะไร สวย น่ารัก ยิ้มทีโลกทั้งใบเป็นสีชมพู เธอตั้งเป้าไว้เลยว่า ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องจีบคนนี้ให้ได้ ไม่นานหลังจากนั้นคนที่พึ่งเข้าไปแต่งตัวต่างก็พากันทยอยออกมา อัตสึโกะตรงดิ่งเข้ามาหาทาคามินะราวกับคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี  เล่นเอาคนนั่งอยู่ไม่ไกลออกอาการ อยากจะเข้ามาคุยด้วยก็กลัวเสียมารยาท ได้แต่เพียงทักทายแล้วมองตามตาไม่กระพริบ “มินามิ” อัตสึโกะเรียกคนที่กำลังตรวจสอบอุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายทำ ให้ขึ้นมาสบตากัน   “อะ..เอ่อ มีอะไรหรออัตสึโกะ”  คนขี้อายพยายามเลี่ยงไม่อยากคุยด้วยเท่าไหร่ หันส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากใครสักคนไม่เว้นแม้แต่เพื่อนสนิทอย่างยูโกะกับฮารุนะที่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แถมยังมองมาด้วยสายตาไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่อีกต่างหาก “มินามิ บอกว่าให้เรียก อัตจังยังไงล่ะ” ทาคามินะโอดครวญในใจ แต่เรียกชื่อจริงก็เชินจะแย่ กว่าจะทำใจเปลี่ยนจาก มาเอดะซัง มาอัตสึโกะมันไม่ง่ายเลยนะ “จะไม่เรียกใช่มั้ยคะ” “ก็มัน…เอ่อ ก็ได้ค่ะ อัตจัง” ท้ายที่สุดท่านประธานก็ต้องจำยอมเล่นเอายูโกะที่ยืนสังเกตอยู่ข้างคนรักแอบหัวเราะ อาการทาคามินะมันฟ้อง  ตอนแรกก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเธอจะคิดถูก  แต่พอหลายๆครั้งเข้ามันก็ชัดเจน ว่าคนที่ลั่นวาจาว่าจะไม่รักใคร เหมือนว่าจะได้เรียนรู้จักความรักเสียแล้ว   “เนี้ยงว่ายังไงบ้างคะ” “ชัดเจนขนาดนี้ ไม่ต้องว่ายังไงแล้วค่ะ” ฮารุนะหัวเราะชอบใจ นี่ถ้าพี่สาวอีกคนในกลุ่มอยู่ด้วยคงสนุกมากกว่านี้ “เรามาเป็นกามเทพช่วยให้สองคนนี้ลงเอยกันเร็วๆดีมั้ยค่ะ” “ก็น่าสนุกเหมือนกันนะคะ” ฮารุนะหัวเราะ หึๆ ข้างคนรักก่อนต้องสะดุ้งตกใจเพราะเสียงที่ดังมาจากด้านหลัง “ให้ฉันช่วยด้วยซิ” “ริเอะ!” ยูโกะถึงกับทำหน้าไม่ถูก ก็ตนแอบเอาเด็กเขามาพูด แถมคุณผู้จัดการยังมาได้ยินอีกต่างหาก   “เห็นอย่างนั้นน่ะ ปากแข็งนะคะ ชอบทำตัวเหมือนหมาหยอกไก่ไปเรื่อย” “เอ่อ คือ ได้ยินตั้งแต่แรกเลยหรอ” ฮารุนะถามเสียงอ่อยๆ ส่วนคนถูกถามก็พยักหน้าอย่างนึกสนุก เล่นเอาสองคู่รักหันมองหน้ากันแทบจะทันทีด้วยความคิดที่ตรงกันว่า คราวหน้าจะพูดถึงใครพวกเธอควรจะระวังมากกว่านี้สินะ   กลับมาที่ด้านของทาคามินะ ซึ่งเหมือนกับว่ากำลังเล่นเกมจ้องตาวัดใจกับคุณนางเอกก่อนคนที่อุสาเดินมาหาจะเข้าประเด็นหลักยื่นโทรศัพท์มาให้เธอทำหน้างง “ขอเบอร์หน่อยสิคะ” ซาเอะได้ยินคำพูดนี้เต็มสองรูหู ไม่เข้าใจว่าดาราจะขอเบอร์ประธานบริษัทไปทำไม พลันเกิดไอร้อนขึ้นมาในกายแทบนั่งติดเก้าอี้ไม่ได้อีกต่อไป ถ้าสไตล์ลิสไม่เข้ามาเรียกไปเช็ดผมสียก่อน เธอคงเสียมารยาทเข้าไปแทรกบทสนทนาของคนที่แอบชอบ อัตสึโกะ สนใจประธานบริษัทอย่างนั้นหรือ!? เธอจะต้องจับตาดูเสียแล้ว “จะ..จะเอาไปทำอะไรคะ” ถึงจะถามไปอย่างนั้น ทาคามินะก็ยอมกดเบอร์โทรศัพท์ให้อย่างง่ายได้  คิดในแง่ดีไว้ อีกฝ่ายคงเอาไว้ติดต่อเรื่องงาน หรือเธอจะลืมไปว่าปกติเรื่องงานโทรผ่านเลขาเธอก็ได้ “ก็เอาไว้ติดต่องานไงค่ะ”  นั้นไง เรื่องงานจริงด้วย เธอไม่เห็นต้องคิดมาก หากทาคามินะจะเอ๊ะใจสักนิดกลับรอยยิ้มที่มุมปาก ก็จะรู้ว่าตัวเองพลาดมากที่ให้เบอร์โทรศัพท์คุณนางเอกไป “ฉันโทรเข้าเครื่องของมินามิไปแล้วนะคะ อย่าลืมกลับไปเมมนะคะ ท่านประธาน” คนได้ของถูกใจไม่ลืมยิ้มร่ำลา เดินกลับไปหาผู้จัดการส่วนตัวอย่างอารมณ์ดี ปล่อยให้ทาคามินะได้แต่ล่วงโทรศัพท์ออกมาดู นี่ หรือเบอร์ของคุณนางเอก แล้วทำไมเธอต้องเขิน ก่อนจะมีข้อความเข้าจากเจ้าของเบอร์มาดๆให้ต้องหน้าร้อนฉ่า  เมื่อมันเขียนมาว่า “ทำงานเหนื่อยหน่อยนะคะ ท่านประธาน” พร้อมรูปหัวใจและริมฝีปาก เธอคิดว่าเธอถูกแกล้งแล้วเห็นๆ!   กระทั่งละครได้เริ่มถ่ายทำ ทาคามินะถึงได้กลับมาจริงจังเหมือนเดิม ซาเอะเป็นคนเข้าฉากคนแรก เล่นได้ดีสมชื่อเสียงที่สะสมไว้ บทของตัวเอกทั้งสองฝั่งเป็นบทค่อนข้างหนักเอาการโดยเฉพาะบทของอัตสึโกะที่ต้องเจอมรสุมชีวิตสารพัดกว่าจะได้พบกับพระเอก มาฉากแรกก็ต้องเล่นบทคนเจ้าน้ำตา บีบคั้นอารมณ์ออกจนสุด เมื่อถูกคนรักเก่านอกใจกำลังมีอะไรกับหญิงอื่นต่อหน้าต่อตา แล้วหญิงอื่นที่ว่าไม่ใช่ใครที่ไหนกับเป็นเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดยคนวางแผนคือนางร้ายที่ไม่ชอบนางเอกมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ด้วยเหตุผลทางบ้าน   อีกด้านหนึ่งในระหว่างที่ถ่ายละครกันอยู่สองสาวที่ยื่นมองนักแสดงกำลังแอบหวานไม่ค่อยแคร์สื่อเท่าไหร่    “ยูกิรินคิดถึงจังเลย” มายุอ้อนกอดเอวยูริกินแน่เนื่องจากมาเข้ามาถึงกองเป็นคนสุดท้ายเพราะพึ่งจะอัดเสียงเสร็จไปเมื่อสักครู่ “คิดถึงอะไรกัน เราไม่ได้เจอกันแค่ชั่วโมงเดียวเองนะมายุ”  แม้จะบ่นคนพูดอย่างเอามือลูบเส้นผมของคนที่กอดไว้แน่นอย่างเอ็นดู “ก็เค้าคิดถึงยูกิรินตลอดเวลาเลยนิหน่า” “นิ มายุพูดอะไรอายยูโกะบ้างซิ” ยูกิด้วยพ่วงแก้มแดงระเรื่อดหลือบมองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลกันมากนัก   “ไม่ต้องอายหรอกน่า ฉันชินแล้วล่ะ”  รุมแกล้งเธอเข้าไปนะ สองพี่น้องนี้นิ   ยูกิรินส่ายหน้า ยอมเลยจริงๆ ต้องบอกก่อนว่า เธอกับยูโกะสนิทกัน เพราะยูโกะมาขอให้เธอเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้มายุที่เป็นน้องสาว แต่อย่างไรไม่ทราบ  เธอถึงได้เป็นมากกว่าผู้จัดการ เล่นเอาพี่สาวขี้หวงน้องเคืองเธอไปหลายวัน หาว่าเธอล่อลวงน้องสาวตัวเองเสียอย่างนั้น เธอว่าเธอถูกล่อลวงมากกว่านะ  และแล้วเสียงสั่งคัดก็ดึงสมาธิของเธอกลับมาสนใจที่กองถ่าย เห็นนักแสดงต่างพากันทยอยออกมาหาผู้จัดการส่วนตัว ดูเหมือนจะมีนักแสดงคนหนึ่งสีหน้าไม่ดีอยู่  ริเอะที่ยืนถัดจากเธอไปไม่มาก ถึงต้องรีบเดินเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง และดูเหมือนจะไม่ใช่แค่ริเอะเพราะคนหลังกล้องตรงนั้นก็มองมาด้วยสายตาที่มากกว่าเป็นห่วงเสียอีก สองคนนี้ยังไงกันแน่นะ ต้องลองหาเวลาถามยูโกะดูเสียแล้ว  “ดีขึ้นรึยังอัตสึโกะ” เจ้าตัวพยักหน้าให้ช้าๆ เวลาที่อินจัดกับฉากเธอจะชอบมีอาการแบบนี้ประจำ คือยังคิดว่าตัวเองยังเป็นตัวละครในเรื่องแล้วหยุดร้องไห้ไม่ได้ “นั่งรออยู่ตรงนี่ก่อนนะ เดี๋ยวฉันไปหยิบน้ำมาให้”  ไม่ทันที่ริเอะจะได้ลุกขวดใส่น้ำทรงสูงก็ถูกยื่นมาให้อัตสึโกะ เจ้าตัวถึงกับต้องมองคนนำมาให้อย่างงงงวย เพราะไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น “นี่ค่ะ น้ำ” ส่อแววชัดเจน ริเอะได้แค่ร้องครางในใจ ดูเหมือนว่างานจับคู่ให้นางเอกกับท่านประธานจะไม่ได้หมูอย่างที่คิดเสียแล้ว เพราะมีตัวแปรเข้ามาร่วมแจมด้วยอีกคน “เอ่อ...ขอบคุณค่ะ มิยาซาวะซัง”  อัตสึโกะเพียงแค่รับน้ำมาตามมารยาท หันมองริเอะอย่างขอความเห็น เจ้าตัวได้แต่ส่งสัญญาณมาว่าให้ตามน้ำไปก่อน “ไม่เป็นไรหรอก เรียกฉันซาเอะก็พอ มิยาซาวะซังมันยาวเกินไปน่ะ เจอกันแต่ล่ะครั้งไม่ค่อยได้คุยกันเลย ฉันแค่อยากจะทำความรู้จักน่ะ” แค่อยากทำความรู้จักอย่างนั้นหรือ ริเอะแอบมองบน น่าเชื่อตาย สายตาคุณเธอเล่นวิบวับจนจับสังเกตได้ ต่างจากแม่นางเอกนี่เวลามองท่านประธานเสียเมื่อไหร่ “เอ่อ..ค่ะ ซาเอะซัง”อัตสึโกะยิ้มแก่นๆเนื่องจากวางตัวไม่ถูก ถ้าผู้หญิงตรงหน้าเป็นคนที่ทำให้เธอแกล้งสนุกก็ว่าไปอย่าง แล้วก็ได้แต่มองหาคนวุ่นวายอยู่หลังกล้อง อยากให้เงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอจังเลยนะ คงได้เห็นแก้มแดงๆอีกเป็นแน่ “เเหม่ ยังเติมซังอีก ซาเอะเฉยๆก็พอจะได้ดูสนิทกัน เนอะ อัตสึโกะ”  คำว่า เนอะ อัตสึโกะทำให้คนที่ไม่ได้ตั้งใจฟังหันมาตอบอย่างลนลานเพราะมัวแต่แอบมองท่านประธานอยู่ “เอ่อ ค่ะ ซาเอะ” แล้วเมื่อไหร่เธอจะหลุดออกจากพระเอกของกองละครเสียทีนะ วินาทีนั้นราวกับว่ามีเสียงสวรรค์เมื่อท่านประธานสั่งให้เข้าฉากอีกครั้ง เธอขอตัวแบบไม่มีรีรอ หลุดรอดออกไปได้เสียที   ผ่านมาประมาณสามชั่วโมงกว่าเหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีก็จะเข้าสู่ช่วงเย็น ท่านประธานผู้มีอำนาจสูงสุดในกองจึงสั่งพักให้แต่ละคนไปทานข้าวก่อนเข้าสู่การถ่ายทำฉากสุดท้ายของวันนี้ อัตสึโกะหลังจากปลีกตัวออกมาจากซาเอะได้ เนื่องจากฝ่ายนั้นถูกผู้ใหญ่ในกองชวนไปทานข้าวก็เข้ามาคุยกับท่านประธาน  ตั้งแต่ช่วงบ่ายมา เธอเห็นนะว่าท่านประธานมีสีหน้าแปลกไป จะเป็นอะไรรึเปล่านะ “ไม่ไปกินข้าวเหรอคะ”  คนถูกถามเพียงช้อนตาขึ้นมองเล็กน้อยก่อนกลับมาสนใจภาพในจอสี่เหลี่ยมขนาดเล็กเหมือนเดิม เล่นเอาอัตสึโกะไปต่อไม่ถูก เธอไปทำอะไรให้ท่านประธานไม่พอใจอย่างนั้นหรือ “ฉันยังไม่หิวน่ะ”  ตอบเหมือนประชดเธอเลย “ไม่หิวจริงๆหรอคะ” อัตสึโกะยิ้มใจดีสู้เสือ ก็คุณผู้จัดการของตัวละครหลักอีกคนพึ่งมาบอกว่า ท่านประธานที่เอาแต่สนใจงานฝากซื้อข้าวเข้ามา แล้วจะไม่หิวได้อย่างไร ด้วยความที่คุณผู้จัดการโอชิมะยูโกะไม่อยากทำตามคำสั่ง จึงไหว้วานให้เธอมาชวนอยู่นี่ “ใช่ค่ะ ยังไม่ จ๊อก~~~”  คุณนางเอกแทบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่ยิ่งเห็นท่านประธานตัวเล็กหน้าแดงไปถึงใบหู ก็อดจะส่งสายตาหยอกล้อไม่ได้ ไม่หิวแต่ท้องร้องนินะคะ  ท่านประธาน “ถ้าอัตจังหิวก็ไปก่อนสิ ไม่ต้องรอหรอก ฉันฝากยูโกะซื้อข้าวเข้ามาให้แล้วล่ะ” “ก็ยูโกะซังฝากให้ฉันมาชวนมินามิไปกินข้าวด้วยกันนิคะ ไปด้วยกันนะคะ”  คุณนางเอกไม่ยอมถอย มาถึงขนาดนี้แล้วจะถอยอย่างไร “อัตจังไปเถอะค่ะ ฉันออกไปซื้อเองก็ได้” “นะคะ เรายังไม่เคยไปกินข้าวด้วยกันเลย” “เอ่อคือ…” มาเขินอะไรตอนนี้เล่า ถึงกับต้องพยายามหายใจเข้าออกช้าๆเมื่อเจอลูกอ้อนที่มีพลังทำลายล้างมหาศาล “นะคะมินามิ” ไม่ทันไรคนมือไวก็ยื่นมือมาจับมือเธอ เล่นเอาเส้นเลือดฝาดขึ้นมาบนใบหน้า จำใจตอบตกลงอย่างช่วยไม่ได้ “ก็ได้ค่ะ ไปด้วยก็ได้”  ไม่จะจบประโยคดีด้วยซ้ำริมฝีปากชุ่มชื่นด้วยลิปสติกสีชมพูอ่อนก็ทาบทับลงบนแก้ม เล่นเอามินามิตัวแข็งทื่อ สมองหยุดประมวลผลไปดื้อๆ   “ทำอะไรคะ!! อัตจัง”  คนเขินอายยกมือลูบแก้มโวยวายเอาเรื่องคนชอบฉวยโอกาส โอ๊ยย หัวใจเต้นโครมครามๆ รู้สึกเหมือนจะมีไข้เสียอย่างนั้น   “ก็แค่… ทดสอบลิปสติก ว่าจะหลุดรึเปล่า” ห๋า!!! ทดสอบลิป มันจำเป็นต้องที่แก้มเธอมั้ย “ดูเหมือนจะไม่หลุด ไม่ติดด้วยนะคะ หรืออยากได้แบบที่ติดดี” เธอว่ามันแปลกๆนะ!  ถึงกับต้องมองค้อนคนขี้แกล้งเลยทีเดียว เหตุผลน่าเชื่อตรงไหน “ไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวคนอื่นจะรอนานนะคะ”  มินามิได้แต่อ้าปากค้างปล่อยให้ถูกจูงลากไปเหมือนคนที่สติไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว โดนเล่นมนตร์ใส่ชัดๆ สองครั้งแล้วนะ ที่เธอทำกับฉันอย่างนี้ อัตสึโกะ! ………………………………………………………………………………
  9. ch.2 การพบกันที่น่าตกใจ   เช้าวันถัดมาที่บริษัทอากิฮาบาระกรุ๊ป ท่านประธานตัวเล็กยิ้มทักทายพนักงานอย่างเป็นกันเองเหมือนดังเช่นทุกวัน ที่เลือกจะเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการใช้ลิฟท์ที่มีไว้สำหรับผู้บริหาร อีกเหตุผลหนึ่ง คือ เพื่อจะได้ตรวจดูความเรียบร้อยของบริษัทไปในตัว ขอออกตัวก่อนว่า วันนี้มีการประชุมโปรเจคตัวใหม่ทำให้พนักงานที่เกี่ยวข้องในหลายๆฝ่ายต่างมาทำงานเช้ากันมากเป็นพิเศษจนเธออดยิ้มขำไม่ได้ ความจริงเธอก็ไม่ได้เข้มงวดอะไร ขอแค่ให้รักษาเวลาแล้วงานออกมาใช้ได้มันก็พอ สงสัยแต่ละคนจะตื่นเต้น ก็วันนี้มันเป็นวันรวมดาวของบริษัทเลยนิหน่า  ทันใดที่ลิฟท์เคลื่อนตัวมาถึงชั้นที่  8 อันเป็นที่ประจำของเธอ ก็ได้ก้าวเท้าออกจากลิฟท์ เข้าไปทักทายเลขาหน้าห้องที่มาถึงก่อนเสมอ ทำงานเกินเงินเดือนจริงๆคนนี้  “มาเช้าเหมือนเดิมเลยนะ” คนที่กำลังจัดเรียงเอกสารใส่แฟ้มรีบเงยหน้าขึ้นมาแล้วโค้งทักทาย “สวัสดีค่ะท่านประธาน ดิฉันเตรียมเอกสารการประชุมวางไว้บนโต๊ะให้แล้วนะคะ”   “ขอบใจเธอมาก แล้วเรื่องห้องประชุมจัดการเรียบร้อยรึยัง” “เรียบร้อยแล้วค่ะท่านประธาน ให้คนไปตรวจดูความเรียบร้อยให้แล้วค่ะ” “สมกับเป็นยุยจริงๆ ทำงานเรียบร้อยตลอดเลย” ท่านประธานยิ้มให้เลขาอย่างชื่นชมที่ทำงานได้ไม่เคยตกหล่นสักครั้ง  “เอ่อ ไม่หรอกค่ะ ดิฉันแค่ทำตามหน้าที่” “เอาน่าไม่ต้องทำถ่อมตัว เดี๋ยวประมาณครึ่งชั่วโมงเข้าไปตามฉันลงไปห้องประชุมหน่อยนะ” “รับทราบค่ะท่านประธาน” เวลาผ่านไปจนเป็นเวลาเกือบ 9.40 นาที คนที่รับคำสั่งมาจากเจ้านายก็ปฏิบัติหน้าที่เข้าไปตามคนที่นั่งทำงานอยู่ภายในห้อง เธอเคาะประตูเบาๆสองสามครั้งก่อนเปิดเข้าไป เพื่อไม่เป็นการเสียมารยาทและรบกวนเวลาทำงานของคนในห้องที่ชอบเข้าสู่โลกส่วนตัวทุกครั้งเวลาอยู่กับกองเอกสาร “ท่านประธานคะ ได้เวลาแล้วค่ะ” คนถูกเรียกผงกศีรษะขึ้นมาแล้วพยักหน้าให้คนเลขาเล็กน้อย “โอเค เดี๋ยวฉันตามออกไป” “ค่ะ ท่านประธาน”   และแล้วทั้งสองคนก็ใช่เวลาไม่นานในการลงมายังห้องประชุมที่อยู่ชั้นห้าฝั่งด้านขวาของตัวตึกที่มีการปรับโครงสร้างใหม่เพื่ออัพเดตระบบรักษาความปลอดภัยโดยเฉพาะ             มินามิชวนเลขาคุยด้วยท่าทางสบายๆ ก่อนขอตัวแยกออกไปเข้าห้องน้ำ โดยไม่ลืมสั่งคุณเลขาให้ไปว่างเอกสารในการประชุมรอไว้ก่อน ในระหว่างขากลับไปยังห้องประชุมนั้นเอง จังหวะที่เธอก้มหน้ามองนาฬืกาข้อมือ ก็ชนเข้ากับบางอย่างจนล้มลงพื้นอย่างจัง “โอ๊ยย เจ็บชะมัดเลย”   ประธานบริษัททร้องโอดโอยเอามือลูบสะโพกที่ปวดหนึบไม่ได้สนใจว่าตนชนเข้ากับอะไรเมื่อความเจ็บปวดยังเล่นงานไม่หาย  เอวจะเคล็ดรึเปล่าเนี่ย ก่อนต้องสะดุ้งด้วยความตกใจเพราะเสียงร้องอีกเสียงที่ได้ยินจากคนนั่งอยู่ด้านหน้า “เจ็บนะ” “เอ่อ คือว่า ขอโทษนะคะ เป็นอะไรมากรึเปล่าคะ” คนผิดถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงพลางยื่นมือไปช่วยคนที่ดูแล้วว่าน่าจะสูงกว่าให้ลุกขึ้นยืน เพียงไม่กี่วินาทีต่อจากนั้นก็ราวกับโลกของเธอหยุดเคลื่อนไหว หัวใจเต้นถี่อย่างไร้การควบคุม เพียงแค่สบตาที่ช้อนขึ้นมองของฝ่ายตรงข้าม ในขณะที่ฝ่ายนี้ยอมรับการช่วยเหลือจับมือของเธอไว้  สัมผัสจับต้องเป็นเหมือนมีกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่าน เลือดลมถึงได้สูบฉีดมากกว่าปกติจนแก้มรู้สึกร้อน  เป็นอะไรของเธอ ทำไมต้องเขินฝ่ายตรงข้ามด้วย “ไม่เป็นไรค่ะ”  เพียงแค่คำตอบไม่พอยังตามมาด้วยรอยยิ้มหวานเป็นมิตร คนเหมือนถูกหว่านเสน่ห์ถึงกับทำตัวไม่ถูกได้แต่ก้มหน้าหลบตา  กลัวอีกฝ่ายเห็นว่าเธอหน้าแดงขนาดไหน เป็นอะไรของเธอ ทั้งที่เห็นคนสวยมาก็เยอะ แต่ไม่เคยมีอาการอย่างนี้เลย “คุณคะ  คุณคะ  เป็นอะไรรึเปล่าคะ หน้าแดงเชียว”  นี่ เธอคนนี่ เห็นด้วยหรือว่าเธอหน้าแดงอยู่ แล้วอย่างนี้ จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน โอ๊ยย เขิน หาทางแถๆไปก่อนดีกว่า “เอ...เอ่อ ..มะ..ไม่เป็นไรค่ะ” ทำไมต้องพูดตะกุกตะกักด้วยนะ  เดี๋ยวก็ถูกสงสัยกันพอดี อยากหนีออกไปจากสถานการณ์นี้เร็วๆจัง ว่าแล้วก็ลืมเรื่องสำคัญอย่างการประชุมไปเลย “เอ่อ.. ถ้าไม่เป็นไรแล้ว มือคุณน่ะค่ะ”   คนถูกจับมือไม่ปล่อยทักทวงอย่างมีมารยาท เล่นจับไว้อย่างนี้เธอก็เขินเหมือนกันนะ “อ่ะ  เอ่อ ขอโทษค่ะ”  คนพึ่งรู้ตัวรีบปล่อยมือนุ่มของอีกฝ่ายอย่างตกใจ คราวนี้ไม่ใช่แค่หน้าแดงธรรมดาแต่ยังเล่นล่ามไปถึงใบหูเชียว  ทำอะไรไปเนี่ยฉัน ขายหน้าหมดแล้ว ไปจับมือเขาอยู่นานสองนานได้อย่างไรกัน “ถ้าอย่างนั้น ฉันขอตัวก่อนนะคะ”   คนถูกเอาเปรียบแจกรอยยิ้มให้ด้วยความถูกใจ มองไปมองมาก็น่ารักน่าแกล้งดีเหมือนกันนะคนนี้เนี่ย  แล้วไหนจะอาการเขินออกนอกหน้าทำให้เธอยิ่งอยากแกล้งเข้าไปใหญ่ หวังว่าคงได้เจอกันอีก ถ้าผู้หญิงคนนี้ยังทำงานอยู่ในบริษัทเดียวกัน ไม่นานคุณนางเอกก็ได้ยินเสียงผู้จัดการดังมาอยู่ไกลๆว่าให้รีบไปได้แล้วเดี๋ยวจะสายจึงได้โบกมือลาให้คนที่ยังไม่ยอมเงยหน้าจากตรงนั้น จะเขินอะไรขนาดนั้นล่ะคะ “แล้วเจอกันใหม่นะคะ” "ปี๊ด"  ท่านประธานถึงกับเขินควันออกหู รีบยกมือทาบหัวใจที่ไม่ยอมอยู่แกร่งไปแกร่งมาเสียที มันดีใจ ตื่นเต้น ไม่เป็นตัวเองของเอง   บ้าไปแล้ว เป็นอะไรของเธอ ถึงได้ดีใจประโยคพื้นๆ เพียงแค่ประโยคเดียว       ด้านของคนที่ถูกคนแปลกหน้าเข้ามาชนพอแยกตัวออกมาได้ ก็เอาแต่อมยิ้มน้อยอมยิ้มใหญ่จนคนที่เดินมาตามอดที่จะสงสัยไม่ได้ “อัตสึโกะยิ้มอะไรน่ะ” “ไปเจอเรื่องดีๆมาก็เท่านั้นเองค่ะ”  คุณนางเอกพูดแล้วหุบยิ้มไม่ลง เมื่อยังคงนึกถึงภาพพ่วงแก้มสีแดงระเรื่อที่ตกใจทำอะไรไม่ถูก “เธอนิน่า ประจำเลย”  ริเอะชักเสี่ยวสันหลังอย่างไร ไม่รู้หลังจากนี้แม่นางเอกตัวแสบของเธอจะทำเรื่องปวดหัวอะไรให้        ตัดภาพมาที่ห้องประชุม  ขณะนี้เหล่าสมาชิกที่ต้องเข้าร่วมการประชุมต่างพากันมาครบทุกคนเหลือแค่ประธานบริษัทที่พ่วงตำแหน่งประธานในที่ประชุมเท่านั้นเอง ซึ่งสร้างความประหลาดใจมากพอสมควรให้กับคนที่นับได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทของประธานบริษัทที่ต้องมาห้องประชุมก่อนเวลาเสมอ “วันนี้ทาคามินะมาช้า สงสัย ฝนจะตกหนัก พายุจะเข้านะเนี่ย” ยูโกะออกปากนินทาคนยังมาไม่ถึง แต่ไม่ลืมจะสอบถามเลขาของท่านประธาน ว่าเกิดเรื่องอะไรกับเพื่อนเธอรึเปล่า เนื่องด้วยปกติรายนี้จะเข้ามารอในห้องประชุมก่อนอยู่แล้ว จึงได้รับคำตอบมาว่าท่านประธานไปห้องน้ำยังไม่มา ท้องเสียหรืออย่างไร ถึงได้มาช้าจัง “จะเป็นอะไรรึเปล่า ให้ยุยลองไปดูดีมั้ย” ฮารุนะถามความเห็นจากผู้จัดการส่วนตัว ต้องบอกก่อนว่านอกจากตำแหน่งผู้จัดการแล้ว คนนี้ยังพ่วงตำแหน่งผู้จัดการหัวใจด้วย   “นั้นซิค่ะ พี่ยูโกะ” มิลกี้หนึ่งทีมนักแสดงที่นั่งใกล้ฮารุนะเห็นด้วยกับความคิดเมื่อครู่ นึกเป็นห่วงประธานบริษัทอยู่ไม่น้อย “รออีกสักพักก็น่าจะมานั่นล่ะ”  ยูโกะถอนหายใจ  โทรไปรายนั้นคงไม่รับเพราะใกล้จะประชุมทีไรทาคามินะชอบปิดเครื่องตลอด  ก่อนสายตาจะเคลื่อนสำรวจคนที่เธอพึ่งเคยร่วมงานด้วยครั้งแรก มาเอดะ อัตสึโกะ ปกติจะเจอกันตามงานอีเว้นท์ แต่ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ ถือโอกาสที่ทาคามินะยังไม่มา ลองผูกมิตรดูหน่อยละกัน เพราะยังต้องร่วมงานกันอีกนาน จนกว่าโปรเจคนี้จะจบ ยูโกะกำลังจะเรียกชื่อของคุณนางเอก แต่ไม่ทันไรประตูห้องประชุมก็ถูกเปิดเข้ามาเสียก่อนให้เธอชะงัก มองไปทางประตูแทน “ขอโทษนะทุกคนที่มาช้า”  ทาคามินะรีบก้มหัวขอโทษคนในห้องประชุมที่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ นอกจากเข้าประจำที่เตรียมรอฟังเนื้อหาการประชุม บรรยาการผิดกับเมื่อครู่ลิบลับ คงมีเพียงอัตสึโกะที่ตกใจ รู้สึกราวกับร่างกายถูกสต๊าฟเอาไว้ ใครจะคิดคนที่เธอชนเธอจะเป็นประธานบริษัท! และเหมือนไม่ใช่แค่อัตสึโกะเท่านั้น คนพึ่งมาถึงได้กวาดสายตามองผู้เข้าร่วมประชุมก็หยุดค้างเหมือนกัน เป็นไปได้ยังไง! ถึงว่าสิ คุ้นหน้าจากที่ไหน! ที่แท้ผู้หญิงคนนี้คือ มาเอดะ อัตสึโกะ มันจะบังเอิญเกินไปแล้ว!!   “เอ่อ ท่านประธานค่ะ” ยุยเรียกทาคามินะที่ยืนนิ่งเหมือนกำลังตกใจอะไรอยู่ เพราะถ้าปล่อยให้ท่านปรานยื่นนึงอยู่ท่านี้ต่อไปคงไม่ได้ประชุมกันพอดี “พวกเรามาเริ่มประชุมกันเถอะ”  คนพึ่งได้สติกลับมาแกล้งตีเนียนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ท่าทางน่าสงสัยอย่างนั้น ก็ทำเอาคนทั้งห้องประชุมมองด้วยสายตาจับผิดแล้วว่า เกิดอะไรขึ้นกับ ทาคาฮาชิ มินามิกันแน่ “ต้องขอบอกก่อนว่า โปรเจคคราวจะเป็นการถ่ายทำละครร่วมกับดาราในสังกัดบริษัทอื่น ซึ่งจะมีอยู่ด้วยกันสองคน คือ มิยาซาวะ ซาเอะ กับอิตาโนะ โทโมมิ ทางบอร์ดบริหารรีเควสมาน่ะ อยากให้คุณมาเอดะกับมิยาซาวะแสดงละครด้วยกันสักเรื่อง ” ทาคามินะลอบมองเจ้าของชื่ออยู่เป็นระยะ ซึ่งผิดวิสัยเธออยู่มากที่จะมาทำอะไรอย่างนี้ “ส่วนเรื่องถ่ายทำฉันจะเป็นคนลงไปคุมด้วยตัวเอง โปรเจคครั้งนี้ค่อนข้างจะใหญ่ เราเลยต้องรอบคอบกันมากเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เสียชื่อเสียงของบริษัทเราด้วย บทตามที่แจกให้นะทุกคน” ทุกคนในที่ประชุมพยักหน้าเข้าใจก่อนดูเอกสารที่ยุยนำมาแจกให้ว่าคนไหนได้รับบทอะไร “เอ่อ..คะ..คน..แรก มาเอดะ อัตสึโกะ รับบทนางเอกที่จะแสดงคู่กับมิซายาวะ ซาเอะ"  คนพูดแสร้งทำเป็นมองบทในมือเพื่อหลบซ่อนอาการประหลาดของตัวเอง มันก็แค่ชื่อน่าชื่อ เสียงจะสั่นทำไมเล่า! หากอาการเล่านี้หรือจะรอดพ้นสายตาของเพื่อนสนิทที่แอบยิ้มมุมปากเล่นด้วย ดูท่าว่า งานนี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว “ต่อไปก็ฮารุนะ” “ค่ะ” “ครั้งนี้คงต้องขอให้รับบทเป็นตัวร้ายนะ ไม่มีปัญหาใช่มั้ย เพราะบทค่อนข้างจะเครียดอยู่มาก” “ไม่มีปัญหาค่ะ” ฮารุนะได้อ่านบทคราวๆแล้วก็ส่งยิ้มให้เพื่อนสนิท นอกจากยูโกะจะสนิทกับทาคามินะแล้วเธอเองก็สนิทด้วยเหมือนกัน เพราะเรียนที่เดียวกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม ตอนที่อยากจะเป็นดาราเพื่อนสนิทก็ชวนเข้ามาทำงานที่นี่ แต่บอกก่อนนะว่าเธอไม่ได้ใช้เส้น คัดตัวเข้ามาเหมือนกับคนอื่นๆเขานั่นล่ะ “เป็นอันตกลงนะ คนต่อไปก็  มิลกี้  เแสดงเป็นน้องสาวของ เอ่อ..มาเอดะซังนะ”  อัตสึโกะย่นคิ้วลงเล่นน้อยอย่างแปลกใจ ทำไมคนอื่นท่านประธานถึงเรียกชื่อด้วยความสนิทสนม  แต่พอถึงคิวเธอถึงเรียกแต่นามสกุลตลอด "ค่ะ ท่านประธาน" “ต่อไปก็ มายูยุ  งานครั้งนี้ให้ร้องเพลงประกอบละครเรื่องนี้นะ เนื้อเพลงตามนี้เลย”  คนได้ร้องเพลงยกยิ้มอย่างถูกใจก่อนจะหันไปหาคุณผู้จักการส่วนตัวแล้วทำหน้าอ้อนประมาณว่า ได้ร้องเพลงในละครเรื่องนี้ด้วยล่ะ เล่นเอาคนถูกอ้อนหน้าแดงแต่ก็ยกมือลูบหัวน้องเบาๆ ยูโกะต้องแอบกระแอมไอใส่น้องสาวกับคุณผู้จัดการตามประสาพี่สาวที่ห่วงน้องก็เท่านั้น แม้จะสนิทกับผู้จัดการของน้องสาวอยู่ตาม ก็คนมันห่วงนี้หน่า "ที่เหลือก็ตามนั่นเลยนะ ประชุมครั้งหน้ามิยาซาวะกับอิตาโนะ จะมาร่วมประชุมกับเราด้วยขอให้ทุกคนตั้งใจรับผิดชอบงานในส่วนของตัวเองให้ดีด้วยล่ะ” “ค่ะ” ทุกคนตอบรับพร้อมกันก่อนที่ทาคามินะจะพูดอะไรต่ออีกนิดหน่อยและสั่งทุกคนให้เลิกประชุมได้   หลังจากที่ทุกคนออกไปจากห้องประชุมกันหมดแล้ว ก็เหลือคนแค่สองคนที่ยังนั่งอยู่ในห้องประชุมเนื่องจากริเอะไปเข้าห้องน้ำ ทำให้คุณนางเอกต้องรอผู้จัดการส่วรตัวอยู่ที่นี่ ส่วนคุณประธานก็เช็ดเอกสารเล็กน้อยก่อนจะบอกให้เลขานำไปเก็บ จังหวะนั้นอัตสึโกะจึงลุกขึ้นยืนเดินอ้อมโต๊ะตัวยาวเข้าไปทักทายด้วยรอยยิ้ม “เจอกันอีกแล้วนะคะ ท่านประธาน” “เอ่อค่ะ เรื่องก่อนหน้านั้นต้องขอโทษด้วยจริงๆนะคะ เรียกฉันว่าทาคามินะเหมือนคนอื่นก็ได้ค่ะ  ไม่ต้องเรียกว่าประธานหรอก”  คนพูดพยายามไม่สบตาด้วยเพราะรอยยิ่มแท้ๆที่ทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะอย่างนี้ “ไม่เอาหรอกคะ” คำพูดเหมือนคนไม่พอใจทำให้ท่านประธานจำต้องเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย ว่าตนพูดอะไรผิดไปงั้นหรือ   “ก็ไม่อยากเรียกเหมือนคนอื่นนิค่ะ” ประโยคหลังของอัตสึโกะเป็นเหมือนอาวุธคมที่ปักลงกลางอกของมินามิให้แทบตายจะไม่ออก แล้วก็ต้องเขินขึ้นมาเสียดื้อๆ “เอ่อ..งั้นเรียกว่า มินามิก็ได้”  ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องยอมตามใจคุณนางเอกง่ายๆอย่างนี้ เธอถูกเล่นของใส่รึเปล่าเนี่ย “มินามิงั้นหรอคะ ตกลงก็ได้ค่ะ” อัตสึโกะยิ้มกว้างอย่างถูกใจก่อนสาวเท้าเข้าใกล้คุณประธานจนใบหน้าชิดอยู่ริมใบหูเล่นเอามินามิทำตัวไม่ถูกมือที่จับโต๊ะอยู่ถึงกับอ่อนแรงอย่างฉับพลัน “งั้นมินามิช่วยเรียกฉันว่า อัตจัง แทนมาเอดะซังด้วยนะคะ”  ไม่พอแค่นั้นคุณนางเอกยังแอบขโมยหอมแก้มท่านประธานไปหนึ่งที เล่นเอาคนนั่งอยู่ดีๆสติหลุดออกจากร่างไปเลย   “แล้วเจอกันใหม่นะคะมินามิ” จบคำพูดไม่ทันไรตัวการของเรื่องก็วิ่งหายออกไปจากห้องประชุมเสียแล้ว   เธอทำอะไรกับฉันกันแน่คุณนางเอกมาเอดะ อัตสึโกะ!! กลับมารับผิดชอบเรื่องที่ทำเดียวนี้เลยนะ โอ๊ยย ไปหมดแล้วสตงสติฉัน …………………………………………………………………
  10.                                                                              ch.34 ไมโกะ เรย์ หากเวลาเป็นดังสายลม มันก็ผ่านไปเร็วจนข้าตกใจ สามเดือนแล้วกับการที่ข้าได้ใช้ชีวิตอยู่กับเด็กสาว นามว่า ‘มาเอดะ อัตสึโกะ’  เด็กสาวที่จู่ๆก็โผล่เข้ามาในชีวิตของข้า ข้าคงขี้ขลาดเกินไปหากต้องตอบคำถามเกี่ยวกับความรู้สึกประหลาดๆที่มีต่อนาง… ข้าเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าข้าได้ ‘ตกหลุกรัก’ นางเข้าแล้วจริงๆหรือเปล่า?  เวลาแห่งรุ่นอรุณมาเยือนถึง แสงแดดอ่อนๆลอดผ่านทางช่องหน้าต่าง ตกกระทบใบหน้ารูปไข่ที่นอนตะแคงข้างมองหญิงสาวผมยาวหลับสนิทในอ้อมกอด เส้นผมของนางแผ่สยายเต็มผืนหมอน มีปอยผมบางส่วนตกลงมาปรกใบหน้าสวย   มินามิจึงปัดมันออกเบาๆและเอาหลังมืออิงไว้บนแก้มเนียน มันน่าดุเจ้านัก… ทำให้ชีวิตที่แสนสงบสุขของข้าวุ่นวายไปหมด เจ้ามันเหลือเกินจริงๆ ยัยเด็กน้อยจอมยุ่ง   “อื่อ…” นางครางเสียงอู้อี้พร้อมซุกหน้าเข้ามาที่อกของข้า   เมื่อไหร่จะตื่นน่า ยัยจอมยุ่ง ยิ้มแบบนี้ฝันอะไรอยู่เนี่ย..    ดูทำหน้าเข้าสิ จะสบายใจอะไรขนาดนั้นน “เด็กนิสัยเสียเอ้ย”  มินามิพลิกตัวมองบนเพดานนึกถึงเรื่องเมื่อคืนขึ้นมาแล้วมันชวนหงุดหงิดจริงๆ   ยัยตัวร้ายย เจ้ามันตัวอันตรายชัดๆ…แล้วทำไมต้องมานอนเบียดข้าด้วยเล่า!!!     ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน มินามินั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงพลางจ้องเจ้าของรอยยิ้มหวานที่โผล่พรวดเข้ามาในบ้านเขาตาแป๋ว “มีธุระอะไรกับข้า” เขาเอามือเท้าคางอย่างหัวเสียซึ่งก็ไม่ได้มีผลต่อไอ้เจ้าเด็กนี้เท่าไหร่หรอก มันเป็นเวลายามวิกาลที่เขาควรจะได้รับการพักผ่อนแท้ๆ แต่เจ้าเด็กนี้ยังตามมาก่อกวนเขาไม่เลิก “ขอนอนด้วยสิ” “ใครเขาจะอนุญาตกัน!” มินามิถึงกลับต้องกลืนน้ำลายเหนี่ยวๆลงคอ เมื่อคนที่เขาพยายามไล่กลับเดินเข้ามาใกล้พร้อมสายตาอ้อนที่เหมือนจะอ่อย(?)เขา “ขอนอนด้วยน้า” “ไม่!”  ยัยเด็กจอมตื้อ ไปไกลๆเลย!!! ข้าไม่ยอมให้นอนด้วยหรอก มีหวังเจ้ามานอนด้วย พวกนั้นมันต้องตามมาโวยวายข้าถึงบ้านแน่ นี้ อุสาหนีมาสร้างบ้านอยู่เองแล้วแท้ๆ ยังหาความสงบไม่ได้เลย อัตสึโกะลอบยิ้ม ถึงขั้นนี้ใครจะยอมกลับง่ายๆ เธอกระโดดขึ้นไปนั่งบนเตียงแล้วเอือมมือไปคล้องคออีกฝ่าย “อย่าใจร้ายไปหน่อยเลยน่า มินามิ” “ไม่ได้!!” “นะคะ” หญิงสาวขยับหน้าเข้าไปใกล้พร้อมทั้งตัวที่แทบจะเข้าไปเกยอบู่บนตักของอีกฝ่ายแล้ว   มินามิเริ่มหายใจติดขัดเบนสายตามองไปทางอื่น   ยัยเด็กบ้า!! เล่นแบบนี้มันขี้โกงกันชัดๆ อร๊ายยย เอาหน้าเจ้าออกไปไกลๆนะ !! ทำไมไม่ใส่เสื้อให้มันดีๆเล่า!! เกิดคนอื่นมาเห็นเจ้าในสภาพนี้จะว่ายังไง มันอันตรายรู้มั้ยห๊ะ!   “ตกลงๆ ข้ายอมเจ้าก็ได้ ช่วยออกไปไกลๆทีเหอะ”   “น่ารักที่สุดเลยยย”   ข้ารู้ตัวอีกทียัยตัวแสบนี้ก็ขโมยจุ๊บแก้มข้าละ ก่อนจะนอนลงมาเบียดข้าอย่างตอนนี้เนี่ย   เฮ้อ ยัยเด็กร้ายกาจ ไปติดนิสัยเสียๆอย่างนี้มาจากใครกันนะ ข้าจะจับมันมาบั่นคอเสียหน่อย ข้อหาทำให้เจ้ากลายเป็นคนแบบนี้เนี่ย    มินามิหลับตาลงช้าๆหวังพักความคิดตัวเองสักทีทว่าหัวใจเขานี้คงไม่ได้พักตามแน่ๆ ก็อีกฝ่ายเล่นเบียดตัวเข้ามาขนาดนี้นิ ถ้านางสิงค์ร่างเขาได้คงทำไปแล้วชัวร์ๆ   “ปังๆๆ”   “เอาอัตจังออกมานะเว้ยยย ไอ้หมาชั่ว”   นั้นไงที่กะผิดปะไร  มันต้องมีคนตามมารังควานข้าจริงๆด้วย มินามิย่นคิ้วลงอย่างหงุดหงิดเมื่อได้ยินเสียงคนโวยวายอยู่หน้าบ้าน   “ปังๆๆ เอาอัตจังคืนมาเดี๋ยวนี้นะเว้ยย!!”   ชิ จ้างให้ข้าก็ไม่เปิดหรอก ไอ้เตี้ยปากสุนัขนิ   เสียงทุบประตูดัว ปึงปัง แทบจะพังประตูเข้ามาอยู่มะรอมมะร่อ ปลุกหญิงสาวเจ้าของชื่อตื่นขึ้นจากวงแขนเล็กๆ  อัตสึโกะยันตัวลุกขึ้นมาจากอ้อมกอดพลางขยี้ตาหน่อยๆ “ตื่นแล้วก็รีบไปจัดการสิ ข้าอยากจะนอนเงียบๆรู้ไว้ซะ”  มินามิตะโกนเสียงแหบคล้ายคนยังไม่ตื่นนอนก่อนหันหลังหนีอัตสึโกะอย่างหัวเสีย “ขอโทษทีทำให้เสียงดังแต่เข้านะคะ” เธอแอบประชดแล้วลุกขึ้นบิดขี้เกียจก่อนเดินไปเปิดประตู   “แอ๊ดด” “อ้าว ยูจัง มาริจัง??” สภาพของอัตสึโกะทำให้คนมองอ้าปากค้าง เสื้อเชิ้ตตัวยาวถึงโค่นขาสภาพหลุดลุ่ย กระดุมบนถูกปลดลงมาสองเม็ดจนเห็นบราเซียสีดำตัวเก่ง บวกกับท่าทางเหมือนคนนอนไม่พอ  แบบนั้น…  “อัตจังมันทำอะไรเธอ!!!” คำถามตรงๆเล่นเอาคนพึ่งตื้นนอนหน้าแดงก้ำ สติที่ยังมีไม่ครบท่วนเตลิดเปิดเปิงไปกันใหญ่ หล่อนยืนอ้ำๆอึ่งๆพูดจาไม่เป็นภาษา    ทะ ทำอะไร นี้ หมายความว่ายังไง เมื่อคืน…   ท่าทางอัตจังมีพิรุธ!! มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน ฟันธง!   “แกตาย!! ไอหมาเวรร!! บังอาจมายุ่งกับอัตจังของฉัน!!” “นี้ หยุดเลยนะ ไม่มีอะไรสักหน่อย ” อัตสึโกะหลุดจากภวังค์ รีบยกมือขึ้นกันประตูไว้ ไม่ให้ยูโกะบุกรุกเข้าไปในบ้าน  มีหวังครั้งหน้าจะขอนอนด้วยมินามิก็ไม่ให้นอนอ่ะดิ  ใครจะไม่เขินได้เล่า เล่นถามกันอย่างนี้เนี่ย เมื่อคืนแค่นอนกอดกันธรรมดาเหอะ คิดอะไร?? ไม่เห็นจะมีอะไรสักหน่อย ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ ทียูจังกับฮารุนะ ประเจิดประเจ่อกันขนาดนั้น ฉันยังไม่โวยวายเลยนะ คนแบบนั้นนะ จะทำอะไรได้ ซึนออกซะ… “เอาละๆ แยกๆ… ” มาริโกะเข้ามาดันตัวยูโกะไปอยู่ด้านหลังก่อนที่เจ้าตัวจะก่อความวุ่นวายมากกว่าเดิม เพราะ อาการ ‘หวง’ ที่ไม่เข้าท่า “ฮิเมะ พระราชาเรียกไปหา” “ท่านพ่อเรียก?”   เอ ท่านพ่อเรียกไปคุยเรื่องอะไร หรือจะรู้เรื่องเกี่ยวกับมินามิแล้ว อัตสึโกะอึกอักพลางกลืนน้ำลายลงคอช้าๆ กลัวพ่อตนเองจะรู้เรื่องของอดีตราชาแห่งเมืองหนาวเข้าแล้ว อย่างนี้เธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เล่นปิดบังเรื่องสำคัญระดับชาติไว้แถมยังให้ที่หลบซ่อนตัวแกผู้ต้องสงสัยด้วย มาริโกะที่เหมือนจะรู้ทันรีบพูดก่อน “เรื่องของผู้หญิงคนนั้นน่ะ พระราชายังไม่รู้หรอก สบายใจหายห่วง” อัตสึโกะทำหน้าโล่งอกจนอยู่ยูโกะแอบเบะปาก จะหลงอะไรหมอนั้นขนาดนั้น มันมีดีตรงไหน ปากก็เสีย กวนก็กวน นิสัยแย่ ไม่เห็นน่าคบสักนิด ชีวิตเธอทำไมถึงต้องอาภัพมาอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันกับคนอย่างนั้นด้วย “งั้น รอสักครู่นะคะ  มาริโกะซัง ยูจังด้วย ขอตัวไปหยิบเสื้อคลุมในบ้านก่อน” อัตสึโกะพูดจบก็รีบหมุนตัวกลับเข้าด้านใน ปล่อยให้มินามิโฉงกหน้ามองตามอย่างงงๆ “เดี๋ยวกลับมานะ” “ปัง” อะไรของเขาเนี่ยย เจ้าหมาป่าเด่งตัวขึ้นมาจากเตียงพลางขยี้นั่งหัวตัวเองเบาๆ ชั่งเถอะ หาอะไรกินก่อนดีกว่า.. ไหนๆวันนี้ยัยตัวยุ่งก็ไม่อยู่กวนละ       บนทางเดินจากบ้านไม้หลังเล็กที่มินามิสร้างตลอดจนทางเข้าราชวังส่วนหน้า ยูโกะเริ่มทำสีหน้าไม่ค่อยพอใจที่อัตสึโอะเอาแต่พูดเรื่องของบุคคลที่สาม “พระราชาบื้อชะมัด ป่านนี้แล้ว ยังไม่รู้ว่าลูกสาวถูกหมาที่ไหนไม่รู้คาบไปกินแล้ว”    แกต้องทำเสน่ห์อะไรใส่อัตสึโกะฉันว่า ไม่งั้นอัตสึโกะไม่มีทางสนใจคนอย่างแกหรอก หน้าตาก็งั้นๆแถมเตี้ย อีกต่างหาก   “ยูโกะ ฉันได้ยินเธอบ่นอะไรบื่อๆ”  อัตสึโกะหันควับมองมาด้วยสายตาสงสัย พี่ใหญ่ที่เดินนำไปก่อนก็หันมองกลับมา คนถูกจ้องรีบแก้ตัวอย่างกระวนกระวายพร้อมรอยยิ้มเซียวๆ   “อะไรบื่อๆ ไม่มีหรอก ไปเถอะๆ” หูยย อันตรายๆ มีหวังมาริโกะได้ยินเข้านะ โดนประหารชีวิตแง๋มๆ ไม่พออาจจะโดนฮิเมะเกียจขี้หน้าเอาก็ได้ แต่มันผิดจากเธอพูดที่ไหน หมอนั้นเขาสังคมไม่เป็นเลย ตีหน้าบึงตลอดเวลาอ่ะ ตอนอยู่กับอัตสึโกะก็ไม่ให้เกียรติสักนิด แบบนี้หรอ จะให้เธอชอบหน้าลง หึ ฝันไปเถอะ  “มาริโกะค่ะ สรุปว่าที่เสด็จพ่อให้มาตามฉันไปพบ ท่านเรียกไปคุยเรื่องอะไรหรอค่ะ” อัตสึโกะละสายตาจากยูโกะมองไปที่พี่ใหญ่ซึ่งกำลังสายหน้าเป็นคำตอบ “เรื่องนั้นพระราชาไม่ได้บอกฉันไว้น่ะ” แสดงว่าต้องเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เสด็จพ่อถึงได้ไม่ยอมบอกคนอื่น     เธอเป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่งที่พยายามทำความเข้าใจกับความคิดของ ฝ่าบาท หรือก็คือ พ่อแท้ๆของตัวเอง ที่มีความคิด ความลับปิดไว้มากมายเสียเหลือเกิน… เฮ้ออ เสด็จพ่อนะเสด็จพ่อ จะแกล้งหลอกให้ลูกกังวลไปถึงไหน   เรื่องที่ให้ไปทำวันนี้คงไม่มีอะไรพิเศษๆ หรอกนะ….           อีกมุมหนึ่งของเมือง ภูติจิ๋วในร่างมนุษย์เดินวนไปวนมาในบ้านไม้หลังเล็กที่ตนอาศัยอยู่กับคนรัก รอการมาถึงของใครบ้างคน    เท้าความไปเมื่อไม่กี่วันก่อน เขาพบกับความผิดปกติของกระแสเวทย์ที่เหมือนจะไหลไปรวมกันแล้วพร้อมที่จะระเบิดได้ทุกเมื่ออยู่ทางตะวันออกของเมืองแห่งนี้ แต่พอเขาลองตรวจสอบดูมันก็หายวาบไปในอากาศ ราวกับสิ่งที่เขาจับสัมผัสได้เป็นแค่ภาพมายานั้นแหละ แต่พอไม่กี่วันต่อมาก็มีสัมผัสแบบเดียวกันเกิดขึ้นอีก เป็นๆหายๆ เกือบทุกระยะเลยช่วงนี้ มันต้องไม่ใช่เรื่องเล่นๆแน่ สัมผัสชวนอาเจียนพวกนี้  “เรียกข้ามาทำไมกัน แคโรลีน” คนมาใหม่ส่งเสียงคำรามบอกว่าหงุดหงิดเต็มทนที่วันพักผ่อนของตนต้องหายไปกับการมาพบผู้หญิงตรงหน้า  "ท่าน เข้ามาก่อนเถอะ" เจ้าภูติรีบเชิญแขกให้มานั่งในบ้าน หน้าตาของมันบอกแล้วว่าต้องไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้ว มินามิตีสีหน้าเรียบตามเข้ามา “ท่านมินามิ ข้าจับความรู้สึกน่าขยะแขย่งคล้ายไอ้ชั่วร้ายในดินแดนแห่งนั้นได้” “พรึบ” “เจ้าว่าอะไรนะ” มินามิตาโต เขานั่งกอดอกอย่างคร่ำเครียด “สัมผัสน่าขยะแขย่ง ข้ารู้สึกได้เร็วๆนี้” “มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ที่ใด”  สังหรณ์ใจของข้าบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องดี ยิ่งเป็นสิ่งที่เจ้าภูติตนนี้พูดแล้วต้องไม่ใช่เรื่องดีล้านเปอร์เซ็น เพราะ.. มันไม่เคยพูดเรื่องอะไรดีๆหรอก ต้องมีปัญหาสิถึงเอามาบอกเขาเนี่ย และ.. คงไม่ใช่ปัญหาธรรมดาๆที่จะปล่อยให้ใครก็ได้จัดการ  “เร็วๆนี้ท่านมินามิ แถวชายป่าเกือบถึงทะเล กระแสแห่งเวทย์ที่แปลกประหลาด มันกำลังก่อตัวขึ้น”   มินามิหลับมาลงช้าๆจดจ่ออยู่กับการค้นหากระแสเวทย์ที่เจ้าภูติกล่าว   ‘ตึกตักๆ’ จริงๆด้วยความรู้สึกน่าขยะแขยงแบบนี้มัน…   ไม่จริง!!… สัมผัสแบบนี้ไม่มีทาง..     มินามิลืมตาขึ้นอย่างตื่นตระหนก พลันเหงื่อกาฬได้ไหลแตกพลัก เสี่ยววินาทีนั้นร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นมา เจ้าหมาป่ารีบลุกพรวดจากที่นั่ง กำชับดาบข้างลำตัวแน่น  ใคร ใครกันที่มีสัมผัสน่าสะเอียนเหมือนตอนนั้น ข้าจะไม่ปล่อยมันมาทำลายที่นี่เด็ดขาด! ไม่มีทางปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย!!    “ข้าจะรีบไปดูที่นั่น บอกภูติตนอื่นเร็ว” มินามิกำชับเสียงดังก่อนแวบหายในพริบตา   มันเกิดอะไรในยุคสมัยนี้ วีแววที่เงียบสงบมานับพันปีกำลังจะเผยโฉมออกมาแล้วงั้นรึ สัมผัสนี้ ข้า ไม่มีทางลืมลง.. “พวกเจ้าได้ยินมั้ย ข้าเองแคโรลีน รีบมาที่นี่ด่วน”         ที่นั่น ความรู้สึกมากจากที่นั่น ความขยาดที่ข้าจำได้ ยิ่งเข้าใกล้มันยิ่งรุนแรงขึ้น เกิดอะไรขึ้น พลังนี้ไม่ผิดแน่ๆ สัมผัสเดียวกับของนาง  มินามิโลดผ่านต้นไม้ลึกเข้าไปในป่าเรื่อยๆ ตรงหน้าของเข้ามีโบราณสถานเก่าแก่ซ่อนอยู่  เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันน่าสะอิดสะเอือน พลั้นบังเอิญสายตาเหลือบไปเห็นเงาตะคุมๆเงาหนึ่งใกล้ซากโบราณสถาน เขาจึงรีบกำชับดาบในมือแล้วกระโจนเข้าหาเป้าหมายด้วยความรวดเร็ว “ควับ!” “เจ้าเป็นใคร!!”  เงาตะคุมดำกลิ้งถลาไปกับพื้น หล่อนหลับตาปี๋ยยกมือป้องกันตัวจากแรงกระแทก หากรู้สึกตัวอีกทีก็มีโลหะมันวาวทาบไว้ที่คอพร้อมกับความรู้สึกหนักบนช่วงท้อง  หญิงสาวจับดาบด้านหลังชักขึ้นมาหมายจะสู้โต้ตอบร่างที่คร่อมตัวอยู่ หากพอลืมตาได้ไม่นานก็ต้องร้องเสียงหลง… “มินามิ!?” หมาป่าสาวไหววูบไปพักใหญ่ๆ เขารีบเด่งตัวออกมางงเป็นไก่ตาแตก เจ้าของเสียงแบบนี้มีแค่คนเดียว  “เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ไง”  อีกฝ่ายมีสภาพเช่นเดียวกัน หญิงสาวถอดผ้าคลุมหน้าออกก่อนลุกขึ้นปัดฝุ่น “ต้องเป็นฉันมากกว่าที่ต้องถา..” “ตอบข้ามา” มินามิตะคอกใส่คู่กรณี ดวงตาเขาเปลี่ยนเป็นสีฟ้าแสนน่ากลัวพร้อมยกดาบขึ้นชี้ใส่บุคคลตรงหน้า “สะ เสด็จพ่อวานให้มาที่นี่นิ ” นางตอบเสียงสั่น สับสนกับอาการของมินามิที่ไม่เคยเห็นทำตัวแบบนี้มาก่อน ตั้งแต่ที่วูวามกระโดดเข้ามาจู่โจมคนแปลกหน้าแล้ว ยังไม่ยอมดูอีกว่า ศัตรูเป็นใคร เป็นอะไรของเขาเนี่ย พูดกันดีๆไม่เห็นต้องตะคอกกันเลยก็ได้นิ “พระราชาใช้เจ้ามาทำอะไร”  คราวนี้หญิงสาวไม่ตอบก้มหน้าลงคล้ายคนไม่พอใจ ไม่อยากคุยด้วยกับอีกฝ่าย “ตอบข้าสิ!” “ฉันไม่คุยกับคุณถ้าคุณยังเป็นแบบนี้ เธอเป็นอะไร มินามิ!” หญิงสาวตะโกนกลับทั้งน้ำตาซึ่งมินามิถึงกับสะอึก นึกขึ้นได้ว่าทำตัวไม่ดีใส่เด็กสาวเข้าแล้วจึงรีบขอโทษ  ซึ่งอีกฝ่ายทำท่าจะเดินหนไม่ยอมคุยกับเขา   เป็นเพราะสัมผัสนั้น เขาถึง… เขาถึงได้ทำอะไรไม่ทันคิดแบบนี้ จะเป็นเด็กนี้ได้ยังไงเล่า  เจ้าหมาป่าเดินก้มหน้าเข้าไปใกล้อัตสึโกะ “อัตสึโกะ… ข้าขอโทษ” ดวงตาเขาค่อยๆกลับเป็นสีดำ เขาวางดาบลงและเอือมมือจับหญิงสาวเข้ามาใกล้ นางบัดมือนั้นทิ้งอย่างไม่ใยดี ดวงตาขุ่นมัวถูกส่งให้เจ้าของร่างเล็ก หากมินามิยังดึงดันที่จะรั้งร่างบางเข้ามาหา “ข้าขอโทษ… อย่าโกรธข้าได้ไหม.. หยุดร้องได้แล้ว..”  ข้าไม่ใช่คนพูดคำหวานเป็น ข้าไม่ใช่คนดีที่จะค่อยง้อใคร ไม่ใช่คนที่ต้องมาใส่ใจใครด้วยซ้ำ แต่…. ข้าไม่ชอบน้ำตาของเจ้า  ข้ามักจะแพ้ให้เจ้า เมื่อเจ้า ทำท่าไม่พอใจข้า ข้าแค่ไม่ชอบมัน.. เมื่อเจ้าโกรธข้า  มือนุ่มๆเช็ดไปตามคราบน้ำตาของหญิงสาวเขาปราดมันออกอย่างเบามือแล้วเขย่งเท้าขึ้นจูบลงที่ดวงตาทั้งสองข้าง อัตสึโกะไม่ได้ปฏิเสธสัมผัสเธอยืนนิ่งรอฟังคำอธิบายที่ จู่ๆ ก็ถูกเขาตวาดใส่ “ข้าน่ะ สัมผัสได้ถึงอะไรบ้างอย่าง.. ที่ชั่วร้าย เป็นความรู้สึกที่ข้าสะอิดสะเอือน มันทำให้ข้าสับสน ข้ากังวลกับสัมผัสนั้น.. ข้าถึงอารมณ์เสียใส่เจ้า…” เขาสารภาพ “เลยทำตัวงี้เง้า ไร้เหตุผล!?” มินามิพยักหน้ารับความผิด ได้ทีเอาใหญ่เลยนะ ยัยเด็กแสบ “ก็แค่นี้เอง เสด็จพ่อให้ฉันมาดูสถานที่ที่ต้องวางเขตอาคมเวทย์ใหม่น่ะ ไม่รู้ใช่มั้ยละ ที่นี่เป็นวังเก่า มีทางลัดจากวังปัจจุบันมาถึงที่นี่ใช้เวลาเพียง 15 นาทีเอง”    ห๋า!!        ก็อยากจะรู้นะว่าตัวเองทำหน้าตาตลกขนาดไหน คนตรงหน้าถึงพยายามกั้นหัวเราะขนาดนี้ เฮ้อ สงสัยเขาจะคิดมากไปจริงๆ แล้วเมื่อกี่เด็กนี้กลิ้งไปกับพื้นจะมีบาดแผลตรงไหนรึเปล่า สายตาของเจ้าหมาป่าหลอกแหลกสำรวจอัตสึโกะก่อนจะถามอย่างเป็นห่วง   “เมื่อกี่ไม่เจ็บตรงไหนนะ” “เจ็บสิ” อัตสึโกะสวนขึ้นทันทีให้มินามิหน้าเสียเล็กน้อย เขาเตรียมจะอ้าปากถามต่อแต่ยัยตัวร้ายก็หัวเราะ “คิดมากน่ะคุณ ล้มแค่นี้เจ็บอะไรเล่า มันจะเจ็บแน่ๆละ ถ้าคุณเอาดาบแทงฉันน่ะ” นี้ไม่เชิงคำประชดนะ มินามิคิดพลางลอบถอนใจหาย อย่างน้อยเขาก็ไม่ทำเด็กนี้เจ็บตัวละกัน โชคดีไป “ข้าก็ขอโทษเจ้าแล้วไง”  นานๆทีจะทำตัวน่ารักแบบนี้มั้งนะ ฮ่าๆ ถึงจะแปลกๆอยู่ช่วงแรกที่ทำตัวบุ่มบ่ามไปหน่อย แต่อย่างนี้มันน่าแกล้งจริงๆนั้นแหละ "ขอโทษแล้วก็ไม่ได้ว่าอะไรนิ ถึงร่างกายจะไม่เจ็บ แต่ถ้าใจเจ็บ คุณจะรักษายังไงละ"  มินามิมองค้อนอัตสึโกะตาเขียวปัด คิดมาได้นะถ้าใจเจ็บจะทำยังไง  "ข้าก็คงเอาแอลกอฮอล์กรอกปากเจ้ามั้ง" อัตสึโกะชะงัก ไอ้มนุษย์ใจร้าย ปากเสียยย มีอย่างที่ไหนจะเอาแอลกอฮอล์มากรอกปากกัน เจ้าหมาป่าแอบกลั้นหัวเราะกับท่าทางของเด็กสาวที่วิ่งมาจะไล่ตีเขาให้ต้องรีบกระโดดหลบเจ้าละหวั่น "พอแล้วน่า ยัยตัวยุ่ง" มินามิจับมือทั่งสองข้างรวบไว้ ใบหน้าของเด็กสาวมีรอยเลือดฝาดหน่อยๆจากการเสียเหงื่อและรอยยิ้มใจดีที่ไม่ได้เห็นง่ายๆจากเจ้าหมาป่า    จะว่าไป มินามิมาที่นี่เพราะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่ดี ไม่แน่บางทีอาจจะมีความลับอะไรซ่อนอยู่ที่ซากปราสาทเก่า “มินามิ ก่อนหน้านี้กำลังหาอะไรอยู่” อัตสึโกะถามอย่างไม่มั่นใจ พอเห็นมินามิทำสีหน้าผิดสังเกต เธอยิ่งรู้สึกได้ว่าต้องมีอะไรซ่อนไว้ที่นี่ ไม่งั้นมินามิคงไม่แสดงออกทางสีหน้าชัดเจนอย่างนี้ แต่มันถูกปล่อยทิ้งไว้มาสองร้อยกว่าปีแล้ว ใครจะเข้ามาทำอะไรกัน  “ป้าวหรอก สงสัยช้าคิดมากไป” เหงื่อเขาพราวเกาะที่ไรผม  กำลังโกหกอยู่สินะ สัมผัสแบบไหนถึงทำให้เหงื่อเขาออกเยอะขนาดนี้ แต่ มินามิเป็นคนปากแข็ง คะยั้นคะยอยังไงคงไม่บอกง่ายๆหรอก เอาเป็นว่ากลับไปทีปราสาทก่อนดีกว่า “ มินามิกลับกัน…”   “ว๊ายยย”   “อัตสึโกะ!!"        ภายใต้ความมืดมีเสียงน้ำหยดลงกระทบโขดหิน  มินามิค่อยๆคล้ายอ้อมกอดที่โอบร่างบางด้านบนเอาไว้ อัตสึโกะยันตัวขึ้นมาช้าๆจากตัวของคนที่ตกลงมาเป็นเบาะลองกันแรงกระแทกให้เธอ ตัวของเขาเต็มไปด้วยฟุ่นและรอยถลอก ทำให้เธอรู้สึกผิดที่ทำเขาบาดเจ็บเพราะความไม่ระวัง  “เป็นอะไรรึมากเปล่า” เธอถามเสียงแผ่ว เหมือนจะเคยเจอสถานการณ์คล้ายๆแบบนี้มาแล้วครั้งนึง หากครั้งนี้มันพิเศษออกไปก็ตรงที่ความรู้สึกของเธอ  หัวใจของเธอเต้นระส่ำสะส่ายที่เห็นเขาได้รับบาดเจ็บ ฝ่ามือของคนด้านล่างยกขึ้นลูบแก้มหญิงสาวก่อนจะยกตัวขึ้นมาจูบลงที่หน้าผากเบาๆ “ไม่ ข้าไม่เป็นไร เจ้าอย่างห่วงข้า ข้าจะไม่สบายใจ” อัตสึโกะรีบลุกขึ้นยืน เธอสะบัดหัวแรงๆทำตัวเข็มแข็งขึ้นไม่อยากให้เขาไม่สบายใจและช่วยพยุงเขาตามมา ตกลงมาที่ไหนกัน วังเก่ามันไม่น่าจะมีที่แบบนี้ “มืดจัง” หญิงสาวงึมงำรู้สึกมือเย็นเฉียบไปหมด มินามิจึงดึงมือของหญิงสาวมากุมเมื่อรู้สึกได้ถึงความกลัวจากน้ำเสียง  “ไม่ต้องกังวล ข้ายังอยู่ด้วย” มือข้างที่ยังว่างจากการจับกุมสร้างดวงไฟดวงน้อยขึ้นมาแล้วปล่อยมันพุ่งไปติดบนกำแพง ทันใดนั้นทั้งห้องก็สว่าง มันคล้ายเป็นที่เก็บคัมภีร์เก่าๆ ที่ไม่ได้มีการเปิดใช้มานาน แต่ก็หน้าแปลก… “ข้ารู้สึกว่า เหมือนมีใครเข้ามาใช้ที่นี่ เมื่อไม่นานมานี่ ดูจากรอยฝุ่นที่พื้นสิ”  มินามิเลิกคิ้ว “พ่อของเจ้าให้ใครมาตรวจสอบที่นี่ก่อนเจ้ารึเปล่า” มีล่องรอยว่า คนพึ่งเข้ามาได้ไม่นาน กลิ่นไอเวทย์สดใหม่จางๆยังอยู่เลย “ไม่มีหรอก เสด็จพ่อพึ่งใช้ฉันมาวันนี้” นั้นก็น่าแปลก แล้วรอยฝุ่นที่หายไปบางจุดกับเศษของพลังเวทย์ที่ยังหลงเหลืออยู่เป็นของใคร หรือจะเป็นของเจ้าของสัมผัสอันน่าสะอิดสะเอือนนั้น “ลองเดินเข้าไปดูข้างในกัน” อัตสึโกะเด่งตัวกอดแขนมินามิพร้อมสีหน้าที่ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด คนมันกลัวนี่ ทำไมต้องมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้อีกแล้ว  มินามิควบคุมดวงไฟให้กระจายสว่างแสวงเท่ากันทั้งห้อง กระทั้งเข้าไปในส่วนที่คิดว่าน่าจะลึกที่สุดแล้ว “ทางตัน?”  เขาพบกับวงเวทย์ขนาดใหญ่บนพื้นใต้ฝ่าเท้าเขาตน ที่คาดว่าน่าจะถูกเขียนขึ้นได้ไม่นาน  เขาเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีจึงดึงหญิงสาวข้างลำตัวเข้ามาโอบไว้ นี้ ต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ “ระวังตัวเอาไว้นะ มีบ้างอย่างไม่ชอบมาพากล” มินามิกระซิบ ทันใดนั้นแผ่นดินไหวขนาดรุนแรงก็เกิดขึ้น  มินามิจับตัวอัตสึโกะหมอบลงไปกับมุมห้อง วงเวทย์ใต้ฝ่าเท้าเขาเรืองแสงวูบ เงาทมิฬในวงเวทย์นั้นกำลังก่อตัวรวมกัน มินามิไม่รอช้าให้วงเวทย์ได้ทำงานสมบูรณ์เขารีบชักดาบร่ายเวทย์ตัดการทำงานไป “จงแช่แข็งทุกสรรพสิ่ง!!”  พลังเวทย์มหาศาลถูกฟันออกไปในฉับเดียวนั้น แช่แข็งทุกอย่างให้ตกอยู่ภายใต้หวงของความเย็น วงเวทย์ถูกบังคับให้หยุดทำงานทันทีใต้พื้นที่อาคมของมินามิ “มีคนวางกับดักที่นี่”  เสียงของมินามิแข็งขึ้น และ….   “ฮ่าๆๆ สมกับเป็นท่านเลยนะ รู้ตัวเมื่อไหร่กัน”  หญิงสาวร่างสูงปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ นางแสยะยิ้มน้อยๆในมือควงคฑาประดับอัญมณีสีม่วงสด อาเมทิส กล่าวอย่างชื่นชมบุคคลตรงหน้า ทว่าใบหน้านั้นกับทำให้ทั้งอัตสึโกะและมินามิตกใจพร้อมกัน 'หมายความว่ายังไง' อัตสึโกะรวบรวมแรงที่มีทั้งหมดเอ่ยชื่อคนตรงหน้าออกมา “ฮารุนะ!!”     ความรู้สึกนี้ ไม่ใช่เด็กนั้น เป็นความรู้สึกที่ข้าคุ้นเคย  ใช่แล้ว!! ผู้หญิงสารเลว!! “เจ้าคือ ไมโกะ!!” “ฮ่าๆๆๆ”  หญิงสาวหัวเราะอย่างบ้าคลั้ง ดวงตาของนางดูเติมเต็มด้วยความแค้น บนหน้าผากของหญิงสาวขึ้นเป็นอักขระสีดำที่ดูหน้ากลัว เพียงชั่วอึกใจพลังของหญิงสาวได้ระเบิดออกเป็นวงกว้าง มินามิรวบตัวอัตสึโกะเข้ามาอยู่ในเขตป้องกัน ก่อนที่ "บูม!!" ทุกอย่างถูกระเบิดเป็นจุน ก้อนหินได้แตกละเอือดเป็นผุยผง รอบห้องอันวางปล่าวเปลวไฟสีดำกำลังลุกไหม้ “เพล้ง” กำแพงป้องกันที่มินามิสร้างแตกราว มินามิเอามือออกจากหญิงสาวที่เขากั้นเอาไว้ ลุกขึ้นยืนตวัดสายตาที่เต้มไปด้วยความเกลียดชั่งจ้องหญิงสาวเบื่องบน  นางหยุดหัวเราะมองสบตามินามิกลับมา “ข้าใช่ไมโกะแล้วจะทำไม ราชามินามิ!” “เจ้าต้องการอะไรอีก!! ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่!! ในเมื่อข้าทำลายทั้งร่างกายและวิญญาณอันแสนชั่วช้าของเจ้าไปเองกับมือ!!” มินามิตะคอก โกรธจนแทบควบคุมความรู้สึกและพลังเวทมนตร์ที่สะสมมามากกว่าพันปีไม่อยู่ ข้ากำลังเผชิญหน้ากับนางอีกครั้ง หญิงที่พรากทุกอย่างจากข้าไป ข้าไม่สนว่านางจะกลับมาอีกได้ไง ข้ารู้แต่ว่าข้าต้องฆ่านาง!! “ต้องการอะไรงั้นรึ ก็ทำให้ท่านไม่มีความสุขชั่วนิรันดร์อย่างไรเล่า!” หญิงสาวร่างสูงมองไปที่คนข้างตัวราชามินามิ ซึ่งเหมือนจะยิ่งไปสกิตต่อมความโกรธของราชามากกว่าเดิม “อย่าคิดแตะต้องเด็กคนนี้แม้แต่ปลายเล็บของเจ้า! ผู้หญิงสกปกอย่างเจ้าไม่ควรมายุ่งกับนาง!”  อีกฝ่ายมองคำขู่นั้นเป็นเพียงเรื่องขำขัน “ฮ่าๆๆ แต่ท่านก็เคยหลงรัก ผู้หญิงสกปกอย่างข้ามิใช่รึ”  คำพูดที่แสดงความจริงเมื่อพันปีก่อน ทำให้หัวใจดวงน้อยของอัตสึโกะเหมือนถูกงูรัด มันเป็นความจริงที่อย่างน้อยมินามิก็เคยหลงรักผู้หญิงคนนี้ หญิงที่อยู่ในร่างฮารุนะ ถึงมินามิไม่เคยพูดมันออกมา แต่การกระทำ และความรู้สึกของมินามิ ก็ไม่เคยมีวันใดเลยที่จะลืมผู้หญิงคนนี้ ไม่ว่าตนจะชิ่งชั่งหรือแค้นนางเพียงไร แต่หนึ่งในหัวใจของมินามิก็เป็นของนาง   ครู่นั้นมินามิเงียบไป ใช่ หัวใจเขามันเจ็บและแค้นนางมากๆ เคยหลงรักงั้นรึ ของแบบนั้นนะ! “อย่ามาพูดบ้าๆ!! ข้าไม่เคยหลงรักผู้หญิงอย่างเจ้า มารยา ชั่วช้า เสียแรงที่ข้าได้ช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้!” เขาระบายความแค้นออกมา “คืนร่างของเด็กคนนี้มาซะ!!” อีกฝ่ายมองมินามิอย่างหยาดเยียม “งั้นก็รู้ไว้ซะ ที่เรื่องทั้งหมดมันเป็นแบบนี้ก็เพราะท่าน”  จบคำพูดประโยคนี้ฮารุนะก็โฉบลงไปโจมตีใส่อัตสึโกะที่อยู่ข้างมินามิ ช่วงจังหวะนั้นมินามิพลักตัวอัตสึโกะไปอยู่อีกทาง คฑาที่อารุนะยืนมาจึงแทงเข้าไปที่ท้องมินามิอย่างจัง   “มินามิ!!!” เจ้าของชื่อกระอักเลือดออกมาจำนวนมาก เจอแบบนี้เจ็บไม่ใช่เล่นเหมือนกัน มินามิฝืนยกมือจับแขนฮารุนะและเหวี่ยงอีกฝ่ายพุ่งไปชนกำแพง “ตึงง” “แค๊กๆ”  มินามิกัดฟันจับคฑาที่ทะลุตัวจากด้านหลังออกก่อนทรุดฮวบลงพื้น ครั้งอัตสึโกะจะวิ่งเข้ามาก็ถูกมินามิใช้วงเวทย์ตรึงเอาไว้ “อยู่เฉยๆตรงนั้น อย่าเข้ามา” มินามิเอ่ยเสียงติดขัด ทันในนั้นสายตาของก็สะดุดกับเห็นแสงเวทย์ที่พุ่งตรงไปทางอัตสึโกะ เขาจึงรีบเคลื่อนตัวเข้าไปบัง   "ตูม!!" ฮารุนะที่มีสภาพสะบัดสบอมลอยออกมาจากกำแพง นางแสยะยิ้มหัวเราะอย่างชั่งร้าย “พยายามปกป้องเด็กนี้จริงนะ ก็สมควรแกการที่ข้ารอเวลาเพื่อฆ่านางจริงๆ” รอคอยที่จะทำลายหัวใจของท่านยังไงละ ฮ่าๆๆ ยิ่งนางมีความสำคัญต่อท่านมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งควรค่าแก่การถูกทำลาย เพราะท่านที่เป็นอมตะจะได้ทรมานไปอีกจนชั่วนิรันดร์    คำพูดยั่วยุไม่อาจทำให้ราชาสงบสติอารมณ์ได้อีกต่อไป มินามิรวมเวทย์เข้าไว้ที่ดาบ จะตัดเอาร่างนั้นให้ขาดเป็นสองท่อน แต่เด็กสาวข้างตัวกลับพุ่งเข้ามากอดแน่ “ไม่ได้นะ! นั้นคือร่างของฮารุนะนะ มินามิ!” “ปล่อยข้า!!” “แหม ใจดีจริง สาวน้อย”  ได้โอกาสปีศาจในคราบมนุษย์ก็ดึงเอาคฑาที่อยู่กับมินามิคืนมาฝาดเวทย์ใส่ทั้งมินามิละอัตสึโกะจนทั้งสองกระเด็นไปคนละทาง  หญิงสาวหัวเราะสะใจกับผลงานครั้งได้สลายผลึกวงเวทย์ใต้น้ำให้กลับมาทำงานอีกครั้ง ไอทมิฬสีดำได้ก่อตัวเป็นกลุ่มวิญญาณคนตายที่เต็มไปด้วยความอาฆาต พริบตานั้นในห้องถูกปกคลุมด้วยความมืด  มินามิที่กำลังนอนจุกร้องเสียงลั่นเมื่อทหารพวกนั้นกำลังเดินมุ่งตรงไปทางเด็กสาวที่หลับไม่ได้สติ “อัตสึโกะ!!!”   “ตุ้มม”   เสียงสว่างขาวโพล่นไปทั่วห้อง ไอทมิฬที่กำลังจะเข้าใกล้ตัวอัตสึโกะมลายหายไปในพริบตาพร้อมการปรากฏตัวของคฑาโบราณที่มาอยู่ในมือของเด็กสาว  “ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าทำร้ายท่านมินามิอีกแล้ว เรย์!!”   อัตสึโกะในร่างไร้สติลุกขึ้นมาจับคฑา เรือนผมของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นสีออกน้ำตาล ดวงตาของนางดำสนิทเต็มไปด้วยความน่าค้นหาสะท้อนภาพของจักรวาล บนหน้าผากของนางมีอักขระสีขาวปรากฏขึ้นเป็นรูปวงเวทย์ดาวหกแฉก    มินามินั่งตัวแข็งทื่อ  มันเรื่องอะไรกันแน่ ที่เด็กคนนั้นพูดหมายความว่า ยังไง เรย์ เกี่ยวอะไร นี้มันเรื่องอะไร   “มันเรื่องอะไรกัน!!”   ทุกอย่างถูกหยุดนิ่ง ฮารุนะหัวเราะเสียงดังก้อง เจ้าเองงั้นรึ เจ้าเองกันรึ ที่คอยขัดขาข้า ไม่ได้พบกันตั้งนาน ในที่สุดก็ปรากฏตัวออกมาแล้วสินะ ฮ่าๆๆๆ เสี่ยววิญญาณที่แสนน่ารังเกียจ ข้าอุสาปลอมแปลงเป็นวิญญาณของเจ้าเพื่อตามหาเด็กที่เจ้ามอบพลังให้ ไมโกะ ไม่สิ ท่านแม่มดอัตสึโกะ เจ้ามันเล่ห์เหลี่ยมเยอะจริงนะ กว่าข้าจะรู้แผนการของเจ้าก็ตอนที่ข้าได้หลอมรวมวิญญาณเข้ากับเจ้าแล้ว เจ้าจะให้เด็กนี้ดึงราชาขึ้นมาจากความเจ็บปวดงั้นรึ  ฮ่าๆๆ น่าสมเพชจริงๆ ที่ข้าเองก็จะใช้นางเป็นเครื่องมือในการทำลายราชาอีกครั้ง ตัวแทนของเจ้ายังไงละ  “เลิกชักใยวิญญาณของข้าสักที!! แม้ตอนที่เจ้าตายแล้วจะยังดึงเอาวิญญาณของข้าไปเป็นเครื่องมือ เรย์! เจ้าทำให้ตัวข้าต้องตกลงไปในความแค้น ความมืด ความริษยา และยังจะหลอกเอาวิญญาณดวงอื่นมาเป็นเครื่องมือของเจ้า เจ้าทำให้วิญญาณของข้าแตกเป็นสอง ถอดหน้ากากของเจ้าออกมาซะ!!”  ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบก่อนที่หญิงสาวที่ถูกกล่าวหาจะหยุดหัวเราะและ… "ก็ได้ๆ ในเมื่อการเล่นละครมันจบลงแล้วนิ" “พรึบ”  สัมผัสพลังเวทย์และตัวตนวิญญาณแบบเดียวกับไมโกะได้หายไปจากตัวฮารุนะ ดวงตาของนางที่เปลี่ยนเป็นสีแดง เรือนกลายผมสีน้ำตาลเปลือกไม้ บนหัวมีวงแหวนอักษระภาษาพื้นเมืองของแอตแอนการ์ต   ไม่ผิดตัวแน่ๆ ‘โคจิม่า เรย์’  มัน.. เรื่องอะไรกันแน่  อดีตราชานั่งช็อคไปพร้อมหัวใจที่กำลังเต้นอย่างบ้าคลั้ง ไม่เข้าใจ เข้าไม่เข้าใจเรื่องบ้าๆแบบนี้   "ถวายพระพร ฝ่าบาท ราชาน้อยของข้า"   .................................................. แอบมาแปะแล้วไปนอนดีกว่า อิ อิ 
  11. บทนำ   [ว่ากันว่า ในอดีตร่วมพันปีที่ผ่านมา มีอาณาจักรแห่งหนึ่งถูกปกคลุมด้วยหิมะ ทั้งต้นไม้ ใบหญ้าต่างเป็นสีขาวของหิมะ แม่น้ำ ลำธารกลายเป็นน้ำแข็งเพราะความหนาวเย็นของอากาศ ผู้คนในอาณาจักรต่างใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข มีการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายรวมทั้งสูตรยาเวทมนตร์ คัมภีร์เวทมนตร์ คาถาอาคม และอาวุธเวทมนตร์ต่างๆ ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบ ทำให้ความรุ่งเรืองของอาณาจักรนั้น ล่มสลายลงพร้อมการหายตัวไปของกษัตริย์องค์สุดท้าย ซึ่งชื่อของกษัตริย์องค์สุดท้ายก็ได้ถูกลบเลือนออกจากหน้าประวัติศาสตร์ หลังจากการหายตัวไปของกษัตริย์องค์องค์สุดท้าย สัตว์ร้ายมากมายได้เข้าโจมตีอาณาจักร ยึดครองเป็นที่อยู่อาศัยกระทั่งอาณาจักรถูกขนานนามว่า “อาณาจักรต้องสาป”  ที่น่าแปลกคือ ประชากรของอาณาจักรไม่ได้รับอันตรายจากการโจมตีของสัตว์ร้าย ว่ากันว่ามีสัตว์อสูรสีขาว รูปร่างใหญ่โตเท่าบ้านเรือนเข้าปกป้องพวกเขาเอาไว้ จนถึงปัจจุบันนี้ วิทยาการเวทมนตร์ของอาณาจักรยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีทว่าไม่มีใครล่วงรู้ถึงที่อยู่ของมัน.…..]  “มีแต่ปริศนาทั้งนั้นเลยแหะ” หญิงสาวพูดลอยๆอย่างใช้ความคิดเมื่อตนอ่านหนังสือเล่มหนึ่งมาร่วมชั่วโมง ผมยาวสีน้ำตาลดันลอนปลายกำลังพลิ้วไหวไปตามสายลมที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง  ดวงตากลมสวยฉายแววเหนื่อยใจ ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากัน คิ้วเรียวสวยหมวดจนต้องนำมือขึ้นมานวดขมับเบาๆ "เฮุ้อ" หญิงสาวตัดสินใจวางหนังสือเล่มหนาลงบนโต๊ะทั้งที่อ่านไปได้เพียงแค่ครึ่งเล่ม ก่อนที่มันจะทำให้ปวดหัวมากกว่านี้  “อัตสึโกะ พระราชาเรียกแล้วนะ” สาวผมสั้นตัวสูงโปร่งเปิดประตูห้องเข้ามาเรียกคนที่กำลังนั่งใช้ความคิด ให้เจ้าของชื่อขานรับเนิบๆ “ค่ะ จะไปเดี๋ยวนี้ละคะ”  เธอหันไปมองหนังสือเล่มหนาพลางลุกขึ้นยืนขับไล่ความเมื่อยล้าจากการนั่งฝั่งตัวบนเก้าอี้นวมมานานแสนนาน แล้วได้เดินออกไปจากห้องอ่านหนังสือพร้อมกับผู้หญิงที่เข้ามาเรียกตน   สักพักหลังจากที่หญิงสาวทั้งสองคนห่างจากห้อง อยู่ๆก็มีลมกระโชกพัดเข้ามาทำให้ไฟในเตาพิงก่อนหน้านี้ดับลงจนทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสนิท หนังสือเล่มหนาเรืองแสงสีฟ้า ลอยขึ้นสูงจากโต๊ะวางตัวเล็ก  เปิดขึ้นเองความรวดเร็วจนมาหยุดอยู่ที่หน้าหนึ่งของหนังสือ และ... "ตึก” แสงประหลาดที่สะท้อนออกมาปรากฏเป็นตัวหนังสือสีฟ้าราวกับถูกฝั่งอาคมไว้มิต้องการให้ผู้ใดพบเห็น [ว่ากันว่า กษัตริย์องค์สุดท้ายที่หายสาบสูญไปยังมีชีวิตอยู่ร่วมพันปีที่ผ่านมา และกษัตริย์องค์นี้ยังเป็นผู้กุมความลับของอาณาจักรไว้ทั้งหมด] ข้อความสั้นๆปรากฏขึ้นมาเพียงแวบเดียวแล้วมันก็หายไปทันทีมันปรากฏ หลังจากนั้นหนังสือเล่มหนาก็ตกลงมาอยู่ในสภาพเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น…. . . . และทั้งหมดนี้ คือจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่ !   ....................................................................................   ฝากเรื่องใหม่ด้วยนะคะ ไม่รู้ว่าจะสนุกรึเปล่า เราพึ่งเคยเขียนแนวนี้ดัวย อาจจะบรรยายไม่เก่ง ไม่ไหลลื่นเท่าไหร่ ขอโทษด้วยนะคะ เดี๋ยวเนื้อเรื่องจะลงให้วันที่ 28 นะคะ วันนี้ขอแปะบทนำไว้ก่อน m(_ _)m
  12. Ch.1 งานที่น่าตกใจ       หลังจากที่พวกเธอขึ้นลิฟท์ผิดไปยังชั้น 8 ของบริษัทก็กินเวลาไปนานพอสมควรกว่าจะมาถึงจุดหมายที่ต้องการ เพียงประตูกระจกถูกเปิดข้ามาด้านในก็พบกับหัวหน้าซายากะที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว ทำให้ริเอะแอบรู้สึกผิดเล็กน้อย   “อ้าว มากันแล้ว”  ซายากะเงยหน้าจากเอกสารร้องทักคนที่เธอเรียกเข้าพบเพื่อรับงานชิ้นใหม่ ต้องยอมรับในฝีมือของนางเอกดาวรุ่งคนนี้เพียงไม่กี่ปีก็ไต่เต้าขึ้นมาอยู่ในแนวหน้าของบริษัทได้ ยิ่งผลงานล่าสุดยิ่งเป็นที่ถูกพูดถึง   “ขอโทษด้วยนะคะที่มาช้า”  ริเอะพร้อมด้วยแม่คุณนางเอกโค้งหัวขอโทษเป็นอันดับแรก  แอบลอบสังเกตสีหน้าคุณหัวหน้าซายากะอยู่เป็นพักๆพอเห็นว่าไม่มีแววโกรธเคืองอันใด ก็หายใจโล่งท้องขึ้นมาหน่อย   “ไม่เป็นไรๆ ที่เรียกมา แค่จะบอกว่างานคราวนี้พวกเธอต้องไปคุยกับท่านประธานโดยตรงน่ะ เหมือนว่าโปรเจคนี้ท่านประธานจะเป็นคนลงมือเองนะ"   “ท่านประธานหรอค่ะ!” ริเอะร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ ถึงพวกเธอจะเข้ามารับงานที่นี่บ่อยครั้ง ก็ยังไม่มีครั้งไหนที่ได้เจอกับประธานบริษัทโดยตรง ส่วนใหญ่ก็รับงานผ่านหัวหน้าซายากะ  ได้ยินเพียงชื่อเสียงว่า เป็นคนที่ค่อนข้างเป๊ะเรื่องงานมาก    แล้วแบบนี้พวกเธอจะรอดมั้ยเนี่ย ขอแอบปาดเหงื่อก่อน   “ใช่แล้วล่ะ  เบื้องบนมีมติลงมาว่าให้อัตสึโกะรับบทเป็นนางเอกของละครเรื่องนี้น่ะ ส่วนรายละเอียดท่านประธานน่าจะบอกพวกเธออีกที พรุ่งนี้มีประชุม ชั้น5 เวลา 10.00น. อย่าไปสายกันล่ะ รายนั้น เวลาโมโหน่ากลัวเอาการเลยนะ”   รายนั้นซายากะไม่ได้พูดชื่อออกมาว่าเป็นใคร แต่ริเอะก็พอๆจะเดารู้อยู่ว่าคงจะเป็นคนมีอำนาจมากสุดในบริษัทนี้เป็นแน่ เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้ พวกเธอต้องเตรียมตัวขึ้นเขียง เฮ้ย เข้าประชุมกับท่านประธาน   “รับทราบแล้วค่ะ”  ริเอะรับคำอย่างแข้งขันอดไม่ได้จะหันกระซิบกับคนข้างกาย   “อยู่ดีๆก็ได้งานใหญ่เลยนะ อัตสึโกะ”   “นั้นสิค่ะ”  คุณประธานบริษัท คุณจะเป็นเหมือนที่เขาร่ำลือรึเปล่านะคะ ในความเก่ง ความเป๊ะเรื่องงานของคุณ อยากจะลองเจอตัวจริงดูสักครั้งเหมือนกัน           ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง สองสาวที่พึ่งจะปลดตำแหน่งของตนทิ้งไว้ที่บริษัทนั่งคุยกันอย่างสบายๆในร้านอาหารที่เปิดดนตรีคลอเบาๆท่ามกลางแสงไฟที่ถูกรี่ให้สลัวๆ เหมาะแก่การมานั่งผ่อนคล้ายหลังเลิกงาน จนคุณประธานบริษัทพวงด้วยตำแหน่งเจ้าของอดจะชื่นชมไม่ได้   “ร้านนี้ใช่ได้เลยนะ พึ่งจะรู้ว่ามีร้านแบบนี้อยู่ในโซนนี้ด้วย อาหารที่นี้ก็อร่อย การตกแต่งของร้านก็ดูแล้วสบายตาดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป ฉันชอบที่นี่นะ”   “ดีใจนะคะที่ท่านประธานชอบ  ที่จริงแล้วที่นี้ป็นร้านของเพื่อนฉันเองค่ะ”   "งั้นหรอเนี่ย  เอาไว้ว่างๆต้องหาโอกาสแวะมาอีกให้ได้ แล้วก็ยุยน่ะ ไม่ต้องทางการขนนาดนั้น ทาคามินะเฉยๆก็พอ มาซะเต็มยศเลย อย่าลืมสิตอนนี้ออกจากงานแล้วนะ"   “ขอโทษค่ะท่าน..ทาคามินะซัง” ยุยกดริมฝีปากเข้าหากันแทบจะทันทีเมื่อเจอสายตาดุๆของท่านประธาน เนื่องจากเธอหลงเรียกตำแหน่งของอีกฝ่ายแทนชื่อเล่นที่อีกฝ่ายอยากให้เรียก   “แบบนั้นล่ะๆ ยุยนิตลอดเลย ขอฉันเป็นคนธรรมดาๆกับเขามั้ง” คนพูดหัวเราะชอบใจ   ต้องบอกก่อนว่ากับเลขาคนนี้เธอสนิทในระดับหนึ่ง และไว้ใจให้ดูแลงานหรือเอกสารสำคัญแทนได้   ด้วยความที่ยุยเป็นคนซื้อสัตย์และมีความรับผิดชอบสูงมาก ดูสิขนาดเธอบอกให้กลับก่อนยังไม่ยอมกลับ รอจนเธอออกจากบริษัทเจ้าตัวถึงกลับบ้าน บ้างวันเธอสงสารยุยที่ต้องกลับดึก ก็เลยพยายามจะเลิกงานให้เร็วเพื่อคุณเลขาได้กลับบ้าน   “แล้วทาคามินะซัง คิดว่าโปรเจคคราวนี้ที่มาเอดะ อัตสึโกะจะมาแสดงเป็นนางเอกจะเป็นยังไงบ้างคะ”  คราวนี้ยุยถามถามหัวหน้าของตนด้วยความอยากรู้ เอาเข้าจริงเธอก็ยังไม่เคยเจอนางเอกคนนี้ตรงๆเสียที มีแต่ได้ยินกิตติศัพท์มาจากคนอื่นๆว่าเป็นคนที่มีฝีมือพอตัวและไม่มากเรื่องเวลาร่วมงานด้วย   “นั้นซิ ฉันว่าน่าสนุกนะ ก็อยากจะลองร่วมงานด้วยสักครั้งเหมือนกัน เล่นมีแต่คนพูดถึงนิหน่า ตั้งแต่เข้ามาที่นี่ ฉันเองก็ยังไม่เคยเจอเสียทีด้วย อย่างมากก็เห็นผ่านๆตามทีวีกับปกนิตยสาร ก็รายนี้ซายากะจัดการหมดเลยนิหน่า” ถ้าเกิดพูดกันตามจริงแล้ว ดาราในสังกัดบริษัทเธอ ซายากะจะเป็นคนคัดเข้ามาทำงาน แล้วส่งประวัติมาให้เธอที่หลัง มีไม่กี่คนหรอกที่เธอเป็นคนคัดเข้ามาทำงานด้วยตนเอง   “ก็แปลกดีเหมือนกันนะ ที่อยู่ในสังกัดมาตั้งนาน แต่เป็นคนเดียวที่ฉันยังไม่ได้เจอสักที”   “นั้นสิค่ะ” ยุยคิดตาม มันก็แปลกจริงอย่างที่หัวหน้าตนว่า ไม่เคยมีงานไหนเลยที่ท่านประธานจะได้พบกับคุณมาเอดะ อัตสึโกะ ส่วนใหญ่ที่เจอบ่อยจะเป็นคุณฮารุนะเพื่อนสนิทท่านประธานเสียมากกว่า และในระหว่างที่บทสนายังดำเนินต่อไปด้วยความเข้มข้น ก็มีเสียงร้องทักยุยให้ต้องหันไปหาที่มาของเสียงเรียก       “อ้าว  ยุย ทำไมแกจะมาถึงไม่บอกฉันล่ะ แล้วนี้มากับใครน่ะ อย่าบอกนะว่าแฟนแกน่ะ”   “แกนิปากเสียเหมือนเดิมเลยนะ เสียมารยาทน่า คนนี้เจ้านายของฉัน ทาคาฮาชิ มินามิ” ยุยแวดอย่างอดไม่ได้ก่อนรีบหันมาขอโทษหัวเรือใหญ่แห่งบริษัทที่เพื่อนดันพูดจาไม่ดีใส่ แล้วแนะนำให้เพื่อนเธอได้รู้จัก   “เอ่อ… ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่พูดจาไม่ดีใส่ก่อนหน้านี้ ฉันยามาโมโตะ ซายากะ เรียกสั้นๆว่าซายาเน่ก็ได้ค่ะ” พอรู้ว่าคนที่พูดด้วยเป็นเจ้านายของเพื่อน เจ้าของร้านก็นอบน้อมแทบจะทันที   “ค่ะ ทาคามินะซัง” เจ้าของชื่อยิ้มรับรู้สึกพอใจที่ได้ยินชื่อเล่นของตนแบบสบายๆ ก่อนจะต้องหลุดอุทานออกมาเมื่อเหลือบไปเห็นนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลาที่มืดค่ำมากพอสมควรแล้ว   “เอ่อ ขอโทษนะคะ เดี๋ยวฉันต้องกลับแล้ว ช่วยคิดเงินให้เลยได้มั้ยคะ”   “อ้อ ได้ค่ะ ” ซายาเน่รีบหันเรียกพนักงานใกล้ๆมาทำตามความต้องการของลูกค้าคนพิเศษในวันนี้   “แล้วยุยล่ะจะกลับเลยรึเปล่า” ที่ต้องถามเพราะว่า พวกเธอมาด้วยกัน แต่ดูเหมือนเลขาของเธอจะอยากอยู่คุยกับเพื่อนต่อมากกว่า   “ยังค่ะทาคามินะซัง เดี๋ยวให้ซายาเน่ไปส่งก็ได้ค่ะ”   “โอเค แล้วเจอกันพรุ่งนี้เช้านะยุย”   “ค่ะ ทาคามินะซัง” ยุยบอกลาแล้วไม่ลืมจะเดินไปส่งประธานของตนที่รถ รอจนทาคามินะขับรถลับตาแล้วจึงเดินกลับเข้าไปด้านใน   “นี่ ยุย แกทำงานบริษัทอะไรนะ ฉันว่าฉันคุ้นชื่อเจ้านายแกมากเลยนะ” ซายากะถามด้วยความสงสัยหลังจากเดินมาสมทบกับเพื่อนสนิท       “นี้!! แกจำไม่ได้หรอ”  ยุยพูดขึ้นพร้อมง้างมือไปตบหัวซายากะแรงๆเพื่อเพื่อนเอมันจะจำได้มั้ง   "พลั่ว"   “โอ๊ย!!!  มันเจ็บนะเว้ยยุย”ซายากะโวยวายหนเตาบูดบึง   “เจ็บก็ซิดี แกจะได้จำ ฉันทำงานอยู่ที่บริษัทอากิฮาบาระ ที่เดียวกับแฟนแกสังกัดอยู่ไงเล่า! จำได้รึยัง” ยุยบอกด้วยท่าทางเซ็งจัดที่เพื่อนมันไม่เคยใส่ใจเรื่องของเธอเลย ที่เรื่องแฟนดันจำได้หมด   “อ๋อ..ใช่ ห๋า.. งั้นเมื่อกี้นี้ก็!!!”   “ก็เอ่อซิ ประธานบริษัทอากิฮาบาระกรุ๊ป ทาคาฮาชิ มินามิ!”   “แกทำไมไม่บอกฉันแต่แรกวะ!” ซายาเน่ออกอาการหงุดหงิด เพื่อนของเธอมันก็รู้อยู่ว่าเธอปลื้มคนนี้   “ฉันบอกแกไปแล้วนิว่าเจ้านายฉัน แล้วอีกอย่างนะคุณทาคามินะก็แนะนำตัวไปแล้วด้วย  แกจำไม่ได้เองนิ” ยุยหัวเราะเยาะอย่างสะใจ สมน้ำหน้า!   “ยุย แกนะแก แกก็รู้ว่าคุณทาคามินะเป็นไอดอลของฉัน”   “แกดันจำไม่ได้เองนิหว่า มาโทษฉันได้ไง แล้วนี่ วันนี้ไม่ไปรับมิลกี้รึไง   “อ๋อ วันนี้มิลกี้มีคิวงานถึงเที่ยงคืนน่ะ”  พูดถึงเรื่องนี้แล้วซายากะก็ถอนหายใจ นึกเป็นห่วงคนรักขึ้นมา เมื่อไม่กี่วันก่อนก็กลับมาเกือบตีสาม ช่วงนี้เป็นช่วงที่คิวงานค่อนข้างจะแน่นน่าดู   “มีแฟนเป็นดาราก็ลำบากเหมือนกันนะ”   “ก็นะ ทำไงได้ ฉันชินแล้วล่ะ จะมีก็แต่ความเป็นห่วงนั้นล่ะ ไม่อยากให้หักโหมมาก”   “มิลกี้โชคดีนะ ที่ได้เธอเป็นแฟน”   “แน่นอน” ยุยเบะปากใส่คนหลงตัวเอง ไม่มีปฏิเสธเลยสักนิด แต่ก็ต้องยอมรับว่าเพื่อนของเธอดูแลแฟนได้ดีจริงๆ ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม แล้วเมื่อไหร่เธอจะมีแฟนกับเขาบ้างสักทีนะ       ในรถระหว่างทางที่อัตสึโกะใช้กลับไปยังคอนโดก็อดจะถามในสิ่งที่ค้างคาใจไม่ได้   “ริเอะซังค่ะ คิดว่าประธานอากิฮาบาระกรุ๊ปเป็นคนแบบไหนเหรอ”     “จะว่ายังไงดีล่ะ ฉันเองก็ไม่เคยเจอเหมือนกัน ได้ยินจากคุณยูโกะผู้จัดการของคุณฮารุนะ น่ะว่า เป็นคนที่เก่งมากเลยนะ ชอบลุยงานเองอยู่เรื่อย ทำเป็นตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ เรียกได้ว่าทำได้ทุกหน้าที่ในกองถ่ายน่ะ ตั้งแต่เขียนบทละครยันช่างไฟ ตัวเล็กพอๆกับคุณยูโกะล่ะ เท่าที่ฉันได้ยินมานะ”   “อยากลองร่วมงานด้วยจังเลยนะคะ” คนเก่งที่ตัวเล็กซินะ  ชักจะอยากเจอเธอมากขึ้นมาจริงๆแล้วซิ ท่านประธานตัวเล็กแห่งอากิฮาบาระกรุ๊ป       ......................................................................................................................  
  13.     บทนำ    บนรถที่กำลังเคลื่อนที่สู่เป้าหมายมีเสียงสนทนาดังแผ่วๆมาตลอดเส้นทาง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับงาน อาชีพที่คนนั่งข้างคนขับกำลังอยู่ ณ ขณะนี้  "อัตสึโกะ หลังจากนี้ต้องเข้าบริษัทไปรับงานต่อนะ” “อ้าว เหรอคะ แล้วงานอะไรคะ” คนที่มีสีหน้าอ่อนเพลียยกศีรษะขึ้นมาจากเบาะรถอย่างแปลกใจ จำไม่ได้ว่าต่อจากนี้ต้องเข้าไปที่บริษัทอีกครั้งเพื่อรับงาน คิดว่าหลังจากถ่ายโฆษณาเสร็จจะได้กลับไปพักผ่อนที่คอนโดเลยเสียอีก “อย่าบอกนะว่าเธอจำไม่ได้ วันนี้คุณซายากะจะนัดคุยงานเรื่องละครเรื่องใหม่ไง ฉันย้ำเธอไปสามรอบได้แล้วมั้ง” “เหมือนจะจำได้ลางๆนะคะ แหะๆ” ริเอะส่ายหน้า ไม่แน่ใจว่าไอ้ที่จำไม่ได้ เป็นเพราะแต่ละครั้งไม่ได้ตั้งใจฟังเธอพูดรึเปล่า ก็เข้าใจอยู่ว่างช่วงนี้งานมันเยอะ พอพักได้ทีแม่นี้เป็นหลับตลอด “จริงๆเลยเธอนี่มัน” “ขอโทษนะคะ”  เจ้าตัวเสียงอ่อยอย่างสำนึกผิด เกิดเป็นงานสำคัญกว่านี่ เธอคงแย่ ได้เสียเครดิตกันพอดี โชคยังดีที่มีริเอะเป็นผู้จัดการ ไม่งั้นตัวคนเดียวเธอลำบากน่าดู “ไม่เป็นไรหรอก คราวหน้าคราวหลังก็ตั้งใจฟังกันหน่อยนะ ฉันรู้ว่าช่วงนี้เธอเหนื่อย  ก็เล่นได้นอนแค่วันละ 3 ชั่วโมงเอง"   คนที่เธอกำลังพูดด้วยชื่อ มาเอดะ อัตสึโกะ เป็นดาราที่กำลังดังอยู่ในขณะนี้ด้วยฝีมือและหน้าตา ที่ไม่ว่าจะร้อง เล่น เต้น รำ ก็ทำออกมาได้ดีพอสมควร  บวกกับรอยยิ้มพิมพ์ใจอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ใครที่ได้พบเห็นต่างพากันตกหลุมรัก ทำให้มีงานการแสดง งานโฆษณาแห่เข้ามาไม่ขาดสาย กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆของบริษัทในขณะนี้   พูดถึงบริษัท อัตสึโกะทำงานในสังกัดบริษัทอากิฮาบาระกรุ๊ป เป็นบริษัทใหญ่และมีชื่อเสียงอันดับต้นๆในประเทศ ไม่ว่าใครก็อยากจะเข้ามาอยู่ในสังกัดบริษัทนี้เพราะสวัสดิ์การและเบี้ยเลี้ยงที่สูงมากถ้าเทียบกับที่อื่นๆ “ถึงแล้ว” ริเอะเอ่ยขึ้นเบาๆในขณะที่สำรวจสิ่งก่อสร้างตรงหน้าที่ค่อนข้าง,มีความเก่าอยู่มากแม้จะมีการซ่อมบำรุงตัวตึกไปแล้วก็ตามก่อนจะเลี้ยวรถเข้าไปสู่ลานจอดรถภายในตัวบริษัท  ไม่แน่ใจว่าคนที่นั่งมาด้วยข้างๆหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ หันมองอีกทีก็เห็นน้ำลายหยดลงเบาะเสียแล้ว ดูสิใครมาเห็นแม่นี้ตอนนี้ได้เสียภาพพจน์นางเอกคนดังระดับประเทศหมด อะไรจะเหนื่อยขนาดนี้แม่คุณ “อัตสึโกะๆ  ตื่นได้แล้ว ถึงแล้วนะ" "อื่อ.. ถึงแล้วหรอค่ะ"  ยังมีการมางัวงียขยี้ตาให้ดู ตื่นเถอะแม่คุณ เดี๋ยวจะต้องคุยงานต่ออีกนะ “ใช่ ถึงแล้ว เร็วเข้า เดี๋ยวก็ได้สายกันพอดี คุณซายากะยิ่งไม่ชอบคนไม่ตรงเวลาอยู่ เธอก็รู้” “ค่ะ ริเอะซัง สักครู่นะคะ” แล้วแม่คุณนางเอกชื่อดังก็เริ่มจัดแจ้งกับสภาพตัวเองเพื่อจะได้เข้าไปภายในบริษัท   ทั้งสองพากันลงมาจากรถจนมาถึงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่มีพนักงานใส่สูทสีแดงยืนตอบรับด้วยท่าทางสุภาพ แววตาเป็นประกายกันเชียว พอได้เจอแม่นางเอกนี้  ริเอะเป็นฝ่ายเข้าไปแจ้งธุระของตนเองกับพนักงานที่เข้าเวรอยู่  “ขอโทษนะคะ ดิฉันมาพบหัวหน้าแผนกซายากะน่ะค่ะ”  “สักครู่นะคะ"  ประชาสัมพันธ์สาวยิ้มเขินพอได้สบตากับคุณนางเอกที่ยืนรอถัดจากผู้จัดการส่วนตัว ตัวจริงสวยกว่าในทีวี! คนอะไรทำไมสวยอย่างนี้ ก่อนรีบก้มหน้าหลบซ่อนแก้มแดงๆตรวจเช็ดตารางเวลานัดในเครื่องคอมพิวเตอร์ให้คุณนางเอกคนดัง "คุณริเอะ กับ คุณอัตสึโกะใช่มั้ยคะ เชิญที่ชั้น 6 ห้องหัวหน้าซายากะเลยค่ะ” “ค่ะ  ขอบคุณมากค่ะ” ริเอะขอบคุณอย่างเร่งรีบมองดูนาฬิกาข้อมือที่จวนจะใกล้เวลานัดแนะแล้วคว้าข้อมือแม่นางเอกคนดังไปขึ้นลิฟต์ก่อนให้แม่นางเอกกดลิฟต์ไปยังชั้นที่ต้องการ “ว้าว...เธอ นั่นคุณอัตสึโกะตัวจริงนิ กรี๊ด ฉันพึ่งเคยเจอครั้งแรกเลย” พนักงานหน้าเคาน์เตอร์บิดตัวด้วยความอาย รู้งี้ติดกระดาษมาขอลายเซ็นด้วยก็ดี  ใครจะคิดว่าคุณอัตสึโกะจะเข้ามาตึกเอาป่านนี้ “นั้นซิ สวยกว่าใน TV อีกนะ” พนักงานอีกคนที่ยืนใกล้กันทำหน้าเคลิ้ม ถ้าไม่เกรงใจว่าคุณอัตสึโกะต้องขึ้นพบหัวหน้าจะขอถ่ายรูปด้วยสักสองสามรูป พูดแล้วตื่นเต้น อยากเจออีกจัง “พวกเธอนิยังไม่ชินอีกเหรอ คุณอัตสึโกะก็ต้องเข้ามารับงานในบริษัทอยู่แล้ว”  คนที่อยู่มานานพูดด้วยความเบื่อหน่าย พวกบ้าดาราก็งี้ “หรือว่าเธอไม่ชอบคุณอัตสึโกะล่ะ”   คนแรกที่ยังคงหน้าแดงไม่หายหันมาประชันฝีปาก  “ชอบซิ” "เธอก็พอกันนั้นแหละ!"   อีกฝากหนึ่ง หลังจากที่ทำงานเสร็จเรียบร้อยหัวเรือใหญ่แห่งอากิฮาบาระกรุ๊ปจึงได้ชวนเลขาของตนไปหาร้านอาหารเพื่อนั่งทานข้าวด้วยกันสบายๆ เมื่อเลยเวลาทำงานมามากพอสมควรแล้ว นึกแล้วก็สงสารเลขาตัวเองที่ต้องอยู่กับเจ้านายบ้างานอย่างเธอ “ยุยพอจะมีร้านแนะนำไหม” ประธานของบริษัทถามด้วยแววตาครุ่นคิด ปกติทำงานเสร็จเธอก็ไม่ค่อยแวะไหน ส่วนใหญ่ก็มีทานข้าวในห้องทำงาน “มีค่ะ รับลองว่าที่นั่นอาหารอร่อยแน่ค่ะ ท่านประธาน” ยุยตอบด้วยท่าทางนอบน้อมติดเกรงใจอยู่มากแม้ท่านประธานจะให้ความสนิทสนมก็ตามที “ก็ดีสิ นำทางเลย”  "ค่ะ ท่านประธาน" ยุยตอบรับ ในระหว่างที่พวกเธอคุยกันอยู่นั้นก็เดินส่วนกับใครบางคนเข้าโดยไม่รู้ตัว      จะว่าไปชั้นนี้ ทำไมชั้นนี้มันแปลกๆนะ เงียบผิดปกติ หรือหัวหน้าซายากะจะย้ายห้องทำงาน เมื่อครู่เห็นพนักงานเดินผ่านมาแค่สองคนเอง  มันยังไงกันนะ อัตสึโกะคิดพลางเดินสำรวจไปรอบๆ ชั้นที่ขึ้นมา เธอมั่นใจว่ามาไม่ผิดนะ “อัตสึโกะ เธอกดลิฟท์ผิดชั้นแล้วนะ นี่มันชั้น8 ไม่ใช่ ชั้น 6” ริเอะตะโกะบอกคนกดชั้นผิดแล้วยังเดินออกไปไม่ได้ดูเลขลิฟท์เลย อยากจะเอามือกุมหัวกับความไม่รอบคอบของแม่คุณนางเอกจริงๆ “เอ๋...ผิดชั้นเหรอคะ ขอโทษค่ะ ริเอะซัง”  คนหน้ามึนยังตอบได้อย่างไม่ทุกข์ร้อนขณะที่พาตัวเองกลับเข้าไปภายในลิฟท์ ริเอะล่ะอยากจะผูกคอตาย “เธอนินะ อัตสึโกะ” ริเอะพูดออกมาอย่างเหนื่อยใจกับอีกคน ก่อนจะกดลิฟท์ลงไปยังชั้นที่ต้องการ โดยที่พวกเธอไม่ได้สังเกตป้ายหน้าลิฟท์เลยว่า    "ชั้น8ห้องประธานบริษัท ทาคาฮาชิ มินามิ" ………………………………………………………………………..     ....ตัดสินใจอยู่นานเลยค่ะ กว่าจะกล้าเอามาลง  อาจเขียนไม่สนุก หรือภาษาที่ใช้ไม่ดีเท่าที่ควร  แต่นี้ก็เป็นนิยายเรื่องแรกที่เราเขียนไว้ แล้วก็เป็นความดีใจเล็กๆของเราที่ได้เขียนมันขึ้นมา ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ ปล. เราปรับปรุงแก้ไขบ้างจุดนะคะ 
  14.                                                                   Ch.15 the end             เสียงคลื่นสาดกระทบเข้าหาชายฝั่งเป็นท่วงทำนองเสนาะหู สายลมอ่อนโบกพัดทำให้เสื้อตัวบางพลิ้วไสว พระอาทิตย์ยามเช้าที่ค่อยๆโผล่ออกมาทักทาย สองร่างที่เอาเท้าเปลือยจุ่มลงน้ำทะเล อิงแอบแนบชิด สองมือกอบกุมผสานภายใต้ผืนน้ำและดวงตะวัน ต่างส่งยิ้มให้กันและกันกับการดูพระอาทิตย์แรกของวันหลังจากคุณอัยการตัดสินใจเปลี่ยนบรรยากาศ ชวนบรรดาครอบครัวของเพื่อนสนิทและตัวเองมาพักผ่อนโดยใช้ให้แม่ผู้ช่วยสุดฮอตเป็นคนจัดการหาที่พักให้และผลออกมาปรากฏว่าสวยถูกใจทุกคนยิ่งนัก ขอเล่าไปถึงแม่ผู่ช่วยเล็กน้อยเมื่อไม่นานมานี้เหมือนจะถูกใจคนที่ยูโกะใช้ให้ไปสืบเบาะแสเรื่องทางบ้านของอัตสึโกะมา รู้สึกจะชื่อว่า วาตานาเบะ อะไรสักอย่าง ก็ยอมรับในฝีมือ ว่าถ้าไม่ใช่เพราะแม่คนนี้คงปิดคดีไม่ได้ ได้ข่าวว่ากำลังดูใจกันนอยู่ ก็ดีกับแม่ผู้ช่วยที่จะได้มีคนดูแลเสียที              “คิดอะไรอยู่ค่ะ บอกกันหน่อยได้รึเปล่า” มินามิยิ้มให้เจ้าของคำถามแล้วเบือนหน้ามองไปบนท้องฟ้าดังเก่า             “ตอนนั้น เธอรู้รึเปล่าว่าฉันรู้ว่าเป็นเธอ”             “คะ?”             “ครั้งแรกที่เธอใส่ชุดมาสคอตนั่น” อัตสึโกะถึงกับตกใจหันขวับมองหน้าเขา เขารู้อย่างนั้นหรือว่าเป็นเธอ ไม่น่าเลย รู้ได้อย่างไร             “ใครจะไปลืมลงได้ล่ะ” มินามิแค่อยากบอกว่าเธอจำได้ทุกอย่างที่เป็นอัตสึโกะ              “แล้วตอนนั้น…”             “ฉันโกรธนะ โกรธมากด้วย แต่ฉันเสียใจมากกว่า รู้รึเปล่าที่ฉันไปที่นั่นก็เพราะคิดถึงเธอ แล้วจู่ๆ.. เธอก็มา  แถมยังพูดอะไรก็ไม่รู้”             “ตอนนั้นมินามิก็พูดจริงใช่มั้ยคะ”             “พูดจริงสิ ฉันโกรธเธอมากนะ แต่พอเอาเข้าจริง ฉันก็ใจอ่อนให้เธอ แค่เห็นน้ำตาเธอทีไรฉันก็ใจอ่อนยวบ ครั้งต่อมาเธอยังดื้อจนต้องพาส่งโรงพยาบาล ฉันบอกตัวเองตลอดว่าจะไม่ยุ่งแต่ท้ายที่สุดฉฉันก็ทำไม่ได้” มินามิสารภาพ  ยอมรับว่าตอนนั้นโกรธแต่เสียใจมากว่า  ใจมันอ่อนยวบตั้งแต่เจอหน้า อยากคว้ามากอดตั้งแต่วินาทีนั้น แต่เธอก็ต้องใจแข็งห้ามปรามตัวเองไม่ให้ทำ             “มินามิ”             “ที่เล่าให้ฟังไม่ได้อยากให้เธอขอโทษหรือมาเสียใจนะ ฉันแค่อยากบอกว่า ตลอดเวลาฉันคิดถึงเธอ” มันเป็นคำบอกว่ารักมากที่เรียบง่ายและดูอ้อมโลกแต่คนฟังกลับยิ้มพร้อมน้ำตา ที่ผ่านมาไม่ใช่มีแค่เธอที่ต้องอดทนแต่เขาก็อดทนเพราะความคิดถึงเธอเหมือนกัน เขาแค่บอกเธอว่า เขาไม่ได้เกลียดเธอ ไม่เลย แค่นี้หัวใจก็เต้นรั่ว ยกมือที่แช่อยู่ในน้ำเค็มตวัดเข้ากอดรัดรอบเอวเขาแล้วเบียดตัวเข้าไปหา   เขาเปรียบเสมือนหัวใจ เป็นเสมือนลมอ่อนๆที่พัดพาเรื่องเลวร้ายให้ผ่านพ้นไป             “ตั้งแต่เรื่องของพ่อจบลง ฉันเหมือนถูกปล่อยให้เป็นอิสระ แม้ลึกๆจะรู้สึกผิด ฉันเสียใจน่ะ อย่างน้อยเขาก็เป็นพ่อของฉัน” มินามิลูบหลังมือคนรักแผ่วเบา เข้าใจความรู้ของอัตสึโกะ ต่อให้เลวอย่างไรผู้ชายคนนั้นก็ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อ  มีหรือจะตัดกันขาด อัตสึโกะมักพูดถึงด้วยน้ำเสียงห่วงใยตลอด             “ขึ้นกันดีมั้ยคะ ตอนนี้เปียกกันทั้งตัวแล้ว เดี๋ยวพากันไม่สบายกันทั้งคู่” น้ำเสียงอ่อนโยนทำให้อัตสึโกะรู้สึกอุ่นใจ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ติด ไม่ให้รักได้อย่างไร ก็เขาแคร์กันมากอย่างนี้ไงเล่า เธอถึงได้รักมาก             “ค่ะ ป่านนี้เด็กๆน่าจะตื่นกันแล้ว” พวกเธอนอนรวมกันในบ้านหลังใหญ่ สี่ห้องนอน สองห้องน้ำ เป็นบ้านพักริมทะเลสองชั้น มีห้องครัวกลางบ้าน และติดชายหาดที่เธอชวนคนรักออกมานั่งดูพระอาทิตย์ขึ้น ถือโอกาสที่ไม่ได้ออกมาเที่ยวกันนาน มาเที่ยวด้วยกันเป็นครอบครัว  “แหม แอบออกมาดูพระอาทิตย์ขึ้นกันนี่เอง ปล่อยให้เดินหาเสียทั่ว” แล้วเสียงแซวไม่ไกลจากชานบ้านที่ยกสูงขึ้นจากหาดก็ดังมาลิ่วๆทำให้อัตสึโกะปล่อยหัวเราะ มีหน้ามาว่าเธอนะ ทีตัวเองสวีทกับคนรักเธอยังไม่ว่าเลย กอดกันอยู่หน้าชานบ้านเชียว ทำตัวเหมือนอยู่ในหนัง  แถมก่อนหน้านั้นตัวเองก็ได้ไปเที่ยวกับฮารุนะสองต่อสองแ โดยเอาหนูพารุมาฝากไว้ที่บ้านเธอสามวัน เธอมารู้จากมินามิที่หลังว่าค่าตั๋วพวกนั่นคนรักเธอเป็นคนออกให้เพื่อเป็นการไถ่โทษให้ฮารุนะ ที่ปากไม่ดี ทำตัวรั้น ไม่ยอมฟังคำอธิบาย “ก็กำลังจะกลับแล้วนี่ไง ขอไปล่างตัวกันก่อนนะ แล้วจะตามไป”  ยูโกะกระแอ่มไอล้อเลียนคำว่าล้างตัว มันดูเป็นประโยคธรรมดาถ้าไม่คิดอะไร ที่บ้านพักมีฝักบัวล่างตัวอยู่ข้างบ้าน ด้านหนึ่งเป็นกระจกด้านสามารถมองเห็นวิวทะเลได้ มีอ่างสำหรับแช่น้ำอยู่ด้วยกัน เรียกง่ายๆว่าเเป็นมุมสวีทอีกมุมหนึ่งบ้าน กะจะหลบมุมไปอยู่ด้วยกันสองต่อสองอีกล่ะสิ “รีบไปรีบมาล่ะ ฉันจะไปเตรียมอาหารรอ อย่ามัวแต่เล่นกันนะ” “นี่!” “ไปๆฉันไปเตรียมวัตถุดิษอาหารดีกว่า” ยูโกะไม่รอช้าจูงมือคนรักเข้าไปภายในตัวบ้านปล่อยให้สองคนพึ่งขึ้นจากริมหาดมองหน้ากันอย่างอายๆ ไม่รู้อายที่ถูกรู้ทันหรือเปล่า เอาเป็นว่าตอนนี้เชฟจำเป็นได้ผสานงานกับคนดูแลที่พัก ให้หาเตาสำหรับปิ้งย่างมาให้ เจ้าตัวประจำตำแหน่งหน้าเตา จัดแจงนำอาหารทะเล จำพวก กุ้ง หมึก และปูขึ้นย่าง  นอกจากนี้ยังมีอาหารจำพวกผัดและซาชิมิ เธอโชวืฝีมือทำอาหารเต็มทีเพื่อเป็นการฉลองที่เรื่องเลวร้ายทั้งหมดผ่านพ้นไปเสียที ทั้งบ้านเธอบ้านอัตสึโกะตอนนี้มีแต่คำว่าความสุขประดับเต้มอยู่บนฝาผนัง             ต้องบอกว่าไม่ง่ายที่จะพากันมาถึงจุดนี้ เธอยังจำความดุเดือดในวันนั้นได้ดี วันที่ชั้นศาลลุกเป็นไฟ พ่อของอัตสึโกะกับความโกรธเกี้ยวและผู้ชายสารเลวที่ฝาดงวงฝาดงา ไม่ยอมความลูกเดียวสู้คดีกันจนถึงวินาทีสุดท้ายกว่าชั้นศาลจะยอมตัดสินให้มีโทษจำคุก 20 ปี นับว่าทำได้มากที่สุดแล้วในตอนนี้ ต้องขอบคุณผู้บังคับการตำรวจคนนั่นที่ยอมให้ความรวมมือ ไม่งั้นคงจับไม่ได้ง่ายๆ คิดดูว่าขนาดเธอมีหลักฐาน อำนาจเงินฝั่งนั่นยังสามารถทำให้เอาตัวรอดได้ ถ้าเป็นคนอื่นคงติดคุกนานหรือไม่คงมีโทษร้ายแรงกว่านี้             “เป็นอะไรค่ะ ขมวดคิ้วยุ่งเลย”             “คิดถึงเรื่องพ่อของอัตสึโกะน่ะค่ะ” แล้วเธอก็ยอมบอกไปตามตรง ตั้งแต่ปรับความเข้าใจกันมา เธอก็กล้าพูดเรื่องของทางบ้านอัตสึโกะกับฮารุนะมากขึ้น โดยที่คนรักของเธอไม่ได้แสดงความหึงหรือน้อยใจแต่อย่างใด เธอเข้าใจฮารุนะดีว่าความระแวงมันเกิดขึ้นได้และยากจะห้ามด้วยเหมือนกัน             “แล้วทำไมอยู่ๆถึงคิดถึงเรื่องนี่อีกล่ะค่ะ” อดีตนางแบบวางมือบนไหล่ที่ขยับย่างกับของบนเตาอย่างขันแข็ง             “บรรยากาศพาไปมั้งคะ แค่กลัวว่าถ้าออกจากคุกมาได้ เหตุการณ์จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก ฉันเองก็ขี้เกียจจะรับมือด้วยนะ ดูสิคราวก่อนทำบริษัทแย่ไปหมด” ฮารุนะหัวเราะกับประโยคติดตลกของคนรัก พลอยนึกถึงคำพูดของเพื่อนที่พูดกับพ่อของอัตสึโกะในชั้นศาลและเธอก็ยังจำมันได้เป็นอย่างดี ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อว่า  ในโลกยังมีคนประเภทนี้อยู่มาก               “คุณไม่คิดว่าอัตสึโกะเป็นลูกเลยหรือค่ะ คุณถึงทำอย่างนี้”             “ลูกต้องตอบแทนบุญคุณพ่อแม่หรือผู้ที่ให้กำเนิด พวกคุณจะปฏิเสธหรือว่าการที่พวกคุณเลี้ยงลูกมาพวกคุณไม่ได้หวังผลอะไร อย่างน้อยก็คิดจะให้พวกเขาเลี้ยงดูพวกคุณตอนแก่ แล้วผมผิดอะไรที่จะให้ลูกตอบแทนบุญคุณโดยการช่วยงานผมบ้าง”             “โดยการทำร้ายจิตใจลูกของคุณเองน่ะหรือ”             “ ลูกทุกคนต้องเชื่อฟังพ่อแม่ ไม่ว่าที่ไหนก็สอนแบบนั่น หรือคุณจะปฏิเสธ  เรื่องแค่นี้ถ้าไม่รู้จักอดใจ  เจอเรื่องที่ยากกว่านี้จะผ่านไปได้หรือไง”             “แต่มันคือการบังคับฝืนใจกันดีๆนี่เอง คุณไม่สงสารหรือไงว่าลูกคุณจะรู้สึกอย่างไร คุณพูดแบบนี้มันก็แค่สนองความเห็นแก่ตัวของคุณ ความคิดที่ว่าคุณถูกทุกอย่าง โดยที่ไม่สนใจว่าชีวิตลูกสาวของคุณจะเป็นอย่างไร ต้องทรมานแค่ไหนกับสิ่งที่คุณทำ”             “ก็เพราะถ้ายอมรับมันก็คงไม่ทรมานไม่ใช่หรือไง แต่นังเด็ก…”             “กรุณาสุภาพด้วยครับ” เสียงของผู้พิพากษาขัดทำให้พ่อของอัตสึโกะชะงักด้วยความขัดใจ ก่อนต่อคำพูดที่ค้างไว้ให้จบ “ก็เพราะลูกสาวของผมมันทนไม่ได้”             “แล้วคุณเองทนได้หรือถ้าเจอเรื่องแบบนี้ คุณขู่ฆ่าหลานตัวเองเพื่อให้ลูกสาวทำในสิ่งที่คุณต้องการ  นี่หรือ  สิ่งทีคนเป็นพ่อควรทำ  พ่อควรเป็นแบบอย่างให้ลูก สั่งสอนลูกให้ดี ไม่ใช่การที่ใช้ลูกเป็นเครื่องมือสนองความต้องการของตัวเอง!”             ใช่ เพื่อนสนิทของเธอตอกหน้าผู้ชายคนนั้นไปอย่างไม่ไว้หน้า  พ่อของอัตสึโกะคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าชีวิตของลูก ทั้งที่ลูกควรมีสิทธิ์ได้คิด ได้เลือกหนทางดำเนินชีวิตด้วยตนเอง ไม่ใช่หนทางที่ใครมากำหนดไว้ เพราะสรรพสิ่งและชีวิตนั่นมีความแตกต่างกัน หนทางดำเนินชีวิตก็ย่อมแตกต่างกันด้วย  จะมาเป็นเหมือนกันหมดไม่ได้ แต่พ่อของอัตสึโกะเลือกจะขีดเส้นชีวิตให้ลูก ใช้ลูกเป็นเพียงหุ่นยนต์หรืออะไรสักอย่างที่ต้องทำตามคำสั่งในสิ่งที่ตัวเองพอใจ พูดไปแล้วก็สงสารอัตสึโกะ โชคยังดีที่ผู้หญิงคนนี้ได้มาเจอกับมินามิเพื่อนสนิทเธอ “อ้าว ทำไมนิ่งล่ะค่ะ” ยูโกะต้องหยุดสะกิดไหล่ฮารุนะที่ไม่รู้ว่าฟังเธอพูดมั้งรึเปล่าราวกับได้หลุดเข้าไปอยู่ในความคิดตัวเองเสียแล้ว “คะ!?” “เป็นอะไรค่ะเนี่ย อยู่ดีๆก็เหม่อเฉยเลย” “ก็..คิดถึงเรื่องในชั้นศาลนิค่ะ ยูจังพูดถึงก็เลยคิดตาม” “นี่ก็ผ่านมาสักพักแล้วนะคะ ได้ข่าวจากมินามิว่าอัตสึโกะยังไปเยี่ยมพูดตาแก่เลือดเย็นอยู่บ่อยๆ” “ถ้าเขาคิดได้คงจะดีนะคะว่าสิ่งที่เขาเชื่อทำให้ลูกของเขาต้องทุกข์ทรมานอยู่” “ใช่ค่ะ ขอให้เขาคิดได้เถอะ มีเวลาอยู่ในคุกตั้งหลายปี จะได้ไม่มาระรานใครอีก” ถึงตรงนี้ยูโกะก็นึกถึงคฤหาสน์และทรัพย์สมบัติของทางบ้านอัตสึโกะถูกปล่อยทิ้งไว้ให้พวกพ่อบ้านแม่บ้านดูแล เพราะอัตสึโกะยืนกรานด้วยตนเองว่า จะไม่ไปเหยียบที่นั่นอีก รวมถึงทรัพย์สินทุกอย่างจะไม่ขอยุ่งเกี่ยว   ขนาดนามสกุลเจ้าตัวยังเปลี่ยนมาใช่นามสกุลทางฝั่งมินามิ เพราะคิดจะตัดขาดกับคำว่า มาเอดะสักที “มีอะไรกินบ้างคะ”  ยังไม่ทันไรยูโกะก็ต้องหัวเราะเบาๆกับเสียงบ่นหิวมาแต่ไกล จะเสียงใครถ้าไม่ใช่เสียงของลูกสาวคนเดียว “อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณน้า” “หนูยุยน้าบอกหลายครั้งแล้วให้เรียกป๊าเหมือนหนูพารุ เราเถอะลงมาก็บ่นหิวเลยนะ เมื่อคืนใช่พลังงานเยอะว่างั้น” “ก็แน่สิคะ” นี่ก็ตอบไม่คิดหน้าคิดหลัง เปิดเผยกันไม่มีเกรงใจพ่อแม่ ยุยได้แต่หน้าแดงรีบแก้ตัวกลัวผู้ใหญ่จะเข้าใจผิด เมื่อคืนน้องอยู่ด้วยใครจะกล้าทำอะไร เดี๋ยวได้อายน้องตาย “เดี๋ยวป๊าก็เข้าใจผิดกันพอดี” “ไม่ผิดหรอกใช่มั้ยคะ” ยังมีอารมณ์แกล้งหยอกคนหน้าแดงยูโกะส่ายหน้าให้ลูกสาว  ช่างแกล้งช่างแหย่ดีเหลือเกิน แล้วเรื่องที่แซวไปใช่ว่าจะไม่รู้อะไรเลย เด็กวัยนี้มันก็คงมีเกินเลยกันบ้างเป็นธรรมดา ขนาดเธอกับฮารุนะเมื่อก่อนยังเป็นเลย นับประสากับลูก “พอๆนี่ก็แกล้งหนูยุยเขาไม่เลิก” “หนูไม่ได้ผิดสักหน่อย” ลูกสาวคนเดียวของยูโกะส่งเสียงเล็กเสียงน้อยแล้วเดินมาช่วยจัดจานอาหาร  ส่วนจูริน้อยถูกยุยพาไปนั่งรอบนโต๊ะกินข้าวก่อคนเป็นพี่จะพาตัวเองไปช่วยผู้ใหญ่บ้าง “เห็นพ่อกับแม่รึเปล่าคะ” ยุยถามผู้ใหญ่ทางบ้านพารุอย่างเกรงใจเมื่อตนลงมายังไม่เห็นทั้งคู่ “อ๋อ ไปล่้งตัวกันอยู่นะ แอบสวีทกันอยู่ริมทะเลเมื่อเช้า” ได้โอกาสยูโกะก็พาดพิงถึงคู่ของเพื่อนสนิทอย่างขำขัน ก็รู้กันว่าสองคนน้ำกลับมาอยู่ในสถานะสมรสกันก็หวานออกนอกหน้าบ่อยๆ “เห็นมั้ยยุยอ่ะ ไม่ยอมตื่น เลยอดลงมาดูพระอาทิตย์ขึ้นเลย” ยุยแยกเขี้ยวใส่คนรัก ความผิดเธอหรือเปล่าใครกันแน่ที่ทำเธอหมดแรงเมื่อวาน ชวนกันนั่งเล่นเกมจนดึก แพ้เธอก็ไม่ยอม ขอต่อรอบสอง รอบสาม รอบสี่จนน้องหลับไปก่อน ฮารุนะได้แต่ยิ้มให้กับเด็กๆ เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกินไม่กี่ปีเท่านั้นลูกสาวของเธอก็โตเป็นผู้ใหญ่มีแฟนเป็นตัวเป็นตน  นึกถึงเธอสมัยก่อนชะมัด ตอนนั้นเจอยูโกะที่สถานีรถไฟครั้งแรก ก็รู้เพียงแค่ว่ามันถูกชะตาถูกใจคนนี้อยากคุยด้วย คุยไปคุยมา กลายเป็นว่าเธอถูกจีบ ไม่กี่ปีก็แต่งงานกันหลังคู่ของเพื่อนสนิท แล้วดันบังเอิญมีลูกพร้อมกันอีก พอพูดถึงเพื่อนสนิทคนตายยากก็พากันออกมาจากห้องน้ำ ให้เด็กๆแซวกันว่าหายไปไหนทำอะไรนาน  ก็แค่ช่วยกันล้างตัวเอง ไม่เห็นนานเลย รีบสุดๆแล้วนะ “หม่ามี๊” แล้วเจ้าตัวเล็กก็กระโดดลงจากโต๊ะวิ่งเข้าไปกอดหมับเข้าที่เอวของอัตสึโกะให้ผู้ใหญ่ต้องย่อตัวลง นำมือลูบศีรษะอย่างเอ็นดู “แปรงฟันรึยังคะ” เจ้าตัวเล็กพยักหน้างึกงักก่อนสารธยายให้ฟังว่าเมื่อคืนพี่ๆพาทำอะไรบ้าง   คนอายุเยอะกว่าพาเลยกันยิ้มเอ็นดู เด็กๆดูสนิทกันดีจริงๆ “ไปนั่งรอกับลูกก่อนนะ เดี๋ยวฉันไปช่วยที่เตาก่อน” อัตสึโกะยิ้มรับคำบอกของคุณอัยการ เข้าไปทิ้งตัวลงที่เก้าอี้ข้างลูกสาว มองตามแผ่นหลังที่ไปยุ่งอยู่กับหน้าเตา ไม่นานอาหารหน้าตาหน้าทานฝีมือยูโกะและเหล่าผู้ช่วยก็ถูกนำมาเสิร์ฟ ฮารุนะเห็นว่าคนรักเหงื่อออกเยอะก็เดินเข้าไปซับเหงื่อให้ไม่ต่างจากพารุเท่าไหร่ ที่จัดการเช็ดเหงือให้ยุยเแล้วยังแกล้งจุ๊บแก้มต่อให้ผู้ใหญ่ จนได้รับเสียงกระแอมไอเบาๆ “หนูพารุ น้าหวงลูกสาวเหมือนกันนะคะ” อัตสึโกะแกล้งตีเสียงเข้มหยอก มินามิถึงกับต้องส่ายหน้าเบาๆ ชอบแกล้งเด็กๆจริงคนนี้ “แล้วต้องทำอย่างไรคะ คุณน้าถึงจะยอมยกให้ ไม่หวง” นี่ก็เล่นตามน้ำปลี่ยนสรรพตามอัตสึโกะเป็นพัลวัน  “ก็บอกป๊าหนูมาขอเร็วๆสิคะ” “น้อยๆหน่อย เรียนให้มันจบกันเถอะ” ยูโกะเข้ามามีส่วนร่วมในทันที เห็นอย่างนี้ก็ขี้หวงลูกเหมือนกัน ก็มีลูกแค่คนเดียวนิน่า ฮารุนะถึงกับขำใหญ่ ทีตัวเองล่ะไม่ทันจบก็ไวไฟแล้ว “จะไม่ยอมยกให้หนูยุยง่ายๆเหรอคะ” “ไม่ยอมหรอก” ยูโกะหันมองยุยอย่างจริงจังเล่นเอาคนถูกมองรู้สึกร้อนๆหนาวๆอย่างไรพิกล “ต้องเป็นฝ่ายบ้านหนูยุยต่างหากมาขอ” “แต่ดูเหมือนลูกฉันเสียเปรียบเยอะเลยนะ ยูโกะ” แล้วไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่บนโต๊ะอาหารเช้ากลายเป็นการคุยเรื่องเด็กๆอย่างสนุกปาก ปล่อยเด็กทั้งสองมองหน้ากันปริบๆ “ของแบบนี้มันต้องดูกันยาวๆน่าอัตสึโกะ เหมือนดูธุรกิจไง” ไม่รู้ทำไมคำพูดมันถึงได้ดูไม่น่าไว้ใจทั้งที่ก็พูดเรื่องทั่วไป แต่เป็นยูโกะเท่านั้นล่ะมันถึงชวนให้คิด “ฉันขี้เกียจคุยกับเธอแล้ว ยูโกะ” “แหม ทีเมื่อก่อนโทรหาแต่ฉัน ใช่สิ มีคนกลับมาให้อ้อนแล้วนิ ฉันก็คงไม่สำคัญแล้ว” อัตสึโกะหัวเราะขำขันพอเรื่องร้ายๆได้ผ่านพ้นไปการนำกลับมาพูดใหม่ก็กลายเป็นเพียงเรื่องตลกขบขัน เขาถึงว่าฟ้าหลังฝน มันสวยสดงดงามอย่างนี้นี่เอง “ยูโกะก็มีฮารุนะให้อ้อนอยู่แล้วไม่ใช่หรือยังไง” เจ้าตัวโต้ตอบด้วยความสนุกระหว่างนั่งแกะกุ้งให้คนรักกับลูกสาวคนเล็ก “แน่นอน ฮารุนะของฉันน่ารักที่สุด” “ยูโกะฉันว่ากุ้งมันหวานๆน่ะ ว่ามั้ยคะ มินามิ” อัตสึโกะรีบหาพวกชักรู้สึกว่าอาหารบนโต๊ะรสชาติจะเลียนขึ้นทุกที  “ขยันเติมน้ำตาลกันอยู่รึไงคะช่วงนี้” “ก็กลัวไม่ทันคู่พวกเธอนิ” ยูโกะยักไหล่ใส่มินามิ ที่ไม่ได้คิดว่ามันไม่ทันแต่คิดว่ามันแซงกันไปไกลโขแล้วต่างหาก ชีวิตคนเราก็แปลกดีนะ เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ พอสุขก็อยากจะเก็บช่วงเวลานี้ไปนานๆ อยากจะอยู่กับมันตลอด แต่พอทุกข์ก็อยากลืมมันให้จบๆ และที่น่าแปลกยิ่งกว่า คือ ความสุขเราไม่สามารถเก็บไว้กับตัวตลอดแต่ความทุกข์กับอยู่กับเราได้ตลอด เหมือนอย่างเรื่องของเธอกับคนรัก ฉะนั้นเธอจึงเลือกจะสร้างความสุขให้มากๆ เพราะมันชั่งเป็นช่วงเวลาที่แสนสั้นเหลือกัน “นี่ ยุยกินเสร็จแล้วลงไปเล่นน้ำกันมั้ยคะ” “จูริไปด้วย” เจ้าตัวเล็กรีบพูดหลังจากกลืนข้าวลงคอเสร็จ “งั้นกินข้าวเสร็จ เราขึ้นไปเข้าของที่ห้องกันก่อนดีมั้ยคะ”  เจ้าตัวเล็กพยักอย่างดีใจ ชอบเล่นน้ำทะเลถึงขนาดนอนแช่ได้ทั้งวัน “ลูกสาวบ้านนี้ก็นิสัยเหมือนกันดีนะ” ฮารุนะบอกออกมาตามสิ่งที่เห็น  มินามิเองก็เห็นด้วยเสียเต็มประดา ชอบอะไรคล้ายๆกันเลยลูกสาวเธอ “แล้วจะลงไปเล่นกับเด็กๆมั้ย” “แน่นอนสิ” ฮารุนะคอนเฟิร์มมาทะเลทั้งทีจะพลาดได้อย่างไร ถึงจะอายุเท่าไหร่ก็ขอให้ได้ปลดปล่อยตัวเองไปกับการลงเล่นน้ำทะเลทั้งเถอะ “ม๊าอ่ะไม่ยอมแก่” ฮารุนะถึงกับมองลูกสาวด้วยสายตาดุดัน เรื่องอายุไม่ต้องมาพูดกัน “เดี๋ยวม๊าจะยุหนูยุยให้หาคนใหม่ค่ะ” “ม๊า!” “เถียงกันเป็นเด็กๆไปได้” ยูโกะแยกไม่ออกเลยว่าระหว่างแม่กับลูกใครนิสัยเด็กกว่ากัน “เสียใจด้วยนะ ลูกสาวฉันมั่นคง ต่อให้เธอยุคงมีใหม่ยาก ใช่มั้ยคะ” ยุยพยักหน้าให้คำพูดของพ่อ มันจริงอย่างป๊าว่า เพราะกว่าจะรักใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่เธอทำได้คือถนอมความรักให้ดีที่สุด “เป็นเหมือนกันทั้งบ้านจริงๆ” ฮารุนะค้อนใส่เพื่อนสนิทที่ยิ้มเพียงเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าชีวิตของพวกเธอจะมีวันนี้ วันที่มีทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม แม้จะต้องเจ็บปวดเพราะความรักปางตาย แต่ก็เป็นความรักอีกนั้นล่ะที่รักษาหัวใจจนกลับมาแข็งแรง  เธอกล้าบอกเลยว่าเธอโชคดีที่สุดที่ได้มาเอดะ อัตสึโกะเป็น ภรรยา และมีลูกน่ารักๆอย่างยุยกับจูริจัง นอกจากนั้นยังมีเพื่อนสนิทอย่างยูโกะและฮารุนะ ชีวิตเธอมีวันนี้ได้ต้องขอบคุณทุกอย่างที่เกิดขึ้นจริงๆ “หนูพาน้องไปหยิบของก่อนนะคะ” “ไปด้วย” พารุรีบลุกตามยุยไปให้ผู้ใหญ่พากันยิ้มตามหลัง ก็ดีเหมือนกันที่พวกลูกๆมารักใคร่สนิทกันพวกเขาเองจะไม่ต้องห่วงอะไรมาก     คลื่นทะเลกับทบเข้าชายฝั่งดั่งช่วงจังหวะชีวิตของผู้คนที่มีขึ้นมีลง มีกระทบกระทั่ง ได้เรียนรู้จังหวะของเหล่านั้น นับว่าคุ้มค่าแล้วกับชีวิตหนึ่งที่เกิดมา   ยุยเหยียดขานั่งลงบนพื้นทราย  มองพ่อแม่พาน้องเล่นน้ำกับครอบครัวของคนรักของก็นึกถึงเรื่องของตัวเองตอนเด็ก  สิ่งที่เคยวาดฝันในที่สุดก็กลับมาต่อให้ต้องเจ็บปวดไปบางก็ตามด้านข้างมีร่างของคนรักนั่งซบไหล่มองภาพนั่นไปด้วยความคิดที่ไม่น่าจะต่างกันเท่าไหร่ “ตอนเด็กมาเที่ยวแบบนี้บ่อยรึเปล่าคะ” “นานๆทีน่ะค่ะก่อนพ่อแม่จะเลิกกัน พอพ่อว่างงานก็จะพาพวกเราแม่ลูกมาเที่ยวตลอด” “ป๊ะป๋ามินามิ เป็นคนที่รักครอบครัวมากเลยนะคะ” ยุยยิ้มภูมิใจในคำชม ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ผู้หญิงคนนี้จะไม่ใส่ใจความรู้สึกของเธอกับแม่ สมัยก่อนเป็นอย่างไรตอนนี้ก็เป็นอยู่ มีน้องเพื่อเข้ามาอีกคน ป๊ะป๋าก็ยังคงเส้นคงวาได้เหมือนเดิม “พารุล่ะ” เจ้าตัวเอาแก้มป่องแอบค้อนป๊าม๊าตัวไปด้วย “ชอบหนีเที่ยวกันสองคนอ่ะ” ยุยถึงกับกลั่นหัวเราะไม่อยู่คิดภาพออกอย่างชัดเจน “แต่ป๊าม๊ารักฉันมากเลยนะ ทุกการกระทำป๊าม๊าแสดงออกมาตลอด ใส่ใจแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆน้อยๆ ก็พาไปเที่ยวบ่อยเหมือนกัน เวลาฉันอยากไปเที่ยวที่ไหน ป๊าม๊าจะกลายเป็นคนว่างงานให้ตลอด เห็นอย่างนี้ฉันก็ไม่กล้าอ้อนให้พาไปไหนบ่อยๆหรอก อยากให้เขามีเวลาส่วนตัวอยู่ด้วยกันเยอะๆ ” เป็นอีกข้อดีหนึ่งที่ยุยพึ่งรู้ว่าความคิดของพารุสมกับเป็นนักเรียนที่เติบโตมาจากเมืองนอก เพราะดูเป็นผู้ใหย่ดีเหลือเกิน “นี่ ถ้าเรียนจบแล้ว อย่างที่ป๊าของเธอบอก แต่งงานกันมั้ย” “ห๊ะ!!” นี่ เธอหูฝาดหรือฟังผิด พารุถึงกับดึงตัวขึ้นมาจากไหล่ที่พิงอยู่ “ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะ”  หน้าตาก็ไม่ได้ล้อเล่นหรอกแต่คนมันตกใจนี่อยู่ๆมาพูดเรื่องแต่งงานอะไรกันแบบนี้ ไอ้แมวน้ำบ้า! คนมันเขินรู้มั้ย “ไม่รู้ ยุยบ้า” แล้วเจ้าตัวก็ลุกขึ้นยืน ผลักไหล่ยุยเบาๆไปหนึ่งที “ถ้าอยากให้แต่งด้วยก็เตรียมเงินไว้ดีๆเลย ฉันเลี้ยงดูยากนะ” ก่อนเจ้าตัวจะวิ่งไปหาป๊ากับม๊าให้ยุยลุกตามไปจับมือกันเอาไว้หลวมๆ ความรักไม่จำเป็นต้องหวานเสมอไป ขมบาง เปรี้ยวบาง ปล่อยให้เป็นไปตามรสชาติที่เกิดขึ้นก็พอ เพราะหัวใจของคนเราพร้อมจะเรียนรู้ไปกับมัน… ใครจะคิดจะฝันว่าวันหนึ่งเธอจะมาตกหลุมรัก ยัยเด็กใหม่จอมกวนประสาท ก็เหมือนกับว่าใครจะคิดว่าวันหนึ่งพ่อแม่เธอจะกลับมารักกัน พร้อมด้วยน้องตัวน้อยๆอีกหนึ่งคน อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่ขอให้รู้ว่าในขณะนี้ว่าหัวใจของฉันยังเป็นของเธอ
  15. Ch.14 ในบ้านมีผี?? หนึ่งเดือนแล้วกับเรื่องวันนั้น มินามิบอกเลยว่ามันไม่สนุกเลยสักนิดกับการที่ต้องที่ปะทะกับทนายฝั่งของมาเอดะในชั้นศาล กว่าจะจับเข้าคุกได้หืดขึ้นคอและต้องยอมรับในความเก่งของทนายฝ่ายนั้นที่ทำให้โทษหนักถูกผ่อนผันลงมาเหลือแค่การจำคุกธรรมดาในเวลาร่วม  20 ปี สำหรับมินามิมันน้อยเมื่อเทียบกับความคาดหวังว่าคนแบบนั้นสมควรต้องจำคุกตลอดชีวิต   ระยะเวลาแค่นี้มันพอให้คนๆหนึ่งที่ไร้จิตสำนึกกลับตัวได้อย่างนั้นหรือ แค่เพียง 20 ปี ลูกสาวสองคนเธอก็ยังอายุได้ไม่เท่าไหร่ ถ้าเกิดคนพวกนั้นออกมาแล้วคิดจะมาวุ่นวายกับครอบครัวของเธออีก เธอจะปกป้องได้มั้ย                         มินามิไม่อาจรู้ได้เลย เธอแค่รู้เพียงว่าทุกลมหายใจที่มีอยู่ เธอจะมอบมันให้ครอบครัว นับแต่ตอนนั้นเธอก็ไม่ได้รับงานเยอะเหมือนก่อน ก็อย่างว่าตอนนี้มีคนให้ดูมากกว่า 1 จะมาโหมงานห่ามรุ่งห่ามค่ำเหมือนก่อนก็ไม่ใช่            “มินามิ ทำอะไรอยู่ค่ะ เด็กๆรอกินข้าวอยู่นะคะ” ไม่ทันขาดคำ หญิงสาวสวมผ้ากันเปื้อนลายกระต่ายขาวถือแครอทก็โผล่หน้าเข้ามาในห้องทำงานของเธอจนต้องยิ้มออกมาในที่สุด  อ่า ย้อนความกลับไปนิดนึงตั้งแต่ตอนนั้นสถานะของพวกเธอก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมทุกอย่าง ทั้งในทางนิตินัยและพฤตินัย “จะออกไปแล้วค่ะ”  เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าบนโต๊ะติดมื่อซับเหงื่อให้คนที่มาตาม วันนี้เวรคนนี้เขาทำอาหาร  ดูสิ อยู่หน้าเตานานเหงื่อท่วมตัวหมดเลย แล้วยังอุตส่าห์เดินเข้ามาตามเธอไปกินข้าวอีก ทำไมถึงได้น่ารักได้ขนาดนี้  ก่อนแก้มเธอจะถูกจุ๊บเบาๆให้เกิดอาการหน้าร้อน  บางครั้งก็อายลูกเหมือนกันที่เผลอหวานกันแบบลืมตัว มันไม่ใช่ความผิดพวกเธอสักหน่อย ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันนาน มันก็ต้องมีช่วงเวลาที่อยากใกล้ชิดกันบ้าง พูดถึงลูก ลูกสาวคนโตของเธอตอนนี้เหมือนจะแฮปปี้ทั้งโลกสดใสเป็นสีชมพู ไปกลับระหว่างสองบ้านบ่อยมาก ก็จะที่ไหนล่ะ ถ้าไม่ใช่บ้านของเพื่อนสนิทของเธอกับบ้านหลังนี้ ก็เจ้าตัวเล่นไปนอนกับแฟน ไม่ก็พาแฟนมาค้างบ้าน ไวไฟกันจริงๆเด็กพวกนี้ ทำเอาบ้านพวกเธอไปมาหาสู่กันบ่อยมาก วันนี้ก็เช่นกัน… มาพร้อมหน้ากันครบโต๊ะอาหาร “พวกเธอจะย้ายบ้านมานี่กันรึไง มาอะไรกันทุกอาทิตย์” มินามิตามหลังคนรักออกมาแกล้งบ่นพอเห็นรอยยิ้มของทุกคนๆก็พลอยยิ้มตาม คุยกันถูกคอเชียวสามสี่พี่น้อง “ก็ดีนะ ไม่ต้องเปลืองค่าสินสอด ย้ายมาเลย” ฮารุนะต่อปากฉะฉานแซวให้สองสาวหน้าแดงตามกัน หลังวันเกิดเหตุวันนั้นเด็กๆมาสารภาพว่าลึกซึ้งกันไปแล้วทำเอาผู้ใหญ่ลมจับ หน้าซีดเผือดเข้าหน้ากันไม่ได้ จำต้องอบรมลูกๆของตนไปแต่ท้ายที่สุดก็ยอมให้ดูใจ รอให้พวกเด็กๆเรียนจบมหาลัยกันแล้วเรื่องแต่งก็ค่อยว่ากันอีกที ถือว่าเป็นการทดลองอยู่ด้วยกันไปก่อน ซึ่งเจ้าตัวทั้งสองดูจะถูกใจอยู่มากที่ไม่ถูกคัดค้านประการใด แหงสิ ผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งออกจะชอบพอ สนิทกัน “โธ่ ม๊าอ่ะ” “ไม่ต้องมาค้อนม๊าเลยนะ ตัวเองเริ่มก่อนแท้ๆ ใช่มั้ยคะ หนูยุย” เหมือนจะช่วยนะ แต่ไม่ คำถามเล่นให้รองประธานได้แต่เป็นใบ้ใครจะกล้าพูดออกมาโต้งๆ “พอๆ หยุดแกล้งลูกฉัน หน้าดำหน้าแดงหมด” มินามิเห็นทีต้องปกป้อง ขืนปล่อยให้เขินมากกว่านี่จะไม่เป็นอันได้กินข้าวกินปลา “พี่ยุยหน้าแดงๆ” “เราก็ไปแซวพี่เขาอีกนะ” มินามิส่ายหน้า ช่วงหลังมานี้เจ้าหนูจูริพูดจ้าเก่งขึ้นเยอะ แถมยังติดพี่สาวเจ้าตัวเป็นตังเมไปไหนมาไหนต้องหิ้วไปด้วย แล้วดูเหมือนลูกสาวคนโตเธอจะไม่ขัด ตามใจน้องดีเหลือเกิน เจ้าของบ้านทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างกันกับคนรัก ถัดไปเป็นจูริ ยุย ส่วนอีกฝั่งก็เป็นฮารุนะ ยูโกะ แล้วก็พารุ ต้องขอบอกก่อนว่าช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ครอบครัวพวกเธอมาเจอหน้ากันบ่อยมาก คงเพราะเด็กๆไปมาหาสู่กันเรื่อย เลยต้องรวมตัวกันที่บ้านหลังใดหลังหนึ่ง พูดถึงบ้านก็รู้สึกว่ามันชักจะเล็กเกินไป จึงมีโครงการจะขยายเพิ่มเติม เพื่อสร้างห้องนอนอีกห้องไว้ให้จูริเผื่อตอนโต เจ้าตัวจะไม่ได้ไปแย่งห้องลูกสาวคนโตด้วย  “นี่ค่ะ”  คนตกอยู่ในห้วงความคิดหันมองข้างเล็กน้อยพร้อมยิ้มบางๆเมื่อแม่ครัวจำเป็นวันนี้ตั้งกับข้าวหน้าตาน่าทานวางในใจให้เธอ “ขอบคุณนะคะ” “แหม พอกลับมาคืนดีกันก็หวานเกินหน้าเกินตานะ มินามิ” ยูโกะถึงกับต้องกันหัวเราะกับคำพูดประชดประชันของคนรักตักอาหารเอาใจให้บาง ก่อนจะถูกงอนหาว่าเธอดูแลไม่ดี “มันก็ต้องมีบ้างมั้ย” “โว๊ะ ยอมรับหน้าตาย” พากันฮาตรึม เมื่อคุณอัยการส่งสายตาดุใส่เพื่อนสนิท เป็นอย่างนี้ยูโกะก็หมดห่วง เรียกว่าหมดห่วงมาตั้งนานที่ได้เห็นว่าอัตสึโกะกลับมาร่าเริงได้อีกครั้ง กล้าคุย กล้าเล่น เป็นตัวของตัวเอง และมีแต่รอยยิ้มอยู่บนใบหน้าทุกครั้งที่เจอกัน ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เจอกันเมื่อไหร่ น้ำตานำมาก่อน  “เอานี่ ปากเลอะนะคะ” แล้วคู่เด็กทำคะแนนตามมาติดๆพอลูกสาวของคุณนักธุรกิจจับกระดาษทิชชูเช็ดมุมปากให้คนรักที่นั่งอยู่ตรงข้าม เลานเอาแก้มจางๆ “เอ่อ ขอบคุณนะคะ” “อะแฮ่ม น้อยๆหน่อยเรา ป๊านั่งอยู่ตรงนี้นะ” คนแกล้งทำเป็นห่วงส่งเสียงขู่ในลำคอ เพราะลูกสึกหมั่นไส้ลูกตัวเองแปลกๆ “ทีป๊าม๊าหวานกันหนูยังไม่ขัดเลย ฉะนั้นป๊าก็ห้ามขัดหนูเหมือนกัน” “เดี๋ยวเถอะยัยตัวแสบ” พากันหัวเราะออกมาอีกครั้ง ฮารุนะต้องตักอาหารเข้ามาคนรักเชิงบังคับให้หยุดแหย่ลูกแล้วนั่งกินไปเงียบๆ ได้แต่มองบรรยายการแห่งความสุข ที่หลังจากจบคดีความในชั้นศาลครั้งนั้นมา ก็ดูจะลงตัวกันเป็นคู่ๆ แอบนึกขอโทษอัตสึโกะอยู่ลึกๆที่ตัวเองเคยหึงคนรักกับเจ้าตัว   “แล้ววันนี้จะพักที่ไหนน่ะเรา” คนถูกพ่อผู้บังเกิดเกล้าถามยิ้มแหะๆบอกตรงๆมันก็เกรงใจป๊ากับม๊าตัวเองอยู่ แต่เอานิ้วชี้จิ้มๆลงพื้นว่าจะค้างบ้านแฟน อร๊ายย เรียกได้เต็มปากเต็มคำ  “บ้านช่องไม่กับนะเรา” “โธ่ ป๊าอ่ะ” เจ้าตัวหันค้อนใส่พ่อของตัวเอง ก็รู้ว่าเขินก็ยังแกล้งกันอยู่ได้ ก็ไม่ใช่เธอจะนอนบ้านนี้ทุกวันสักหน่อยนิหน่า มาค้างส่วนใหญ่ก็ศุกร์ เสาร์ เท่านั้น ทำอย่างกับเธอมาค้างทั้งอาทิตย์ ก็มีบ้างวันธรรมดา ที่ต้องขอให้คุณรองประธานหน้าแมวน้ำติวหนังสือให้ ห้ามคิดไปไกลนะ ติวหนังสือจริงๆ                     พูดเรื่องนี้แล้วเมื่อไม่นานมานี้เธอโมโหจะตาย ก็มีนักเรียนรุ่นน้องกล้าบากหน้ากล้ามาอ่อยให้รองประธานนักเรียนติวหนังสือให้เพื่อจะได้ใกล้ชิด ไม่ต้องถามว่าเธอทำยังไงก็อยู่นิ่งๆยิ้มสวยๆ เพราะยุยจัดการให้เองเสร็จสรรพ พูดหักหาญน้ำใจฝ่ายนั้นอย่างร้าย ไม่กล้าแม่นจะโคจรมาให้เธอพบหน้าอีกเลย ให้รู้ซะมั่งว่าใครเป็นเอก “ป๊าพูดจริง” “โธ่ หนูไม่ได้ค้างทุกวันสักหน่อย แค่เกือบทุกอาทิตย์ใช่มั้ยค่ะ” มินามิมองสงครามของสองพ่อลูกแล้วก็ได้แต่ขำลูกสาวฮารุนะไม่ได้ถอดแบบมาจากใครหรอกก็มาของเจ้าตัวที่นั่งตรงข้ามนี่ล่ะ “หัวเราะอะไรคะ” อัตสึโกะเอียงคอกระซิบเบาๆให้คนถูกถามขยับตัวกระซิบตอบจนใบหน้าของทั้งสองแทบจะติดกันเรียกเสียงกระแฮมโวยวายส่ำลักข้าวส่ำลักน้ำกันทั่วถึง “คู่นี้ก็น้อยๆหน่อย จู่ๆจะเอาหน้าไปติดกันทำไม ห่างๆกันก็ได้มั้ง” ยุยยิ้มเหมือนเป็นเรื่องปกติ ที่ทั้งสองคนนี้เข้ากันได้ดีเหมือนก่อน ปกติก็แบบนี้ชอบตัวติดกันตลอด ยิ่งวันไหนที่แม่อ้อน  พ่อคงไม่ได้ขยับไปไหน จำได้เลยตอนนั่งดูหนังด้วยกัน พ่อของเธอก็ถูกยึดให้กลายเป็นทั้งหมอนและหมอนข้างของแม่ น้องเองก็ทำตามท่าเดียวกับแปะแล้วยังนอนให้แม่กอด ยุยขำทุกครั้งกับภาพนี้ได้แต่นั่งลงข้างล่างให้แม่เอามือลูบหัว “แหม คุณเป็นนักธุรกิจก็น่าจะรู้ว่าต้องหวังเอาผลกำไรมั้งสิคะ” มาแล้วไงมวยคู่หลักของแท้ หลังจากทำความรู้จักกันจริงๆจังๆดูพ่อของเธอกับพ่อของแฟนจะคุยกันถูกคอซะ เรียกได้ว่าเพื่อนสนิทคุณฮารุนะยังยอม “จะเปลี่ยนอาชีพจากอัยการมาเป็นนักธุรกิจแล้วงั้นเหรอคะ” ยูโกะไม่ยอมถอยเหมือนกันชอบวิสัยทัศน์และการพูดมีชั้นเชิงของคุณอัยการตั้งแต่เจอหน้ากันแรกๆ พอได้ต่อปากต่อคำเล่นด้วยก็สนุกดีเหมือนกัน และมันเป็นขั้นเหนือกว่าสำหรับคนทำธุรกิจมาตั้งนาน ต้องให้เห็นกันบ้างว่าใครที่แน่จริง เจ้าตัวเล่นจับใบหน้าคนรักหันมาแล้วจุ๊บลงบนฝีปาก เล่นเอาเด็กๆหน้าแดงซ่านร่วมถึงคุณอัยการ จูริน้อยยกมือปิดหน้า ง้มหงุดๆใหญ่ “แบบนี้สิค่ะ ถึงเรียกว่าได้กำไร” ทำเอาอึ้ง ทึ่งกันทั้งโต๊ะ บทจะปล่อยหมัดน็อคก็เอาไปไม่ถูกกันเลยทีเดียว  “ทำอะไรอายจูริบ้างสิ ยูโกะ” แล้วอัตสึโกะก็เอ็ดเพื่อนสนิทด้วยน้ำเสียงแผ่ว “ใช่ค่ะป๊า ไม่อายน้องเลยอ่ะ” เจ้าตัวแกล้งทำเป้นไม่รู้ไม่ชี้จนถูกคนรักบิดเข้าที่เอวต้องร้องโอยเบาๆแล้วต้องรีบขอโทษขอโพย แค่หยอกนิดหยอกหน่อย เล่นเธอเสียแรงเชียว “คุณอัยการเงียบเลยเหรอคะ” ขอสักหน่อยเถอะ “ยกนี้ขอยอมแพ้ค่ะ”  เล่นขนาดนี้ใครจะกล้าพูดต่อ ยางอายเธอยังมีทั้งเพื่อนสนิท ทั้งลูกนั่งเต็มโต๊ะ ยกธงขาวดีกว่า รู้แล้วว่าเป็นนักธุรกิจร้ายกาจยังไง เล่นเอาเบลอเลยดีเดียว “ยังไม่ถึงขั้นนะคะ คุณอัยการ” แล้วคนปล่อยหมักน๊อคใส่คนทั้งโต๊ะก็ยังหัวเราะที่สามารถเอาชนะศึกการต่อปากต่อคำครั้งนี้ได้สำเร็จ แม้จะดุเดือดเลือดพล่านอยู่บ้าง อย่างกับไปค้าขายหากำไรเกินควรแล้วเนี่ย   พอจบมื่อค่ำหรรษายูโกะกับฮารุนะก็ขอตัวแยกกลับบ้านปล่อยให้ครอบครอบสุขสันต์กับลูกสาวเธอได้อยู่กันตามลำพัง ในเวลาที่เหมาะสมแก่การพักผ่อนของครอบครัว เด็กๆขอตัวขึ้นชั้นสองอ้างว่าต้องติวหนังสือกัน ซึ่งจูริน้อยก็ตามไปอยากให้พี่ยุยเข้าสอนการบ้าน ตอนแรกมินามิว่าจะห้ามกลัวไปกวนยุยกับพารุเขาแต่สองคนนั้นไม่ได้ว่า ก็เลยยอมให้ลูกตามขึ้นไป เหลือแต่เธอกลับคนรักตามลำพัง อัตสึโกะทิ้งตัวนอนลงตักขณะเธอกำลังนั่งดูข่าวภาคค่ำ สองแขนเรียวยาวกอดเอวเธอแน่นก่อนใบหน้าจะซุกลงมากับหน้าท้องให้รู้สึกจักจี้ “ทำไมคะ” แอบต่อประโยคในใจว่าทำไมช่วงนี้อ้อนจัง เหมือนพวกแมวตัวใหญ่ๆที่กำลังเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของเลย “แค่ดีใจมั้งค่ะ” “หืม” อัตสึโกะผละใบหน้าออกมาพลิกตัวนอนหงายจ้องแววตาฉงนของคนรัก “ไม่คิดว่าจะมีวันนี้นิคะ พอมองย้อนกลับไปแล้วมันเหมือนฝันอย่างไรอย่างนั้น” มินามิอดไม่ไหวโน้มตัวจูบลงหน้าผากคนน่ารัก “กังวลรึเปล่าคะ กับเรื่องที่ผ่านมา” เจ้าตัวส่ายใหญ่ดึงมือที่ลูบไล้แก้มมาจับเล่น “ตอนนี้ไม่แล้วค่ะ เพราะเชื่อว่ามินามิต้องจัดการได้” ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธออาจจะออกปากแล้ว ด่าแล้วว่าทำไมไม่เชื่อกันตั้งแต่แรก เสียดายเวลาเจ็ดปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ มินามิเพียงก้มลงไล่ริมฝีปากบนโครงหน้าหวาน “แล้วก็ต้องเชื่อแบบนี้ตลอดด้วยนะคะ” เจ้าตัวหัวเราะคิดคักประโยคคำสั่งของเขาดูไม่มีน้ำหนัก เหมือนขอร้องให้เชื่อกันมากกว่า สุดท้ายก็ยันตัวลุกขึ้นนั่งจับใบหน้าของเขาจูบอย่างอดไม่ได้ “บางที ก็เริ่มอยากเป็นนักธุรกิจแล้วนะคะ” “หืม” คราวนี้มินามิสงสัยจริงๆไหนจะดวงตาที่ประกายหวานหยดชวนเคลิ้มฝัน “ก็ยูโกะบอกว่า จะได้หากำไรได้ไงค่ะ ขอค่ากำไรเกินควรได้มั้ยล่ะ” เหมือนมันจะไม่หยุดแค่จูบ เมื่อร่างของคนตัวสูงกว่าโถมเข้ามาใส่จนมินามิต้องนอนราบไปกับโซฟา “มะ ไม่เอานะคะ เดี๋ยวเด็กๆลงมาเห็น” ถึงกับต้องพยายามเอามือดันคนรุกไม่ทันตั้งตัวออก บทจะร้อนแรงก็ทำเอาใจสั่นตามไม่ทัน โซฟาจะไหม้ก็งานนี้ “งั้น.. ห้องทำงานได้ใช่มั้ยคะ” กำลังสงสัยว่าคำถามนี่ต้องการคำตอบหรือไม่ เมื่อคนถามลากคุณอัยการเข้าห้องทำงานไปแล้ว ไม่ลืมจะกดล็อกประตูเพื่อป้องกันการถูกรบกวน ร้อนแรงประหนึ่งกระแสเปลวไฟ  รวดเร็วยิ่งกว่าสายลท เสื้อผ้าถูกถอดกระจัดกระจาย เสียงหอบหายใจดังระงมอย่างคนที่ไปวิ่งออกกำลังกาย ต่างกันที่ว่าการออกกำลังกายนี้ไม่ต้องขยับตัวไปใกล้มีแต่จะใกล้ชิดกันเท่านั้น สองร่างหลอมรวมด้วยกันเหมือนเหล็กร้อนที่ต้องไฟ ปล่อยให้กายได้บอกรัก ตั้งแต่กลับมาอยู่ด้วยกันกิจกรรมนี้กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ถ่ายถอดให้กันรู้ว่า รักมาก ขนาดไหน รักจนยอมสละทุกอย่าง ขอแค่อยู่ด้วยกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน อย่างนี้ไปนานๆก็พอ   บทชั้นสองของตัวบ้าน หลังจากผ่านมาร่วมชั่วโมงกว่าเด็กหน้าตาน่ารักที่ตั้งใจทำการบ้านดันสนิทคาโต๊ะอ่านหนังสือญี่ปุ่นให้พี่สาวสองคนพากันยิ้มขำ ยุยจำต้องพาน้องไปส่งห้องของพ่อ ลงมือเคาะประตูหลายรอบก็ไม่มีเสียงตอบรับ จำใจต้องเปิดเข้าไปดู ไม่พบใครอยู่ก็นึกแปลกใจ พ่อกับแม่ยังไม่ขึ้นมานอนกันอีกหรือไง ทำอะไรกันนะ สงสัยจะดูทีวีอยู่ด้านล่าง วางน้องลงเตียงแล้วลงไปบอกหน่อยดีกว่าว่าน้องหลับ  ยุยไม่ลืมจะโผล่หน้ากลับมาบอกคนรักในห้อง “เดี๋ยวขึ้นมานะคะ จะลงไปบอกพ่อกับแม่สักหน่อยว่า น้องหลับไปแล้ว” คนกำลังนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงพยักหน้า วันจันทร์ที่จะถึงนี้มีสอบย่อยวิชาประวัติศาสตร์ซึ่งเธอไม่ถนัดเอาเสียเลย จึงต้องขอให้คนรักติวให้ควบคู่ไปกับสอนน้องทำการบ้าน   ยุยถึงกลับต้องขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมพอลงมาแล้วไม่พอใครไปแต่ทีวีที่ถูกเปิดทิ้งไว้แล้วพ่อกับแม่เธอไปไหนกัน ยุยจำต้องกดปิดทีวีคิดว่าไม่มีใครดูแล้วเผอิญได้ยินเสียงประหลาดดังมาจากทางห้องทำงานพ่อ คราวนี้ถึงกับหน้าร้อนฉ่า ไม่ต้องถามแล้วว่าพ่อกับแม่ไปไหน ทำอะไรอยู่ ยุยรีบขึ้นชั้นสองไม่รอช้า แม้เสียงจะไม่ดังคนมีประสบการณ์ก็พอจะรู้ว่าเสียงแปลกๆโทนต่ำๆแบบนั้นมันคือเสียงอะไร “เป็นอะไร อยู่ๆก็หน้าแดง” พารุถึงกับต้องเงยหน้ามองคนลุกลี้ลุกล้นเข้ามาไหนห้อง “แล้วบอกป๊ะป๋ากับหม่ามี๊รึยังคะ” ยุยส่ายหน้าปฏิเสธใหญ่จะบอกยังไงเล่า ก็ในเมื่อเขาเล่นกิจกรรมเข้าจังหวะกันอยู่ “อ้าว แล้วทำไมไม่บอกล่ะคะ” คนบนเตียงยิ่งสงสัย ลงไปแต่ไม่บอกอะไรของเขา กลับมายังมายื่นหน้าแดงใส่อีก “กะ ก็ไม่เจอ” “เป็นอะไรไปคะเนี่ย พูดจาตะกุกตะกักด้วย ป๊ะป๋ากับหม่ามี๊ออกไปข้างนอกเหรอคะ” ยุยส่ายหน้าดิก คือจะบอกยังไงว่ามันไม่ใช่แล้วพ่อกับแม่เธอกำลัง… โอ๊ยย “อะไรของยุยเนี่ย ถามอะไรก็ไม่ตอบเอาแต่ส่ายหน้า” “กะ กะมันใช่แบบนั้น คือแบบพ่อกับแม่กำลัง…” แล้วยุยก็เอานิ้วชี้จิ้มเข้ามากัน พารุถึงกับหัวเราะลั่นท้องคัดท้องแข็ง เรื่องแค่นี้เองเขินอยู่ได้ คนรักกันอยู่ด้วยกันมันก็ต้องมีบ้าง ป๊าม๊าเธอออกบ่อย เธอยังไม่เห็นอะไรเลย ออกจะชินถึงจะมีเขินบ้างก็เถอะ  คนรักของเธอน่ารักชะมัด อย่างกับเด็กไม่ประสีประสาทั้งตัวเองก็ทำเหมือนกันเถอะ พารุค่อยๆชันตัวลุกจากเตียงเดินเข้าหาคนเขินจัด “ไหนๆก็ ไหนๆแล้ว เราเองก็มาทำกิจกรรมเข้าจังหวะเหมือนกันดีมั้ยคะ” โอ๊ยย!! นี่ก็ตรงไป ยุยถึงกับขยับตัวไม่ได้ แล้วยังถูกพารุยกมือคล้องคอชิ่งจูบบนริมฝีปากไม่ปล่อยให้ทันตั้งตัว ร่างถูกดันชิดติดประตูห้อง ลิ้นนุ่มนวลเกี่ยวตวัดควบคุมให้ร่างร้อนรุม รองประธานรักเรียนอ่อนระทวย ยกแขนสั่นๆกอดรอบเอวของคนชำนาญการ ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม่นี่จูบเก่งเป็นบ้า “พะ พอก่อนหายใจไม่ทัน” คำขอร้องถูกเมินเมื่อจูบที่สองอันแสนยาวนานตามมาติดๆ ปล่อยเป็นอย่างนี้ได้ล้มทั้งยืนแน่ เธอตัดสินใจรวบรวมแรงฮึกพาทั้งร่างของเธอและแฟนสาวไปที่เตียง ก่อนเธอจะมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ รึเปล่า แค่อยู่บนไม่ใช่จะได้เปรียบ เพราะร่างกายเธอถูกจู่โจมอย่างรวดเร็วและร้อนแรง ทำเอาต้องทิ้งตัวส่งเสียงอื่ออึงอย่างกลั้นไม่ได้ พารุได้แต่ยิ้มชอบใจหลังจากถอดจูบออกมา มือไวถอดเสื้อผ้าคนนอนทับอยู่บนตัวเสียเกลี่ยง “นี่ บอกรักกันหน่อยสิ” มาแล้วลูกอ้อนที่ทำให้ใจระทวย อย่าน่ารักตอนนี้ได้มั้ยแม่คุณ!  ได้แต่ขยับปากทำตามคำสั่งคนรักเหมือนคนไม่มีสมองค่อยสั่งการ “ฉันรักเธอ” ยัยนักเรียนใหม่จอมร้ายกาจ รักเข้าไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกที หัวใจของเธอก็ไม่ใช่ของเธอเสียแล้ว “รักเหมือนกันนะคะ รองประธานนักเรียนหน้าแมวน้ำจอมเย็นชา” “ยาวไป” ยุยไม่ทันจะได้ส่งสายตาดุใส่ก็ต้องกัดริมฝีปากแน่นเมื่อบนล่างถูกโจมตีไม่ทันตั้งตัว ทำได้แต่ใช้ฝ่ามือถอดดสบัดเสื้อผ้าอีกฝ่ายออกแล้วงับยอดดอกไม้งามคืนกลับไปให้คนช่างหาเรื่องช่างแกล้งกันก่อนได้เป็นฝ่ายระทวยบ้าง “ดะ เดี๋ยวนี้กล้าขึ้นนะ” “ใครจะยอมถูกฝ่ายเดียวล่ะ” ยุยเงยหน้ามาตอบ  ถ้าจะไปก็ไปพร้อมกันสิไม่ใช่เธอเสียเปรียบคนเดียว แล้วสองฝ่ามือก็ต้องประสานกัน สองร่างแนบชิดเป็นหนึ่งขยับเคลื่อนไหวขับขานให้ส่วนแห่งความสุขได้บรรจบโดยทั้งสองมีเป้าหมายเดียวกัน คือสวรรค์ที่รออยู่รำไร   บ้านอีกหลังดีกรีความร้อนแรงลดหลั่งกัน นับเป็นเป็นโอกาสที่ลูกสาวไม่อยู่ เจ้าของบ้านทั้งสองจึงเปลี่ยนให้บ้านทั้งหลังกลายเป็นสถานซ้อมรบ ตั้งแต่เข้าถึงประตูบ้านก็ถอดผ้ากระจุยกระจาย ริมฝีปากดูดกลืนไม่ยอมคล้ายแนบสนิทชิดเชื้อเป็นหนึ่ง ฝ่ามือของคนตัวเล็กเคลื่อนขึ้นลงบนเนินอิ่ม “ร้อนแรงไปไหนค่ะเนี่ย” อดล้อคนรักไม่ได้เมื่อสัมผัสได้ถึงความชื้นของส่วนล่างบนต้นขา คล้ายถูกยั่วยุปั่นอารมณ์ให้เผลอบีบขย่ำหน้าอกเต็มแรง ริมฝีปากไล่ตามงับผิวแก้มนวลหอมกรุ่นเหมือนไม้หอม  ความรีรอหรือจะมีอยู่อยู่ อดีตนางแบบผลักร่างคนรักลงโซฟาก่อนลงไปนั่งทับแล้วขยับตัวขึ้นลงเป็นจังหวะ ให้ยูโกะเกือบกำเดาไหล จะร้อนแรงไปไหนแม่คุณ ได้แต่ใช้สองมือบีบขย้ำก้อนเนื้อนุ่ม ชั้นตัวลุกกึ่งนั่งใช้ริมฝีปากครอบยอดไม้งามปล่อยมือหนึ่งลากลงด้านล่างกอบกุมส่วนสวาท ช่วยปรนนิบัติแม่สาวร้อนแรงให้ไปถึงฝั่งฝัน เสียงหอบหายใจดังสนั่น โซฟาขยับดังเอียดอาด สงสัยโซฟารุ่นนี้ฐานไม่มั่นคงต้องหาตัวใหม่  แล้วแรงขย่มตัวยังถี่ต่อเนื่อง ยูโกะได้แต่ร้องในใจกับความร้อนแรงจนโซฟาลุกเป็นไฟของคนรัก กระทั่งรู้สึกถึงแรงตอกรัดจนขยับนิ้วมือไม่ได้อีก ถึงได้ผ่อนแรงลงกดจูบบนริมฝีปากของสาวร้อนแรงที่หอบหายใจถี่ “ต่อไปทีวีดีมั้ยคะ” เธอแค่แกล้งหยอกไปอย่างนั้นเห็นคนรักตัวอ่อนหมดแรงก็ไม่คิดว่าแม่สาวร้อนแรงจะไหว ทำให้เลือดลมเธอพลุ่งพล่านไปหมด น่าลงโทษจริงๆ ทว่าดูจะผิดคาดเมื่อแขนเรียวของอดีตนางแบบยกขึ้นคล้องคอของเธอ “ แน่เหรอคะ ยูจัง” โอ๊ยย เธอถูกหมิ่นประมาท แบบนี้ยอมไม่ได้ ไม่ยั่วเธอสักนิด ก็มาดูว่าจะไหวรึเปล่า เธอลากคนรักมาที่จอทีวีก่อนดันร่างขึ้นนั่งบนโต๊ะแล้วโถมตัวเข้าหาให้ผิวกายเปลือยเปล่าเสียดสีกัน จัดการปิดริมฝีปากช่างยั่วด้วยการบดจูบแสนหวาน  ก็มาดูกันสิ ว่าคนอย่างเธอจะไหวรึเปล่า เพราะมีอีกหลายที่ที่เธออยากลองก่อนจะพาร่างของคนรักไปทีเตียงนอน อาทิ โต๊ะกินข้าว บันได เธอจะพาไปทัวร์ให้ครบทั้งบ้าน   เช้าวันถัดมาบ้านของอัตสึโกะลงมาพร้อมหน้าพร้อมตาที่โต๊ะอาหารเฉกเช่นทุกครั้ง โดยครั้งนี้มินามิเป็นรับผิดชอบทำอาหารเช้าโดยมีคนรักค่อยช่วยจัดเตรียมด้วยจานให้ ลูกสาวคนโตของเธอลงมาด้วยท่าทางงัวเงีย ไม่ต่างจากหนูพารุเท่าไหร่ สงสัยพวกเด็กๆจะพากันติวหนังสือดึกล่ะมั้ง!?  มีนอนเร็วน้อยก็ลูกสาวคนรักที่เธอกับคนรักขึ้นไปเห็นก็หลับปุ๋ยอยู่บนเตียงเสียแล้ว “เมื่อวานอุ้มน้องไปส่งที่ห้องให้เหรอคะ” มินามิถามลูกสาวคนโตที่ไม่รู้ทำไมถึงหน้าแดงขึ้นมาได้ เธอแค่ถามธรรมดาๆเอง “ใช่ค่ะ แต่ไม่เห็นใครเลยไม่ได้บอกน่ะค่ะ” ยุยไม่ได้ต่อว่าทำไมไม่เห็นตั้งใจกินอาหารจนผิดสังเกต พิรุธออกซะ พารุได้แต่คิดเดียวผู้ใหญ่ก็รู้กันพอดีว่าแอบไปรู้เรื่องเขามา “ป๊ะป๋า จูริว่าที่บ้านเรามีผีค่ะ” “หืม” มินามิหยุดจิ๊บกาแฟเลิกคิ้วสงสัย มันจะมีผีได้ยังไงกัน เธออยู่บ้านหลังนี้มาตั้งนาน “ก็จูริได้ยินเสียงเหมือนคนโหยหวนจะตายให้ได้ ตอนตื่นมาเข้าห้องน้ำ” “แค่กๆ!!” ทำเอาคนมีชนักติดหลังสำนักกาแฟเปื้อนเเสื้อ ไหนจะลูกสาวคนโตที่รีบดื่มน้ำอึกๆเพราะข้าวติดคอ จนพารุต้องมาช่วยลูบหลัง พากันหน้าแดงตั้งโต๊ะ อัตสึโกะต้องหากระดาษทิชชูช่วยซับเสื้อให้คนรัก ได้แต่ยิ้มขำๆ  สบตากับลูกคนโตเป็นอันรู้ว่ากันเมื่อวานเกิดอะไรกับใครบ้าง สงสัยเมื่อคืนจะหนาวเด็กๆเลยพากันออกกำลังกาย “ป๊ะป๋าว่าหนูอาจจะหูฝาดก็ได้นะคะ ผีในบ้านมีที่ไหน” “พี่ก็เห็นด้วยนะคะ พี่ว่าหนูหูฝาดแน่ๆ” ยุยแกล้งตีหน้านิ่งทั้งหัวใจเต้นตึกตัก เขินจนไม่รู้จะเอาหน้าไปอยู่ไหน ความร้อนตัวของสองพ่อรู้ทำให้สองสาวได้แต่มองด้วยรอยยิ้ม  “แต่จูริได้ยินจริงๆนะคะ” “หนูอาจจะละเมอก็ได้นะคะ” ยัง ยัง ไม่ยอม หาเหตุผลที่ดูสมจริงมาอ้างให้ลูกเชื่อว่าตัวเองได้ยืนผิด “ใช่ค่ะ พี่ไม่เห็นจะได้ยินอะไรเลยนะคะ”   เพราะเป็นต้นตอรึเปล่า!? “สงสัยหนูละเมอจริงๆ” ท้ายที่สุดเจ้าตัวเล็กก็ยินยอมถอยให้ผู้ใหญ่ แม้จะมันใจก็ตามว่าได้ยินไม่ผิด “ถ้าคืนนี้หนูได้ยินอีก ค่อยสงสัยดีมั้ยคะ” อัตสึโกะบอกให้คนรักลุกไปเปลี่ยนเสื้อเพราะเดี๋ยวจะซักคราบกาแฟไม่ออก หากไม่คล้อยจะแกล้งหยอกตามหลัง “แล้วหม่ามี๊ได้ยินมั้ยคะ” “เอ หม่ามี๊ก็ไม่ได้ยินนะคะ”  “งั้นถ้าคืนนี้หนูได้ยินอีก หนูจะต้องอัดเสียงไว้เป็นหลักฐาน” เล่นเอาคนลุกซู่กันทั้งโต๊ะ ไม่แม้แต่คนพึ่งเปลี่ยนเสื้อลงมา ไม่ต้องก็ได้นะคะจูริ แค่นี้ก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไหวไหน มาเป็นเสียงคนได้เอาหน้ามุดดิน คราวหน้าคราวหลังต้องระวัง การออกกำลังกายตอนกลางคืน นี่มันน่ากลัวจริงๆ!!
  16.                                                                                                                         Ch.12เอาแต่ใจ              กลายเป็นว่าพารุถูกจับตามองพร้อมคำแซวของป๊าม๊าว่าทำไมจะมาค้างบ้านนี้ไม่ยอมบอก  เธอจึงแอบอ้างว่างานสำคัญที่ต้องส่งในพรุ่งนี้   ไม่สามารถทำเองได้จึงมาขอยุยช่วยคิด และไม่น่าไม่เสร็จง่ายๆ เลยกะค้างอยู่ที่นี่   คิดว่าจะบอกป๊ากับม๊าตอนที่มาถึงแต่ดันมาจ๊ะเอ๋เจอกับป๊าม๊าเสียก่อน ใครจะนึกว่าป๊ากับม๊าจะโผล่มาพร้อมด้วยน้าอัตสึโกะกับจูริจัง             นี่ล่ะคนวางแผนมาดี แถสีข้างถลอก ทั้งที่ไม่มีงานอะไรต้องส่งทั้งนั้น  ใครจะกล้าบอกล่ะว่า  อยากมีโมเม้นแอบมาสวีทกับแฟนมั้ง เกลียดจริง ทั้งรอยยิ้มและสายตารู้ทันของป๊าม๊าก่อนจะล่ำลาพวกคุณน้าอัตสึโกะกลับบ้าน เล่นเอาเธอวางตัวไม่ถูกเตั้งแต่กินข้าวยันมาช่วยลูกเจ้าของบ้านล้างจาน  “เก่งนะเนี่ย” ยุยพูดด้วยคววามอึ้ง แปลกใจรอบสองกับที่เห็นลูกคุณหนูจ๋าทำงานบ้านเป็น “ก็บอกแล้วไงว่าอยู่ต่างประเทศฉันต้องทำเอง” พารุเหวี่ยง เอามือผลักไหล่คนยืนอึ้งด้วยความนอยด์ ทำไม หน้าอย่างเธอมันดูทำอะไรไม่เป็นขนาดนั้นเลยรึไง  “ขอโทษ ก็แค่แปลกใจเท่านั้นเอง” ยุยหันกลับมาสนใจกับซิงค์ล้างจานต่อมีหวังยังพูดอะไรไม่เข้าหู จะถูกยัยนี้พาลเอาได้  เธอไม่ได้กลัวหรอกนะ แค่เกรงใจเท่านั้นเอง!? “หึ” พารุเชิดกน้าขึ้น ดูเอาเถอะ ขนาดทำเธองอนยังง้อไม่เป็น คนอะไร น่าหมั่นไส้เอาโล่ แล้วแบบนี้เธออยากจะหวานมันจะได้หวานมั้ย เชอะ! “พี่ยุย อันนี้วางไว้ที่ไหนเหรอคะ”  น้องเล็กของบ้านที่อยากช่วยพี่ๆล่างจานใช้มือข้างหนึ่งดึงผ้ากันเปื้อนของพี่สาวเบาๆให้หันสนใจเพราะยังคงหาที่เก็บแก้วไม่ได้ คนอายุเยอะกว่าจึงหันรับแก้วน้ำมาจากน้องแล้วเอาขึ้นไปเก็บไว้บนตู้ชั้นบนสุดให้ “เรียบร้อยแล้วค่ะ จูริจัง ง่วงรึยังคะ ออกไปรอกับคุณพ่อกับคุณแม่ก่อนก็ได้” เจ้าตัวรีบส่ายหน้า แล้วพูดเสียงเบาๆ “ไม่อยากกวน”  คำตอบช่างน่ารักจนสองพี่ต้องลูบหัวอย่างเอ็นดูจนมือสัมผัสกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ ราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านด้วยความเร็วเข้าสู่หัวใจ ยุยรีบชัดมือออกในจังหวะที่พ่วงแก้มร้อนแผ่ว “พี่ยุยเป็นอะไรคะ ไม่สบายเหมือนหม่ามี้เหรอคะ” เจ้าตัวเล็กถามอย่างฉงนต่างกับคนที่อมยิ้มเจ้าเล่ห์ “พี่ไม่ไ..” “สงสัยเป็นไข้ใจมั้งคะ” “ไข้ใจ?” “พารุ!” ยุยเอ็ดใส่คนอะไรบอกอะไรแผลงๆให้น้อง  น้องยังเด็กอย่ามาปลูกฝังอะไรไม่เข้าท่านะ! “พี่ยุยดุพี่พารุทำไมคะ” เจ้าตัวถลึงตาใส่คนที่หัวเราะลั่นเพราะจูริกลายเป็นพวกเดียวกัน เล่นเอาคนที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นไม่ไกลมองเข้ามาคล้ายบอกให้เบาเสียงเพราะมีอีกร่างกำลังนอนพิงไม่รู้สึกรู้สา เธอแต่ยยิ้มแก่นๆสำนึกผิดผงกหัวขอโทษที่เล่นกันเสียงดัง มันจริงอย่างที่จูริบอก พวกเธอพากันออกมาจากห้องนั่งเล่นเพราะไม่อยากทำลายบรรยากาศของคนที่นั่งอยู่บนโซฟา ไม่เชื่อว่าจะได้เห็นภาพที่พ่อยอมให้แม่ใช้ตัวเองเป็นหมอนอยู่อย่างนั้น   เธอยิ้มออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว แค่พ่อกับแม่อยู่ใกล้กันมันก็ดูอบอุ่นจนไม่สามารถหาคำพูดมาบรรยายได้  “ดีใจด้วยนะ” พารุขยับมากระซิบในระยะประชิดก่อนขโมยหอมแก้ม เล่นเอายุยอ้าปากจะพ้นคำด่า แต่ต้องสงบเสงี่ยมลงเมื่อเห็นตัวการเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากและชี้นิ้วกลับไปทางห้องนั่งเล่น “ยัย…” เธอกัดฟันข่มอารมณ์ขยับตัวออกห่างยัยนักเรียนใหม่จอมมือไวถึงเนื้อถึงตัวตลอด “พี่พารุขี้โกง แอบหอมแก้มพี่ยุยคนเดียวเลย” คำพูดไม่รู้อิโนอิเน่เล่นเอาคนถูกหอมหน้าแดงก่ำ ขณะที่ผู้กระทำกลับกรีดยิ้มร่า “หนูก็ขอพี่สาวหนู หอมมั้งสิคะ” “ได้มั้ยคะพี่ยุย” เจ้าตัวนั่งยองลงอย่างเขินๆ เพราะพึ่งจะมามีน้องกับเขา เลยทำตัวไม่ถูก ไม่เหมือนจูริที่ดูจะปรับตัวเข้ากับทางเธอง่ายเหลือเกิน เจ้าตัวเล็กเดินเข้ามาเกะบ่าแล้วบรรจงหอมแก้มพี่สาวอย่างตั้งใจเล่นเอาคนเป็นพี่ได้อายยกใหญ่ “แก้มพี่ยุยนุ่มจัง” “ไม่ลองไปหอมรายนั้นดูล่ะคะ คงดีใจแย่” คนถูกชมตรงๆยิ้มอายชี้ไปทางคุณพ่อที่อยู่บนโซฟา “หนูไม่อยากเข้าไปกวนนิคะ” “ไม่กวนหรอกคะ  ไปนะคะ”   คนถูกแนะนำค่อยๆพยักหน้าก้าวขาออกจากห้องครัวอย่างกล้าๆกลัวๆไปที่โซฟา จังหวะนั้นมินามิกำลังจะปรับเปลี่ยนท่านั่งเพื่อคลายความเมื่อยล้า จับหัวคนหลับพิงบ่าหมายจะวางลงบนตักกลับเถูกเจ้าตัวเล็กหอมแก้มโดยไม่รู้ตัว ให้ต้องชะงักมองตัวการที่เล่นเอาเธอตกใจ “หืมม แกล้งกันเหรอคะ” แล้วจูริก็ยกขึ้นมาบนโซฟา มินามิกดหน้าฟัดลงแก้มนุ่นนิ่มของเด็กน้อยพร้อมมือที่ขยับจี๋บนเอว “ฮ่าๆๆ พอแล้วค่ะ หนูเหนื่อยนะ”  เจ้าตัวพยายามดิ้นให้พ้นรัศมีมือที่รังแกกันอยู่ “แล้วใครเอ่ยมาแอบหอมแก้มกันก่อน หืม” มินามิยอมหยุดแกล้งคนที่หัวเราะจนน้ำตาเล็ดปล่อยให้ลูกสาวคนเล็กได้พักหายใจหายคอ “โกรธรึเปล่าคะ” เจ้าตัวถามอย่างไม่แน่ใจ ว่าตัวเองมีสิทธิ์ทำแบบเมื่อครู่หรือเปล่า “แล้วทำไมต้องโกรธล่ะคะ” มินามิลูบหัวเจ้าตัวอย่างเอ็ดดูก่อนจะหอมแก้มเจ้าตัวเล็กเบาๆหนึ่งทีเพื่อเรียกความั่นใจเจ้าตัวกลับมา ใครจะโกรธได้ ที่ฟัดไปเมื่อครู่หมั่นเขี้ยวล้วนๆ  “หายกังวลรึยังคะ หืม ” อึดใจนั้นเจ้าตัวก็กลับมามีรอยยิ้มพยักหน้าให้เธอ ทำเอาคนลุ้นอยู่ในครัวสองคนยิ้มตามน้องสาว “หนูไม่รู้ต้องทำตัวยังไง” ครู่ต่อมาเจ้าตัวก็สารภาพสิ่งที่อยู่ในใจด้วยใบหน้าใสซื่อ เมื่อเป็นครั้งแรกที่จะมาคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของตน นอกจากหม่ามี๊ “ไม่เห็นต้องทำตัวยังไงเลยนิคะ เป็นปกติเหมือนที่อยู่กับอัตสึโกะก็พอแล้ว” มินามิชำเลืองมองคนหลับบนตัก “แต่หนูกลัวป๊ะป๋าจะไม่ชอบ” “แล้วทำไมจะไม่ชอบล่ะคะ  ไม่ว่าหนูจะเป็นยังไง ป๊ะป๋าก็รักหนูนะคะ ต่อให้หนูจะเอาแต่ใจเหมือนคนนี้เขาก็ไม่เป็นไร ป๊ะป๋าไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย” คนโตกว่าบอกด้วยเสียงนุ่มๆแล้วยังยกตัวอย่างคนนอนหนุนตักที่ ไม่ได้ตื่นมารับรู้อะไรกับคนอื่นเขาเลย คงเป็นเพราะฤทธิ์ยาที่กินไป ถึงได้นอนอยู่เฉยๆนิ่งๆแบบนี้ “ขอกอดได้มั้ยคะ” “ไม่เห็นต้องขอเลย” มินามิอ้าแขนวางรับเจ้าตัวเข้ามาให้พิงกับอกของตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้กำลังเป็นเศษส่วนของจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆที่มาช่วยขยายคำว่าครอบครัวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขอแค่เธอมีความกล้าที่จะเดินหน้าทุกอย่างก็กลับมาสมบูณร์เหมือนเดิม “แล้วนี่ง่วงรึยังคะ จะขึ้นไปนอนเลยมั้ยคะ จะได้ปลุกคนนี้เขาขึ้นไปนอนด้วย” ใจนึงก็ยังห่วงว่าคนไม่สบายนอนอยู่ท่านี้จะปวดเมื่อยตามเนื้อตัว แต่เจ้าตัวก็ดื้อเสียเหลือเกินไม่ยอมขึ้นไปนอนข้างบนเสียที เฮ้อ   คนถูกตั้งคำถามส่ายหน้าตัวเองยังอยากจะนั่งเล่นอยู่ข้างล่าง ไม่อยากจะรีบขึ้นไปนอนเพราะยังไม่ถึงเวลา  “ แล้วจะดูอะไรมั้ยคะ ป๊ะป๋าจะได้เปิดให้” “หนูดูการ์ตูนได้มั้ยคะ” มินามิจำไม่ได้แล้วว่ากี่ปีมาแล้วที่เธอไม่ได้ยินคำว่าการ์ตูน ก็ในเมื่อยุยโตขนาดนี้ สิ่งที่เรียกว่าการ์ตูนจึงห่างหายไปนาน ดังนั้นแล้วคนถูกขอจึงจับหมอนมาให้คนบนตักหนุนแทนไปก่อนแล้วลุกเดินไปเปิดทีวี หารายการช่องการ์ตูนให้ลูกสาวคนเล็ก  หากการที่เธอขยับตัวลุกออกจากโซฟากลับทำให้คนที่ถูกอุตส่าห์เอาหมอนจริงๆมาลองให้ขยับตัวตื่น “หม่ามี๊” “ช่วยพี่เขาล้างจานเสร็จแล้วเหรอคะ” ตายังไม่ทันจะลืมจ้าตัวก็ควานแขนคว้าลูกสาวมานั่งกอด มินามิเพียงมองกลับไปนิ่งๆก่อนยุยกับพารุจะตามเข้ามาสบทบจากในครัว “ตื่นแล้วเหรอคะ” อัตสึโกะยิ้มตอบลูกสาวคนโตชันตัวลุกนั่งดีๆอาจจะด้วยความที่ไม่สบายจึงทำให้รู้สึกคล้ายอยากนอนตลอดเวลา ขนาดแค่นั่งรอลูกๆไปล้างจานไม่นานยังเผลอหลับได้ “ยังปวดหัวอยู่รึเปล่าคะ” ยุยถามไถ่อาการอย่างเป็นห่วง เธอนั่งลงบนโซฟาใกล้ๆกับมารดาแล้วให้แขกของบ้านนั่งโซฟาอีกตัว “ดีขึ้นแล้วค่ะ” คนถูกถามตอบด้วยแววตาเปี่นมด้วยความสุข ภาพอย่างนี้ใช่มั้ยที่เธอเคยโหยหา ไม่ต้องมีทุกอย่าง แค่มีทุกคนอยู่พร้อมหน้า ทั้งเขาและลูกๆก็พอ “หนูเป็นห่วงแทบแย่ตั้งแต่เมื่อวาน” ยุยยังชวนคุยด้วยความคิดถึง ยอมรับว่าการได้คุยกับแม่อีกครั้งเป็นสื่งลึกๆที่เธอปรารถนา “แต่ตอนนี้ก็ไม่น่าห่วงแล้วนิคะ”  อัตสึโกะต่อในใจว่าต้องขอบคุณคนที่ยอมอดนอนมาเกือบทั้งคืน มาเฝ้าดูแลเธอชิดใกล้ “เมื่อวานคุณพ่อเขาเป็นห่วงมากเลยนะคะ” “ยุย” คนถูกเรียกชื่อเสียงเข้มยิ้มบางๆไม่บ่อยนักเลยที่คุณพ่อร่างเล็กจะเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงพิเศษอย่างนี้ “ไหนว่าพาเพื่อนลูกมาทำงานคะ ไม่รีบไปทำจะดีเหรอคะ” ยุยตลกกับวิธีกลบเกลื่อนความเขินทางอ้อมของคุณพ่อร่างเล็ก พอจะเดาออกว่าที่ไม่ยอมสบตาด้วยกับคุณแม่เพราะยังอายอยู่แน่ๆ “หนูไปก่อนดีกว่านะคะ” แล้วเจ้าตัวก็แอบกระซิบกับคนเป็นแม่ “วันหยุดเราออกไปเที่ยวด้วยกันนะคะ ไหนๆก็อยู่พร้อมหน้าทั้งที คุณพ่อเองก็คงอยากพาไป” อัตสึโกะยิ้ม เรื่องไปเที่ยวได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้าของบ้านหลังนี้คนเดียวล้วนๆ “ฝันดีนะคะ” แล้วคนเป็นลูกก็ไม่อยากขัดขว้างความสุขของคนเป็นแม่เสียเท่าไหร่ ชวนแขกของบ้านขึ้นไปชั้นสองปล่อยให้สองคนเขาอยู่ด้วยกันต่อดีกว่า “ทำไมถึงยิ้ม” มินามิส่งสายตาขุ่นใส่คนยิ้มกว้างอย่างหมั่นไส้ เลือกจะไม่ใช้คำรุนแรงเพราะจูริยังอยู่ด้วย “ไม่เห็นหม่ามี๊ยิ้มแบบนี้บ่อย” จากนั้นคนทำหน้ายุ่งถึงกับต้องมองลูกสาวคนเล็กเนื่องจากเสียงแววๆที่ได้ยิน ไม่ค่อยยิ้มอย่างนั้นหรือ อ่า เธอพอจะรู้สาเหตุแล้วล่ะว่าทำไม “ทำไมคะ” “หม่ามี๊ไม่ยิ้มอย่างนี้นาน จูริไม่ค่อยเห็น” จบคำนั้นมินามิเคลื่อนสายตามองแม่ของเจ้าตัวอีกครั้งแววตางามล้ำเป็นประกายเศร้าสลดอยู่ครู่ เธอยันตัวลุกแล้วกลับมาทิ้งก้นนั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกันอีกครั้ง “อย่าทำหน้าแบบนี้ตอนอยู่ในบ้านฉัน” มันไม่ใช่คำสั่งเธอแค่กำลังขอร้องผ่านกระซิบเสียงแผ่วเบาที่ไม่ต้องการให้จูริได้ยินด้วย ตัดสินใจยกแขนกระซับร่างของอดีตภรรยาไว้หลวมๆ  “ต่อไปนี้อยู่ที่นี่กับฉัน อย่าทำหน้าเศร้าให้ได้เห็นนะ ห้ามร้องแล้วด้วย ฉันจะไม่ปล่อยให้ใครมายุ่งย่ามกับชีวิตของเธออีก ฉันจะปกป้องเอาไว้ให้ได้ทั้งเธอและลูก ฉันแคร์เธอ ยัยงี่เง่า” มินามิซบหน้าแดงฉ่าลงกับบ่าของอีกฝ่ายที่รับรู้ได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นรั่วของคนในอ้อมกอด “รัก” มันเป็นคำพูดละมุ่นนุ่มๆของคนที่ตกอยู่ในวงแขน แทนการถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดผ่านคำพูดเดียว แค่รัก มันแค่รักเท่านั้น “หากฉันรับสิ่งที่เธอบอกจะไม่เจ็บอีกใช่มั้ย อย่าทำร้ายฉันอีก อัตสึโกะ” “ไม่ทำ ไม่แล้ว” เจ้าตัวกระซิบพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้สุดฤทธิ์ เพราะรู้ตัวดีว่าเป็นคนทำเขาเจ็บ เขาถึงได้กลัวการจะเดินกลับเข้ามาหากันอย่างนี้ “ฉันจะไม่เชื่อจนกว่าเธอจะทำให้ดู” เจ้าตัวพยักหน้าหัวใจสะสั่นท้านมากกว่าเจ็ดจุดห้าริกเตอร์ ไหนจะคำพูดที่ไม่คาดว่าจะได้ยินด้วยซ้ำ “หากสิ่งที่เธอบอกมันคือรัก ฉันเองก็กำลังทำในสิ่งที่ฉันบอกว่า ฉันรักเธอ อัตสึโกะ”  มันอึ้งจนพูดไม่ออกปากสั่นพอๆกับหัวใจด้านใน  ได้แต่ซุกตัวเข้าอิงวงแขนของเขาอย่างต้องการหาไออุ่น “มินามิ” “งอแงไปได้ ไม่อายลูกรึไง” เจ้าของคำพูดส่งยิ้มอบอุ่นเพื่อแผ่ไปยังลูกสาวที่นั่งอยู่อีกฝากของอัตสึโกะ “ต้องพูดคำนี้สินะ ยินดีต้อนรับกลับนะ” คนดีใจมากที่สุดคงไม่พ้นคนถูกกอดกระซับตัวเอาไว้แน่นๆยิ่งซบหน้าเข้ามาแนบกับหน้าอกของเธอ เธออายนะ อายเสียงหัวใจที่ดีดพองอยู่ “กลับมาแล้วค่ะ” “แล้วลองไปไหนอีกสักครั้งสิ ฉันจะไม่ยอมให้มาแตะ” มินามิขู่เสียงเข้ม ยันตัวคนในอ้อมกอดออกห่างเล็กน้อย “คราวหลังถ้าเธอปิดบัง ฉันจะไม่ยอมรับฟังอะไรจากเธอ” คนถูกต่อว่าพยักหน้าจำยอมทุกสิ่งอย่างเอียงศีรษะหามุมเผื่อจะได้พิงตัวเขาได้ถนัด เธอชอบเสียงหัวใจของเขาที่กำลังบอกว่ารักเธอ “ดีกันแล้วๆ” จูริยิ้มร่าพอเห็นว่าพ่อแม่ของตัวเองกอดกันกลมบนโซฟา “แบบนี้ดีแล้วใช่มั้ยคะ” เจ้าตัวขานรับ ‘ค่ะ’ แล้วดึงดึงนิ้วก้อยของมินามิยกขึ้นมาเกี่ยวทำสัญญา “สัญญากับจูริแล้วนะคะ” “สัญญาไปแล้วค่ะ” “แอบไปคุยอะไรกันมาคะ” คนไม่รู้เรื่องคนเดียวมองสองพ่อลูกสลับกัน ไปสัญญาอะไรกันตอนไหน เธอไม่เห็นรู้เรื่องสักอย่าง “ทีเธอยังมีความลับได้ ทำไมฉันจะมีไม่ได้”  มินามิแซะความผิดติดตัวของคนนั่งเคียง เอานิ้วแตะริมฝีปากบอกจูริไม่ต้องเล่า “มินามิ” เจ้าตัวเสียงอ่อนพยายามอ้อนให้เขาใจอ่อนเปิดปากเล่าให้ฟัง “อยู่เงียบๆไปเถอะน่า” แล้วคนไม่ยอมเปิดปากก็ชวนจูริคุยเรื่องการ์ตูนในจอ ทิ้งให้คนไม่สบายขี้แยนั่งมึนไม่รู้เรื่องคนเดียว       พอมาชั้นสองพารุก็เอาแต่เดินสำรวจห้องนอนของรองประธานนักเรียนอย่างสนอกสนใจ ตรวจตราจนรู้หมดแล้วมั้งว่ามีเม็ดฟุ่นอยู่ตรงไหนจนเจ้าของห้องอดส่งเสียงขัดไม่ได้ “เจอสมบัติมั่งมั้ยล่ะ ถ้าจะสำรวจขนาดนี้น่ะ” “แหม อุตส่าห์ได้เข้ามาอยู่ในห้องรองประธานนักเรียนทั้งที” ยุยฮึดฮัดยอมปล่อยเจ้าตัวเดินหยิบโน้นจับนี่ต่อไป ห้องเธอไม่ค่อยจะมีอะไรหรอก มีก็แค่ตู้ โต๊ะ เตียง ชั้นหนังสือขาวดำ เข้ากับสีของบ้าน “ไม่น่าเชื่อว่าจะขยันอ่านหนังสือ” ยุยมองค้อนคนปากเสียที่เริ่มยุ่งกับชั้นหนีงสือของเธอ มิหนำซ้ำยังรื้อออกมาจนยุ่ง เธออยู่เฉยไม่ไหวต้องลุกไปห้ามก่อนห้องจะเละ “ใครจะเหมือนเธอ นึกว่าห้องลองเสื้อ” ก็ในห้องนอนของคุณโอชิมะ ฮารุกะ มีแต่ตู้เสื้อผ้าและ โต๊ะเครื่องแป้งที่มีแต่เครื่องสำอางจนล้นทะลัก “ถึงว่ารสนิยมการแต่งตัวไม่ได้เรื่อง” คนถูกกล่าวหาตวัดสายตาใส่ทันที เรื่องการแต่งตัวมันเรื่องของเธอมั้ย เธอว่าสไตล์เธอแต่งออกจะดูดี(ในสายตาเธอ) แม้เสื้อผ้าที่เลือกกับกางเกงจะไม่สามารถไปด้วยกันได้เลยก็ตาม เชื้อทางพ่อมาเต็มๆ  “แล้วนี่ ฉันมาค้างนี่ พ่อของยุยจะสงสัยมั้ย” แน่นอนสิ!! ยุยแทบตะโกนใส่หน้า ไม่ให้สงสัยได้ยังไงล่ะ “รู้แน่ๆ” “รู้อะไร” ยุยไม่ได้พูดต่อถอนหายใจทิ้งอย่างเหนื่อยหน่าย คิดว่ายังไงพ่อก็ต้องรู้เรื่องเธอกับพารุแน่ๆ รอเพียงแต่เธอไปเล่าให้ฟังเท่านั้น ปกติเคยพาใครมาบ้านที่ไหน “ยุย เงียบนะ” “เปล่า” “รู้ว่าเราเป็นแฟนกันงี้ดิ” เจ้าตัวผะงักเล็กน้อย นี่ ก็ตรงเกิน แถมยังเสียงดังอีกต่างหาก เกิดคนข้างล่างเขาขึ้นมาได้ยินเข้า จะว่ายังไง “ก็ใช่” “มิน่า จ้องเหมือนจะแซว” แทบจะโพล่งออกมาทันทีเลยว่า รู้ตัวด้วยรึไง เธอน่ะถูกแซวตั้งแต่กินข้าวจนหายเข้าไปล้างจานโน้น ไม่ได้แซวทางคำพูดแต่สายตาของคุณพ่อชัดเจนมาก ว่ารู้ คนนี้ไม่ธรรมดา “แล้วคุณน้าอัตสึโกะรู้มั้ย” ยุยขมวดคิ้ว ไม่แน่ใจเสียที่เดียวว่าแม่จะรู้ด้วยรึเปล่า “กับแม่ไม่รู้นะ แต่ถ้าพ่อรู้คิดว่าแม่คงรู้ พอๆกันเลยทั้งคู่” ยุยหมายถึงเรื่องช่างสังเกตแม้คนหลังเขาจะไม่สู้คนแรกแต่ความรู้สึกไวกันชะมัด “แต่ป๊าม๊าฉันรู้แล้วนะ” “ห๊า!!!” ยุยไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองทำหน้าตลกขนาดไหน พารุถึงได้เอาแต่หัวเราะยกมือกุมท้องตัวเองบอกไม่ไหวแล้วมาว่าเธออีกว่า ทำหน้าอะไรของเธอ “มันไม่ตลกนะ คุณโอชิมะ” “น่า จริงจังเหลือเกิน ป๊าม๊ารู้ตั้งแต่ยุยไปหาคุณน้าอัตสึโกะที่บ้านนั่นแล้ว เป็นคนแนะนำแผนการให้ด้วย” อะไรนะ สามคำนี้ผลุดขึ้นมาในหัว ตัวชาวาบ ไม่รู้จะเอาหน้าไปอยู่ที่ไหนถ้าเจอผู้ใหญ่บ้านนั้นอีกครั้ง “เอาน่า ฉันแค่เล่าให้ฟังว่าฉันชอบยุย แต่ไม่รู้ต้องทำยังไงบ้าง ป๊าม๊าก็เลยแนะนำวิธีให้ แต่เรื่องวันนี้ยังไม่ได้บอก”  ยุยปากเม้มปากเป็นเส้นตรงแก้มร้อนฉ่า พูดอะไรต่อไม่ถูก “เขินตลกชะมัด” ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังกดจมูกใส่แก้มเนียนนุ่มอีกครั้ง ชักจะรู้สึกติดใจแก้มหอมๆนี่แล้วสิ ก่อนที่จะ… “จุ๊บ”ลงไปบนริมฝีปากอีกหนึ่งที “ทำอะไรของเธอเนี่ยห๊ะ” เจ้าตัวรีบโวยวายกลบเกลือนความเขินอายทั้งมวลก้มสายตามองเพียงฝ่ามือตัวเองเพราะกลัวมองหน้ายัยลูกคุณหนูหัวใจเธอมันจะทำงานหนักจนหยุดเต้นไปเสียก่อน “หรืออยากให้ทำมากกว่านี้คะ” ถึงกับต้องเงยหน้าจ้องจะกินเลือดเนื้อ “ยอมมองหน้ากันแล้วเหรอคะ” “เงียบๆเถอะน่า” “ยุยนี่ขี้โวยวายชะมัด” “คุณโอชิมะ” “เรียกห่างเหินอีกแล้ว” พารุแสร้งบีบเสียงเล็กเสียงน้อยเล่นเอาคนนั่งเขินอยากลุกขึ้นหิ้วปีกแขกที่เชิญตัวเองมาบ้านออกจากห้อง ปวดหัวเสียเหลือเกิน “รู้ตัวรึเปล่า ว่าคุณยิ้มมากกว่าเมื่อก่อนนี้น่ะ” พารุถือวิสาสะดึงเอามือแมวน้ำมาจับพาเปลี่ยนเรื่องหน้าตายตามสไตล์ เจ้าตัวถอนหายใจหากจะคิดตามมันก็ใช่ตั้งแต่อีกฝ่ายเข้ามาปั้นป้วนวุ่นวาย และยังมายุ่งยากในใจอีกด้วย “ต่อไปทำแบบนี้ให้ได้บ่อยๆนะ มันทำให้หน้าตาดูดีกว่าตีหน้านิ่งๆเยอะ” “ทำไมต้องทำด้วย” “นะคะยุย” เล่นเอาคนไม่เคยถูกอ้อนนั่งตัวชาหัวใจเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าช็อตแปลบอยู่ครู่หนึ่ง “อือ”   คนเหมือนถูกเอาวิญญาณไปได้แต่ส่งเสียงครางอิงๆเหมือนลูกหมาถูกล่ามโซ่  “ก็น่ารักกับเขาเป็นเหมือนกันนะคะ” แล้วเจ้าตัวก็สวมกอดคนนั่งทื่อเป็นหินเอามือเกาแก้มตัวเองเขินๆ เล่นมาไม้นี้ใครจะทันตั้งตัว    อีกฝากหนึ่งที่พากันย้ายสำมะโนครัวตามขึ้นมาชั้นสองเหตุเพราะจูริน้อยหลับปุ๋ยคาจอโทรทัศน์ปล่อยเจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมนั้นดูตัวเองแทน มินามินำร่างเล็กประคองลงบนที่นอนเสร็จสรรพก็ทิ้งตัวนั่งบนขอบเตียงใกล้ๆคนที่ขยับขึ้นเตียงเข้ามากล่อมลูก “ไปอาบน้ำ”  เขากระซิบเสียงเบาที่สุดไม่อยากกวนลูกตื่นขึ้นมา หากคนไม่สบายกลับไร้ปฏิกิริยาตอบกลับนอกจากสายตาส่งมาให้เป็นประกายหวานเชื่อมอย่างประหลาด “ทำไม” มินามิอดถามไม่ได้ ไม่ทราบสาเหตุที่รู้สึกร้อนแก้ม และยังไม่มีเสียงตอบแต่เล่นเอาคนถูกมองร้อนเป็นไฟ “อย่ามองอย่างนี้” “ไม่ได้เหรอคะ” ช่างเป็นคำพูดแผ่วเบาที่สั่นสะเทือนหัวใจให้เต้นกระหน่ำ บทจะร้อนแรง เอาแต่ใจขั้นมา อะไรก็ฉุดรั้งไว้ไม่อยู่ “ดีกันแล้วรึไง” มินามิยังตั้งแง่ตั้งกำแพงกันอดีตคนรักออกห่าง ทั้งที่ใจตอนนี้ไม่ปฏิเสธใดๆว่า ต้องการกันมากขนาดไหน ครู่นั้นนัยน์ตาสดใสพลั้นสลดวูบหลุบให้นึกสงสารขึ้นมาดื้อๆ “เอาแต่ใจตัวชะมัด” มินามิพึมพำไม่เบานัก ลุกไปยังกระเป๋าเสื้อผ้าของอัตสึโกะที่วานขอให้เพื่อนสนิทกับคนรักของเพื่อนนำมาให้ พรุ่งนี้คงต้องหาเวลาจัดเข้าตู้เสียแล้ว “จะเอาตัวไหน” แค่คำถามเพียงเท่านี้ใช่มั้ยที่ทำให้คนบนเตียงฉีกยิ้มออกมา ตอบลอยๆออกไปว่า “ตัวไหนก็ได้ค่ะ” มินามิย่นคิ้วคิดหนักสุ่มหยิบมาสักตัวเพื่อตัดปัญหาก่อนจะเปิดตู้เสื้อผ้าตัวเองแล้วหยิบผ้าขนหนูกับเสื้อของตัวบ้าง ‘หมั่นไส้จริง’ คุณอัยการบ่นกับตัวเองอย่างอ่อนใจ ปรายตามองคนบนเตียงตอนที่เดินผ่านคล้ายส่งกระแสจิตบอกว่า จะให้โอกาสลุกตามมา ไม่งั้นสิ่งที่ขอจะกลายเป็นโมฆะทันที แล้วมีหรือคนป่วยจะไม่ลุกตาม ประคองเอาร่างตัวเข้าห้องน้ำตามไป       ครั้งนี้เล่นเอามินามิร้อนวูบวาบครั้นเนื้อครั้นตัวอย่างประหลาด ขณะที่นั่งลองน้ำลงอ่าง ใครจะคิดว่าตัวจะบ้าจี้ยอมให้อีกฝ่ายตามเข้ามาอาบน้ำด้วยกัน เมื่อก่อนเคยอะไรยังไงตอนนี้ก็ยังจำได้ดี ไม่กล้าแม้จะขยับเขยือนมองกลับไปยังด้านหลัง เพราะกลัวว่าหัวใจตัวเองจะหล่นหายไปเสียก่อน “มินามิ” “ทำไม” เจ้าตัวทำราวกับในห้องน้ำ ไม่มีสิ่งมีชีวตที่ชื่อ มาเอดะ อัตสึโกะ เอาแต่หลุบสายตาลงมองน้ำในอ่าง “ช่วยถอดเสื้อให้หน่อยได้มั้ยคะ” แทบจะหันควับด่ากราดตาลีตาเหลือก มาขออะไรที่มันเป็นอันตรายต่อหัวใจอย่างนี้ แต่คนได้ทีมีหรือจะยอมถอยกลับ ย่อตัวลงกอดซบหน้าลงกับแผ่นหลังของเจ้าบ้านหน้าตายทำให้คนไม่ทันตั้งตัวถึงกับขนลุกซู่ ราวกับถูกสาปให้นั่งนิ่งแม้น้ำจะล้นทะลักออกมาจากขอบอ่างแล้วก็ตาม “เขินเหรอคะ” ถ้าไม่ติดว่าน้ำเสียงนั้นแสดงถึงความสงสัย มินามิจะส่งสายตาขุ่นให้ทันที มันก็ต้องเขินอยู่แล้วมั้ยล่ะ ยัยบ้า!  “แล้วจะให้ฉันไม่รู้สึกอะไรมั้ย นี่ ฉันอยู่คนเดียยวมาตลอดนะ แล้ว อยู่ๆเธอก็เข้ามาทำอะไรอย่างนี้” “คิดถึง” มีเพียงเสียงออดอ้อนที่ต่อสู้กับเสียงต่อว่าพร้อมๆขยับริมฝีปากทาบลงบนหลังคออย่างแผ่วเบาทว่ากลับสร้างกระแสไฟฟ้าช็อตหัวใจคนไม่ทันเตรียมใจได้หลายร้อยล้านโวต์ จะไม่ทน และจะไม่ทนอีกต่อไป ในเมื่อจงใจ ‘ยั่ว’ กันขนาดนี้ ก็จะทำให้รู้ว่าคนที่ถูกยั่วมากๆเป็นอย่างไร              คนถูกกระตุ้นอารมณ์วาบวามหันกลับมาทาบริมฝีปากประกบกันแนบสนิทอยากถ่ายทอดให้รู้เหมือนกันว่าคิดถึง มากมาย กายกอง  และคาดว่าจะไม่มีทางหยุดอยู่แค่คิดถึงจนกว่าความร้อนในร่างกายทั้งมวลจะถูกทำให้สงบลง สองร่างกอดกันกลมเคลื่อนย้ายลงอ่าง เสื้อผ้าเปียกปอนถูกถอดสะบัดก้องอยู่บนพิ้นใกล้ๆอ่างที่น้ำกระเพือมตามจังหวะขยับ คนสองคนเพียงแค่ถ่ายทอดความรักให้กัน ยิ่งห่างยิ่งต้องการมากมาย กี่ปีแล้วที่ห่างหายกับเรื่องนี้ รสรักหอมหวานที่จำได้ดีเมื่อต่างฝ่ายต่างสัมผัสผิวกายของกันและกัน ชอบความลงตัวในทุกท้วงท่าที่ขยับตอบรับ พร้อมจะมอบความสุขให้แก่กัน หากคนหนึ่งรับคนหนึ่งพร้อมจะรุกเพื่อให้บทเพลงแห่งรักไม่ติดขัด จับมือเกี่ยวประสานหวังนำพากันไปสู่ปลายทางขอบสวรรค์  เสียงครางแผ่วบอกรักซ้ำๆที่ริมใบหูทำให้โดนทิ้งโดดเดียวมานานถึงกลับน้ำตาหยด ว่าแต่อัตสึโกะเป็นยัยขี้แย เธอเองก็ขี้แยไม่ต่างกัน ยอมจะเจ็บอีกครั้งหากอัตสึโกะคิดจะฆ่ากันด้วยการกระทำเหมือนเดิม เพียงแค่มีโอกาสได้กลับมาที่เติมความสุขจากรสฤทธิ์รักนี้อีกครั้งก็พอ  คนไม่สบายงอปลายเท้ามือจับขอบอ้างแน่นอย่างระบัดระบายเมื่ออีกฝ่ายกำลังพาแตะขอบสวรรค์รำไร ไม่ต่างกันเท่าไหร่ มินามิหอบตัวโยนเพราะฝีมือของคนที่อยู่เบื่องล่างกำลังปัดป้อนความสุขให้เช่นกัน   ครั้งนี้มันต่างจากครั้งก่อนหน้า เพราะมีเพียงความละมุ่นหวานนุ่ม อยากทะนุถนอมกลัวเจ็บช้ำมอบให้ จึงประคับประคองกันด้วนความอ่อนหวานหากแต่ร้อนแรงซาบซานเหมือนรสชาติของน้ำขิง เผ็ด แสบ ทะลุทะลวง “อ่า”  มินามิทิ้งตัวหมดแรงตามติดคนที่ตัวอ่อนอยู่ในอ่าง ต้องล้างห้องน้ำกันก็คราวนี้ ซบหน้ากับอกที่ยังคงหายใจเข้าออกด้วยความรุนแรง “เหนื่อย”  คนกลายเป็นที่พิงลูบไล้ไปตามแผ่นหลังอันน่าหลงใหล ไม่เคยยอมให้ใครได้เข้าใกล้ตัวเท่าเขาคนนี้  แล้วก็อยากกลายร่างเป็นแมวขี้อ้อนไล่จมูกสูดดมตัวของคนด้านบน “คิดถึง” เธอกอดกระซับร่างของเขา ไม่อยากจะปล่อยให้หายไปไหนอีกแล้ว แค่คิดความเจ็บปวดก็รุมโถมเข้ามาตลอดเวลาที่อยู่โดยไม่มีเขา เธอรู้แล้วว่าชีวิตที่อยู่ในนรกมันเป็นยังไง มีเพียงแสงสว่างที่ริบรี่ ต้องดิ้นร้นเอาตัวรอดอยู่ทุกวินาทีที่หายใจ “รู้แล้ว” มินามิลูบแก้มนวลอมแดงที่มีเส้นผมลูติดอย่างปลอบโยน “อย่าทำอย่างนั้นอีกนะ” อย่างนั้น อัตสึโกะพยักหน้าโดยไม่ต้องขยายความ สำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา เธอก็ผิดต่อเขามากพออยู่แล้ว “สำหรับฉัน ตลอดเวลาไม่เคยต้องมากระวนกระวายเรื่องอะไรเลยจนเธอเข้ามา และก็เป็นเธออีกอยู่ดีที่อยู่ในความทรงจำฉันตลอดเวลา หลายปีที่ไม่ได้เจอกัน ฉันคิดตลอดว่า ฉันจะต้องลืมเธอ แต่มันก็…ไม่มีวันไหนที่จะไม่นึกถึงเธอ” มินามิสารภาพ “ขอโทษ มินามิ ฉันมันแย่มากๆ แย่มากที่ทำอย่างนี้” “ไม่เอาน่า” มินามิยันตัวจูบลงบนปลายค้างเบาๆก่อนคนในอดีตที่กำลังกลับกลายมาเป็นคนรักปัจจุบันจะเร่งเร้าน้ำตาออกมา “ขอบคุณที่เธอทำเพื่อลูกของฉัน” อัตสึโกะคิดไม่ออกว่าจะต้องทำอะไรนอกเสียจากก้มลงจูบคนในอ้อมกอดเพื่อบอกต่อความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจมานานแสนนาน  เขาไม่เคยทำให้เธอรู้สึกว่าคิดผิดเลยที่เลือกเขาเป็นคู่ชีวิต  มินามิคนนี้ นอกเสียจากจะยึดครองหัวใจของเธอไว้แล้วยังเป็นคนที่ทำให้เธอต้องรำพึงกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกว่ารัก รักเสียจนยอมไม่ได้หากเห็นใครมาทำให้เขาเจ็บ เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เธอไม่เคยให้อภัยตัวเองในเรื่องนี้ ตลอดหลายปีจึงต้องแบกรับเอาความเจ็บปวด ต่อสู้ด้วยลำแข้งของตัวเองเพื่อปกป้องลูก ในเมื่อไม่กล้าจะสู้หน้าเขา ไม่อยากให้เขาต้องมาเจ็บปวด เดือดร้อนเพราะผู้หญิงแย่ๆอย่างเธอ   หลังถอนจูบออกมาอัตสึโกะก็ไซร้ใบหน้าลงซบกับบซอกคอของเขาแล้วนิ่งค้างไม่ขยับปล่อยให้มินามิได้ใช้ฝ่ามือลูบเส้นผมเปียกชลู่กของเธอ      เสียงหอบหายใจดังระงมสองร่างถาโถมเข้าหากันดังพายุที่โหมกระหน่ำพัดรุนแรงเพื่อปลดปล่อยตัวเองไปยังปลายทางแห่งความสุขก่อนร่างกายจะกระตุกคว้างกันทั้งคู่ แม้ภายในบ้านจะเงียบสงัดแต่ทั้งภายในห้องนอนนั้นกลับดังกังวานไปด้วยเสียงแห่งความสุข “ยะ ยูจัง พะ พอก่อน” “ทำไมคะ” คนถูกห้ามทัพพูดปนเสียงหอบทั้งใบหน้ายังพรมจูบซ้ำแล้วซ้ำอีกบนเนินเนื้อเปล่าคู่มหึมา “มะ ไม่คิดว่าลูกจะไปบ้านโน้น” คนเสียเปรียบไล่มือจับคนรุกเร้าก่อนไฟเสน่หาจะโหมพรืดติดอีกรอบ “เป็นห่วงเหรอคะ” แม้ปากจะพูดหากมือก็ยังคงทำหน้าที่ไต่ไล่ตามทรวดทรงอกเอวของคนพยายามจะขัดขืน แววตาประกายไปด้วยความชื่นชมเรือนร่างงามงดได้สันส่วนของผู้เป็นภรรยา เรียกได้ว่า หลงจนโง่หัวไม่ขึ้น! “มะ อ๊ะ พอก่อนสิค่ะ พึ่งจะเมื่อกี้เองนะคะยูจัง” ฮารุนะตะครุบมือซุกซนพร้อมส่งแววตาดุ เธอพึ่งจะได้หายใจหายคอเอง จะเริ่มใหม่อีกแล้วหรือ ไม่รู้ว่าไปหิวโซมากจากไหน ทั้งปกติก็อยู่ด้วยกันทุกคืน “ไม่ดีเหรอคะ นานๆจะได้อยู่สองต่อสอง บ้านเงียบๆอย่างนี้นะคะ” ยูโกะพูดถูก! แต่จำเป็นต้องพาเธอออกกำลังกายเรียกเหงื่อเยอะขนาดนี้ไหมเล่า! ปาไปรอบที่ 6 ได้แล้วมั้งตั้งแต่กลับมา “ดีมันก็ดีค่ะ ยูจัง แต่ขอพักก่อนนะคะ จะขาดใจตายแล้ว” เจ้าของชื่อหัวเราะคิกคัก ยกธงขาวยอมแพ้เลื่อนมือจากจุดยุทธศาสตร์มาลูบหลังมือคนรักเบาๆ “แล้วเรื่องลูกละค่ะ สรุปว่าเป็นห่วง?” “ไม่เชิงหรอกค่ะ ไม่คิดว่าจะไวไฟเหมือนกัน” ยูโกะถึงกลับหัวเราะลั่นอีกรอบ  ได้เชื้อพ่อไปเต็มๆสินะอย่างนี้ “อ้าว ไม่ดีเหรอคะ จะได้เกี่ยวดองกับบ้านนั้นเร็วๆ”  ฮารุนะเพียงนั่งเงียบค่อยๆใช้ฝ่ามือไล่เล่นไปบนร่างกายของคนที่นอนซบ ตัวเล็กก็จริงแต่ส่วนที่ไม่ควรเล่นก็มีพอประมาณ “มองเค้าด้วยสายตาลวนลามเหรอคะ” “ทะลึ่ง” ฮารุนะเอ็ดอย่างเขินอาย เมื่อความจริง ตัวเองก็กำลังแอบสำรวจเรือนร่างของคนรักอยู่ ‘กลบเกลื่อน’ คนเป็นรองในด้านสิทธิ์อำนาจทำเพียงงึมงำ แล้วแอบแกล้งให้คนรักคนลุกซู่โดยการจุ๊บเบาๆที่ร่องอก “ยูโกะ” “ล้อเล่นนะคะๆ อย่าโกรธกันนะคะ”  ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังขยับคลอเคลียให้ฮารุนะจักจี๋  “พอแล้วค่ะ พอแล้ว” “อย่างนี้ก็ดีเหมือนกันนะคะ” “หืมม” “นี่ยังไงค่ะ ได้ทำอะไรตามใจตัว เสียงดังขนาดไหนไม่ต้องกลัวคนได้ยิน” “แบบนี้เขาเรียกว่า หื่น ค่ะ” คนถูกตราหน้าว่า หื่น หัวเราะอย่างยอมรับความจริง “เอ่อ… แล้วเรามาต่อกันได้รึยังคะ” คนถามถูกสายตาเขียวของคนรักก่อนจะตามมาด้วยฝ่ามือที่ฟาดเพี๊ยะใส่ต้นแขนเบาๆ “ถ้าพรุ่งนี้ลุกไม่ไหว จะรับผิดชอบมั้ยคะ” “ด้วยความยินดีเลยค่ะ คุณภรรยา”   ดังนั้นค่ำคืนนี้จึงจบลงด้วยเสียงร้องอื่ออ่าต่อเนื่อง ที่ไม่รู้ว่าหากพระอาทิตย์ของวันใหม่ปรากฏเสียงนี้จะหยุดลงด้วยหรือไม่    กลับมาที่ห้องนอนของคุณรองประธานนักเรียน ยุยนอนตัวแข็งทื่อพยายามขยับตัวออกให้ห่างแม่เด็กนักเรียนใหม่จนใกล้จะตกเตียงเมื่ออีกฝ่ายขยับตัวเบียดเข้ามา ถ้ารู้ว่าจะนอนดิ้นขนาดนี้  เธอจะไล่ให้ไปนอนโซฟา “อย่าหนีสิคะ” เพล้ง! อ้าวนี่ไม่ได้หลับอยู่หรือไง รู้งี้ เธอด่าไปตั้งนาน เห็นว่าหายใจเข้าออกสม่ำเสมออยู่ตั้งนาน อะไรเนี่ย! “ขยับออกไปได้มั้ย จะมาเบียดทำไม  เตียงก็ไม่ได้เล็ก” “อยากได้ความอบอุ่นนิคะ” เล่นเอายุยเป็นใบ้ชั่วขณะ “ผ้าก็ไม่ได้บางจะมาอยากได้ความอบอุ่นอะไร” “กอดหน่อยนะ ยุยนะ”  ยุยแอบเหงื่อตกทั้งที่อากาศในห้องมันก็ไม่ได้ร้อน หัวใจเธอมันเต้นจนร่างกายรู้สึกร้อนขึ้นมา อะไรกันอีกล่ะเนี่ย เป็นอย่างนี้คืนนี้จะหลับลงได้มั้ย “ยุย” “เธอก็นอนส่วนเธอไป…” ไม่เคยที่แม่นักเรียนใหม่ตัวยุ่งจะรอเธอปฏิเสธจนเสร็จก็ขยับหัวเข้ามาอยู่บนหมอนใบเดียวกันพร้อมดึงร่างเธอเข้าไปกอด  ตายๆๆ “ไม่เป็นไร ยุยไม่กอดฉันกอดยุยแทนก็ได้” “นี่ ปล่อยนะ” “อย่าเสียงดังน่ายุย เดียวคนในบ้านก็ตกใจว่าเป็นอะไร นอนกอดเฉยๆน่า ฉันไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย หรืออยากให้ทำ” “ยัย…” “ถ้าอีกคำเดียว จะไม่ใช่แค่กอดแล้วนะคะ” ยุยเงียบกริบมองหน้าคนกอดตนอย่างเอาเรื่อง ถามว่าคนใจกล้าสนไหม คำตอบเดียวเลยว่าไม่ “ราตรสวัสดิ์นะคะ ยุย” ทั้งยังหอมแก้มคุณรองประธานนักเรียนดังฟอดเล่นเอาคนถูกกอดแยกเขี้ยว กำลังจะร้องโวยวายใส่คนฉวยโอกาส แต่ก็สำนึกได้ว่ามันดึกแล้วเลยต้องกัดริมฝีปากเข้าหากันให้เงียบไว้เพราะกลัวเสียงจะทะลุออกไปรบกวนอีกห้องที่ไม่ใกล้ไม่ไกลกัน จำไว้เลย ยัยนักเรียนใหม่ เธอยอมให้เพราะเห็นแก่ว่าจะไปรบกวนพ่อกับแม่เหรอนะ แล้วที่เธอกอดตอบก็ไม่ใช่อะไร ก็กลัวว่าจะหนาวเท่านั้นเอง เพราะมันดึกแล้วแอร์เริ่มจะเย็นๆ เธอไม่ได้อยากกอดตอบเลย   พารุยิ้มออกมาในความมืด เบื่อคนปากแข็งจริงๆ ไหนบอกไม่อยากกอดแล้วกระซับอ้อมกอดเสียแน่นทำไม อดไม่ได้จะขยับตัวให้ใบหน้าซบเข้าไปใกล้ๆเพื่อให้ได้กลิ่นหอมอ่อนๆของยาสระผมที่จำตัวมักใช้ประจำ ไม่เสียแรงที่อุสาขอคำปรึกษาป๊าม๊าต้องเยอะ ว่าจะทำยังไงถึงเข้ามาวุ่นวายในชีวิตคนที่เราแอบชอบได้  ตอนนี้หัวใจมันเบิกบานเหมือนมีทุ่งดอกไม้บานอยู่ด้านใน มองอะไร ทำอะไร มันก็อยากจะยิ้มไปหมด  เชื่อเธอสิ รองประธานนักเรียน ไปไหนไม่รอด!                  แสงอรุณส่องรอดผ่านเข้ามายังช่องหน้าต่างปลุกคนที่นอนอยู่ตรงกลางระหว่างคุณอัยการกับลูกสาวค่อยๆขยับเปลือกตา เนื่องจากจูริอยู่กับฝั่งแม่มากกว่าและยังไม่ได่คุ้นชินกับทางฝั่งพ่อ คนต้องนอนกลางเลยกลายเป็นอัตสึโกะ  เจ้าตัวก้มมองลูกสาวที่ยังหลับสนิทอยู่กับอ้อมอกแล้วยื่นหน้าเข้าไปจูบแก้มเบาๆ พลางยิ้มออกมา ก่อนจะเคลื่อนสายตามองยังท่อนแขนเล็กที่ผาดผ่านเอวจากด้านหลัง ทำให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะระส่ำ เต้นแรงจนควบคุมไม่ได้  เมื่อคืนหลังจากอาบน้ำเสร็จเขาก็ยอมนอนกอดไว้ทั้งคืนโดยที่ไม่ต้องขอ กอบกุมกระซับมืออุ่นๆอย่างโหยหา ลมหายใจเขาเปารดเส้นชีพจรเล่นเอาเขินแก้มแดงเกือบตลอดทั้งคืน ‘ผู้มีอิทธิพลต่อหัวใจ’ อัตสึโกะหยุดยิ้มออกมาไม่ได้ หากเมื่อวานเต็มไปด้วยคราบน้ำตา วันนี้เธอจะมอบเพียงรอยยิ้มให้เขาคนนี้ ฝ่ามืออุ่นจัดลูบไล่ผิวแก้มนวลด้วยความรัก ตามด้วยการขยับริมฝีปากทาบทับบนแก้มนุ่มนวลเบาๆ ทว่ากลับกลายเป็นการปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาก่อนเวลาอันควร มือของเธอถูกจับให้หยุดอยู่นิ่ง “กวนกันแต่เช้าอีกแล้ว” เสียงแหบแห้งงัวเงียทำให้เธอยิ้มเอ็นดู ไม่เคยลืมว่าเธอชอบมองดูเขาตอนตื่นนอนขนาดไหน เพราะเหมือนเพียงเด็กตัวเล็กๆไม่มีพิษภัย “ไม่ต้องมายิ้ม” คนบ่นกระปอดกระแปดชันตัวลุก นั่งพิงหัวเตียงอย่างหมดแรง ความผิดของคนที่ตื่นมาก่อนเธอแท้ๆ ทำให้เธอหมดแรงอย่างนี้ “เอาอะไรมั้ยคะ จะลงไปเอามาให้” มินามิส่ายหน้าดึงคนถามไม่ให้ลุกออกจากเตียง “ดีขึ้นแล้วรึไง ห่วงตัวเองก่อนมั้ย”  แม้จะเป็นการตำหนิแต่อัตสึโกะรู้ว่ามันไม่ใช่การตำหนิเหมือนอย่างเคยในเมื่อเขาแสดงชัดว่าห่วงเธอมากมาย แล้วเธอจะกล้าน้อยใจได้อย่างไร “ก็ดีขึ้นแล้วนิคะ” “แต่ก็ยังไม่หาย” มินามิรีบต่อเพราะรู้ว่าคนที่นั่งอยู่บนเตียงด้วยกันดื้ออย่างไร “เธอน่ะ พักไปเถอะ ไว้ให้ดีกว่านี้ก่อน” ก่อนอะไรมินามิไม่ได้พูดต่อขยับตัวเตรียมลงจากเตียง “วันนี้ออกไปกับฉันนะ” “ไป?” “ฉันต้องเข้าที่ทำงานนิ จะพาเธอไปด้วย ใครจะกล้าทิ้งเฝ้าบ้านคนเดียว ถือโอกาสขับรถไปส่งจูริกับยุยด้วย” มินามิชำเลืองมองเด็กที่นอนหลับขดหัวกลมเป็นกุ้งแล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยน  “เดี๋ยวจะลงไปทำกับข้าวรอให้ ไม่รู้ว่าจะลงไปทันยุยมั้ย” เจ้าตัวหัวเราะทั้งรอยยิ้ม เหมือนเป็นการเล่าเรื่องในชีวิตประจำวันให้คนบนเตียงฟังไปด้วย “ปกติลงไปไม่เคยทันหรอก รายนี้เขาตื่นลงไปก่อนเกือบทุกวัน” “เหมือนมินามิ” เจ้าตัวไม่ได้โต้ตอบ “ปลุกเจ้าตัวเล็กเถอะ แล้วไปเจอกันข้างล่าง เธออาบน้ำไปก่อนเลย เดี๋ยวฉันขึ้นมาอาบที่หลัง” “มินามิ” อัตสึโกะรั้งแขนเขาไว้แล้วยื่นปลายจะจมูกแตะผิวแก้มอย่างแผ่วเบา “ทำอย่างนี้ได้ใช่มั้ย”  คนถูกปลายจมูกชนผิวแก้มหน้าแดงจัด พยักหน้าให้อายๆแล้วก้าวเท้าเร็วๆออกจากห้อง เมื่อวานเกินเลยกันขนาดนั้น  แค่นี้ยังต้องถามกันอีกหรือ!?           มินามิอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าลูกสาวคนโตลงมาช้ากว่าปกติในสภาพที่ยังไม่ตื่นดี ซึ่งแปลกกว่าปกติทุกวันจนอดจะทักอย่างขำขันไม่ได้ “เมื่อคืนไม่ได้นอนเหรอคะ” คนถูกกว่าหารีบส่ายหน้าดิก หลับสนิทขนาดนั้นจะไม่ได้นอนได้อย่างไร แต่ที่ให้เพลียๆนี้เพราะหัวใจไม่ค่อยจะปกติต่างหาก “มาค่ะ หนูช่วย” ยุยเสนอตัวทันทีเพื่อหาทางบ่ายเบี่ยงเรื่องตนแม้จะทำให้คุณพ่อตนหัวเราะเบาๆก็ตาม “กับหนูพารุ สนิทกันถึงขนาดไหนคะ ถึงกล้าพามาบ้าน” โอ้วว เป็นคำถามที่ยุยไม่คาดคิด มือที่กำลังหันผักถึงกลับกระตุก เคลื่อนสายตามองเจ้าของคำถามช้าๆ ไม่รู้ว่าคนถามจริงจังขนาดไหน “ตกลงว่ายังไงคะ” ยัง ยัง จี้ไม่เลิก ยุยได้แต่ยิ้มแหะๆพ้นลมหายใจยอมแพ้ “ก็อย่างที่เห็นค่ะ” “แสดงว่าพิเศษ” อีกรอบที่เจ้าตัวชะงักหันมองพ่อแท้ๆด้วยแววตาตระหนก “ไม่ต้องตกใจค่ะ พ่อแค่สงสัยเท่านั้นเอง”  สุดท้ายยุยก็ยอมเล่าเพราะดูเหมือนปิดไปก็ไร้ประโยชน์ จึงค่อยๆพ้นคำสารภาพรวมถึงสถานะปัจจุบันให้คนเป็นต่อนั้นแกล้งดุด้วยใบหน้านิ่งๆก่อนกระตุกยิ้มออกมา “โกรธรึเปล่าคะเนี่ย” “ฮ่าๆ ใครจะโกรธได้ล่ะคะ ลูกโตขนาดนี้แล้วนะ พ่อก็ถามเล่นไปงั้น ก็อยากจะรู้ว่าจะยอมรับเมื่อไหร่” “แต่หนูไม่มั่นใจนะคะ” “หืม” “ความรู้สึกของหนูเองค่ะ ว่ายังไงกันแน่” คนโตกว่าถึงกับบางอ๋อ ในฐานะพ่อและคนมีประสบการณ์เรื่องความรักมาก่อนก็ควรให้คำแนะนำสักหน่อย “แล้วหนูอยู่ใกล้หนูพารุ หนูรู้สึกยังไงล่ะคะ แบบใจเต้น  เขิน หรืออะไรอื่นๆอีกแบบนี้” “มันก็มีนะคะ แต่ก็บอกไม่ถูกสิค่ะ มันรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาดเหมือนเวลาอยู่กับคนในครอบครัว” “แค่นี้ก็แสดงว่าหนูชอบเขาแล้ววล่ะค่ะ ไม่เห็นต้องคิดมาก ลองจิตนาการง่ายๆ สมมุติว่ามีคนเข้าใกล้หนูพารุตอนนี้ เอาดอกไม้มาให้ จับมือถือแขน ชวนออกไปเที่ยวข้างนอกสองต่อสอง หนูรู้สึกอย่างไรคะ” คนถูกถามหมวดคิ้วก่อนตอบเสียงอ่อย “ไม่ชอบใจค่ะ” “พ่อวินิจัยนะคะว่าหนูชอบหนูพารุไปเต็มๆแล้วค่ะ”  คนถูกตรวจอาการโรครักปักอกยิ้มไม่ออก “รู้แล้วก็ต้องรู้จักถนอมนะคะ อย่าทำให้คนที่หนูชอบเขาเสียใจ” “คุณพ่อทำยังไงเหรอคะ ตอนที่รู้ตัวว่าชอบคุณแม่” เป็นฝ่ายมินามิบ้างที่คิดหนัก เรื่องมันก็นานมาตั้งหลายปี ตอนนั้นทำอย่างไรกันนะ ถึงบอกอีกฝ่ายให้รู้ว่าเธอเองก็ชอบ “แสดงให้รู้ว่าคิดเหมือนกันมั้งคะ ดูแล เอาใจใส่ ยกให้เป็นคนพิเศษแบบนี้” ยุยเองพึ่งเคยจะได้ฟังเรื่องของพ่อ จึงอดถามไม่ได้ “ยังไงบ้างเหรอคะ” “ก็คนจีบก่อนมันอัตสึโกะนี่น่า อืมม ทำอะไรตอบไปบ้างเหรอ ก็ส่วนใหญ่เวลามีเรื่องอะไร จะยกให้รายนั้นเป็นที่หนึ่งก่อนล่ะมั้ง ตอนที่ถูกเอาข้าวกล่องมาให้ก็จะหาอะไรเล็กๆน้อยขอบคุณกลับไปให้น่ะ ดอกไม้ ของขวัญงี้ แล้วก็ชวนกินข้าวด้วยกัน  เรื่องแบบนี้พ่อว่าแล้วแต่คนนะ  อยากรู้ไม่ถามอัตสึโกะล่ะ” ในเมื่อตัวคิดไม่ออกมินามิก็โบ้ยให้คนที่เริ่มเรื่องนี้ก่อน  รายนั้นน่าจะรู้ดีกว่าเพราะเป็นคนจีบเธอนิหน่า “น่าจะให้คำแนะนำได้นะ”  ยุยรับคำเงียบๆ สงสัยงานนี้ต้องลองถามเอากับแม่ของตัวเอง และครู่ต่อมาเพียงไม่นานเสียงย่างเท้าลงบันไดก็เรียกสองพ่อลูกให้หันมอง อัตสึโกะเปลี่ยนเสื้อผ้าของตัวเองกับจูริเรียบร้อย อยู่ในชุดเสื้อยึดกลางเกงขายาวสบายๆกับชุดนักเรียนประถมเตรียมพร้อมไปโรงเรียน “หนูพารุล่ะ” เป็นสิ่งแรกที่คนลงมาถามสองพ่อลูกที่ยืนคุยกันอย่างสนิทสนมในห้องครัว “ตอนหนูลงมาพึ่งจะเข้าไปอาบน้ำเองคะ นั่งรอก่อนนะคะ ใกล้เสร็จแล้ว” ยุยรีบเข้ามาบริการแม่ผู้บังเกิดเก้าพร้อมด้วยรินน้ำให้หม่ามี้และน้องสาวที่นั่งเรียบร้อยพร้อมทานข้าว  ยุยยิ้มออกมา ในที่สุดความคาดหวังก็กลายเป็นจริง ตอนนี้ครอบครัวเธอพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง พ่อ แม่ และน้องสาวของเธอ “ให้แม่ช่วยด้วยมั้ยคะ” “ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้อง จะเสร็จแล้วค่ะ ขืนให้แม่มาช่วยหนูคงถูกบ่น” “นินทาพ่อเหรอคะ ยุย” เสียงแว่วๆของคนหน้าเตาทำให้สองพี่น้องรวมถึงแม่ของเด็กทั้งสองหัวเราะ อัตสึโกะยิ้มอย่างสุขใจมองตามแผ่นหลังที่ขยับเคลื่อนไหวไม่วางตา   มินามิอยากส่งค้อนทางสายตาใส่คนที่มัวแต่จ้องเธอ  ไม่คิดหรืออย่างไรว่าคนต้องยืนให้มองก็เขินเป็น กระทั่งอาหารทุกอย่างเสร็จสิ้นเป็นจังหวะพอดีกับที่แขกของบ้านลงมาชั้นล่าง “ลงมาไม่รอ” พารุเอียงตัวกระซิบคนที่เธอนั่งลงเก้าอี้ข้างๆหลังจากทักทายผู้ใหญ่เสร็จแล้วแอบแกล้งยุยโดยการเปาลมใส่ใบหู ให้คนถูกแกล้งหน้าแดงก่ำหันมาแยกเขี้ยวใส่กลัวพ่อกับแม่ตนจะเห็น “เมื่อคืนหลับสบายรึเปล่าคะ หนูพารุ” เจ้าของบ้านถามอย่างอาทร ไม่แฝงเจตนาจะหยอกล้อแต่อย่างใด “หลับสบายค่ะ คุณน้า” “จริงๆเรียกพ่อหรือป๊ะป๋าเหมือนยุยกับจูริก็ได้นะ”  ไม่ค่อยจะเปิดทางให้เลยสักนิด ยุยก้มหน้านิ่งกินข้าวแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน “จะดีเหรอคะ เกรงใจแย่เลย” “ดีรึเปล่า” มินามิถามคนนั่งถัดไปทางขวามือซึ่งกำลังยุ่งอยู่กับการเช็ดปากให้จูริจัง จึงได้รับคำตอบกลับมาเป็นการพยักหน้ายิ้มๆ เมื่อวาน วันก่อน กับวันนี้ เขาคนนี้เปลี่ยนไปเป็นคนล่ะคนจริงๆ แต่เธอดีใจมากนะ ไม่ใช่มันไม่ดี “ถ้าอย่างนั้นหนูขอเรียกว่า ป๊ะป๋าเหมือนจูรินะคะ” “ตามสบายเลยค่ะ” มินามิไม่รุกหนักจนเกินไปกลัวทำให้เด็กทั้งสองคนอึดอัด เพราะของอย่างนี้มันต้องช้าๆค่อยๆเป็นค่อยๆไป บอกกับตัวเองไว้แล้วว่าถ้าลูกจะรักใครเขาเองก็จะรักด้วย ขอแค่คนที่เข้ามาไม่ทำให้ลูกสาวเขาเสียใจก็พอ
  17. Ch.10 อยากให้ฟัง                  รถถูกจอดสนิทในโรงจอดรถเป็นที่เรียบร้อยหากคนที่ขับรถคันโปรดกลับมาถึงบ้าน กำลังขมวดคิ้วมุ่ย เธอจะทำอย่างไรกับผู้หญิงที่นอนหลับอยู่เบาะรถข้างคนขับ ลำพังเธอคงพาขึ้นบ้านคนเดียวไม่ไหวเพราะส่วนสูงที่ต่างกันมากพอสมควร สงสัยคงต้องลองปลุกให้อีกฝ่ายร่วมมือกับเธอช่วยพยุงตัวเองเข้าไปในบ้าน สัมผัสแผ่วเบาแตะลงบนไหล่ลาดของคนที่นอนสั่นระริกเพราะอุณหภูมิร่างกายไม่ปกติและราวกับมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน ความโหยหาทำให้คนที่เคยมีอดีตร่วมกันมานิ่งค้าง สายตาเคลื่อนสำรวจใบหน้าของคนหลับเป็นครั้งแรก ใบหน้าเคยอิ่มเอมเมื่อคราวอยู่กับเธอซูบลงไปมาก ดวงตาที่ยังปิดสนิทปูดจนเห็นชัด มีรอยซ้ำอยู่รอบขอบดวงตา เธอเผลอเคลื่อนมือแตะอย่างลืมตัวก่อนรีบชักมือกลับเพราะอีกฝ่ายเริ่มขยับตัวเปลี่ยนท่า  เธอถอนหายใจโล่งอกที่คนข้างกายยังไม่ตื่นขึ้นมา   “นี่ ตื่น เข้าบ้าน ฉันแบกเธอเข้าไปไม่ไหวหรอกนะ” “ตื่น”  แรงเขย่าไม่เบาปลุกให้อัตสึโกะสะลึมสะลือปรือตาขึ้นมามอง “ปะ…ปวดหัว” “รู้แล้ว ตื่นแล้วช่วยตัวเองลุกขึ้นมาก่อน ฉันแบกเธอไม่ไหวหรอกนะ ทีก่อนนี้ละอวดเก่งดีนัก” คุณอัยการอดจะแขวะไม่ได้ ลึกๆพอเห็นท่าทางทรมานของคนเคยมีอดีตร่วมกันเธอก็เป็นห่วง   เธอไม่ได้อยากพูดไม่ดีใส่สักหน่อย   ร่างเล็กดึงมือตัวเองที่แตะอยู่บนไหล่ของคนรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้างกลับมา เพราะกะลงไปเปิดประตูรถอีกฝั่งพาร่างของผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคู่ชีวิตของเธอเข้าบ้านทว่ามือของเธอกับถูกฉวยคว้าจนต้องสะบัดหน้ามองกลับ “ปล่อย” “ฉะ.. ฉันขอโทษ”  เธอเมินหน้าหนีออกไปมองนอกรถดึงมือกลับด้วยท่าทางไม่แยแสแล้วก้าวเท้าลงข้างล่าง ไม่ได้สนว่าจะทำให้คนที่นั่งข้างกันมีสีหน้าเศร้าอย่างไร ก่อนเปิดประตูฝั่งคนป่วย กลั้นใจสอดแขนเข้ารัดรอบเอวอีกฝ่ายแล้วจับแขนที่อ่อนแรงของคนป่วยพาดบนคอเธอ กลิ่นกายที่แสนคุ้น สัมผัสที่อุ่นครุ่นอยู่ในใจกำลังเล่นงานให้หัวใจของเธอให้ดีดกระเด้งด้วยความรุนแรง   จะบอกห้ามก็ไม่ทัน จะปรามก็ไม่ได้   อัตสึโกะอยากปล่อยให้ตัวเองจมลงกับกระแสแห่งความใกล้ชิดแม้มันจะปวดหนึบเป็นระลอกเมื่อพบกับท่าทางเย็นชาของเขา อยากบอกเขาเหลือเกินว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเธอไม่ได้อยากทำ เธอเองก็เจ็บไม่ต่างกัน  ไม่กี่นาทีต่อมาร่างของเธอก็ถูกวางลงบนเตียงนอนที่อวบอวนไปด้วยกลิ่นกายอันน่าโหยหา อดใจไม่ไหวต้องฝั่งจมูกลงบนหมอนสูดดูมกลิ่นหอมแทนกายที่เธอไม่อาจสัมผัส เปลือกตาที่เคยลืมด้วยความหนักปิดกลับเหมือนเดิม  มีเพียงความรู้สึกว่าเตียงข้างตัวยุบลงในนาทีต่อมาแล้วสัมผัสอันแผ่วเบาก็ที่กดขึงขมับเหมือนดังสวิทช์กระตุ้นให้ดวงตาของเธอลืมอีกครั้ง จังหวะนั้นดวงตาของเธอผสานเข้ากับเขาอย่างจัง เกิดเพียงความเงียบที่กัดกร่อนหัวใจของเธอ มินามิรีบหลบตา “มิ..นามิ” เธอเรียกชื่อเขาอย่างกล้าๆกลัวๆใช้มือที่ไร้เรี่ยวแรงจับแขนเสื้อเขาเอาไว้ “ฉันขอโทษ” “ทำไมถึงเอาแต่พูดคำนี้ออกมา เธอมาขอโทษตอนนี้ให้ได้อะไร” “ฉะ…” “นอนไปเถอะ ฉันไม่อยากฟังอะไร” คนแสร้งใจร้ายตัดบทเสียงเรียบ ทุกคำพูดของเธอคนนี้เป็นดั่งคมมีดไร้รูปร่างที่กรีดหัวใจเขาทีละแผลให้ทรมานจนสุดต้านทาน ทว่าคนป่วยกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามดันตัวลุกขึ้นมาโถมน้ำหนักเข้าหาพร้อมสองแขนรัดรอบแผ่นหลัง   มินามิไม่สามารถขยับตัวตอบสนองนอกจากนั่งนิ่งเป็นรูปปั้น เสียงสะอื้นน้อยๆกำลังบาดใจช้าๆ   “ฉะ…ฉันขอโทษ ฉัน..” วิญญาณของคนงอแงถูกกระชากติดออกไปกับเจ้าของริมฝีปากที่ขยับวงหน้าแตะปิดปากให้หยุดร้อง ร่างสมสวมถูกรัดช้าๆขณะปลายลิ้นของคนบุกรุกควานชิมเข้าไปในริมฝีปาก  อัตสึโกะปล่อยให้สมองว่างเปล่า จูบตอบอย่างหวั่นเกรง รู้ตัวอีกทีก็เห็นน้ำตาใสๆของอดีตคนรักไหลลงมา “ทำไมถึงได้เอาแต่ขอโทษฉัน เธอเอาแต่ขอโทษฉัน ขอโทษอยู่อย่างนี้ เธอรู้มั้ยว่าฉันเจ็บแค่ไหน” “มินามิ” “ทำไมเธอถึงต้องทำอย่างนี้! บอกไม่ต้องการกันแล้วกลับมา กลับมาเรียกร้องทุกอย่าง ขอให้ฉันอยู่ด้วย แล้วฉันจะต้องทำยังไง! เธอรู้มั้ยว่ามันเจ็บ!!”มินามิอยากผลักร่างของผู้หญิงที่ตนกอดออกไปไกลๆ ไล่ไปให้พ้นๆหน้า ทว่าใจเธอมันอ่อนแอเกินกว่าจะทำอะไรได้ทั้งนั้น เอาแต่คิดถึงผู้หญิงคนนี้อยู่ร่ำไปแม้รสสัมผัสยังทำให้รู้สึกดีทั้งที่เธอบอกว่ารังเกียจมัน “ฉันรักเธอ” คราวนี้เล่นเอาร่างของมินามิกระตุ้นสะเทือนไปด้วยหยาดน้ำตาเธอทั้งโกรธทั้งอยากฆ่า เอามือบีบคอคนที่ทิ้งเธอไปอยู่กับชู้แต่ยังกล้าบอกรักเธอหน้าด้านๆ “ฉันไม่อยากรู้ รักแต่หนีไปอยู่กับชู้ เหอะ น่าเชื่อตาย!” “มินามิ ฉันจำเป็นต้องทำ” “คงจะจำเป็นมาก!” มินามิประชดด้วยคำพูดเสียดแทง เธอจะเชื่อสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้พูดอย่างไร หลักฐานมันก็เห็นอยู่คาตา จะให้เธอโง่ถูกหลอกอีกงั้นหรือ “ปล่อย!” “ไม่ มินามิ ฉันจะไม่ปล่อยเธออีก ไม่อีกแล้ว” ไฟโทสะได้แผดเผาอยู่ในหัวอกของเธอให้หมดความอดทนผู้หญิงอวดดีดึงรั้งร่างเธอลงกอดไว้แนบแน่น พายุอารมณ์ที่กระหนำแผดเผาความยับยั้งชั่งใจ เธอเผลอพุ่งซาดซัดคลื่นอารมณ์ใส่ร่างอ่อนแอบนเตียงนอนแรงขบกัดฝาดฟันบนผิวเนื้ออ่อนแดงระเรื่อดุจมีผืนขึ้นตามตัว อารมณ์โกรธปนคิดถึงแสดงออกมาเป็นความรัญจวน อัตสึโกะกัดฟันแน่นทนต่อแรงที่โหมกระหน่ำ สัมผัสอ่อนโยนซึ่งเคยได้รับหลงเหลือเพียงความเจ็บปวดดังเขาต้องการระบายทุกอย่างลงบนตัวเธอ เสียงทัดทานคัดคานถูกเก็บเงียบ ริมฝีปากร้อนฉ่าเจ่อปวมขึ้นมาตามแรงบดขย้ำซ้ำๆ   “เธอมันน่ารังเกียจ” คำนี้สะท้านถึงขั้วหัวใจ เขาไม่แม้จะมองหน้าเธอ กัดลงบนบ่าด้วยความรุนแรงเสื้อผ้าถูกปลดเปลื้องเหลือเพียงผิวเนื้อสัมผัสกับอากาศ แรงอารมณ์ยังถูกโหมดังพายุเกรี้ยวกราด แขนสองข้างเธอถูกถูกจับชูขึ้นและถูกรวบมันไว้ด้วยเข็มขัดหนัง  เธอไม่มีแรงจะต่อต้านหรือต่อให้มีเธอก็ไม่คิดจะทำตั้งแต่แรก ถ้านี่เป็นสิ่งที่เธอไถ่โทษให้เขาได้เธอก็ยอม เธอน้อมรับความเจ็บปวดที่เขากระทำ “คนอย่าเธอมันก็แค่ผู้หญิงสกปรก นอนกับคนอื่นไม่เลือกหน้า!” คำตราหน้าของเขายังเจ็บเสียยิ่งกว่าสิ่งที่เขาทำกับเธออยู่ เขาไม่ได้สัมผัสเธอด้วยความรักหากสัมผัสด้วยแรงแค้นที่สุดประมาณ   น้ำตาของเธอไหลลงอย่างห้ามใจไม่ได้   “รังเกียจฉันมากขนาดถึงร้องไห้เลยรึไง!”   เธอส่ายหน้าปฏิเสธจะรังเกียจเขาได้อย่างไร ไม่เคยเลย ไม่เคยคิด ต่อให้เขาจะทำอย่างไรกับเธอเธอก็ยินยอม ไม่ได้รังเกียจเขาเลย “ฉันรักเธอ” คำว่ารักของเธอเต็มไปด้วยความขมขื่นหากมันกลับเป็นดังคลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าที่เสียดแทงหัวใจของคนฟัง                มินามิกัดลงบนเนินอกด้วยความรุนแรงแทนการระบายความแค้นและเกลียดชัง คำว่ารักของหญิงแพศยามีค่าเป็นแค่ยาพิษ เมื่อก่อนเธอเคยเสพติดมันจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด  ครั้งนี้เธอจะไม่ยอมหลงอยู่ใต้อำนาจของมันอีก  เธอไม่สนคนดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวดเคลื่อนมือลงด้านล่างทั้งริมฝีปากยังกัดตามเนื้อตัวร้อนเพราะฤทธิ์ไข้ “มิ..นามิ” “อย่าเรียกชื่อของฉัน” มันไม่เชิงความรู้สึกสะอึดสะเอือนเมื่อนึกถึงว่าผู้หญิงคนนี้เคยทำแบบนี้กับคนอื่น มันน่ารังเกียจจนอย่าหยุดทุกสัมผัสไม่อยากแตะต้องผู้หญิงหลายใจ นิ้วมือเคลื่อนเข้าจุดไวต่อสัมผัสก่อนดันมันเข้าไม่แย่แสสนใจว่าคนถูกกระทำจะพร้อมหรือไม่ อัตสึโกะปล่อยน้ำตาด้วยความเจ็บแปลบเสียดขึ้นมากลางกายพยายามจะถีบดันร่างเขาออกไป “จะ… เจ็บ” “แค่นี้มันยังน้อยไปกับสิ่งที่เธอทำไว้!” คนโกรธหัวเราะหึในลำคออย่างสมเพชทั้งที่เป็นคนทำเขาเองแท้ๆ แต่ทำไมเธอกลับต้องมารู้สึกปวดใจเพราะผู้หญิงคนนี้สะอื้นร้องไฟ้  ความคับแน่นแทบขยับไม่ได้ทำให้หัวคิ้วเธอขมวดด้วยความกวนใจ เป็นครั้งแรกที่เธอมองหน้าคนร้องไห้ “จะ...เจ็บ” “บอกมาว่าเธอทำอย่างนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่” “ฉัน..” “พูดมาเดี๋ยวนี้!” “กะ..กับเธอ”  มินามิผลักตัวนั่งนิ่งคร่อมคนที่ฝังหน้าร้องหายไห้ด้วยความไม่มั่นใจว่าตอนนี้เธอรู้สึกอย่างไร มันสับสนงงงวย ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้โกหกเธออยู่รึเปล่า “อย่ามาโกหก!” “แค่กับเธอ ครั้งสุดท้ายกับเธอ” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด อัตสึโกะช้อนตาเกาะพราวไปด้วยหยาดน้ำตามองคนที่กัดริมฝีปากแน่น “หมายความว่ายังไง!” น้ำตาเขารินไหลหยดลงใส่ผิวกายเปลือยเปล่าของเธอเหมือนเด็กเล็กๆที่ไม่เข้าใจ เต็มไปด้วยความสงสัย เธออยากดึงเขาลงมากอด แต่เขาคงไม่ยอมให้เอใกล้ “ฉันเป็นของเธอ แค่ของเธอ”   เธอกับเขาประสานสายตากันนิ่งเงียบต่างคนต่างปล่อยให้ความเงียบเข้ามาเป็นสื่อกลาง ไม่ต้องการคำพูดใดระหว่างกัน  มินามิปลดเข็มขัดหนังที่เคยรัดข้อมือคนบนเคียงออกก่อนเหยียดตัวลุกขึ้นตรง “ใส่เสื้อ” อัตสึโกะเพิกเฉยคำพูดเย็นชา โถมตัวลุกตรงเข้ากอดแนบผิวกายไร้สิ่งใดปกปิดกับร่างอันสั่นเทา “ฉันบอกให้ใส่เสื้อ!” “มินามิ” “อย่าเรียกชื่อของฉัน! จะให้ฉันเชื่อได้ยังไง! จะให้เชื่อได้ยังไง” แววตาเขาสั่นระริกบอกว่าทรมานแค่ไหนกับคำพูดที่ได้ยินไปเมื่อครู่ เขาเกลียดกลัวมารยา กลัวความเจ็บปวดอีกไม่รู้กี่ครั้ง ก่อนร่างกายจะถูกดึงรั้งให้นั่งลงในวงแขนของผู้หญิงที่เขาไม่เคยลืม เสียงร้องเบาๆบาดเข้าหูฝังลึกลงไปถึงหัวใจ “ฉันขอโทษ ฉันขอโทษ ฮือๆ” ไม่มีคำพูดใดดีกว่าคำพูดที่ถูกใช้ซ้ำๆนี้อีกแล้ว อยากบอกว่าให้เชารู้ว่าเธอเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป มินามิไม่ยอมเคลื่อนไหวปล่อยให้ผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอดีตร้องไห้แน่นิ่งอยู่กับซอกคอ ไม่แม้จะพูดปลอบโยน เพราะความสับสนที่กัดกินหัวใจ แล้วเสียงโทรศัพท์ก็แผดดึงรั้งสถานการณ์อึดอัด  มินามิขยับถอยกายลุกขึ้นรับ เป็นโทรศัพท์จากแพทย์เจ้าของไข้ที่จะมาดูอาการให้อัตสึโกะ “ค่ะ รอสักครู่นะคะ จะลงไปรับ” เธอเคลื่อนสายตามองคนที่นั่งกอดเข่าบนเตียงหลังจากวางสายจากแพทย์เจ้าของไข้เรียบร้อย  “ใส่เสื้อซะฉันจะลงไปรับหมอขึ้นมาดูอาการให้” ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความช้ำใจเสียดแทงหัวใจของเธอจนรู้สึกระบมช้ำ ต้องขอบคุณการทำงานที่ทำให้เธอรู้จักเก็บอาการ เธอจัดเสื้อผ้าให้เข้าทีแล้วหันหลังออกจากห้อง “มินามิ” ทำอย่างไรเขาจะยอมเชื่อเธอ ทำอย่างไรทุกอย่างจะกลับมาเป็นดังเดิม เธอท้อท้อยากถอนหายใจเป็นล้านครั้ง ก็รู้ว่าอดีตคนรักของเธอเป็นยังไง     “เอาล่ะครับ เรียบร้อยแล้วนะครับ คราวนี้ต้องให้คนไข้พักผ่อนเยอะๆกินยาให้ครบ แล้วผมขออย่าพึ่งให้มีเรื่องกันเหมือนก่อนหน้านี้นะครับ” คุณหมอหนุ่มเงยหน้าพูดกับญาติคนไข้ที่ยืนกอดอกมองคนป่วยอยู่ห่างๆ เหตุการณ์วิวาทฉุดกระชากกันที่โรงพยาบาลเขายังจำได้ฝั่งใจจนแอบหวาดผู้หญิงสองคนนี้ “ก่อนหน้านี้ต้องขอโทษจริงๆนะคะ” มินามิก้มหัวยอมรับผิดโดยดุษฎี ที่โรงพยาบาลเขาเองออกจะทำเกินไปหน่อย “ไม่เป็นไรครับ ยังไงก็ใจเย็นๆ ค่อยๆคุยกันนะครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ หากคนไข้อาการไม่ดีหรืออย่างไร ก็โทรบอกผมได้ครับ”  คุณหมอขอตัวกลับไปแล้วโดยที่มินามิตามลงไปส่งก่อนจะกลับขึ้นมาอีกครั้ง หากคนที่ควรจะหลับกลับมองมาตาปรือ “หมอบอกให้พักไม่ใช่รึไง รีบๆนอนไป” “มินามิ” “อะไร” “พูดด้วยกันเหมือนเดิมได้รึเปล่าคะ” อัตสึโกะได้ยินเสียงหัวเราะเหอะในลำคอ แววตาของเขาที่มองเธอแข็งกร้าว มันทำเอาเธอเหนื่อย เธอท้อ ก็รู้ดีอยู่ว่าเขาใจแข็งขนาดไหน “มันไม่สำคัญ” “มินามิ” “รำคาญเรียกอยู่ได้ เธอเห็นชื่อฉันมันเป็นอะไร คิดอยากจะเรียก คิดจะมาหาเมื่อไหร่ก็ได้รึไง ฉันไม่ใช่ที่แก้เหงาของเธอ” “มิ..” “ถ้าเธอยังเรียกฉันอีกคำเดียวฉันจะลงไปอยู่ข้างล่าง” เขาถอนหายใจอย่างหัวเสียก่อนจะทิ้งตัวนิ่งอยู่บนปลายเตียง “นอนได้แล้ว อย่าให้ฉันเสียเวลามากกว่านี้” เธอไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไรกับความใจแข็งของเขา ได้แต่มองด้วยแววตาเว้าวอน ขอให้เขาอภัยให้เธอ “ไม่ต้องมอง อย่าคิดว่าฉันจะสงสาร ทำตัวเองทั้งนั้น” ใช่ เธอทำตัวเองทั้งนั้น ทุกอย่างที่ผ่านมา อัตสึโกะข่มความน้อยใจเก็บเอาไว้ คนอย่างเธอจะมีสิทธิเรียกร้องอะไร ขนาดเสียงของเธอเขายังไม่อยากฟังแล้วเขาจะยอมฟังเธออธิบายได้อย่างไร เธอกำผ้าห่มขึ้นคลุมหน้าน้อยใจเกินต้านทาน ไม่อยากทำให้เขารำคาญเธอมากกว่านี้ แค่ได้ใกล้ แค่ได้มาอยู่ในสถานที่ของเขา แค่ได้แนบชิดไม่นาน สำหรับเธอมันก็มีค่ามากเหลือเกิน  มินามิลุกจากเตียงที่นั่งอีกครั้งเธอเปิดตู้หยิบผ้าขนหนูเดินหายเข้าไปในห้องน้ำก่อนจะกลับออกมา  เธอแตะผ้ามาดลงบนแขนคนน้อยใจเบาๆแต่กลับกลายเป็นกระแสสะท้านไปถึงหัวใจคนนอน “มินามิ” “เงียบน่า” คนหน้าร้อนแสร้งมองไปทางอื่น ไม่อยากพบเจอสายตาดีใจของคนนอน หากมือเธอกลับถูกคว้าแล้วคนนอนก็ดันพลิกตัวมากอดรัดแนวเอไว้แน่น “ปล่อย” “มินามิ ยอมฟังกันอธิบายได้รึเปล่าคะ ฉันมีเหตุผลที่ต้องทำอย่างนั้น” เกิดความนิ่งเงียบขึ้นอีกครั้ง เธอก้มลงมองมือที่กอดรัดรอบตัว “ฉันไม่รู้ว่าเธอมีเหตุผลอะไร แต่เธอทำให้ทุกอย่างมันเป็นอย่างนี้” คำพูดคราวนี้เบาที่สุดตั้งแต่คุยกันมาทว่าแววตายังเป็นไปด้วยความตัดเพ้อ “ฉันก็ไม่อยากให้ทุกอย่างเป็นอย่างนี้” คนป่วยบอกเสียงอู้อี้ในจังหวะที่ซบหน้าเข้ามาหาเธอ “อัตสึโกะ”  เพียงแค่ชื่อของตนเองเท่านั้น ที่ทำให้คนนอนถึงกลับน้ำตาคลอเบ้าผงกหัวขึ้นมองตาเขาอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง “ฉันจะยอมฟังเธออธิบายก็ต่อเมื่อเธอหายดี อย่าดื้อได้มั้ย” มินามิยกมือลูบผมของคนที่ขยับศีรษะเข้ามาซุก เธออดใจไม่ไหว กี่ครั้งแล้วที่เธอแพ้ให้ความดื้อด้านของผู้หญิงคนนี้ “มินามิ” “พอน่า จะร้องทำไมเยอะแยะ แค่นี้ยังตาช้ำไม่พออีกรึไง” “ก็มัน…” “ไม่ต้องพูดแล้ว” มินามิส่ายหน้า ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเธอเหลือเยื่อใยอยู่เต็มหมดหัวใจ ปล่อยให้คนเจ้าน้ำตาหลับตาพริ้ม ค่อยๆนำผ้าอุ่นเช็ดไปตามร่างกายอย่างเบาเมื่อ “มินามิ” “อะไรอีก” “อยู่จนกว่าจะหลับได้มั้ยคะ” หากจะต่อรองหากจะเอาแต่ใจ อัตสึโกะขอทำมันให้ถึงสุดเพื่อตักตวงความสุขเล็กๆตอนนี้เอาไว้ “มากไปรึเปล่า” “มินามิ” “ก็ได้ๆฉันรำคาญหรอกนะ” เสียงเขาบ่นกระปอดกระแปดมันทำให้เธอยิ้มบางๆ “แล้วมานอนอยู่อย่างนี้ ไม่คิดจะติดต่อกลับไปที่บ้านรึไง” “มินามิหมายถึงใครคะ” ถ้าคนที่บ้าน คนที่อยากติดต่อ ที่อยากให้ห่วงก็คนที่นั่งเช็ดตัวให้เธออยู่ตรงนี้ จะให้ เธอหาใครที่ไหนอีก “เยอะแยะ ไหนจะเพื่อนเธอ ไหนจะชู้รัก แล้วไหนจะเด็กนั่น” “จูริเหรอคะ” เธอไม่สนคำประชดประชันของเขาเจาะจงถามสิ่งที่อยากรู้ “ฉันไม่ได้อยากรู้จักชื่อ” แค่คิดถึงว่าผู้หญิงคนนี้เคยทรยศเธอหัวใจก็เจ็บแปลบ เธอหยุดชะงักมือที่จับผ้าหากมันถูกฉวยกุมเอาไว้ “เด็กคนนั้น…เป็นลูกของมินามินะคะ” สิ่งที่หลุดออกมาจากปากคนนอนทำให้ดวงตาเธอเบิกกว้างเหมือนถูกหินทับใส่ศีรษะ  อีกครั้งที่เธอมองคนจับมือเธอไว้อย่างสับสนงงงวยไม่เข้าใจ ผู้หญิงคนนี้จะปั่นหัวเธอไปถึงเมื่อไหร่ “มินามิฉันพูดความจริง จูริเป็นลูกของมินามิหรือจะต้องให้พาไปตรวจดีเอ็นเอมั้ยคะถึงจะเชื่อ” เธอส่ายหน้าคล้ายคนเหม่อลอยกระตุกมือมากุมศีรษะเอาไว้ “เธอจะหลอกอะไรฉันอีก” “มินามิ” “เธอจะโกหกฉันอีกฉันใช่มั้ย” “มินามิ มัน…” “ก็เธอบอกว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกของคนอื่นแล้วเธอจะมาบอกว่าเป็นลูกของฉันได้ยังไง!” “มินามิ ฉันขอโทษ” อัตสึโกะเบือนหน้าหนี เธอเจ็บไม่ต่างจากเขาที่ต้องโกหกเรื่องราวในอดีต โกหกว่าลูกไม่ใช่ลูกของเขา “พอ! ฉันยังไม่อยากฟังอะไรตอนนี้” แววตาเขาเต็มไปด้วยความตัดเพ้อ เธอเห็นเขาผ่อนลมหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน เธออยากขอโทษ อยากทำทุกอย่างให้เขาหายโกรธ ให้เขากลับมาเป็นมินามิของเธอคนเดิม “ฉันจะขอคำอธิบายจากเธอแน่ แต่มันก็เป็นหลังจากที่เธอไม่ได้อยู่ในสภาพนี้” เสียงดุดันของเขาคาดโทษ เธอทำท่าจะเรียกชื่อเขาแต่ถูกปรามด้วยเสียงเย็นๆ “บอกแล้วว่าไม่ต้องพูดอะไรอีก ฉันจะลงไปหาข้าวให้ อยากทำอะไรก็รีบๆทำ จะโทรหาใครก็เรื่องของเธอ กระเป๋าอยู่บนหัวเตียง” อัยการร่างเล็กลุกออกจากเตียงด้วยความขุนเคือง หากจะนับความรู้สึกที่มีตั้งแต่ต้นเธอบอกเลยว่าตอนนี้เธอโกรธมากกว่าตอนแรก เธอไม่เข้าใจ เหมือนเธอไม่เคยรู้จักกับผู้หญิงคนนี้มาก่อน ผู้หญิงที่เก็บซ่อนและปิดบังทุกอย่างจากเธอ เธอมันก็แค่คนนอกสายตา ไม่มีค่าอะไร   ยูโกะเหลือบมองโทรศัพท์ที่พึ่งวางสายไปเมื่อสักครู่ เธอได้รับรายงานเรื่องของอัตสึโกะจากปากลูกน้องมาว่าเกิดอะไรขึ้น เล่นเอาเป็นห่วงแทบตาย สุดท้ายก็ต้องไปนอนในบ้านอดีตคนรัก หวังว่าจะไม่มีเรื่องอะไรให้ปวดหัวเตามมาอีกหรอกนะ  กลับมาเธอจะบ่นให้หูชาก็รู้ว่าอาการตัวเองยังไม่ได้หายดี อต่กลับทำเรื่องิย่างนี้  ดีนะ มรามีแรงโทรกลับมาหาเธอ ไม่งั้นเธอจะบอกให้ลูกน้องเข้าไปตามตัวในบ้านคุณอัยการจริงๆ  เฮ้อ อัตสึโกะนะอัตสึโกะ “ท่านประธานค่ะ ได้เวลาแล้ว” เธอเงยหน้ามองเลขาที่ค่อนข้างจะไวใจได้สูงใส่สูทพอดีตัวถือซองเอกสารสีน้ำตาลเข้ามาให้ “เร็วดีจริงๆ” เธอลุกจากโต๊ะที่นั่งแช่ตั้งแต่วนกลับมาที่บริษัทแทนจะเป็นที่บ้านหลังจากไปส่งเพื่อนสนิทเข้าสำนักอัยการพิเศษ เพราะปัญหาที่เธอต้องเข้ามาจัดการในบริษัทนิดหน่อย “รออยู่ในนั้นใช่มั้ย?” “ค่ะ ท่านประธาน” เธอยักไหล่ก่อนแย้มรอยยิ้มด้วยท่าทางสนุก “สงสัยงานนี้เราจะได้สนุกกันแล้ว” สนุกไม่สนุกก็ต้องรอดู นี่เธอกำลังจะได้เจอกับลูกนกตัวน้อยๆปีกกล้าขาแข็งที่ริอาจมาทำตัวกร่างในบริษัทของเธอ งานนี้เป็นไงเป็นกัน เธอไม่คิดจะสนเรื่องมิตรภาพยาวนานของตระกูลอะไรพรรณนั่นถ้ามันต้องแลกกับอิสรภาพของเพื่อนเธอ   “คนที่ปล่อยข่าวแปลกๆเกี่ยวกับบริษัทออกไปให้ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่เป็นเธอเองสินะ ไม่คิดว่าเด็กอย่างเธอจะกล้า” “พอดีทางนั้นเขาให้เงินดีนิค่ะ” คนพูดยกมือเท้าคางบนโต๊ะประชุมตัวยาวที่ถูกเชิญกึ่งบังคับมาโดยคนของประธานบริษัท  เธอรู้โอชิมะ ยูโกะไม่ใจดีขนาดจะปล่อยใครไปง่ายๆ “ว่าแต่ว่า หูตาไวเหมือนกันนะคะ” “หึ เธอเล่นผิดที่แล้วล่ะ ตอนนี้หลักฐานอยู่ในมือฉันหมดแล้ว” ยูโกะโยนซองเอกสารลงบนโต๊ะประชุมอย่างไม่ยี่ระ “แต่คุณก็ยังไม่เอาผิด บอกจุดประสงค์มาดีกว่าค่ะ ว่าจะให้ดิฉันทำอะไร เพราะคุณคงไม่ใจดีขนาดให้คนของคุณไปเชิญฉันมาจากบ้านใช่รึเปล่าคะ” “ก็คงงั้น” ยูโกะทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามด้วยท่าทางเป็นต่อ เธอพยักพเยิดให้เลขาของเธอจัดการกับของที่เธอบอกเอาไว้ ไม่นานเอกสารสีขาวที่ถูกพิมพ์อย่างเป็นระเบียบก็ถูกยื่นให้คนที่คิดจะล่นอะไรแผลงๆในบริษัทของเธอ “โอ้ นี่ สัญญาทาสเหรอคะ” คนที่ตกเป็นรองพูดจาไม่ทุกข์ร้อนขณะอ่านเอกสารที่ถูกโยนให้อย่างใจเย็น “รีบเซ็นซะสิ ก่อนฉันจะส่งหลักฐานพวกนี้ให้ตำรวจ ฉันรู้ว่าเธอแค่แหย่เพื่อจะดูการเคลื่อนไหวของฉัน แต่มันก็ไม่ค่อยดีหรอกนะ ที่มาทำให้หุ้นบริษัทฉันตกแบบนี้” “คุณก็เลยจะใช้ฉันจัดการกับคนพวกนั้น” ยูโกะยกยิ้มอย่างถูกใจ “เธอก็เข้าใจอะไรเร็วดีนิ” “คุณเองก็ปีศาจไม่ต่างจากผู้ชายคนนั้น” “ฉันเลือกจะเป็นปีศาจกับคนที่สมควร เธอก็รู้ว่าคนที่จ้างเธอทำอย่างนี้มีจุดประสงค์อะไร” “ไม่ได้เกี่ยวกับฉันนิค่ะ” คู่สนทนาของยูโกะเลื่อนเอกสารลงแล้วยิ้มกระเหี้ยม “คุณคิดว่าคุณจะส่งฉันเข้าคุกได้จริงๆ!?” หน้าตาที่ไม่ทุกข์ร้อนทำให้ยูโกะเผยรอยยิ้มเหนือชั้นอีกครั้ง “อ๋อ เผื่อเธอยังไม่รู้ว่าเพื่อนของคุณอัยการนั่นผู้บังคับการตำรวจ แค่นี้พอจะช่วยจัดการกับอิทธิพลของคนที่คุ้มหัวเธออยู่ได้มั้ยล่ะ วาตานาเบะ มายุ” คนถูกตรอกหน้ากัดปากตวัดปากกาลงในเอกสารสัญญาที่อีกฝ่ายร่างส่งกลับคืนให้ “แค่นี้คงพอใจแล้วใช่มั้ย!” “ก็แค่นั้น เธอเองก็ทำงานให้ดีล่ะ แม่นกน้อยสองหัวหรือจะเป็นหนูผู้ลอบกัด อย่างไหนจะดีกว่ากันนะ” “เหอะ” มายุชักสีหน้าอย่างขัดใจ เธอคิดผิดเองที่เดินเกมพลาดปล่อยให้คนของโอชิมะ ยูโกะ เข้าถึงตัวเธอในวันที่นัดพบกับคนบ้านตระกูลมาเอดะเพื่อตกลงเรื่องเงินตามข้อเสนอที่ฝ่ายนั่นขอให้เธอทำ “ฉันไปก่อนนะ หวังว่าเธอจะทำงานให้ฉันพอใจ”ยูโกะลุกจากเก้าอี้เดินไปเกี่ยวเอาซองเอกสารที่โยนลงโต๊ะเมื่อครู่กลับขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มของผู้ชนะ เธอไม่ได้โง่ขนาดจะปล่อยให้ผู้ถือหุ้นในบริษัทอยู่เฉยๆโดยไม่มีคนจับตาดู  เมื่อไม่กี่วันก่อนเริ่มมีข่าวลือแปลกๆในบริษัทว่า ที่นี่กำลังจะถูกคนเทคโอเวอร์เพราะสินค้าล็อตล่าสุดขาดทุนอย่างหนัก เธอซึ่งที่เป็นประธานไม่สามารถหาทางแก้ไขได้ และคนปล่อยข่าวก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือคนที่เธอพึ่งคุยด้วยไป แม่นี่ยังสร้างความน่าเชื่อถือโดยการติดต่อกับคนของตระกูลมาเอดะ ให้ทำบัญชีปลอมสับเปลี่ยนกับของจริงแล้วนำรายชื่อของเธอไปอยู่บนแบล็คลิสต์ในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นจำนวนหนึ่งเลยถูกขายออกให้คนของแม่หนูน้อยคนนี้ แต่มีหรือเธอจะปล่อยให้หลักฐานสักชิ้นหลุดรอดสั่งลูกน้องเก็บรวมรวบหมด   ส่วนคนถูกทิ้งไว้ในห้องประชุดกัดฟันแน่นเธอพลาดพลาดจริงๆที่เล่นกับโอชิมะยูโกะโดยไม่สืบสาวหาข้อมูลให้ดีไม่คิดว่าผู้หญิงที่เข้ามารับตำแหน่งภายในบริษัทใหม่จะมีพิษสงมากขนาดนี้     เสียงของชอล์กที่กระทบลงบนกระดานอย่างต่อเนื่องไม่อาจดึงสมาธิของยุยกลับมาได้เลยตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงบ่าย เธอถูกอาจารย์คาไซเตือนเรื่องไม่ตั้งใจเรียนเป็นครั้งแรก ขนาดคาวาเอ้ยังเดินมาขมวดคิ้วทำท่าเป็นนักคิดพยายามจะวิเคราะห์หาสาเหตุอาการของเธอ มันก็จะเพราะอะไรซะอีก! ถ้าไม่ใช่คนที่อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่นั่งโต๊ะตัวใกล้ๆกับเธอ เล่นมาบีบคับบอกให้เธอคบ แล้วยังมาขโมยจูบเธออีกตั้งสองครั้ง แล้วจะไม่ให้คิดได้อย่างไร! มันธรรมดาที่ไหน ไม่เข้าใจว่ายัยนักเรียนใหม่คิดอะไรอยู่ ถึงได้ทำอะไรอย่างนี้ ถามความสมัครใจเธอก็ไม่มีสักคำ “คุณทาคาฮาชิ” “คุณทาคาฮาชิ” “คุณทาคาฮาชิ!” “คะ!!” ยุยโล่งเสียงดังด้วยท่าทางตกใจผงะหลังติดเกาะอี้พอเงยหน้ามาเห็นอาจารย์ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์เดินมาหยุดอยู่ตรงโต๊ะเธอเมื่อไหร่ไม่รู้แถมเพื่อนร่วมห้องยังมองมาด้วยสายตาไม่เข้าใจว่าวันนี้รองประธานนักเรียนผู้ควบตำแหน่งหัวห้องของพวกเขาเป็นอะไร ยุยรู้ว่าระบบชีวิตที่เป็นวางไว้เป็นฉากๆมันกำลังผิดเพี้ยนผิดพลาดเพราะยัยนักเรียกใหม่ตัวยุ่งแท้ๆ  “คุณทาคาฮาชิไม่สบายรึเปล่า เห็นได้ยินมาจากอาจารย์คาไซว่าเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เช้า” “เอ่อ ไม่เป็นอะไรค่ะ” “ครูว่าเดินไปให้อาจารย์ห้องพยาบาลดูหน่อยก็ดีนะ วันนี้แปลกๆ” “ไม่ดี…” “เดี๋ยวหนูขออนุญาตพาไปได้รึเปล่าคะอาจารย์ คือเมื่อเช้าพวกหนูบังเอิญเจอกันระหว่างทางก่อนมา เห็นว่าเขาอาการไม่ดีตั้งแต่เช้าแล้วคะ หนูกลัวจะเดินไปไม่ไหว อาจารย์ก็รู้ว่าเขาเป็นคนชอบฝืนตัวเองเกินเหตุ” พารุสบโอกาสใส่จริตมารยาเต็มที เธอเบื่อวิชานี้จะแย่แต่ยังต้องนั่งถางตาเรียนแล้วไหนจะคนข้างๆที่มีอาการเหม่อแปลกๆจนน่าแกล้ง!? อย่างนี้เขาเรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว  เธอจะได้รู้ด้วยว่าอาการที่เป็นอยู่มันเกิดจากอะไร ถ้าเกิดจากเธอล่ะก็….น่าสนุกว่ามั้ยล่ะ “ก็ดีเหมือนกัน อาจารย์รบกวนหน่อย” ยุยตวัดตามองคนที่แอบยิ้มถูกอกถูกใจ เธออยากจะลากยัยนี่ออกไปยืนหน้าห้องนัก ตัวเองเป็นคนทำแท้ๆแล้วยังหาข้ออ้างหนีเรียนได้หน้าตาเฉย “อาจารย์หนูไม่…” “ไปเร็วสิยุย ฉันจะได้รีบกลับมาเรียน” ยุยแทบจะกระโจนฉีกอกคนมีจริตก้าน กล้าพูดนะว่าอยากกลับมาเรียนเร็วๆสายตาเป็นประกายวิบวับขนาดนี้ อยากกลับมาเรียนตาย “ไปเถอะคุณทาคาฮาชิ ไปให้อาจารย์พยาบาลเขาดูหน่อย” “ค่ะ อาจารย์”อาจารย์ดันเห็นดีเห็นงามแล้วเธอที่ไม่ได้ป่วยอะไรแต่ถูกป้ายสีให้ป่วย จะมีทางเลือกมั้ย!!  ก็ได้แต่ต้องยิมปล่อยให้คนมีจริตมารยาเข้ามาจับตัวทำเหมือนเธอป่วยใกล้ตายเดินไปห้องพยาบาล “ลูกเล่นเยอะจริงนะ” ยุยกระซิบเสียงเบาหลังจากออกมาจากห้อง เธอพยายามดึงแขนที่ถูกเกาะออกอย่างไม่พอใจ “ก็เธอมีอาการแปลกจริงๆนิน่า” พารุยิ้มถูกใจให้คนที่ตีหน้าเข้มใส่เธอ คอยดูเถอะ จะทำให้ตีหน้าขรึมไม่ได้เลยคอยดู “มันเพราะใคร” “อ้ออ อย่างนี้เองเหรอคะ คิดถึงเรื่องของเราว่างั้น”  คนถูกย้อนขบกราม ยัยนี่จะขยันยั่วโมโหเธอไปถึงไหน “อย่าใช้คำกำกวมได้มั้ย” “ตรงไหนกัน ลืมแล้วรึไงคะ ว่าเมื่อเช้าเราคบกันแล้ว” “เธอบังคับฉัน” ยุยพูดความจริงก่อนต้องหน้าแดงก่ำรีบกัดปากที่จะตะโกด่าคนยืนจมูกมาชนแก้มเธอ “ทำบ้าอะไรของเธอ นี่มันที่สาธารณะเกิดมีคนมาเห็นเขาจะทำยังไง” พารุไม่ได้สนใจเสียงรอดไร้ฟันกับดวงตาเขียดปัดที่จ้องเธอ หยักคิ้วกวนๆกลับคืนให้ “แสดงว่าถ้าไม่ใช่ที่สาธารณทำได้?” “เธ..” เธอรีบเอามือตะครุบปากรองนักเรียนไว้ก่อนจะส่งเสียงดังรบกวนห้องอื่นๆ “เบาๆสิคะ เราอยู่บนระเบียงทางเดินเดี๋ยวคนก็โผล่กันออกมาดู ยุยป่วยอยู่ไม่ใช่เหรอคะ” “เอามือออก ฉันไม่ได้ป่วย” ยุยแกะมือของคนที่เอาปิดปากเธอไว้ด้วยความหงุดหงิด ไม่ใช่แม่นี้หรือที่สร้างเรื่องว่าเธอป่วย “แย่จังนะคะ นึกว่าจะเป็นไข้ใจเสียอีก” “เธ..” “ชู่ๆบอกว่าเบาๆไงค่ะ นั่นห้องน้ำ อยากเสียงดังเข้าไปในนั่นดีกว่า” “เธอ..อะอำอะไออ่อยอะ…”ยุยดิ้นพยายามสะบัดตัวออก ยกมือแกะพยายามแขนคนที่ล็อกตัวเธอลากไปฆ่าในห้องน้ำหญิงออก ก่อนจะถูกผลักเข้าไปในห้องในสุดพร้อมเสียงลงกล่อนดัง “แกร็ก” “ยัยบ้าทำอะไรของเธอ!” “เป็นรองประธานนักเรียนที่ขี้โวยวายชะมัด ก็คุณเหม่อทั้งวันนึกว่าอยากจะคุยเรื่องเมื่อเช้ากับฉันก็เลยลากออกมาด้วยกัน ก็แหม…” “ทำไม!” “เวลายุยเป็นอย่างนี้น่ารักชะมัด” เพียงคำชมว่า ‘น่ารัก’ กับมีผลต่อรองประธานนักเรียนอย่างมากใบหน้าจึงขึ้นสีเลือดฝาด “อย่าพูดมากได้มั้ย” “เฮ้ย นิสัยปากเสียคุณคงแก้ไม่หาย” “แล้วจะทำไม” “นี่ กังวลเรื่องเมื่อเช้าอยู่จริงๆเหรอ” “ใครไม่กังวลก็บ้า เธอคิดอะไรของเธออยู่ๆมาบังคับให้ฉันคบ ถามความเต็มใจฉันก็ไม่มี แล้วยัง…” “ยัง…” พารุแกล้งสงสัยไปงั้นเห็นหน้าแดงก่ำก็รู้แล้วว่าเรื่องอะไร  “ช่างมันเถอะน่า” ยุยเบือนหน้าหนีไม่ต้องการจะสบตากับยัยนักเรียนใหม่ที่ยิ้มไม่น่าไว้ใจ “ยังอย่างนี้เหรอคะ” ไม่ใช่แค่ถามแต่ปลายคางของยุยยังถูกช้อนขึ้น พารุไม่รอให้รองประธานนักเรียนขัดขืนประกบริมฝีปากลงไป คราวนี้ไม่ใช่แค่จูบผิวเผินแต่มันลึกจนยุยแข่งขาอ่อนรีบใช้มือดันไหล่อีกฝ่าออกก่อนยัยนักเรียนใหม่จะทำอะไรมากกว่านี้ “เธอ.. ทำ..บ้าอะไร” เสียงพูดปนเสียงหายใจหอบทำให้คนมองแอบขำ “ก็ทำแบบเมื่อเช้ายังไงคะ” “เธอจะกวนฉันใช่มั้ย” “เปล่าสักหน่อยหรืออยากให้ทำมากกว่านี้” พารุสาวเท้าเข้าหา คนที่รู้ว่าตัวเองเสียเปรียบรีบตั้งการ์ดป้องกันแม้ว่าร่างเธอจะขาเธอจะรู้สึกอ่อนแรงจนยืนไม่ไหวก็ตาม “อย่าโหดน่าคุณ ฉันไม่ได้จะทำอะไรไม่ดีสักหน่อย” “ตรงไหน!!”ยุยสวนทันควันเธอถูกขโมยจูบนินะ ไม่ใช่เรื่องไม่ดี “เราคบกันแล้วนะคุณ” “เธอบังคับฉันชัดๆ” “แน่นะคะว่าบังคับ” พารุยิ้มเจ้าเล่ห์อีกครั้งเธอหาทางประณีตประนอมให้คนตั้งหน้าสู้สุดตัวใจเย็นลง  “แล้วไม่ใช่รึยังไง” “งั้นก็บอกมาสิคะว่ายุยไม่ได้รู้สึกดีกับ ‘จูบ’ “ คนถูกจี้ใจดำทำตัวไม่ถูกเผลอยืนนิ่งจนปล่อยให้พารุประชิดตัวได้อีกครั้ง คราวนี้เธอถูกกดให้นั่งลงบนซักโครกแล้วแม่ตัวดีดันทิ้งตัวลงมานั่งตักเอามือสองข้างคล้องคอเธอเสร็จสรรพ “ปล่อยฉัน” เสียงของรองประธานนักเรียนขาดๆหายๆเธอหลบตาด้วยความเขินอายเพราะลมหายใจร้อนที่เปาอยู่ใกล้ๆแก้ม “นี่ ฉันชอบคุณนะ” เธอเหมือนคนหูดับไปชั่วขณะเสียงหัวใจเต้นตึกตักจนไม่ได้ยินเสียงรอบช้าง  “ยะ อย่างเธอเนี่ยนะ” “อย่างฉันแล้วทำไม” พารุค้อนเอือมมือขึ้นดึ่งแก้มยุยแรงๆเป็นเป็นการทำโทษ “มันเจ็บนะ” “ใครเริ่มก่อน” ยุยชักสีหน้าขัดใจอึดอัดเหลือเกินที่ต้องอยู่ใกล้คนทำให้หัวใจเต้นแปลกๆ “จะลุกออกจากตัวฉันได้ยังฉันหนัก” “คุณก็ยอมรับมาก่อนสิว่า คุณเต็มใจคบกับฉัน” “เธอทำไมเรื่องมากขนาดนี้” มาขนาดนี้ยังถามเธออยู่ได้ ก็รู้คำตอบดีอยู่แล้วไม่ใช่รึไงเล่า “ก็ฉันอยากได้ยิน ฉันอุสาพูดความรู้สึกตัวเองไปแล้วนะ” มาแล้วมารยาพร้อมกับบีบน้ำตาให้ดูเหมือนคนน่าสงสาร “ไม่เต็มใจ ฉันคงฆ่าเธอตายตั้งแต่เธอขโมยจูบเมื่อวาน!” “แสดงว่าคุณก็รู้สึกดีกับฉัน” ยุยไม่อยากยอมรับแต่ก็ต้องยอมพยักหน้าให้ “ไม่เอาแบบนี้ มาเป็นคำพูดสิคุณ” “ก็ใช่”  พารุอย่างเบะปากใส่ตยเก๊กเยอะท่ามากด้วยความหมั่นไส้ จะยอมรับว่าชอบเธอง่ายๆไม่มีอ่ะ คนอุสาเริ่มก่อนมาจนถึงขนาดนี้ ยังปากแข็งอยู่ได้ “ใช่อะไรล่ะคุณ” “ก็เอ่อ” “ป๊อดรึไง แค่จะบอกชอบหรือบอกรู้สึกดี ไม่ยากขนาดนั้นเลยรึไง” “ฉันรู้สึกดีกับเธอ พอใจรึยัง” ยุยตัดบทก้มมองมือที่จับกำด้วยความเขินอายเหมือนเด็กทำตัวไม่ถูกพอเจออะไรใหม่ๆ ไม่ต้องถามว่าพารุถูกใจขนาดไหนถึงกับก้ดลงหอมแก้มรองประธานนักเรียนซ้ายทีขวาที แล้วยังจูบหนักๆที่ริมฝีปากเป็นการปิดท้าย “พอแล้วน่า” ยุยถึงกับต้องร้องเตือน เพราะกลัวมันจะไม่หยุดแค่ถูกฟัด ขอเวลาให้เธอพักหายใจหายคิมั้งเถอะ ยัยนักเรียนใหม่ตัวป่วน ยัยคนวุ่นวาย มาก่อกวนเธอจนไม่เป็นตัวของตัวเอง “แค่นี้เองคุณ แล้วจะกลับเข้าห้องเรียนเลยมั้ย” “ฉันไม่ใช่เด็กเกเรอย่างเธอนะ” พารุถึงกับหัวเราะชอบใจแต่วันนี้เธอคงต้องทำให้รองประธานนักเรียนกลายเป็นเด็กเกเรเสียแล้วเพราะเธอรู้สึกถูกใจ จนอยากจะแกล้งให้อยู่กับเธอนานๆเหลือเกิน      มินามินั่งมองคนที่เข้าสู่ห้วงนิทราด้วยความอ่อนใจ เธอบอกไม่ถูกเหมือนกันระหว่างความน้อยใจกับความดีใจ เธอไม่อยากจะยอมรับว่าลึกๆเธออยากให้ผู้หญิงคนนี้กลับมาหา เคยคิดว่ามันเป็นความฝันลมแล้งๆ ไม่มีทางเป็นจริงไปได้ แต่แล้วจู่ๆผู้หญิงคนนี้ก็ดันมาปรากฏตัวต่อหน้าเธอ อยากจะโกรธให้มากกว่านี้แต่พอเห็นน้ำตา ใจมันก็เริ่มหวั่น ทั้งที่กลัวเจ็บเหมือนเก่าแต่ยังปรารถนาให้ความรักยังคงเหมือนเดิม เธอบ้าชะมัด ฝ่ามือของคุณอัยการเคลื่อนไปตามพ่วงแก้มชื่นด้วยหยาดเหงื่อราวกับต้องมนตร์ความคิดถึงเข้าตีจนปั่นป่วนไปทั้งระบบหัวใจ อยากบอกให้ตัวเองหยุดแต่ใจมันกลับค้าน ก็ดูจากท่าทีที่แสดงออกมา “คุณพ่อ!” เสียงไม่เบามากอุทานด้วยความตกใจ มินามิชะงักมือรีบเคลื่อนใบหน้ามองคนที่เปิดประตูเข้ามาและดูเหมือนจะช็อกอยู่มาก “ทะ..ทำไม เอ่อ” คนที่พึ่งกลับมาบ้านอ้ำอึ้งทอะไรไม่ถูก เสียงของเธอหายกลับเข้าไปในลำคอ ทะ ทำไม แม่ถึงมาอยู่ที่บ้านไดด้  “เรื่องมันยาวน่ะ” มินามิบอกด้วยความหนักใจเธอผละตัวลุกจากเตียง “ขอโทษนะยุย ทั้งที่พ่อรู้ว่าลูก...” “ไม่เห็นต้องขอโทษเลยนิค่ะ” ยุยแทรกออกมา เธอยังไม่ได้บอกพ่อเรื่องเมื่อวาน พ่อคงยังไม่รู้ว่าเธอปรับความเข้าใจกับแม่แล้ว “แล้ว เอ่อ...แม่เป็นอะไรคะทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”  “เธอไปหาพ่อที่ทำงาน ก็รู้ว่าตัวเองไม่ไหวยังชอบฝืนทำอะไรอย่างนี้” มินามิแอบแขวะคนอวดเก่งด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายลง “แล้วเอ่อ...พ่อคุยกับแม่รึยังคะ” ยุยกลั้นใจถามอย่างลุ้นคำตอบ หวังให้คำตอบเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวเองพึ่งพอใจ “ถามอย่างนี้แสดงว่า ลูกคุยกับผู้หญิงคนนี้แล้วใช่มั้ย” คนถูกย้อนถึงกลับสะดุ้งเฮือกกลืนน้ำลายฝืดๆลงคอ “ยุยบอกพ่อมาค่ะ เมื่อวานหนูไปไหนมา พ่อขอความจริง” บางทีเธอก็ไม่อยากให้พ่อเป็นอัยการ เธอจะได้โกหกได้ ดูเธอพูดอยู่ไม่กี่คำพ่อก็รู้ว่าเธอไปทำอะไร “คือว่า...” “ไปเจอผู้หญิงคนนี้มา” มินามิเน้นถ้อยคำช้าๆชัดๆเล่นเอาลูกสาวต้องพยักหน้าอย่างจำยอม “คือ...หนูไม่ได้ตั้งใจจะโกหกนะคะ หนูแค่ไม่อยากให้พ่อไม่สบายใจ” “แล้วผู้หญิงคนนี้คงพูดอะไรบางอย่างกับลูก” มินามิยังสันนิฐานต่อได้อย่างถูกเผงจนลูกสาวได้แต่ยิ้มเสียวๆยกธงขาวยอมแพ้ถ้าเธอมีศัตรู ขอให้พ่อเป็นคนสุดท้าย “พ่อค่ะ หนูรู้นะคะว่าพ่อรู้สึกอย่างไร แต่หนูอยากให้พ่อเปิดโอกาสแม่อธิบายสักครั้ง แม่มีเหตุผลที่ทำเรื่องในตอนนั้นลงไป” แววตาของยุยสั่นไหวเจ็บปวดเพราะความจริงที่พึ่งรู้ มันแย่มากสำหรับเธอ กับชีวิตของพ่อแม่ของเธอ “แสดงว่าผู้หญิงคนนี้คงเล่าเรื่องให้ลูกฟังหมดแล้วถูกมั้ย” คนถูกถามค่อยๆพยักหน้าให้กับน้ำเสียงคาดคั้นนุ่มๆอย่างใจเย็น เธอรู้ว่าพ่อเธอมีเหตุผลกับเรื่องที่ต้องการให้มันชัดเจน ดูจากคำพูดพ่อคงจะรู้อะไรมาบ้างพอสมควรและใจเย็นลงมาก ถึงได้พูดคุยเรื่องนี้กับเธออย่างปกติ “พ่อคะหนูรู้ว่าถ้าขอตอนนี้มันอาจจะมากเกินไปสำหรับพ่อ แต่หนูอยากให้เรากลับมาเป็นครอบครัวกันนะคะ” “พ่อต้องการรู้เพียงเรื่องเดียวค่ะตอนนี้ พ่อไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้บอกลูกมั้ย ‘จูริ’ …เด็กคนนั้น… ” “แม่ยืนยันกับหนูเองค่ะว่าเป็นน้องของหนู เป็นลูกของคุณพ่อ” มินามิยืนเงียบอย่างใช้ความคิดก่อนไล่สายตามองคนหลับสนิท “ตอนนี้พ่อไม่รู้จะพูดอะไร มันทั้งสับสนมึนงง ไม่ใช่พ่อไม่อยากฟังคำอธิบาย หรือไม่อยากอภัยให้กับสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้เคยทำเอาไว้…แต่ว่ามัน…เจ็บ พ่อเป็นเหมือนคนโง่ที่ถูกปล่อยไม่ให้รู้เรื่องอะไร” ยุยโผล่เขากอดร่างที่สั่นน้อยๆของพ่อตัวเอง เธอเข้าใจพ่อของเธอมากกว่าใครทั้งหมด เธอรู้ว่าพ่อยังไม่พร้อมเพราะความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันพึ่งจะสดๆร้อนๆเหมือนแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกใหม่ๆความจริงบางทีก็น่าเจ็บปวดเกินไป คนหลายคนถึงไม่อยากจะยอมรับมัน แม้ท้ายที่สุดเราก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริง “หนูขอโทษ…ที่บอกให้คุณแม่มาหาพ่อ ทั้งที่หนูรู้ว่าพ่อจะต้องเจ็บ แต่หนูยังอยากให้คุณแม่มาหา คุณพ่อ หนูอยากให้ครอบครัวเรากลับมาจริงๆนะคะ คุณแม่เขาต่อสู้ตัวคนเดียวมากพอแล้ว” “ยุย” มินามิลูบหัวลูกสาวเบาๆอย่างปลอบขวัญไม่คิดว่าลูกจะร้องตามเขาอย่างนี้ “พ่อขอเวลาอีกสักหน่อยนะคะ ไม่ใช่พ่อไม่อยากรู้ว่าเกิดอะไร ให้พ่อทำใจแล้ว พ่อจะรอฟังจากปากของผู้หญิงคนนี้เอง” “หนูเข้าใจค่ะ” ยุยผละกอดออกช้าๆมองแม่ที่หลับอยู่บนเตียง “ลูกพึ่งกลับมาถึงลงไปกินข้าว อาบน้ำ จัดแจงตัวเองให้เสร็จก่อนนะคะแล้วค่อยขึ้นมาดู พ่อรู้ว่าหนูอยากอยู่ในนี้” ยุยยิ้มบางๆให้คำพูดคาดการณ์ของผู้ให้กำเนิด พ่อเธอพูดถูกเหมือนเข้ามานั่งอยู่ในใจเธออย่างนั้น “ก่อนหนูขึ้นมา หนูให้เวลาพ่อนะคะ” มินามิส่ายหัวขณะมองตามแผ่นหลังที่หายออกไป เธอเข้าใจว่าลูกสาวต้องการสื่ออะไร เธอจะต้องการเวลาอะไรอีกในเมื่อตอนนี้ ยังไม่ถึงเวลาที่สมควรจะเริ่มอะไร ก่อนหันมองคนบนเตียงอีกครั้ง เป็นผู้หญิงที่ทำให้เธอว้าวุ่นใจได้ตลอดเลยสิน่า มาเอดะ อัตสึโกะ         ตะวันลอยล่องขึ้นสู่ขอบฟ้าแสงแดดแย่งตาหลุดลอดผ่านเข้ามาในช่องผ้าม่าน หญิงสาวร่างสมส่วนขยับตัวเล็กน้อยขับไล่ความเมื่อยขบตามร่างกาย แต่ทำได้ไม่ถนัดนักจนต้องลืมตาขึ้นมาดู จังหวะนั้นหัวใจแทบหยุดเต้นอยากจะยิ้มก็ยิ้มได้ไม่เต็มที่ กลัวเขาจะโกรธตื่นมาไล่ตะเพิดเธออออกจากบ้าน จะว่าไปเมื่อคืนเธอสะลึมสะลือจำได้ล่างๆว่าตัวเองบ่นหนาวๆแล้วก็ดึงเขาลงมานอนด้วย คิดแล้วหน้าก็ร้อนฉ่าขยับตัวซุกลงบนหมอนใบโตใบเดียวกับคนที่กอดเธอจากด้านหลัง   เมื่อคืนนิดหน่อย เธอตื่นมาไม่รู้ว่าเวลาเท่าไหร่เห็นมินามินั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้งในชุดนอนตามองผ่านกระจกมายังเธอให้มีอาการเขินจนต้องหลบ “เป็นยังไง ดีขึ้นรึยัง” เสียงเขายังคงมีแง่กับเธอดังเดิมคือไม่ได้เป็นมิตรหรือศัตรู เป็นน้ำเสียงกลางๆนึ่งๆซึ่งทำให้เธอเดาอารมณ์เขาไม่ถูก เธอไม่รู้ว่าจะพูดยังไงถึงเข้าหูเขาจึงเลือกจะเงียบ “ป่วยจนกลายเป็นใบ้?” มินามิเดินมาทิ้งตัวลงเตียงอีกฝั่งที่ไม่ได้ถูกยึดเป็นที่นอนของเธอเล่นเอาหัวใจเธอเต้นตุ้มๆต่อมๆ พลิกตัวมองหน้าเขาทันที “มองอย่างนี้หมายความว่ายังไง” “เอ่อ จะนอนที่นี่เหรอคะ” “ห้องฉันรึเปล่า จะให้ฉันไปนอนที่ไหน” เธอมองคนหลบหน้าด้วยความหงุดหงิด มันฝ่ายเธอมั้ยจะต้องอึดอัด “อ๋อ ถ้ามันอึดอัดเธอมาก ฉันจะไปตามลูกมานอนแทน” อัตสึโกะรีบคว้าแขนของเขาโดยไวก่อนคนพูดจะทำตามอย่างที่พูดจริงๆ “ยุยกลับมาแล้วเหรอคะ” “มันกี่โมงแล้ว นี่จะตีหนึ่งแล้วนะ” อัตสึโกะตาโตนี่เธอหลับไปนานขนาดไหนกันเชียว แต่จะตีหนึ่งแล้วเขาพึ่งจะอาบน้ำนอนอย่างนั้นหรือ “ยุยพึ่งกลับออกไปจากห้องฉันตอนห้าทุ่ม มาอยู่กับเธอตั้งนานจนฉันคิดว่าจะนอนค้างที่นี่ นิ สายตาน่ะ ไม่ต้องมองหน้าฉันอย่างนั้น ฉันเองก็มีงานให้ต้องจัดการมั้ย ใครจะนอนเป็นคนว่างงานเหมือนเธอ” มินามิประชดด้วยความหมั่นไส้คนที่ตำหนิเธอผ่านสายตาว่า ดึกป่านนี้แล้วทำไมพึ่งจะอาบน้ำนอนก่อนทิ้งหัวลงหมอนใบข้างๆ พยักพเยิดให้ดูกองเอกสารที่เธออุสาลงไปหอบขึ้นมาจากชั้นหนึ่งเพื่อให้ได้เฝ้าคนป่วย  “เธอเองคุยอะไรกับลูกเอาไว้ เข้าข้างกันดีนะ” แหม อยู่ในห้องก่อนหน้านี้ บอกคุณแม่อย่างโน้น อย่างนี้ เห็นไม่สบายตั้งแต่เมื่อวาน รู้จักรู้ทางกันดีจริงๆ อัตสึโกะทำตัวไม่ถูกกับอารมณ์ที่แปรป่วนของอดีตคนรัก มันไม่ใช่ว่าเขาจะหายโกรธเธอหรืออภัยให้เธอ มันยังมีเส้นบางๆกันเอาไว้ระหว่างสองสิ่งนี้ แต่ละคำพูดถึงแดกดันประชัดประชันกันเหลือเกิน เหมือนจะงอนกันอยู่มากกว่า “ลูกเล่าให้ฟังเหรอคะ” คนถูกถามส่ายหน้า “ฉันบอกแล้วยังไงว่า จะรอฟังจากเธอ” พูดจบมินามิก็นอนพลิกตัวหันหลังเป็นการตัดบทสนทนา คิดว่ายังไม่ถึงเวลาต้องพูดอะไรอีก พอเห็นว่าเป็นเช่นนั้นอัตสึโกะก็เงียบเสียงลง กระทั่งเวลาผ่านไปอีกประมาณช่วงโมงกว่าๆ “หนาว” “อะไรของเธออีกเนี่ย” “หนาว” “แอร์ก็ไม่ได้เปิดแรงเลยนะ หรือต้องลุกไปปิดให้” มินามิงัวเงียขึ้นมาบ่น เท้าคางมองคนที่นอนขดตัวเป็นดักแด “หนาว” “ดื้อจนได้เรื่องจริงๆ” จะไม่ให้เธอบ่นได้ยังไง พอเป็นหนักแล้วดูสิเดือดร้อนเธอชัดๆ ไม่ทันที่เธอจะได้พูดโวยวายอะไรต่อคนที่พึมพำว่าหนาวก็คว้าเธอเข้าไปกอด “ปล่อย” เธอเค้นเสียงดุอย่างไม่พอใจแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลคนที่เอาแต่พึมพำหนาวเบียดตัวเข้ามาหาเธอจนชิดราวกับจะสิงค์ร่างของเธอ จนแล้วจนรอดก็ต้องยอมทิ้งตัวลงหมอนใบเดียวกันแล้วกระซับเอาร่างที่งอแงด้วยฤทธิ์พิษไข้มาไว้ในวงแขนแต่โดยดี   อัตสึโกะตัดสินใจพลิกตัวกลับเผชิญหน้ากับคนที่กอดจากด้านหลัง ใบหน้ายามหลับในความทรงจำไม่ได้ต่างจากตอนนี้เลย ดวงตาของเขาที่เธอปรารถนาให้มองมาที่เธอด้วยความอบอุ่นอีกครั้งบัดนี้ยังคงปิดสนิท ริมฝีปากที่เคยประทับลงบนตัวเธออย่างอ่อนโยนเผยยิ้มบางๆ คล้ายราวกับคนฝันหวาน หากสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงจังหวะเวลานี้เป็นสิ่งที่เธอคิดไปเอง เธอก็ขออยู่กับมันตลอดกาลไม่รู้ว่าเผลอตัวขนาดไหนถึงได้ใจกล้าเอาหลังมือสัมผัสบนแก้มของเขากระทั่งดวงตาที่ปิดสนิทกระพริบถี่  “คิดจะทำอะไร” น้ำเสียงงัวเงียเจือความขุ่นมั่วของเขาเล่นเอาเธออยากปล่อยหัวเราะ แต่ก็ไม่กล้า มือของเธอถูกจับออกจากแก้มด้วยความรวดเร็ว “คิดถึง”เธอเป็นเหมือนคนละเมอสติไม่ดีเวลาที่อยู่ใกล้เขาหลังจากห่างหายไปนาน มินามิขบปากเป็นเส้นตรง กลัวใจตัวเองเหลือเกินว่ามันจะวิ่งกลับเข้าไปอยู่ในกำมือของผู้หญิงคนนี้อีกครั้ง ดูสิแค่ผู้หญิงคนนี้บอกคิดถึงมันยังดีดดิ้นจนน่าหมั่นไส้ “พูดได้อย่างนี้แสดงว่าหายแล้ว?” “มินามิ” “ทำไม” “ถ้าฉันอธิบายตอนนี้ มินามิจะฟังรึเปล่าคะ” “สภาพอย่างนี้เนี่ยนะ” มินามิเผลอค้อนผู้หญิงในอดีตอย่างไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าทำไมใจมันไม่เคยแข็งพอเลยกับเรื่องของผู้หญิงคนนี้ อีกฝ่ายหัวเราะเธอได้น่าไล่ออกจากบ้านมาก มันตลกใช่มั้ยที่มาล้อเล่นกับความรู้สึกเธอเนี่ย  “เห็นฉันตลกด้วยมั้ย ฉันยังไม่หายเคืองเธอนะ” คนประชดลุกขึ้นนั่งให้อัตสึโกะต้องลุกตาม “มินามิ ฉันรู้ว่าทำอะไรก็ไม่สามารถไถ่โทษกับสิ่งที่เคยทำได้ แต่ว่าฉัน…” “ฉันไม่ได้จะรับไหวทุกเรื่องหรอกนะ” เธอมองหน้าคนที่มีแววตาเศร้าสลดอย่างจริงจัง “แต่ที่ฉันต้องฟังมันเพราะมันคือเรื่องของเธอ เรื่องที่เกี่ยวกับฉัน” “มินามิ” “ฉันรู้ว่าเธอต้องการอะไร ฉันเองก็ต้องการไม่ต่างกัน แต่ขอเวลาให้ฉันได้มั้ย มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น จะให้ลืมความเจ็บปวดที่ผ่านมาเพียงชั่วข้ามคืนนินะ ฉันถูกผู้หญิงใจร้ายทิ้ง เธอก็รู้” มินามิยอมให้ผู้หญิงที่เธอพึ่งจะต่อว่าไปมาดๆเข้ามากอดง่ายๆพร้อมกับคำพูดขอโทษๆเธออยู่ซ้ำๆ “นี่ ขอโทษฉันได้แต่อย่าร้องไห้” เธอระอาที่ต้องมาตามเช็ดน้ำตาของผู้หญิงคนนี้มันมากมายและบีบใจเธอได้เสมอ “ก็มัน…” “แค่นี้เอง สรุปว่า จูริ เป็นลูกฉันแล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ฉันขอคร่าวๆไม่ต้องลงรายละเอียดมาก เพราะฉันพอจะประติดประต่อเหตุผลโง่ๆที่เธอใช้โกหกฉันว่าไปนอนกับคนอื่น” อัตสึโกะเผยยิ้มอย่างไม่รู้ตัว นี่ถือว่าเป็นลางดีใช่มั้ย ต่อจากนี้ไปเขาจะยอมฟังเธอ และทุกอย่างที่เธอหวัง มันจะกลับกลายเป็นเหมือนเดิม ทาคาฮาชิ มินามิ จะกลับมาอยู่เคียงข้างเธอ เส้นทางคู่ขนานของเราจะสิ้นสุดลงเสียที
  18. ขอบคุณค่ะ เห็นรีดสนุก ไรต์ก็มีความสุขค่ะ ><
  19. Ch.9 เธอและฉัน ฉันและเธอ     มินามินอนลืมตาอยู่บนเตียงด้วยอาการมึนงง เธอเกลียดสภาพของตัวเองที่สุด จำไม่ได้เลยว่าเมื่อคืนตัวเองทำอะไรลงไปบ้างห้องถึงได้เลอะเทอะกระจัดกระจายอยู่อย่างนี้  น้ำเมากลายเป็นเพื่อนของเธอหลังจากคุยโทรศัพท์กับลูกสาวเสร็จ คงเป็นโชคดีเล็กๆเพราะไม่รู้ว่าถ้าลูกอยู่เธอจะทำตัวยังไง  เธอเอาแต่ร้องไห้ ทำตัวบ้าบอตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน  มันเจ็บ กี่ครั้งมันก็เจ็บ เธอรู้สึกหน่วงในหัวใจเมื่อได้เห็นใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง เธอเกลียดผู้หญิงคนนั้นเพราะเธอคิดถึงเขาตลอดเวลา เธอทำใจกับมันไม่ได้ เธอคิดผิดใช่รึเปล่าที่ไปบ้านของฮารุนะเมื่อวาน ใครจะคาดคิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะอยู่ด้วย “Rrrr”  เสียงโทรศัพท์ข้างหัวเตียงทำให้เธอต้องพลิกร่างกายที่รู้สึกหนักอึ้งจนไม่อยากขยับหยิบมารับสาย  เธอไม่น่าดื่มอะไรไปมากมายอย่างนี้เลย บ้าชะมัด “คุณพ่อ ตื่นรึยังคะ” เสียงที่ผ่านมาตามยสายทำให้เธอต้องตอบอ้อแอ้กลับไป ลำคอเธอแห้งผาด รู้สึกไม่อยากจะพูดอะไรไหนจะหัวที่ปวดหนึบ เต้นตึบๆเป็นจังหวะ แย่ที่สุด มันแย่ที่สุด “ค่ะ” “หนูจะให้พ่อไปรับรึเปล่าคะ”  มันเป็นอีกบทบาทหนึ่งในตัว ทาคาฮาชิ มินามิ ที่ต่อให้มีสภาพอย่างไร แต่ถ้าเป็นเรื่องของคนครอบครัว ก็จะไม่มีทางปล่อยปะละเลยเด็ดขาด “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูโทรหาคุณพ่อเฉยๆ เดี๋ยวหนูนั่งรถจากที่นี่ไปเอง ไว้เจอกันตอนเย็นนะคะ แล้วคุณพ่อไม่สบายรึเปล่า น้ำเสียงฟังดูไม่ดีเลย” เธออยากหัวเราะใส่โทรศัพท์กับคำถามยาวเป็นชุดของลูกสาวที่แฝงไปด้วยห่วงใย  “พ่อสบายดีค่ะ พึ่งตื่นเลยยังเบลอๆ กำลังจะลุกไปอาบน้ำแล้วค่ะ” เธอไม่ได้โกหก เธอแค่พูดความจริงไม่หมดเท่านั้น อย่างไรเสียวันนี้ก่อนออกไปทำงานเธอก็ต้องจัดการกับสภาพตัวเองและสภาพห้องนอนเสียก่อน ดูไม่ได้เลย เละเหมือนมีคนตีกันแหนะ “หนูเป็นห่วงนะคะ ถ้าคุณพ่อไม่สบายอีกค.. ขึ้นมาจะแย่เอานะคะ” เหมือนลูกสาวเธอจะพูดอะไรบ้างอย่างก่อนจะเปลี่ยนให้มันไปเป็นคำอื่นอย่างรวดเร็วเล่นเอาหัวคิ้วเธอเลิกขึ้นสู่หน้าผากก่อนมันจะกลับมาขมวดเป็นปมเพราะรู้สึกว่าเส้นสมองยังคงเต้นตุบตับๆ เธอยกมือข้างหนึ่งกดนวดขมับ ไม่น่าดื่มเลยจริงๆ “พ่อรู้แล้วค่ะ เมื่อคืนหนูรีบวาง พ่อเลยไม่ได้ถาม ไปค้างที่ไหนเหรอคะ”  เธอได้ยินเสียงอึกอักมาจากปลายสาย เหมือนพวกจำเลยที่ไม่อยากตอบทำถาม ยิ่งทำให้เธอสงสัย “บ้านของคาวาเอ้ค่ะพ่อ”  ต่างฝ่ายต่างโกหกกันและกัน เพราะไม่อยากให้ความจริงเข้ามาทำลายความรู้สึกของกันและกันในตอนนี้ โดยเฉพาะทางฝั่งของยุยซึ่งกำลังกลายเป็นคนกลางที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก  พอถูกบอกอย่างนี้คนที่แฮงค์ค้างก็ไม่อยากซักแม้จะตะขิดตะขวงใจอยู่มากก็ตาม “งั้นเหรอค่ะ หนูจะเดินทางไปโรงเรียนก็ระวังด้วยนะคะ” “ค่ะ คุณพ่อ ไม่ต้องห่วงทางนี้นะคะ” โทรศัพท์ถูกว่างไปแล้วหากเธอยังมองจอสีดำของเครื่องมือสื่อสารอยู่อย่างนั้น ไม่เข้าใจประโยคที่ลูกสาวบอกเมิ่อสักครู่ ทำไมยุยถึงบอกว่า ไม่ต้องห่วงทางนี้ เธอรู้มันไม่ใช่ประโยคปกติที่ลูกจะพูด เธอเผลอกัดริมฝีปากขบกรามแน่นขนัดเมื่อดันคิดนึกผู้หญิงคนนั้น ใครบอกน้ำเมาสามารถลบความทรงจำได้ มันแค่เรื่องไร้สาระ เป็นแค่เรื่องที่เกิดครึ่งเพียงเสี้ยวนาที แค่เมาก็ลืมได้เหรอ เปล่าเลย มันยังอยู่ และมันยิ่งเจ็บ มันยิ่งเอาแต่เพ้อหาผู้หญิงคนนั้นมากเป็นเท่าตัว  อะไรทำให้เธอมาอยู่ในสภาพนี้  ตอนที่พบกัน ต้องเป็นเธอรึเปล่าที่ควรจะร้องไห้แล้ววิ่งหนี แล้ว… ทำไม ทำไมถึงได้กล้าร้องไห้ต่อหน้าเธอ กล้าวิ่งหนีเธอ หรือจะพึ่งมามีสำนึกกับสิ่งที่ตัวเองเคยทำไว้ ถึงไม่กล้าสู้หน้าเธอ เธอสับสนเหลือเกินเพราะน้ำตาเมื่อวาน มันทะลุทะลวงกำแพงเปราะบางที่เธอสร้าง หากเป็นเมื่อก่อนคงก้าวเท้าเข้าไปจับคว้านำร่างนั้นมาเข้าสู่อ้อมกอด เกลียดตัวเอง เกลียดหัวใจที่ไม่เคยรู้จักเข็ดหลาบ ไม่ยอมจำสักทีว่าผู้หญิงคนนั้นทำอะไรไว้บ้าง คำว่า แม่มดหรือผู้หญิงแพศยาที่เธอด่ามันยังน้อยไป เป็นผู้หญิงที่ร้ายและสารเลวสิ้นดี       “เขาเหรอคะ” ยุยหันมองคนที่ลุกขึ้นมานั่งพิงหัวเตียงหลังจากที่เธอพึ่งป้อนข้าวป้อนยาให้ อาการของแม่ดีขึ้นจนเธอโล่งใจ คิดว่าต้องได้พาไปโรงพยาบาลจริงๆแล้วเสียอีกถ้าแม่ยังปวดหัวไม่เลิก “ค่ะ” ยุยไม่ค่อยอยากตอบคำถามสักเท่าไหร่ ในเมื่อเธอบอกไปก็เห็นเพียงดวงตาสั่นระริกคู่สวย อย่างที่เขาบอกว่าความคิดถึงไม่เคยเข้าใครออกใคร  “ขอโทษนะคะ” แม่ของเธอพูดคำนี้เป็นรอบที่ล้าน แม้ตอนที่หลับเพราะฤทธิ์ยาก็ยังเพ้อออกมาอยู่ร่ำๆ ไม่ต้องให้เธอถามหรอกว่า ขอโทษใคร ก็เล่นแสดงชัดเจนขนาดนั้น คงอยากจะพูดต่อหน้าพ่อเป็นล้านๆครั้ง ว่าตัวเองรู้สึกผิดอย่างไร “เมื่อวานคุณน้ายูโกะเล่าให้หนูฟังแล้วนะคะ”  ราวกับคนฟังถูกทิ่มแทงด้วยคำพูด หยาดน้ำตาที่เคยเหือดแห้งจึงถูกกลั่นออกมาทีละนิดทีละนิด  “คุณแม่ร้องทำไมคะ”  ยุยดันตัวเองขึ้นนั่งบนขอบเตียงแววตาประกายความสงสัยว่าเธอพูดสิ่งใดผิดไปถึงได้เข้าไปสะกิดแผลใจของผู้ให้กำเนิด “แม่ขอโทษนะคะ ขอโทษที่ทำอย่างนั้น” “หนูไม่ได้โกรธนะคะ หนูแค่เสียใจ ทำไมคุณแม่ไม่ยอมบอก คุณแม่คิดจะแก้ปัญหาเองทุกอย่าง ทำให้ตัวเองแล้วก็คุณพ่อทรมาน” ยุยขยับตัวกอดมารดาที่ซบหน้าลงมาร้องไห้บนบ่าของเธอ ในใจเธอมันดิ้นพล่านอยากจะพาคนที่ร้องไห้อยู่กับบ่าไปพบพ่อของเธอเหลือเกิน ไปเล่าความจริงให้พ่อของเธอฟัง “แม่เลือกไม่ได้ แม่ไม่มีทาง..ฮึก..ไม่มีทางเลือก คุณตาจับตาดูแม่ตลอด แม่ไม่น่า..ฮึก กลับไปบ้านตอนนั้นเลย ถ้าแม่ไม่กลับ..ฮึก..คงไม่เกิดเรื่องอย่างนี้” “เกิดอะไรกันคะ” ยุยเคลื่อนมือข้างหนึ่งบีบมือของผู้ให้กำเนิดอย่างให้กำลังใจแม้เสียงพูดปนคำสะอื้นจะฟังออกยากมากขนาดไหนเธอก็ฟังมันได้ใจความ “วันนั้น…ฮึก..เป็นวันครบรอบวัน…วันตายของคุณยายหนู..ฮึก. แม่เลยจำเป็นต้องกลับไปที่บ้าน…แม่กำลังท้องน้องของหนูได้ประมาณสองเดือน”  อัตสึโกะสูดลมหายใจเข้าลึกขณะที่ซบหน้านิ่งอยู่บนบ่าของลูกสาว บังคับให้ตัวเองหยุดทำตัวเป็นคนอ่อนแอ “ตาของหนูรู้เรื่องนี้เพราะแม่..ฮึก..กำลังแพ้ท้อง แม่กะจะบอกให้มินามิรู้หลังจากนั้น แต่…”  ยุยสะอึกเธอยังจำเหตุการณ์ตอนนั้นได้ดีที่แม่พาผู้ชายแปลกหน้าเข้าไปที่บ้านแล้วประกาศหย่ากับพ่อของเธอด้วยท่าทางเย็นชา ถ้าเธอไม่ลืมกล่องดินสอไว้ที่ชั้นล่าง เธอไม่มีทางผ่านลงมาเจอเหตุการณ์ที่สะเทือนอกเทือนใจอยู่ในความทรงจำอย่างตอนนี้แน่  “แล้วมันเกิดอะไรขึ้นคะ” “คุณตาใช้แม่เป็นเครื่องต่อรองทางธุรกิจกับผู้ชายคนนั้น ขู่บังคับให้แม่หย่ากับพ่อของหนู ถ้าไม่ทำคุณตาจะฆ่าเด็กในท้อง…ฮึก แม่รู้ว่าคุณตาไม่ใช่แค่ขู่ คุณตาคิดจะทำจริงๆ แม่ปล่อยให้ลูกของมินามิตายไม่ได้.. ฮื่อๆ” “คุณแม่…” ยุยกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เธอเกลียดคนในบ้านตระกูลมาเอดะ เธอไม่มีวันยอมรับว่าคนอย่างนั้นเป็นตาของเธอ ก็แค่ผู้ชายสารเลวคนหนึ่ง  “คุณแม่…ไม่ร้องนะคะ” “ผะ..ผู้ชายคนนั้นต้องการตัวแม่..ฮึก…แม่ไม่เคยยอม ไม่เคย…” อัตสึโกะไม่อยากจะพูดถึงผู้ชายน่ารังเกียจที่เห็นผู้หญิงเป็นเพียงของเล่น ต้องการเพียงแค่เอาชนะเธอ  “แม่รักมินามิ รักมากจนยอมให้ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ แม่ยอมถูกมินามิเกลียดดีกว่าต้องให้เข้ามาเดือดร้อนเพราะแม่” ยุยชาราบกับประโยคสดๆร้อนๆของผู้ให้กำเนิดจนต้องค่อยๆดันตัวออกมาเพื่อจ้องมองดวงตาที่กำลังมีริ้วรอยบาดแผลแห่งความเจ็บปวดฉายชัด ทำไมถึงต้องทำอย่างนี้ ทำไมถึงต้องทำร้ายตัวเองอย่างนี้ “ คุณตาพยายามบังคับให้แม่แต่งงานใหม่หลังจากที่เซ็นใบหย่ากับมินามิ  แต่แม่ไม่ทำตาม ชีวิตของแม่เหมือนอยู่ในกรงขังที่ไม่มีทางออก เอาแต่หนีผู้ชายคนนั้น  แม่ทำอะไรไม่ได้เพราะจูริ ถ้าแม่คิดจะหนี น้องจะอยู่ในอันตราย” อัตสึโกะหัวเราะหึในลำคอด้วยความสมเพชตัวเอง ชีวิตของเธอมันแย่ เลวร้าย เธอเกลียดตัวเองที่ต้องทำร้ายคนที่ตัวเองบอกว่ารัก ต้องทำให้เขาเกลียดจนไม่อยากมองหน้า ต้องโกหกสารพัด แม้ครั้งสุดท้ายที่จะจากกันยังมอบให้เพียงความเย็นชา ทั้งที่หัวใจมันขาดเป็นริ้วๆ สายตาเว้าวอนของมินามิทำให้เธออยากลงไปดิ้นพล่านดึงรั้งเขาเข้ามาบอกความจริงทุกสิ่งทุกอย่าง  ขนาดตอบคำถามง่ายๆว่าทำไม เธอยังตอบไม่ได้ แค่เห็นว่าเขาต้องเจ็บมากเธอก็ไม่อยากจะมีลมหายใจอยู่  หากเธอก็ต้องทำ ทำให้เขาเจ็บ ทำโดยเลี่ยงไม่ได้ ไม่คิดด้วยซ้ำว่าวันนั้นยุยจะเป็นอีกคนที่เข้ามาเห็นเหตุการณ์ เล่นเอาตัวเธอชาวาบอย่างคาดไม่ถึง เกือบทรุดลงหมดแรงแค่เขาไม่พอแต่เธอยังทำร้ายลูกของเขา ลูกของเธอ เธอมันเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่อง เป็นผู้หญิงที่เลวที่สุด “คุณพ่อรักคุณแม่นะคะ” คราวนี้เธอถึงกับปล่อยโฮ่ออกมา เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำของลูกสาว เธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอ้อมกอดของลูกหรือความอ่อนโยนทำให้เธอคิดถึงเขามากกว่าทุกครั้งที่เคยนึก ทั้งที่พยายามจะสะกดมันไม่ให้โหยหาสัมผัสจากเขาอีก แต่มันก็ทำไม่ได้ “ยุยลูก…” “ไปหาคุณพ่อได้มั้ยคะ” เธอรู้ว่าตัวเองขอมากเกินไปไหนจะหยาดน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูเอาความเสียใจออกมา แต่ถ้าไม่ทำวิธีนี้มันจะไม่มีอะไรดีขึ้น “ยุย” “คุณพ่อเขาอยากเจอคุณแม่อยู่ตลอดเลยนะคะ” เวลานี้อัตสึโกะไม่รู้ว่าควรจัดการความรู้สึกที่บีบบังคับหัวใจอยู่อย่างไร จะเผชิญหน้ากับเขาได้อย่างไร ก็รู้ดีว่าเจอกันทีไร เขาก็มอบให้เพียงแต่ความเจ็บช้ำ แววตาที่เธอคิดถึงมันเปลี่ยนเป็นคมมีดทุกครั้งที่สบตา “ไปเถอะนะคะ” ยุยรู้ว่าเธอกำลังยื่นดาบสองคมให้กับแม่และพ่อของตัวเอง หากไร้ทางเลือก ไม่เช่นนั้นทั้งสองคนคงไม่มีวันเข้าใจกันเสียที เธออยู่กับพ่อมานานจนจักรู้นิสัยใจคอ ต่อให้โกรธกว่านี้ก็เป็นร้อยเท่า ก็ไม่มีทางที่จะตัดขาดจากแม่ได้อย่างจริงๆจังๆ “ไปเจอคุณพ่อเหมือนวันแรกที่เจอกันได้รึเปล่าคะ หนูจะไม่บอกให้แม่ลืมเรื่องที่ผ่านมา เพราะคือความทรงจำ มันคือความผิดพลาด มันคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ หนูแค่อยากให้แม่เริ่มใหม่นะคะ” “ยุย…” เธอควรจะทำตามที่ลูกบอกใช่มั้ย  เธอควรจะไปหาเขา เธอควรจะเผชิญหน้ากลับเขาแล้วเล่าสิ่งที่เธอทำมาทั้งหมด “แม่กลัวเขาจะเป็นอันตราย” “เชื่อคุณพ่อสิคะ คุณพ่อจัดการกับคนของคุณตาได้ คุณพ่อไม่ยอมให้ครอบครัวของตัวเองเป็นอะไรหรอกค่ะ”   ยุยเห็นความไม่มั่นใจที่ประกายออกมา “เชื่อใจคุณพ่อนะคะ ตอนนี้กับตอนนั้น มันไม่เหมือนกันอีกแล้ว แม่ควรเริ่มใหม่ได้แล้วนะคะ” “ยุย” “สัญญากับหนูมาสิคะคุณแม่” เธอควรต้องทำอย่างนี้หรือ ควรทำมันจริงๆใช่มั้ย หากต้องเจอกับอะไร เธอพร้อมจะเผชิญหน้ากับมันอย่างนั้นหรือ “แม่สัญญาค่ะ” ขอแค่ได้พบอีกครั้ง แค่เท่านี้จริงๆ      “ดูเหมือนจะเรียบร้อยดีสินะ” ยูโกะยืนยิ้มอยู่หลังประตูที่แอบแง้มเข้าไปดูความเรียบร้อย อย่างน้อยเธอก็เบาใจเรื่องของอัตสึโกะไปได้อีกเปราะ แม้จะไม่ได้ยินเรื่องที่คนข้างในเขาคุยกันทั้งหมดแต่พอเห็นอัตสึโกะมีท่าทางยิ้มแย้มขึ้นมาก็เบาใจ ต้องยกความดีความชอบให้ยุยจริงๆ “แบบนี้จะดีเหรอคะ” ฮารุนะกระซิบเสียงเบาให้ยูโกะมองอย่างอ่อนใจ เธอรู้ว่าฮารุนะไม่ชอบใจนักที่เธอต้องใกล้ชิดกับอัตสึโกะ ไม่งั้นคงไม่ตึงๆใส่เธอ “ทำไมล่ะคะ” “ก็ถ้าให้ไปหามินามิ…” เธอดึงเอาร่างเพียวสูงกว่าเข้ามาสู่ออมกอดก่อนจะก้มลงปลายกดจมูกลงบนหลังมือของคนรัก “ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ อัตสึโกะตัดสินใจจะทำอย่างนั้นแล้ว ฉันจะให้คนตามดูอยู่ห่างๆ” “ฮารุนะ เรื่องอัตสึโกะน่ะ”  เธอเห็นคนรักเคลื่อนสายตาหลบเป็นการบอกชัดว่าไม่ต้องการจะให้เธอพูดถึงแต่เธอก็ปล่อยผ่านไม่ได้ เธอไม่ชอบช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับคนรัก “มันไม่มีอะไรจริงๆนะคะ เชื่อใจกันได้รึเปล่าคะ” “ฉัน.. ยูจัง…ฉัน” เธอเห็นดวงตาแดงก่ำของคนรักที่พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ มันเล่นงานหัวใจของเธอให้รู้สึกชาวาบ เธอไม่อยากเห็นสภาพของคนรักเป็นอย่างนี้ เธอรู้ว่าความไว้ใจที่ฮารุนะมอบให้มันสั่นคลอนหายไปทีละนิดเป็นเหมือนยาพิษที่แทรกซึมในกระแสเลือดช้าๆและดูเหมือนว่ามันเริ่มจะออกฤทธิ์ ซึ่งมีพลังทำลายมหาศาล “ไม่ต้องพูดแล้วนะคะ” เธอเอื้อมมือเช็ดน้ำตาให้คนรักอย่างอ่อนโยน “ฉันเข้าใจดีทุกอย่าง ได้โปรดอย่าทำตัวเหินห่างกันเลยนะคะ ฉันรู้ว่าความรู้สึกมันห้ามไม่ได้ ฉันขอแค่ตอนนี้ที่จะช่วยอัตสึโกะให้เต็มที” “ฉัน..ฮึก..แย่มากเลยใช่มั้ยคะยูจัง” ฮารุนะก้มหน้าซบบนบ่าของเจ้าของอ้อมกอด แค่ความเชื่อใจทำไมเธอถึงให้กับยูโกะไม่ได้ ทำไมมันต้องเจ็บที่รู้ว่ายูโกะต้องมาดูแลอัตสึโกะ ขนาดมันหลุดออกมาจากปากคนรักของเธอเองว่าเขาไม่ได้คิดอะไร แต่เธอยังเจ็บได้มากขนาดนี้ “ไม่ค่ะไม่เลย ไม่ร้องแล้วนะคะ มันไม่มีอะไรจริงๆ ฉันรักเธอ ฉันรักเธอแค่คนเดียว กับอัตสึโกะ มันแค่เป็นความผูกพันที่มีให้กันมาตั้งแต่เด็ก ไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้เลย ” ยูโกะเคลื่อนมือที่เคยยกขึ้นเช็ดน้ำตาให้คนรักขยับมากอบกุมมือเอาไว้แทน “เวลาที่ฉันมองตาเธอมันทำให้หัวใจฉันเต้นแรง เวลาที่ฉันจับมือเธอย่างนี้มันทำให้ฉันอุ่นใจ เวลาที่ฉันจูบเธอมันทำให้ฉันรู้สึกว่าโชคดีที่สุดในโลกที่ได้ใกล้เธอและเวลาที่ฉันได้สัมผัสเธอมัทำให้ฉันรู้ว่าฉันเป็นของเธอ เป็นของเธอคนเดียว ฉันไม่มีทางมีความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นมาได้ซ้ำสอง ไม่มีทางหวั่นไหวให้ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับใคร” “ฉันรักเธอฮารุนะ” ไม่รู้ว่าทำไมเฮารุนะถึงได้ยินดีกับคำบอกรักของคนรักมากกว่าครั้งไหน จนต้องก้มลงไปบดเบียดจูบที่เต็มไปด้วยคำขอโทษ  ขอโทษที่เธอไม่เชื่อใจ ขอโทษที่เธอทำให้หนักใจ “อื้อ” “พะ พอก่อนนะคะ” ยูโกะยิ้มให้คนที่ถอนริมฝีปากออกมาซบนิ่งอยู่บนไหล่ของเธอ หากสถานที่อำนวยเธอจะไม่ปล่อยให้ฮารุนะอยู่เฉยๆอย่างนี้หรอก “สบายใจขึ้นรึยังคะ” ฮารุนะไม่ตอบแค่เพียงพยักหน้าเบาๆอยู่ตรงซอกคอของคนรัก “เราลงไปกันดีกว่านะคะ เดี๋ยวหนูยุยกับอัตสึโกะออกมาเจอจะตกใจเอานะคะ ป่านนี้ลูกกับหนูจูริก็รอกินข้าวกันแล้งมั้ง” “ค่ะ ยูจัง” เอาเป็นว่าตอนนี้ปัญหาของเธอก็ค่อนข้างจะคลี่คลายแล้วเหลือแต่ของอัตสึโกะนี้แหละ ที่ต้องมารอลุ้นกันอีกที เพราะตัวแปรสำคัญอยู่ที่ ทาคาฮาชิ มินามิ     บนโต๊ะอาหารสำหรับครอบครัว คนเป็นแม่อย่างอัตสึโกะค่อนข้างจะแปลกใจกับท่าทางกับลูกสาวคนโตที่นั่งติดกับหนูพารุ เธอไม่แน่ใจว่าเธอไม่ได้อยู่กับลูกนานจนไม่รู้นิสัยหรือว่ายุยกำลังเขินให้หนูพารุอยู่กันแน่ถึงมีท่าทางคีบอาหารผิดคีบอาหารถูก เธอเองก็พึ่งจะรู้จากปากของลูกสาวว่าบังเอิญเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกับหนูพารุเลยมาที่นี่ด้วยกันได้ เมื่อวานก็เอาแต่เบลอเพราะพิษไข้เลยไม่ได้แปลกใจ ซักไซร้สงสัยว่าทำไมลูกสาวคนโตถึงได้มาอยู่ที่บ้านของเธอ  “ไม่สบายรึเปล่าคะ” เธอถามลูกสาวที่รีบเคี้ยวอาหารอย่างเป็นห่วง เธอบอกไม่ถูกหรอกกับความรู้สึกอิ่มเอมที่ถูกเติมเต็มอย่างช้าๆ ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีโอกาสได้ปรับความเข้าใจและนั่งกินข้าวกับลูกสาวคนโตอย่างวันนี้ นึกแล้วก็คิดถึงเขาขึ้นมา จะมีวันได้อยู่พร้อมหรือรึเปล่าระ  “ปะ เปล่าคะ คุณแม่ทานอันนี้สิคะ อร่อยนะคะ” ยุยกลบเกลื่อนความรู้สึกร้อนๆบนใบหน้าคีบอาหารใกล้ตัวให้กับผู้เป็นมารดา “พี่ยุยคีบให้แต่หม่ามี๊” แล้วส่งประท้วงเล็กๆก็ทำให้เธออมยิ้มขยับตัวคีบอาหารให้กับน้องสาวบ้าง “นี่ค่ะ ไม่งอนพี่นะคะ” พารุไม่ค่อยเชื่อสายตาตัวเองเท่าไหร่ว่าคนชอบเก๊กมาดตลอดเวลาอย่างยุยเวลาอยู่กับครอบครัวจะกลายเป็นคนละคน ดูแลเอาใจใส่คนในครอบคัวดีจนเธออยากจะสมัครเป็นหนึ่งในครอบครัวจริงๆเสียแล้ว ผิดๆ หรือนี่จะเป็นตัวตนจริงๆของคนขี้เก๊กกันแน่ “ขอบคุณพี่เขารึยังคะจูริจัง” “ขอบคุณค่ะ” เธออดจะยิ้มออกมาให้กับท่าทางว่านอนสอนง่ายของจูริ คุณน้าอัตสึโกะเหลือเกินที่มีเด็กฉลาดๆน่ารักอย่างนี้เป็นลูก  ต่างกับแมวน้ำลิบลับ ทำไมแมวน้ำนี่ไม่ทำตัวน่ารักเหมือนน้องมั้งนะ ยูโกะกับฮารุนะมองหน้ากันแล้วก็ยิ้มให้กับแม่ลูกสอง ถ้ามินามิอยู่ตรงนี้ด้วย อัตสึโกะคงมีความสุขมากกว่านี้แน่ “จริงสิหนูยุยอยู่โรงเรียนเดี๋ยวกับพารุใช่มั้ยคะ ที่โรงเรียนน้าฝากพารุด้วยนะคะ กลัวจะไปมีเรื่องกับใครเขาอีก” เสียงแววๆอย่างสดใสของฮารุนะเล่นเอาลูกสาวที่ยังไม่ทันตั้งตัวว่าจะถูกพูดถึงเรื่องโรงเรียนเสี่ยวสันหลังวาบ อยากจะลุกขึ้นไปเอามือปิดปากมารดาเดี๋ยวนี้เลย   “มีเรื่องเหรอคะ?”  จำเป็นต้องถามไหม! ไอ้แมวน้ำงี้เง้า!! เธอส่งสายตาค้อนใส่คนข้างๆที่ไม่ได้สังเกตมันแม้สักนิด “ก็คราวก่อนเห็นบ่นๆว่ามีเรื่องกับรอง..” “ม๊า!!” พารุร้องห้ามอย่างตกใจเพราะแม่ของเธอเกือบหลุดเล่าเรื่องที่เธอเอาไอ้คนข้างๆมาขาย “จะโวยวายทำไมคะ หรืออายหนูยุยเขา” “หนูจะอายทำไมล่ะคะ” เธอปฏิเสธเสียงแข็ง ใครจะมาอายแมวน้ำ มีแต่ไม่อยากให้ผู้ใหญ่รู้กันว่าคนที่เธอเคยนินทานั่งร่วมโต๊ะอาหารกับเธออยู่ในตอนนี้ ก็ใครจะไปนึกว่าแมวน้ำจอมเย็นชาจะเป็นลูกของน้าอัตสึโกะ “หรือว่าคนที่หนูพูดถึงคือยุยเหรอคะ พารุจัง” คราวนี้ทำเอาเธอหน้าชากระตุกสายตามองเจ้าของน้ำเสียงนุ่มๆที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งกำลังส่งยิ้มละมุ่นให้เธอ คุณน้าอัตสึโกะรู้ได้ไง!?? หรือเมื่อคืนแมวน้ำไปบอกอะไรคุณน้าอัตสึโกะเข้า!!  “ท่าทางอย่างนี้ แน่ๆเลยค่ะ ลูกสาวป๊า เป็นอย่างนี้เอง” “ป๊า!!”  ดูสิ ดู ป๊าเธอก็เอากับเขาด้วย รอยยิ้มถูกอกถูกใจทำให้เธอรู้สึกร้อนๆหนาวๆ “ถึงว่าสิ ตอนที่ได้ยินจากปากลูกสาวน้า ก็ว่านิสัยคุ้นๆเหมือนใคร ไม่แปลกเลยที่อัตสึโกะจะรู้ หนูยุยเนี่ยเหมือนมินามิเลย…เอ่อ..” ด้วยความคะนองปากทำให้ฮารุนะเผลอหลุดชื่อของเพื่อนสนิทออกมา พอรู้ตัวอีกทีก็แทบอยากจะเอามือตบปากตัวเอง ขอโทษอัตสึโกะที่ฝืนยิ้มค้างอยู่บนใบหน้า  “คุณน้าค่ะ เอาเป็นว่าจากนี้หนูจะช่วยดูแลให้นะคะ” ยุยรีบหาทางจบเรื่องโดยไว้รีบตัดบทรับคำอย่างเร็ว หวังให้แม่ของเธอรู้สึกดีขึ้นเพราะเธอสัมผัสได้ถึงบรรยากาศหม่นๆรอบตัวมารดา เธอไม่อยากให้แม่คิดมากเรื่องพ่อ “แหมๆหนูยุยรับปากจะดูแล อย่างนี้ต้องบอกอัตสึโกะมาขอไปนะคะหนูยุย น้าไม่ยกให้ฟรีๆนะคะ”  ยูโกะรับไม้ต่อเป็นอย่างดีพลางหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นหน้าตาเหรอหราของพวกเด็กๆ  “หนูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะคะคุณน้า!”  “แล้วหมายความว่ายังไงคะ หนูยุยนี่น้า เอ๊ะ หรือจะเรียกว่าป๊าเหมือนพารุดีล่ะคะ…” “ ป๊าค่ะ!” พารุโวยวายตวัดสายตามองคุณพ่อที่แกล้งไม่เลิกเสียที มีอย่างที่ไหนมาขายลูกสาวให้คนอื่น “ม๊าว่าไม่แน่นะ หรือจะเป็นฝ่ายเราไปขอเขาก่อน” นี่ ก็อีกคน! ลูกคู่กับป๊าดีเหลือเกิน! “ม๊า หยุดเลยนะคะ” “คุณก็เหมือนกันรีบไปได้แล้วเดี๋ยวก็สาย”  พอรู้สึกจนมุมพารุจึงหันมาโวยเอากับคนนั่งไม่รู้เรื่อง ไม่น่าปล่อยให้ป๊ากับม๊ารู้เรื่องของเธอเลย แทนที่จะช่วยกันแต่มาแกล้งแหย่เธออยู่ได้ “เดี๋ยวสิฉัน..” “เงียบน่าคุณ จูริคะ พวกพี่ออกไปรอด้านนอกนะคะ” เด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างอัตสึโกะพยักหน้างึกงักมองพวกพี่ๆเขาลากกันอกจากโต๊ะกินข้าว แล้วหันมองหน้าหม่ามี้ที่หัวเราะออกมาเบาๆกับพวกน้ายูโกะ “สงสัยเราจะได้เกี่ยวดองกันจริงๆแล้วนะเนี่ย”  ยูโกะลอบมองสีหน้าของคนที่นั่งถัดจากเธอ  “นั่นสิ พึ่งเคยเห็นยุยเป็นอย่างนี้ เหมือนมินามิเมื่อก่อนไม่ผิด” “อัตสึโกะ”  “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” เธอไม่ได้เป็นอะไรขนาดนั้นเสียหน่อยแม้จะคิดถึงเจ้าของชื่อแค่ไหนก็ตาม เธอไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น  “เมื่อสักครู่ขอโทษด้วยนะคะ ที่เผลอพูดถึง มินามิ” คราวนี้ฮารุนะเอ่ยเสียงอ่อยๆเธอรู้ว่าตัวเองผิดเต็มประตูที่เผลอพูดชื่อของเพื่อนสนิทออกมา “ไม่เป็นไรจริงๆค่ะ ไม่เห็นต้องรู้สึกผิดเลย ก็ออกจะเหมือนกันจริงๆนิคะ ถึงฮารุนะซังไม่พูดฉันก็คิด” ใช่ คำพูดของฮารุนะเป็นแค่การตอกย้ำความคิดของเธอเท่านั้น เธอรู้ตัวดีว่าตั้งแต่ยุยอยู่ที่นี่เมื่อวานจนถึงเมื่อกี้ ไม่มีวินาทีไหนเลยที่เธอจะไม่คิดถึงมินามิ “ยูโกะ ฉันวานให้ช่วยอะไรหน่อยได้มั้ย” คนถูกขอร้องเหลือบมองเพื่อนสนิท “ไปส่งฉันที่สำนักงานอัยการพิเศษหน่อยนะคะ” “อัตสึโกะ!” คู่สามีภรรยาหันมองหน้ากันแทบจะทันทีอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง แม้จะรู้ว่าอัตสึโกะมีความตั้งใจจะไปหา แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ ก็เมื่อวานมินามิพึ่งจะทำให้อัตสึโกะเสียใจจนทรุดอยู่หยกๆแล้วเจ้าตัวไปเจอเองอย่างนี้… จะไม่เสียใจถึงขนาดต้องเข้าโรงพยาบาลจริงๆเลยหรืออย่างไร “ถือว่าฉันขอนะคะ” คนที่ต้องให้คำตอบรู้สึกไม่อยากตอบออกมาดื้อๆ เธอไม่รับปากได้ไหม เธอกลัวอัตสึโกะไม่พร้อมจะรับมือกับอดีตคนรัก “ยูโกะฉันขอร้อง” “แต่ว่า…” “ฉันจริงจังนะ” คนเป็นเพื่อนกันมานานรู้ว่าสายตาของอัตสึโกะตอนนี้ หมือนคราวที่เจ้าตัวบอกเธอว่าจะแต่งงานกับทาคาฮาชิ มินามิ ดึงดัน ลองได้เป็นอย่างนี้ คงไม่ยอมง่ายๆหรอก “เข้าใจแล้ว” เธอจำเป็นต้องรับปาก ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรตามมา…       ยุยคิดว่าบรรยากาศระหว่างทางมาโรงเรียนกับยัยนักเรียนใหม่มันเริ่มแปลกๆตั้งแต่ถูกผู้ใหญ่แซวเรื่องของเธอกับคนที่ก้าวขาเดินมาข้างกัน อุณหภูมิร่างกายของเธอผิดปกติอย่างไม่ต้องสังเกต ไม่ค่อยอยากจะมองหน้ายัยนักเรียนใหม่ตรงๆเท่าไหร่ แล้วสมองของเธอก็ดันคิดไปถึงเหตุการณ์ขอยืมเสื้อผ้าเมื่อวานเล่นเอาหน้าแดงก่ำต้องรีบสะบัดศีรษะหลายครั้ง “นี่ เธอคิดอะไรอยู่ เงียบอีกแล้วนะ” “เปล่า” เธอปฏิเสธหน้าตาย ใครจะบอกว่าคิดถึงเรื่องเมื่อวาน “หรือว่าคำพูดของป๊าฉัน” บ้านเธอสิ! แต่พอถูกทักก็ต้องกลับมาคิดให้พ่วงแก้มที่เคยขาวสนิทร้อนขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่รู้ลิมิต เท่านั้นเองให้คนแอบสังเกตเผยยิ้มร้าย ชักจะเริ่มสนุกแล้วสิ คุณรองประธานนักเรียน “หน้าแดง คิดจริงๆล่ะสิ” “ใครหน้าแดง ฉันไม่ได้คิด เธออย่ามามั่ว” เรื่องอะไรเธอจะยอมรับว่าตัวเองแอบคิด “ไม่คิดก็ไม่คิดสิ จะโวยวายทำไม ใช่มั้ยคะ จูริ” เด็กไม่ได้รู้เรื่องด้วยกับพี่ๆพยักหน้าเออออให้ยุยส่งค้อนใส่คนที่ลากเอาน้องสาวเขาเข้ามาเกี่ยวด้วย จงใจยั่วโมโหเธอชัดๆ “ไม่ต้องลากน้องฉันเข้ามาเกี่ยวได้มั้ย” “อะไร น้องฉันต่างหาก” “เธอ” “ใช่มั้ยคะ จูริจัง” แล้วพี่สาวที่แท้จริงอย่างยุยก็เห็นน้องสาวพยักหน้ารัวๆให้พารุ เธอควรจะงอนน้องดีมั้ย  ไม่รู้ทำไมน้องถึงไปติดคนชอบวุ่นวายอย่างยัยนักเรียนใหม่ได้ “เห็นมั้ยล่ะ” ดูยังมีการยักคิ้วหลิ่วตาให้เธอ มันน่าจับหักคอให้ตายจริงๆกวนประสาทเธออยู่ได้ “อะไรสายตาอย่างนั้น ด่าฉันอยู่รึไง” “ฉันยังไม่ทันอะไร อย่าหาเรื่องกันได้มั้ย”  ทำไมเธอต้องมาต่อปากต่อคำกับยัยนี่ตั้งแต่เช้าด้วย ก่อนจะออกจากบ้านเธอก็ยังไม่ทันจะอิ่ม ดันถูกลากออกมาจากห้องอาหาร อะไรของยัยนี่ไม่รู้ “ใครหาเรื่องคุณ ฉันแค่ถาม” “เธอจะกวนฉันไปถึงไหน” อันนี้เป็นความจริงที่เธออยากรู้ ยัยนี่ไม่หยุดรวนเธอตั้งแต่เช้า “ไปก่อนนะคะ” จูริแทรกพวกพี่ๆที่ยังฉะฝีปากกันไม่หยุดเมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียนแผนกประถม  “เจอกันตอนเลิกเรียนนะคะ จูริ” เธอยอตัวลูบหัวน้องสาวที่กอดคอเธอไว้แน่นแล้วเดินไปกอดคนข้างๆเธอ “แล้วเจอกันค่ะ พี่ยุย พี่พารุ” พวกเธอโบกมือลารอจนน้องเดินลับตาเข้าประตูโรงเรียนถึงได้เดินไปที่โรงเรียนกันต่อ ก็แปลกดีเหมือนกันที่ได้มาส่งน้องสาวตัวเอง ทั้งที่เมื่อไม่กี่วันก่อนเธอยังไม่อยากมองหน้าเด็กคนนี้ด้วยซ้ำ “นี่ คุณไม่ได้คิดเรื่องเมื่อเช้าจริงๆนะ” “อะไรของเธอ จะเซ้าซี้ทำไม” “ก็เพื่อคุณคิดไง” แล้วฉันคิดมันจะทำไมเล่า!! ก่อกวนความรู้สึกเธออยู่ได้ “อะไรของเธอ ถามอยู่ได้” ยุยหยุดเดินอย่างหัวเสียจะให้เธอบอกคิดให้ได้เลยใช่มั้ย “ไม่คิดสักหน่อยเลยเหรอคุณ” “ก็บอกไม่ได้คิดไง” ความจริงก็คิดอยู่เห็นๆ “แย่จัง” “เธอป่วยรึเปล่าเนี่ย” ยุยชักจะสงสัยร้อยวันพันปีไม่เห็นจะทำตัวเป็นเจ้าหนูจำไมช่างตื้อแล้ววันนี้เกิดเป็นอะไร  อดนอนมากจากไหน เธอต้องยกมือขึ้นไปทาบบนหน้าผากอีกฝ่าย ตัวก็ไม่ร้อน ไข้ก็ไม่มี หัวก็ไม่ได้ชนอะไรแล้วทำไมมีอาการแปลกๆ พารุรีบเอามือปัดมือยุยออก ไอ้แมวน้ำทำอย่างนี้อีกแล้ว เธอจะไม่สบายเพราะถูกทำอย่างนี้นี่แหละ “ใครเขาจะป่วยห๊ะ ฉันป่วยคงไม่ยืนเถียงกับเธออยู่นี้หรอก” “ก็นึกว่าเป็นอะไร ตื้อฉันอยู่ได้” “ใครตื้อคุณ!” “เปล่า” ยุยขี้เกียจเถียงรีบตัดบทให้จบๆ กำลังจะก้าวขาเดินต่อหากอีกฝ่ายไม่ทำให้เธอชะงักจนลืมวิธีเดินไปเสียก่อน “แล้วถ้าฉันคิดล่ะ” “คิดอะไร” “ลองคบกันไหม”  ห๋า!!!! ราวกับว่าเธอถูกค้อนป้อนทุบเข้าตรงกลางกระหม่อมกลายเป็นคนไม่มีสติ หัวใจเธอเต้นกระตุกถี่อึดอัดจนหายใจลำบาก เสียงเธอเองถูกกลืนหายไปกับอากาศ อยู่ๆมาขอเธอคบนินะ!!  ยัยนี่ไม่เพี้ยนก็ต้องบ้าแล้วแน่ๆ  “อย่านิ่งสิคุณ” “เธอนั่นแหละ สติยังดีรึเปล่าถึงมาขอฉันคบ”  กว่าเธอจะหาเสียงตัวเองเจอเล่นผ่านไปหลายนาที ค่อยๆยอมหันหลังกับมาเผชิญหน้ากับคนที่จู่ๆไม่รู้ก็พูดอะไรออกมา “ถึงขั้นนี้แล้วน่าคุณ ถือว่าเป็นการรับผิดชอบที่คุณจูบฉันไง” ใครกันแน่!!! แล้วได้ข่าวว่าเธอก็รับผิดชอบไปแล้วนะ เรื่องจูบเนี่ยครั้งแรกนั่นมันอุบัติเหตุชัดๆ แต่ครั้งต่อๆไป เธอว่าเธอไม่ใช่คนเริ่มนะ แล้วไม่ใช่ความจงใจของเธอด้วย ยัย… “เงียบแสดงว่าคุณตกลงนะ” “ตรงไหนมิทราบ!” “อ้าว แล้วคุณจะไม่ตกลงหรือไง” พารุแกล้งตีหน้าเศร้าทั้งที่ในใจกำลังแอบยิ้ม ดูทำหน้าขรึมหน้าดำหน้าแดงเชียว “ก็แน่สิ!” “เอาจริงเหรอคุณ ฉันอุตส่าห์เป็นคนขอเลยนะ คุณจะไม่รับผิดชอบความรู้สึกของฉันหน่อยรึไง” “แล้วทำไมฉันต้อง…” “เอาน่าคุณ คบกับฉันนะ” อยู่ๆยุยก็อยากเป็นลมปวดหัวตุบๆเหมือนถูกคนเอาคีมมาบีบ   ทำไมยัยนักเรียนใหม่ต้องมาวุ่นวายกับเธอขนาดนี้ “ถ้าฉันไม่ตกลง… เดี๋ยวๆๆ เธอจะทำอะไรของเธอ” รองประธานนักเรียนไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองจนมุมเท่านี้มาก่อนพอเห็นคนที่เธอไม่ค่อยจะถูกชะตาด้วยย่างเข้ามาใกล้ “ถ้าคุณไม่ตกลง ฉันจะจูบคุณ”  อะไรนะ!! แล้วมาให้เธอรับผิดชอบทั้งที่ฝ่ายเสียหายมันเธอไม่ใช่รึไง ไม่คิดว่ามันจะแปลกไปหน่อยเหรอ!! “พอๆๆฉันตกลงคบก็คบ” “ก็แค่นี้เองชอบทำให้เรื่องมันยากตลอด” แล้วเธอก็เห็นรอยยิ้มที่มุมปากของแม่ตัวร้ายเล่นเอาขนลุกเกรียวอย่างอดไม่ได้ เธอไม่ชอบความรู้สึกไม่ปลอดภัยเสี่ยวสันหลังวูบวาบอย่างนี้เลย  และในวินาทีต่อมาทำเอาเธอต้องอ้าปากค้างเมื่ออีกฝ่ายยื่นหน้าเข้ามาแตะริมฝีปากลงไปบริเวณเดียวกันเล่นเอาหูเธออื้อ ต้องยกมือยันกำแพงด้านหลัง “ทำอะไรของเธอห๊ะ!!” “โวยวายอีกแล้วน่าคุณ คบกันแล้วเรื่องแค่นี้ธรรมดาน่า” ตรงไหนมิทราบ!!! โอชิมะ ฮารุกะ!! เธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่เอาตัวเองมาเกี่ยวข้องกับยัยลูกคุณหนูคนนี้ เพราะหัวใจเธอกำลังเต้นแรงแสดงถึงความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่คุ้นเคย       คนที่ถูกพามาถึงสำนักอัยการปฏิเสธไม่ได้เลยว่าใจของเธอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แม้จะเตรียมคำพูดต่างๆนาๆมาร้อยแปดแต่พอเอาเข้าจริง สิ่งที่คิดว่าเตรียมมาดีมันก็ไม่เหลือโดยเฉพาะใจ ความรู้สึกตื่นเต้นผสมผสานกับความกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับคนในอดีตเล่นเอาเธอนั่งนิ่งรวบรวมสติอยู่บนรถนานสองนาน  “แน่ใจแล้วนะ อัตสึโกะ” คนอาสาขับรถพามาส่งถึงที่ถามด้วยความไม่ไว้ใจ เธอไม่ได้สนับสนุนให้อัตสึโกะรีบตัดสินใจทำอะไรอย่างนี้ ก็รู้ๆอยู่ว่าถ้ายังไม่พร้อมแล้วมาเจอจะเป็นอย่างไร รอให้ผ่านไปอีกสักหน่อยก็ไม่ได้หรือ ทาคาฮาชิ มินามิ ตอนนี้เชี่ยวยิ่งกว่าน้ำป่าหลากเสียอีก ดุยิ่งกว่าหมาพิทบลู “ฉันต้องทำน่ะ ถ้าไม่ทำคงไม่มีวันได้คุยกับเขาอีก” ก็เวลาอื่นได้ไหมเล่า หนึ่งปีมีตั้ง 365 วัน โลกไม่ได้จะแตกพรุ่งนี้เสียหน่อย ทำอย่างกับกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้คุยกับเขาอีกงั้นแหละ  “ให้ฉันไปเป็นเพื่อนมั้ย” เธอเสนอตัวอย่างเป็นห่วงอย่างน้อยถ้าอัตสึโกะไม่ไหว เธอจะได้ช่วยทัน สองหัวยอมดีกว่าหัวเดียวน่า  “ขอบคุณนะ ยูโกะ แต่ไม่เป็นไรหรอก ฉันอยากจะคุยกับเขาด้วยตัวเอง” “อัตสึโกะ” เธอเรียกชื่อเพื่อนสนิทอย่างละเหี่ยใจ บอกตามตรงว่าเธอไม่อยากให้อัตสึโกะลงจากรถแม้เพียงสักนิด เพื่อนเธอกำลังแกว่งเท้าหาเสี้ยนชัดๆ “ถ้าไม่ไหวจริงๆฉันจะโทรบอกเธอ” สารถีจำเป็นถอนหายใจเธอรู้จักนิสัยของอัตสึโกะดี ลองให้พูดถึงขนาดนี้ ก็จะไปคนเดียวให้ได้ “ก็ได้ๆ เอาเป็นว่าฉันขอให้โชคดีนะ” “ขอบคุณมากๆเลยนะ ที่คอยช่วยฉัน” “จะไม่ช่วยได้ไงล่ะ ก็เธอเป็นเสียแบบนี้”  ในสายตาของเธออัตสึโกะไม่เคยเปลี่ยนเลยตั้งแต่เมื่อตอนเด็กๆ เป็นคนที่เหมือนจะอ่อนแอแต่ก็ไม่อ่อนแอ ครั้งแรกที่อัตสึโกะทำเธอเซอร์ไพรส์ก็ตอนตัดสินใจหนีออกจากบ้านมาเอดะและมาแต่งงานกับทาคาฮาชิ มินามิ  ถึงแม้หลังจากนั้นจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันตามมาจนทำให้ครอบครัวที่อัตสึโกะอุตส่าห์สร้างพังลงไม่เป็นท่าก็ตาม เธอนับถือที่อัตสึโกะกล้าตัดสินใจทำอะไรเพื่อตัวเอง  “ฉันไปแล้วนะ” “อือ อย่าฝืนนักล่ะ” เธอพูดไล่หลังเจ้าของร่างบางที่ก้าวหายเข้าไปยังตึกอัยการ ภาวนาขอให้ทุกอย่างเป็นดังที่อัตสึโกะคาดหวัง เธอยังไม่อยากเห็นอัตสึโกะกลับไปนั่งร้องไห้อีก ขอแค่ให้อัตสึโกะคืนดีกับทาคาฮาชิ มินามิ ให้ได้ก็พอ     ไม่รู้เป็นเวลานานเท่าไหร่ที่ร่างเล็กนั่งจมดิ่งลงกับกองเอกสารพลางถอนหายใจยาวๆ ไม่สบอารมณ์ หงุดหงิดหรืออะไรก็ช่างมัน รู้เพียงว่าตัวเองไม่พร้อมกับการทำงานในวันนี้  เธอตัดสินใจวางปากกาในมือลง เป็นครั้งแรกที่สมาธิของเธอกระจัดกระจายจนไม่เป็นอันมาหากินอะไร ทั้งที่ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาเธอคบงานเป็นเพื่อน พอมีเวลาว่างนึกถึงอดีตเธอก็จะหยิบยกงานขึ้นมาทำปล่อยตัวเองจมลงไปกับกองเอกสารมากมาย แต่วันนี้มันค่อนข้างแตกต่าง กระทั่งเสียงประตูถูกเคาะอยู่สองสามที เธอจึงยกใบหน้าขึ้นมาก่อนเปล่งเสียงเรียบเป็นการอนุญาต “เข้ามา” “บอส เอ่อ…คือ มีคนมาขอพบค่ะ” “หืมม ลูกค้า??” หัวคิ้วเธอกดลงอย่างไม่ได้ตั้งใจ จำได้ว่าวันนี้ไม่มีคิวนัดลูกค้าตนไหน แล้วใครจะมาขอพบเธอ “ก็ไม่เชิงค่ะ” คุณผู้ช่วยอึกอักเมื่อหญิงสาวที่จัดว่าหน้าตาอยู่ในระดับดีทีเดียวติดต่อประชาสัมพันธ์ด้านล่างขึ้นมาว่ามีความประสงค์ต้องการพบเจ้านายของเธอ ซึ่งไม่ยอมแจ้งชื่อเอาไว้ บอกเพียงว่าอย่างไรก็จะต้องพบให้ได้ จะรอจนกว่าจะให้เข้าพบ มีเรื่องสำคัญต้องการคุยกับเจ้านายเธอ “อ้าว แล้วเป็นใครมาจากไหน” คนบนโต๊ะทำงานเริ่มซัก ท่าทางไม่รู้ว่าคนมาขอพบจะไว้ใจได้รึเปล่า “เธอไม่ได้บอกเอาไว้ค่ะ แจ้งเพียงว่ามีความประสงค์ต้องการเข้าพบ ดิฉันไม่แน่ใจว่าจะเป็นคนรู้จักของบอสรึเปล่า เธอบอกจะรอจนกว่าจะได้พบค่ะ” “มีอย่างนี้ด้วยหรือ” มินามินิ่วหน้า ไม่ค่อยพอใจกับการกระทำของคนมาขอพบ แค่นี้เธอก็กลุ้มใจจะตาย ดันมาเจอคนแปลกๆ เอาแต่ใจตัวเองอีก ไม่รู้รึไงว่าทำอย่างนี้คนอื่นเขาจะเดือดร้อน “เอ่อ บอสจะให้ดิฉันทำยังไงคะ” “ไปเชิญมาเถอะ อาจจะเป็นลูกค้าก็ได้” “จะดีเหรอคะบอส” ผู้ช่วยสาวสวยถามอย่างกังวล ถ้าเกิดปล่อยให้คนไม่น่าไว้ใจขึ้นมาบนตึกง่ายๆอาจเกิดเรื่องก็ได้ “ดีกว่าปล่อยให้รอนานน่า คงไม่มีอะไร” ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น “รับทราบค่ะบอส” แม่ผู้ช่วยสวยแซบฮอตนับเบอร์วันในตึกเดินออกจากห้องทำงานของเธอไปแล้ว เธอกลับมานั่งจับปากกาเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ อย่างใช้ความคิดพยายามนึกว่าใครจะมาอยากพบเธอในเวลานี้ เป็นบรรดาเพื่อนๆก็อาจจะใช่เพราะแต่ละคนกระจายกันออกไปเรียนอยู่คนละทิศละทางหลังต่างฝ่ายต่างเรียนจบ อาจจะมีใครสักคนกลับมาแล้วแวะทักทายเธอ แต่ก็น่าจะแจ้งชื่อไว้สักหน่อย หรือจะเป็นลูกค้าจริงๆ   จังหวะนั้นเองที่มินามิเงยหน้าพร้อมเสียงประตูที่ถูกแม่ผู้ช่วยสาวเปิดเข้ามาอีกครั้งทำเอาเธอตัวชาวาบ ภาพทุกอย่างกลายเป็นภาพสโลว์โมชั่นหัวใจกระดอนบีบอัดรัดรุนแรงคล้ายโดนหนามแทงจากทั่วทุกสารทิศ มุมปากเธอบึงตึง แววตาเต็มไปด้วยโทสะ โมโหจนตัวสั่น กล้าดียังไง กล้ามาโผล่หน้าที่นี่ได้อย่างไร!!! “ออกไป!!” ประโยคเย็นชาตัดขาดอย่างไร้เยื้อใยเล่นเอาสองสาวที่กำลังก้าวขาเข้ามาชะงัก ผู้ช่วยสาวมองหน้าเจ้านายเลิกลั่นว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆไปโกรธใครที่ไหนมา ถึงได้มีบอมกลางห้องทำงาน  ส่วนอีกสาวพยายามกดความเสียใจไว้นหน้ายิ้มออกมาอย่างที่สุด แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดขับไล่ ทั้งที่อุตส่าห์เตรียมใจเอาไว้แล้วแท้ๆ ไม่คิดว่าการได้ยินคำพูดไร้เยื่อใยของเขาจะบาดใจเธอขนาดนี้ “เอ่อ..บอส..” “เชิญผู้หญิงคนนี้ออกไป! คุณคาชิวากิ” คนลำบากใจกลายเป็นสาวฮอตประจำตึกที่ไม่รู้อิโน่อิแหน่อะไร ใครเอารังแตนมาให้เจ้านายเธอกินรึเปล่า ถึงได้อาละวาดไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม  ตั้งแต่ทำงานด้วยกันมา เธอก็พึ่งจะเคยให้บอสในโหมดอวตารร่างปีศาจ “ฉันบอกไม่ได้ยินรึไง ยืนนิ่งทำไม!” “บอส…” “พึ่งรู้ว่าคุณอัยการไล่แขกอย่างนี้เหรอคะ” “เธอไม่ใช่แขกของฉัน! กรุณาออกไปด้วย”  ความเสียใจของเธอมันเป็นเหมือนคลื่นสึนามิที่ก่อตัวอยู่ใต้น้ำ ไม่ได้แสดงผลออกมาทันทีแต่มันค่อยๆเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นทุกช่วงขณะระยะที่เผชิญหน้า เธอกักเก็บคำถาม ว่า ทำไม  ทำไม อยากบีบขยำผู้หญิงแพศยาคนนี้ให้ตาย ต้องการอะไรจากเธอ ก็ปล่อยให้ไปเริงรักกับผู้ชายคนนั้นแล้วไง ยังกลับมาให้เธอเห็นทำไมอีก  “มินามิ” “อย่าเรียกชื่อฉัน