Sign in to follow this  
Followers 0

[Short Fic] คนใจร้าย (MaYuki & Jurina) Ep.04 - 25/09/16

29 posts in this topic

คนใจร้าย

# 00

 

 

 

 

 

        "ทำไมวันนี้ถึงไม่มานะ?..."

 

        เด็กสาววัยแรกแย้มในชุดนักเรียนสีขาวสะอาดกำลังนั่งรับลมยามเย็นอยู่เพียงลำพังที่ริมหน้าต่างบานเดิมซึ่งอยู่ติดกับที่นั่งหลังสุดของเธอ ณ ตอนนี้บรรยากาศเงียบสงัดและไร้ซึ่งผู้คน เด็กสาวใช้มือเรียวของเธอยกผมขึ้นทัดหูเบาๆพลางทอดมองออกไปไกลสุดสายตา ราวกับว่าภายในแววตาที่สั่นไหวนั้นกำลังกู่ร้องว่าเธอถวิลหาบางสิ่งอย่างสุดหัวใจ

 

        “มายุคุง~” มือเรียวเล็กหยุดชะงักทันที เมื่อมีคลื่นเสียงความถี่สูงเดินทางมากระทบโสตประสาท เสียงที่แสนคุ้นเคยนั้นส่งผลให้ริมฝีปากอมชมพูคลี่ยิ้มออกมาบางๆ ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะละออกจากทิวทัศน์นอกหน้าต่างเพื่อหันมาตอบกลับเสียงเรียกนั้น

     

         “คุณอาจูรินะ!” เด็กสาวตะเบ็งเสียงเรียกชื่ออีกคนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ร่างสูงเพรียวของหญิงสาวปรากฏตรงหน้าเธอในคราบผู้ใหญ่เต็มตัว สายตาคมเฉี่ยวมีเสน่ห์มองมาที่มายุอย่างเอ็นดู

 

        “รอนานมั๊ย?” จูรินะเลิกคิ้วถามพลางรอคำตอบ

 

        “ไม่เลยค่ะ ก็แค่คนอื่นเขากลับกันไปหมดแล้ว…” น้ำเสียงประชดประชันที่ไม่คาดคิดว่าจะออกมาจากปากมายุดังขึ้น เธอสะบัดหน้าหนีทำเชิงให้อีกคนมาง้องอน ใบหน้าน่ารักที่เบ้ปากแบบแกล้งๆยิ่งดูน่าเอ็นดูเข้าไปใหญ่

 

        “นี่เรางอนอาอยู่หรอเนี่ย?” จูรินะขมวดคิ้วเป็นปมก่อนจะเดินเข้าไปเพื่อชะเง้อดูหน้าอีกคน

 

        “โตแล้วก็คิดเองสิคะ หึ” มายุยังคงแสร้งทำเป็นไม่สนใจ

 

        “อาไม่เข้าใจความคิดของเด็กหรอกน่า เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย จะไปตามทันได้ไง” จูรินะเอ่ยพลางยักไหล่

 

        “งั้นคุณอาก็ไม่ต้องสนใจเด็กอย่างมายุหรอกค่ะ เสียเวลาเปล่าๆ” มายุเอ่ยตัดพ้อจนอีกคนสะดุด

 

        “เห้อ…มายุเอ้ยมายุ การดูแลเด็กน้อยอย่างเรามันก็เป็นหน้าที่ของอาอยู่แล้วไม่ใช่รึไง^^” จูรินะพูดพลางสวมกอดมายุจากด้านหลัง โดยไม่ให้อีกคนได้ทันตั้งตัว ร่างเล็กสะดุ้งเฮือกก่อนจะพยายามสะบัดอ้อมกอดอุ่นของอีกคนออกด้วยแรงอันน้อยนิดที่มี

 

        “คุณอาคะ!!! ปล่อยมายุนะ นี่มันที่โรงเรียนนะรู้มั๊ย!” มายุกึ่งพูดกึ่งกระซิบขณะดิ้นเพื่อให้หลุดจากอ้อมกอดของร่างสูง

 

        “ทำไมล่ะ ที่โรงเรียนเค้ามีกฏว่าห้ามกอดกันหรอ?” จูรินะเอ่ยพลางกลั้วหัวเราะ

 

        “ฟืดดดดด” เสียงหอมฟอดใหญ่ดังขึ้นขณะริมฝีปากรูปกระจับกระทบแก้มเนียนนุ่มของร่างเล็ก

 

        “คุณอา!!!” มายุพยายามจะโวยวาย แต่ก็นึกคำพูดไม่ทันเนื่องด้วยความเขิน

 

        “อ่ะๆๆ อาปล่อยก็ได้ ฮ่าๆๆๆ” เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วจูรินะจึงค่อยๆคลายอ้อมกอดออกจากมายุ ก่อนจะส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มให้คนตัวเล็กที่นั่งทำหน้ามุ่ยอยู่

 

        “คราวหลังไม่เล่นแบบนี้แล้วนะคะ” มายุเอ่ยพลางกอดอกแสดงถึงความไม่พอใจ

 

        “…” จูรินะเงียบไม่รับปาก

 

        “นะคะ!” มายุย้ำคำหนักแน่นขึ้นกว่าเดิม

 

        “จะ จ้าๆ อาผิดไปแล้ว แอมซอรี่บัทไอเลิฟยู~”

 

        “ไม่ต้องเลย วันนี้เลี้ยงติมมายุซะดีๆ ไม่งั้นจะไม่คุยด้วยแล้ว”

 

        “ได้เลยค้าบบบโผมมม”

 

        พอสิ้นเสียง ทั้งสองจึงเดินออกจากห้องเรียนซึ่งก็ถึงเวลาปิดตึกพอดิบพอดี ร่างเล็กและร่างสูงเดินจูงมือกันออกจากรั้วโรงเรียนอย่างสุขสันต์ ในขณะมีใครบางคนก็กำลังยืนมองพวกเขาที่เดินไกลออกไป ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งแต่ภายในดวงตาสีดำสนิทกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายที่ไม่อาจคาดเดา ริมฝีปากสวยเผยอออกเล็กน้อยก่อนจะเปล่งเสียงออกมาแผ่วเบาและปลิวไปกับสายลม

 

        “ก็ดีแล้วล่ะ…”

 

_______________________________________________________________________________

 

ข้อมูลฟิคเก่าหายหมดเลย ฮรือออออ ขอเริ่มต้นใหม่ที่ฟิคนี้ละกันนะคะ 

ทีแรกก็ว่าจะอำลาวงการไปแล้วล่ะ แต่ยังรู้สึกอยากเขียนเรื่องแบบนู้นแบบนี้อยู่เลย555 

ไรท์เองก็หายไปนานเพราะวุ่นกับการสอบชิงทุน เลยแอบคิดว่าคงจะไม่มีใครรอฟิคเราแล้วล่ะ5555

แต่ถึงยังไงก็ขอโทษด้วยนะคะที่อาจจะไม่ได้แต่งฟิคเก่าต่อแล้ว T^T

Share this post


Link to post
Share on other sites
อีจูพรากผู้เยาว์นี่หว่า เฮียอยู่ไหนมาเอาเด็กกลับไปเลย

รออยู่นะคร๊าบบบบบ ^^

Share this post


Link to post
Share on other sites

คุณพระ น้องจูเป็นอา =_= 

แต่ว่ายูกิยังไม่มาเลย รีบๆมาได้แล้ว ย้วยซังจะโดนน้องจูงาบไปกินแล้วนั้น

Share this post


Link to post
Share on other sites

จุตจังอย่ามาโลลิค่อนพรากผู้เยาวว์แถวนี้ นี้มันบทของมายุ เด่วๆๆ 5555555555555
พี่ยุกิควรออกมาเค้าเห็นหน้าได้แล้วน้าา

Share this post


Link to post
Share on other sites

จูเป็นคุณอาเลยเหรอ อืม แปลกดี ปกตเห็นรับบทแต่เด็กน้อยวัยใส

จะกินมายุ? จะพรากผู้เยาว์? ใครก็ได้ พาเรนะมาลากจูไปที!!

คนในเงามืดนั่นใช่ยูกิรึเปล่านะ

Share this post


Link to post
Share on other sites
เด็กจูเป็นคุณอาล้าววว โตแล้วสินะ(?)
ยูกิอยู่หนายยรีบมาเร้วว
อ่ะใครน่ะๆๆๆ

Share this post


Link to post
Share on other sites

อีจูพรากผู้เยาว์นี่หว่า เฮียอยู่ไหนมาเอาเด็กกลับไปเลย

รออยู่นะคร๊าบบบบบ ^^

ขอจูพรากบ้างนิดนึง เป็นเด็กน้อยมาตลอด555

 

คุณพระ น้องจูเป็นอา =_= 

แต่ว่ายูกิยังไม่มาเลย รีบๆมาได้แล้ว ย้วยซังจะโดนน้องจูงาบไปกินแล้วนั้น

อาจจะเป็นแค่อาหลานปกติก็ได้นะคะ จริงจริ๊งงง5555

 

จุตจังอย่ามาโลลิค่อนพรากผู้เยาวว์แถวนี้ นี้มันบทของมายุ เด่วๆๆ 5555555555555
พี่ยุกิควรออกมาเค้าเห็นหน้าได้แล้วน้าา

ก็คิดอยู่นะคะ ว่าควรสลลับบทดีมั๊ย มีความผิดวิสัยแรง555

 

จูเป็นคุณอาเลยเหรอ อืม แปลกดี ปกตเห็นรับบทแต่เด็กน้อยวัยใส

จะกินมายุ? จะพรากผู้เยาว์? ใครก็ได้ พาเรนะมาลากจูไปที!!

คนในเงามืดนั่นใช่ยูกิรึเปล่านะ

มีแต่คนอยากให้เฮียมาลากจู เอ...เอาไงดีน๊า

 

เด็กจูเป็นคุณอาล้าววว โตแล้วสินะ(?)
ยูกิอยู่หนายยรีบมาเร้วว
อ่ะใครน่ะๆๆๆ

โตแล้ว เป็นอาแล้ว กินหลานตัวเองได้ (เดี๋ยวๆๆ)

ไหนยูกิอยู่หนาย5555

Share this post


Link to post
Share on other sites

#01 วันร้ายๆ

(ย้อนอดีต)

 

 

        18.00 น. ณ หน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง

 

        “เห้อ…สุดท้ายคุณอาก็ติดงาน เลยไม่ได้กินไอติมฟรีเลย” ฉันบ่นอุบกับตัวเองด้วยความเสียดาย

 

แปะ แปะ

 

        “หืม? ฝนตกหรอ?...”

 

        หยดน้ำเล็กๆกระทบไหล่ฉันเบาๆและซึมผ่านชุดนักเรียนสีขาวลงไปจนฉันสัมผัสได้ถึงความเย็นที่ผิวกายเล็กน้อย เป็นสิ่งที่เตือนให้รู้ว่าฤดูกาลแห่งความชุ่มฉ่ำได้เวียนมาบรรจบแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นบรรยากาศแบบนี้ยิ่งทำให้ฉันหวนนึกถึง ‘วันนั้น’ ขึ้นมา

 

          ใช่ วันนี้ของเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว ซ้ำยังเวลานี้พอดี…

 

.

 

.

 

.

 

        “หลังจากที่ทีมแพทย์ได้พยายามอย่างถึงที่สุดแล้วนั้น ชีพจรของวาตานาเบะซังได้หยุดลง…และได้เสียชีวิตในที่สุดค่ะ ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ” แพทย์หญิงร่างสูงโปร่งกล่าวกับคุณอาจูรินะที่ซึ่งจับมือฉันเอาไว้แน่น

 

        “มายุ…” คุณอาเรียกฉันที่ยืนนิ่งราวกับสติหลุดลอย ทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยดวงตาที่สั่นไหว ถึงอย่างนั้นแต่ราวกับว่าน้ำตาถูกกักเอาไว้ไม่ให้ไหลออกมา ทำไมล่ะ? ทำไมฉันถึงไม่ร้องไห้’

 

        “มายุขอกลับบ้านได้มั๊ยคะ…” อาจเพราะไม่ได้พูดมานานน้ำเสียงฉันจึงแหบพร่าไปหน่อย ฉันเพียงถามออกไปเพราะไม่รู้จะพูดอะไรเท่านั้น และต่อให้อยู่ที่นี่ไปฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรทำยังไงต่อ

 

        “…ได้สิ เดี๋ยวอาไปส่ง รอแปปนะ” คุณอาครุ่นคิดอยู่ไม่นานก่อนจะตอบตกลง จากนั้นก็ปลีกตัวไปคุยโทรศัพท์ครู่หนึ่งแล้วจึงขับรถพาฉันมาส่งที่บ้าน…บ้านที่ซึงเป็นที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียวของฉัน บ้านที่ซึ่งเหลือฉันอยู่เพียงคนเดียวแล้วในตอนนี้

 

        ที่ที่ฉันอยู่อาศัยอย่างคุ้นเคยมาตลอด วันนี้กลับดูแปลกตาไป มองไปทางไหนก็ดูเงียบเหงา เหมือนขาดอะไรไป แทนที่จะขึ้นห้องฉันกลับเดินดูรอบๆอย่างล่องลอย รู้สึกราวกับว่าหัวใจฉันเสียสมดุล ทั้งเดียวดาย มืดมิด และว่างเปล่า

 

        ทนไม่ไหวแล้ว’

 

        ฉันทนกับสภาพและบรรยากาศแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไป มองไปทางไหนก็ไม่เจอใคร มันช่างเหงาเหลือเกิน…

 

กึก แอ๊ดดดด ปึ้ง!

 

ตึกๆๆๆๆ

 

        ฉันเปิดประตูออกจากบ้านอันเงียบเหงาหลังนี้ก่อนจะใช้ฝ่าเท้าเปลือยๆออกวิ่งไปอย่างไร้จุดหมาย ถึงแม้ว่าจะเริ่มมีหยดฝนเม็ดเล็กๆหล่นลงมากระทบทีละน้อย แต่ความเย็นนั้นก็เทียบไม่ได้กับความหนาวเหน็บในจิตใจของฉันเลย

 

ซ่าาาาา

 

       ไม่กี่นาทีต่อมาฝนพรำลงมาห่าใหญ่ ทว่าตัวฉันก็ยังคงไม่หยุดวิ่ง ฝ่าเท้าที่ถลอกปอกเปิกยังคงย่ำไปบนพื้นคอนกรีตที่เปียกชื้นพาร่างของฉันให้มุ่งไปข้างหน้าด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิดที่มี นี่ฉันกำลังทำบ้าอะไรอยู่กันนะ’ ถึงจะคิดอย่างนั้นแต่ก็หยุดตัวเองไม่ได้เลย และทันใดนั้น…

 

ปึก!

 

      คงเพราะฉันวิ่งไปอย่างไม่สนทิศทางและสิ่งรอบข้างจึงทำให้ฉันไปชนเข้ากับ ‘ใครบางคน’ คนๆนั้นมีร่างกายที่สูงกว่าฉัน ทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นไปมองเพื่อกล่าวคำขอโทษ

 

        “ขอโท-….” ภาพที่เห็นทำให้ฉันต้องหยุดชะงัก เพราะใบหน้าที่ปรากฏต่อหน้าฉันนั้น… ‘ไม่ใช่คน’ ???

 

        คนที่ฉันเผลอไปชนเข้านั้นสวมชุดมาสคอตซึ่งดูจากลักษณะแล้วคาดว่าน่าจะเป็น ‘ยีราฟ’ ดวงตากลมสีดำสนิทบนหัวที่สวมนั้นดูเหมือนว่าจะกำลังเพ่งเล็งมาที่ฉัน

 

        “เอ่อ…ขอโทษนะคะ ฉันไม่ระวังเอง ขอโทษจริงๆค่ะ” ถึงจะรู้สึกแปลกๆที่ต้องมาก้มหัวขอโทษยีราฟก็เถอะ แต่ฉันก็เป็นคนผิดจริงๆจึงได้กล่าวขอโทษเขาไป ยีราฟ ไม่สิ คนๆนั้นผงกหัวรับทีนึงแต่ก็ยังคงมองมาที่ฉัน ดวงตาปลอมๆนั่นทำเอาฉันรู้สึกขนลุกแปลกๆ

 

แหมะ

 

        “อ๊ะ!” มือซ้ายของเขาที่ถูกห่อหุ่มด้วยชุดมาสคอตหนาเตอะวางลงบนหัวที่เปียกชื้นของฉันเบาๆ จึงเผลออุทานออกมา

 

        เหมือนว่าเขาจะหยุดชะงักเล็กน้อยแล้วจึงค่อยรีบดึงมือตัวเองออก ก่อนจะโค้งตัวเล็กน้อยเหมือนกับกำลังขอโทษ แต่แล้วเขาก็หยุดชะงักอีกครั้ง…

 

        “มะ มีอะไรหรือเปล่าคะ?” ฉันถามออกไปด้วยความแปลกใจที่เขายังคงก้มอยู่อย่างนั้น

 

หมับ!

 

        “อ๊ะ! เดี๋ยวสิ นี่คุณ!...” อยู่ๆเขาก็ใช้มือผ้านิ่มๆนั่นมาคว้าแขนของฉันไปก่อนจะออกแรงฉุดเล็กน้อย ฉันจึงต้องเดินตามอย่างช่วยไม่ได้ นี่ถ้าโดนพาไปทำมิดีมิร้ายก็คงไม่น่าแปลกใจเลย

 

        เขาพาฉันให้มานั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตรงศาลาหลบฝนที่ไร้ซึ่งผู้คน จากนั้นจึงปลีกตัวออกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาพร้อมถุงพลาสติกใบเล็กๆ เขาวางถุงนั้นลงบนที่นั่งข้างฉันก่อนจะ… ‘คุกเข่า’ ?

 

        “จะทำอะไรคะ?” ฉันถามออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆ ไม่มีเสียงตอบรับใดๆผ่านชุดมาสคอตมาเลย ไม่แน่เขาอาจจะพูดด้วยแต่ฉันไม่ได้ยินก็เป็นได้

 

        เขายกมือทั้งสองข้างประคองเท้าของฉันขึ้นเบาๆ ฉันมองดูเขาอย่างพิศวง ก่อนจะคิดได้ว่า เพราะอย่างนี้นี่เอง’ เพราะเท้าฉันเป็นแผลสินะตอนนั้นเขาถึงได้…

 

        “โอ๊ยยยย แสบบบบ!” คงจะต้องมีเชื้อโรคมากมายอยู่ในแผลฉันเป็นแน่ ถึงได้แสบขนาดนี้ ก็แน่ล่ะ ใช้เท้าเปล่าวิ่งมาขนาดนี้ พื้นก็ใช่ว่าจะสะอาด แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็อดที่จะร้องโอดครวญไม่ได้

 

        มนุษย์ยีราฟยังคงล้างแผลให้ฉันอย่างใจเย็น โดยไม่สนใจเสียงโหยหวนของฉันเลยแม้แต่น้อย หลังจากนั้นเขาจึงใช้สำลีทายาสมานแผลให้ฉันอย่างเบามือก่อนจะปิดปากแผลด้วยพลาสเตอร์สีดำทมิฬ

 

        จริงสิ…นี่ฉันมาทำอะไรที่นี่ ฉันวิ่งหนีความเหงาภายในจิตใจ วิ่งออกมาไกลขนาดไหนก็ยังไม่รู้ แต่น่าแปลก ตลอดเวลาที่อยู่กับเขา มันทำให้ฉันลืมความเจ็บปวดนั้นไปซะสนิทเลย’  อาจเป็นเพราะว่าฉันมัวแต่สงสัยในความแปลกประหลาดของเขา แต่ช่างเถอะ…คงถึงเวลาที่ฉันต้องกลับแล้วสินะ ขืนคุณอารู้เรื่องนี้มีหวังโดนสอบสวนยาวแน่

 

        “เห้อ…” ฉันถอนหายใจเบาๆก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าอันมืดครึ้มที่ยังคงหลั่งรินสายฝนลงมาไม่หยุดหย่อน ไม่ได้เอาร่มมาซะด้วย หลบฝนที่นี่ก่อนแล้วกัน…

 

        ไม่เคยคิดเลยว่าฉันจะได้มีช่วงเวลาที่รู้สึกเหมือนความหมายในการมีชีวิตหล่นหายไปแบบนี้ ฉันจะสามารถโตเป็นผู้ใหญ่โดยที่ไม่มีคุณพ่อได้รึเปล่านะ คุณแม่เองก็เสียไปตั้งแต่ฉันเกิด ตอนนี้ฉันก็เหลือแค่คุณอาที่เป็นญาติเพียงหนึ่งเดียวแล้ว ไม่ว่าจะคิดในแง่ดียังไงความรู้สึกเหงาก็ไม่ยอมหายไปเลย…

 

        “ร้องไห้ออกมาสิ…”

 

        “หือ?...” เสียงที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านข้าง ฉันหันไปมองทันทีที่ได้ยิน ซึ่งที่ได้เห็นก็คือ ใบหน้าด้านข้างที่อยู่ภายใต้หัวยีราฟมาตลอด ใบหน้านั้นได้เผยให้ฉันเห็นเป็นครั้งแรก สีหน้าเรียบนิ่ง ดวงตาสีดำที่ว่างเปล่ามองทอดไปยังท้องฟ้าสีเทามืดหม่น ผมสีน้ำตาลเข้มที่รวบขึ้นเผยให้เห็นแผงคอขาวเนียนที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ

 

        “…”

 

        “เมื่อกี้…?”

 

       “อย่างน้อยๆ…ก็ยังมีสายฝนคอยเป็นเพื่อนร้องไห้ไปด้วยกันเสมอ เพราะฉะนั้นไม่เป็นไรหรอก ร้องไห้ออกมาสิ”

 

        “…”       

 

        “…”

 

       “ฮึก ฮึก ฮือออออออ”

 

       และนั่น คือน้ำตาหยดแรกหลังจากที่ฉันได้สูญเสียคนสำคัญที่สุดในชีวิต…

Share this post


Link to post
Share on other sites
โหววว กิรินสินะในชุดยีราฟ หล่อมากพี่!!!
อยากให้มาหล่อใกล้ๆ จุง // โดนมายุถีบ

Share this post


Link to post
Share on other sites
ในชุดยีราฟนี่กิรินใช่มะ แหมๆ เป็นคนที่อ่านใจคนอื่นได้สินะ//อ้าวกำ ผิดๆ

Share this post


Link to post
Share on other sites
กิรินนี่มาเป็นยีราฟสมชื่อจริงๆ55555
มานิ่งๆแต่อย่างหล่อค่ะ

Share this post


Link to post
Share on other sites

พี่ยูกิคือยีราฟใช่มั้ย 555555555 
บทน่ารักจัง นิ่งๆ เท่มากมาย

Share this post


Link to post
Share on other sites

โหววว กิรินสินะในชุดยีราฟ หล่อมากพี่!!!
อยากให้มาหล่อใกล้ๆ จุง // โดนมายุถีบ

เป็นยีราฟที่หล่อบาดใจมากค่ะ5555

 

ในชุดยีราฟนี่กิรินใช่มะ แหมๆ เป็นคนที่อ่านใจคนอื่นได้สินะ//อ้าวกำ ผิดๆ

เราไม่ได้คิดถึงกรณีเหนือธรรมชาติขนาดนั้นนะคะ แต่รู้สึกน่าสนใจนะ อืมๆ55555

 

กิรินนี่มาเป็นยีราฟสมชื่อจริงๆ55555
มานิ่งๆแต่อย่างหล่อค่ะ

กิรินก็คือกิริน แม่ก็คือแม่ค่ะ

งานนี้แม่หล่อสุด5555

 

พี่ยูกิคือยีราฟใช่มั้ย 555555555 
บทน่ารักจัง นิ่งๆ เท่มากมาย

นิ่งๆเงียบแต่ฟาดเรียบระวังไว้นะ //ไม่ใช่แล้ววว5555

Share this post


Link to post
Share on other sites

#02 ยีราฟใจร้าย

(ย้อนอดีต)

 

 

 

 

 

        ในวันนั้น…ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตามมาดลบันดาล แต่เราทั้งสองก็ได้พบกัน และถึงแม้มันจะดูเป็นการพบกันที่ออกจะแปลกประหลาดไปสักหน่อย แต่ฉันก็คิดว่ามันไม่ได้แย่ไปซะทีเดียว

 

.

 

.

 

.

 

        ฝนเริ่มซาลงและท้องฟ้าเริ่มเปิดอีกครั้ง อย่างกับว่ามีเวทมนต์มาปัดเป่าบรรยากาศหม่นหมองให้มลายหายไป โดยที่ฉันไม่รู้เลยว่าเวลาได้ล่วงเลยมานานแค่ไหนแล้ว แต่ที่น่าแปลกก็คือ มนุษย์ยีราฟยังคงนั่งอยู่ข้างๆฉันโดยที่ไม่ได้ห่างไปไหนเลยแม้แต่วินาทีเดียว …อาจเป็นเพราะเขาเองก็ไม่อยากเปียกฝนล่ะมั้ง

 

        ถึงแม้ว่าพายุฝนจะผ่านพ้นไป สีของฟ้าหลังฝนก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก เนื่องจากนี่ก็จวนจะค่ำแล้ว ฉันที่หยุดคร่ำครวญได้สักพักก็หันไปมองด้านข้างเพื่อจะกล่าวขอบคุณมนุษย์ยีราฟ แต่ในตอนนั้นเอง… ‘เป็นคนที่สวยจัง’ เสียงความคิดนั้นดังก้องขึ้นมาในหัวทันที

        คงเพราะฉันมัวแต่ร้องไห้จนสายตาพร่าเบลอ จึงไม่ทันได้มองหน้าเขาชัดๆ ไม่ทันได้เห็นว่าฉันนั่งอยู่กับคนสวยขนาดนี้มาตลอด นอกจากนั้นเขายังอุตส่าห์ใจดีทำแผลให้ฉัน เขาช่างดูวิเศษเสียยิ่งกว่าฟ้าหลังฝนซะอีก

 

        “ยัยบ้า…” เสียงที่ไม่คาดคิดดังออกมาจากปากของคนตรงหน้า

 

        “ห้ะ…?” ฉันส่งเสียงอย่างประหลาดใจ

 

        “มองอยู่นั่นแหละ ไม่เคยเห็นคนรึไง” เดี๋ยวนะ…เมื่อกี๊หล่อนยังทำดีกับฉันอยู่เลยนี่ เป็นโรคจิตรึป่าวเนี่ย เอาคำชมของฉันคืนมา!

 

        “…กะ ก็แค่อยากจะขอบคุณน่ะ แล้วก็ค่ายา-“

 

        “ไม่ต้อง ฝนหยุดแล้ว ฉันไปล่ะ…”

 

        “อ่าว เฮ้! เดี๋ยว…”

 

        วินาทีนั้นฉันทำได้เพียงอ้าปากค้าง มนุษย์ยีราฟที่แสนจะใจดีพอสละคราบออกมากลับกลายเป็นยัยแม่มดใจร้ายสายตาดุดันราวกับจะฆ่าแกงฉันให้หมดลมหายใจอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะใคร่ครวญยังไงฉันก็ไม่อาจจะเข้าใจเขาได้เลย…

 

        “ช่างเถอะ…กลับบ้านดีกว่า”

 

.

 

.

 

.

 

        “นี่หายไปไหนมา!...รู้มั๊ยว่าอาตามหาเราจนทั่วเลยนะ มายุ”

 

        นั่นไง…โดนคุณอาดุเอาจนได้ พอกลับมาฉันก็เจอกับคุณอายืนขรึม ดักอยู่หน้าประตูบ้าน จากนั้นฉันก็โดนคุณอาลากเข้าบ้านมาเทศนาอีกทั้งยังสอบสวนยาวๆ จนตอนนี้รู้สึกเหมือนจะขาดอากาศหายใจตายเลยล่ะ คุณอาจูรินะที่แสนใจดี และตามใจฉันตลอด ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นคุณอาโหดขนาดนี้มาก่อนเลย น่ากลัวแฮะ

        “นะ หนู…หนูขอโทษนะคะคุณอา” เมื่อคุณอาเทศนาฉันจนจบ ฉันก็ตัดสินใจเอ่ยคำขอโทษออกไปพร้อมกับหลับตาปี๋ด้วยกลัวว่าจะโดนโกรธ ในตอนนั้นฉันรู้สึกผิดอย่างสุดหัวใจ จนน้ำตาเริ่มไหลออกมาจนปริ่มขอบตา

 

        “…” คุณอายืนมองฉันโดยไม่พูดอะไร

 

        “…ฮึก” ตัวฉันเองก็เริ่มจะเก็บเสียงสะอื้นเอาไว้ไม่อยู่

 

        “เห้ออออ ทำหน้าแบบนั้นแล้วอาจะโกรธลงได้ไงเล่า ^^ “ คุณอากลับมาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่เคย ฉันรู้สึกใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย จึงเงยหน้าขึ้นมองคุณอาอย่างกล้าๆกลัวๆ

 

        “คุณอา…”

 

        “อาแค่เป็นห่วงเราน่ะ ก็อามีหลานคนเดียวนี่ อย่าร้องไปเลย…” รอยยิ้มของคุณอาช่างอ่อนโยน วินาทีนั้น ฉันมองคุณอาและคิดกับตัวเองว่าฉันจะอุทิศทุกช่วงเวลาให้กับคุณอา คนเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตของฉัน ฉันกระโจนเข้าสวมกอดร่างสูงของคุณอา เขารับฉันไว้ โอบฉันแนบลำตัวและมอบไออุ่นให้กับฉัน นานจนกระทั่งพอใจ…

 

        “แล้ว…มายุกับบ้านหลังนี้จะเป็นยังไงต่อหรอคะ?”

 

        “เรื่องนั้นเดี๋ยวอาหาทางจัดการเอง…อาคิดว่าจะพามายุไปอยู่ที่บ้านอาน่ะ”

 

        “คือ…”

 

        “หือ?”

 

        “มายุอยาก…อยากอยู่ที่บ้านนี้น่ะค่ะ” ฉันพูดออกไปเพราะฉันไม่อาจทิ้งบ้านหลังนี้ได้ ถึงก่อนหน้านี้ฉันจะวิ่งหนีออกจากบ้านนี้  แต่บ้านหลังนี้มีภาพความทรงจำมากมายระหว่างฉันกับคุณพ่อ บ้านที่คุณพ่อกับคุณแม่ฉันอยู่ด้วยกันจนฉันเกิดมา และคุณพ่อยังพร่ำบอกฉันเสมอว่าวิญญาณของคุณแม่จะคอยปกป้องเราและบ้านหลังนี้อยู่ตลอดไม่ไปไหน ฉันจึงไม่สามารถทิ้งมันไปได้

 

        “อืม…แต่ที่ทำงานอาไกลจากที่นี่ซะด้วยสิ…เอาไงดี”

 

        “…คุณอา ไม่ต้องมาอยู่กับมายุก็ได้นะคะ มายุดูแลตัวเองได้” ฉันเอ่ยกับคุณอาด้วยสีหน้าที่มุ่งมั่น

 

        “อืม เข้าใจล่ะ งั้น…อาขอคิดดูก่อนละกันนะ” คุณอาเองก็คงจะเข้าใจฉันดีจึงไม่ห้ามปรามหรือพูดอะไรมากไปกว่านี้

 

        “ขอโทษนะคะ…”  

 

        “…คงจะเหนื่อยมากสินะ ไปอาบน้ำแล้วเข้านอนเถอะ” คุณอาใช้มือขวาลูบหัวฉันเบาๆ พริบตานั้นที่ถูกสัมผัส ฉันกลับนึกถึงคนๆนั้นขึ้นมา… ยัยยีราฟ’  ฉันสะบัดหัวไปหนึ่งทีเพื่อไล่ความคิดบ้าๆก่อนจะรีบปลีกตัวจากคุณอาเพื่อไปอาบน้ำ

 

        หลังจากนั้นคุณอาก็ส่งฉันเข้านอนอย่างดี จนกระทั่งฉันเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด…

 

“คุณพ่อๆ คุณแม่ของหนูเป็นใครหรอคะ แล้วตอนนี้คุณแม่อยู่ที่ไหนหรอคะ”

 

“ตอนนี้…คงเป็นนางฟ้าอยู่บนสวรรค์ล่ะมั้งนะ”

 

“นางฟ้า…? สวรรค์…?”

 

“ใช่แล้วล่ะ…”

 

        เสียงนี้…ฉันจำได้ เรื่องที่เคยคุยกับคุณพ่อตอนเด็กๆ

 

“คุณแม่เป็นคนยังไงหรอคะคุณพ่อ?”

 

“สวย แล้วก็ใจดีมากเลยล่ะ ลูกน่ะถอดแบบมาจากคุณแม่เค้าเลย…”

 

“อยากให้คุณแม่อยู่ด้วยกันจัง…”

 

“คุณแม่ก็อยู่กับเราตลอดนั่นแหละ”

 

“หือ?...”

 

“คุณแม่คอยปกป้องเราจากบนฟ้ายังไงล่ะ…”

 

        ฉันจำได้ว่าฝันนั้นเป็นเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก ช่างยาวนานและไม่มีที่สิ้นสุด และก็ทำให้ฉันย้อนนึกถึงคืนวันเก่าๆได้มากมาย มีบางสิ่งที่ฉันลืมไปแล้ว และบางสิ่งที่ฉันยังคงจำได้ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ในทุกๆเหตุกาณณ์มักจะมีคุณพ่ออยู่กับฉันเสมอ ไม่ว่าจะดีหรือจะร้าย จะสุขหรือจะเศร้า คนที่อยู่ข้างๆฉันตลอดมาก็คือคุณพ่อ...

 

กริ๊งงงงง กริ๊งงงงง กริ๊งงงงง

 

พรึ่บ!

 

        คลื่นเสียงความถี่สูงที่มีอำนาจทะลุทะลวงโสตประสาทจากนาฬิกาปลุกดังขึ้นเหมือนเช่นทุกเช้า ทำให้ฉันตกใจจนสะดุ้งตื่นและเด้งตัวขึ้นจากที่นอนอย่างรวดเร็วเหมือนอย่างปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือ เช้านี้เป็นเช้าวันใหม่หลังจากที่เรื่องร้ายๆได้ผ่านพ้นไป ทำให้ฉันคิดได้ว่าไม่อยากจะตื่นจากความฝันเอาเสียเลย ความฝันที่มีคุณพ่ออยู่ ฉันไม่อยากเสียมันไปเลย พอคิดเช่นนั้นก็พาลทำให้รู้สึกหดหู่แต่เช้า

 

        ฉันพยายามสลัดความคิดบ้าๆออกจากสมอง แล้วเดินไปเปิดผ้าม่านเพื่อรับแสงแดดยามเช้าอันสดใสหวังจะให้ตัวเองลืมความรู้สึกแย่ๆไปบ้าง ขาที่รู้สึกไร้เรี่ยวแรงนำพาร่างของฉันให้เดินเข้าห้องน้ำอย่างช้าๆ

 

         จนกระทั่งทำธุระส่วนตัวเสร็จ ฉันจึงลงมาด้านล่างเพื่อหาอะไรรองท้องก่อนไปโรงเรียน เมื่อลงมาถึง ก็พบกับไฟในบ้านที่ถูกปิด บรรยากาศดูมืดสลัว เช่นนั้นฉันจึงเดินไปดันสวิตซ์ไฟขึ้น ทันใดนั้นบริเวณบ้านก็สว่างขึ้นมาทันตา พอมองไปรอบๆไม่นานก็ทำให้ฉันได้รู้ว่าบ้านนี้เงียบเหงาเพียงใดเมื่อต้องอยู่คนเดียว ไม่มีแม้แต่เสียงลมพัดผ่าน เงียบสงัดไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ

 

        ฉันเดินไปที่ตู้เย็นพร้อมกับความหวังที่ว่าอาหารแช่แข็งที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อคงจะยังไม่หมด เมื่อเดินไปถึงฉันก็พบกับกระดาษแผ่นเล็กๆสีชมพูอ่อนที่ซึ่งมีข้อความเขียนเอาไว้แปะอยู่

 

        ‘อาทำมื้อเช้าไว้ให้ กินก่อนแล้วค่อยไปโรงเรียนนะ J’

 

        ข้อความจากคุณอาที่คาดว่าน่าจะกลับไปหลังจากส่งฉันเข้านอนเสร็จ เมื่ออ่านแล้วก็พอทำให้ฉันยิ้มได้บ้าง จากนั้นฉันจึงเปิดดูภายในตู้เย็น ภายในนั้นมีข้าวกับไก่คาราอาเกะที่ฉันชอบวางจัดบนจานสวยคลุมด้วยฟิล์มพลาสติกใส ฉันหยิบมันขึ้นมาก่อนจะนำไปเข้าเครื่องไมโครเวฟตามระเบียบ

 

        หลังจากจัดการกับมื้อเช้าเสร็จ ก็ได้เวลาที่ต้องไปโรงเรียน จริงๆแล้วก็ไม่ได้อยากไปเลย แต่ถ้าจะให้อยู่บ้านคงจะกลายเป็นกระต่ายที่เหงาตายเพราะไม่มีเจ้าของคอยดูแล เพราะฉะนั้นฉันต้องเข้มแข็งเข้าไว้ ต้องไปโรงเรียนโดยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใครถามก็ตอบไปตรงๆห้ามหลุดอารมณ์อ่อนไหว

 

 ณ โรงเรียนมัธยมต้นxxx

 

        ฉันเดินมาเรื่อยๆจนกระทั่งถึงหน้าประตูโรงเรียน แต่ก็หวุดหวิดจะเข้าเรียนสายจึงต้องรีบวิ่งในขณะที่ออดเข้าเรียนเริ่มดัง

 

กริ๊งงงงง

 

ครืดดดด!

 

        โชคดีที่อาจารย์ยังไม่เข้า ฉันรีบบึ่งไปยังที่นั่งของตัวเองให้เร็วที่สุด โดยไม่ลืมที่จะทักทายเพื่อนข้างๆอย่างปกติ คาบที่หนึ่งผ่านพ้นไปโดยที่บทเรียนไม่ได้เข้าหัวฉันเลยแม้แต่น้อย แต่แล้วฉันก็เกิดอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมาจึงรีบออกมาจากห้อง เพื่อที่จะได้กลับมาเรียนให้เร็วที่สุด

 

ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก

 

ครืดดดดด

 

        “ขออนุญาตนะคะ…”

 

ครืดดดด กึก

 

        ฉันที่ซึ่งกำลังเดินตรงไปยังห้องน้ำหยุดชะงักเมื่อกำลังจะผ่านห้องพักครู เสียงนิ่งเรียบดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงของคนๆนึงเดินออกมาจากประตู นั่นมัน…ยัยยีราฟ? ใช่จริงๆด้วย ไม่คิดเลยว่าจะอยู่โรงเรียนเดียวกัน สีเนคไทนั่น…ปีสามหรอ?

 

        คนตรงหน้าหันมองหน้าฉันที่ยืนนิ่งอึ้งก่อนจะหรี่ตามองแล้วสะบัดหน้าเดินหนีไป

 

        “เดี๋ยวก่อนสิ!” ฉันคว้ามือเขาไว้เพื่อจะพูดกับเขาเรื่องเมื่อวาน ร่างสูงหันมามองฉันด้วยสายตาหยิ่งทะนงก่อนจะสะบัดมือฉันออกเบาๆโดยไม่พูดอะไรหลังจากนั้นจึงเดินไป

 

        “เดี๋ยว…ขอให้ฉันได้กล่าวขอบคุณเถอะนะคะ คุณยีราฟ!(กิริน)” ฉันตะเบ็งเสียงเรียกเขาที่เดินห่างออกไปทั้งๆที่ยังไม่รู้ชื่อจึงเผลอเรียกเขาไปว่ายีราฟซะได้

 

        “ยีราฟ?...”

 

        ในที่สุดเขาก็ยอมหยุดและหันมามองฉัน

 

        “เอ่อ…ขอโทษนะคะ เพราะฉันไม่รู้ชื่อคุณก็เลย…ฉันชื่อวาตานาเบะ มายุค่ะ แล้วคุณ…”

 

        “…เธอไม่จำเป็นต้องรู้ แล้วฉันก็ไม่ต้องการคำขอบคุณจากเธอ”

 

       “ดะ เดี๋ยวสิคุณ! นี่…” เขาไปอีกแล้ว เขาเดินหนีฉันไปอีกแล้ว ทั้งๆที่ใจดีขนาดนั้น ทั้งๆที่ลูบหัวฉันแท้ๆ ทำไมเขาถึงได้เย็นชากับฉันขนาดนี้นะ?

 

ครืดดดด

 

        เสียงเปิดประตูจากห้องพักครูดังขึ้นอีกครั้งฉันจึงหันหลังกลับไปมอง

 

        “อาจารย์ทาคาฮาชิ…สวัสดีค่ะ” เมื่อเห็นว่าคนที่เดินออกมาเป็นใครฉันจึงรีบก้มหัวให้ทันที อาจารย์ ทาคาฮาชิ มินามิ อาจารย์ฝ่ายปกครองนั่นเอง อันที่จริงแล้วเราค่อนข้างสนิทกันเพราะอาจารย์เป็นคนรู้จักของคุณพ่อ

 

        “สวัสดีจ่ะ…มีธุระอะไรรึเปล่าวาตานาเบะซัง” อาจารย์ทักทายกลับและยิ้มให้เล็กน้อยก่อนจะถามขึ้น

 

        “เปล่าค่ะ…เอ่อ…”

 

        “หือ?”

 

        “นักเรียนคนเมื่อกี๊เขามาทำอะไรหรอคะ?”

 

        “เอ่อ…คือว่าเรื่องนั้น” คำถามของฉันทำเอาอาจารย์มีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย

 

        “…” ถึงจะแปลกใจกับท่าทีของอาจารย์ แต่ฉันก็รอฟังอย่างใจจดใจจ่อ

 

        “เด็กคนนั้น…มาปรึกษากับอาจารย์เรื่องจะลาออกน่ะ…”

 

        “ลาออก!?...”

 

_____________________________________________________________________________________________________________

 

มายุ...แล้วห้องน้ำล่ะห้องน้ำ - -

Share this post


Link to post
Share on other sites
สนุกมาก จะรอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อเลยครับ

ว่าแต่ทำไมพี่กรถึงเปลี่ยนขั้วได้ขนาดนั้นหว่า -0- อยู่ๆเกิดสับสวิตขึ้นมาเรอะ

Share this post


Link to post
Share on other sites

555 บทยูกิรินนี่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย กำลังคิดว่านายจะหล่ออยู่และ เจอคำแรกที่ออกมาจากปากนี่คือแบบไปไม่ถูกเลย

ส่วนบทของทาคะมินะ นี่ก็ต้องครูอยู่แล้วสินะ แต่ว่านะ ยามใดเมื่อเห็นทาคะมินะ ก็ต้องย่อมเห็นอัตจังด้วยสิ 555//เริ่มละเมอ

 

ปล.ไรต์มาต่อไวๆนะ จะรออ่านด้วยใจจดใจจ่อเลย ส่วยเรื่องไปห้องน้ำของมายุนี่แล้วแต่ไรต์เลย 555

Share this post


Link to post
Share on other sites
อะไรก๊านนนน!!! ไม่ทันจะได้ถามชื่อก็จะลาออกแล้วหรอออออT_T

Share this post


Link to post
Share on other sites
กิรินนี่เปลี่ยนจากคุณยีราฟผู้ใจดีเป็นเย็นชาเฉยเยย5555
เย้ยย จะลาออกแล้วเหรอเพิ่งเจอกันเองง
มายุยังเข้าใจว่าเป็นคุณยีราฟอยู่เลย(. . )

Share this post


Link to post
Share on other sites

คือพอพี่ยูกิเค้าใส่ชุดยีราฟแล้วจะเป็นคนละคนหรอ 5555555
มายุอย่าลืมไปข้าห้องน้ำนะ . .

Share this post


Link to post
Share on other sites

สนุกมาก จะรอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อเลยครับ

ว่าแต่ทำไมพี่กรถึงเปลี่ยนขั้วได้ขนาดนั้นหว่า -0- อยู่ๆเกิดสับสวิตขึ้นมาเรอะ

นั่นสินะ ถ้าเราเป็นมายุนี่คงบ้าตาย ตามอารมณ์นางไม่ทัน5555

 

555 บทยูกิรินนี่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย กำลังคิดว่านายจะหล่ออยู่และ เจอคำแรกที่ออกมาจากปากนี่คือแบบไปไม่ถูกเลย

ส่วนบทของทาคะมินะ นี่ก็ต้องครูอยู่แล้วสินะ แต่ว่านะ ยามใดเมื่อเห็นทาคะมินะ ก็ต้องย่อมเห็นอัตจังด้วยสิ 555//เริ่มละเมอ

 

ปล.ไรต์มาต่อไวๆนะ จะรออ่านด้วยใจจดใจจ่อเลย ส่วยเรื่องไปห้องน้ำของมายุนี่แล้วแต่ไรต์เลย 555

ต่อไปยูกิจะเสียดแทงมากกว่านี้อีกค่ะ ปากร้ายได้อีก5555

พอนึกถึงบทครูก็มองเห็นแต่หน้าทาคามินะล่ะค่ะ อัตจังนี่รอดูไปเรื่อยๆก่อนละกันค่ะ ยังไม่มีแพลน5555

เข้าห้องน้ำเถอะมายุ เข้าเถอะ5555

 

อะไรก๊านนนน!!! ไม่ทันจะได้ถามชื่อก็จะลาออกแล้วหรอออออT_T

ไม่น๊าาาาาาา!!! 5555

 

กิรินนี่เปลี่ยนจากคุณยีราฟผู้ใจดีเป็นเย็นชาเฉยเยย5555
เย้ยย จะลาออกแล้วเหรอเพิ่งเจอกันเองง
มายุยังเข้าใจว่าเป็นคุณยีราฟอยู่เลย(. . )

จริงด้วย จะลาออกไปทั้งๆอย่างนี้ไม่ได้นะ! ไม่งั้นจะดำเนินเรื่องต่อยังไงล่ะ //ห่วงเรื่องนั้นหรอกเรอะ - -

 

คือพอพี่ยูกิเค้าใส่ชุดยีราฟแล้วจะเป็นคนละคนหรอ 5555555
มายุอย่าลืมไปข้าห้องน้ำนะ . .

อันนี้ก็ไม่รู้นะคะว่าตัวแปรใช่ชุดยีราฟรึเปล่า 55555 //ได้ข่าวว่าเป็นคนเขียน - -

ส่วนที่น่าติดตามกลายเป็นการเข้าห้องน้ำของมายุไปซะแล้ว5555

Share this post


Link to post
Share on other sites

#03 ข่าวร้าย

(ย้อนอดีต)

 

        “ลาออก!?”

 

        “ว่าแต่วาตานาเบะซังรู้จักเธอคนนั้นด้วยหรอ?”

 

        หลังจากที่ฉันทวนคำอย่างประหลาดใจกับคำตอบนั้น อาจารย์ทาคาฮาชิก็ถามกลับถึงความสัมพันธ์ของฉันและคนๆนั้น

 

        “กะ ก็ ไม่เชิงค่ะ”  ฉันคงไม่อาจใช้คำว่ารู้จักได้เต็มปาก ในเมื่อฉันยังเรียกเจ้าตัวว่าคุณยีราฟอยู่เลย

 

        “เห้ออันที่จริงอาจารย์เองก็ลำบากใจอยู่เหมือนกันนะ เด็กคนนั้นน่ะทั้งเรียนดี ทำงานเก่ง แถมยังช่วยเหลืองานครูอยู่เสมอเลยด้วย”  อาจารย์พูดพลางทำสีหน้าหนักใจ แต่ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่ปากร้ายซ้ำยังเชิดใส่ฉันขนาดนั้นจะเป็นคนดีและเป็นที่ชื่นชมขนาดนี้

 

กริ๊งงงงงงงง!

 

        เสียงออดเปลี่ยนคาบดังขึ้นขัดบทสนทนาระหว่างฉันกับอาจารย์ เราทั้งสองต่างสะดุงเล็กน้อย ก่อนที่อาจารย์จะพูดขึ้น

 

        “คาบที่สองแล้ว ไปเข้าเรียนก่อนเถอะจ่ะ”

 

        “อ่ะค่ะ”  ฉันพยักหน้าพร้อมกับเอ่ยรับคำ จากนั้นอาจารย์ก็เดินจากไป เหลือเพียงตัวฉันที่ยังคงไม่คลายความสงสัยจากประเด็นในการสนทนาเมื่อครู่ แล้วทำไมฉันต้องอยากรู้เรื่องเขาขนาดนี้เนี่ย บ้าชะมัด ไม่สนแล้ว!

 

        ฉันเดินหันหลังกลับเพื่อเข้าห้องเรียน ในตอนนั้นเองฉันก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าทำไมฉันถึงเดินมาทางนี้ เพื่อมาคุยกับอาจารย์หรอ? ก็ไม่ใช่ แล้วและชั่วพริบตาที่คำตอบนั้นแล่นเข้ามาในหัว เซลล์ขนทั่วร่างกายของฉันตั้งชันพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายราวกับถูกไฟดูด

 

        “ห้องน้ำ!!!!

 

……

 

        เห้อโชคดีที่คาบแรกอาจารย์ปล่อยให้เลิกเร็ว ฉันจึงมีเวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อที่จะเข้าห้องน้ำและกลับห้องเรียนโดยไม่เลยเวลามากนัก ไม่นึกเลยว่าฉันจะลืมตัวว่าจะเข้าห้องน้ำ ขืนปล่อยให้นานกว่านี้คงแย่แน่ ว่าแล้วฉันก็รีบกลับห้องเรียนตัวเองทันทีเมื่อทำธุระเสร็จ

 

……

 

        “ไซโทพลาสซึมนั้นเป็นของเหลวที่อยู่ภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต จากรูปนี้จะเห็นได้ว่าภายในไซโทพลาสซึมจะมีส่วนประกอบต่างๆของเซลล์กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ซึ่งจะมีหน้าที่ต่างกันไป สิ่งนี้เรียกว่าออแกเนล หรือจะเรียกว่าอวัยวะของเซลล์ก็ได้ ออแกเนลชนิดแรกที่เราจะพูดถึงกันในคาบนี้คือ ไมโทคอนเดรีย ไมโทคอนเดรียมีหน้าที่เป็นแหล่งสร้างพลังงานให้กับเซลล์ในกระบวนการหายใจระดับเซลล์

 

        อาคาบแรกก็คณิตฯ คาบสองก็วิทย์ฯ คาบต่อไปก็

 

        พละ!!! อาโดดละกัน - -

 

…30 นาที ผ่านไป

 

        “อ๊ากกก ไม่นะ!! ลืมเอาชุดพละมาซะได้! หมดกัน T^T  โดนแน่ๆ ฉันต้องโดนทำโทษสินะ ฮืออออ” เสียงกรีดร้องราวกับจะเป็นจะตายดังขึ้นจากโต๊ะข้างๆ ซึ่งก็คือเพื่อนสนิทเพียงหนึ่งเดียวของฉัน

 

        “เอาอีกแล้วนะคาเรน เอาเถอะฉันให้ยืมของฉันก็แล้วกัน ว่าจะโดดอยู่พอดี - -” ฉันหันไปพูดกับคาเรนที่กำลังกุมขมับด้วยหน้าอมทุกข์

 

        “เอ๋!!! อย่างเธอเนี่ยนะจะโดดอ่ะมายุ ไปกินอะไรผิดสำแดงมารึเปล่าเนี่ย? หรือว่าเป็นไข้? ไหนฉันเช็คดูซิ” คาเรนไม่พูดเปล่า เธอใช้มือทั้งสองข้างแตะตามตัวฉันเพื่อวัดอุณหภูมิร่างกายแบบที่เรียกได้ว่าทุกซอกทุกมุม นี่ถ้าบอกว่าหลอกลวนลามฉันก็คงเชื่อแบบสนิทใจโดยไม่ต้องเจราโน้มน้าวเลยล่ะ

 

        “พอแล้วน่ายัยบ้า ก็แค่ช่วงนี้ฉันเบื่อๆน่ะ รู้สึกเหนื่อยๆด้วย” ฉันตอบพลางปัดมือยัยเพื่อนบ๊องออกเบาๆ

 

        “อาถ้างั้นไปนอนที่ห้องพยาบาลมั๊ย เดี๋ยวฉันบอกครูให้ว่าเธอป่วย” คาเรนกล่าวกับฉันด้วยสีหน้าหวังดี

 

        “นั่นสินะอาจจะดีก็ได้” ใช่ นั่นเป็นความคิดที่ดีเลยล่ะ ห้องพยาบาลต้องเงียบสงบดีแน่ๆ

 

……

 

ตึก ตึก ตึก

 

        ทางเดินบนระเบียงชั้น 2 ที่เงียบสงบ ฉันเดินตรงไปทีละย่างก้าวอย่างช้าๆและล่องลอย สายลมอ่อนๆโชยพัดเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ ทำให้รู้สึกเย็นขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่เสียงฝีเท้าของฉันจะหยุดลงพร้อมกับสองขาที่หยุดนิ่งอยู่หน้าประตู ในที่สุดก็มาถึงที่หมายเสียที ห้องพยาบาลที่เงียบสงบและไม่มีอะไรมากวนใจ

 

ครืดดดด

 

        ว่าแต่ทำไมฉันถึงคิดว่าจะไม่มีใครอยู่กันนะ ทั้งๆที่มันก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีคนอยู่ และความเป็นไปได้นั่นก็อยู่ตรงหน้าฉันแล้ว

 

        ทันใดที่ฉันสังเกตเห็นบุคคลที่อยู่ตรงหน้า มันก็พาลนึกขึ้นมาว่า โชคชะตาเนี่ยจะเล่นตลกกับฉันไปถึงไหนกันนะ?น้ำตาแทบจะไหลไปกับตลกร้ายครั้งนี้เลยล่ะ

 

        เสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตาที่ยาวจนถึงหน้าแข้งเรียวสวย ผมสีน้ำตาลเข้มยาวสลวยถูกรวบสูงจนเผยให้เห็นแผงคอขาวมีเสน่ห์ ร่างสูงเพรียวที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำและกำลังขยับหมุนไปมา ใบหน้าสวยหวานแต่แสนจะเย็นชาที่ฉันคุ้นเคย ไม่ว่ายังไงฉันก็ไม่มีทางลืมคนๆนี้ได้ลงอย่างแน่นอน ทั้งยังเป็นคนที่ตะคอกฉันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วด้วย ใช่ ไม่มีทางลืมหรอก… ‘ยัยยีราฟ

 

        เดี๋ยวนะนี่ตกลงหล่อนเป็นใครเนี่ย นักเรียน? หรือครูห้องพยาบาล? หรือคนหน้าโหล? ชักจะเลอะเทอะเกินไปแล้วตัวฉัน!

 

        “คิดจะยืนอยู่ตรงนั้นไปถึงเมื่อไหร่?” น้ำเสียงเย็นเฉียบดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ ส่งผลให้ฉันสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปในห้องอย่างกล้าๆกลัวๆ แล้วทำไมฉันต้องกลัวเขาด้วยเนี่ย?

 

        “ทะ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ” ฉันกลั้นใจถามเขาออกไปด้วยความใคร่รู้

 

        “

 

        ไม่ตอบนี่หยิ่งหรอ? จงใจเมินกันงั้นหรอ? หงุดหงิดชะมัด!

 

        ในเมื่อเขาทำแบบนี้ ฉันเองก็จะไม่สนเหมือนกัน ฉันเดินไปที่เตียงแล้วล้มตัวลงนอนแบบไม่สนอะไรทั้งนั้น เพราะอีกเดี๋ยวก็คงหลับ จะได้ไม่ต้องมานั่งคิดอะไรให้วุ่นวาย ใช่ หลับสิ หลับสิตัวฉัน

 

……

 

        ‘หลับไม่ได้อ่ะ T^T’

 

        ทำไงได้ล่ะ ก็มีคนอยู่ในห้องนี้ทั้งคนนะ ถึงเขาจะทำเหมือนกับฉันเป็นอากาศธาตุก็เถอะ แต่มันก็รู้สึกอึดอัดอยู่ดี ถ้าเป็นอาจารย์ห้องพยาบาลก็ว่าไปอย่าง

 

        “รู้สึกผิดจนนอนไม่หลับล่ะสิ ยัยเด็กโดดเรียน” คำพูดเสียดสีที่แทงใจดำฉันเต็มๆดังขึ้นหลังผ่าม่านที่บังเตียงเอาไว้ อีกฝั่งของผ้าม่านเป็นโต๊ะทำงานที่ยัยนั่นนั่งอยู่

 

        “หา…!?” ขะ เขารู้ได้ไงเนี่ย?

 

        ฉันดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันที แล้วขยับมาข้างเตียงเพื่อเปิดผ้าม่าน

 

ฟึ่บ

 

        “เหอะ” ริมฝีปากสวยของเขากำลังแสยะยิ้มมุมปาก อะไรกันเนี่ย!

 

        “นี่ยีราฟ! จะหาเรื่องกันรึไงห้ะ จะไฝว้หรอ?” ฉันที่ทนไม่ไหวกับสีหน้าที่แสนจะยั่วยุอารมณ์โกรธนั่นก็ตะเบ็งเสียงออกมาพร้อมกับแววตาเกรี้ยวกราด เป็นไงดูน่าเกรงขามขึ้นมามั๊ย

 

        “ฮ่าๆ อย่างเธอจะทำอะไรฉันได้ ฉันเป็นรุ่นพี่เธอนะ ยัยชิวาว่าที่ดีแต่เห่า” เสียงหัวเราะอันเยือกเย็นกับคำพูดเย้ยหยันหลุดออกมาจากปากของเขาพร้อมกับใบหน้าที่ยิ้มเย้ยราวกับกำลังจะบอกว่าเขาอยู่เหนือกว่า

 

        หนอยคนอะไรปากร้ายชะมัด หงุดหงิดว้อยยย!

 

        ‘เด็กคนนั้น…มาปรึกษากับอาจารย์เรื่องจะลาออกน่ะ…’

 

        แล้วอยู่ๆเสียงของอาจารย์ทาคาฮาชิก็ดังขึ้นมาในหัว จริงสิยัยยีราฟกำลังจะลาออก ทำไมกันนะ? ถึงจะอยากถามก็เถอะ แต่เขาก็คงจะตอกหน้าฉันกลับมาด้วยคำพูดเสียดแทงเหมือนเดิมนั่นแหละ

 

        “กินยาหน่อยมั๊ย?...

 

         “เอ๋?” อยู่ๆเขาก็ถามขึ้นมาระหว่างที่เราทั้งสองต่างก็นิ่งเงียบ เป็นห่วงฉันหรอ? ไม่สิ หรือจงใจจะวางยากันนะ?

 

        “อะไรเล่าระแวงรึไง”

 

        “ก็เปล่าหนิ ก็แค่แปลกใจที่อยู่ๆเธอก็สับสวิตซ์ขึ้นมาซะงั้น”

 

        “ก็แค่ทำตามหน้าที่ล่ะนะ ไม่ได้เป็นห่วงอะไรซักหน่อย อย่าสำคัญตัวเองผิดไปล่ะ” นั่นไง เขามองฉันแบบเหยียดหยามอีกแล้ว ไม่เห็นต้องพูดขนาดนั้นเลยนี่ เจ็บใจชะมัด

 

        “ไม่ได้คิดอะไรซักหน่อยย่ะ!” ฉันตะเบ็งเสียงพลางสะบัดหน้าเชิดใส่ คำขอบคุณที่ติดค้างอะไรนั่น ฉันจะถือว่าเป็นโมฆะแล้วนะ คนอะไรน่าหงุดหงิดตั้งแต่หัวจรดเท้า ตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกยันไส้ติ่ง โว้ย!

 

ครืดดดด

 

        “คาชิวากิซังงงง ขอบใจมากนะจ๊ะที่อุตส่าห์เฝ้าห้องให้ เอ๊ะนั่น! มีเด็กนักเรียนมาด้วย เป็นอะไรหรอจ๊ะ?” ท่ามกลางบรรยากาศแสนอึดอัด ทันใดนั้นเสียงประตูเลื่อนก็ดังขึ้นก่อนจะปรากฏร่างของอาจารย์สาวประจำห้องพยาบาลที่ปกติเอาแต่โดดงานไม่ค่อยอยู่เฝ้าห้องอยู่ด้านหลังประตู ว่าแต่อาจารย์เรียกยัยยีราฟว่าไงนะ? คาชิวากิ? ถ้าฉันเรียกบ้างจะโดนด่ามั๊ยนะ?

 

        “อ๋อ น้องเค้านอนดึกน่ะค่ะ บอกว่าเพลียมาก เลยขอมานอนพัก” เอ๊ะ! เปล่านะ ฉันไม่ได้บอกซะหน่อย ตีบทแตกสุดๆไปเลย แต่ก็ขอบคุณที่ช่วยปกปิดความผิดที่ฉันโดดเรียนเอาไว้ล่ะนะ ต้องมองใหม่ซะแล้ว

 

        “อ๊ะ!” แล้วฉันก็ต้องตกใจ เมื่ออยู่ๆเขาก็ดึงตัวฉันเขาไปกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเลือดเย็นซะจนน่ากลัว

 

        “ถ้าคราวหน้าโดดอีกฉันจะให้อาจารย์ทัณฑ์บนซะให้เข็ด หึๆๆๆ”

 

        บรึ๋ย! จะไม่โดดแล้วค่าาาาาา T^T

 

        “อา งั้นก็นอนพักซะนะจ๊ะ เดี๋ยวถ้าเข้าเรียนคาบต่อไปแล้วอาจารย์จะปลุก แต่ถ้ายังไม่ไหวยังไงอาจารย์จะติดต่ออาจารย์ประจำวิชาให้”

 

        “ไม่เป็นไรค่ะ หนูดีขึ้นแล้ว คาบต่อไปก็คงไปเรียนได้” แค่นี้ก็รู้สึกผิดมากพอแล้วล่ะค่ะ ให้หนูไปเรียนเถอะค่ะ

 

        “งั้นหนูไปก่อนนะคะอาจารย์” หลังจากที่ฉันพูดจบประโยคยัยยีราฟก็แทรกขึ้น

 

        “ขอบใจมากๆเลยนะจ๊ะ คาชิวากิซัง” อาจารย์ยิ้มให้ยัยยีราฟพร้อมทั้งโบกมือลาอย่างร่าเริง ยัยยีราฟก็ตอบรับด้วยการโค้งหนึ่งทีแล้วก็เดินออกจากห้องไป

 

        “เป็นเด็กดีจริงๆเลยน๊า เด็กคนนั้นน่ะ” อาจารย์ยังคงมองประตูที่ยัยยีราฟเดินออกไปและยิ้มออกมาบางๆพลางพูดกับตัวเอง ส่วนฉันก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องโดยการแกล้งหลับ

 

        จะว่าไปวันนี้เราได้คุยกันเยอะเหมือนกันนะเนี่ย ถ้าเทียบกับวันที่เจอกันครั้งแรก เราสองคนก็แทบจะไม่ได้เสวนากันเป็นเรื่องเป็นราวเลยนี่นาคิก ^^

 

                ในตอนนั้น…ฉันไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวฉันเองกำลังมีความสุขมากแค่ไหน ใช่ มากเสียจนแทบจะเก็บมันไว้ไม่อยู่เลยล่ะ

 

__________________________________________________________________________________________________________

 

พอขึ้น ม.6 แล้ว สิ่งที่ต้องคิดหนักก็คือเรื่องต่อมหาลัยใช่มั๊ยล่ะคะ สมรภูมิแรกก็คือสนามสอบ GAT PAT ใช่ม๊า ไรท์เลือกสอบแพทญี่ปุ่นด้วยแหละ ทั้งๆที่ไม่มีพื้นฐานเลยเนี่ยอวดดีชะมัด5555

วันนี้ลงฟิคฉลองเนื่องในโอกาสวันประกาศผลคนที่ผ่านรอบแรก BNK48 ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับทีมเปย์อย่างเราเล้ยยยย55555 แต่หลังจากนี้ไรท์ต้องเตรียมตัวสอบแบบจริงจังแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยจริงจัง (ฮา) ก็เลยอยากบอกทุกท่านไว้ก่อนว่าอาจจะไม่ได้มาลงบ่อยๆนะคะ^^ //จากไปพร้อมรอยยิ้ม //เจอกันเมื่อชาติต้องการค่ะ

 

ปล. หวังว่าในอนาคตจะได้มีโอกาสแต่งฟิคของเด็กๆ BNK บ้างน๊าาา อิอิ

Share this post


Link to post
Share on other sites
ยูกิรินนี่ร้ายจริงๆรู้ทางย้วยหมดเลยแหะ5555(ดีใจที่มาต่อนะคะเนี่ยนึกว่าจะไม่มาซะแล้วT_T)

Share this post


Link to post
Share on other sites
พี่กิรินนี่รู้ใจมายุทุกอย่างเลยน้าา
มายุก็เริ่มรู้ชื่อคุณยีราฟแล้ว
//เราก็ไปสอบเหมือนกันค่ะแพทญี่ปุ่น*^*
ด้วยความรู้อันน้อยนิดแต่จริงๆแถบไม่มีเลย5555
พยายามเข้านะค่ะไรท์:D

Share this post


Link to post
Share on other sites

ยูกิรินนี่ร้ายจริงๆรู้ทางย้วยหมดเลยแหะ5555(ดีใจที่มาต่อนะคะเนี่ยนึกว่าจะไม่มาซะแล้วT_T)

กิรินรู้ กิรินเห็น หญิงรู้จัก ชายรู้จัก //เดี๋ยวๆนี่กิรินหรืออับดุลย์ 555

ขอบคุณที่รอนะคะ จะพยายามไม่ทำให้ผิดหวังค่ะ ^^

 

พี่กิรินนี่รู้ใจมายุทุกอย่างเลยน้าา
มายุก็เริ่มรู้ชื่อคุณยีราฟแล้ว
//เราก็ไปสอบเหมือนกันค่ะแพทญี่ปุ่น*^*
ด้วยความรู้อันน้อยนิดแต่จริงๆแถบไม่มีเลย5555
พยายามเข้านะค่ะไรท์:D

ที่เขาเรียกกันว่าคนรู้ใจไงค่ะ อร๊ยยย >< 5555

ขอบคุณนะคะ สู้ๆเหมือนกันนะคะ เอาใจช่วย ^^

Share this post


Link to post
Share on other sites

#04 ความจริงคืออะไร

(ปัจจุบัน)

 

 

 

 

        “อาเจ๊ ของล็อตต่อไปมาส่งแล้ว!”

 

        “อ่า…เดี๋ยวฉันขอไปตรวจเช็คก่อนนะ ยูกิจังมาช่วยทางนี้แป๊บนึงสิ”

 

        “หืม?...ได้ค่ะ”

 

        คาชิวากิ ยูกิ…ถึงจะบอกว่านั่นเป็นชื่อของฉันก็เถอะ แต่มันไม่ใช่ชื่อที่ถูกพ่อหรือแม่ตั้งให้ เอาเข้าจริงๆแล้ว ฉันยังไม่รู้เลยว่าพ่อกับแม่ของฉันคือใคร หรือแม้กระทั่งคำถามที่ว่า ‘ตัวฉันคือใคร’ ฉันก็ยังไม่สามารถตอบได้…

 

        “ไทนากะซังขอใบเช็คลิสต์ได้มั๊ยคะ?...”

 

        “อ๋อได้ค่ะ…นี่”

 

        ข้อมูลที่ฉันรู้ในตอนนี้มีเพียง ฉันชื่อคาชิวากิ ยูกิ อายุ 16 ปี ถ้าตามปกติ ตอนนี้ฉันก็กำลังจะขึ้น ม.ปลายแล้ว ฉันเคยเป็นนักเรียน ม.ต้น เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าอาจารย์ในโรงเรียน และมีผลการเรียนดีเด่นติดลมบนมาตลอด ฉันอาศัยอยู่ในอาพาร์ตเมนต์เล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก โดยรวมแล้วฉันก็เป็นแค่เด็กสาวธรรมดาๆคนหนึ่ง…

 

        “คุณน้า…ทางนี้เรียบร้อยแล้วค่ะ ให้ช่วยทางนั้นมั๊ยคะ?”

 

        “อ่า ไม่เป็นไรจ้ะ ทางนี้ก็เสร็จพอดีเลย”

 

        “เรียบร้อยดีมั๊ยครับ?”

 

        “ค่ะ เดี๋ยวฉันไปหยิบเงินซักครู่นะคะ”

 

        แต่ช่างน่าแปลกที่ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองนอกจากนี้เลย ความทรงจำตั้งแต่เกิดจนถึงเมื่อหนึ่งปีที่แล้วนั้นมีเพียงความว่างเปล่า ฉันไม่รู้แม้กระทั่ง ของที่ตัวเองชอบกิน สิ่งที่ตัวเองชอบทำ เพลงที่ตัวเองชอบฟัง ที่ที่ตัวเองชอบไป หลายๆคนบอกว่าฉันสามารถมีอนาคตที่ก้าวไกลได้ แต่ฉันกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่มีจุดมุ่งหมายอะไรเลย

 

        “เห้อ…เสร็จซักที”

 

        “มากะจัง เดี๋ยวช่วยเอาเจ้านี่ แล้วก็นี่ แล้วก็…นี่ ไปเรียงให้ทีนะจ้ะ”

 

        “ได้ค่ะ”

 

        “งั้นฉันไปทำตรงนู้นต่อนะคะ แล้วเดี๋ยวถ้าเสร็จแล้วจะมาช่วยมากะซังเรียงด้วย”

 

        “โอ้ ขอบใจนะยูกิ ช่วยได้เยอะเลย”

 

        “ค่ะ…”

 

        เหมือนกับหุ่นยนต์ที่ถูกเขียนโปรแกรมคำสั่งเอาไว้ ให้รู้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น มีไว้เพื่อใช้ทำงานให้เสร็จไปเท่านั้น…

 

        “ยูกิ เลิกงานแล้วกลับบ้านเลยรึเปล่า?”

 

        “อ๋อ ฉันยังต้องไปทำงานพิเศษต่อน่ะค่ะ”

 

        “อา…ไม่เหนื่อยแย่หรอ”

 

        “นั่นสิ เห็นเอาแต่ทำงานพิเศษ เธออยากได้เงินมากมายขนาดนั้นไปทำอะไรกันนะ?”

 

        “…เปล่าหรอกค่ะ ฉันก็แค่ว่างๆน่ะค่ะ เลยอยากหาอะไรทำ…ก็เท่านั้น”

 

        เพราะข้างในตัวของฉันมันว่างเปล่า ฉันจึงหาอะไรทำไปเรื่อยเปื่อย วันๆของฉันจึงมีแต่คำว่างานพิเศษ ถึงแม้ว่าตอนอยู่ม.ต้น ฉันจะโกงอายุเข้าทำงานก็เถอะ แต่เพราะแบบนั้นจึงทำให้ฉันมีเงินเก็บมากพอที่จะเอาไปผลาญทิ้งได้เลย แต่ก็ใช่ว่าฉันจะทำแบบนั้น…

 

[สถานสงเคราะห์เด็กอ่อน มูลนิธิเซนต์xxx อากิฮาบาระ]

 

        ในที่สุดฉันก็เดินมาจนถึงที่หมาย ที่ที่ฉันชอบไป…อาจเรียกที่นี่ว่าแบบนั้นก็ได้…แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจากใจของฉันจริงๆก็คงจะดีล่ะนะ

 

        “สวัสดีค่ะ ดีใจที่ได้พบคุณอีก”

 

        ซิสเตอร์ที่มีหน้าที่ต้อนรับแขกที่มาเยือนเดินเข้ามาทักฉันด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

 

        “สวัสดีค่ะซิสเตอร์ ฉันเองก็ด้วยค่ะ^^”

 

        เช่นนั้น ฉันจึงยิ้มตอบกลับไปตามารยาท ก่อนจะขอตัวเดินออกไปเพื่อพบกับคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังรอการมาของฉันอยู่

 

        “พี่ยูกิมาแล้ว!”            

 

        “พี่ยูกิ!~”

 

        “ยูกิริน!~”

 

        “กี้จัง!~”

 

        ในขณะที่ฉันเดินเข้ามาจนถึงบริเวณหน้าอาคาร เหล่าเด็กๆตัวน้อยก็พากันวิ่งกรูเข้ามาทางฉันราวกับจะใช้หัวเล็กๆนั่นพุ่งชนฉันให้กระเด็น พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อในแบบที่คละกันไป พวกเขาตั้งชื่อเล่นให้ฉันตามใจชอบเกินไปแล้ว - -

 

        “นี่ๆๆๆๆๆยูกิริน~ ซื้อขนมมาฝากหนูรึเปล่าคะ”

 

        เด็กผู้หญิงตัวสูงแค่เข่าฉัน เข้ามากอดขาฉันไว้แล้วเงยหน้าขึ้นถามด้วยแววตาเป็นประกาย แต่ชื่อเล่นที่เธอใช้เรียกฉันมันทำให้ฉันนึกถึง…

 

        “เดี๋ยวขอให้ฉันได้กล่าวขอบคุณเถอะนะคะ คุณยีราฟ!

     

         “นี่ยีราฟ! จะหาเรื่องกันรึไงห้ะ จะไฝว้หรอ?”

 

        “ติดเรียกเธอว่ายีราฟไปซะแล้วล่ะ แหะๆ”

 

        “ยัยยีราฟบ้าที่สุด!”

 

        “คอเธอยาวจังเหมือนยีราฟจริงๆด้วย”

 

         “ตลอดมา เธอที่ฉันรู้จักน่ะมีอะไรเป็นตัวเธอจริงๆบ้างล่ะตอบฉันมาสิ!

 

        “ถ้าอย่างนั้น จะมาสนใจฉันทำไมเล่า!

 

        “ฉันไม่อยากเห็นหน้าเธออีกแล้ว”       

 

        มายุ…ฉันยัง…ฉันยังจดจำได้ทุกๆครั้งที่เธอเรียกฉัน น้ำเสียงของเธอ แววตาของเธอ และความรู้สึกของฉัน มันไม่เคยเลือนหายไปจากใจฉันเลยนะ เธอล่ะ หรือว่าเธอจะเกลียดฉันจนลืมมันไปหมดแล้วกันนะ…

 

        “พี่ยูกิร้องไห้ทำไมครับ?”

 

        ฉันสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีเด็กชายคนหนึ่งกระตุกชายเสื้อของฉันแล้วถามขึ้นด้วยใบหน้าใสซื่อ ฉันมองไปที่หน้าเขาที่ตอนนี้ช่างเป็นภาพที่พร่ามัว ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาแตะที่ใต้ตา อา…น้ำตาจริงๆด้วย

 

        “ไม่…มีอะไรหรอกจ้ะ เอาล่ะๆ เราเข้าไปกินขนมข้างในกันเถอะ^^”

 

        ฉันตอบออกไปโดยพยายามกลั้นน้ำเสียงที่สั่นเครือเอาไว้ ก่อนจะถือถุงขนมที่หอบมาเดินนำพวกเด็กๆเข้าไปด้านใน

 

        “เย่! ขนมล่ะ~”

 

        “รักพี่ยูกิที่สุดเลย~”

 

        แต่แล้ว ฉันก็จำต้องหยุดชะงักเมื่อสายตาฉันเล็งเห็นใครบางคนที่นั่งอยู่กับกลุ่มเด็กๆไม่ไกลมากนัก และเตรียมตัวจะหันหลังกลับ

 

       “เดี๋ยวสิ!...”

 

        เสียงของเธอคนนั้นดังขึ้นเหมือนกับว่ากำลังเรียกฉันเพื่อรั้งเอาไว้ แต่ฉันไม่ได้หันกลับไปแต่อย่างใด ถึงอย่างนั้นฉันก็หยุดยืนอยู่ตรงนั้นไม่ได้ขยับไปไหน

 

        “ฉันกำลังรอเธออยู่เลย…ยูกิ”

 

        เธอเดินเข้ามาใกล้ แล้วเรียกฉันอีกครั้งด้วยชื่อพร้อมกับน้ำเสียงที่คุ้นเคย ฉันหันหลังไปแล้วมองไปที่ใบหน้าและแววตาคมสวยของเธอ ก่อนจะเรียกชื่อเธอออกมาเช่นกัน

 

        “จูรินะซัง…” เธอคือหนึ่งในคนที่ฉันไม่อยากเจอมากที่สุดในตอนนี้

 

 

        “คุณมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”

 

        ฉันเริ่มบทสนทนากับคนตรงหน้าด้วยประโยคคำถาม เราทั้งสองปลีกตัวออกมาจากเด็กๆที่กำลังมีความสุขกับการกินขนมเพื่อมาคุยกัน ซึ่งก็ใช่ว่าฉันอยากจะทำแบบนี้

 

        “ก็…ไม่เชิงหรอก”

 

        เธาตอบกลับมาแบบไม่มั่นใจนัก ดวงตาคู่สวยนั่นไม่ได้จับจ้องมาที่ฉันแต่อย่างใด

 

        “ไม่ใช่ว่าคุณกำลังจะไปกินไอติมกับหลานสาวหรอกหรอคะ…”

 

        เช่นนั้นฉันจึงถามคำถามแทงใจดำออกไป ถึงแม้ว่าจะไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ก็เถอะ

 

        “เพราะฉันรู้ว่าเธอจะมาน่ะ ก็เลย…”

 

        “มีเรื่องอะไรสำคัญหรอคะ? ถึงได้ต้องรีบมาดักรอฉันก่อนแบบนี้”

 

        เธอเงียบไปพักนึงก่อนจะมองตาฉันแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

 

        “ฉันแค่คิดถึงเธอ…พูดแบบนั้นคงฟังดูเห็นแก่ตัวไปสินะ”

 

        “สุดๆเลยล่ะค่ะ”

 

        ถึงจะไม่รู้ว่าเธอต้องการปฏิกิริยาแบบไหนจากฉันก็เถอะ แต่ฉันก็ตอบออกไปเพื่อตัดบททันที

 

         “…ฮ่าๆ เธอนี่เย็นชาอย่างที่มายุบอกเลยนะ”

 

        “หรอคะ…”

 

        เธอกำลังพูดถึงบุคคลที่ฉันไม่อยากนึกถึงในตอนนี้ แล้วจะให้ฉันพูดต่อยังไงดีล่ะ

 

        “…”

 

        “ไม่เปลี่ยนใจไปกินไอติมแน่หรอคะ?”

 

        เมื่อบรรยากาศเริ่มเงียบและอึดอัด ฉันจึงถามออกไปแบบสิ้นคิด

 

        “เธอเนี่ยน้า…”

 

        “ฉันทำไมหรอคะ?”

 

        “เหมือนกันจริงๆด้วย…กับเธอคนนั้นน่ะ”

 

        อา…เธอมักจะพูดแบบนี้อยู่เสมอเลย ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกก็เป็นแบบนี้ จะว่าไปก็ที่นี่สินะ…

 

       “…ก็ฉันคือเธอคนนั้นนี่คะ”

 

        ที่ฉันตอบออกไปเป็นความจริงทุกประการ ถึงแม้ว่าจะไม่ตรงซะทีเดียวก็ตาม

 

       “อา…มันก็จริงนะ”

 

       “…”

 

        ความจริงเกี่ยวกับฉันซึ่งตัวเธอเองก็รู้ นั่นเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายทั้งหมดขึ้น

 

       “แต่ว่านะ ฉันคิดว่า…ยังไงเธอก็คือเธอนั่นแหละ”

 

        “ฉันคือฉัน…”

 

        “…”

 

        “นี่ จูรินะซัง…”

 

        หลังจากเงียบไปสักพักฉันตัดสินใจเรียกคนตรงหน้าเพื่อถามบางอย่าง

 

        “หือ?”

 

        “ในตัวฉัน…มีอะไรที่จริงบ้างหรอคะ?”

 

        ประโยคนี้ เคยมีคนๆนึงพูดกับฉันมาก่อนหน้านี้ และมันก็ทิ่มแทงจิตใจฉันได้ดีสุดๆไปเลยด้วย และถึงจะโดนถามออกมาแบบนั้น แต่ฉันเองกลับหาคำตอบไม่ได้ ทั้งๆที่เป็นเรื่องของตัวฉันเองแท้ๆ

 

        “เธอ…”

 

        “จนถึงตอนนี้ ถึงพอจะรู้ที่มาที่ไปแล้วก็เถอะ แต่ฉันก็ยังตอบไม่ได้อยู่ดี ว่าตัวจริงของฉันคือใคร ไม่สิ…คืออะไรกันแน่”

 

        “…ถ้าฉันเป็นเธอ ฉันจะไม่มามัวนั่งคิดวกวนอยู่แบบนี้หรอกนะ”

 

        “เอ๊ะ…?”

 

        “ทำอย่างที่ใจเธออยากทำสิ จะได้ไม่ต้องมานึกเสียใจทีหลังไงล่ะ ^^”

 

        “ใจของฉัน…งั้นหรอคะ”

 

        “ใช่ หัวใจของเธอที่เป็นของเธอน่ะ”

 

        ใจของฉัน…หัวใจของฉันต้องการอะไรงั้นหรอ แล้วสิ่งที่เรียกว่าหัวใจน่ะ ฉันมีมันอยู่จริงๆงั้นหรอ ยิ่งคิดก็ยิ่งมีแต่คำถามที่ทำให้ปวดหัวอยู่เต็มไปหมด

 

        “…นี่ คุณน่ะยังชอบฉันอยู่รึเปล่า?”

 

        ถึงจะรู้อยู่แล้ว แต่ฉันก็อยากถามเธออีกครั้ง อยากรู้ว่าเธอจะตอบออกมาอย่างที่เธอคิดหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันก็จะเชื่อและทำตามที่เธอคนนี้บอก

 

        “หืม? แน่นอนสิ…แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ฉันก็รู้ดีว่าฉันไม่อาจเปลี่ยนความรู้สึกของเธอที่มีต่อหลานสาวของฉันได้หรอก จริงมั๊ย?”

 

        “มันจะใช่…ความรู้สึกของฉันจริงๆแน่หรอคะ?”

 

        “อย่ามัวแต่ลังเลเลยน่า แบบนั้นรังแต่จะทำให้เจ็บกันทั้งสองฝ่ายนะ”

 

        “นั่น…สินะคะ ขอบคุณนะคะจูรินะซัง”

 

        บางที ที่เธอพูดมาก็อาจจะจริง อาจเป็นเพราะฉันเอาแต่สับสนอยู่แบบนี้ จนตอนนี้ฉันเองก็ไม่รู้ว่ามันสายเกินไปหรือเปล่าที่เพิ่งจะมารู้ตัว แต่ไม่ว่ายังไงฉันก็จะลองดู ลองทำตามใจตัวเองดูสักครั้ง…

 

        “จะว่าไปก็ผ่านมาปีนึงแล้วสินะ…”

 

       “นั่นสินะคะ เหมือนมีอะไรเกิดขึ้นมากมายเลย”

 

       “พวกเราเองก็ได้รับอะไรๆมาหลายอย่างเลยนะ เธอเองก็เหมือนจะโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นด้วย”

 

      “สำหรับฉันแล้ว นั่นเป็นช่วงเวลาหนึ่งปีที่มีค่ามากเลยล่ะค่ะ…”

 

        หนึ่งปีที่แล้ว ฉันที่กำลังหลงทางอยู่ในวังวนแห่งความสับสน ได้ถูกเธอช่วยฉุดขึ้นมาราวกับได้มีชีวิตใหม่ แต่มันก็เกิดเรื่องราวยุ่งเหยิงขึ้นมามากมายในระหว่างนั้น ทั้งสุขและเศร้าที่เราผ่านมันด้วยกันตลอดมา ที่เราทั้งหมดยังคงเจ็บปวดและเสียใจอยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น มันก็เป็นเพียงเพราะ… ‘ความรัก’ เท่านั้นเอง

 

______________________________________________________________________________________________

 

อุตส่าห์ดั้นด้นมาจนถึงตอนที่สี่ได้ จากปกติที่ไรท์มักจะนึกไม่ออกแล้วไปแต่งเรื่องใหม่ซะเลย แล้วก็ลืมเรื่องเก่าอยู่บ่อยครั้ง แต่ยังไงก็คิดว่าเรื่องนี้ต้องแต่งให้จบให้ได้แหละค่ะ และส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคอมเมนต์และกำลังใจที่ได้จากรีดทุกท่าน ขอบคุณที่รออ่านฟิคของไรท์นะคะ ช่วยติดตามฟิคของไรท์ต่อไปด้วยนะคะ

 

มาพูดถึงเรื่องฟิคตอนนี้กันบ้างดีกว่า ย้อนอดีตมาหลายตอน จนไรท์เชื่อว่ารีดหลายคนอาจลืมไปแล้วก็ได้ว่ามันย้อนอดีต5555 ส่วนในนตอนนี้ก็กลับมาปัจจุบันโดยเป็นการเล่าเรื่องผ่านตัวละครลึกลับอย่างยูกิ พร้อมกับปมปริศนาที่เพิ่มขึ้น ให้รีดงงเล่นๆ ตัวจริงของยูกิคือใคร?หรือคืออะไร? มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเธอทั้งสามคน? อยากรู้ต้องติดตาม...

Share this post


Link to post
Share on other sites

Create an account or sign in to comment

You need to be a member in order to leave a comment

Create an account

Sign up for a new account in our community. It's easy!


Register a new account

Sign in

Already have an account? Sign in here.


Sign In Now
Sign in to follow this  
Followers 0