Search the Community

Showing results for tags 'Atsumina'.

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Found 4 results

  1. บทนำ   [ว่ากันว่า ในอดีตร่วมพันปีที่ผ่านมา มีอาณาจักรแห่งหนึ่งถูกปกคลุมด้วยหิมะ ทั้งต้นไม้ ใบหญ้าต่างเป็นสีขาวของหิมะ แม่น้ำ ลำธารกลายเป็นน้ำแข็งเพราะความหนาวเย็นของอากาศ ผู้คนในอาณาจักรต่างใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข มีการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายรวมทั้งสูตรยาเวทมนตร์ คัมภีร์เวทมนตร์ คาถาอาคม และอาวุธเวทมนตร์ต่างๆ ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบ ทำให้ความรุ่งเรืองของอาณาจักรล่มสลายลงพร้อมการหายตัวไปของกษัตริย์องค์สุดท้าย ชื่อของกษัตริย์องค์องค์สุดท้ายถูกลบเลือนออกจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างไร้ร่องรอย และหลังจากการหายตัวไปของกษัตริย์องค์องค์สุดท้าย สัตว์ร้ายต่างๆก็ได้เข้าโจมตีอาณาจักร ยึดครองเป็นที่อยู่อาศัยกระทั้งอาณาจักรถูกขนานนามว่า “อาณาจักรต้องสาป”  ที่น่าแปลกคือ ประชากรของอาณาจักรไม่ได้รับอันตรายจากการโจมตีของสัตว์ร้าย ว่ากันว่ามีสัตว์อสูรสีขาว รูปร่างใหญ่โตเท่าบ้านเรือนเข้าปกป้องพวกเขาเอาไว้ จนถึงปัจจุบันนี้ วิทยาการเวทมนตร์ของอาณาจักรยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีทว่าไม่มีใครล่วงรู้ถึงที่อยู่ของมัน.…..]  “มีแต่ปริศนาทั้งนั่นเลยแหะ” หญิงสาวพูดลอยๆอย่างใช้ความคิดเมื่อตนอ่านหนังสือเล่มหนึ่งมาร่วมชั่วโมงแล้ว ผมยาวสีน้ำตาลดันลอนปลายกำลังพลิ้วไหวไปตามสายลมที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง  ดวงตากลมสวยฉายแววเหนื่อยใจ ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากัน คิ้วเรียวสวยยกหมวดจนต้องยกมือขึ้นมานวดขมับเบาๆ "เฮุ้อ~" หญิงสาวตัดสินใจวางหนังสือเล่มหนาลงบนโต๊ะก่อนที่มันจะทำให้ปวดหัวมากกว่านี้  “อัตสึโกะ พระราชาเรียกแล้วนะ” สาวผมสั้นตัวสูงโปร่งเปิดประตูห้องเข้ามาเรียกคนที่กำลังนั่งใช้ความคิด ให้เจ้าของชื่อขานรับมันอย่างเนิบๆ “ค่ะ จะไปเดี๋ยวนี้ละคะ”  เธอหันไปมองหนังสือเล่มหนาพลางลุกขึ้นยืนขับไล่ความเมื่อล้า เหมือนจะมีเรื่องอะไรสนุกๆรออยู่เลย  ก่อนเดินออกไปพร้อมกับผู้หญิงที่เข้ามาเรียกตน   สักพักหลังจากที่หญิงสาวทั้งสองคนห่างจากห้อง อยู่ๆก็มีลมกระโชกพัดเข้ามาทำให้ไฟในเตาพิงก่อนหน้านี้ดับลงจนทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสนิท หนังสือเล่มหนาเรืองเป็นแสงสีฟ้าแล้วลอยขึ้นสูงจากโต๊ะ มันเปิดขึ้นความรวดเร็วจนมาหยุดอยู่ที่หน้าหนึ่งของหนังสือ "ตึก” แสงประหลาดที่สะท้อนออกปรากฏเป็นตัวหนังสือสีฟ้าจ่างราวกับถูกผลึกมานานนับพันปี [ว่ากันว่า กษัตริย์องค์สุดท้ายที่หายสาบสูญไปยังมีชีวิตอยู่ร่วมพันปีที่ผ่านมา และกษัตริย์องค์นี้ยังเป็นผู้กุมความลับของอาณาจักรไว้ทั้งหมด] ข้อความสั้นๆปรากฏขึ้นมาเพียงแวบเดียวมันก็หายไปทันทีมันปรากฏ หลังจากนั้นหนังสือเล่มหนาก็ตกลงมาอยู่ในสภาพเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น…. . . . และทั้งหมดนี้ คือจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่ !   ....................................................................................   ฝากเรื่องใหม่ด้วยนะคะ ไม่รู้ว่าจะสนุกรึเปล่า เราพึ่งเคยเขียนแนวนี้ดัวย อาจจะบรรยายไม่เก่ง ไม่ไหลลื่นเท่าไหร่ ขอโทษด้วยนะคะ เดี๋ยวเนื้อเรื่องจะลงให้วันที่ 28 นะคะ วันนี้ขอแปะบทนำไว้ก่อน m(_ _)m
  2.                                                                           ตัวละคร อัตสึโกะ : เพราะรักถึงยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องคนที่รัก.. แม้สิ่งนั้นจะเรียกว่าการทรยศหักหลัง มินามิ : ต้องทำยังไงถึงหนีพ้นความรักที่คอยตามหลอกหลอนกันให้หัวใจบอบซ้ำ มีคนเคยบอกว่าเวลาจะช่วยเยียวยา แต่ไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับหัวใจที่เฝ้าเพ้อหาเธอ ยุย : เพราะไม่อาจเข้าใจความรัก กลัวเหลือเกินหากตัวเองเกิดรักใครขึ้นมาจะเป็นดังภาพในความทรงจำที่ต้องเห็นคนสำคัญสูญเสียน้ำตาเมื่อถูกความรักทำร้าย แต่หัวใจกลับหวั่นไหวเมื่อพบกับนักเรียนใหม่ที่ย้ายโรงเรียนมา พารุ : ความบังเอิญทำให้ได้พบ ครั้งแรกที่สบตาราวกับมีคลื่นสมุทรซัดเข้ากระทบชายฝั่งที่เคยแห้งเหือด หาทุกวิธีทางให้ได้เข้าใกล้รองประธานจอมเย็นชา ฮารุนะ : ทั้งที่เชื่อใจแต่กลับหวั่นไหวกลัวใครคนนั้นทำให้เธอปั่นใจ แล้วเธอเองจะจัดการกับปัญหาอย่างไรเมื่อเพื่อนสนิทก็มีปัญหาให้กลุ้มใจพอกัน ยูโกะ : หาทางช่วยเพื่อนสนิทออกจากความทุกข์ที่เป็นดังนรกบนดิน แต่ใครบางคนกับเริ่มสงสัยตีตัวออกห่างไปแล้วความเชื่อใจมีอยู่จริงใช่หรือเปล่า?       บทนำ     แสงสว่างจากโคมไฟที่ถูกเปิดทิ้งไว้พร้อมด้วยเสียงของเครื่องปรับอากาศดังขึ้นลงเป็นจังหวะบ่งบอกว่ามีคนกำลังใช้งานห้องอ่านหนังสือซึ่งเชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่นและห้องครัวของบ้านสไตล์โมเดิร์นสองชั้น ซึ่งค่อนข้างบอกฐานะของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี หญิงสาวในชุดนักเรียนกลับเข้ามาจัดการถอดร้องเท้าเก็บใส่ตู้ก่อนสอดส่องดูหาคนภายในบ้าน  สาวตัวเล็กวัยทำงานท่าทางดูน่าเกรงขามนอนฟุบลงไปกับโต๊ะตัวยาวในห้องหนังสือที่เงียบกริบให้คนมาใหม่ยิ้มอ่อนใจและเดินไปนำผ้าห่มผืนบางมาคลุมไว้บนไหล่ของคนหลับ “อัต..สึโกะ” อีกแล้วกลับประโยคละเมอซ้ำๆ จะรู้ไหมว่าชื่อที่ออกมาจากปากของ ‘พ่อ’ จะมีผลต่อเธออย่างไร  ‘แม่’ ที่ถูกพ่อตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงทรยศ คบใครไม่เลือกหน้า นอนกับชายชู้จนตั้งท้องลูกคนใหม่ ซึ่งทำให้พ่อเสียใจแทบบ้าทุรนทุรายหนีออกมาจากบ้านที่เคยอยู่อาศัยดันด้นมารักษาแผลใจอยู่กับเธอที่บ้านหลังใหม่ซึ่งไกลจากบ้านเดิมคนละทิศละทาง  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พ่อก็ไม่เคยเปิดใจให้ใครกลายเป็นผู้หญิงบ้างาน เก็บตัว ไม่สนใจรอบข้างแม้แต่จะดูแลตัวเองเพราะไม่อยากมีเวลาว่างมานั่งคิดถึงเรื่องของอดีตที่ผ่านมาจะหกเจ็ดปี  ไม่รู้ว่าตนเหม่อนานเท่าไหร่กระทั้งได้ยินเสียงงัวเงียของพ่อจึงต้องดึงสติกลับมา “กลับมาแล้วหรอ” “ทำไมมาหลับอยู่ตรงนี้ค่ะ พ่อ” แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าทำไมผู้เป็นพ่อถึงมานอนอยู่ตรงนี้ก็ยังอดแสดงความเป็นห่วงทางน้ำเสียงไม่ได้ เจ้าตัวก็คงจะโหมงานหนักอีกตามเคย ป่านนี้ไม่รู้จะทานข้าวหรือยัง กว่าเธอจะกลับก็ปาไปทุ่มกว่า “เตรียมเอกสารว่าความพรุ่งนี้เพลินไปหน่อย” อัยการพิเศษฝีปากกล้าเป็นอันดับต้นๆของสำนักงานอัยการเอกชนชื่อดัง ลงมือทำคดีกี่ครั้งก็ได้ชัยชนะมาใสๆ จนคนจ้างงานเข้ามาไม่ขาดสาย ดีตรงที่ไม่มีเวลาว่างมานั่งคิดเรื่องของคนในอดีตให้ปวดหัวใจ  ทาคาฮาชิ มินามิ คนนี้รักความยุติธรรมเป็นที่หนึ่ง ใครลองเข้ามาท้าทายจะโต้กลับไปให้เดินกลับบ้านไม่ถูกเลย ตอนนี้มีลูกสาวหนึ่งคน ชื่อ ยุย ดูจะติดนิสัยรักความยุติธรรมมาตั้งแต่เกิดเห็นใครเดือดร้อนปุ๊บยอมไม่ได้ต้องเข้าช่วยเหลือก่อนเลยเป็นอันดับแรก  บอกก่อนว่าเด็กคนนี้เกิดมาไม่เหมือนใครมีทั้งพ่อและแม่เป็นผู้หญิงทั้งคู่ เพราะได้หมอช่วยในผสมเทียมฝังตัวเข้าไปอยู่ในท้องของแม่จึงมีโอกาสได้ลืมตาดูโลก ยุยไม่เคยน้อยใจ ไม่เคยมองว่าตัวเองแปลกแยกอะไร เพราะเชื่อเสมอมาตัวเองเกิดมาจากความรักของพ่อแม่ไม่ได้ต่างจากครอบครัวไหน แล้วจะไปคิดไปใส่ใจคำนินทาพวกนั้นทำไม แถมเดี๋ยวนี้สังคมเขาเปิดกว้างยอมรับกับเรื่องพวกนี้ได้เยอะขึ้น  “แล้วทานข้าวรึยังค่ะ” มินามิส่ายหน้าแอบยิ้มให้ลูกสาวที่ส่งสายตาตำหนิมาให้กับการที่ตนไม่ชอบดูแลตัวเอง “จะสองทุ่มแล้วนะคะ ถ้าปวดท้องหนูงอนพ่อแน่” ยุยตีหน้าดุอย่างน้ำเสียงว่าก่อนเดินหายเข้าไปในครัว เนื่องจากถูกเลี้ยงดูกันมาเหมือนเพื่อนถึงได้สนิทกันมากเป็นพิเศษ “รอสักครู่นะคะพ่อ ไปอาบน้ำ ทำตัวให้สบายรอหนูเลย”  คุณพ่อถึงกลับต้องหัวเราะขำแล้วเดินไปทำยังที่เจ้าตัวต้องการก่อนเสียงหัวเราะเมื่อครู่จะหายไปกลายเป็นรอยยิ้มเศร้าเมื่อนึกถึงเจ้าของหัวใจที่คอยตามมาหลอกหลอนกันทุกคืนวัน นึกโกรธ นึกเกลียด นึกแค้น แต่ไม่เคยบอกหัวใจให้หมดรักคนที่เป็นอดีตได้เลย “คนทรยศ” เธอรีบเช็ดน้ำตาที่เอ่อล้นขอบตลิ่ง ใครบอกเวลาจะเป็นตัวช่วยลบเลือน ไม่เห็นจริงเลย เพราะยิ่งนานวันเข้าเท่าไหร่ ความเจ็บปวดของเธอมันยิ่งเพิ่มพูน  ไม่รู้ตอนนี้คนเคยรักกัน จะมีความสุขแค่ไหนกับการใช้ชีวิตครอบครัวใหม่ที่เขาเลือกเดิน ผู้หญิงแพศยาแบบนั้น!! เขาไม่มีวันให้อภัย!!     ‘Rrrr ’ เสียงโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดส่งสัญญาณเตือนเจ้าของเครื่องที่นั่งพักสายตาบนโซฟาตัวยาวในห้องนั่งเล่นจนต้องหยิบขึ้นมาดู เจ้าของเบอร์โทรที่โทรเข้ามาทำให้เขากดรับสายอย่างไม่รอช้า “ฮัลโหล” “….” ปลายสายไม่ได้ส่งเสียงพูดออกมาจนเขาต้องลุกขึ้นจากโซฟาด้วยความร้อนใจ “ฮัลโหล เธอเป็นอะไรรึเปล่า” “ฮึก..” เสียงร้องสะอื้นจากทางนั้นเพิ่มความเครียดให้กับเจ้าของโทรศัพท์รุ่นใหม่ เป็นอีกครั้งที่ฝ่ายนั้นโทรมาหาเธอด้วยอาการที่ดูไม่สู้ดี เธอกังวลจะเกิดเรื่องอะไรกับเพื่อนสนิททั้งปกติเป็นคนเก็บอารมณ์เก่งจะตาย “เธอโอเคมั้ย ‘ อัตจัง’ อยู่บ้านรึเปล่า ฉันจะออกไปหา” เธอได้ยินแค่เสียงขานรับในลำคอก็แทบไม่รอที่จะขับรถออกจากตัวบ้านเพื่อไปหาเจ้าของปลายสายที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงโทรมาร้องไห้ให้ฟัง ก่อนตัดสินใจกดเบอร์โทรหาใครบ้างคนที่หวังให้ช่วยไปรับลูกเมียแทนตนอยู่ที่สนามบิน  “โทรมามีอะไรให้ช่วยห๊ะ” “พี่มาริโกะ วานไปรับฮารุนะกับพารุจังแทนเค้าหน่อย” เธอกรอกเสียงตามสายอ้อนพี่สาวญาติสนิทให้ไปรับคนรักกับลูกสาวที่สนามบินแทน  “โอเคๆ โชคดีนะวันนี้ว่าง ขอบอกคุณผู้จัดการก่อนว่า จะออกไปรับลูกเมียให้น้อง” เจอคำแซวเข้าไปคนถือสายถึงกับแอบเขินแต่มีหรือจะยอมลดราวาศอกให้ กล้าแซวมาก็กล้าแซวกลับเหมือนกัน “ขอบอกคุณผู้จัดการหรือจะขออนุญาตแม่(ทูนหัว)ค่ะพี่สาว” เธอรู้ดีว่าระหว่างนางแบบคนดังกับผู้จัดการส่วนตัวที่สวยระดับดารามีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา  “ปากน่ะ เพลาๆบ้าง ไม่พูดก็ไม่มีใครว่า เดี๋ยวเถอะ” มาริโกะแกล้งส่งเสียงไม่พอใจใส่เจ้าของต้นสาย “แค่นี้นะ” “เฮ้ย! เดี๋ยวสิพี่ ไฟล์บินลงสี่ทุ่มนะ รายละเอียดเดี๋ยวพิมพ์ให้ในแชท” ยูโกะพูดจบไม่ทันไรคนรับก็วางสายไปเฉยเลย สงสัยเพราะเสียงหวานหยดของคนผู้จัดการที่ดังเข้ามาในสายเมื่อครู่ ว่าอาบน้ำเสร็จแล้ว   หวานกันน่าดูเลยนะ พี่สาว      เธอเลี้ยวรถเข้ามาในบ้านของเป้าหมายที่เป็นบ้านสีขาวสองชั้นซึ่งถูกปิดไฟจนมืดสนิททำให้เธอกลับมากังวลอีกครั้งกับเรื่องของคนที่โทรหากัน เธอรีบจอดรถและวิ่งเข้ามาในตัวบ้าน จัดแจงเปิดไฟให้ห้องสว่างก่อนจะเห็นคนพึ่งโทรหานั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ข้างโซฟา “อัตจัง เป็นอะไร” เธอดึงเพื่อนสนิทเข้ามากอดปลอบประโลม เพื่อนเจ็บ เธอก็เจ็บ สงสารชีวิตของเพื่อนสนิทที่ต้องมาตกระกำลำบาก “เขา..พะ พยายาม ข่มขืนฉัน.. ฮื่อๆ” เสียงพูดผสมเสียงร้องไห้แม้จะฟังยากแค่ไหนเธอก็ฟังออกและยังเผลอกำหมัดแน่น เขาที่อัตสึโกะพูดถึงเธอรู้จักดี นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เจ้าของกิจการร้อยล้านที่พ่อของอัตสึโกะเลือกมาให้แต่งงานกับลูกสาว โดนการหนุนหลังทุกวิธีทางจะทำให้คนร้องไห้ในอ้อมกอดเธอยินยอมไปเป็นของนายนั้น “ไม่ร้องนะอัตจัง” แกกล้ามากที่ทำเพื่อนฉันแบบนี้ มันล้ำเส้นเกินไปแล้ว!  “ฉะ.. ฉันกัดเข้าไปที่แขนของเขาเต็มแรง ใส่เสื้อผ้าแล้วรีบหนีออกมา” “แล้วจูริจังละ” เธอถามถึงลูกสาวของอัตสึโกะที่ถูกทางบ้านนั้นจับตามองมากเป็นพิเศษ หรือง่ายๆก็คือ เอาไว้เป็นเครื่องต่อรองกับอัตสึโกะ  “ตอนนี้หลับอยู่ข้างบน ฉันพาแกหนีออกมา ฉันไม่ไหวแล้วยูโกะ ฮื่อๆ” เธอเข้าใจคำว่าไม่ไหวของเพื่อนเป็นอย่างดี ต้องหนีให้พ้นเงื่อมมือของปีศาจพรรค์นั้นถึงกี่ครั้งครอบครัวถึงจะยอมเข้าใจ ยังโชคดีแค่ไหนที่มีพ่อบ้านคนเก่าคนแก่ซื่อสัตย์กับนายหญิงคอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ ไม่งั้นตอนนี้ไม่รู้ว่า ชีวิตของอัตสึโกะจะเป็นอย่างไร   ยอมไม่ได้ ไม่อยากเห็นเพื่อนต้องทนทุกข์ทรมานอีก อัตสึโกะต้องอดทนมากแค่ไหนเธอรู้ดี  “เธอไม่เป็นไรนะอัตจัง ฉันอยู่ตรงนี้ โอเคนะ” เธอลูบหลังของคนสะอื้นเบาๆให้หยุดร้อง เจ็บปวดเหลือเกินพอได้เห็นสภาพของเพื่อนสาว   ยอมทำทุกอย่าง… เพื่อปกป้องคนที่รัก… แล้วเธอละ จะทำอย่างไรเพื่อคืนความสุขให้เพื่อนคนนี้ได้บ้าง??    ถ้าตอนนั้นเธอยังอยู่ เธอคงไม่ปล่อยให้เพื่อนกลายมาเป็นอย่างนี้ แต่ตอนนี้ไม่เป็นไร แธอกลับมาแล้ว เธอจะหาทางดึงเพื่อนออกมาจากขุมนรกที่ทางครอบครัวเป็นคนผลักลงไป   ความรักของอัตสึโกะผิดอะไร ถึงได้ทำร้ายให้สองหัวใจต้องทนแบกรับความบอบช้ำมากขนาดนี้ ......................................................................................................... แอบเอาเรื่องใหม่มาแปะ ไม่รู้จะสนุกรึเปล่า 555+ เรื่องนี้มีตัวละครหลักสามคู่นะคะ เป็น SF ประมาณ 15 ตอน
  3. [One shot] 148.5cm no Mita Yume  Atsumina     "148.5cm no Mita Yume" คอนเสิร์ตจบการศึกษาของทาคาฮาชิ มินามิ กัปตันของ AKB หรือที่หลายคนรู้จักเธอในฐานะ โซซังโตคุ บนบ่าเล็กๆของเธอผู้ซึ่งแบกรับอะไรไว้มากมาย   งานกำลังจะเริ่มขึ้น พร้อมกับเสียงคนเริ่มจอแจมากขึ้น คนดูเริ่มทยอยเดินเข้ามาทีละคน จนพื้นที่ด้านล่างเต็มไปด้วยคน   ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ มันก็ยังคงให้ความรู้สึกเหมือนเดิมเลยสินะ               ร่างบางในชุดกระโปรงสีดำลายสีขาว ซึ่งมันเป็นชุดที่เธอใช้สำหรับการเตรียมขึ้นแสดง หญิงสาวยิ้มบางๆทอดสายตามองร่างของคนตรงหน้า ในชุดที่เป็นสไตล์คล้ายๆกันกับเธอ ร่างเล็กเกล้าผมเป็นทรงสูงมีที่รัดผมสีเทากับหน้าม้าที่ถูกจัดไว้อย่างดี พวกเธอทั้งคู่พร้อมจะขึ้นแสดงแล้ว อีกไม่กี่นาทีก็คงจะถึงสินะ       “วันนี้ อย่าร้องไห้เชียวละ ทาคามินะ”              เสียงหวานพูดด้วยน้ำเสียงติดตลก มองเพื่อนคนสำคัญตรงหน้า กัปตันร่างเล็กหันมายิ้มกว้าง หัวเราะน้อยๆ บรรยากาศระหว่างพวกเธอสองคนมันยังคงเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด มันเหมือนกับพึ่งเมื่อวานเองนะ ที่เธอจะขึ้นร้องเพลงคู่กับทาคามินะ เพลงที่แสนสำคัญสำหรับพวกเธอสองคน       “เธอก็เหมือนกันนั่นแหละ อัตสึโกะ”           กัปตันร่างเล็กพูดด้วยน้ำเสียงมีความสุข หันมองคนหยอกกันเล่น แต่อย่างไรก็ตามเธอรู้ดีว่าอัตสึโกะ ไม่ได้ร้องไห้ง่ายขนาดนั้น ร่างบอบบางของคนตรงหน้าเธอค่อนข้างเก็บอารมณ์ได้ดีเชียวละ     “ไว้หลังจบคอนเสิร์ตมาค้างห้องฉันนะ”     “ก็ไม่เลวนะคะ ทาคามินะ แต่นั่นคงเป็นหลังที่พวกเราเลี้ยงฉลองกันเสร็จล่ะ”             มินามิมองอัตสึโกะ พบว่าอีกฝ่ายที่ทำผมอย่างนี้ทำให้คนร่างบางตรงหน้าสวยมาก ไม่สิ อย่างไรก็ตามอัตสึโกะของเธอก็สวยอยู่แล้ว ใช่ไหมละ?    “วันนี้เธอสวยมากเลย”    “เห ทาคามินะ พูดอย่างนี้ ต้องการให้ฉันเลี้ยงอะไรหรือเปล่าคะ”          ร่างบางจับที่หูฟังตัวเอง หันมองร่างเล็กที่เอ่ยชม ก่อนจะยิ้มน้อยๆ    “เธอสวยจริงๆนะ อัตสึโกะ”           ถ้าไม่ติดว่าตรงนี้มีช่างกล้องและคนจำนวนมากยืนอยู่ เธอคงขยับร่างกายเข้าไปชิดกับร่างบางตรงหน้าแล้วรั้งเอวอีกฝ่ายมาไว้ในอ้อมกอดเธอแล้วจริงๆ    “แล้วเธอเคยเห็นใครสวยกว่าฉันกันละ”            ร่างบางพูดด้วยสุ้มเสียงเอาเรื่อง กอดอก เลิกคิ้ว มองร่างของกัปตันตัวเล็กกอดอกน้อยๆ มองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าตื่นๆ แล้วรีบสะบัดหน้าไปมาเป็นเชิงปฏิเสธ จนหางม้าของเธอกระจาย อัตสึโกะเห็นท่าทีเช่นนั้นก็ได้แต่หัวเราะ เพราะอย่างนี้ไง คนอย่างทาคาฮาชิ มินามิ ถึงได้น่าแกล้ง          เธอรู้ดี อย่างไรก็ตาม คนตรงหน้าเธอ ไม่มีทางมองว่าใครสวยกว่าเธอแน่นอน ถึงแม้ว่าคนนั้นจะสวยกว่าเธอก็ตาม จริงไหมละ?    “ไม่มีทางอยู่แล้ว เธอก็รู้นี่ จะให้ฉันมองใครได้กันละ” ...ก็ฉันมองแต่เธอมาโดยตลอดนี่นา...    “ฉันล้อเล่นน่าทาคามินะ จริงจังไปได้”          อัตสึโกะส่ายหน้าให้กับร่างเล็กที่ชอบทำตัวซื่อ    “อากาศมันเย็นๆเนอะ ว่าไหม”            ร่างบางบ่นพึมพำ สีหน้าบึ้งเล็กน้อย เหมือนกับเด็กน้อยร่างบางเบ้หน้า ก่อนจะลูบแขนตัวเองเล็กน้อย อากาศตอนช่วงเวลามันเย็นจริงๆ ...ให้ตายสิ เธอไม่ชอบเลย... กัปตันร่างเล็กมองร่างบางของอัตสึโกะอย่างเป็นห่วง คนตรงหน้าขี้หนาวแค่ไหน เธอรู้ดี   “หนาวสินะ”                ร่างเล็กเอ่ยถามอัตสึโกะร่างบางพยักหน้าลงเบาๆ ...เธออยากจะดึงคนตรงหน้ามากอดเพื่อจะได้อุ่นขึ้นเสียด้วยซ้ำ... กัปตันสาวคิดในใจร่างเล็กหันซ้ายมองขวาเพื่อหาอะไรบางอย่างมาคลุมร่างบาง อย่างน้อยมันน่าจะมีอะไรที่ทำให้ร่างบางของเธออุ่นขึ้นมาบ้างนะ    “ขอโทษนะคะ ฉันขอผ้าคลุมที่เอวของคุณได้ไหมคะ”            ปกติกัปตันร่างเล็กเป็นประเภทที่ค่อนข้างขี้เกรงใจคนอื่นมากทีเดียว จึงไม่ค่อยที่จะขอร้องอะไรใครเท่าไหร่นัก แต่ทว่าถ้ามันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอัตสึโกะ ทุกอย่างมักจะต่างออกไปเสมอ   “ครับๆ ได้ครับ นี่ครับ”       ชายหนุ่มที่ถือกล้องอยู่รีบโยนกล้องไปให้เพื่อนที่มาด้วยกัน เขารีบปลดผ้าคลุมไหล่สีน้ำตาลแดงพร้อมกับส่งให้กับกัปตันสาวชื่อดังทันที    “เอ้า คลุมตัวไว้นะ เดี๋ยวไม่สบายไปซะก่อน”          กัปตันสาวคลุมผ้านั้นลงบนไหล่ของร่างบาง ยิ้มอย่างอ่อนโยน พลางคิดในใจว่า เท่านี้เธอคงอุ่นขึ้นมาได้บ้างละนะ เสียงคนเริ่มเงียบลงเมื่อเสียงผู้หญิงพูดขึ้น เสียงกรีดร้องดังขึ้นทันที ซึ่งมันบ่งบอกว่าคอนเสิร์ตได้ใกล้ที่จะเริ่มขึ้นไปทุกที    “อัตสึมินะ คู่นี้นี่มัน ...”           หญิงสาวเรือนร่างสูงผู้มีเรือนผมสั้นเดินเข้ามา ชิโนดะ มาริโกะเดินเข้ามาทักทายคนที่กำลังจะกลายเป็นอดีตกัปตันและอดีตเอซตลอดกาล ที่ไม่ว่าจะอย่างไร ก่อนจบการศึกษาหรือจบไปแล้ว ทั้งคู่ก็ยังทำให้คนดูรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย    “อิจฉากันสินะคะ”            อัตสึโกะพูดเบา เหลือบมองคนขัดจังหวะ มาริโกะยิ้มค้างเล็กน้อย กับคนประเภทพูดน้อยต่อยหนักอย่างร่างบางตรงหน้า ส่ายหน้ากับท่าทางที่คุ้นชิน    “เหมือนเดิมจริงๆเลยนะ อัตจัง”    “มาริโกะ ยังไม่ชินอีกเหรอคะ”             ร่างบางพูดทำหน้าเหมือนกับว่า อีกฝ่ายน่าจะชินได้แล้วนะ? ร่างคนผมสั้นมองคนที่มีท่าทีกวนประสาทหน้าตายอย่างอัตสึโกะ ที่ยังคงเหมือนเดิมจริงๆ และคงจะเปลี่ยนได้ยากด้วย            ไม่นานนักทำนองเพลงก็ดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่จังหวะหนักแน่นจะดังขึ้น     …A K B 4 8…        “ให้ตายเถอะ เอาเถอะ เตรียมตัวขึ้นเวทีกันได้แล้ว ใกล้เวลาเปิดตัวของอัตสึมินะแล้ว” จากท่าทีที่กวนประสาทก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง ทั้งคู่พยักหน้าให้กับมาริโกะ มือจับกันไว้และมองหน้ากัน ทั้งคู่ยิ้มให้กันก่อนจะเตรียมตัวขึ้นแสดง    “สมกับที่เรียกกันว่า อัตสึมินะ”           มาริโกะพึมพำมองทั้งคู่ที่เดินจูงกันขึ้นเวทีไป             เสียงหัวเราะจากในวีดีโอที่เปิดฉาย ทำให้บรรยากาศเก่าๆผุดขึ้นมากันที ทาคาฮาชิ สูดลมหายใจเข้าลึกๆอย่างตื่นเต้น อย่างไรก็ตามวันนี้ก็เป็นวันที่สำคัญมากสำหรับเธอ มองมือที่บีบเข้าหากันของอัตสึโกะ ก็รู้สึกราวกับว่าความกังวลใจพวกนั้นมันจะจางหายไป ...เพราะว่ามีอัตสึโกะยืนอยู่ตรงนี้... มินามิ ทาคามินะ ทาคามินะซัง มินามิจัง ทาคามินะจัง          เสียงเรียกของสมาชิกในวงกำลังเรียกชื่อของ กัปตันร่างเล็กที่ถือได้ว่าเป็นเสาหลักคนสำคัญของ AKB น้ำเสียงใสๆของสมาชิกในวงมันทำเอากัปตันร่างเล็กจะต่อมน้ำตาแตกเสียให้ได้          อัตสึโกะยืนมองอยู่เบื้องหลัง มองเห็นแผ่นหลังของทาคามินะที่แสนเล็ก แต่มันยิ่งใหญ่เสมอ มันเป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ประตูเปิดขึ้น เท้าของทาคามินะก็ก้าวเดินออกไป ทำไมกันเธอที่ยืนอยู่ตรงนี้ถึงได้รู้สึกแสบจมูกขึ้นมากันนะ           เสียงเรียกหยุดลง อัตสึโกะค่อยๆก้าวเท้าไปอย่างไม่รีบร้อนนัก ร่างบางหยุดยืนอยู่ตรงจุดนั้นที่ห่างจากร่างเล็กไม่มากนัก ค่อยๆยกไมค์ขึ้นจ่อที่ริมฝีปากและเปล่งเสียงออกไปอย่างมั่นคง      “ทาคามินะ”            น้ำเสียงเดียวกับน้ำเสียงยามที่เธอใช้เรียกอีกฝ่าย แต่ทว่าน่าแปลก ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าตัวเองจะต้องพูดชื่อของอีกฝ่าย แต่ทว่าอัตสึโกะเกือบจะบังคับเสียงของตัวเองไม่ให้สั่นไม่ได้ด้วยซ้ำไป อัตสึโกะเรียกมินามิ พร้อมกับใบหน้าที่มีรอยยิ้มจางๆ           เสียงทำนองอันคุ้นหูดังขึ้น เพลงที่พวกเธอสองคนรู้จักกันดี Omide no hodonto(ในความทรงจำ) ตามชื่อที่เป็นชื่อเพลง มันตรงตามนั้นเพราะเพลงนี้มันเต็มไปด้วยความรู้สึกและความทรงจำที่ถูกเก็บไว้อย่างดีและถ่ายทอดมันลงมาในเพลง ร่างบางก้าวไปหากัปตันร่างเล็กอย่างช้าๆ อัตสึโกะสบตากับดวงตาคู่นั้นของมินามิก็ได้แต่ยิ้ม แต่ดวงตากลับพร่าเลือนไปด้วยน้ำตา เธอพยายามยิ้มให้หยีขึ้นเพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมาในเวลานี้               ใครกันที่บอกว่า อย่าร้องไห้                มือทั้งสองต่างสัมผัสที่แขนของกันและกันอย่างสนิทสนม ร่างบางยกมือขึ้นสัมผัสที่บ่าของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว ทันทีที่เห็นดวงตาคู่นั้นของอีกฝ่ายก็เต็มไปด้วยน้ำตา               แน่นอนมันทำให้เธอไม่อาจกลั้นน้ำตาได้เลย               ทาคามินะใช้นิ้วปาดน้ำตาตัวเองของตัวเองออก ร่างบางสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเปล่งเสียงร้องของตัวเองออกมา     それぞれの窓から sorezore no madokara ต่างคนต่างก็เหม่อมองผ่านหน้าต่างออกไป 青い月を眺め aoitsukiwonagame สายตาจับจ้องยังดวงจันทร์สีน้ำเงินทอแสง                 เสียงของร่างบางสั่นอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่พยายามควบคุมเสียงเอาไว้ด้วยซ้ำ อัตสึโกะยิ้มออกมาทั้งน้ำตา ทาคามินะยิ้มจับแขนอัตสึโกะอัตสึโกะไม่ได้เป็นคนที่ร้องไห้ง่ายขนาดนั้น แต่ว่าเพราะคนตรงหน้าเป็นทาคามินะ ...น้ำตามันก็พาลจะไหลออกมา...     だらだら長電話しながら daradaranagadenwashinagara ในขณะที่คุยโทรศัพท์ถึงกันอย่างยาวนานไม่รู้จบ 何でも話した nandemohanashita บอกเล่ากันได้ในทุกเรื่องราว                น้ำตาของคนที่กำลังจะกลายเป็นอดีตกัปตันร่วงลงมาจากดวงตาคู่สวย น้ำเสียงสั่นพร่าของอีกฝ่ายสะท้อนเข้าไปในหัวใจของเธอ ทำให้ดวงใจสั่นไหวอย่างง่ายดาย     同じように見えても onaji you nimietemo แม้ว่าเราจะมองดูในสิ่งเดียวกันอยู่ 違う景色なんだ chigaukeshikinanda ทว่าในความเป็นจริง ทิวทัศน์ที่ได้เห็นนั้นแตกต่าง 気づいてはいたけど kizuitewaitakedo ฉันเอง รับรู้มันมาโดยตลอด 触れたくなかった 空… furetakunakattasora... แต่ก็ไม่อยากจะเอื้อมมือไปสัมผัสแตะต้อง ... ท้องฟ้า   ずっと ずっと そばにいたから zuttozutto soba niitakara เพราะเธอนั้นคอยอยู่เคียงข้างฉันเสมอมา                                                    ずっと ずっと そばにいたから zuttozutto soba niitakara เพราะเธอนั้นคอยอยู่เคียงข้างฉันเสมอมา 離れ離れなんて(やだよ) hanarebanarenante (yadayo) หากว่าต้องพรากจากกันไป จะเป็นอย่างไร (ไม่เอานะ) 想像できない souzoudekinai ไม่อาจนึกภาพออกมาได้เลย ★思い出のほとんどは そう一緒に作ったね omoide no hotondowasouisshounitsukutta ne ความทรงจำเกือบทั้งหมดของฉันนั้น ,ใช่สินะ ฉันสร้างมันขึ้นมาด้วยกันกับเธอ 笑ったり泣いたりケンカしたりして warattarinaitariKENKAshitari shite เราเคยเปล่งเสียงหัวเราะ ปลดปล่อยน้ำตาด้วยการร้องไห้ และมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง お互いの夢 語り合った日々 otagai no yumekatariattahibi คืนวันที่เคยได้แบ่งปัน ได้พูดคุยถึงความฝันซึ่งสองเรามีร่วมกัน 時は過ぎて tokiwasugite ช่วงเวลาเหล่านั้น ล้วนผ่านเลยไป   ★思い出のほとんどは 2人の足跡 omoide no hotondowafutari no ashiato ความทรงจำเกือบทั้งหมดของฉันนั้น มีรอยเท้าของคนสองคนที่ได้ร่วมเดินทาง 歩いて走って立ち止まって aruitehashittetachidomatte เราเคยก้าวเดินไปช้าๆ ออกวิ่งไปข้างหน้าอย่างเร่งร้อน และมีบางคราที่ยืนหยุดพัก 何度も道に迷いここに来た nandomomichinimayoikokonikita ไม่ว่าจะหลงทางซักกี่ครั้ง ก็จะต้องกลับมายังที่ตรงนี้เสมอ 別れ際の wakaregiwa no แต่ในตอนนี้ จะต้องแยกจากกันแล้วนะ 友よ tomoyo เพื่อนเอย                    ร่างบางจ้องมองดวงตาที่แสนคุ้นเคยคู่นั้นอย่างลึกซึ้ง ทั้งคู่ยิ้มให้กันทั้งน้ำตา ทั้งที่เตรียมตัวมาดีแท้ๆ แต่เมื่อถึงเวลาจริงกลับไม่อาจกลั้นน้ำตาให้กับความทรงจำเหล่านี้ได้เลย ...คิดถึง...             เธอคิดถึงช่วงเวลาเหล่านี้อย่างสุดหัวใจ คิดถึงช่วงเวลาที่เคยมีร่างเล็กไปไหนด้วยกันตลอดเวลา คิดถึงมาตลอดในช่วงเวลาที่พรากจากกันไป ไม่คิดด้วยซ้ำว่าในวันหนึ่งจะมีโอกาสขึ้นมาร้องเพลงนี้กับเธออีกครั้ง ทาคามินะ               ที่ทำให้หวนนึกถึงวันนั้นที่เป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของเธอที่โตเกียวโดมครั้งนั้น     “ขอบคุณที่เธอมานะ ฉันคิดถึงเธอจริงๆ”              ทาคามินะพูดออกมาอย่างแผ่วเบา เพียงพอให้คนตรงหน้าได้ยินเพียงคนเดียวเท่านั้น ก่อนจะยกมืออันสั่นพร่าของตัวเองเพื่อปิดตาทั้งสองข้าง พยายามไม่ให้น้ำตามันไหลไปมากกว่านี้ อัตสึโกะรับฟังคำพูดของอีกฝ่ายทั้งน้ำตาพยักหน้าลงพร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมา ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน             ช่วงเวลาเหล่านี้ที่แสนมีค่าที่ทำให้แม้กระทั่งคนดูก็แทบจะหลั่งน้ำตา    “สำหรับฉันแล้ว ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ฉันก็จะมา”    “ใครบอกกันละว่าจะไม่ร้องไห้”            อัตสึโกะพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พยายามติดตลก ทั้งสองคนหัวเราะด้วยกันทั้งน้ำตา จนบางที พวกเธออาจจะรู้สึกว่าตัวเองอยู่กันเพียงลำพัง     “แล้วใครละที่บอกฉันว่าอย่างร้องกันละ อัตสึโกะ”             เป็นทาคามินะที่หัวเราะแล้วพูดออกมา หากแต่น้ำตาก็ยังคงอยู่ ไม่จางหายไป ทั้งคู่ปาดน้ำตาของตัวเองซ้ำไปซ้ำมา แต่มันก็หยุดไหลยากเย็นเสียเหลือเกิน               ทำนองเพลงที่เป็นช่วงพักจะจบลง ทั้งสองสบตากันก่อนจะเปล่งเสียงร้องออกมา     ★思い出のほとんどは そう一緒に作ったね omoide no hotondowasouisshounitsukutta ne ความทรงจำเกือบทั้งหมดของฉันนั้น,ใช่สินะ ฉันสร้างมันขึ้นมาด้วยกันกับเธอ 笑ったり泣いたりケンカしたりして warattarinaitariKENKAshitari shite เราเคยเปล่งเสียงหัวเราะ ปลดปล่อยน้ำตาด้วยการร้องไห้ และมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง お互いの夢 語り合った日々 otagai no yumekatariattahibi คืนวันที่เคยได้แบ่งปัน ได้พูดคุยถึงความฝันซึ่งสองเรามีร่วมกัน 時は過ぎて tokiwasugite ช่วงเวลาเหล่านั้น ล้วนผ่านเลยไป     ★思い出はいつの日か美しい夕陽として omoidewaitsu no hi kautsukushiiyuuhi to shite วันใดวันหนึ่งในภายภาคหน้า ความทรงจำจะเป็นดั่งอาทิตย์อัสดง แสนงดงาม 私の足下照らすでしょう watashi no ashimototerasudeshou และคงจะสาดแสงลงมาอาบไล้เส้นทางที่ฉันก้าวเดิน あなたの顔や声が地図になる anata no kaoyakoegachizuninaru ใบหน้าและน้ำเสียงของเธอนั้น จะเป็นดั่งสิ่งนำทาง どこにいても dokoniitemo ไม่ว่าอยู่ ณ ที่ใด เราก็ยังคงเป็น 友よ tomoyo เพื่อนกัน                มือทั้งสองที่แตะกันแล้วยกขึ้นสูง มันไม่ต่างกับในวันนันเลยด้วยซ้ำ มือเรียวประสานเข้าหากันแล้วค่อยๆเคลื่อนต่ำลงมา แล้วกอดกัน ...ทาคามินะ... ...อัตสึโกะ...          ต่างคนต่างเรียกชื่อของกันภายในใจ อัตสึโกะวางคางลงกับไหล่ของร่างเล็ก หลับตาลง ปล่อยให้น้ำตามันไหลอย่างช้า     “พวกเรานี่ร้องไห้กันเป็นเด็กๆไปได้”     “นั่นสิ”            มือทั้งสองเกาะเกี่ยวกันอย่างไม่ยอมปล่อย ส่ายหัวกับตัวเอง ทั้งที่พวกเธอก็โตขึ้นเยอะแล้ว อัตสึโกะมองหน้ามินามิ ทั้งสองคนจ้องหน้ากันแล้วหัวเราะให้กัน            ภาพที่ทำให้ทุกคนอยากจะร้องไห้ให้กับความสัมพันธ์ของกัปตันร่างเล็กกับเอซตลอดกาล ....อัตสึมินะ...         “ทาคามินะ วาตาชิ.....”              เสียงใสๆอันเป็นเอกลักษณ์ของเซนเตอร์ผู้เป็นตำนานอีกคน โอชิมะ ยูโกะ ทำเอาคนที่น้ำตาร่วงพรูทั้งสองคนหัวเราะออกมาเสียงดัง โดยเฉพาะทาคามินะ ที่แทบจะปรับอารมณ์ตัวเองแทบไม่ทัน ...ดูยูโกะสิ ขัดอารมณ์ซึ้งจริงๆ ให้ตายเถอะ ดูสิ คนเขากำลังซึ้ง...          
  4. INTRO เช้าวันใหม่แสนวุ่นวายฤดูหนาวกำลังเข้ามาเยือนหิมมะเริ่มโปรยปรายลงมาทำให้รู้ว่า ฤดูหนาวใกล้เข้ามาแล้ว ก๊อง ก๊อง ก๊อง เสียงเคาะประตูดังขึ้น จนทำให้อาจารย์ที่นั่งทำงานสะดุ้งเล็กน้อย มาแล้วนะสิ"เข้ามาได้ประธานนักเรียนทากามินะ" ประธานนักเรียนที่กำลังเข้ามามีนามว่า ทาคาฮาชิ มินามิในชุดนักเรียนเรียบร้อยสะอาดตาและเข้ามาด้วยความเย็นชาอย่างที่เขาทำทุกวัน "อาจารย์เรียกหนูมา มีอะไรหรือเปล่าค่ะ"อาจารย์เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับหยิบแฟ้มนักเรียนยื่นให้ทาคามินะ "ครูจะฝากให้เธอดูและนักเรียนใหม่ที่กำลังย้ายมาในพรุ่งนี้นะ"ทาคามินะตกใจเล็กน้อย "เอ๊!! ทำไมต้องหนูละค่ะอาจารย์ยูโกะก็มีทำไมไม่ใช้ยูโกะล่ะ"อาจารย์มองหน้าประธานนักเรียนเเล้วพูดพร้อมหยิบปากขึ้นเซ็นต์งานต่างๆบนโต๊ะ "ก็อาจารย์ดูแล้ว เธอดูมีสภาวะเป็นผู้นำที่ดีอีกอย่างยูโกะก็ต่างกับเธอมากไม่ใช่หรอ"ทาคามินะเริ่มทำหน้าเครียด "ไงเดี๋ยวหนูดูแลเรื่องนักเรียนใหม่ให้ละกันนะคะ อาจารย์"ทาคามินะเดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว ____________________________ "ฮัดชิ้ว!!ฮัดชิ้ว!!" "ยูจังเป็นไรเปล่า"ฮารุนะยกมือขึ้นมาทาบกับหน้าผากยูโกะ "ตัวก็ไม่ได้ร้อนหนิ ทำไมจามบ่อยจังละ" "โถ่ เนี๊ยงๆคนจามบ่อยไม่แปลว่าไม่สบายเสมอไปหนิ" ตึ้ง!!!!ทาคามินะวางหนังสืออย่างแรง "เห้ย ไอ้เตี้ยเป็นไรว่ะ"ยูโกะลุกขึ้นจับบ่าทาคามินะ ทาคามินะสะบัดออกอย่างแรง "อย่าเพิ่งยุ่ง คนกำลังเครียดเว้ย"ทาคามินะทำหน้ามุ่ย "อ้าว อิบ้าเพื่อนอุส่าถามดีๆนะ"ยูโกะพูดพร้อมหันหน้าไปมองฮารุนะที่กำลังนั่งกดมือถือต้องเงยหน้ามอง "ทาคามินะซังเป็นไรเปล่าเล่าให้พวกเราฟังได้นะ"ทาคามินะเริ่มอารมณ์ดีขึ้น "ก็อาจารย์นะสิเนี๊ยงๆ ฝากงานให้ฉันทำอีกแหละ"ฮารุนะทำหน้างง "ก็ดีแล้วไม่ใช่หรอ"ฮารุนะพูดแล้วเอียงคอเพราะนั้นคือท่าประจำของเธอ "ก็ดีอยู่หรอกแต่งานตอนเนี่ยมันเยอะ ไหนต้องดูแลยุยไม่ให้ไปมีเรื่องกับใคร เรื่องในสภาเรื่องในชมรมอีกเยอะแยะไปหมด"ทาคามินะนั่งลงระบายให้เพื่อนฟัง "ออ ไงทาคามินะซังก็ลองปล่อยวางบ้างสิ"ฮารุนะเริ่มรู้สึกแปลกอยู่ดีๆเริ่มมีมือที่สามเลื่อยมาที่หน้าขาตัวเองและกำลังสอดเข้าไปกระโปรง "กรี๊ด ยูจังใช่เวลาเล่นมั้ยห้ะ"ยูโกะทำหน้าหงอย "ก็เขาอยากเล่นหนิเนี๊ยงๆ"ยูโกะทำท่าทางอ้อนฮารุนะ "อายทาคามินะซังบ้างดิ"ยูโกะรีบหันหน้าไปทางทาคามินะอย่างรวดเร็ว "จะอายมันทำมั้ย เนอะไอ้เตี้ย"ยูโกะทำหน้าล้อเลียน ทาคามินะไม่พอใจแล้วเริ่มเถียง"ตัวเองสูงตายล่ะ"ฮารุนะเห็นท่าไม่ดีจึงรีบจบบทสนทนาทันทีที่รู้ว่า2คนกำลังจะทะเลาะกัน __________________________ เพิ่งเคยแต่งนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของไรต์นะ ไม่รู้ว่ามันดีหรือเปล่า แต่ว่าตอนต่อที่1มาวันนี้ดึกนะ