Search the Community

Showing results for tags 'mayuki'.

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Found 8 results

  1. คนใจร้าย… # 00                   "ทำไมวันนี้ถึงไม่มานะ?..."           เด็กสาววัยแรกแย้มในชุดนักเรียนสีขาวสะอาดกำลังนั่งรับลมยามเย็นอยู่เพียงลำพังที่ริมหน้าต่างบานเดิมซึ่งอยู่ติดกับที่นั่งหลังสุดของเธอ ณ ตอนนี้บรรยากาศเงียบสงัดและไร้ซึ่งผู้คน เด็กสาวใช้มือเรียวของเธอยกผมขึ้นทัดหูเบาๆพลางทอดมองออกไปไกลสุดสายตา ราวกับว่าภายในแววตาที่สั่นไหวนั้นกำลังกู่ร้องว่าเธอถวิลหาบางสิ่งอย่างสุดหัวใจ           “มายุคุง~” มือเรียวเล็กหยุดชะงักทันที เมื่อมีคลื่นเสียงความถี่สูงเดินทางมากระทบโสตประสาท เสียงที่แสนคุ้นเคยนั้นส่งผลให้ริมฝีปากอมชมพูคลี่ยิ้มออกมาบางๆ ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะละออกจากทิวทัศน์นอกหน้าต่างเพื่อหันมาตอบกลับเสียงเรียกนั้น                “คุณอาจูรินะ!” เด็กสาวตะเบ็งเสียงเรียกชื่ออีกคนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ร่างสูงเพรียวของหญิงสาวปรากฏตรงหน้าเธอในคราบผู้ใหญ่เต็มตัว สายตาคมเฉี่ยวมีเสน่ห์มองมาที่มายุอย่างเอ็นดู           “รอนานมั๊ย?” จูรินะเลิกคิ้วถามพลางรอคำตอบ           “ไม่เลยค่ะ ก็แค่คนอื่นเขากลับกันไปหมดแล้ว…” น้ำเสียงประชดประชันที่ไม่คาดคิดว่าจะออกมาจากปากมายุดังขึ้น เธอสะบัดหน้าหนีทำเชิงให้อีกคนมาง้องอน ใบหน้าน่ารักที่เบ้ปากแบบแกล้งๆยิ่งดูน่าเอ็นดูเข้าไปใหญ่           “นี่เรางอนอาอยู่หรอเนี่ย?” จูรินะขมวดคิ้วเป็นปมก่อนจะเดินเข้าไปเพื่อชะเง้อดูหน้าอีกคน           “โตแล้วก็คิดเองสิคะ หึ” มายุยังคงแสร้งทำเป็นไม่สนใจ           “อาไม่เข้าใจความคิดของเด็กหรอกน่า เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย จะไปตามทันได้ไง” จูรินะเอ่ยพลางยักไหล่           “งั้นคุณอาก็ไม่ต้องสนใจเด็กอย่างมายุหรอกค่ะ เสียเวลาเปล่าๆ” มายุเอ่ยตัดพ้อจนอีกคนสะดุด           “เห้อ…มายุเอ้ยมายุ การดูแลเด็กน้อยอย่างเรามันก็เป็นหน้าที่ของอาอยู่แล้วไม่ใช่รึไง^^” จูรินะพูดพลางสวมกอดมายุจากด้านหลัง โดยไม่ให้อีกคนได้ทันตั้งตัว ร่างเล็กสะดุ้งเฮือกก่อนจะพยายามสะบัดอ้อมกอดอุ่นของอีกคนออกด้วยแรงอันน้อยนิดที่มี           “คุณอาคะ!!! ปล่อยมายุนะ นี่มันที่โรงเรียนนะรู้มั๊ย!” มายุกึ่งพูดกึ่งกระซิบขณะดิ้นเพื่อให้หลุดจากอ้อมกอดของร่างสูง           “ทำไมล่ะ ที่โรงเรียนเค้ามีกฏว่าห้ามกอดกันหรอ?” จูรินะเอ่ยพลางกลั้วหัวเราะ           “ฟืดดดดด” เสียงหอมฟอดใหญ่ดังขึ้นขณะริมฝีปากรูปกระจับกระทบแก้มเนียนนุ่มของร่างเล็ก           “คุณอา!!!” มายุพยายามจะโวยวาย แต่ก็นึกคำพูดไม่ทันเนื่องด้วยความเขิน           “อ่ะๆๆ อาปล่อยก็ได้ ฮ่าๆๆๆ” เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วจูรินะจึงค่อยๆคลายอ้อมกอดออกจากมายุ ก่อนจะส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มให้คนตัวเล็กที่นั่งทำหน้ามุ่ยอยู่           “คราวหลังไม่เล่นแบบนี้แล้วนะคะ” มายุเอ่ยพลางกอดอกแสดงถึงความไม่พอใจ           “…” จูรินะเงียบไม่รับปาก           “นะคะ!” มายุย้ำคำหนักแน่นขึ้นกว่าเดิม           “จะ จ้าๆ อาผิดไปแล้ว แอมซอรี่บัทไอเลิฟยู~”           “ไม่ต้องเลย วันนี้เลี้ยงติมมายุซะดีๆ ไม่งั้นจะไม่คุยด้วยแล้ว”           “ได้เลยค้าบบบโผมมม”           พอสิ้นเสียง ทั้งสองจึงเดินออกจากห้องเรียนซึ่งก็ถึงเวลาปิดตึกพอดิบพอดี ร่างเล็กและร่างสูงเดินจูงมือกันออกจากรั้วโรงเรียนอย่างสุขสันต์ ในขณะมีใครบางคนก็กำลังยืนมองพวกเขาที่เดินไกลออกไป ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งแต่ภายในดวงตาสีดำสนิทกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายที่ไม่อาจคาดเดา ริมฝีปากสวยเผยอออกเล็กน้อยก่อนจะเปล่งเสียงออกมาแผ่วเบาและปลิวไปกับสายลม           “ก็ดีแล้วล่ะ…”   _______________________________________________________________________________   ข้อมูลฟิคเก่าหายหมดเลย ฮรือออออ ขอเริ่มต้นใหม่ที่ฟิคนี้ละกันนะคะ  ทีแรกก็ว่าจะอำลาวงการไปแล้วล่ะ แต่ยังรู้สึกอยากเขียนเรื่องแบบนู้นแบบนี้อยู่เลย555  ไรท์เองก็หายไปนานเพราะวุ่นกับการสอบชิงทุน เลยแอบคิดว่าคงจะไม่มีใครรอฟิคเราแล้วล่ะ5555 แต่ถึงยังไงก็ขอโทษด้วยนะคะที่อาจจะไม่ได้แต่งฟิคเก่าต่อแล้ว T^T
  2. Intor Mom   “อรุณสวัสดิ์ครับ ท่านประธานคาชิวากิซัง”   เสียงของพนักงานหนุ่มกล่าวทักทายคาชิวากิ ยูกิ นักธุรกิจสาววัย 30 ต้น ๆ หญิงสาวได้ดำรงในตำแหน่งประธานบริษัท K.World Group., Ltd เนื่องจากรับช่วงต่อจากผู้เป็นพ่อบวกกับฝีมือในการบริหาร จึงทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวกับบริษัทของเธอมีรายได้เข้ามาอย่างมหาศาล และกลายเป็นบริษัทต้น ๆ ของประเทศ และต่างประเทศ   คาชิวากิ ยูกิ จัดว่าเป็นผู้หญิงที่ดูสมบูรณ์แบบทุกอย่าง ทั้งหน้าตาที่สวย รูปร่างที่ดี การบริหารที่ยอดเยี่ยม และต้นตระกูลที่ดี จึงไม่แปลกที่เธอจะมีผู้ชายมากมายหลายวัยเข้ามาขายขนมจีบ แต่ผู้ชายเหล่านั้นก็ต้องรับประทานแห้วกันทุกคน เพราะหญิงสาวมีลูกสาวหน้าตาน่ารักอย่างวาตานาเบะ มายุอยู่แล้ว…   “อรุณสวัสดิ์จ๊ะ”   หญิงสาวตอบกลับพร้อมกับยิ้มบาง ๆ ให้ชายหนุ่มได้ละลายเล่น ก่อนจะเดินตรงไปที่ห้องทำงานของตัวเองพร้อมกับฮัมเพลงอย่างมีความสุข ซึ่งทำให้บอดี้การ์ดสาวที่เดินตามมาตั้งแต่แรกอย่างโยโกยามะ ยุยถึงกับยิ้มขึ้นมา เพราะรู้ดีว่าเหตุผลที่เจ้านายของเธอนั้นอารมณ์ดีเช่นนี้คืออะไร   “เมื่อคืนคุณนายคงมีความสุขมากเลยสินะคะ”   ยุยพูดขึ้นมาหลังจากปิดประตูห้องพร้อมล็อกกลอนประตูอย่างดี เพื่อไม่ให้คนภายนอกได้ยินเรื่องราวของเจ้านายสาวที่ปิดบังเอาไว้   “รู้ใจฉันดีนี่ยุยฮัง...ก็เมื่อคืนลูกสาวคนดีของฉันตามใจฉันนี่นา...”   ยูกินั่งลงบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างมีความสุข แล้วนึกถึงเรื่องเมื่อคืนที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับลูกสาวคนสวย   “ค...คุณแม่...”   เสียงที่สั่นเครือของเด็กสาววัยมัธยมปลายเรียกสรรพนามของร่างสูงที่กำลังระดมจูบลงบนต้นคอขาวพร้อมลูบไล้ไปมาตามร่างกายของเด็กสาวภายใต้ชุดนอนลายการ์ตูนที่มายุชอบ   “คะ?”   หญิงสาวถามสั้นโดยไม่ละออกจากคอระหง มายุพยายามกลั้นความรู้สึกที่ถูกปลุกให้ร้อนรุ่ม ความสัมพันธ์ภายนอกที่หลายคนรู้คือแม่ลูก แต่ความสัมพันธ์ภายในของทั้งสองมันมากกว่านั้น   เด็กสาวรู้สึกสับสน และพยายามหาคำตอบเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเธอกับผู้หญิงตรงหน้าที่เธอเรียกว่าแม่   “คุณแม่คิดยังไงกับมายูยุคะ?”   น้ำเสียงหวานเอ่ยถามด้วยความสงสัย ความสัมพันธ์ทางกายที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเธอสองคนถือว่าเป็นเรื่องต้องห้าม   “คิดยังไงอย่างนั้นเหรอ?”   ยูกิเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเด็กสาวที่ใบหน้าแดงกล่ำ เนื่องจากถูกกระตุ้นความรู้สึกจนเกิดความร้อน มือเรียวยื่นไปจับแก้มใสของมายุพร้อมกับลูบอย่างเบามือ   “คิดว่ามายูยุเป็นของยูกิรินค่ะ”   คำตอบนั้นทำให้เด็กสาวถึงกับตาโตขึ้นมาด้วยความตกตะลึง   “ค...คุณแม่...”   “หืม? บอกแล้วใช่ไหมว่าเวลาที่อยู่กันแค่สองคนต้องเรียกกันว่ายังไง?”   ยูกิส่ายหน้าไปมาเบา ๆ พร้อมกับยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิม ผมยาวสยายที่มักจะถูกมัดเป็นทรงทวินเทลถูกปล่อยอย่างเป็นอิสระ อีกไม่นานเด็กสาวก็จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว กำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วสินะ   “ย...ยูกิริน...อื้ม~~”   เด็กสาวถึงร้องออกมาเมื่อถูกคนอายุมากกว่าจัดการปิดปากด้วยการจูบ ลิ้นของหญิงสาวสอดเข้ามาในโพรงปากของเด็กสาวพร้อมกับทักทายลิ้นเล็ก ๆ ของร่างเล็กไปด้วย   มายุตอบรับจูบแสนร้อนแรงปนความหวาน หญิงสาวตรงหน้าของเธอคือคนแรกที่ได้ร่างกาย และหัวใจของเธอไป ถึงจะรู้ว่ามันผิด แต่เธอก็ไม่สามารถห้ามใจได้เลย แม้ครั้งแรกจะขัดขืน แต่สุดท้ายก็แพ้ใจตัวเอง ยอมมอบร่างกายที่แสนบริสุทธิ์ให้กับผู้หญิงตรงหน้าแทน   ชุดนอนของทั้งสองถูกถอดทิ้งลงข้างเตียงสีขาวไซต์คิงอย่างไม่ใยดี ความหนาวเย็นจากเครื่องปรับอากาศของห้องนอนไม่สามารถดับความร้อนแรงของบทรัก   สองร่างเปลือยเปล่ากอดรัดกันจนแทบหลอมละลายเป็นร่างเดียว เตียงนอนแสนกว้างสั่นไหวไปตามบทเพลงรักที่ถูกบรรเลงตามความปรารถนาของอารมณ์ ก่อนที่ทั้งสองจะกรีดร้องออกมาพร้อมร่างกายที่กระตุกไปพร้อมกันเมื่อพากันแตะถึงสวรรค์กับบทรักแล้ว   เสียงเหนื่อยหอบของทั้งสองพร้อมเหงื่อที่ไหลออกมาจากการแสดงบทรักที่เพิ่งจบไป ยูกิก้มลงซบตรงคอระหงของเด็กสาวที่นอนหอบอยู่ข้างล่าง   “น...หนักค่ะ...”   มายุบอกยูกิด้วยความอ่อนหวานปนเหนื่อยพร้อมกับใช้มือดันร่างสูงให้ออก แต่คนตัวสูงกลับขยับใบหน้าพร้อมกับขบเม้มที่ใบหูแทน   “อื้ออออ~~”   “พรุ่งนี้คงต้องลาหยุดให้มายูยุแล้วล่ะคะ เพราะเด็กน้อยของยูกิรินคงไปเรียนไม่ไหวแน่ ๆ ”   ร่างสูงเงยหน้าพร้อมส่งสายตา และรอยยิ้มจอมเจ้าเล่ห์ให้ร่างเล็กที่รู้ดีว่าคนตัวสูงคงไม่หยุดง่าย ๆ แน่นอน...   -------------------------------------------------------------------- Hi~~~ ฟิคเรื่องล่าสุดค่าาาา (เรื่องล่าสุดยังไม่จบเลย แหะ ๆ) ยังรักษามาตรฐานเช่นเดิมค่ะ โลลิอีกแล้วครับท่าน ฮ่า ๆ เรื่องอาจดราม่านะคะ เพราะฉะนั้นกรุณาต้มน้ำรอด้วยค่ะ ส่วนเรื่องออดิชั่น BNK ไรท์ไม่ได้ลงสมัครออฯค่ะ (แม้จะแอบเสียดาย) ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุก ๆ คนที่ทั้งเข้ารอบ และไม่เข้ารอบด้วยนะ ถ้ารัก 48 จริง ๆ ไม่ได้มาเพื่อฉาบฉวย ไรท์ยินดีสนับสนุนเต็มที่ค่ะ ขอแค่รัก 48 ก็พอค่ะ (รอเปย์ 5555555) รุ่นที่ 1 อาจจะต้องเหนื่อยหน่อย เพราะเป็นรุ่นบุกเบิกที่ต้องทำให้คนรู้จัก และกลายเป็นศิลปินแนวหน้าให้ได้ เชื่อว่าทุกคนมีความพยายามทำในสิ่งที่ตัวเองรักค่ะ ขอให้สู้ ๆ นะคะ แต่ตอนนี้ไรท์ขอไปนอนแล้วค่ะ บายยยยย~
  3. S.A.IN. SS.2   นำเรื่อง l 01 l 02 l 03 l 04 l 05 l 06 l 07 l 08 l   09 l 10 l 11 l 12 l 13 l 14 l 15 l ...       S.A.IN. SS.1   นำเรื่อง l 01 l 02 l 03 l 04 l 05 l 06 l 07 l 08 l 09 l 10 l 11 l 12 l 13 l 14 l 15 l 16 l 17 l 18 l   19 l 20 l 21 l 22 l 23 l 24 l 25 l 26 (END) l                                 นำเรื่อง                                 ‘ยานเดินทางเจดับบลิวเอ็กซ์เอ็กซ์ไฟว์ เดินทางจากยูโรปาถึงดาวเคราะห์โลกใช้เวลา 21 วันกับอีก 3ชั่วโมง ระยะทางทั้งสิ้น 35 นาทีแสง พร้อมออกเดินทางในอีก 1 นาที ท่านผู้โดยสารที่ต้องการรับบริการเพิ่มเติมหรือมีข้อสงสัยใด ๆ สามารถสอบถามกับสเปซโฮสเตสของเราได้ตลอดเวลา ขอบคุณครับ”           เสียงประกาศจบลง พร้อมกับหญิงสาวที่ค่อย ๆ ทิ้งตัวลงนั่งตรงที่นั่งริมทางเดินในยานอวกาศขนาดเล็ก ก่อนเขาจะหยิบหนังสือเล่มออกมาจากกระเป๋า และเปิดอ่านส่วนที่เขาอ่านค้างเอาไว้     รับรู้ถึงแรงกระตุกเล็กน้อย ระหว่างการการปล่อยตัวของยานอวกาศ เงยหน้าขึ้นมองเพื่อเช็คความเรียบร้อย ก่อนจะใช้เวลาที่เหลือหมดไปกับสิ่งที่อยู่ในมือ                       “หนังสือกระดาษ อย่างนั้นหรอคะ"   คำถามนี้ ทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมาจากตัวหนังสืออีกครั้ง หลังจากที่เขาจมความสนใจของตัวเองไปกับมันเป็นชั่วโมง ๆ เขาหันมองเจ้าของเสียงที่ถามคำถาม หญิงสาวคนที่นั่งอยู่ที่นั่งข้างเขาด้านใน                   “ค่ะ”   เขาตอบรับพร้อมรอยยิ้ม ปิดหนังสือลง ก่อนจะพลิกให้หญิงสาวหน้าหวานเห็นมันชัด ๆ ท่าทางเธอคงเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ไหวจนต้องถามออกมา    “คุณคงไม่เคยเห็น”                               “ไม่เคยค่ะ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก มันพกพาไปไหนมาไหนไม่ลำบากหรอคะ”                   “ก็ลำบากอยู่เหมือนกัน แต่ฉันคิดว่าหนังสือกระดาษ เวลาอ่านแล้วได้อารมณ์มากกว่าหนังสือฮอโลกราฟิก แม้มันจะไม่มีภาพและเสียงก็ตาม”                   “แล้วหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร”                   “มันเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ค่ะ แต่ว่า...มันออกจะเชยไปหน่อย เห็นว่าตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว”   เขาระบายยิ้มออกมา พร้อมมองปกหนังสือ   “มันเกี่ยวกับการปฏิวัติของพวกหุ่นยนต์”       พอจบคำพูดของหญิงสาวเจ้าของหนังสือ หญิงสาวผมยาวอีกคนถึงกับทำหน้านิ่ว เธอไม่ค่อยชอบคำว่าปฏิวัติ ยิ่งเป็นเรื่องการปฏิวัติของพวกหุ่นยนต์ เธอยิ่งไม่ชอบใจ                       “นักเขียนคงจะบอกให้เรารู้ว่า ถ้าเกิดการกดขี่จนถึงขีดสุด ไม่ว่าคนหรือหุ่นยนต์ก็ไม่สามารถทนรับได้”  เขาเปรยออกมา   “ความเท่าเทียมเป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหา”                   “แต่การปฏิวัติก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด”   เธอพูดออกมา พร้อมกับกำมือแน่น                   “การปฏิวัติก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และแสดงให้เห็นว่า ความร้ายกาจที่เกิดขึ้นในระบบ มันรุนแรงจนทนรับไม่ได้”   เขาหันมองหญิงสาว ที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับเขาสักเท่าไหร่                   “เหมือนอย่างการปฏิวัติของแอนดรอยด์เมื่อ 20 ปีก่อน จนเกิดเป็น สงครามระหว่างมนุษย์กับแอนดรอยด์ อย่างนั้นหรอ”    เธอถามเสียงไม่พอใจ    “การแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงไม่ใช่ทางออก เอาการฆ่าฟันมาแลกกับการขดขี่ ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง มันเป็นเพียงแค่การระบายอารมณ์ แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหา เป็นการแสดงตัวว่าเหนือกว่า และบางทีท้ายที่สุด ถ้าแอนดรอยด์เป็นฝ่ายชนะในตอนนั้น มนุษย์คงไม่มีชีวิตยืนยาวมาถึงตอนนี้”       เจ้าของหนังสือกระดาษเงียบไป ก่อนจะมีสีหน้าครุ่นคิดในคำพูดของหญิงสาวที่ระบายอารมณ์ออกมา หญิงสาวอีกคนก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกัน ที่เธอเผลอพูดอะไรซะยืดยาว และดูท่าจะเป็นการเริ่มต้นปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย                       “ฉันทำให้คุณโกรธรึเปล่า”   เธอถามคนที่ยังถือหนังสือกระดาษอยู่ในมือ                   “ไม่หรอก มันอาจจะจริงอย่างที่คุณพูด”   เขายิ้มออกมาบาง ๆ    “การปฏิวัติด้วยความรุนแรงเป็นทางออกที่ไม่ถูกต้อง และไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ว่าในช่วงขณะนั้น ทางเลือกอื่นอาจจะไม่มี”       การพูดคุยเรื่องการปฏิวัติของแอนดรอยด์จบลงไปโดยปริยาย หญิงสาวที่นั่งด้านในคิดว่าเธอควรจะเปลี่ยนเรื่อง แต่เหนืออื่นใด เธอควรจะแนะนำตัวกับคนข้าง ๆ เธอเสียก่อน เพราะอย่างน้อย เธอกับเขาแลกเปลี่ยนความคิดกันขนาดนี้ แต่จะไม่ทำความรู้จักกันเลย คงไม่ดีแน่                         “ขอโทษนะคะ ที่ไม่ได้แนะนำตัวก่อนหน้า เรนะ มัตสึอิ ชาวโลกสีคราม จากอาณาเขตตะวันออก”   เรนะยื่นมือไปเพื่อจับทักทายกับหญิงสาวอีกคน                   “จูรินะค่ะ ชาวยูโรปา แต่เติบโตบนโลกใบเดียวกับคุณ”       ทั้งสองจับมือทักทายกัน แต่เรนะยังมีอีกข้อที่เธอสงสัย                       “แล้วชื่อท้าย...”       ไม่ทันที่เรนะจะได้ถามจนจบประโยค เสียงกัปตันยานก็ดังขึ้นอีกครั้ง                       ‘ผู้โดยสารทุกท่านกรุณานั่งประจำที่ ยานอวกาศเจดับบลิวเอ็กซ์เอ็กซ์ไฟว์ จะทำการวอร์พ ไดร์ฟ ในอีก 15 นาที ผู้โดยสารทุกท่านกรุณารัดเข็มขัดนิรภัยประจำที่นั่ง เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่สภาวะจำศีล หากมีปัญหาเกิดขึ้นกับที่นั่งของท่าน กรุณาแจ้งแก่สเปซโอสเตสของเรา เพื่อช่วยเหลือท่านให้เข้าสู่สภาวะจำศีล ขอบคุณครับ’       เรนะเงยหน้ามองลำโพงที่อยู่ด้านบนของยาน มันเป็นสัญชาตญาณที่ติดตัวมาเป็นร้อยเป็นพันปี การมองไปตามทิศทางของเสียง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ที่ไม่มีใครสามารถไขปริศนาได้เลยว่า ทำไมมนุษย์ต้องมองไปทางที่ต้นกำเนิดเสียง ทั้ง ๆ ที่หูก็ได้ยินชัดเจน                       “คงต้องกล่าวราตรีสวัสดิ์กันแล้ว”        จูรินะบอกกับหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะดึงเข็มขัดนิรภัยเหนือไหล่ทั้งสองข้างลงไปล็อกกับเข็มขัดนิรภัยที่เอว เข็มขัดนิรภัยดังกล่าวจะช่วยป้องกันการกระแทกจากการวอร์พ ไดร์ฟ และสร้างสภาวะจำศีลให้ผู้ใช้งาน เขายิ้มให้กับเรนะ ก่อนจะหลับตาลง                       “ราตรีสวัสดิ์”       เรนะพูดตอบเขาเสียงแผ่วเบา และดึงเข็มขัดนิรภัยออกมาใช้งานเช่นกัน เธอมองไฟในยานอวกาศที่หรี่ลง พลังงานทั้งหมดถูกดึงไปใช้ในการ วอร์พ ไดร์ฟ หลังจากนั้น... เธอหันมองหน้าจูรินะที่เข้าสู่สภาวะจำศีลไปแล้ว เธอยิ้ม ก่อนจะหลับตาลง และภาวนาให้การเดินทางอีกสามอาทิตย์ถัดไประหว่างที่เธอหลับ ราบรื่น และเป็นไปด้วยดี           ………………………         TBC.                       =====================================   หาเรื่องเข้าตัวแล้วครับ 555 เรื่องนี้เป็นเรีื่องที่ผมแต่งคู่ขนานไปกับนิยายของผม พูดง่าย ๆ ก็เอานิยายภาคปกติมาปรับบทแหละครับ   เนื้อหาอาจจะหนักไปหน่อย ถือเป็นฟิคแนวทดลองแล้วกันครับ ฮ่า   ครั้งแรกด้วยที่อาจหาญ? แต่งเน่มิ้ล (แต่เหมือนยังไม่ปรากฎ) ฝากเรื่องนี้ด้วยครับ     ส่วนตอนแรกของเรื่อง... น่าจะเป็นหลังสงกรานต์ครับ เฮ้ว!!! ยาวนานดีจริง ๆ
  4.   เพราะฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่มีความรู้สึก   Intro Chapter 1 : ฉันใช้ชีวิตมืดมน...ดั่งคนที่มีแผลใจ    Chapter 2 : ฉันเจ็บจนชินแล้ว...น้ำตาที่ไหลก็ไม่มี   Chapter 3 : ที่ฉันดูเย็นชาอย่างนี้…รู้ดีว่ามันใจร้าย                   Chapter 4 : อาจดูเหมือนฉันไม่มีหัวใจ…ที่คอยแต่ทำร้ายเธอ       Chapter 5 : ไม่อยากให้เธอร้อง…ไม่อยากให้เธอเจ็บ                 Chapter 6 : ฉันจะไม่ชอบเธอ…ฉันจะไม่หลงกลหัวใจตัวเอง                                                                  Chapter 7 : อย่างกับมีฝนไหลรินมาจากตา…อย่างกับฟ้าผ่าลงตรงหัวใจ                                                              Chapter 8 : คืนนี้มีดาวอยู่ล้านดวงขอได้ไหมสักดวงหนึ่ง...ช่วยฟังฉันที                   Chapter 9 : ในใจฉันมีเธอตอนไหน…มาเมื่อไรทำไมฉันไม่รู้   Chapter 10 : ดูแลตัวเองดีๆนะ…คนที่อยู่ทางนั้น                 Chapter 11 : เนื่องจากตอนนี้มีคนคนนึง…กำลังว้าวุ่นในใจ                                             
  5. เรื่องนี้เหมาะกับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะสายโลลิ   Chu 1~ อาบน้ำด้วยกันเถอะ~ Chu 2~ มายูยุของจุนนะ! Chu 3~ ฉันรักน้องแก Chu 4~ ดูแล VS ทำลาย Chu 5.1~ ก็แค่เมา... Chu 5.2~ พบกันใหม่... Chu~ 6 เค้าโตแล้วนะคะ! Chu~ 7.1 ฉันก็เป็นแบบแกนั้นแหละ Chu~ 7.2 เกินห้ามใจ   My Kid(Kiss) Intor   หญิงสาวร่างสูงเพรียว ผิวขาว ผมยาวสลวยสีน้ำตาลอ่อนที่มัดรวบขึ้นหลวม ๆ ดวงตาเรียวภายใต้แว่นตากลมโตหนาเตอะกำลังอ่านตัวหนังสือในสมุดอย่างขมักเขม้น ซึ่งหนังสือกองโตยังคงวางรอคิวอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือในห้องนอนของเธอ ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! หญิงสาวหันไปมองตามเสียง ก่อนจะเดินไปเปิดประตูผู้มาเยือน หลังจากมองตาแมวว่าบุคคลที่มาเยือนไม่สร้างเรื่องอันตรายแน่นอน แอ๊ด... "ว่าไง แกมีอะไรหรือเปล่า? ยัยขี้อ่อย" คาชิวากิ ยูกิ ผู้เป็นเจ้าของห้องพักเอ่ยถามหญิงสาวร่างบางที่ยิ้มกว้างให้ภายใต้หมวกปีกกว้างใบหนา แถมสวมแว่นตากันแดดสีชา ดูท่าทางแล้วหญิงสาวน่าจะเป็นคนดัง หรือไม่ก็พวกอาชญากร(?) "ขอเข้าไปห้องก่อนได้ป่ะ? เดี๋ยวพวกนักข่าวหรือคนอื่นเห็น..." "เออ ๆ เข้ามาสิ" ยูกิหลบทางให้ผู้มาเยือนที่จูงเด็กหญิงหน้าตาน่ารักที่ไหนไม่รู้มาด้วย จึงทำให้ร่างสูงถึงกับดวงตาเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน "เฮ้ย ๆ มิยูกิ นั้นแกพาเด็กที่ไหนมาด้วยวะ?" วาตานาเบะ มิยูกิ ไอดอลสาวชื่อดังที่มีดีกรีการตกเหยื่อให้ตกหลุมรักภายใน 3 วินาทีต้องรีบวิ่งเอามือเข้ามาปิดปากเพื่อนสนิทของตนพร้อมกับปิดประตูล็อคกลอนอย่างรวดเร็ว "แกจะเสียงดังหาพระบิดามารดาแกหรือไง!?" ยูกิถึงกับดิ้นไปมา ก่อนจะแกะมือของมิยูกิออกได้สำเร็จ "เค็มชะมัดเลยมือแกเนี่ย! ว่าแต่เด็กคนนี้เป็นอะไรกับแก...อย่าบอกนะ...ว่าเป็นลูกอ่ะ!?" "ใช่ เอ้ย! จะบ้าหรือไงเล่า? ฉันสวย โสด ซิงสนิทย่ะ!" มิยูกิพูดแล้วสะบัดบ๊อบใส่เพื่อนสาวอย่างแรง "โอ๊ย! ยัยอ่อย! ผมแกทิ่มตาฉัน" ยูกิพูดพร้อมกับเช็ดตาตัวเองอย่างเบามือ "จะทิ่มได้ไง ก็แกใส่แว่นอ่ะ" มิยูกิชี้นิ้วไปที่แว่นตาอันแสนหนาเตอะที่ร่างสูงสวมใส่ "ก็มันลอดผ่านแว่นอ่ะ!" "เออ ๆ ช่างมันเถอะ ยูกิ...ฉันมีเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลือจากแกได้ป่าวเพื่อนรัก?" มิยูกิทำหน้าตาแสนเศร้าใส่เพื่อนสนิท ซึ่งทำให้ยูกิถึงกับใจอ่อนให้กับเพื่อนสนิทด้วยการพยักหน้าขึ้นลงตอบรับ "อยากให้ช่วยอะไรล่ะ" "สัญญานะว่าจะไม่ปฏิเสธกันโดยเด็ดขาด" "เออ สัญญา" มิยูกิยิ้มกว้างขึ้นมากับคำตอบของยูกิ ถึงแม้จะดูไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่ แต่ก็...แล้วไงอ่ะ ใครสน อิอิ "มายูยุมานี่สิคะ มาหาพี่ยูกิสิคะ" มิยูกิเรียกเด็กหญิงตัวเล็ก ผิวขาว ทรงผมทวินเทล หน้าตาน่ารักเหมือนหลุดมาจากการ์ตูนที่สะพายกระเป๋าลายปอมปุริน ซึ่งทำให้ยูกิถึงกับมองเหมือนถูกต้องมนต์สะกดเอา ก่อนจะคืนสติตัวเองกลับมาได้ทัน เพื่อไม่ให้ยัยเพื่อนสนิทจับได้จนหัวเราะเยาะเอา "นี่วาตานาเบะ มายุ หรือมายูยุ น้องสาวของฉันเอง พอดีพ่อกับแม่ต้องไปต่างประเทศน่ะ เลยมาขอฝากให้ดูแลกับฉันไว้ แต่ฉันไม่ค่อยมีเวลาดูแลมายุสักเท่าไหร่เลยมาขอจ้างให้แกเลี้ยงน่ะ" "ทุกวันตอนเย็นแกจะมารับว่างั้น?" "เปล่า ให้อยู่กับแกไปเลยจนกว่าพ่อกับแม่จะกลับมาาาา~" "ก็ดีนะ ฉันจะได้ไม่เหงา ห๊าาาาาาาาาา! กี่เดือน!?" ยูกิตะโกนร้องออกมาด้วยความตกตะลึง ก่อนจะถามกลับไปด้วยสีหน้าที่ยังตกตะลึงอยู่ มิยูกิจึงยกหนึ่งนิ้วทั้งสองข้างขึ้นมาเป็นคำตอบ "อ้อ...สองเดือน เฮ้อ...โล่งอก" "เปล่า ไม่มีกำหนดต่างหาก" มิยูกิทำเป็นรูปกากบาทพร้อมยิ้มกว้างขึ้นมา ซึ่งทำให้ร่างสูงถึงกับหันขวับจ้องเขม็งเพื่อนสนิททันที "อิขี้อ่อย..." น้ำเสียงเย็นที่แทบเสียวสันหลังวาบ ทำให้มิยูกิแอบยิ้มเจื่อนให้ ก่อนจะนึกอะไรดี ๆ ออก "ฉันจ้างแกเดือนละสามแสน ตกลงป่ะ?" มิยูกิชูเช็คที่เขียนลายเซ็นพร้อมยอดจำนวนเงิน แต่ไม่ทำให้สีหน้ายูกิหายนิ่งเลย... "แกคิดว่าเงินพวกนี้จะทำอะไรฉันได้งั้นเหรอ?" ชาติที่แล้วแกเกิดเป็นแอร์เหรอ เย็นทั้งชื่อเย็นทั้งเสียง... "หรือว่าแกไม่เอา?" "เอา!" ------------------------------------------------------------- TBC~ เรื่องที่สองแล้วค่าาาา~ นำเสนอความโลลิ เรื่องราวความรักต่างวัยของพี่เลี้ยงจำเป็นจอมเนิร์ดกับเด็กน้อยน่ารักน่าฟัด(?) ว่าแต่ว่าเมื่อกี้เหมือนจะได้ยินเสียงแปลก ร้องหวอ~ หว๊อ~ ช่วยติดตามกันเยอะ ๆ ด้วยนะค่าาาา~
  6. Inside     กราบขอบพระคุณภาพประกอบ(ทวง)ฟิคจากคุณ taro015 さん อย่างสุดซึ้งค่ะ   Episode  | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 10.5 | 11 | 12 | 13 | - Epilogue -     Special Sweet Dreams Before the nightmare     --------------------------- Inside Episode 1 (2.2k words)     เสียงสายฝนเทกระหน่ำ ร่างของเด็กสาวทิ้งตัวลงนั่งพิงโซฟาอยู่กลางห้องพักของตน สาวชุดนักเรียนคอกะลาสีสีดำสนิท จ้องมองตรงไปยังชุดสูทโรงเรียนสตรีหรูที่แขวนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า เธอเอนคอพิงพนักโซฟา สองหูตั้งใจรับฟังเพลงที่ส่งผ่านมาจากโทรศัพท์มือถือในมือเข้ากับหูฟังแบบเฮดโฟนที่สวมอยู่   ฝนตกอีกแล้ว เกลียดวันฝนตกเหลือเกิน   ใช้ช่วงเวลาส่วนตัวได้เพียงครู่เดียว โทรศัพท์ในมือก็กระพริบไฟ เป็นสัญญาณว่ามีใครบางคนติดต่อเข้ามา   ครืด... 'หนึ่ง'   ครืด... 'สอง' ...   เด็กสาวทิ้งให้โทรศัพท์สั่นต่อไป เสมือนลองใจว่าความอดทนของฝ่ายไหนจะหมดก่อน และเมื่อถึงครั้งที่สิบสอง เธอก็กดรับมันโดยไม่มองว่าปลายสายเป็นใคร   "เมื่อไรจะรับโทรศัพท์ให้เร็วขึ้นสักที นี่มันเรื่องด่วนนะ วาตานาเบะ!" เสียงจากฝั่งตรงข้าม เริ่มบทสนทนาด้วยคำดุ คำพูดที่จริงจังและน้ำเสียงเครียด บอกให้รู้ได้ทันทีว่าผู้โทรมานั้นมีเรื่องใหญ่อยู่ในใจ   "...มีธุระอะไรก็ว่ามา ทาคามินะซัง" น้ำเสียงเรียบตอบกลับไป   เสียงถอนหายใจเบาๆลอยออกมาจากปลายสาย "... สวนสาธารณะข้างเมือง กำลังส่งรถไปรับ ลงมารอได้แล้ว"   สิ้นเสียงนั้น วาตานาเบะก็กดตัดสายไป   เธอลุกขึ้นยืน และเดินตรงออกไปที่หน้าประตูห้อง มือคว้าเอาเสื้อคลุมมีฮู้ดสีดำสนิทที่แขวนพักอยู่ตรงแท่นแขวนเสื้อหน้าห้องมาสวมคลุมไว้ ใส่รองเท้าบู้ทสีน้ำตาลเข้มคู่โปรด และไม่ลืมที่จะสวมถุงมือหนังสีดำที่วางไว้บนตู้เก็บรองเท้าด้วย กดเสียงเล่นเพลงให้ดังขึ้นก่อนจะยัดโทรศัพท์ลงไปในกระเป๋าเสื้อคลุม แล้วเดินออกจากห้องไป     ...   พื้นที่เหนอะหนะในสวนสาธารณะเพราะพิษฝน ไม่ทำให้บรรยากาศแย่เท่าสายเทปสีเหลืองสลับดำที่ถูกพันปิดทางเข้าไว้หน้ารั้ว สายเทปกันห้ามเข้าที่เกิดเหตุ ร่างบางในชุดฮู้ด ก้าวลงจากรถตำรวจสีดำสนิทไม่แพ้เสื้อคลุม นายตำรวจคนเดิมที่ขับรถไปรับและมาส่ง รีบลงจากรถ อ้อมมาถือร่มกางให้เด็กสาว แต่ก็ไม่ได้ทำตามที่หวัง เพราะคนที่ไปรับมานั้น ชิงเดินไปก่อนไกลแล้ว สองมือของเด็กสาว ล้วงกระเป๋าเสื้อคลุมและเดินตรงผ่านเข้าไปยังสถานที่ที่ถูกกั้นไว้แบบไม่หยี่ระ   ตำรวจนายหนึ่ง ก้าวปรี่เข้ามาหมายจะห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องตามหน้าที่ เธอปรายตามองตำรวจคนนั้นด้วยสายตาหงุดหงิด และดึงโทรศัพท์ที่มีตราพิเศษของแผนกสืบสวนระดับสูงขึ้นมา สิ่งนั้นทำให้นายตำรวจหน้าเสีย และหลีกทางให้กับเธอ   เดินเข้ามาถึงด้านใน ก็เห็นภาพแผนกสืบสวน กำลังเดินเก็บหลักฐานกันขวักไขว่ ตำรวจในชุดคลุมกันฝนหลายนาย ต่างตั้งใจทำหน้าที่ของตน ในจำนวนนั้น มีนักสืบหญิงร่างเล็กคนหนึ่ง สังเกตเห็นและเดินตรงมาที่เธอ   "มาแล้วเหรอ วาตานาเบะ" ท่าทางการพูดจาที่มีอำนาจประกอบกับมีตำรวจชั้นผู้น้อยกว่าเดินตามถือร่มให้ แม้คนที่ไม่รู้จัก เห็นครู่เดียวก็เดาได้ว่าผู้หญิงคนนี้ มีตำแหน่งใหญ่โตพอสมควร   "...ก็เห็นอยู่ตรงหน้าแล้วนี่ ทาคามินะซัง" คำตอบของเด็กสาว ทำให้ผู้ฟังถึงกับถอนหายใจ   "ช่างเถอะ ฉันก็ไม่อยากรบกวนเวลาเธอจนดึกดื่นหรอกนะ ...โทษที ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน" "ตามมาทางนี้" ผู้มีอำนาจออกคำสั่งแล้วเดินนำไป   สาวน้อยในชุดฮู้ดก้าวเท้าตาม   เดินลึกเข้าไปในสวนเท่าไร ก็ยิ่งเห็นความอึมครึ้มของบรรยากาศ   ฝนยังคงตกปรอยๆ รอบด้านของสวนที่เคยจำได้ว่า ตอนกลางวันจะมีความสดใส บัดนี้ฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ถูกทดแทนด้วยความหดหู่   "เธอยังใส่ชุดนักเรียนนั่นอยู่อีกเหรอ... ย้ายเข้าโรงเรียนใหม่เป็นอาทิตย์แล้วนะ" ตำรวจหญิงเอ่ยถาม   "...ฉันไม่เหมาะกับที่นั่น ทาคามินะซัง" เด็กสาวยังคงตอบเสียงเรียบด้วยท่าทีไม่สนใจโลก   " อย่าบอกนะว่ายังโดดเรียนอยู่" เสียงผู้อายุมากกว่าเข้มขึ้น   "..." เด็กสาวร่างบางไม่ตอบใดๆ ทาคามินะ ถอนหายใจ เพราะรู้ดีว่านิสัยของเด็กข้างๆเป็นอย่างไรจึงเลือกที่จะเงียบไม่พูดต่อ   ...ทั้งคู่ พร้อมนายตำรวจถือร่มอีกหนึ่งนาย มาหยุดอยู่หน้าที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานแต่ล่ะคนที่เห็นนายตนเดินมา ต่างหยุดการกระทำของตน และหันมาทำความเคารพ "เชิญครับรองผู้กำกับทาคามินะ" นายตำรวจพูดทักทายเสร็จก็เบี่ยงตัวออก   เผยให้เห็นผู้โชคร้าย หญิงสาววัยรุ่น นอนแน่นิ่งไร้ซึ่งสัญญาณชีวิตอยู่ที่พื้นหญ้าหลังพุ่มไม้นั่น เลือดเจิงนองออกมาจากปาดแผลที่ข้อมือทั้งสองข้าง บัดนี้เริ่มแห้งกรังและจับตัวเป็นก้อน สภาพศพเสมือนหญิงสาวปาดข้อมือตนเองเพื่ออัตวินิบาตรรม อาวุธเป็นมีดคัตเตอร์ตกอยู่ข้างกาย   "ดูยังไงก็เป็นการฆ่าตัวตายนะครับท่านรอง" นักสืบจากหน่วยสืบสวนผู้หนึ่งเดินแทรกเข้ามาออกความเห็น   "ถ้าคิดอย่างนั้นไปแล้วจะเรียกฉันมาให้เสียเวลาทำไมล่ะ" เด็กสาวในชุดกะลาสีพูดขึ้นเสียงเรียบ แต่ทำเอานักสืบคนนั้น ถึงกับเขม่นคิ้วเพราะคำถาง   "นี่เธอ!" ตำรวจสืบสวนนายนั้นขึ้นเสียง แต่ก็ถูกหยุดด้วยสายตาปรามของผู้บังคับบัญชา   "เพราะชั้นรู้สึกแปลกๆ เลยเรียกเธอมายืนยัน" ทาคามินะพูดแทรก "ทำหน้าที่ของเธอไปเถอะ วาตานาเบะ"   "..." เด็กสาวชุดดำไม่ตอบอะไร เธอเดินตรงเข้าไปยังร่างไร้วิญญาณนั้น แล้วยืนพิจารณาสิ่งต่างๆ วาตานาเบะ ถอดถุงมือหนังของตนเองออกข้างหนึ่ง ดึงหูฟังที่สวมอยู่ให้ลงมาพักไว้ที่ต้นคอ แล้วใช้ปลายนิ้วสัมผัสไปยังร่างของผู้ตาย   แค่เด็กนักเรียนมัธยมปลายยืนมองสถานที่เกิดเหตุแบบนี้โดยไม่กรีดร้องเสียสติก็น่าแปลกแล้ว นี่กลับเดินเข้าไปใกล้อย่างไม่เกรงกลัวใดๆอีก เป็นภาพที่ทำให้ตำรวจหน้าใหม่หลายนายรู้สึกแปลกตายิ่งนัก   "...เด็กนั่นเป็นใครเหรอครับ รองมินามิ" ตำรวจผู้น้อยที่ถือร่มตามให้เอ่ยถาม   "นายเพิ่งเคยลงพื้นที่นี่นะ..." หญิงสาวร่างเล็กพูด "เด็กช่วยงานพิเศษของฉันเอง รอดูไปเถอะ"   เด็กสาวนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็ลุกยืน เธอหันสายตาเย็นชาไปยังพนักงานสืบสวนด้านข้างแล้วพูดขึ้น "กระเป๋าถือของผู้ตายล่ะ?" "กระเป๋า? ไม่มีนะ ที่เราพบมีแค่ร่างกับอาวุธนั่นแค่นั้น" นายคนนั้นตอบ   "เดี๋ยวก็มี..." เด็กสาวพึมพำ จังหวะนั้นเองมีอีกเสียงวิ่งมาจากอีกฟากหนึ่งของสวน ตำรวจนายหนึ่งวิ่งมาด้วยท่าทีร้อนรน ในมือที่ใส่ถุงมือสีขาวถือสิ่งของชิ้นหนึ่งอย่างระมัดระวัง   "รองมินามิครับ! เราพบกระเป๋าถือ คาดว่าจะเป็นของผู้ตายตกอยู่ทางด้านโน้น" "เห็นไหมล่ะ..." ร่างเล็กของเจ้าของรองเท้าบู้ท เดินตรงไปคว้าเอากระเป๋านั้นมา ท่ามกลางความตกใจของตำรวจทุกนาย "ดะ-เดี๋ยว! นี่เธอ! ลายนิ้วมือมัน...!" นายตำรวจผู้ถือกระเป๋ามาร้องโวยวาย     "ไม่ได้ฆ่าตัวตาย" เด็กสาวพูดขึ้นเสียงเรียบ ไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองด้วยสายตาขุ่นเคือง   "เฮอะ มั่วรึเปล่า" นักสืบที่เขม่นอยู่เป็นทุนเดิม พูดขัด   "มีเหตุผลอะไรเธอถึงคิดอย่างนั้น" รองผู้กำกับถาม ยื่นมือไปปรามคนที่พยายามหาเรื่อง     วาตานาเบะรู้อยู่แก่ใจ     ทาคามินะผู้ที่รู้เรื่องเธอดีอยู่แล้ว ไม่มีทางถามคำถามแบบนี้แน่ เธอเหลือบสายตามองไปโดยรอบ สังเกตเห็นตำรวจหน้าไม่คุ้นหลายนายจ้องมองเธออยู่   เพียงต้องการให้คนอื่นรับรู้ถึงความสามารถของเธอเท่านั้น   ทุกครั้งที่เคยถูกเรียกมา ก็เป็นคดีที่มีเพียงคนวงในไม่กี่คนควบคุม เป็นทีมเฉพาะกิจที่รองผู้กำกับทาคามินะจะเตรียมไว้ให้สืบเรื่องราวก่อนจะส่งสำนวนไปยังแผนกสืบสวนต่อไป เธอเป็นผู้ช่วยพิเศษที่ทาคามินะพบตัว และรับเลี้ยงดูไว้สำหรับช่วยไขคดีที่มีปัญหา หรือบางครั้ง อยากปิดคดีด่วน หาสาเหตุจูงใจอย่างรวดเร็ว ก็จะเรียกตัวเธอมา   "กระเป๋าถือของผู้ตายมีแต่เครื่องสำอางค์และกระเป๋าเงิน ไม่ได้พกกระเป๋าเครื่องเขียน จะพกคัตเตอร์อย่างเดียวมาทำไมในกระเป๋าเครื่องสำอางค์?" เด็กสาวตั้งคำถาม ใช้คำพูดเชิงท้าทาย   "...ดูจากใบหน้าแล้วท่าทางอายุยังไม่เกินสิบแปด ชุดที่ใส่ก็ไม่ใช่ชุดนักเรียน แต่แต่งชุดเดรสสวยงาม แต่งหน้า ทาปาก มีกลิ่นน้ำหอมจางๆ คนที่แต่งตัวจัดเต็มแบบนี้ จะมาปลิดชีวิตตัวเองกลางสวนเงียบๆทำไม"   "ถ้าให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ที่ต้นแขนมีรอยช้ำเล็กน้อย เป็นร่องรอยการต่อสู้แน่นอน แต่เห็นได้ชัดว่าพวกคุณรอแผนกชันสูตรอยู่สินะ ที่เกิดเหตุก็กั้นไว้ซะรอบแต่เพิ่งจะหาหลักฐานเจอเอาป่านนี้ มันถึงได้เสียเวลาสิ้นดีไงล่ะ"     "อีกอย่างที่ทาคามินะซังเรียกฉันมาปกติต้องเป็นคดีพิเศษ ไม่ก็งานลับแบบเงียบๆ แต่ครั้งนี้ฉันเดาว่าเหยื่อรายนี้ต้องเป็นคนสำคัญสักคนแน่ อาจจะเป็นลูกสาวนักการเมือง หรือผู้มีอำนาจสักคน ไม่งั้นไม่ยกมาทั้งกองแบบนี้หรอก"     เจ้าหน้าที่ทุกคนกลืนน้ำลายเงียบกับคำสันนิฐานของสาวน้อย ที่เดาความเป็นมาของเหยื่อถูกต้องเกือบร้อยเปอร์เซ็น "ใช่ ...ผู้ตายเป็นหลานสาวคนเดียวของรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง" รองผู้กำกับทาคามินะตอบ   "ก็แค่เด็กวัยรุ่น ฆ่าตัวตายล่ะว้า" นักสืบหนุ่มสถบ "...คุณมาจากกรมตำรวจกลางสินะ" วาตานาเบะหันไปถามผู้ที่คอยเขม่นเธอตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่ามกรายเข้ามา "ใช่ มีปัญหาอะไร?" ตำรวจสืบสวนนายนั้นจับสูทเสื้อ และแสดงเข็มกลัดที่ปกบ่งบอกสถานะของตนเองอย่างอวดภูมิ   "พูดจาดูหมิ่นผู้ตาย นี่สินะสิ่งที่นักสืบกองกลางพึ่งกระทำ" วาตานาเบะแค่นตามองอย่างดูถูก คำพูดรุนแรงของเด็กสาวตัวเล็กทำให้นายตำรวจใหญ่อารมณ์ขึ้น เตรียมเดินตรงปรี่เข้ามาด้วยสายตาแค้นเคือง   "ที่จริง ยัยนี่จะเป็นใคร เป็นอะไรตาย ฉันก็ไม่สนหรอก เพราะฉันแค่ทำหน้าที่ที่ฉันสัญญาไว้กับทาคามินะซังเท่านั้น" เด็กสาวพูดต่ออย่างรวดเร็ว   "แต่ให้ฉันเดาความคิดคุณให้ไหม? เพราะเป็นหลานสาวของนักการเมืองใหญ่ กองสืบสวนกลางถึงต้องลงมารับหน้าทำ ก็เลยอยากปัดปัญหากับรูปคดีให้เป็นว่าฆ่าตัวตายจะได้ไม่ต้องตามสืบสาวอะไรให้วุ่นวาย ...แค่หาแรงจูงใจ ปั้นแต่งสำนวนบิดเอานิดหน่อยโทษยัยนี่ว่าคิดสั้นเอาก็สิ้นเรื่อง"   นายตำรวจหนุ่มหยุดกึก   "แต่ถ้าหากบทมันพลิกออกมาเป็นถูกฆาตกรรม ให้ตายยังไงกรมตำรวจก็ต้องตามหาตัวฆาตกรมารับให้ได้ ไม่อย่างนั้นเสียทั้งหน้าและชื่อเสียง เอาเข้าจริงแค่ลูกนักการเมืองใหญ่มีข่าวว่าโดนฆาตกรรม ยังไม่ทันหาตัวฆาตกร ก็ฉาวโฉ่ไปทั้งกรมตำรวจแล้วด้วยซ้ำว่าปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง ไม่แปลกหรอกที่คุณ หรือใครต่อใครหลายคนพยายามจะบอกว่ามันเป็นการฆ่าตัวตายหนักหนา"   นักสืบหนุ่มสะอึก ไม่คิดว่าคำพูดของเด็กสาวจะเสียดแทงเข้าไปในจิตใจได้ถึงขนาดนั้น   "ฉันขอย้ำอีกที ใครจะเป็นจะตาย ไม่ใช่เรื่องของฉัน ฉันแค่พูดตามสิ่งที่เห็นและคาดการณ์เอาเท่านั้น ซึ่งฉันมั่นใจว่าการคาดเดาของฉันมีเปอร์เซ็นผิดพลาดน้อยมาก และจากหลักฐานทั้งหมดที่แสดงออกมาตอนนี้ ขอยืนยันอีกครั้งว่าเธอคนนี้ถูกฆาตกรรม"     เพียงการแสดงสันนิษฐานสั้นๆ กับสายตาที่ทรนงในตนเอง   ทุกคน ณ ที่นั้นก็ยอมรับความสามารถของเด็กสาวเรียบร้อย ไม่แปลกใจที่รองผู้กำกับไว้ใจให้เด็กไร้หัวนอนปลายเท้าจากไหนไม่รู้มาร่วมการสืบสวน   วาตานาเบะ ลอบเหยียดยิ้มสมเพชทุกคนที่มองเธอด้วยสายตาชื่นชมอยู่ในใจ   หารู้ไม่ว่าความสามารถคาดเดาและสันนิษฐานอะไรนั่น   ...โกหกทั้งเพ      ---------     ฟิครายวูบเดียว ที่แอบคิดพล๊อกไว้นานแล้วแต่ไม่มีโอกาส พอดีโดนจุดประกายว่า เขียนแนวสืบสวนสิ...   อิอิ...   แต่สืบสวนไม่น่ารอดค่ะ  เพราะงั้นฟิคเรื่องนี้ไม่ใช่แนวสืบสวนหรอก   หากแต่งไปตามเรื่องนี่มันดาร์คสุดๆค่ะ ไม่มีบทหวานแน่     ยังไม่ทราบว่าจะมีกี่ตอน และไม่รู้ว่าจะมีต่อไหม เสมือนลงซาวน์เสียงก่อนแล้วกันเนอะ โฮฮฮฮ   กราบขออภัยล่วงหน้า ถ้าใช้เวลายาวนานค่ะ   ปล. ชื่อเรื่องก็ตั้งสดเนี่ย ไม่รู้จะใช้ชื่ออะไร แค่คาดว่าไม่เปลี่ยนแล้วหล่ะค่ะ 5555
  7. Yume...ฝันของฉันที่มีเธอ                   หลังจากแสดงจบลง ฉันเข้ามาให้ห้องแต่งตัว คนอื่นยังไม่ได้กลับเข้ามาคงกำลังถ่ายรูปกันอยู่หล่ะมั้ง   “เหนื่อยจัง ของีบซักหน่อยแล้วกัน”   ไม่รู้เวลาล่วงเลยไปถึงกี่โมง ฉันตื่นมาด้วยความงัวเงีย ทั้งห้องว่างเปล่านี่ทุกคนทิ้งฉันไว้แล้วกลับไปเหรอ ใจร้ายจัง เอ๊ะ ซายาเน่ซัง   “ยังไม่กลับเหรอคะ”   “อยู่เป็นเพื่อนซากุระตันหน่ะ”   “เอ๊ะ?!”   “ก็ตอนซากุระตันนอนหน่ะ  น่ารักซะจนไม่อยากปลุกหน่ะ” รอยยิ้มที่ส่งมาทำเอาใจเต้นระรัว   “ห๊ะ ซะ…ซายาเน่..ซัง” ฉันต้องตกใจเมื่อซายาเน่ เธอจับคางฉันเชยขึ้น ซายาเน่ซัง จะทำอะไรหน่ะ   ริมฝีปากเราสัมผัสกัน ก่อนจะเริ่มดูดดื่มขึ้นเมื่อซายาเน่ส่งลิ้นร้อนๆเข้ามา   “อืออออ” ฉันได้แต่ครางในลำคอ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าฉันก็รู้สึกดีไปกับสัมผัสนี้   มือของซายาเน่ค่อยๆเลื่อนต่ำลง… . . . . . . “ซากุระ ซากุระ ตื่นได้แล้ว เราจะไปกันแล้วนะ”  ฮารุปปี้เป็นคนปลุกฉัน เอ๊ะ ฉันฝันไปเหรอเนี่ย เมื่อคิดถึงฝันทีผ่านมาก็ทำเอาใบหน้าร้อนผ่าว   “อ่าว ซากุจัง หน้าแดงเชียวเป็นอะไรรึเปล่า” ซายาเน่ที่เพิ่งเดินเข้ามาก็ถามขึ้น   “ปะ เปล่าค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ” ให้ตายสิไม่กล้าสบตากับซายาเน่เลย         ตั้งแต่กลับมาฉันก็ได้แต่คิดวนเวียนถึงความฝันนั้น ให้ตายเถอะ ฉันสลัดมันออกจากหัวไม่ได้จริงรอยยิ้มนั้นของซายาเน่… ฉันคิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย  ฉันพยายามดึงสติกลับมา   อัพลงทวิตดีไหมนะ เผื่อซายาเน่จะผ่านมาเห็นเอ๊ะ นี่ฉันคิดอะไรอยู่เนี่ย   ไหนๆวันนี้ก็ไม่มีเรื่องอะไรอัพแล้วหน่ะนะ เหตุผลร้อยแปดที่บอกกับตัวเองสุดท้าย อัพเรียบร้อยถึงจะไม่ได้เล่าถึงฝันนั้นก็เถอะนะ ซายาเน่จะคิดยังไงนะ   เพียงไม่นานก็ได้รับข้อความตอบกลับจากซายาเน่ อยากรู้มากกว่านี้อีกสินะ จะใบ้ยังไงดีนะ   เอาเป็นว่าไม่กล้ามองตาซายาเน่ซังเลยหล่ะ   และซายาเน่ตอบกลับมาว่าทะลึ่ง   ซายาเน่คิดไปถึงไหนเนี่ย แต่จะว่าไปในฝันถ้าฮารุปปี้ไม่ปลุกซะก่อน เอ๊ะ นี่ฉันกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย ฉันไม่ได้ทะลึ่งนะ…เชื่อฉันสิคะ…ก่อนนอนฉันไม่เคยคิดอะไรอย่างนี้เล   นะ!!   จะว่าไปพรุ่งนี้ฉันจะไปสู้หน้าซายาเน่ได้ยังไงงงงง!! . . . . . ให้ตายสิไม่กล้าเข้าห้องแต่งตัวเลยแฮะ ระหว่างที่หันหลังจะเดินไปเตรียมใจที่อื่น คนที่ไม่อยากเจอที่สุด ดันเดินยิ้มแฉ่งมาทางนี้   “ไง เด็กทะลึ่ง” ในสายตาซายาเน่ ฉันคงกลายเป็นเด็กจอมทะลึ่งไปแล้วสินะ ถถ   “อะ อรุณสวัสดิ์ค่ะ ซายากะซัง” ทำตัวไม่ถูก รอยยิ้มซายากะซังเหมือนกับที่เห็นในฝัน ใจเต้นแรงแปลกๆ   “เมื่อวานฝันถึงฉันงั้นเหรอ”   “คะ ค่ะ”   “ เล่าให้ฟังหน่อยสิ”  ไม่ได้! จะเล่าไม่ได้เด็ดขาด!   “เอ่อ คือว่า…”  อายม้วน หน้าแดง   “ซายากะซังค่อยยื่นหน้ามาหาฉัน” กะ..ใกล้เกินไปแล้ว   “เป็นอะไรรึเปล่า”   “เปล่าค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ”   “เดี๋ยวสิ มานี่” ฉันเดินตามซายาเน่ที่จับมือฉันให้เดินตามไป   “จะ จะทำอะไรหน่ะซายาเน่ซัง” หน้าซายาเน่ซังที่ห่างจากฉันไม่ถึงคืบ มือที่ดันกำแพงไว้ นี่มันคาเบะด้งชัดๆ   “มองตาฉันสิซากุระตัน” ใจเต้นแรงแปลกๆ ฉันก็ยังไม่มีความกล้าพอที่จะมองหน้าซายาเน่ซังในตอนนี้ ในเมื่อหน้าฉันร้อนผ่าวขนาดนี้ พนันได้เลยว่าแก้มฉันคงแดงไปถึงหู   “…” ซายาเน่จับหน้าฉันหันไปมองที่ตาของเธอ เหมือนต้องมนต์สะกด สายตาคู่นี้ของซายาเน่ทำให้หัวใจฉันเต้นแรงจนหยุดไม่อยู่   “เธอฝันว่ายังไงฉันไม่รู้หรอกนะ แต่ขอให้ฉันทำให้มันเป็นจริงได้ไหม ซากุระตัน ฉันชอบเธอนะ” ซายาเน่ที่ค่อยๆเลื่อนหน้าเข้ามาหาฉัน ฉันไม่ได้ปฏิเสธที่จะรับสัมผัสนั้น ไม่รู้   เพราะฉันยังคงตกใจกับคำบอกรักแสนหวานหรือเพราะฉันไม่อาจปฏิเสธสายตาคู่นี้ของซายาเน่ได้ ฉันได้แต่หลับตาลงตอบรับความรู้สึกนั้นไป จูบที่ลึกซึ้งราวกับกำลังดำดิ่ง   ลงสู่ความมืดมิด   “อือออออออ” ฉันร้องประท้วงเพราะรู้สึกต้องการอากาศหายใจ   “คบกับฉันได้ไหม”   “แค่นี้ยังไม่ได้คำตอบอีกรึไงเล่า” ฉันเบี่ยงหน้าไปทางอื่น เพราะไม่กล้าพอที่มองคนตรงหน้าตรงๆ   “เขินเหรอ น่ารักจริงๆเลยนะ ตอนนี้เธอเป็นแฟนฉันแล้วนะซากุระตัน” ซายากะซังที่ใจดีกับฉันเสมอ กำลังลูบหัวฉันอยู่ ฉันได้แต่หลงเสน่ห์ของคนๆนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่า   จะผ่านมานานเท่าไหร่คนที่ทำให้ใจฉันเต้นแรงได้ก็คงมีแค่ซายาเน่ซังคนเดียว   “อื้อ” ฉันได้แต่ตอบกลับไปเบาๆ   “ปะ กลับห้องแต่งตัวกันเถอะทุกคนคงรอกันใหญ่แล้ว”   “อื้ม” ซายาเน่เดินกุมมือฉัน อบอุ่นจังเลยนะ   เรื่องจริงที่ราวกับความฝัน หรือจะเรียกว่าความฝันที่เป็นจริงกันแน่นะ แต่ช่างเถอะ จุดเริ่มต้นทุกอย่างของฉันล้วนเกิดจากความฝัน แต่จบลงด้วยความเป็นจริง…แบบนี้มัน   แฮปปี้สุดๆเลยไม่ใช่รึไง . . . . . ผ่านมาแล้ว 1สัปดาห์หลังจากที่ฉันตกลงคบกับซายาเน่ซัง เมื่อมีงานของเซ็นบัตสึซายาเน่ซังก็มักมาขลุกตัวอยู่กับฉันเสมอ   “ซากุระตันนนนนนน” มานั่นแล้วไง   “ว่ายังไงคะ ซายาเน่ซัง”   “เราไปกินข้าวด้วยกันไหม”   “ไปสิคะ”   “หวานกันจังนะ จะไปไหนกันอะ” ยูกิรินซังที่โผล่มาจากไหนไม่รู้   “ไปกินข้าวกับซากุระตัน”   “ไปด้วยๆ”   “หยุดเลย ยูกิริน ฉันจะไปกับซากุระตันแค่สองคน!”   “มีแฟนลืมเพื่อนนะซายาเน่”   “ก็แฟนฉันอยู่กันคนละวงนี่ ไม่เหมือนคู่เธอหรอกปาท๋องโก๋เรียกพี่แล้วมั้ง”   “อะไร ใครคู่ฉันไม่มี๊~”   “หรา อ่าว มายุมาตั้งแต่เมื่อไหร่”   “ฮือออ กิรินขอโต๊ดดดดดด เค้าพูดเล่นนนนนน” ยูกิรินหลับตาปี๊ แต่สิ่งที่ตอบกลับมาดันเป็นเสียงหัวเราะของซายาเน่แทนซะงั้น   “กลัวหัวหดเลยนะ ฮ่าๆๆ”   “หนอยยย ซายาเน่ หัวใจฉันจะวาย”   “ฮ่าๆๆ”   “หัวเราะอะไรกันเหรอ”   เฮือก!!   “มายูยุ”   “ตกใจอะไรเหรอ ยูกิริน”   “ปะ เปล่า”   “คุยอะไรกันอยู่เหรอ”   “แค่แวะมาแซวคู่ใหม่ปลามันหน่ะ”   “ดูซากุระตัน หน้าแดงหมดแล้ว” มายูยุยื่นมือมาจับแก้มฉัน แต่ก็เดินซายาเน่ดึงตัวฉันไปโอบซะก่อน   “เห็นไหมๆมายุ” ยูกิรินทำท่าล้อเลียน   “เพิ่งเคยเห็นซายาเน่มุมนี้เนอะ ยูกิริน”   “เลิกแซวได้แล้วหน่า ซากุระของฉันอายม้วนแล้วเนี่ย”   “ได้ยินไหมมายูยุ ซายาเน่พูดซากุระของฉันด้วยหล่ะ”   “อย่าไปแซวสิยูกิริน” แต่ดูจากหน้าไม่เหมือนจะพูดอย่างนั้นเลยนะ เหมือนกกำลังสนุกอยู่มากกว่า   “ฉันไปละ ไว้เจอกัน” ซายาเน่ลากฉันออกมาจากคู่หูมายูกิ   “ไปด้วยเซ่!” แต่ยังมิวายโดนยูกิรินตะโกนแซว   “ไปกับแฟนแกเองดิ มาตามแล้วไม่ใช่รึไง ไปละ” ซายาเน่แซวกลับ จนทั้งคู่เขินไปเลย   “เราไปกันเถอะนะ” ซายาเน่หันมาพูดดกับฉัน   “ค่ะ”             “ขอนอนหน่อยนะ เมื่อวานได้นอนแค่สองชั่วโมงเอง” ซายาเน่เอาหัวมาพิงไหล่ฉันแล้วหลับตาลง   “พักผ่อนเยอะๆนะคะ”   “แค่ ได้อยู่ใกล้สซากุระแบบนี้ฉันก็ไม่ต้องการอะไรแล้วหล่ะ”   “ซายาเน่ซัง…”   ใบหน้ายามหลับของซายาเน่ ดูน่าหลงใหล ฉันปัดปรอยผมออก ก่อนจะ ค่อยๆโน้มลงไปใช้ริมฝีปากสัมผัสเข้ากับแก้มใส   “ฝันดีนะคะ” ฉันค่อยๆเอนตัวพิงซายาเน่กลับ ขอหลับอีกซักงีบแล้วกัน   คนที่แกล้งหลับเผยรอยยิ้มที่มุมปาก ‘เด็กน้อยของฉัน น่ารักจริงๆ’             ^_________________________________________^     วันช็อตเรื่องนี้เป็นฟิคชั่ววูบ 555 จะว่าไปคู่นี้ ไม่เคยจิ้นเลยแฮะ จนกระทั่งซากุระตันโพสว่าฝันถึงเน่ ประเด็นคือนางบอกไม่กล้าจ้องตาซายาเน่ เน่ดันบอกทะลึ่งอีก อื้อหือออ ความมโนมาเต็ม แต่แต่งแบบไม่หวือหวา เอาเป็นว่าเป็นฟิคใสๆ!? ละกัน55  เข้าไปฟินกันได้ Twitter : https://twitter.com/39saku_chan/status/772420177715613696    
  8. คำเตือน   เรื่องนี้มีพล็อตหลักมาจากเรื่องที่ทุกท่านรู้จักกันดี คือ Battle Royal มีฉากที่คาดว่าจะสะเทือนใจมากมาย มีการใช้ถ้อยคำรุนแรงและมีการสูญเสียแน่นอน   อนึ่ง คู่ต่างๆมีตามที่ Tag จะได้ไม่ต้องลุ้นกัน   โปรดทำใจยอมรับก่อนอ่าน   -----------------   Till the last of us   -Prologue- | 01 | 02 | 03 | 04 | 05 | 06 |  | 07 | 08 | 09 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |  | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | .. | | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |   -----------------   -Prologue-   ----------------- "...ถ้าฉันยอมเสียตัวให้คุณ คุณจะยอมทำตามแผนของฉันรึเปล่าล่ะ"   หญิงสาวกัดฟันแน่น ข่มคำพูดกรอดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผงความเกลียดแค้นคนตรงหน้าจับใจ นัยน์ตาคลอน้ำตาใสจ้องเขม็ง เฝ้ารอคำตอบที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิต และสถานการณ์เป็นตายทั้งหมดนี่ "แน่นอน วาตานาเบะ มายุ"   หญิงสาวอีกคนผู้กุมอำนาจตัดสินชีวิตคนอื่นด้วยปืนมัจจุราชสีดำที่คร่าชีวิตใครมานักต่อนัก บัดนี้มัจจุราชนั้นกำลังชี้ตรงมาที่เธอ คาชิวากิ ยูกิ เหยียดยิ้มชั่วร้าย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "ฉันจะเล่นตามแผนของเธอ ถ้าเธอยอมเป็นของเล่นให้ฉันตลอดไป..." ----------------- "ขอโทษ... พี่ขอโทษนะ ...พี่ไม่น่าพาเธอมาในที่แบบนี้เลย" หญิงสาวผู้ที่ใบหน้ากลมขาว เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินโคลนของผืนป่า พูดด้วยเสียงสั่นเครือ นัยน์ตาใสนั้นมีน้ำตาคลอเพราะความรู้สึกผิดเต็มหัวใจ "มะ... ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พี่เรนะ แค่กิ่งไม้เอง" เด็กสาวที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายกันตอบกลับ เธอหอบหายใจ เรียกอากาศที่สูญเสียไปจากการวิ่งที่ยาวนาน ที่ขานั้นมีเลือดไหลออกมาจากแผลถลอกที่โดนกิ่งไม้บาด เรนะเอื้อมมือไปคว้าเอาดาบยาวคาตานะที่ร่วงหล่นอยู่ด้านข้างตัวจากการล้มกลิ้งตกเนินเมื่อครู่นี้ขึ้นมา เธอกำมันไว้ด้วยสายตาทีเจ็บปวด แต่ก็แน่วแน่ "พี่จะปกป้องน้องเอง ...น้องจะต้องได้กลับไป" -----------------   "อย่าเข้ามา!!" "เดี๋ยว ใจเย็นๆก่อน ชิมาซากิ" "ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่!" หญิงสาวกวัดแกว่งมีทำครัวในมือไปมาอย่างสะเปะสะปะ พยายามป้องกันตัวเองจากผู้หญิงผมดำอีกคนที่ตั้งใจเดินเข้ามา "นี่ฉันเอง โยโกยาม่า ไง... ที่เราเคยเล่นด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ จำได้มั้ย" "ไม่จริง! เธอมันไม่ใช่ ยุย ที่ฉันรู้จัก! อย่าเข้ามานะ!" ยุยค่อยๆก้าวเดินเข้าไปหาอีกคนที่มีท่าทางตื่นกลัว ก้าวแต่ล่ะก้าว ทำให้คนตรงหน้ายื่นมีดตรงมาด้วยมือที่สั่นเทา "พารุ... นี่ฉันเอง วางมีดลงเถอะนะ" ยุยยกมือซ้ายขึ้นตรงไป ทำท่าห้ามปราม พยายามสงบสติอารมณ์อีกคน "ไม่จริง... ไม่ใช่... เลิกโกหกกันสักที!!" "ถ้าเธอเป็นยุยจริงๆ แล้วในมือนั่นมันอะไร!" พารุตะโกนก้อง ความเงียบสงบยามราตรี ทำให้เสียงสะท้อนดังไปทั่วป่า สายตาที่หวาดกลัว จับจ้องไปยังมือขวาของหญิงสาวผมดำที่อ้างชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทเธอ ยุยมองสิ่งของที่อยู่ในมือตัวเอง หน้าไม้ขึ้นคันศรพร้อม กับของเหลวสีแดงที่เปรอะเปื้อนมันทำให้ดูน่ากลัว รอยเหยียดยิ้มพร้อมขมวดคิ้วถูกเผยออกมาจากคนที่พยายามสงบสถาณการณ์ เจ้าของหน้าไม้ ยกมือขึ้นมา ตั้งศูยน์เล็งไปยังผู้ที่ยืนสั่นอยู่ตรงหน้า "...ถ้างั้นก็ช่วยไม่ได้" "...แล้วเจอกันใหม่นะ พารุ ..."     -----------------   "ซายาเน่ รอด้วยสิ ลืมฉันไปแล้วรึยังเนี่ย" น้ำเสียงงอนๆ วิ่งตามมาด้วยท่าทีเหนื่อยล้า บนเนินชันตรงหน้าเธอนั้นมีผู้หญิงผมสั้น ท่าทางทะมัดทะแมง สายตาคมนั่นหันกลับมามองจ้องตามเสียงเรียก   "เราต้องรีบหาที่ปลอดภัยนะ มิยูกิ" ซายากะหยุดเดิน ย้อนกลับมาหิ้วปีกพยุงหญิงสาวผมยาวร่างบางที่ทำหน้าตาง้องอน   "จะหาที่ปลอดภัยทำไม ใครก็เข้ามาทำอันตรายเราไม่ได้หรอก..." "ซายาเน่มีไอ้นั่นอยู่นี่นา" มิยูกิเพยิดหน้าไปยังกระเป๋าข้างเอว ที่มีวัตถุโลหะดำแขวนอยู่ ปืนกลเบาขนาดเล็ก ที่บรรจุกระสุนพร้อมลั่นไกได้ทุกเมื่อ   "มันไม่ใช่สิ่งที่จะปกป้องเราได้ตลอดไปนะมิ้ลกี้" ซายากะพูดเสียงดุ พยายามเดินต่อพร้อมสอดส่องหาที่ที่พอจะสามารถหลบภัยให้พ้นคืนนี้ไปได้ "และฉันก็ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ฆ่าใครโดยไม่จำเป็น" "ทำมาพูด ทีเมื่อกี้ยังฆ่าไปแล้วเลย... ตั้งสามคน" มิยูกิพึมพำ แต่คำพูดเบาๆเพียงแค่นั้น ก็ทำให้สีหน้าของซายากะเปลี่ยนไป น้ำเสียงเศร้าสลดถูกข่มผ่านไรฟันออกมา   "...เรื่องนั้น ...ฉันไม่ได้ตั้งใจ" "มันแค่การป้องกันตัวเอง..." -----------------