Sign in to follow this  
Followers 0

[SF] my heart หัวใจฉัน.. เป็นของเธอ (atsumina,kojiyuu,yuiparu) EP.6

39 posts in this topic

                                                                          ตัวละคร

อัตสึโกะ 
เพราะรักถึงยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องคนที่รัก.. แม้สิ่งนั้นจะเรียกว่าการทรยศหักหลัง

มินามิ 
ต้องทำยังไงถึงหนีพ้นความรักที่คอยตามหลอกหลอนกันให้หัวใจบอบซ้ำ มีคนเคยบอกว่าเวลาจะช่วยเยียวยา แต่ไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับหัวใจที่เฝ้าเพ้อหาเธอ


ยุย เพราะไม่อาจเข้าใจความรัก กลัวเหลือเกินหากตัวเองเกิดรักใครขึ้นมาจะเป็นดังภาพในความทรงจำที่ต้องเห็นคนสำคัญสูญเสียน้ำตาเมื่อถูกความรักทำร้าย แต่หัวใจกลับหวั่นไหวเมื่อพบกับนักเรียนใหม่ที่ย้ายโรงเรียนมา


พารุ ความบังเอิญทำให้ได้พบ ครั้งแรกที่สบตาราวกับมีคลื่นสมุทรซัดเข้ากระทบชายฝั่งที่เคยแห้งเหือด หาทุกวิธีทางให้ได้เข้าใกล้รองประธานจอมเย็นชา


ฮารุนะ ทั้งที่เชื่อใจแต่กลับหวั่นไหวกลัวใครคนนั้นทำให้เธอปั่นใจ แล้วเธอเองจะจัดการกับปัญหาอย่างไรเมื่อเพื่อนสนิทก็มีปัญหาให้กลุ้มใจพอกัน


ยูโกะ หาทางช่วยเพื่อนสนิทออกจากความทุกข์ที่เป็นดังนรกบนดิน แต่ใครบางคนกับเริ่มสงสัยตีตัวออกห่างไปแล้วความเชื่อใจมีอยู่จริงใช่หรือเปล่า?

 

 

 

บทนำ

 

  แสงสว่างจากโคมไฟที่ถูกเปิดทิ้งไว้พร้อมด้วยเสียงของเครื่องปรับอากาศดังขึ้นลงเป็นจังหวะบ่งบอกว่ามีคนกำลังใช้งานห้องอ่านหนังสือซึ่งเชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่นและห้องครัวของบ้านสไตล์โมเดิร์นสองชั้น ซึ่งค่อนข้างบอกฐานะของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี

หญิงสาวในชุดนักเรียนกลับเข้ามาจัดการถอดร้องเท้าเก็บใส่ตู้ก่อนสอดส่องดูหาคนภายในบ้าน

 สาวตัวเล็กวัยทำงานท่าทางดูน่าเกรงขามนอนฟุบลงไปกับโต๊ะตัวยาวในห้องหนังสือที่เงียบกริบให้คนมาใหม่ยิ้มอ่อนใจและเดินไปนำผ้าห่มผืนบางมาคลุมไว้บนไหล่ของคนหลับ

“อัต..สึโกะ”

อีกแล้วกลับประโยคละเมอซ้ำๆ จะรู้ไหมว่าชื่อที่ออกมาจากปากของ พ่อ’ จะมีผลต่อเธออย่างไร

 แม่’ ที่ถูกพ่อตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงทรยศ คบใครไม่เลือกหน้า นอนกับชายชู้จนตั้งท้องลูกคนใหม่ ซึ่งทำให้พ่อเสียใจแทบบ้าทุรนทุรายหนีออกมาจากบ้านที่เคยอยู่อาศัยดันด้นมารักษาแผลใจอยู่กับเธอที่บ้านหลังใหม่ซึ่งไกลจากบ้านเดิมคนละทิศละทาง  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พ่อก็ไม่เคยเปิดใจให้ใครกลายเป็นผู้หญิงบ้างาน เก็บตัว ไม่สนใจรอบข้างแม้แต่จะดูแลตัวเองเพราะไม่อยากมีเวลาว่างมานั่งคิดถึงเรื่องของอดีตที่ผ่านมาจะหกเจ็ดปี

 ไม่รู้ว่าตนเหม่อนานเท่าไหร่กระทั้งได้ยินเสียงงัวเงียของพ่อจึงต้องดึงสติกลับมา

“กลับมาแล้วหรอ”

“ทำไมมาหลับอยู่ตรงนี้ค่ะ พ่อ” แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าทำไมผู้เป็นพ่อถึงมานอนอยู่ตรงนี้ก็ยังอดแสดงความเป็นห่วงทางน้ำเสียงไม่ได้ เจ้าตัวก็คงจะโหมงานหนักอีกตามเคย ป่านนี้ไม่รู้จะทานข้าวหรือยัง กว่าเธอจะกลับก็ปาไปทุ่มกว่า

“เตรียมเอกสารว่าความพรุ่งนี้เพลินไปหน่อย”

อัยการพิเศษฝีปากกล้าเป็นอันดับต้นๆของสำนักงานอัยการเอกชนชื่อดัง ลงมือทำคดีกี่ครั้งก็ได้ชัยชนะมาใสๆ จนคนจ้างงานเข้ามาไม่ขาดสาย ดีตรงที่ไม่มีเวลาว่างมานั่งคิดเรื่องของคนในอดีตให้ปวดหัวใจ

 ทาคาฮาชิ มินามิ คนนี้รักความยุติธรรมเป็นที่หนึ่ง ใครลองเข้ามาท้าทายจะโต้กลับไปให้เดินกลับบ้านไม่ถูกเลย ตอนนี้มีลูกสาวหนึ่งคน ชื่อ ยุย ดูจะติดนิสัยรักความยุติธรรมมาตั้งแต่เกิดเห็นใครเดือดร้อนปุ๊บยอมไม่ได้ต้องเข้าช่วยเหลือก่อนเลยเป็นอันดับแรก

 บอกก่อนว่าเด็กคนนี้เกิดมาไม่เหมือนใครมีทั้งพ่อและแม่เป็นผู้หญิงทั้งคู่ เพราะได้หมอช่วยในผสมเทียมฝังตัวเข้าไปอยู่ในท้องของแม่จึงมีโอกาสได้ลืมตาดูโลก

ยุยไม่เคยน้อยใจ ไม่เคยมองว่าตัวเองแปลกแยกอะไร เพราะเชื่อเสมอมาตัวเองเกิดมาจากความรักของพ่อแม่ไม่ได้ต่างจากครอบครัวไหน แล้วจะไปคิดไปใส่ใจคำนินทาพวกนั้นทำไม แถมเดี๋ยวนี้สังคมเขาเปิดกว้างยอมรับกับเรื่องพวกนี้ได้เยอะขึ้น

 “แล้วทานข้าวรึยังค่ะ” มินามิส่ายหน้าแอบยิ้มให้ลูกสาวที่ส่งสายตาตำหนิมาให้กับการที่ตนไม่ชอบดูแลตัวเอง

“จะสองทุ่มแล้วนะคะ ถ้าปวดท้องหนูงอนพ่อแน่” ยุยตีหน้าดุอย่างน้ำเสียงว่าก่อนเดินหายเข้าไปในครัว เนื่องจากถูกเลี้ยงดูกันมาเหมือนเพื่อนถึงได้สนิทกันมากเป็นพิเศษ

“รอสักครู่นะคะพ่อ ไปอาบน้ำ ทำตัวให้สบายรอหนูเลย”

 คุณพ่อถึงกลับต้องหัวเราะขำแล้วเดินไปทำยังที่เจ้าตัวต้องการก่อนเสียงหัวเราะเมื่อครู่จะหายไปกลายเป็นรอยยิ้มเศร้าเมื่อนึกถึงเจ้าของหัวใจที่คอยตามมาหลอกหลอนกันทุกคืนวัน

นึกโกรธ นึกเกลียด นึกแค้น แต่ไม่เคยบอกหัวใจให้หมดรักคนที่เป็นอดีตได้เลย

“คนทรยศ” เธอรีบเช็ดน้ำตาที่เอ่อล้นขอบตลิ่ง ใครบอกเวลาจะเป็นตัวช่วยลบเลือน

ไม่เห็นจริงเลย เพราะยิ่งนานวันเข้าเท่าไหร่ ความเจ็บปวดของเธอมันยิ่งเพิ่มพูน

 ไม่รู้ตอนนี้คนเคยรักกัน จะมีความสุขแค่ไหนกับการใช้ชีวิตครอบครัวใหม่ที่เขาเลือกเดิน

ผู้หญิงแพศยาแบบนั้น!! เขาไม่มีวันให้อภัย!!

 

 


‘Rrrr ’ เสียงโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดส่งสัญญาณเตือนเจ้าของเครื่องที่นั่งพักสายตาบนโซฟาตัวยาวในห้องนั่งเล่นจนต้องหยิบขึ้นมาดู

เจ้าของเบอร์โทรที่โทรเข้ามาทำให้เขากดรับสายอย่างไม่รอช้า

“ฮัลโหล”

….

ปลายสายไม่ได้ส่งเสียงพูดออกมาจนเขาต้องลุกขึ้นจากโซฟาด้วยความร้อนใจ

“ฮัลโหล เธอเป็นอะไรรึเปล่า”

“ฮึก..” เสียงร้องสะอื้นจากทางนั้นเพิ่มความเครียดให้กับเจ้าของโทรศัพท์รุ่นใหม่ เป็นอีกครั้งที่ฝ่ายนั้นโทรมาหาเธอด้วยอาการที่ดูไม่สู้ดี เธอกังวลจะเกิดเรื่องอะไรกับเพื่อนสนิททั้งปกติเป็นคนเก็บอารมณ์เก่งจะตาย

“เธอโอเคมั้ย ‘ อัตจัง’ อยู่บ้านรึเปล่า ฉันจะออกไปหา”

เธอได้ยินแค่เสียงขานรับในลำคอก็แทบไม่รอที่จะขับรถออกจากตัวบ้านเพื่อไปหาเจ้าของปลายสายที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงโทรมาร้องไห้ให้ฟัง ก่อนตัดสินใจกดเบอร์โทรหาใครบ้างคนที่หวังให้ช่วยไปรับลูกเมียแทนตนอยู่ที่สนามบิน 

“โทรมามีอะไรให้ช่วยห๊ะ”

“พี่มาริโกะ วานไปรับฮารุนะกับพารุจังแทนเค้าหน่อย” เธอกรอกเสียงตามสายอ้อนพี่สาวญาติสนิทให้ไปรับคนรักกับลูกสาวที่สนามบินแทน

 “โอเคๆ โชคดีนะวันนี้ว่าง ขอบอกคุณผู้จัดการก่อนว่า จะออกไปรับลูกเมียให้น้อง” เจอคำแซวเข้าไปคนถือสายถึงกับแอบเขินแต่มีหรือจะยอมลดราวาศอกให้ กล้าแซวมาก็กล้าแซวกลับเหมือนกัน

“ขอบอกคุณผู้จัดการหรือจะขออนุญาตแม่(ทูนหัว)ค่ะพี่สาว” เธอรู้ดีว่าระหว่างนางแบบคนดังกับผู้จัดการส่วนตัวที่สวยระดับดารามีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา

 “ปากน่ะ เพลาๆบ้าง ไม่พูดก็ไม่มีใครว่า เดี๋ยวเถอะ” มาริโกะแกล้งส่งเสียงไม่พอใจใส่เจ้าของต้นสาย

“แค่นี้นะ”

“เฮ้ยเดี๋ยวสิพี่ ไฟล์บินลงสี่ทุ่มนะ รายละเอียดเดี๋ยวพิมพ์ให้ในแชท”

ยูโกะพูดจบไม่ทันไรคนรับก็วางสายไปเฉยเลย สงสัยเพราะเสียงหวานหยดของคนผู้จัดการที่ดังเข้ามาในสายเมื่อครู่ ว่าอาบน้ำเสร็จแล้ว

 

หวานกันน่าดูเลยนะ พี่สาว

 

 

 เธอเลี้ยวรถเข้ามาในบ้านของเป้าหมายที่เป็นบ้านสีขาวสองชั้นซึ่งถูกปิดไฟจนมืดสนิททำให้เธอกลับมากังวลอีกครั้งกับเรื่องของคนที่โทรหากัน เธอรีบจอดรถและวิ่งเข้ามาในตัวบ้าน จัดแจงเปิดไฟให้ห้องสว่างก่อนจะเห็นคนพึ่งโทรหานั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ข้างโซฟา

“อัตจัง เป็นอะไร” เธอดึงเพื่อนสนิทเข้ามากอดปลอบประโลม เพื่อนเจ็บ เธอก็เจ็บ สงสารชีวิตของเพื่อนสนิทที่ต้องมาตกระกำลำบาก

“เขา..พะ พยายาม ข่มขืนฉัน.. ฮื่อๆ” เสียงพูดผสมเสียงร้องไห้แม้จะฟังยากแค่ไหนเธอก็ฟังออกและยังเผลอกำหมัดแน่น

เขาที่อัตสึโกะพูดถึงเธอรู้จักดี นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เจ้าของกิจการร้อยล้านที่พ่อของอัตสึโกะเลือกมาให้แต่งงานกับลูกสาว โดนการหนุนหลังทุกวิธีทางจะทำให้คนร้องไห้ในอ้อมกอดเธอยินยอมไปเป็นของนายนั้น

“ไม่ร้องนะอัตจัง”

แกกล้ามากที่ทำเพื่อนฉันแบบนี้ มันล้ำเส้นเกินไปแล้ว!

 “ฉะ.. ฉันกัดเข้าไปที่แขนของเขาเต็มแรง ใส่เสื้อผ้าแล้วรีบหนีออกมา”

“แล้วจูริจังละ” เธอถามถึงลูกสาวของอัตสึโกะที่ถูกทางบ้านนั้นจับตามองมากเป็นพิเศษ หรือง่ายๆก็คือ เอาไว้เป็นเครื่องต่อรองกับอัตสึโกะ

 “ตอนนี้หลับอยู่ข้างบน ฉันพาแกหนีออกมา ฉันไม่ไหวแล้วยูโกะ ฮื่อๆ” เธอเข้าใจคำว่าไม่ไหวของเพื่อนเป็นอย่างดี ต้องหนีให้พ้นเงื่อมมือของปีศาจพรรค์นั้นถึงกี่ครั้งครอบครัวถึงจะยอมเข้าใจ ยังโชคดีแค่ไหนที่มีพ่อบ้านคนเก่าคนแก่ซื่อสัตย์กับนายหญิงคอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ ไม่งั้นตอนนี้ไม่รู้ว่า ชีวิตของอัตสึโกะจะเป็นอย่างไร

 
ยอมไม่ได้ ไม่อยากเห็นเพื่อนต้องทนทุกข์ทรมานอีก อัตสึโกะต้องอดทนมากแค่ไหนเธอรู้ดี


 “เธอไม่เป็นไรนะอัตจัง ฉันอยู่ตรงนี้ โอเคนะ” เธอลูบหลังของคนสะอื้นเบาๆให้หยุดร้อง เจ็บปวดเหลือเกินพอได้เห็นสภาพของเพื่อนสาว

 

ยอมทำทุกอย่าง… เพื่อปกป้องคนที่รัก

แล้วเธอละ จะทำอย่างไรเพื่อคืนความสุขให้เพื่อนคนนี้ได้บ้าง??

 

 ถ้าตอนนั้นเธอยังอยู่ เธอคงไม่ปล่อยให้เพื่อนกลายมาเป็นอย่างนี้ แต่ตอนนี้ไม่เป็นไร แธอกลับมาแล้ว เธอจะหาทางดึงเพื่อนออกมาจากขุมนรกที่ทางครอบครัวเป็นคนผลักลงไป

 

ความรักของอัตสึโกะผิดอะไร ถึงได้ทำร้ายให้สองหัวใจต้องทนแบกรับความบอบช้ำมากขนาดนี้

.........................................................................................................

แอบเอาเรื่องใหม่มาแปะ ไม่รู้จะสนุกรึเปล่า 555+
เรื่องนี้มีตัวละครหลักสามคู่นะคะ เป็น SF ประมาณ 15 ตอน

boommasterMAX likes this

Share this post


Link to post
Share on other sites

ว้าวววว เม้นแรก!! 555 ผมบอกแล้วว่าจะติดตามๆ

ท่านเร็วมากก รักษาคำพูดสุดๆ

Share this post


Link to post
Share on other sites

Ch.1 โรงเรียนใหม่

สาวร่างบางหุ่นนางแบบพึ่งกลับจากLAสดๆร้อนๆทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาด้วยความเหนื่อยล้าปรือตาขึ้นมองหาคนทำเสียงกุ๊กกักในห้องครัวสไตล์ลอฟท์ขาวดำราคาเฉียดแปดหลักตามรสนิยมเจ้าของบ้าน

 
“ยูจัง ทำอะไรอยู่ค่ะ”

 “อ้าว ลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่” คนพูดวางจานใส่อาหารใบสุดท้ายลงบนโต๊ะก่อนเดินมาปิดก็อกน้ำล่างมือแล้วเดินในชุดพากันเปื้อนไปหาร่างบางที่นอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟา

 
ใครจะรู้ว่าการทำแบบนี้จะเพิ่มความเซ็กซี่ให้อดีตนางแบบซุปตาจนคนมองแอบใจหวิว

....อันตรายแต่เช้าเลย.....
 

“เมื่อครู่ยูจังทำอะไรอยู่ค่ะ” เธอถามย้ำพอยังไม่ได้รับคำตอบแน่นัด ทันได้เห็นสายตาแวววามก็ยกยิ้มพอใจ

แสดงว่าเธอยังมีเสน่ห์อยู่

แล้วดูมันจะใช้ได้ดีกับคนรักด้วย

 
“อาหารเช้าของเธอ ใครไม่รู้ตื่นสายสัญญากับลูกไว้แท้ๆ” 

เสียงช่วงท้ายกึ่งตำหนิคนรัก นัดกันไว้เสียดิบดีว่าจะไปฝากลูกเข้าเรียน… ที่ไหนได้คนลั่นวาจาดันตื่นสาย ต้องเดือนร้อนเขาไปจัดการเรื่องอยู่เนี่ย เกือบพาลูกไปส่งไม่ทัน ถ้าลูกสายตั้งแน่วันแรกนะ หึ

 

คนผิดเต็มประตูแกล้งเป็นไม่ได้ยินลุกเดินตัวปลิวเข้าไปในห้องครัวเมื่อกระเพาะน้อยๆส่งเสียงประท้วงขออาหาร ให้ยูโกะยืนทำหน้าอึ้งเดินตามคนรักเข้าไปคุยให้รู้เรื่อง ทว่าท่าทางที่นั่งลงโต๊ะกินอาหารพร้อมจับช้อนตักข้าวคำโตเข้าปาก มันน่ารักจนหมดอารมณ์บ่นไปชั่วคราว เห็นแล้วนึกด่าตัวเองอยู่ในใจกับนิสัยชอบใจอ่อน

“อร่อยรึเปล่า” เธอทิ้งตัวลงนั่งมองคนมีความสุขกับการกินอาหาร

“ยูจังน่าจะเปลี่ยนจากนักธุรกิจมาเป็นเชฟนะคะ” ฝ่ายนั้นหัวเราะคิกคักถูกอกถูกใจพลางเงยหน้ามองสบตาคนชั่งเอาใจ

ดูสิ จะเมนูไหนก็ของโปรดเธอทั้งนั้น แถมอร่อยจนน่าให้รางวัล

“ตอนนี้ก็เป็นอยู่รึเปล่า บริการพิเศษเฉพาะเธอกับลูกเท่านั้น”  เคยเรียนทำอาหารมาก่อนทำไม่อร่อยก็ขอกัดลิ้นตัวเองตายดีกว่า คิดไปเองรึเปล่าว่ากำลังโดนเนียนเปลี่ยนเรื่องอยู่

ชั่งมันเถอะ

“ปากหวานอยู่เรื่อย จะจีบกันใหม่เหรอค่ะ”

“สำหรับเธอแล้ว.. จะให้หวานกว่านี้ก็ได้.. ”

“เลียน” ฮารุนะรวบช้อนส้อมมองหน้าคนชอบหยดชอบเอาใจ

“แล้วลูกเป็นไงบ้างค่ะ โอเคกับโรงเรียนมั้ย”   นึกถึงก็กังวล พารุเป็นคนพูดไม่เก่ง
ตอนอยู่ LA มีเพื่อนไม่กี่คน แถมการย้ายโรงเรียนอย่างนี้ ไม่รู้จะมีปัญหาอะไรกับเพื่อนร่วมห้องใหม่รึเปล่า 
ก็ใครเขาพาย้ายโรงเรียนกันกลางเทอมเล่า! ถ้ายูโกะไม่ติดต้องกลับมารับสืบทอดกิจการครอบครัว
เนื่องจากคุณพ่อท่านพึ่งเสียไปก็กะจะให้พารุอยู่ต่อมหาลัยที่ LA ซะก่อน

“ลูกบอกไม่มีปัญหาหรอก โรงเรียนก็โอเค ฉันฝากผู้อำนวยการช่วยดูแลแล้ว”

“ยูจัง.. ”

“น่าๆ ลูกไม่เป็นไรหรอก” หวังให้เป็นอย่างนั้น แอบแวบๆไปดูสักหน่อยคงไม่มีใครว่าอะไร หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อย่างนี้
ห่วงและหวงลูกเป็นธรรมดายิ่งเป็นลูกสาวแล้วด้วย

“ยูจัง..”

“ไม่เป็นไรจริงๆค่ะ ถ้ากังวลขนาดนั้น พรุ่งนี้เราแอบไปดูด้วยกันมั้ยล่ะคะ” เธอยืนมือจับมือคนรักส่งผ่านกำลังใจว่าไม่ต้องกังวลเรื่องลของลูกไปหรอก ลูกเองก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆอายุสองสามขวบแล้ว

“ก็ได้…”

“แล้วเมื่อวานยูจังมีเรื่องอะไรรึเปล่าค่ะ พี่มาริโกะถึงไปรับที่สนามบินแทน”  ถามต่อถึงเรื่องคาใจ ไม่บ่อยนักที่คนรักจะยกเลิกสัญญาที่ให้ไว้ ปกติไม่มีเรื่องจำเป็นอะไรให้ตายยังไงก็จะมารับเธอ

 
“เพื่อนสนิทฉันน่ะสิ”

“คนที่ยูจังเล่าให้ฟังบ่อยๆเหรอ?” ยูโกส่งยิ้มบางๆ

เธอกล้าเรื่องทุกอย่างให้ฮารุนะฟังแต่คงไม่ลงรายละเอียดมากเพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัวของเพื่อนสาว

“อื้ม เมื่อวานอัตสึโกะร้องไห้ มีปัญหากับทางบ้านอีกตามเคย” เธอเผลอกำมือแน่นเมื่อพูดถึงเรื่องชวนหงุดหงิดเกี่ยวกับคนที่เข้ามาตอแย่เพื่อนสนิท รู้ทั้งรู้ว่า ผู้หญิงเขาไม่เอาแล้วยังหน้าด้านอยู่ได้

“ฉันวางแผนจะพาเธอมาอยู่แถวนี้ด้วย มีอะไรจะได้ช่วยเหลือทันการ”

ผู้ชายฝ่ายนั้นยิ่งไม่น่าไว้ใจอยู่ เมื่อเช้าเลยขอให้คนแอบตามดูอัตสึโกะอยู่สักพักเพื่อทางนั้นจะเข้ามาทำอะไรเพื่อนเธอ

พ่อของทางเจ้าตัวจะว่าอย่างไรอีกนี้สิ ปัญหา..

 

ฮารุนะพยักหน้า พามาอยู่ใกล้ๆจะได้เป็นหูเป็นตาอีกแรง ได้ฟังเรื่องคราวๆมาจากคนรักก็น่าเห็นใจที่เพื่อนสนิทต้องมีสภาพอย่างทุกวันนี้ เธอแอบคิดว่าถ้าตัวเองเป็นฝ่ายนั้นจะทนสู้ถึงตอนนี้ได้รึเปล่า

รัก.. ที่มีไว้ปกป้อง 

ดูเป็นความรักที่ใหญ่เหลือเกินนะ

แต่เธอก็ไม่เห็นด้วยอยู่ดี ถ้าต้องทำอะไรที่ฆ่าคนรักให้ตายทั้งเป็น

ไม่ได้หมดรัก แต่ถูกบังคับให้หมดรัก

ไม่แม้แต่จะเกลียดกันก็ต้องเกลียดกันจนมองหน้าไม่ติด

ทิ้งรักไปพร้อมทั้งหัวใจเป็นรอยแผล
มันจะทุกข์แค่ไหนกัน ความรักอย่างนี้

 

“ยูจัง เดี๋ยวฉันขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะ”

เธอบอกให้เขาทำท่ารับรู้แล้วค่อยเดินขึ้นบนชั้นสอง

พูดถึงเพื่อนสนิท ลองโทรหาฝ่ายนั้นสักหน่อยดีกว่า ไม่ได้ยินเสียงกันมานาน ไม่รู้ว่าป่านนี้จะอาการดีขึ้นรึยัง

 

‘Rrrr’

 

'Rrrr'

 

ใครโทรมาตอนนี้ว๊ะ!

 

 ฝ่ายปลายสายที่กำลังนั่งจดจ่ออยู่กับเอกสารพอได้ยินเสียงโทรศัพท์เจ้าปัญหาก็แทบจับมันขว้างทิ้งทันที เพราะในเวลางาน คนอย่างเขาจะไม่มีทางแตะเครื่องมือสื่อสารใดเป็นอันขาด..ยกเว้นจะเป็นลูกค้าสำคัญ แน่ใจแล้วว่านั้นต้องเป็นธุระด่วนจริง

“ฮารุนะ” เจ้าของเบอร์เรียกเข้าทำให้คนตัวเล็กดูมีภูมิฐานเลิกคิ้วทั้งสองข้างด้วยความดีใจปนประหลาดใจ เพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันนานแรมปี โทรเข้ามา!

จะไม่รับก็ไม่ได้

งั้น..ขอถือว่านี้เป็นธุระด่วน

“ไฮ..คนบ้างาน”

“คำทักทายเหรอนั้น” มินามิส่งเสียงเขียวปัดเอาเรื่องเจ้าของสายทั้งที่ใบหน้ามีรอยยิ้มกว้าง

จำได้ตอนที่หัวใจถูกฉีกกระชากขาดจนไม่เหลือชิ้น ฮารุนะเป็นคนที่เข้ามาโอบประคองช่วยให้เขาตั้งตัวได้ใหม่

คำว่ามิตรภาพ ไม่เคยมีคำว่าจางหายกับเพื่อนของเขาคนนี้  

 

“นี้ ตอนนี้ฉันกลับจาก LA แล้วนะ”

“จริงเหรอ!” โชคดีที่นี่เป็นห้องทำงานส่วนตัว ไม่นั้นคนในสำนักงานคงหยุดดูใบหน้าเปื้อนยิ้มของอัยการผู้เคร่งครึม ซึ่งร้อยวันพันปีไม่เคยยิ้มให้เห็นนอกจากแววตาที่ดูโศกเศร้าและใบหน้าที่ดูเรียบนิ่ง

 “อื้ม ฉันพึ่งกลับถึงเมื่อวาน ขอจ้องคิวคุณอัยการคนดัง ออกไปดินเนอร์ด้วยสักมื้อได้รึเปล่า” เธอแซวอย่างสนุก ข่าวล่าสุดว่าเจ้าตัวพึ่งชนะคดีเกี่ยวกับการฉ้อโกงของบริษัทนำเข้าอะไหล่รถชื่อดัง จนได้รับเชิญให้ไปสัมภาษณ์ออกอากาศผ่านทางโทรทัศน ซึ่งเป็นอันรู้ว่า คนอย่าง ทาคาฮาชิ มินามิต้องปฏิเสธแน่นอน

คุณอัยการเม้มริมปากมองดูตารางงานที่แน่นเอียดของตัวเอง

เอาไงดีนะ..

แต่เพื่อนมาทั้งที..

“ตกลง ขอเป็นเสาร์หน้าได้มั้ย วันนั้นดูท่างานจะไม่ยุ่ง พาสามีเธอกับลูกไปด้วย ฉันจะได้แนะนำลูกสาวฉันให้รู้จักกับลูกสาวเธอ”

ฮารุนะยิ้มนิดๆ เพื่อนเธอเป็นคนใส่ใจคนรอบข้าง  โดยเฉพาะครอบครัว

 เธออยากรู้นักใครเป็นผู้หญิงใจร้ายที่กล้าหักอก มินามิ

คนไม่เห็นคุณค่าความรักพรรคนั้น ไม่รู้เพื่อนเธอยอมแต่งงานด้วยได้ยังไง

สู้สามีเธอก็ไม่ได้ทั้งน่ารักทั้งเอาใจเก่ง

ไม่ค่อยจะยอคนของตัวเองเลยนะ ฮารุนะ

“ได้สิค่ะคุณอัยการ เธอเนี่ยดูจะจองตัวยากยิ่งกว่าดาราอีกนะ”

คนถูกทับถมหัวเราะชอบใจ เพื่อนเธอนิสัยไม่เปลี่ยนสักนิด ปากนี้คมยิ่งกว่ากรรไกร

 “ฉันว่า ฉันยุ่งน้อยกว่าเธอตอนที่เป็นดาราแล้วกันน่า ตอนนั้นใครก็ไม่รู้ชอบมาโวยวายให้ฟังว่าไม่มีเวลาให้แฟน”  เธอถึงขั้นหลุดหัวเราะกับเสียงโวยวายแหลมปี๊ดตามสาย “แค่นี้ละ คุณอดีตนางพญา”

เตรียมจะวางสายก็ยังไม่ลืมล้อฉายาในอดีตของเพื่อนสนิทที่ถูกเพื่อนในกลุ่มตั้งให้เป็นนางพญาแห่งแคทวอล์ค ใส่ชุดเดินแบบเมื่อไหร่รัศมีเฉิดฉายทุกที แถมตอนนั้นพ่วงตำแหน่งสาวฮอตประจำกลุ่ม คนเข้ามาขายขนมจีบไม่เว้นแต่ละวัน เพื่อนเธอชอบเอาเธอตามไปเป็นโล่กำบัง ยิ่งเวลามีผู้ชายเข้ามาจีบ ฮารุนะจะสวมบทบาทนักแสดงแกล้งเป็นแฟนปลอมๆกับเธออยู่เรื่อย

 

นึกถึงอดีตดวงตาที่เคยพราวประกายก็พลั้นเศร้าหมอง ไม่เข้าใจความหอมหวานในรสรักที่ค่อยตามหลอกหลอนกันแทบทุกคืนวัน

 

 

เธอนั่งถอนหายใจจ้องมองโทรศัพท์เครื่องหรูในมือแล้วตัดสินใจว่างลงบนโต๊ะดังเดิม หากปล่อยให้ตัวเองว่างมากใจมันพาลแต่จะคิดถึงเธอ

 

 

 

“โครม” ไม่ต้องถามถึงสภาพของต้นเสียงที่เกิดขึ้น

นักเรียนเข้าใหม่ลงไปนั่งจุ้มปุ๊กกับพื้นพร้อมยกมือคลำสะโพกมนๆ ไม่ทันเห็นคู่กรณีที่มองมาด้วยสายตาเย็นเฉียบยืนเงียบไม่พูดจากำลังพิจารณาคนเดินชนเขาแล้วอิเหนาล้มเอง ใครมาเห็นได้คิดว่าเธอรังแกพอดี

ยัยซุ่มซ่ามเอ๊ย

“เป็นอะไรรึเปล่า” ในที่สุดคนถูกชนก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดพลางก้มลงเก็บเอกสารที่กระจายตกพื้นกลับมาในอ้อมกอดให้เรียบร้อย  

เป็นครั้งแรกที่พารุได้สบตากับเจ้าของน้ำเสียงนิ่งๆ รู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูกเธอรีบลุกขึ้นยืนก้มหัวขอโทษ

อากาศคงร้อนเกินไปถึงได้หายใจลำบาก

“เอ่อ.. ขอโทษนะคะ”  มั่วแต่มองทางอื่นไม่ทันดูคนบนทางเดิน รู้ตัวดีว่าตัวเองซุ่มซ่ามแค่ไหนแล้วยังไม่ระวังอีกนะ พารุ

“เธอนักเรียนใหม่ใช่รึเปล่า”  ดูจากเครื่องแต่งกายที่ผิดแปลกกว่าชาวบ้านก็น่าใช่ คนนี้รึไง เด็กเส้นที่ ผอ. มาฝากให้ทางสภาช่วยดูแล ไม่คอยชอบใจยังไงก็ไม่รู้ แม้นี้จะเป็นโรงเรียนเอกชนก็ไม่ควรใช้เส้นสายมาเข้าเรียนอย่างนี้

“ค่ะ”  

“งั้นตามมาทางนี้สิ ผอ.ฝากให้ทางสภานักเรียนจัดการชี้แจงรายละเอียดของอาคารสถานทีและรายละเอียดปลีกย่อยของโรงเรียนให้เธอฟัง”

“ค่ะ”

นึกไม่ออกว่าจะมีคำขานรับไหนที่ดีกว่านี้อีกแล้ว ได้แต่เดินตามฝ่ายนั้นไปอย่างเงียบๆ ไม่รู้อกข้างซ้ายเป็นอะไรทำไมไม่เงียบตาม

 

ตื่นเต้น เธอรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ อาจจะเป็นเพราะคุยกับคนแปลกหน้าเป็นครั้งแรก
 

“ขออนุญาตเข้าไปนะคะ” แค่พูดไปตามมารยาทเพราะรู้ว่าในห้องไม่มีคนอยู่ หลังจากที่แยกย้ายกันไปพักกลางวันเมื่อครู่

 ยุยเดินเอาเอกสารวางไว้บนโต๊ะของประธานนักเรียนแลชำเลื่องมองคนเดินตามมาที่หลัง

“นั่งลงซิ เธอกินอะไรมาหรือยัง”

ถามแล้วไม่หันมอง เล่นเอาคนถูกถามหน้าเหวอ

แบบนี้ก็มีด้วยรึไง!

“เรียบร้อยแล้วค่ะ” 

“ตอนนี้รู้จักโรงเรียนมากน้อยแค่ไหน”  ยังไม่สนใจหันมองหน้ากันสักนิด คนคนนี้ เป็นคนยังไงของเขาเนี่ย

“ไม่คิดจะแนะนำชื่อให้รู้จักหน่อยเหรอคะ” ใครว่าเธอเสียมารยาท ไม่มี๊

ก็เจ้าของชื่อไม่ยอมแนะนำตัวสักที จะไปเรียกกันถูกได้ไงเข้ามาถึงห้องนี้ทันใดก็มีแต่รั่วคำถามใส่  ไม่คิดจะพูดจาสร้างมนุษย์สัมพันธ์ก่อนหรอกหรือ

ยุยค่อยๆหันหลังไปสบตาเจ้าของคำทักทวงแล้วพยักหน้า

“ทาคาฮาชิ ยุย”

เป็นการแนะนำที่สั้นจนคนฟังแทบอ้าปากค้าง ไม่เข้าใจว่าตัวเองมนุษย์สัมพันธ์แย่หรือคนตรงหน้ากันแน่ที่ไม่มี

“ฉัน โอชิมะ ฮารุกะ” มาไม้นี้ก็จัดให้ ฉันยิ่งได้รับฉายาว่า เกลือ อยู่ จะปล่อยพลัง(รัก)ใส่ให้ดู แล้วจะรู้ว่าใครแน่กว่ากัน

“แล้วตกลงเธอ รู้จักโรงเรียนมากน้อยแค่ไหน” น้ำเสียงไม่มีตึงหย่อนลงแม้แต่น้อย ราบเรียบเสียจนคนฟังคิดว่าถูกฝ่ายนั้นโกรธชัดๆ เขาไม่มีอะไรจะพูดนอกจากเรื่องงานหรืออย่างไร มันน่าหาค้อนมาทุบหัวไอ้คนหน้าเหมือนแมวน้ำนี้ชะมัด

พึ่งเจอกันวันแรกดันตั้งฉายาให้เขาเฉยเลย พารุ

“ไม่นิ ท่านผู้นำอวยการบอกว่าให้เธอแนะนำไม่ใช่เหรอ”

กวนประสาท สิ่งแรกที่ยุยพึ่งนึกขึ้นได้แล้วเผลอค้อนอีกฝ่าย

“งั้นอย่างแรกเธอควรรู้ไว้ว่าสภานักเรียนของที่นี่ดูแลเบ็ดเสร็จทั้งเรื่องวินัยและกิจกรรมของนักเรียน ใครทำผิดกฎสภาสามารถลงโทษได้โดยยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากครูอาจารย์ ทั้งนี้ขอให้เธอจำและรักษากฏระเบียบของโรงเรียนอย่างเคร่งครัดด้วย แล้วในส่วนของเครื่องแต่งกาย แต่ละระดับชั้นจะใส่เนคไทต่างสีกัน”

นึกว่าตัวเองเป็นหุ่นยนต์รึไงห๊ะ คุณแมวน้ำ อธิบายได้ไรอารมณ์มากๆ เธอคิดว่าหุ่นยนต์ยังพูดได้ดีกว่านี้เยอะ

“ สีของเนคไทจะแบ่งเป็นสี่สี เขียวคือชั้นปีที่ 4  ฟ้าชั้นปีที่ 5 และน้ำตาล ชั้นปีที่ 6 ส่วนปีหนึ่งถึงสามใช้สีแดง แบ่งระดับโดยการติดเข็มกลัดที่มีตัวเลขหนึ่งถึงสาม” ยุยหยิบเข็มกลัดที่พูดถึงมาเรียงให้ดูบนโต๊ะ

เธอแอบสังเกตสักพักแล้วว่าอีกฝ่ายพอพูดถึงเรื่องงานจะกลายเป็นคนระคนกับบุคลิกปกติ พูดมากและชอบทำหน้าจริงจัง

“แล้วเข็มกลัดแบบที่ติดบนปกเสื้อของ ยุย ละ”  ขอแอบตีเนียนสนิทเรียกชื่อจริงเขาเพื่อหาแนวร่วมในโรงเรียนใหม่ก่อน

เธอเปล่ากวนประสาทแมวน้ำหน้าตายนะ

 ยุยส่งสายตาเขียวปัดชัดเจนว่า ไม่ได้รู้จักกันขนาดให้เรียกชื่อจริง

“ของสภานักเรียน!” น้ำเสียงหวนจัดรีบบอก “ไปเดินดูสถานที่เถอะ”

 

คนถูกตัดบทนั่งตัวแข็ง ตามอารมณ์คนหน้าเหมือนแมวน้ำไม่ทัน แค่เรียกชื่อแค่นั้น ไม่เห็นต้องโกรธกันขนาดนี้เลย

 

 

 

 

 พอสบายกายก็มานอนอ้อนเชฟประจำครอบครัวอยู่บนโซฟาดูรายงานทีวีตลกประจำช่วงบ่ายเปิดเครื่องปรับอากาศภายในตัวบ้านให้ความเย็นกระจายอย่างสม่ำเสมอ

“ยูจัง” มือเล็กหยุดลูบผมของคนพลิกตัวกลับมาจ้องหน้า

“หืม”

“วันเสาร์หน้าว่างมั้ยค่ะ ฉันนัดเพื่อนกินข้าว” คนถูกถามกำลังนึกถึงตารางงาน แล้วปรากฏว่า ไม่ได้มีงานอะไรสำคัญ คงจะมีแวะไปหาเพื่อนสนิทตอนช่วงเช้า 

“ว่างช่วงเย็นค่ะ ตอนเช้าจะแวะไปเยี่ยมอัตสึโกะ”

ชื่อเพื่อนสนิทของคนรักถูกเอ่ยอีกรอบ ไม่เคยมีวันไหนที่จะไม่ได้ยิน เห็นว่ากับฝ่ายนั้นสนิทกันตั้งแต่เด็กเพราะเมื่อก่อนยูโกะไปเล่นบ้านเขาบ่อย แล้วแบบนี้ใครจะกล้าอิจฉา ไม่อยากเป็นคนงี้เง่าหึงไม่เข้าเรื่อง เห็นรูปที่ยูโกะเอาให้ดูผ่านๆ

เธอเป็นผู้หญิงที่สวย น่ารัก ยิ้มเก่ง จนคาดว่าต้องมีคนหลงเสน่ห์รอยยิ้มนั้นบ้าง

“เหรอค่ะ ฉันจะได้โทรไปนัดเวลากับเพื่อนถูก”

“เพื่อนฮารุนะคนนี้ฉันรู้จักรึเปล่า”

“ถามอย่างนี้หึงเหรอ” เจ้าของคำถามหัวเราะชอบใจ รู้ว่ายังไงยูโกะไม่มีทางหึงเรื่องเธอกับเพื่อนแน่ๆ

เจ้าของตักดึงมือคนชอบหยอกขึ้นมาจูบซ้ำๆอย่างหมั้นไส้

“หึงค่ะ หึงมาก”

 แอบสำรวจตรวจตาก็พบว่ามีเค้าลางอยู่หน่อยให้คนรับยิ้มแก้มปริก่อนนำริมฝีปากนุ่มกดลงบนแก้มเนียน

ง้อแล้วนะคะ แทนคำพูดหวานๆเธอชอบสื่อผ่านการกระทำ

“คนนี้ยูจังรู้จักค่ะ แต่ยังไม่เคยเจอตรงๆมั้งค่ะ”  คิ้วสองข้างของคนตัวเล็กเริ่มย่นลงทำท่าคิดอยู่สักนิด ว่าเพื่อนฮารุนะคนไหนที่เธอรู้จักแล้วไม่เคยเจอ ก็จะมีแต่ตอนที่ย้ายครอบครัวจากถิ่นฐานเดิมไปอยู่ต่างประเทศ

“คนที่ฉันชอบพูดให้ฟังไงค่ะ”

“อ๋อ ที่ตอนนี้เป็นอัยการพิเศษแล้วอ่ะน่ะ”

“ค่ะ” เธอจำหน้าได้ล่างๆ ฮารุนะชอบล้อว่า เขาหน้าเหมือนเธอในบางมุม แต่ฝ่ายนั้นยิ้มน้อยกว่าเยอะ ทำตัวไม่น่ารักเท่าเธอหรอก ข้อหลังขอเข้าข้างตัวเองล้วนๆ

“ที่ชื่อ มินามิอะไรใช่มั้ย”

“คนนั้นละคะ วันเสาร์หน้ายูจังก็ได้เจอแล้ว”

คนรักเล่นพูดกรอกหูเกี่ยวกับกิตติศักดิ์คำลำลือของเพื่อนสนิทไว้เยอะซะจนเธออยากขอฝ่ายนั้นมารับตำแหน่งอัยการกิตติมศักดิ์ให้บริษัทบ้าง เห็นเก่งไม่เบาเลยนินะ ดูจากผลงานล่าสุดแล้ว เธอยังพอใจกับฝีมือการว่าความของเขา นึกอยากลองเจอตัวจริงดูสักครั้ง     “ฉันจะตั้งหน้าตั้งตารอนะคะ”

 

 

 ใครจะรู้ว่าจะมีเรื่องสนุกอะไรรออยู่…

 

 

คำว่าหมดแรงดูจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนักเรียนใหม่ที่นั่งฟุบตัวลงกับโต๊ะเรียนหลังจากพึ่งหมดพักกลางวันหมาดๆ นึกไม่ถึงว่าการเดินดูอาคารเรียนจะใช้พลังงานเยอะขนาดนี้

มันจะไม่เหนื่อยเลยถ้าคนจากสภานักเรียนหน้าเหมือนแมวน้ำหันมาให้ความสนใจกันบ้าง ไม่ใช่เอาแต่พูดเรื่องงาน

“เธอ ฮารุกะซังสินะ” เจ้าของชื่อเงยหน้าจากโต๊ะมองคนทัก พอจำได้คราวๆว่าเจ้าตัวนั่งเก้าอี้ตัวด้านหน้า

“เรียกว่า พารูรุก็ได้ค่ะ” ความจริงชอบให้คนเรียกชื่อเล่นมากกว่าชื่อจริงเพราะรู้สึกว่ามันเรียกง่ายดี

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ พารูรุจัง? ฉันชื่อ คาวาเอะ รินะ เพื่อนน่ะ ชอบเรียนฉันว่า คาวาเอ้ อยู่เรื่อย ฉันไม่ชอบมันเลย บอกให้เรียก รินะๆ ทุกคนก็ยังล้ออยู่ได้ สรุป ฉันเรียกเธอแบบนี้ได้ใช่มั้ย” พารุนั่งประมวลผลตามไม่ทัน ไม่เข้าใจว่าฝ่ายนั้นต้องการอะไรจากเธอกับถึงมาบ่นเรื่องของตัวเองแล้วไปๆมาๆกลับเข้าเรื่องได้แบบ… อะไรของเขา!

ไม่ใช่ว่าโรงเรียนนี้มีแต่พวกเพี้ยนๆหรอกนะ ตั้งแต่คนในสภานักเรียนที่เจอเมื่อเช้าแล้ว

“ได้สิค่ะ งั้นจะให้ฉันเรียกคุณว่า..”

“สุภาพเกินไปแล้ว พารุจัง…” มีการย่อชื่อให้เธอด้วย “เรียกฉันว่า รินะ แล้วก็ไม่ต้องสุภาพ พูดตามสบาย มีข้อสงสัยเรื่องเรียนตรงไหนถามได้นะ”

จบคำของคาวาเอะ รินะ ไม่ทันได้อ้าปากพูดเพื่อนโต๊ะอื่นในห้องก็วิ่งมารุมล้อมรอบตัวเธอ โต้เถียงโหกเหวกอะไรกันสักอย่างที่พอจับใจความได้ว่า อย่าถามคาวาเอะนะ ถ้ายังอยากเลื่อนชั้นอยู่

 

ห้องนี้มันอะไรกันเนี่ย!!

 

“เอะอะอะไรกัน”

 

ตอนแรกคิดว่า อจ. เดินเข้ามาในห้องที่ไหนได้…

 

!!!

มนุษย์หน้าแมวน้ำ!

 

ไม่น่าเชื่อว่าความโกลาหลเมื่อครู่จะกลับเขาสู่ภาวะปกติรวดเร็วซะจนมองตามไม่ทัน ก็เข้าใจอยู่นะว่า สภานักเรียนของโรงเรียนนี้มีอำนาจมาก แต่จำเป็นต้องกลัวกันขนาดนี้เลยหรือยังไง

โดยไม่ได้ตั้งใจเธอเผลอสบตาเข้ากับเจ้าของร่างเกือบจะอวบ เป็นอีกแล้วกับอาการหายใจไม่ออก หรือว่าโรคภูมิแพ้เธอจะกำเริบ ต้องบอกป๋ายูแม่ฮารุนะพาไปหาหมอหน่อยแล้ว

ยุยเบนสายตาออก

“นั่งที่กันได้แล้ว อีกสักพัก อจ.จะเข้ามา”

สิ่งที่ทำให้พารุตกใจจนมือไม้อ่อน คือ คนที่พึ่งหลบตาเธอกำลังเธอเข้ามานั่งโต๊ะว่างข้างๆกันที่เมื่อเช้าไม่มีคนนั่ง

 

อย่าบอกนะว่า..

 

“นั้นน่ะ ที่นั่งของยุยเขาละ เมื่อเช้าติดประชุมสภาไม่ได้เข้าเรียนหรอก” คาวาเอะหันมากระซิบบอกสิ่งที่ตรงใจเธออย่างมาก ราวกับอ่านใจเธอได้ว่าอยากรู้เรื่องของไอ้มนุษย์หน้าแมวน้ำนั้น
สรุปอยู่ห้องเดียวกันจริงๆใช่มั้ย!! อะไรโลกมันจะกลมขนาดนั้น
แล้วใครมันชั่งจัดที่นั่งให้ถึงจำใจต้องนั่งข้างกัน

“ดูดีใช่มั้ยละ ภูมิใจนำเสนอเลยนะ ท่านรองประธานนักเรียนของโรงเรียนเรา” 

จบคำพูดแสนภูมิใจในตัวเพื่อนของรินะ ฮารุกะถึงกับโตตา

 

คนแบบนี้นินะ รองประธานนักเรียน!!

ไม่รู้ทำไมถึงคิดว่า ชีวิตในโรงเรียนใหม่ของเธอจะวุ่นวายมากกว่าเดิม

มาวันแรกก็ไปก่อกวน(หัวใจ)รองประธานนักเรียนเข้าให้แล้ว


...............................................................................................

แอบมาแปะไว้ดึกๆ ไม่รู้มีใครรออ่านมั้ยน้าา
อิ อิ ครั้งหน้าเราจะเอาตอนพิเศษเรื่อง ตำนานแห่งเมืองหนาวลงให้น้า
สลับกันกับเรื่องนี้

Share this post


Link to post
Share on other sites

รอออออ!!!

 

ปักธงรอ

 

สร้างบ้านรอเลยค่ะ><

 

มารอด้วยคนค่ะ ><


อิ อิ เราเอาตอนที่หนึ่งมาบรรณาการให้แล้วนะคะ

Share this post


Link to post
Share on other sites
ว้าว! เม้นแรกอีกแล้ว อยู่ดึกน่าดูเลยนะครับไรท์...เป็นกำลังใจให้นะครับ จะรออ่านตอนต่อไปอย่าใจจดใจจ่อเลย

Share this post


Link to post
Share on other sites
คู่พ่อแม่นี่รู้สึกจะมาม่าหนัก แต่คู่ลูกนี่คงฮาหนักอะ สติแต่ละคน 5555

Share this post


Link to post
Share on other sites
คุณรองประธานคุณจะขรึมไปถึงไหนคุณอย่าเนียนสิ
ที่จริงอาจจะยิ้มในใจก็ได้
พารุถ้าอยากเลื่อนขั้นอย่าฟังคำของเอ้555555
สงสัยเอ้จะฉลาดมากในห้อง555

Share this post


Link to post
Share on other sites
พี่ยุยเขินพารุหรือปล่าวน้าาา ทำเป็นนิ่ง
พารุเธอไม่ได้โรคกำเริบแต่เธอกำลังตกหลุมรักรองประธานนักเรียน 5555

Share this post


Link to post
Share on other sites

คุณรองประธานเย็นชาจังงง

พลุกวนเข้าไปค่ะ กวนเข้าไป

ให้มันรู้กันว่าจะทนเย็นชาได้สักกี่น้ำ

Share this post


Link to post
Share on other sites
ท่านรองประธานมาดขรึมเชียว
พ่อแม่สองคนนี้คงต้องกินมาม่าเยอะสินะ
พารุตกหลุมรักรองประธานก็บอกมาตรงๆสิ

Share this post


Link to post
Share on other sites

อ่า เพิ่งกลับมา มาเจอเรื่องนี้คือแบบ

พ่อแม่นี่มาม่าหนักมาก มินะรู้ความจริงเร็วๆเหอะ สงสารอัตสึ

Share this post


Link to post
Share on other sites

ยุยจะขรึมไปไหน หนูพลุเค้าเครียดไม่รู้จะเข้าหาไงเลย

ขรึมได้ขรึมไป เค้าว่าแมวน้ำมันอยู่ในทะเลเค็มๆ เกิดมาคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกันหรอก 5555

มินะก็น่าสงสารต้องเจ็บเพราะไม่รู้ความจริง อัตสึนี้ยิ่งน่าสงสารรักแต่ต้องทำให้เกลียด

ไอ้ตัวผู้ที่บังอาจจะข่มขื่นอัต อิครอบครัวก็ไม่เข้าใจจะกีดกั้นทามไม บอมบ้านทิ้งดีไหมเนี้ย!! // อินเนอร์ล้วนๆ

Share this post


Link to post
Share on other sites

Ch.2  เกมรุก??

 

     เหนื่อยเหลือเกิน เจ็บเหลือเกินกับสิ่งที่ทำลงไป ตอนนี้เธอเดินมาไกลกว่าจะกลับไปแก้ไขอะไรอีกแล้ว  สุดท้ายทุกอย่างก็จบลงด้วยความปวดราวของสองหัวใจ ยังฝันถึงคืนวานแสนหวานที่ตรึงตรารวมกันเมื่อวันวาน  

 

อยากให้เขาได้ฟังคำขอโทษจากคนเลวๆอย่างเธอสักคำ

 

“เหนื่อยรึเปล่าอัตสึโกะ” รอยยิ้มในความทรงจำตอนนี้ยังเฝ้าถามถึง เขาสบายดีมั้ย จะทำงานจนลืมดูแลตัวเองรึเปล่า ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะไม่สนใจเมื่อไหร่ที่มีข่าวคราวของคนที่อยู่ในหัวใจตลอดเจ็ดปีนี้เธอไม่เคยลืมที่จะติดตาม คิดถึงทุกช่วงลมหายใจ แล้วอย่างนี้จะลืมลงได้อย่างไร

 

เธอยิ้มตอบกลับด้วยรอยยิ้มหวานที่สุดเท่าที่จำได้ รับรู้ถึงความสุขใจเมื่อครั้งได้ตกอยู่ในห้วงความรัก ฝ่ามือเล็กอ่อนโยนทุกครั้งที่สัมผัสบนแก้มเธอเกลี่ยมันอย่างแผ่วเบาส่งผ่านอ่อนโยนจากฝ่ามือคู่นั้น

 

 มินามิใช้เวทมนตร์อะไรกันถึงเจอหน้ากันไม่เคยจะสะกดคำว่าเบื่อคำว่าเหนื่อยเป็นเลย

 

“ไม่ค่ะ ไม่เลยสักนิด กลับมานานรึยังค่ะ หิวรึเปล่า” เธอรั่วคำถามใส่เขาชุดใหญ่สำรวจเครื่องแต่งกายที่เสื้อนอกถูกถอดไปเป็นที่เรียบรอย เขาเป็นคนที่แอบดูดีนะ เธอไม่ได้เข้าข้างนี้ความจริงล้วนๆ

 

“หิวตอนที่เธอถามนี้ละ วันนี้ทำอะไรบ้างคะ” 

 

“ของโปรดมินามิค่ะ” คำเฉลยของแม่ครัวจำเป็นให้คนฟังแอบตื่นเต้น อัตสึโกะใส่ใจทุกรายละเอียดของเธอจริงๆ คบกันมานานแต่งงานมีลูกกับเธอคนนี้ไม่เคยลดความใส่ใจแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ จะไม่ให้เขารักเขาหลงได้อย่างไร

 

“ขอบคุณนะคะ” เธอดึงคนรักเขามากอดด้วยความดีใจ เห็นอาหารบนโต๊ะกับข้าวที่สุดที่รักอุสาตั้งใจทำให้ก็ดีใจจนกลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่

ยอมรับว่าเธอเป็นคนขี้แย่ แต่เฉพาะกับคนที่มีความสำคัญต่อความรู้สึกของเธอเท่านั้น

ไม่เคยลืมเลยรึไงว่าเธอชอบอะไรบาง เกลียดอะไรบาง แต่ว่านะนิสัยอีกอย่างของคนรัก เป็นคนที่ชอบดูแลตัวเอง ฉะนั้นถึงจะรู้ว่าเธอไม่ชอบกินผักหรืออะไรก็ตาม เจ้าของหัวใจคนนี้ก็จะหาทางทำให้เธอกินมันคู่กับอาหารอื่นๆให้ได้

อย่างวันนี้ เธอเห็นนะว่ามีมะเขือเทศของโปรดของคนรัก แต่ไม่ได้โปรดปานสำหรับเธออยู่ในจานอาหาร..ถึงมันจะถูกแปรรูปเรียบร้อยแล้วก็เถอะ..

 

น่าจะพอกินได้นะ

 

อัตสึโกะเห็นสีหน้าของคนรักก็หัวเราะอย่างรู้ทันกอบกุมมืออุ่นๆคู่นั้นมานั่งกินข้าวข้างกันบนโต๊ะอาหาร แอบดีใจอยู่ลึกๆว่ามินามิเห็นความสำคัญของเธอ ชอบกลับมากินข้าวเย็นพร้อมกันทุกวัน แม้วันนั้นจะมีงานยุ่งก็ตามเขาจะรีบจัดการมันจนกลับมาทันมื้อเย็นทุกครั้ง เขาไม่เคยลืมสัญญาที่บอกไว้ครั้งเมื่อแต่งงานว่าจะทำให้เธอมีความสุขทุกวันที่อยู่ด้วยกัน เธอไม่เคยต้องรอวันวาเลนไทน์ เพราะทุกวันของเธอกับเขาคือวันแห่งความรัก

 

“กินนะคะ” เธอใช้สายตาอ้อนเขากับสิ่งไร้ชีวิตที่เรียกว่ามะเขือเทศในซ้อมที่เธอจิ้มไปจ่ออยู่ที่ปากเมื่อเห็นท่าทางไม่ยอมกินสักที

 

“ไม่กินไม่ได้หรอค่ะ” มินามิเป็นคนชั่งต่อรองแต่รู้สึกหมดอำนาจก็ตอนเจอลูกอ้อนของอัตสึโกะนี้ละ

 

ผ่ายแพ้ราบคาบอย่างสิ้นเชิง

 

“มินามิ..”

 

“กินก็ได้ค่ะ”  เธออ้าปากกว้างพอฝ่ายนั้นใช้น้ำเสียงเซื่องซึม เจ้ามะเขือเทศสีแดงที่ได้รับการแปรรูปจึงเข้ามาอยู่ในปากของคุณอัยการร่างเล็กที่แม้จะไม่ชอบกินก็พยายามเคี้ยวแล้วกลืนลงคออย่างยากลำบากก่อนจะยิ้มหวานให้คนนั่งข้างกัน

 

“เก่งมากค่ะ”  จะมีวันไหนไหมนะที่อัตสึโกะทำให้เธอยิ้มไม่ออก นิ้วเรียวของอีกฝ่ายลูบแก้มเธอเบาๆเป็นรางวัลปลอบใจที่ยอมกินเจ้ามะเขือเทศตัวปัญหาลงท้อง

 

ชอบแกล้งกันอยู่เรื่อยเลยคนนี้เนี่ย

 

มินามิหันหน้าให้ริมฝีปากสัมผัสนิ้วอัตสึโกะเบาๆ ยั่วกันดีนักเจอเอาคืนบ้างเป็นยังไงละ

 

เห็นสีหน้าแดงๆจากอีกฝ่ายก็ได้แต่หัวเราะชอบใจ

 

อัตสึโกะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ในชีวิตนี้เขาคิดจะรักกว่าจะตามจีบได้ง่ายๆที่ไหนเล่า คนนี้เขายิ่งเล่นตัวเก่งอยู่ จำได้เจอสมัยฝึกงานก่อนเรียนจบ อัตสึโกะมาขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับคดีเรื่องที่ดินของเพื่อนสนิทด้วยความที่เป็นแค่เด็กฝึกงานก็ได้เป็นคนนำทางไปพบเจ้านาย ไปๆมาๆก็ยังแอบงงว่าตนเผลอชอบลูกความของเจ้านายตอนไหน หลังๆมาได้ถึงมีข้าวกล่องสดใหม่ติดมือมากินทุกวันฝีมือคนทำก็แม่ครัวคนนี้ น่ารักเสียไม่มี เธอจบมาได้สองปีก็ขอฝ่ายนี้แต่งงานจนกระทั้งอยู่กินกันมาจนถึงปัจจุบัน

 

“ไปอาบน้ำได้แล้วค่ะ มินามิ"  เสียงเรียกของฝ่ายนั้นแฝงความหวงใยให้กันเสมอ ไม่เคยเลยที่จะปฏิเสธคำขอร้องแสนหวานของคนรักได้ เข้าใจว่าอัตสึโกะต้องการให้เธอผ่อนคล้าย สบายตัวที่สุด

 

“ค่ะ” จุมพิตหอมหวานที่ประทับบนแก้มสร้างความอายเล็กๆให้เธอยกยิ้มแก้เกลอ

 

“รีบตามขึ้นไปนะคะ”

 

จำได้ว่าเธอรีบวิ่งไปอาบน้ำตามที่คนรักบอกเพราะไม่รู้ว่าอยู่นานจะถูกเอาเปรียบอะไรอีกรึเปล่า ไม่รู้เลยว่าสายตาหวานคู่กำลังมองตามด้วยความโศกเศร้า

 

อยากให้มินามิรู้ว่า อัตสึโกะคนนี้ยังมีความลับที่บอก มินามิไม่ได้

 

ทาคาฮาชิ มินามิ เป็นทุกอย่างในชีวิต เป็นความหวัง เป็นแสงสว่าง เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

 

ถ้าเธอเลือกย้อนกลับไป เธอขอให้ตัวเองกับมินามิไม่พบกัน

 

เพราะทุกอย่างคงไม่จบลงด้วยความเจ็บปวด ชีวิตที่แสนสวยงามไม่มีอยู่จริง

 

เธอสมควรแล้วกับคำว่าเกลียด เธอมันไร้ค่าเกินกว่าจะให้เขามาแตะต้องคนอย่างเธอ

 

ความรักของมินามิมันหอมหวานเกินไปแมลงร้ายถึงจ้องทำลายมัน

 

ทุกอย่างมาถึงทางตันเธอจึงสร้างหนทางใหม่ขึ้นมาปกป้องเขาจากคมดาบ

 

แม้ต้องทำร้ายตัวเองและคนของหัวใจก็ตาม..

 

     

  “มามี้” แรงกระตุกชายเสื้อครั้งที่สามเรียกสติเธอกลับมาก่อนอุ้มเด็กสาวหน้าตาน่ารักขึ้นมาไว้บนตัก แอบพาหนีออกมาจากที่นั่นไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรตามมา บ้านหลังเธอซื้อใหม่ขายบ้านหลังเก่าทิ้งไปหลายปีตั้งแต่ที่ถูกบังคับให้อยู่บ้านใหญ่ นอกจากยูโกะเพื่อนสนิทเธอไม่ได้บอกให้ใครรู้ว่ามีบ้านหลังนี้อยู่ แต่ไม่รู้มันจะอยู่ปลอดภัยได้อีกกี่วันเมื่อคนในครอบครัวนั้นไม่มีทางปล่อยเธอง่ายๆ เรื่องจะสืบหาที่อยู่เธอมันไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย

 

“เรียกมามี้มีอะไรรึเปล่าคะ?”

 

“หนูหิว..”

 

“รอแปบนึงนะคะ เดี๋ยวมามี้ไปทำกับข้าวให้”

 

“ไม่เอามะเขือเทศนะคะ” คำพูดเลิกลันของลูกสาวทำให้เธอหลุดขำ ทำไมไม่ชอบกินมะเขือเทศนะ ทั้งที่มันอร่อยจะตาย แล้วแบบนี้เธอจะลืมลงได้อย่างไร

 

“แล้วไหนบอกอยากสวยเหมือนมามี้ค่ะ ไม่กินแล้วไม่สวยนะคะ”

 

“ก็..หนูไม่ชอบ” เธอหัวเราะคิกกับคำยืนยันที่ไม่ยอมกินง่ายๆของลูกสาว แต่เธอก็มีวิธีที่จะทำให้เด็กคนนี้กินมะเขือเทศได้โดยง่ายละน่า

 

“ไปค่ะ ลงไปข้างล่างกัน”  มือเล็กคู่นั้นเอื้อมมาให้เธอจับจูง ณ เวลานี้ไม่มีอะไรสำคัญกว่าลูกอีกแล้ว เธอเลือกจะปกป้องเขาแม้ต้องยอมทิ้งทุกอย่างที่เคยมีอยู่

 

“พรุ่งนี้หนูไปโรงเรียนได้แล้วใช่มั้ยค่ะ” เสียงหวานปนเศร้าของลูกสาวถามเธออย่างไม่แน่ใจ เป็นความผิดของเธอที่ให้ลูกหยุดเรียนไปทั้งอย่างนั้น โทรแจ้งโรงเรียนว่าลูกไม่สบาย ความจริงแล้วหาใช่อื่นแค่เธอพาลูกสาวหนีออกมาจากบ้านใหญ่ ไม่ต้องการให้ใครตามตัวพบ ฉะนั้นเรื่องการไปโรงเรียนจึงต้องถูกยุติไปโดยปริยาย

อัตสึโกะหยุดเดินก่อนถึงหน้าห้องครัวเธอย่อตัวลงเท่ากับลูกสาวจับสองมืออุ่นมาประคองไว้พร้อมส่งยิ้มให้

“มามี้ขอโทษนะคะจูริจัง แต่ตอนนี้มามี้ยังให้หนูไปโรงเรียนไม่ได้ อีกสองสามวันมามี้จะทำเรื่องย้ายโรงเรียนให้หนู” เธอเกริ่นๆดูกับเพื่อนสนิทให้คิดหาทางช่วยพาลูกสาวออกจากการจับตามองของบ้านใหญ่  จูริไม่ได้เด็กเกินไปที่จะทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว เธอเข้าใจดีว่าลูกสาวต้องมีคำถามมากมายว่าทำไมตัวเขาถึงอยู่ที่นั่นไม่ได้แต่เด็กสาวยังเลือกไม่ถามเธอนอกจากการพยักหน้าเข้าใจสิ่งที่เธอบอกทุกอย่าง

“มามี้ ตอนนี้มีความสุขมั้ยค่ะ” นัยน์ตาเธอสั่นไหวควบคุ้มสติให้สร้างกำแพงป้องกันความอ่อนแอขึ้นมาก่อนจะแสดงมันให้ลูกเห็น เธอต้องเข้มแข็ง เข้มแข็งเพื่อปกป้องเด็กคนนี้

“แน่นอนสิค่ะ”

“ถ้ามามี้มีความสุข หนูก็มีความสุขนะคะ” ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดของลูกสาวจะทำให้เธอแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่แขนเล็กๆของลูกโอบกอดเธอด้วยความอ่อนโยนสื่อความหมายว่าลูกรักและพร้อมที่จะอยู่รับการตัดสินใจของเธอ

มามี้ขอโทษนะคะที่ต้องให้หนูเกิดมามีชะตากรรมอย่างนี้ ทั้งที่.. ควรจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแท้ๆ

 

 

    เช้าอีกวันที่ท่านรองประธานนักเรียนของเราใช้เวลาอย่างคุ้มค่ารีบตื่นขึ้นมาจัดการหน้าที่ภายในบ้านจนเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงแต่งตัวไปโรงเรียนเฉกเช่นเดียวกับคุณพ่อร่างเล็กที่เตรียมตัวออกไปทำงาน

     ยุยชอบมองภาพของผู้ให้กำเนิดให้ชุดสูทเดินลงจากบันไดชั้นสองของบ้านมือถือกระเป๋าทำงานสีดำสนิทที่บรรจุเอกสารสำคัญของคดี  เหมือนในบ้านมีบอการ์ดเลย ปะป๋าเธอใส่ชุดอย่างนี้ดูดีมากขนาดเป็นผู้หญิง

 

   “ให้ไปส่งมั้ย” มินามิยื่นข้อเสนอพร้อมควงกุญแจในมืออย่างชำนาญ นานเหมือนกันที่ยุยขอไปโรงเรียนเองจนเขาแอบเสียดายที่ไม่ได้เห็นลูกสาวเดินเข้าโรงเรียนเหมือนเมื่อก่อน

“วันนี้ไม่รีบเข้างานเหรอคะ” ต้องเรียกว่าไม่เห็นท่าทางผ่อนคล้ายยามเช้าแบบนี้มานานแล้วมากกว่า ปกติตื่นมาคุณพ่อออกจากบ้านก่อนเธอเกือบตลอด มีเรื่องอะไรดีๆเกิดขึ้นกับปะป๋าหรือเปล่านะ

“ไม่มีงานสำคัญน่ะ เหลือแค่สรุปคดีนิดหน่อย ตกลงไปกับพ่อรึเปล่า”  ยุยลังเลสักพักก่อนพยักหน้ารับ ได้นั่งรถไปกับปะป๋าก็สบายเหมือนกันเพราะรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคุณหนูอย่างไรอย่างนั้นแถมยังไม่ต้องยืนเบียดเฉียดกับผู้คนบนรถบัสเช้าๆ

 

รถยุโรปสีดำเคลื่อนออกมาจากรั่วบ้านสไตล์โมเดิร์นสองชั้นผ่านไปตามถนนหนทางของหมู่บ้านจัดสรรใกล้เคียง ยุยนั่งมองทิวทัศน์ข้างทาง ชอบบรรยากาศยามเช้าสบายๆมีแดดหน่อยๆไม่ร้อนจัด เสียอย่างเดียวคือจำนวนรถที่มากเพราะทุกคันต่างเร่งรีบไปทำงานจนบ้างวันเธอก็เบื่อ พอเสาร์ – อาทิตย์ทีไรถึงไม่อยากออกไปไหน เกลียดชีวิตที่แสนจะวุ่นวายรอบๆตัวเอง ในโรงเรียนก็มีไม่กี่ที่ที่เธอจะได้อยู่สงบ

รถของมินามิจอดติดไฟแดงอยู่นานเพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบเกินไปคนเป็นพ่อเลยชวนคุย

“เสาร์หน้าไปไหนมั้ยยุย” คนถูกถามมองกลับเข้ามาในรถ ไม่แน่ใจกับคำตอบนึกอยู่นานแล้วค่อยๆเปิดปากบอก

“ไม่นะคะ พ่อมีอะไรรึเปล่า”

“จะชวนไปกินข้าว เพื่อนพ่อมา จำได้มั้ยที่เคยเล่าให้ฟัง น้าฮารุนะน่ะ”  เพื่อนสนิทของปะป๋าที่เคยบอกว่าเป็นอดีตนางแบบน่ะหรือ คนนี้คือสาเหตุที่ทำให้ปะป๋าดูสดชื่นกว่าทุกวันรึเปล่า พ่อคงดีใจมากที่ได้เจอเพื่อนเก่าหลังห่างหายไปนาน

 

ยุยยิ้มยินดีกับการที่พ่อของตนดูมีความสุขมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน

 

“หนูต้องไปด้วยอยู่แล้วค่ะ” พูดก็พูดเถอะ ปะป๋าดูไม่มีความสุขมาตั้งนานแล้วพึ่งจะเห็นตอนนี้ละที่ปะป๋าดูดีที่สุด อยากให้ปะป๋ามีความสุขแบบนี้ทุกวันจังเลยนะ

เธอก็ได้แต่ภวนาทั้งที่ความจริงไม่มีทางเป็นไปได้เมื่อคนที่ขึ้นชื่อว่าแม่ยังมีความสำคัญต่อความรู้สึกของพ่อเสมอ

 

 

 

  รถของปะป๋าจอดเทียบท่าอยู่ด้านข้างโรงเรียนเธอยิ้มขอบคุณแล้วเข้ากอดคุณพ่อเป็นการลาก่อนลงจากรถ คนในโรงเรียนบอกว่าเธอเป็นคนเย็นชา นั้นแค่หน้ากากบังหน้าเพราะเธอไม่ต้องการสนิทกับใคร เธอจะแสดงด้านอ่อนโยนออกมากับใครใกล้ตัว ครอบครัวถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด.. อีกอย่างคือเธอกลัว ‘ความรัก’

ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดี แต่เธอไม่พร้อมที่จะมีมัน ก็เห็นๆกันอยู่ว่า สภาพของปะป๋าตอนนี้เป็นยังไงหลังอกหัก…

“ยุย นี้ลูกคุณหนูชะมัด มีคนมาส่งแหนะ” เสียงของนักเรียนผิดวินัยประจำ คาวาเอะ รินะ บังคับสายตาเธอตวัดมองไปอย่างอัตโนมัติ

‘วันนี้ไม่สาย’ สาบานได้เป็นสิ่งแรกที่แวบเข้ามาในสมองเธอขณะที่สายตาสำรวจตัวอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า ที่ผิดวินัย ไม่ใช่ว่าฝ่ายนั้นแต่งตัวไม่เรียบร้อยอะไรหรอกแต่ชอบมาสายจนเธอยอมแพ้ที่จะบอกให้แก้ไข เพราะถึงบอกไป…

 

คาวาเอ้ ก็จำไม่ได้

 

“ฉันแน่ใจว่าวันนี้ฝนจะตก”

 

“ไม่นะ พยากรณ์อากาศเมื่อเช้าบอกไว้ วันนี้อากาศแจ่มใสร้อยเปอร์เซ็นต์” ยุยลอบถอนหายใจไม่เข้าใจใครเป็นคนจัดห้องเรียนให้ถึงได้เอาคาวาเอ้มาไว้ห้องเดียวกับเธอ

 

ความสงบหายเกลี้ยง

 

“ฉันไม่มีเวลามาคุยด้วยหรอก เดี๋ยวต้องเข้าสภาแล้ว”

 

“เธอนิจริงจังไปไหน ฉันหิวข้าว” ยุยกำลังจะอ้าปากถามว่า แล้วไง มันเกี่ยวกับเธอตรงไหนมิทราบก็ไม่ทันเมื่อคนที่พึ่งจะบอกว่าหิวเข้ามาลากเธอไม่ฟงไม่ฟังอะไรเลย

 

ยัยเพี้ยนนี้!!

 

“หยุด ฉันต้องเข้าสภาไม่มีเวลามานั่งกินข้าวเป็นเพื่อน”  เธอกระตุกแขนคนนำจนฝ่ายนั้นยอมหยุดหันมองกันด้วยความทะมึนตึง เธอมีงานในห้องสภาแท้ๆทำไมคาวาเอ้ชอบมาก่อกวนเธอเนี่ย

 

“งั้นฉันจะไปนั่งกินข้างใน” ยังพูดไม่ทันขาดคำก็ทำท่าจะวิ่งเข้าห้องสภา นั้นมันที่ส่วนตัวเว้ยย

ยุยแสยะยิ้มที่มุมปากใช้ประโยคที่เหมือนจอมมารหยุดคาวาเอ้ได้ง่ายๆ

 

“ความผิดของคาวาเอะ รินะ มาสาย แอบหลับในห้องเรียน ชวนเพื่อนด้านข้างคุย ถูกหักคะแนนความ..อู้อี้ๆ”

 

“พอ! ไม่กวนแล้วก็ได้”  เธอปล่อยมือออกจากคนที่ดิ้นขออากาศหายใจ

 

“ไอ้เพื่อนบ้า! ฉันหายใจไม่ออกนะ” ใครจะรู้ความจริงว่า คาวาเอ้มันเพื่อนสนิทเธอตั้งแต่มัธยมต้น อุสาช่วยเคี่ยวเข็ญจนขึ้นมัธยมปลายได้สำเร็จ นึกว่าจะได้หลุดพ้นจากกันที่ไหนได้ ตามติดยิ่งกว่าปิง

 

“รีบไปทำงานเถอะวะคะ ไอ้คุณรองประธานนักเรียน ฉันไปชวนพารุจังกินข้าวเป็นเพื่อนก็ได้”  ชื่อของคนไม่คุ้นทำให้ยุยเผลอกดคิ้วลงด้วยความสงสัย 

“อะไรๆหน้าตาแบบนั้น ไม่รู้จักพารุจังหรอ โอชิมะ ฮารุกะไง”

 

ยัยนักเรียนย้ายใหม่!

 

“ไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะต้องสนใจนิหน่า ไปละ รีบไปทำงาน” ยุยแกล้งทำเนียนตีหน้านิ่งผ่านไปทั้งที่ในใจก็สงสัยว่าสองคนนี้ไปทำความรู้จักสนิทกันตอนไหน

 

 

คาวาเอ้บอกได้คำเดียวว่า โครตขี้เก๊ก!!! แอบสนใจเขาละสิ ไอ้คุณรองประธานนักเรียน

 

 

 

  ห้องเรียนยังคงด้วยเสียงพูดคุยกันของสาวมัธยมปลายที่จับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกสนาน พารุที่ยังไม่ค่อยรู้จักใครมากถูกคาวาเอ้เข้ามาลากออกไปนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจคนประหลาดที่มาชวนกันไม่รอฟังคำตอบลากเอาร่างบอบบางอรชอนของเธอปลิวติดมือขึ้นมาบนดาดฟ้าอาคารเรียน

 

จะว่าไปมันก็เย็นสบายดีเนาะ แถมคนไม่พลุกพล่าน

 

“พารุจัง”

“คะ”  เธอขานรับด้วยท่าทางรนรานกลัวอีกฝ่ายรู้ว่าเธอแอบนินทาอยู่

“เธอคิดว่ายุยเป็นไงบ้าง” ประธานนักเรียนหน้าแมวน้ำนั้นอ่ะน่ะ เจอกันเมื่อวานก็ทำเอาเธอปวดกะบานแล้ว คนอะไรน้ำแข็งเรียกพี่ ถือบางมุมมันจะ…

เอาอีกแล้วอาการอย่างนี้ สงสัยต้องไปหาหมอประจำตัวที่ดูแลเรื่องภูมิแพ้สักหน่อย

 

“โหด” คาวาเอ้เบะปากหัวเราะไม่มีกักจับมือพายุเขย่าอย่างถูกอกถูกใจในคำตอบ

 

“โอ๊ย ฮ่าๆ ธะ เธอทำฉันน้ำตาเล็ด” พูดเสร็จก็กุมท้องหัวเราะต่อ พารุว่าตัวเองคุยกับคนบ้าชัดๆ

 

“จริงๆแล้ว ไม่ได้โหดนะ แค่เข้มงวดไปหน่อย”

 

ยังมีการลงไปนอนหัวเราะต่อได้ ยอมใจเลยจริงๆ ขืนอยู่โรงเรียนนี้นานๆเธอคิดว่าตัวเองได้กลายเป็นคนไม่ปกติเข้าสักวัน

 

 

มัวแต่นั่งรับลมกันจนเผลอลืมเวลาไป กระทั้งเสียงระฆังเริ่มชั้นเรียนดัง อาคาเอ้สะดุ้งตกใจลุกเฮือกจับมือพารุวิ่งลงบันไดก่อนเสียงกระดิ่งครั้งสุดท้ายใกล้จะจบลง ขืนเข้าห้องเรียนไม่ทัน….

มีหวัง…

เอียดด เธอแบกกะทันหันตรงสี่แยกบันไดเข้าห้อง บอกได้คำเดียวว่า ซวยแล้วไง

หน้าตาของผู้คุ้มกฎโรงเรียนเด่นชัดขนาดนี้ ขาก้าวไม่ออกเลยที่จะเดินต่อ

“สายหนึ่งนาที หักคะแนนความประพฤติ 10 คะแนน” คำพูดแรกออกมาจากปากคนยืนเก๊กท่าอยู่หน้าปากทางเข้าห้องเรียนทำให้นักเรียนใหม่ยืนค้างเหมือนถูกค้อนร้อยปอนด์กระแทกหน้าอย่างจัง สายแค่ 1 นาที หักสิบคะแนน มันจะโหดเกินไปรึเปล่า ไอ้คนหน้าเหมือนแมวน้ำ

 

“ถือว่านี้เป็นครั้งแรกของเธอ ฉันแค่เตือน” ยุยหยักไหล่ใส่หน้าตาตลกๆของนักเรียนใหม่ที่อ้าปากเหวอ “คนทำความผิดตัวจริงอย่างหวังว่าจะรอด” คาวาเอ้สะดุ้งเอามือปิดหูแทบไม่ทันกับคำเทศนายาวเหยียดของรองประธานนักเรียน

 

“ไม่ทันไรก็พานักเรียนใหม่เข้าห้องเรียนสาย เธอควรเป็นรุ่นพี่ที่ดีในฐานะที่อยู่ในโรงเรียนมาก่อน ฉันหักเธอ 20 คะแนนเลยดีมั้ย คาวาเอ้ จะได้ไม่เป็นตัวอย่างให้อีก ที่หลังจะไปไหนมาไหน ดูเวลาก่อนมั้ง ดีนะที่วันนี้อาจารย์ไม่เข้าสอน แต่ใช่ว่าเธอจะพานักเรียนใหม่ไปเถรไถลได้” 

 

แอบเป็นคนใจดีเหมือนกันนะเนี่ย

 

ไม่รู้ตัวเลยว่าคลี่ยิ้มมองหน้าขรึมของรองประธานนักเรียนตอนไหน รู้ๆมันทำให้เคลิ้ม..

 

เดี๋ยวนะ… ไม่ๆๆ ต้องไม่เคลิ้ม ไม่ใช่แล้ว

 

พารุส่ายหัวแรงๆไปมาหลายที รู้สึกว่าตัวเองชักแปลกขึ้นทุกที สงสัยอยู่กับคนบ้ามากไปก็แบบนี้

 

“เธอน่ะ”

 

“คะ” พารุตกใจขานรับเสียงหวานทำให้รองประธานนักเรียนไม่กล้าสบตาขึ้นมาดื้อๆ

 

ไม่ต้องขานรับซะหวานหยดขนาดนี้ก็ได้มั้ง คนฟังมันแสลงหู

 

“เข้าห้องไปได้แล้ว จะยืนตรงนี้อีกนานมั้ย”  คนถูกไล่ยกยิ้มอารมณ์ดี แกล้งแหย่นิดแหย่หน่อยจะเป็นอะไรไป เก๊กมาก หมาดเยอะดีนัก อยากรู้ว่าถ้าหลุดมาดนิ่งๆจะกลายเป็นคนอย่างไง หมั่นไส้
 

หืยย

 

“เป็นห่วงกลัวเมื่อยหรอค่ะ ถึงรีบไล่กันขนาดนั้น แต่ฉันเต็มใจที่จะยืนมองหน้ายุยนานๆนะคะ”  ถ้าหูไม่ได้แววไปเธอได้ยินเสียงฮิ้วจากคนหน้าหงอยด้านหลัง เอาเข้าไป จะช่วยชงเธอกับไอ้รองประธานนี้รึไง

ฝันไปเถอะ คนอย่างนี้ไม่ใช่สเปคเธอ

“จะเข้าไปดีๆหรืออยากถูกหักคะแนนห๊ะ ฉันจำไม่ได้ว่าเราสนิทกันถึงขั้นให้เรียกชื่อจริง”

 

กรี๊ดด ไอ้แมวน้ำหน้านิ่ง!! คนเค้าอุสาอ่อย ผิดๆ อุสาชวนคุยไม่มีอารมณ์ร่วมเลยรึอย่างไร

 

ไปก็ได้ ชิ!

 

“แล้วคราวหน้าอย่ามาสายอีก” ยังไม่จบนะไอ้แมวน้ำ เธอจะหาทางจัดการให้อยู่มัดเลยค่อยดูสิ!

 

 รู้จักพารูรุคนนี้ น้อยไปซะแล้ว

 

“ทำไมค่ะถ้าสายอีกครั้ง ท่านรองประธานนักเรียนจะเรียกดิฉันไปพบเป็นการส่วนตัวเหรอค่ะ ไม่ต้องก็ได้นะคะ เรียกดีๆฉันก็ไป รู้รึเปล่าค่ะว่าเต็มใจรออยู่”

 

“นี่เธอ”  พารุหัวเราะพอใจเห็นท่าทางหัวฟัดหัวเหวี่ยงของคนหน้านิ่งเท่ากับว่าเธอแหย่ฝ่ายนั้นได้สำเร็จแล้วสิ

 

“พารูรุค่ะ เจอกันครั้งหน้าเรียกอย่างนี้นะคะ”

 

แรงงง คาวาเอ้บอกเลยว่าเธอใจกล้ามาก ยุยตีหน้าดุขนาดนั้นยังกล้าต่อ ไม่พอเดินเชิดเข้าห้องราวกับนางพญา

ยอมเลย คาวาเอ้คนนี้ขอติดตามลุ้นสุดขอบสนามว่านักเรียนใหม่ปะทะรองประธานใครจะได้กำชัยในศึกครั้งนี้ไป

 

“ยิ้มอะไรคาวาเอ้”

 

“เปล่า ฉันเข้าห้องบ้างดีกว่า” พูดจบก็เพ่นแลบเข้าห้องปล่อยยุยยืนพ้นลมหายใจรู้สึกร้อนบนแก้มอย่างไรไม่รู้ตั้งแต่น้ำเสียงหวานนั้นพูดใส่

 

 กวนประสาทกันซะไม่มี!! แล้วดูไอ้เพื่อนบ้านี้สิ หน้าตาล้อเลียนเธอหมายความว่าอย่างไร!!

 

 

เก้าอี้ของประธานที่เว้นว่างไปบัดนี้ได้ถูกแทนที่ใหม่ด้วยเชื้อสายของประธานคนก่อน ยูโกะเคาะปากกาลงบนโต๊ะอย่างใช้ความคิดมองแผ่นกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรขณะที่ใจไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัว เรื่องของเพื่อนสนิทยังวนเวียนอยู่ในหัว

 

ทำอย่างไร

 

ทำอย่างไร

 

นึกถึงข้อความที่ได้รับจากอัตสึโกะคอนเช้า ขอให้เธอช่วยย้ายบ้านภายในอาทิตย์นี้พร้อมกับเรื่องที่จัดการเรื่องโรงเรียนใหม่ให้ลูกสาว ซึ่ง.. เธอไม่ได้มีปัญหาหรอก ที่น่าเป็นห่วงคือทางฝั่งนู้นมากกว่า ไม่รู้ว่าคนของทางบ้านใหญ่เคลื่อนไหวอัตสึโกะจะเอาตัวรอดอย่างไร ยิ่งเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวเลี้ยงลูกแล้วใหญ่

 

กลุ้มใจ

 

โทรหาสักหน่อยดีกว่า

 

เธอวางปากกาลงบนโต๊ะหยิบมือเธอขึ้นมากดออกถึงเบอร์ที่ต้องการ รอสายไม่นานเกินสิบนาทีเจ้าของเครื่องก็กดรับ

 

“ฮัลโหล อัตจัง”

 

“ค่ะ” เธอได้ยินเสียงอ่อนแรงของฝ่ายนั้นทำให้รู้สึกกังวลขึ้นมาดื้อๆ

 

เอาอีกแล้ว สังหรณ์ใจไว้ไม่ผิด

 

“เป็นอะไรไป”

 

“ไม่มีอะไรหรอก ยูโกะโทรมาทำไม” เธอโกหกคำโต ใครจะกล้าบอกว่าแอบร้องไห้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนเสียงแหบเสียงแห้งยังไม่หาย เรื่องที่ร้องไห้ก็เรื่องเดิมๆ บางครั้งเธอก็เกลียดตัวเองที่ลืมไม่ลงสักที ทั้งที่เป็นคนทำเขาแท้ๆ

 

“เป็นห่วงเธอน่ะสิ”

 

“ฉันไม่เป็นไรหรอก” อัตสึโกะยิ้มให้โทรศัทพ์ เป็นคนที่โทรมาได้รู้เวลาจริงๆเหมือนมีเรดาร์จับสัญญาณความเศร้าเธออย่างไรอย่างนั้น

 

“เธอบอกไม่เป็นไรแต่ร้องไห้ทุกที”

 

ยูโกะชอบทำเรื่องที่ไม่น่าตลกให้กลายเป็นเรื่องตลก เธอหัวเราะเนิบๆผ่านโทรศัทพ์  

 

“ฉันโอเค ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย”

 

“ก็ดีแล้ว อย่าทำให้ฉันเป็นห่วงบ่อยนักสิ”

 

เพื่อนที่น่ารัก พี่สาวที่แสนดี เธอนิยามคำๆนี้ให้ยูโกะตั้งแต่เด็ก พอเธอถูกแกล้งก็ตามไปช่วย เดือดร้อนก็ยืนมือเข้ามา

 

“ไม่ได้ทำสักหน่อย ยูโกะนั้นแหละขี้กังวลเกินไป”

 

หาเรื่องโทษคนอื่นทั้งที่คำของยูโกะไม่ได้เกินจากความจริงสักนิด

 

“ฉันขี้กังวลเธอไม่ดีใจรึไง หืม.. จะได้โทรตามติดพฤติกรรมของเด็กขี้แย่ทุก 24 ชม.”

 

“เวอร์”

 

 เธอได้ยินเสียงปลายสายหัวเราะคิก ยูโกะลุกจากเก้าอี้ถือโทรศัพท์ไปในมุมพักผ่อนสายตามองไปยังทัศนียภาพเบื้องหน้าจากตึกชั้นสิบแปดเป็นจังหวะเดียวกับที่ฮารุนะค่อยๆแง้มเปิดประตูเข้ามา

 

“เหมือนฉันมีแม่เพิ่มมาอีกหนึ่งคน”

 

“ฮ่าๆ เธอนี้มอบให้ฉันหลายตำแหน่งเหลือเกินนะ อัตจัง”

 

ชื่อของคนปลายสายหลุดลอยเข้าหูฮารุนะเงยหน้าสนใจกับเจ้าของสายก่อนเดินย่องเข้าไปแทรกแขนทั้งสองข้างผาดเอวขอดไว้

“อุ้ย” ยูโกะเกือบทำโทรศัพท์ตกพื้นมองคนรักที่เข้ามาไม่ให้ซุ่มให้เสียง “มาตอนไหนค่ะ” เธอขยับปากบอกได้รับคำตอบเป็นการชี้มาตอนที่เธอลุกเดิน

เธอคุยสายกับอัตสึโกะอีกครู่สั้นๆก่อนบอกฝ่ายนั้นขอตัว ยังไม่ทันได้หันหน้ากลับมามองคนสอดแขนเกี้ยวเอวก็หอมแก้มเธอฟอดใหญ่

 

“คุยอะไรกันตั้งนานค่ะ” มองสบตาฮารุนะส่ายหัวบอกว่าไม่ได้มีอะไรสำคัญ

 

“โทรไปถามไถ่ทั่วไปละคะ”

 

เรื่องทั่วไปของยูโกะ ไม่เคยทั่วไปสำหรับเธอในเมื่อปลายสายนั้น เป็นผู้หญิงที่ชื่อ อัตสึโกะ

บางครั้งเธอก็กลัวว่ายูโกะจะมีใจให้เพื่อนที่พูดถึงบ่อยๆ….

เพราะอัตสึโกะคนนี้มีอธิพลต่อ ‘โอชิม่า ยูโกะ’ เหลือเกิน

แล้วเธอจะไม่ให้เธอหวั่นไหวได้อย่างไร

ต่อให้เชื่อในความรักแค่ไหนก็ยังหวั่นไหวกับคนที่เคยใกล้ชิดกัน

 

“ยูจังค่ะ เย็นนี้ไปดินเนอร์กันหน่อยมั้ยค่ะ”

“หืมม” เธอส่งเสียงครางในลำคอบอกก็รู้ว่าเธอต้องการเหตุผลของการชักชวนดินเนอร์ ไม่แปลกไปหน่อยหรออยู่ๆก็ชวนไม่บอกกันล่วงหน้า

 

“นะคะ ไม่ได้ไปเดทกันนานแล้ว”

 

“ไปก็ไปค่ะ แล้วอย่าลืมบอกลูกนะคะ” 

 

 ลองกล้าไม่ตามใจดูสิ แม่ประคุณได้งอนสามวันสามคืนง้อกันลำบากอีก ฉะนั้นเย็นนี้หาข้าวกินเองนะคะคุณลูก ป๊าม๋าของตัวสวิทก่อน ว่างๆจะนั่งทำน้องให้หนูอีกคน

 

 

‘ตื่อดึ่ง’ เสียงข้อความเข้าจากมือเธอเรียกความสนใจของนักเรียนใหม่เลิกกระดานแอบมองโทรศัพท์ที่ถูกตั้งระบบสั่นอยู่ใต้โต๊ะ

 

‘ข้อความจากมามี้’

 

เลื่อนลงมาดูเนื้อความที่เขียนด้านในถึงกลับแอบค้อนชุดใหญ่อดทำสีหน้าระอาไม่ได้

 

[เย็นนี้ป๊าม๊า ทำธุระในเมืองนะคะ กินข้าวได้เลยไม่ต้องรอ]

ไปเดทกันอีกตามเคย ทิ้งเธออยู่บ้านคนเดียวประจำ ม๊าอ่ะชอบชวนป๊าเที่ยวตลอด พ้นสายตาหน่อยไม่ได้ สวิทกันจนวัยรุ่นยังอาย  น่างอนจริงๆพ่อแม่คู่นี้ แสดงว่าเย็นนี้เธอต้องหาข้าวกินเองว่างั้น

“คุณโอชิมะ ไม่ทราบว่ากำลังสนใจอะไรใต้โต๊ะค่ะ”

เสียงของอาจารย์ภาษาอังกฤษสุดสวยคาไซ โทโมมิทำให้เจ้าของชื่อเสียวสันหลังวูบค่อยๆเงยหน้ามามองรอยยิ้มหวานที่ดูยังไงมันก็อันตรายเห็นๆ

“ปะ เปล่าค่ะ”

“งั้นก็ดี กรุณาอ่านบทต่อไปด้วยค่ะ” พารุถือกับเหวอมองซ้ายมองขวาว่าถึงตรงไหนกันแล้ว

ซวยแล้วไงฉัน

“รีบอ่านสิค่ะ มัวทำอะไรอยู่!” 

“คะ” เสียงเข้มทำให้เธอผวาอยากจะขอความช่วยเหลือจากใครสักคนในห้องสักนิดว่า มาบอกเธอหน่อยว่าถึงกันตรงไหนน 

“หน้า 59 บรรทัดสาม ประโยคที่สอง”

เธออยากหันหน้าไปขอบคุณเจ้าของเสียงสรววค์จริงถ้าไม่ติดว่าหันไปแล้วเจอหน้านิ่งๆของคนนั่งเก้าอี้ตรงข้างพร้อมรอยยิ้มที่แสยะมุมปาก ซ้ำยังกระซิบอีกว่า

 

คราวหลังก็ตั้งใจเรียนด้วย

 

กรี๊ดดด ไอ้แมวน้ำ จะให้รู้สึกดีด้วยนานๆไม่ได้รึอย่างไร

 

เธอหันกลับมาสนใจอ่านหนังสือตามที่คนเจ้าระเบียบบอก
หงุดหงิดจนเผลอกระแทกเสียงอ่านบทความในหนังสืออยู่หลายทีหวังว่าท่านอาจารย์ที่เคารพรักจะไม่รู้หรอกนะว่า เธอแอบประชดไอ้แมวน้ำหน้าตาย

 


รู้สึกหมดแรงเหมือนออกสนามรบ

 

“เอานี้ไป” ไม่ทันจะได้พักผ่อนให้หนำใจก็เงยหน้ามาเผชิญกับไอ้แมวน้ำที่ทำพิษใส่ในคาบที่พึ่งจบไปมาดๆ เป็นอะไรกับเธอมากมั้ยเนี่ย แล้วยื่นอะไรมา ไม่อยากรับของจากแมวน้ำหรอก
เชอะ เชอะ เชอะ

“อะไร”

“ยุยเขาสรุปให้รู้เปล่า กลัวเธอเรียนไม่ทันมั้ง” ไอ้คนนั่งเก้าอีกด้านหน้าหันมากระแนะกระแหน

“พูดมาก”

แหม่ ไม่ต้องหลบหน้าก็ได้ เห็นนะคะว่าเขิน จะทำตัวน่ารักกับเขาก็เป็นนิหน่า

“ขอบคุณนะคะ”

“ไม่ต้องขอบคุณหรอกฉันทำให้ทุกคน แม้แต่เด็กเส้น” เน้นอีกนะ ว่าเด็กเส้น แล้วมันหนักหัวมากรึไงห๊ะไอ้แมวน้ำ พูดจาดีๆกันไม่ได้เลยใช่มั้ย ได้!!

“เด็กเส้นแล้วยังไงค่ะ ไม่ชอบหรอค่ะหรือว่าแอบชอบกันเอ่ย” ไม่รู้อะไรดลใจให้ลุกขึ้นไปยกมือลูบแก้มของคนหน้านิ่งยืนแข็งทื่อเป็นหิน ได้ยืนเสียงกรี๊ดจากทุกมุมห้องก็แอบปวดหัวขึ้นมา

ทุกคนยกนิ้วให้เลยกับความกล้าของเด็กให้ที่เข้ามาไม่ทันไรก็ลูบคมรองประธานนักเรียนเข้าเสียแล้ว

“อย่ามาลามปาม”

“ไม่ลามปามก็ได้แต่ลามไปถึงใจ ไม่ว่ากันใช่มั้ยค่ะ”

 

อูยยย เสี่ยวได้อีก รองประธานนักเรียนจะหมดหมาดไหมงานนี้

 

“ถ้าไม่เอาก็เอาคืนมา” ยกนี้เป็นอันแน่ชัดแล้วว่าใครชนะโดยที่ยังไม่ทันออกแรง คนแพ้พาลเปลี่ยนเรื่องอื่นจะดึงสมุดในมือกลับ

“บอกตอนไหนจะไม่เอา” พารุตะครุบแทบไม่ทันจับเมือรองประธานนักเรียนเข้าเต็มๆ 

“เอาก็เอาไป ฉันจะไปกินข้าวแล้ว!”

สมุดถูกปล่อยแผละลงบนโต๊ะ ยุยไม่รอเสียงทักเดินจ้ำออกจากห้องกลัวจะต้องค้นหาว่า อาการใจเต้นโครมครามเมื่อครู่เกิดจากอะไร

อีกฝ่ายเขินไม่ทันครบนาทีต้องรับมือกับคนที่ลุ้นอยู่วงนอก ร้องโฮ่แซวสนุกปากถึงความใจกล้าบ้าบิ่นที่เหมือนคล้ายจะจีบรองประธาน คนถูกกล่าวหาปฏิเสธหน้าบอกบุญไม่รับแต่มีหรือจะพ้นข้อกล่าวหาง่ายๆก็เล่นแสดงวีรกรรมเสียเด่นขนาดนี้

 

แล้วจะรู้ไหมนิว่าทั้งคู่ยังต้องเจอกันอีกนาน แน่ๆคือวันเสาร์หน้าที่ถูกพ่อแม่จัดแจ้งเวลาเป็นที่เรียบร้อย

 

 

 

.............................................................................................................................

มาแล้วนะคะ ไม่รู้ว่ามีคนรออ่านอยู่รึเปล่า อิ อิ
 

Share this post


Link to post
Share on other sites

ว้าว! เม้นแรกอีกแล้ว อยู่ดึกน่าดูเลยนะครับไรท์...เป็นกำลังใจให้นะครับ จะรออ่านตอนต่อไปอย่าใจจดใจจ่อเลย

ขอบคุณนะขอรับ ไรต์อย่างนี้ละ ชอบอยู่ทำงานดึกๆ นอนนอนเช้าๆ ไม่เป็นเวลาสักที
 

คู่พ่อแม่นี่รู้สึกจะมาม่าหนัก แต่คู่ลูกนี่คงฮาหนักอะ สติแต่ละคน 5555

555 คู่ลูกนี้มีไว้แก้ขัดเลยนะคะ กลัวได้กินมาม่าหนักเกินไป 
 

คุณรองประธานคุณจะขรึมไปถึงไหนคุณอย่าเนียนสิ
ที่จริงอาจจะยิ้มในใจก็ได้
พารุถ้าอยากเลื่อนขั้นอย่าฟังคำของเอ้555555
สงสัยเอ้จะฉลาดมากในห้อง555

จริงๆแล้วยุยบอก ก็แอบเขินอยู่นะ หน้าแดงตลอดๆ 555
ฉลาดจนเพื่อนทุกคนต้องช่วยกัน เคี่ยววอย่างหนัก
 

พี่ยุยเขินพารุหรือปล่าวน้าาา ทำเป็นนิ่ง
พารุเธอไม่ได้โรคกำเริบแต่เธอกำลังตกหลุมรักรองประธานนักเรียน 5555

แล้วเดี๋ยวพารุของเราคงจะแกล้งซึน ใสซื่อไม่รู้ตัว 555
 

คุณรองประธานเย็นชาจังงง

พลุกวนเข้าไปค่ะ กวนเข้าไป

ให้มันรู้กันว่าจะทนเย็นชาได้สักกี่น้ำ

น้ำหยดลงหินทุกวันยังไงมันก็ต้องเซาะละน้า 555 หัวเราะแอบสะใจยุยก่อน
 

ท่านรองประธานมาดขรึมเชียว
พ่อแม่สองคนนี้คงต้องกินมาม่าเยอะสินะ
พารุตกหลุมรักรองประธานก็บอกมาตรงๆสิ

คนปากแข็งช่วยไม่ได้นะท่าน แถมยังมีการทำซึนๆ
พ่อแม่เขาน่าสงสาร มีประเด็นอะไรกันน้าา??
 

อ่า เพิ่งกลับมา มาเจอเรื่องนี้คือแบบ

พ่อแม่นี่มาม่าหนักมาก มินะรู้ความจริงเร็วๆเหอะ สงสารอัตสึ

เรื่องนี้บอกเลยว่า ท่านอัตสึเสียน้ำตาเป็นลิต ไม่รู้จะตบจูบกับมินามิรึเปล่าน้า !!
 

ยุยจะขรึมไปไหน หนูพลุเค้าเครียดไม่รู้จะเข้าหาไงเลย

ขรึมได้ขรึมไป เค้าว่าแมวน้ำมันอยู่ในทะเลเค็มๆ เกิดมาคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกันหรอก 5555

มินะก็น่าสงสารต้องเจ็บเพราะไม่รู้ความจริง อัตสึนี้ยิ่งน่าสงสารรักแต่ต้องทำให้เกลียด

ไอ้ตัวผู้ที่บังอาจจะข่มขื่นอัต อิครอบครัวก็ไม่เข้าใจจะกีดกั้นทามไม บอมบ้านทิ้งดีไหมเนี้ย!! // อินเนอร์ล้วนๆ

 

5555 ระดับพารุไม่มีเครียด ยุยนะสิท่านจะกลายเป็นคนน่าสงสารไปเลย
ท่านใจเย็นๆ นั้นบ้านท่านอัตสึนะ

Share this post


Link to post
Share on other sites
เม้นแรกอีกละ 555 เชียร์ยุยพารุแปป รู้สึกผิดต่ออัตสึมินะจัง

Share this post


Link to post
Share on other sites
เอาแล้วๆเก๊กเมื่อกี้ไปไหนแล้วคุณรองประธาน
อย่าคิดที่จะมาเล่นกับหนูพลุรู้ป่าวลูกใคร

รอๆๆๆ

Share this post


Link to post
Share on other sites

วันเสาร์ใกล้เข้ามาแล้ว จะเจอหน้ากันแล้วววว

พี่ยุยเขินแต่ดันปากแข้งอีก ถถถถถ เขินก็พูดมาเห๊อะ!

พารุลุยซะเต็มที่เลยตอนนี้ แมวน้ำแพ้ราบคาบเลยทีเดียว

Share this post


Link to post
Share on other sites

CH.3 ความคิดถึง

 

เย็นวันนี้ยุยคิดว่าตัวเองไม่ต้องรีบร้อนอะไรในการกลับบ้านเมื่อคุณพ่อสุดที่รักพึ่งโทรมาบอกก่อนเลิกเรียนว่า วันนี้กลับบ้านดึกเนื่องจากติดคดีสำคัญให้กินข้าวก่อนไม่ต้องรอ นี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณพ่อร่างเล็กกลับดึก เกือบตลอดระยะเวลา7 ปีมานี้ ท่านยังคงทำงานหนักเหมือนเดิม

เธอเดินคิดเรื่อยเปื่อยขณะกำลังเลือกซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารไปกักตุนไว้ภายในบ้าน ไม่ทันได้ระวังตัว ร่างที่สูงแค่เอวก็วิ่งมาชนเข้าสีข้างจนกระเด็นล้มออกไป

ยุยตกใจรีบวางตะกร้าลงพื้นก่อนจับตัวเด็กหญิงขึ้นยืน

“ฮึก”

“เจ็บตรงไหนมั้ย” เธอสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็พบรอยถลอกที่หัวเขาของเด็กซุกซนวิ่งเล่นในห้างสรรพสินค้า เกิดความสงสารขึ้นมาด้วยแต่เดิมที่เป็นคนใจอ่อน

“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะคะ ความเจ็บจงหายไปเพี้ยง”

 สมัยก่อน.. แม่ชอบทำแบบนี้ ปลอบเธอจนหยุดร้องไห้

 ตอนนี้ไม่เคยมีอะไรหายไป ทุกความรวดราวเธอยังคงจำ

ทุกครั้งเมื่อนึกถึงก็ยังรู้สึกจุกในอกอยากถามคนให้กำเนิดเธอสักครั้ง

 ตอนนี้ยังหลงเหลือความรักให้เธอกับพ่อหรือไม่

 คงมีความสุขดีอยู่กับชีวิตใหม่

แล้วทิ้งพวกเธอไว้กับความทรงจำที่แตกราว

“ขอบคุณนะคะ พี่สาว” เจ้าหนูน้อยจากที่เมื่อครู่จะทำท่าร้องส่งยิ้มให้เรียกสติยุยได้กลับคืนมาจากภวังค์ความคิด

 “หนูขอโทษที่วิ่งไม่ดูทาง” ยุยไม่ได้ต่อว่าสาวน้อยอย่างที่ชอบทำปกติในมาดของประธานนักเรียนกลับยกมือลูบบนหัวเด็กสาว รู้สึกถูกชะตาอย่างประหลาด

“คราวหลังอย่าวิ่งแบบนี้นะคะ แล้วคุณพ่อคุณแม่หนูไปไหนคะ?” คำถามทำให้สาวน้อยเอ๊ะใจเริ่มจะมองออกไปหาคุณแม่คนสวย ชั่วพริบตาที่ยุยจะเสนอความช่วยเหลือสาวน้อยก็วิ่งฉิวไปทางแผนกอาหารสำเร็จรูป ธอมองตามตาไม่กระพริบก่อนจะสะดุดกับร่างของผู้หญิงผมยาวประบ่านัยน์ตาเป็นประกายโศกเศร้าทำให้ยุยต้องยืนค้างก้าวขาไม่ออก  หญิงผู้คนนี้…

“ยุย” เสียงที่กระซิบผ่านริมฝีปากอย่างคนตกใจได้เรียกสติของยุยกลับมา เธอตัดสินใจยุติการซื้อของพร้อมขาที่ก้าวออกอย่างไว้

“เดี๋ยวสิ ยุยลูก!” ไม่อยากมองกลับไปยังเสียงตะโกนที่เรียกเธอด้วยความสั่นเครือไม่อายสายตาของคนในห้างสรรพสินค้าที่มองมาอย่างใคร่รู้

   ฝ่ายอัตสึโกะยืนนิ่งไม่มีการเคลื่อนไหวกลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก อุสาได้เจออีกครั้งแต่ลูกกลับปฏิเสธการมีตัวตนของเธอ ถึงเวลาผ่านไปใบหน้าที่เฝ้าเลี้ยงดูตั้งแต่เกิดเธอไม่มีทางลืมลง คิดถึงจนสุดใจขาดอยากกลับไปอยู่ที่ตรงนั้นเหมือนเดิม

“มามี้” เด็กใสซื้อไม่รู้เรื่องที่ถูกปกปิดโดยผู้ใหญ่เรียกคุณแม่คนสวยอย่างสงสัยกับอาการแปลกไปของมามี้ แล้วไหนจะพี่สาวใจดีที่วิ่งหนีไปไม่รอฟังขอบคุณจากมามี้เลย

“มามี้เป็นอะไรค่ะ ทำไมพี่สาวใจดีที่ช่วยหนูถึงต้องวิ่งหนีมามี้ แล้วมามี้รู้จักเขาหรอกค่ะ” เธอก้มลงมองลูกสาวที่ถูกจับจูงมืออย่างต้องการคำตอบ แต่ไม่รู้ควรจะเริ่มเรื่องนี้อย่างไร เมื่อครั้งนั้นเธอได้ตัดสินใจทำผิดลงไปเพื่อปกป้องคนรัก

ยอมเป็นคนใจร้ายละทิ้งทุกอย่างแม้กระทั้งลูกตัวเอง

 แม่ขอโทษ… ยุย

 “จูรี ถ้ามามี้บอกเรื่องนี้กับหนู สัญญากับมามี้ได้มั้ยค่ะ ว่าจะไม่น้อยใจ ไม่เสียใจ”

 เด็กสาวมองเข้าไปในแววตาของคุณแม่คนสวยที่เต็มไปความเจ็บปวด แววตาที่มามี้พยายามไม่แสดงให้เห็นบ่อยนัก แทบไม่ต้องคิดเลยว่าทำไมเด็กสาวถึงตัดสินใจพยักหน้าตอบรับ
 

 “กลับบ้านกันดีกว่าค่ะ มามี้จะเล่าให้หนูฟังทุกอย่างที่หนูควรรู้”

 

 

   ไม่คิด ไม่ฝันว่าจะพบกัน ทั้งที่โตเกียวออกจะกว้างแต่โลกราวกับแคบนิดเดียว แล้วจะเอาสมาธิที่ไหนกลับมาทำงาน คิดถึงใบหน้าของมารดาแทบใจขาด ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทรมานเหลือเกินที่ต้องพบผู้ให้กำเนิด

 ราวกับสมัยเด็กเมื่อตกบันไดจึงเกิดความระวังไม่ให้เจ็บตัวอีก

ครั้งนี้ก็เหมือนกัน การเจอกับแม่นั้นชั่งข่มขืนเหลือเกิน

สุดท้ายก็ทำได้เพียงหนีหน้า ยังดีกว่าปล่อยให้พ่อเจอกับตัว

ไม่รู้ว่าถ้าพ่อเป็นคนเจอจะมีอาการเป็นอย่างไร ทุกครั้งที่ได้เข้าไปในห้องพ่อ เธอชอบหยิบรูปบนหัวเตียงขึ้นมาดู เคยได้ยินรึเปล่าว่า ต่อหน้าเป็นอีกอย่างลับหลังเป็นอีกอย่าง

รูปนั้นเป็นรูปใส่กรอบตั้งโต๊ะอย่างดี จะไม่มีอะไรหรอกถ้าเป็นแค่รูปที่พ่อถ่ายกับเธออย่างที่เห็น

ลองพลิกกลับหลังกรอบแล้วแกะรูปออกมาดูสิ

รูปถ่ายใบเล็กในวันแต่งงานกับผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งท่านรักสุดชีวิตถูกซ้อนไว้ภายในนั้น

หัวใจเมื่อยามภักดี ไม่เคยลืมที่จะรัก แม้ยามนั้นถูกรักหักหลังก็ตามที

 

‘ฉันคิดถึงเธอ’ คำที่เธอจำได้ขึ้นใจถูกสลักไว้หลังรูปถ่าย ต่อให้พ่อจะโกรธจะเกลียดแม่อย่างไร แต่หัวใจท่านก็ไม่มีทางลืมผู้หญิงใจร้ายคนนี้ลง

“เฮ้อ”  คิดแล้วปวดหัวจริงๆ แสดงว่าเด็กผู้หญิงที่ช่วยไว้ก็คือ ลูกของผู้ให้กำเนิดกับชู้ที่คบลับหลังพ่อเมื่อตอนนั้นสินะ

 

“ยุย อยู่รึเปล่าลูก” เสียงของคนในภวังค์จากชั้นล่างทำให้เจ้าของร่างกึ่งอวบสะดุ้งตื่นขานรับ

“อยู่ค่ะ” เธอเดินเร็วๆลงมาพบหน้าพ่อที่กำลังถอดเสียนอกออกแขวนกับราวตรงระเบียงทางเดิน

“ทำไมไม่เปิดไฟข้างล่าง หืม.. พ่อนึกว่ายังไม่กลับซะอีก” 

“พอดีหนูอ่านหนังสืออยู่ค่ะ” จำเป็นต้องโกหกผู้ให้กำเนิดเรื่องที่เธอเหม่อถึงแม่จนไม่ได้ดูเวลา

“พ่อทานอะไรเข้ามายังค่ะ”

“เรียบร้อยแล้ว พ่อออกไปกินกับเพื่อนที่ทำงานน่ะ ยุยละลูก” ท่าทางอำอึงบอกมินามิว่า ลูกสาวยังไม่ได้มีอะไรตกถึงท้อง คุณพ่อร่างเล็กแอบอมยิ้ม

“แปลกที่ยุยกินข้าวผิดเวลา อ่านหนังสือเพลินรึไงเรา” ถึงกับยิ้มแหยะเลยทีเดียว คุณพ่อจับผิดจนน่ากลัว ขืนมีความผิดติดตัวโกหกไม่รอดแน่ๆ

“ก็มีบ้างค่ะ ช่วงนี้ใกล้สอบต้องขยันสิค่ะ เดี๋ยวเสียชื่อลูกคุณอัยการสุดเก่งหมด”

“ไม่ต้องมายอพ่อเลยเรา แล้วจะกินอะไรบ้าง เดี๋ยวทำให้”

“ไม่ต้องหรอกค่ะพ่อ กลับมาเหนื่อยๆหนูทำเองได้” บางทีลูกสาวเธอก็กตัญญูเกินไป เรื่องบางเรื่องคนเป็นพ่อก็อยากทำให้เหมือนกัน ยิ่งมีลูกสาวคนเดียวอยู่

“น่าเราน่ะ บริการพิเศษจากพ่อเลยนะ จะกินอะไร หืม”

“เอาอะไรก็ได้ค่ะ” พ่อเธอพูดขนาดนี้จะปฏิเสธต่อก็ยังไงๆ ว่าแล้วก็นานที่ไม่ได้กินกับข้าวฝีมือคุณพ่อ

เห็นอย่างนี้ทำอาหารอร่อยไม่แพ้แม่เลยนะ

อุ้ย อีกแล้ว ทำไมต้องโยงเข้าเรื่องแม่อีกแล้ว

“วันนี้แปลกๆนะยุย เป็นอะไรรึเปล่าลูก”  อยู่ๆก็เย็นวาบที่สันหลัง คุณพ่อลดความชั่งสังเกตลงบ้างก็ได้นะคะ

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ หมู่นี้งานที่โรงเรียนยุ่ง หนูก็นั่งคิดเพลินๆ” 

“อย่าหักโหมนักละ มีอะไรแก้ไขไม่ได้ก็ปรึกษาพ่อได้เสมอ” ยุยยิ้มขอบคุณให้คุณพ่อร่างเล็กที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็เป็นคุณพ่อที่เสมอต้นเสมอปลาย เธอมีปัญหาคาใจไม่ว่าอะไรคนที่ให้คำปรึกษาก็คือคุณปะป๋าอัยการพิเศษคนนี้

หนูขอโทษนะคะที่ต้องโกหก

 

 

 คนที่เหมือนไกลใครจะรู้ว่าอยู่ใกล้กันแค่เอื้อมมือ หลังจากอัตสึโกะกลับถึงบ้าน อันที่จริงควรเรียกบ้านหลังใหม่ที่พึ่งย้ายเข้าเมื่อสามวันก่อนถึงจะถูก โดยความช่วยเหลือของเพื่อนสนิทและภรรยาสุดที่รักของเจ้าตัว จากเดิมทีตั้งใจจะมาเล่าเรื่องของยุยให้ลูกสาวฟังเป็นอันต้องล้มเลิกกะทันหันเมื่อในบ้านนั้นมีแขกไม่ได้รับเชิญเข้ามา

 “อ้าวกลับมาแล้ว เข้ามาๆ”

“นี้ตกลงบ้านใครกันแน่ ยูโกะ”

“บ้านฉัน บ้านเธอเหมือนๆกันละน่า นั่งๆ อุสามาทำกับข้าวให้กินเลยนะ”

คนพูดยิ้มรับไหว้ลูกสาวตัวเล็กของอัตสึโกะที่มองเธอด้วยท่าทางสนอกสนใจ

“ลุงไม่ชอบแกล้งเอาของที่จูรีจังไม่ชอบให้กินเหมือนมามี้เราหรอก”

พูดจบไม่ถึงนาทีก็ได้รับค้อนวงโตจากคนที่พึ่งแกล้งหยอกไป

 “เขาเรียกว่าทำเพื่อสุขภาพลูกค่ะ ไม่อยากให้ลูกเลือกกิน”… เหมือนกับเขาคนนั้น

คำที่ไม่ได้พูดออกไปสร้างความปวดรวดในหัวใจจนเผลอเม้มปาก

“ฉันสงสารหนูจูรีจริงๆที่ต้องทนกินของไม่ชอบ”

“ยูโกะพูดมาก กลับบ้านไปเลย” คนถูกเหวี่ยงใส่ไม่เลิกหัวเราะ อัตสึโกะพอจะยิ้มออกบ้างเล็กน้อย

“อัตจัง วานไปตามฮารุนะกับพารุมาบ้านหลังนี้หน่อยนะ บอกว่าวันนี้กินข้าวนี้กัน”

“สรุปบ้านเธอใช่มั้ย” ยูโกะแกล้งหยอกกลับด้วยกันพยักหน้า รู้หรอกว่าอัตสึโกะประชด

เจ้าของบ้านตัวจริงหมดมุขจะเถียงก็จำยอมไปเรียกแขกข้างบ้านมา ไม่ลืมจะสั่งลูกสาวตัวเล็กเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย

 

 ไม่ถึงยี่สิบนาทีโต๊ะอาหารถูกก็จัดนักธุรกิจที่กลายร่างเป็นพ่อครัวอาหารแสนอร่อย พร้อมสมาชิกที่มาร่วมรับประทานอาหาร เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ฮารุนะพบกับอัตสึโกะตัวจริง

 สองสามวันก่อนที่อัตสึโกะย้ายเข้ามาตัวเองก็มัวแต่ยุ่งจนลืมแวะเข้ามาทำความรู้จัก แอบละอายใจนักที่วันนี้เจ้าของบ้านไปตามมาร่วมโต๊ะอาหารโดยมีผู้บุกรุกบ้านเป็นสามีตัวเอง

ว่าก็ว่าเถอะ อัตสึโกะตัวจริงสวยกว่าในรูปถ่ายที่ยูจังเอาให้ดูบ่อยๆ ไหนจะรอยยิ้มดึงดูดให้คนลงเสน่ห์เพียงได้มอง

น่าสงสารจังที่ผู้หญิงน่ารัก ดูบอบบางอย่างนี้ต้องเจอเรื่องโหดร้าย ไม่น่าอภัยให้คนทำ

“ทีนี้ ก็รู้จักกันหมดแล้วนะ” ยูโกะสรุปการพูดคุยของสาวๆ มองความสัมพันธ์แต่ละคนที่เป็นไปในทางที่ดีก็ยิ้มยินดีที่ครอบครัวของเพื่อนกับของตัวเองเขากันได้ดี ดูลูกสาวเธอสิ ดีใจเหมือนมีน้องสาว ดูแลดีขนาดที่จูรีเรียกพี่สาวๆตลอด

“ฉันคุ้นหน้าอัตสึโกะซังมากเลย เหมือนเคยเจอกันมาก่อน” ฮารุนะว่าตัวเองต้องเคยเจอกับเพื่อนสนิทของคนรักแน่ๆ จากคนรู้จักของเธอสักคน

“สงสัยจากยูโกะรึเปล่าค่ะ” เธอยิ้มเป็นมิตรตอบรับ คนชอบทักเธอหน้าเหมือนคนนั้นคนนี้บ่อย จนบางทีก็ชินไปแล้ว

“ไม่ใช่จากยูจังแน่ๆค่ะ แต่คุ้นมาก ฉันนึกไม่ออก”

“ฉันอาจจะเป็นพวกหน้าโหลก็ได้นะคะ” เป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาทีรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้พยายามใส่หน้ากากพูดคุยกับคนอื่น ครอบครัวของยูโกะทำให้เธอนึกถึงครอบครัวของตัวเอง ที่ไม่มีวันได้อยู่พร้อมหน้ากันแบบนี้

“ไม่โหลนะคะ อัตสึโกะซังมีเสน่ห์ออก ฉันยังแอบอิจฉานิดๆเลย” อัตสึโกะเกาแก้มแก้เกลอ ครั้งสุดท้ายที่ถูกคนอื่นชมต่อหน้าเมื่อไหร่กันนะ

 “ฮารุนะซัง ชมฉันเกินไปแล้วค่ะ คนที่มีเสน่ห์คือฮารุนะซังตั้งหาก เป็นเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ที่ฉันต่างหากควรอิฉจา”

“แน่นอนสินี้ภรรยาฉันนะ แต่บอกเลยฉันไม่ยอมให้คนอื่นมองหรอก” ยูโกะกระตุกยิ้มบางๆพอเพื่อนหันมาส่งสายตาหมั้นไสให้คนหยอดไม่เกรงอดเกรงใจกัน

“ยูจังน่ะ เสียมารยาท นี้ฉันพูดกับอัตสึโกะซังอยู่นะ” ท่าเอ็ดจริงจังของฮารุนะทำให้อัตสึโกะต้องโบกมือเป็นพัลวันว่าตัวเองไม่ได้ถือ

“อย่าว่ายูโกะเลยนะ ตั้งแต่เมื่อก่อนก็เล่นกันอย่างนี้” ยูโกะพยักหน้าอีกแรงเอือมมือตักแกงของโปรดใส่จานคนรัก

“ป๊าจะสวิทกับม๊าเกรงใจน้าอัตสึโกะบ้างสินะ” ลูกสาวกระแอมไอบอกผู้ใหญ่สองคนที่หลุดไปอยู่ในโลกส่วนตัวเรียกเสียงหัวเราะให้คนถูกเอียวในบทสนทนา

“ปล่อยป๊าม๋าเราตามสบายเถอะหนูพารุ น้าไม่ถือหรอก แล้วนี้โรงเรียนใหม่หนูเป็นยังไงบ้าง”

พูดถึงโรงเรียนแล้วพารุเผลอชัดสีหน้าจนป๊าที่รู้เรื่องลูกสาวดีต้องเป็นคนบอก

“ได้ยินข่าวลือว่า ไปมีเรื่องกับรองประธานนักเรียนน่ะสิ”

“ไม่ใช่นะคะป๊า เดี๋ยวน้าอัตสึโกะก็เข้าใจหนูผิดพอดี” พารุส่งค้อนวงโตให้พ่อของตัวเองรีบหันบอกม๊าให้ลงโทษป๊าเลย

คนมองการแกล้งเล่นกันของครอบครัวนี้ก็ได้แต่ระบายยิ้ม

เมื่อก่อนเธอเคยมีความสุขอย่างนี้สินะ ความสุขที่ได้ใช้คำว่าครอบครัว

“น้าอัตสึโกะอย่าฟังป๊าพูดนะคะ หนูไม่ได้มีเรื่องกับรองประธานนักเรียนหรอกค่ะ แค่เผอิญ ย้ายใหม่กลางเทอมเลยถูกเขม่นตามนิสัยของคนเข้มงวดพรรค์นั้น” อดเหน็บแหนมคนที่ถูกพูดถึงไม่ได้ จะนินทาให้สำนักน้ำมูกตายเลย ไอ้แมวน้ำหน้านิ่ง

“เขาเข้มงวดขนาดนั้นเลยเหรอค่ะ แล้วนี้หนูจูรีถูกย้ายกลางเทอมอีกคนจะไม่ถูกเขาเขม่นเหรอค่ะ” อัตสึโกะมองหน้าลูกสาวนึกกังวลขึ้นมาหากต้องถูกเขม่นจากผู้ที่ดูแลโรงเรียน

“ไม่หรอกอัตจัง ฝ่ายประถม อนุบาลแยกกับฝ่ายมัธยมนะ ดูแลคนละส่วนกันด้วย ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น” ยูโกะนำมือไปวางบนบ่าของเพื่อนสนิทให้คล้ายกังวล เผอิญเธอกับผู้อำนวยการโรงเรียนนั้นเป็นเพื่อนกันสมัยที่เรียนต่อปริญญาโทที่ LA

“ขอบใจนะยูโกะ ไม่ได้เธอฉันก็ไม่รู้จะยังไงเหมือนกัน”

“น่า เธอเป็นเพื่อนฉันนะ กินข้าวเสร็จแล้วเดี๋ยวออกไปคุยกันสักหน่อย” เธอหันมองลูกสาวกับฮารุนะ

“ฝากดูหน่อยจูรีแทนอัตจังสักหน่อยนะคะ” ไม่วายยิ้มให้ลูกสาวอัตสึโกะที่ดูจะไม่เข้าใจคำพูดเธอ

“เดี๋ยวลุงยืมตัวคุณแม่สักประเดี๋ยวนะคะ”  เด็กสาวพยักหน้าตกลงแทนคำว่าคะ ไม่รอช้านักยูโกะกับคนที่ต้องการจะคุยก็จักแจงกันข้าวให้เร็วกว่าคนอื่นเพื่อจะได้เคลียร์สิ่งที่ยังติดค้างในใจ

 

 สวนของบ้านทั้งสองหลังมีประตูเล็กเชื่อมต่อกัน อัตสึโกะหย่อนกายลงนั่งบนชิงช้ามองแสงไฟข้างบ้านที่เปิดไว้สลัวๆ

“มีเรื่องอะไรหรอ ยูโกะ”

“หมอนั้นมันออกตามหาเธอแล้วนะ คนของฉันพึ่งรายงานมาเมื่อเช้า” เพียงแค่ได้ฟังคำพูดอัตสึโกะก็เผลอกำหมัดแน่น

“คำสั่งพ่อของเธอ” ชื่อที่หลุดจากริมฝีปากของเพื่อนสนิทสร้างความระทมราวในทรวง

“ฉันกลัวทำให้เธอเดือนร้อน”

“หึ ฉันไม่เคยกลัวหรอกนะ อัตจัง” เธอนั่งลงไปด้านข้างจับมือทั้งสองข้างของเพื่อนสนิทกุมไว้

ดวงตาซุกซนยามไร้ซึ่งการหยอกเล่นจ้องสบนิ่งกับคนอ่อนแอ

“ยูโกะ.. เธอก็รู้ว่าพ่อ..”

“ต่อให้พ่อเธอจะทำอะไรได้ คิดหรือว่าคนอย่างฉันจะอยู่เฉยให้เล่นงานง่ายๆ อีกอย่างความสัมพันธ์ของสองตระกูลเราก็ยาวนาน ท่านคงไม่อยากพังมันง่ายๆเพราะเรื่องอย่างนี้”

“ยูโกะ…ฉันเจ็บเหลือเกิน ฉันคิดถึงเขา”

เรื่องเดียวเท่านั้นที่อัตจังน้องสาวแสนน่ารักของเธอจะเสียน้ำตา เพื่อคนที่คิดถึงทุกหวงเวลา คนที่จำเป็นต้องจากมาทั้งหัวใจยังภักดี

“โอ๋ๆ ฉันจะปกป้องเธอ อัตจัง” เธอดันตัวเพื่อนเข้ามาซบบนไหล่ยกมือขึ้นไปลูบบนหัว

“ฉันจะบอกความจริงกับจูรีจัง” … เรื่องของตัวเขาที่ควรรู้…

คิดว่ามันคงถึงเวลาสักทีที่จะจบเรื่องบ้าๆอย่างนี้ได้แล้ว ความเจ็บปวดของเธอมันทรมานเกินไป

เธอไม่อยากให้จูรีต้องเจ็บปวดยิ่งกว่าที่เธอเจอ

 

หนึ่งสายตาจ้องมองภาพของสองเพื่อนรัก หัวใจหวั่นไหวคิดว่ามันคงเป็นแค่เรื่องจำเป็น ต้องเชื่อใจขนาดไหนถึงไม่ทำให้หัวใจเกิดความราวราน รู้ดีแก่ใจว่าเขาสองคนเป็นเพื่อนกัน อัตสึโกะก็ผ่านเรื่องร้ายมากมายแต่ทำไมมันถึงชั่งเจ็บปวดเหลือเกิน

 

 

พารุว่าเช้าวันนี้คงเป็นเช้าที่ทำให้เธออารมณ์ดีมากกว่าทุกวันเพราะการมาโรงเรียนนั้นมีน้องสาวป้ายแดงลูกของน้าอัตสึโกะเดินแกะหลังมา

 ป๊าให้เธอมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลน้องซึ่งเธอก็ยินยอมทำมันด้วยความเต็มใจ น้องน่ารักขนาดนี้ โตขึ้นขอจองตัวเลยได้มั้ย

“พี่พารุ หนูตื่นเต้น” ดวงตาใส่แจ๋วกำลังมองสำรวจว่าที่โรงเรียนใหม่ของตัวเอง คาดว่าในโรงเรียนนี้ต้องมีเรื่องสนุกรออยู่  คิดได้ดังนี้รอยยิ้มน่ารักก็ปรากฏ คนเป็นพี่ที่มองอยู่แอบมันเขี้ยว อยากก้มลงไปหอมแก้มน้องหสักหลายๆที

“วันแรกตั้งใจเรียนนะคะ” เธอหยุดเดินส่งน้องที่หน้าประตูโรงเรียนแผนกอนุบาล-ประถม เห็นอาจารย์ยืนเฝ้าหน้าประตูก็ยกมือไหว้

“แล้วตอนเย็นเจอกันนะคะ พี่พารุ” สาวน้อยสะกิดหลังมือพี่สาวให้ก้มลงมาใกล้ๆก่อนจะได้กดจมูกลงไปให้คนที่ได้รับจุมพิตจากสาวน้อยแก้มแดงขึ้นมา

“บายๆค่ะพี่พารุ ขอบคุณนะคะที่มาส่ง”

โบกมือลาด้วยรอยยิ้มขำ ลูกคุณน้าอัตสึโกะชั่งน่ารักจริงๆ เห็นแล้วอยากขอป๊าม้าช่วยมีน้องสาวให้เธออีกสักคน

อยู่มองอาจารย์พาน้องเข้าไปจนถึงตึกเรียน ก็ถึงเวลาที่ตัวเองจะเดินทางไปโรงเรียนต่อบ้าง

และก็พบสิ่งที่ไม่คิดว่าอยากจะพบ

ไอ้คุณรองประทานนักเรียนหน้านิ่งยืนถือสมุดจดรายชื่ออยู่หน้าประตูทางเข้าโรงเรียน มันวันวินาศสันตะโรอะไรเนี่ย ถึงต้องมาเจอหน้าไอ้แมวน้ำตั้งแต่เช้า

“เดี๋ยวนี้เขาลดตำแหน่งรองประธานมาเป็นยามเฝ้าประตูแล้วหรอคะ”

ยุยเงยหน้าหันขวับส่งสายตาเขียวปัดมองคนเหน็บแหนมกันแต่เจอหน้า

“อีกห้านาทีเธอสาย” สาบานได้ว่าหูเธอไม่ฝาด ไอ้รองประธานนักเรียนแมวน้ำมันพูดอย่างนี้จริงๆ คนอะไรเย็นชาได้โล่

“อ๋อ.. ยุยคงอยากให้ฉันสายใช่มั้ยคะ จะได้มีเวลาไปอบรมกันสองต่อสอง”

“เธอ!”

“บอกแล้วไงคะว่าชื่อ พารุ ดูสิคะ เสียงดังคนมองกันทั้งโรงเรียนแล้ว” เธอยกมือปิดปากหัวเราะคนที่โกรธจนหน้าแดงถ้าไม่ติดตรงนี้มีสายตาหลายคู่จ้องอยู่เธอคิดว่าไอ้แมวน้ำหน้าตายต้องตะโกนด่าเธอเสียๆหายๆแน่

“หยุดกวนประสาทฉันแล้วเข้าไปในโรงเรียนซะ”

“ฉันไม่ได้กวนยุยสักหน่อย”

“จะให้บอกอีกกี่ครั้งว่าหยุดกวนฉัน! แล้วฉันกับเธอก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น หยุดเรียกชื่อเล่นฉันสักที”

“โธ่..ยุยใจร้าย ทั้งที่ฉันอยากจะสนิ๊ทสนิทกับยุยจังขนาดนี้”  เจ้าของคำพูดยกมือขึ้นไปคล้องคออีกฝ่ายในขณะที่ไม่ทันตั้งตัว ยุยตกใจผงะออกไปแทบไม่ทัน ได้ยินเสียงกรี๊ดรอบๆนั้นจนต้องตวัดสายตาไปดุก่อนกลับมาสนใจตัวปัญหา

มันจะมากไปแล้วนะ คุณโอชิมะ

“แล้วจะทำอะไรฉันละคะ ท่านรองประธาน…”

เธอจำเป็นต้องหยุดกวนประสาทเพราะดูเหมือนว่าไอ้คนไร้อารมณ์ขันจะโกรธจริงจังจับแขนเธอลากไม่รอฟังคำโวยวายสักนิดเลย

 

“กรี๊ดด ข่าวใหญ่แน่ๆ นักเรียนย้ายใหม่จากต่างแดนกับรองประธานนักเรียน สวิท?? หวานหน้าโรงเรียน ไม่พอยังขอไปด้วยกันสองต่อสองที่ห้อง?? อย่างกับพระนางในจอทีวี เรื่องจะเป็นอย่างไรต่อโปรดติดตามตอนต่อไป..”  จบการรายงานข่าวภาคเช้า โดยประธานชมรมหนังสือพิมพ์ มิเนกิชิ มินามิ

 

…………………………………………………

 

หึ หึ ตอนหน้ายุยพารุคงเข้มขน ลากพารุไปทำอะไรน่ะยุย ระวังถูกเอาคืนนะ ยิ่งไม่มีใครเห็นแบบนั้น???

ความจริงเบื่องหลังคู่อัตสึมินะกำลังจะถูกเปิดเผย

Share this post


Link to post
Share on other sites

เอาแล้วๆเก๊กเมื่อกี้ไปไหนแล้วคุณรองประธาน
อย่าคิดที่จะมาเล่นกับหนูพลุรู้ป่าวลูกใคร

รอๆๆๆ

5555 ลูกเพื่อพ่อเพื่อแม่ไง... ยุยคงหน้าจ๋อยพอรู้ตัวจริงพารุ
 

วันเสาร์ใกล้เข้ามาแล้ว จะเจอหน้ากันแล้วววว

พี่ยุยเขินแต่ดันปากแข้งอีก ถถถถถ เขินก็พูดมาเห๊อะ!

พารุลุยซะเต็มที่เลยตอนนี้ แมวน้ำแพ้ราบคาบเลยทีเดียว

5555 พารุแอบร้ายยย
 

รอแล้วก็รอ ชอบยุย555

 

มาต่อให้แล้วค่ะ 

Share this post


Link to post
Share on other sites

Create an account or sign in to comment

You need to be a member in order to leave a comment

Create an account

Sign up for a new account in our community. It's easy!


Register a new account

Sign in

Already have an account? Sign in here.


Sign In Now
Sign in to follow this  
Followers 0