Search the Community

Showing results for tags 'EndedFiction'.

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Found 5 results

  1. [Two Shot] ก็ฉันนี่แหละ..อาจารย์ของเธอ! (Wmatsui)   I   "ทานแล้วน่ะค้าาา~"   น้ำเสียงเจื้อยแจ้ว ผ่านทางห้องเล็กๆปูเสื่อทาทามิตามห้องเช่าราคาถูก เด็กสาวฉีกตะเกียบคู่ดังเป๊าะ เป็นสัญญาณว่าเริ่มกินอาหารมื้อสุดหรูที่ทำเองนี้ได้แล้ว กลิ่นมาม่าหอมฉุย ฟุ้งจมูกกระตุ้นต่อมน้ำลาย 'มัตสึอิ จูรินะ' ค่อยบรรจงเส้นหงิกๆงอๆเข้าปาก   หวังว่ารสชาติของพื้นๆตามธรรมชาติของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ไม่ต้องทำอะไรมากนอกเสียจากต้มเส้นให้นุ่ม นั้นคงจะ..   "อะ อุ้ค! นี่มันเส้นไม่สุกนี่หว่า"   ..หมาไม่แหลกเลยต่างหากเล่า!   อะไรกัน เธอก็ทำตามข้างฉลากนี่น่า แถมจับเวลาสามนาทีเป๊ะๆแบบไม่ขาดไม่เกินเสียด้วย ..คิดได้ดังนั้นก็สาวขาเดินดุ่มๆแบบหัวเสียมายังกาน้ำร้อนที่ตอนนี้เครื่องเพิ่งมีสัญญาณเตือนว่าน้ำเดือดแล้ว สรุป..คือเมื่อกี้ใส่น้ำไม่ร้อนลงไปสิน่ะ เฮงซวยจริงๆเว้ย!   จูรินะเกาผมสั้นๆอย่างขัดใจ วันแรกของการใช้ชีวิตเด็กมัธยมปลายที่ต้องแยกมาอยู่คนเดียว แล้วทำอาหารไม่เป็นอะไรมันจะแย่ขนาดนั้น แค่มาม่าทำง่ายจะตาย สุดท้ายรสชาติหมาก็ยังไม่แหลก ใยพระเจ้าถึงไม่เห็นใจเด็กตาดำๆคนนี้   "เอาเถอะน่า!"อยู่ดีๆจูรินะก็ลุกฮือขึ้นมาพร้อมกับกำหมัดชูขึ้นฟ้า อ้อนวอนพระเจ้าไปก็ไม่ได้อิ่มท้องขึ้นมา ที่พึ่งสุดท้ายในตอนนี้คงมีเพียงแต่ซุปเปอร์เท่านั้นล่ะ   ยันตัวขึ้นมาจากที่นอนกลิ้งไปสักครู่ จูรินะเดินกระดี้กระด้า ผ่านทางชุดนักเรียนที่ต้องใส่ไปพรุ่งในวันเปิดเทอมนี้แล้วรู้สึกใจกระตุกวูบ กระโปรงมินิสเกิร์ตสั้นเสมอหู เสื้อเข้ารูปที่ดูบางเฉียบ เห็นแล้วรู้สึกอยากใสแบบไกลๆ อ่าห์..ถ้าใส่คงจะดูเปรี้ยวไม่น้อย   "ไหนๆพรุ่งนี้ก็ไปเรียนอยู่แล้วนี่เนอะ ใส่ก่อนไปก็คงไม่เป็นไรหรอก~"     .     .     "ชักอยากจะให้ถึงพรุ่งนี้แล้วเน้อ.."   จูรินะในชุดนักเรียนสั้นจุดจู๋อย่างกับสก๊อยออกหากิน เดินถือถุงซุปเปอร์ที่เพิ่งไปซื้อมาเสร็จอย่างชื่นบาน มืออีกข้างก็กระดกกระป๋องน้ำนางเอก ให้ไหลลงไปในลำคออย่างช้าๆ.. กะว่าถึงห้องจะกลับไปกินข้าวปั้นที่ซื้อมาหมาดๆแทนข้าวเย็น   "เฮ้ย! จับนังนี่ไว้ดิ.. แหม่ สวยด้วยนี่น่าพี่สาว"   เสียงจากกลุ่มชายจิ๊กโก๋ ที่อยู่แถวๆซอกตึก ทำให้จูรินะชะงักฝีเท้าค่อยๆใช้ดวงตาเหลือบมอง สาวสก๊อยออกหากิน(?)ย่องเข้าไปหาต้นเสียงอย่างช้าๆ เห็นวัยรุ่นหัวทองห้าคนจับกลุ่มรุมสาวอีกคนที่แต่งกายในชุดนอนสีบานเย็นลายลิงน้อยน่ารักงุงิ(?)   แต่งตัวแบบนั้นก็สมควรแล้วล่ะน่ะที่โดนพวกนั้นรุมน่ะ..   "ฮ่ะๆ ชุดพี่สาวนี่ตลกดีว่ะ ถ้าจะนอนก็ไปนอนที่บ้านดิว่ะ รู้มั้ยเดินผ่านแถวนี้มันถิ่นพวกเราน่ะเว้ย!"หัวโจกของกลุ่มพูดพาล มือหนาค่อยๆเชิดวงหน้าขาวที่ไม่มีทีท่าขัดขืนของมนุษย์ลิงบานเย็น(?)ขึ้น ก่อนจะค่อยๆเงื้อมือข้างหนึ่งตบไปที่แก้มขาวเต็มแรง"แต่คืนนี้นะน่ะ รับรองว่าได้นอนที่นี่กับพวกเรา แถมไปถึงสวรรค์แบบสุขสุดๆเลย..ฮ่ะฮ่า"   จูรินะที่แอบมองอยู่กำหมัดแน่นสั่นเทาด้วยความโกรธกับไอ้หัวโจกหน้าตัวเมียนั่น ง้างมือทุบกำแพงดังปึง ทั้งๆที่สัญญากับม่ามี๊แล้วว่าจะไม่ใช้กำลังชกต่อยคนอื่นอีกเด็ดขาดแท้ๆ แต่นี่มันทนไม่ได้จริงๆ   ใช่..แต่ก่อนจูรินะเคยเป็นแยงกี้ในโรงเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่ง แถมเป็นหัวหัวหน้าระดับเทพเสียด้วย หากที่ต้องเลิกราไปเพียงเพราะเธอเผลอเสียท่าให้กับตำรวจแค่ครั้งเดียว! แต่พอเรื่องพวกนี้ไปถึงหูคุณแม่ก็มีอันจบสิ้น โดนเทศน์ยาวยังไม่พอ ซ้ำยังโดนสั่งให้ตัดผมสั้นเรียบร้อย และก็ส่งจูรินะมาเรียนที่ใหม่ในย่าใจกลางเมือง.. ในตอนนี้ท่าจะให้ว่าง่ายๆคือเรื่องชกต่อยเป็นเรื่องถนัดของเธอนั่น   แหละแสยะยิ้มที่มุมปาก มือที่จับกระป๋องอยู่ ง้างแรงแขนปากระป๋องเปล่าเล็งใส่หัวโจกหน้าปลาบู่ดัง ป๊อก! ชายหัวทองหันมามองจูรินะแบบเคืองๆพลางใช้มือข้างหนึ่งลูบศีรษะที่เลือดไหลซิบๆ เขาตวาดเสียงลั่น   "แกใช่มั้ยที่ปากระป๋องใส่หัวข้าน่ะ!" "โอ๊ะโอะ ปาผิดแหะ ฉันกะว่าจะทิ้งลงขยะต่างหาก.."   จูรินะยกมือข้างหนึ่งเสยผมเหมือนที่แต่ก่อนเคยทำอย่างหล่อว์แทนคำตอบ คราบเด็กสก๊อยเมื่อกี้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงแต่แยงกี๊ผู้ไม่ปราณีใครเมื่อในอดีต"แต่ก็เสียงดังใช้ได้นี่! แปลว่าสมองกลวงสิน่ะ..พี่ชาย"   พูดจบ ก็ย่างสามขุมเข้ามาใกล้ และไม่ลืมที่จะวางถุงข้าวเย็นไว้ให้ห่างตัว ..ขืนเละขึ้นมาล่ะก็ไม่มีข้าวเย็นกินพอดี   "หนอย! กล้าหยามพวกเราน่ะ"ลูกน้องหัวโล้นในกลุ่ม ที่ไม่มีบทมาตั้งแริ่มเรื่องมาจนถึงฉากนี้ กระโจนเข้ามาหาจูรินะ หากแต่ก่อนที่จะได้ทำอะไรลงไป ก็มีมือปริศนาเงื้อจากทางด้านหลังปิดทั้งหน้าและดวงตา ก่อนจะบิดดังกร๊อบง่ายๆ ราวกับจะบิดฝากระป๋อง ร่างชายหนุ่มอกสามศอกล้มลงไปท่ามกลางสายตางุนงงทั้งจูรินะและกลุ่มจิ๊กโก๋ด้วยกันเอง   รังสีสังหารแผ่เป็นวงกว้างจนจูรินะเหงื่อกาฬไหลแตกผลั่ก ใบหน้าหวานของมนุษย์ลิงบานเย็นที่โดนรุมล้อมไปเมื่อกี้ ฉายแววน่ากลัว แวบนึงที่จูรินะรู้สึกได้ว่าผู้หญิงคนนี้..ไม่ธรรมดา   "อ่าวๆไหนบอกจะไปสวรรค์ด้งยกันไง~ สุขจนถึงสวรรค์เชียวน่า.."หล่อนกระชากเสื้อของหัวโจก และจับกระทุ้งเข่าเข้าเต็มรัก หลังจากนั้นก็ไล่อัดพวกที่เหลือลงไปนอนหมอบจนเกลี้ยง โดยที่จูรินะยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง ชุดลิงบานเย็นเปรอะเลือดเล็กน้อย หล่อนใช้มือเช็ดที่มุมปาก หันมองจูรินะด้วยแววตาที่ต่างจากเล่นโหดหักดิบไปเมื่อกี้ลิบลับ..หญิงสาวค่อยๆเดินมาใกล้จูรินะ   "เธออยู่โรงเรียนนี้เหรอ?"ชี้นิ้วไปที่ตราสัญลักษณ์โรงเรียนที่เด่นหราอยู่ทางอกด้านขวาของชุด จูรินะพยักหน้าน้อยๆ "ใช่ แต่ว่า..เมื่อกี้คุณ-ทำได้ยังไง" "อ๋อ ช่างมันเถอะเอาเป็นว่า ก็ช่วยลืมๆเรื่องพวกนี้ซ่ะน่ะ ฉันชื่อมัตสึอิ เรนะ น่ะ"   มนุษย์ลิงบานเย็น(?)ถามจูรินะ มือบางหยิบซองบุหรี่จากข้างกระเป๋าคาบไว้ที่ริมฝีปาก แต่จูรินะก็คว้ามันออกมาจากปากอีกคน ก่อนจะตวาดใส่เรนะที่ทำหน้าอึ้งปนตกใจนิดๆที่จู่ๆก็มาดึงบุหรี่   "ฉันไม่รู้หรอกน่ะว่าคุณเก่งมาจากไหน แต่พี่สาวข้างบ้านของฉันเคยบอกว่าพอสูบบุหรี่ปอดจะดำปิดปี๋..แถมตายไวด้วย!"ส่งสายตาดุๆให้อีกฝ่าย หากคำตอบที่ได้กลับเป็นเสียงหัวเราะร่วนของเรนะ   เดี๋ยวน่ะ! หัวเราะเหรอ..หัวเราะเนี่ยน่ะ?   "นี่ บุหรี่มันไม่ใช่เรื่องน่าหัวเราะน่ะคุณ"จูรินะขมวดคิ้วกอดกบึ้ง ส่วนเรนะที่หยุดกลั้นขำได้แล้วก็ยกมือมาขยี้ผมสั้นๆของจูรินะ หล่อนยิ้มหยีเห็นเหงือก   "รู้แล้วๆ ต่อไปนี้ฉันจะไม่สูบแล้วเอ้า! เป็นค่าตอบแทนที่เธอมาช่วยฉันไง"เรนะโยนกล่องบุหรี่ทิ้งแบบไม่สนใจใยดี ก่อนจะเหยียบซ้ำเพื่อให้อีกคนมั่นใจว่าเธอจะไม่ไปหยิบมาสูบอีกรอบ   "ตะ แตว่า ฉันยังไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลยน่ะ"คำพูดใสซื่อ บวกกับท่าทางเด็กน้อย ส่งผลให้คนอายุมากกว่าหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังอีกครั้ง   อีกแล้วน่ะ..นี่มันน่าหัวเราะมากๆเลยรึไง   "หยุดหัวเราะได้แล้วน่าคุณ!"จูรินะกระชากคอเสื้อลิงบานเย็นให้เข้ามาใกล้ หมายรั้งคอขาวให้หายหัวเราะ และมันได้ผลจริงๆ เรนะที่หยุดหัวเราะแล้วจ้องหน้าจูรินะเหมือนจะกลืนกิน กลิ่นน้ำหอมจางๆจากตัวอีกคนส่งผลให้จูรินะเบนหน้าหนี สุดท้ายก็เป็นฝ่ายปล่อยเค้าออกไปเองง่ายๆซ่ะงั้น   "ไม่อยากจูบฉันงั้นเหรอ?"เรนะขยิบตากวนๆ ถึงแม้หน้าตาที่สวยมากๆกับผิวสีขาวซีดราวเจ้าหญิงนั่นดูบอบบาง แต่การกระทำนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจร้ายเสียอีก บ้าไปแล้ว.. จูรินะว่าคนคนนี้ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เมื่อกี้ยังอัดจิ๊กโก๋ล้มไปตั้งหลายคน แล้วไหงกลายมาเป็นคนขี้เล่นแถมกวนประสาทเธออีกเล่า   "อย่ามาคิดอะไรลามกๆกับฉันน่ะ!"รีบใช้มือป้องเสื้อนักเรียนตัวบางรัดรูป ที่เรนะเริ่มใช้สายโลมเลียตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วยกยิ้มอะไรแปลกๆอยู่คนเดียว "ทำไม กลัวฉันจะข่มขืนเธอรึไง ว่าแต่ มืดๆเปลี่ยวๆแบบนี้กฌดีน่ะ"   มนุษย์ลิงบานเย็น(?)ที่จูรินะว่ามันเข้าใกล้สิ่งที่เรียกปีศาจมากกว่าลิง ย่างสามขุมเข้ามาใกล้ จูรินะก็ได้แต่เซถอยหลังไปเรื่อยๆจนติดกำแพง ไม่สามารถขยับไปไหนได้อีก   "ยะ แย่แล้ว"หลับตาปี๋ทันทีที่สัมผัสอุ่นเริ่มกอดโอบ ลมหายใจที่ถี่มากกว่าเดิมและเสียงหัวใจที่เต้นระรัว มันแน่ชัดมากดว่าสิ่งไหนๆว่าเธอกำลังกลัว หรือไม่ก็ต้องเขินอายแน่ๆ ส่วนเรนะก็ไล้จมูกลงมาที่หูใสๆที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงเพราะเลือดที่สูบฉีดตามจังหวะหัวใจ พ่นลมกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเซ็กซี่   "...ตัวหอมดีน่ะ ฉันเองก็หิวแล้วด้วยสิ ขอกินให้หมดเลยล่ะกัน"พูดจบ ก็อาศัยจังหวะที่เด็กสาวในอ้อมอกเผลอเคลิ้มไปตามสัมผัสของเธอเดินไปข้างหลังจูรินะแทน   "อ-อือห์.."   จูรินะค่อยปรือตาขึ้นมาหลังจากแรงกดทับที่ตัวเธอหายไปแล้ว รวมทั้งตัวเรนะที่เดินไปหยิบถุงซุปเปอร์ตอนไหนก็ไม่รู้ ปีศาจในคราบหญิงสาวชูถุงซุปเปอร์พร้อมกับหัวเราะหึๆเห็นเหงือกตามสไตล์"เห็นว่าน่าอร่อยดี ฉันขอน่ะ"   "ทะ ที่บอกว่าขอกินให้หมดอย่าบอกน่ะว่า..ข้าวเย็นของฉันน่ะ"จูรินะเริ่มหน้าแดงผ่าวๆเมื่ออีกคนเข้าใจสิ่งที่เธอคิดอะไรลามกอยู่เองคนเดียว   "ก็ใช่สิ รึนึกว่าฉันอยากกิน.." "ไม่ต้องพูดเลยน่ะ!"มือบางกำชายกระโปรงแน่นด้วยความเขินอายพลางหลุบสายตาลงหนี ซึ่งสำหรับเรนะเธอมองว่าน่ารักและน่าแกล้งในเวลาเดียวกันเอามากๆ   "ถ้าอยากได้ เธอก็มาแย่งเอาสิ ใช้กำลังต่อสู้ไง วิธีของแยงกี้" "คุณรู้.." "แน่นอน แววตาเธอมันบอกน่ะเด็กน้อย ไม่สิ..มัตสึอิ จูรินะ บังเอิญที่เรานามสกุลเดียวกันด้วย"หล่อนยิ้มร่าแกว่งถุงซุปเปอร์ไปมาคล้ายจะยั่วโมโห"เอ้า! เข้ามาสิ.."   จูรินะทำหน้าลังอยู่สักครู่ ก่อนจะตระตุกยิ้มบางๆ มือข้างหนึ่งเสยผมสั้นๆตามสไตล์"ไม่บอกก็ทำอยู่แล้ว!"พูดจบ ก็วิ่งเข้าประชิดตัวเรนะด้วยความเร็วที่คนมองถึงกับทำหน้าเหยเกเพราะตามไม่ทัน จูรินะง้างมือปล่อยหมัดตรงใส่ใบหน้าสวย ทว่า.. เรนะที่ไวกว่าก็ตั้งรับได้ทัน เธอเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย หมุนเข้าไปล็อคตัวของจูรินะให้แน่นิ่งไร้การตอบโต้   มนุษย์ลิงบานเย็น(?)หัวเราะชอบอกชอบใจเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นคนชนะแบบง่ายดาย..   "ฮ่ะๆ งั้นข้าวนี่ฉันขอน่ะ"   คลายมือที่ล็อคคอให้ต่ำลงมาบริเวณที่เอวบาง เรนะคลึงมันเล็กน้อย แต่ด้วยระยะที่ใกล้มากมันจึงดูเหมือนการโอบกอดกอดซ่ะมากกว่า คนชนะเอาคางแหลมๆเกยบนบ่าจูรินะ แล้วพูดกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า   "...จะกินให้หมดทั้งตัวเลย" "ปะ ปล่อยฉันน้าา!"จูรินะหันไปมองเรนะที่เอาคางวางบนไหล่เธออยู่ แต่ด้วยความโง่เง่าของตัวเองนั่นแหละ กลายเป็นว่าหน้าของจูรินะใกล้กันกับเรนะมากๆราวกับกระดาษกั้น ..นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จูรินะใจเต้นแรงด้วยสถานการ์เช่นนี้ หากเพราะระยะทางที่ว่านั้นมันใกล้มากกว่าครั้งไหนๆ   "เฮ้! ให้ตายสิ ฉันชักจะอยากจูบเธอจริงๆแล้วน่ะ"เรนะใช้มือสางผมกดหัวจูรินะให้เข้ามาประชิด ทาบทับริมฝีปากอุ่นๆอย่างแผ่วเบาและรวดเร็วโดยที่จูรินะไม่ได้ขัดขืนสัมผัสที่เรนะมอบให้   "อร่อยจริงๆด้วย.."ผละออกมาเลียริมฝีปากยั่วยวน มนุษย์ลิงบานเย็น(?)ค่อยๆไล่สูดกลิ่นกายจูรินะอยู่สักพักก็ปล่อยตัวให้ผู้ถูกกระทำแทบทรุดลงกับพื้น ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับพร้อมกับถุงซุปเปอร์มื้อเย็นของอีกคนในมือ   "อยากกินมากกว่านี้จัง เอ๊ะ! แล้วก็น่ะ..ฉันสงสัยว่าเราน่าจะมีชะตาได้เจอกันอีกแน่นอน ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้น้า~"เรนะยิ้มแย้มแจ่มใสพลางระโดดโหยงๆอย่างฝ่ายเหนือกว่า ทิ้งให้จูรินะกุมริมฝีปากที่เพิ่งโดนช่วงชิงไป ไหนจะอาการร้อนผ่าวๆที่ตัวเวลาโดนเรนะแตะตัว ถะ แถมตอนที่ไล้จมูกลงลำคอเธอก็เกือบจะเผลอครางอีก อะไรกันว่ะเนี่ย! ว้ากกกกกก..!?   นี่สรุปว่า โดนแย่งข้าวเย็นยังไม่พอยังจะโดนค้าลวนลามอีกรึไง..บ้าเอ้ย!     -----------------------------------     "โคร้กกกกก~"   เสียงท้องร้องโคร้กคร้ากดังมาแต่ไกลๆ มัตสึอิ จูรินะ อดีตแยงกี้ที่กลายเป็นนักเรียนม.ปลายธรรมดา กุมท้องที่พากันส่งเสียงร้องระงม ข้าวเย็นก็ไม่ได้กิน ข้าวเช้าก็ยังไม่ได้แตะเพราะตื่นสาย หิว-หิวโว้ยย!   อร้ากกก! ทั้งหมดเป็นเพราะฝีมือของยัยมนุษย์ลิงบานเย็นนั่นคนเดียว คอยดูเถอะถ้าได้เจอกันอีกล่ะก็ แม่จะชกหน้าซ่ะให้เข็ดเลย คอยดู๊..   "มัตสึอิซังใช่รึเปล่า?"น้ำเสียงทุ้มต่ำ ปลุกให้จูรินะเงยหน้าขึ้นมามองชายแก่ใบหน้าเหี่ยวย่นอายุแก่คร่ำครึ แต่ท่าทีนอบน้อมนั่นดูน่าไว้ใจพิกล เขาเรียกจูรินะพร้อมกับผายมือไปทางสาวในชุดอาจารย์สีเทาที่ยืนแสยะยิ้มยู่ข้างๆ   "นี่อาจารย์ประจำชั้นของเธอ..อาจารย์มัตสึอิ เรนะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ก็รู้จักกันไว้ด้วยล่ะ"ชายแก่พูดจบก็เดินหนี เหลือเพียงแค่ทิ้งไว้ให้หนึ่งอาจารย์กับหนึ่งนักเรียนประจันหน้ากันตรงๆ   เพียงแค่เห็นหน้าค่าตาเท่านั้นล่ะ อดีตแยงกี้สาวต้องมีอันถอยกรูดสติกระเจอะกระเจิง เหงื่อกาฬที่พร้อมใจกันไหลแตกพลั่ก ภาพที่หล่อนจูบเธอยังคงก้องวนอยู่ในหัว จูรินะกรีดร้องดังๆในใจ   ยะ ยัยมนุษย์ลิงบานเย็นทำไมมาอยู่ในโรงเรียนเน้!   "สวัสดีค่ะจูรินะซัง ว่าแต่ว่า..เป็นอะไรรึเปล่าค่ะเนี่ย หน้าแดงเชียว รึว่าจะให้พาไป 'กิน' เอ้ย! รักษาที่ห้องพยาบาลดี"เรนะเอานิ้วจิ้มริมฝีปาก เอียงคอน้อยๆ ในสายตาคนอื่นมันคงดูน่ารักไม่หยอก หากแต่ในความคิดของจูรินะแล้ว เธอรู้ว่า..ต่อจากนี้มันต้องมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นแน่นอน   "มะ ไม่อ้าวววว! ใครก็ได้ช่วยฉันที!?"   ....................................................................................................................................................................   เย่! บอกไว้ก่อนว่าฟิคนี้เรนะเมะ 5555555555555555555555555  :dookdik_penguin_4:    เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากมังงะเรื่องนึงที่เราอ่านค่ะ ในเรื่องนางเอกหล่อว์มากกกกก..!   มี2ตอนจบน่ะ..แต่พน.เราต้องไปเข้าค่ายแล้ว #ก็จนกว่าเราจะมีอารมณ์ลงนั่นแหล่ะถึงลง //โดนตบ :dookdik_penguin_8:    :dookdik_bun_22:       :dookdik_bun_22:
  2. จูรินะซื้อภาพจากร้านขายของเก่า ภาพนั้นถูกบรรจุอยู่ในกรอบไม้ทาทับด้วยทองคำที่พร่าเลือนไปตามกาล เวลา หญิงสาวในภาพขมุกขมอมไปด้วยคราบฝุ่นที่เกาะอยู่บนผิวกระจก เธอไปเห็นภาพนี้เข้าที่มุมหนึ่งของ ร้านขายของเก่าเจ้าประจำ หากได้เห็นเมื่อครั้งที่ยังใหม่กว่านี้ หญิงสาวในภาพคงจะสวยสดใสเหมือนมีชีวิต..   เธอในภาพเป็นหญิงสาวไม่สวมอาภรณ์ใด ผมสีดำสนิท มีโครงหน้าและผิวพรรณแบบคนญี่ปุ่น เพียงแต่ว่า ดวงตาของเจ้าหล่อนเป็นสีม่วงเข้มเหมือนเปลือกมังคุด อาจจะเพราะกาลเวลากระมังที่ทำให้สีนั้นผิดเพี้ยนไป จากเดิมแต่ก็ไม่ทำให้ความงดงามของสรีระสตรีลดลงได้ ใครหนอผู้เป็นช่างวาด วาดได้งดงามเหลือเกิน     ดวงตาสีดำขลับจ้องลึกเข้าไปในภาพวาดราวกับตกอยู่ในภวังค์..   "จูรินะ"   ใครเรียกฉัน?   เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งในระยะที่ใกล้ขึ้นจากด้านหลัง   "จูรินะ"   หญิงสาวในภาพวาดยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ความงามเหมือนมีประกายระยิบเกาะตามผิวกายทำให้จูรินะจ้อง มองอย่างไม่วางตา หล่อนอยู่ในชุดเสื้อคลุมใกล้กับหน้าต่างบานใหญ่ของบ้านหลังเก่าสไตล์การตกแต่งแบบ ยุคกลางที่จูรินะมาเช่าอยู่ เธอเป็นคนชอบศิลปะ ชอบความงดงามทั้งแบบตะวันตกและตะวันออก การได้มา อยู่ในที่ที่มีศิลปะอยู่รายรอบตัวในราคาแสนถูกเธอก็พร้อมที่จะตอบตกลง แม้จะต้องแลกกับความกล้าจาก ตำนานลึกลับที่เล่าต่อๆกันมาก็ตามที   "เธอ…"   "เรนะ"   เจ้าหล่อนตอบชื่อของตนออกมาอย่างรู้ในสายตาสงสัยที่จ้องมองมาของจูรินะ เธอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงไป ในลำคออย่างยากลำบาก   "ฉันฝัน?"   เธอได้คำตอบเป็นรอยยิ้มเย็น..   รอยยิ้มที่ว่าแผ่ความเย็นมาถึงปลายเท้าราวกับที่ตำนานลึกลับได้ว่าไว้..   ชายหนุ่มผู้ที่ได้ย่างกรายเข้ามาในบ้านหลังนี้จะต้องมีอันเป็นไปจากสภาพความหนาวเย็นและสีหน้าหวาดกลัว สุดขีด หากแต่ว่าอยู่ๆผู็ที่มาอยู่ในบ้านหลังนี้คนต่อๆมาได้ทำลายอาภรรพ์ของบ้านนี้ทิ้งเสียจนกระทั่งเธอนึกได้ ว่า   อาจจะเป็นภาพอาถรรพ์ รูปวาดเจ้าของบ้านที่ถูกนำไปขายหรือบ้างก็ว่าถูกทำลายไปแล้ว   "ฉันอยู่ที่นี่จูรินะ ฉันไม่ได้ถูกทำลาย และเธอผู้ที่นำฉันกลับมา"   เหมือนกับได้ยินเสียงสั่นเปรี้ยของไม้กรอบประตูแล้วเธอได้สติ   เด็กๆในหมู่บ้านใกล้บริเวณบ้านนั่นเอง เล่นปาลูกไม้ลูกหินใส่กันหลบซ้ายทีขวาทีอยู่หลังต้นไม้ เสียงนั้นเรียก สติของเธอกลับมา เธอยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้ขยับเปลี้ยนแม้แต่องศาเดียว กรอบรูปหนาก็ยังคงถูกถืออยู่ในมือ นั้นเอง   ราวกับความฝันที่ทิ้งร่องรอยความเย็นยะเยือกเอาไว้   เธอจัดการทำความสะอาดภาพนั้นเสีย แล้วเอาไปแขวนที่ผนังหน้าเตาผิง มุมหน้าเตาผิงนี้เป็นส่วนที่เธอชอบ มานั่งจ้องมองเปลวสีเหลืองนวลและเงี่ยหูฟังเสียงดีดลั่นของฝืนไม้จากเตาแบบเก่า โซฟาผ้ากำมะหยี่ศิลปะ แบบยุคกลางปรั่งสีส้มเมื่อเนื้อกำมะหยี่สีแดงต้องเปลวสว่างของไฟสีเหลือง ความอบอุ่นที่กระจายออกมา จากเครื่องทำความร้อนตรงหน้าทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นมากเมื่อพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าลงไป   เจ้าของบ้านเอนกายลงกับความนุ่มนั้น หล่อนปิดเปลือกตาลงอย่างผ่อนคลายเคล้าเสียงฝืนจากในเตาผิง ไม่ นานเธอก็หลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการตะลอนไปมาทั้งวัน ยังไม่นังรวมภาพหญิงสาวในภวังค์นั่น ใน ใจรู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อยหากไม่ติดว่าเธอยังรักบ้านหลังนี้อยู่มาก อีกอย่างในตำนานที่เล่าปากต่อปากเขา ก็ว่ามีแต่ชายหนุ่มผู้ย่างกรายเข้ามาในนี้เท่านั้นที่จะสิ้นลมหายใจไปตลอดกาล   ภาพนั้นวูบไหวด้วยเปลวเพลิงกำลังจ้องมองมายังร่างที่กำลังทอดลมหายใจสม่ำเสมอ..   พลันหญิงสาวในภาพทิ้งตัวนั่งลงที่ข้างเก้าอี้ตัวยาว หล่อนเท้าใบหน้ากับท่อนแขนเพื่อที่จะได้อยู่ในระดับ สายตาเดียวกับจูรินะเมื่อเธอลืมตาตื่น ปลายนิ้วบางเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกใบหน้าด้วยความแผ่วเบา   “เรนะ?”   “ฉันเอง..”   เสียงนำพาความหนาวเย็นมาสัมผัสผิวกายทว่าน้ำเสียงช่างอ่อนโยนนัก   “ฉันรอเธอมานานเหลือเกิน”   ในห้วงฝันร่างของหญิงสาวอยู่ใกล้ชิด หล่อนนั่งอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่โดยที่มีจูรินะหนุนนอนอยู่บนหน้าตัก ท่อน แขนกลมกลึ่งเคลื่อนไหวเพื่อที่จะลูบศีรษะของคนที่นอนอยู่   “เธอรอฉันอยู่อย่างนั้นรึ? เราเคยรู้จักกันเหรอเรนะ”   จูรินะถามด้วยความสงสัยให้เรนะยิ้มบางๆด้วยนัยตาเศร้าสร้อย หล่อนช่างดูน่าสงสารเหลือเกินเมื่อหยด น้ำตานั้นไหลลงอาบพวงแก้มฝาดสีชมพูนั่น   “ได้โปรดอย่าลืมฉันอีกเลย” หล่อนพูดเสียงเย็น กระทั่งหยดน้ำตาใสกลายเป็นโลหิตสีแดงข้น   จูรินะสะดุ้งตื่น หล่อนถลันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยอารามตกใจกับเรื่องในความฝัน เธอหันขวับกลับมาดูหญิงสาวใน รูปภาพหน้าเตาผิง ใบหน้านั้นยังคงเปล่งความงามและนัยตาสีเปลือกมังคุยก็ยังคงความเศร้าไว้ไม่ผิดเพี้ยน จากเดิม   “น่ากลัวชะมัด”   เจ้าของบ้านพูดพลางลูบแขนตัวเองเพื่อลดอาการขนลุกของพองกับเรื่องสยองขวัญ ในใจก็คิดว่าหล่อนควร จะทำอย่างไรดีกับภาพนั้น เธอไม่ควรหาเรื่องใส่ตัวด้วยการไปซื้อภาพเก่ากลับมาติดเพื่อให้ได้อารมณ์ยุค กลางเอาเสียเลย ว่าแล้วก็ทิ้งเรื่องหนักหัวไว้ที่หน้าเตาผิงแล้วตัดสินใจขึ้นไปนอนในห้องให้มันดีๆเสียดีกว่า เรื่องยุ่งยากค่อยยกยอดไปไว้วันพรุ่งนี้ หล่อนจัดการดับไฟที่เตาผิงให้เรียบร้อยแล้วขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของ ตัวบ้าน   พื้นไม่ลั่นเอียดอาดเพราะอากาศที่เย็นตัวลงทำให้เนื้อไม้ค่อนข้างมีระยะห่าง ความหลวมคับต่างไปจากเดิม เสียงร้องครางของท่อนไม้ฟังดูหน้ากลัวเมื่อคิดภาพรวมกับความฝัน เรนะเคยอยู่ที่บ้านหลังนี้ หล่อคือเจ้าของ บ้านคนเก่าที่กำลังเฝ้ารอเธออยู่   เฝ้ารอ?   แสดงว่าเธอก็เคยอยู่ที่นี่?   ช่างน่ากลัวเสียเหลือเกินความคิด.. จูรินะเดินเลี้ยวตรงหัวมุมก่อนที่จะเข้าห้องนอนของเธอที่อยู่ริมสุดขอชั้น สอง เธอทิ้งตัวลงนอนลงบนเตียงสี่เสาแบบยุโรป กลิ่นของความเก่า อับ โชยเข้ามาในจมูก แม้จะไม่มากแต่ พอที่จะทำให้คนจมูกไวอย่างเธอรู้สึกได้   จูรินะหลับตาลงอีกครั้ง หล่อนทิ้งความครุ่นคิดไว้เบื้องหลังก่อนที่จะเข้าสู่ห้วงนิทรา   ในความเย็นยะเยือกนั้น สายลมหวีดหวิวนำพาร่างอรชรมาซุกตัวลงที่ข้างกายของหญิงสาวเจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านคนเก่าตระกรองกอดร่างนั้นไว้อย่างแสนรัก เพียงแค่ซุกใบหน้าลงบนอกที่กระเพื่อมขึ้นลงจาก การหายใจก็ทำให้หล่อนรู้สึกอิ่มเอมกับอ้อมกอดแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น   ภาพภวังค์ในห้วงลึกกำลังบอกเล่าไปเมื่อครั้งอดีตราวกับสายธารที่ไหลย้อนกลับ..   ตัวบ้านหลังนี้ยังใหม่อยู่มาก เครื่องประดับตกแต่งยังคงอยู่อย่างครบถ้วน สะอาดสะอ้าน และเป็นระเบียบ หล่อนรู้สึกได้ถึงไอแดดที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ความอบอุ่นที่ทอดกายอยู่บนตัวของเธอ เรนะนั่นเอง เธอ อยู่ในชุดนอนผ้าบางสีครีมแขนยาวแบบฝรั่ง ใบหน้าละมุนขับพวงแก้มสีชมพูปลั่งทำให้ดูน่ารักแม้ในยามที่เจ้า ตัวยังไม่ทันลืมตาตื่น   วงแขนของเธอที่กอดกุมเอวคอดของร่างนั้นอยู่สัมผัสได้ว่าหล่อนมีเลือดเนื้อ กำลังนอนหลับอย่างแสนสบาย และกำลังหายใจ ไม่นานคนที่ซุกหน้าอยู่บนอกก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆท่ามกลางไออุ่นในยามเช้า   “ตื่นนานแล้วหรือคะ?”   หล่อนว่าพลางขยี้ดวงตากลมโตไปมาอย่างงัวเงียแล้วก็ทิ้งหัวลงบนอกของจูรินะอีกครั้งทั้งๆที่เพิ่งหงกมันขึ้น มาได้ครู่เดียว จูรินะขยับตัวเพิ่งที่จะให้หญิงสาวได้นอนบนหมอนสบายๆ ใบหน้าของเธอโน้มลงไปใกล้อย่าง เคยชิน เรียกได้ว่า หล่อนควบคุมตัวเองไม่ได้ก็ไม่ผิด เธอพยายามรั้งตัวขัดขืนการกระทำนั้นด้วยสติที่ดีพร้อม ทั้งผลักทั้งตะโกน แต่ก็เหมือนว่าภาพนั้นคงดำเนินต่อไปโดยที่ตัวเธอก็ยังคงเป็นตัวเธออยู่อย่างนั้น   น่าตลกที่ไม่สามารถต่อต้านการกระทำของตนเองได้ หรือกระทั่งต่อต้านจุดความรู้สึกเล็กๆที่ราวกับถูกไขออก ด้วยกุญแจแห่งความทรงจำ   คงเพราะมันคือความฝัน หรือความจริงเมื่อครั้งอดีตที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง   เธอได้แต่มองภาพใบหน้าของคนข้างกายในระยะใกล้ จุมพิตลงบนหน้าผาก และกอดเอาไว้ ครั้นเมื่อมันนำ ความรู้สึกวาบหวิวมาให้ร่างนั้นก็ยอมตื่นขึ้นมาสบตากันเสียที ทีนี้ได้สัมผัสริมฝีปากบนริมฝีปากของอีกฝ่าย     ไม่ใช่ความหวานเหมือนรักแรก ไม่ใช่ความหวามของการหลงรัก   ราวกับความรู้สึกถ่ายทอดและรับรู้ผ่านทางร่างกายของเธอได้ เธอรู้ว่าการจับต้องของเรนะทำพาความรู้สึก อบอุ่นราวกับร่างกายต้องแสงแดดในวันหิมะโปรยปราย ดวงตาไหววูบจากดวงใจในอกเต้นระส่ำ ความรู้สึก ประหม่ามีอยู่น้อยเพราะความคุ้นเคยกัน กลิ่นหอมอ่อนๆจากร่างของคนในอ้อมกอดทำให้ต้องกดจมูกลงกับ ผิวซอกคอนั้น ไล้ละเลียชิมด้วยริมฝีปากราวกับจุมพิตคือถ้อยคำบอกรัก   ห้วงความคิดถวิลหาต้องการครอบครอง แม้เพียงรักนั้นต้องแลกด้วยลมหายใจ   จูรินะเข้าใจแล้วว่าตั้งแต่ที่เธอห้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ทำไมถึงได้เจอแต่เรื่องประหลาด เพราะเรนะต้องการให้ เธอรู้เรื่องราวในอดีต รับรู้ให้ได้ถึงความรักที่เคยมีมาก่อน   แม้ร่างจะสลาย แต่วิญญาณรักไม่เคยพรากจาก   “เราจะอยู่ด้วยกันใช่ไหม?”   เสียงของเรนะถามเอากับร่างที่กำลังหลับฝัน ริมฝีปากของจูรินะคลี่ยิ้มก่อนจะตอบทั้งที่ยังไม่รู้สึกตัวตื่น   “อยู่สิ ฉันจะอยู่กับเธอ” . .   .   ราวกับตำนานถูกเปลี่ยนแปลงด้วยน้ำมือแห่งความรัก   ภาพเก่าถูกแขวนอยู่หน้าเตาผิงที่ในเตามีแต่เถ้าฝืนของคืนที่พ้นผ่าน ความยะเยือกจากไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงแต่ร่างแน่นิ่งของหญิงสาวบนเตียงยุโรปแบบสี่เสาประดับด้วยผ้า กำมะหยี่และผ้าทอปักลายวิจิตร   ใบหน้าของหล่อนคลี่ยิ้มอ่อน ดวงตาปิดสนิท ผิวกายนั้นแข็งเย็นเฉียบราวกับทำจากหิน หล่อนจากไปแล้ว พร้อมกับการสานต่อตำนานหน้าใหม่ สตรีที่ถูกพรากลมหายใจพร้อมด้วยรอยยิ้มในเช้าวันใหม่และไอแดด     ภาพเก่าถูกแขวนอยู่หน้าเตาผิงที่มีแต่เถ้าฝืนของคืนที่พ้นผ่าน ภาพนั้นถูกบรรจุอยู่ในกรอบไม้ทาทับด้วย ทองคำที่พร่าเลือนไปตามกาลเวลา หญิงสาวสองคนในภาพขมุกขมอมไปด้วยคราบฝุ่นที่เกาะอยู่บนผิว กระจกเก่าที่ไม่ใสนัก   บ้านหลังใหญ่ ศิลปะแบบยุโรปถูกปิดตายจากภายนอกด้วยก้อนศิลาที่เรียงตัวแน่นแล้วโบกทับด้วยปูนอย่าง แน่นหนา ทิ้งตำนานรักแห่งความยะเยือกไว้แต่เพียงในภาพนั้นตลอดกาล..     จบ.
  3.          number of word: 1,342                 “จูริน้าาาาาาาาาาาาาา~”     เสียงเรียกชื่อลากยาวที่มาพร้อมการเปิดประตูแบบไม่สนใจจะเคาะ ทำเอาเจ้าของห้องถึงกับต้องยอมละสายตาออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อมองดูแขก (ไม่ได้) รับเชิญที่พรวดพราดเข้ามาในห้องของเขา และเธอดูแปลกใจ ที่เห็นเจ้าของชื่อนั่งทำงานอยู่                       “เห ฉันนึกว่าแกนอนตายอยู่บนเตียงเหมือนทุกวันซะอีก”       เจ้าของเสียงเล็ก ๆ เดินเข้ามาแล้วเอาข้าวของของตัวเองวางบนเตียงของเขา                       “เบื่อน่ะ อีกอย่าง ต้องลุยเล่มให้เสร็จ”                   “เพิ่งสำนึกได้หรอ ว่าแกยังเป็นนักศึกษาปีสี่ ที่ต้องทำงานวิจัยเตรียมจบ ไม่ใช่นอนจมกับความเศร้าเรื่องโดนสาวหักอก”       ร่ายยาวยิ่งกว่ามหากาพย์รามเกียรติ์ และช่างตอกช่างย้ำจริง ๆ เขาผ่อนลมหายใจ ก็เป็นจริงอย่างที่คนตัวเล็กว่านั่นแหละ เขา...ต้องทำอะไรซะบ้าง นอกจากนอนจมความเศร้าเป็นกองขยะเหมือนหลายเดือนที่ผ่านมา     แต่การโดนบอกเลิกไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะยอมรับ ไม่ง่ายเลยจริง ๆ                       “งั้นแกก็พร้อมจะฟังแล้วใช่มั้ย ว่าฉันไปเจออะไรมา”                      “อะไรของแก มายุ”    เขาถามไม่เข้าใจ มายุเป็นคนเดียวเลยหละมั้ง ที่มาดูดำดูดีเขา ตั้งแต่ที่เขา...โดนทิ้ง                   “ฉันเห็นแฟนแก เอ่อ...แฟนเก่าแก เรนะซังน่ะ ไปไหนมาไหนกับผู้ชายคนอื่นหลายทีแล้ว แต่ยังไม่กล้าบอก ตอนนี้เห็นแกดีขึ้น...”    พอมายุเห็นสีหน้าของจูรินะเศร้าลง เขารู้ทันทีว่าเพื่อนของเขาไม่ได้อาการดีขึ้นเลย    “ท่าจะยังไม่ดีขึ้นแฮะ”       และมายุก็เงียบไป ส่วนจูรินะน่ะหรอ ตายไปอีกรอบแล้วมั้ง เรนะ.... เรนะที่คบกับเขามาเกือบสามปี เพิ่งบอกเลิกเขาไปดื้อ ๆ เมื่อไม่กี่เดือนก่อนโดยที่ไม่บอกแม้แต่เหตุผลที่เดินจากไป     เขาคิดจะรอ แต่เมื่อเรนะไม่กลับมา ก็ถึงเวลาที่ต้องทำใจ แต่มัน...ทำยากกว่าที่หลาย ๆ คนเคยพูด ทุกครั้งที่ลืมตาตื่น ความทรงจำต่าง ๆ ก็สาดเข้าใสแบบเต็ม ๆ จนอยากจะตายไปให้พ้น ๆ      เข้าเรียนก็ไม่ค่อยเข้า ไปไหนก็ไม่ค่อยไป จนวันก่อนโดนอาจารย์ที่ภาคเรียกไปเตือน เลยเริ่มรู้ตัวว่า เขาอาจจะได้ตายจริง ๆ ถ้าเรียนไม่จบปีนี้ ...พ่อแม่ฆ่าเขาตายแน่ ฮือออออ     ก็เลยต้องเริ่มปฏิวัติตัวเองซะใหม่ แต่พอเจอมายุมาบอกอะไรแบบนี้ เหมือนที่พยายามมาทั้งหมดจะสูญเปล่าเอาดื้อ ๆ                       “จะกลับไปนอนเน่าเหมือนเดิมมั้ยเนี่ย”    มายุส่ายศีรษะ ก่อนจะมองหน้าจอคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปของจูรินะที่เปิดค้างไว้    “พลาซีโบเอฟเฟค มันคืออะไร”       มายุกะจะถามไปเข้าเรื่องเรียนของคนที่คุยด้วย แต่เหมือนสติสัมปชัญญะของจูรินะจะตายไปพร้อมกับคำบอกเล่าของมายุเมื่อครู่ เธออยากจะเขกหัวตัวเองจริง ๆ ที่ตัดสินใจบอกจูรินะเร็วไปหน่อย นึกว่าจะหายดีแล้ว     พอไม่มีคำตอบจากคนตรงหน้า มายุก็เลยเลือกหยิบมือถือมาเล่น ก่อนจะสไลด์หน้าจอทัชสกรีนผ่านตาอย่างรวดเร็ว                       “นี่จูรินะ เคยได้ยินอันนี้มั้ย นักจิตวิทยากล่าวว่า ถ้าเรามัวแต่จดจำแต่ความสุข จะทำให้เราลืมความทุกข์ยากขึ้น”       จูรินะหันมองมายุ ก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากัน นักจิตวิทยากล่าวว่า... อย่างนั้นหรอ พอได้ยินอะไรเกี่ยวกับที่เรียน... เลิกสมองตายแปบนึงก็ได้                       “เอามาจากไหน”                   “ทวิต”   มายุตอบทั้ง ๆ ที่ยังมองจ้องมือถือของตัวเอง ทวิตเตอร์งั้นสิ   “อันนี้เด็ดกว่า เขาบอกว่า ตามหลักจิตวิทยา คนที่เลิกกันแต่ยังเป็นเพื่อนกันได้ แปลว่า ทั้งคู่ ยังรักกัน หรือไม่ก็ ไม่เคยรักกัน เลย”                   “หึ”   จูรินะแค่นหัวเราะออกมา ถ้าความคิดคนมันจะไม่ซับซ้อนขนาดแยกประเภทความรู้สึกได้ชัดเจนขนาดนี้ เขาควรเอาตำราจิตวิทยาทั้งหมดไปเผาทิ้งดีกว่ามั้ย                   “หรือว่าอันนี้ นักจิตวิทยากล่าวว่า การที่คุณรอ ใครบางคน อาจทำให้คุณเสีย คนดีดี ไปแล้วหลายคน”    มายุอ่านจบและเงยหน้ามองจูรินะ จูรินะมองมายุสีหน้าสงสัยกับไอ้ทวิตสุดท้ายที่มายุพูดให้เขาฟัง    “เออ แกก็เรียนจิตวิทยานี่หว่า”   มายุรีบเปลี่ยนเรื่อง    “มีคำคมดี ๆ ให้ฉันทวีตเรียกรีทวีตมั้ย”                   “อะไรของแก”    ต้องการแค่นี้งั้นหรอ สุดท้ายเป็นห่วงเขาบ้างมั้ยเนี่ย ทั้ง ๆ ที่มายุ เพิ่งมาทำให้แผลที่เกือบจะหายดีของเขา ให้ ปวดแสบ ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ดันห่วงแค่ยอดรีทวิตเนี่ยนะ    “งั้น...แกเตรียมทวีตเลยนะ”                   “ว่ามา ๆ”                   “นักจิตวิทยากล่าวว่า พวกกูไม่เคยคิดคำคมมาให้มึงทวิตกันหรอก ไอ้หอกหัก”       สิ้นคำของจูรินะ มายุลงไปหัวเราะตัวงอกับเตียงของเจ้าของห้องทันที                       “หอกหักเลยหรอ”    มายุหรี่ตาขึ้นมาจูรินะ พูดทั้ง ๆ ที่ยังขำจนปวดท้อง          พอจูรินะเห็นมายุหัวเราะขนาดนั้น เขาก็ยิ้มออกมาได้บ้าง ก่อนจะส่ายศีรษะ มีเพื่อนดี ๆ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง จะกลับไปเป็นแบบเดิม... เศร้าแบบเดิม เน่าแบบเดิม... ไม่ควรแล้วใช่มั้ย                       “โอย ทวิตไปแบบนั้น โดนด่ายับแน่ ๆ”   มายุตั้งสติได้ก็ลุกขึ้นมานั่ง ก่อนจะเก็บมือถือ และมองสบตากับคนที่ยอมยิ้มในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ก่อนจะตบไหล่เพื่อนของเขาเบา ๆ    “คนเรามันต้องก้าวไปข้างหน้า จูรินะ ไม่มีใครถอยหลังหรืออยู่กับที่แล้วประสบความสำเร็จหรอก”                   “ฉันว่ามีนะ คนที่ถอยหลังแล้วประสบความสำเร็จ”  จูรินะแย้ง                   “ใคร”                   “นักกีฬาชักเย่อ”                   “ประสาท”   มายุด่าพร้อมกับตบไหล่จูรินะเต็มแรง กวนประสาทแบบนี้ สรุปคือดีขึ้นบ้างแล้วใช่มั้ย จูรินะ     “ไปกินข้าวกันดีกว่า ฉันหิวแล้ว”       มายุลุกขึ้น แล้วรอให้จูรินะลุกขึ้นอีกคน จูรินะพับหน้าจอแล็ปท็อปของตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ และหยิบมือถือตัวเองขึ้นมาเช็คอะไรนิดหน่อย                     “แกรีทวีตไอ้ข้อความที่แกอ่านให้ฉันฟังด้วยหรอ”  จูรินะถามมายุ เมื่อเข้าไปเช็คทวิตตัวเอง                   “เออสิ”       จูรินะมองอยู่อย่างนั้น ก่อนจะกดเฟเวอริททวีตหนึ่งของมายุ                       “นักจิตวิทยากล่าวว่า การที่คุณรอใครบางคน อาจทำให้คุณเสียคนดีดีไปแล้วหลายคน”                                     “แกจะเฟฟทำไม คำคมพวกนี้นักจิตวิทยาไม่ได้พูดไว้จริง ๆ ไม่ใช่หรอ”    มายุมองหน้าจอมือถือที่เด้งเตือนขึ้นมา                   “ไม่มีอะไรหรอก”  จูรินะยิ้มบาง ก่อนจะลูบหัวของมายุ แล้วเดินผ่านไป    “กินข้าว หิวแล้ว”                   “ฮึ่ย”  มายุจับหัวตัวเอง คิดว่าสูงกว่าแล้วมาทำเหมือนเธอเป็นเด็ก ๆ ได้รึไง เริ่มหายดีแล้วทำซ่าแล้วนะ     มายุมองไล่หลังจูรินะ ก่อนจะมองมือถือของตัวเอง และมองข้อความในทวิตนั้น... แล้วยิ้มออกมา ยิ้มกับรายชื่อของใครบางคน ที่เพิ่งมา เฟเวอริท ทวีตที่เธอ... รีทวีตไว้     ……………………….                   =========================   คู่อวยของผ๊มมมม   ลองแต่งจูมายุครั้งแรก ได้แค่นี้ 555
  4.   キミガイナイ     Part 1   ในค่ำคืนที่เงียบสงัด ไร้ซึ่งเสียงผู้คนหรือเสียงรถราสัญจรไปมาอย่างที่เคย มีเพียงเสียงลมพัดกิ่งไม้ไหวเบาๆคลอไปกับเสียงลมหายใจของใครบางคนเท่านั้น ความเงียบสงบที่เกิดขึ้นบวกกับอากาศที่เย็นสบายทำให้ค่ำคืนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับใครหลายๆคนที่จะพาตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทรา เพื่อคลายความเหนื่อยล้าและฟื้นฟูร่างกายให้พร้อมสำหรับเช้าวันใหม่ที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า   แต่ไม่ใช้สำหรับชิดะ มานากะ   หญิงสาวนอนนิ่งอยู่บนเตียง สองมือจับสมาร์ทโฟน นิ้วเรียวเลื่อนไทม์ไลน์ของแอพพลิเคชั่นที่ไม่ค่อยจะมีอะไรใหม่ๆอัพเดตขึ้นมากนัก แน่ละ ตกดึกป่านนี้ใครๆก็คงนอนหลับกันไปหมด หล่อนเลื่อนมันซ้ำๆอยู่อย่างนั้นมาหลายชั่วโมงแล้ว ทว่าดวงตากลับมองไปที่ประตูเป็นระยะๆเหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง ไม่ได้สนใจสิ่งที่ปรากฏในหน้าจอสักเท่าไหร่   มานากะถอนหายใจเฮือกใหญ่ โยนสมาร์ทโฟนไปข้างๆตัว ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องทำเป็นสนใจเครื่องมือสื่อสารนี่อีกเมื่อคิดว่าคนที่เธอรอคงไม่กลับมาแล้ว ทั้งๆที่ตั้งใจจะแกล้งทำเป็นติดพันกับโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค รอจนอีกฝ่ายกลับมาแล้วค่อยแกล้งทำเนียนๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่างน้อยก็ยังดีกว่าปล่อยให้ปัญหาค้างคา ไม่พูดคุยกันจนข้ามวัน   ทว่าสิ่งที่มานากะตั้งใจจะทำก็เปล่าประโยชน์ เมื่อประตูไม้บานเล็กๆของห้องเช่าในอพาร์ทเม้นไม่มีทีท่าว่าจะเปิดออกตั้งแต่ริสะเหวี่ยงมันปิดเมื่อหลายชั่วโมงที่แล้ว   พวกเธอทะเลาะกันยกใหญ่เมื่อตอนค่ำ มานากะรู้ดีว่าเป็นความผิดของเธอที่ลืมนัดของทั้งคู่ที่ว่าจะไปทานข้าวเย็นร้านอร่อยแล้วกลับบ้านด้วยกัน เธอเลยไปทานข้าวฉลองวันเกิดของเพื่อน ทิ้งให้ริสะรอเธออยู่ที่ร้านอาหารหน้ามหาวิทยาลัยอยู่ชั่วโมงกว่า มานากะรู้ตัวก็ตอนที่เห็นมิสคอลเกือบสามสิบสาย เธอคิดว่าริสะต้องโกรธมากแน่ๆ แต่ในเมื่อพลาดนัดไปแล้ว จะขอตัวแยกออกไปตอนนี้ก็น่าเสียดาย เลยได้แต่บอกโทรกลับไปขอโทษอีกฝ่าย ให้กลับไปก่อนไม่ต้องรอ   มานากะกลับถึงห้องพักก็ค่ำมากแล้ว อีกฝ่ายก็เอาแต่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา ถามอะไรก็ไม่ตอบแถมยังทำเหมือนกับว่ามองไม่เห็นเธอทำให้มานากะเคือง ทั้งๆที่ตั้งใจจะกลับมาขอโทษแท้ๆ แต่อีกฝ่ายกลับเมิน จึงพึมพำเบาๆ ตั้งใจให้ริสะได้ยิน   “งั้นอยากจะโกรธจะทำอะไรก็เชิญ ถ้าทำแบบนั้นแล้วสบายใจก็ทำเลย” มานากะวางของในมือลงบนโต๊ะอย่างกระแทกกระทั้น “ยังไงคำขอโทษของฉันมันก็คงไม่มีค่าอะไรอยู่แล้วนี่”   วาตานาเบะลุกพรวด สายตาดุจับจองไปทางคนที่ทำเหมือนไม่ได้พูดอะไร   “หมายความว่ายังไงโมนะ!”   มานากะเลิกคิ้ว ตวัดสายตาขึ้นมองอีกฝ่าย “ก็หมายความตามที่พูด ฟังไม่ออกรึไง ทำไมต้องให้พูดซ้ำ?”   “มานากะ!” เสียงนั้นเกือบจะเป็นเสียงตะโกน   คนถูกตวาดหน้าเจือน   “แล้วทำไมต้องโกรธด้วยล่ะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสักหน่...”   “ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอ ฉันยืนรอโมนะอยู่เกือบสองชั่วโมง โทรไปเท่าไหร่เธอก็ไม่รับ เป็นห่วงแทบตาย เดินหาเธอไปทั่วก็ไม่เจอ!” ริสะสูดหายใจลึก อารมณ์โกรธที่พุ่งขึ้นมาทำให้สมองตื้อ เรียบเรียงคำพูดยากเหลือเกิน“ถ้ามิยูไม่บอกฉันว่าเธอไปกับพวกอากาเนะ คงต้องรอจนถึงเช้า!”   ชิดะเม้มริมฝีปากแน่น รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองผิดเต็มประตู แต่ความโกรธที่โดนอีกฝ่ายขึ้นเสียงใส่ทำให้ต้องเถียงไปแบบข้างๆคูๆ“แล้วยังไง ต่อให้ฉันขอโทษไปริสะก็คงไม่พอใจอยู่ดี ฉันพูดดีดีด้วยยังไม่สนใจเลย”   “จะให้ฉันพูดดีดีด้วยหรอ แล้วสิ่งที่โมนะทำกับฉันล่ะ มันถูกหรอ ฉันไม่มีสิทธิ์โกรธใช่ไหม?”   “ก็ขอโทษไปแล้วตอนที่โทรกลับไปไม่ใช่หรอ งั้นก็น่าจะหายโกรธได้แล้วสิ”   “แบบนั้นมันไม่เหมือนกันสักหน่อย!”   “แล้วริสะต้องการอะไรล่ะ อยากให้ฉันขอโทษ ฉันก็ขอโทษไปแล้วนี่ จะให้ขอโทษอีกก็ได้นะ ขอโทษ! ขอโทษ! ฉันผิดเองแหละ เป็นความผิดของฉันคนเดียว ขอโทษ! ทีนี้พอใจรึยัง ถ้าพอใจแล้วก็เลิกงี่เง่าสักทีเถอะ!”   มานากะหันหลังใส่อีกฝ่าย ทำเป็นหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเปิด จึงได้ยินเพียงเสียงของอีกฝ่ายที่เงียบไปพักใหญ่ ตามด้วยเสียงกึกกักที่ฟังคล้ายกำลังเก็บของเร็วๆ ก่อนจะเป็นเสียงกระแทกประตูปิดปังใหญ่   หล่อนไม่คิดว่าริสะจะหายไปนานนัก เพราะอีกฝ่ายไม่ใช่คนขี้งอนอะไร สงบสติอารมณ์แล้วก็คงกลับมา ทว่าจนกระทั่งอาบน้ำเสร็จ แต่งตัว จัดของนู่นนี่เพื่อถ่วงเวลา จนมานอนเล่นสมาร์ทโฟนอยู่แบบนี้ ริสะก็ยังไม่กลับ   มานากะหยิบเจ้าเครื่องมือสื่อสารมาเปิดเบอร์ประวัติการโทรล่าสุด จ้องอยู่นานก็ไม่กล้ากดโทรออก ทั้งกลัวว่าอีกฝ่ายจะตัดสายทิ้ง กลัวว่าโทรไปแล้วอีกฝ่ายจะยังไม่หายโกรธแล้วทะเลาะกันอีก กลัวว่าจะโดนขึ้นเสียงใส่อย่างเมื่อตอนค่ำ ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ถึงความผิดของตัวเอง แค่ลืมนัดก็ผิดจะแย่ แล้วยังไม่รับโทรศัพท์ แถมยังกลับมาทำตัวแย่ๆใส่อีก อาจจะเป็นเพราะความโกรธปนกลับความน้อยใจที่โดนเมินทำให้มานากะต่อล้อต่อเถียง ยิ่งบวกกับนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนปากไวชอบเอาชนะด้วยแล้ว เรื่องจึงยิ่งบานปลาย   ริสะหายไปเกือบห้าชั่วโมงแล้ว คงไปอาศัยนอนห้องรุ่นน้องคนสนิทอย่างอาโออิที่พักอยู่ใกล้ๆนี้ เตียงห้าฟุตดูกว้างไปถนัดตาเมื่อต้องนอนคนเดียว อากาศในห้องก็หนาวขึ้นมาเฉยๆทั้งๆที่เปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิเท่าเดิม มานากะกระชับผ้าห่มเข้ากับตัว พยายามข่มตาเมื่อพบว่ารอไปก็ไร้ประโยชน์   นอนไม่หลับ...   เหงาเป็นบ้า..   มานากะยันตัวขึ้นจากเตียงด้วยสีหน้าหงุดหงิด ก้าวยาวๆไปหยิบโค้ทตัวยาวที่แขวนอยู่ สวมมันแบบเร็วๆ หยิบของที่จำเป็นอย่างกุญแจห้องและโทรศัพท์มือถือ ไหนๆก็นอนไม่หลับ อยู่ในห้องคนเดียวก็ยิ่งคิดอะไรฟุ้งซ่าน ออกไปเดินเล่นข้างนอกในคืนที่อากาศดีดีแบบนี้ก็คงไม่เสียหายอะไร             __________________________________________________________________________________________________________________ ฟิคสั้นๆสองพาร์ทจบค่ะ เป็นฟิคที่แต่งโดยเอาคอนเซปต์ เนื้อเรื่อง หรือได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงต่าง มาลองเขียนเป็นฟิคสั้นๆดู ไม่ค่อยได้เขียนฟิคเท่าไหร่ ยังไงก็ติชมได้นะคะ  
  5. Why are you so annoying?   wmatsui         01 l 02 l 03 l 04 l 05 l 06[END]