Search the Community

Showing results for tags 'Watanabe Mayu'.

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Found 4 results

  1. Inexplicable Rival/Lover?       -Prologue- | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | Epilogue |       (edit ออกสำหรับโครงการในอนาคตค่ะ) 15/11/15   พอดีเห็นเรื่องการก๊อปปี้นิยาย และสำหรับโครงการที่วางแผนไว้ในอนาคตของเรา จึงขออนุญาตนำเรื่องนี้ออกค่ะ  เหลือไว้ถึงแค่ตอน 9 เท่านั้นนะคะ  ขอบคุณทุกท่านมากค่ะที่คอยสนับสนุนมา ขอบคุณค่ะ     Side Story In Romania (RenaYuki) This is my sight (Okada Nana) The story of Watanabe Mayu | 1 | 2 | Since I saw you (Rena) - จมน้ำไปแล้วข่ะ ห้ามขุดนะ         Special   Epilogue - Fanart Comic by ChrisTy -     From now on | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |      From now on part three  - Fanart Comic by ChrisTy -     - Special Short Story- Just some another day - Summer Special - - Hanabi -     สีเทา = Coming soon -------------------------------------------------       Inexplicable Rival/Lover? -Prologue- ราตรีที่มืดมิด เป็นบรรยากาศที่เหมาะกับการล่า เงาสีดำทะมึนที่พุ่งผ่านความมืดไปด้วยความรวดเร็ว มาหยุดอยู่หน้าเป้าหมายที่กำลังจนตรอกอยู่ตรงสุดทางเดินของซอยแคบๆร้างผู้คน ร่างสูงที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดทะมึนวาดมือขึ้นมาทำท่าเสมือนคว้าเป้าหมายไว้ในกำมือ ฉับพลันก็มีเงาสีดำพุ่งขึ้นมาจากเงาที่ทอดยาวอยู่ที่พื้น ยึดร่างนั้นเอาไว้ "เลิกหนีได้แล้วน่า มันเสียเวลา" ร่างที่กุมชะตาชีวิตอยู่เอ่ยออกมาด้วยเสียงเยียบเย็น "ยะ อย่านะ ฉันจะร้องนะ!" เหยื่อพูดด้วยเสียงสั่นเทา เหงื่อเม็ดผุดขึ้นตามไรหน้า "ข้อหนึ่ง ดึกป่านนี้แล้วคิดว่าจะมีใครได้ยินเรอะ และข้อสอง จะร้องก็ร้องไปเถอะ ฉันจะทำให้เธอสบายก่อนจะได้อ้าปากซะอีก" ไม่พูดพร่ำทำเพลง เสียงกรีดร้องของเหยื่อก็ดังขึ้น แต่ได้เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ร่างสูงก็บิดมือเล็กน้อย เปลี่ยนเงาที่พันธนาการอยู่ ให้เป็นทิ่มแทงเข้าตรงกลางหัวใจ ปากที่ส่งเสียงโสตประสาตนั้นเงียบลงเพราะถูกแทนที่ด้วยเลือดที่กระอักออกมา ร่างสูงมองเหยื่อที่กระตุกลมหายใจสุดท้ายด้วยแววตาเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลง มีเพียงสีของดวงตาประกายทองนั้นที่ค่อยๆเปลี่ยนกลับเป็นสีดำช้าๆ พลันได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆลอยมาตามลม ทำให้ผู้ล่านั้นหันไปยังที่มาของเสียง "...เอ่อ มีใครเป็นอะไรรึเปล่าคะ? พอดีฉันได้ยินเสียง..." ผู้มาใหม่ยังไม่ทันพูดจบ ก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า ร่างหนึ่งสูงยาว ยื่นมือไปยังอีกร่างที่เหมือนถูกท่อนเหล็กสีดำจากที่พื้นพุ่งขึ้นมาแทงตรงไปทั่วร่างกาย เพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้น เงาสีดำทั้งหมดที่แทงอยู่ก็มลายหายไปทันที พร้อมกับร่างที่ร่วงกราวเป็นผงลงมา เด็กสาวตัวแข็งเกร็งกับภาพเหนือธรรมชาติตรงหน้า เมื่อคิดจะกระดิกหนี ก็รู้สึกถึงเงาสีดำเมื่อครู่รั้งขาไว้ เงยหน้าขึ้นมาพบกับดวงตาสีทองที่จ้องเขม็งอยู่ และฝ่ามือที่เดิมรั้งอดีตมนุษย์นั้นเปลี่ยนมารั้งตัวเธอแทน ร่างสูงยกมืออีกข้างที่ว่างอยู่ออกมาดีดนิ้วเบาๆหนึ่งที สาวน้อยหลับตาคงคิดรับชะตากรรมตัวเอง เงียบงัน ไร้สิ่งใดเกิดขึ้น เธอจึงลืมตาขึ้นช้าๆ "...เอ่อ... คุณเป็นตัวอะไรกันแน่คะ?"หญิงสาวถามออกไปเสียงสั่น แต่สิ่งนั้นกลับทำให้ร่างสูงแปลกใจ เธอคนนั้นก้าวเดินออกมาจากความมืดที่ปกคลุมใบหน้าอยู่ เผยให้เห็นหญิงสาวสวยผมยาวดำ ตัดกับใบหน้าสีขาว สายตานิ่งๆดูเงียบขรึม แต่เอียงคอแบบสงสัยเล็กน้อย เธอผู้นั้นลองดีดนิ้วอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อเห็นคนตรงหน้ายังคงจ้องมาด้วยสายตาระวังตัว ทำให้เธอเปลี่ยนใจกับสิ่งที่พยายามทำอยู่ "ปกติฉันไม่ฆ่ามนุษย์หรอกนะ แต่เธอมาผิดเวลาไปหน่อย" พูดจบก็กำมือข้างที่ใช้รั้งตัวเธอไว้ ฉับพลันก็มีเงาสีดำแหลมพุ่งขึ้นมารัวแทงร่างเด็กสาวผู้โชคร้าย ผู้กลายมาเป็นเหยื่อคนที่สองของคืนนี้ เมื่อมั่นใจว่าร่างตรงหน้านั้นนิ่งสนิทแล้ว จึงสะบัดมือออก ดวงตาค่อยๆเปลี่ยนกลับไปสีดำอีกครั้ง ก่อนจะย่างกรายเข้าไป หมายจัดการหลักฐานของสาวผู้โชคร้ายให้มลายสิ้นไป "ปัง" เสียงปืนดังขึ้นจากสักแห่ง ทำให้นักล่าประสาทไวหันควับ และตั้งท่าเตรียมพร้อมอีกครั้ง แต่ก็เพ่งหาต้นเสียงได้ไม่นานนักเพราะ "หวอ หวอ หวอ หวอ" เสียงรถตำรวจใกล้เข้ามาทุกจังหวะ ทำให้เธอหันมาพิจราณาร่างที่ปกคลุมไปด้วยของเหลวสีแดงนั้น พลางคำนวณเวลาแล้วว่าคงอำพลางไม่ทัน "เฮอะ วันนี้มันเรื่องอะไรกันแน่เนี่ย" ร่างนั้นสบถเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจหันหลังเดินลับหายเข้าไปในความมืดมิด 'พรุ่งนี้ ขออย่าให้เป็นข่าวใหญ่ก็แล้วกัน' ... ... ... "คาชิวากิซังครับ ใกล้ได้เวลาถ่ายแล้ว"เสียงสต๊าฟหนุ่มดังขึ้นมาทักสาวร่างสูงที่กำลังไล่สายตาอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องเตรียมตัว "ทราบแล้วค่ะ" ผู้ถูกเรียกตอบรับด้วยสีหน้านิ่งๆอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวที่ใครๆก็รู้กัน แต่แทนที่จะรังเกียจ ทุกคนกลับยอมรับว่านั่นเป็นสเน่ห์อย่างนึงของเธอ "อ๊ะ เดี๋ยวสายๆจะมีช๊อทพิเศษ ถ่ายคู่กับดาราใหม่ที่เพิ่งจะเปิดตัววันนี้ด้วยนะครับ" สต๊าฟคนเดิมพูดอีกครั้งเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ "อีกสักครู่คงเข้ามาแนะนำตัวกัน แล้วผมจะขึ้นมาตามอีกทีนะ" "ทราบแล้วค่ะ" คาชิวากิ พูดซ้ำอีกครั้ง เธอพยักหน้าให้กับสต๊าฟที่ขอตัวเดินออกไปแล้วไล่สายตายอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ "ก๊อก ก๊อก ก๊อก" นั่งคนเดียวได้ ไม่นานนัก ก็มีเสียงเคาะประตูทำลายความเงียบขึ้น "เชิญค่ะ" ดาราสาวพูดเชิญคนที่เคาะให้เข้ามาโดยที่ยังไม่ได้ละสายตาจากสิ่งที่อ่านอยู่ และเสียงเปิดประตูพร้อมกับฝีเท้าที่เดินเข้ามา ก็ไม่สามารถทำให้เธอละความสนใจจากหนังสือพิมพ์ได้ คาชิวากิ ยูกิเป็นดาราที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้าถึงยาก และเธอก็ไม่แคร์เพราะอุปนิสัยชีวิตของเธอ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร แต่สิ่งนึงที่ทำให้คนเย็นชาหันขวับขึ้นมาทันทีก็คือเสียงนั่น "สวัสดีค่ะ คาชิวากิ ยูกิซัง ฉันติดตามผลงานคุณมานานแล้วค่ะ" เสียงที่คนที่มีสัญชาตญาณอย่างเธอจำไม่ผิดแน่ๆ เธอเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน... และไม่ใช่ที่ไหนไกล เมื่อคืนนี้เอง ร่างคนที่นั่งอยู่หันไปจ้องผู้มาใหม่แบบไม่วางตา สายตาสงสัยต้องการคำตอบแบบไม่ปิดบัง "เอ...รึต้องพูดว่า ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งดีคะ?" สาวร่างเล็กเดินเข้ามาใกล้มากขึ้น พร้อมกับหรี่เสียงให้เบาลงดุจกระซิบ "เมื่อคืนเล่นฉันซะทำอะไรไม่ถูกไปเลย รุนแรงจังเลยนะคะ" เธอเสยะยิ้มแบบมีเลศนัยแล้วเหล่เมื่อเห็นอีกคนยังคงนิ่งอยู่ สาวน้อยผู้มาใหม่จึงก้าวย้อนถอยหลังกลับไป พร้อมส่งยิ้มสดใสมาสู้กับไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากคนที่นั่งอยู่ "ฉันชื่อ วาตานาเบะ มายุ" สาวน้อยเว้นช่วง ก่อนเหยียดยิ้มมุมปากอีกครั้ง "ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ คา-ชิ-วา-กิ ยู-กิ ซัง" -----------------------------------------------
  2.          number of word: 1,342                 “จูริน้าาาาาาาาาาาาาา~”     เสียงเรียกชื่อลากยาวที่มาพร้อมการเปิดประตูแบบไม่สนใจจะเคาะ ทำเอาเจ้าของห้องถึงกับต้องยอมละสายตาออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อมองดูแขก (ไม่ได้) รับเชิญที่พรวดพราดเข้ามาในห้องของเขา และเธอดูแปลกใจ ที่เห็นเจ้าของชื่อนั่งทำงานอยู่                       “เห ฉันนึกว่าแกนอนตายอยู่บนเตียงเหมือนทุกวันซะอีก”       เจ้าของเสียงเล็ก ๆ เดินเข้ามาแล้วเอาข้าวของของตัวเองวางบนเตียงของเขา                       “เบื่อน่ะ อีกอย่าง ต้องลุยเล่มให้เสร็จ”                   “เพิ่งสำนึกได้หรอ ว่าแกยังเป็นนักศึกษาปีสี่ ที่ต้องทำงานวิจัยเตรียมจบ ไม่ใช่นอนจมกับความเศร้าเรื่องโดนสาวหักอก”       ร่ายยาวยิ่งกว่ามหากาพย์รามเกียรติ์ และช่างตอกช่างย้ำจริง ๆ เขาผ่อนลมหายใจ ก็เป็นจริงอย่างที่คนตัวเล็กว่านั่นแหละ เขา...ต้องทำอะไรซะบ้าง นอกจากนอนจมความเศร้าเป็นกองขยะเหมือนหลายเดือนที่ผ่านมา     แต่การโดนบอกเลิกไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะยอมรับ ไม่ง่ายเลยจริง ๆ                       “งั้นแกก็พร้อมจะฟังแล้วใช่มั้ย ว่าฉันไปเจออะไรมา”                      “อะไรของแก มายุ”    เขาถามไม่เข้าใจ มายุเป็นคนเดียวเลยหละมั้ง ที่มาดูดำดูดีเขา ตั้งแต่ที่เขา...โดนทิ้ง                   “ฉันเห็นแฟนแก เอ่อ...แฟนเก่าแก เรนะซังน่ะ ไปไหนมาไหนกับผู้ชายคนอื่นหลายทีแล้ว แต่ยังไม่กล้าบอก ตอนนี้เห็นแกดีขึ้น...”    พอมายุเห็นสีหน้าของจูรินะเศร้าลง เขารู้ทันทีว่าเพื่อนของเขาไม่ได้อาการดีขึ้นเลย    “ท่าจะยังไม่ดีขึ้นแฮะ”       และมายุก็เงียบไป ส่วนจูรินะน่ะหรอ ตายไปอีกรอบแล้วมั้ง เรนะ.... เรนะที่คบกับเขามาเกือบสามปี เพิ่งบอกเลิกเขาไปดื้อ ๆ เมื่อไม่กี่เดือนก่อนโดยที่ไม่บอกแม้แต่เหตุผลที่เดินจากไป     เขาคิดจะรอ แต่เมื่อเรนะไม่กลับมา ก็ถึงเวลาที่ต้องทำใจ แต่มัน...ทำยากกว่าที่หลาย ๆ คนเคยพูด ทุกครั้งที่ลืมตาตื่น ความทรงจำต่าง ๆ ก็สาดเข้าใสแบบเต็ม ๆ จนอยากจะตายไปให้พ้น ๆ      เข้าเรียนก็ไม่ค่อยเข้า ไปไหนก็ไม่ค่อยไป จนวันก่อนโดนอาจารย์ที่ภาคเรียกไปเตือน เลยเริ่มรู้ตัวว่า เขาอาจจะได้ตายจริง ๆ ถ้าเรียนไม่จบปีนี้ ...พ่อแม่ฆ่าเขาตายแน่ ฮือออออ     ก็เลยต้องเริ่มปฏิวัติตัวเองซะใหม่ แต่พอเจอมายุมาบอกอะไรแบบนี้ เหมือนที่พยายามมาทั้งหมดจะสูญเปล่าเอาดื้อ ๆ                       “จะกลับไปนอนเน่าเหมือนเดิมมั้ยเนี่ย”    มายุส่ายศีรษะ ก่อนจะมองหน้าจอคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปของจูรินะที่เปิดค้างไว้    “พลาซีโบเอฟเฟค มันคืออะไร”       มายุกะจะถามไปเข้าเรื่องเรียนของคนที่คุยด้วย แต่เหมือนสติสัมปชัญญะของจูรินะจะตายไปพร้อมกับคำบอกเล่าของมายุเมื่อครู่ เธออยากจะเขกหัวตัวเองจริง ๆ ที่ตัดสินใจบอกจูรินะเร็วไปหน่อย นึกว่าจะหายดีแล้ว     พอไม่มีคำตอบจากคนตรงหน้า มายุก็เลยเลือกหยิบมือถือมาเล่น ก่อนจะสไลด์หน้าจอทัชสกรีนผ่านตาอย่างรวดเร็ว                       “นี่จูรินะ เคยได้ยินอันนี้มั้ย นักจิตวิทยากล่าวว่า ถ้าเรามัวแต่จดจำแต่ความสุข จะทำให้เราลืมความทุกข์ยากขึ้น”       จูรินะหันมองมายุ ก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากัน นักจิตวิทยากล่าวว่า... อย่างนั้นหรอ พอได้ยินอะไรเกี่ยวกับที่เรียน... เลิกสมองตายแปบนึงก็ได้                       “เอามาจากไหน”                   “ทวิต”   มายุตอบทั้ง ๆ ที่ยังมองจ้องมือถือของตัวเอง ทวิตเตอร์งั้นสิ   “อันนี้เด็ดกว่า เขาบอกว่า ตามหลักจิตวิทยา คนที่เลิกกันแต่ยังเป็นเพื่อนกันได้ แปลว่า ทั้งคู่ ยังรักกัน หรือไม่ก็ ไม่เคยรักกัน เลย”                   “หึ”   จูรินะแค่นหัวเราะออกมา ถ้าความคิดคนมันจะไม่ซับซ้อนขนาดแยกประเภทความรู้สึกได้ชัดเจนขนาดนี้ เขาควรเอาตำราจิตวิทยาทั้งหมดไปเผาทิ้งดีกว่ามั้ย                   “หรือว่าอันนี้ นักจิตวิทยากล่าวว่า การที่คุณรอ ใครบางคน อาจทำให้คุณเสีย คนดีดี ไปแล้วหลายคน”    มายุอ่านจบและเงยหน้ามองจูรินะ จูรินะมองมายุสีหน้าสงสัยกับไอ้ทวิตสุดท้ายที่มายุพูดให้เขาฟัง    “เออ แกก็เรียนจิตวิทยานี่หว่า”   มายุรีบเปลี่ยนเรื่อง    “มีคำคมดี ๆ ให้ฉันทวีตเรียกรีทวีตมั้ย”                   “อะไรของแก”    ต้องการแค่นี้งั้นหรอ สุดท้ายเป็นห่วงเขาบ้างมั้ยเนี่ย ทั้ง ๆ ที่มายุ เพิ่งมาทำให้แผลที่เกือบจะหายดีของเขา ให้ ปวดแสบ ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ดันห่วงแค่ยอดรีทวิตเนี่ยนะ    “งั้น...แกเตรียมทวีตเลยนะ”                   “ว่ามา ๆ”                   “นักจิตวิทยากล่าวว่า พวกกูไม่เคยคิดคำคมมาให้มึงทวิตกันหรอก ไอ้หอกหัก”       สิ้นคำของจูรินะ มายุลงไปหัวเราะตัวงอกับเตียงของเจ้าของห้องทันที                       “หอกหักเลยหรอ”    มายุหรี่ตาขึ้นมาจูรินะ พูดทั้ง ๆ ที่ยังขำจนปวดท้อง          พอจูรินะเห็นมายุหัวเราะขนาดนั้น เขาก็ยิ้มออกมาได้บ้าง ก่อนจะส่ายศีรษะ มีเพื่อนดี ๆ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง จะกลับไปเป็นแบบเดิม... เศร้าแบบเดิม เน่าแบบเดิม... ไม่ควรแล้วใช่มั้ย                       “โอย ทวิตไปแบบนั้น โดนด่ายับแน่ ๆ”   มายุตั้งสติได้ก็ลุกขึ้นมานั่ง ก่อนจะเก็บมือถือ และมองสบตากับคนที่ยอมยิ้มในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ก่อนจะตบไหล่เพื่อนของเขาเบา ๆ    “คนเรามันต้องก้าวไปข้างหน้า จูรินะ ไม่มีใครถอยหลังหรืออยู่กับที่แล้วประสบความสำเร็จหรอก”                   “ฉันว่ามีนะ คนที่ถอยหลังแล้วประสบความสำเร็จ”  จูรินะแย้ง                   “ใคร”                   “นักกีฬาชักเย่อ”                   “ประสาท”   มายุด่าพร้อมกับตบไหล่จูรินะเต็มแรง กวนประสาทแบบนี้ สรุปคือดีขึ้นบ้างแล้วใช่มั้ย จูรินะ     “ไปกินข้าวกันดีกว่า ฉันหิวแล้ว”       มายุลุกขึ้น แล้วรอให้จูรินะลุกขึ้นอีกคน จูรินะพับหน้าจอแล็ปท็อปของตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ และหยิบมือถือตัวเองขึ้นมาเช็คอะไรนิดหน่อย                     “แกรีทวีตไอ้ข้อความที่แกอ่านให้ฉันฟังด้วยหรอ”  จูรินะถามมายุ เมื่อเข้าไปเช็คทวิตตัวเอง                   “เออสิ”       จูรินะมองอยู่อย่างนั้น ก่อนจะกดเฟเวอริททวีตหนึ่งของมายุ                       “นักจิตวิทยากล่าวว่า การที่คุณรอใครบางคน อาจทำให้คุณเสียคนดีดีไปแล้วหลายคน”                                     “แกจะเฟฟทำไม คำคมพวกนี้นักจิตวิทยาไม่ได้พูดไว้จริง ๆ ไม่ใช่หรอ”    มายุมองหน้าจอมือถือที่เด้งเตือนขึ้นมา                   “ไม่มีอะไรหรอก”  จูรินะยิ้มบาง ก่อนจะลูบหัวของมายุ แล้วเดินผ่านไป    “กินข้าว หิวแล้ว”                   “ฮึ่ย”  มายุจับหัวตัวเอง คิดว่าสูงกว่าแล้วมาทำเหมือนเธอเป็นเด็ก ๆ ได้รึไง เริ่มหายดีแล้วทำซ่าแล้วนะ     มายุมองไล่หลังจูรินะ ก่อนจะมองมือถือของตัวเอง และมองข้อความในทวิตนั้น... แล้วยิ้มออกมา ยิ้มกับรายชื่อของใครบางคน ที่เพิ่งมา เฟเวอริท ทวีตที่เธอ... รีทวีตไว้     ……………………….                   =========================   คู่อวยของผ๊มมมม   ลองแต่งจูมายุครั้งแรก ได้แค่นี้ 555
  3. 1. ขายโฟโต้บุคมายูยุตามรูป ของใหม่สภาพดีมาก ไม่มีโปสการ์ด (ซื้อจากคิโนะเพื่อเอาโปสการ์ดด้านในเล่มอย่างเดียวค่ะ) ราคา 600 บาท ค่าส่งลทบ. 50 EMS 70        
  4. Inside     กราบขอบพระคุณภาพประกอบ(ทวง)ฟิคจากคุณ taro015 さん อย่างสุดซึ้งค่ะ   Episode  | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 10.5 | 11 | 12 | 13 | - Epilogue -     Special Sweet Dreams Before the nightmare     --------------------------- Inside Episode 1 (2.2k words)     เสียงสายฝนเทกระหน่ำ ร่างของเด็กสาวทิ้งตัวลงนั่งพิงโซฟาอยู่กลางห้องพักของตน สาวชุดนักเรียนคอกะลาสีสีดำสนิท จ้องมองตรงไปยังชุดสูทโรงเรียนสตรีหรูที่แขวนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า เธอเอนคอพิงพนักโซฟา สองหูตั้งใจรับฟังเพลงที่ส่งผ่านมาจากโทรศัพท์มือถือในมือเข้ากับหูฟังแบบเฮดโฟนที่สวมอยู่   ฝนตกอีกแล้ว เกลียดวันฝนตกเหลือเกิน   ใช้ช่วงเวลาส่วนตัวได้เพียงครู่เดียว โทรศัพท์ในมือก็กระพริบไฟ เป็นสัญญาณว่ามีใครบางคนติดต่อเข้ามา   ครืด... 'หนึ่ง'   ครืด... 'สอง' ...   เด็กสาวทิ้งให้โทรศัพท์สั่นต่อไป เสมือนลองใจว่าความอดทนของฝ่ายไหนจะหมดก่อน และเมื่อถึงครั้งที่สิบสอง เธอก็กดรับมันโดยไม่มองว่าปลายสายเป็นใคร   "เมื่อไรจะรับโทรศัพท์ให้เร็วขึ้นสักที นี่มันเรื่องด่วนนะ วาตานาเบะ!" เสียงจากฝั่งตรงข้าม เริ่มบทสนทนาด้วยคำดุ คำพูดที่จริงจังและน้ำเสียงเครียด บอกให้รู้ได้ทันทีว่าผู้โทรมานั้นมีเรื่องใหญ่อยู่ในใจ   "...มีธุระอะไรก็ว่ามา ทาคามินะซัง" น้ำเสียงเรียบตอบกลับไป   เสียงถอนหายใจเบาๆลอยออกมาจากปลายสาย "... สวนสาธารณะข้างเมือง กำลังส่งรถไปรับ ลงมารอได้แล้ว"   สิ้นเสียงนั้น วาตานาเบะก็กดตัดสายไป   เธอลุกขึ้นยืน และเดินตรงออกไปที่หน้าประตูห้อง มือคว้าเอาเสื้อคลุมมีฮู้ดสีดำสนิทที่แขวนพักอยู่ตรงแท่นแขวนเสื้อหน้าห้องมาสวมคลุมไว้ ใส่รองเท้าบู้ทสีน้ำตาลเข้มคู่โปรด และไม่ลืมที่จะสวมถุงมือหนังสีดำที่วางไว้บนตู้เก็บรองเท้าด้วย กดเสียงเล่นเพลงให้ดังขึ้นก่อนจะยัดโทรศัพท์ลงไปในกระเป๋าเสื้อคลุม แล้วเดินออกจากห้องไป     ...   พื้นที่เหนอะหนะในสวนสาธารณะเพราะพิษฝน ไม่ทำให้บรรยากาศแย่เท่าสายเทปสีเหลืองสลับดำที่ถูกพันปิดทางเข้าไว้หน้ารั้ว สายเทปกันห้ามเข้าที่เกิดเหตุ ร่างบางในชุดฮู้ด ก้าวลงจากรถตำรวจสีดำสนิทไม่แพ้เสื้อคลุม นายตำรวจคนเดิมที่ขับรถไปรับและมาส่ง รีบลงจากรถ อ้อมมาถือร่มกางให้เด็กสาว แต่ก็ไม่ได้ทำตามที่หวัง เพราะคนที่ไปรับมานั้น ชิงเดินไปก่อนไกลแล้ว สองมือของเด็กสาว ล้วงกระเป๋าเสื้อคลุมและเดินตรงผ่านเข้าไปยังสถานที่ที่ถูกกั้นไว้แบบไม่หยี่ระ   ตำรวจนายหนึ่ง ก้าวปรี่เข้ามาหมายจะห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องตามหน้าที่ เธอปรายตามองตำรวจคนนั้นด้วยสายตาหงุดหงิด และดึงโทรศัพท์ที่มีตราพิเศษของแผนกสืบสวนระดับสูงขึ้นมา สิ่งนั้นทำให้นายตำรวจหน้าเสีย และหลีกทางให้กับเธอ   เดินเข้ามาถึงด้านใน ก็เห็นภาพแผนกสืบสวน กำลังเดินเก็บหลักฐานกันขวักไขว่ ตำรวจในชุดคลุมกันฝนหลายนาย ต่างตั้งใจทำหน้าที่ของตน ในจำนวนนั้น มีนักสืบหญิงร่างเล็กคนหนึ่ง สังเกตเห็นและเดินตรงมาที่เธอ   "มาแล้วเหรอ วาตานาเบะ" ท่าทางการพูดจาที่มีอำนาจประกอบกับมีตำรวจชั้นผู้น้อยกว่าเดินตามถือร่มให้ แม้คนที่ไม่รู้จัก เห็นครู่เดียวก็เดาได้ว่าผู้หญิงคนนี้ มีตำแหน่งใหญ่โตพอสมควร   "...ก็เห็นอยู่ตรงหน้าแล้วนี่ ทาคามินะซัง" คำตอบของเด็กสาว ทำให้ผู้ฟังถึงกับถอนหายใจ   "ช่างเถอะ ฉันก็ไม่อยากรบกวนเวลาเธอจนดึกดื่นหรอกนะ ...โทษที ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน" "ตามมาทางนี้" ผู้มีอำนาจออกคำสั่งแล้วเดินนำไป   สาวน้อยในชุดฮู้ดก้าวเท้าตาม   เดินลึกเข้าไปในสวนเท่าไร ก็ยิ่งเห็นความอึมครึ้มของบรรยากาศ   ฝนยังคงตกปรอยๆ รอบด้านของสวนที่เคยจำได้ว่า ตอนกลางวันจะมีความสดใส บัดนี้ฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ถูกทดแทนด้วยความหดหู่   "เธอยังใส่ชุดนักเรียนนั่นอยู่อีกเหรอ... ย้ายเข้าโรงเรียนใหม่เป็นอาทิตย์แล้วนะ" ตำรวจหญิงเอ่ยถาม   "...ฉันไม่เหมาะกับที่นั่น ทาคามินะซัง" เด็กสาวยังคงตอบเสียงเรียบด้วยท่าทีไม่สนใจโลก   " อย่าบอกนะว่ายังโดดเรียนอยู่" เสียงผู้อายุมากกว่าเข้มขึ้น   "..." เด็กสาวร่างบางไม่ตอบใดๆ ทาคามินะ ถอนหายใจ เพราะรู้ดีว่านิสัยของเด็กข้างๆเป็นอย่างไรจึงเลือกที่จะเงียบไม่พูดต่อ   ...ทั้งคู่ พร้อมนายตำรวจถือร่มอีกหนึ่งนาย มาหยุดอยู่หน้าที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานแต่ล่ะคนที่เห็นนายตนเดินมา ต่างหยุดการกระทำของตน และหันมาทำความเคารพ "เชิญครับรองผู้กำกับทาคามินะ" นายตำรวจพูดทักทายเสร็จก็เบี่ยงตัวออก   เผยให้เห็นผู้โชคร้าย หญิงสาววัยรุ่น นอนแน่นิ่งไร้ซึ่งสัญญาณชีวิตอยู่ที่พื้นหญ้าหลังพุ่มไม้นั่น เลือดเจิงนองออกมาจากปาดแผลที่ข้อมือทั้งสองข้าง บัดนี้เริ่มแห้งกรังและจับตัวเป็นก้อน สภาพศพเสมือนหญิงสาวปาดข้อมือตนเองเพื่ออัตวินิบาตรรม อาวุธเป็นมีดคัตเตอร์ตกอยู่ข้างกาย   "ดูยังไงก็เป็นการฆ่าตัวตายนะครับท่านรอง" นักสืบจากหน่วยสืบสวนผู้หนึ่งเดินแทรกเข้ามาออกความเห็น   "ถ้าคิดอย่างนั้นไปแล้วจะเรียกฉันมาให้เสียเวลาทำไมล่ะ" เด็กสาวในชุดกะลาสีพูดขึ้นเสียงเรียบ แต่ทำเอานักสืบคนนั้น ถึงกับเขม่นคิ้วเพราะคำถาง   "นี่เธอ!" ตำรวจสืบสวนนายนั้นขึ้นเสียง แต่ก็ถูกหยุดด้วยสายตาปรามของผู้บังคับบัญชา   "เพราะชั้นรู้สึกแปลกๆ เลยเรียกเธอมายืนยัน" ทาคามินะพูดแทรก "ทำหน้าที่ของเธอไปเถอะ วาตานาเบะ"   "..." เด็กสาวชุดดำไม่ตอบอะไร เธอเดินตรงเข้าไปยังร่างไร้วิญญาณนั้น แล้วยืนพิจารณาสิ่งต่างๆ วาตานาเบะ ถอดถุงมือหนังของตนเองออกข้างหนึ่ง ดึงหูฟังที่สวมอยู่ให้ลงมาพักไว้ที่ต้นคอ แล้วใช้ปลายนิ้วสัมผัสไปยังร่างของผู้ตาย   แค่เด็กนักเรียนมัธยมปลายยืนมองสถานที่เกิดเหตุแบบนี้โดยไม่กรีดร้องเสียสติก็น่าแปลกแล้ว นี่กลับเดินเข้าไปใกล้อย่างไม่เกรงกลัวใดๆอีก เป็นภาพที่ทำให้ตำรวจหน้าใหม่หลายนายรู้สึกแปลกตายิ่งนัก   "...เด็กนั่นเป็นใครเหรอครับ รองมินามิ" ตำรวจผู้น้อยที่ถือร่มตามให้เอ่ยถาม   "นายเพิ่งเคยลงพื้นที่นี่นะ..." หญิงสาวร่างเล็กพูด "เด็กช่วยงานพิเศษของฉันเอง รอดูไปเถอะ"   เด็กสาวนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็ลุกยืน เธอหันสายตาเย็นชาไปยังพนักงานสืบสวนด้านข้างแล้วพูดขึ้น "กระเป๋าถือของผู้ตายล่ะ?" "กระเป๋า? ไม่มีนะ ที่เราพบมีแค่ร่างกับอาวุธนั่นแค่นั้น" นายคนนั้นตอบ   "เดี๋ยวก็มี..." เด็กสาวพึมพำ จังหวะนั้นเองมีอีกเสียงวิ่งมาจากอีกฟากหนึ่งของสวน ตำรวจนายหนึ่งวิ่งมาด้วยท่าทีร้อนรน ในมือที่ใส่ถุงมือสีขาวถือสิ่งของชิ้นหนึ่งอย่างระมัดระวัง   "รองมินามิครับ! เราพบกระเป๋าถือ คาดว่าจะเป็นของผู้ตายตกอยู่ทางด้านโน้น" "เห็นไหมล่ะ..." ร่างเล็กของเจ้าของรองเท้าบู้ท เดินตรงไปคว้าเอากระเป๋านั้นมา ท่ามกลางความตกใจของตำรวจทุกนาย "ดะ-เดี๋ยว! นี่เธอ! ลายนิ้วมือมัน...!" นายตำรวจผู้ถือกระเป๋ามาร้องโวยวาย     "ไม่ได้ฆ่าตัวตาย" เด็กสาวพูดขึ้นเสียงเรียบ ไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองด้วยสายตาขุ่นเคือง   "เฮอะ มั่วรึเปล่า" นักสืบที่เขม่นอยู่เป็นทุนเดิม พูดขัด   "มีเหตุผลอะไรเธอถึงคิดอย่างนั้น" รองผู้กำกับถาม ยื่นมือไปปรามคนที่พยายามหาเรื่อง     วาตานาเบะรู้อยู่แก่ใจ     ทาคามินะผู้ที่รู้เรื่องเธอดีอยู่แล้ว ไม่มีทางถามคำถามแบบนี้แน่ เธอเหลือบสายตามองไปโดยรอบ สังเกตเห็นตำรวจหน้าไม่คุ้นหลายนายจ้องมองเธออยู่   เพียงต้องการให้คนอื่นรับรู้ถึงความสามารถของเธอเท่านั้น   ทุกครั้งที่เคยถูกเรียกมา ก็เป็นคดีที่มีเพียงคนวงในไม่กี่คนควบคุม เป็นทีมเฉพาะกิจที่รองผู้กำกับทาคามินะจะเตรียมไว้ให้สืบเรื่องราวก่อนจะส่งสำนวนไปยังแผนกสืบสวนต่อไป เธอเป็นผู้ช่วยพิเศษที่ทาคามินะพบตัว และรับเลี้ยงดูไว้สำหรับช่วยไขคดีที่มีปัญหา หรือบางครั้ง อยากปิดคดีด่วน หาสาเหตุจูงใจอย่างรวดเร็ว ก็จะเรียกตัวเธอมา   "กระเป๋าถือของผู้ตายมีแต่เครื่องสำอางค์และกระเป๋าเงิน ไม่ได้พกกระเป๋าเครื่องเขียน จะพกคัตเตอร์อย่างเดียวมาทำไมในกระเป๋าเครื่องสำอางค์?" เด็กสาวตั้งคำถาม ใช้คำพูดเชิงท้าทาย   "...ดูจากใบหน้าแล้วท่าทางอายุยังไม่เกินสิบแปด ชุดที่ใส่ก็ไม่ใช่ชุดนักเรียน แต่แต่งชุดเดรสสวยงาม แต่งหน้า ทาปาก มีกลิ่นน้ำหอมจางๆ คนที่แต่งตัวจัดเต็มแบบนี้ จะมาปลิดชีวิตตัวเองกลางสวนเงียบๆทำไม"   "ถ้าให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ที่ต้นแขนมีรอยช้ำเล็กน้อย เป็นร่องรอยการต่อสู้แน่นอน แต่เห็นได้ชัดว่าพวกคุณรอแผนกชันสูตรอยู่สินะ ที่เกิดเหตุก็กั้นไว้ซะรอบแต่เพิ่งจะหาหลักฐานเจอเอาป่านนี้ มันถึงได้เสียเวลาสิ้นดีไงล่ะ"     "อีกอย่างที่ทาคามินะซังเรียกฉันมาปกติต้องเป็นคดีพิเศษ ไม่ก็งานลับแบบเงียบๆ แต่ครั้งนี้ฉันเดาว่าเหยื่อรายนี้ต้องเป็นคนสำคัญสักคนแน่ อาจจะเป็นลูกสาวนักการเมือง หรือผู้มีอำนาจสักคน ไม่งั้นไม่ยกมาทั้งกองแบบนี้หรอก"     เจ้าหน้าที่ทุกคนกลืนน้ำลายเงียบกับคำสันนิฐานของสาวน้อย ที่เดาความเป็นมาของเหยื่อถูกต้องเกือบร้อยเปอร์เซ็น "ใช่ ...ผู้ตายเป็นหลานสาวคนเดียวของรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง" รองผู้กำกับทาคามินะตอบ   "ก็แค่เด็กวัยรุ่น ฆ่าตัวตายล่ะว้า" นักสืบหนุ่มสถบ "...คุณมาจากกรมตำรวจกลางสินะ" วาตานาเบะหันไปถามผู้ที่คอยเขม่นเธอตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่ามกรายเข้ามา "ใช่ มีปัญหาอะไร?" ตำรวจสืบสวนนายนั้นจับสูทเสื้อ และแสดงเข็มกลัดที่ปกบ่งบอกสถานะของตนเองอย่างอวดภูมิ   "พูดจาดูหมิ่นผู้ตาย นี่สินะสิ่งที่นักสืบกองกลางพึ่งกระทำ" วาตานาเบะแค่นตามองอย่างดูถูก คำพูดรุนแรงของเด็กสาวตัวเล็กทำให้นายตำรวจใหญ่อารมณ์ขึ้น เตรียมเดินตรงปรี่เข้ามาด้วยสายตาแค้นเคือง   "ที่จริง ยัยนี่จะเป็นใคร เป็นอะไรตาย ฉันก็ไม่สนหรอก เพราะฉันแค่ทำหน้าที่ที่ฉันสัญญาไว้กับทาคามินะซังเท่านั้น" เด็กสาวพูดต่ออย่างรวดเร็ว   "แต่ให้ฉันเดาความคิดคุณให้ไหม? เพราะเป็นหลานสาวของนักการเมืองใหญ่ กองสืบสวนกลางถึงต้องลงมารับหน้าทำ ก็เลยอยากปัดปัญหากับรูปคดีให้เป็นว่าฆ่าตัวตายจะได้ไม่ต้องตามสืบสาวอะไรให้วุ่นวาย ...แค่หาแรงจูงใจ ปั้นแต่งสำนวนบิดเอานิดหน่อยโทษยัยนี่ว่าคิดสั้นเอาก็สิ้นเรื่อง"   นายตำรวจหนุ่มหยุดกึก   "แต่ถ้าหากบทมันพลิกออกมาเป็นถูกฆาตกรรม ให้ตายยังไงกรมตำรวจก็ต้องตามหาตัวฆาตกรมารับให้ได้ ไม่อย่างนั้นเสียทั้งหน้าและชื่อเสียง เอาเข้าจริงแค่ลูกนักการเมืองใหญ่มีข่าวว่าโดนฆาตกรรม ยังไม่ทันหาตัวฆาตกร ก็ฉาวโฉ่ไปทั้งกรมตำรวจแล้วด้วยซ้ำว่าปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง ไม่แปลกหรอกที่คุณ หรือใครต่อใครหลายคนพยายามจะบอกว่ามันเป็นการฆ่าตัวตายหนักหนา"   นักสืบหนุ่มสะอึก ไม่คิดว่าคำพูดของเด็กสาวจะเสียดแทงเข้าไปในจิตใจได้ถึงขนาดนั้น   "ฉันขอย้ำอีกที ใครจะเป็นจะตาย ไม่ใช่เรื่องของฉัน ฉันแค่พูดตามสิ่งที่เห็นและคาดการณ์เอาเท่านั้น ซึ่งฉันมั่นใจว่าการคาดเดาของฉันมีเปอร์เซ็นผิดพลาดน้อยมาก และจากหลักฐานทั้งหมดที่แสดงออกมาตอนนี้ ขอยืนยันอีกครั้งว่าเธอคนนี้ถูกฆาตกรรม"     เพียงการแสดงสันนิษฐานสั้นๆ กับสายตาที่ทรนงในตนเอง   ทุกคน ณ ที่นั้นก็ยอมรับความสามารถของเด็กสาวเรียบร้อย ไม่แปลกใจที่รองผู้กำกับไว้ใจให้เด็กไร้หัวนอนปลายเท้าจากไหนไม่รู้มาร่วมการสืบสวน   วาตานาเบะ ลอบเหยียดยิ้มสมเพชทุกคนที่มองเธอด้วยสายตาชื่นชมอยู่ในใจ   หารู้ไม่ว่าความสามารถคาดเดาและสันนิษฐานอะไรนั่น   ...โกหกทั้งเพ      ---------     ฟิครายวูบเดียว ที่แอบคิดพล๊อกไว้นานแล้วแต่ไม่มีโอกาส พอดีโดนจุดประกายว่า เขียนแนวสืบสวนสิ...   อิอิ...   แต่สืบสวนไม่น่ารอดค่ะ  เพราะงั้นฟิคเรื่องนี้ไม่ใช่แนวสืบสวนหรอก   หากแต่งไปตามเรื่องนี่มันดาร์คสุดๆค่ะ ไม่มีบทหวานแน่     ยังไม่ทราบว่าจะมีกี่ตอน และไม่รู้ว่าจะมีต่อไหม เสมือนลงซาวน์เสียงก่อนแล้วกันเนอะ โฮฮฮฮ   กราบขออภัยล่วงหน้า ถ้าใช้เวลายาวนานค่ะ   ปล. ชื่อเรื่องก็ตั้งสดเนี่ย ไม่รู้จะใช้ชื่ออะไร แค่คาดว่าไม่เปลี่ยนแล้วหล่ะค่ะ 5555