Search the Community

Showing results for tags 'JuriMayu'.

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Found 2 results

  1.          number of word: 1,342                 “จูริน้าาาาาาาาาาาาาา~”     เสียงเรียกชื่อลากยาวที่มาพร้อมการเปิดประตูแบบไม่สนใจจะเคาะ ทำเอาเจ้าของห้องถึงกับต้องยอมละสายตาออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อมองดูแขก (ไม่ได้) รับเชิญที่พรวดพราดเข้ามาในห้องของเขา และเธอดูแปลกใจ ที่เห็นเจ้าของชื่อนั่งทำงานอยู่                       “เห ฉันนึกว่าแกนอนตายอยู่บนเตียงเหมือนทุกวันซะอีก”       เจ้าของเสียงเล็ก ๆ เดินเข้ามาแล้วเอาข้าวของของตัวเองวางบนเตียงของเขา                       “เบื่อน่ะ อีกอย่าง ต้องลุยเล่มให้เสร็จ”                   “เพิ่งสำนึกได้หรอ ว่าแกยังเป็นนักศึกษาปีสี่ ที่ต้องทำงานวิจัยเตรียมจบ ไม่ใช่นอนจมกับความเศร้าเรื่องโดนสาวหักอก”       ร่ายยาวยิ่งกว่ามหากาพย์รามเกียรติ์ และช่างตอกช่างย้ำจริง ๆ เขาผ่อนลมหายใจ ก็เป็นจริงอย่างที่คนตัวเล็กว่านั่นแหละ เขา...ต้องทำอะไรซะบ้าง นอกจากนอนจมความเศร้าเป็นกองขยะเหมือนหลายเดือนที่ผ่านมา     แต่การโดนบอกเลิกไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะยอมรับ ไม่ง่ายเลยจริง ๆ                       “งั้นแกก็พร้อมจะฟังแล้วใช่มั้ย ว่าฉันไปเจออะไรมา”                      “อะไรของแก มายุ”    เขาถามไม่เข้าใจ มายุเป็นคนเดียวเลยหละมั้ง ที่มาดูดำดูดีเขา ตั้งแต่ที่เขา...โดนทิ้ง                   “ฉันเห็นแฟนแก เอ่อ...แฟนเก่าแก เรนะซังน่ะ ไปไหนมาไหนกับผู้ชายคนอื่นหลายทีแล้ว แต่ยังไม่กล้าบอก ตอนนี้เห็นแกดีขึ้น...”    พอมายุเห็นสีหน้าของจูรินะเศร้าลง เขารู้ทันทีว่าเพื่อนของเขาไม่ได้อาการดีขึ้นเลย    “ท่าจะยังไม่ดีขึ้นแฮะ”       และมายุก็เงียบไป ส่วนจูรินะน่ะหรอ ตายไปอีกรอบแล้วมั้ง เรนะ.... เรนะที่คบกับเขามาเกือบสามปี เพิ่งบอกเลิกเขาไปดื้อ ๆ เมื่อไม่กี่เดือนก่อนโดยที่ไม่บอกแม้แต่เหตุผลที่เดินจากไป     เขาคิดจะรอ แต่เมื่อเรนะไม่กลับมา ก็ถึงเวลาที่ต้องทำใจ แต่มัน...ทำยากกว่าที่หลาย ๆ คนเคยพูด ทุกครั้งที่ลืมตาตื่น ความทรงจำต่าง ๆ ก็สาดเข้าใสแบบเต็ม ๆ จนอยากจะตายไปให้พ้น ๆ      เข้าเรียนก็ไม่ค่อยเข้า ไปไหนก็ไม่ค่อยไป จนวันก่อนโดนอาจารย์ที่ภาคเรียกไปเตือน เลยเริ่มรู้ตัวว่า เขาอาจจะได้ตายจริง ๆ ถ้าเรียนไม่จบปีนี้ ...พ่อแม่ฆ่าเขาตายแน่ ฮือออออ     ก็เลยต้องเริ่มปฏิวัติตัวเองซะใหม่ แต่พอเจอมายุมาบอกอะไรแบบนี้ เหมือนที่พยายามมาทั้งหมดจะสูญเปล่าเอาดื้อ ๆ                       “จะกลับไปนอนเน่าเหมือนเดิมมั้ยเนี่ย”    มายุส่ายศีรษะ ก่อนจะมองหน้าจอคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปของจูรินะที่เปิดค้างไว้    “พลาซีโบเอฟเฟค มันคืออะไร”       มายุกะจะถามไปเข้าเรื่องเรียนของคนที่คุยด้วย แต่เหมือนสติสัมปชัญญะของจูรินะจะตายไปพร้อมกับคำบอกเล่าของมายุเมื่อครู่ เธออยากจะเขกหัวตัวเองจริง ๆ ที่ตัดสินใจบอกจูรินะเร็วไปหน่อย นึกว่าจะหายดีแล้ว     พอไม่มีคำตอบจากคนตรงหน้า มายุก็เลยเลือกหยิบมือถือมาเล่น ก่อนจะสไลด์หน้าจอทัชสกรีนผ่านตาอย่างรวดเร็ว                       “นี่จูรินะ เคยได้ยินอันนี้มั้ย นักจิตวิทยากล่าวว่า ถ้าเรามัวแต่จดจำแต่ความสุข จะทำให้เราลืมความทุกข์ยากขึ้น”       จูรินะหันมองมายุ ก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากัน นักจิตวิทยากล่าวว่า... อย่างนั้นหรอ พอได้ยินอะไรเกี่ยวกับที่เรียน... เลิกสมองตายแปบนึงก็ได้                       “เอามาจากไหน”                   “ทวิต”   มายุตอบทั้ง ๆ ที่ยังมองจ้องมือถือของตัวเอง ทวิตเตอร์งั้นสิ   “อันนี้เด็ดกว่า เขาบอกว่า ตามหลักจิตวิทยา คนที่เลิกกันแต่ยังเป็นเพื่อนกันได้ แปลว่า ทั้งคู่ ยังรักกัน หรือไม่ก็ ไม่เคยรักกัน เลย”                   “หึ”   จูรินะแค่นหัวเราะออกมา ถ้าความคิดคนมันจะไม่ซับซ้อนขนาดแยกประเภทความรู้สึกได้ชัดเจนขนาดนี้ เขาควรเอาตำราจิตวิทยาทั้งหมดไปเผาทิ้งดีกว่ามั้ย                   “หรือว่าอันนี้ นักจิตวิทยากล่าวว่า การที่คุณรอ ใครบางคน อาจทำให้คุณเสีย คนดีดี ไปแล้วหลายคน”    มายุอ่านจบและเงยหน้ามองจูรินะ จูรินะมองมายุสีหน้าสงสัยกับไอ้ทวิตสุดท้ายที่มายุพูดให้เขาฟัง    “เออ แกก็เรียนจิตวิทยานี่หว่า”   มายุรีบเปลี่ยนเรื่อง    “มีคำคมดี ๆ ให้ฉันทวีตเรียกรีทวีตมั้ย”                   “อะไรของแก”    ต้องการแค่นี้งั้นหรอ สุดท้ายเป็นห่วงเขาบ้างมั้ยเนี่ย ทั้ง ๆ ที่มายุ เพิ่งมาทำให้แผลที่เกือบจะหายดีของเขา ให้ ปวดแสบ ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ดันห่วงแค่ยอดรีทวิตเนี่ยนะ    “งั้น...แกเตรียมทวีตเลยนะ”                   “ว่ามา ๆ”                   “นักจิตวิทยากล่าวว่า พวกกูไม่เคยคิดคำคมมาให้มึงทวิตกันหรอก ไอ้หอกหัก”       สิ้นคำของจูรินะ มายุลงไปหัวเราะตัวงอกับเตียงของเจ้าของห้องทันที                       “หอกหักเลยหรอ”    มายุหรี่ตาขึ้นมาจูรินะ พูดทั้ง ๆ ที่ยังขำจนปวดท้อง          พอจูรินะเห็นมายุหัวเราะขนาดนั้น เขาก็ยิ้มออกมาได้บ้าง ก่อนจะส่ายศีรษะ มีเพื่อนดี ๆ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง จะกลับไปเป็นแบบเดิม... เศร้าแบบเดิม เน่าแบบเดิม... ไม่ควรแล้วใช่มั้ย                       “โอย ทวิตไปแบบนั้น โดนด่ายับแน่ ๆ”   มายุตั้งสติได้ก็ลุกขึ้นมานั่ง ก่อนจะเก็บมือถือ และมองสบตากับคนที่ยอมยิ้มในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ก่อนจะตบไหล่เพื่อนของเขาเบา ๆ    “คนเรามันต้องก้าวไปข้างหน้า จูรินะ ไม่มีใครถอยหลังหรืออยู่กับที่แล้วประสบความสำเร็จหรอก”                   “ฉันว่ามีนะ คนที่ถอยหลังแล้วประสบความสำเร็จ”  จูรินะแย้ง                   “ใคร”                   “นักกีฬาชักเย่อ”                   “ประสาท”   มายุด่าพร้อมกับตบไหล่จูรินะเต็มแรง กวนประสาทแบบนี้ สรุปคือดีขึ้นบ้างแล้วใช่มั้ย จูรินะ     “ไปกินข้าวกันดีกว่า ฉันหิวแล้ว”       มายุลุกขึ้น แล้วรอให้จูรินะลุกขึ้นอีกคน จูรินะพับหน้าจอแล็ปท็อปของตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ และหยิบมือถือตัวเองขึ้นมาเช็คอะไรนิดหน่อย                     “แกรีทวีตไอ้ข้อความที่แกอ่านให้ฉันฟังด้วยหรอ”  จูรินะถามมายุ เมื่อเข้าไปเช็คทวิตตัวเอง                   “เออสิ”       จูรินะมองอยู่อย่างนั้น ก่อนจะกดเฟเวอริททวีตหนึ่งของมายุ                       “นักจิตวิทยากล่าวว่า การที่คุณรอใครบางคน อาจทำให้คุณเสียคนดีดีไปแล้วหลายคน”                                     “แกจะเฟฟทำไม คำคมพวกนี้นักจิตวิทยาไม่ได้พูดไว้จริง ๆ ไม่ใช่หรอ”    มายุมองหน้าจอมือถือที่เด้งเตือนขึ้นมา                   “ไม่มีอะไรหรอก”  จูรินะยิ้มบาง ก่อนจะลูบหัวของมายุ แล้วเดินผ่านไป    “กินข้าว หิวแล้ว”                   “ฮึ่ย”  มายุจับหัวตัวเอง คิดว่าสูงกว่าแล้วมาทำเหมือนเธอเป็นเด็ก ๆ ได้รึไง เริ่มหายดีแล้วทำซ่าแล้วนะ     มายุมองไล่หลังจูรินะ ก่อนจะมองมือถือของตัวเอง และมองข้อความในทวิตนั้น... แล้วยิ้มออกมา ยิ้มกับรายชื่อของใครบางคน ที่เพิ่งมา เฟเวอริท ทวีตที่เธอ... รีทวีตไว้     ……………………….                   =========================   คู่อวยของผ๊มมมม   ลองแต่งจูมายุครั้งแรก ได้แค่นี้ 555
  2. S.A.IN. SS.2   นำเรื่อง l 01 l 02 l 03 l 04 l 05 l 06 l 07 l 08 l   09 l 10 l 11 l 12 l 13 l 14 l 15 l ...       S.A.IN. SS.1   นำเรื่อง l 01 l 02 l 03 l 04 l 05 l 06 l 07 l 08 l 09 l 10 l 11 l 12 l 13 l 14 l 15 l 16 l 17 l 18 l   19 l 20 l 21 l 22 l 23 l 24 l 25 l 26 (END) l                                 นำเรื่อง                                 ‘ยานเดินทางเจดับบลิวเอ็กซ์เอ็กซ์ไฟว์ เดินทางจากยูโรปาถึงดาวเคราะห์โลกใช้เวลา 21 วันกับอีก 3ชั่วโมง ระยะทางทั้งสิ้น 35 นาทีแสง พร้อมออกเดินทางในอีก 1 นาที ท่านผู้โดยสารที่ต้องการรับบริการเพิ่มเติมหรือมีข้อสงสัยใด ๆ สามารถสอบถามกับสเปซโฮสเตสของเราได้ตลอดเวลา ขอบคุณครับ”           เสียงประกาศจบลง พร้อมกับหญิงสาวที่ค่อย ๆ ทิ้งตัวลงนั่งตรงที่นั่งริมทางเดินในยานอวกาศขนาดเล็ก ก่อนเขาจะหยิบหนังสือเล่มออกมาจากกระเป๋า และเปิดอ่านส่วนที่เขาอ่านค้างเอาไว้     รับรู้ถึงแรงกระตุกเล็กน้อย ระหว่างการการปล่อยตัวของยานอวกาศ เงยหน้าขึ้นมองเพื่อเช็คความเรียบร้อย ก่อนจะใช้เวลาที่เหลือหมดไปกับสิ่งที่อยู่ในมือ                       “หนังสือกระดาษ อย่างนั้นหรอคะ"   คำถามนี้ ทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมาจากตัวหนังสืออีกครั้ง หลังจากที่เขาจมความสนใจของตัวเองไปกับมันเป็นชั่วโมง ๆ เขาหันมองเจ้าของเสียงที่ถามคำถาม หญิงสาวคนที่นั่งอยู่ที่นั่งข้างเขาด้านใน                   “ค่ะ”   เขาตอบรับพร้อมรอยยิ้ม ปิดหนังสือลง ก่อนจะพลิกให้หญิงสาวหน้าหวานเห็นมันชัด ๆ ท่าทางเธอคงเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ไหวจนต้องถามออกมา    “คุณคงไม่เคยเห็น”                               “ไม่เคยค่ะ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก มันพกพาไปไหนมาไหนไม่ลำบากหรอคะ”                   “ก็ลำบากอยู่เหมือนกัน แต่ฉันคิดว่าหนังสือกระดาษ เวลาอ่านแล้วได้อารมณ์มากกว่าหนังสือฮอโลกราฟิก แม้มันจะไม่มีภาพและเสียงก็ตาม”                   “แล้วหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร”                   “มันเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ค่ะ แต่ว่า...มันออกจะเชยไปหน่อย เห็นว่าตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว”   เขาระบายยิ้มออกมา พร้อมมองปกหนังสือ   “มันเกี่ยวกับการปฏิวัติของพวกหุ่นยนต์”       พอจบคำพูดของหญิงสาวเจ้าของหนังสือ หญิงสาวผมยาวอีกคนถึงกับทำหน้านิ่ว เธอไม่ค่อยชอบคำว่าปฏิวัติ ยิ่งเป็นเรื่องการปฏิวัติของพวกหุ่นยนต์ เธอยิ่งไม่ชอบใจ                       “นักเขียนคงจะบอกให้เรารู้ว่า ถ้าเกิดการกดขี่จนถึงขีดสุด ไม่ว่าคนหรือหุ่นยนต์ก็ไม่สามารถทนรับได้”  เขาเปรยออกมา   “ความเท่าเทียมเป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหา”                   “แต่การปฏิวัติก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด”   เธอพูดออกมา พร้อมกับกำมือแน่น                   “การปฏิวัติก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และแสดงให้เห็นว่า ความร้ายกาจที่เกิดขึ้นในระบบ มันรุนแรงจนทนรับไม่ได้”   เขาหันมองหญิงสาว ที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับเขาสักเท่าไหร่                   “เหมือนอย่างการปฏิวัติของแอนดรอยด์เมื่อ 20 ปีก่อน จนเกิดเป็น สงครามระหว่างมนุษย์กับแอนดรอยด์ อย่างนั้นหรอ”    เธอถามเสียงไม่พอใจ    “การแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงไม่ใช่ทางออก เอาการฆ่าฟันมาแลกกับการขดขี่ ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง มันเป็นเพียงแค่การระบายอารมณ์ แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหา เป็นการแสดงตัวว่าเหนือกว่า และบางทีท้ายที่สุด ถ้าแอนดรอยด์เป็นฝ่ายชนะในตอนนั้น มนุษย์คงไม่มีชีวิตยืนยาวมาถึงตอนนี้”       เจ้าของหนังสือกระดาษเงียบไป ก่อนจะมีสีหน้าครุ่นคิดในคำพูดของหญิงสาวที่ระบายอารมณ์ออกมา หญิงสาวอีกคนก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกัน ที่เธอเผลอพูดอะไรซะยืดยาว และดูท่าจะเป็นการเริ่มต้นปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย                       “ฉันทำให้คุณโกรธรึเปล่า”   เธอถามคนที่ยังถือหนังสือกระดาษอยู่ในมือ                   “ไม่หรอก มันอาจจะจริงอย่างที่คุณพูด”   เขายิ้มออกมาบาง ๆ    “การปฏิวัติด้วยความรุนแรงเป็นทางออกที่ไม่ถูกต้อง และไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ว่าในช่วงขณะนั้น ทางเลือกอื่นอาจจะไม่มี”       การพูดคุยเรื่องการปฏิวัติของแอนดรอยด์จบลงไปโดยปริยาย หญิงสาวที่นั่งด้านในคิดว่าเธอควรจะเปลี่ยนเรื่อง แต่เหนืออื่นใด เธอควรจะแนะนำตัวกับคนข้าง ๆ เธอเสียก่อน เพราะอย่างน้อย เธอกับเขาแลกเปลี่ยนความคิดกันขนาดนี้ แต่จะไม่ทำความรู้จักกันเลย คงไม่ดีแน่                         “ขอโทษนะคะ ที่ไม่ได้แนะนำตัวก่อนหน้า เรนะ มัตสึอิ ชาวโลกสีคราม จากอาณาเขตตะวันออก”   เรนะยื่นมือไปเพื่อจับทักทายกับหญิงสาวอีกคน                   “จูรินะค่ะ ชาวยูโรปา แต่เติบโตบนโลกใบเดียวกับคุณ”       ทั้งสองจับมือทักทายกัน แต่เรนะยังมีอีกข้อที่เธอสงสัย                       “แล้วชื่อท้าย...”       ไม่ทันที่เรนะจะได้ถามจนจบประโยค เสียงกัปตันยานก็ดังขึ้นอีกครั้ง                       ‘ผู้โดยสารทุกท่านกรุณานั่งประจำที่ ยานอวกาศเจดับบลิวเอ็กซ์เอ็กซ์ไฟว์ จะทำการวอร์พ ไดร์ฟ ในอีก 15 นาที ผู้โดยสารทุกท่านกรุณารัดเข็มขัดนิรภัยประจำที่นั่ง เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่สภาวะจำศีล หากมีปัญหาเกิดขึ้นกับที่นั่งของท่าน กรุณาแจ้งแก่สเปซโอสเตสของเรา เพื่อช่วยเหลือท่านให้เข้าสู่สภาวะจำศีล ขอบคุณครับ’       เรนะเงยหน้ามองลำโพงที่อยู่ด้านบนของยาน มันเป็นสัญชาตญาณที่ติดตัวมาเป็นร้อยเป็นพันปี การมองไปตามทิศทางของเสียง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ที่ไม่มีใครสามารถไขปริศนาได้เลยว่า ทำไมมนุษย์ต้องมองไปทางที่ต้นกำเนิดเสียง ทั้ง ๆ ที่หูก็ได้ยินชัดเจน                       “คงต้องกล่าวราตรีสวัสดิ์กันแล้ว”        จูรินะบอกกับหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะดึงเข็มขัดนิรภัยเหนือไหล่ทั้งสองข้างลงไปล็อกกับเข็มขัดนิรภัยที่เอว เข็มขัดนิรภัยดังกล่าวจะช่วยป้องกันการกระแทกจากการวอร์พ ไดร์ฟ และสร้างสภาวะจำศีลให้ผู้ใช้งาน เขายิ้มให้กับเรนะ ก่อนจะหลับตาลง                       “ราตรีสวัสดิ์”       เรนะพูดตอบเขาเสียงแผ่วเบา และดึงเข็มขัดนิรภัยออกมาใช้งานเช่นกัน เธอมองไฟในยานอวกาศที่หรี่ลง พลังงานทั้งหมดถูกดึงไปใช้ในการ วอร์พ ไดร์ฟ หลังจากนั้น... เธอหันมองหน้าจูรินะที่เข้าสู่สภาวะจำศีลไปแล้ว เธอยิ้ม ก่อนจะหลับตาลง และภาวนาให้การเดินทางอีกสามอาทิตย์ถัดไประหว่างที่เธอหลับ ราบรื่น และเป็นไปด้วยดี           ………………………         TBC.                       =====================================   หาเรื่องเข้าตัวแล้วครับ 555 เรื่องนี้เป็นเรีื่องที่ผมแต่งคู่ขนานไปกับนิยายของผม พูดง่าย ๆ ก็เอานิยายภาคปกติมาปรับบทแหละครับ   เนื้อหาอาจจะหนักไปหน่อย ถือเป็นฟิคแนวทดลองแล้วกันครับ ฮ่า   ครั้งแรกด้วยที่อาจหาญ? แต่งเน่มิ้ล (แต่เหมือนยังไม่ปรากฎ) ฝากเรื่องนี้ด้วยครับ     ส่วนตอนแรกของเรื่อง... น่าจะเป็นหลังสงกรานต์ครับ เฮ้ว!!! ยาวนานดีจริง ๆ