Jinas_Ninja

Members
  • Content count

    16
  • Joined

  • Last visited

  1.       Chapter 11 : เนื่องจากตอนนี้มีคนคนนึง…กำลังว้าวุ่นในใจ “เรนะ…แกเป็นอะไรวะ ถอนหายใจอยู่ได้” นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเหลือบมองเพื่อนตัวเล็กแล้วเบนหนีไป ลมหายใจถูกถอนออกมาอีกครั้งขณะที่มือเรียวกำลังใช้ไม้ถูพื้นถูไปตามพื้นของร้าน เรนะขมวดคิ้วมุ่นทำหน้าบอกบุญไม่รับจนมินามิเลิกคิ้วอย่างสงสัย เรียวปากเม้มแน่เข้าหากัน คนตัวซีดหยุดมือที่กำลังถูพื้นแล้วหันกลับมาหาเพื่อนตัวเล็ก “ทาคามินะ คือว่า…………ช่างมันเหอะ” มินามิทำหน้าตั้งใจเก้อ นัยน์ตาคมจ้องมองเพื่อนตัวซีดที่หันกลับไปถูพื้นไปพลางถอนหายใจไปพลาง ยืนมองอยู่ซักพักมือกีต้าร์ไซส์มินิก็เดินเข้าไปดึงไม้ถูพื้นออกจากมือของคนที่ถอนใจจนลมแทบจะหมดปอด “สภาพแกไม่โอเคมาก มีอะไรว่ามา” “เปล่า คือว่า…”มินามิจ้องนิ่งจนเรนะถอนใจออกมาอีกรอบ มือขาวซีดดึงเก้าอี้มาใกล้ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง “ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร แค่รู้สึกว่า………กำลังไม่พอใจ” “ไม่พอใจ”มือกีต้าร์ไซส์มินิทวนซ้ำซึ่งเรนะก็พยักหน้ารับ “แกไม่พอใจใคร ใครทำอะไรให้แก” “จูรินะ” “แกไม่พอใจจูรินะเหรอ”มินามิจ้องหน้าคนตัวซีด เรนะส่ายหน้ารัวสองมือยกขึ้นวางพาดไว้กับต้นขาทั้งสองข้าง ปลายนิ้วมือสัมผัสกันและนิ้วชี้ที่กำลังวนรอบกันไปมา ท่าทางที่กำลังใช้ความคิดของคนตัวซีดทำให้เพื่อนตัวเล็กยืนนิ่งเพื่อรอคอยคำตอบ “ฉันไม่ได้ไม่พอใจจูรินะ…แต่ว่าไม่พอใจเพื่อนของจูรินะ” “เพื่อน…มายุเหรอ หรือฮารุกะ”มินามิถามแต่เรนะกลับส่ายหน้า “ไม่ ไม่ใช่ทั้งมายุและฮารุกะ…ฉันไม่พอใจเด็กคนนั้น ซายากะน่ะ” มือกีต้าร์ไซส์มินิพยักหน้ารับ มือเล็กลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้าเพื่อนตัวซีดเพื่อจะได้คุยกันให้ได้อย่างจริงจัง “เอาล่ะ แกไม่พอใจเด็กนั่น แล้วเจ้าเด็กนั่นมันทำอะไรให้แก” เรนะส่ายหน้า “ซายากะไม่ได้ทำอะไร” “เอ้า! แล้วแกไม่พอใจมันทำไมวะ”คนตัวเล็กขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เข้าใจ “เด็กมันไม่ได้ทำอะไรให้แล้วไปไม่พอใจเด็กมันทำไม ประสาทยังดีอยู่หรือเปล่าเนี่ย” “แกฟังฉันก่อนได้มั๊ยล่ะ!” “ก็เล่ามาสิวะ! มัวอมพะนำอะไรอยู่” “คือว่า…”เสียงถอนใจดังออกมา นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเงยขึ้นมองสบกับคนที่อยู่ตรงหน้า “ที่โรงเรียนของจูรินะกำลังจะมีนิทรรศการประจำปี เมื่อเช้าฉันเลยไปส่งจูรินะก่อนจะมาที่ร้าน ที่จริงมันก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่เด็กซายากะนั่นมาถึงโรงเรียนพร้อมกับจูรินะก็เลยเดินเข้าโรงเรียนไปพร้อมกัน” “แค่นี้อ่ะนะ” “แค่นี้แหละ แต่ฉันไม่พอใจว่ะ…ไม่พอใจสายตาของเด็กนั่นที่มองจูรินะ เหมือนจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว ฉันไม่ชอบ!” “หื้ม!...เนี่ยเหรอเรื่องที่แกไม่พอใจ”มินามิเลิกคิ้ว “ก็แค่เพื่อนมองกันหรือเปล่าวะ อย่าบอกนะว่าแกกำลังหึงน้องกับเด็กนั่นอ่ะ” เรนะทำหน้าเลิ่กลัก “ป..เปล่าซักหน่อย  จูรินะเป็นน้องฉันนะ จะหึงได้ยังไง” “แน่ใจนะว่าน้อง…มายอมรับจูรินะเป็นน้องตอนนี้มันสายเกินไปแล้วนะ”มินามิฉีกยิ้มแซวเพื่อนตัวซีดที่หน้าเริ่มไม่ซีดเพราะสีของเลือดกำลังกระจายตัวไปทั่วใบหน้า เรนะดันตัวออกจากเก้าอี้ปุบปับ เริ่มไม่อยากคุยกับเพื่อนตัวเล็กเมื่อรู้สึกว่าประเด็นที่คุยกันกำลังจะหันมาแทงตัวเอง มือขาวซีดคว้าไม้ถูกพื้นจากเพื่อนรักกลับมาและเริ่มต้นถูพื้นต่อทันที มินามิยิ้มขำเมื่อเห็นท่าทางปากแข็งของเพื่อนตัวซีด ก็เข้าใจหรอกว่าคนกำลังมีความรักไม่รู้ตัวและกำลังโดนความรักเล่นงานแบบนี้ไม่ควรจะแกล้ง แต่พอเห็นความปากแข็งมันก็อดไม่ได้ที่จะแกล้งล่ะนะ วันทั้งวันเรนะจมตัวเองอยู่กับความไม่พอใจและสับสน ใบหน้าบอกบุญไม่รับจึงปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้งตลอดเวลาการทำงาน ยังดีที่พอบังคับน้ำเสียงไม่ให้สะบัดไปตามความสับสนที่ตีรวนอยู่ในใจได้ เพราะไม่อย่างนั้นคงจะทำให้ลูกค้าหลายๆคนในร้านไม่พอใจก็เป็นได้ นอกจากนั้นคนตัวซีดยังใจลอยแทบจะตลอดเวลา สติไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวจนเพื่อนสนิทต้องคอยเรียกอยู่บ่อยครั้ง “ซุปได้แล้วนะ”เสียงของอัตสึโกะดังขึ้นที่หน้าเคาน์เตอร์ หลังจากรับออเดอร์จากลูกค้าเสร็จเรนะจึงเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์ตัวยาวเพื่อนำซุปที่เพิ่งปรุงสุกใหม่ๆไปเสิร์ฟ ควันที่ลอยกรุ่นอยู่เหนือซุปร้อนๆเป็นตัวบอกว่าของเหลวในถ้วยนั้นคงร้อนในระดับที่ไม่ธรรมดา เรนะยกถาดที่วางถ้วยซุปออกไปจากเคาน์เตอร์  อีกไม่กี่เมตรก็จะถึงโต๊ะของลูกค้า แต่คงเพราะความใจลอยไม่รู้เวล่ำเวลา นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเหม่อไม่มองทางจนทำให้ชนเข้ากับพนักงานชายคนหนึ่งเข้า ถาดบรรจุอาหารร่วงหล่นลงสู่พื้น น้ำซุปถ้วยใหญ่หกลดใส่ผู้ถือที่เรียกสติกลับมาไม่ทัน “กรี๊ด!!!”เสียงลูกค้าที่อยู่ใกล้ๆร้องอย่างตกใจเรียกสายตาจากทุกคน “เรนะ!!!!!!!!!!!!”   “ไม่มีอะไรทำเหรอคะถึงได้ว่างมานั่งจ้องฉันแบบนี้” “อืม…………ว่างจนถึงเย็นเลยล่ะ” “แล้วบ้านช่องไม่มีอยู่หรือไงคะ…ทำไมต้องมาหมกตัวอยู่กับฉันด้วย” “บ้านน่ะมีแต่ไม่อยากอยู่หรอก…อยู่คนเดียวเหงาจะตาย อยู่กับพารุจังสนุกกว่าเยอะเลย” ฮารุกะสะบัดหน้าหนีรอยยิ้มหวามที่ถูกส่งตรงมาให้ถึงที่ โทโมมิตั้งศอกลงกับโต๊ะแล้ววางคางไปบนฝ่ามือ นัยน์ตาคมเป็นประกายจ้องมองเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างกัน วันนี้เป็นวันหยุดทำให้คนหน้านิ่งไม่ต้องไปโรงเรียน แต่แทนที่จะพักผ่อนอยู่กับบ้าน โทโมมิกลับเลือกตามฮารุกะที่มาเตรียมอุปกรณ์สำหรับงานนิทรรศการประจำปีของโรงเรียนที่จะจัดขึ้นในอาทิตย์หน้าแทน รอยยิ้มที่ถูกวาดอยู่บนใบหน้ายังไม่จางหาย เจ้าของเรียวปากสุดเซ็กซี่ยังคงจ้องเด็กสาวตาไม่กระพริบ “โทโมะจินซังคะ หยุดยิ้มได้มั๊ย”เสียงหวานพูดขึ้นให้คนที่ยังยิ้มเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม “ฉันไม่มีสมาธิค่ะ” “พี่แค่ยิ้มเองนะ ไม่ได้กวนอะไรพารุจังซะหน่อย”โทโมมิพูด สองแขนที่เคยตั้งอยู่กับโต๊ะเปลี่ยนเป็นวางราบไปแทน คนหน้านิ่งที่เริ่มไม่นิ่งเอนตัวตามไปใช้แขนหนุนนอนต่างหมอนทั้งที่ตาและปากยังคงยิ้มให้คนที่บ่นว่าไม่มีสมาธิ “นี่! หยุดยิ้มเดี๋ยวนี้เลยนะ”ความอดทนหมดลง มือที่กำลังวางภาพลงในกระดาษที่จะทำเป็นโปสเตอร์ประกาศหยุดลง ฮารุกะสะบัดหน้าเข้าหาคนที่ยังนอนยิ้มไม่รู้สึกรู้สากับคำพูดของเธอ ดินสอถูกโยนทิ้งอย่างไม่สนใจเมื่อมือที่เคยใช้จับมันไว้เปลี่ยนไปปิดปากของคนที่นอนอยู่ข้างๆแทน โทโมมิยังคงยิ้มถึงจะโดนคนข้างๆสั่งห้ามแม้กระทั่งโดนปิดปากอยู่ก็ตามที คนหน้านิ่งดันตัวเองขึ้นนั่ง มือเล็กจับมือบางของเด็กสาวให้ปล่อยออกจากใบหน้าของตัวเอง “พี่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะพารุจัง พี่แค่ยิ้มอย่างเดียวเองนะคะ” “ก็เพราะว่าเอาแต่ยิ้มนั่นแหละค่ะ ฉันเลยอยากจะมองแต่ยิ้มของโทโมะจินซังจนทำงานไม่ได้เนี่ย!” ทันทีที่สิ้นประโยครอยยิ้มที่เคยมีก็เลือนหายไป โทโมมิมองฮารุกะด้วยใบหน้านิ่งเฉยก่อนรอยยิ้มที่เลือนหายไปไม่ถึงครึ่งนาทีจะกลับมาอีกครั้งทั้งรอยยิ้มที่กลับมายังกว้างมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ “อ่า……เพราะยิ้มของพี่ทำให้พารุจังเสียสมาธิจริงๆสินะ แต่พี่ยังอยากทำให้พารุจังไม่มีสมาธิต่อจังเลย”นิ้วเรียวจิ้มลงบนแก้มนุ่มของเด็กสาวอย่างหยอกล้อ ฮารุกะหันหน้าหนี มือบางคว้าดินสอกลับมาก่อนจะลงมือทำงานอีกครั้ง “ทำไมถึงเป็นฉันที่ต้องเขิน ทำไมไม่เป็นโทโมะจินซังที่เขินบ้างล่ะคะ”มือเขียนไปพลางปากก็บ่นอุบอิบไปพลาง บ่นได้ไม่นานเสียงงุ้งงิ้งก็หยุดลงเมื่อมือที่กำลังจับดินสอถูกกุมไว้แผ่วเบา ฮารุกะหันมองคนที่เคลื่อนตัวเข้ามากุมมือเธอไว้โดยอ้อมเรียวแขนมาจากทางด้านหลังจนดูเหมือนว่าถูกโอบอยู่กรายๆ รอยยิ้มที่ทำให้ใจสั่นปรากฏให้เห็นในระยะประชิดจนความร้อนผ่าวแล่นไปทั่วใบหน้า “พารุจังไม่ได้เขินคนเดียวซักหน่อย…นี่พี่ก็เขินอยู่นะ”เสียงนุ่มกระซิบข้างหูพาลให้ใบหน้าใสของฮารุกะแดงก่ำมากกว่าเดิม มือที่กุมมือบางไว้ขยับบังคับให้ดินสอลากไปบนแผ่นกระดาษจนเกิดเป็นรูปเป็นร่าง รอยยิ้มยังปรากฏอยู่บนใบหน้าของโทโมมิยามได้ยินเสียงบ่นอุบอิบของคนในอ้อมแขน “แน่ใจนะว่านั่นเขินแล้ว” “เขินจริงๆนะ”ดวงตาหวานเบิกกว้างยามริมฝีปากนุ่มกดแนบลงกับแก้มใสแผ่วเบา ฮารุกะหันขวับมองคนที่ขโมยหอมแก้มเธออย่างตกใจ ซึ่งเห็นได้เพียงใบหน้าด้านข้างที่กำลังปรากฏรอยยิ้มอย่างสุขใจ เสียงสองที่คนหน้านิ่งมักใช้กับเธออยู่เสมอดังออกมาจากริมฝีปากที่ยังคงไว้ด้วยรอยยิ้ม “อันนี้แก้เขินเนอะ” “คนบ้า!”   แผ่นหลังบางพิงแนบไปกับประตูรั้วของโรงเรียน มือที่เพิ่งดึงสมาร์ทโฟนเครื่องหรูออกจากใบหูล้วงเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ดตัวหนาเช่นเดียวกับมืออีกข้างที่กำลังซ่อนผ้าพันแผลไว้ในกระเป๋าเสื้อเช่นเดียวกัน นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหันมองโถงบันไดเพื่อรอคอยคนที่เขาเพิ่งจะวางสายหลังจากโทรหาไปเมื่อครู่ ยืนทนกับความหนาวของอากาศช่วงกลางฤดูหนาวได้ไม่นานคนที่เรนะกำลังรอก็เดินเข้ามาใกล้ “พี่คะ…” “ฉันไม่ได้มารบกวนเธอใช่มั๊ย”ดวงตาหวานเป็นประกาย จูรินะส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ถ้ารบกวนฉันกลับบ้านก็ได้นะ” “ไม่รบกวนอะไรเลยค่ะ…ฉันดีใจที่พี่มานะคะ”มือบางคว้าจับแขนคนที่ทำหน้ากังวลไว้หลวมๆ “แต่ทำไมพี่มาเร็วจังคะ…เลิกงานแล้วเหรอ” “อะ..อื้ม ขอมาเอดะซังกลับก่อนน่ะ รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่”เรนะตอบกลับเสียงตะกุกตะกัก นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเสมองไปทางอื่นไม่ยอมสบตากับคนตรงหน้าเพราะไม่อยากให้คนน้องรู้ว่าสิ่งที่พูดออกไปนั้นมีความจริงแค่เพียงครึ่งเดียว จูรินะขมวดคิ้วน้อยๆ มือบางยกขึ้นทาบไปบนใบหน้าและลำคอของคนตรงหน้าเพื่อวัดอุณหภูมิ “พี่ไม่สบายเหรอคะ…เป็นอะไรมากหรือเปล่า” สีหน้าร้อนรนของคนเป็นน้องทำให้เรนะยกยิ้มบางๆ มือข้างซ้ายคว้าจับมือบางที่ยังทาบอยู่บนใบหน้าของเขา “ฉันไม่เป็นไร…แค่รู้สึกไม่ดีนิดหน่อยเอง”นิ้วเรียวจิ้มลงระหว่างคิ้วของจูรินะให้คลายการขมวดลงก่อนมือข้างซ้ายจะกลับลงไปอยู่ในกระเป๋าอีกครั้ง “เธอกังวลแบบนี้ฉันรู้สึกผิดนะ” “ก็ฉันเป็นห่วงพี่นี่คะ”ปากบางยื่นออกมาเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเมื่อถูกคนเป็นพี่ยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้อย่างหยอกล้อ สองมือบางยกขึ้นแนบไปที่แก้มขาวซีดที่กำลังเย็นได้ที่ “เข้าไปข้างในดีกว่านะคะ…เดี๋ยวจะไม่สบายไปจริงๆเสียก่อน” ใบหน้าขาวซีดพยักขึ้นลง คนตัวสูงก้าวขาเดินเคียงข้างร่างบางไป  “โอ๊ย!”เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวเรนะก็หลุดร้องเสียงหลงเมื่อความเจ็บปวดเข้าจู่โจมหลังจากคนเป็นน้องซุกมือลงในกระเป๋าเสื้อโค้ดเพื่อจับกุมมือกันอย่างที่เคยทำ จูรินะหน้าตาตื่นหลังจากพี่สาวต่างสายเลือดร้องเสียงหลง มือบางจับประครองมือเรียวข้างขวาของเรนะออกจากกระเป๋าเสื้อโค้ด นัยน์ตาหวานเบิกกว้างเมื่อเห็นผ้าพันแผลสีขาวพันอยู่ที่มือทั้งมือเลยไปถึงข้อมือ “พี่ไปโดนอะไรมาคะ เจ็บมากหรือเปล่า”เสียงหวานเอ่ยถามร้อนรน จูรินะประครองมือนั้นแผ่วเบาอย่างกลัวว่าจะทำให้คนเป็นพี่เจ็บเป็นครั้งที่สอง นัยน์ตาหวานคลอด้วยหยาดน้ำใสช้อนมองคนเป็นพี่อย่างรอคำตอบ “ฉันไม่เป็นไร…นี่ไม่เอาสิ ไม่ร้องนะ”ใบหน้าขาวซีดยิ่งซีดเซียวมากกว่าเก่าเมื่อเห็นน้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาจากดวงตาของคนตรงหน้า “ไม่ต้องร้องนะ ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ มันไม่ได้เจ็บมากเท่าไหร่หรอกนะ”มือข้างซ้ายที่ปราศจากบาดแผลยกขึ้นเช็ดหยดน้ำตาออกจากแก้มใสให้คนเป็นน้อง แต่เหมือนว่ายิ่งเช็ดมากเท่าใดหยาดน้ำตาก็ยิ่งหลั่งไหลมากเท่านั้น “...ฮึก!” ยิ่งเห็นน้องสาวต่างสายเลือดเริ่มสะอื้นไห้เรนะยิ่งร้อนรน เมื่อไม่รู้จะทำเช่นไรเรียวแขนข้างซ้ายจึงรั้งร่างของจูรินะเข้ามากอดแน่น “จูรินะจัง…ไม่ต้องร้องนะ พี่ไม่เป็นอะไร หยุดร้องนะคะ”มือข้างซ้ายลูบบนเส้นผมนุ่มเพื่อปลอบประโลม เรนะปล่อยให้น้องสาวต่างสายเลือดใช้ไหล่ของตัวเองเป็นที่เช็ดน้ำตาอย่างไม่คิดจะห้าม “ฮึก…”เสียงสะอื้นยังคงมีมาให้ได้ยิน “ไม่ร้องแล้วนะ…พี่ไม่เป็นอะไร…คนเก่งของพี่ไม่ร้องนะคะ”กว่าร่างในอ้อมแขนจะหยุดสะอื้นก็ใช้เวลานานโข เรนะดันร่างบางออกจากอ้อมกอดของตัวเองเบาๆ มือเรียวเช็ดหยาดน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่บนแก้มใสออกก่อนจะย้ายมือนั้นไปวางไว้บนกลุ่มผมนุ่มพลางยีเบาๆ “ดูสิ ร้องไห้โยเยเป็นเด็กไปได้" “งือ…ฉันเป็นห่วงพี่นี่คะ” “ฉันไม่เป็นอะไรซะหน่อย” จูรินะมองค้อนควับคนเป็นพี่ มือบางประครองมือข้างที่พันผ้าพันแผลของพี่สาวต่างสายเลือดขึ้นมาดู “ไปโดนอะไรมาคะ” “แค่ซุปหกใส่น่ะ” จูรินะยู่ปาก “พันทั้งมือขนาดนี้คงไม่ใช่แค่แล้วมั้งคะ…ทำไมทำอะไรไม่ระวังเลยล่ะ” “ทำตัวขี้บ่นอีกแล้วนะ…เมื่อไหร่จะเข้าไปข้างในซักทีล่ะ หนาวแล้วนะ” “ชิ! ถ้าพี่เป็นลูกฉันนะจะจับตีก้นซะให้เข็ดเลย” รอยยิ้มระบายอยู่บนใบหน้าขาวซีด เรนะยิ้มให้กับแผ่นหลังของคนที่ฉุดรั้งให้เดินไปตามกัน จูรินะพาคนเป็นพี่มาที่ห้องเรียนของตัวเอง เพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆยังคงทำงานในส่วนของตัวเองอย่างขยันขันแข็ง คนตัวสูงถูกพามานั่งที่เก้าอี้ข้างเพื่อนสนิทหน้านิ่งของตัวเอง เรนะเลิกคิ้วอย่างแปลกใจที่เห็นโทโมมิอยู่ในห้องนี้ด้วย “มาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ” “ตั้งแต่เช้าแล้ว…แกไม่ทำงานเหรอ”โทโมมิถามกลับทั้งที่นัยน์ตาคมยังคงจับจ้องอยู่ที่ฮารุกะที่กำลังตอกตะปูแผ่นไม้อยู่ไม่ไกล “อืม…เกิดเรื่องนิดหน่อยมาเอดะซังเลยให้กลับก่อนน่ะ”มือข้างขวาที่มีผ้าพันแผลยกขึ้นระดับสายตาเมื่อเพื่อนสนิทหันมามอง เรนะดึงมือกลับมาวางไว้บนตักเช่นเดิม นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองตามร่างของจูรินะที่เดินไปเดินมาเหมือนหาอะไรซักอย่างก่อนจะเดินหายออกไปจากห้อง “เดี๋ยวฉันมานะ” “อืม…” เรียวขายาวก้าวตามคนเป็นน้องออกมา เรนะเร่งฝีเท้าจนตามทันร่างบาง จูรินะหันมองคนที่เดินอยู่ข้างกันพลางเลิกคิ้วถามว่ามีอะไรแต่คนเป็นพี่กลับลอยหน้าลอยตาเมินคำถามจากสายตาเธอเสียอย่างนั้น ป่วยการที่จะซักไซ้จูรินะหยุดลงที่หน้าห้องเก็บอุปกรณ์ มือบางดันบานประตูให้เปิดอ้าออกกระป๋องสีวางเรียงกันอยู่สี่ใบ จูรินะขมวดคิ้วเล็กๆก่อนจะหยิบมันขึ้นมา น้ำหนักที่มีมากของกระป๋องสีทำให้เรียวคิ้วมุ่นลงมากกว่าเก่า “ส่งมาให้ฉันสิ”เรนะพูดขึ้นพลางยื่นมือออกไปตรงหน้า “มันหนักนะคะ” คนตัวสูงถอนใจ “ก็เพราะมันหนักน่ะสิเธอถึงต้องส่งมาให้ฉันน่ะ”มือข้างซ้ายชิงดึงถังสีใบหนึ่งมาจากมือบางของน้องสาวต่างสายเลือด “เดี๋ยวที่เหลือค่อยกลับมายกไปอีกรอบก็ได้” “แต่ว่า…” “มีอะไรให้ช่วยมั๊ย”ก่อนที่จะได้โต้แย้งออกไปความช่วยเหลือก็เดินเข้ามาหา จูรินะยกยิ้มให้ซายากะที่ยืนยิ้มหวานอยู่ด้านหลังของพี่สาวต่างสายเลือด “ซายาเน่มาพอดีเลย ช่วยยกสีพวกนี้ไปที่ห้องให้หน่อยได้มั๊ย” ดวงตาคมมองตามนิ้วของเพื่อนร่วมห้องที่ชี้ไปยังสีอีกสองกระป๋องที่วางอยู่บนพื้น “อ่า…เดี๋ยวฉันจัดการเอง” เรนะถอยออกมาจากหน้าประตูห้องเก็บอุปกรณ์ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองตามแผ่นหลังเล็กของเด็กสาวผมซอยสั้นที่ยกกระป๋องสีสองใบเดินนำลิ่วไป นึกเจ็บใจตัวเองที่อยู่ในสภาพไม่อาจทำอะไรแบบนั้นได้ ลำพังแค่จับดินสอเขียนหนังสือให้ได้ตามปกติยังยาก ไม่ต้องคิดไปถึงการใช้งานหนักๆอย่างการถือกระป๋องสีอีกหนึ่งใบที่คนเป็นน้องถืออยู่เลย จู่ๆก็รู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์ขึ้นมาเสียอย่างนั้น ทั้งที่ไม่อยากให้จูรินะต้องใช้แรงในเรื่องไม่สมควรแบบนี้ตัวเขาเองนั้นกลับทำอะไรไม่ได้ แต่เด็กคนนั้นกลับทำมันได้ “พี่คะ…เป็นอะไรหรือเปล่า”คงเป็นเพราะเหม่อนานเกินไปจูรินะจึงส่งเสียงเรียกให้สติกลับมา ไม่อยากให้คนเป็นน้องรู้ว่าเขากำลังกังวลอยู่กับเรื่องไร้สาระเรนะจึงส่ายหน้าช้าๆพร้อมรอยยิ้มที่ฝืนได้อย่างเป็นธรรมชาติอย่างไม่น่าเชื่อ “เปล่า…ไม่มีอะไรหรอก” “งั้นกลับห้องกันนะคะ” “อืม” ขายาวก้าวตามคนเป็นน้องที่ก้าวนำไปก่อน ในครั้งนี้เรนะไม่ได้เร่งความเร็วจนก้าวไปอยู่เคียงข้างกับจูรินะ แต่กลับเดินอย่างเชื่องช้าปล่อยให้น้องสาวต่างสายเลือดเดินนำไปเสียไกล จู่ๆก็รู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาเสียอย่างนั้น เพียงแค่ตัวการของเรื่องไร้สาระตั้งแต่เช้าโผล่มาให้เห็น ความรู้สึกกังวลที่เคยกดมันไว้ในส่วนลึกที่สุดก็หลุดออกมาได้โดยง่าย นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็น เสียงแผ่วเบาดังออกมาจากเรียวปากให้เจ้าของคำพูดเท่านั้นที่ได้ยินมัน “ฉันมัน…ไร้ประโยชน์”     ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ เม้นด้วยนะครับ By : Gekikara    
  2.     Chapter 10 : ดูแลตัวเองดีๆนะ…คนที่อยู่ทางนั้น ในเช้าวันนี้ดูเป็นเช้าที่รีบร้อนของสองพี่น้องมัตสึอิ ความวุ่นวายเกิดขึ้นจากคนเป็นพี่ที่กำลังวิ่งวุ่นเตรียมข้าวของเครื่องใช้ยัดลงกระเป๋าอย่างเร่งรีบ ในวันนี้เรนะต้องไปเข้าค่ายค้างคืนไกลถึงโอซาก้า และมันคงจะไม่วุ่นวายขนาดนี้เลยถ้าคนตัวซีดยอมเก็บกระเป๋าตั้งแต่เมื่อคืนตามที่คนเป็นน้องบอก “ผ้าเช็ดตัวๆๆ”เรนะพึมพำคำเดิมๆขณะที่วิ่งหายเข้าห้องนอนไปแล้วกลับออกมาอีกครั้งพร้อมกับของที่ต้องการ นิ้วเรียวไล่ชี้ไปตามข้าวของเครื่องใช้ที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะแล้วลงมือจัดเก็บลงกระเป๋า “พี่คะ…หยิบแปรงสีฟันไปหรือยังคะ” มือที่กำลังจัดเรียงสิ่งของต่างๆลงกระเป๋าหยุดชะงัก เรนะเงยหน้าขึ้นพลางทำหน้าตาตื่น “จริงสิ! แปรงสีฟัน” จูรินะได้แต่ส่ายหน้ามองคนเป็นพี่ที่วิ่งหายเข้าห้องนอนไปอีกครั้ง มือบางพับเสื้อผ้าที่กองอยู่บนโซฟาให้เรียบร้อยก่อนจะเก็บใส่กระเป๋าให้พี่สาวต่างสายเลือดที่วิ่งกลับมา “ฉันบอกให้เก็บของตั้งแต่เมื่อคืนพี่ก็ไม่ฟังกัน” “ก็ฉันง่วงนี่นา” “ฉันจะเก็บให้พี่ก็ไม่ยอมอีก” เรนะถอนใจพรืด “ก็นี่มันของๆฉัน ฉันต้องเป็นคนเก็บเองสิ” “แล้วเป็นยังไงคะ…ตอนนี้ฉันก็ต้องมาช่วยพี่เก็บอยู่ดี” “ทำไมเธอขี้บ่นจัง…บ่นเป็นคนแก่ไปได้”นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองใบหน้าใสที่กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บของให้ เพียงแค่คิดว่าจะไม่ได้เห็นหน้าใสๆแบบนี้ตั้งสามวันก็ทำเอารู้สึกโหวงในใจแปลกๆเหมือนกัน เรนะยัดของชิ้นสุดท้ายลงกระเป๋าแล้วรูดซิปปิดพอดีกับเสียงประตูที่ถูกเคาะเป็นจังหวะ “เรนะ! เสร็จหรือยังโทโมะจินมาแล้วนะ!” “เสร็จแล้ว!”คนตัวซีดตะโกนตอบออกไป มือเรียวถือกระเป๋าสัมภาระไปยังประตู เมื่อเปิดมันออกก็พบเพื่อนสนิทไซส์มินิที่ยืนรออยู่ เรนะยัดกระเป๋าของตัวเองให้มินามิถือพลางทำหน้าออดอ้อนเมื่อเพื่อนตัวเล็กย่นคิ้วใส่กัน “แกไปก่อนเลยฉันฝากกระเป๋าไปด้วย…เดี๋ยวฉันจะไปส่งจูรินะที่โรงเรียนก่อนแล้วจะตามไปทีหลังนะ” “แกนี่มันจริงๆเลย…รถออกเจ็ดโมงสี่สิบ อย่าไปสายล่ะ” เรนะยิ้มรับ มือเรียวดันประตูปิดลงเมื่อมินามิเดินจากไป “อ้าว…พี่ไม่ได้ไปพร้อมทาคามินะซังเหรอคะ”เสียงหวานดังถามขึ้นเมื่อเห็นคนเป็นพี่เดินกลับเข้ามา คนตัวซีดส่ายหน้าช้าๆ “ฉันจะไปส่งเธอก่อน…รีบกินเถอะ” อากาศกลางเดือนพฤศจิกายนยังคงไว้ซึ่งความหนาวเย็น ยังดีที่ในวันนี้หิมะไม่ตก ร่างสองร่างเดินแนบชิดกันเพราะลมหนาวที่ผ่านพัด มือขาวซีดยอมให้มือบางของคนเป็นน้องดึงไปกุมไว้ เรนะหันมองทั้งซ้ายและขวาขณะที่ดึงจูรินะให้ข้ามถนนไปด้วยกัน มือขาวซีดยื่นกระเป๋านักเรียนคืนให้เจ้าของ “มายุจังกับฮารุกะจังจะมานอนด้วยแน่ใช่มั๊ย” “ใช่ค่ะ…ไม่ต้องห่วงนะคะ” เรนะถอนใจ “ต้องดูแลตัวเองให้ดีรู้มั๊ย ทำอะไรก็ระวังตัวเองไว้ด้วย” จูรินะยิ้มรับ “รู้แล้วค่ะ พี่ต้องไปแล้วนะ เดี๋ยวจะไม่ทันรถออกนะคะ” “ตั้งใจเรียนนะจูรินะ”ปลายเท้าหันกลับเตรียมจะเดินออกไป หากแต่มือบางที่จับรั้งไว้ทำให้เรนะต้องหันกลับมาหาเจ้าของมือนั้นอีกครั้ง ความรู้สึกอ่อนนุ่มของริมฝีปากสีชมพูอ่อนแนบลงกับแก้มขาวซีด “เดินทางดีๆนะคะ”จูรินะส่งยิ้มให้คนเป็นพี่ก่อนจะเดินเข้าโรงเรียนไป เรนะยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ สติหลุดลอยออกจากร่าง สมองไม่อาจประมวลผลได้แม้คนเป็นน้องจะเดินเข้าประตูโรงเรียนไปนานแล้วก็ตาม มือเรียวยกขึ้นจับแก้มตรงที่ความอบอุ่นยังคงหลงเหลือ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองเหม่อเข้าไปในโรงเรียนแม้ว่าจะไม่เห็นน้องสาวต่างสายเลือดแล้วก็ตาม คนตัวซีดยังคงยืนนิ่งแม้ว่าเพื่อนสนิทจะมาหยุดยืนอยู่ข้างๆแล้วก็ตามที ยูกิยกยิ้มพลางโบกมือลาน้องสาวข้างบ้านที่ตัวเองสนิทสนม “ตั้งใจเรียนนะมายุจัง”รอยยิ้มยังคงค้างอยู่บนใบหน้า คนตัวสูงหันมองเพื่อนตัวซีดที่ยังยืนนิ่งไร้การเคลื่อนไหวใดๆ ดวงตาคมมองตามสายตาที่กำลังมองเหม่ออย่างไร้จุดหมายของเพื่อนสนิท “นี่เรนะ…”มือเรียวยกขึ้นโบกผ่านหน้าขาวซีดของคนเหม่อไปมา ใบหน้าฉายแววสงสัยยามมองหน้าของเรนะ “มองอะไรอ่ะ” “จุ๊บ…” “…”คิ้วเรียวเลิกขึ้น “จูรินะ…จุ๊บแก้มฉัน”เสียงเรียบดังแผ่วอย่างล่องลอย คนตัวสูงพยักหน้างึกงัก แขนเรียวยกขึ้นรั้งคอเพื่อนตัวซีดก่อนจะออกแรงลากให้เดินไปด้วยกัน “แค่นี้ก็จิตหลุดซะแล้ว…แกมันอ่อนชะมัดเลยเรนะ”นิ้วเรียวจิ้มย้ำๆไปบนแก้มขาวซีดให้เรนะต้องปัดออก มือเรียวยกขึ้นกุมแก้มไว้ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องคนที่ยังล๊อคคอตัวเองอยู่เขม็ง “อย่ามาจับนะเว้ย…ถ้ารอยมันหายไปจะทำยังไง…นี่จุ๊บแรกเลยนะ” ยูกิหน้าเหวอมองตามแผ่นหลังบางของเพื่อนสนิทที่สะบัดตัวออกและเดินนำไป “ไอ้บ้า!”   สายลมในฤดูหนาวที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้ เวลาพักเที่ยงในโรงเรียนเป็นเวลาที่นักเรียนทุกคนต่างก็ปราถนา เสียงพูดคุยจอแจดังมาจากทุกส่วนของโรงเรียน จูรินะยิ้มสดใสยามฟังสองเพื่อนรักคุยจ้อกันไม่หยุด เสียงหัวเราะหลุดรอดริมฝีปากออกมาเป็นระยะยามเห็นท่าทางเปิ่นๆของเพื่อนสนิท “เบนโตะของจูรินะจังนี่น่ากินทุกวันเลยนะ…ทำเองตลอดเลยเหรอ”มายุถามขึ้นพลางมองไปยังกล่องข้าวในมือเพื่อนสนิท จูรินะพยักหน้าช้าๆ “อืม…พี่ไม่มีเวลาทำให้หรอก แต่ถึงมีเวลาพี่ก็คงไม่ทำ” “ทำไมล่ะ” “ก็พี่น่ะ…ไม่เก่งเรื่องเข้าครัวเอาซะเลยน่ะสิ ทั้งๆที่เรื่องอื่นเก่งมากขนาดนั้นแท้ๆ”ใบหน้าใสส่งยิ้มบางยามนึกถึงคนที่กำลังเดินทางไกล “แต่พี่ก็เคยพยายามแล้วนะ” “เว้นเรื่องเข้าครัวไว้ นอกนั้นทำได้หมดสินะ”ฮารุกะพยักหน้างึกงัก “แต่จะว่าไปเรนะซังเนี่ย…ดูจะเป็นห่วงเธอมากเลยนะจูรินะจัง ถึงขนาดให้เธอมาชวนพวกเราไปนอนค้างด้วยเพราะตัวเองต้องไปเข้าค่ายเนี่ย…เหลือเชื่อเลยนะ” “ถึงพี่เขาจะดูนิ่งๆเหมือนไม่สนใจคนรอบข้างก็เถอะ…แต่จริงๆแล้วพี่เขาเอาใจใส่มากเลยนะ”ใบหน้าใสยกยิ้มไม่หุบ ใบหน้าขาวซีดของคนในบทสนทนาเด่นชัดในความนึกคิด ใบหน้าที่เรียบเฉยและดูไม่สนใจแต่กลับแอบสำรวจและเอาใจใส่กันตลอดเวลา เพียงแค่คิดว่าต่อจากนี้อีกสามวันจะไม่ได้รับความเอาใจใส่แบบนั้นก็ทำเอารู้สึกโหวงเหวงในใจแปลกๆแล้ว “คุยอะไรกันอยู่เหรอ”สายตาสามคู่หันมองผู้ที่เดินเข้ามาใหม่ เจ้าของใบหน้าคมผมซอยสั้นฉีกยิ้มสดใสยามเดินตรงมายังกลุ่มของจูรินะ “ท่าทางน่าสนุกเชียว” “นิดหน่อยน่ะ…ซายาเน่ไม่ไปกินข้าวกับเพื่อนๆเหรอ”ฮารุกะตอบก่อนจะถามกลับ เรียวคิ้วขมวดมองคนที่ยังยืนยิ้มแป้นอยู่กับที่แม้ว่ากลุ่มเพื่อนของเจ้าตัวจะเดินออกไปนานแล้วก็ตามที “อ่า…พอดีว่าลืมเบนโตะน่ะเลยกลับมาเอา แล้วก็…”มือเล็กส่งกล่องนมสีชมพูให้จูรินะพลางยกยิ้มเขิน “เอานี่มาให้จูรินะด้วย…ดื่มให้หมดนะ” “อ่า…ขอบคุณนะ” ซายากะยิ้มรับ มือเรียวเล็กยกขึ้นเกาท้ายทอยแก้เขิน “ฉันไปดีกว่า…เพื่อนๆคงรอแย่แล้วล่ะ” ยังเหมือนเดิมที่สายตาสามคู่มองตามแผ่นหลังเล็กที่เดินหายลับไปจากสายตาก่อนจะหันกลับมามองกันพลางเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย “ดูเหมือนว่าซายาเน่จะชอบเธอนะจูรินะจัง” “ฉันว่าไม่หรอก มายุจังเอาอะไรมาพูดเนี่ย”จูรินะตอบกลับก่อนจะวางกล่อนนมที่เพิ่งได้รับมาแล้วหันกลับมาสนใจเบนโตะของตัวเองอีกครั้ง “ฉันพูดจริงๆนะ นั่งกันอยู่ตั้งสามคน แต่เอานมมาให้เธอคนเดียว จะคิดว่าเป็นอย่างอื่นได้ยังไงล่ะ” ฮารุกะพยักหน้าตาม “เอาจริงๆนะ…ถ้าจูรินะจังยังไม่มีเรนะซังฉันจะเชียร์เธอกับซายาเน่จริงๆด้วย” “โธ่! อย่าพูดแบบนั้นสิ ฉันน่ะคิดกับซายาเน่แค่เพื่อนเองนะ” “จริงของพารุจังนะ…ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้เธอมีเรนะซังอยู่ข้างๆแล้ว ฉันก็จะเชียร์เธอกับซายาเน่เหมือนกันแหละ” “มันเป็นไปไม่ได้หรอกนะ”จูรินะส่ายหน้าพรืด “ไม่ว่าฉันจะมีหรือไม่มีพี่อยู่ข้างๆฉันก็ยังคิดกับซายาเน่ได้แค่เพื่อน…ไม่ใช่แค่ซายาเน่ด้วย ทุกๆคนที่พยายามเข้ามานั่นแหละ ฉันให้ได้แค่ความเป็นเพื่อน” “ทำไมล่ะ”สองสายตาจ้องมองรอคอยคำตอบด้วยความอยากรู้ จูรินะยิ้มกว้าง “เพราะไม่ว่ายังไง…ฉันก็รักได้แค่พี่น่ะสิ”   เรียวขายาวก้าวนำเพื่อนเข้ามาในห้องพักของโรงแรมที่ทางโรงเรียนจัดเตรียมไว้ให้สำหรับนักเรียนมอปลายปีสามทั้งระดับชั้นที่มาเข้าค่ายไกลถึงโอซาก้า เรนะทิ้งตัวนั่งลงบนฟูกที่เพิ่งจะนำมาปูกับพื้นห้องไปเมื่อครู่ก่อน กว่าจะเสร็จกิจกรรมเมื่อช่วงหัวค่ำของโรงเรียนและได้กลับเข้าห้องก็เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว สายลมหนาวพัดเข้ามาทางประตูระเบียงที่ถูกเปิดทิ้งไว้ ห้องนอนไม่เล็กไม่ใหญ่ที่เพียงพอสำหรับคนห้าคนถูกปูฟูกจนเต็มพื้นห้อง แต่ละคนต่างนั่งประจำที่อยู่ที่ฟูกนอนของตัวเอง ในมือกดโทรศัพท์เล่นไปเรื่อยหลังจากที่ไม่ได้แตะมันเลยตั้งแต่ที่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียน “เฮ้ย!”นั่งเงียบๆกันได้ไม่นานเสียงร้องแสดงความตกใจของมินามิก็ดังขึ้น มือกีต้าร์ไซส์มินิยกสมาร์ทโซนเครื่องหรูขึ้นระดับใบหน้าให้เพื่อนทั้งสี่คนมองก่อนจะยิ้มกว้าง “การแข่งขันชิงทุนวงเราผ่านรอบแรกแล้วเว้ย!” นิ่งอึ้งกันไปสามวินาทีก่อนเสียงเฮลั่นจะตามมา สมาร์ทโซนเครื่องหรูถูกฉกฉวยไปดูต่อๆกันเพื่อความแน่ใจ รอยยิ้มดีใจปรากฏกว้างอยู่บนใบหน้าของคนทั้งห้า โทรศัพท์เครื่องบางกลับมาอยู่ในมือเจ้าของอีกครั้ง “กำหนดส่งวิดีโอรอบต่อไปเมื่อไหร่เหรอ”ยูโกะยื่นหน้าเข้าไปมองหน้าจอที่กำลังแสดงกำหนดการต่างๆ “สิ้นเดือนนี้…ก็อีกสองอาทิตย์” “มาพยายามกันอีกทีนะ” ทั้งสี่คนพยักหน้ารับคำของยูโกะ เสียงพูดคุยอย่างมีความสุขดังขึ้นไม่ขาด เรนะยกยิ้มบางยามมองเพื่อนสนิทที่กำลังยิ้มและหัวเราะกันอยู่ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนก้มมองโทรศัพท์ของตัวเองที่หน้าจอปรากฏเบอร์ของคนที่รอเขาอยู่ที่โตเกียว นิ้วเรียวยาวลังเลไม่กล้ากดปุ่มโทรออกจนคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันสังเกตเห็น โทโมมิมองปฏิกิริยาของเพื่อนตัวซีดที่ดูลังเลและยุ่งอยู่กับโทรศัพท์ “คิดถึงก็โทรไปสิ…มัวลังเลอะไรอยู่” “คิดถึงอะไร”เรนะมุ่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “จูรินะน่ะ…กำลังคิดถึงอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่โทรไปล่ะ”โทโมมิตอบเสียงเรียบ “แล้วโทโมะจินล่ะ ก็กำลังคิดถึงฮารุกะจังอยู่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ…ทำไมไม่โทรหาล่ะ” คนหน้านิ่งยกโทรศัพท์ที่เปิดโปรแกรมแชทค้างไว้ขึ้นมาให้คนตรงหน้าดู ก่อนจะดึงกลับไปพิมพ์ข้อความยึกยักเมื่อมีข้อความใหม่เด้งขึ้นมา “ฉันกำลังแชทกับพารุจังอยู่น่ะ ไม่กล้าโทรไปหาหรอก…กลัวว่าจะทนความคิดถึงไม่ได้แล้วนั่งชินคันเซนกลับโตเกียวซะคืนนี้เลย” “โทโมะจินโอเวอร์!”เสียงแหลมเล็กของมือเบสไซส์มินิดังขึ้นก่อนหมอนใบโตจะปลิวมาใส่หน้าโทโมมิจนคนหน้านิ่งหงายหลังไปกับฟูก มือเล็กหยิบหมอนสีขาวออกจากใบหน้า โทโมมิวางโทรศัพท์เครื่องหรูในมือลง สายตาคมกริบเงยขึ้นมองตัวการที่กำลังหัวเราะอย่างสะใจ “ยูโกะ!”เสียงตะโกนดังลั่น หมอนใบเดิมถูกปากลับไปใส่เจ้าของเมื่อโทโมมิไม่ยอมโดนอยู่ฝ่ายเดียว สงครามปาหมอนย่อมๆเกิดขึ้นและลุกลามไปทั่วเมื่อหมอนใบโตไม่ได้ถูกปามาจากคนแค่สองคน แต่แม้กระทั่งยูกิที่นั่งหัวเราะอยู่เฉยๆแล้วโดนลูกหลงก็ไปร่วมวงปาหมอนกับเพื่อนคนอื่นๆด้วย เรนะยิ้มขำยามเห็นเพื่อนสนิททั้งสี่คนตะโกนโหวกเหวกทั้งยังวิ่งหลบหมอนที่ถูกปาใส่ไปทั่วห้อง มือเรียวขาวซีดดันตัวเองออกจากฟูกนอน ขายาวก้าวออกไปยังระเบียงห้องก่อนจะเลื่อนประตูให้ปิดลง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์เครื่องบางที่ยังค้างอยู่ที่เบอร์เดิม คนตัวซีดใช้เรียวนิ้วแตะลงไปเบาๆบนปุ่มโทรออกแล้วยกมันแนบหู เรนะเงยหน้ามองจันทร์เต็มดวงขณะที่หูก็คอยฟังเสียงสัญญาณ ‘พี่คะ…’ เสียงที่ดังลอดออกมาเรียกให้มุมบางยกยิ้มขึ้นบางๆ “ฉันโทรมากวนเวลานอนหรือเปล่า”เรนะกรอกเสียงเรียบตอบกลับไป ‘ไม่ค่ะ ฉันยังไม่นอน’ “มัวแต่ทำอะไรอยู่ ดึกแล้วทำไมยังไม่นอนอีก”พูดไปเหมือนตำหนิ แต่เรนะกลับรู้สึกดีใจมากกว่าที่น้องสาวต่างสายเลือดยังไม่ชิงหลับไปเสียก่อน ‘ฉันกำลังรอโทรศัพท์จากพี่ไงคะ…คิดว่าจะไม่โทรมาแล้วซะอีก’เสียงหวานออกอาการแง่งอนจนคนที่ถือโทรศัพท์แนบหูแทบจะแทรกตัวผ่านเครื่องมือสื่อสารของตัวเองแล้วไปโผล่ตรงหน้าคนงอนเสียจริง ‘แล้วพี่ทำอะไรอยู่คะ’ “ฉันเหรอ…”เรนะเงียบไปเพียงครู่เดียวก่อนจะตอบคำถามนั้น “กำลังมองพระจันทร์อยู่น่ะ” ‘เหมือนฉันเลยค่ะ…ฉันก็กำลังมองพระจันทร์เหมือนกับพี่เลย’ รอยยิ้มปรากฏกว้างขึ้นบนใบหน้าขาวซีด เพราะยังไงจูรินะก็มองไม่เห็นแน่ๆคนตัวซีดเลยไม่ต้องพยายามทำเป็นนิ่งเฉยเหมือนทุกทีที่เคยทำมา เรนะลดรอยยิ้มลงให้มีเหลือเจือบางๆอยู่บนใบหน้า “นี่จูรินะ…ฉันมีเรื่องสงสัยอยากจะถามล่ะ” ‘เรื่องอะไรคะ’ เรนะสูดลมเย็นเข้าไปเต็มปอดก่อนจะปล่อยออกมา เสียงทอดอ่อนด้วยความสงสัยเอื้อนเอ่ย “เมื่อเช้าตอนที่เธอ…จุ๊บแก้มฉันน่ะ” ‘…’ปลายสายเงียบรอรับฟัง “หัวใจของฉันมันเต้นแรงมาก…เหมือนมันจะหลุดออกมาเลยล่ะ แต่ตอนที่มาถึงโอซาก้าแล้วคิดว่าจะไม่ได้เห็นหน้าเธอตั้งสามวัน…หัวใจมันก็รู้สึกโหวงแปลกๆ” ‘…’ เสียงทอดอ่อนยังคงพูดต่อไปเมื่อจูรินะกำลังเป็นผู้ฟังที่ดี เรนะถอนใจออกมาอีกครั้งและพูดถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังรู้สึกต่อไป “แต่ตอนนี้ ตอนที่ฉันกำลังคุยกับเธออยู่ หัวใจมันก็กลับมาเต้นแรงอีกแล้วล่ะ” ‘…’ปลายสายยังคงเงียบเช่นเดิม “นี่ฉัน…เป็นโรคหัวใจหรือเปล่า”ปลายเสียงแผ่วลงพร้อมกับนัยน์ตาที่สั่นไหวหลังจากเอ่ยประโยคที่เป็นกังวลออกไป เรนะกำโทรศัพท์แน่นยามรอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ แต่เสียงหัวเราะดังแผ่วมาจากปลายสายทำให้เรียวคิ้วขมวดมุ่น “เธอขำอะไรน่ะ…นี่ฉันซีเรียสนะ” ‘…คิกๆ’ แม้จะพูดออกไปอย่างนั้นแต่เสียงที่ตอบกลับมาก็ยังคงมีแต่เสียงหัวเราะ เรนะขมวดคิ้วมุ่นยามกรอกเสียงไม่สบอารมณ์ลงไป “ฉันซีเรียสจริงๆนะ ถ้าเกิดฉันเป็นอะไรขึ้นมา…แล้วใครจะเป็นคนดูแลเธอล่ะ” ‘พี่คะ’เสียงหัวเราะเงียบไป เรนะรอรับฟังอย่างตั้งใจหลังจากที่คนเป็นน้องเอ่ยเรียก ‘ไม่ต้องกังวลนะคะ พี่ไม่ได้เป็นอะไรหรอก…ดีแล้วล่ะที่หัวใจของพี่เต้นแรงแบบนั้น’ “มันดีแน่ใช่มั๊ย”คนตัวซีดถามย้ำเพื่อความแน่ใจ ‘ที่หัวใจของพี่เต้นแรงเพราะฉันแบบนี้…มันดีที่สุดเลยล่ะค่ะ’ แม้จะไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่ปลายสายบอกซักเท่าไหร่ แต่เรนะก็ยกมือขึ้นมาลูบท้ายทอยเบาๆเมื่อรู้สึกว่าจู่ๆก็เขินขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ “อ่า…ถ้าเธอบอกว่าดีก็โอเคแล้วล่ะ”เรนะทอดนัยน์ตาสีอ่อนของตัวเองออกไปไกลอย่างไร้จุดหมาย “นี่จูรินะ…ดึกแล้วนะ เธอไปนอนเถอะ” ‘ค่ะ…พี่ก็ต้องรีบนอนได้แล้วนะ ฝันดีนะคะ’ รอยยิ้มบางกลับมาฉายชัดบนใบหน้าอีกครั้ง “อืม…ฝันดีนะ ตอนนอนต้องห่มผ้าด้วยนะ  ถ้าหนาวมากก็ใส่ถุงเท้าด้วย” ‘ค่ะ’ “พรุ่งนี้ตอนไปโรงเรียนอย่าลืมใส่ผ้าพันคอไปด้วยนะ อย่าปล่อยให้ตัวเองป่วยรู้มั๊ย” ‘รู้แล้วค่ะ ฉันไม่ลืมหรอก’คนเป็นน้องตอบกลับมาให้เรนะยกยิ้มอย่างพอใจ “ถ้าอย่างนั้นก็ไปนอนได้แล้วล่ะ ฉันก็กำลัง…” ‘พี่คะ…’เสียงที่กำลังเอื้อนเอ่ยหยุดชะงักและเงียบไป เรนะปิดปากเงียบฟังสิ่งที่คนปลายสายกำลังบอกกัน ‘ฉัน…คิดถึงพี่นะคะ’ “…” ‘คิดถึงมากเลยล่ะ’ “ฉันก็เหมือนกัน” ‘…’ ลมหายใจสูดเข้าลึกสุดปอด เรนะพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอควันสีขาวพร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ปรากฏชัดบนใบหน้า “ฉันก็…คิดถึงเธอเหมือนกัน”   เช้าวันนี้ก็เหมือนกับเช้าที่ผ่านๆมาที่จูรินะต้องตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียน ห้องก็ห้องเดิม ครัวที่ใช้ทำอาหารก็ครัวเดิม เก้าอี้ที่นั่งก็เป็นตัวเดิม ทางที่ใช้ไปโรงเรียนก็เป็นทางเดิม แต่จูรินะกลับรู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม ก็เพราะว่าในวันนี้ไม่มีคนที่เธอรักเดินเคียงข้างเหมือนเดิม แม้จะมีเพื่อนทั้งสองอยู่ด้วยตลอดเวลาและชวนคุยอยู่เรื่อยๆก็ตามที จูรินะไม่ได้รู้สึกเหงา แต่กำลังรู้สึกคิดถึงคนที่อยู่ไกลกันต่างหาก ดูเหมือนว่าความคิดถึงของตัวเธอจะแปรผันตรงกับระยะทางที่อยู่ห่างไกลกับคนเป็นพี่นะ ตลอดครึ่งเช้าที่อยู่ในชั่วโมงเรียนนั้นความรู้ที่อาจารย์คอยพร่ำสอนกลับไม่เข้าหัวของจูรินะเลยซักนิด และในตอนนี้ก็เป็นเวลาพักกลางวันแล้ว แม้ว่าตัวเธอจะทานอาหารกลางวันไปเรียบร้อยแล้ว แต่ความรู้สึกคิดถึงคนไกลจนพาลให้ไม่อยากจะทำอะไรก็ยังไม่หายไปเสียที มือบางกดส่งข้อความที่พิมพ์ค้างไว้ตั้งแต่ชั่วโมงก่อนออกไป ลังเลอยู่นานว่าจะส่งไปดีมั๊ย เธอไม่กล้าโทรไปเพราะไม่รู้ว่าพี่สาวต่างสายเลือดกำลังติดกิจกรรมอยู่หรือเปล่า ตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้จึงมีเพียงแค่ส่งข้อความไปหาที่มีเนื้อความเพียงสั้นๆว่า …คิดถึง… ก้มมองหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ยังคงมืดสนิทไร้การเคลื่อนไหวใดๆ จูรินะถอนใจออกมาเบาๆ มือบางกำลังจะเก็บโทรศัพท์เครื่องบางลงกระเป๋าแต่หน้าจอกลับสว่างขึ้นและสั่นไปมาเมื่อมีสายเรียกเข้า “พี่คะ!”เสียงดีใจพูดออกไปหลังจากกดรับสายแล้ว ‘ข้อความของเธอน่ะ…ทำให้ฉันนั่งไม่ติดแล้วนะรู้มั๊ย’ ร่างบางขมวดคิ้วมุ่น จู่ๆก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงเรียบเฉยไร้โทนของคนที่เธอเฝ้ารอเพื่อจะได้เจอกันอีกครั้ง “ฉันรบกวนพี่เหรอคะ” ‘เปล่าหรอก…ไม่ได้รบกวนอะไรเลย แต่ว่า…’ “…” ‘…ฉันก็คิดถึงเธอนะ แต่มันมีอะไรแปลกไปหน่อยล่ะ’ “อะไรแปลกไปคะ”จูรินะถามด้วยความสงสัย รอปลายสายที่เงียบไปซักพักก่อนรอยยิ้มที่จางหายไปของเธอจะย้อนกลับคืนมาอยู่บนใบหน้าเมื่อได้ฟังคนที่แสนคิดถึงตอบกลับมา ‘มันไม่ใช่แค่คิดถึงเธอเฉยๆ…แต่ฉันคิดถึงเธอขั้นกว่าแล้วล่ะ’     ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ เม้นด้วยนะครับ By : Gekikara    
  3.     Chapter 9 : ในใจฉันมีเธอตอนไหน…มาเมื่อไรทำไมฉันไม่รู้ “เดี๋ยวๆหยุดเล่นก่อน…ยูกิเสียงกลองมันดรอปไปอ่ะ ปรับให้ดังกว่านี้อีกหน่อยได้มั๊ย” “โอเค…ลองอีกทีนะ”ไม้กลองถูกเคาะเป็นจังหวะก่อนเสียงเครื่องดนตรีทั้งห้าจะดังประสานกัน ทำนองจังหวะสนุกสนานดึงอารมณ์ของทุกคนให้คล้อยตาม สายตาห้าคู่สอดประสานกันหลังจากเสียงดนตรีเงียบลง “สรุปว่าใช้เพลงนี้นะ…วันจันทร์เราค่อยอัดจริงแล้วกัน” “งั้นวันนี้กลับบ้านกันดีกว่ามืดแล้ว…หิมะตกด้วย”ยูโกะพูดขึ้นขณะทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง เกล็ดหิมะสีขาวเริ่มโปรยปรายแม้จะอยู่ในอาคารแต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความหนาวเย็น “เรนะ…วันนี้ไม่ต้องไปทำงานที่ร้านมาเอดะซังเหรอ”คนตัวซีดเงยหน้าขึ้นจากกระเป๋ากีต้าร์ตามเสียงของโทโมมิ เรนะส่ายหน้าช้าๆ “ไม่ล่ะ ฉันคุยกับมาเอดะซังแล้วว่าขอทำแค่เสาร์อาทิตย์จะได้มีเวลาซ้อมดนตรี” โทโมมิพยักหน้ารับ “ฉันก็นึกว่าพวกแกโดนไล่ออกเพราะทาคามินะไปหักอกมาเอดะซังซะอีก” “ใครหักอกกัน! ถ้าไม่ติดว่าเรนะจำเป็นต้องทำงานที่นั่นนะฉันจะลาออกแล้ว!”มินามิทำเสียงฟึดฟัด “เอาน่าๆทาคามินะ…มาเอดะซังก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรซักหน่อย ออกจะน่ารักด้วยซ้ำนะ” มินามิถอนใจสะบัดหน้าหนีมือเบสไซส์มินิ “น่ารักกับผีน่ะสิยัยนั่นน่ะ…เผลอเมื่อไหร่ต้องลวนลามฉันตลอด” “ก็ทาคามินะซึนนี่นา” “ย๊า! ยูโกะ!” “เอาน่าๆ...ยูโกะเลิกแหย่ทาคามินะน่า เรนะ…มายุจังจะคุยด้วย เธอบอกว่าโทรหาแกไม่ติด”ยูกิพูดพลางส่งโทรศัพท์ให้เพื่อนตัวซีด เรนะขมวดคิ้วยามหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมาจากกระเป๋า หน้าจอที่มืดสนิททำให้คนตัวสูงต้องถอนใจ “แบตหมดน่ะ”มือขาวซีดรับโทรศัพท์มาจากเพื่อนสนิท “มายุจัง…มีอะไรเหรอ” ‘เรนะซัง…ตอนนี้ว่างหรือเปล่าคะ’เสียงร้อนรนดังออกมาจนเรนะนึกสงสัย “ว่างแล้ว มีอะไรหรือเปล่า” ‘ช่วยมารับจูรินะจังที่โรงเรียนตอนนี้ได้มั๊ยคะ’ยิ่งได้ฟังเรนะยิ่งขมวดคิ้ว รู้อยู่ว่าวันนี้น้องสาวต่างสายเลือดต้องทำกิจกรรมที่โรงเรียนและจะกลับบ้านช้ากว่าปกติ แต่เวลาที่ฟ้ามืดไปแล้วแบบนี้ทำไมจูรินะยังไม่กลับบ้าน “จูรินะเป็นอะไร”แม้จะถามกลับไปเรียบๆแต่ในน้ำเสียงนั้นฉายแววกังวลอย่างไม่ปิดบัง ‘เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยค่ะ…’   เรียวขายาวก้าววิ่งฝ่าความหนาวด้วยความรวดเร็ว ลมหายใจที่ถูกพ่นออกจากปากและจมูกแปรเปลี่ยนเป็นไอควันสีขาวเพราะความต่างของอุณหภูมิ อากาศรอบข้างหนาวเหน็บแต่ใบหน้าของเรนะกลับเต็มไปด้วยเหงื่อ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววกังวลอย่างไม่ปิดบัง คนตัวซีดวิ่งตรงเข้าไปในอาคารเรียนในโรงเรียนของน้องสาวต่างสายเลือดพลางกวาดสายตาไปทั่วเพื่อหาคนที่ตัวเขากำลังเป็นห่วง และก็เจอเธอนั่งอยู่ไม่ไกล “จูรินะ…เป็นอะไรมั๊ย”เรนะถลาเข้าหาคนเป็นน้องพร้อมกับมองสำรวจทั่วร่างเพื่อหาบาดแผล หลังจากได้รับโทรศัพท์และได้รู้ว่าจูรินะได้รับอุบัติเหตุเพียงแค่นั้นเรนะก็ไม่รอฟังอะไรต่อแล้ว คนตัวซีดแทบจะวิ่งออกจากโรงเรียนหากไม่ถูกเพื่อนๆรั้งไว้แล้วพากันนั่งรถของโทโมมิมาแทนการวิ่งแบบไม่ลืมหูลืมตา “ทำไมทำอะไรไม่ระวังตัว” “พี่คะ…ฉันไม่เป็นอะไร”จูรินะพูดเสียงอ่อนยามมองคนร่างสูงที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า “ไม่เป็นอะไรจริงๆนะ” “เกือบจะเป็นน่ะสิ…ถ้าซายาเน่จับเธอไว้ไม่ทันเธอได้ตกบันไดลงมาแน่ๆจูรินะจัง”ฮารุกะพูดขึ้นให้เรนะหันมองเจ้าของชื่อในประโยคจึงเห็นเด็กสาวคนหนึ่งใบหน้าคมผมซอยสั้นตัวไม่สูงมากนักยืนอยู่ในกลุ่มด้วย เรนะดันตัวยืนเต็มความสูง เสียงเรียบเอ่ยขึ้น “เธอ…ซายาเน่สินะ” “ค่ะ ยามาโมโตะ ซายากะค่ะ” “ซายากะ…ขอบคุณที่ช่วยจูรินะ ถ้าไม่ได้เธอจูรินะคงแย่” เด็กสาวผมซอยสั้นส่ายหน้าช้าๆ “ไม่เป็นไรค่ะฉันเต็มใจช่วย”เสียงห้าวเอ่ยบอก เรนะมองคนที่ตัวเล็กกว่าเขาหลายเซนหันกลับไปหาน้องสาวต่างสายเลือดที่นั่งอยู่ “ฉันไปก่อนนะจูรินะ คราวหน้าระวังด้วย...แต่ถ้าเธอไม่มั่นใจฉันจะคอยระวังให้อีกแรง" “ขอบคุณนะซายาเน่”จูรินะส่งยิ้มให้คนที่เดินจากไปก่อนจะหันกลับมาหาคนที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า “พี่คะ…” “กลับบ้านกันเถอะ”เรนะพูดเสียงเรียบ รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุเมื่อเห็นสายตาที่เด็กคนนั้นมองคนของตัวเอง จูรินะนิ่งไปเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของคนเป็นพี่ สายตาของพี่ ท่าทางของพี่ จูรินะพอจะรู้แล้วว่าพี่สาวต่างสายเลือดเป็นอะไร ร่างบางขมวดคิ้วมุ่นพลางทำหน้าให้ดูเจ็บปวด “พี่คะ…เจ็บขาจัง” “เจ็บมากหรือเปล่า”นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววห่วงใยอย่างไม่ปิดบัง แม้จะยังรู้สึกขุ่นเคืองแต่ความเป็นห่วงนั้นมีมากกว่า เรนะคุกเข่าลงพลางมองสำรวจสองขาเรียวก่อนจะพบรอยบวมแดงที่ข้อเท้าข้างขวา “เดินไหวมั๊ย” ใบหน้าใสส่ายไปมา “เจ็บมากเลยค่ะ” “เอาไงเรนะ โทโมะจินไปส่งไม่ได้ด้วย มีธุระด่วนที่ผับ”ยูกิพูด โทโมมิเก็บโทรศัพท์ที่เพิ่งวางสายจากลูกน้องที่โทรมาตาม “ขอโทษทีนะมันด่วนจริงๆ” “ไม่เป็นไร…พวกฉันกลับกันเองได้ เดินไปแปบเดียวก็ถึงแล้ว แกรีบไปเถอะดูเหมือนที่ผับจะมีเรื่องยุ่งนะ”มินามิพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าเพื่อนรักหน้านิ่งกำลังทำหน้าลำบากใจ “แต่ว่า…พารุจังต้องรอรถเมล์นะคะ กว่ารถเที่ยวต่อไปจะมาก็อีกตั้งสี่สิบนาที ฉันไม่อยากให้พารุจังรอคนเดียว” “ทำยังไงดีล่ะ หิมะก็เริ่มตกหนักแล้วด้วย ถ้าอยู่นานกว่านี้เราเองจะกลับบ้านกันไม่ได้นะ”ยูโกะพูดพลางลูบคางตัวเองอย่างครุ่นคิด “ฉันกลับเองได้ค่ะไม่เป็นอะไรหรอก”ฮารุกะขัดขึ้นเมื่อเห็นว่าเป็นเพราะเธอที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วง มินามิส่ายหน้าปฎิเสธ “ไม่ได้หรอก เป็นผู้หญิงจะกลับบ้านคนเดียมมืดค่ำเป็นนี้ได้ยังไง อันตรายจะตาย” “แต่ว่า…” “เดี๋ยวฉันไปส่งเอง” “เอ๋!” โทโมมิถอนใจเสียงแผ่ว “เดี๋ยวฉันไปส่งเอง ทุกคนกลับบ้านไปเถอะ” “แต่โทโมะจินต้องไปทำธุระที่ผับไม่ใช่เหรอ” “ก็ใช่…แต่คงใช้เวลาไม่นานหรอก เสร็จธุระแล้วฉันจะไปส่งพารุจังให้เอง” “เอางั้นก็ได้” “โอเค…พวกแกตามไปยกของที่รถด้วย”โทโมมิพูดก่อนจะเดินนำไปโดยมีมินามิ ยูกิ และฮารุกะเดินตาม เรนะมองตามหลังเพื่อนๆที่เดินออกไปก่อนจะหันกลับมาหาคนเป็นน้อง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองรอยบวมแดงนิ่งๆ คนตัวซีดดันตัวขึ้นก่อนจะถอดเสื้อแขนยาวของตัวเองออกแล้วนำมันไปสวมให้จูรินะ มือเรียวขาวซีดดึงฮูทขึ้นคลุมศีรษะคนที่ยังนั่งนิ่งแล้วจึงหันหลังและย่อตัวลง “ขึ้นมาสิ”เสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้น “พี่จะทำอะไรคะ” “ให้เธอขี่หลังไง…ดูจากสภาพแล้วเธอคงเดินไม่ไหว” “แต่ว่า…” “ไม่เชื่อใจฉันเหรอ”ใบหน้าขาวซีดที่หันมาให้มองเห็นได้เพียงครึ่งเดียวมีแววอ่อนโยนมากกว่าที่เคยรู้สึก รอยยิ้มบางๆที่ปรากฏขึ้นบนเรียวปากสะกดให้คนมองหลงใหลได้ไม่ยาก “ถึงฉันจะไม่ได้อยู่ช่วยตอนที่เธอเกือบจะตกบันได แต่ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำเธอตกจากหลังฉันแน่ๆ…เชื่อใจฉันมั๊ย” เรียวแขนบางโอบรอบลำคอระหงส์ของคนเป็นพี่ จูรินะทิ้งตัวแนบลงกับแผ่นหลังบาง “ฉันเชื่อใจพี่ค่ะ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏกว้างขึ้น เรนะดันตัวลุกขึ้นอย่างระมัดระวังแล้วก้าวเดินฝ่าละอองหิมะไปก่อนจะหยุดลงที่หน้าประตูโรงเรียน “โทโมะจินไปแล้วเหรอ” “ไปแล้วล่ะ…กระเป๋าของจูรินะล่ะเดี๋ยวฉันถือให้”มินามิถาม “เดี๋ยวฉันถือเองดีกว่าแค่นั้นแกก็หนักมากแล้ว”เรนะมองกระเป๋ากีต้าร์ของตัวเองที่เพื่อนตัวเล็กถือไว้ในมืออีกทั้งยังมีกระเป๋าเป้อีกด้วย ทั้งที่มินามิก็ต้องแบกกีต้าร์และกระเป๋าของตัวเองเช่นกัน “รีบกลับกันเถอะ…ยูโกะ ยูกิกลับบ้านดีๆนะ” “แกด้วย…ไปนะ”ทุกคนต่างล่ำลากันก่อนจะแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง เรนะก้าวเดินไปตามทางฝ่าละอองเกล็ดหิมะที่โปรยปรายหนักขึ้น เสื้อนักเรียนตัวบางไม่อาจปกป้องผู้ใส่จากอากาศหนาวติดลบได้ แต่คนตัวซีดกลับไม่รู้สึกหนาวเหน็บอะไรนักเพราะความอบอุ่นที่แนบอยู่ที่แผ่นหลัง เสียงลมหายใจดังขึ้นข้างหูเมื่อจูรินะวางคางไว้บนไหล่ของเขา “พี่คะ…” “หื้ม” “ตอนที่ฉันยิ้มให้ซายาเน่…พี่หวงฉันเหรอคะ” แม้จะชะงักไปกับคำถามแต่เรนะก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมากไปกว่านั้น เรียวขายาวยังคงก้าวเดินต่อไป “แล้วฉันหวงเธอได้หรือเปล่าล่ะ ถ้าหวงไม่ได้ก็ไม่หวง แต่ถ้าหวงได้ฉันก็หวง…มากด้วย” จูรินะยิ้ม แขนบางโอบกระชับแน่นขึ้น “หวงได้สิคะ…ฉันดีใจนะคะที่พี่ยอมพูดตรงๆ” “แล้วปกติฉันพูดไม่ตรงหรือไง” “ไม่ใช่ว่าไม่ตรงค่ะ แต่พี่ไม่พูดเลยต่างหาก”จูรินะถอนใจหลังจากพูดจบ เรียวแขนบางยิ่งกระชับแน่นเพราะอากาศที่หนาวเหน็บ “ถ้าพี่พูดสิ่งที่คิดออกมามากกว่านี้จะดีมากเลยค่ะ” “จะพูดมากไปทำไมล่ะ…ไม่ได้มีใครอยากฟังซักหน่อย” “ไม่จริงนะ”ใบหน้าขาวใสหันมองคนที่กำลังก้าวเดิน ริมฝีปากบางแนบชิดใบหูขาวซีด เสียงหวานกระซิบแผ่วเบาแล้วผละออก จูรินะมองใบหูของคนเป็นพี่ที่ขึ้นสีแดงระเรื่อไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศที่หนาวจัดหรือเขินกันแน่ แต่คิดว่าน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า “ฉันน่ะ…รักเสียงของพี่ที่สุดเลยค่ะ”   บานประตูถูกปิดลงโดยมือกีต้าร์ไซส์มินิหลังจากที่นำกระเป๋ากับกีต้าร์เข้าไปวางไว้ในห้องนั่งเล่นให้แล้วจึงกลับออกไป เรนะวางร่างคนที่อยู่บนหลังลงบนโซฟาช้าๆก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นห้อง มือเรียวประครองจับข้อเท้าคนน้องเบาๆอย่างกลัวว่าเธอจะเจ็บและบรรจงถอดถุงเท้าออกให้ มืออีกข้างลูบไปตามรอยบวมช้าๆพลางเงยหน้ามองจูรินะที่กำลังนิ่วหน้าอยู่บนโซฟา “เจ็บมากมั๊ย”เมื่อเห็นคนเป็นน้องพยักหน้าเรนะจึงก้มลงไปมองรอยแดงนั้นอีกครั้ง “มันแค่แพลงน่ะ เธอพอจะเดินไหวมั๊ย…เข้าไปอาบน้ำซะเดี๋ยวฉันจะนวดยาให้”คนตัวซีดลุกขึ้นประครองคนเป็นน้องให้ยืนตาม “เธอกินข้าวหรือยัง” “ทานขนมปังไปเมื่อตอนเย็นค่ะ” “งั้นเธอไปอาบน้ำ ฉันจะทำซุปให้เธอเอง”เรนะพูดก่อนจะเดินหายเข้าห้องครัวไป จูรินะกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอขณะมองตามหลังของคนเป็นพี่ “พี่จะทำอาหารเหรอคะ” “ทำไมล่ะ…เธอไม่เชื่อใจฉันเหรอ”เสียงคนเป็นพี่ตะโกนออกมาให้จูรินะยิ้มอ่อน “ฉันเชื่อใจพี่ค่ะ แต่ว่า…”เสียงหวานตอบกลับไป “…พี่อย่าระเบิดครัวนะคะ” “ไม่หรอกน่า! ไปอาบน้ำได้แล้ว!” เพราะเหตุนั้นทำให้จูรินะต้องยอมพาตัวเองเดินหายเข้าห้องนอนไป ใช้เวลาไม่นานในการอาบน้ำชำระร่างกายแม้ว่าจะลำบากซักนิดเพราะข้อเท้าที่ปวดจี๊ดตลอดเวลาที่เผลอลงน้ำหนักลงไปแต่ในที่สุดก็จัดการตัวเองจนเสร็จ จูรินะในชุดนอนกระโปรงยาวลายหมีน้อยยืนมองแผ่นหลังของพี่สาวต่างสายเลือดที่หันรีหันขวางทำอะไรไม่ถูกขณะที่กลิ่นไหม้ลอยมาเตะจมูก “พี่คะ…” เรนะหันมองต้นเสียง เรียวคิ้วขมวดมุ่นหางตาตก ถ้าหากหูลู่ลงได้จูรินะก็คงจะเห็น “จูรินะ…มันกินไม่ได้แล้วอ่ะ” เสียงหงอยๆของคนเป็นพี่นั้นจูรินะก็อยากจะขำอยู่หรอก แต่เมื่อเห็นความพยายามแล้วมันก็ขำไม่ออก รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นและส่งมันไปให้คนหน้าหงอย “ไม่เป็นไรนะคะ ฉันไม่หิวเท่าไหร่” “ไม่เป็นไรไม่ได้นะ เธอต้องกินให้มีอะไรอยู่ในท้องบ้าง”เรนะก้าวเข้าหาคนเป็นน้อง มือเรียวดึงรั้งให้จูรินะนั่งลงที่เก้าอี้ “ฉันรู้แล้วว่าจะทำซุปได้ยังไง” “ทำยังไงคะ”จูรินะขมวดคิ้วมองคนเป็นพี่ที่เดินไปหยิบโทรศัพท์ที่เสียบชาร์ตไว้มากดยิกๆแล้วยกมันแนบหู นิ่งไปซักพักรอยยิ้มจากใบหน้าขาวซีดก็ปรากฏขึ้น “ทาคามินะ…” ด้วยเหตุนี้ ทาคาฮาชิ มินามิ จึงมายืนหน้าเบื่อโลกทำซุปให้เพื่อนตัวซีดที่ยืนยิ้มพิงกรอบประตูอยู่ไม่ไกล เรนะยิ้มมองเพื่อนสนิทจับนู่นหยิบนี่อย่างคล่องแคล้วให้เขาสบายใจว่าจูรินะจะได้ทานซุปที่ดีกว่าเขาลงมือทำเองแน่ๆ ยืนมองไปเพลินๆจู่ๆมินามิก็หันกลับมามองกันให้เรนะเลิกคิ้วด้วยความสงสัย “อย่า…” เรนะขมวดคิ้ว “อย่าอะไร” “อย่าเข้าครัวอีกเด็ดขาด แกจะระเบิดคอนโดฉันหรือไง” “ก็…ฉันอยากทำซุปให้จูรินะนี่นา” มินามิมองเพื่อนสนิททำคิ้วตกพลางถอนใจออกมาเบาๆ “ฉันดีใจนะที่แกเปลี่ยนตัวเอง แต่ขอล่ะ…แกจะทำอะไรก็ได้เพื่อจูรินะ แต่ต้องไม่ใช่การทำอาหาร” “ฉันแค่หวังดีนะ” “แต่แกมันเป็นผู้ก่อการร้ายทางอาหาร!” มินามิกลับไปแล้วหลังจากทำซุปที่สามารถทานได้ให้ เรนะปิดประตูลงหลังจากที่เดินมาส่งเพื่อนตัวเล็กก่อนเดินกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองคนเป็นน้องที่นั่งตักซุปเข้าปากอยู่บนโซฟา เรนะยกยิ้มบางๆ มือเรียวคว้าหลอดยามาไว้ในมือแล้วก้าวเข้าไปหาจูรินะก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนพื้น มือขาวซีดประครองข้อเท้าบางมาวางไว้บนตักของตัวเอง เรนะบีบเนื้อยาสีขาวและปายมันไปที่รอยบวมแดงก่อนจะออกแรงนวดเบาๆ “นี่จูรินะ…ทีหน้าทีหลังน่ะระวังตัวเองให้มากกว่านี้หน่อยนะ เธออาจจะไม่โชคดีเหมือนครั้งนี้ที่มีคนช่วยทัน” “ค่ะ…ฉันจะระวัง” เรนะเงยหน้า “ฉันน่ะไม่อยากให้เธอเป็นอันตราย แล้วก็ไม่อยากให้ใครมาปกป้องเธอแทนฉันด้วย…หน้าที่นั้นน่ะ…มันเป็นของฉันนะ” “ฉันจะไม่ให้ใครมาแย่งหน้าที่ของพี่อีกแน่นอนค่ะ” เมื่อได้คำตอบที่พอใจเรนะจึงยิ้มออกมาบางๆ มือเรียววางเท้าของคนเป็นน้องไว้ที่พื้นดังเดิม คนตัวซีดยืดตัวขึ้นก่อนจะกอดเอวจูรินะไว้หลวมๆ ใบหน้าซุกลงกับหน้าท้องที่เริ่มนูนออกมาเล็กน้อย “ลูกนอนอยู่ในนี้…ลูกของเรานอนอยู่ในนี้สินะ” จูรินะวางถ้วยซุปในมือลงแล้วเปลี่ยนมาลูบเส้นผมสีดำสนิทของคนที่ซุกกอดตัวเธอไว้แทน “เขาอยู่ในนี้ค่ะ”มือบางวางทาบทับมือเรียวที่วางแนบอยู่กับหน้าท้องของเธอ เรนะผละตัวออกจากอ้อมกอด “เมื่อไหร่จะได้เจอกันนะ…อยากเจอเร็วๆจัง” “อีกแค่หกเดือนเองค่ะ”จูรินะยิ้ม “พี่ต้องเป็นคนตั้งชื่อให้แกนะคะ” “ฉันมีชื่อที่คิดไว้แล้วล่ะ”   เสียงเพลงอึกกระทึกที่ได้ยินทำให้ฮารุกะขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นัก เด็กสาวเดินลัดเลาะกลุ่มคนตามหลังโทโมมิผู้เป็นเจ้าของผับเข้าสู่วงล้อม แม้ตอนแรกจะไม่สนใจอะไรนักแต่เมื่อเห็นเหตุการณ์ในวงล้อมนั้นแล้วกลับทำให้ฮารุกะตาโต กลุ่มชายสามถึงสี่คนตะลุมบอนกันอยู่ตรงนั้นขณะที่คนที่พยายามเข้าไปห้ามกลับโดนลูกหลงจนเจ็บกันระนาว ฮารุกะมองพี่สาวเจ้าของผับที่กำลังคุยกับพนักงานคนหนึ่ง “เป็นแบบนี้มานานแล้วครับ ใครเข้าไปห้ามก็โดนลูกหลงกันออกมาหมด แขกบางคนเริ่มออกจากร้านกันแล้วครับ บอสช่วยจัดการให้ทีสิครับ” “เดี๋ยวฉันจัดการเอง”โทโมมิพูดเสียงเรียบ ดวงตาคมหันมองฮารุกะที่ตามเข้ามาด้วย ใจหนึ่งก็อยากให้รออยู่ที่รถ แต่อีกใจก็ไม่อยากให้เด็กสาวห่างจากสายตาเพราะความเป็นห่วง “รอพี่อยู่ตรงนี้นะพารุจัง ห้ามเดินไปไหนเด็ดขาด…ดูเธอไว้ด้วย”สั่งเสร็จโทโมมิก็เดินเข้าไปในวงล้อมพร้อมการ์ดของเธออีกสองคน มือเล็กคว้าจับไหล่ของชายคนหนึ่งให้หันมองก่อนโทโมมิจะกระแทกหมัดของตัวเองเข้าใส่ใบหน้านั้นอย่างจังจนชายหนุ่มมึนไปชั่วขณะแล้วผลักร่างของชายคนนั้นให้การ์ดของตัวเองคุมตัวไว้ จัดการไปได้หนึ่งยังเหลืออีกสาม เรียวขาก้าวเข้าหาคนทั้งสาม คนหน้านิ่งเบี่ยงตัวหลบหมัดของใครคนหนึ่งที่พุ่งตรงมาแล้วจับแขนข้างนั้นไว้แน่ โทโมมิกระแทกเข่าใส่หน้าท้องชายคนนั้นไปสามทีไม่ขาดไม่เกินแล้วส่งตัวให้การ์ดไป เหลืออีกสองคนที่ยังนัวเนียกันจนแยกไม่ออก โทโมมิสาวเท้าเข้าไปใกล้ มือเรียวรั้งไหล่ชายคนหนึ่งที่กำลังจะเหวี่ยงหมัดใส่คู่กรณี เพราะไม่ทันระวังตัวทำให้หมัดนั้นกระแทกเข้ามาที่มุมปากอย่างจัง โทโมมิมองหน้าชายคนนั้นนิ่งขณะที่เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากแผลที่แตกออก หมัดหลุนๆสองหมัดพุ่งเข้าใส่ท้องของชายคนนั้นจนทรุดลงไปนอนกับพื้น โทโมมิเดินเข้าหาชายคนสุดท้ายที่ยังตามสถานการณ์ไม่ทัน มือเรียวเล็กกดหัวชายหนุ่มลงกับโต๊ะตรงนั้นอย่างแรงจนชายคนนั้นหมดหนทางขัดขืน “อย่ามาก่อเรื่องในผับของฉัน!”เสียงเกรี้ยวกราดตะโกนใส่ชายที่ใบหน้ายังถูกกดติดกับโต๊ะ ดวงตาคมกวาดมองไปทั่วก่อนจะหันกลับไปหาพนักงานร้าน “เอาตัวออกไปแล้วอย่าให้พวกมันกลับเข้ามาอีก” “คุณหนูครับ…”โทโมมิหันตามเสียงเรียก การ์ดตัวโตชี้นิ้วไปที่มุมปากให้คุณหนูของเขารู้สึกตัว คนหน้านิ่งยกมือแตะมุมปากเบาๆพลางถอนใจเมื่อรู้สึกได้ถึงของเหลวหนืดที่ติดมือมา “จัดการที่นี่ให้เรียบร้อย ฉันจะกลับแล้ว…อ่อ อย่าให้พ่อรู้เรื่องนี้” “โทโมะจินซัง” “ไปเถอะ กลับบ้านกัน”มือเล็กคว้าจับมือบางของเด็กสาวให้เดินออกไปด้วยกัน ภายในรถคันหรูเงียบสนิทมีเพียงเสียงบอกทางเป็นระยะจากฮารุกะเท่านั้น แม้จะอยากชวนคนข้างๆคุยเพื่อบรรเทาความอึดอัด แต่เมื่อแววของความเหนื่อยล้าจากคนหน้านิ่งจึงทำให้ฮารุกะล้มเลิกความคิดนั้นไป ใช้เวลาไม่นานBMWคันหรูก็หยุดนิ่งลงที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง โทโมมิเงยหน้ามองบ้านขนาดกลางที่ปิดไฟมืดสนิท “ทำไมมันมืดแบบนี้ล่ะ…ไม่มีใครอยู่บ้านเหรอ” “ฉันอยู่คนเดียวน่ะค่ะ…เข้ามาก่อนมั๊ยคะ”ฮารุกะพูดขึ้น เรียวขาบางก้าวนำคนที่เดินตามมาช้าๆ ไฟชั้นล่างสว่างขึ้นหลังจากเด็กสาวกดสวิตช์เพียงครั้งเดียว ฮารุกะเดินนำเข้าไปก่อนจะได้ยินเสียงขออนุญาตเบาๆจากคนที่ตามมา “นั่งรอซักครู่นะคะ” โทโมมินั่งลงที่โซฟาตามคำบอกของเจ้าของบ้าน ดวงตาคมมองสอดส่ายไปทั่วอย่างสำรวจก่อนจะเห็นเด็กสาวเจ้าของบ้านเดินกลับมาพร้อมแก้วน้ำในมือและกล่องปฐมพยาบาล “พารุจังจะทำอะไรน่ะ”คนหน้านิ่งถามขึ้นหลังจากมองเด็กสาวเปิดกล่องปฐมพยาบาลแล้วขยับตัวเข้ามาใกล้ “ทำแผลให้ไงคะ” “เดี๋ยวพี่กลับไปทำเองที่บ้านก็ได้”โทโมมิพูดพลางเบนตัวหนีมือบางที่ยื่นเข้ามาหา ฮารุกะขมวดคิ้ว “จะรอให้เลือดไหลหมดตัวก่อนหรือไงคะ…อยู่เฉยๆเลยนะ”คนหน้านิ่งจำต้องทำตามคำบอกของเจ้าของบ้าน โทโมมิยอมอยู่นิ่งๆยามที่ฮารุกะนำสำลีชุบยามาทาให้ “ทำไมต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงแบบนั้นด้วยล่ะคะ ไม่สิ…ทำไมต้องเปิดผับทั้งที่รู้ว่าจะต้องมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น” โทโมมิยิ้มบาง “แค่ทำเพราะเหงาน่ะ” “เหงา”คิ้วเรียวเลิกขึ้นอย่างสงสัยขณะที่สองมือก็เก็บอุปกรณ์กลับเข้าที่เดิม “พี่ก็ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เหมือนกัน…พวกท่านทำงานน่ะ”นัยน์ตาคมกริบฉายแววของความเหงาและโดดเดี่ยวออกมาอย่างไม่อาจปิดบัง “ความรักที่พี่ได้รับจากพ่อแม่คือเงินที่ใช้เท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่ลดลงเลย แต่ว่า…ความรักแบบนั้นพี่ไม่ต้องการมันเลยซักนิด” “โทโมะจินซัง…” “พี่กลับบ้านดีกว่า รบกวนพารุจังนานแล้ว”โทโมมิดันตัวลุกออกจากโซฟา ปรับเปลี่ยนอารมณ์เร็วจนฮารุกะตามไม่ทัน เรียวขาก้าวเดินออกจากประตูก่อนจะหันมองคนที่เดินตามออกมาส่ง “ปิดบ้านดีๆนะ อย่าลืมล๊อคประตูให้เรียบร้อยด้วย…ถ้ามีอะไรโทรหาพี่” ฮารุกะพยักหน้ารับ “โทโมะจินซังก็กลับบ้านดีๆนะคะ…ถ้าถึงบ้านแล้วโทรบอกฉันด้วย” โทโมมิยกยิ้มถูกใจ “เป็นห่วงพี่เหรอ”รอยยิ้มที่มีทำให้ฮารุกะหลบสายตาไป จู่ๆก็เกิดเขินอายกับคำพูดนั้นขึ้นมาเสียเฉยๆ แต่ความรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบและอยากจะเอาคืนก็มีมากเช่นกัน ฮารุกะเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า “ถ้าไม่พูดคุณจะไม่รู้ใช่มั๊ยคะว่าฉันเป็นห่วง” “…” “ฉันน่ะ…เป็นห่วงโทโมะจินซังนะคะ”    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ ไม่ค่อยมีเม้นเลยอ่า หรือว่าจะไม่มีคนอ่าน ไหนใครอ่านอยู่ช่วยแสดงตัวหน่อยได้มั๊ยครับ By : Gekikara            
  4.     Chapter 8 : คืนนี้มีดาวอยู่ล้านดวงขอได้ไหมสักดวงหนึ่ง…ช่วยฟังฉันที อาการครั่นเนื้อครั่นตัวปรากฏให้เห็นเด่นชัด ใบหน้าที่ขาวซีดอยู่แล้วกลับซีดเซียวกว่าเดิมจนไร้สีเลือด เหงื่อเม็ดใสผุดขึ้นเต็มใบหน้าจนต้องคอยใช้ผ้าซับออกไป ลมหายใจร้อนผ่าวระบายออกจากเรียวปากที่เผยอ้ารวดเร็วและถี่รัว จูรินะใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนจากร่างกายให้คนป่วย หลังจากเกลี้ยกล่อมให้คนเป็นพี่ยอมไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมาพักผ่อนก็ผ่านไปเพียงสี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง อาจเป็นเพราะวันทั้งวันที่เรนะตากฝนทำให้ตกดึกไข้จึงขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ร่างขาวซีดนอนกระสับกระส่ายแลดูทรมารจากพิษไข้ที่กำลังรุมเร้า “พี่คะ…ทานยาหน่อยนะ”มือบางประครองคนเป็นพี่ให้ลุกขึ้นนั่งก่อนจะช่วยส่งยาเข้าปากซีดพร้อมกับน้ำ จูรินะวางร่างของคนป่วยให้กลับลงไปนอนดังเดิม ผ้าห่มผืนหนาถูกดึงขึ้นและคลุมลงไปยังร่างที่กำลังสั่นเทาเพราะพิษไข้ “จูริ..นะ…”เปลือกตาที่ปิดสนิทปรือเปิดขึ้นพร้อมกับมือเรียวที่แทบไร้เรี่ยวแรงคว้าจับมือของพยาบาลจำเป็นไว้แน่น จูรินะหันมองมือที่ดึงรั้งเธอไว้ก่อนจะเงยหน้ามองใบหน้าขาวซีดที่กำลังปรือตามองกัน “อย่า…ไปไหน” คนน้องยิ้มบาง “ฉันแค่จะเอาน้ำไปทิ้งค่ะ…พี่นอนนะคะ เดี๋ยวฉันกลับมา”มือบางแกะมือของเรนะออกจากข้อมืออย่างแผ่วเบา จับมือเรียวที่ร้อนผ่าววางไว้ใต้ผ้าห่มก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกะละมังใส่น้ำ ใช้เวลาเพียงไม่นานจูรินะก็กลับเข้ามาในห้องนอนอีกครั้ง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนปรือมองคนเป็นน้องที่เดินเข้ามา “มาช้า...จัง”เสียงแหบแห้งเอ่ยบอกให้จูรินะเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ “ทำไมยังไม่นอนคะ” “ก็เธอยัง…ไม่มา” จูรินะเลิกคิ้ว “ตอนนี้มาแล้วไงคะ นอนได้แล้วนะ”มือบางกดปิดสวิตช์ไฟที่กำลังทำงานให้ทั้งห้องมืดลงเหลือเพียงแสงจากโคมไฟที่ยังทำหน้าที่ให้ความสว่าง เด็กสาวเดินไปยังเตียงนอนแล้วนั่งลง แต่ก็ต้องมุ่นคิ้วด้วยความสงสัยอีกครั้งเมื่อเห็นว่าคนป่วยยังลืมตามองกันอยู่แม้เธอจะกลับมาที่เตียงแล้วก็ตาม “พี่คะ…ต้องนอนแล้วนะ” เรนะตอบกลับตาใส “เธอยังไม่นอน” เอาสิ! เพิ่งเคยเห็นคนเป็นพี่ทำตัวเป็นเด็กก็วันนี้แหละ จูรินะยกยิ้มมองพี่สาวต่างสายเลือดที่ยังฝืนปรือตามองทั้งที่เปลือกตาแทบจะปิดเต็มที “พี่เป็นเด็กหรือไงคะ…ต้องรอให้มีคนกล่อมถึงจะหลับได้เหรอคะ” “งือ..ฉันเป็นเด็กไม่ได้หรือไง”ท่าทางเรนะจะเป็นไข้หนักจริงๆ นี่ก็คงจะเพ้อเพราะพิษไข้แน่ๆถึงได้แสดงท่าทางน่ารักน่าหยิกแบบตอนนี้ มือขาวซีดกำผ้าห่มดึงขึ้นสูงปิดปากของตัวเองไว้ขณะตาปรือๆมองหน้าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ “ถ้าฉันเป็นเด็ก…เธอจะทิ้งฉันเหรอ” “ยังไม่ได้พูดแบบนั้นเลยนะ…บอกแล้วไงคะว่าไม่มีวันทิ้งไปไหนน่ะ”เด็กสาวทิ้งตัวลงนอน มือบางดึงร่างคนเป็นพี่มาไว้ในอ้อมแขน จูรินะลูบผมนุ่มแผ่วเบาพลางกดจมูกลงไปที่เส้นผมสีดำสนิท “เด็กดีต้องนอนแล้วนะคะ” เรนะซุกใบหน้าเข้าหาความอบอุ่น เรียวแขนที่ร้อนผ่าวกอดรั้งร่างคนเป็นน้องไว้แน่นดั่งกลัวว่าคนคนนี้จะหายไปยามที่เขากำลังหลับใหล “อย่าไปไหนนะ”เปลือกตาบางปิดทับลูกแก้วใส “อย่าทิ้งฉันไป…ฉันไม่เหลือใครแล้ว”เสียงแผ่วเบาฟังดูเลื่อนลอยก่อนสติคนพูดจะขาดหายไป “ฉันเหลือแค่…เธอ”   แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามาในห้องนอนที่ไม่ได้ปิดม่านไว้ เปลือกตาที่ปิดไปหลายชั่วโมงปรือเปิดขึ้นเมื่อมันถูกรบกวนจากปัจจัยภายนอก มือเรียวขาวซีดยกขึ้นกุมขมับเมื่อรู้สึกว่ามันหนักอึ้งและปวดจี๊ดจนแทบจะระเบิด เรนะกวาดนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนไปทั่วห้องหาคนที่นอนกอดตัวเขาอยู่ทั้งคืนแต่ตอนนี้กลับหายตัวไปซะได้ ก็อยากจะงอแงอยู่หรอกหากแต่เมื่อเห็นเวลาที่เด่นหลาอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์เครื่องบางก็ต้องยอมเข้าใจ เมื่อเลขหนึ่งสองตัวนำตามมาด้วยเลขสามกับเจ็ดฉายชัดอยู่บนนั้น เวลาเกือบเที่ยงวันสมควรแล้วที่จูรินะจะลุกจากเตียง วันนี้เป็นวันหยุดและเรนะก็โทรลางานล่วงหน้าไว้แล้ว ในตอนนี้จึงไม่มีปัญหาหากเขาจะนอนจมที่นอนต่อไป แต่ความรู้สึกแห้งผากในลำคอเรียกร้องให้เขาต้องลุกขึ้น เรียวขายาวเดินเซไปที่ประตูห้องแล้วเปิดมันออก เสียงพูดคุยที่ห้องนั่งเล่นทำให้เรนะต้องหันไปมอง “แปะเนื้อหาตรงนี้แล้วก็ อ๊ะ..เรนะซัง สวัสดีค่ะ ขอโทษที่มารบกวนนะคะ”จากที่กำลังพูดเกี่ยวกับงานตรงหน้า มายุเอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นเจ้าของห้องอีกหนึ่งคนที่เพิ่งจะได้เห็นหน้า “สวัสดีค่ะ…ขอโทษที่รบกวน”ฮารุกะพูดตาม คนตัวซีดยกยิ้มน้อยๆก่อนจะพยักหน้ารับ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองหาน้องสาวต่างสายเลือดแต่ก็พบเพียงเพื่อนของเด็กสาวเท่านั้น “พี่คะ…ตื่นแล้วเหรอ เป็นยังไงบ้างคะ”เสียงหวานใสดังขึ้นเรียกสายตาคมให้หันไปมอง จูรินะเดินออกมาจากห้องครัวก่อนจะตรงเข้าไปหาคนเป็นพี่ที่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มือบางยกขึ้นทาบไปตามใบหน้าขาวซีดเพื่อวัดอุณหภูมิ “ตัวยังร้อนอยู่เลย ปวดหัวมั๊ยคะ” “นิดหน่อย…ฉันหิวน้ำน่ะ ออกมากินน้ำแล้วจะกลับไปนอนต่อแล้ว” จูรินะพยักหน้ารับพลางฉุดข้อมือขาวซีดให้คนเป็นพี่เดินตามไปยังโซฟา “นั่งรอก่อนนะคะเดี๋ยวฉันไปหยิบน้ำมาให้”เรนะทิ้งตัวลงบนโซฟาตามแรงดันของคนเป็นน้อง หัวที่ยังรู้สึกหนักอึ้งพิงไปกับพนักโซฟาพร้อมกับเปลือกตาที่ปิดลง “พี่หิวหรือเปล่าคะ ทานข้าวเลยมั๊ย” “ไม่ล่ะ…ฉันไม่อยากกิน”เสียงแหบพร่าพึมพำตอบจูรินะที่ตะโกนถามมาจากในครัว ได้ยินเสียงคนเป็นน้องพูดอะไรอีกเรนะก็ไม่ทันได้ฟัง หูมันรู้สึกอื้ออึงจนฟังอะไรแทบไม่รู้เรื่อง “พูดอะไรของเธอน่ะ” “จูรินะบอกว่าจะทำข้าวต้มให้ ให้เรนะซังรอซักครู่ค่ะ”เสียงมายุบอก เรนะมุ่นหัวคิ้วลงอย่างขัดใจ “นี่ถ้าไม่ฟังแล้วเธอจะถามฉันทำไม”นัยน์ตาปรือเปิดขึ้น เรนะหันมองแผ่นหลังน้องสาวต่างสายเลือดที่กำลังหมุนตัวหยิบจับสิ่งของต่างๆอยู่ในครัว “ฉันได้เมียหรือได้แม่กันแน่เนี่ย” “แต่แบบนี้ก็ดีไม่ใช่เหรอคะ…ได้แพคเกจแบบทูอินวันเลยนะคะ”เรนะหันมองคนพูด เห็นมายุยิ้มขำก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานตรงหน้าต่อไป “หาแบบนี้ที่ไหนไม่ได้แล้วนะ” คนตัวซีดยิ้มบาง “ก็ไม่ได้บอกว่ามันไม่ดีนะ…มีคนมาจุ้นจ้านอยู่ข้างๆมันก็รำคาญดีไปอีกแบบน่ะ” “งั้นแสดงว่าชอบที่มีจูรินะจังอยู่ข้างๆใช่มั๊ยคะ”ฮารุกะที่เงียบอยู่นานถามขึ้นบ้างหลังจากรวบรวมความกล้าอยู่นาน ตัวเด็กสาวเคยคิดว่าพี่สาวของเพื่อนสนิทจะเป็นคนน่ากลัวและเข้าถึงยากเสียอีก แต่จากที่สังเกตมาซักพักมันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดเลย ฮารุกะนั่งจ้องคนบนโซฟาตาไม่กระพริบ “ก็…ไม่ไช่ว่าไม่ชอบหรอก” “แปลว่าชอบงั้นสินะคะ…แล้วทำไมเรนะซังต้องปากแข็งกับจูรินะจังด้วย”ฮารุกะถามต้อน “ค..ใครปากแข็ง ฉันเปล่าซักหน่อย”ดวงหน้าขาวซีดสะบัดหนีดวงตาใสที่กำลังจ้องมอง เรนะปิดเปลือกตาลงอีกครั้งเมื่อรู้สึกว่ากระบอกตากำลังปวดตุ๊บๆ “ฉันไม่ได้ปากแข็งซักหน่อย…ฉันแค่ไม่พูดในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพูด”เสียงแหบพร่าพึมพำกับตัวเอง ฮารุกะยิ้มขำ “นั่นแหละค่ะที่เรียกว่าปากแข็ง” “ก็บอกว่าไม่ได้…” “คุยอะไรกันคะ”ก่อนจะได้เถียงเรื่องปากแข็งไม่แข็งกับเพื่อนของน้องสาวอีกครั้ง เจ้าตัวที่เคยอยู่ในประเด็นพูดคุยก่อนหน้านั้นก็เดินออกมาจากห้องครัวเสียก่อน ควันสีขาวโชยขึ้นจากชามใส่ข้าวต้มในมือบาง จูรินะเดินเข้าไปนั่งบนโซฟาข้างคนเป็นพี่ มือข้างหนึ่งหยิบช้อนตักเนื้อข้าวพอดีคำขึ้นมาเป่าเพื่อไล่ความร้อนก่อนจะยื่นมันไปจ่อปากคนตัวซีดที่กำลังขมวดคิ้วมอง “ฉันยังไม่หิว”เรนะเบือนหน้าหนีช้อนข้าวต้มตรงหน้า “ไม่หิวก็ต้องทานค่ะ…พี่ต้องทานยาด้วยนะคะเดี๋ยวไข้จะไม่ลดเอานะ”ช้อนสีขาวยื่นแทบติดปากเพื่อบังคับให้คนพี่ยอมกินเข้าไป แต่คนป่วยจอมดื้อกลับไม่ให้ความร่วมมือเอาเสียเลย “อ้าปากสิคะ” “ฉันกินเองได้” จูรินะยิ้มบางเมื่อเห็นสีเลือดฝาดที่ผิวแก้มคนตัวซีด เสียงหวานเอ่ยบังคับ “สภาพแบบนี้ฉันวางใจให้ทานเองไม่ได้ค่ะ…ฉันจะป้อนเพราะฉะนั้นอ้าปากค่ะ” เรนะขมวดคิ้วอย่างขัดใจ “เธอนี่มันยุ่งวุ่นวายจริงๆ”แม้จะบ่นแต่คนตัวซีดก็ยอมอ้าปากรับข้าวต้มที่เด็กสาวป้อนให้ ลมหายใจฟึดฟัดถูกปล่อยออกมาตลอดการทานอาหาร เรนะไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ที่ต้องหงอให้คนเป็นน้องต่อหน้าเพื่อนๆของเจ้าตัวแบบนี้ “อิ่มแล้วเหรอคะ”จูรินะถามขึ้นเมื่อคนตรงหน้าหันหนีข้าวต้มที่เธอป้อนให้หลังจากทานไปได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น “พอแล้ว” “งั้นทานยานะคะ”ชามข้าวต้มถูกวางไว้บนโต๊ะตรงหน้า จูรินะยื่นยาแก้ไข้และแก้วน้ำที่เตรียมไว้ตั้งแต่แรกให้คนป่วยที่รับมันไปทานอย่างง่ายดาย มือขาวซีดส่งแก้วใส่น้ำที่พร่องไปเกือบหมดคืนให้คนเป็นน้องและกำลังจะลุกขึ้นเพื่อกลับเข้าห้องแต่ก็ถูกจูรินะฉุดเอาไว้ “พี่จะไปไหนคะ” “จะกลับไปนอนแล้ว” “นอนตรงนี้ก็ได้ค่ะ อยู่แต่ในห้องอุดอู้แย่เลยนะ” เรนะกวาดตามองไปรอบห้องก่อนจะหันกลับไปหาคนที่รั้งเขาไว้ “พวกเธอทำงานกันอยู่…ถ้าฉันอยู่ตรงนี้จะเกะกะซะเปล่านะ” “ไม่ได้เกะกะอะไรหรอกค่ะ”มายุพูดซึ่งฮารุกะก็พยักหน้าเห็นด้วย “เห็นมั๊ยคะตรงนี้ไม่มีปัญหาเลยซักนิด…มาค่ะ พักผ่อนได้แล้วนะ”จูรินะพูดพลางยกยิ้ม มือบางดึงร่างคนป่วยให้ล้มตัวนอนบนโซฟาโดยใช้หน้าขาของเธอต่างหมอน แม้เรนะจะขืนตัวเพื่อลุกขึ้นแต่ก็ยังถูกคนเป็นน้องกดให้ลงไปนอนอยู่ที่เดิมจนคนตัวซีดเบื่อจะขัดขืน “อย่าทำเหมือนฉันเป็นเด็กได้มั๊ยเนี่ย”นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนปิดลง เรนะผ่อนลมหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย จูรินะยิ้มบางขณะปัดปรอยผมออกจากใบหน้าให้คนที่ใช้ขาเธอหนุนนอน “เมื่อคืนพี่ยังทำตัวเป็นเด็กอยู่เลยนะคะ” ใบหน้าขาวซีดซับสีเลือด เรนะหันหน้าซุกหน้าท้องเจ้าของตัก เสียงอู้อี้พูดขึ้นให้จูรินะยิ่งฉีกยิ้มกว้าง “จำไม่เห็นได้เลย” เสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเป็นเครื่องยืนยันว่าเรนะหลับไปแล้ว จูรินะอมยิ้มบางยามเฝ้ามองใบหน้ายามหลับใหลของคนบนตัก มือบางข้างหนึ่งเกลี่ยเบาๆบนผิวแก้มขาวซีดอย่างหลงไหล ส่วนอีกข้างนั้นโดนคนเป็นพี่จับไว้แน่นดั่งกลัวว่าเธอจะหนีหายไปไหน ลูกแก้วใสของมายุจ้องมองเพื่อนสนิทที่กำลังอมยิ้มหวานอย่างมีความสุขพาลให้ตัวเธอยิ้มตามไปด้วย “ดูมีความสุขจังนะ” ใบหน้าใสเงยขึ้นจากที่มองคนบนตักอยู่นาน จูรินะยิ้มรับคำแซวของเพื่อน “มีความสุขที่สุดเลยล่ะ” “น่าอิจฉา…อยากมีความสุขแบบนี้บ้างจัง” “พารุจังก็มีอิตาโนะซังแล้วนี่นา”จูรินะเริ่มแซวเพื่อนตัวเล็กจนเพื่อนสาวหน้าแดงพูดตะกุกตะกักเพราะความเขินอาย “อ..อะไรกันล่ะ ใครมีอิตาโนะซังกัน ฉันยังไม่มีใครซักหน่อย”ฮารุกะปฏิเสธเสียงแข็ง “เอ๋…มัวแต่เล่นตัวระวังเถอะอิตาโนะซังเขาจะเบื่อเอา”จูรินะยิ้มขำ “ก..ก็ช่างเขาสิ”ใบหน้าใสซับสีเลือด ฮารุกะเบนหน้าหนีเพื่อนมาสนใจงานของตัวเองแทนแต่ปากยังคงบ่นอุบอิบ “ฉันไม่สนใจคนปากแข็งหรอก” “อ่า..จริงสิ อิตาโนะซังน่ะปากแข็งมากเลยล่ะ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่อยากพูดต่อให้เอาคีมมาง้างปากก็ไม่ยอมพูดหรอก” จูรินะพยักหน้าเห็นด้วย “เหมือนพี่เลยล่ะ ปากแข็ง ทั้งยังซึนอีกด้วย”นัยน์ตาหวานซึ้งหวนกลับมามองคนป่วยที่กำลังหลับใหลอีกครั้ง “…แต่ว่าน่ารักที่สุดเลยล่ะนะ” “จะว่าไปทั้งกลุ่มก็เหมือนกันเลยนี่นา…ทาคามินะซังก็ซึนเหมือนกันนะ แถมยูกิรินยังซื่อบื้อมากๆเลยด้วย”ได้ทีมายุจึงพูดขึ้น ใบหน้าขาวใสพยักขึ้นลงยืนยันสิ่งที่ตัวเองพูด “ส่วนยูโกะซัง…” เด็กสาวทั้งสามคนมองหน้ากันไปมา รอยยิ้มแห้งปรากฏขึ้นก่อนจะพูดขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย “…อย่าพูดถึงดีกว่าเนอะ”   ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ท้องนภาถูกย้อมด้วยหมึกสีรัตติกาล ร่างที่นอนหลับใหลอยู่บนโซฟาเริ่มมีปฏิกิริยาต่อกลิ่นหอมที่ลอยมาปะทะกับจมูก เรนะดันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งจนผ้าผืนบางที่คลุมอยู่บนตัวไหลลงไปกองที่หน้าขา เปลือกตากระพริบถี่เพื่อปรับสายตาที่พร่าเบลอให้กลับมาดีเหมือนเดิม ความหนักอึ้งที่ศีรษะเป็นตัวบ่งชี้ว่าไข้ที่มีไม่ได้ลดลงเลย เรนะเซไปเล็กน้อยหลังจากดันตัวเองออกจากโซฟา ขายาวลากตามทางไปยังต้นตอของกลิ่นหอม แผ่นหลังของน้องสาวต่างสายเลือดปรากฏอยู่ไม่ไกลนัก สองแขนขาวซีดรวบกอดเอวจูรินะไว้หลวมๆ เรนะพิงใบหน้ากับต้นคอของคนเป็นน้องก่อนจะหลับตาลง จูรินะยิ้มบาง สองมือยังคอยหยิบจับนู่นนี่ใส่หม้อบนเตาเพื่อทำอาหารให้เสร็จแม้ว่าจะถูกคนเป็นพี่ยืนกอดอยู่แบบนั้นก็ตาม หลังจากวัตถุดิบอย่างสุดท้ายถูกใส่ลงไป จูรินะจึงปิดฝาหม้อข้าวต้มก่อนจะหันกลับไปหาคนที่ยังยืนกอดเธออยู่นิ่งๆ “ทำไมไม่ไปนั่งรอดีๆคะ” “งือ…หนาว”เสียงแหบพร่าดังขึ้น เรนะรั้งเอวบางของคนตรงหน้ามาแนบชิดกับตัวก่อนจะวางคางไปบนไหล่บางของจูรินะ “หนาวจัง” “แบบนี้อุ่นขึ้นมั๊ยคะ”แขนบางยกขึ้นกอดตอบคนตัวสูง จูรินะยิ้มบางเมื่อคนเป็นพี่พยักหน้ารับ “เดี๋ยวข้าวต้มก็เสร็จแล้ว พี่ไปนั่งรอที่โต๊ะนะคะ” “ข้าวต้มอีกแล้วเหรอ…ฉันไม่อยากกิน ยังไม่หิวเลย”เสียงงอแงดังอยู่ข้างหู จูรินะโอบกอดร่างขาวซีดของคนพี่ให้แน่นขึ้นพลางโยกตัวน้อยๆ “ไม่เอา ไม่งอแงสิคะ…ถ้าพี่ไม่ทานพี่จะไม่หายป่วยนะ” เรนะทำปากยื่น เรียวแขนผละอ้อมกอดออกก่อนจะมองหน้าคนเป็นน้องแล้วแสดงความงอแงออกมาอย่างเอาแต่ใจ “ไม่หายก็ไม่ต้องหายสิ…ไม่อยากกินนี่นา” “เด็กดีอย่างอแงสิคะ…นั่งรอก่อนนะ”มือบางดันตัวคนเป็นพี่ให้ถอยหลังไปนั่งบนเก้าอี้ จูรินะหมุนตัวจะเดินกลับไปที่หม้อข้าวต้มแต่ถูกมือเรียวของคนป่วยดึงไว้เสียก่อน เรนะรั้งร่างคนเป็นน้องให้นั่งลงบนตัก สองแขนโอบรอบเอวรั้งไม่ให้จูรินะลุกหนีไป ใบหน้าร้อนผ่าวจากพิษไข้แนบลงกับแผ่นหลังบาง “นี่จูรินะ…”เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น เรนะพูดโดยไม่มองหน้าคนที่กำลังตั้งใจฟัง “ทำไมถึงยังทำดีกับฉันอยู่ล่ะ…ทั้งที่ฉันแสดงออกว่าเกลียดเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน แล้วทำไมเธอถึงยังพยายามเข้าใกล้ฉันอีก” “เพราะว่า…ฉันรักพี่ไงคะ” “…” จูรินะยิ้มบางๆกับตัวเอง “ฉันรักพี่ ถึงจะรู้ว่ามันไม่สมควรเพราะสถานะของเราคือพี่กับน้อง…แต่ว่าฉันรักพี่ จริงๆนะคะ”มือนุ่มยกขึ้นลูบผิวแก้มของคนพี่แผ่วเบา จูรินะเอี่ยวตัวกลับมาหาเรนะ ดวงตาสองคู่สอดประสาน “ไม่เคยมีใครบอกว่ารักฉัน” “ฉันรักคิ้วเรียวแบบนี้”นิ้วเรียวบางลูบไปตามเรียวคิ้วที่เรียงตัวสวยก่อนจะไล้ลงมาที่ดวงตา “รักดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นี้” “…” “รักจมูกนี้ รักเรียวปากบางๆแบบนี้”มือบางลูบลงมาที่จมูกโด่งรั้นและเลื่อนลงมาที่ริมฝีปาก จูรินะยกยิ้มให้คนที่ยังคงไว้ซึ่งความเงียบ “ฉันรักใบหน้านิ่งๆของพี่ รักเสียงทุ้มๆของพี่…ฉันรักทุกอย่างที่เป็นพี่ค่ะ” “ทั้งที่ฉันทำไม่ดีกับเธอขนาดนี้…ทำไมถึงยังรักอยู่ล่ะ” “รักก็คือรักค่ะ…มันไม่มีเหตุผลหรอก” เรนะมองรอยยิ้มที่อยู่ตรงหน้า ตั้งแต่เกิดมาก็มีแค่แม่ผู้ให้กำเนิดเท่านั้นที่พูดคำๆนี้ให้เขาฟัง เรนะไม่เคยได้รับคำว่ารักจากใครเลย “ฉันลืมไปแล้วว่ารักเป็นยังไง ตั้งแต่แม่ตายไป…ฉันไม่เคยได้รับความรักจากใครเลย ความรักมันเป็นยังไงนะ…ฉันถามตัวเองแบบนี้ตลอดเวลา” “พี่ไม่รู้สึกถึงมันเหรอคะ” “ฉันกลัวจูรินะ…ไม่มีใครต้องการฉัน ไม่มีใครซักคนที่ต้องการความรักจากฉัน ฉันกลัวว่าฉันจะลืมความรู้สึกรักไปจริงๆ”นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนสั่นไหวแสดงความรู้สึกภายในจิตใจให้จูรินะรับรู้โดยไม่ปิดบัง จูรินะยิ้ม สองแขนบางยกขึ้นโอบกอดคนเป็นพี่ไว้ “ฉันต้องการพี่นะคะ…ฉันต้องการความรักของพี่ แต่ถ้าตอนนี้พี่ยังให้รักกับฉันไม่ได้…ฉันจะรอจนกว่าพี่จะให้ฉันได้ค่ะ” แขนสีซีดยกขึ้นกอดตอบ เรนะซุกใบหน้าเข้าหาอ้อมกอด เปลือกตาปิดลงเพื่อซึมซับความอบอุ่นไว้ให้มากที่สุด ความอบอุ่นที่ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายและสบายใจอย่างบอกไม่ถูก “จะรอใช่มั๊ย…จนกว่าฉันจะจำความรู้สึกของรักได้อีกครั้ง…จะไม่ทิ้งกันไปก่อนใช่หรือเปล่า…จะอยู่ข้างๆฉันตลอดไปได้มั๊ย” “ได้สิคะ…นานแค่ไหนฉันก็จะรอ” “…” “ฉันต้องการรักของพี่ที่สุดนะคะ”     ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ เม้นด้วยนะครับ เจอกันใหม่วันเสาร์ By : Gekikara    
  5.     Chapter 7 : อย่างกับมีฝนไหลรินมาจากตา…อย่างกับฟ้าผ่าลงตรงหัวใจ เมฆสีเทาปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าทำให้บรรยากาศดูหม่นหมอง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองสายฝนหลงฤดูที่กำลังโปรยปรายผ่านหน้าต่าง เสียงถอนหายใจดังขึ้นพร้อมกับแววตาที่ดูเจ็บปวด เรนะเกลียดฝน ยิ่งในวันที่เป็นฝนหลงฤดูทำให้เรนะยิ่งเกลียดและเจ็บปวดกับภาพความทรงจำที่ผุดขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ ภาพของแม่ที่จากไปในวันที่ฝนหลงฤดูโปรยปรายไปทั่วทุกที่อย่างเช่นวันนี้ มือขาวซีดยกขึ้นแนบไปกับกระจกที่ขึ้นเป็นฝ้าเพราะความเย็น เรนะพิงหน้าผากไปกับบานกระจกพร้อมหลับตาลงนิ่ง ท่าทางที่ดูเหนื่อยอ่อนอยู่ในสายตาของคนเป็นน้องทุกอย่าง “วันนี้พี่ไม่ต้องไปส่งฉันก็ได้นะคะ…ฉันไปเองดีกว่า”เสียงของจูรินะเรียกให้คนเป็นพี่หันกลับมามอง เรนะมองน้องสาวต่างสายเลือดที่อยู่ในชุดนักเรียนเตรียมพร้อมที่จะเดินทาง ในวันนี้เป็นวันครบรอบวันจากไปของผู้เป็นแม่ เรนะจึงหยุดเรียนเพื่อไปสุสานเช่นทุกปี ทำให้ในวันนี้มีเพียงจูรินะเท่านั้นที่ยังคงไปเรียนตามปกติ “ยังไงฉันก็ต้องออกไปอยู่แล้ว ฉันเลยไปส่งเธอก่อนก็ได้”เรียวขายาวก้าวออกห่างจากหน้าต่าง มือเรียวคว้ากระเป๋าของจูรินะมาถือไว้ “ไปเถอะ” จูรินะได้แต่เดินตามคนเป็นพี่ไป ความผิดปกติของเรนะเธอรับรู้ได้ พี่สาวต่างสายเลือดกำลังเสียใจและเจ็บปวดกับเรื่องที่ผ่านมา อยากจะช่วยแต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง จูรินะเร่งการก้าวเดินให้ทันคนเป็นพี่ มือบางคว้ามือขาวซีดมาจับไว้แน่น เราสองคนเดินอยู่ภายใต้ร่มคันเดียวกันที่คอยป้องกันสายฝน แต่ว่าร่มมันเล็กเกินไปสำหรับคนสองคน จูรินะเห็นช่วงไหล่ของเรนะเปียกปอนไปด้วยน้ำฝนเพราะคนเป็นพี่เอนร่มมาทางเธอหมด ดีที่พี่สาวต่างสายเลือดใส่เสื้อเชิ๊ตสีดำทำให้ไม่ได้ดูโป๊อะไร เราสองคนเดินฝ่าสายฝนภายใต้ความเงียบจนถึงประตูโรงเรียน เรนะส่งกระเป๋าเป้ที่สะพายอยู่ให้จูรินะพร้อมกับร่มในมือ “ตั้งใจเรียนล่ะ”เสียงเรียบนิ่งของคนเป็นพี่เอ่ยบอกและกำลังจะเดินจากไป จูรินะจับรั้งแขนเสื้อไว้ให้ร่างสูงหันกลับมามอง “พี่ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะคะ…ยังมีฉันที่ยืนอยู่ข้างพี่” “เข้าโรงเรียนได้แล้ว”ไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม เรนะดันหลังคนเป็นน้องให้เดินเข้าประตูโรงเรียนไปก่อนตัวเขาเองจะเดินฝ่าสายฝนไปจนลับตา จูรินะยืนนิ่งมองแผ่นหลังของคนเป็นพี่ที่หายลับไป เสียงหวานเอ่ยขึ้นแผ่วเบาจนโดนเสียงของสายฝนกลบมิด “พี่ต้องเข้มแข็งนะคะ” นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองฝ่าสายฝน เรนะก้าวเดินเชื่องช้าไม่สนใจแม้ว่าน้ำฝนจะทำให้เขาเปียกโชกไปทั้งตัว เส้นผมสีดำสนิทลู่ลงแนบใบหน้า แม้ห่าฝนหลงฤดูจะกระหน่ำตกหนักกว่าเดิมแต่เรนะไม่สนใจและยังคงก้าวเดินต่อไป แม้สายฝนจะทำให้อุณหภูมิที่เย็นอยู่แล้วลดต่ำลงไปอีก แต่นั่นไม่ได้ทำให้เรนะรู้สึกอะไรนักเพราะหัวใจที่กำลังเจ็บปวดทำให้ความรู้สึกของร่างกายด้านชา ภาพความทรงจำไหลย้อนกลับมาไม่หยุด แม้จะไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากจดจำ แต่ทุกอย่างกำลังย้อนกลับมาทำร้ายหัวใจที่แทบไม่มีชิ้นดีให้แหลกไปมากกว่าเดิม ถ้าในวันนั้น ตัวเขาไม่งอแงงี่เง่าเพราะอารมณ์เด็กๆของตัวเองก็คงจะดี …ถ้าเขาไม่งี่เง่า… …แม่ก็คงไม่ตาย…   ในวันที่ฝนหลงฤดูกำลังโปรยปราย สองเท้าเล็กของเด็กน้อยวัยเก้าขวบวิ่งฝ่าสายฝนเพื่อกลับบ้าน ในมือถือกระเป๋านักเรียนยกขึ้นบังสายฝน ที่หลังแบกกีต้าร์ตัวโต มัตสึอิ เรนะ ออกแรงทั้งหมดที่ตัวเองมีวิ่งให้เร็วที่สุดเพื่อให้หลุดพ้นจากสายฝนที่ทำให้ทุกสิ่งเปียกปอนและดูหม่นหมองเช่นเดียวกับอารมณ์ที่ตีรวนอยู่ในใจ ‘แม่ผิดสัญญา!’ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน เสียงที่แสดงถึงความโกรธเคืองเล็กๆก็ดังขึ้น นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองตรงไปยังผู้เป็นแม่ที่นั่งอยู่ยังโซฟากลางห้องนั่งเล่น ‘เรนะจัง…แม่ขอโทษนะลูก’ เด็กน้อยเรนะส่ายหน้าไม่ยอมรับฟัง ‘แม่สัญญากับเรนะแล้ว แต่แม่ไม่ทำตามสัญญา…แม่โกหก!’เสียงเล็กแผดตะโกนลั่น สองมือเล็กปล่อยกระเป๋านักเรียนและกระเป๋ากีต้าร์ทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดี ‘ทั้งที่วันนี้เป็นวันสำคัญแท้ๆ แม่สัญญาว่าจะไปดูเรนะแข่ง แต่แม่ก็ไม่ไป’ มัตสึอิ เรโกะ ก้าวเข้าหาลูกสาวตัวน้อย สองมือบางปาดเช็ดหยดน้ำจากสายฝนและหยาดน้ำตาที่ปะปนกันอยู่บนแก้มขาวซีด ‘เรนะจังแม่ขอโทษนะคะ…ไม่ร้องนะคะคนเก่ง’ ‘ทั้งที่สัญญากันแล้วแท้ๆ…พ่อก็ไม่ไปดูเรนะ แม่ก็ไม่ไปดูเรนะ…เรนะอยากให้พ่อกับแม่เห็นว่าเรนะเก่งแค่ไหน แต่ไม่มีใครไปดูเรนะเลยซักคน ..ฮึก…ไม่มีเลยซักคน’มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตาของตัวเอง ‘พยายามจนได้รางวัลที่หนึ่งมาแล้วแท้ๆ แต่มันไม่มีความหมายเลยเพราะคนที่อยากให้เห็น…ไม่มีใครไปดูเลยซักคน’ ‘ไม่เอานะคะคนเก่ง ไม่ร้องไห้แบบนี้สิ…ทำไมแม่จะไม่รู้ว่าเรนะจังของแม่เก่งแค่ไหน’เรโกะดึงตัวลูกสาวเข้ามากอด มือบางยกขึ้นลูบเส้นผมที่เปียกชื้นของเรนะ ‘แม่อยากไปดูเรนะจังนะคะ แต่ว่าแม่ติดงานสำคัญจริงๆ’ ‘แม่เห็นงานสำคัญกว่าเรนะ! พ่อก็เหมือนกัน! พ่อเอาแต่ทำงานจนแทบไม่กลับบ้าน! แม่ก็เอาแต่ทำงาน! ถ้ารักงานมากกว่าเรนะ แม่กับพ่อจะทำให้เรนะเกิดมาทำไม!’น้ำตาใสหลั่งรินราวกับเขื่อนแตก เรโกะมองลูกสาวด้วยความเห็นใจ เป็นความจริงที่ว่าช่วงนี้เธอทำแต่งาน เพราะหน้าที่การงานของเธอที่ก้าวหน้าขึ้น และเพราะเวลาที่ต้องทุ่มเทให้กับงานมีมากขึ้นทำให้เวลาที่เคยใช้กับครอบครัวลดน้อยลง กับเรนะที่อายุยังน้อย เพียงแค่พ่อผู้ให้กำเนิดเอาแต่ทำงานจนแทบไม่เคยได้เห็นหน้ากันในหนึ่งสัปดาห์ก็ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวมากพออยู่แล้ว และในตอนนี้ครอบครัวเพียงคนเดียวที่เคยมีเวลาให้ก็ต้องให้ความสนใจกับงานมากขึ้น ในความรู้สึกของเด็กคนนึงก็คิดได้เพียงแค่พ่อกับแม่ไม่รักก็เท่านั้น เรโกะพยายามดึงรั้งเด็กน้อยที่ดิ้นรนหลีกหนีจากมือของผู้เป็นแม่ ‘เรนะจัง…แม่ขอโทษนะคะ จากนี้ไปแม่จะไม่สนใจงานเท่ากับลูกแล้วนะคะ…สัญญานะคะ’ นิ้วก้อยชูขึ้นตรงหน้ารอเกี่ยวกันเพื่อสัญญา แต่เรนะกลับเบือนหน้าหนี เสียงเล็กแผดตะโกนขึ้นอีกครั้งหลังจากดิ้นหลุดจากมือผู้เป็นแม่ ‘ไม่! แม่ไม่เคยทำตามสัญญาเลย! แม่โกหก! เกลียดแม่ที่สุดเลย!’สองขาเล็กก้าววิ่งด้วยความรวดเร็วออกจากบ้านไป ‘เรนะจัง!’ สายฝนตกกระหน่ำจนแทบมองทางข้างหน้าไม่เห็น เด็กน้อยเรนะวิ่งออกมาจากบ้านมัตสึอิอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่คิดจะหยุดวิ่งหรือหันกลับไปมองแม้ว่าผู้เป็นแม่จะตะโกนร้องเรียกอยู่ด้านหลัง ในตอนนี้สิ่งที่อยากทำมีเพียงแค่หนี หนีไปให้ไกลจากที่ตรงนั้นเท่านั้น เนินนานที่สองขาเล็กก้าววิ่งไม่รู้ทิศทาง เสียงบีบแตรดังลั่นเรียกสติจากเด็กน้อยวัยเก้าขวบ เรนะหยุดยืนนิ่งอยู่กลางถนนไม่อาจขยับตัวได้ เอี๊ยด! โครม! ‘เรนะจัง!’เรโกะแทบใจสลายเมื่อเห็นร่างของลูกสาวกระเด็นจากจุดที่ยืนอยู่ไปไกลหลายเมตร รถเก๋งคันงามหยุดนิ่งอยู่กับที่ก่อนผู้เป็นเจ้าของจะวิ่งลงจากรถเพื่อไปดูเด็กน้อยที่เขาขับชน เรนะไม่ได้หมดสติไป แต่เด็กน้อยบาดเจ็บสาหัสที่ขา กระดูกสีขาวหักจนแทงทะลุเนื้อขาวซีดออกมา เลือดสีแดงสดปะปนกับน้ำฝนจนกลายเป็นสีแดงจางๆกระจายไปทั่ว ‘แม่…แม่…’มือเล็กไขว่คว้าหาผู้เป็นแม่ ดวงตาใกล้จะปิดลง น้ำตาใสจากความเจ็บปวดแสนทรมารปะปนไปกับน้ำฝนจนแยกไม่ออก ‘เรนะจัง!’เสียงผู้เป็นแม่กรีดร้องลั่น เมื่อเห็นว่าคนเป็นลูกกำลังไขว่คว้าหาตัวเธอ เรียวขาบางก็ก้าวลงสู่ถนนด้วยความร้อนใจจนไม่ได้สังเกตดูรถให้ดี โครม!!! รถตู้สีดำที่ขับมาด้วยความเร็วพุ่งชนร่างของเรโกะเข้าอย่างจัง ร่างของหญิงสาวกระเด็นห่างจากลูกสาวไปไกลหลายเมตร เรโกะสำลักเลือดที่ไหลออกจากปาก กระดูกซี่โครงหักจนทะลุออกมาข้างนอกเช่นเดียวกับกระดูกที่แขนข้างขวาและขาทั้งสองข้าง นัยน์ตาที่เปลี่ยนเป็นสีแดงเพราะเส้นเลือดนัยน์ตาแตกมองตรงไปยังคนเป็นลูกที่อยู่ไกลออกไป แขนข้างที่ยังขยับได้ยื่นออกไปหาเรนะหวังจะจับลูกสาวตัวน้อยมาไว้ในอ้อมกอดแม้ว่าจะอยู่ห่างไกลกัน ‘เรนะ…จัง’หยดน้ำตาที่ผสมมากับเลือดไหลออกมาจากดวงตาร่วงลงสู่ปลายคาง เสียงแผ่วเบาจางหายไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่หยุดลงเช่นกัน เหลือไว้เพียงข้อความสุดท้ายที่อยากจะพูดกับคนเป็นลูกมากที่สุด …แม่ขอโทษ…   ร่างขาวซีดทรุดลงตรงหน้าป้ายหลุมศพของแม่ผู้ให้กำเนิด ห่าฝนยังคงตกกระหน่ำและไม่มีท่าทีว่าจะหยุดตกในเร็วๆนี้ เรนะทิ้งหน้าผากพิงกับป้ายหลุมศพเย็นเฉียบ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนแดงก่ำจากสายฝนและหยดน้ำตา ไร้เสียง ไร้การสะอึกสะอื้นที่บอกว่าคนคนนี้กำลังเจ็บปวดมากเพียงใด “เรนะขอโทษ”เสียงแผ่วพูดขึ้น แม้จะรู้ว่ามันสายไป พูดอะไรไปแม่ก็คงไม่ได้ยิน แต่เรนะก็ยังคงพูดคำว่าขอโทษซ้ำไปซ้ำมา อย่างเช่นทุกปีที่เคยเป็นมา ไม่มีคำอ้อนวอนขอให้กลับมา ไม่มีถ้อยคำอื่นนอกจากขอโทษเพียงเท่านั้น “ถ้าในวันนั้น…”เสียงเข้มดังขึ้นดึงสายตาของคนตัวซีดให้หันไปมอง “คนที่ตายไปเป็นแก…ไม่ใช่เรโกะก็คงจะดี” ขายาวดันตัวเองลุกขึ้น เรนะหันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้เป็นพ่อ มัตสึอิ โคสึจิ อยู่ภายใต้ชุดสูทสีดำดูสุภาพ มือหนาถือร่มสีดำสนิทเพื่อบดบังสายฝน “ถ้าย้อนกลับไปได้…ฉันก็อยากจะเป็นคนที่ตายไปเหมือนกัน”ดวงตาคมมองสบผู้ให้กำเนิดนิ่งๆ “โลกใบนี้…มันไม่ได้น่าอยู่เลยซักนิด” “นั่นก็เพราะ…ฆาตกรอย่างแกไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่ตั้งนานแล้วไงล่ะ”เอาอีกแล้ว สายตาเหยียดหยามและเกลียดชัง สายตาที่เรนะได้รับจากพ่อมาตลอดชีวิต สายตาที่เห็นเมื่อไหร่ความเจ็บปวดก็จุกขึ้นมาที่กลางอกทันที “แกมันตัวซวย เป็นตัวขัดขวางความก้าวหน้าของฉันดีๆนี่แหละ…ถ้าไม่มีแก ชีวิตของฉันคงจะสบายกว่านี้” เจ็บ เป็นคำเดียวที่เรนะกำลังรู้สึก แม้ข้างในจะเจ็บเจียนตาย แต่ภายนอกยังคงนิ่งเฉย ร่างสูงยังคงยืนนิ่งไร้การเคลื่อนไหว “ถ้าไม่ต้องการแล้วจะทำให้เกิดมาทำไม…ทำไมไม่ฆ่าให้ตายไปเลยล่ะ” ผู้นำมัตสึอิแสยะยิ้ม “ตั้งแต่รู้ว่ามีแก ฉันบอกให้เรโกะไปเอาออก แต่เธอก็ยืนกรานว่าจะเอาแกไว้ท่าเดียว แล้วฉันก็หนีไป กะไว้ว่าจะไปเริ่มชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศ แต่เพราะตาของแก…มัตสึอิ ฮิโรชิ ไอ้แก่นั่นมันสั่งให้คนตามล่าตัวฉัน พอตามเจอมันก็จัดงานแต่งให้ฉันกับเรโกะโดยไม่ถามความสมัครใจของฉันเลยซักคำ ยัดเยียดชีวิตของแกให้ฉันดูแลทั้งที่ฉันไม่ต้องการ!” “…” “ตั้งแต่เด็กแกคงจะสงสัยสินะว่าทำไมฉันถึงเอาแต่ทำงาน ไม่ค่อยจะกลับบ้าน นั่นก็เพราะว่าฉันไม่อยากเห็นหน้าของแกไง ฉันเกลียดแกจนแม้แต่หน้ายังไม่อยากจะมองด้วยซ้ำ!” หยดน้ำตาที่กลั้นไว้ร่วงหล่น นึกขอบคุณสายฝนที่ช่วยปกปิดความอ่อนแอไว้ไม่ให้คนตรงหน้าเห็น “ฉันทำอะไรผิดงั้นเหรอ…ทำไม…พ่อ…ต้องเกลียดกันมากขนาดนี้” “แกผิดที่เกิดมาขัดขวางความสุขของชีวิตฉันไง! ถ้าฆ่าแกได้ฉันทำไปนานแล้ว!” มือขาวซีดกำแน่นจนสั่นไปทั้งแขน เรนะสูดหายใจเข้าปอดก่อนจะยกยิ้มขึ้น รอยยิ้มที่แสร้งว่ายังเข้มแข็งและไม่เป็นอะไร “แบบนั้นเองสินะ…งั้นก็ขอแสดงความยินดีด้วยแล้วกันนะ จากนี้ไปคุณจะไม่มีฉันอยู่ในชีวิตอย่างที่หวังไว้แล้ว เราสองคนไม่เกี่ยวข้องกันอีก”เรนะหันหลังให้โคสึจิ ใบหน้าขาวซีดเงยขึ้นมองหยดน้ำที่หล่นลงมาจากฟ้า “ขอบคุณสำหรับชีวิตสิบแปดปีที่โคตรระยำที่คุณเลี้ยงดูมา…ต่อจากนี้ไป…คิดซะว่า มัตสึอิ เรนะ ตายไปแล้วแบบที่คุณต้องการได้เลย” “อย่าโผล่มาให้ฉันเห็นอีก” มัตสึอิ โคสึจิเดินจากไปแล้ว แต่เรนะยังคงอยู่ที่เดิม หยาดน้ำตายิ่งไหลรินเมื่อได้รับรู้เรื่องราวที่แสนเจ็บปวดหัวใจ เพราะอะไรกันนะ เพียงแค่เกิดมาก็มีความผิดติดตัว ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะอะไรกัน เป็นเพราะตัวเขาเองที่เลือกเกิดไม่ได้ หรือเป็นเพราะผู้ชายคนนั้นที่คิดถึงแต่ตัวเองกันนะ สองขาที่เคยยืนอย่างมั่นคงทรุดลงกับพื้นที่เปียกแฉะ เรนะยกมือขึ้นลูบแผ่นหินตรงหน้าแผ่วเบา “ทำไมกันนะ…ทำไมไม่เป็นเรนะที่อยู่ในหลุมนี้…ทำไมต้องเป็นแม่ด้วย”ได้แต่ถามแต่ไร้ซึ่งคำตอบ ความเจ็บปวดถาโถมจนต้องระบายออกมาเป็นน้ำตาและเสียงร้องแทบขาดใจ “ทำไม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”   สองขาลากเดินไปตามทางอย่างไร้จุดหมาย สมองสั่งการเพียงแค่ให้เดินไปเท่านั้น เรนะเดินฝ่าสายฝนอย่างล่องลอยไม่รู้ทิศทาง เหมือนกับว่าความรู้สึกนึกคิดหายไปเหมือนกับหัวใจที่ไม่มีชิ้นดี ร่างกายเปียกปอนไปด้วยฝนที่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดตก หลังจากร้องไห้ระบายความเจ็บปวดที่ได้รับไป เรนะก็ออกจากสุสาน สองขาพาตัวเองเดินไปเรื่อยจนมาถึงใต้สะพานข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่งไม่ไกลจากคอนโดมากนัก “อ้าว! คิดว่าใคร…เรนะซังนี่เอง”เสียงเข้มของชายคนหนึ่งดังขึ้นแต่นั่นไม่ได้อยู่ในความสนใจของเจ้าของชื่อ เรนะไม่ได้หยุดมองคนที่พูดและคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ด้วยกัน “เฮ้! อย่าเมินกันสิ ทำแบบนี้มันเสียมารยาทนะรู้มั๊ย” “…”คนตัวซีดหยุดนิ่งเมื่อถูกมือหนาหยาบกร้านจับรั้งไว้ที่หัวไหล่ ไร้ซึ่งคำพูด เรนะสะบัดมือนั้นออกจากตัวและก้าวเดินต่อไป “มันจะมากไปแล้วนะ!”ร่างสูงเซถลาล้มลงกับพื้นแข็งตามแรงที่ชายนักเลงจับเหวี่ยง “เป็นอะไรไปล่ะ! ไม่มีพวกแล้วไม่กล้าหรือไง…เหมือนฟ้าจะเป็นใจให้พวกฉันนะที่ได้เจอแกตอนอยู่คนเดียวแบบนี้ ครั้งก่อนที่ทำกับพวกฉันไว้แสบมาก วันนี้ขอเอาคืนเลยละกัน” ใบหน้าขาวซีดสะบัดไปตามแรงจากกำปั้นของชายนักเลง เลือดสีแดงสดไหลออกมาตัดกับผิวขาวซีด เรนะไม่ตอบโต้ คอเสื้อเชิ๊ตถูกกระชากขึ้นพร้อมกับหมัดที่สองที่ถูกปล่อยออกมา ชายนักเลงผลักร่างของเรนะให้ลูกน้องสองคนจับยึดไว้ “เป็นอะไรไป! ทำไมไม่ตอบโต้ล่ะ!”เสียงเข้มตะคอกใส่ หมัดหนาพุ่งเข้าใส่ใบหน้าขาวซีดนับครั้งไม่ถ้วนจนใบหน้านั้นมีแต่เลือดเต็มไปหมด ชายนักเลงยกเท้าขึ้นเตะเข้ากลางลำตัวเต็มแรงจนคนตัวซีดล้มลงไปกองกับพื้น ตามมาด้วยปลายเท้าอีกหลายข้างที่กระหน่ำกระแทกลงมาตามลำตัวไม่ยั้งแรง กลุ่มนักเลงชายรุมเตะกระทืบเรนะที่ทำเพียงปัดป้องเพียงเท่านั้น “เฮ้ยหยุด!”เสียงของชายนักเลงผู้เป็นหัวหน้าดังขึ้นอีกครั้งให้ลูกน้องทั้งหลายหยุดสิ่งที่กำลังกระทำ เรนะนอนนิ่ง ตามลำตัวและใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดและแผลถลอก นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนว่างเปล่าไร้แววของความเจ็บปวด เมื่อเทียบกับสิ่งที่ร่างกายได้รับมันยังไม่ได้เศษเสี้ยวของหัวใจเลยด้วยซ้ำ มือขาวซีดยันตัวเองขึ้นจากพื้น แม้จะยืนอย่างโงนเงน แต่เรียวขายังก้าวเดินได้ต่อ เรนะกำลังจะเดินออกไปจากที่แห่งนี้ หากแต่เสียงเข้มกลับฉุดรั้งไว้อีกครั้ง “จะรีบไปไหนล่ะ…พวกฉันยังสนุกไม่พอเลยนะ” ใบหน้าไร้อารมณ์ที่เต็มไปด้วยเลือดหันกลับมามองกลุ่มชายนักเลง “สนุก…งั้นเหรอ…พวกแกเห็นสิ่ง…ที่กำลังทำเป็นเรื่องสนุก……งั้นเหรอ” “ใช่…มันก็แค่เรื่องสนุกล่ะนะ”ชายนักเลงไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ มือขาวซีดกำหมัดแน่น เรนะก้าวย่างสามขุมเข้าหาชายนักเลง ไม่พูดไม่จาหมัดหลุ่นๆก็พุ่งเข้าใส่สันจมูกชายตรงหน้าเข้าอย่างจัง “หึหึหึ…แค่เรื่องสนุกงั้นเหรอ”ดั่งสติขาดหาย เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังต่อเนื่องเมื่อเรนะซัดมือและเท้าใส่ทุกคนที่ก้าวเข้ามา ชายคนแล้วคนเล่าที่ใบหน้าแตกยับจากแรงกระแทกของหมัดขาวซีด เลือดสีแดงสดเปื้อนเต็มสองมือขาวหาใช่เลือดของตัวเอง เรนะแสยะยิ้มยามเห็นหยดเลือดสาดกระเซ็น เสียงหัวเราะดังคลอทุกครั้งที่หมัดขาวกระแทกเข้าที่ใบหน้ากร้านแดด เรนะเบี่ยงตัวหลบหมัดจากชายคนหนึ่งที่พุ่งตรงเข้ามาก่อนจะหมุนตัวเตะใส่ใบหน้าเหี้ยมนั้นจนมันล้มลงไป เสียงร้องโอดครวญดังขึ้นจากชายนับสิบที่นอนนิ่งอยู่ที่พื้นอย่างไม่อาจขยับตัวได้ ใบหน้าขาวซีดแสยะยิ้มกว้าง นัยน์ตาไร้แววสีน้ำตาลอ่อนกวาดมองไปทั่วบริเวณ เสียงหัวเราะดังขึ้นเรื่อยๆจนเสียงนั้นสะท้อนไปมายังพื้นที่ใต้สะพานแห่งนี้ “หึหึ…มันไม่ใช่..เรื่องสนุก หึ…ซักหน่อย…หึหึหึ” “แก…กำลังหัวเราะ…งั้นเหรอ” นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหันมองเจ้าของเสียง มุมปากกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเพียงครู่ก่อนจะจางหายไปพร้อมกับเสียงหัวเราะที่เงียบลง “หัวเราะ…แกเรียกมันว่าหัวเราะ..แต่สำหรับฉัน…”เรียวขายาวก้าวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงประโยคคำพูดที่ดังออกมาจากความรู้สึกในหัวใจ “สำหรับฉัน…นี่คือวิธีร้องไห้ที่คุ้นเคย”   สายฝนที่ตกลงมาทั้งวันหยุดลงแล้ว เช่นเดียวกับท้องฟ้าสีเทาที่มืดลงเช่นกัน จูรินะนั่งอยู่ที่โซฟากลางห้องนั่งเล่น นัยน์ตาหวานซึ้งจ้องมองอยู่ที่เข็มของนาฬิกาที่เดินไปอย่างเชื่องช้า นาฬิกาบอกเวลาสองทุ่มยี่สิบเจ็ดนาทีแล้ว แต่เธอยังไม่เห็นพี่สาวต่างสายเลือดเลยแม้แต่เงา ตั้งแต่ที่กลับมาถึง ห้องทั้งห้องเงียบและมืดสนิทไร้เงาของเรนะ ทั้งที่เจ้าตัวน่าจะกลับมาถึงก่อนเธอตั้งนานแล้ว ที่จริงมันก็ไม่น่าห่วงเพราะจูรินะรู้ว่าพี่สาวต่างสายเลือดนั้นดูแลตัวเองได้ แต่ต้องไม่ใช่วันที่จิตใจอ่อนแอเช่นนี้ อยากจะโทรหาเรนะก็ดันทิ้งโทรศัพท์ไว้ในห้องนอน โทรถามจากกลุ่มเพื่อนก็ไม่มีใครอยู่กับคนตัวซีดเลยซักคนเดียว ถ้าทำได้ก็อยากจะออกไปตามหา แต่ในเวลาที่เรียกได้ว่าดึกแล้วเช่นนี้ มินามิผู้เป็นเพื่อนของเรนะและเจ้าของคอนโดแห่งนี้กลับสั่งห้ามเธอไม่ให้ออกไปไหนและบอกให้เธอนั่งรออย่างใจเย็น ให้รอน่ะเธอทำได้ แต่ให้ใจเย็นนี่เธอทำไม่ได้เลยจริงๆ เรียวขาบางดันตัวเองให้ลุกขึ้นจากโซฟา จูรินะเดินวนไปมาสลับกับหันมองเข็มนาฬิกาที่ยังเดินอย่างเชื่องช้าไปตามกำลังของมัน “พี่คะ…อยู่ที่ไหนของพี่กันนะ”จูรินะกำมือขึ้นแล้วทุบลงไปที่ฝ่ามืออีกข้างอย่างร้อนรนพอดีกับเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นเหมือนคนเคาะหมดแรง เพียงเท่านั้นสองขาบางก็แทบวิ่งไปที่ประตูหากแต่เด็กสาวยังพอสำนึกได้บ้างว่าเธอต้องระวังตัวเอง “พี่คะ!...”ทันทีที่เห็นว่าคนที่อยู่หลังประตูคือใครเสียงหวานก็ดังขึ้นทันที เรนะเงยหน้าขึ้นช้าๆหลังจากแช่สายตาไว้ที่ปลายเท้าเนินนาน “จูรินะ…”เสียงแผ่วเบาดังออกจากริมฝีปากซีดเผือด เพียงแค่เห็นใบหน้าหวานที่ดูร้อนรน หยดน้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้วก็กลับมาคลอรื้ออยู่ที่สองตาอีกครั้ง “ฉัน…” “พี่คะ…”สองแขนบางยกขึ้นโอบรอบแผ่นหลังของคนที่ถาโถมตัวเข้ามากอดกันแน่น จูรินะกอดตอบคนเป็นพี่แม้ตัวและเสื้อผ้าที่เปียกชื้นของเรนะจะทำตัวของเธอเปียกไปด้วยก็ตาม “ไม่เป็นอะไรนะคะ”รู้ทั้งรู้ว่ากลับมาสภาพนี้ต้องเป็นอะไรแน่ แต่เสียงหวานกลับเอ่ยปลอบโยนออกไปเช่นนั้น จูรินะคลายอ้อมกอดออกแล้วดึงให้คนเป็นพี่เดินตามเข้ามาในห้อง เรนะทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาตัวยาวตามแรงดันของคนน้อง ยังไม่ทันจะเรียกร้องอะไรจูรินะก็ตามลงมากอดแนบแน่นเช่นเดิม หยาดน้ำตาที่คลออยู่ที่สองตาหลั่งรินลงมาเมื่อได้รับความอบอุ่นที่ขาดหายไปนาน เสียงร้องไห้จากคนเข้มแข็งดังขึ้นดั่งคนเจ็บเจียนตาย แรงกอดรัดแม้จะแน่นขึ้นแต่จูรินะไม่ปริปากบ่นหรือขืนตัวหนี เด็กสาวทำเพียงแค่กอดคนเป็นพี่พร้อมกับมือบางที่ลูบลงบนเส้นผมเปียกชื้น “ร้องเถอะค่ะ…ถ้ามันทำให้พี่สบายขึ้นก็ร้องออกมาเถอะนะ”เสียงหวานกระซิบบอกข้างหู “ฉันอยู่กับพี่นะคะ” “เขา…ผู้ชายคนนั้น…เขาไม่เคยต้องการฉัน”เสียงฟังแทบไม่ได้ศัพท์ดังพร้อมกับเสียงสะอื้น จูรินะนิ่งเงียบเพื่อรับฟัง “…” “ฉันเกิดมาทำไม…มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร”เรนะสะอื้นฮัก จูรินะคลายอ้อมกอดลงแล้วผละออก นัยน์ตาหวานซึ้งมองลึกเข้าไปในแววตาที่แสดงความเจ็บปวดอย่างไม่ปิดบังของคนตรงหน้า มือบางยกขึ้นปาดเช็ดน้ำตาให้คนเป็นพี่ “เขาทำร้ายพี่หรือเปล่าคะ”จูรินะถามซึ่งเรนะก็ส่ายหน้าปฏิเสธ “แล้วแผลพวกนี้…”นิ้วเรียวบางลูบสัมผัสไปตามบาดแผลบนใบหน้าที่ยังคงมีเลือดซึมออกมา “เขาไม่ได้เป็นคนทำใช่มั๊ยคะ” เรนะส่ายหน้าช้าๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนผลุบลงมองมือของตัวเองที่วางนิ่งอยู่บนหน้าขา “ฉัน…แค่ร้องไห้” ร้องไห้ในความหมายของเรนะนั้นคนเป็นน้องเข้าใจดี จูรินะใช้มือเชยคางของคนพี่ให้เงยหน้าขึ้นมามองกัน “ถ้าอยากร้องไห้เมื่อไหร่…บอกฉันนะคะ…มาร้องไห้กับฉันได้มั๊ย…อย่าไปร้องที่อื่นเลยนะคะ”กอดอบอุ่นกลับมาอีกครั้ง จูรินะดึงร่างของพี่สาวต่างสายเลือดเข้าหาตัว มือบางกดให้ใบหน้าขาวซีดซบลงที่อกของตัวเอง จมูกโด่งกดลงที่เส้นผมเปียกชื้นแผ่วเบา “จูรินะ…”เสียงแผ่วเบาเอ่ยขึ้น เรนะปิดเปลือกตาลงแล้วซุกใบหน้าเข้าหาอกนุ่มเพื่อซึมซับความอบอุ่นให้มากกว่าเดิม “…อย่าทิ้งฉัน…ได้มั๊ย” “ไม่ค่ะ…ไม่มีวันทิ้งไปไหนแน่นอน”   +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ เม้นด้วยนะครับผม อาทิตย์หน้าเจอกัน By : Gekikara    
  6.     Chapter 6 : ฉันจะไม่ชอบเธอ…ฉันจะไม่หลงกลหัวใจตัวเอง กลิ่นหอมของซุปมะเขือเทศลอยอบอวนไปทั่วห้อง เรนะตักซุปรสชาติเข้มข้นเข้าปากเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่อาจนับได้ ตัวเขาไม่เคยคิดเลยว่าการกลับมาจากการทำงานเหนื่อยๆ แล้วมีใครซักคนทำอาหารไว้รอมันจะรู้สึกดีจนบอกไม่ถูก หลังจากเสร็จงานจากร้านอาหารของอัตสึโกะ เรนะก็รีบตรงกลับคอนโดทันทีเพื่อมาทานอาหารที่น้องสาวต่างสายเลือดทำไว้ให้ตามคำขอ “เป็นยังไงบ้างคะ…อร่อยมั๊ย”จูรินะถาม เรนะยกช้อนในมือเข้าปาก นิ่งไปหลังชิมรสชาดซุปไปเพียงครู่ก่อนใบหน้าขาวซีดจะพยักขึ้นลงช้าๆ “พอใช้ได้” ร่างบางยิ้มกว้าง “จริงเหรอคะ…ฉันดีใจที่พี่ชอบมันนะคะ”คนตัวซีดนิ่งเงียบไม่ได้ตอบรับ แต่มือเรียวยังคงตักซุปขึ้นมาทานอย่างต่อเนื่อง ช้อนที่เต็มไปด้วยซุปมะเขือเทศและกำลังจะเข้าปากหยุดชะงัก เรนะวางช้อนลงที่จานดังเดิม นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองน้องสาวต่างสายเลือดที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน “จูรินะ…”เสียงเข้มเรียกขึ้นให้เจ้าของชื่อยิ้มรับ “จะจ้องฉันอีกนานมั๊ย” “จ้องไม่ได้เหรอคะ”เสียงหวานถามกลับ เรนะไหวไหล่เบาๆ มือเรียวคว้าช้อนตักซุปเข้าปากอีกรอบ ซุปรสเข้มข้นไหลลงคอไปก่อนเรนะจะมองจูรินะอีกครั้ง “เธอไม่มีอะไรทำหรือไง…มานั่งจ้องฉันทำไม” จูรินะยิ้มหวาน “การมองหน้าพี่แบบนี้เป็นสิ่งที่ฉันอยากทำค่ะ”ว่าพลางวางปลายคางลงกับหลังมือที่วางแนบลงกับโต๊ะ ดวงตาหวานใสเป็นประกายแลดูมีความสุข “ประสาท!”เรนะสะบัดหน้าหันหนีไม่สบกับนัยน์ตาหวานซึ้ง “ไปเลยนะ ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้เลย ดึกแล้วเดี๋ยวเป็นหวัด” “ไปก็ได้ค่ะ…ถ้าพี่ทานเสร็จแล้วไม่ต้องเก็บนะคะ เดี๋ยวฉันมาเก็บเอง” “ฉันเก็บเองได้…เธอน่ะรีบไปเลยไป”คนตัวซีดมองตามหลังคนเป็นน้องที่ยอมเดินออกจากห้องครัวไป เมื่อลับหลังจูรินะคนเป็นพี่จึงหันกลับมาทานซุปมะเขือเทศต่ออย่างสบายใจ รสชาดกลมกล่อมที่ถูกปรุงอย่างลงตัวทำให้เรนะยิ้มทุกครั้งที่ตักมันเข้าปาก ก็ยอมรับนะว่าซุปมะเขือเทศที่คนเป็นน้องทำน่ะอร่อยมาก แต่เพราะความปากหนักนั่นแหละถึงได้พูดอะไรตรงกันข้ามเสมอ หลังจากละเลียดรสกลมกล่อมที่ถูกปากไปไม่นานซุปมะเขือเทศและอาหารอื่นๆที่จูรินะทำไว้ก็หมดลง เรนะดันเก้าอี้ออกห่าง สองมือเก็บซ้อนภาชนะทุกชิ้นก่อนจะเดินไปที่เคาน์เตอร์ มือเรียวเริ่มทำความสะอาดถ้วย จาน ชาม และเก็บเข้าที่ก่อนจะเช็ดหยดน้ำออกจากมือ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหันมองนาฬิกาบนผนังห้อง เมื่อเห็นเวลาสมควรที่จะไปทำงานได้แล้วมือเรียวจึงคว้าเสื้อคลุมที่พาดไว้กับเก้าอี้มาถือไว้ เรนะหันมองประตูห้องนอนที่นิ่งสนิทหลังจากคนเป็นน้องหายเข้าไปได้ซักพัก “จูรินะ! ฉัน…” “กรี๊ด!!!!!!!!!!!!!!!!!!” คำที่กำลังจะพูดต่อถูกกลืนหายลงคอ ทันทีที่เสียงร้องของคนในห้องดังขึ้น เรนะก็ถลาเข้าหาประตูห้องนอนทันที “จูรินะ! เป็นอะ…ไร”ทันทีที่ประตูห้องนอนเปิดออก ร่างของคนด้านในก็พุ่งเข้าสู่อ้อมกอดของคนเป็นพี่ทันที “พี่คะ”เสียงสั่นเครือและใบหน้าที่ซุกอยู่ตรงอกอุ่นของเรนะไม่ได้ทำให้คนร่างสูงหน้าแดงมากเท่ากับสภาพของคนในอ้อมแขน “ย..ยัยบ้า!”เสียงตกใจตะโกนลั่น ใบหน้าขาวซีดแดงก่ำเมื่อผัมผัสได้ถึงความเปลือยเปล่าของคนเป็นน้อง เรียวแขนทั้งสองข้างแนบอยู่กับช่วงเอวที่ไร้สิ่งใดปกปิด ใบหน้ายิ่งซับสีเลือดมากเข้าไปอีกเมื่อรู้สึกถึงความอวบหยุ่นนุ่มนิ่มที่เบียดเสียดอยู่ที่ลำตัว เรนะทำได้เพียงแค่ยืนนิ่งๆและมองตรง ไม่กล้าเบี่ยงเบนสายตาไปทางใดเพราะกลัวว่าจะอดใจไม่ได้หากเห็นสิ่งที่ตัวเองกำลังสัมผัส “ทำไมไม่ใส่เสื้อผ้าห๊ะ!” ใบหน้าหวานยังคงซุกอยู่ตรงอกอย่างหวาดกลัว เสียงอู้อี้ตอบกลับคนเป็นพี่ “ฉ..ฉันกำลังอาบน้ำ”ผิวกายที่เปียกชื้นเป็นสิ่งยืนยัน “แล้วทำไมไม่ใส่ผ้าเช็ดตัวมาให้เรียบร้อย! ทำไมออกมาสภาพนี้!”ระดับความตกใจยังมีอยู่มากจนเรนะไม่อาจควบคุมระดับความดังเสียงได้ มือขาวซีดใช้เสื้อที่อยู่ในมือคลุมตัวให้คนเป็นน้อง ก่อนจะดันร่างของจูรินะออก นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองสบกับนัยน์ตาหวานซึ้ง “เธอร้องทำไม เกิดอะไรขึ้น” มือบางยกขึ้นชี้ไปยังประตูห้องน้ำ เสียงสั่นเอ่ยบอก “แมลงสาบ” “อะไรนะ” “มีแมลงสาบอยู่ในห้องน้ำค่ะ” มือขาวซีดยกขึ้นกุมขมับ เรนะมองคนที่ยืนน้ำตาคลออยู่ตรงหน้า “ให้ตายสิ! ที่เธอวิ่งแก้ผ้าออกมานี่เพราะแค่มีแมลงสาบในห้องน้ำเนี่ยนะ!” จูรินะพยักหน้ารับก่อนจะก้มมองพื้นไม่กล้าสบตาคนเป็นพี่ “ไล่มันให้หน่อยได้มั๊ยคะ” เรนะก็อยากจะหัวเสียกับปัญหาเล็กน้อยแค่นี้อยู่หรอก แต่พอเห็นท่าทีหวาดกลัวของจูรินะก็ทำเอาโกรธไม่ลง เรียวขายาวก้าวเข้าไปในห้องน้ำ ดวงตาคมสอดส่องไปทุกมุมของห้องน้ำเพื่อหาเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวปัญหา จนเมื่อมองไปที่ใดก็หาไม่พบเรนะจึงพาตัวเองออกมาจากห้อง “มันไม่อยู่แล้วล่ะ…สงสัยจะลงท่อไปแล้ว”เสียงอ่อนเอ่ยบอกกับคนที่ยืนกุมเสื้อแขนยาวตัวหนาที่คลุมตัวเองไว้แน่น แต่เพราะสิ่งที่จูรินะใช้ปกปิดร่างกายเป็นเพียงแค่เสื้อคลุมตัวไม่ใหญ่เท่าไหร่ ความยาวของมันจึงปิดลงมาได้เพียงแค่ขาอ่อนเท่านั้น “เธอเข้าไปอาบน้ำต่อเถอะ…ฉันจะออกไปทำงานแล้ว”หลังจากดึงสายตาออกจากตำแหน่งใต้ชายเสื้อได้เรนะก็พูดกับคนเป็นน้อง ขายาวก้าวเดินหากแต่แขนเรียวกลับโดนจับไว้แน่น เรนะหันมองเจ้าของมือที่กำลังส่งสายตาอ้อนวอนให้กันด้วยความสงสัย “มีอะไรอีกล่ะ” แววตาอ้อนวอนเคลือบทับด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอจ้องมองคนเป็นพี่ “อยู่เป็นเพื่อนฉันจนกว่าฉันจะอาบน้ำเสร็จได้มั๊ยคะ”มือบางกระตุกแขนเสื้อของเรนะเป็นระยะ “ฉันต้องไปทำงานแล้ว” “นะคะ…ไม่นานหรอก” ในที่สุดก็แพ้สายตาอ้อนวอน เรนะพยักหน้ารับเบาๆ “งั้นเธอรีบเข้าไปอาบน้ำให้เสร็จ ฉันจะรออยู่หน้าประตูนี่แหละ” “เข้าไปด้วยกันนะคะ” เรนะตาโต “อะไรนะ! เธอจะบ้าเหรอ!” “เข้าไปด้วยกัน ถ้าเกิดมันกลับมาอีกพี่จะได้ไล่มันให้ฉันได้ไงคะ…เข้าไปด้วยกันนะคะ”มือบางดึงรั้งคนเป็นพี่ให้ไปด้วยกัน ถึงแม้คนตัวซีดจะขัดขืนแต่จูรินะก็ใช้เรี่ยวแรงที่มีดึงคนเป็นพี่เข้ามาในห้องน้ำจนได้ “เดี๋ยวๆ…จูรินะ! เดี๋ยว!”ไม่ทันแล้ว เรนะได้แต่อ้าปากค้างหลังจากคนเป็นน้องปลดเสื้อคลุมออกต่อหน้าต่อตา ผิวขาวเนียนละเอียดยามต้องกับแสงไฟยิ่งขับให้ผิวนั้นขาวขึ้น คนตัวสูงกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่ พอตั้งสติได้ก็รีบหันหลังให้ภาพตรงหน้า แต่เหมือนจะไม่มีอะไรเป็นใจเมื่อด้านที่หันไปนั้นดันเป็นกระจกแผ่นกว้าง ปากที่เพิ่งหุบลงไปเปิดค้างอีกครั้ง ภาพสะท้อนของจูรินะ สัดส่วนของร่างกายที่ลงตัวดั่งสวรรค์สรรสร้าง ท่าทางการเคลื่อนไหวร่างกายที่เป็นปกติแต่กลับดูยั่วยวนในสายตาคนมอง ความร้อนพุ่งขึ้นสูงสู่ใบหน้า เรนะนิ่งค้างสตาร์ฟตัวเองอยู่กับที่ ลมหายใจเข้าออกลึกพยายามตั้งสติให้มั่น …ใจเย็นๆเรนะ… …ยุบหนอ พองหนอ… …ขาวหนอ อวบหนอ… …โอย… “ถ้าฉันเกิดหน้ามืดทำอะไรเธอขึ้นมา รู้ไว้เลยนะจูรินะ…มันไม่ใช่ความผิดของฉัน”   “พวกเธอตัดสินใจกันได้แล้วสินะ”เรนะและกลุ่มเพื่อนอีกสี่คนต่างก็พยักหน้าตอบรับคำถามของอาจารย์ที่ปรึกษาที่เงยขึ้นมามองหลังจากอ่านแบบสอบถามการเรียนต่อในมือ “สำหรับพวกเธอแล้วมหาวิทยาลัยดนตรีก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนะ” “เซนเซย์พอจะมีคำแนะนำมั๊ยคะ”ยูกิถาม ชิโนดะ มาริโกะ อาจารย์ที่ปรึกษานักเรียนมอปลายปีสามห้องเอกวาดสายตาภายใต้เลนส์แว่นกรอบสี่เหลี่ยมมองนักเรียนทั้งห้าคน “คำแนะนำเหรอ…เรียกว่าเป็นทางเลือกดีกว่านะ”มือเรียวส่งเอกสารฉบับหนึ่งให้ยูกิที่รับไปดูกับเพื่อนๆ “ตอนนี้ค่ายโอเรคคอร์ดกำลังมีทุนน่ะ สำหรับนักเรียนที่กำลังจะจบการศึกษาระดับมัธยมปลายที่รักในดนตรีและอยากเป็นศิลปิน มีกิจกรรมแข่งขันวงดนตรีเพื่อชิงทุนการศึกษา” เรนะมองสบกับอาจารย์สาว “ทุนเหรอคะ” “ใช่ วงที่ได้ที่หนึ่งจะได้รับทุนศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยดนตรีที่อังกฤษจนกว่าจะจบการศึกษาทั้งวง และหลังจากที่เรียนจบก็จะได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินของทางค่ายด้วย” “ได้เซ็นสัญญาด้วยเหรอคะ”มินามิถามอย่างสนใจ ชิโนดะยกยิ้ม “ถ้าพวกเธอสนใจเซนเซย์จะส่งใบสมัครให้ อีกสี่เดือนพวกเธอก็จะจบการศึกษาจากที่นี่แล้ว ส่วนการแข่งขันชิงทุนนี้ใช้เวลาแค่สองเดือนเท่านั้นเอง”เมื่อนักเรียนในการดูแลพยักหน้ารับ ชิโนดะจึงพูดต่อ “ถ้ากำหนดการส่งมาถึงเซนเซย์จะเอาไปให้นะ…ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะ” “ขอบคุณค่ะ”ห้าเสียงดังประสาน หลังจากเดินออกจากห้องพักอาจารย์ ยูโกะและมินามิก็แยกตัวออกไปทำธุระและนัดเจอกันอีกทีที่ร้านขนมที่พวกเขาไปกันประจำ ทำให้ตอนนี้มีเพียงแค่โทโมมิ ยูกิ และเรนะเท่านั้นที่กำลังมุ่งหน้าสู่ร้านขนมใกล้กับโรงเรียน สายลมหนาวที่โบกพัดไม่อาจทำให้คนทั้งสามหนาวสั่นได้อย่างที่ควรจะเป็น ยูกิชวนเรนะคุยไปเรื่อยเปื่อยขณะที่โทโมมิทำหน้าที่เป็นผู้รับฟังที่ดี ดวงตาคมหรี่ลงมองกลุ่มนักเรียนที่เดินมาแต่ไกล “อ๊ะ…”ทั้งยูกิและเรนะต่างหันมองเพื่อนสนิทหน้านิ่งที่ส่งเสียงออกมา “นั่นพวกจูรินะไม่ใช่เหรอ” ทั้งเรนะและยูกิต่างมองไปตามสายตาของโทโมมิ “ใช่จริงๆด้วย…มายุจัง!”ยูกิตะโกนเสียงดังพลางโบกไม้โบกมือเรียก มายุเดินเข้าไปหาพี่สาวข้างบ้านที่กำลังยิ้มกว้าง “ยูกิริน…มากินขนมเหรอ” “ใช่…มายุจังก็มากินขนมเหรอ”เจ้าของชื่อพยักหน้ารับ “นี่…ใจคอจะยืนคุยกันอยู่ตรงนี้จนแข็งให้ได้เลยใช่มั๊ย”เรนะพูดเสียงเรียบ ดวงตาคมมองน้องสาวต่างสายเลือดที่ยืนกอดตัวเองอยู่ข้างเพื่อนทั้งสอง “จะเข้าไปในร้านได้หรือยัง” “อ่าไปสิ ทำไมช่วงนี้แกอารมณ์แปรปรวนจังนะ”ยูกิพูดขึ้นพลางเดินตามเพื่อนตัวซีดที่เดินนำเข้าร้านไป ทั้งหกคนเลือกนั่งที่มุมในสุดของร้านเพื่อความเป็นส่วนตัว ฝั่งหนึ่งมีเรนะ จูรินะ และฮารุกะที่นั่งด้วยกัน อีกฝั่งเป็นมายุ ยูกิ และโทโมมิ “อยากกินอะไรสั่งเลยนะ…โทโมะจินจะเลี้ยงล่ะ” ดวงตาคมของเจ้าของชื่อตวัดมองเพื่อนที่นั่งข้างกันแต่ไม่พูดอะไร แม้สามเด็กมอต้นจะเอ่ยปฏิเสธเพราะเกรงใจ แต่ยูกิก็คะยั้นคะยอจนทั้งสามยอมสั่งขนมและน้ำหวานมาทานโดยที่โทโมมิเป็นผู้จ่ายให้ตามที่ยูกิบอก หลังจากสั่งสิ่งที่ต้องการไปเรียบร้อยยูกิก็ชวนเด็กทั้งสามคนคุยด้วยความอารมณ์ดี นั่งคุยกันได้ไม่นานเค้กและเครื่องดื่มที่สั่งไปก็มาเสิร์ฟ เรนะตักชีสเค้กเข้าปากไปเพียงคำเดียวก่อนจะวางช้อนลงที่จาน ใบหน้าขาวซีดดูซีดเซียวหนักกว่าเก่าจนเพื่อนสนิทสังเกตเห็น “เป็นอะไรเรนะ…แล้วนั่นแกไม่กินแล้วเหรอ เห็นบ่นมาทั้งวันว่าอยากกินแล้วทำไมไม่กินเข้าไปล่ะ” “ไอ้กินมันก็อยากกินอยู่หรอก…แต่มันกินไม่ได้อ่ะ”นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองชีสเค้กตรงหน้าด้วยความอาลัยอาวร ยูกิขมวดคิ้วมุ่น “ทำไมกินไม่ได้” “กินเข้าไปแล้วรู้สึกพะอืดพะอมน่ะสิ”เรนะตอบเสียงแผ่ว “เอ๋……คงไม่ได้แพ้ท้องแทนเมียใช่มั๊ย”เสียงหนืดเนื่องของโทโมมิเรียกสายตาจากทุกคนบนโต๊ะให้หันไปสนใจ คนหน้านิ่งส่งเค้กมัทฉะเข้าปากก่อนจะใช้ช้อนชี้หน้าเรนะ “ฉันว่าใช่แน่ๆ” คนตัวซีดตาโตรีบปฏิเสธเลิ่กลั่ก “ไม่ใช่ซักหน่อย! แพ้ท้องอะไรกัน!” ทุกคนบนโต๊ะต่างยิ้มขำกับท่าทีกระโตกกระตากของคนตัวซีด “แพ้ท้องแน่นอนเลย…แกบอกว่าช่วงนี้จูรินะไม่แพ้ท้อง เพราะตอนนี้แกแพ้แทนแล้วไง ใช่มั๊ยจูรินะจัง”ยูกิพูดขำก่อนจะหันไปถามคนที่นั่งยิ้มอยู่ข้างเพื่อนสนิท จูรินะยิ้มเขิน ดวงตาหวานหันมองสบกับนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่หันมามองเช่นกัน มือบางวางช้อนลงกับจานก่อนจะยื่นใบหน้าหวานเข้าไปใกล้คนเป็นพี่ที่ถอยหนีจนหลังติดกระจกแต่ก็หนีไม่พ้น “พี่แพ้ท้องแทนฉันเหรอคะ…ใจดีจัง” รอยยิ้มหวานในระยะฝ่ามือกั้นทำเอาใบหน้าซีดซับสีเลือด “ม..ไม่ใช่ซักหน่อย”เรนะตอบเสียงติดขัด “หน้าพี่แดงแล้วนะคะ”จูรินะว่าพลางใช้นิ้วเขี่ยแก้มคนเป็นพี่เล่นจนเรนะต้องปัดออกพร้อมแสดงท่าทีรำคาญกลบเกลื่อน “อากาศมันร้อนต่างหาก!” ทุกคนยิ้มขำกับข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น “เรนะ…อุณหภูมิสิบสององศานี่ไม่ร้อนนะ” “โธ่! ช่างฉันเถอะน่า!”เสียงเข้มโวยวาย เรนะเริ่มแสดงท่าทีหงุดหงิดหนักกว่าเดิมเมื่อทุกคนเอาแต่รุมแกล้ง แทบทนไม่ไหวจนเกือบจะลุกเดินหนีไป แต่สองเพื่อนสนิทไซส์มินิก็เดินเข้ามาในร้านซะก่อน ในมือของยูโกะและมินามิถือเครปกลิ่นหอมหวานหน้าตาน่าทาน “คุยอะไรกันอยู่เหรอ”มินามิถามพลางยื่นเครปในมือให้กับเรนะ ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติคนตัวซีดคงยื่นหน้าไปรับเครปเข้าปากแล้ว แต่ในตอนนี้ของหวานที่โปรดปรานกลับทำให้อาหารในกระเพาะตีรวนจนแทบจะพุ่ง เรนะเบี่ยงหน้าหนีเครปตรงหน้าจนมินามิต้องเอ่ยถาม “เป็นอะไรอ่ะ ทำไมไม่กิน” “เรนะมันไม่กินหรอก…แพ้ท้องแทนเมียอยู่น่ะ” “เอ๋! แพ้ท้องแทนเมีย หมายถึงจูรินะเหรอ…จริงเหรอเรนะ!” “ไม่ใช่ซักหน่อย!” “นี่ๆ รักเมียมากจนแพ้ท้องแทนเมียก็บอกเพื่อนไปสิ” “ก็บอกว่าไม่ได้แพ้ท้องไงเล่า!” เมื่อพูดคุยหยอกล้อกันจนพอใจทุกอย่างก็กลับสู่ความสงบ ทุกคนเดินออกจากร้านหลังจากนั่งคุยเล่นกันจนเต็มอิ่ม และต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้านไปคนละทางจนตอนนี้เหลือเพียงโทโมมิและฮารุกะเพียงแค่สองคน เพราะวันนี้BMWลูกรักถึงกำหนดตรวจเช็คสภาพโทโมมิจึงต้องขึ้นรถเมล์มาเรียน ดวงตาคมเอียงมองรุ่นน้องข้างกายที่ยืนรอรถเมล์อยู่ด้วยกัน “นี่พารุจัง…เธอยังไม่ได้แนะนำตัวกับพี่อย่างเป็นทางการเลยนะ”โทโมมิเอ่ยทำลายความเงียบ คิ้วเรียวเลิกขึ้น ฮารุกะหันมองคนที่จ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว “อิตาโนะซังรู้จักชื่อฉันอยู่แล้วนี่คะ” “พี่รู้จักเพราะคนอื่นบอก ไม่ได้รู้จักเพราะพารุแนะนำตัวเองซักหน่อย”มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยทำหน้าสงสัยใส่กัน “พี่อยากรู้จักพารุจากตัวพารุเองนะ ไม่ได้อยากรู้จักพารุจากคนอื่น” “ชิมาซากิ ฮารุกะ เรียกพารุก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”ฮารุกะก้มตัวลงหลังจากแนะนำตัวเองตามคำเรียกร้องของรุ่นพี่เสร็จ โทโมมิยิ้มกว้าง “อิตาโนะ โทโมมิ เรียกโทโมะจินก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักนะ”รอยยิ้มที่มียิ่งฉีกกว้างมากกว่าเดิมเมื่อฮารุกะส่งยิ้มตอบกัน หลังจากที่แนะนำตัวกันเสร็จทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบเมื่อไม่มีใครเริ่มต้นการพูดคุย จนในที่สุดก็เป็นโทโมมิที่ต้องเริ่มบทสนทนาอีกครั้ง “ทำไมพารุจังดูไม่ค่อยพูดเลยล่ะ” แสงสีส้มจากพระอาทิตย์ตกดินสาดส่องกระทบร่างสองร่าง ฮารุกะยืนมองตรงไม่ได้มองคนข้างๆแม้จะรู้ว่าโทโมมิกำลังมองกันอยู่ “โทโมะจินซังก็เหมือนกันค่ะ ทั้งที่เวลาอยู่กับทุกคนดูไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ ฉันไม่คิดเลยว่าโทโมะจินซังจะเป็นคนพูดเก่งแบบนี้”ฮารุกะหันกลับไปมองคนที่โน้นตัวไปข้างหน้าแล้วหันกลับมามองกัน ใบหน้าที่ต้องกับแสงอาทิตย์ตกดินช่างงดงามราวรูปสลัก โทโมมิยกยิ้มขึ้นมองสบกับคนที่หันมา “พออยู่กับพารุจังแล้ว พี่อยากพูดมากขึ้นมาทันทีเลยล่ะ”   ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ท้องฟ้ากว้างถูกย้อมด้วยหมึกสีเข้ม เป็นครั้งแรกตั้งแต่ย้ายออกมาจากบ้านที่เรนะมีเวลาว่างให้นั่งเล่นดูหนังฟังเพลงอยู่แบบนี้ ในวันนี้ร้านอาหารของอัตสึโกะปิดทำให้ไม่ต้องไปทำงาน ส่วนที่ผับ โทโมมิก็สั่งไม่ให้ไปเพราะอาการคลื่นไส้พะอืดพะอมที่ตัวเองเป็น ในวันนี้เรนะจึงมีเวลาพักผ่อนมากกว่าปกติ หลังจากทานข้าวและอาบน้ำเรียบร้อย ทั้งเรนะและจูรินะก็มาหมกตัวกันอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น ทีวีเอลอีดีที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้บ่อยนักกำลังฉายภาพยนต์สยองขวัญจากต่างประเทศ เรนะที่เป็นคอหนังแนวนี้กำลังตั้งใจดูอย่างใจจดใจจ่อ หากแต่จูรินะผู้ขยาดหนังสยองขวัญกลับนั่งตัวลีบอยู่อีกมุมหนึ่งของโซฟาตัวยาว “อ่า…พี่คะ ปิดได้มั๊ย”เสียงอู้อี้พูดลอดฝ่ามือที่ยกขึ้นมาปิดใบหน้า คนตัวซีดไม่ยอมละสายตาจากหน้าจอ เสียงเรียบนิ่งเอ่ยบอก “ถ้ากลัวก็เข้าห้องนอนไปสิ” “แต่ว่า…”ร่างบางขยับเข้าใกล้คนเป็นพี่ จูรินะปล่อยมือออกจากใบหน้าเปลี่ยนไปจับรั้งชายเสื้อของเรนะแทน “ฉันอยากอยู่กับพี่นี่นา…กรี๊ด!!!!!!!!!!”เพียงแค่หันกลับไปมองจอ ผีสาวผมยาวใบหน้าเปื้อนเลือดก็โผล่พรวดมาอย่างจังจนจูรินะกรีดร้องด้วยความตกใจกลัว สองมือยกขึ้นปิดหน้าตัวเองอีกครั้ง น้ำตาเริ่มเอ่อคลอสองดวงตาใส เรนะหันมองน้องสาวที่กำลังตัวสั่นเพราะความกลัว นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองสลับระหว่างจอทีวีกับน้องสาวที่นั่งปิดหน้าอยู่ข้างๆ แขนเรียวโอบรั้งร่างของจูรินะมาซบตรงอกพลางเอนกายนอนราบไปกับโซฟาโดยมีร่างของน้องสาวทาบทับอยู่บนตัว “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ถ้าฉันดูหนังไม่รู้เรื่องเธอโดนดีแน่”เสียงเรียบนิ่งเอ่ยบอกโดยที่สองตายังคงจับจ้องอยู่ที่จอทีวี มือเรียวขาวซีดลูบหลังลูบไหล่คอยปลอบประโลมทุกครั้งที่คนเป็นน้องเกิดอาการสั่นกลัว “งือ…หนังแบบนี้ไม่เห็นสนุกตรงไหนเลย”เสียงอู้อี้ดังขึ้น จูรินะฝังใบหน้าลงกับอกของคนเป็นพี่ นึกสงสัยอยู่ในใจว่าหน้าอกหน้าใจของเรนะก็ไม่ค่อยจะมี แต่ทำไมมันถึงได้อบอุ่นมากขนาดนี้ เนินนาน ทีวีเอลอีดียังคงทำหน้าที่ได้อย่างดีไม่มีข้อบกพร่องใดๆ สิ่งที่บกพร่องคงจะเป็นคนดูที่ไม่ได้สนใจดูเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่กันที่สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่หนังในจอทีวีแต่กลับเป็นใบหน้ายามหลับใหลของคนบนตัว เรนะลูบเส้นผมนุ่มขับกล่อมให้คนเป็นน้องได้หลับฝันดี รอยยิ้มที่ไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนักเวลาอยู่กันสองคนปรากฏขึ้นบนเรียวปาก “อย่าได้ใจไปหน่อยเลย หน้าแบบเธอน่ะเหรอที่ฉันจะสนใจ”เสียงเรียบแต่ดูอ่อนหวานดังขึ้นแผ่วเบาอย่างเกรงว่าคนที่กำลังท่องอยู่ในความฝันจะตื่นขึ้นมา “ฉันไม่ได้ชอบเธอซักหน่อย ไม่มีทางชอบเธอแน่ๆ…ที่หัวใจมันเต้นแรงแบบนี้…”มือข้างที่ว่างวางทาบลงบนตำแหน่งหัวใจที่กำลังเต้นรัวจนแทบหลุดออกมา “…ที่มันเต้นแรงเพราะฉันตื่นเต้นกับหนังต่างหาก” หนังจบไปแล้ว แต่เรนะไม่ได้สนใจแม้ว่าเครดิตจะผ่านหน้าจอไปเรื่อยๆ เรียวแขนสีซีดช้อนร่างของจูรินะขึ้นมาแนบอก สองขาพาตัวเองและผู้หลับใหลเข้าสู่ห้องนอน เรนะวางร่างของน้องสาวต่างสายเลือดลงบนเตียงอย่างนุ่มนวลก่อนจะจัดท่าให้แล้วดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นคลุมตัว “ฝันดียัยจอมจุ้น”เรียวปากกดลงที่กลุ่มผมนุ่มเนินนานก่อนจะลากวนมาที่หน้าผากมน เรนะผละออกจากใบหน้าของจูรินะ รอยยิ้มปรากฏขึ้นอีกครั้งในความมืด “ความน่ารักของเธอน่ะ…ใช้กับฉันไม่ได้หรอก”     +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ เม้นด้วยนะครับผม เจอกันวันเสาร์ครับ บายยยยย By : Gekikara    
  7.     Chapter 5 : ไม่อยากให้เธอร้อง…ไม่อยากให้เธอเจ็บ เสียงเพลงจังหวะอึกกระทึกดังต่อเนื่องให้เหล่าเสือและผีเสื้อราตรีได้ออกมาวาดลวดลายกันกลางฟลอร์ เพลงจังหวะเร้าใจถูกมิกซ์ขึ้นโดยโมโทมิผู้เป็นเจ้าของผับ เฮดโฟนอันโตไม่ได้ถูกสวมใส่อย่างที่ควรจะเป็น โทโมมิทำเพียงแค่ถือมันแนบหูขณะที่มืออีกข้างก็ทำหน้าที่มิกซ์จังหวะดนตรีต่อเนื่องอย่างคล่องแคล่ว ลำตัวโยกย้ายไปมาตามจังหวะเพลงของตัวเอง โซนขาแดนซ์ถูกควบคุมโดยโทโมมิ ส่วนโซนเครื่องดื่มนั้นควบคุมโดยยูโกะ ท่าทางการผสมเครื่องดื่มหลากรสหลายสไตล์ที่ดูชำนาญเรียกให้นักดื่มทั้งหญิงและชายต่างแย่งเก้าอี้หน้าบาร์กันจนแทบไร้ที่ว่าง จำนวนเก้าอี้บาร์ที่จำกัดทำให้นักดื่มหลายๆคนอดยลโฉมหน้าของบาร์เทนเดอร์ผู้มากเสน่ห์ แต่ลูกค้าทั้งหลายที่นั่งตามโต๊ะห่างไกลจากตัวบาร์ก็ไม่ได้มีอาการห่อเหี่ยวนักเมื่อมีเด็กเสิร์ฟหน้าตาคุณภาพอย่างเรนะและยูกิคอยให้บริการ ร่างสูงทั้งสองต่างก็ฮอตฮิตไม่แพ้ยูโกะเมื่อใครต่อใครก็อยากรับบริการจากคนทั้งสอง ขายาวสองคู่ก้าวไปมาจนแทบจะพันกัน เสิร์ฟโต๊ะนั้นเสร็จก็ต้องไปรับออเดอร์โต๊ะนู้น เรียกได้ว่าเดินคุ้มค่าแรงกันเลยทีเดียว “เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย!”เสียงที่ดังขึ้นทำให้ใครหลายๆคนหันไปสนใจ เรนะก้มหัวขอโทษลูกค้าชายคนหนึ่งหลังจากเขาเอาแต่เหม่อลอยจนทำให้เหล้าหกรดขากางเกงของลูกค้าคนนั้น ใบหน้าเรียบเฉยเงยขึ้นหลังจากก้มหัวขอโทษลูกค้าหนุ่มไปไม่ต่ำกว่าสามรอบ “ขอโทษค่ะ”เสียงแผ่วเบาเอื้อนเอ่ยเหมือนคนหมดแรง เพราะมัวแต่นึกเป็นห่วงคนที่อยู่ที่บ้านเลยเผลอไผลซุ่มซ่ามอย่างไม่ได้ตั้งใจ “ขอโทษแล้วกางเกงฉันมันแห้งมั๊ย! กางเกงตัวนี้ราคาเท่าไหร่รู้มั๊ย! มันมีราคามากกว่าค่าแรงของแกทั้งเดือนซะอีก!”ลูกค้าหนุ่มยังคงโวยวาย “ขอโทษ…” ซู่! คำพูดต่อจากนั้นจางหายไปพร้อมกับน้ำจากถังใส่น้ำแข็งที่ถูกสาดใส่อย่างจัง เรนะยืนหลับตานิ่งปล่อยให้หยาดน้ำไหลร่วงไปจากใบหน้าโดยไม่คิดจะตอบโต้ หากเป็นเวลาปกติลูกค้าหนุ่มคนนี้คงไม่ได้ตะโกนเบ่งใส่เขาเป็นครั้งที่สองแน่ เสียงเพลงที่เคยดังอึกกระทึกหยุดลงเมื่อผู้ควบคุมเครื่องเสียงควบตำแหน่งเจ้าของผับเดินเข้าสู่วงล้อมของเหตุการณ์อย่างใจเย็น “เกิดอะไรขึ้น”โทโมมิถามขึ้นเสียงเรียบ ดวงตาคมหันมองระหว่างเพื่อนสนิทที่ยืนเงียบกับลูกค้าหนุ่มที่กำลังแสดงท่าทางกระฟัดกระเฟียด “ก็ไอ้เด็กเสิร์ฟคนนี้น่ะสิ! ซุ่มซ่ามทำเหล้าหกใส่ผม คุณต้องจัดการนะ ให้มันก้มกราบผมเดี๋ยวนี้!” “มันจะมากไปแล้วนะเว้ย!”ยูกิที่ทำท่าจะพุ่งเข้าใส่ลูกค้าหนุ่มถูกโทโมมิยกมือห้ามไว้ “โทโมะจิน!” ดวงตาคมเฉยชามองสบกับลูกค้าหนุ่มยากจะคาดเดาว่าเจ้าของแววตานั้นกำลังคิดอะไร “ฉันจะจัดการเดี๋ยวนี้ล่ะ” เพล้ง!!! เศษแก้วแตกกระจาย ของเหลวจากในขวดและเลือดจากศีรษะผสมกันก่อนจะหยดลงบนพื้น ชายหนุ่มกุมหัวตัวเองแน่นขณะทรุดลงไปนั่งร้องครวญครางอยู่ที่พื้น โทโมมิทิ้งปากขวดที่ยังคาอยู่ในมือไปอย่างไม่ใส่ใจ เรียวขาก้าวเข้าหาชายหนุ่มก่อนปลายเท้าจะเตะเสยเข้าไปที่ปลายคางจนคนที่โดนหงายหลังนอนไปกับพื้น เท้าเรียวภายใต้รองเท้าไนกี้สีดำแดงเหยียบคาอยู่กลางอกของลูกค้าหนุ่ม ผมตรงยาวสลวยไหลปิดหน้ายามโทโมมิก้มลงมองคนที่นอนร้องโอดโอยอยู่ใต้เท้า “ร้านนี้ไม่ต้อนรับคนถ่อยนะ ถ้าอยากจะอวดเบ่งก็ไปที่อื่น อย่ามาทำซ่าในร้านของฉันแบบนี้ แล้วก็…”นิ้วเรียวชี้ตรงไปยังเรนะที่ยังยืนนิ่งมองการกระทำของเพื่อนสนิท “นั่นน่ะ…เพื่อนของฉัน แกทำอะไรไปฉันเห็นหมดนั่นแหละ โดนแค่ขวดเหล้ามันยังน้อยไป รีบไสหัวออกไปก่อนที่ฉันจะทนไม่ไหวแล้วกระทืบแกซะตรงนี้ ไป!”ไม่ต้องให้พูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง เมื่อฝ่าเท้ายกออกจากกลางอก ชายหนุ่มก็รีบลนลานวิ่งออกไปทันที โทโมมิกระตุกมุมปากมองตามแผ่นหลังที่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปก่อนจะส่งเสียงเรียกพนักงานในร้าน “เก็บกวาดให้เรียบร้อย ใครไปคุมเครื่องเสียงให้ฉันด้วย”สั่งเสร็จเรียวขาก็ก้าวเข้าหาเพื่อนสนิท โทโมมิดึงมือเรนะให้เดินตามพลางส่งสายตาเรียกยูกิกับยูโกะให้ตามมาด้วย เรนะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาวกลางห้องทำงานชั้นสองของผับ มือขาวซีดรับผ้าขนหนูจากยูโกะมาซับหยดน้ำบนใบหน้า “ขอบใจนะโทโมะจิน คิดว่าจะต้องกราบไอ้บ้านั่นตามที่มันพูดซะแล้ว”เสียงเรียบเฉยพูดขึ้นก่อนเสียงถอนใจจะดังตามมา เรนะทิ้งแผ่นหลังลงแนบกับพนักพิง ความกังวลตีรวนอยู่ภายในกายจนพาลไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น “ใครจะยอมให้เพื่อนไปก้มกราบคนทุเรศแบบนั้นล่ะ…นี่เรนะ มีอะไรกวนใจแกอยู่เหรอ”ไม่บ่อยนักที่โทโมมิจะเอ่ยปากถามปัญหาของเพื่อน หากเพื่อนไม่อยากพูดเธอก็ไม่เคยคาดคั้น แต่ครั้งนี้โทโมมิไม่อาจทำเฉยและปล่อมมันให้ผ่านเลยไปได้ “เรื่องจูรินะ…ใช่หรือเปล่า” นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองเพื่อนสนิท ในแววตาสั่นไหวอย่างไม่อาจปกปิด “…รู้ได้ยังไง” “ทาคามินะโทรมาเล่าให้ฟังก่อนแกมาถึง นี่เรนะ…แกดีใจมั๊ยที่จูรินะร้องไห้” คนตัวซีดขมวดคิ้วมุ่นกับคำถามของโทโมมิ เรียวปากเปิดขึ้น นิ่งคิดอยู่เพียงครู่ก่อนเสียงแผ่วเบาจะหลุดออกมา “…ไม่” “มีความสุขหรือเปล่าที่จูรินะเจ็บปวด”โทโมมิถามต่อ “…ไม่” “ถ้าไม่นับพวกฉัน แกก็ไม่มีใครแล้วนะนอกจากจูรินะที่รับฟังแกทุกอย่าง…แกอยากให้จูรินะเกลียดแกเหรอ” “ไม่” “งั้นก็กลับไปทำให้จูรินะหยุดร้องไห้ซะสิ!”ยูโกะพูดพลางตบโต๊ะเสียงดัง เรนะหันมองเพื่อนตัวเล็กพลางพูดเสียงแผ่ว “จูรินะ…ยังไม่หยุดร้อง…เหรอ” “ยัง…ตอนทาคามินะโทรมา จูรินะเอาแต่ร้องไห้อยู่ในห้อง”ยูกิพูด “ฉัน…ต้องทำยังไง” “ทำยังไง! ก็กลับบ้านไปหาน้องสิวะ! จะนั่งโง่อยู่ทำไมล่ะ!”สิ้นเสียงของยูโกะเรนะก็ลุกพรวดขึ้นโดยไม่ต้องให้พูดซ้ำ ขายาวก้าวไปยังประตูห้องและกำลังจะออกไปหากไม่ถูกเรียกไว้เสียก่อน มือเรียวรับกุญแจBMWที่โทโมมิโยนมาให้แทบไม่ทัน ดวงตาคมยกยิ้มเหมือนเรียวปาก โทโมมิกอดอกพิงแผ่นหลังกับพนักพิงก่อนจะพูดกับเพื่อนตัวซีด “ดูแลลูกฉันดีๆล่ะ แล้วก็…ถ้าแกทำไม่สำเร็จฉันจะไล่แกออก” “ขอบใจนะโทโมะจิน”ขายาวก้าวออกจากห้องด้วยความรวดเร็ว BMWคันหรูถูกเหยียบคันเร่งซะเกือบมิดไมล์ หากโดนตำรวจเรียกก็คงไม่แปลกอะไรนักเมื่อผู้บังคับไม่สนใจจะขับตามความเร็วที่กำหนด เรนะละทิ้งซึ่งกฏเกณฑ์ในการใช้ถนนอย่างหมดสิ้น ความสนใจตอนนี้มีเพียงแค่กลับถึงคอนโดให้เร็วที่สุด แต่เมื่อถึงที่หมายจริงๆ เรนะกลับไม่กล้าเปิดประตูเข้าไป ร่างสูงทำได้แค่ยืนลังเลอยู่ที่หน้าประตู มือขาวซีดทาบทับบนแผ่นไม้หนา ยืนรวบรวมความกล้าอยู่นานกว่าจะเปิดประตูเข้าไป “มาช้านะ” “ทาคามินะ…”เจ้าของชื่อนั่งกอดอกนิ่งอยู่บนโซฟากลางห้องนั่งเล่น มินามิลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะเดินเข้าไปหาเพื่อน “เสียงร้องไห้เงียบไปแล้ว…ท่าทางจะเหนื่อนจนหลับไปน่ะ” “ร้อง…จนหลับเลยเหรอ” “เรนะ…สิ่งที่ทำไว้น่ะ แก้ไขซะนะ”มือเล็กวางลงที่ไหล่ของเรนะก่อนจะบีบเบาๆเพื่อให้กำลังใจ “ฉันไปล่ะ” “ขอบใจทาคามินะ” มินามิยิ้มรับ “นี่ฉันทาคาฮาชิ มินามิเชียวนะ” ห้องทั้งห้องกลับสู่ความเงียบเมื่อเพื่อนตัวเล็กจากไป เรนะเดินตรงไปยังห้องนอน ประตูเปิดออกไร้ซึ่งเสียงรบกวนคนที่กำลังหลับ ภายในห้องนอนมีเพียงแสงจากโคมไฟที่โต๊ะข้างเตียงให้ความสว่างเหมือนกับตอนที่ออกไป จูรินะนอนขดตัวนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าใสยังมีรอยของหยาดน้ำตาที่กำลังไหลริน เรียวคิ้วขมวดมุ่นแม้ในยามหลับ เรนะทิ้งตัวลงนั่งที่ข้างเตียงจัดท่าให้ร่างบางนอนสบายขึ้น มือเรียวปาดเช็ดหยดน้ำตาที่ยังหลงเหลือให้แผ่วเบา “ฉัน…ขอโทษ…จูรินะ”แม้หยดน้ำตาจะหายไปแล้วแต่เรนะยังคงลูบผิวแก้มคนหลับอยู่ตลอด เสียงขอโทษกระซิบแผ่วเบาแม้ว่าอีกคนจะไม่ได้ยิน เรียวปากกดลงตรงหน้าผากมนเนินนานก่อนจะผละออกมา “ฉันมันแย่ที่สุด ดีแต่ทำร้ายเธอซ้ำไปซ้ำมา…ทำไมนะ ทำไมเธอถึงไม่ยอมเกลียดฉันซักที”นั่งจ้องใบหน้ายามหลับใหลอยู่นาน เรนะลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปก่อนจะกลับมาอีกครั้งพร้อมหลอดยาในมือ มือขาวซีดจับประครองข้อมือบางแผ่วเบาก่อนจะบีบยาทาแก้ฟกช้ำลงไป มืออีกข้างบรรจงทาให้อย่างกลัวว่าจะทำให้จูรินะเจ็บปวด เมื่อทำครบทั้งสองข้างแล้วจึงวางมือลงกลับที่เดิม ผ้าห่มผืนหนากางออก เรนะดึงผ้าขึ้นคลุมตัวให้น้องสาวต่างสายเลือด มือเรียวยกขึ้นลูบเส้นผมนุ่มก่อนจะกดจูบลงบนเส้นผมนั้นเป็นอย่างสุดท้ายแล้วผละออกมา “เธอจะไม่เจ็บปวดอีกแล้ว…พี่สัญญา”   แสงสว่างจากหน้าต่างที่สาดส่องเข้ามาแยงตาทำให้คนที่กำลังหลับสนิทเริ่มมีปฏิกิริยา จูรินะยืดแขนขึ้นจนสุดเพื่อคลายกล้ามเนื้อ ก่อนจะใช้มือปิดปากที่กำลังหาวหวอดใหญ่ ดวงตาที่เพิ่งเปิดขึ้นจนสุดสะดุดเข้ากับโพสอิทสีสดใสที่แปะไว้กับฐานโคมไฟ มือบางดึงมาอ่าน ลายมือหวัดๆในนั้นไม่ต้องเดาให้ยากว่าเป็นของใคร ยิ่งในห้องนี้มีผู้อาศัยอยู่เพียงแค่สองคน ไม่ใช่ของเธอก็ต้องเป็นของพี่สาวต่างสายเลือดเป็นแน่ ‘ออกไปส่งหนังสือพิมพ์ เดี๋ยวจะกลับมากินข้าว ช่วยทำอาหารไว้ให้หน่อยนะ                                                                                                        …เรนะ…’ รอยยิ้มละมุมปรากฏขึ้นบนใบหน้า จูรินะลุกขึ้นจัดการเก็บที่นอนให้เรียบร้อยแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป ใช้เวลาจัดการธุระส่วนตัวไม่นานนักจูรินะก็มายืนอยู่ในห้องครัว เมนูง่ายๆอย่างข้าวต้มเป็นสิ่งที่เธอเลือก กลิ่นหอมอบอวนไปทั่วห้องพักขนาดกลาง จูรินะสูดกลิ่นหอมนั้นเข้าไปเต็มปอด มือบางหมุนปิดไฟที่เตาพอดีกับเสียงประตูที่ดังขึ้น “อ่ะ..พี่คะ ข้าวต้มเสร็จแล้วจะทานเลยมั๊ยคะ” เสียงสดใสของจูรินะทำเอาคนตัวซีดทำตัวไม่ถูก เรนะคิดไว้ว่าน้องสาวอาจจะโกรธจนไม่มองหน้ากันเสียอีก ผิดคาดจริงๆ “อ่า…ฉันขออาบน้ำก่อนได้มั๊ย” จูรินะยิ้มรับ “เร็วๆนะคะเดี๋ยวข้าวต้มจะเย็นซะหมด”เรนะพยักหน้ารับก่อนจะเดินหายเข้าห้องไป ร่างบางยิ้มขำกับท่าทางของคนเป็นพี่ เธอไม่เคยเห็นเรนะเป็นแบบนั้นมาก่อน ท่าทีเงอะงะเหมือนทำอะไรไม่ถูก มันดูน่ารักไปอีกแบบ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารยามเช้าผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หลังจากทานกันเสร็จเรนะเป็นผู้รับหน้าที่ทำความสะอาดภาชนะทุกชิ้น และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นก็ถึงเวลาที่ต้องไปโรงเรียน โรงเรียนของเรนะและจูรินะอยู่ไม่ห่างจากคอนโดมากนักทั้งยังต้องไปทางเดียวกัน ในยามเช้าที่ไม่ต้องเร่งรีบอะไรนักสองพี่น้องจึงเลือกจะเดินมากกว่าขึ้นรถประจำทาง สายลมช่วงกลางฤดูหนาวโบกพัดพาให้ร่างของจูรินะเบียดเข้าหาคนเป็นพี่ด้วยความหนาวเย็น เรนะหันมองคนข้างกาย “หนาวเหรอ ทำไมไม่ใส่ผ้าพันคอมา”เสียงเข้มเอ่ยถาม “ฉันลืมหยิบมาจากบ้านค่ะ” ลมหายใจถูกทอดถอนออกมา อากาศในกายปะทะกับไอเย็นข้างนอกจนเกิดเป็นไอควันจางๆ “ทำไมถึงเซ่อซ่าแบบนี้ล่ะ…เธอนี่มันจริงๆเลย”แม้ปากจะบ่นแต่มือขาวซีดกลับปลดผ้าพันคอออกจากคอตัวเอง เรียวขาหยุดก้าวเดิน เรนะหันหน้าเข้าหาคนเป็นน้องก่อนจะบรรจงใส่ผ้าพันคอให้กับจูรินะที่ได้แต่ยืนนิ่ง “อย่าถอดแล้วไปวางลืมไว้ที่ไหนล่ะ…ฉันมีผืนนี้แค่ผืนเดียว” “แล้วพี่ล่ะคะ…” “ฉันไม่เป็นไรหรอก เธอนั่นแหละต้องดูแลตัวเองให้ดี…ลูกของฉันจะได้แข็งแรง” จูรินะยกยิ้มบางขณะมองหน้าคนเป็นพี่ “เป็นห่วงฉันเหรอคะ” “ฉันไม่ได้ห่วงเธอซักหน่อย! ฉันเป็นห่วงลูกต่างหาก!”ผิวขาวซีดซับสีเลือดจนขึ้นรอยแดงที่ผิวแก้ม เรนะหันหน้าหนีขณะที่จูรินะเอาแต่ยิ้มอย่างชอบใจ ไม่เคยเลยจริงๆที่จะเห็นพี่เป็นแบบนี้ “รีบเดินได้แล้ว! อยู่ข้างนอกนานๆเดี๋ยวจะไม่สบายเอา” “ค่าๆ”จูรินะรับคำก่อนจะรีบก้าวขาตามให้ทันคนที่แสร้งเสียงดังกลบความเขิน พี่จะรู้ตัวมั๊ยนะว่าตัวเองตอนนี้น่ารักแค่ไหน มือบางถือวิสาสะจับชายเสื้อแขนยาวของคนเป็นพี่ไว้เพื่อที่เราจะได้ไม่ห่างกันมากยามก้าวเดิน และเหมือนว่าเรนะจะรู้ตัวจึงผ่อนการเดินให้ช้าลง จูรินะก้าวตามคนร่างสูงโดยไม่มองทาง ใบหน้าใสก้มมองปลายเท้าแต่ละก้าว รอยยิ้มเขินปรากฏอยู่กับตัวเองโดยที่คนเป็นพี่ไม่อาจมองเห็นมัน เรนะเดินช้าลงก่อนจะหยุดนิ่งที่หน้าประตูโรงเรียน นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหันมองคนที่อยู่ด้านหลัง “ถึงแล้ว เข้าไปข้างในได้แล้ว” “ค่ะ”รอยยิ้มบางถูกส่งให้คนเป็นพี่ก่อนจูรินะจะเดินเข้าประตูโรงเรียนไป คนตัวซีดยืนกระสับกระส่ายมองแผ่นหลังที่เริ่มห่างออกไป ลังเลว่าควรจะทำสิ่งที่ตัวเองคิดดีมั๊ย จนในที่สุดความรู้สึกก็ลงคะแนนเสียงให้ทำไป “จูรินะ!…ตั้งใจเรียนนะ” รอยยิ้มกว้าปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่หันกลับมามอง “พี่ก็…ตั้งใจเรียนนะคะ!” วันทั้งวันของจูรินะมีแต่รอยยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้าจนเพื่อนๆต่างก็สงสัย รอยยิ้มสดใสร่าเริงที่ไม่ได้เห็นมาตลอดทั้งอาทิตย์กลับมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะพูดอะไร ฟังอะไร เดินไปไหน จูรินะก็จะมีแต่รอยยิ้มจนเพื่อนสนิทยังนึกแปลกใจ “มีเรื่องอะไรดีๆเหรอจูรินะจัง”ฮารุกะถามขึ้นหลังจากเก็บกระเป๋าแล้วเดินมาหาเพื่อนสนิทที่ยังคงรอยยิ้มไว้บนใบหน้า “วันนี้เธอยิ้มจนฉันปวดแก้มแทนแล้ว” “นิดหน่อยน่ะพารุจัง…ไม่มีอะไรพิเศษหรอก”ใครว่าล่ะ มันพิเศษมากเลยต่างหาก เสียงในใจดังขึ้นจนรอยยิ้มที่มีอยู่ฉีกกว้างมากเข้าไปอีก ฮารุกะขมวดคิ้วมุ่น “ต้องมีแน่ๆ มายุจังดูสิ จูรินะจังมีความลับล่ะ!” “มันก็ไม่ใช่ความลับอะไรหรอกนะถ้าพารุจังจะสังเกตผ้าพันคอที่จูรินะจังใส่ให้ดีๆ มันไม่ใช่ของจูรินะจัง แล้วมันยังปักชื่อไว้ว่า……เรนะจัง”มายุพูดพลางเอียงคอมองชื่อที่ปักอยู่ที่ชายผ้า ดวงตากลมเงยขึ้นมองเพื่อนสนิท “…ของเรนะซังเหรอ” “อืม…พี่ใส่ให้เมื่อเช้าน่ะ”ตอบไปก็หน้าแดงไป ทั้งมายุและฮารุกะต่างก็ยิ้มให้กับอาการปลื้มใจปนเขินอายของจูรินะ “นี่สินะเรื่องดีๆ…แต่จะว่าไป วันนี้ที่เราจะไปห้องของจูรินะกันจะไม่เป็นอะไรเหรอ เรนะซังจะว่าเอาหรือเปล่า”ฮารุกะถามอย่างเป็นกังวล เรื่องที่จูรินะย้ายออกจากบ้านไปอยู่กับคนเป็นพี่สองคนนั้นทั้งเธอและมายุต่างก็รับรู้ รวมถึงสาเหตุและเรื่องราวทุกอย่างด้วย “ฉันกลัวโดนดุจัง” “ไม่เป็นอะไรหรอก กว่าพี่เรนะจะกลับบ้านก็ดึกมากแล้ว ทุกคนกลับบ้านก่อนพี่จะกลับแน่ๆ” “งั้นเรารีบไปกันดีกว่า งานจะได้เสร็จเร็วๆ”ว่าจบฮารุกะก็ดึงมือเพื่อนทั้งสองให้เดินไป ทั้งสามคนก้าวลงจากตึกเรียนและมุ่งหน้าสู่ประตูรั้วของโรงเรียน แม้จะอยู่ไกลแต่จูรินะก็มองเห็น รถคันหรูที่คุ้นตาของเพื่อนในกลุ่มของเรนะ เรียวขาที่กำลังก้าวเดินหยุดลงเมื่อกระจกฝั่งคนขับถูกลดลง โทโมมิถอดแว่นกันแดดออกจากใบหน้าพลางส่งยิ้มให้เด็กทั้งสามคน “อิตาโนะซัง…มาทำอะไรแถวนี้เหรอคะ” “มีคนวานให้มารับเธอไปส่งน่ะ…ขึ้นมาสิ” “แต่ว่า…”จูรินะหันมองเพื่อนทั้งสองให้โทโมมิมองตาม  รอยยิ้มใจดีปรากฏขึ้นบนใบหน้าเรียบนิ่งของคนขับ “ขึ้นมาทั้งหมดนั่นแหละ เดี๋ยวพี่ไปส่ง”ได้ยินดังนั้นเด็กสาวทั้งสามคนจึงยอมก้าวขึ้นรถไป จูรินะนั่งด้านหน้าข้างโทโมมิ เมื่อเห็นว่าทุกคนจัดการตัวเองเข้าที่เข้าทางแล้วBMWคันหรูจึงเริ่มออกตัว “นี่จะไปไหนกันเหรอ” “ไปทำงานกลุ่มกันที่คอนโดน่ะค่ะ…แล้วอิตาโนะซังล่ะคะ”จูรินะตอบก่อนจะถาม “นอกจากมารับจูรินะแล้วก็ว่างน่ะ อ่อ จริงสิ…”มือเรียวละจากพวงมาลัยก่อนจะล้วงหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วส่งมันให้กับจูรินะ “คนที่วานให้มารับฝากมาให้น่ะ” จูรินะมองกระดาษในมือก่อนจะเปิดมันออกแล้วอ่านข้อความที่อยู่ข้างใน ‘เสร็จงานที่ร้านของมาเอดะซังแล้วฉันจะเข้าไปกินข้าว ช่วยทำซุปไว้ให้ทีนะ                                                                                                         …เรนะ…’ ซุปงั้นเหรอ คิ้วเรียวขมวดยุ่งเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าของสดในตู้เย็นหมดไปตั้งแต่เมื่อเช้า จูรินะหันมองโทโมมิที่กำลังขับรถอย่างชั่งใจ “ส่งจดหมายแบบนี้คลาสสิคไปมั๊ยนะ…ว่าแต่จูรินะจังมีอะไรหรือเปล่า อยากจะแวะที่ไหนก่อนเหรอ”โทโมมิถามขึ้นอย่างรู้ทัน “คือว่า…ช่วยจอดรถที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตให้หน่อยได้มั๊ยคะ”แม้จะพูดออกไปแล้วแต่จูรินะยังคงเม้มปากแน่นด้วยความเกรงใจจนโทโมมิหัวเราะเสียงอ่อน “ได้สิเดี๋ยวพี่แวะให้…เรนะสั่งอะไรยุ่งยากอีกแล้วสินะ” จูรินะส่ายหน้าทันควัน “ไม่ได้ยุ่งยากอะไรหรอกค่ะ” “เอ๋…น่าอิจฉาเรนะจังเลยนะ พี่อยากได้แบบนี้มั่งจัง”พูดไปดวงตาคมก็มองสลับระหว่างถนนกับกระจกมองหลังที่สะท้อนภาพเด็กสาวผมลอนที่นั่งเงียบมาตลอดทาง รถคันหรูจอดลงที่ลานจอดรถของซุปเปอร์มาเก็ตใกล้กับคอนโด โทโมมิถอดเข็มขัดนิรภัยออกก่อนจะหันไปพูดกับเด็กๆ “พี่รออยู่ในรถนะ ใช้เวลาได้เต็มที่เลยไม่ต้องเกรงใจ” “ขอโทษที่รบกวนนะคะ ฉันไปไม่นานหรอก” รถกลับมาสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง ดวงตาคมมองตามแผ่นหลังเล็กของเด็กสาวผมลอนไปไม่ละสายตา จ้องมองจนเจ้าของแผ่นหลังและกลุ่มเพื่อนหายลับไปเนินนานก่อนเสียงโทรศัพท์จะดังขึ้น “ว่าไง”โทโมมิกดรับโดยไม่มองเบอร์ ‘ถึงคอนโดหรือยัง’ “ยังหรอก…แกบอกให้จูรินะทำอาหารให้ไม่ใช่เหรอ ตอนนี้อยู่ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตน่ะ” ‘อ๋อ…’ เสียงตอบรับของเรนะเงียบไปแต่สัญญาณยังไม่ตัดไปไหน โทโมมิยังทอดสายตาจ้องไปที่ประตูซุปเปอร์ที่ยังไร้การเคลื่อนไหว ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นเสียงเรียบ “นี่เรนะ แกรู้จักเพื่อนของจูรินะบ้างหรือเปล่า” ‘เพื่อนของจูรินะเหรอ…ที่เคยคุยกันก็แค่มายุจังน่ะ ส่วนฮารุกะฉันไม่เคยคุยด้วยหรอก’เรนะเงียบไปซักพักก่อนจะตอบกลับมา โทโมมิจ้องมองเด็กสาวผมลอนที่กำลังเดินกลับมาที่รถพร้อมกับจูรินะและมายุ ในมือของทั้งสามมีถุงใส่ข้าวของพะรุงพะรัง “ชื่อฮารุกะงั้นเหรอ” ‘ชิมาซากิ ฮารุกะน่ะ แต่เห็นจูรินะกับมายุเรียกว่าพารุจังล่ะนะ’ “เอ๋…ชื่อเพราะจังเลยน๊า”เสียงเนื่องยืดยาวจากโทโมมิดังขึ้น ยิ่งเด็กทั้งสามเดินเข้ามาใกล้ตัวรถมากเท่าไหร่ รอยยิ้มบนใบหน้าเรียบนิ่งก็ยิ่งปรากฏกว้างมากขึ้นเท่านั้น “ฉันอิจฉาแกจังเลยเรนะ…อยากทำผู้หญิงท้องได้เหมือนแกจัง” ‘แกจะมาอิจฉาฉันทำไมล่ะ!’คำถามของเรนะดังลอดลำโพงออกมายิ่งทำให้โทโมมิยิ้มกว้างมากขึ้นเมื่อนึกถึงคำตอบ “ก็ฉัน…เจอแม่ของลูกแล้วนี่นา”   +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ อัพให้แล้วนะครับ ว่างเมื่อไหร่เจอกัน เม้นๆด้วยน๊า By : Gekikara    
  8. อยากอ่านอ่ะ ไรท์มาอัพ  
  9.     Chapter 4 : อาจดูเหมือนฉันไม่มีหัวใจ…ที่คอยแต่ทำร้ายเธอ “เรนะจัง! มายกอาหารไปเสิร์ฟที”ร่างขาวซีดรีบเดินกลับไปรับอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่จากห้องครัวเพื่อไปเสิร์ฟให้ลูกค้าที่โต๊ะตามคำสั่งของอัตสึโกะ หลังจากร้านอาหารของอัตสึโกะได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อสัปดาห์ก่อน เรนะก็ได้เข้ามาทำงานเป็นพนักงานพาร์ทไทม์คนแรกพร้อมกับมินามิที่เพื่อนๆขอร้องกึ่งบังคับให้มาทำเป็นเพื่อนกับเรนะ เพราะอัตสึโกะยื่นคำขาดมาว่าจะไม่รับเรนะเป็นพนักงานถ้ามินามิไม่มาทำงานด้วย ด้วยเหตุนี้มือกีต้าร์ไซส์มินิจึงกำลังปั้นหน้ายิ้มต้อนรับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในร้านอาหารแห่งนี้ หลังจากออกจากบ้านมาได้อาทิตย์กว่าๆ เรนะก็ต้องรับภาระทั้งการเรียนและการทำงาน ตอนเช้าต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อออกไปส่งหนังสือพิมพ์ ก่อนจะกลับมาที่คอนโดในเวลาเกือบเจ็ดโมงเช้าอาบน้ำแต่งตัวและออกไปเรียน หลังเลิกเรียนช่วงสี่โมงเย็นถึงสองทุ่มครึ่งทำงานที่ร้านอาหารของอัตสึโกะเหมือนกับตอนนี้ และช่วงสามทุ่มถึงเที่ยงคืนจึงไปทำงานที่ผับของโทโมมิต่อ แม้ว่าเวลาปิดผับคือช่วงตีสอง แต่โทโมมิกลับยืนกรานให้เพื่อนสนิทเลิกงานก่อนเวลาและให้ค่าแรงเท่ากับพนักงานที่ทำงานเต็มเวลา แม้จะเกรงใจเพื่อนและขอทำงานเต็มเวลาเช่นพนักงานคนอื่น แต่เพื่อนสนิทเจ้าของผับกลับปฏิเสธและตัดปัญหาว่าจะไม่ให้ทำถ้าไม่ทำตามข้อกำหนด ทำให้เรนะต้องยอมตามใจเพื่อนสนิทคนนี้ไป มือขาวซีดยกขึ้นปาดเหงื่อหลังจากจัดการยกเก้าอี้ตัวสุดท้ายขึ้นวางบนโต๊ะเรียบร้อย ภายในร้านเวลาสองทุ่มยี่สิบเหลือเพียงแค่แสงไฟสลัวที่เปิดไว้และพนักงานเพียงไม่กี่คนเท่านั้น “แกจะกลับห้องก่อนหรือเปล่าเรนะ”ร่างสูงหันมองเจ้าของเสียงที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ มินามิถอดผ้ากันเปื้อนออกก่อนจะเงยหน้ามองเพื่อนสนิท “หรือว่าจะไปร้านของโทโมะจินต่อเลย” “ไปต่อเลยน่ะ…แกมีอะไรหรือเปล่า” มินามิถอนใจพลางมองหน้าเพื่อนตัวซีด “ฉันไม่มีอะไรหรอก แต่แกลืมอะไรไปหรือเปล่าเรนะ…” “ลืม…ฉันเปล่าลืมอะไรนี่”เรนะส่ายหน้าหลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “แกลืมจูรินะ…แกปล่อยให้น้องอยู่ห้องคนเดียวมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ ถึงจูรินะจะไม่พูดแต่ก็ต้องรู้สึกเหงาบ้างแหละ แกจะปล่อยให้น้องอยู่คนเดียวไปถึงเมื่อไหร่” คนตัวซีดนิ่งเงียบไปหลังจากชื่อของน้องสาวต่างสายเลือดหลุดออกมาจากปากของมินามิ เรนะดันลมขึ้นจมูกก่อนจะพูดตอบเสียงเรียบ “ยัยเด็กนั่นอยู่คนเดียวได้อยู่แล้ว…ไม่เห็นจะต้องไปห่วงอะไรมากเลย” “เมื่อก่อนน่ะก็ใช่…แต่ตอนนี้ จูรินะไม่เหมือนแต่ก่อนแล้วนะ”นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองสบดวงตาคมกริบของมินามิที่กำลังเงยหน้ามองกัน ทั้งน้ำเสียงยังดูจริงจังไม่มีแววของการเล่นอย่างที่เคยเป็น “จูรินะกำลังตั้งท้อง และเด็กในท้องก็เป็นลูกของแก เรนะ…แกต้องดูแลเอาใจใส่น้องบ้างนะเว้ย พี่หมอโทโมะก็บอกแล้วว่าช่วงนี้ความรู้สึกของจูรินะจะอ่อนไหวมากกว่าปกติ …….ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันจะไม่ห้ามเลยถ้าแกจะเมินเฉยกับน้องมากแค่ไหน แต่ตอนนี้แกต้องคิดถึงความรู้สึกของน้องให้มากนะเว้ย” “แต่ฉันต้องทำงาน” มินามิถอนใจเสียงแผ่วกับข้อแก้ตัวของเพื่อนตัวซีด สองมือยกขึ้นจับต้นแขนของเรนะไว้นิ่งยามมองสบตากันอย่างจริงจัง “ฉันรู้ว่าแกต้องทำงาน…เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งกี่ปีแล้วเรนะ ถึงการแสดงออกและปากของแกจะบอกว่าเกลียดจูรินะแค่ไหน แต่ลึกๆในใจของแกน่ะมันคนละเรื่องกับที่แกพูดเลยนะ ที่แกทำงานหนักอยู่ตอนนี้ก็เพราะอยากจะให้จูรินะอยู่ได้อย่างสุขสบาย”ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเบี่ยงหลบจากแววตาจริงจังของเพื่อนตัวเล็ก “แกไม่อยากให้น้องลำบาก แต่แกเคยถามน้องหรือเปล่า…ว่าต้องการความสุขสบายหรือเวลาที่จะได้อยู่กับแกน่ะ” “…” “เรนะ………จูรินะรักแกมากนะเว้ย ตัวแกเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ…อย่าทำให้น้องรู้สึกเดียวดายไปมากกว่านี้เลยนะ” ร่างสูงมองเพื่อนตัวเล็กนิ่งๆอย่างใช้ความคิด “ฉัน…” “ทำอะไรกันอยู่เหรอ!”ร่างเล็กของมินามิเซถลาใส่เรนะที่ถอยหลบแทบไม่ทัน สองแขนเรียวบางของผู้มาใหม่กอดรัดร่างของมือกีต้าร์ไซส์มินิไว้แน่นไม่ยอมปล่อย “นี่ๆ มินามิคุยอะไรกันเหรอ” “จะคุยอะไรกันมันก็ไม่เกี่ยวกับเธอซักหน่อยอัตสึโกะ…ปล่อยฉันนะ”เสียงแข็งพูดขึ้นกับคนที่ยังกอดเกี่ยวร่างกายไว้แน่น มินามิแกะมือปลาหมึกของเจ้าของร้านสาวออกแล้วไปยืนข้างเรนะที่กำลังยิ้มอย่างขำขัน “มินามิ…ทำไมต้องเย็นชาใส่ฉันอยู่เรื่อยเลยนะ”อัตสึโกะย่นจมูกใส่เจ้าของชื่อก่อนจะหันไปหาเรนะที่ยืนอยู่ข้างคนตัวเล็กแสนซึน “นี่ค่าแรงสำหรับอาทิตย์นี้ของเรนะจัง”ซองสีขาวถูกยื่นให้เรนะที่ยื่นมือมารับมันไป ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองจำนวนธนบัตรที่บรรจุอยู่ในนั้นด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณค่ะเซมไป” อัตสึโกะยิ้มพลางส่ายหน้าช้าๆ “ไม่ต้องขอบคุณหรอก นั่นเป็นค่าแรงที่เรนะสมควรได้รับอยู่แล้ว” “แล้วค่าแรงของฉันอ่ะ”มือเล็กแบออกตรงหน้ายื่นไปหาเจ้าของร้านสาวที่เอาแต่ยิ้มหวาน “นี่อัตสึโกะ ค่าแรงของฉันล่ะ” “มินามิก็อยากได้ค่าแรงเหรอ” “ฉันทำงานก็ต้องได้ค่าแรงสิ”มินามิดึงซองสีขาวแบบเดียวกับเรนะมาเปิดดู เมื่อเห็นธนบัตรที่อยู่ในนั้นก็ยิ้มออกมาบ้าง และในจังหวะที่ไม่ทันได้ตั้งตัว จมูกโด่งของอัตสึโกะก็ฉวยกดลงบนผิวแก้มนุ่มให้มินามิต้องทำหน้าเหวออย่างตกใจ “ในซองนั่นค่าแรง…ส่วนอันนี้น่ะโบนัส” “ยัยหื่นฉวยโอกาส!”แก้มใสซับสีเลือดจนแดงจัดทำให้อัตสึโกะที่เห็นหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ นั่นยิ่งทำให้มินามิแสดงอารมณ์หงุดหงิดกลบอาการเขิน “เรนะ! กลับบ้าน!!!”   ห้องทั้งห้องเงียบสนิทดั่งว่าไร้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในนั้น จูรินะนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา แม้ว่าห้องแห่งนี้จะไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก แต่จูรินะกลับคิดว่ามันใหญ่ไปสำหรับการอยู่คนเดียว หันไปทางใดก็ไร้สิ่งมีชีวิต นอกจากตัวเธอแล้วห้องแห่งนี้ก็ไม่มีใครอื่นอีก เป็นแบบนี้มาตลอดทั้งสัปดาห์ พี่สาวต่างสายเลือดไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนเธอจะรู้สึกตัวตื่นเสียอีก เวลาที่ได้พบหน้ากันมีเพียงช่วงเช้าก่อนจะไปโรงเรียนที่เรนะจะกลับเข้ามาอาบน้ำแต่งตัว เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่จูรินะจะได้พบหน้ากับผู้ร่วมห้องหนึ่งเดียว แม้เธอจะกลับมาจากโรงเรียนแล้ว แต่เรนะก็ยังต้องทำงานต่อ พี่สาวตรงไปทำงานทันทีที่ออกจากโรงเรียน และกลับมาที่ห้องอีกครั้งตอนเที่ยงคืนกว่าซึ่งเธอนั้นหลับไปแล้ว จูรินะถอนใจพลางหลับตาแล้วเอนตัวลงนอนราบไปกับโซฟาตัวยาว ความรู้สึกเหงาตีรวนอยู่ในอกแต่เธอไม่กล้าพูดมันออกไป เธอไม่อยากเรียกร้องอะไรจากเรนะมากนัก เธอรู้ว่าพี่สาวต่างสายเลือดเหนื่อยล้าแค่ไหนที่ต้องรับภาระที่หนักเกินตัว “ทำไมไม่ไปนอนดีๆในห้อง”เปลือกตาที่ปิดสนิทเปิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว จูรินะยันตัวขึ้นนั่งพลางหันมองเจ้าของเสียงที่เธอไม่คิดว่าจะได้เจอในเวลานี้ “พี่เรนะ…อ่ะ ยินดีต้อนรับกลับค่ะ” เรนะเดินตรงไปยังโซฟากลางห้อง ดวงตาคมก้มมองร่างบางนิ่ง “เธอไม่ตอบคำถามของฉัน” “ฉันแค่นอนเล่นค่ะ แล้วพี่ล่ะคะ…ทำไมกลับมาเร็วจัง ไม่ต้องไปทำงานต่อแล้วเหรอ”จูรินะฉีกยิ้มกว้างรอคำตอบ หวังไว้ลึกๆว่าวันนี้จะได้อยู่กับร่างสูงนานกว่าเดิมซักหน่อย มือขาวซีดยื่นซองสีขาวที่เพิ่งได้รับมาจากอัตสึโกะให้คนตรงหน้าโดยที่ตัวเองยังไม่ได้แตะต้องของในนั้นเลยแม้แต่น้อย “เก็บไว้ให้ดีล่ะ เงินนี่เอาไว้ซื้ออาหารที่เธออยากกินได้ตามสบายเลย…ฉันเข้ามาเปลี่ยนเสื้อ เดี๋ยวจะออกไปทำงานต่อแล้ว”ขาเรียวก้าวเดินไปยังห้องนอนโดยไม่ใส่ใจคนที่กำลังจ้องมองสิ่งที่เขายื่นให้อย่างมึนงง จูรินะมองธนบัตรจำนวนหนึ่งในซองสีขาวที่เรนะเพิ่งส่งมันให้เธอก่อนจะวางทิ้งมันไว้ที่โต๊ะตัวเล็กแล้วลุกเดินตามคนเป็นพี่ที่เดินหายเข้าไปในห้องนอน “พี่หิวหรือเปล่าคะ ทานอะไรก่อนออกไปดีกว่านะ”นัยน์ตาหวานซึ้งจ้องมองไหล่ขาวเนียนภายใต้เสื้อกล้ามตัวบางพลางเบนสายตาหนีด้วยความเขินอาย “เดี๋ยวฉันไปทำอะไรให้พี่ทานนะคะ” “ไม่ต้อง ฉันกำลังจะออกไปแล้ว” “แต่ว่า…พี่ควรจะทานอะไรบ้างนะคะ” เรนะหันไปมองคนที่ยังคงดื้อดึง ลมหายใจถูกทอดถอนออกมาแผ่วเบา “อย่าเซ้าซี้ฉันมากได้มั๊ยจูรินะ…ฉันเหนื่อยจากข้างนอกมาแล้ว อย่าให้ฉันเหนื่อยกับการเถียงกับเธอเลยได้หรือเปล่า” “ถ้าพี่เหนื่อยก็พักบ้างสิคะ” “ฉันพักไม่ได้…ฉันต้องรีบไปทำงานแล้ว”มือเรียววางทับบนไหล่บางของน้องสาวพลางดันเบาๆให้พ้นจากประตูแต่จูรินะกลับขืนตัวไว้ มือบางวางทาบทับลงบนมือของคนเป็นพี่ จูรินะเงยหน้าสบตาสีน้ำตาลอ่อนที่ฉายแววเหนื่อยล้าอย่างไม่ปิดบัง “แค่ครั้งนี้ก็ได้…อยู่ทานข้าวก่อนได้มั๊ยคะ ฉันจะทำให้ทานนะ”เสียงอ่อนเอ่ยบอกอย่างอ้อนวอน แต่มันกลับใช้ไม่ได้กับคนที่แบกรับภาระไว้เต็มสองบ่า เรนะปัดมือของคนเป็นน้องออกอย่างแรง นัยน์ตาฉายแววแข็งกร้าวขึ้นทันทีพร้อมกับเสียงเข้มที่ดังขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้ “บอกว่าไม่ต้องไง! เธอฟังที่ฉันพูดไม่รู้เรื่องหรือไงจูรินะ! ฉันทำงานเพื่อหาเงินมาให้เธอแค่นี้ยังไม่พอใจอีกเหรอ! เธอต้องการอะไรจากฉันอีก!”หยาดน้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอดวงตาหวานไม่อาจหยุดยั้งอารมณ์ของเรนะได้ “ฉันแค่…อยากอยู่กับพี่บ้าง ฉัน…แค่อยากเห็นหน้าพี่”เสียงสั่นเครือดังจากปากของร่างบาง จูรินะก้มหน้าไม่กล้าสบสายตาของคนเป็นพี่อีกต่อไป เมื่อในแววตานั้นมีแต่ความแข็งกร้าวและเกรี้ยวกราดจนเธอยังรู้สึกกลัว “อยากอยู่กับฉันงั้นเหรอ! ความต้องการงี่เง่าของเธอมันสำคัญกว่าเงินที่ฉันหามาให้ใช่มั๊ย! ได้!...ฉันจะอยู่กับเธอจูรินะ!”ร่างบางเซถลาไปตามแรงดึงของเรนะ แผ่นหลังบางกระแทกลงกับเตียงนุ่มอย่างรุนแรง จูรินะเบี่ยงหน้าหลบจมูกโด่งของคนเป็นพี่ที่กำลังซุกไซร้ไปตามลำคอระหงส์ด้วยแรงอารมณ์ “หยุดนะ! พี่คะ…”สองมือบางพยายามดันตัวคนที่อยู่บนกายให้ออกห่าง เรนะกระชากข้อมือบางที่กำลังผลักไสกันด้วยความรำคาญ “จะห้ามทำไมล่ะจูรินะ! เธอต้องการแบบนี้ไม่ใช่เหรอ! ฉันก็อยู่กับเธอแล้วนี่ไง!”สิ้นเสียงเรนะก็ทาบเรียวปากลงที่จุดเดียวกันของจูรินะ มือขาวซีดกระชากเสื้อนอนจนกระดุมกระเด็นหลุดรุ่ยกระจายไปคนละทิศทาง “หยุด…ฮึก! …..พี่คะ…หยุดนะ”หยาดน้ำตาใสไหลรินอาบแก้ม เรี่ยวแรงที่เคยต่อต้านหายไปเหลือเพียงเสียงสะอื้นไห้ของร่างบางเพียงเท่านั้น “หยุดเถอะ…อย่า……ทำแบบนี้” จากที่หน้ามืดตามัวทำตามแต่อารมณ์ร้อนของตัวเองกลับหยุดชะงัก เรนะผละออกจากลำคอขาวมองใบหน้าที่อาบไปด้วยหยาดน้ำตา ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลง แต่กระนั้นคำพูดที่ออกจากปากกลับยังคงไว้ซึ่งความแข็งกร้าวและไม่สบอารมณ์ “จืดชืด! ไร้อารมณ์จนฉันคิดว่าจูบกับท่อนไม้ซะอีก!”สองแขนดันตัวออกจากคนเป็นน้อง จูรินะรีบเบี่ยงตัวหันหนีและกอดตัวเองแน่นทันทีที่เป็นอิสระ “ฮึก!…”เสียงสะอื้นดังขึ้นจากคนที่ซุกกอดตัวเองแน่น หยาดน้ำตายังคงไหลออกมาเป็นสาย ความรู้สึกที่เคยเก็บกดไว้ภายในเหมือนได้รับการปลดปล่อย จูรินะสะอื้นไห้ออกมาโดยไม่นึกอายคนที่นั่งนิ่งอยู่ที่ขอบเตียง เสียงสะอื้นดังบาดลึกลงในหัวใจของคนฟัง เรนะกำมือแน่นนึกเกลียดตัวเองที่อารมณ์ร้อนเกินไป หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงแสยะยิ้มอย่างสะใจที่ทำให้น้องสาวต่างสายเลือดเจ็บปวดและร้องไห้ได้ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ เพียงแค่เห็นน้ำตาของจูรินะกลับเป็นตัวเขาเองที่รู้สึกเจ็บ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองแผ่นหลังบางที่สั่นไหวตามแรงสะอื้น มือเรียวยื่นออกไปหมายจะลูบเส้นผมนุ่มเพื่อปลอบโยนแต่มือนั้นกลับเอื้อมไปไม่ถึง เรนะดึงมือของตัวเองกลับเมื่อคิดว่าคนเป็นน้องคงไม่อยากให้ตัวเขาทำเหมือนเธอเป็นสิ่งของไร้ความรู้สึกเพียงเท่านั้น สองขาดันตัวลุกขึ้นจากเตียง ดวงตาคมหันมองคนที่ยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นเพียงครู่เดียวก่อนเรนะจะเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ขาเรียวก้าวตามทางเดินไปอย่างคนไร้เรี่ยวแรงจนหยุดลงที่หน้าห้องของเพื่อนสนิทไซส์มินิ “ทาคามินะ…”เสียงแผ่วเอ่ยเรียกหลังจากทุบกำปั้นลงไปที่บานประตูสองครั้ง “เรนะ…มีอะไรเหรอ”มินามิมองเพื่อนตัวซีดที่กำลังยืนนิ่งหลังจากเปิดประตูออกมา ดวงตาคมเงยขึ้นมองใบหน้าเหนื่อยล้าและแววตาที่แสดงความรู้สึกผิดออกมาจนร่างเล็กนึกสงสัย “ทาคามินะฉัน…ทำเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยลงไปอีกแล้ว”ความรู้สึกผิดในแววตาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวด มือเรียวกำแน่นจนสั่นไปทั้งแขน หยาดน้ำใสเอ่อขึ้นคลอกับนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของคนตัวสูง “ฉันมันเลวจริงๆ” “เกิดอะไรขึ้นเรนะ” “คนอย่างฉันดูแลใครไม่ได้เหมือนที่พ่อบอกจริงๆนั่นแหละ…ดีแต่ปากร้าย ทำร้ายให้เจ็บปวด ฉัน…ไม่น่าดึงจูรินะให้มาจมอยู่กับฉันเลย”น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาตามแก้มขาวซีดโดยที่เรนะไม่คิดจะปาดมันออก เสียงสั่นเครือเอื้อนเอ่ยว่ากล่าวตัวเองหวังให้รู้สึกผิดน้อยลง “ฉันทำร้ายจูรินะ ทำให้จูรินะต้องร้องไห้ ฉันเกือบจะทำเรื่องอย่างนั้นกับจูรินะอีกแล้ว ฉันมัน…แย่ที่สุด” มินามิยืนฟังเพื่อนตัวสูงเอื้อนเอ่ยทั้งน้ำตาโดยไม่ได้พูดอะไร รอจนเรนะพูดทุกอย่างจบ มือเล็กยื่นออกไปปาดน้ำตาให้แผ่วเบาและวางมือไว้บนบ่าของเพื่อนสนิท “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าแกทำอะไรกับน้อง แต่ที่แกมายืนร้องไห้กับฉันแบบนี้ทำให้ฉันรู้ว่าแกรู้สึกผิดมากจริงๆ…เรนะ…แกอาจจะไม่รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่แค่จูรินะที่ไม่เหมือนเดิม แต่แกก็ไม่เหมือนเดิมเหมือนกัน” “ไม่เหมือนเดิม…ยังไง” “เรนะที่ฉันรู้จักไม่เคยร้องไห้เวลาที่ทำให้คนที่เกลียดเจ็บปวด แต่ตอนนี้ แกกำลังร้องไห้……ร้องไห้เพราะว่าจูรินะร้องไห้ เหตุผลแค่นี้มันเพียงพอแล้วเรนะ พอแล้วที่จะใช้มันบอกว่าแกไม่ได้เกลียดจูรินะเหมือนที่เคย หรือบางที…แกอาจจะไม่เคยเกลียดน้องเลยก็ได้” “ฉัน…ไม่ได้เกลียดจูรินะ…งั้นเหรอ แล้วที่ผ่านมาล่ะ…มันคืออะไร” มือกีต้าร์ไซส์มินิถอนใจ “แกแค่ไม่พอใจ…ไม่พอใจที่พ่อรักจูรินะมากกว่าแก แกไม่ได้เกลียดน้องจริงๆหรอก” “ฉันควรจะทำยังไงดี…จูรินะร้องไห้ จูรินะต้องเกลียดฉันแล้วแน่ๆ”สองมือขาวซีดเขย่าร่างของเพื่อนสนิทจนมินามิหัวสั่นไปหมด “ฉันไม่รู้ว่าที่แกทำไปมันร้ายแรงแค่ไหน…แต่ไหนแต่ไรมาจูรินะไม่เคยหันหลังให้แก” “…” “เอาเป็นว่าฉันจะไปดูน้องให้ แกต้องไปทำงานใช่มั๊ยล่ะ ตอนอยู่ห่างจากน้องก็ลองคิดทบทวนให้ดีๆ กลับตัวตอนนี้มันไม่สายหรอกนะเรนะ”มินามิมองหน้าเพื่อนสนิทที่นิ่งเงียบไปก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องแล้วเดินกลับออกมาพร้อมเสื้อแขนยาว มือเล็กกดปิดสวิตช์ไฟและดึงประตูปิดลง “ไปทำงานได้แล้ว ฉันจะไปอยู่เป็นเพื่อนจูรินะให้เอง” “ทาคามินะ…ฉันฝากจูรินะด้วย” “นี่ฉันใคร! ทาคาฮาชิ มินามิเชียวนะ”ใบหน้าคมเชิดขึ้นให้เรนะพอยิ้มออกมาได้ มินามิมองหน้าเพื่อนตัวสูงอย่างจริงจัง “มีไม่กี่คนหรอกนะที่ยอมให้เราทำร้ายได้ขนาดนั้นน่ะ…มีอยู่ใกล้ตัวแล้วก็รักษาไว้ให้ดี” “ขอบใจนะ…ฉันรู้แล้วล่ะ จูรินะจะไม่ต้องเจ็บปวดอีก เชื่อฉันเถอะ”   ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ วันนี้ว่างเลยมาอัพได้ ตอนต่อไปวันศุกร์นะครับ เม้นให้กำลังใจกันด้วยนะครับ By : Gekikara    
  10. รู้สึกว่าอยากให้มีตอนพิเศษ หาไม่ค่อยมีเลยที่เรนะเมะแบบนี้
  11. อยากอ่านต่ออ่า มาต่อเถอะนะครับ
  12.     Chapter 3 : ที่ฉันดูเย็นชาอย่างนี้…รู้ดีว่ามันใจร้าย “ยีนส์งั้นเหรอ!”เสียงตื่นตะลึงดังขึ้นในห้องตรวจเพราะมินามิพูดขึ้นด้วยความตกใจ ร่างเล็กทะลึ่งพรวดจากเก้าอี้จนยูกิและยูโกะต้องดึงให้กลับลงไปนั่งดังเดิม เรนะมองคุณหมอคาไซ โทโมมิลูกพี่ลูกน้องของอิตาโนะ โทโมมิเพื่อนสนิทหน้านิ่งที่นั่งฟังอยู่ข้างกัน “ยีนส์ของเรนะจังกับจูรินะจังเป็นยีนส์พิเศษ เพราะยีนส์พิเศษนี้ทำให้จูรินะจังตั้งครรภ์ได้”เสียงหวานที่ให้ความรู้สึกเซ็กซี่เอื้อนเอ่ยอธิบายให้ทุกคนในห้องเข้าใจ “หนึ่งในล้านล้านคนถึงจะเจอยีนส์พิเศษนี้เลยนะ” “ล้านล้านเลยเหรอ…แล้วสองในสองล้านล้านนั้นดันอยู่บ้านเดียวกันด้วยนะ”โทโมมิพูด เรนะละสายตาจากหน้านิ่งๆของโทโมมิแล้วหันกลับไปหาคุณหมออีกครั้ง เสียงเรียบเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แค่มียีนส์พิเศษก็ทำให้ท้องได้แล้วเหรอ”คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างรอคำตอบ “เราเป็นผู้หญิงทั้งคู่ แล้วอะไรคือตัวกำหนดว่าใครจะเป็นคนตั้งท้องล่ะ” “ถ้ามียีนส์พิเศษที่ตรงกันอย่างเดียวมีโอกาสน้อยมากที่ไข่จะเกิดการปฏิสนธิ แต่เพราะเธอ…”นิ้วเรียวชี้ไปยังคนตัวซีดที่นั่งนิ่ง “เรนะจัง…นอกจากเธอจะมียีนส์พิเศษนี้แล้ว โครโมโซมของเธอยังแตกต่างอีกด้วยนะ” “โครโมโซมของฉัน…” “ปกติน่ะโครโมโซมเพศจะแบ่งเป็นเอ็กเอ็กและเอ็กวาย แต่ของเรนะจังมันต่างออกไปน่ะ”คาไซนั่งลงที่เก้าอี้ประจำตัว ดวงตาคมภายใต้กรอบแว่นจ้องมองเรนะและจูรินะที่นั่งข้างกันสลับไปมา “จากผลตรวจร่างกาย โครโมโซมที่เรนะมีน่ะมันไม่ใช่ทั้งเอ็กเอ็กหรือเอ็กวาย…แต่เป็นเอ็กเอ็กวายน่ะ เพราะร่างกายที่ผลิตได้ทั้งฮอร์โมนหญิงและชาย เมื่อไปเจอกับจูรินะที่มียีนส์ชนิดพิเศษที่เข้มข้นมาก ทำให้ไข่เกิดการปฏิสนธิ…ยินดีด้วยนะ เธอกำลังจะได้เป็นพ่อคนแล้วล่ะ” “ลูกของฉัน…จริงๆสินะ”นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหันมองจูรินะที่นั่งอยู่ข้างกัน เห็นมือบางที่วางนิ่งอยู่บนเข่านึกอยากจะดึงมือนั้นมากุมไว้ ใจสั่งให้ทำแต่สมองกลับปฏิเสธ ผลสุดท้ายก็เลือกจะเชื่อฟังสมองมากกว่าหัวใจจนได้ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของโทโมมิตลอดเวลา คุณหมอสาวดันกรอบแว่นให้เข้าที่เข้าทาง เสียงหวานถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง “จูรินะจัง…ต่อจากนี้ต้องดูแลตัวเองแล้วนะ อย่าทำอะไรที่ต้องใช้แรงเยอะ ออกกำลังกายเบาๆได้ ทานอาหารที่มีประโยชน์ แล้วก็พักผ่อนให้เพียงพอนะรู้มั๊ย” “ค่ะ”เจ้าของชื่อพยักหน้าตอบรับ “ส่วนคุณพ่อ…”ดวงตาภายใต้กรอบแว่นหันกลับมาหาคนตัวซีด “ตอนนี้จิตใจของคุณแม่เป็นสิ่งสำคัญนะ ช่วงนี้อารมณ์ของจูรินะจังอ่อนไหวง่ายมาก จะทำอะไรต้องนึกถึงความรู้สึกของจูรินะให้มากๆ” “แค่ไม่ทำอะไรที่มันกระทบกระเทือนจิตใจใช่มั๊ย” “เริ่มต้น…ถ้าทำได้ระดับนั้นก็ถือว่าโอเค” เรนะพยักหน้า “จะพยายามนะ” “ไม่เรนะจัง ไม่ใช่จะพยายาม แต่ต้องพยายาม”โทโมมิย้ำเสียงเข้มจนคนตัวซีดต้องพยักหน้ารับอย่างจำยอม “เอาเถอะ…พวกฉันต้องไปธุระต่อ ขอบคุณนะโทโมะที่สละเวลาให้”โทโมมิพูดพลางดันตัวลุกจากเก้าอี้ ดวงตาเรียบนิ่งมองสบกับคุณหมอลูกพี่ลูกน้องที่กำลังมองมา “ขอโทษที่รบกวนเวลานะ” “ไม่เป็นไร อยากให้ช่วยอะไรก็บอกได้นะ” “อยากให้คุณหมอช่วยมาเป็นแม่ของลูก…อุก! อ่อยอ๊า!!!”สายตาภายใต้กรอบแว่นหันมองยูโกะที่กำลังดิ้นไปมาภายใต้อ้อมแขนของมินามิที่ปิดปากของคู่หูไซส์มินิไว้แน่น “ไม่มีอะไรค่ะ…ยูโกะมันกัดลิ้นตัวเอง” โทโมมิพยักหน้า “งั้นก็ กลับกันดีๆนะ”   เสียงสัญญาณปลดล๊อครถดังขึ้นภายในชั้นจอดรถที่เงียบสนิท โทโมมิเปิดประตูฝั่งผู้บังคับค้างไว้พลางหันไปมองเพื่อนอีกสี่คนที่กำลังเดินตามมา “แล้ว…จะไปไหนต่อ” “บ้าน…ฉันจะกลับไปเก็บของ” “โอเค งั้นไปเก็บของที่บ้านเสร็จแล้วค่อยกลับคอนโด หยุดเลยทาคามินะ!...”ร่างเล็กเจ้าของชื่อถึงกับชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตูด้านข้างคนขับเมื่อถูกเจ้าของรถส่งเสียงห้าม “ไปนั่งข้างหลังเลย ยูโกะด้วย ให้จูรินะมานั่งข้างหน้า” “แต่ว่า…” “ไม่ต้องแต่!”โทโมมิขัด “ให้น้องมานั่งข้างหน้าดีแล้ว จูรินะจะได้นั่งสบายๆ” “แต่ว่านั่งด้วยกันสี่คนมันเบียดนะโทโมะจิน”ยูโกะโอดครวญ “แกสองคนนั่งหน้าก็เบียดกันอยู่แล้ว ไปนั่งเบียดกันสี่คนนั่นแหละดีแล้ว” “อิตาโนะซัง…ฉันนั่งข้างหลังเหมือนเดิมได้ค่ะ ไม่เป็นอะไรหรอก”จูรินะพูดขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนรักไซส์มินิกำลังยู่หน้าอย่างขัดใจ โทโมมิส่ายหน้าปฏิเสธเมื่อเด็กสาวไม่ยอมทำตามที่เธอบอก “ไม่ได้ๆ จูรินะจะไปอุดอู้อยู่ข้างหลังไม่ได้ ขึ้นมานั่งข้างหน้านี่แหละสบายกว่า พี่ไม่ยอมให้หลานตัวน้อยของพี่ลำบากหรอก” “ขี้เห่อมากอ่ะ!”ยูโกะยู่ปากใส่และมินามิที่พยักหน้าเห็นด้วยเต็มที่ “เห่อแล้วจะทำไม! หลานฉันทั้งคน ใครไม่พอใจจะเดินกลับเองก็ได้นะฉันไม่ว่า จูรินะขึ้นรถเถอะ” “เดี๋ยวสิ!”สองเพื่อนรักไซส์มินิรีบแทรกตัวเข้าไปนั่งที่เบาะด้านหลังทันทีเมื่อโทโมมิเตรียมตัวออกรถทันทีที่เข้าไปนั่งประจำตำแหน่ง BMW คันหรูเคลื่อนไปตามถนนด้วยความนิ่มนวลจากโรงพยาบาลไปสู่บ้านมัตสึอิ แม้จะเป็นวันหยุดแต่เสาหลักของบ้านอย่างมัตสึอิ โคสึจิยังคงทำงาน บ้านทั้งหลังจึงมีเพียงแค่มัตสึอิ ซาจิโกะเท่านั้น เมื่อเห็นว่าใครกำลังเดินเข้ามาในบ้าน ซาจิโกะจึงวางมือจากงานที่ทำและเดินเข้าหาผู้ที่กลับมาเยือนที่บ้านทันที ซาจิโกะสำรวจลูกสาวเพียงคนเดียวอย่างละเอียดด้วยความเป็นห่วงจนคนที่เดินตามเข้ามาต้องพูดดักเสียงเรียบ “ฉันไม่ได้ทารุณกรรมลูกสาวเธอหรอก…ขึ้นไปเก็บของซะ ครึ่งชั่วโมงลงมาเจอกันตรงนี้” จูรินะตอบรับคำคนพี่เสียงเบา “ค่ะ”ก่อนจะเดินหายขึ้นไปข้างบนพร้อมผู้เป็นแม่ “จะเอาอะไรไปบ้างเรนะ” เจ้าของชื่อหันมองคนถาม เสียงแผ่วเบาตอบกลับคนเป็นเพื่อน “ทุกอย่าง…เอาไปให้หมด ฉันจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก”   มือขาวซีดเก็บเสื้อผ้าทุกตัวยัดลงกระเป๋าอย่างไม่สนใจความเรียบร้อย สายตาคมกวาดมองไปรอบห้องที่ทุกมุมเกือบจะว่างเปล่า หนังสือที่เคยเรียงเต็มชั้นถูกเก็บลงกล่องอย่างดี แมคบุ๊คเครื่องบางเก็บลงกระเป๋า เรนะยื่นกระเป๋าเสื้อผ้าให้ยูกิที่รับไปแล้วเดินหายลับไปจากห้อง ขายาวก้าวเดินเข้าไปใกล้กับกีต้าร์โปร่งที่วางนิ่งอยู่มุมห้อง มือเรียวลูบสัมผัสกีต้าร์ตัวแรกในชีวิต ของขวัญจากผู้เป็นแม่ที่ล่วงลับไปแล้วในดินแดนที่ไกลแสนไกล หยาดน้ำตาคลอขึ้นมาเต็มสองหน่วยตาเมื่อความคิดถึงและโหยหาตีรวนอยู่ในอก เพราะเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเด็ก ความอบอุ่นที่ควรจะได้รับจึงขาดหายไป ยิ่งความรักและความอบอุ่นจากผู้เป็นพ่อนั้นคงไม่ต้องพูดถึง โคสึจิมองว่าเรนะเป็นต้นเหตุที่ทำให้ภรรยาที่รักของเขาต้องจากไป ความโกรธและเกลียดจึงประเดประดังเข้าใส่คนเป็นลูกที่ไม่มีความผิดอะไรเสียด้วยซ้ำ เรนะต้องอยู่ในบ้านหลังเก่าที่เคยอบอุ่น แต่ในตอนนี้เขาไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นนั้นแล้ว ทุกครั้งที่กลับบ้านความรู้สึกที่รับรู้ได้มีเพียงความเหงาและความเศร้าจากตัวเอง และความเกลียดชังจากพ่อผู้ให้กำเนิด เรนะยกมือปาดหยดน้ำตาที่ร่วงหล่นลงบนแก้มออกอย่างไม่ใส่ใจ กีต้าร์สีเปลือกไม้ถูกเก็บใส่กระเป๋าด้วยความทะนุถนอม นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนกวาดมองรอบห้องของตัวเองที่บัดนี้ไร้สิ่งของใดที่เป็นของตัวเอง เสียงสูดน้ำมูกดังแผ่วในห้อง กระเป๋ากีต้าร์ยกขึ้นพาดบ่าก่อนเรนะจะเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองแม้เพียงหางตา ขายาวก้าวเดินลงจากบันไดสู่ห้องนั่งเล่นที่มีคนกำลังรออยู่ ดวงตาคมปรายตามองจูรินะที่ลุกขึ้นจากโซฟาโดยไม่ต้องพูดเอ่ยใดๆ ร่างบางรับอ้อมกอดจากผู้เป็นแม่ก่อนจะรับกระเป๋าที่ซาจิโกะส่งให้มาถือไว้ ยังไม่ทันจะถือได้เต็มมือกระเป๋าของเธอก็ถูกคนพี่แย่งไปถือเสียก่อน เรนะถือกระเป๋าเสื้อผ้าของจูรินะไว้ในมือข้างที่ว่าง เสียงเรียบเอ่ยบอก “ไปได้แล้ว”ขายาวเตรียมก้าวเดินตามคนเป็นน้องที่เดินนำออกไปกลับชะงักเมื่อได้ยินเสียงของซาจิโกะที่พูดขึ้น “น้าฝากจูรินะด้วยนะ…น้าเชื่อว่าเรนะจังดูแลน้องได้”ดวงตาที่แสดงความอ่อนโยนออกมาอย่างไม่เคยปิดบังส่งให้เรนะที่ยืนมองนิ่ง คนตัวสูงมองสบแววตาความอ่อนโยนนั้นเพียงครู่เดียวก่อนจะหันหลังเดินไป “ถ้ามีอะไรให้ช่วยบอกน้าได้นะ…น้าจะช่วยเอง” “จูรินะเป็นเมียฉัน…เด็กในท้องก็เป็นลูกของฉัน ครอบครัวของฉัน…ฉันดูแลเองได้”   กล่องใส่หนังสือสามใบและกระเป๋าใส่เสื้อผ้าวางกองอยู่กลางห้องนั่งเล่นในห้องคอนโดขนาดกลาง เรนะวางกระเป๋ากีต้าร์ลงบนโซฟาอย่างนุ่มนวลก่อนจะหันกลับไปหาเพื่อนสนิทที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว “ขอบใจพวกแกมากนะ ที่เหลือฉันจัดการเอง พวกแกกลับไปพักผ่อนเถอะ ฉับรบกวนมาตั้งแต่เช้าแล้ว” คนทั้งสี่ยกยิ้มพลางส่ายหน้าก่อนมินามิจะเป็นคนพูดขึ้น “ไม่เป็นไรหรอกเราเพื่อนกัน…ฉันอยู่ข้างบนนะ มีอะไรก็ไปเรียกได้เลย”เรนะยิ้มพลางพยักหน้ารับ “งั้นพวกฉันกลับก่อนนะ…พรุ่งนี้ตอนเที่ยงจะมารับไปที่ร้าน มีเล่นดนตรียังไม่ลืมใช่มั๊ย”โทโมมิพูดเสริม “ไม่ลืมหรอก กลับกันดีๆนะ”ขายาวก้าวตามกลุ่มเพื่อนไปส่งถึงประตูห้อง ก่อนเพื่อนสนิททั้งสี่จะเดินจากไปยูกิก็หันกลับมาแล้วส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้เรนะที่รับไปอย่างงงๆ ยูกิยกยิ้มมองหน้างงงันของเพื่อนตัวซีด “ฉันว่าแกต้องใช้”เมื่อมองของในมือเรนะจึงยกยิ้มบางๆ เอ่ยขอบคุณเพื่อนเสียงเบาก่อนยูกิจะเดินจากไป ทันทีที่ประตูห้องปิดลงความเงียบก็โรยตัวล้อมรอบคนสองคนที่ยังคงนิ่งเงียบ จูรินะยืนนิ่งอย่างไม่รู้จะทำอะไร เห็นคนเป็นพี่เริ่มลงมือจัดเก็บของเข้าที่เธอจึงหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วเดินหายเข้าไปในห้องนอน ใช้เวลาไม่นานเสื้อผ้าทุกชิ้นก็ถูกจัดเก็บเข้าตู้อย่างเรียบร้อย จูรินะออกจากห้องเพื่อมาช่วยพี่สาวต่างสายเลือดจัดเก็บของอย่างอื่น แต่ยังไม่ทันได้แตะอะไรเสียงเรียบนิ่งก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน เรนะพูดขึ้นทั้งที่ยังไม่หันไปมองเสียด้วยซ้ำ “หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ…ไม่ต้องแตะอะไรทั้งนั้น” จูรินะชะงักมือที่กำลังจะเปิดกล่องใส่หนังสือลง นัยน์ตาหวานมองแผ่นหลังของคนที่กำลังจัดเรียงหนังสือบางส่วนขึ้นชั้น “ให้ฉันช่วยจะเสร็จเร็วกว่านะคะ” “ไม่…ฉันไม่ต้องการให้มันเสร็จเร็วขึ้น…และฉันไม่ต้องการให้เธอช่วย”นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหันกลับมามองน้องสาวต่างสายเลือดที่ยืนนิ่งงันอยู่กับที่หลังจากได้ฟังประโยคตัดน้ำใจที่ตัดใจของคนฟังแทบไม่เป็นชิ้นดี “หน้าที่ของเธอหมดแล้วก็ไปพักผ่อนซะ ถ้าเธอหิวก็ลองไปหาของกินในตู้เย็นเอาเอง…อย่ามากวนฉัน” “ค่ะ”เสียงแผ่วตอบรับ จูรินะเดินเข้าไปในห้องครัว เปิดตู้เย็นและชั้นต่างๆพบเพียงแค่เนื้อสัตว์นิดหน่อย ผัก และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เพื่อนสนิทของคนเป็นพี่ซื้อมาให้เมื่อเช้า ใช้เวลาไม่นานเมนูง่ายๆก็เสร็จสมบูรณ์ จูรินะละเลียดกินบะหมี่กึ่งสำเร็จอยู่อย่างไม่รีบร้อน หลังกินเสร็จจึงจัดการเก็บล้างทุกอย่างเข้าที่ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าใครอีกคนยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เช้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีกหนึ่งชามจึงถูกวางลงที่โต๊ะกลางห้องนั่งเล่นที่เรนะกำลังจดจ่ออยู่กับแมคบุ๊คเครื่องบาง มือเรียวที่กำลังทัชแพดให้ลูกศรเลื่อนไปตามต้องการในหน้าเว็บหางานหยุดชะงักเมื่อได้กลิ่นหอมของน้ำซุปและต้นตอของกลิ่นมาวางอยู่ใกล้ๆ “จำได้ว่าฉันบอกเธอไปว่าอย่ามากวนฉัน”เรนะพูดขึ้นทั้งที่สายตายังจดจ่ออยู่ที่หน้าจอบาง “พี่ยังไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งแต่เช้า…ฉันกลัวว่าพี่จะหิว” “ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เข้าใจที่ฉันพูดนะจูรินะ ฉันบอกให้เธอไปพักผ่อน…ไม่ใช่มาทำตัวเจ้ากี้เจ้าการกับฉันแบบนี้” “ฉัน…ไม่ได้ตั้งใจจะเจ้ากี้เจ้าการกับพี่นะคะ ฉันแค่เป็นห่วงพี่”ร่างบางรีบละล่ำละลักเมื่อเห็นสายตาไม่ชอบใจของเรนะที่กำลังใช้มองกัน “ห่วงฉันเหรอ…ไม่จูรินะ คนที่เธอต้องห่วงน่ะตัวเธอต่างหาก เธอไม่ใช่ตัวคนเดียว…แต่ยังมีลูกของฉันที่อยู่ในท้องเธอด้วย” “แต่ฉันเป็นห่วงพี่จริงๆนะคะ…พี่กำลังทำเพื่อฉันจนไม่ดูแลตัวเอง ฉันกลัวว่า…”ประโยคที่กำลังเอื้อนเอ่ยหยุดลงเมื่อเสียงหัวเราะขำขันดังขึ้น เรนะส่ายหน้าหลังจากหัวเราะจนพอใจ เค้นเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้งยามมองหน้าคนที่นั่งอยู่ข้างกัน “ทำเพื่อเธองั้นเหรอ…เปล่าเลยจูรินะ เปล่าเลยฉันไม่ได้ทำเพื่อเธอ ฉันทำเพื่อตัวฉันกับลูกของฉันต่างหาก เธอมันก็แค่คนที่จะทำให้ลูกของฉันออกมามีชีวิตได้เท่านั้น หลังจากเธอคลอดลูกของฉันแล้ว เธอก็หมดความหมาย”เสียงหัวเราะขบขันดังขึ้นอีกครั้ง “ฉันไม่ได้ต้องการเธอหรือทำเพื่อเธอเลยจูรินะ” ใบหน้าใสก้มลงไม่ได้มองสบตาคนพูดยามฟังสิ่งที่กำลังบาดแทงหัวใจ จูรินะพยายามห้ามหยาดน้ำตาที่กำลังจะไหลริน ยิ้มบนริมฝีปากยกขึ้นอย่างฝืนๆเมื่อมันไม่ได้ออกมาจากหัวใจ “อย่างน้อยในตอนนี้ที่พี่กำลังพยายามหางานทำก็เพื่อฉันนะคะ พี่ไม่เอ่ยปากบอกให้ฉันช่วยซักคำ พี่ทำมันด้วยตัวเองเพราะไม่อยากให้ฉันต้องเหนื่อย แต่ถ้าพี่อยากให้ฉันช่วยอะไรก็บอกฉันเถอะนะคะ…ฉันอยากช่วยพี่บ้าง” “หน้าที่ของเธอมีแค่ตั้งใจเรียนและดูแลตัวเองให้ดี…ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น แค่ทำหน้าที่ของตัวเองก็พอ” “แล้วถ้าฉัน…อยากจะดูแลพี่บ้างล่ะคะ” “ฉันดูแลตัวเองได้ ทำหน้าที่ในส่วนของเธอให้ดีแค่นั้นที่ฉันต้องการ…และตอนนี้ฉันต้องการให้เธอเลิกกวนฉันและไปพักผ่อนซะ”ดวงตาคมหันกลับมาสนใจหน้าจอแมคบุ๊คอีกครั้งหนึ่ง “เธอเหนื่อยมาตั้งแต่เช้าแล้ว และตอนนี้เธอจำเป็นต้องพักผ่อน” “พี่ทำให้ฉันคิดว่าพี่กำลังรักฉันนะคะ” มือที่กำลังเลื่อนทัชแพดหยุดลง เรนะหันมองคนที่อยู่ข้างกายนิ่งๆ เสียงเรียบเอื้อนเอ่ยดังชัดเจน “รักงั้นเหรอ”เรียวคิ้วขมวดมุ่นยามนึกถึงคำที่พูดออกไป “เปล่าหรอก…มันไม่ใช่ความรัก” “แต่ฉันคิดว่าพี่รักฉัน”จูรินะเถียงเสียงเบา ดวงตาหวานใสมองสบเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของคนเป็นพี่ “พี่รักฉัน…แต่ไม่ยอมพูดมันออกมา” “ฉันเกลียดเธอต่างหากล่ะ เกลียดแบบที่ไม่เคยเกลียดใครมาก่อน” “…” “ส่วนความรักน่ะ………ฉันไม่รู้จักมันหรอก”   ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++   เม้นด้วยนะครับ ขอกำลังใจนะ เจอกันอีกทีอาทิตย์หน้าครับ บายยยยยยย   By : Gekikara    
  13.     Chapter 2 : ฉันเจ็บจนชินแล้ว…น้ำตาที่ไหลก็ไม่มี “จูรินะ…ไม่สบายหรือเปล่า” “อ่า…”เจ้าของชื่อครางเสียงในคอก่อนจะส่งยิ้มบางๆแล้วตอบคำถามของเพื่อนสนิท “เปล่าหรอก ไม่เป็นอะไร”จูรินะโบกมือไปมายืนยันคำพูดของตัวเองให้เพื่อนสบายใจ หากแต่ใบหน้าขาวซีดกลับไม่เป็นไปตามที่เธอพูดซักนิดเดียว “แต่หน้าเธอซีดมากเลยนะ…ไปห้องพยาบาลมั๊ย”ฮารุกะยังคงถามด้วยความเป็นห่วง “ไม่เป็นอะไรจริงๆ…ฉันสบายดี”จูรินะตอบปฏิเสธอีกครั้งก่อนจะเหม่อมองไปนอกหน้าต่างนึกถึงค่ำคืนที่แสนเจ็บปวด นับตั้งแต่คืนนั้นก็ผ่านมาสองเดือนกว่าแล้ว หลังจากที่การกระทำของเราถลำลึกไป เรนะยังคงปฏิบัติต่อเธอเช่นเดิม ไม่คุยกัน ไม่มองหน้า ทำเหมือนว่าเรื่องคืนนั้นไม่เคยเกิดขึ้น และเธอก็ไม่เคยเอ่ยถามถึงสิ่งที่พี่สาวต่างสายเลือดทำต่อเธอเลยซักครั้งเดียว ทุกอย่างยังคงปกติ มีเพียงอย่างเดียวที่ไม่ปกตินั่นก็คือตัวเธอเอง ช่วงนี้จูรินะอ่อนเพลียมากจนตัวเองยังนึกแปลกใจ ข้าวปลาอาหารก็แทบจะกินไม่ได้ ไหนจะอาการหน้ามืดวิงเวียนที่ช่วงนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่เพราะว่าเธอไม่ได้ใส่ใจนักจึงปล่อยผ่านมันไปเช่นเดียวกับวันนี้ ในวิชาพลศึกษาที่จูรินะแสนจะโปรดปรานแต่เธอกลับทำได้เพียงนั่งมองเพื่อนเล่นกีฬากันอยู่ข้างสนามเพราะจู่ๆตัวเธอก็เกิดอาการหน้ามืดขึ้นมาเสียเฉยๆ ลมหายใจถูกทอดถอนขณะที่ดวงตาใสจดจ้องลูกบอลสีส้มถูกส่งผ่านหน้าไปมา …ทำได้แค่มอง… …น่าเบื่อจะตายไป… เมื่อสมองว่างเว้นจากการนึกคิดใบหน้าของใครคนหนึ่งก็เข้ามาแทนที่ ภาพของคนใจร้ายที่ร้ายกับเธอเพียงแค่คนเดียว จูรินะกำลังคิดถึงพี่สาวต่างสายเลือดที่เธอทั้งรักและเทิดทูน เรนะเป็นคนเก่งทั้งด้านการเรียน และดนตรี แม้จะไม่เก่งกีฬามากนักแต่กลับแข็งแรงได้อย่างไม่น่าเชื่อ คนตัวซีดเคยเล่นเคนโดอยู่ช่วงเรียนมัธยมต้น ตั้งใจฝึกฝนจนได้แชมป์ระดับเขตมาหวังให้คุณพ่อชื่นใจ แต่…ไม่เลยมัตสึอิ โคสึจิไม่เคยแลตามองสิ่งที่เรนะทำเลยแม้แต่น้อย เสาหลักของมัตสึอิไม่เคยเหลียวแลสายเลือดของตัวเองเลยไม่ว่าสิ่งที่เรนะทำจะน่าภาคภูมิใจมากมายเพียงใด หลังจากจบมัธยมต้นพี่สาวต่างสายเลือดก็ไม่เคยหันไปจับดาบไม้อีกเลย จากที่เคยเป็นเด็กดีอยู่ในกฎระเบียบกลับเปลี่ยนไป เรนะแหกกฎทุกข้อที่โรงเรียนมี มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับเด็กโรงเรียนอื่นหรือพวกนักเลงแทบทุกวัน ดื่มเหล้า เที่ยวเล่น พฤติกรรมต่อต้านเกิดขึ้นเพื่อให้ผู้เป็นพ่อสนใจ แน่นอนว่าเรนะทำมันสำเร็จ แต่สิ่งที่ได้รับจากผู้เป็นพ่อกลับเป็นคำด่าทอและสายตารังเกียจที่มีมากจนไม่นึกว่านั่นจะเป็นสายตาที่พ่อใช้มองลูกของตัวเอง แต่ถึงแม้จะทำตัวแหกกฎเกณฑ์มากเพียงใดผลการเรียนของเรนะก็ไม่เคยตกลงเลยซักนิด พี่สาวต่างสายเลือดยังคงทำมันได้ดีพอๆกับการหาเรื่องปวดหัวให้ผู้เป็นพ่อ และเท่าที่จูรินะสังเกตมา พี่สาวต่างสายเลือดของเธอไม่เคยแบมือขอเงินผู้เป็นพ่อเลยแม้แต่เยนเดียว เรนะทำงานพาร์ทไทม์ตั้งแต่อยู่มัธยมต้น บางครั้งก็ไปเล่นดนตรีตามร้านอาหารกับเพื่อนสนิท นั่นยิ่งทำให้เธอชื่นชอบและเทิดทูนเรนะมากเข้าไปอีก แต่สิ่งที่ทำให้เธอรักคนคนนี้อย่างไม่อาจถอนตัวนั่นคงเป็นความอ่อนโยนและรอยยิ้มที่เธอไม่เคยได้รับมันเลย “จูรินะหนูไม่สบายหรือเปล่าลูก”เจ้าของชื่อเงยหน้ามองผู้เป็นแม่ที่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อกลับมาถึงบ้านจูรินะก็ตรงไปทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาด้วยความเหนื่อยอ่อน ความรู้สึกพะอืดพะอมตีรวนอยู่ในช่องท้อง ใบหน้าขาวซีดจนไร้สีเลือด แต่ถึงกระนั้นจูรินะก็ยังฝืนยิ้มพลางส่ายหน้าปฏิเสธคำถามของผู้เป็นแม่ “ไม่ได้เป็นอะไรค่ะ…จริงๆนะ” แม้จะรู้ว่าจูรินะตอบเพียงเพื่อให้เธอสบายใจ แต่มัตสึอิ ซาจิโกะก็ยังพยักหน้ายิ้มให้ลูกสาวอย่างไม่อยากซักไซ้ “วันนี้มีพุดดิ้งด้วยนะ…ไม่รู้ว่าเด็กที่ไหนบ่นว่าอยากกิน” “พุดดิ้ง!” ซาจิโกะหัวเราะเสียงเบากับท่าทางดีใจเกินเหตุของลูกสาว มือเรียวลูบเส้นผมนุ่นสลวยของจูรินะอย่างแสนรัก “ไปล้างมือก่อนแล้วค่อยมาทานนะ” “ค่ะ!”จูรินะมองตามร่างผู้เป็นแม่ที่เดินไปทางครัวก่อนจะลุกขึ้นเพื่อไปล้างมือตามที่มารดาเอ่ยบอก แต่ความรู้สึกวิงเวียนศีรษะกลับเข้ามาจู่โจมทันทีที่ลุกขึ้น มือบางยกขึ้นกุมขมับของตัวเองแน่น และสิ่งสุดท้ายที่สัมผัสได้คือใบหน้าตกใจของซาจิโกะและเสียงที่หวีดร้องเรียกเธอดังลั่นก่อนทุกอย่างจะมืดสนิท “จูรินะ!”   เสียงจังหวะดนตรีดังขึ้นในห้องดนตรีของโรงเรียน ท้องฟ้ามืดสนิทบ่งบอกเวลาว่านักเรียนทุกคนสมควรจะออกจากโรงเรียนได้แล้ว แต่นั่นก็ไม่เป็นผลเมื่อนักเรียนกลุ่มหนึ่งกำลังสนใจกับกิจกรรมของตัวเองโดยไม่สนสิ่งใด และหนึ่งในนักเรียนกลุ่นนั้นก็เป็นถึงลูกสาวของผู้อำนวยการโรงเรียน ทำให้ไม่มีอาจารย์ท่านไหนกล้าทัดทานความต้องการในการใช้งานห้องชมรมล่วงเลยเวลาของนักเรียนกลุ่มนี้ คาชิวากิ ยูกิลูกสาวเพียงคนเดียวของผู้อำนวยการคาชิวากิ คาสึโอะวางไม้กลองในมือลงหลังจากเพลงที่ใช้ในการซ้อมครั้งล่าสุดได้จบลง นัยน์ตาสีดำสนิทกวาดมองเพื่อนร่วมวงที่กำลังพูดคุยเรื่องจังหวะทำนองของเพลงว่าควรจะปรับให้เข้ากันอีกนิดหน่อย “เราต้องเล่นที่ร้านอาหารเปิดใหม่วันอาทิตย์นี้ใช่มั๊ย”ยูกิเอ่ยถาม “ใช่ วันอาทิตย์ตอนบ่าย อัตสึโกะโทรมาย้ำฉันเป็นร้อยรอบกลัวว่าพวกเราจะไปรับงานที่ร้านอื่นซ้อน” ทาคาฮาชิ มินามิ มือกีต้าร์ไซส์มินิพ่วงตำแหน่งหัวหน้าวงพูดตอบ มือเล็กเสยเส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่ปรกใบหน้าออกอย่างหงุดหงิด “โทรมาเป็นร้อยรอบคงจะคุยเรื่องร้านแค่รอบสองรอบนอกนั้นคงจีบเธออยู่สินะทาคามินะ”เสียงเรียบนิ่งเหมือนหน้าตาของ อิตาโนะ โทโมมิ มือคีย์บอร์ดพูดแซวขึ้นทั้งที่ดวงตาคมยังจดจ้องอยู่ที่โทรศัพท์ในมือ “เมื่อไหร่จะรู้ตัวซักทีว่ามาเอดะซังเขาชอบเธอน่ะ” “อ..อะไรเล่า! ฉันจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอล่ะ”เสียงทุ้มพูดตะกุกตะกัก ใบหน้าขาวใสซับสีเลือดจนแดงจัดให้เพื่อนคนอื่นต่างยิ้มขำ “ก็ทาคามินะมัวแต่ซึนอยู่แบบนี้นั่นแหละ…ฉันน่ะนะ สงสารมาเอดะซังจริงๆเลย ถ้าไม่ติดว่าร่างบางๆแบนๆแบบนั้นไม่ใช่สเป็คฉันนะ ฉันคงจะจีบมาเอดะซังไปนานแล้วล่ะ” “ยูโกะ!”เจ้าของชื่อยิ้มโชว์เขี้ยวสวย โอชิมะ ยูโกะ วางเบสตัวเท่ลงบนขาตั้งก่อนจะกระโจนเข้าใส่มินามิที่ตั้งตัวแทบไม่ทันจนเกือบล้มไปกองกับพื้น “โอ๊ย! ยัยกระรอกเมายา!” “ไปต่อที่ไหนกันดี…วันนี้ว่างกันนี่นา พรุ่งนี้ก็วันหยุดซะด้วย”ยูกิพูดขึ้นหลังจากเก็บของลงกระเป๋าเรียบร้อย “เกมเซ็นเตอร์! ไปเล่นเกมกัน”เสียงแหลมเล็กของยูโกะที่ยังนัวเนียกอดมินามิไม่เลิกตะโกนขึ้น “ก่อนจะไปเกมเซ็นเตอร์ฉันขอกลับบ้านก่อนได้มั๊ย”ทุกสายตาหันมองเรนะที่ทำหน้าเบื่อหน่ายพลางยกโทรศัพท์ขึ้นให้เพื่อนดู “โดนเรียกตัวด่วนน่ะ” “งั้นไปบ้านเรนะก่อน แล้วเราค่อยไปเกมเซ็นเตอร์พร้อมกันเนอะ” คนตัวซีดยกยิ้มขณะเพื่อนทุกคนต่างก็พูดคุยกันไปเรื่องต่างๆนาๆ BMW สีดำสนิทของโทโมมิแล่นไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย ใช้เวลาไม่นานก็หยุดลงที่หน้าบ้านมัตสึอิ คนตัวสูงเดินลงจากรถหลังจากบอกให้เพื่อนรอก่อน ขายาวก้าวเข้าไปในบ้านหลังจากผลักบานประตูออก บรรยากาศมาคุในห้องนั่งเล่นไม่ได้ทำให้เรนะแปลกใจเท่าร่างบางของน้องสาวต่างสายเลือดที่ตัวเองเกลียดแสนเกลียดนั่งก้มหน้านิ่งไม่สบตากับใครทั้งนั้น ที่ข้างกันนั้นเป็นซาจิโกะที่โอบไหล่จูรินะไว้แน่น ที่โซฟาเดี่ยวอีกตัวมีร่างของมัตสึอิ โคสึจินั่งกอดอกท่าทางขึงขัง เรนะหยุดยืนกลางห้องนั่งเล่นตรงหน้าผู้เป็นพ่อ ใบหน้าขาวซีดเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึก “เรียกมา…” “แกทำอะไรน้อง”ยังไม่ทันที่จะเอ่ยคำถามได้จบประโยคเสียงเข้มขรึมของโคสึจิก็ดังสวนขึ้น “ห๊ะ…อะไร ฉันทำอะไร”เรนะถามด้วยความงงงวย ตามเหตุการณ์และเรื่องที่ผู้เป็นพ่อพูดไม่ทัน “ฉันถามว่าแกทำอะไรน้อง!”เสียงเข้มตะคอกใส่ลูกสาวที่ยังยืนนิ่งอยู่กลางห้อง โคสึจิลุกขึ้นยืนเต็มความสูงประชันสายตากับเรนะอย่างดุดัน “จูรินะท้อง” คิ้วเรียวเข้มขมวดมุ่น เรนะปรายตามองน้องสาวที่ยังก้มหน้านิ่ง มุมปากกระตุกยิ้มครั้งหนึ่งก่อนจะหันกลับมาหาผู้เป็นพ่อ “หึ…แล้วมาบอกฉัน…” “กับแก!”เป็นอีกครั้งที่เรนะถูกขัดจังหวะทั้งที่ยังพูดไม่ทันจบ แต่ครั้งนี้คำที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยถูกทิ้งค้างไว้กลางอากาศ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกกว้างริมฝีปากเปิดค้างไม่อาจตั้งสติได้ทันกับสิ่งที่ได้ฟัง “วันนี้! จูรินะหน้ามืดจนหมดสติไป ฉันพาไปหาหมอ…แล้วก็ได้รับผลตรวจที่น่าตกใจว่าเธอท้องได้สองเดือนกว่าแล้ว! ฉันคาดคั้นเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตอบว่าใครเป็นพ่อของเด็ก จนฉันขู่ว่าจะให้เอาออก…จูรินะถึงยอมบอกว่าเคยมีอะไรกับแก!” “แล้วก็เลยโมเมเอาว่าท้องกับฉันงั้นเหรอ!...คิดบ้างหรือเปล่า ยัยเด็กนั่นเป็นผู้หญิง ฉันก็เป็นผู้หญิง! จะเอาอะไรไปทำให้ยัยนี่ท้องล่ะห๊ะ!”เรนะพูดเสียงดังอย่างเหลืออด ดวงตาคมตวัดมองจูรินะที่เงยหน้าขึ้นมามองกัน “คิดจะเอาตัวรอดแบบมักง่ายอย่างนี้เหรอ เธอจะกลัวอะไรล่ะ เป็นลูกรักนี่นา บอกพ่อเขาไปสิว่าไปมั่วกับผู้ชายจนท้องน่ะ พ่อไม่ด่าเธอหรอก อย่าเอาตัวรอดโดยการดึงฉันเข้าไปเกี่ยวแบบนี้!” “แต่ว่า…”อารมณ์ที่กำลังปะทุหนักกระตุกวูบเมื่อเห็นดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใสของเด็กสาว ดวงตาที่มีแต่ความจริงอยู่ในนั้น “ฉันไม่เคยมีอะไรกับใคร…นอกจากพี่ แค่คืนนั้น…คืนเดียว” “ก็เธอมันใจง่าย”แม้ประโยคคำพูดจะให้ความรู้สึกเจ็บแสบ แต่น้ำเสียงที่ใช้เอื้อนเอ่ยกลับอ่อนลงจนตัวเองยังรู้สึกแปลกใจ “เธอใจง่ายยอมฉันเองจะมาเรียกร้องอะไรล่ะ” “เรนะ!!!”ร่างสูงบางเซถลาล้มลงบนพื้นเมื่อมัตสึอิ โคสึจิฟาดฝ่ามือหยาบกร้านลงบนใบหน้าขาวซีดของลูกสาวอย่างไม่คิดจะยั้งแรง “พี่คะ!”จูรินะพุ่งเข้าหาร่างของพี่สาวต่างสายเลือดด้วยความตกใจ มือบางประครองร่างของเรนะให้ลุกขึ้นพลางสำรวจบาดแผลให้ด้วยความเป็นห่วง “พี่เจ็บหรือเปล่า”เลือดสีแดงสดตัดกับผิวขาวซีดไหลออกจากบาดแผลที่มุมปาก เรนะตวัดสายตามองผู้เป็นพ่อที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “หึ..ฉันพูดผิดตรงไหนล่ะ”แม้จะตกใจกับสิ่งที่พ่อทำ แต่กลไกปกป้องหัวใจตัวเองยังคงทำงานได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง รอยยิ้มสะใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า เสียงหัวเราะต่ำของเรนะดังขึ้นในห้องนั่งเล่น “ฉันไม่เคยเห็นว่ายัยนี่เป็นน้องเลยซักครั้ง…แต่ตอนนี้ได้เป็นเมียก็ไม่เลวเหมือนกัน” “เรนะ!”มือใหญ่เงื้อขึ้นกลางอากาศหมายจะตบลูกสาวอีกรอบหากไม่ถูกจูรินะขวางไว้เสียก่อน “อย่าทำอะไรพี่นะคะ…หนูขอร้อง” มือใหญ่สะบัดทิ้งอย่างไม่สบอารมณ์ ใบหน้าที่มีริ้วรอยมากขึ้นตามอายุหันหนีไม่สบตากับใครทั้งนั้น ก่อนเสียงเข้มจะพูดเสียงดัง “ไสหัวออกไปจากบ้านฉันซะ อย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก!” เรนะยืนนิ่งเพียงชั่วครู่ก่อนมุมปากจะกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “จะไม่โผล่มาให้เห็นแม้แต่เงาเลยล่ะ”เสียงยียวนเอ่ยบอก เรียวขายาวก้าวตรงไปที่ประตู เรนะหันมองคนเป็นพ่ออีกครั้งก่อนนัยน์ตาสีน้ำตาลจะหันมองจูรินะ “ส่วนเธอ…ถ้ายืนยันว่าในท้องนั่นเป็นลูกของฉันจริงๆก็ตามฉันมา” จูรินะยืนลังเล ดวงตาส่ายหลุกหลิกมองสลับระหว่างพ่อและพี่ ในที่สุดก็ยอมก้มหยิบถุงยาบนโต๊ะและเดินตามเรนะไปจนโคสึจิต้องเอ่ยรั้ง “ลูกจะไปไหนจูรินะ!” “ผัวอยู่ไหนเมียก็ต้องอยู่นั่น ยัยนี่เป็นเมียฉัน”มือเรียวผลักบานประตูให้ร่างบางเดินนำออกไป ขายาวกำลังจะก้าวตามแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อเสียงของผู้เป็นพ่อดังแทรกขึ้นมา “น้ำหน้าอย่างแกไม่มีทางดูแลใครได้หรอก!” เรนะไม่ได้หันกลับไป แต่ดวงตาที่เรียบนิ่งกลับมองตรงไปที่แผ่นหลังของจูรินะ เสียงแผ่วเบาดังออกจากปากที่เลือดยังไหลริน “พนันมั๊ยล่ะ” “เฮ้ย! เรนะเกิดอะไรขึ้น”มินามิถามขึ้นอย่างตกใจ แต่เรนะก็ทำเพียงพูดไม่มีเสียงว่าจะเล่าให้ฟังทีหลัง มือเรียวดันจูรินะให้เข้าไปนั่งในรถของโทโมมิก่อนตัวเองจะตามเข้าไป “คงจะไปเกมเซ็นเตอร์กันไม่ได้แล้วล่ะ”เสียงร่าเริงดังจากเรนะเหมือนไม่ใส่ใจกับเหตุการณ์ที่ตัวเองเพิ่งประสบพบเจอ รถของโทโมมิเคลื่อนที่ไปอย่างไร้จุดหมาย ที่เบาะด้านหลังประกอบไปด้วยเรนะ จูรินะ และยูกิ เพราะมีสมาชิกเพิ่มมาอีกหนึ่งคนทำให้ยูโกะที่ตัวเล็กเหมือนกับมินามิต้องไปนั่งคู่กันที่เบาะข้างคนขับ “จะไปไหนล่ะ”โทโมมิถามขึ้นเมื่อไม่รู้จะไปที่ใดดี ถ้าไม่มีจูรินะมาด้วยเธอคงจะลากเพื่อนๆไปที่ผับของตัวเองแล้วล่ะ แต่นี่มีจูรินะมาด้วย และเธอก็ยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเรนะถึงออกมาในสภาพปากแตกเต็มไปด้วยเลือดกับจูรินะที่ใบหน้าซีดขาวจนแทบจะไร้สีเลือด เสียงถอนใจดังขึ้นจากเบาะด้านหลัง เรนะส่ายหน้าไปมาอย่างคิดอะไรไม่ออก แม้จะยังทำตัวร่าเริงกับเพื่อน แต่เรนะก็ยอมรับกับตัวเองว่าตอนนี้เสียสูญไปไม่น้อยเลย เหตุการณ์ทุกอย่างมันรวดเร็วจนตัวเขาเองยังตามไม่ทัน “ฉันยังไม่รู้เหมือนกัน…ขับไปเรื่อยๆก่อนได้มั๊ย” “ไปคอนโดฉัน”มินามิพูดแทรกขึ้น “แต่ว่า…”เรนะเอ่ยขึ้นจะค้านเพื่อนตัวเล็กแต่ก็โดนมินามิพูดขัด “ไม่ต้องแต่ ไปอยู่ด้วยกันนั่นแหละทุกคนจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง” “แต่ทาคามินะจะอึดอัดหรือเปล่า อยู่ด้วยกันหลายคนแบบนี้”เรนะส่งสายตาคำถามให้มินามิที่หันมายิ้มให้กัน “บอกตอนไหนเหรอว่าจะให้อยู่ห้องฉันน่ะ” “หมายความว่ายังไง” จูรินะมองประตูห้องในคอนโดหรูชั้นยี่สิบแปด ทางเดินมืดเพราะไร้แสงไฟจากหลอดไฟบนเพดาน ยืนอยู่ได้ไม่นานเพื่อนตัวเล็กของพี่สาวต่างสายเลือดก็เดินออกมาจากลิฟต์พร้อมกับกุญแจในมือ “อยู่ที่นี่ไปก่อนนะ…เข้ามาเถอะ”ห้องที่มืดมิดสว่างจ้าเพราะหลอดไฟที่กำลังทำงาน ทั้งเรนะและจูรินะต่างก็สอดส่ายสายตามองไปทั่วห้องกว้างที่มีเฟอร์นิเจอร์ครบครัน “ทำแบบนี้จะไม่โดนว่าเอาเหรอ”ยูโกะถาม มินามิไหวไหล่ “ใครจะว่าล่ะ…ฉันลูกเจ้าของคอนโดนะ”มือเล็กโยนกุญแจห้องให้เพื่อนตัวซีดที่รับไว้แทบไม่ทัน “อยู่ที่นี่แหละห้ามไปไหนทั้งนั้น” “ขอบใจนะทาคามินะ”เจ้าของชื่อพยักหน้ารับพลางเก๊กขรึมให้ตัวเองดูดี เรียกรอยยิ้มขบขันจากเพื่อนๆ “เอาเถอะๆ จูรินะไปอาบน้ำแล้วก็นอนซะนะ ท่าทางเราดูไม่ดีเลย เห็นมายุจังบอกว่าช่วงนี้เราหน้ามืดบ่อย นี่เสื้อผ้าใส่ไปก่อนนะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”ยูกิส่งเสื้อผ้าที่เดินตามมินามิไปที่ห้องเพื่อหยิบมาให้เปลี่ยนให้จูรินะที่รับไปอย่างว่าง่าย “ขอบคุณค่ะ” เรนะเรียกรั้งคนที่กำลังจะเดินเข้าห้องนอนไว้ นิ้วเรียวชี้ไปที่ถุงยาที่จูรินะถือไว้ในมือ “ขอฉันดูหน่อย…เธอกินข้าวแล้วใช่มั๊ย”ใบหน้าขาวซีดพยักหน้าตามน้องสาวที่พยักหน้าตอบก่อนจะปล่อยให้จูรินะเดินเข้าห้องไป นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนก้มมองของในมือ กระดาษผลตรวจถูกยกขึ้นมาอยู่ในระดับสายตา เรนะกวาดสายตาอ่านรายละเอียดในนั้นก่อนจะถอนหายใจเสียงดัง “แล้วฉันจะทำยังไง” “มีอะไรอยากเล่าให้พวกฉันฟังมั๊ย”เรนะเงยหน้าขึ้นสบตากับเพื่อนทั้งสี่คน ลมหายใจถูกทอดถอนออกมาอย่างหนักใจ ร่างสูงบางเล่าเรื่องราวทุกอย่างตั้งแต่เมื่อสองเดือนก่อนให้เพื่อนฟังจนหมดเปลือก ใบผลการตรวจร่างกายของจูรินะถูกวางลงตรงหน้าเพื่อนๆที่ดูเหมือนจะตกใจกับเรื่องที่เรนะเล่าออกไป ใช้เวลาไม่นานเรื่องราวก็ถูกถ่ายทอดออกมาจนหมด แต่ทุกอย่างยังคงเงียบสนิทเหมือนทุกคนยังตั้งหลักกันไม่ทันจนเป็นเรนะเองที่เอ่ยทำลายความเงียบลง “ฉัน…ควรจะทำยังไง” “เดี๋ยวๆ ก่อนที่แกจะคิดต่อว่าควรจะทำอะไรนะเรนะฉันขอด่าแกก่อน”มินามิสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอดก่อนจะพ่นออกมาพร้อมคำด่าให้เรนะได้แต่ก้มหน้ารับไป “แกมันเลว! ชั่วมาก นี่เคยมีใครบอกหรือเปล่าว่าแกเป็นคนสวย เป็นคนเก่ง แต่แกมันโคตรระยำเลยว่ะ! หมามันยังรักลูกของมันเลยนะ นี่แกไปจิ้มน้องจนน้องมันท้องแกไม่คิดจะรับผิดชอบเหรอวะ! ทำไมแกมันระยำหมาแบบนี้วะ ฉันไม่คิดเลยว่าฉันจะมีเพื่อนที่โคตรระยำแบบแก!” “นั่นแรงมากนะน่ะ”เรนะพูดกับคนที่กำลังหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดเป็นการใหญ่หลังจากร่ายคำด่าออกมาเป็นชุด “นั่นยังน้อยไป…แกนี่เกิดมาเสียชาติเกิด” “เจ็บลึกลงกลางใจเลยอ่ะ”มือเรียวขาวซีดยกขึ้นกุมอกข้างซ้าย เรนะทิ้งตัวลงไปนอนคุดคู้กับพื้น พฤติกรรมรั่วๆถูกแสดงออกมาแทนท่าทีที่ควรจะโกรธมากกว่าที่ถูกด่า ทุกคนต่างยิ้มบางๆกับท่าทางของเรนะ รู้ว่าเพื่อนเจ็บและเสียใจมากเพียงใด และเพราะอะไรถึงแสดงท่าทางแบบนั้นออกมา “นี่เรนะ…” “หื้ม”หลังจากที่เกลือกกลิ้งจนพอใจ เรนะก็ชันตัวขึ้นนั่งมองหน้ายูกิที่เอ่ยเรียก “แกจะทำยังไงต่อ…เรื่องจูรินะกับลูก ชีวิตอีกสองชีวิตเลยนะที่แกต้องรับผิดชอบ…จะมาทำเล่นๆแบบเมื่อก่อนคงไม่ได้แล้ว”แววตาจริงจังฉายชัดในดวงตาสีดำสนิท “ฉันรู้…ฉันไม่ได้มาเล่นๆ” “นี่ก็เล่นอยู่ไม่ใช่เหรอ”โทโมมิเอ่ยขัดเรียกเสียงหัวเราะได้จากทุกคน “สาเหตุที่ทำให้จูรินะท้องเราคงต้องตามหากันแล้วล่ะ ถ้าเด็กคนนั้นพูดจริงล่ะก็นะ” “จูรินะไม่ได้โกหกหรอก ถึงแม้ว่าฉันจะรู้จักกับเด็กคนนั้นไม่มาก แต่แววตาที่ใสซื่อและบริสุทธิ์ขนาดนั้นทำให้ฉันไม่อยากจะเชื่อว่าจูรินะโกหก”ยูโกะพูดจริงจังจนทุกคนแปลกใจ “พูดแบบมีสาระก็เป็นนี่นา”มินามิพูดพลางกอดอกพยักหน้าเบาๆให้ยูโกะที่หมั่นไส้กับท่าทางแบบนั้นและกระโจนใส่จนล้มไปนอนกับพื้นด้วยกันทั้งคู่ เรนะมองเพื่อนทั้งสองคนที่ส่งเสียงโวยวายอย่างไม่เกรงใจห้องข้างๆพลางหัวเราะตามไปด้วย นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองบานประตูห้องนอนที่จูรินะเดินหายลับเข้าไปเมื่อชั่วโมงก่อน เสียงแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับสายลมดังออกจากปากที่มีร่องรอยบาดแผลจากพ่อผู้ให้กำเนิดให้เพื่อนทั้งสี่ต่างอมยิ้มไปกับคำพูดนั้น “ไม่ว่าจะเพราะอะไรที่ทำให้จูรินะท้องก็ตาม…ฉันจะดูแลลูกกับเมียของฉันเอง”   +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++   เม้นให้กำลังใจกันด้วยนะครับ ตอนต่อไปรอหน่อยเนอะ   By : Gekikara      
  14.   Chapter 1 : ฉันใช้ชีวิตมืดมน…ดั่งคนที่มีแผลใจ มือขาวซีดเสยเส้นผมที่ปรกใบหน้าออกไปลวกๆอย่างไม่ใส่ใจ ดวงตาคมนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหันมองเวลาจากนาฬิกาดิจิตอลที่ตั้งไว้บนหัวเตียง เวลาที่แสดงให้เห็นว่าตัวเองเกือบจะสายแล้วทำให้ มัตสึอิ เรนะ ต้องเร่งความเร็วในการทำภารกิจส่วนตัวให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว มือซ้ายคว้ากระเป๋าหนังสือลีบๆมาไว้ในมือส่วนข้างขวาคว้ากระเป๋ากีต้าร์ไฟฟ้าขึ้นพาดบ่า ขายาวก้าวไปที่ประตูห้อง ก่อนที่ประตูจะปิดลงเรนะหันกลับมามองดูในห้องที่ทาสีผนังเป็นสีเทา ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม พรมที่พื้น ผ้าม่านที่ปิดบานหน้าต่างไว้มิดชิด ตู้เสื้อผ้า ล้วนเป็นสีดำ มีของน้อยชิ้นที่มีสีอื่นปะปน เช่นกีต้าร์โปร่งสีเนื้อไม้ที่วางอยู่มุมห้อง โต๊ะทำงานสีน้ำตาลที่ถูกตั้งอยู่ข้างชั้นวางหนังสือสีน้ำตาลเข้ม หนังสือต่างๆมากมายเรียงเป็นระเบียบอยู่บนชั้นไม้ และบางส่วนที่วางกองอยู่บนโต๊ะก็ถูกจัดตั้งอย่างเรียบร้อย แมคบุ๊คเครื่องบางสีเทายี่ห้อผลไม้วางอยู่เคียงข้างกองหนังสือ นาฬิกาดิจิตอลเรือนสีขาวทรงสี่เหลี่ยมตั้งอยู่บนหัวเตียง ห้องไร้แสงเพราะหลอดไฟไม่ได้ใช้งาน และผ้าม่านที่ปิดกั้นแสงจนห้องทั้งห้องทึบแสงไปหมด  เรนะกวาดสายตาไปทั่วเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ลืมสิ่งใดไว้ก่อนที่จะต้องออกไปเรียน เมื่อเห็นว่าไม่ได้ลืมอะไรไว้ประตูไม้จึงถูกปิดลง เท้าเรียวภายใต้ถุงเท้าสีดำสนิทก้าวลงจากบันไดด้วยความรวดเร็ว เสียงพูดคุยที่ดังจากในห้องครัวไม่ได้ทำให้ร่างสูงบางของนักเรียนมัธยมปีสุดท้ายอย่างเรนะสนใจเท่าไหร่ ขายาวที่กำลังก้าวตรงไปที่ประตูบ้านหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากคนที่เรนะไม่เคยคิดว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน “พี่เรนะคะ มาทานข้าวก่อนสิ”เจ้าของดวงตาคมเฉยชาเรียบนิ่งหันมองเจ้าของเสียงที่เอ่ยรั้งตัวเองไว้ มัตสึอิ จูรินะ ลูกติดของภรรยาใหม่ของพ่อที่เธอแสนจะเกลียดชัง สายตาอีกสองคู่จากพ่อและผู้หญิงของพ่อมองมาที่เธอช่างต่างความหมาย ดวงตาที่ดูอบอุ่น อ่อนโยนแต่เรนะไม่ต้องการจากผู้หญิงของพ่อ และดวงตาที่เบื่อหน่าย เอือมระอา และเกลียดชังจากพ่อของตัวเอง เป็นเรื่องชินชาที่โดนคนเป็นพ่อมองกันด้วยสายตาแบบนั้น ขายาวเตรียมจะก้าวไปยังจุดหมายของตัวเองอีกครั้ง แต่คนที่เกลียดแสนเกลียดก็ยังคงเรียกรั้งไว้เช่นเดิม “พี่เรนะมาทานข้าวก่อนสิคะ ถ้าหิวในระหว่างเรียนจะเรียนไม่รู้เรื่องเอานะ…เช้านี้มีซุปมะเขือเทศของโปรดพี่ด้วยนะคะ คุณแม่ทำให้พี่สุดฝีมือเลย” “ช่างหัวมันเถอะ…จูรินะหนูรีบมาทานเถอะลูก เดี๋ยวจะไปโรงเรียนสายเอานะ ปล่อยขยะอย่างมันไปเถอะ”เสียงของหัวหน้าครอบครัวดังขึ้นเรียกลูกสาวสุดที่รักที่ไม่ใช่สายเลือดของตัวเองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ผิดกับลูกแท้ๆที่ถูกเรียกเหมือนไม่ใช่คน เรนะปรายตามองผู้เป็นพ่ออย่างไม่รู้สึกรู้สากับคำที่ถูกผู้เป็นพ่อใช้เรียกแทนตัวเอง เรียวปากที่กรีดเป็นเส้นตรงก่อนหน้านี้ยกมุมข้างหนึ่งขึ้นกระตุกเพียงครั้งก่อนจะกลับไปเหยียดตรงเช่นเดิม “ถ้าฉันเป็นขยะ พ่อก็เป็นขยะ…หึ ขยะผู้ให้กำเนิด” “เรนะ!!!”มัตสึอิ โคสึจิตวาดขึ้นทั้งยังทุบโต๊ะอาหารเสียงดัง ดวงตาเกรียวโกรธมองถลึงใส่ลูกสาวในสายเลือดเพียงคนเดียวแทบจะกินเลือดกินเนื้อ ร่างใหญ่สั่นเทินไปตามแรงอารมณ์ที่กำลังปะทุ นิ้วเรียวยาวยกขึ้นชี้ไปที่ประตูบ้านก่อนจะพูดเสียงดังเพราะอารมณ์ที่กำลังจะระเบิดออก “จะไปไหนก็ไปซะ! ฉันไม่อยากเห็นหน้าแก!!!” “จะไปอยู่แล้วล่ะ ไม่ต้องไล่ให้เปลืองแรงหรอก”ปลายเท้าเคาะลงกับพื้นสองสามครั้งให้สนีกเกอร์สีดำเทาหุ้มข้อเข้าที่เข้าทางของมัน เรนะปรายตามองเด็กสาวที่มองเธอตาละห้อยก่อนจะเปิดประตูและเดินออกไป มือเรียวขาวซีดผลักประตูรั้วให้เปิดออก ก่อนจะเดินเข้าไปหาเพื่อนตัวสูงที่ยืนรออยู่ไม่ไกล คาชิวากิ ยูกิ ลดหนังสือเล่มเล็กที่กำลังอ่านลงแล้วเงยหน้ามองเพื่อนตัวซีดที่ยืนอยู่ตรงหน้า “เสียงดังแต่เช้า…เหมือนเดิมเลยนะ”คำทักจากเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนทำให้เรนะไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ มือเรียวรับถุงเมล่อนปังมาจากยูกิแล้วแกะกินไปพลางขณะที่เรียวขากำลังก้าวเดินไปตามทาง “ถ้าคุณแม่ยังอยู่ แกคงไม่ต้องมีปากเสียงกับพ่อทุกวันแบบนี้” เรนะกลืนเมล่อนปังลงคอก่อนจะยกกล่องน้ำมะเขือเทศดื่มตามเข้าไป ดวงตาคมเฉยชามองตรงไปข้างหน้า เสียงเรียบนิ่งไร้ความรู้สึกดังออกมาจากปากเรียวที่ยกยิ้มน้อยๆอย่างไม่รู้สึกเสียใจกับเรื่องที่กำลังพูดคุย “ก็แม่ไม่อยู่แล้วนี่นา…เป็นแบบนี้มาเกือบสิบปี ฉันชินแล้วล่ะ เป็นแค่ขยะไร้ค่าในสายตาของพ่อ เป็นตัวน่ารังเกียจ เป็นพวกเดนสังคม เป็นทุกอย่างที่พ่อไม่ต้องการ เป็นตัวฉันเองที่พอใจจะเป็นแบบนี้” “เอาน่าอย่าเศร้าไปเลย” “อย่าบิ๊วดิ!” “ก็ไม่ได้เศร้านี่หว่า”เสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากคนทั้งสองที่ยิ้มและหัวเราะอย่างเข้าใจกัน ยูกิใช้มือที่ว่างจากหนังสือเล่มเล็กผลักหัวเพื่อนสนิทจนเรนะเดินเซไปเล็กน้อย “เสแสร้งเก่งนักนะ” เรนะไหวไหล่ “อย่าคิดว่าทุกการกระทำของฉันเป็นเรื่องเสแสร้งสิ” “อย่ามาวลีเด็ดแถวนี้…นี่อยู่กับทาคามินะมากไปหรือเปล่าเนี่ย” “มันก็มี…บ้าง”สิ้นคำสิ้นประโยคทั้งเรนะและยูกิก็ยกยิ้มเมื่อเรื่องสนุกกำลังเดินเข้ามาหา กระเป๋าและกีต้าร์ถูกวางไปบนเก้าอี้สาธารณะเช่นเดียวกับกระเป๋าและหนังสือของยูกิที่ทิ้งลงพื้นอย่างไม่สนใจใยดี “คนละสาม………ไม่สิ คนละสี่”เสียงลั่นของข้อกระดูกดังขึ้นจากยูกิ นัยน์ตาสีดำดูดุดันจ้องมองกลุ่มนักเลงคู่ปรับที่เดินเข้ามาอย่างไม่ต้องบอกจุดประสงค์ก็รู้ว่าต้องการอะไร เรียวคิ้วสีดำเลิกขึ้นให้เรนะที่กำลังแสยะยิ้มอย่างถูกใจและพร้อมที่จะออกแรงเต็มที่ “ระวังอย่าให้เข้าเรียนสายนะ” “มาแค่นี้…ใช้เวลาไม่นานหรอก”รอยยิ้มที่มีแต่เพื่อนกันที่รู้ความหมายปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาวซีดของเรนะเมื่อกำลังสนุกกับเรื่องที่จะเกิดขึ้น ยูกิยกยิ้มตามคนข้างตัว “ไม่น่านานจริงๆนั่นแหละ” สิ้นเสียงสองร่างสูงก็วิ่งเข้าใส่กลุ่มนักเลงคู่ปรับที่ไม่อาจตั้งตัวทันกับการจู่โจมแบบปุบปับ เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นจากนักเลงกลุ่มหนึ่งและนักเรียนอีกสองคน เส้นผมสีดำสนิทพริ้วไหวตามการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของคนร่างสูงทั้งสองคน ยูกิใช้มือขวารับหมัดของนักเลงคนหนึ่งที่กำลังจะปะทะกับใบหน้าของตัวเองก่อนจะเป็นเธอเองที่เหวี่ยงหมัดใส่ใบหน้าน่าเกียจของมันไปเสียหลายทีและถีบมันจนถลาหน้าคว้ำไปกับพื้น ขาซ้ายตวัดเตะเข้าปลายคางชายนักเลงที่เข้ามาด้านหลังจนมันล้มลงไปนอนกองกับพื้นตามเพื่อนคนแรก ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบนักเลงอีกคนที่เหวี่ยงท่อนไม้เข้าใส่ ยูกิจับขาชายด้านข้างที่เตะใส่ไว้แล้วผลักมันใส่ชายคนที่เงื้อไม้เบสบอลเตรียมจะตีลงมาอีกรอบจนชายทั้งสองเสียหลังล้มไปทั้งคู่ ดวงตาคมนัยน์ตาสีดำสนิทหันมองเรนะที่กำลังสนุกอยู่กับการออกแรงเล็กๆน้อยๆ ใบหน้าขาวซีดมีรอยช้ำจากการถูกกระแทก มุมปากแตกจนเลือดสีแดงไหลย้อยไปถึงคางเรียว รอยยิ้มยังปรากฏอยู่บนใบหน้าและเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานยังดังอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเรนะจะเจ็บจากการต่อสู้ แต่บาดแผลจากร่างกายไม่อาจเจ็บเท่าบาดแผลที่มีในใจ ความเจ็บช้ำในหัวใจมันทำให้ความเจ็บจากส่วนอื่นที่ได้รับไร้ความรู้สึก รอยยิ้มที่เหมือนจะมีความสุขกับเรื่องตอนนี้กลับปะปนมากับรอยน้ำตาที่มองไม่เห็น ยูกิรู้ว่าสิ่งที่เรนะแสดงออกมาก็แค่ปกปิดความอ่อนแอของตัวเอง ไม่อยากให้เพื่อนอย่างเธอเป็นห่วง ไม่อยากดูอ่อนแอในสายตาของแม่เลี้ยงและน้องสาวที่ตัวเองเกลียด และไม่อยากดูน่าสมเพชไปมากกว่านี้ในสายตาของพ่อ …เอาเถอะ… …เพื่อนจะทำอะไรฉันรับได้เสมอ… …เพราะมันคือการตัดสินใจของเพื่อน… “ย๊าก!!!!!!!!!”เรนะร้องลั่นก่อนจะวิ่งสุดตัวกระโดดถีบเข้ากลางอกของหัวหน้านักเลงจนมันล้มลงไป กลุ่มนักเลงชายแปดคนนอนร้องโอดโอยกันอยู่บนพื้นโดยมีร่างสูงสองคนยืนเป็นจุดศูนย์กลาง “ไปเรียนกันดีกว่า”ยูกิก้มเก็บกระเป๋านักเรียนขึ้นพาดบ่าและก้าวเดินเคียงข้างไปกับเรนะที่หยิบกีต้าร์และกระเป๋ามาพาดไว้ที่บ่าข้างเดียวกัน มือเรียวยาวส่งผ้าเช็ดให้เพื่อนตัวซีดรับไปซับเลือดที่ไหลไม่หยุด “ทำไมต้องให้หน้าเปื้อนเลือดตลอด” รอยยิ้มปรากฏขึ้นอย่างถูกใจในคำถาม “ชีวิตจะได้มีสีสัน”ยูกิได้แต่ถอนหายใจกับคำตอบที่ได้รับทุกครั้ง และจะตามด้วยประโยคถัดมาที่เป็นเหมือนประโยคหากินของมัตสึอิ เรนะ “นี่…โกรธหรือเปล่าอ่ะ” …นั่นแหละ…   มัตสึอิ จูรินะ นักเรียนมัธยมต้นปีสามโรงเรียนสาธิตมอโตเกียว นักเรียนดีเด่นที่เด่นทั้งด้านกีฬาและการเรียน ทั้งยังเรียบร้อย อ่อนน้อม น่ารัก จูรินะเป็นที่รักของอาจาร์และเพื่อนร่วมห้อง เพราะนิสัยเป็นห่วงเป็นใยทำให้จูรินะได้ใจเพื่อนและอาจารย์ไปเต็มๆ ใบหน้าขาวใสจ้องมองบนกระดานขณะที่มือข้างขวาก็จดสิ่งที่อยู่บนกระดานทุกตัวอักษร เสียงสัญญาณหมดเวลาเรียนดังขึ้นอาจารย์ชายวัยกลางคนเดินออกไปจากห้องหลังจากสั่งการบ้านเสร็จ จูรินะเก็บของลงกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้าน “จูรินะจะกลับแล้วเหรอ”เจ้าของชื่อพยักหน้ารับคำถามของ ชิมาซากิ ฮารุกะ เพื่อนสนิทที่เดินเข้ามาหา รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าเมื่อเห็นหน้ามุ่ยๆของเพื่อนตัวเล็ก “ไหนบอกว่าจะไปกินเครปด้วยกันไงล่ะ มายุยังไปเลยนะ” เด็กสาวหันมองเจ้าของชื่อ วาตานาเบะ มายุ เพื่อนสนิทอีกหนึ่งคนที่จูรินะไม่อาจแน่ใจได้ว่าเป็นคนหรือหุ่นยนต์กันแน่ก่อนส่งยิ้มให้บางๆเป็นการขอโทษ “วันนี้คุณพ่อกับคุณแม่ไม่อยู่น่ะ ฉันต้องกลับไปทำอาหารเย็นไว้ให้พี่เรนะ”เพียงแค่นึกถึงเจ้าของชื่อรอยยิ้มของจูรินะก็สดใสมากขึ้นจนเพื่อนทั้งสองยิ้มตามไปด้วย “ยังรักเรนะซังมากเหมือนเดิมเลยนะ”ฮารุกะยิ้มแซว “แต่ว่า…เรนะซังไม่ได้บอกเหรอว่าวันนี้จะไปฉลองที่ผับเปิดใหม่ของอิตาโนะซังน่ะ”คำพูดของมายุทำเอารอยยิ้มที่สดใสเจือจางลงเล็กน้อย “ยูกิรินบอกว่าวันนี้จะไปฉลองกันนี่นา” “เอ๋ พี่เรนะไม่เห็นพูดอะไรเลย…แต่เขาก็ไม่เคยพูดอะไรกับฉันอยู่แล้วล่ะ”รอยยิ้มเจื่อนปรากฏขึ้นก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างตามนิสัยไม่คิดมากของจูรินะ “ช่างเถอะ…ฉันกลับบ้านก่อนนะ จะกลับไปทำอาหารไว้ให้พี่เรนะ ถึงไม่รู้ว่าพี่เขาจะกลับมากี่โมงก็เถอะ”มือบางยกขึ้นโบกลาเพื่อนทั้งสองก่อนจะเดินออกไป จูรินะกลับมาถึงบ้านพร้อมข้าวของที่แวะซื้อระหว่างทาง หันมองนาฬิกาที่บอกเวลาห้าโมงครึ่ง มือเรียวปลดกระเป๋าออกวางไว้ที่โซฟาในห้องนั่งเล่นแล้วเดินเข้าครัวไปพร้อมกับของที่ซื้อมา เมนูง่ายๆที่เธอตั้งใจสรรค์สร้างวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะอาหาร จูรินะเงยหน้ามองนาฬิกาอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม หวังว่าเรนะจะกลับมาทานอาหารที่เธอเป็นคนทำแม้ว่าโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นมีน้อยมากจนไม่น่าหวังก็ตาม พี่สาวต่างสายเลือดเกลียดเธอมากข้อนี้จูรินะรู้ดี เรนะไม่เคยยอมรับเธอเป็นน้อง ไม่เคยให้ความสนใจเธอ และเลี่ยงการพูดคุยกับเธอทุกครั้งที่เธอคุยด้วย แต่จูรินะก็ไม่เคยย่อท้อในการเข้าหาเรนะเลยซักครั้ง เธอเลือกที่จะเมินเฉยท่าทางเกลียดชังของพี่สาวที่มีต่อเธอ นาฬิกาที่บอกเวลาเกือบจะเข้าวันใหม่อยู่อีกไม่กี่นาทีนี้ทำให้จูรินะได้แต่ถอนใจพลางยิ้มส่ายหน้าให้กับอาหารบนโต๊ะของเรนะที่ยังไม่ถูกแตะต้อง ในเวลานี้พี่สาวต่างสายเลือดยังไม่กลับบ้าน เป็นอย่างนี้ทุกครั้งเวลาที่มัตสึอิ โคสึจิไม่อยู่ เรนะมักหลีกเลี่ยงการอยู่ร่วมกับเธอและแม่ตามลำพัง ต่างกันที่วันนี้มีเพียงแค่เธอเท่านั้น อาหารหน้าตาน่าทานถูกเททิ้งลงถังขยะ จูรินะจัดการเก็บล้างภาชนะทุกอย่างและเก็บให้เข้าที่เข้าทาง ไฟห้องครัวมืดดับลงเช่นเดียวกับไฟในห้องนั่งเล่นที่เพิ่งจะมืดสนิท จูรินะกำลังจะกลับขึ้นห้องเพื่อพักผ่อน แต่เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้นฉุดรั้งขาเรียวที่กำลังจะก้าวเดินขึ้นบันได เรียวคิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อยก่อนจูรินะจะเปลี่ยนเป้าหมายไปยังประตูแทน “อ่า…โชคดีจริงๆที่จูรินะยังไม่นอน”เด็กสาวอ้าปากค้างกับสภาพของพี่สาวต่างสายเลือดที่ดูแทบไม่เป็นผู้เป็นคน ที่ข้างกันมียูกิและ โอชิมะ ยูโกะ เพื่อนสนิทของเรนะกำลังหิ้วปีกพี่สาวที่เมาหลับให้เพื่อนลากมาส่งกันถึงบ้าน “ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะคะ” “พี่เล่นเกมกันน่ะ ใครแพ้ดื่ม เรนะมันแพ้เกือบทุกรอบ ก็เลย…เป็นแบบที่เห็น”รุ่นพี่ร่างเล็กตอบกลับมาก่อนจะส่งร่างของเพื่อนสนิทให้น้องสาวรับไป กระเป๋าหนังสือและกระเป๋ากีต้าร์ถูกวางไว้ข้างชั้นวางรองเท้าในบ้าน “ช่วยดูแลให้ทีนะ ขอโทษด้วยที่ทำให้เดือดร้อน” จูรินะส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะดูแลพี่เรนะเอง พวกพี่กลับบ้านกันดีๆนะคะ”ทั้งยูกิและยูโกะพยักหน้ารับก่อนจะช่วยปิดประตูให้ จูรินะมองร่างของคนที่เธอกำลังพยุงขึ้นห้องด้วยความทุลักทุเล เรนะตัวสูงกว่าเธอแม้จะตัวบางกว่าเธอมาก แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแบกคนที่สูงกว่าตัวเองเกือบหกเซนขึ้นบันได ร่างของเรนะถูกวางลงบนเตียงสีดำของตัวเอง จูรินะจัดท่านอนให้พี่สาวนอนได้สบายที่สุดก่อนจะออกจากห้องไปแล้วกลับมาพร้อมกับกะละมังใส่น้ำและผ้าขนหนู ผ้าชุบน้ำสีขาวถูกซับลงบนใบหน้าที่แดงก่ำจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่เจ้าตัวดื่มเข้าไป จูรินะเพ่งพิศรอยช้ำที่มุมปากและส่วนต่างๆบนใบหน้าพลางใช้นิ้วเรียวบางลูบมันแผ่วเบาดั่งกลัวว่าเจ้าของรอยช้ำพวกนี้จะเจ็บปวด “เจ็บมากมั๊ยคะ”เอ่ยถามแม้ว่าจะไม่ได้คำตอบ จูรินะรู้ดีว่าพี่สาวต่างสายเลือดไม่มีสติที่จะตอบคำถามของเธอ แต่ถึงแม้ถามตอนเจ้าตัวมีสติ เธอก็ไม่ได้รับคำตอบอยู่ดี ผ้าขนหนูสีขาวลากยาวลงมาถึงลำคอระหงส์ เสื้อนักเรียนถูกถอดออกเพื่อให้เช็ดตัวได้สะดวกยิ่งขึ้น จูรินะเลิกชายเสื้อกล้ามขึ้นก่อนจะเริ่มลากผ้าไปตามหน้าท้องขาวเนียนที่มีลอนกล้ามเนื้อขึ้นเป็นเลขสิบเอ็ดอย่างคนรักษาสุขภาพ ผิวขาวซีดทำให้จูรินะมือสั่นด้วยความตื่นเต้นอย่างไม่อาจควบคุม ก่อนที่สติจะเตลิดไปไกลเธอก็เปลี่ยนไปเช็ดเรียวแขนบางให้คนเมาแทน ผ้าสีขาวลากไปตามแขนขาวซีด เพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับการเช็ดตัวทำให้จูรินะไม่เห็นว่าเรนะกำลังจ้องมองกันอย่างไม่วางตา “เข้ามาในห้องฉันทำไม”เสียงอ้อแอ้ของเรนะเรียกสายตาคนเป็นน้องให้หันกลับมามองกัน จูรินะปล่อยมือออกจากแขนของคนเมาที่กำลังพยุงตัวเองขึ้นนั่ง พยายามจะเข้าไปช่วยแต่ก็โดนผลักออกมา “ฉันถามว่าเข้ามาทำไม” “เช็ดตัวค่ะ…พี่จะได้สบายตัวขึ้น” “ยุ่งไม่เข้าเรื่อง! ออกไปซะ”แม้จะอยากทำตามที่คนเป็นพี่บอก แต่รอยฟกช้ำบนใบหน้าขาวซีดไม่อาจทำให้จูรินะทำตามคำสั่งได้ “ให้ฉันทำแผลให้พี่นะคะ” “ไม่ต้อง! ฉันบอกให้ออกไป!”เสียงแหบพร่าตวาดลั่นไม่ได้ทำให้จูรินะรู้สึกกลัว ใบหน้าแดงก่ำจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้ใบหน้าขมึงทึงของเรนะดูน่ารักมากกว่า “ฉันทำแผลให้แล้วจะออกไปทันทีค่ะ”จูรินะต่อรอง “ออกไป!!!” “เจ็บมากมั๊ยคะ”จูรินะเลือกที่จะเมินเฉยต่ออาการฉุนเฉียวของพี่สาว มือบางแนบลงบนแก้มแดงปลั่ง ปลายนิ้วเกลี่ยรอบรอยช้ำเบาๆกลัวว่าการสัมผัสของเธอจะทำให้เรนะเจ็บ “พี่……อ๊ะ!” “อยากรู้ใช่มั๊ยว่าฉันเจ็บมากหรือเปล่า!”ร่างของจูรินะถลาลงบนเตียงสีดำตามแรงดึงของเจ้าของห้อง กว่าจะตั้งตัวได้ก็ถูกร่างสูงของเรนะคร่อมทับไว้เสียแล้ว ดวงตาเฉยเมยที่มีอารมณ์หลากหลายปะทุอยู่ด้านในเหลือบมองคนใต้ร่าง จูรินะหน้าตื่นตกใจกับการกระทำปุบปับของพี่สาว มือบางดันไหล่ของเรนะไว้ไม่ให้ตัวของทั้งสองแนบชิดไปมากกว่านี้ “พี่เรนะ…จะทำอะไรคะ” “เธอถามฉันไม่ใช่เหรอว่าเจ็บมากหรือเปล่า…ฉันจะทำให้เธอรู้ไง”มือที่กั้นขวางไว้ถูกจับขึงตึงไว้ข้างศีรษะ จูรินะเอียงคอหลบริมฝีปากร้อนที่รุกรานอยู่ที่ลำคอระหงส์ แต่ถึงแม้จะดีดดิ้นขัดขืนมากมายเพียงใดก็ไม่อาจต้านแรงคนเมาได้เลย “พี่คะ! อย่า…”เสียงร้องห้ามถูกหยุดด้วยริมฝีปาก เรนะบดจูบน้องสาวด้วยความรุนแรง ไม่สนใจบาดแผลของตัวเองและไม่สนใจว่าร่างบางจะเจ็บกับการกระทำของตัวเองหรือเปล่า มือขาวซีดกระชากชุดนอนจนกระดุมขาดกระเด็น มือขาวซีดเค้นคลึงอกขาวนวลตรงหน้าอย่างรุนแรงขณะที่ริมฝีปากยังประกบจูบไม่ปล่อย กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในปากคงมาจากแผลที่ปริแตก “ฉันจะทำให้เธอรู้ว่าฉันเจ็บมากแค่ไหน”ฟันคมกัดเข้าที่ลำคอขาวจนจูรินะหลุดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เธอเจ็บกับสัมผัสของเรนะ แต่ไม่ได้เจ็บอะไรกับการที่พี่สาวต่างสายเลือดใช้ตัวเธอเป็นที่ระบายอารมณ์ “อ๊ะ! พี่คะ”เสียงหวานหลุดร้องยามริมฝีปากร้อนครอบครองยอดอกของเธอ เรนะกำลังสนใจยอดอกสีชมพูที่ยั่วยวนสายตา มือข้างหนึ่งเค้นคลึงอกอิ่มข้างที่ยังว่าง มืออีกข้างเคลื่อนลงไปสัมผัสกึ่งกลางกายสาวที่กำลังชื้นแฉะ “หึ..เธอมันใจง่าย”เสียงแหบพร่าเอ่ยบอกกับคนที่กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสสวาทที่ตัวเองเป็นคนมอบให้ มือเรียวรูดกางเกงนอนออกไปพร้อมชั้นในตัวจิ๋ว นิ้วเรียววนรอบสวนดอกไม้ที่ชื้นแฉะของน้องสาว เรนะร่นตัวลงไปจนใบหน้าอยู่ที่ตำแหน่งกึ่งกลางกาย ก่อนจะใช้เรียวลิ้นแตะสัมผัสไปที่จุดไวต่อสัมผัส “พี่คะ…อื้ม พี่…เรนะ”จูรินะเอ่ยเสียงสั่นยามที่พี่สาวกำลังเล่นสนุกอยู่ที่ส่วนอ่อนไหวของเธอ มือบางกำทึ้งผ้าปูที่นอนจนมันแทบจะขาดติดมือ รู้สึกหูอื้อตาลายไปหมดจนแทบไม่รู้สึกอะไรนอกจากความเสียวซ่านที่กลางกาย ร่างบางกระตุกวูบหนึ่ง ในหัวขาวโพลนเมื่อเรนะส่งเธอถึงปลายทาง จูรินะหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนเหงื่อไหลโทรมกาย เรนะดันตัวขึ้นทาบทับร่างของน้องสาวไว้ เสียงแหบพร่ากระซิบข้างหูของคนใต้ร่าง “ฉันจะทำให้เธอเจ็บ…เหมือนที่ฉันเจ็บ”ริมฝีปากบดจูบคนเป็นน้องอีกครั้ง มือข้างหนึ่งกรีดตามรอยแยกที่กึ่งกลางกายก่อนจะดันนิ้วเรียวถึงสองนิ้วเข้าไปจนสุดทางรัก “อึก! อื้ม!!!!!”จูรินะผวาเข้ากอดร่างคนด้านบนไว้แน่นเมื่อความเจ็บแปลบพุ่งเข้าจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว น้ำตาใสไหลรินจากความเจ็บปวดแสนสาหัส ได้ยินเสียงหัวเราะดังแผ่วมาจากผู้กระทำ เรนะมองใบหน้าเหยเกของจูรินะที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและหยดน้ำตา “เจ็บแค่นี้ยังไม่เท่ากับที่ฉันเจ็บหรอกนะ”มือเรียวเริ่มขยับกระแทกกระทั้นรัวเร็วและแรงโดยที่ไม่สนใจว่าน้องสาวจะเจ็บปวดมากเพียงใด อารมณ์ในตอนนี้เพียงแค่เห็นว่าคนที่ตัวเองเกลียดกำลังเจ็บปวดก็ทำให้คนตัวสูงพอใจแล้ว เรนะยกยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นว่าอีกคนแสดงท่าทีเจ็บปวดมากเพียงใด มือเรียวยิ่งส่งแรงให้มากขึ้น ยิ่งจูรินะกลั้นเสียงร้องมากเท่าไหร่ เรนะก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น “ร้องออกมาสิ! ร้องออกมาให้ฉันรู้ว่าเธอเจ็บ” “พี่คะ…หยุดเถอะ..นะ”เสียงสั่นเครือดังออกจากเรียวปากที่กำลังสั่นเทา “พอเถอะนะคะ…ฉันเจ็บแล้ว”น้ำตาที่ไหลรินไม่ได้ทำให้เรนะอ่อนลงเพราะร่างสูงไม่คิดจะมองกันด้วยซ้ำ จูรินะกัดฟันทนรับความเจ็บปวดที่คนเป็นพี่ส่งมา มือเรียวกำเสื้อของเรนะไว้แน่น “พี่คะ…อ๊า!!!” “เจ็บมากสินะ …แต่เธอยังเจ็บไม่เท่าฉันหรอกจูรินะ ฉันเจ็บมากกว่าเธอหลายเท่า เจ็บมาก!”เรนะตะคอกใส่คนด้านล่างเสียงดัง นิ้วเรียวยังแช่ค้างไว้ในกายของน้องสาวแม้จะส่งเธอไปถึงจุดหมายเป็นรอบที่สองแล้วก็ตาม “เพราะเธอ พ่อรักเธอ เพราะเธอ พ่อถึงไม่สนใจฉัน เพราะเธอ พ่อถึงเกลียดฉัน!”ร่างสูงถอนเรียวนิ้วออกจากตัวของน้องสาวรวดเร็วจนจูรินะสะดุ้ง ของเหลวใสปนมาด้วยเลือดสีแดงสดเปื้อนเต็มฝ่ามือของเรนะ “เธอทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นคนนอก…นี่บ้านของฉัน ครอบครัวของฉัน พ่อของฉัน ความรักที่พ่อเคยให้ฉัน เธอแย่งมันไปหมด!!!” น้ำตาหยดหนึ่งตกกระทบแก้มขาวของจูรินะ ร่างบางยังนอนนิ่งฟังสิ่งที่พี่สาวต่างสายเลือดกำลังระบายมันออกมา เรนะปล่อยหยาดน้ำตาให้ไหลริน จูรินะไม่เคยเห็นคนตัวสูงร้องไห้ ไม่เคยเห็นเรนะในช่วงเวลาที่อ่อนแอ อาจจะเป็นเพราะแอลกอฮอล์ที่ทำให้เรนะกล้าปล่อยความรู้สึกออกมา เรียวแขนบางโอบรอบแผ่นหลังบางของคนบนตัว จูรินะกอดคนตัวสูงไว้แน่น มือข้างหนึ่งลูบศีรษะคนที่กำลังสะอื้นซบอกกันอยู่อย่างปลอบโยน เธอไม่โกรธหรอกที่เรนะทำกับเธอ “ปล่อยมันออกมาเถอะค่ะ”เสียงหวานเอ่ยบอกเสียงแผ่วเบา เธอยังคงกอดเรนะไว้แน่น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแตะต้องตัวพี่สาว เมื่อมีโอกาสจึงทำให้เธอไม่ลังเลเลยที่จะคว้ามันไว้ “อย่าเก็บมันไว้เลยนะ” “ฉันเกลียดเธอจูรินะ! ฉันเกลียดเธอ!!!” “ฉันรู้ค่ะ…ถ้าเกลียดฉันแล้วมันทำให้พี่สบายใจ จะเกลียดฉันมากเท่าไหร่ก็ได้”มือบางเกลี่ยซับหยดน้ำตาออกจากใบหน้าขาวซีด เรนะดันตัวออกจากอ้อมกอดของคนที่เกลียดแต่กลับรู้สึกอบอุ่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดวงตาคมมองสบคนที่ดันตัวขึ้นมานั่งอยู่ตรงหน้า “พี่จะทำอะไรฉันก็ได้ แต่ว่า…อย่าร้องไห้อีกเลยได้มั๊ยคะ” “เธอไม่มีสิทธิ์ร้องขออะไรจากฉันทั้งนั้นมัตสึอิ จูรินะ!”มือเรียวผลักจูรินะให้กลับลงไปนอนอีกครั้ง “เธอต้องเจ็บมากกว่าที่ฉันเจ็บ!”เรนะแนบริมฝีปากไปตามลำตัวขาวของจูรินะ มือเรียวบีบเค้นไปทั่วจนผิวขาวขึ้นสีแดงช้ำอย่างเห็นได้ชัด “ฉันจะทำให้เธอเหมือนตกนรกทั้งเป็น!” บทเรียนที่แสนทรมารและมีความสุขไปพร้อมกันที่เรนะมอบให้ดำเนินต่อไปอย่างหาจุดสิ้นสุดไม่เจอ เสียงครางเพราะความสุขและเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นไม่ขาดสาย จูรินะยอมเป็นที่รองรับอารมณ์ของคนเป็นพี่โดยไม่นึกโกรธ ไม่ปริปากห้ามแม้ว่าเรนะจะทำให้เธอทรมารมากเพียงใด เธอไม่ร้องขอให้เรนะหายเกลียดกัน …แต่เธอหวัง… …เพียงแค่ว่า… เมื่อการระบายอารมณ์สิ้นสุดลง เรนะจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข เพียงแค่นั้นที่เธอต้องการ เพียงแค่คนที่เธอรักและเทิดทูนจะมีความสุขขึ้นเพียงแค่นั้น “อ๊ะ!...พี่คะ”   ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++   เม้นให้กำลังใจกันด้วยนะครับ เจอกันอีกทีอาทิตย์หน้า บายยยยยย.   By: Gekikara    
  15.     บทนำ ท่วงทำนองไพเราะดังขึ้นจากกีต้าร์โปร่งรุ่นคุณภาพที่ผู้เป็นเจ้าของกำลังบรรเลงให้เป็นบทเพลง เสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อนที่นั่งล้อมวงกันอยู่บนหาดทรายขาวดังร่วมไปกับเสียงร้องเพลงเฮฮาตามประสาเพื่อนฝูง คลื่นลูกเล็กในทะเลสาดซัดเข้าฝั่งเป็นระยะให้เหล่านักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนรู้สึกผ่อนคลาย เช่นเดียวกับศิลปินร๊อคชื่อดังของค่ายโตเกียวเรคคอร์ด สมาชิกของวงห้าคนต่างก็เป็นเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่มัธยม ความสนิทสนมรักใคร่กลมเกลียวจึงมีกันมากขึ้นตามระยะเวลา ด้วยความที่เป็นศิลปินที่กำลังดังจนฉุดแทบไม่อยู่ เวลาพักผ่อนจึงน้อยลงตามไปด้วย เมื่อได้เวลาว่างมาทุกคนจึงอยากจะพักผ่อนกันให้เต็มที่ ดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับไปจากขอบฟ้า แสงสีส้มสาดส่องลงที่ชายหาด นักท่องเที่ยวกำลังเก็บของทยอยกันกลับบ้านหลังจากใช้เวลาพักผ่อนมาทั้งวัน แต่ไม่ใช่กับคนทั้งห้าที่ยังพูดคุยเฮฮากันไปอย่างไม่สนใจเวลา มือเบสตัวเล็กประจำวงส่งกระป๋องเบียร์ให้สมาชิกที่รับกันไปอย่างรู้หน้าที่ เมื่อแอลกอฮอล์เข้าปาก การพูดคุยก็ยิ่งลงลึกกันมากขึ้น เสียงแซวกันไปแซวกันมาดังขึ้นไม่หยุดจนท้องนภาถูกย้อมด้วยหมึกสีเข้ม “ปะป๊าคะ…คุณแม่บอกให้เข้าบ้านได้แล้วนะ”เสียงเจื้อยแจ้วจากเด็กหญิงตัวน้อยที่วิ่งเข้ามาใกล้ทำให้บทสนทนาเชิงลึกที่กำลังดำเนินไปนั้นหยุดลง “ลูกมาตามแล้วนะเฮ้ย…ไปๆเข้าบ้านไปก่อนเลย เดี๋ยวพวกฉันตามไป”มือกลองของวงพูดขึ้นพลางใช้มือดันหลังคนที่เด็กน้อยมาตาม ร่างสูงบางลุกขึ้นจากเสื่อที่ปูรองนั่งก่อนจะส่งกีต้าร์ให้นักร้องนำควบกีต้าร์หลัก พร้อมกับเด็กน้อยที่ดึงแขนคนที่ตัวเองเรียกว่าพ่อยิกๆ “ปะป๊าเร็วๆสิคะ!” “จ้าๆ ป๊าก็เร็วอยู่…นี่ไง”จากที่ยอมเดินตามแรงดึงกลับหยุดลงเสียดื้อๆ มีบางอย่างแปลกมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว คนตัวสูงนึกทวนคำพูดของเด็กตัวเล็กที่ยังจับมือของเธอไว้ เด็กคนนี้เรียกเธอว่าปะป๊าซึ่งนั่นคือพ่อ …แต่… …ฉันจะเป็นพ่อใครได้ยังไงกัน… …ในเมื่อฉันเป็นผู้หญิง!... “เร็วสิคะปะป๊า…เดี๋ยวคุณแม่จะโกรธเอานะคะ”เด็กตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมองคนที่ตัวเองจับจูงไว้พลางแสยะยิ้ม “เฮ้ย!”คนตัวสูงสะบัดมือที่ถูกเกาะกุมอยู่ออกเต็มแรงจนเด็กหญิงตัวน้อยล้มลงไปกองกับพื้น ภาพของเด็กหญิงที่ไร้สิ่งใดบนใบหน้านอกจากเรียวปากที่ฉีกไปแทบจะถึงใบหูทำเอาคนตัวสูงถอยหลังกรูด้วยความกลัว “ปะป๊า” “ไม่…เธอไม่ใช่ลูกฉัน”เรียวขายาวก้าวถอยหลังให้ตัวเองห่างจากตัวเด็กหญิงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จากสถานที่เคยอยู่ที่เคยเป็นทะเลบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท มีเพียงตัวเธอและเด็กหญิงที่พยายามเดินเข้ามาใกล้ “เธอไม่ใช่ลูกของฉัน!” “ทำไมพูดกับลูกอย่างนั้นล่ะคะ…คุณเป็นพ่อแกนะ”แผ่นหลังบางปะทะเข้ากับคนที่ยืนอยู่ข้างหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว กว่าจะคิดได้ว่าต้องถอยห่างจากเจ้าของเสียงก็สายไปเสียแล้ว แขนเรียวบางรัดแน่นอยู่รอบเอวจนคนตัวสูงไม่อาจขยับตัวหนีห่างทำได้เพียงแค่หันหน้าไปมองเพียงเท่านั้น “ป..ปล่อยฉันนะ!”ยิ่งดิ้นแรงรัดยิ่งมากขึ้น เสียงหัวเราะจากหญิงสาวและเด็กหญิงไร้ใบหน้าทำเอาคนตัวสูงแทบบ้า เสียงที่ดังอยู่ข้างหูและจากทางด้านหน้าดังต่อเนื่อง เด็กหญิงเดินเข้าหาผู้ที่ตัวเองเรียกว่าพ่อใกล้จนกอดขาคนตัวสูงไว้แนบลำตัวเล็ก เพียงเท่านั้นสติที่มีอยู่น้อยนิดก็พังลง เสียงร้องด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นอย่างขาดสติ โดยยังมีเสียงหัวเราะจากสิ่งที่ไม่อาจแน่ใจได้ว่าเป็นมนุษย์ดังตามมาด้วย “อ๊าก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”   เฮือก! เหงื่อไหลโทรมกายของผู้ที่เพิ่งรู้สึกตัวจากฝันร้าย ดวงตากลมหันมองรอบห้องเพื่อให้แน่ใจว่าตอนนี้ตัวเองปลอดภัย มือขาวซีดภายใต้ความมืดในห้องยกขึ้นปาดเหงื่อเม็ดโตบนหน้าผาก ดวงตาที่เริ่มชินกับความมืดหันมองตัวเลขบนนาฬิกาดิจิตอลบอกเวลาตีสามห้าสิบสามนาที มัตสึอิ เรนะล้มตัวลงนอนก่อนจะหลับตาลง เสียงพึมพำเบาๆดังในความมืดมีเพียงเจ้าของคำพูดที่ได้ยิน “ไม่เป็นไรเรนะ…แกแค่ฝันร้าย”     +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ เพิ่งลองใช้เว็บนี้ครั้งแรกเลยยังไม่คล่องเท่าไหร่ ขอความกรุณาทุกคนด้วยนะครับ ช่วยเม้นให้กำลังใจกันซักนิดนึงนะครับ By : Gekikara