[FIC] S.A.IN. สงคราม มนุษย์ หุ่นยนต์ SS.2 -14: Battlefield- up*16-11-2016

646 posts in this topic

LAST

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                เวสต์วู้ด, กองบัญชาการหลักกลุ่มเซน

 

 

 

 

                ยานอวกาศ SW-5120 เข้าจอดที่จุดจอดยานในกองบัญชาการ เซนที่ทำหน้าที่ในหอควบคุมยานเข้าไปเช็กสภาพของยานอวกาศในทันที

 

 

ประตูด้านท้ายยานเปิดออก ซายากะเดินลงมาก่อนใคร และเขาก็ถูกสวมกอดเต็มแรงจากหญิงสาวที่เป็นห่วงเขามากกว่าใคร ๆ ในโลก ซายากะตกใจในแวบแรก แต่ก็ตอบรับอ้อมกอดนั้นอย่างรวดเร็ว

 

 

               

                “กลับมาแล้ว”   เขากระซิบบอกกับเธอเบา ๆ

 

 

แต่ไม่มีคำตอบจากมิยูกิ เมื่อเธอฝั่งหน้าลงกับหัวไหล่ของเขา เพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้ใครเห็น ว่าเธอกำลังร้องไห้อยู่ แต่ซายากะรู้ เขาลูบมือเบา ๆ ที่แผ่นหลังของหญิงสาวเพื่อปลอบใจ

 

 

 

                “ไม่ร้องแล้ว ฉันกลับมาแล้ว”   เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม และพยายามดันตัวมิยูกิมามองหน้า แต่เธอไม่ยอม

 

                “ไม่ต้องมาทำเป็นพูดเลย”   มิยูกิพูดเสียงอู้อี้    “ฉันจะจัดการเธอให้หนักเลย โทษฐานที่ทำให้ฉันเป็นห่วงมากขนาดนี้”

 

                “จัดการให้หนักจริง ๆ นะ”   ซายากะพูดแหย่ และก็เป็นผล มิยูกิยอมเงยหน้ามามองเขาด้วยแววตาขุ่นเคือง แต่ซายากะยังคงยิ้มอยู่เหมือนจะล้อเล่นกับเธอ เขาเอามือเช็ดน้ำตาให้หญิงสาว

 

 

 

และไม่รอช้า... เขาดึงเธอเข้ามาจูบ มิยูกิขืนตัวในตอนแรก เพราะต่อหน้าเซนอีกมากมาย แต่ทว่าซายากะก็ไม่ยอมปล่อยเธอไปง่าย ๆ จนท้ายที่สุด... มิยูกิก็ต้องยอมให้กับซายากะ... และยอมให้กับความรู้สึกในหัวใจของเธอ

 

 

 

 

                มายุมองทั้งซายากะและมิยูกิ ก่อนจะยิ้มออกมาน้อย ๆ แล้วเปลี่ยนไปสนใจเซนอีกรายที่ยังไม่ลงมาจากยาน รอไม่นานนัก มายุก็เห็นจูรินะเดินออกมา เดินออกมาพร้อมกับ... คนที่จูรินะคาดหวังว่าจะได้เจอ และเขาก็ได้เจอเธอจริง ๆ

 

 

จูรินะมองสบตามายุ ก่อนที่เขาจะหันไปมองเรนะ เรนะหันหน้าไปทางอื่น และมองไปรอบ ๆ เธอจำได้ว่าที่นี่เป็นกองบัญชาการหลักของกลุ่มเซนบนดาวเคราะห์โลก แต่เธอไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเธอจากโลกใบนี้ไปนานแค่ไหน

 

 

จูรินะเดินเข้าไปหามายุ ส่วนเรนะยืนอยู่ตรงทางลงจากยาน เธอ... รู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของเธอ ความรู้สึกเก้ ๆ กัง ๆ บอกว่าเธอควรจะอยู่เฉย ๆ และทำตัวให้เจือจางไปกับสิ่งรอบตัว ได้แต่มองไปทางจูรินะ เขาได้กลับมาเจอ... กับเซนที่เขาคบอยู่ตอนนี้

 

 

 

                “กลับมาตามที่สัญญาแล้วนะ”   จูรินะบอกกับมายุพร้อมรอยยิ้ม แต่มายุไม่ได้ยิ้มไปด้วย เธอมองไปทางเรนะอย่างติดใจสงสัย จูรินะเองก็มองตามสายตาของมายุไป    “เฟิร์สจะใช้เธอเป็นเครื่องต่อรองให้ฉันร่วมมือ ทำลายล้างดาวเคราะห์ทุกดวงที่มนุษย์อาศัยอยู่ แต่ฉันช่วยเธอออกมา”

 

                “เธอยังไม่ตาย”   มายุพูดในสิ่งที่รู้กันดีอยู่    “ได้เจอเธอแล้ว อย่างที่หวังไว้ แล้วจะเอายังไงต่อ”

 

                “ฉัน...”   จูรินะกัดกรามตัวเองเล็กน้อย    “ฉันพอใจแล้ว ฉันแค่อยากรู้ว่าเรนะยังมีชีวิตอยู่”

 

                “อย่าโกหกตัวเองเลย”   มายุรู้ดีว่าจูรินะยังรู้สึกอย่างไรกับเรนะ การที่เขาต้องมาฝืนใจตัวเองเพื่อเธอ มันไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ

 

                “ไม่ต้องพูดอะไรแล้วหละ เรื่องนี้ ฉันไม่ใช่คนตัดสินใจ เรนะต่างหากที่จะตัดสินใจ”

 

 

 

จูรินะตัดบทและเดินกลับไปหาเรนะ เรนะเฝ้ามองจูรินะที่เดินกลับมาหาเธอด้วยหัวใจปวดแปลบ เธอไม่รู้หรอกว่าเซนอย่างจูรินะ มีหัวใจรึเปล่า แต่เธอมี และตอนนี้มันเหมือนจะแหลกสลายลงไปแล้ว ยิ่งเห็นเขาอยู่กับมายุ...

 

 

 

                “เรนะ เธอ... จะเอายังไงต่อ”   คำถามฟังดูใจร้ายยังไงก็ไม่รู้ เรนะเฝ้ามองใบหน้าของเซนที่เธอยอมละทิ้งความโกรธเคืองในอดีต ยอมลืมเรื่องราวของครอบครัวเธอที่ถูกเซนพรากไป เพื่อที่จะรักเขา แต่สุดท้ายแล้ว... เวลาที่เปลี่ยนไป ทุกอย่างที่เปลี่ยนไป ความรักของเขา... ก็เปลี่ยนไป

 

                “ฉันคง... กลับไปอยู่ในโลกของฉัน”   ซึ่งเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอจะทำอะไรต่อ แต่ขอกลับไป ตั้งหลัก และคิดทบทวนอยู่กับตัวเอง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด    “เธอเองก็คงจะหาทางช่วยเหลือพวกพ้องของเธอ ฉันที่เป็นมนุษย์ ฉันก็อยากจะช่วยเหลือมนุษย์จากเฟิร์ส แม้ไม่รู้ว่าฉันจะทำอะไรได้บ้างก็เถอะ”

 

                “อย่างนั้นหรอ”

 

 

 

จูรินะคาดคิดเอาไว้แล้วว่าเรนะต้องตอบออกมาแบบนี้ เขาอยากจะดึงรั้งเธอเอาไว้ให้อยู่กับเขา แต่ถ้าเขาพูดไป... มายุจะรู้สึกอย่างไร เขาหันมองไปทางมายุอีกครั้ง เขาทำเรื่องใจร้ายแบบนั้นไม่ได้ แต่เขาก็กำลังจะทำเรื่องแย่ ๆ กับเรนะ

 

 

 

เขาเกลียดตัวเองที่เป็นอยู่ตอนนี้

 

 

 

                “มิยูกิ”   จูรินะหันไปเรียกมนุษย์อีกหนึ่งคนในกลุ่มเซน ที่กำลังคุยอยู่กับซายากะ มิยูกิไม่ค่อยเข้าใจที่เขาเรียกเธอซักเท่าไหร่ ถ้าเรียกซายากะก็ว่าไปอย่าง   “เธอพอจะมีชุดให้เรนะยืมบ้างมั้ย”   ก็ตอนนี้ เรนะมีเพียงชุดคลุมตัวบางปกปิดเรือนร่างของเธออยู่

 

                “มีสิ”   มิยูกิเดินไปทางจูรินะและเรนะ ซายากะก็เดินตามไปด้วย

 

                “แล้วก็ ซายาเน่”   จูรินะพยายามฝืนตัวเอง ทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับการที่เรนะจะไม่อยู่กับเขา    “ต้องกลับไปที่เวิลด์เซนเตอร์กับมิยูกิอยู่แล้วใช่มั้ย ยังไง รบกวนช่วยพาเรนะกลับไปด้วยนะ”

 

 

 

ซายากะมีสีหน้าประหลาดขึ้นมาทันที มิยูกิก็ด้วย ซายากะคิดว่าจูรินะจะรั้งให้เรนะอยู่กับเขา แต่นี่กลับให้เธอไปง่าย ๆ เขาไม่รู้หรอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างจูรินะ เรนะ อาจจะหมายรวมถึงมายุด้วยนั้น มันเป็นอย่างไร แต่ว่าเรนะไม่ใช่คนที่จูรินะเฝ้ารอมาตลอดอย่างนั้นหรอ หรือเรนะจะเป็นฝ่ายเลือกที่จะไปเอง ซายากะมีข้อสงสัยมากมาย แต่สุดท้าย เมื่อดูจากสถานการณ์ต่าง ๆ เขาคิดว่าเขาไม่ควรที่จะถามอะไรออกไป

 

 

 

                “แล้วก็นี่..”   จูรินะดึงสร้อยคอออกมา สร้อยที่เรนะเห็นตั้งแต่ก่อนหน้าบนยาน    “สมาร์ทวอชของเรนะ ฉัน... เก็บมันไว้ให้”

 

 

 

เรนะรับสมาร์ทวอชไปจากผู้นำกลุ่มเซน เธอมองสมาร์ทวอช และมองจูรินะ เขาเก็บเอาไว้กับตัว เก็บมันเอาไว้มาตลอดอย่างนั้นหรอ เพราะอะไรกัน ในเมื่อ... เขา ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอแล้ว

 

 

แต่เรนะก็ไม่มีโอกาสจะได้ถาม เมื่อเธอเห็นจูรินะเดินแยกไป เพื่อไปหามายุ นั่นคงเป็นหนทางที่เขาเลือก ส่วนเธอก็เลือกแล้วที่จะกลับไปใช้ชีวิตในแบบมนุษย์ เธอเองก็คง... ต้องแยกจากเขาเช่นกัน

 

 

 

 

                จูรินะเดินมาหยุดยืนข้าง ๆ มายุ มายุมองจูรินะด้วยสีหน้าไม่สบายใจเอาเสียเลย เธอรู้ว่าจูรินะคิดอย่างไร รู้มาตลอด แต่เขาเลือกที่จะหันหลังให้กับความรู้สึกแท้จริง ด้วยตรรกะและเหตุผลที่เขายึดถือ

 

 

 

                “จูรินะ เธอน่าจะ...”

 

                “ไว้ค่อยคุยเรื่องนี้ทีหลัง ตอนนี้เรามีเรื่องอื่นที่จำเป็นต้องประชุมกันอย่างเร่งด่วน”

 

 

 

จูรินะตัดบทไปดื้อ ๆ และเดินเข้าไปด้านในอาคาร มายุส่ายศีรษะ และมองตามจูรินะไป เกือบทุกครั้งที่มายุเคารพในการตัดสินใจของจูรินะ เพราะเขาเป็นผู้นำกลุ่มเซน และระบบความคิดของเขาถูกพัฒนาไปมากกว่าเซนรายไหน แต่ทว่า... ในครั้งนี้เธออาจจะไม่ยอมเขาเหมือนทุกครั้ง ความคิดของจูรินะครั้งนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด เพราะมันมีเรื่องของอารมณ์ และความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

 

โดยเฉพาะกับความรัก ตัวแปรแทรกซ้อนตัวสำคัญยิ่ง ครั้งนี้ จูรินะควรจะเชื่อในความรู้สึก มากกว่าเหตุผล... เสียบ้าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

…………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                เวิลด์เซนเตอร์, อพาร์ทเมนต์ XIX

 

 

 

 

                ประตูห้องถูกปิดลงเมื่อหญิงสาวทั้งสองเดินเข้าไปด้านใน หนึ่งมนุษย์ หนึ่งแอนดรอยด์ มิยูกิวางข้าวของของเธอลงบนโต๊ะ ส่วนซายากะ เขาดูเคร่งเครียดตั้งแต่ที่ได้รับความไหว้วานจากจูรินะให้ช่วยส่งเรนะที่เวิลด์เซนเตอร์ด้วย

 

 

 

                “คิดเรื่องจูรินะอยู่อย่างนั้นหรอ”    มิยูกิถามอย่างรู้ทัน ซายากะหันมองมนุษย์ที่อ่านความคิดเขาออกทุกอย่าง

 

                “ฉันไม่เข้าใจเรื่องที่เขายอมปล่อยเรนะมาแบบนี้ ไม่เข้าใจเลย ถึงจะเข้าใจว่าเขาคบกับมายุอยู่ก็ตาม”    ซายากะทิ้งตัวลงนั่ง และระบายสิ่งที่ทำให้เขาอึดอัด    “ทำแบบนี้ไม่เป็นผลดีกับมายุ... แม้แต่น้อย”

 

                “และอาจจะไม่เป็นผลดีกับใครเลย”

 

 

 

มิยูกิเดินไปนั่งข้าง ๆ แอนดรอยด์ที่เธอรัก เธอยังจำสิ่งที่เกิดขึ้นตอนที่ไม่มีการตอบรับจากยานเดินทางของจูรินะและซายากะ มายุเองก็เป็นห่วงจูรินะไม่น้อยไปกว่าที่เธอเป็นห่วงซายากะ

 

 

แต่ว่า... ความรู้สึกของมายุนั้น มันก็ไม่ได้ชัดเจนเสียทีเดียว เพราะกับยูกิ เธอก็พอจะมองออก ว่ามายุเองก็ยังตัดใจจากยูกิไม่ได้เหมือนกัน แม้จะมีซาเอะเข้ามา

 

 

เธอไม่อยากจะเชื่อ ว่าความสัมพันธ์อันซับซ้อนแบบนี้ จะเกิดขึ้นกับแอนดรอยด์ได้เหมือนกัน มันเป็นสิ่งที่เธอสนใจ แต่เหนืออื่นใด อารมณ์ความรู้สึกของเซนที่อยู่กับเธอต่างหากที่สำคัญที่สุด

 

 

 

                “ฉันว่าปัญหานี้ ท้ายที่สุดแล้ว มันจะคลี่คลายไปได้”   มิยูกิคิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้น    “มายุเองก็คงไม่ยอมปล่อยให้จูรินะดื้อรั้นแบบนั้นอยู่ฝ่ายเดียวหรอก เพราะมายุเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้อะไร จริงมั้ยล่ะ”

 

                “ก็จริง”   ซายากะคิดตามที่มิยูกิบอก แต่ก็อดหนักใจไม่ได้

 

                “พูดเรื่องของเราดีกว่า ซายากะ”  มิยูกิเขยิบเข้าไปใกล้ซายากะมาขึ้น ซายากะมองมิยูกิแบบไม่ไว้ใจ    “ทำไมมองฉันแบบนั้นล่ะ”

 

                “ก็ แหม...”   ซายากะหัวเราะแห้ง ๆ แต่ไม่ได้พูดออกมาชัดเจนนัก แต่ก็รู้ว่ามิยูกิคงเดาออกว่าเขาคิดอะไรอยู่ ก็พอมิยูกิพูดว่ามาพูดเรื่องของเรา ซายากะไม่แน่ใจนักหรอก ว่ามันจะเป็นเรื่องไหน... กลัวว่ามันจะเป็นเรื่องบนเตียงเสียอย่างเดียวน่ะสิ

 

                “รู้มั้ยว่าฉันเป็นห่วงเธอมากแค่ไหน”   คำพูดและใบหน้าของมิยูกิเปลี่ยนเป็นจริงจัง รวมทั้งสายตาของเธอที่ดูหวาดหวั่นนั้น ก่อความรู้สึกหนักอึ้งให้กับแอนดรอยด์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

                “รู้สิ ถึงได้กลับมาแบบปลอดภัย”  

 

 

 

ซายากะดึงมิยูกิเข้ามาซบ เขาไม่เข้มแข็งพอที่จะเห็นน้ำตาของหญิงสาวในตอนนี้ มิยูกิกระชับกอดเขาแน่น จริงอยู่ที่เธอไม่พอใจที่เขาเลือกที่จะไป แต่ที่ไม่พอใจ ก็เพราะเธอกลัว กลัวว่าเขาจะไม่ได้กลับมา

 

 

 

                “ฉันอยู่ไม่ได้หรอกนะ ถ้าไม่มีเธอ”    เธออ่อนแอ อ่อนแอมากโดยเฉพาะกับเรื่องของเขา รัก... รักจนไม่อยากให้การจากลามาถึง รัก... รักมากกว่าใคร ๆ

 

                “ฉันก็เหมือนกัน”   เขาเองก็คิดไม่ต่าง ซายากะเคยไม่พอใจที่มิยูกิเลือกกลับไปทำงานกับมนุษย์ มนุษย์ที่ไม่รู้จะไว้ใจมิยูกิมั้ย เพราะเธอเลือกที่จะเข้าร่วมกับกลุ่มเซน เขากลัวว่าเธอจะได้รับอันตราย และต้องสูญเสียเธอไป แต่เขาก็พยายามเข้าใจ

 

 

 

                 ด้วยหน้าที่ของเธอ...

 

 

 

                 ด้วยหน้าที่ของเขา...

 

 

 

ซายากะกระชับอ้อมกอดกับหญิงสาวให้แน่นขึ้น เพื่อยืนยันให้มิยูกิรู้ว่าความรักของเขาที่มีต่อเธอนั้น มันมากมายเพียงใด มิยูกิฝังใบหน้าลงกับร่างกายของซายากะ ไม่อยากให้เขาหายไปไหนอีกแล้ว

 

 

 

                “ฉันจะไม่ยอมสูญเสียเธอไปเด็ดขาด”   เสียงอู้อี้แต่พอฟังจับใจความได้

 

 

 

มิยูกิพูดออกไปแบบนั้น แม้ซายากะจะไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าเขาจะปลอดภัยไปตลอด หรือสามารถอยู่กับเธอได้โดยไม่มีเรื่องราวเลวร้ายเข้ามา แต่มิยูกิเริ่มคิดอะไรหลายอย่างจากคำพูของตัวเอง และเธอจะไม่ยอมสูญเสียซายากะไปจริง ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

…………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                เวิลด์เซนเตอร์, หน่วยความมั่นคงระหว่างดวงดาว

 

 

 

 

                ภายในห้องทำงานของประธานาธิบดีแห่งดาวเคราะห์โลก ข้อมูลต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับการโจมตีไอโอ และยูโรปาถูกส่งมาที่เขา แต่ยังไม่มีข้อมูลสรุปถึงแนวทางป้องกันได้สักทาง

 

 

เขาแน่ใจแล้วว่ามันไม่ใช่อุกกาบาต และมันน่าจะเป็นฝีมือของเซน และบางที พวกเซนบางภาคพื้นดาวเคราะห์ต่าง ๆ รวมทั้งเซนที่อยู่ในความดูแลของผู้นำที่ใช้ชื่อแบบเดียวกับมนุษย์ อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง

 

 

เสียงสัญญาณการติดต่อดังขึ้น โจนาธานกดยืนยันผ่านสมาร์ทวอช หน้าจอฮอโลกราฟิกปรากฏชัด

 

 

 

                “นายพลไรอันต้องการเข้าพบค่ะ”   รายงานจากเลขาหน้าห้อง บอกถึงการมาถึงของนายพลไรอันในเวลาที่ไม่เป็นปกตินัก ท่าจะมีเรื่องด่วน

 

                “เรียกเขาเข้ามา”

 

 

 

โจนาธานปิดหน้าจอฮอโลกาฟิก และเปิดประตูหน้าห้อง นายพลไรอันในชุดทหารเต็มยศทำความเคารพผู้นำประเทศ ก่อนจะเดินเข้ามาด้านใน เปิดหน้าจอแสดงผลข้อมูลที่เขาได้รับลงบนโต๊ะทำงานของประธานาธิบดี

 

 

 

                “ทางหน่วยข่าวกรองยืนยันว่า มียานอวกาศไม่ปรากฏระเบียนผ่านเข้ามายังชั้นบรรยากาศโลก”   ภาพเคลื่อนไหวแบบฮอโลแกรม และข้อมูลอธิบายการปรากฏของยานอวกาศไม่ทราบแหล่งที่มา    “ปลายทางของยานอวกาศดังกล่าวคือเขตเวสต์วู้ด ซึ่งเรายังไม่สามารถระบุพิกัดได้ แต่คาดว่าน่าจะเป็นยานของกลุ่มเซน”

 

                “กลุ่มเซนอย่างนั้นหรอ แล้วพวกมันออกไปทำอะไรนอกโลก”   โจนาธานคิดไม่ผิดที่ให้นายพลไรอันเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเซน    “หรือว่า มันจะเกี่ยวข้องกับวัตถุลึกลับพวกนั้น”

 

                “มีทางเป็นไปได้ครับ”    นายพลไรอันก็คิดไม่ต่างกัน

 

                “ติดตามดูว่ายานอวกาศดังกล่าว ออกจากโลกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ บางที ที่พวกมันทำเป็นพูดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของเฟิร์ส อาจจะเป็นฝีมือของพวกมัน หรือไม่ พวกมันก็ร่วมมือกัน”   เขาจะต้องรีบหาทางกำจัดพวกเซนไปให้ได้ ก่อนที่เรื่องเลวร้ายจะก่อตัวมากไปกว่านี้

 

                “ผมจะรีบติดตามข้อมูล และมารายงานทันทีครับ”

 

 

 

นายพลไรอันรับคำ ก่อนจะออกจากห้องไป โจนาธานไม่อยากจะรออะไรทั้งนั้น เขาอยากจะกำจัดเซนไปให้หมด เพราะพวกมันก็คงคิดหาทางกำจัดมนุษย์อยู่เช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

……………………….

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                เวสต์วู้ด, กองบัญชาการหลักกลุ่มเซน

 

 

 

 

                จูรินะเดินเข้ามาห้องนอนของเขาที่กองบัญชาการ หลังจากที่อธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่เขาเจอบนดาวเคราะห์ของเฟิร์สให้กับเซนรายอื่นได้รับทราบ และให้เตรียมพร้อมกับการถกประเด็นในวันต่อไป

 

 

เขาทิ้งตัวลงนอนบนเตียง แต่เขาไม่ได้ต้องการจะพักระบบ เขาเพียงแค่อยากหลีกหนีจากความจริง

 

 

เฝ้ามองฝ้าเพดานที่ว่างเปล่า เขาอยากจะให้ความคิดของเขาว่างเปล่าเช่นกัน แต่มันทำไม่ได้ เขารู้ว่าเขาไม่ควรมาทำตัวเหลาะแหละแบบนี้ ยังมีเรื่องของเฟิร์สที่เขาจะต้องคิดหาทางแก้ปัญหาเพื่อใช้หารือกับกลุ่มเซนให้ได้โดยเร็วที่สุด แต่ว่า... อารมณ์ ความรู้สึกของเขา กำลังทำให้เขากลายเป็นเซนที่ไม่เอาไหนไปเสียแล้ว

 

 

 

 

                เสียงสัญญาณดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง จูรินะดีดตัวขึ้นจากที่นอน เขารู้ว่าใครที่มาหาเขาถึงห้อง แต่เขายังไม่แน่ใจ ว่าเขาควรให้เธอเข้ามารึเปล่า

 

 

จูรินะลุกเดินไปยืนเผชิญหน้ากับประตูห้องของตัวเอง เสียงสัญญาณดังขึ้นอีกครั้ง เขาขมวดคิ้วเข้าหากันเหมือนคนกำลังชั่งใจ และสุดท้ายก็ตัดสินใจเปิดประตู ความทึบของประตูค่อย ๆ จางลงจนเห็นใบหน้าของเซนที่จูรินะคาดเดาไว้แต่แรก

 

 

 

                “มายุ”   เขาเรียกเธอทั้ง ๆ ที่ประตูยังไม่จางหายไปหมด มายุมองใบหน้าของเขา ก่อนจะก้าวเดินเข้ามาในห้อง ประตูกลับไปปิดสนิทอีกครั้งเมื่อมายุเข้ามา จูรินะเดินกลับเข้าไปด้านใน และนั่งลงที่โซฟากลางห้อง มายุเดินตามเขาไปช้า ๆ และนั่งลงข้าง ๆ

 

                “เธอจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้จริง ๆ อย่างนั้นหรอ”   มายุถามให้แน่ใจ แม้จะไม่เกริ่นนำในเรื่องราว แต่เธอเชื่อว่าจูรินะคงรู้

 

                “เรนะเป็นคนเลือกเอง”   จูรินะบอกกับมายุ โดยที่ไม่มองจ้องเธอ

 

                “ที่เรนะเป็นคนเลือกที่จะไป เพราะเธอบอกเรนะไปว่าอะไรล่ะ บอกว่า... เธอกับฉันคบกัน และเธอเลือกฉันอย่างนั้นรึเปล่า”   มายุถามได้เข้าเป้าเหมือนทุกครั้ง จูรินะถอนหายใจออกมา

 

                “ก็ไม่ได้พูดออกไปตรง ๆ ขนาดนั้นหรอก แต่มันก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่หรอ หากฉันจะพูดไปแบบนั้น”   จูรินะกลั้นใจหันกลับมาเผชิญหน้ากับศัลยแพทย์สาว ที่ดูจะเข้าใจเขาไปเสียทุกอย่าง    “ฉันเลือกดึงเธอเข้ามา”

 

                “มันไม่ใช่ว่าเธอดึงฉันเข้าไป หรือฉันดึงเธอเข้ามา ตอนนี้มันเกี่ยวกับความรู้สึกของเธอมากกว่า จูรินะ”   มายุเบื่อที่จะฟังเหตุผลของเขาแล้ว    “และถ้าเราคบกันต่อ เธอยืนยันกับฉันได้มั้ย ว่าเธอจะไม่นึกถึงเรนะเลย”

 

                “แล้วมายุล่ะ บอกได้มั้ยว่าตอนที่คบกันฉัน เธอไม่ได้นึกถึงยูกิ”   จูรินะเถียงเซนตรงหน้า   “เราต่างก็คิดถึงความรักครั้งเก่า แต่เราก็เลือกที่จะก้าวไปด้วยกัน มากกว่าจมอยู่กับมัน”

 

                “สำหรับฉัน เพราะยูกิมีซาเอะ ฉันไม่ต้องการจะสู้เพื่อเอาเขามาเป็นของฉัน เพราะฉันรู้ดีว่ามันไม่มีหวัง”   สู้ในสนามที่เธอคิดว่าเธอมีเปอร์เซ็นต์ความพ่ายแพ้มากกว่าที่จะชนะ เธอไม่เอาด้วยอย่างแน่นอน สนามนี้ก็เหมือนกัน    “แต่เธอหวังอยู่ตลอดไม่ใช่หรอ เชื่อมาตลอดว่าเรนะยังไม่ตาย เธอไม่เคยหมดหวัง ไม่เหมือนฉัน แล้วตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นก็ยังไม่ตายจริง ๆ การที่เธอรอเรนะมาตลอด แล้วมาตอนนี้ เธอจะยอมปล่อยให้เรนะไปง่าย ๆ แบบนี้เลยหรอ”

 

                “แต่..”

 

                “ไม่ต้องแต่แล้ว”   มายุตัดบท เธอไม่อยากเถียงกับเขา เธอต้องการให้เขาฟัง และทำตาม    “ฉันไม่ดีใจหรอกนะ ถ้าเรายังคบกันอยู่ แต่เธอเอาแต่คิดถึงใครอีกคน หรือคบกันฉันเพียงเพราะรู้สึกผิดที่ดึงฉันเข้ามา ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก จูรินะ มันเกิดขึ้นได้ เรื่องระหว่างเรามันเกิดขึ้นได้ มันไม่ผิด และถ้ามันจะจบลง มันก็จบลงได้ ไม่มีใครผิดเหมือนกัน”

 

 

 

เหตุผลที่แสนหนักแน่นของมายุ จูรินะหมดคำจะเถียง ใช่ เขายังคิดอะไรกับเรนะ ก็เหมือนที่เขายังรู้สึกดีกับมายุ และกลับมาคบกัน หรืออาจจะไม่เหมือน... กับเรนะ มันเป็นมากยิ่งกว่าความรู้สึกดี มันคือ... ความรัก

 

 

 

                “ฉันจะยอมให้เธอไป”   มายุรู้ดีว่าต่อให้รั้งจูรินะเอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์ อย่างที่เธอคิด เธอไม่ชอบสู้ในสนามที่เธอคิดว่าโอกาสจะชนะไม่ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์    “แต่ว่า...”

 

                “แต่ว่า”   จูรินะมองสบตากับมายุ คำว่าแต่ว่าของมายุนั้น หมายความว่าอย่างไร

 

                “ฉันอยากให้เธอรู้ไว้อย่างหนึ่งว่า...”   มายุรวบรวมคำพูดที่จะพูดกับจูรินะ    “ความรู้สึกที่ฉันเคยมีให้เธอ เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น แม้สถานะจะเปลี่ยนไป แม้ฉันอาจจะชอบใครอื่นไปแล้ว แต่เรื่องของเรา มันจะเป็นความทรงจำดี ๆ ไม่เปลี่ยน”

 

 

 

มายุพูดเสร็จก็หันไปทางอื่น จูรินะกำมือของตัวเองเอาไว้แน่น หากมันไม่ใช่ความทรงจำดี ๆ เขาและเธอคงไม่สามารถกลับมาคบกันได้อีกครั้ง

 

 

จูรินะค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับใบหน้าของหญิงสาวให้หันกลับมามองเขา ก่อนจะเช็ดน้ำตาที่มายุเองก็ห้ามเอาไว้ไม่ได้

 

 

ใบหน้าของจูรินะเข้าไปใกล้ชิดกับมายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ดวงตาของทั้งสองที่สบกัน ต่างก็รู้ดีว่าจะมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นต่อ

 

 

 

                “แค่ครั้งเดียวนะ”   มายุพูดมันออกมาช้า ๆ   “ครั้งสุดท้าย”

 

 

 

จูรินะไม่ได้พูดอะไรต่อ นอกจากจดริมฝีปากของเขา เข้ากับริมฝีปากของเซนร่างเล็ก จูบของเขา ...กับรักแรกของเขา ที่จะกลายเป็นความทรงจำ...

 

 

กลายเป็นความทรงจำ ที่เป็นได้แค่นั้น... ตลอดไป

 

 

 

 

 

............................

 

 

 

TBC.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

=============================================

 

ให้ตายสิ ใจผมอวยมายุนะเนี่ย

Share this post


Link to post
Share on other sites

ให้ตายสิ อ่านจบแล้วพูดไม่ออก
ถึงจะอยากให้จูรินะกับเรนะปรับความเข้าใจกัน
แต่ก็อดสงสารมายุไม่ได้น่ะ เฮ้อ!
ช่วงนี้ยูกิสบายสุด ไม่ต้องรับรู้อะไร อยู่ในช่วงฟื้นความจำ
หวังว่าจะรีสตาร์ทความสัมพันธ์กับมายุได้นะ ส่วนซาเอะ ช่างแม่ม

Share this post


Link to post
Share on other sites

นี่ถ้าจูจังไปบอกกับเรนะซังว่า "ฉันเลิกกับมายุแล้ว เรากลับมาคืนดีกันเถอะ"

น้องจูจะเป็นคนที่น่าตบมากที่สุดในเรื่อง ล้อเล่นกับความรู้สึกของเรนะซังสุดๆ

Share this post


Link to post
Share on other sites
....คิดไรไม่ออกเลยค่ะ5555
มายุพูดขนาดนี้แล้วจูจังไปปรับความเข้าใจกับเฮียเถอะ
กิรินเปลี่ยนใจยังทันนะสงสารมายุT^T
ปล่อยพี่เอะไปเถอะค่ะ;-;...

Share this post


Link to post
Share on other sites
On 9/26/2016, 12:03:30, Puypepsin said:

ให้ตายสิ อ่านจบแล้วพูดไม่ออก
ถึงจะอยากให้จูรินะกับเรนะปรับความเข้าใจกัน
แต่ก็อดสงสารมายุไม่ได้น่ะ เฮ้อ!
ช่วงนี้ยูกิสบายสุด ไม่ต้องรับรู้อะไร อยู่ในช่วงฟื้นความจำ
หวังว่าจะรีสตาร์ทความสัมพันธ์กับมายุได้นะ ส่วนซาเอะ ช่างแม่ม

เรื่องความรักก็วุ่นวายอย่างนี้แหละครับ

ถ้าจูกลับไปหาเรนะ มายุนี่หนักเลยครับ

ยูกิก็ตามนั้นครับ แต่ไม่รู้จะกลับไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับมายุได้รึเปล่า ดูมายุยังไม่ยอม

 

 

On 9/26/2016, 1:28:37, MeawMao said:

นี่ถ้าจูจังไปบอกกับเรนะซังว่า "ฉันเลิกกับมายุแล้ว เรากลับมาคืนดีกันเถอะ"

น้องจูจะเป็นคนที่น่าตบมากที่สุดในเรื่อง ล้อเล่นกับความรู้สึกของเรนะซังสุดๆ

ก็อาจจะเป็นแบบนั้นครับ

เรื่องความรักมันพูดยากนะครับ

 

On 9/26/2016, 9:13:23, Orihime said:

พูดไม่ออกบอกไม่ค่อยถูก

ข้ามไปตอนหน้าเลยแล้วกันครับ

 

 

On 10/3/2016, 10:24:58, plyply said:

....คิดไรไม่ออกเลยค่ะ5555
มายุพูดขนาดนี้แล้วจูจังไปปรับความเข้าใจกับเฮียเถอะ
กิรินเปลี่ยนใจยังทันนะสงสารมายุT^T
ปล่อยพี่เอะไปเถอะค่ะ;-;...

มายุก็เปิดทางให้ขนาดนี้ จูคงมีแต่ต้องกลับไปหาเรนะแล้วหละครับ

ส่วนยูกิกับมายุ ก็ยังมีเรื่องของซาเอะเข้ามาเกี่ยว

มันก็วุ่นวายไม่เลิกอยู่ดี ไม่ว่าฝั่งไหน ง่อววว

Share this post


Link to post
Share on other sites

 AGAIN

 

                โกลว์อิ้งโซน,โคลสเสดซัน

 

 

                เรนะทิ้งตัวลงนั่งอยู่บนผืนหญ้าที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือของมนุษย์ เธอยัง... ไม่แน่ใจนักว่าทำไมเธอถึงมาที่นี่ อาจเพราะ... มันเป็นสถานที่ที่แจ่มชัดที่สุดในความทรงจำหนหลังของเธอ

 

                เธอ... กับจูรินะ

 

ในวันที่แสงแดดย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีส้มเข้ม วันที่เธออยู่ในฐานะซีดีเอ วันที่เขาอยูในฐานะผู้นำกลุ่มเซน วันที่เธอตั้งใจตีสนิทกับเขาเพื่อสืบเรื่องเซน วันที่เขาตั้งใจใช้เธอตลบหลังมนุษย์

 

และวันที่เขาและเธอ... ต่างก็มีใจให้กัน

 

หรืออาจจะเป็นเธอเพียงฝ่ายเดียว เรนะไม่มั่นใจนัก เธอไม่สามารถมั่นใจได้เลย เพราะหลังจากเกิดเรื่องที่จูรินะถูกเฟิร์ส หรือที่เธอเชื่อว่าเป็นประธานาธิบดีโลกในตอนนั้นจับกุมตัว เธอไม่เคยได้ยินคำว่ารัก... จากปากของเขาอีกเลย

 

 

 

                เรนะจับมือตัวเองเอาไว้ เธอยังจำตอนที่เขากุมมือเธอไว้ ตอนก่อนที่จะบุกเข้าไปในยานของเฟิร์ส ยังจำทุกความรู้สึก หลังจากที่เธอตื่นจากการหลับใหลที่ยาวนาน ทุกสัมผัสของเขา... ยังคงอยู่

 

แม้แต่ความรักที่เธอมีให้เขา... มันก็ยังคงอยู่เช่นกัน

 

 

เธอได้แต่ทิ้งสายตามองไปข้างหน้า สิ่งที่เธอต้องคิดต่อจากนี้ คงเป็นเรื่องของตัวเธอเอง ว่าจะเอาอย่างไรต่อ หน่วยซีดีเอคงถูกยุบไปแล้ว แต่เธอที่ถูกฝึกมาให้เป็นสายลับตั้งแต่ที่พ่อแม่จากไป เธอไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อไปดี

 

การกลับมาจากความตายนั้น... เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเธอแล้ว จริง ๆ อย่างนั้นหรอ

 

ในเมื่อชีวิตของเธอตอนนี้... มันว่างเปล่า

 

คิดถึงตรงนี้ น้ำตาก็ไหลออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ชีวิตของเธอนั้นว่างเปล่า หัวใจของเธอนั้นว่างเปล่า ไม่เหลืออะไร... อีกแล้ว

 

 

                “เรนะ”  

 

 

เสียงเรียกที่กลั่นกรองมาจากหลากหลายความรู้สึก

 

ความรู้สึกสั่นไหวในอกของหญิงสาว จากเสียงเรียกที่คุ้นเคย กับหยาดน้ำตาที่ยังไม่หยุดไหล เรนะค่อย ๆ หันไปมองเจ้าของเสียง...ที่เรียกชื่อของเธอ

 

ใบหน้าของเซนที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเรนะนัก เธอเห็นมันอย่างชัดเจน เขามองมาทางเธอด้วยสายตาที่มีมากมาย หลากหลายความรู้สึก...ในนั้น

 

เพียงแค่เธอเห็นเขา เหมือนโลกรอบตัว... ได้หยุดเคลื่อนไหวลงไปอีกครั้ง รวมทั้ง... ตัวเธอเองด้วย

 

 

                “คือว่า...”  จูรินะพูดเสียงเบา แต่แววตายังคงจ้องมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ไม่วางตา    “ฉัน...

 

 

เก็บกลืนความรู้สึกที่มันเอ่อล้น เพื่อพยายามกลั่นกรองคำพูดออกมา จูรินะกำมือตัวเองหลวม ๆ เขาปิดบังความรู้สึกแท้จริงของเขาไม่ได้อีกแล้ว

 

 

                ฉันรักเธอ

 

 

คำพูดเพียงสั้น ๆ แต่ทว่ากลับทำให้หัวใจของมนุษย์ธรรมดาอย่างเรนะสั่นไหวเหมือนแทบขาดใจ เธอยันตัวลุกขึ้น และตรงเข้าหาแอนดรอยด์ที่ทำให้เธอมีน้ำตาอีกครั้ง

 

น้ำตา... จากความปีติยินดี

 

เธอสวมกอดเขา... ราวกับว่าจะไม่ยอมปล่อยเขาไป รอยจูบ... ที่ช่วยยืนยันความรู้สึกของทั้งสอง

 

 

จูรินะกระชับอ้อมแขนที่แผ่นหลังของหญิงสาว ปล่อยให้อารมณ์ ความรู้สึก ชักพาทุกอย่าง ริมฝีปากของเรนะ ร่างกายของเรนะ ลมหายใจของเรนะ กำลังทำให้ระบบร่างกายของเขา... แทบจะหลอมละลายลง

 

ในเชิงอุปมาอุปมัยน่ะนะ

 

 

ดวงตาของทั้งสองสบกัน หลังจากรอยจูบที่ยาวนาน กลางแสงแดดอุ่น ๆ ในช่วงเย็น จูรินะยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้เรนะช้า ๆ เขาไม่เข้าใจตัวเองเลย ว่าทำไมถึงยอมปล่อยให้คนที่เขาเฝ้ารอมาตลอด จากมาแบบนี้ ทำไมเขาถึงไม่ยอมเชื่อฟังความรู้สึกของตัวเอง                

 

ทั้ง ๆ ที่เขารักเธอมากขนาดนี้

 

เขาเกือบจะกลายเป็นเซนที่โง่เง่าที่สุดในโลก... ไม่สิ อาจจะในจักรวาล ถ้ายอมปล่อยให้เธอจากไปจริง ๆ

 

 

                ฉันตามสัญญาณจากสมาร์ทวอชมา”   จูรินะพูดเสียงแผ่ว และเอาหน้าผากชนกับหน้าผากของเธอ แม้มันจะทำให้มองเห็นใบหน้าของหญิงสาวอีกคนไม่ชัดนัก แต่ความใกล้ชิดนั้นชัดเจนกว่าสิ่งใด    “คงไม่ว่าใช่มั้ย

                “อืม”   เรนะตอบพร้อมส่ายศีรษะ ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่ยังคงมีคราบน้ำตา

                ฉันไม่คิดว่าฉันจะอยู่ได้... ถ้าไม่มีเธอ...”   จูรินะลูบแก้มบางใสของหญิงสาว พูดพร้อมคอยฉกชิงริมฝีปากของเรนะแบบที่ห้ามใจเอาไว้ไม่ได้    อยู่กับฉันนะ

                “อื้ม

 

 

อีกครั้งที่ทั้งสองยอมให้แรงดึงดูด... ของความรัก ดึงทั้งสองเข้าหากัน ความนุ่มนวล และอบอุ่น จากความรักที่ทั้งสองมีไม่ต่างกัน รอยจูบที่มีฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีส้มสด เป็นอีกสิ่งที่จะไม่มีวันถูกพรากออกไปจากความทรงจำ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

…………………………..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                เวสต์วูดส์, กองบัญชาการหลักกลุ่มเซน

 

 

                มายุนั่งวิเคราะห์วัตถุปริศนาที่พุ่งเข้าชนทั้งไอโอ และยูโรปา เธอคาดเดาแล้วว่ามันคือระเบิดปฏิสสารที่เฟิร์สสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ และคงถูกยิงมาจากดาวเคราะห์ดวงที่จูรินะและซายากะค้นพบ

 

แต่การจะยับยั้งไม่ให้มันเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สามนั้น เธอยังไม่แน่ใจนักว่าควรจะใช้วิธีไหน เพราะไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าเฟิร์สจะเล่นงานดาวเคราะห์ดวงไหนเป็นดวงต่อไป รวมทั้งเวลาที่ใกล้จะถึงกำหนด ใกล้จะถึงรอบเวลาระยะห่างระหว่างการโจมตีครั้งแรก และครั้งที่สอง

 

มันน่าจะเกี่ยวกับระบบการทำงานของฐานยิงระเบิด และระยะทางระหว่างดวงดาว

 

แต่ถึงจะคำนวณได้ก็ไม่มีประโยชน์ เมื่อการป้องกันไม่สามารถทำอะไรได้ นอกเสียจากจะสร้างกองยานไปบุกที่ดาวของเฟิร์ส หรือหาทางสร้างอาวุธทำลายดาวเคราะห์ดวงนั้น

 

แต่ใครจะเป็นคนทำ

 

มนุษย์อย่างนั้นหรอ คงไม่มีทาง วิทยาการของมนุษย์ยังก้าวตามเซนไม่ทันด้วยซ้ำ และเรื่องจะให้ความร่วมมือกับกลุ่มเซนยิ่งเป็นไปไม่ได้

 

จะกลายเป็นว่า เซนต้องทำทั้งหมด เพื่อปกป้องตัวเอง และปกป้องมนุษย์ โดยท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ก็คงไม่เห็นค่าในการกระทำของเซนอยู่ดี

 

 

                “มายุ

 

 

เสียงเรียกที่คุ้นเคย มายุหันไปมองเจ้าของเสียง ประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นเขาอยู่ที่นี่ เธอลุกขึ้นจากหน้าจอแสดงผล และตรงไปหาเซนที่ระบบความทรงจำบางส่วนได้ขาดหายไป

 

 

                “เธอเข้ามาทำอะไรที่นี่ ยูกิ

 

 

มายุไม่เคยรู้มาก่อน ว่าการเรียกชื่อเซนตรงหน้า จะทำให้เธอเจ็บปวดได้ขนาดนี้

 

                ฉันเพียงแค่จะมาเดินดูอะไรรอบ ๆ เมื่อกี๊ไปห้องยุทธการมา แต่ไม่เจอซาเอะ”    พูดถึงซาเอะอีกตามเคย มายุพยายามไม่คิดอะไร แต่มันอดไม่ได้ที่จะ... เจ็บปวดซ้ำเข้าไปอีก

                เขาออกไปลาดตะเวน และสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มล่าหัวแอนดรอยด์”   เมื่อมนุษย์ไม่ลงมือทำเรื่องนี้ เซนก็ต้องลงมือทำเสียเอง    เขาไม่ได้บอกหรอ

                บอก แต่ฉันเพียงแค่นึกว่าเขาจะกลับมาแล้ว”   ยูกิบอกและยังคงมองจ้องเซนตัวเล็กตรงหน้าไม่วางตา มีหลายอย่างที่ติดใจเขาอยู่ โดยเฉพาะกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอ เธอรู้สึกราวกับว่า เขาและเธอ ไม่ใช่เพียงแค่รู้จักกันธรรมดา    ฉันถามอะไรเธอสักอย่างได้มั้ย

                ว่ามาสิ”   มายุบอก และทำเป็นเดินไปนั่งหน้าจอแสดงผลอีกครั้ง เปิดอะไรดูไปเรื่อย แต่ทว่าในใจกลับจดจ่อกับคำถามของยูกิ

                ยูกิเฝ้ามองแผ่นหลังของมายุ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้    ฉันยังมีข้อสงสัยกับความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกบางอย่างของฉันบอกว่า ฉันกับเธอสนิทสนมกันมากกว่าที่เธอเล่าให้ฉันฟัง

 

 

คำพูดของยูกิยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดของมายุเข้าไปอีก คำถามที่ยูกิเคยถามมายุมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่เธอหลีกเลี่ยงที่จะตอบ แต่ยูกิก็เลือกที่จะถามเธออีก ใจจริง... ใจจริงแล้ว มายุก็อยากจะบอกความจริงทั้งหมดให้เขารู้ แต่ว่า... ในเมื่อปลายทางของมัน บอกหรือไม่บอก... ยูกิก็เลือกซาเอะอยู่ดี

 

 

                “มันไม่มีอะไรมากกว่าที่ฉันเล่า”   มายุปฏิเสธเสียงแข็ง แต่นั่นยังไม่ทำให้ยูกิเชื่อ

                “แต่ว่า...

                เธอสูญเสียระบบความทรงจำ”   มายุหันกลับมามองยูกิ อยากให้เขาเลิกเซ้าซี้กับเธอเสียที เพราะไม่อย่างนั้น เธอเองต้องทนไม่ได้อย่างแน่นอน    “แล้วเธอจะเอาความรู้สึกอะไรมากล่าวอ้าง ว่าเธอกับฉันสนิทสนมกัน ฉันบอกไปแล้วว่าฉันไม่ชอบหน้าเธอ มันก็หมายความอย่างที่ฉันพูด...

                “มายุ”   ยูกิพยายามเรียกเซนตรงหน้าที่เริ่มขึ้นเสียง และมีบางอย่างผิดปกติไปจนเขาสงสัย

                “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น...

                “เธอร้องไห้

 

 

ยูกิเห็นน้ำตาของมายุ มายุเองก็ตกใจ เธอไม่คิดว่าเธอจะร้องไห้ออกมาต่อหน้ายูกิ เธอรีบหันไปทางอื่น และเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่รู้ตัว

 

ยูกิสับสนไปหมด ทำไมมายุถึงร้องไห้ มันต้องมีอะไรที่เขายังไม่รู้ เขาเชื่อแบบนั้น ยูกิยกมือขึ้น หวังจะแตะไหล่มายุให้หันกลับมามองเขา

 

 

                “ยูกิ

 

 

ประตูห้องควบคุมเปิดออกอีกครั้ง พร้อมการปรากฏตัวของซาเอะ ซายากะ และมิยูกิ ซาเอะกำลังสงสัยว่ายูกิคุยอะไรอยู่กับมายุ

 

                “กลับมาแล้วหรอ ซาเอะ”    ยูกิหันไปสนใจเซนร่างสูงที่เดินเข้ามา จนตอนนี้ยืนอยู่ข้างเธอแล้ว

                อืม แล้วเธอเข้ามาที่นี่ทำไมหรอ”    ซาเอะมองไปทางมายุด้วยแววตาที่ดูไม่ไว้ใจ มายุหันกลับมาเผชิญหน้ากับซาเอะ เมื่อรู้ว่าเธอปรับอารมณ์ตัวเองได้แล้ว

                แค่ผ่านมาน่ะ ไม่มีอะไร”   ยูกิบอกและก็มองไปทางมายุเหมือนกัน ที่มายุร้องไห้เมื่อครู่ เธอยังไม่แน่ใจนัก ว่ามันเป็นเพราะอะไรกันแน่

                “งั้นไปกันเถอะ ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอหลายอย่าง เรื่องภารกิจของฝ่ายยุทธการ

 

 

ซาเอะบอกและพายูกิออกไปจากห้อง มายุมองทั้งสองเดินออกไป ก่อนจะหันมองซายากะกับมิยูกิ ที่เล่นลูกเงียบตั้งแต่ที่เดินเข้ามา

 

 

                “จูรินะล่ะ”   ซายากะถามถึงผู้นำกลุ่ม ที่เขาคิดว่าเขามีเรื่องจะคุยด้วย

                “ไปหาเรนะน่ะ

 

 

คำตอบของมายุ เล่นเอาซายากะทำหน้าไม่ถูกเลย เขาหันไปขอความช่วยเหลือจากหญิงสาวอีกคนที่อยู่กับเขา

 

 

                “อย่างนั้นหรอ”   มิยูกิพูดขึ้น และเดินเข้าไปหามายุ    “เธอโอเคมั้ย

                เรื่องจูรินะน่ะหรอ ฉันรู้อยู่แล้ว”   รู้อยู่แล้วว่าถ้าเรนะกลับมา มันต้องเป็นอย่างนี้ เธอไม่คิดที่จะดึงรั้งเขาเอาไว้หรอก

                “หมายถึงทั้งเรื่องของจูรินะ และเรื่องของยูกิ

 

 

คำพูดนี้เหมือนเป็นหมัดฮุคสำหรับมายุก็ว่าได้ เรื่องจูรินะไม่เท่าไหร่หรอก แต่เรื่องของยูกิ ดูเหมือนจะมีอิทธิพลกับมายุมากกว่า มากกว่าจนมิยูกิ และซายากะรู้สึกได้

 

 

                อาจเพราะ...”   มายุไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกของเธอได้    ฉันไม่ได้ให้ความสำคัญกับความรัก ความรักก็เลย... ไม่เลือกฉัน

                “มันก็ไม่ขนาดนั้นหรอก”   ซายากะเข้ามาตบไหล่มายุ   

                “ไปดื่มกันมั้ย”   มิยูกิชวน ส่วนซายากะหันมามองมิยูกิ เขาเพิ่งจะมาถึง แต่กลับชวนมายุออกไปอีกรอบ

                ไหน ๆ จูรินะก็คงไม่กลับมาเร็ว ๆ นี้อยู่แล้ว”   มิยูกิหันไปมองมายุ และเธอคิดว่า เธอไม่ควรปล่อยมายุไว้เพียงลำพัง    “ว่ายังไง มายุ

 

 

มายุมองทั้งมิยูกิ และซายากะ ทั้งสองคงเป็นห่วงเธอ เรื่องของจูรินะ อย่างที่เธอพูดว่าเธอทำใจไว้แล้ว แต่เรื่องของยูกิ เธอยังไม่เคยทำใจได้เลย บางทีการออกไปไหน และทำให้ความคิดโล่ง ๆ สักหน่อย อาจจะดี

 

 

                “ก็ได้

 

 

เธอตอบรับเสียงเบา มิยูกิยิ้มออกมา ซายากะมองมายุแล้วก็ผ่อนลมหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง ๆ มีกี่เรื่องกันแล้วที่เซนร่างเล็กตรงหน้า ต้องแบกรับเอาไว้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

…………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

               

                เวิลด์เซนเตอร์, เซนเตอร์สแควร์

 

                ซาเอะกับยูกิออกมาลาดตระเวนในตอนดึก ใจจริงซาเอะก็ไม่ค่อยอยากให้ยูกิออกมาด้วยเท่าไหร่ เพราะครั้งที่ยูกิถูกทำร้ายจนสูญเสียความทรงจำ ยังคงเป็นเรื่องราวที่ฝังใจซาเอะอยู่ไม่น้อย

 

 

                “จริง ๆ เธอไม่น่าออกมาด้วยเลย”   ซาเอะอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา

                ฉันว่าฉันพร้อมแล้วนะ ระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้รับการฟื้นฟูเต็มประสิทธิภาพแล้ว ส่วนเรื่องความทรงจำ อาจจะไม่ได้รับการถ่ายทอดจนครบสมบูรณ์ แต่ฉันคิดว่ามันไม่น่าเกี่ยวกับการลาดตระเวน”   ยูกิตอบตามจริง ซาเอะได้แค่ขมวดคิ้วมอง

                เรื่องนั้นฉันรู้ แต่ที่ฉันไม่อยากให้เธอมา เพราะว่าฉันเป็นห่วง กลัวว่าเธอจะเป็นอะไร”   ความเป็นห่วงของเขา ทำให้ยูกิยิ้มออกมา เขาดีกับเธอมากจริง ๆ และเธอก็รู้สึกดีกับเขา แม้เธอจะจำไม่ได้ว่าเคยรักเขา แต่ถ้าเขาดีกับเธอขนาดนี้ เธอคงจะรักเขาได้ในอีกไม่นาน

                ก็มีเธอคอยปกป้องไม่ใช่หรอ”   เธอหันไปมองแอนดรอยด์อีกรายด้วยรอยยิ้ม ซาเอะอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา พร้อมใบหน้าที่ขึ้นสีเล็กน้อย จากคำพูดของหญิงสาว

                “จะปกป้องให้เต็มความสามารถเลย

 

 

ซาเอะตอบรับเสียงหนักแน่น ยูกิยังคงอมยิ้มอยู่แบบนั้น เธอไม่มั่นใจนักหรอก ว่าเหตุผลครั้งก่อนหน้าที่เธอชอบเขาเพราะอะไร แต่เหตุผลที่เธอจะชอบเขาในครั้งนี้ คงเป็นเพราะความจริงใจของเขา

 

แล้วอยู่ดี ๆ ยูกิก็ดึงซาเอะเข้าไปหลบในซอกตึกใกล้ ๆ ซาเอะตกใจในแวบแรก เขาหันมองยูกิที่ใบหน้าอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงคืบด้วยความสงสัย

 

 

                พวกล่าหัวแอนดรอยด์”   ยูกิบอกกับซาเอะด้วยเสียงที่เบาที่สุด เธอได้ยินกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งคุยกันเรื่องการกำจัดแอนดรอยด์ และพอคนกลุ่มนั้นเดินผ่าน ทั้งยูกิและซาเอะถึงได้เห็นว่าพวกนั้นพกอาวุธมาด้วย

                “เธอรู้ได้ยังไง”   ซาเอะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ว่าจะมีใครผ่านมาทางนี้

                ฉันได้ยินพวกนั้นคุยกันเรื่องล่าหัวแอนดรอยด์ แต่ไม่แน่ใจนัก”   แม้ไม่แน่ใจ แต่ก็หลบมาเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เธอคิดเป็นจริง

                มิยูกิพัฒนาประสาทสัมผัสให้เธอเพิ่มแน่ ๆ”   ซาเอะคิดแบบนั้น ก่อนจะเขยิบตัวออกไปมองกลุ่มล่าหัวแอนดรอยด์ที่เดินออกไปแล้ว    ตามไปมั้ย

 

 

คำถามของซาเอะ ทำเอายูกิหยุดคิดเล็กน้อย ซาเอะยังคงมองตามกลุ่มคนกลุ่มนั้นไป

 

 

                “ตามไปก็ดี เราอาจจะยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุร้ายกับแอนดรอยด์ได้

 

 

ทั้งสองพยักหน้าให้กัน ก่อนจะเช็กชุดเกราะและอาวุธจากสมาร์ชวอชให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ แล้วเดินออกจากช่วงตึกที่มืดมิด สะกดรอยตามกลุ่มคนที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นกลุ่มล่าหัวแอนดรอยด์ไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

……………………..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

       

                 อะแบนดอนไซต์, กองบัญชาการย่อยกลุ่มเซน

 

 

 

                ในห้องประชุม ประเด็นที่ยังคงถกเถียงกันอยู่ และยังไม่ได้รับข้อสรุปก็คือ การรับมือกับการทำลายล้างดาวเคราะห์ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ โดยฝีมือของเฟิร์ส ซายากะเริ่มเปิดประเด็นเรื่องแนวทางป้องกันเป็นส่วนแรก

 

 

                เรื่องอาวุธที่เฟิร์สใช้ทำลายดาวเคราะห์แต่ละดวง ถ้าเป็นไปตามที่เราคาด มันเป็นขีปนาวุธระยะไกลที่ถูกยิงออกมาจากดาวเคราะห์ดวงที่จูรินะและซายากะทำการสำรวจ ซึ่งเป็นฐานทัพของเฟิร์ส แต่ฐานยิงอยู่ไหนยังไม่สามารถระบุได้ ความเร็วของขีปนาวุธดังกล่าว คาดว่าใช้เวลาเดินทางในอวกาศมากพอสมควร เพื่อที่จะไปถึงเป้าหมาย”    กลุ่มเซนพยายามใช้ข้อมูลทั้งหมดที่พอจะประมวลได้มาคาดการณ์อาวุธที่ยังไม่สามารถตรวจสอบอย่างเป็นรูปธรรมได้    วัตถุดังกล่าวยังใช้ระบบล่องหนหลีกหนีการตรวจจับ และไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ว่า ดาวเคราะห์ดวงไหนจะเป็นเป้าหมายต่อไป ทางที่จะแก้ปัญหาที่ฉันคิดว่าดีที่สุด คือการสร้างตาข่ายอิเล็กตรอนล้อมรอบดาวเคราะห์ ซึ่ง... ไม่สามารถตอบได้เลยว่าจะทำสำเร็จหรือไม่

                เป็นไปได้ยากมาก ที่จะทำแบบนั้น”  มายุรู้คำตอบข้อนี้ดี     อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาวางแผนโครงการแบบนั้นเป็นปี ๆ และที่สำคัญ ต้องได้รับการอนุมัติจากมนุษย์

                ถ้าอย่างนั้นก็ต้องข้ามไปดูที่ข้อเรียกร้องของเฟิร์ส คือให้เราส่งแอนดรอยด์ไปที่ดาวเคราะห์ดวงนั้น ซึ่งเรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา”    จูรินะพูดถึงข้อเรียกร้องที่เขาได้รับรู้มา    “แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ เราไม่อยากให้เฟิร์สทำลายดาวเคราะห์ที่เหลืออยู่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ไม่ว่าเฟิร์สจะคิดว่ามนุษย์เป็นอันตรายกับเรามากเพียงไหน แต่ฉันก็ยังอยากอยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างสันติ

                แต่ว่า ถ้าเราจะยับยั้งเรื่องนี้ มันจะต้องไม่ใช่การทำหน้าที่ของเซนเพียงฝ่ายเดียว มนุษย์ต้องร่วมมือกับเราด้วย”   มายุไม่เห็นทางที่จะเป็นไปได้ ที่มนุษย์จะยอมร่วมมือกับเซน   “ซึ่ง... ทางที่จะเป็นได้นั้น มันมีน้อยมาก อย่าว่าแต่จะร่วมมือกันปกป้องโลกเลย แค่คุยกันดี ๆ ให้เกิด 5 นาทีก็ยากแล้ว

 

 

ทั้งเรนะและมิยูกิที่นั่งอยู่ในห้องนี้ด้วย แม้ทั้งสองจะเป็นมนุษย์ แต่ก็ไม่สามารถหาข้อมาโต้แย้งกับมายุได้เลย

 

 

                และสันติที่จูรินะว่า ก็ต้องไม่ใช่แค่เซนให้ความร่วมมือเพียงฝ่ายเดียวเหมือนกัน”   ซายากะก็พูดเรื่องนี้ขึ้นบ้าง หากเขาจะพูดเข้าข้างกลุ่มเซน แล้วมิยูกิจะไม่พอใจก็ช่วยไม่ได้แล้ว เพราะเขามีเรื่องที่อยากจะพูดหลายอย่าง ตั้งแต่ได้เจอกับเฟิร์ส   ฉันเชื่อว่ามนุษย์น่ะไว้ใจไม่ได้จริง ๆ ไม่อย่างนั้น ข้อมูลเรื่องอาวุธที่หลุดมาถึงมือของกลุ่มล่าหัวแอนดรอยด์ มันคงไม่เกิดขึ้น ฉันเข้าใจดีนะ ว่าจูรินะเห็นด็อกเตอร์กริมเป็นแบบอย่าง ด็อกเตอร์กริมเป็นมนุษย์ที่ดี ฉันยอมรับ แต่กับคนอื่น ยิ่งพวกรัฐบาล ฉันไม่ไว้ใจ และพวกนั้นก็คงไม่ไว้ใจเราเหมือนกัน การอยู่บนพื้นฐานของความไม่ไว้วางใจ ไม่มีทางที่จะทำให้เกิดสันติได้ บางที เราอาจจะต้องเลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับพวกพ้องของเราก่อน

 

 

จูรินะเข้าใจที่ซายากะพูด แต่ว่า... เขาหันมองไปทางเรนะ เรนะได้แต่นั่งเงียบไม่ได้พูดอะไรออกมา เธอคงพยายามยอมรับการอยู่ท่ามกลางกลุ่มเซน

 

 

                หมายความว่า เราเลือกที่จะอพยพมากกว่าที่จะลุกขึ้นสู้อย่างนั้นหรอ ไปเข้ากับเฟิร์สที่ตั้งใจทำลายดาวเคราะห์ทุกดวงที่เป็นที่อยู่อาศัยทั้งของเราและของมนุษย์ เฟิร์สตัดสินใจทำลายดาวเคราะห์ การสูญเสียไม่ได้เกิดแค่กับมนุษย์ แต่เกิดกับแอนดรอยด์ด้วยเหมือนกัน เฟิร์สก็ไม่ได้เห็นความสำคัญของพวกพ้องแม้สักนิด ที่ทำทั้งหมดก็เพียงเพื่อแก้แค้นมนุษย์เท่านั้นแหละ”   ซาเอะไม่มีทางยอมรับการกระทำของเฟิร์ส แม้เขาเองจะไม่ไว้ใจมนุษย์ แต่เฟิร์สก็มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจเช่นเดียวกัน   “แล้วอีกอย่างมนุษย์ล่ะ มนุษย์ดี ๆ น่ะ จะให้เราปล่อยพวกเขาให้ตายไป โดยที่เราไม่ช่วยอะไรเลยหรอ

                มันเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องจัดการกันเอง”   มายุโต้แย้งคำพูดของซาเอะ เธอพยายาม... พยายามอย่างมากที่จะพูดมันออกมาด้วยเหตุผล    เราเองก็มีแอนดรอยด์ที่จะต้องดูแล

                และเราคงไม่ได้อพยพไปที่ดาวเคราะห์ของเฟิร์ส เราเคยมีแผนการค้นหาดาวเคราะห์ดวงใหม่กันอยู่แล้ว ตั้งแต่การประชุมครั้งก่อนหน้า ถึงอย่างไร พวกพ้องของเราก็ต้องมาก่อน จริงมั้ย”   ซายากะถามซาเอะกลับ แต่เขาไม่รอคำตอบ   “บางทีการที่ทั้งซาเอะ และจูรินะ ห่วงมนุษย์มากกว่าพวกเรา นั่นเป็นเพราะระบบเซนของทั้งสอง อาจรวมถึงเซนรุ่นหลังปฏิวัติรายอื่น ๆ ถูกพัฒนาโดยด็อกเตอร์กริม ด็อกเตอร์กริมที่เป็นมนุษย์ มนุษย์เองก็คงจะห่วงพวกพ้องเดียวกันเอง อย่างนั้นรึเปล่า

 

 

เกิดเสียงฮือฮาในห้องประชุม เซนรายอื่น ๆ เริ่มคิดตามที่ซายากะพูด แม้ด็อกเตอร์กริมจะเป็นผู้นำคนที่สองของกลุ่มเซน แต่ความเคารพเป็นเรื่องหนึ่ง เหตุและผลก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

               

 

                “บางที”    เรนะพูดออกมาเบา ๆ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการแทรกขึ้นมาระหว่างที่ประชุมของกลุ่มเซนแบบนี้ เธอควรจะทำรึเปล่า แต่เธอก็อดไม่ได้   ด็อกเตอร์กริมอาจให้ความสำคัญกับระบบศีลธรรม ควบคู่ไปกับระบบหลักการเหตุและผล ทำให้เซนรุ่นหลังปฏิวัติมีความห่วงใยกับทุกฝ่าย ไม่ใช่เพราะเอนเอียงหรอก

                แล้วระบบศีลธรรมของมนุษย์เองล่ะ”   มายุถามจี้ไปที่มนุษย์หนึ่งในสองที่เลือกจะโต้แย้งออกมา เรนะมองสบตามายุ และหลบสายตาไปทันที เธอยังไม่กล้าสบตากับเซนร่างเล็กสักเท่าไหร่    เธอตอบได้มั้ย ว่ามนุษย์ที่ไม่เคยมองเห็นค่าของแอนดรอยด์ อะไรคือศีลธรรมที่เธอว่า

                เพราะมนุษย์ยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว และก้าวผ่านมันไปไม่พ้น”   นี่คือสิ่งที่มิยูกิรู้ดี ความหวาดกลัวที่ผลักดันสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ โดยเฉพาะสัญชาตญาณแห่งการอยู่รอด   “หากมนุษย์กลัวว่าตัวเองจะต้องสูญสิ้น เพราะเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่า มนุษย์จะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น

                “เป็นเหตุผลที่ว่า มนุษย์ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเรา และคิดจะกำจัดเราด้วย

 

 

ข้อสรุปของมายุ ทำให้มนุษย์อีกสองคนในห้องประชุมโต้แย้งออกมาไม่ได้ จูรินะเป่าปากออกมาเล็กน้อย ถึงเวลาที่เขาควรต้องตัดสินใจแล้ว

 

 

                มายุ เริ่มตรวจสอบดวงดาวในโซลาซิสเท็มอย่างละเอียด เราจะเข้าสู่ภารกิจย้ายถิ่นฐาน เพื่ออพยพทั้งเรา และแอนดรอยด์ทั้งหมดเท่าที่ทำได้”   จูรินะจำเป็นต้องรักษาพวกพ้องของตัวเองเอาไว้ก่อน    ส่วนเรื่องหาทางยับยั้งการทำลายล้างดวงดาวของเฟิร์ส ฉันจะหารือกับประธานาธิบดีโลกอีกครั้ง

 

 

ถ้าสามารถทำได้ จูรินะต่อคำนั้นในใจ เขาไม่ได้ต้องการให้มันออกมาในรูปแบบนี้หรอก เขาอยากจะปกป้องโลกใบนี้ โลกที่เก็บรวมความทรงจำดี ๆ ของเขาเอาไว้ แต่ว่าหนทางนี้มันคงเป็นหนทางที่ดีที่สุด และเซนรายอื่น ๆ ก็เห็นเป็นไปตามนั้น

 

 

                มีอีกเรื่องที่ฉันอยากจะคุยนิดหน่อย”   ยูกิในฐานะฝ่ายยุทธการพูดขึ้น ก่อนที่กลุ่มเซนจะแยกย้ายหลังเลิกประชุม    เมื่อวานฉันกับซาเอะสะกดรอยตามพวกกลุ่มล่าหัวแอนดรอยด์ ตอนแรกฉันคิดว่าพวกนั้นจะลงมือทำร้ายแอนดรอยด์ แต่ว่าไม่ใช่ พวกนั้นเข้าไปยังสถานที่หนึ่ง ซึ่งฉันคิดว่าน่าจะเป็นสถานที่รวมพลของพวกนั้น มีการตรวจสอบม่านตาอย่างเคร่งครัด ถ้าเราสามารถเข้าที่นั่นไปได้ เราอาจจะได้ข้อมูลอะไรกลับมา

                จริง ๆ เราอาจจะไม่จำเป็นต้องหาข้อมูลเหล่านี้แล้ว”    ซายากะแย้งขึ้น เพราะว่าสุดท้ายแล้ว ถ้าไม่สามารถหาทางยับยั้งเฟิร์สไว้ได้ พวกเขาก็จะต้องทิ้งโลกใบนี้ไป    “อีกไม่นานเราก็จะจากโลกนี้ไป

                อีกไม่นานอย่างนั้นหรอ”   ยูกิไม่เห็นด้วย    อย่างน้อยการเตรียมการก็ต้องใช้เวลาอย่างเร็วที่สุดก็สองอาทิตย์ และสองอาทิตย์นั้น ถ้าเราหยุดยั้งการสูญเสียแอนดรอยด์ได้สักชีวิต มันจะไม่ดีกว่า... อย่างนั้นหรอ

 

 

ที่ยูกิพูดออกมาก็น่าคิด แม้ทั้งยูกิและซาเอะจะไม่รู้ล่วงหน้าว่าเซนจะทำการอพยพ และตั้งใจดันเรื่องนี้เข้าเป็นวาระเร่งด่วน แต่ถึงมีการอพยพก็ตาม การหยุดยั้งกลุ่มล่าหัวแอนดรอยด์ได้ก่อนที่จะมีการสูญเสียเพิ่มเติม น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด

 

 

                แล้วเราจะเข้าไปยังไง”   มายุไม่แน่ใจว่าทั้งยูกิและซาเอะมีแผนอย่างไร แต่หวังว่ายูกิคงไม่เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตราย

                ฉันมีความคิดหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าจะเห็นด้วยรึเปล่า”   ยูกิหันมองไปทางจูรินะ จูรินะขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะไตร่ตรองทุกอย่าง และเหมือนจะเข้าใจความคิดของยูกิขึ้นมาทันที

                “ฉันอยากให้เรนะแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มล่าหัวแอนดรอยด์

 

 

คำพูดของซาเอะ เล่นเอาจูรินะร้อนใจจนนั่งไม่ติด ส่วนเรนะ เธอเองก็ไม่คาดคิดว่าจะต้องกลับไปทำหน้าที่แบบนั้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ เธอต้องหักหลังมนุษย์ด้วยกันเอง เพื่อแอนดรอยด์

 

 

                เรนะไม่เหมือนมิยูกิ ที่ทุกคนต่างก็รู้ว่ามิยูกิยืนข้างเซนเต็มตัว เรนะเคยเป็นซีดีเอ และก็จบชีวิตในฐานะมนุษย์ ที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับเฟิร์ส”   ซาเอะอธิบายข้อมูลนี้ออกมา

                “แต่ว่า... เรนะเคยถูกจับ เพราะช่วยฉัน”   จูรินะโต้แย้งด้วยเหตุผล เหตุผลที่อาจทำให้เรนะตกอยู่ในอันตราย

                เรนะอ้างได้ว่าเธอถูกจับ เพราะต่อต้านเฟิร์ส หลังจากที่รู้ความจริงว่าประธานาธิบดีโลกคนก่อนคือเฟิร์ส และล่วงรู้แผนการในการทำลายโลก

 

 

ยิ่งซาเอะพูด ทุกอย่างยิ่งดูมีน้ำหนัก และความคาดหวังทั้งหมดก็มาตกที่เรนะ

 

 

                “แต่ฉันคิดว่าเรื่องนี้ เราไม่จำเป็นต้องทำ”   จูรินะไม่อยากให้เรนะกลับเข้าไปเผชิญหน้ากับอันตราย

                ฉันจะทำ”   แต่เรนะกลับเลือกที่จะเดินเข้าไปหาอันตรายนั้นเอง จูรินะมองเรนะแบบไม่คาดคิด เธอจะยอมให้ความช่วยเหลือกับแอนดรอยด์ที่เธอไม่ชอบอย่างนั้นหรอ

 

 

จูรินะได้แต่มองไปทางหญิงสาวที่ตอบรับออกมาด้วยแววตามุ่งมั่น เรนะไม่ได้พูดอะไรอีกหลังจากนั้น จูรินะ... เขาคงได้แค่ยอมรับการตัดสินใจของเธอ

 

 

                “งั้นให้เป็นไปตามนั้น

 

 

เขาคงดึงรั้งเธอเอาไว้ไม่ได้ แต่เขายังไม่แน่ใจในเหตุผลของเรนะ ทำไม เธอถึงเลือกที่จะทำ เพื่อชดเชยให้กลุ่มเซนอย่างนั้นหรอ หรือเพื่ออะไรกัน

 

 

 

 

 

 

………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

                เวิลด์เซนเตอร์, อพาร์ทเม้นต์ XLVIII

 

 

                จูรินะนั่งอยู่บนเตียงในห้องนอนของหญิงสาวอีกคน อพาร์ทเม้นต์ของเรนะในย่านเรสซิเดนท์ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เขามองดูเธอที่เดินไปเดินมา พยายามค้นหาข้อมูลติดต่อกับคนที่เธอเคยรู้จัก คนที่เกลียดเซน เกลียดแอนดรอยด์ไม่แตกต่างจากเธอ จูรินะยังไม่ค่อยเข้าใจ เหตุผลที่เรนะตกลงรับปากจะเข้าไปแฝงตัวในกลุ่มล่าหัวแอนดรอยด์

 

เรนะหันกลับมามองจูรินะ เธอแปลกใจที่เขาทำหน้าเคร่งเครียด แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูด ไม่ถามอะไรออกมาสักคำ เธอเลยเลิกให้ความสนใจกับสมาร์ทวอช และเดินไปยืนต่อหน้าเซนรายนั้น

 

 

                กำลังคิดว่า ทำไมฉันถึงตกลงที่จะทำงานนี้ใช่มั้ย”   เรนะถามสิ่งที่จูรินะคิดอยู่ตลอด และจูรินะก็พยักหน้ารับคำถามนั้น    เพราะมันเป็นงานที่ฉันถนัดไง แฝงตัว และเข้าไปสืบเรื่องราวต่าง ๆ ของฝ่ายตรงข้าม

                “เธอมองมนุษย์เป็นฝ่ายตรงข้ามแล้วอย่างนั้นหรอ

 

 

คำถามของจูรินะ เล่นเอาเรนะนิ่งเงียบไปทันที ก่อนที่เธอจะไอออกมาเล็กน้อย จูรินะดึงเรนะเข้ามาหา และนั่งลงบนตักของเขา

 

 

                “เป็นอะไรรึเปล่า”   เขาคิดว่าเธออาจจะไม่สบาย พอลองเอามือแตะที่ศีรษะ ร่างกายของเรนะก็เป็นปกติดี

                ไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง”   เรนะปฏิเสธ และพยายามยั้งอาการไอของตัวเอง    “ส่วนเรื่องที่ว่า ฉันยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับมนุษย์แล้วรึเปล่า ฉันตอบไม่ได้หรอก ฉันรู้เพียงแต่ว่าตอนนี้ ฉันยืนข้างเดียวกับเธอ

 

 

จูรินะยิ้มกับคำพูดนั้น ก่อนจะเอื้อมมื้อขึ้นไปจับแก้มของหญิงสาว และตั้งใจจะโน้มตัวเธอลงมาจูบ หากแต่ว่า... เรนะเอามือดันอกให้จูรินะถอยออกไป

 

 

ก่อนที่เธอจะลุกออกจากตักของเขา และยกสมาร์ทวอชขึ้นมา

 

 

                “ฉันมีเรื่องต้องทำ รอก่อนนะคะ คุณแอนดรอยด์”  เรนะพูดพร้อมขยิบตา จูรินะหัวเราะออกมาน้อย ๆ

                “ก็ไม่ได้รีบอะไร”    เขาตอบเสียงทีเล่น    “คืนนี้มีเวลาทั้งคืนอยู่แล้ว

 

 

เรนะหัวเราะกับคำตอบของเซน ก่อนจะหันไปสนใจกับสมาร์ทวอชเพื่อหาทางติดต่อกับมนุษย์ที่เธอพอรู้จัก

 

 

                อ่อ เรนะ ฉันพอจะมีมนุษย์ที่น่าจะช่วยเธอได้”   จูรินะนึกไปถึงสายของเขา ที่เคยติดต่อกันก่อนหน้า มนุษย์ที่ให้ความร่วมมือกับกลุ่มเซนตั้งแต่สมัยที่ด็อกเตอร์กริมขึ้นมาเป็นผู้นำ

                “เรื่องไหนหรอ เรื่องที่ฉันจะแฝงตัวเข้าไป หรือเรื่องคืนนี้”   เรนะแกล้งถามแหย่

                “เรื่องคืนนี้ แค่ฉันก็เกินพอแล้ว”   จูรินะรีบตอบ ก่อนจะหัวเราะออกมา

 

 

เรนะเองก็หัวเราะออกมาเหมือนกัน เธอมองใบหน้าที่ดูสดใสของจูรินะ รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของเขา... เธอตัดสินใจถอดสมาร์ทวอชไว้ที่โต๊ะ และเดินกลับไปทีเตียง จูรินะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

 

 

                “งั้นเริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลยก็แล้วกัน

 

 

รอยยิ้มของจูรินะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะดึงตัวหญิงสาวลงมาใกล้ และครอบครองรอยยิ้มของเรนะ ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ๆ ของเขา

 

 

 

……………………

 

TBC.

 

 

 

 

 

 

 

 

===========================================

โครงเรื่องเรื่องนี้ผมวางไปถึงตอนจบแล้วครับ

แต่ผมยังแต่งไม่ถึงไหนเลย -*-

 

 

plyply likes this

Share this post


Link to post
Share on other sites

นึกว่าจะไม่มาต่อซะแล้วววววววว
นี่คิดมากไปมั้ย เรนะไอแบบนั้น คือวนกับดราม่าจนจิตตกไปล่ะ
มายุก็ น่าสงสารเหมือนเดิม พาลให้หมั่นไส้อิพี่เอะ ที่บางทีก็แสดงมุมเห็นแก่ตัวออกมา  

Share this post


Link to post
Share on other sites

มีเรื่องให้ตื่นเต้นอีกแว้วงานถนัดเรนะสินะ
จูเรนะกลับมามุ้งมิ้งกันแล้ว
ส่วนมายุก้อ...นะ ชีวิตมันเศร้า(. . );
ทำไมรู้สึกพี่เอะน่าถีบมากค่ะ...

Share this post


Link to post
Share on other sites
On 11/3/2016, 9:01:55, Puypepsin said:

นึกว่าจะไม่มาต่อซะแล้วววววววว
นี่คิดมากไปมั้ย เรนะไอแบบนั้น คือวนกับดราม่าจนจิตตกไปล่ะ
มายุก็ น่าสงสารเหมือนเดิม พาลให้หมั่นไส้อิพี่เอะ ที่บางทีก็แสดงมุมเห็นแก่ตัวออกมา  

 

มาครับมา แต่หายไปนานหน่อย โครงเรื่องมันหลวม ๆ แก้ไม่ได้ ฮืออออ

ส่วนในเนื้อเรื่องจะมีดราม่าอะไรมั้ย บอกเลยว่ามีครับ ฮ่า

มายุนี่อาภัพเหลือเกินครับเรื่องนี้

 

On 11/6/2016, 7:05:51, plyply said:

มีเรื่องให้ตื่นเต้นอีกแว้วงานถนัดเรนะสินะ
จูเรนะกลับมามุ้งมิ้งกันแล้ว
ส่วนมายุก้อ...นะ ชีวิตมันเศร้า(. . );
ทำไมรู้สึกพี่เอะน่าถีบมากค่ะ...

 

ครับ มีเรื่องให้ตื่นเต้นอีกแน่ ไม่ก็ดราม่าไปเลย

จูเรนะกลับมา แต่มายุนี่เศร้าเลย

ซาเอะเขาก็หวงของเเเเเขาน่ะครับ

Share this post


Link to post
Share on other sites

 

 

CONCEAL

 

 

 

 

          เวสต์วูดส์, กองบัญชาการหลักกลุ่มเซน

 

 

 

          บริเวณพื้นที่ของฐานต่อยาน ในกองบัญชาการหลัก กำลังวุ่นวายอยู่ไม่น้อย ชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อรอประกอบเป็นยานเดินทางอวกาศขนาดใหญ่ แม้กลุ่มเซนจะมียานอวกาศจำนวนหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะอพยพแอนดรอยด์จากโลกไปได้ทั้งหมด

 

 

 

 

ซายากะเป็นหนึ่งในเซนที่คุมงานนี้ เขายังต้องติดต่อประสานงานกับเซนที่ดาวพุธและดาวศุกร์ เพื่อเตรียมพร้อมในการอพยพแอนดรอยด์เช่นกัน

 

 

 

 

ระหว่างที่ซายากะกำลังเช็กข้อมูลที่หน้าจอฮอโลกราฟิก มิยูกิเดินเข้ามาที่ฐานต่อยานส่วนล่างสุดของกองบัญชาการ ใครจะคาดคิดว่าพื้นที่ใต้ทะเลทรายในเขตเวสต์วูดส์ จะมีโรงงานผลิตยานขนาดใหญ่แฝงตัวอยู่

 

 

 

 

เธอมองดูการทำงานของเซน วิทยาการต่าง ๆ ถูกพัฒนาจากของมนุษย์แบบก้าวกระโดด หากเทคโนโลยีเหล่านั้น ได้ผนวกรวมกับทรัพยากรที่มีอย่างไม่จำกัด เซนอาจจะสร้างดาวเคราะห์เสมือนจริงขึ้นมาเลยก็ได้

 

 

 

 

 

          “คิดว่าจะเสร็จทันมั้ย”   มิยูกิมองดูโครงของยานเดินทางในอวกาศขนาดใหญ่โตที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

 

 

          “สบาย”   ซายากะหันมาตอบพร้อมรอยยิ้ม ก็นี่... งานถนัดของเขานี่นา วิศวกรยานอวกาศ จะมีหน้าที่อะไรเหมาะไปกว่านี้อีก

 

 

          “แล้วเธอคิดว่า ถ้ามายุหาดาวเคราะห์ไม่ได้ตามกำหนด เราต้องไปที่ดาวเคราะห์ของเฟิร์ส พวกนั้นจะยินดีต้อนรับเรารึเปล่า”    มิยูกิมีสิ่งที่ติดใจสงสัยหลายอย่าง

 

 

          “ไม่รู้เหมือนกัน กับแอนดรอยด์ เฟิร์สอาจจะอ้าแขนรับ แต่กับพวกเรา รวมทั้งเธอกับเรนะ ฉันคาดเดาไม่ออก”    เฟิร์สไม่ชอบมนุษย์อยู่แล้ว และเซนก็มีความคิดแตกต่างจากเฟิร์ส    “ฉันเองก็ไม่ได้อยากร่วมมือกับเฟิร์สเพื่อทำลายโลกหรอก มายุเองก็คงไม่ ยังไงเธอก็คงหาดาวเคราะห์ให้เราไปอยู่อาศัยได้แน่ ๆ อย่างน้อยก็ชั่วคราวก่อนถึงกำหนดการ”

 

 

 

 

 

มิยูกิคิดตามคำพูดของซายากะ เธอไม่แน่ใจหรอกว่า พวกเซนมีความเคียดแค้นจนถึงขั้นต้องแก้แค้นกันรึเปล่า หากจูรินะเลือกจะกลับไปที่ดาวเคราะห์ของเฟิร์ส ที่จูรินะหลบหนีมา และทำร้ายพวกของเฟิร์สไป เฟิร์สจะยังยินดีต้อนรับรึเปล่า

 

 

 

 

 

          “ซายากะ ตอนที่เธอหนีออกมาน่ะ ที่ฐานของเฟิร์ส มันพังพินาศแค่ไหนหรอ”   มิยูกิอยากจะประเมินสถานการณ์

 

 

          “ก็ไม่มากอย่างที่ฉันคิดนะ ตอนที่ฉันหนีออกมา ฉันแทบไม่เจอเซนของฝั่งเฟิร์สเลย หลังจากนั้นก็เรียกยาน”   ซายากะนึกถึงตอนที่แยกกับจูรินะ ไม่นับรวมที่เล่นงานเซนตอนหนีออกจากห้องคุมขัง เขาก็เจอกับเซนไม่ถึงสิบรายด้วยซ้ำ    “แต่จูรินะคงหนักหน่อย เพราะบุกไปถึงห้องบัญชาการ เพื่อชิงตัวเรนะ อ่อ... มีอีกนิด ฉันขับยานขึ้นไปยิงห้องบัญชาการยับเลย เพื่อเปิดทางให้จูรินะออกมา และก็เก็บอากาศยานของเฟิร์สไปหลายลำอยู่ นี่ฉันกำลังคิดอยู่ ว่าถ้าติดระบบขีปนาวุธในยานอวกาศลำนี้ จะต้องใช้เวลาเพิ่มนานแค่ไหน เผื่อเอาไว้น่ะ”

 

 

 

 

 

มิยูกิขมวดคิ้วเล็กน้อยหลังจากฟังจบ ไม่ใช่เรื่องการติดระบบขีปนาวุธเพิ่มเติม แต่เป็นเรื่องที่ซายากะและจูรินะหนีรอดมาจากดาวเคราะห์ของเฟิร์ส

 

 

 

 

 

          “เรนะอยู่ที่ห้องบัญชาการ แต่จูรินะกลับชิงตัวออกมาได้อย่างง่ายดาย อย่างนั้นหรอ”   มิยูกิถามลงรายละเอียด

 

 

          “ฉันก็ไม่รู้ว่าง่ายดายรึเปล่า แต่ตอนฉันขับยานขึ้นไปช่วย จูรินะก็โดนล้อมกรอบอยู่”   ซายากะพูดไปและก็มองรูปแบบโครงสร้างของยานตามที่เขาออกแบบไว้ ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องที่ตัวเองเล่าเท่าไหร่ ผิดกับคนที่ฟังอยู่

 

 

          “แล้วกองยานของเฟิร์สที่ตามมา มีแต่อากาศยานงั้นหรอ”

 

 

 

 

 

คำถามของมิยูกิ เล่นเอาซายากะต้องหยุดมือและดึงความทรงจำคราวนั้นออกมา ก่อนจะพยักหน้ารับ

 

 

 

 

 

          “ทั้ง ๆ ที่เฟิร์สน่าจะมียานเดินทางอวกาศ แต่กลับไม่ใช้ติดตามพวกเธอ แม้พวกเธอจะวอร์พได้ก็เถอะ แต่ถ้ารู้ว่าเธอมีจุดหมายเป็นดาวเคราะห์โลก เฟิร์สไม่น่าปล่อยให้พวกเธอชิงตัวเรนะมาได้ขนาดนี้”    มิยูกิกำลังสงสัยอะไรหลาย ๆ อย่าง   “เธอไม่คิดว่าเธอหนีรอดมาง่ายเกินไปอย่างนั้นหรอ”

 

 

          “เธอกำลังบอกว่า เราไม่ได้หนีรอดมาได้ แต่เฟิร์สตั้งใจปล่อยเรามาอย่างนั้นหรอ”    ซายากะคาดเดาความคิดของมิยูกิ และเธอก็คิดแบบนั้นจริง ๆ

 

 

          “ก็เธอบอกว่าเธอหลุดจากห้องคุมขังเพราะระบบภายในฐานทัพมีปัญหา จากแรงสั่นสะเทือนใช่ไหม มันไม่บังเอิญเกินไปหน่อยหรอ”   ยิ่งเอาหลาย ๆ ข้อมูลมาผนวกรวมกัน ยิ่งเห็นจุดน่าสงสัยเต็มไปหมด

 

 

          “และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เฟิร์สจะปล่อยให้พวกเราหนีรอดมาทำไม”    ซายากะยังหาเหตุผลนี้ไม่ได้    “เพราะถ้าเราสามารถคิดหาวิธีการยับยั้ง และตอบโต้ขีปนาวุธของเฟิร์สได้ ก็เหมือนกับปล่อยพวกเรามาทำลายแผนของตัวเอง”

 

 

 

 

 

มิยูกิคิดตามคำพูดของซายากะ ก็จริงอย่างซายากะพูด แต่ว่ามันก็มีบางอย่างที่เธอยังติดใจสงสัย และเธอคิดว่า เธอไม่ได้คิดมากจนเกินไป เพียงแต่ว่าเหตุผลมันคืออะไรนั้น เธอเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

…………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

        เวิลด์เซนเตอร์, มิสซิ่งโซน

 

 

          แม้จะเป็นเมืองใหญ่ และได้ชื่อว่าเป็นมหานครที่ไม่เคยหลับใหล แต่ในเมืองใหญ่แห่งนี้ ยังมีมุมมืดที่หลายคนไม่อาจล่วงรู้และเข้าถึง มิสซิ่งโซน (Missing Zone) คือส่วนที่แปลกแยกที่สุดในเมืองหลวง เงียบเชียบ และห่างไกลสุดขอบ ทุกอย่างดูแตกต่างจากเขตเมืองที่มีแต่ความเจริญก้าวหน้า

 

 

 

 

เรนะติดต่อกับคนที่รู้จัก ที่มีความคิดคล้ายคลึงกันสมัยที่เธอถูกเลี้ยงดูมาในบ้านเด็กกำพร้า มนุษย์ที่สูญเสียครอบครัวไปจากการโจมตีของแอนดรอยด์ และทำทุกวิถีทาง เพื่อกำจัดเซนให้หมดไปจากโลกใบนี้

 

 

 

 

เรนะหยุดยืนอยู่หน้าสถานที่รวมตัวของกลุ่มล่าหัวแอนดรอยด์ แมนชั่นเก่าที่มีอาณาบริเวณกว้างขวางจนตัดขาดจากโลกภายนอก ที่หน้าทางเข้ามีคนหลายคนยืนรักษาความปลอดภัยอยู่ และแน่นอนว่าหญิงสาวที่เพิ่งปรากฏตัวเป็นครั้งแรก ย่อมสร้างความสงสัยให้กับทุกคนที่พบเห็น

 

 

 

         

 

          “เธอเป็นใคร”   คำถามถูกถามผ่านคนรู้จักของเรนะ เรนะหันมองเพื่อนของเธอที่กำลังจะตอบคำถาม

 

 

          “เพื่อนของฉันเอง เธอมีอุดมการณ์เดียวกับเรา”

 

 

 

 

 

การ์ดทั้งสองมองเรนะให้แน่ใจ เป็นเรื่องปกติที่จะมีคนเข้ามาเพิ่มในกลุ่มล่าหัวแอนดรอยด์ เพราะคนที่ไม่ต้องการให้เซน หรือแอนดรอยด์ขึ้นมาทัดเทียมกับมนุษย์ มีมากมายทีเดียว

 

 

 

 

 

          “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องทำตามกฎ เธอต้องถูกแสกนม่านตา”   ชายคนที่เฝ้าทางเข้ายกสมาร์ทวอชขึ้นมา

 

 

          “ต้องแสกนม่านตาอย่างนั้นหรอ”   เรนะทำเสียงไม่ค่อยพอใจ เพราะสำหรับมนุษย์ การถูกแสกนม่านตาด้วยใครสักคนที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ

 

 

          “ตรวจสอบให้แน่ใจ ว่าพวกเซนมันจะไม่เล่นลูกไม้แฝงตัวเข้ามา”

 

 

 

 

 

ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้เรนะพร้อมยกสมาร์ทวอชขึ้นมาจ่อที่ดวงตาของหญิงสาว และเริ่มแสกนม่านตา เรนะไม่ได้ขัดขืนอะไร แต่แอบคิดว่า ถ้าเซนแฝงตัวมาจริง ๆ แค่การแสกนม่านตา พวกเซนหาทางหลบเลี่ยงได้อยู่แล้ว

 

 

 

 

 

          “ผ่าน”   ชายคนนั้นหันไปบอกกับชายอีกคน และประตูแมนชั่นก็ถูกเปิดออก

 

 

 

 

 

การปรากฏตัวของเรนะก็ยังคงเป็นที่ดึงดูดความสนใจของกลุ่มล่าหัวแอนดรอยด์ที่อยู่ภายในบ้านหลังใหญ่ เรนะรู้สึกประหม่าเล็กน้อย เหมือนเมื่อครั้งที่จูรินะ พาเธอเข้าไปในกลุ่มเซนเป็นครั้งแรก

 

 

 

 

เธอไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงตกปากรับคำมาสืบข้อมูลจากฝั่งมนุษย์ อาจเป็นเพราะ... เพราะฝั่งที่ขอให้เธอทำเป็นฝั่งของจูรินะ เธอเลือกที่จะก้าวผ่านความเป็นมนุษย์หรือความเป็นเซนไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

 

         

 

          “เธอ”

 

 

 

 

 

ไม่ทันที่เรนะจะได้ก้าวขาเข้าไป ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเธอ พร้อมปืนในมือ... ที่สุดท้ายก็มาจ่ออยู่ที่ศีรษะของเรนะ นั่นสร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกคน รวมทั้งเรนะด้วย แต่เธอเลือกที่จะยืนนิ่ง ไม่ตอบโต้สิ่งที่เขาทำ

 

 

 

 

 

          “แพทริก”    เรนะเรียกชื่อคนตรงหน้า เธอจำได้ จำเขาได้ เพราะเขาเองก็เป็นหนึ่งในหน่วยซีดีเอ

 

 

          “ทำอะไรน่ะ”   เพื่อนที่พาเรนะเข้ามาพยายามห้าม แต่ชายคนที่ชื่อแพทริกไม่ได้ลดปืนลง ซ้ำร้ายยังมองทางเรนะด้วยแววตาไม่ไว้ใจ

 

 

          “เธอไม่ใช่เรนะ”    เขาพูดเสียงกร้าว ในเมื่อทุกคนรับรู้กันทั่ว ว่าเรนะตายไปพร้อมกับยานของเฟิร์สที่ระเบิด   “เรนะตายไปแล้ว เธอเป็นใครกันแน่”

 

 

          “เธอคือเรนะ”   เพื่อนของเรนะเถียง เพราะตอนแรกเธอก็ไม่เชื่อเหมือนกัน ว่าเรนะจะมีชีวิตรอดกลับมา

 

 

          “เธอกำลังโดนมันหลอก”   ชายคนนั้นดูจะไม่ฟังเหตุผลอะไรเลย

 

 

          “ฉันคือเรนะ ฉันจำเธอได้ ว่าเธอคือแพทริก”   เรนะพยายามตอบอย่างใจเย็น ตอนนี้ทุกคนในแมนชั่นหันมาให้ความสนใจกับเรื่องของเรนะกันหมด    “ฉันอธิบายได้ว่าทำไมฉันยังมีชีวิตอยู่ ตอนที่ยานระเบิด ฉันหนีออกมาพร้อมยานฉุกเฉิน ตอนนั้นสติฉันเหลือน้อยมาก จึงเปิดระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ จนยานไปตกยังที่ห่างไกล มีคนช่วยเหลือฉันไว้ พอฉันรักษาตัวหายจากอาการบาดเจ็บ ฉันถึงได้กลับมา”

 

 

          “ถึงเธอจะเป็นเรนะจริง”   แพทริกดูท่าจะเชื่ออยู่บ้าง แต่เขาก็ยังมีสิ่งที่เขาติดใจสงสัย    “แต่เธอเองก็เคยขอชีวิตผู้นำกลุ่มเซนเอาไว้ไม่ใช่หรอ ฉันจะรู้ได้ยังไง ว่าเธอเข้ามาร่วมกลุ่มเรา ไม่ใช่เพื่อสืบเรื่องของเราไปบอกกับเซนรายนั้น”

 

 

 

 

 

เรนะมองจ้องแพทริก แน่นอนว่าแพทริกต้องสงสัยเรื่องนี้ ซีดีเอทุกคนรู้เรื่องนี้ดี และเรนะไม่มั่นใจเลยว่า จะมีซีดีเอเก่าเข้ามาเกี่ยวข้องกับกลุ่มล่าหัวแอนดรอยด์มากน้อยแค่ไหน แต่เธอมีคำอธิบายให้คำถามเหล่านี้ ขอแค่... พวกนั้นยอมเชื่อ ยอมหลงกลไปตามเรื่องที่เธอวางไว้ ก็ไม่น่ามีปัญหา

 

 

 

 

 

          “ตอนนั้นที่ฉันขอชีวิตเซนรายนั้นเอาไว้”   เรนะพยายามทบทวนสิ่งที่เธอต้องพูดออกไป    “เพราะมันเป็นแผนของประธานาธิบดีโลก หรือที่เรามารู้กันตอนหลังว่านั่นไม่เกรย์แมนตัวจริง แต่มันคือเฟิร์ส”

 

 

          “แผน”   แพทริกทวนคำสงสัย แต่ยังไม่ยอมลดอาวุธลงจากศีรษะของเรนะ

 

 

          “ใช่ แผน เพราะเซนรายนั้นยังไม่ยอมบอกความจริงอีกหลายอย่าง และเขาก็หลงรักฉัน ประธานาธิบดีต้องการทำให้เขาเชื่อว่าฉันเองก็รักเขา และได้เปลี่ยนใจเข้ากับเซนไปแล้ว เพื่อที่จะได้เอาฉันไว้ขู่ หรือเป็นข้อต่อรองกับเซนรายนั้น”

 

 

 

 

 

คำอธิบายของเรนะ แม้จะมีน้ำหนักพอที่จะเชื่อ แต่แพทริกก็ยังไม่ปักใจเสียทีเดียว

 

 

 

 

 

          “มันเป็นอย่างนั้นจริงงั้นหรอ”    ใกล้แล้ว แพทริกใกล้จะเชื่อเธอเต็มทีแล้ว เรนะอ่านสีหน้าของชายหนุ่มออก โชคดีที่อดีตซีดีเอตรงหน้า ไม่ได้รับผิดชอบหน้าที่สายลับเหมือนเช่นเธอ

 

 

          “เธอคิดว่าฉันจะทรยศมนุษย์ไปเข้ากับกลุ่มเซนอย่างนั้นหรอ เซนที่ฆ่าพ่อ แม่ และพี่ชายของฉัน เซนที่ทำให้ชีวิตของฉันเคว้งคว้างและว่างเปล่าตั้งแต่ที่ฉันยังเป็นเด็ก เธอคิดว่าฉันจะทำแบบนั้นได้หรอ”

 

 

 

 

 

คำโกหกถูกพรั่งพรูออกมา พร้อมน้ำตาของหญิงสาวที่รื้นอยู่ในดวงตา ทุกสิ่งทุกอย่าง ยกเว้นความเสียใจในการสูญเสียครอบครัว ล้วนตรงข้ามกับความรู้สึกของเรนะ แต่เธอกลับทำมันได้แนบเนียน

 

 

 

 

เพราะมันเป็นงานถนัดของเธอ

 

 

 

 

ชายหนุ่มอดีตซีดีเอชั่งใจอยู่สักพัก ก่อนที่ท้ายที่สุดจะยอมลดปืนลง พร้อมกับยื่นมือไปจับกับเรนะ เรนะยิ้มออกมาเล็กน้อย และจับมือกับเขา

 

 

 

 

 

          “ยินดีต้อนรับกลับมา เรนะ”  น้ำเสียงของแพทริกเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาค่อนข้างดีใจที่จะได้ร่วมงานกับคนในหน่วยงานเดียวกัน

 

 

          “เช่นกัน”   เรนะตอบรับ และแพทริกก็พาเธอเข้าไปด้านใน เรนะพยายามแสกนหน้าตาของแต่ละคนที่อยู่ในกลุ่มล่าหัวแอนดรอยด์    “หลังจากที่จัดการเรื่องของเฟิร์สได้ กลุ่มซีดีเอถูกยุบอย่างนั้นหรอ”

 

 

          “จะว่าถูกยุบก็ไม่เชิง”  แพทริกพูดออกมาแบบไม่เหลือข้อกังวลในตัวของเรนะอีก   “จริง ๆ ซีดีเอไม่ได้หายไปไหนหรอก”

 

 

          “ยังไง”   เรนะยังไม่เข้าใจสิ่งที่แพทริกพูดนัก

 

 

          “เดี๋ยวเธอก็รู้เอง”

 

 

 

 

 

แล้วแพทริกก็พาเรนะขึ้นไปที่ชั้นบน เข้าไปที่ห้อง ๆ หนึ่ง ห้องที่จะบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไปทั้งหมด ของหน่วยซีดีเอ

 

 

 

 

 

 

 

 

……………………..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

              เวิลด์เซนเตอร์,  หน่วยความมั่นคงระหว่างดวงดาว

 

 

 

 

 

 

          เกิดความวุ่นวายในหน่วยความมั่นคงระหว่างดวงดาวอีกครั้ง เมื่อดาวศุกร์เป็นอีกดวงดาวที่ถูกโจมตี กองกำลังทางอากาศไม่สามารถสกัดกั้นระเบิดที่ถูกส่งมาจากนอกดวงดาวได้ ทุกอย่างพังทลาย และยิ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับประชากรอีกสองดวงดาวที่เหลือ

 

 

 

 

โจนาธานแค้นใจอย่างมาก ที่ไม่สามารถค้นหาที่มาของเหตุการณ์ทั้งหมดได้

 

 

 

 

 

          “ยังหาต้นทางของพวกมันไม่ได้อีกหรอ”   โจนาธานถามเสียงแข็งกลางที่ประชุมของบรรดาผู้นำแต่ละดวงดาว ผู้นำทางการทางทหาร และผู้ที่เกี่ยวข้องในสาขาต่าง ๆ

 

 

          “มันยากที่จะระบุพิกัดของวัตถุที่เราไม่สามารถจับความเคลื่อนไหวของมันได้”   นักฟิสิกส์ทางการทหารคนหนึ่งให้คำอธิบาย    “เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวัตถุนั้นแทรกตัวผ่านชั้นบรรยากาศเข้ามา”

 

 

          “แล้วการเดินทางของพวกกลุ่มเซนล่ะ นายพลไรอัน มีความคืบหน้าอะไรมั้ย”   โจนาธานหันไปถาม

 

 

          “กลุ่มเซนเดินทางออกจากไปก่อนหน้าที่ไอโอจะถูกทำลายประมาณหนึ่งอาทิตย์ แต่เส้นทางการเดินทางเรายังไม่สามารถคาดเดาได้ครับ”

 

 

 

 

 

จบคำรายงานของนายพลไรอัน โจนาธานเริ่มไม่ไว้ใจกลุ่มเซนมากเข้าไปอีก เขาคิดว่า ถึงเวลาที่จะยุติการแบ่งโลกออกเป็นสองฝ่าย มนุษย์ และเซน ทุกอย่างบนโลก ควรอยู่ในความควบคุมดูแลของมนุษย์เพียงเบ็ดเสร็จ

 

 

 

 

 

          “ฉันคิดว่าเรื่องที่ดวงดาวของเราทั้งสามดวงดาวถูกโจมตี กลุ่มเซนต้องมีส่วนรู้เห็นอย่างแน่นอน”   โจนาธานพูดกับผู้นำจากต่างดวงดาวที่มารวมตัวกัน    “เราจะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ ถึงเวลาที่เราต้องจัดการขั้นเด็ดขาดเสียที”

 

 

 

 

 

ทุกคนในห้องประชุมไม่มีใครคัดค้าน ประธานาธิบดีโลกหันไปสั่งการกับนายหารยศสูง

 

 

 

 

 

 “นายพลไรอัน รวบรวมกองกำลังทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจโลก และเอเอที เราจะเข้าปราบปรามกลุ่มเซน และยุติเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด”

 

 

“ครับผม”

 

 

 

 

 

นายพลไรอันทำความเคารพ และรีบออกไปเตรียมกำลังพล เพื่อบุกโจมตีกลุ่มเซน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

…………………………..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           อะแบนดอนไซต์, ถนนสาย  65

         

 

 

 

          กองยานทางการทหาร กองยานของตำรวจโลก บินเหนือน่านฟ้าอะแบนดอนไซต์ สถานที่ที่มนุษย์รู้ดีว่าเป็นฐานบัญชาการของกลุ่มเซน บริเวณสถานีรถไฟร้าง ระเบิดลูกแรกถูกทิ้งลงไป ก่อนจะระเบิดและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

 

 

 

 

แรงระเบิดเปิดเผยเส้นทางใต้ดินที่นำพาไปสู่กองบัญชาการ ระเบิดอีกลูกทำลายลิฟท์ขนส่งความเร็วเหนือเสียง การโจมตีครั้งนี้ เป็นการโจมตีเพื่อหวังผลทำลายล้าง

 

 

 

 

ระเบิดลูกแล้วลูกเล่า ทำลายพื้นผิวโลกลึกลงไปเรื่อย ๆ รวมทั้งมีการต่อสู้ปะทะกับกลุ่มเซนที่หลบหนีออกมาไม่ขาดสาย ภายในอแบนดอนไซต์ที่สภาพย่ำแย่อยู่แล้ว ยิ่งไม่เหลือสภาพเข้าไปใหญ่ ฝุ่นควันจากการถล่มด้วยแรงระเบิดฟุ้งกระจายไปทั่ว พอ ๆ กับเสียงปืนเลเซอร์ที่ถูกยิงออกมาจากอากาศยานทั้งทางฝั่งมนุษย์และฝั่งเซน

 

 

 

 

 

 

ไม่นานนัก อากาศยานหลาสิบลำของฝั่งเซนก็ปรากฏขึ้นจากรอบทิศทาง เพื่อเข้ามาสมทบ ช่วยเหลือ และขับไล่บรรดากองกำลังมนุษย์ออกไปจากพื้นที่ ก่อนที่จะบุกทะลวงไปถึงกองบัญชาการย่อย

 

 

 

 

กลุ่มเอเอทีเคลื่อนพลจากภาคพื้น เริ่มการโจมตีในแนวราบ ไฟสงครามกำลังลุกโชนจากทั้งฝั่งมนุษย์ และฝั่งแอนดรอยด์

 

 

 

 

การต่อสู้กินเวลายืดเยื้อ กำลังเสริมของทั้งสองฝ่ายเข้ามาสมทบมากขึ้นเรื่อย ๆ สมรภูมิรบเปิดฉากขึ้น และไม่มีที่ท่าจะมีฝ่ายไหนยอมให้แก่กัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

……………………….

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          เวสต์วูดส์, กองบัญชาการหลักกลุ่มเซน

 

 

 

 

 

          บรรดาสมาชิกระดับสูงของกลุ่มเซนมารวมกันที่กองบัญชาการหลักจนครบ จูรินะมีสีหน้าเคร่งเครียดจากการรายงานของกองทัพกลุ่มเซนที่เข้าร่วมแนวป้องกันที่อแบนดอนไซต์

 

 

 

 

ประเมินสถานการณ์ในตอนนี้ ถ้ายังปล่อยให้มันยืดเยื้อไปเรื่อย ๆ มันจะกลายเป็นสงครามที่รังแต่จะสร้างความสูญเสียแบบไม่มีที่สิ้นสุด

 

 

 

 

 

          “พวกมนุษย์คิดว่าเราเป็นฝ่ายทำลายดาวศุกร์อย่างนั้นหรอ”   ซายากะหัวเสียอยู่เหมือนกันที่มีเรื่องนี้เข้ามา เรื่องสร้างยานเพื่ออพยพก็เป็นเรื่องหนึ่ง แล้วยังต้องมาวุ่นวายกับการรับมือสงครามที่ไม่คาดคิด      

 

 

          “คิดว่าเราคงทำลายทุกดวงดาวนั่นแหละ”   จูรินะไม่คิดเป็นอย่างอื่น เขาพยายามติดต่อไปหาเรนะ เพื่อฟังสถานการณ์ทางฝั่งมนุษย์ แต่ยังไม่มีสัญญาณตอบรับกลับมา ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ากลุ่มล่าหัวแอนดรอยด์จะเข้าร่วมรบกับฝ่ายมนุษย์รึเปล่า

 

 

          “ฉันจะนำกำลังที่เหลือออกไปช่วย”   ซาเอะคิดว่าเขาควรออกไปบัญชาการในพื้นที่มากกว่าบัญชาการการรบอยู่เพียงแค่ในฐาน    “เราต้องเข้าสู่แผนการรบเต็มรูปแบบ”

 

 

          “ฉันไปด้วย”  ยูกิเองก็พร้อมเข้าร่วมสงครามครั้งนี้ด้วย

 

 

          “รอก่อน”   จูรินะพูดทั้ง ๆ ที่มองจ้องสมาร์ทวอชของตัวเอง ก่อนจะละสายตามามองฝ่ายยุทธการทั้งสอง   “ฉันยังไม่อยากให้เกิดการสูญเสียจากการเปิดหน้าแลก”

 

 

          “แล้วจะให้ทำยังไง”   ซาเอะต้องการคำตอบในตอนนี้ ไม่อย่างนั้นเขาออกไปโดยไม่ฟังคำห้ามปรามของจูรินะอย่างแน่นอน แต่จูรินะกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

 

 

 

 

 

ไม่ทันที่จะได้ข้อสรุปในการยุติสาเหตุความวุ่นวายครั้งนี้ เซนรายหนึ่งขออนุญาตขัดการประชุมเร่งด่วน เพื่อพาเรนะเข้ามาในห้อง จูรินะเบาใจอยู่ไม่น้อยที่เห็นเรนะกลับมาแบบนี้ ไม่ได้เข้าไปอยู่ท่ามกลางสงครามอย่างที่เขากลัว

 

 

 

 

 

          “เห็นสิ่งที่มนุษย์ทำรึเปล่า”   มายุหยั่งเชิงถามเรนะ เรนะมองจ้องมายุ เธอไม่ได้พูดอะไร นอกจากไปนั่งข้าง ๆ จูรินะ แต่มายุยังคงจ้องมองเธออยู่แบบนั้น    “ไหนล่ะ ศีลธรรมที่มนุษย์ควรมี”

 

 

          “เรื่องของกลุ่มล่าหัวแอนดรอยด์”   เรนะพูดไปเรื่องอื่น     “ฉันคิดว่ารัฐบาลโลกมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมา เพราะว่าในกลุ่มผู้นำส่วนใหญ่เป็นคนของซีดีเอ และอาวุธทั้งหมดที่ใช้งานก็เป็นอาวุธที่หน่วยงานของรัฐบาลโลกจัดสร้างขึ้น การจัดตั้งกลุ่มนี้แม้ไม่ระบุชัดว่าใครเป็นผู้จัดตั้ง แต่หน่วยซีดีเอที่เข้าร่วม เพราะเป็นคำสั่งของทางคณะรัฐบาล และมีจุดประสงค์เพื่อลดจำนวนประชากรแอนดรอยด์”

 

 

 

 

 

การที่เธอต้องรายงานความจริงเกี่ยวกับความร้ายกาจของมนุษย์ที่มีต่อแอนดรอยด์ เป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวด และเหมือนตอกหน้าเธอว่ามนุษย์นั้นชั่วร้ายไปเสียหมด แต่เมื่อเธอตัดสินใจเลือกข้างเป็นจูรินะแล้ว เธอก็จำเป็นต้องยอมรับความจริงข้อนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอไม่แน่ใจแล้วว่า อุดมการณ์ของเฟิร์ส หรือของมนุษย์ ที่ร้ายกาจยิ่งกว่ากัน

 

 

 

 

ทั้งห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง เรื่องที่รับรู้ยิ่งทำให้พวกเขาไม่ไว้วางใจมนุษย์ อาจเรียกว่าตอนนี้ ไม่เหลือซึ่งความเชื่อใจอะไรอีกแล้ว

 

 

 

 

 

          “การที่ดาวเคราะห์ต่าง ๆ ถูกทำลาย และพวกมนุษย์ที่มีอำนาจมองว่าเป็นฝีมือของเซนนั้น เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ยังไม่รวมเรื่องที่พวกรัฐบาลแต่ละดาวเคราะห์พยายามยัดเยียดความคิดเหล่านั้น ให้กับประชากรของตัวเอง และซ้ำร้ายยังคอยหาทางกำจัดพวกเราทุกวิถีทาง ฉันว่าเราไม่จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันในโลกใบนี้ และคอยช่วยเหลืออะไรกันอีกแล้ว”   มายุมองจ้องจูรินะ เธอไม่เห็นหนทางที่จะสามารถอยู่อย่างสันติต่อไปได้อีก   “พวกมนุษย์ก็แค่กลัวว่าอำนาจจะถูกลิดรอนไป ไม่ได้สนใจหรอกว่า โลกใบนี้จะเป็นยังไง หรือแอนดรอยด์จะเป็นยังไง”

 

 

          “ยานเดินทางอวกาศจะสร้างเสร็จเมื่อไหร่”    จูรินะหันไปถามซายากะ ถึงเวลาที่เขาต้องตัดสินใจแล้ว

 

 

          “เหลือแค่ลงระบบ ไม่น่าเกิน 2 วัน”   ยังไม่ทันที่ซายากะจะพูดจบจูรินะก็แทรกขึ้นมา

 

 

“วันเดียว ฉันให้เวลาแค่วันเดียว”  

 

 

 

 

 

คำขาดของจูรินะ ซายากะมีสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด ซายากะวิเคราะห์ข้อมูลจากหน้าจอฮอโลกราฟิกจากแท็บเลตเพื่อประเมินสถานการณ์ เขาก็อยากให้มันเสร็จสมบูรณ์เร็วที่สุด แต่ทุกอย่างก็ต้องอาศัยเวลา

 

 

 

 

 

          “จะพยายามก็แล้วกัน”   เป็นคำตอบแบ่งรับบางสู้ แต่ในความหมายนี้แล้วก็คือ ซายากะยังไงก็ต้องทำให้สำเร็จ

 

 

          “มายุ ส่งข้อความไปหาแอนดรอยด์ทั้งหมดผ่านระบบควบคุมกลาง ให้พวกเขามารวมตัวกันที่เวสต์วูดส์ในวันพรุ่งนี้ กำหนดจุดนัดหมาย และเวลาที่แน่นอน เราจะทำการอพยพ”   จูรินะไม่คิดว่าจะมีหนทางอื่นที่ดีไปกว่านี้แล้ว

 

 

          “แล้วเรื่องดาวเคราะห์ที่เราจะไป...”    มายุยังไม่สามารถค้นหาดาวเคราะห์ที่ดีพอจะเป็นที่อยู่อาศัยใหม่ได้

 

 

          “นำยานออกจากโลกให้ได้ก่อน แล้วเรื่องหลังจากนั้นค่อยมาว่ากัน”

 

 

 

 

 

คำตอบของจูรินะชัดเจนในตัว ว่าทำเพียงเพื่อจะหนีต่อสถานการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ถึงจะดูอับจนหนทาง การตัดสินใจของจูรินะในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ถือเป็นเรื่องเด็ดขาด

 

 

 

 

 

          “ซาเอะ ยูกิ นำกำลังส่วนหนึ่งไปที่อะแบนดอนไซต์ ตรึงกำลังการรบของเราให้ได้ยาวนานที่สุดจนกว่าฉันจะมีคำสั่งถอนกำลัง พยายามอย่าให้มันลุกลามใหญ่โตโดยไม่จำเป็น เราต้องปกป้องพวกพ้องของเราให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้”    ทั้งสองรับคำของจูรินะ และลุกออกจากห้องประชุมไปทันที มายุมองตามยูกิไป ได้แต่ภาวนาให้เขาปลอดภัยอยู่ในใจ

 

 

 

 

 

เซนรายอื่น ๆ ออกจากห้องไปหมดแล้วหลังจากจบคำสั่งการของจูรินะ เหลือเพียงเขากับเรนะที่อยู่ในห้อง จูรินะเอาตัวพิงเบาะเก้าอี้ท่าทางเหนื่อยอ่อน ก่อนจะหลับตาลง เรนะรู้ดีว่าจูรินะต้องผ่านการตัดสินใจที่ยากลำบาก เธอรู้ว่าเขาไม่ได้ต้องการทอดทิ้งมนุษย์ แต่ก็รู้ว่าเขาต้องเลือกทางที่ดีที่สุดให้กับพวกพ้องของตนเอง

 

 

 

 

 

          “ทำให้เธอลำบากใจรึเปล่า”   อยู่ดี ๆ จูรินะก็พูดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองคนที่คุยด้วย

 

 

          “หืม”   เรนะสงสัยกับคำถาม จูรินะลืมตาขึ้น และหันมองมาทางเรนะพร้อมรอยยิ้มที่ดูไม่สดชื่นเอาเสียเลย    “การที่ฉันตัดสินใจทิ้งโลกใบนี้ไป โดยไม่คิดจะปกป้อง”

 


          “ไม่หรอก”   เรนะตอบไปแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่เธอก็ไม่ชัดเจนนักว่าเธอรู้สึกอย่างไร   

 

 

 

 

จูรินะก็เพิ่งตระหนักได้ในไม่นาน ว่าถึงอย่างไร ท้ายที่สุดพวกเขาก็คงไม่สามารถอยู่ร่วมกันกับมนุษย์ได้ การจากไป อาจจะเป็นหนทางที่ดีกว่า

 

 

 

 

 

          ถ้าสมมติว่าเราไม่มีทางเลือกเรื่องดาวเคราะห์ แล้วต้องไปที่ดาวเคราะห์ของเฟิร์ส..."    คำถามชี้นำอย่างนั้นหรอ เรนะมองจ้องจูรินะ เขาอาจจะเลือกปลายทางเป็นดาวเคราะห์ของเฟิร์สถ้าถึงคราวเข้าตาจนอย่างนั้นรึเปล่า   

 

 

               "เฟิร์สคงไม่ยอมรับฉันกับมิยูกิหรอก"    ก็ในเมื่อเฟิร์สเกลียดมนุษย์จนถึงขั้นจะกำจัดทิ้งแบบล้างบางขนาดนี้

 

 

          “แต่ถ้าเรายังหาดาวเคราะห์ที่พอเป็นที่อยู่อาศัยไม่ได้”   การคาดการณ์ของจูรินะก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเสียด้วย ถึงเจอดาวเคราะห์ก็ต้องมีการสำรวจ อย่างน้อยก็ใช้เวลายาวนาน และเชื้อเพลิงของยานอวกาศที่ใช้ในการอพยพมีไม่เพียงพออย่างแน่นอน เพราะพวกเขาไม่ได้เตรียมยานสำหรับเดินทางในอวกาศนานเป็นปี ๆ

 

 

          “ก็คงไม่มีทางเลือก... อย่างน้นใช่ไหม”   คำถามของเรนะ จูรินะไม่มีคำตอบไหนจะตอบเลี่ยงได้เลย “แล้วการที่เธอจะกลับไปที่ดาวเคราะห์ของเฟิร์ส เธอคิดว่าเฟิร์สจะยอมรับเธออย่างนั้นหรอ”

 

          “สำหรับพวกฉัน ฉันไม่รู้เหมือนกัน อาจจะถูกจับตัวในฐานะนักโทษ แต่กับแอนดรอยด์อื่น ๆ เฟิร์สคงให้การดูแลเป็นอย่างดี ฉันคาดเดาได้ไม่ชัดเจนนัก แต่มันคงดีกว่า อยู่ในที่ที่ฝ่ายเราอาจถูกกำจัดในสักวัน แม้เราจะสามารถป้องกันการโจมตีของเฟิร์สได้ก็ตาม”   การจากไปอาจดีกว่า แต่ถ้าต้องไปยังดาวของเฟิร์ส จูรินะไม่มีคำตอบชัดเจนเท่าไหร่ว่ามันเป็นทางที่ดีที่สุดรึเปล่า   “ถ้าเฟิร์สจะยอมรับฉันเป็นพวกพ้อง ฉันอาจจะลองพูดคุยเรื่องการทำลายล้างดาวเคราะห์ที่เหลืออยู่อีกครั้ง อย่างน้อย... ฉันก็ไมได้คิดถึงขั้นอยู่ร่วมกันกับมนุษย์ในจักรวาลนี้ไม่ได้”    นี่อาจจะเป็นความลำบากใจที่เกิดขึ้นในขั้นศีลธรรมที่จูรินะมี เซนที่ถูกพัฒนาโดยด็อกเตอร์กริม แท้จริงแล้วเป็นอย่างไรกันแน่ เรนะก็อยากจะรู้เหมือนกัน    “แล้วเธอคิดว่า เธอจะอยู่ร่วมกับเซนที่ฆ่าพ่อแม่เธอได้รึเปล่า”

 

 

          “มนุษย์น่ะ มีความคิดที่ซับซ้อน และมีอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าที่เซนจะเข้าใจได้ โดยเฉพาะความผูกพันของคนที่มีสายเลือดเดียวกัน มันเป็นความผูกโยงที่มากกว่าระดับความผูกพันของคนที่ต่างที่มาที่ไป และความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนในครอบครัว มันจะกลายเป็นความคั่งแค้นที่ฝังติดอยู่ในใจของมนุษย์ และยากที่จะก้าวผ่านไป ซึ่งเซนเองอาจจะมีตรรกะและเหตุผลมารองรับ และยอมรับความเป็นไปได้มากกว่ามนุษย์ ฉันคิดแบบนั้น”   แม้เรนะจะตอบไม่ชัดเจน แต่จูรินะพอจะรู้คำตอบ ความผูกพันระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ ระหว่างครอบครัวต่อครอบครัว มันเป็นความสัมพันธ์ที่แน่หนาเกินกว่าที่เซนจะเข้าใจ ความคิดอ่านของมนุษย์ก็เช่นกัน ขนาดด็อกเตอร์กริมที่เขาคิดว่าเขาผูกพันกับด็อกเตอร์กริมในระดับหนึ่ง แต่เขาก็ไม่เคยเข้าใจความคิดของด็อกเตอร์กริมเท่าไหร่นัก    “การกระทำของเฟิร์สต่อมนุษย์ ฉันไม่แน่ใจว่ามันคือความแค้นหรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ มันคืออุดมการณ์ที่แรงกล้า เป็นการยืนหยัดในอุดมการณ์แบบไร้ความยืดหยุ่น แต่สำหรับมนุษย์ สิ่งที่มนุษย์ทำต่อพวกเธอ มันคือความเกลียดชัง ฉันเข้าใจถ้าเธอจะเลือกไปทางเฟิร์สมากกว่า”

 

 

          “ยังไม่ตอบคำถามฉันเลย ว่าเธอจะอยู่ร่วมกับเฟิร์สได้รึเปล่า”   เรนะพยายามหลบเลี่ยง จูรินะรู้ดี เพราะเธอคงไม่อยากให้เขาลำบากใจกับสิ่งที่เขาได้ตัดสินใจไปแล้ว

 

 

          “ถ้าเขาไม่คิดที่จะฆ่าฉัน และฉันยังได้อยู่กับเธอต่อ....”    เรนะเว้นความคิดไว้เล็กน้อย และมองจ้องลึกเข้าไปในแววตาของเซนตรงหน้า    “มันอาจจะเป็นเหตุผลเพียงพอ ที่ทำให้ฉันอยู่ร่วมกับเฟิร์สได้ โดยสะกดกลั้นความเคียดแค้น เกลียดชังเอาไว้”

 

 

 

 

 

จูรินะยิ้มออกมา เธอคงพยายามอย่างมากที่จะทำให้เขาสบายใจ เขาค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับแก้มของหญิงสาว

 

 

 

 

 

          “ขอบคุณนะ”   จูรินะพูดเสียงเบา เขาก็อยากจะให้ดาวเคราะห์ของเฟิร์สเป็นเป้าหมายสุดท้ายหากหมดทางเลือกจริง ๆ ก็หวังเพียงแค่ว่าพวกเขาจะสามารถหาดาวเคราะห์อื่น เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยได้

 

 

 

 

 

 เรนะเพียงแค่ยิ้มรับคำขอบคุณนั้น เธอเคยเสียเวลาไปกับหน้าที่ และอุดมการณ์ ที่แยกขาดระหว่างเซนและมนุษย์มานานมากพอแล้ว แต่เมื่อโชคชะตาทำให้เธอได้กลับมาเจอกับเขาอีกครั้ง เธอคิดว่าเรื่องอื่นใดก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

 

 

 

 

จูรินะยิ้มให้กับเรนะ ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้ และฝังจมูกลงที่แก้มของหญิงสาวตอกย้ำคำขอบคุณ จูรินะหันมองเรนะ เธอกระแอมออกมาเล็กน้อย

 

 

 

 

 

          “ยังไม่หายป่วยอีกหรอ”   จูรินะมองเธอด้วยสายตาเป็นห่วง อาการของเรนะที่ดูแย่ ๆ ก็เป็นมาหลายวันแล้ว

 

 

          “ไม่เป็นอะไรหรอก”

 

 

 

 

 

เรนะบอกปัด ก่อนจะลุกขึ้น แล้วจูรินะก็ลุกตาม แต่ทว่าเรนะกลับล้มลงไปดื้อ ๆ ยังดีที่จูรินะเข้าไปประคองเธอได้ทัน และเห็นว่าหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมแขนของเขานิ่งงันไป

 

 

 

 

 

          “เรนะ”   เขาเรียกชื่อเธอเสียงตื่น และมองดูเธอให้แน่ใจ และเรียกเธออีก แต่ไร้ซึ่งการตอบสนองใด ๆ

 

 

 

 

 

จูรินะรู้สึกถึงความร้อนระอุจากร่างกายของหญิงสาว เขาไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไร ได้เพียงอุ้มร่างของหญิงสาวที่ไม่ได้สติขึ้นมา หวังว่า... มายุอาจจะช่วยอะไรได้บ้าง  

 

 

 

 

 

 

…………………….........

 

 

 

TBC.

 

 

 

 

 

 

==============================================

ปัญหารอบด้วยหละครับ งานนี้

 

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

เรนะอาจจะไม่ได้รับการรักษาให้หาย คงแค่โดนเยียวยาเอาไว้ต่อรองกับจูจังมากกว่า เผลอๆกลายเป็นพาหะนำโรคอะไรสักอย่างมาระบาดในมนุษย์อีก แล้วก็จะมีผีดิบเดินทั่วเมือง!! // ผิดเรื่อง

Share this post


Link to post
Share on other sites

ว่าแล้ว อิที่ไอๆ เนี่ย ต้องเป็นอะไรซักอย่าง 
ส่วนเรื่องย้ายที่อยู่นี่อยากให้หาดาวเคราะห์ได้ จริงๆนะ
ถ้าไปอยู่กับเฟิร์ส มันคงไม่ดีแน่ อาจต้องเข้าร่วมโปรเจคทำลายล้างด้วยน่ะสิ
จะร่วมมือกับมนุษย์ก็ยากอีก อคติเต็มๆขนาดเน้..........
 

Share this post


Link to post
Share on other sites

เริ่มรู้สึกแปลกๆ(' ' )ปัญหากำลังจะมาแล้ววว
สงสัยที่รอดมาคงไม่ใช่เพราะโชคดีจิงๆล่ะนะ
เรนะเป็นอะไรรรรรรรรรร!?

Share this post


Link to post
Share on other sites
On 11/11/2016, 5:16:18, MeawMao said:

เรนะอาจจะไม่ได้รับการรักษาให้หาย คงแค่โดนเยียวยาเอาไว้ต่อรองกับจูจังมากกว่า เผลอๆกลายเป็นพาหะนำโรคอะไรสักอย่างมาระบาดในมนุษย์อีก แล้วก็จะมีผีดิบเดินทั่วเมือง!! // ผิดเรื่อง

รักษาหายไม่หายไม่รู้ครับ แต่โดนเอาเป็นเครื่องต่อรองนี่ไม่แน่ แล้วจะเป็นพาหะนำโรคอะไรรึเปล่า หึหึ

 

On 11/12/2016, 8:41:09, Puypepsin said:

ว่าแล้ว อิที่ไอๆ เนี่ย ต้องเป็นอะไรซักอย่าง 
ส่วนเรื่องย้ายที่อยู่นี่อยากให้หาดาวเคราะห์ได้ จริงๆนะ
ถ้าไปอยู่กับเฟิร์ส มันคงไม่ดีแน่ อาจต้องเข้าร่วมโปรเจคทำลายล้างด้วยน่ะสิ
จะร่วมมือกับมนุษย์ก็ยากอีก อคติเต็มๆขนาดเน้..........
 

ที่ไอ ๆ นี่เป็นอะไรแน่ครับ อุตส่าห์แทรกมา ฮ่า

ส่วนเรื่องย้ายดาวเคราะห์ต้องดูครับว่าจะไปจบที่ไหน

แต่ถ้าไปอยู่กับเฟิร์สล่ะก็ บันเทิ๊งบันเทิง

แต่อยู่ต่อที่โลกที่คงไม่ไหว

 

18 hours ago, plyply said:

เริ่มรู้สึกแปลกๆ(' ' )ปัญหากำลังจะมาแล้ววว
สงสัยที่รอดมาคงไม่ใช่เพราะโชคดีจิงๆล่ะนะ
เรนะเป็นอะไรรรรรรรรรร!?

ปัญหามาแน่ครับ มาล็อตใหญ่ด้วย

ส่วนที่เรนะรอดมาต้องดูครับว่ามีอะไรเป็นเบื้องลึกเบื้องหลังรึเปล่า

Share this post


Link to post
Share on other sites


BATTLEFIELD

         

          กองบัญชาการหลักกลุ่มเซน, ห้องพยาบาล

 

 

 

          จูรินะเฝ้ามองมายุที่กำลังตรวจอาการของเรนะอยู่ มายุเองก็เคร่งเครียดไม่ต่างกัน เพราะเธอเองก็ยังไม่สามารถระบุอาการของเรนะได้ เธอเลยจำเป็นต้องเจาะเลือดของเรนะไปตรวจ

 

 

          “สรุปเธอเป็นอะไร”  จูรินะถามอาการจากมายุ

          “ยังให้คำตอบตอนนี้ไม่ได้ แต่น่าจะเกิดจากเชื้อไวรัส... ที่ฉันไม่แน่ใจว่ามันคือไวรัสชนิดไหน”    มายุเก็บผลเลือดลงในกล่องเก็บโดยเฉพาะ    “ต้องรอผลการตรวจเลือดก่อน เพราะอาการเธอแปลกมาก ไม่ตรงกับโรคใด ๆ ที่ฉันเคยรู้จัก”

 

 

จูรินะเอามือขึ้นมาลูบคาง เขาไม่คิดมาก่อนว่าจะได้คำตอบแบบนี้จากมายุ โรคที่เกิดกับเรนะ ไม่ใช่สิ่งที่มายุรู้จัก มันจะเป็นไปได้ยังไง และเรนะเป็นโรคนี้ได้ยังไง

 

 

 

          “ฉันจะรีบตรวจให้แล้วกัน แต่ยังมีเรื่องที่ฉันต้องทำอีกหลายอย่าง ตอบไม่ได้หรอกนะ ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่”   มายุพูดและเตรียมจะเดินออกจากห้อง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่เธอพูดไปแบบนั้น จูรินะจะคิดว่าเธอยังตั้งแง่อะไรกับเรนะรึเปล่า

          “ชอบคุณมากนะ”

 

 

มายุหันมามองจูรินะ เมื่อเขาเอ่ยขอบคุณ สายตาที่จูรินะมองมาทางเธอก็สื่อความหมายแบบนั้นจริง ๆ เธอคงเป็นเซนที่คิดลบมากเกินไป ก็ได้แต่พยักหน้ารับ ก่อนจะมองเรนะแวบหนึ่ง ที่เธอทำได้ก็คงเป็นตรวจสอบให้เต็มความสามารถ เท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวยก็แล้วกัน

 

 

 จูรินะเดินเข้าไปข้างเตียงของเรนะ ลูบมือผ่านเรือนผมของหญิงสาว และกำลังครุ่นคิดถึงสาเหตุที่ทำให้เรนะมีอาการที่แม้แต่มายุยังให้คำตอบไม่ได้

 

 

 

 

 

..................................

 

 

 

 

 

 

 

            กองบัญชาการหลักกลุ่มเซน, ห้องต่อยาน

 

 

 

          ซายากะกำลังเดินดูรอบยานอวกาศขนาดใหญ่ ตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ผ่านหน้าจอฮอโลกราฟิกบนแท็บเล็ตที่เชื่อมต่อกับตัวยาน ก่อนจะเดินไปยืนมองที่ข้างยาน เซนสองรายกำลังใช้เลเซอร์ยิงชื่อยานลงไป

 

 

มิยูกิเดินเข้ามาในฐานต่อยานด้านล่าง เธอเฝ้ามองความใหญ่โตของยานเดินทางอวกาศ ที่ผนวกรวมทั้งรูปแบบของยานพาณิชย์ และยานรบเข้าไว้ด้วยกัน มันทั้งยิ่งใหญ่ และแข็งแกร่ง แม้จะใช้เวลาสร้างไม่นาน เธอไม่อยากจะเชื่อ ว่าเซนพัฒนาไปได้ไกลกว่ามนุษย์ ทั้ง ๆ ที่มนุษย์เป็นฝ่ายสร้างแอนดรอยด์ขึ้นมา

 

 

          NO-A 1011 ชื่อยานลำนี้หรอ”   มิยูกิถาม เมื่อตัวอักษรข้างยานปรากฏขึ้นเป็นที่เรียบร้อย ซายากะหันมาพยักหน้ารับ

          “รู้ที่มาของมันมั้ย”    ซายากะลองถาม

          Noah’s Ark เรือในตำนานเก่าแก่ของศาสนามนุษย์ในยุคก่อน เรือที่ถูกใช้ช่วยเหลือสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก ก่อนที่โลกจะถูกน้ำท่วมใหญ่จากการดลบันดาลของสิ่งที่เชื่อว่าเป็นพระผู้เป็นเจ้า เพื่อรอการสร้างโลกใหม่อีกครั้ง”   คำตอบของมิยูกิถูกต้องตามนั้น   “ตั้งใจให้มันล้อไปกับรูปแบบการอพยพของแอนดรอยด์ไปยังโลกใหม่อย่างนั้นหรอ”

          “อาจจะอย่างนั้น”    เขาก็ไม่แน่ใจในตำนานของศาสนาโบราณนั้นเท่าไหร่หรอก และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ชื่อนี้ดันเป็นชื่อที่ถูกใจเขาขึ้นมา   

          “ฉันเคยได้ยินเรื่องนี้ แต่แทบคิดไม่ออกเลยว่าน้ำจะท่วมโลกได้อย่างไร เรื่องอุกกาบาตพุ่งชนโลกในยุคไดโนเสาร์ยังน่าเชื่อเสียกว่า”    มิยูกิเดินวนดูรอบยาน เรือโนอาร์ที่เธอได้ยินได้ฟังมา จะใหญ่โตเช่นนี้รึเปล่า    “และฉันเองยังไม่อยากเชื่อด้วยซ้ำ ว่าจะมีสิ่งใดที่ทำลายมนุษยชาติลงได้ จนในวันที่เซนถือกำเนิดขึ้น... โดยฝีมือของเราเอง”

 

 

ซายากะมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนักกับคำพูดของมิยูกิ เธอไม่ผิดที่จะคิดว่าเซนเป็นฝ่ายทำลายล้างมนุษยชาติ เพราะสิ่งที่เฟิร์สทำก็เป็นเช่นนั้น มิยูกิเองก็เป็นมนุษย์ คงจะตระหนักถึงเรื่องที่เธอตัดสินใจทิ้งมนุษย์มาอยู่กับเขา โดยที่เธอช่วยอะไรไม่ได้อีกแล้ว

 

 

          “แต่ฉันไม่โทษเธอ หรือใคร ๆ หรอกนะ”   มิยูกิหันมองแอนดรอยด์ที่เธอรัก    “มันเป็นแบบนี้เสมอ การหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านของแต่ละเผ่าพันธุ์ ไม่สูญสิ้นไป ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือไม่ก็ถูกทำลาย”

          “ขอโทษนะ ที่ฉันทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้”    ซายากะพูดออกมา... และเขาก็รู้สึกแบบนั้นจริง ๆ เขารู้สึกถึงความเศร้าของหญิงสาว มนุษย์ที่ต้องยอมทอดทิ้งมนุษย์ด้วยกันเองนั้น ก็คงเหมือนเขา ถ้าวันหนึ่งเขาต้องเลือกทอดทิ้งพวกพ้อง เขาเองก็คงเจ็บปวด

          “ไม่ต้องขอโทษหรอกนะ มันไม่ใช่ความผิดของเธอ เธอทำในส่วนของเธอดีที่สุดแล้ว” 

 

 

 มิยูกิยิ้มออกมาบาง ๆ เพราะไม่อยากให้เซนตรงหน้าลำบากใจ เธอค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับใบหน้าของซายากะ ทั้งสองมองสบตากันด้วยแววตาที่ต่างรับรู้กันและกันเป็นอย่างดี

 

 

          “เอ่อ...”   เสียงบางเสียงดังขึ้นมาขัดจังหวะช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกของทั้งสอง    “ฉันมาขัดจังหวะรึเปล่า”

          ซายากะมองหน้าเจ้าของเสียงด้วยท่าทางไม่พอใจสุด ๆ ส่วนมิยูกิหัวเราะออกมาน้อย ๆ    “มีอะไร”   ซายากะถามเสียงขุ่น แต่จูรินะไม่ได้แสดงสีหน้าอื่นใดนอกจากเคร่งขรึม ทำให้ซายากะคิดว่าเขาน่าจะมีเรื่องจริงจังอะไรสักอย่างที่ต้องการจะบอก

          “ที่เรนะอาการไม่ดีน่ะ มายุบอกว่า เธอยังสรุปไม่ได้ว่าเรนะเป็นอะไร ต้องเก็บผลเลือดไปตรวจสอบ น่าแปลกมั้ย”   มันน่าแปลกแน่ ๆ เพราะระบบสมองกลของมายุ สามารถจดจำรายละเอียดของอาการทุกอย่างที่ผิดปกติของมนุษย์ได้ ตั้งแต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแอนดรอยด์สำหรับทางการแพทย์   “และมันอาจจะเป็นไวรัสที่มายุไม่รู้จักด้วย”

          “เกิดขึ้นได้ยังไง”   ซายากะเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกับจูรินะ ส่วนมิยูกิก็กำลังสงสัยอะไรบางอย่าง

          “เธอเริ่มมีอาการตั้งแต่เมื่อไหร่”   มิยูกิลองถามผู้นำกลุ่มเซน คำถามนี้เขาตอบมายุไปแล้วครั้งหนึ่ง

          “ช่วงที่ฉันพาตัวเธอกลับมาจากโคลสเสดซัน หรือเธอจะติดเชื้อที่เกิดการกลายพันธุ์ในพื้นที่กำจัดขยะเทคโนโลยี”   หลังจากจูรินะพูดจบ เขาคิดว่ามันเป็นไปได้เลย    “ไม่น่าเป็นไปได้ ต้นตอของไวรัสไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม มันต้องมีตัวพาหะ”

          “ที่ฉันเคยพูดกับเธอจำได้มั้ย ซายากะ ที่บอกว่าการหลบหนีของเธอกับจูรินะออกมาจากดาวเคราะห์ของเฟิร์สง่ายจนเกินไป”   มิยูกิคิดว่าเธอเห็นความเชื่อมโยงอะไรบางอย่างแล้ว

          “เธอกำลังจะบอกว่า เฟิร์สจงใจให้มันเป็นแบบนี้”   ซายากะย้ำใจความที่มิยูกิต้อการจะสื่อ

          “และที่พวกเธอสามารถชิงตัวเรนะมาได้ โดยไม่มีการติดตาม ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าพวกเธอต้องกลับมายังโลก และเรนะก็เป็นหนึ่งในข้อต่อรอง อะไรที่ทำให้เฟิร์สมั่นใจว่าต่อให้ปล่อยพวกเธอมา และพวกเธอสามารถยับยั้งการทำลายดาวเคราะห์โลกได้ แต่มนุษย์โลกก็ต้องสูญสิ้นไปอยู่ดี”

          “โรคระบาด”

 

 

จูรินะได้คำตอบที่ชัดเจนแล้วตอนนี้ เฟิร์สตั้งใจให้เรนะเป็นตัวพาหะ การที่เฟิร์สยอมปล่อยให้พวกเขาหลบหนีมา มีเหตุผลรองรับที่ชัดเจน จูรินะกำหมัดแน่น เขาพลาดไปแล้ว พลาดไปจริง ๆ เพราะคิดถึงแต่เรื่องของเรนะ เขาเลยรอบคอบไม่พอ

 

 

 

          “แล้วแบบนี้ เธอจะติดเชื้อไปด้วยรึเปล่า”   ซายากะเป็นห่วงมิยูกิขึ้นมา เพราะเธอเป็นมนุษย์อีกคนในกลุ่มเซน

          “ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ฉันได้ใกล้ชิดกับเรนะช่วงแรกที่เธอกลับมา ไม่รู้ว่าตอนนั้นสิ่งที่อยู่ในร่างกายของเรนะ พ้นระยะฟักตัว แล้วเข้าสู่ระยะแพร่เชื้อรึยัง”

          “แต่ฉันว่า มีมนุษย์อีกหลายคนแน่ ๆ ที่ได้รับเชื้อนี้ไปแล้ว”    จูรินะนึกถึงสิ่งที่เรนะได้ทำก่อนทีเธอจะมีอาการรุนแรง เธอเข้าไปแทรกซึมในกลุ่มมนุษย์    “และเราไม่มีทางรู้เลยว่ามันแพร่กระจายได้รวดเร็วและรุนแรงมากแค่ไหน”

          “จะทำวัคซีนก็ต้องอาศัยเวลา แต่เราจะเดินทางกันแล้วนะจูรินะ เราไม่เหลือเวลาแล้ว อย่างมาก ก็คงช่วยได้แค่เรนะเพียงคนเดียว หรือโชคร้ายหน่อยก็คือ... ไม่สามารถช่วยเธอได้ทัน”

 

 

คำพูดตรงไปตรงมาของซายากะ ทำเอาจูรินะร้อนรนขึ้นมาทันที เขารีบออกจากโรงต่อยาน มุ่งหน้าไปหามายุ ความจริงเรื่องนี้ มายุก็ควรจะต้องรู้ และคงต้องเตรียมแคปซูลปลอดเชื้อสำหรับเคลื่อนย้ายเรนะ เพื่อความปลอดภัยต่อตัวเรนะเอง และกับมิยูกิ ที่เป็นมนุษย์อีกคน

 

 

ส่วนซายากะ เขาหันมองมิยูกิด้วยความเป็นห่วง เพราะเขาไม่แน่ใจว่าหญิงสาวได้รับเชื้อดังกล่าวไปแล้วรึยัง

 

 

          “เธอจะเป็นอะไรมั้ย”    ซายากะถามเสียงหวาดหวั่น ก็เหมือนกับที่เขาพูดเรื่องเรนะกับจูรินะ ถ้าโชคร้าย... อาจจะช่วยเธอไว้ไม่ทัน และถ้ามิยูกิเป็นอะไรขึ้นมา เขาจะช่วยเธอได้รึเปล่า

          “ไม่รู้สิ ฉันไม่แน่ใจถึงการแพร่กระจายของเชื้อดังกล่าว ก็คง... ต้องรอดูกันไป”    มิยูกิเองก็ไม่มั่นใจนัก ว่าตัวเองจะรอดหรือไม่    

          “ฉัน... ฉันจะไม่ยอมให้เธอเป็นอะไรไปหรอกนะ”    ซายากะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

          “รู้หรอกน่า”

 

 

เธอบอกแค่นั้น แล้วดันตัวซายากะให้กับไปดูแลเรื่องยานอวกาศให้เรียบร้อย แม้ใจของเธอ จะหวาดหวั่นกับเรื่องนี้มากแค่ไหนก็ตาม

 

 

 

 

 

 

…………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            เวิลด์เซนเตอร์, หน่วยความมั่นคงระหว่างดวงดาว

 

 

          ผ่านค่ำคืนที่ยาวนานระหว่างการรบของเซนและมนุษย์โลก ฝ่ายเซนยังคงตรึงกำลังอยู่ที่บริเวณอแบนดอนไซต์ โดยมีกองยานสนับสนุนเข้ามาสบทบไม่ขาดระยะ

 

โจนาธานสั่งให้นายพลไรอัน สืบหาที่มาของกองยานสนับสนุน เพื่อค้นหากองบัญชาการอีกแห่งของกลุ่มเซน ก่อนจะเข้าสู่มาตรการขั้นสุดท้าย การทำลายล้างกลุ่มเซน ก่อนที่กลุ่มเซน จะมีโอกาสได้ทำลายล้างโลก

 

 

 

          “เราพบพิกัดของกลุ่มเซนแล้วครับ”   นายพลไรอันรีบนำข้อมูลมารายงานยังที่ประชุมของบรรดาผู้นำดาวเคราะห์ต่าง ๆ    “อยู่บริเวณเวสต์วู้ดส์ เราได้พิกัดที่แน่นอนเป็นที่เรียบร้อย พร้อมรับคำสั่งจู่โจมครับ”

 

 

ทั้งหมดหารือกันสักพัก และสุดท้ายโจนาธานก็ถ่ายทอดคำสั่งที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน

 

 

          “เตรียมระบบขีปนาวุธระยะไกล เราจะเข้าสู่มาตรการขั้นเด็ดขาด”   

 

 

นายพลไรอันรับคำ และสั่งให้เจ้าหน้าที่เปิดระบบโจมตีด้วยขีปานาวุธ หน้าจอวิชวลปรากฏขึ้นที่หน้าที่นั่งของประธานาธิบดีของแต่ละดวงดาว

 

ทุกคนเริ่มใส่รหัสที่เป็นรหัสปลอดล็อกขีปานาวุธ ก่อนที่นายพลไรอันจะสั่งการ

 

 

 

          “ป้อนพิกัดขีปานาวุธลูกแรกไปที่บริเวณอแบนดอนไซต์”    เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทำตามคำสั่ง    “และสั่งถอนกำลังทหารออกมาภายใน 10 นาที”

 

 

สิบห้านาทีก่อนที่ขีปนาวุธระยะไกลจะพุ่งเข้าสู่เป้าหมาย ทั้งอแบนดอนไซต์ และกลุ่มเซน จะถูกกำจัดจนไม่มีเหลือ และเป้าหมายต่อไปก็คือ เวสต์วู้ดส์

 

โจนาธานมองหน้าจอวิชวลขนาดใหญ่ ขีปนาวุธระยะไกลถูกเปิดใช้งาน และอีกไม่นาน พวกเซนก็จะได้รู้ซึ้ง ว่าใครกันแน่ ที่จะเป็นผู้อยู่รอดในโลกใบนี้

 

 

 

 

 

………………………….

 

 

 

 

         

            ถนนหมายเลข 65, อแบนดอนไซต์

 

 

          การต่อสู้ระหว่างเซนและมนุษย์ยังคงยืดเยื้อ แม้กลุ่มเซนจะปิดระบบของเอเอทีไปแล้ว แต่กองยานของทหาร และตำรวจโลก ยังคงดาหน้าเข้าใส่มาอย่างไม่หยุดยั้ง

 

ซาเอะ และยูกิที่อยู่ในยานบัญชาการบ พยายามใช้วิธีการต่อสู้แบบป้องกันตัว ก่อนที่จะถอนกำลังหากได้รับคำสั่งจากซายากะ ว่ายานอวกาศพร้อมออกเดินทาง

 

 

          “ทางปีกขวาถูกโจมตีอย่างหนัก ยาน W7 W8 เคลื่อนตัวจากส่วนกลางลงไปช่วยตั้งรับที่ปีกขวา กองยานส่วนกลางเปลี่ยนรูปแบบการเข้าปะทะเป็นแบบ TP4   ซาเอะออกคำสั่ง พร้อมมองจอฮอโลกราฟิกกลางหอควบคุมบนยานบัญชาการ กองยานขับไล่กำลังเผชิญภาวะวิกฤต ตอนนี้คงได้แต่ยื้อเอาไว้ เพราะกองยานสนับสนุนจากเวสต์วูดส์คงไม่เดินทางมาแล้ว เนื่องจากใกล้จะถึงกำหนดนัดหมายในการอพยพ  

 “ซาเอะ ฉันจะออกไปช่วยอีกแรง”    ยูกิในฐานะรองกัปตัน เธอตั้งใจจะออกไปช่วยกองยานขับไล่

          “อย่าเพิ่ง”   ซาเอะห้ามยูกิเอาไว้ เขายังไม่อยากให้ยูกิออกไปจากยานบัญชาการ เพราะสถานการณ์ทั้งหมดดูเป็นรองมากทีเดียว    “อีกไม่นานก็ถึงเวลาต้องถอนกำลังแล้ว”

          “แต่กองยานแนวหน้ากำลังวิกฤต ถ้าไม่ออกไป เราจะยื้อเอาไว้ไม่อยู่ และเรามีโอกาสสูญเสียกองกำลังของเรามากขึ้นหลายเท่าตัว”   ยูกิไม่เห็นด้วยกับซาเอะ   “ซาเอะ เธอไม่ต้องห่วงฉันมากจนเกินไปหรอกนะ”

 

 

คำพูดของยูกิ มันก็จริงอย่างที่ยูกิพูด ซาเอะห่วงยูกิมากเกินไป แต่มันก็ไม่ผิดใช่ไหม เมื่อเขารักเธอ และไม่อยากสูญเสียเธอไป

 

 

          “ถ้าเรายื้อไว้ไม่ไหว เราจะถอยทัพกลับทันที”    ซาเอะเลือกหนทางที่มันจะสูญเสียน้อยที่สุด... สำหรับเขา

          “ถ้าเราถอย พวกมนุษย์จะต้องตามเราไปแน่ ๆ และถ้าพวกนั้นตามเราไปถึงเวสต์วูดส์ และยังไม่ถึงเวลาที่เราสามารถอพยพไปได้ มันจะสูญเสียมากกว่านี้”

 

 

ก็เป็นจริงอย่างที่ยูกิพูดอีก ซาเอะมองหน้าจอแสดงผล กองยานปีกขวาดูท่าไม่ดีเอามาก ๆ และการถอนกำลังส่วนกลางลงไปช่วย กองยานแนวหน้าส่วนกลางก็น่าจะเกิดปัญหาอีก ถ้าต้องตัดสินใจ... เพื่อกลุ่มเซน เขาจะเอาอคติส่วนตัวมาใช้ไม่ได้

 

 

 

          “ยูกิ นำยานออกไปสนับสนุนกองยานส่วนกลาง”   ซาเอะจำใจต้องออกคำสั่งที่เขาไม่พอใจแม้สักนิด    “แต่มีข้อแม้ว่า...”

          “ว่า...”   ยูกิเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอฟังคำพูดต่อไปของซาเอะ

          “ห้ามเป็นอะไรเด็ดขาด”

 

 

ซาเอะพูดด้วยแววตาจริง ๆ ยูกิยกมือขึ้นจับแก้มของซาเอะ เหมือนเป็นเครื่องยืนยัน ว่าเธอจะไม่เป็นอะไร

 

 

          “ฉันจะไม่เป็นอะไรกลับมา”

 

 

ซาเอะยกมือขึ้นจับมือของยูกิที่จับแก้มของเขาไว้ และบีบมือเธอเหมือนจะส่งความรู้สึกให้เธอรู้ว่าเขาคิดอย่างไร ยูกิได้แค่ยิ้มรับ และเตรียมตัวจะไปประจำยานรบ

 

 

ซาเอะมองยูกิเดินไป ก่อนจะหันไปมองหน้าจอบัญชาการรบ เขาเห็นความผิดปกติระหว่างกองยานของเซน และกองยานของมนุษย์ เขาเลยรีบหันไปเรียกหญิงสาวอีกราย ก่อนที่เธอจะออกจากห้องบัญชาการไป

 

 

          “เดี๋ยว ยูกิ”    เขาทันเรียกเธอเอาไว้ ยูกิหันมอง คิดว่าซาเอะอาจจะพูดอะไรสักอย่างกับเธอ เพราะเป็นห่วงเธอ   “ฉันพบการเคลื่อนไหวแปลก ๆ จากทางฝั่งมนุษย์โลก”

 

 

 

ยูกิขมวดคิ้วเข้าหากัน และเดินกลับไปมองที่หน้าจอบัญชาการให้แน่ใจ กองยานของมนุษย์ เริ่มล่าถอยออกไป

 

 

          “พวกนั้นถอนกำลังอย่างนั้นหรอ”   ยูกิมองดูการเคลื่อนทัพของมนุษย์ แน่นอนแล้วว่ามันเป็นการถอนกำลัง   “ทำไม”

          “นั่นสิ ทำไม”

 

 

ซาเอะไม่มั่นใจนักว่ามนุษย์จะมาไม้ไหน การถอนกำลังแบบนี้ดูไม่ชอบมาพากล มนุษย์ต้องมีแผนอะไรอย่างแน่นอน

 

 

          “โชตะ ติดต่อไปที่กองบัญชาการหลัก เดี๋ยวนี้เลย”    ซาเอะหันไปสั่งการฝ่ายสื่อสารในหอควบคุมหลัก

Capital Ship WW-619 ติดต่อกองบัญชาการหลัก”  รอเพียง ไม่นานนักการเชื่อมต่อก็ปรากฏขึ้นที่หน้าจอฮอโลกราฟิกด้านหน้า มายุ และมิยูกิเป็นฝ่ายรับสัญญาณการติดต่อนั้น ซาเอะรีบเข้าไปถามสิ่งที่เขาสงสัย  

“กองยานของฝ่ายมนุษย์กำลังถอนกำลัง มันมีเหตุผลอะไรรึเปล่า”  

          “ถอนกำลังอย่างนั้นหรอ”   มายุเมื่อได้ยินซาเอะว่ามาแบบนั้น เธอคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นการถอนกำลังธรรมดา ถ้าไม่ใช่การถอนกำลังเพื่อให้กองยานของเซนมุ่งหน้ากลับเวสต์วูดส์เพื่อสะกดรอยตามมาล่ะก็...    “มิยูกิ ตรวจสอบข้อมูลในหน่วยความมั่นคงระหว่างดวงดาวได้มั้ย ว่ามีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง”

 

 

มายุให้มิยูกิตรวจสอบข้อมูลของหน่วยความมั่นคงระหว่างดวงดาว ข้อมูลระบบที่เซนได้มาเมื่อครั้งที่จูรินะเข้าไปพูดคุยเกี่ยวกับการถูกทำลายของยูโรปา เซตโตไดร์ฟอันนั้นที่เก็บภาพต่าง ๆ ของยูโรปาขณะที่ดวงดาวถูกทำลาย มิยูกิได้แฝงไฟล์เจาะระบบเข้าไป สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และสุดท้ายก็ได้ใช้งานมันจริง ๆ

 

 

มิยูกิรีบค้นหาข้อมูลเท่าที่จะทำได้ ส่วนฝ่ายซาเอะกับยูกิก็เริ่มนิ่งกันไม่ไหวแล้ว เพราะทั้งสองไม่รู้ว่ามนุษย์จะมาไม้ไหน

 

 

          “แย่แล้วหละ”   มิยูกิสีหน้าไม่ดีเอาเสียเลย    “มีการปลดล็อกหัวรบเทอร์โมนิวเคลียร์ที่ถูกเข้ารหัสไว้ 5 รหัส พิกัดเป้าหมายคืออแบนดอนไซต์ และตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 นาทีแล้ว”

          “ถอนกำลังออกจากที่นั่นโดยด่วน”  มายุรีบบอก และมองจ้องไปทางยูกิเป็นพิเศษ เธออยากจะทะลุหน้าจอเข้าไป และรีบนำยานกลับมาด้วยตัวเองซะตอนนี้เลย

 

 

สัญญาณถูกตัดไป พร้อม ๆ กับเวลานับถอยหลังที่ปรากฏขึ้น ทางกองบัญชาการหลักคงวุ่นวายเพิ่มขึ้นแน่ ๆ หลังจากได้รับการยืนยันข้อมูลจากมิยูกิ ส่วนซาเอะและยูกิ ก็ต้องเร่งนำกำลังออกจากที่นี่ ก่อนที่เวลาของการทำลายล้างจะมาถึง

 

 

          “กองยานทุกลำ และฝ่ายสนับสนุนภาคพื้นโปรดทราบ”   ซาเอะประจำตำแหน่งสั่งการรบ    “ถอนกำลังทั้งหมดออกจากพื้นที่ ย้ำอีกครั้ง ถอนกำลังทั้งหมดออกจากพื้นที่ เตรียมรับมือเร้ดโค้ด”

 

 

 

ซาเอะเฝ้ามองกองยานทั้งหมดถอนกำลังออกจากพื้นที่อแบนดอนไซต์ ก่อนที่เขาจะเดินไปที่ส่วนควบคุมยาน เตรียมสั่งการเคลื่อนย้ายยานบัญชาการกลับไปยังเวสต์วูดส์เช่นกัน

 

 

          “ซาเอะ”   ก่อนที่เขาจะได้สั่งต้นหนให้นำยานกลับฐาน ยูกิก็เรียกเขาเอาไว้    “กองกำลังภาคพื้นหนีไม่ทันแน่ ๆ”

 

 

คำพูดของยูกิทำเอาซาเอะฉุกคิดขึ้นมา และยูกิเองก็เพิ่งจะแน่ใจหลังจากได้ยินการสั่งการ การถอนกำลังไปเมื่อครู่

 

 

          “ให้กองยานทั้งหมดลงไปช่วยเหลือกองกำลังภาคพื้นอย่างเร่งด่วน”   ซาเอะรีบบอกกับยูกิ

          Capital Ship ติดต่อกองยานขับไล่ ให้ยานทุกลำ ลงไปช่วยเหลือกองกำลังภาคพื้น และออกจากพื้นที่เร้ดโค้ดภายใน 5 นาที”   ยูกิสั่งการเสร็จ เธอก็เรียกชุดขับเคลื่อนยานรบออกมา ซาเอะมองด้วยความสงสัย

          “เธอจะทำอะไร ยูกิ”    เขาถามและเดินตามยูกิที่กำลังจะออกจากห้องไป

          “ฉันต้องไปช่วยเหลือกองกำลังของเราที่เหลืออยู่ มีฉันไปด้วยอีกแรง มันน่าจะทำให้อะไรเร็วขึ้น... สักนิด”

 

 

ซาเอะมองจ้องยูกิ เขาหันมองเวลาที่ลดลงเรื่อย ๆ ก่อนจะหันไปมองทีมควบคุมยาน ยูกิอธิบายแค่นั้นแล้วเดินไป ซาเอะตัดสินใจหันไปสั่งการ

 

 

          Capital Ship ถอนกำลังกลับกองบัญชาการโดยด่วน”   ซาเอะสั่งการด้วยหน้าที่ของเขา    “และฉันขอแต่งตั้งให้ ริว ขึ้นเป็นผู้บัญชาการของ Capital Ship ชั่วคราว”

          “แล้วซาเอะ”   เซนที่ถูกแต่งตั้งรีบถาม

          “ฉันมีเรื่องที่ต้องไปทำ”

 

 

ว่าแล้วเขาก็เรียกชุดขับเคลื่อนยานรบออกมาเช่นกัน ก่อนจะเดินออกจากห้อง และตามไปจนทันยูกิที่ฐานปล่อยยานรบด้านข้างตัวยานบัญชาการ

 

 

          “ซาเอะ”   ยูกิมองเขาด้วยความสงสัย ซาเอะพยักหน้าให้นิด ๆ

          “ฉันไปด้วย”   เขาพูดแค่นั้นแล้วขึ้นยานรบของเขา จะไม่ปล่อยให้ยูกิออกไปเพียงลำพังแน่ ๆ อย่างน้อย อย่างน้อยก็ขออยู่เคียงข้าง และได้เห็นว่าเธอปลอดภัยในท้ายที่สุด

 

 

ยูกิมองยานของซาเอะที่กำลังเร่งเครื่องเตรียมออกจากฐาน ยูกิยิ้มออกมาอีกครั้ง เธอพอจะเข้าใจที่ซาเอะทำ เพราะเขารักเธอ คำที่เขาพร่ำบอกกับเธออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

 

แต่ที่เธอไม่เข้าใจก็คือ... มายุ ที่เธอเห็นแววตาของมายุเมื่อครู่ แม้จะติดต่อกันด้วยความเร่งรีบ แต่เธอเชื่อว่าแววตาของเซนร่างเล็กที่มองมาทางเธอ มันมีความหมายมากกว่าความห่วงใยธรรมดา ๆ

 

 

หากตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ระหว่างเธอกับมายุ มายุจะเลือกแบบไหน อยู่บัญชาการยานต่อ หรือออกไปลุยกับเธอ ยูกิก็อยากจะรู้เหมือนกัน

 

 

          ยานขับไล่ขนาดกลางของยูกิ และซาเอะลงจอดที่ภาคพื้นในเวลาไล่เลี่ยกัน กองยานรบกำลังช่วยเหลือกองกำลังภาคพื้นด้วยความเร่งรีบ เวลานับถอยหลังถูกส่งเข้ายานรบทุกลำ มีเวลาไม่มากที่จะช่วยเหลือ และนำยานออกจากพื้นที่ให้พ้นวิถีของหัวรบนิวเคลียร์

 

เมื่อกองกำลังภาคพื้นถูกช่วยเหลือเรียบร้อย ซาเอะก็ออกคำสั่งถอยทัพ ทั้งเขาและยูกิอยู่จนแน่ใจว่ากองยานทุกลำออกจากพื้นที่ดังกล่าวแล้ว

 

ระหว่างที่ซาเอะกับยูกิกำลังนำยานขึ้น ก็มีอากาศยานไม่ทราบฝ่ายพุ่งตรงมาที่ทั้งสอง และเริ่มเปิดฉากยิงทันที

 

 

          “เกิดอะไรขึ้น”    ซาเอะติดต่อไปหายูกิ

          “ยานรบไม่ปรากฏที่มาระดมยิงมาทางเรา”    ยูกิรีบบอกกับซาเอะ    “รู้มั้ยว่าเป็นพวกไหน”

          “น่าจะเป็นโดรนของพวกมนุษย์”   ซาเอะพูดถึงอากาศยานไร้คนขับ เพราะรู้ดีว่ามนุษย์คงไม่เอาตัวเองเข้ามาเสี่ยงในสถานการณ์คับขันแบบนี้    “ยูกินำยานขึ้นไปก่อน ทางนี้ฉันจะคุ้มกันให้”

 

 

 

ยูกิรับคำ และนำยานขึ้นไป แต่ก็ยังถูกยิงสกัดจากยานลำดังกล่าว ซาเอะขับยานเข้าไปขวางกลาง และยิงสกัดให้ ยานทั้งสองลำระดมยิงเข้าใส่เป้าหมายอย่าไม่ลดละ

 

ยูกิหันมองไปทางยานของซาเอะ ก่อนจะเห็นว่ายานของซาเอะถูกยิงเข้าที่ปีกซ้าย และเสียการทรงตัว ยูกิรีบหักยานกลับไป และยิงสกัดโดรนลำดังกล่าว แต่ก่อนที่โดรนลำนั้นจะตก ขีปนาวุธถูกยิงออกมา และโดนเข้าที่ปลายยานของยูกิ

 

เครื่องของยูกิเสียการควบคุมโดยสมบูรณ์ และกำลังจะดิ่งลงสู่ภาคพื้น ซาเอะรีบเข้าไปประคองยานของยูกิ เพื่อไม่ให้ตกลงสู่พื้นล่าง แต่ว่ากำลังของยานซาเอะก็ไม่เพียงพอที่จะนำเครื่องของยูกิขึ้นบินไปพร้อมกัน

 

 

 

          “ยูกิ เธอกลับมาทำไม”   ซาเอะถามเสียงไม่สบายใจ ถ้ายูกิไม่กลับมา ยานของเธอก็จะไม่ถูกยิงแบบนี้

          “จะให้ฉันปล่อยเธอถูกยิงร่วงลงไปงั้นหรอ ฉันตัดสินใจลงมา และทำให้เธอต้องลงมาด้วย ฉันทิ้งเธอไปไม่ได้หรอกนะ”   คำพูดของยูกิ นั่นทำให้ซาเอะรู้สึกดีอยู่หรอก แต่ทว่าเขาไม่อยากให้ยูกิต้องเป็นอะไรแบบนี้

          “แล้วจะเอายังไงต่อ”   ยูกิถามพร้อม ๆ กับพยายามคิดหาทางแก้สถานการณ์เช่นกัน

          “ต้องหาทางลงจอดและเปลี่ยนไปขึ้นยานของซาเอะ”   เซนที่อยู่ในยานของยูกิพูดขึ้น

          “ไม่ทันแน่ ๆ”   ยูกิคำนวณแล้ว ไม่มีทางทันเวลาที่ว่าไว้    “จะทำได้ก็คือต้องเคลื่อนย้ายระหว่างกำลังบินเนี่ยแหละ แต่ว่ามันเสี่ยงเกินไป และอีกอย่าง ยานของซาเอะก็ได้รับความเสียหาย การเพิ่มจำนวนผู้โดยสารอาจจะทำให้เกิดอันตราย”

          “ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องสละยานลำนี้”   เซนรายนั้นบอก   “เสียหนึ่งดีกว่าสอง”

          “ไม่มีทาง”   ซาเอะรีบแย้ง จะให้เขาปล่อยยูกิไว้ที่นี่อย่างนั้นหรอ ไม่มีทางเด็ดขาด เขาไม่มีวันทำแบบนั้น   

          “ให้เป็นอย่างนั้นเถอะ ซาเอะ”   แต่ยูกิก็คิดไม่ต่างกับเซนรายนั้น และเซนในยานของยูกิก็ไม่มีใครปฏิเสธความคิดนี้ สูญเสียเพียงหนึ่ง ดีกว่าสูญเสียถึงสอง

 

 

แต่ซาเอะไม่ยอมรับข้อเสนอนี้อย่างแน่นอน เขาไม่อยากเสียยูกิไป แม้ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง... เขาไม่ได้กลับมาเพื่อเฝ้าดูเธอจากไป เขากลับมาเพื่อที่จะได้รักเธอ แค่เธอถูกกลุ่มล่าหัวแอนดรอยด์ทำร้าย ตอนนั้นเขาก็รู้สึกแย่พอแล้ว เขาจะไม่ยอมปล่อยเธอไปอีกเป็นครั้งที่สอง

 

และแม้ว่า... แม้ว่าความทรงจำของยูกิจะกลับมาไม่ครบ หรือเธอจะลืมไปแล้วว่าเคยรักเขา แต่เขาไม่เคยลืม... ไม่เคยลืมว่าเขารักเธอแค่ไหน และเขาไม่ต้องการจะเสียเธอไป ไม่ว่ายังไงก็ตาม

 

 

 

          “ซาเอะ เราต้องตัดสินใจแล้ว”   เซนที่อยู่ร่วมยานกับซาเอะบอกแบบนั้น เพราะเวลาใกล้หมดลงไปทุกที    “ฉันน่ะ เข้าใจซาเอะนะ และถ้าต้องจบชีวิตลงที่นี่ ก็ไม่เป็นไร เพราะยูกิกลับมาช่วยเรา”

 

 

 

ซาเอะมองเซนที่เหลืออยู่ เขากำลังยืนอยู่ตรงกลางระหว่างความรู้สึก และความเห็นแก่ตัว ถ้าเขาเลือกที่จะรั้งตัวเองให้อยู่กับยูกิ เขาจะต้องสละชีวิตของเซนอีกจำนวนไม่น้อยไปกับเขา

 

 

 

          “ซาเอะ ไปเถอะ ได้โปรด”    ยูกิบอกกับซาเอะ อย่างน้อย ถ้าซาเอะไป เขาและเซนอีกหลายชีวิตก็จะปลอดภัย เธอรู้ว่าเขารักเธอ แต่ว่าตอนนี้ ยังมีอะไรหลายอย่างสำคัญกว่าความรัก

          “ยูกิ...”   ซาเอะพูดเสียงแผ่ว เขากัดกรามตัวเองแน่น    “เธอรู้ใช่มั้ย ว่าฉันไม่อยากทิ้งเธอไป”

          “รู้สิ ฉันรู้”   ยูกิพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่ดูสงบนิ่ง เพื่อให้เขาเลือกทางที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องเธอ     “เวลามีไม่มากแล้ว ซาเอะ ไปได้แล้ว”

 

          “ฉัน...”

 

 

เก็บกลืนก้อนบางอย่างที่จุกอยู่ในคอให้มันหายไป หนึ่งคำสุดท้ายที่เขาอยากจะพูดก่อนต้องจากลา ครั้งที่แล้วเป็นเขาที่ต้องจากไป แต่เขามีโอกาสได้กลับมาบอกความรู้สึกกับเธอผ่านคำพูดของเขา จนได้อยู่ด้วยกัน

 

แต่แล้ว ครั้งนี้ กลับกลายเป็นว่ายูกิกำลังจะเป็นฝ่ายจากเขาไป อย่างน้อย... อย่างน้อยเขาก็อยากจะบอกความรู้สึกของเขาอีกครั้งให้เธอได้รับรู้

 

 

          “ฉัน...”

 

 

 

 

ยังไม่ทันที่ซาเอะจะพูดจบ ยานของทั้งซาเอะและยูกิก็ถูกปะทะอย่างรุนแรง แรงสั่นสะเทือนทำเอาทั้งตัวยานปั่นป่วนไปหมด เซนรายอื่น ๆ ได้แต่จับยึดทุกอย่างเท่าที่คว้าได้ไว้มั่น ซาเอะและยูกิเองก็พยายามควบคุมยานแต่ดูว่ามันจะอยู่เหนือการควบคุมใด ๆ

 

 

 

 

 

ทั้ง ๆ ที่เวลายังเหลือ แต่ไม่มีเซนรายไหนแน่ใจได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น จนเสียง ๆ หนึ่งดังขึ้น

 

 

 

 

          “ปลอดภัยแล้ว”

 

 

 

 

 

ทุกอย่างกลับมานิ่งสงบราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซาเอะและยูกิมองออกไปนอกยาน เป็นทิวทัศน์เหนือน่านฟ้า ไม่ใช่ใจกลางอแบนดอนไซต์ แม้จะยังไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน แต่เสียงนั้น เป็นเสียงที่ยูกิจำได้ดี

 

 

          “มายุ”    ยูกิลองเรียกเจ้าของเสียงให้แน่ใจ และเสียงนั้นก็ตอบกลับมา

          “ตอนนี้พวกเธออยู่บนดาดฟ้าของยานขนส่ง”    คำตอบนั้นพอจะอธิบายได้ว่าที่ยานของทั้งสองจอดอยู่คือที่ไหน    “พอดีมีเรื่องให้ต้องแวะมาแถวอแบนดอนไซต์ ก็เลยถือโอกาสรับยานพัง ๆ สองลำที่กำลังจะโหม่งพื้นโลก”

 

 

 

เซนรายอื่น ๆ หัวเราะออกมากับคำพูดนั้นของมายุ ยูกิได้แต่ยิ้ม ๆ ส่วนซาเอะมองออกมานอกยานของตัวเอง มองไปที่ยานของยูกิ

 

 

          “และก็ไม่ว่ากันนะ ที่ฉันวอร์พออกมาโดยที่ไม่ได้เตือนก่อน คงไม่มีใครช็อกตายเพราะคิดว่าโดนนิวเคลียร์ใช่มั้ย”   น้ำเสียงของมายุยังดูตลกขบขัน แต่ว่าใครจะรู้ว่าความจริงในใจของมายุเป็นเช่นไร   

          “ตั้งใจมาช่วย... ก็พูดออกมาเถอะ”   ซาเอะรู้ดีว่ามายุอยากจะพูดอะไร แต่เขาเว้นชื่อของยูกิเอาไว้ และคำพูดนั้นของซาเอะก็ทำให้อีกกฝ่ายเงียบไปพอสมควร ก่อนที่มายุจะเปลี่ยนเรื่อง

          “เราจะกลับถึงฐานเวสต์วูดส์ในอีก 5 นาที จะอยู่ในยานรบกันต่อ หรือจะลงมาที่หอควบคุมก็แล้วแต่นะ”

 

 

มายุตัดสัญญาณเสียงไปแล้ว ทั้งยูกิและซาเอะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ซาเอะลงมาจากยานของตัวเองพร้อมเซนรายอื่น ส่วนยูกิก็ลงตามมาไม่นานนัก ทั้งสองเดินมาหากัน และมุ่งหน้าไปที่ห้องควบคุม มายุเป็นคนควบคุมยานลำนี้เพียงละพัง เธอหันมองทั้งยูกิและซาเอะเล็กน้อย ก่อนจะทำเป็นไม่สนใจ

 

แต่ซาเอะเข้าใจดี เหตุผลที่มายุมาที่นี่ เซนร่างเล็กรายนั้นมาเพื่อช่วยยูกิ เขารู้ เขารู้ตั้งแต่ที่เขาเห็นแววตาของมายุที่มองมาทางยูกิ เมื่อรู้ว่ามนุษย์กำลังจะใช้หัวรบนิวเคลียร์ทำลายอแบนดอนไซต์ และกลุ่มเซนที่อยู่ที่นั่นทั้งหมด

 

ส่วนยูกิก็รู้แน่ชัดแล้ว แม้มายุจะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกับเธอและซาเอะ แต่มายุก็เลือกที่จะมาช่วยเหลือเธอ มันจะต้องมีอะไรที่เธอยังไม่รู้อีกแน่นอน สำหรับมายุ และเธอ... จะต้องหาวิธีที่จะทำให้มายุยอมบอกมันออกมาให้ได้

 

 

 

          “เธอจะพูดอะไร ก่อนที่ยานจะตกอย่างนั้นหรอ”   ยูกิถามซาเอะหลังจากที่เงียบอยู่นาน เธอไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ถ้าซาเอะตอบออกมาตามตรง มายุจะมีปฏิกิริยาอะไรรึเปล่า ถ้ามี ยูกิก็อาจจะพิสูจน์ทฤษฎีบางอย่างของเธอได้อีกขั้น

          “เธอก็น่าจะรู้”

 

 

 

ซาเอะบอกแค่นั้น และก็เชื่อว่ายูกิก็คงจะรู้ว่าเขาจะพูดอะไร แต่เขาไม่คิดจะพูดมันออกมา อย่างน้อยก็... ยังไม่พูดตอนนี้ และที่ไม่พูด... ก็อาจจะเป็นการขอบคุณของเขาที่มีต่อมายุ ที่เขาพอจะทำได้  ...แต่แค่ตอนนี้เท่านั้น

 

มายุกัดกรามตัวเองไว้แน่น อย่างน้อยซาเอะก็ไม่ได้ตอบออกไปตรง ๆ แม้คำพูดที่ว่า เธอก็น่าจะรู้ เป็นคำพูดที่เหมือนกับว่า เรื่องพวกนี้ทั้งสองเข้าใจกันเป็นอย่างดี แต่จะมาให้ฟังซาเอะกับยูกิบอกรักกันตรง ๆ เธอเองก็คงจะรับไม่ได้

 

 

หลังจากรู้ว่ายูกิกำลังตกอยู่ในอันตราย มายุก็ไม่รีรอที่จะขับยานออกมาจากฐานโดยไม่ฟังคำสั่งของใคร อยากมาดูให้แน่ใจว่ายูกิหลบหนีออกมาได้ทัน แต่ไม่คิดว่าจะเป็นฝ่ายเข้ามาช่วยทั้งยูกิและซาเอะแบบนี้เหมือนกัน

 

มายุก็รู้สึกดีอยู่ไม่น้อยที่มาช่วยเหลือยูกิไว้ได้ทัน แม้สุดท้ายฝ่ายที่ยูกิเลือกจะเป็นซาเอะ แต่ว่า... ถ้ายูกิปลอดภัย นั่นก็คงดีที่สุด... สำหรับเธอแล้ว สำหรับเธอคงได้แค่นี้จริง ๆ

 

 

 

……………………………

 

TBC.

 

 

 

 

 

 

==========================================

 

ตอนหน้า เราจะออกเดินทางแล้วครับ

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

“พอดีมีเรื่องให้ต้องแวะมาแถวอแบนดอนไซต์ ก็เลยถือโอกาสรับยานพัง ๆ สองลำที่กำลังจะโหม่งพื้นโลก”ประโยคนี้แบบว่าาามายุมีความเท่ในความซึนมากกกค่ะะ-^-...เมื่อไหร่พี่รินจะรู้สักที....(。-_-。)
มิ้ลอย่าเป็นอะไรเลยนะะ เรนะคนเดียวก้อถ้าจะวุ่นแล้ววว

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

อิเฟิร์สหวังผลมากข่า ที่ส่งเรนะมาเป็นพาหะนำโรคเนี่ย
ถ้าแอนดรอยด์เป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อด้วย อิจูน่าจะไปคนแรก 
มายุน่าสงสารเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความซึนแบบเท่ๆ........ 
 

Share this post


Link to post
Share on other sites

Create an account or sign in to comment

You need to be a member in order to leave a comment

Create an account

Sign up for a new account in our community. It's easy!


Register a new account

Sign in

Already have an account? Sign in here.


Sign In Now