[Fic] เพียงฉันคนนี้...ไม่ใช่ "ผู้วิเศษ" [WMatsui] Ch.11 Up

40 posts in this topic

13942569_875696925898726_322376470_n.jpg

 

เพราะฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่มีความรู้สึก

 

Intro

Chapter 1 : ฉันใช้ชีวิตมืดมน...ดั่งคนที่มีแผลใจ

   Chapter 2 : ฉันเจ็บจนชินแล้ว...น้ำตาที่ไหลก็ไม่มี

  Chapter 3 : ที่ฉันดูเย็นชาอย่างนี้…รู้ดีว่ามันใจร้าย

                  Chapter 4 : อาจดูเหมือนฉันไม่มีหัวใจ…ที่คอยแต่ทำร้ายเธอ

      Chapter 5 : ไม่อยากให้เธอร้อง…ไม่อยากให้เธอเจ็บ

                               
                             
 
 
           
                              
 

Share this post


Link to post
Share on other sites

 

 

บทนำ

ท่วงทำนองไพเราะดังขึ้นจากกีต้าร์โปร่งรุ่นคุณภาพที่ผู้เป็นเจ้าของกำลังบรรเลงให้เป็นบทเพลง เสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อนที่นั่งล้อมวงกันอยู่บนหาดทรายขาวดังร่วมไปกับเสียงร้องเพลงเฮฮาตามประสาเพื่อนฝูง คลื่นลูกเล็กในทะเลสาดซัดเข้าฝั่งเป็นระยะให้เหล่านักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนรู้สึกผ่อนคลาย เช่นเดียวกับศิลปินร๊อคชื่อดังของค่ายโตเกียวเรคคอร์ด สมาชิกของวงห้าคนต่างก็เป็นเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่มัธยม ความสนิทสนมรักใคร่กลมเกลียวจึงมีกันมากขึ้นตามระยะเวลา ด้วยความที่เป็นศิลปินที่กำลังดังจนฉุดแทบไม่อยู่ เวลาพักผ่อนจึงน้อยลงตามไปด้วย เมื่อได้เวลาว่างมาทุกคนจึงอยากจะพักผ่อนกันให้เต็มที่ ดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับไปจากขอบฟ้า แสงสีส้มสาดส่องลงที่ชายหาด นักท่องเที่ยวกำลังเก็บของทยอยกันกลับบ้านหลังจากใช้เวลาพักผ่อนมาทั้งวัน แต่ไม่ใช่กับคนทั้งห้าที่ยังพูดคุยเฮฮากันไปอย่างไม่สนใจเวลา มือเบสตัวเล็กประจำวงส่งกระป๋องเบียร์ให้สมาชิกที่รับกันไปอย่างรู้หน้าที่ เมื่อแอลกอฮอล์เข้าปาก การพูดคุยก็ยิ่งลงลึกกันมากขึ้น เสียงแซวกันไปแซวกันมาดังขึ้นไม่หยุดจนท้องนภาถูกย้อมด้วยหมึกสีเข้ม

“ปะป๊าคะคุณแม่บอกให้เข้าบ้านได้แล้วนะ”เสียงเจื้อยแจ้วจากเด็กหญิงตัวน้อยที่วิ่งเข้ามาใกล้ทำให้บทสนทนาเชิงลึกที่กำลังดำเนินไปนั้นหยุดลง

“ลูกมาตามแล้วนะเฮ้ยไปๆเข้าบ้านไปก่อนเลย เดี๋ยวพวกฉันตามไป”มือกลองของวงพูดขึ้นพลางใช้มือดันหลังคนที่เด็กน้อยมาตาม ร่างสูงบางลุกขึ้นจากเสื่อที่ปูรองนั่งก่อนจะส่งกีต้าร์ให้นักร้องนำควบกีต้าร์หลัก พร้อมกับเด็กน้อยที่ดึงแขนคนที่ตัวเองเรียกว่าพ่อยิกๆ

“ปะป๊าเร็วๆสิคะ!

“จ้าๆ ป๊าก็เร็วอยู่นี่ไง”จากที่ยอมเดินตามแรงดึงกลับหยุดลงเสียดื้อๆ มีบางอย่างแปลกมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว คนตัวสูงนึกทวนคำพูดของเด็กตัวเล็กที่ยังจับมือของเธอไว้ เด็กคนนี้เรียกเธอว่าปะป๊าซึ่งนั่นคือพ่อ

แต่

ฉันจะเป็นพ่อใครได้ยังไงกัน

ในเมื่อฉันเป็นผู้หญิง!...

“เร็วสิคะปะป๊าเดี๋ยวคุณแม่จะโกรธเอานะคะ”เด็กตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมองคนที่ตัวเองจับจูงไว้พลางแสยะยิ้ม

“เฮ้ย!”คนตัวสูงสะบัดมือที่ถูกเกาะกุมอยู่ออกเต็มแรงจนเด็กหญิงตัวน้อยล้มลงไปกองกับพื้น ภาพของเด็กหญิงที่ไร้สิ่งใดบนใบหน้านอกจากเรียวปากที่ฉีกไปแทบจะถึงใบหูทำเอาคนตัวสูงถอยหลังกรูด้วยความกลัว

“ปะป๊า”

“ไม่เธอไม่ใช่ลูกฉัน”เรียวขายาวก้าวถอยหลังให้ตัวเองห่างจากตัวเด็กหญิงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จากสถานที่เคยอยู่ที่เคยเป็นทะเลบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท มีเพียงตัวเธอและเด็กหญิงที่พยายามเดินเข้ามาใกล้ “เธอไม่ใช่ลูกของฉัน!

“ทำไมพูดกับลูกอย่างนั้นล่ะคะคุณเป็นพ่อแกนะ”แผ่นหลังบางปะทะเข้ากับคนที่ยืนอยู่ข้างหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว กว่าจะคิดได้ว่าต้องถอยห่างจากเจ้าของเสียงก็สายไปเสียแล้ว แขนเรียวบางรัดแน่นอยู่รอบเอวจนคนตัวสูงไม่อาจขยับตัวหนีห่างทำได้เพียงแค่หันหน้าไปมองเพียงเท่านั้น

“ป..ปล่อยฉันนะ!”ยิ่งดิ้นแรงรัดยิ่งมากขึ้น เสียงหัวเราะจากหญิงสาวและเด็กหญิงไร้ใบหน้าทำเอาคนตัวสูงแทบบ้า เสียงที่ดังอยู่ข้างหูและจากทางด้านหน้าดังต่อเนื่อง เด็กหญิงเดินเข้าหาผู้ที่ตัวเองเรียกว่าพ่อใกล้จนกอดขาคนตัวสูงไว้แนบลำตัวเล็ก เพียงเท่านั้นสติที่มีอยู่น้อยนิดก็พังลง เสียงร้องด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นอย่างขาดสติ โดยยังมีเสียงหัวเราะจากสิ่งที่ไม่อาจแน่ใจได้ว่าเป็นมนุษย์ดังตามมาด้วย “อ๊าก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

เฮือก!

เหงื่อไหลโทรมกายของผู้ที่เพิ่งรู้สึกตัวจากฝันร้าย ดวงตากลมหันมองรอบห้องเพื่อให้แน่ใจว่าตอนนี้ตัวเองปลอดภัย มือขาวซีดภายใต้ความมืดในห้องยกขึ้นปาดเหงื่อเม็ดโตบนหน้าผาก ดวงตาที่เริ่มชินกับความมืดหันมองตัวเลขบนนาฬิกาดิจิตอลบอกเวลาตีสามห้าสิบสามนาที มัตสึอิ เรนะล้มตัวลงนอนก่อนจะหลับตาลง เสียงพึมพำเบาๆดังในความมืดมีเพียงเจ้าของคำพูดที่ได้ยิน

“ไม่เป็นไรเรนะแกแค่ฝันร้าย”

 

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เพิ่งลองใช้เว็บนี้ครั้งแรกเลยยังไม่คล่องเท่าไหร่ ขอความกรุณาทุกคนด้วยนะครับ

ช่วยเม้นให้กำลังใจกันซักนิดนึงนะครับ

By : Gekikara 

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

 

Chapter 1 : ฉันใช้ชีวิตมืดมนดั่งคนที่มีแผลใจ

มือขาวซีดเสยเส้นผมที่ปรกใบหน้าออกไปลวกๆอย่างไม่ใส่ใจ ดวงตาคมนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหันมองเวลาจากนาฬิกาดิจิตอลที่ตั้งไว้บนหัวเตียง เวลาที่แสดงให้เห็นว่าตัวเองเกือบจะสายแล้วทำให้ มัตสึอิ เรนะ ต้องเร่งความเร็วในการทำภารกิจส่วนตัวให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว มือซ้ายคว้ากระเป๋าหนังสือลีบๆมาไว้ในมือส่วนข้างขวาคว้ากระเป๋ากีต้าร์ไฟฟ้าขึ้นพาดบ่า ขายาวก้าวไปที่ประตูห้อง ก่อนที่ประตูจะปิดลงเรนะหันกลับมามองดูในห้องที่ทาสีผนังเป็นสีเทา ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม พรมที่พื้น ผ้าม่านที่ปิดบานหน้าต่างไว้มิดชิด ตู้เสื้อผ้า ล้วนเป็นสีดำ มีของน้อยชิ้นที่มีสีอื่นปะปน เช่นกีต้าร์โปร่งสีเนื้อไม้ที่วางอยู่มุมห้อง โต๊ะทำงานสีน้ำตาลที่ถูกตั้งอยู่ข้างชั้นวางหนังสือสีน้ำตาลเข้ม หนังสือต่างๆมากมายเรียงเป็นระเบียบอยู่บนชั้นไม้ และบางส่วนที่วางกองอยู่บนโต๊ะก็ถูกจัดตั้งอย่างเรียบร้อย แมคบุ๊คเครื่องบางสีเทายี่ห้อผลไม้วางอยู่เคียงข้างกองหนังสือ นาฬิกาดิจิตอลเรือนสีขาวทรงสี่เหลี่ยมตั้งอยู่บนหัวเตียง ห้องไร้แสงเพราะหลอดไฟไม่ได้ใช้งาน และผ้าม่านที่ปิดกั้นแสงจนห้องทั้งห้องทึบแสงไปหมด  เรนะกวาดสายตาไปทั่วเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ลืมสิ่งใดไว้ก่อนที่จะต้องออกไปเรียน เมื่อเห็นว่าไม่ได้ลืมอะไรไว้ประตูไม้จึงถูกปิดลง เท้าเรียวภายใต้ถุงเท้าสีดำสนิทก้าวลงจากบันไดด้วยความรวดเร็ว เสียงพูดคุยที่ดังจากในห้องครัวไม่ได้ทำให้ร่างสูงบางของนักเรียนมัธยมปีสุดท้ายอย่างเรนะสนใจเท่าไหร่ ขายาวที่กำลังก้าวตรงไปที่ประตูบ้านหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากคนที่เรนะไม่เคยคิดว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

“พี่เรนะคะ มาทานข้าวก่อนสิ”เจ้าของดวงตาคมเฉยชาเรียบนิ่งหันมองเจ้าของเสียงที่เอ่ยรั้งตัวเองไว้ มัตสึอิ จูรินะ ลูกติดของภรรยาใหม่ของพ่อที่เธอแสนจะเกลียดชัง สายตาอีกสองคู่จากพ่อและผู้หญิงของพ่อมองมาที่เธอช่างต่างความหมาย ดวงตาที่ดูอบอุ่น อ่อนโยนแต่เรนะไม่ต้องการจากผู้หญิงของพ่อ และดวงตาที่เบื่อหน่าย เอือมระอา และเกลียดชังจากพ่อของตัวเอง เป็นเรื่องชินชาที่โดนคนเป็นพ่อมองกันด้วยสายตาแบบนั้น ขายาวเตรียมจะก้าวไปยังจุดหมายของตัวเองอีกครั้ง แต่คนที่เกลียดแสนเกลียดก็ยังคงเรียกรั้งไว้เช่นเดิม “พี่เรนะมาทานข้าวก่อนสิคะ ถ้าหิวในระหว่างเรียนจะเรียนไม่รู้เรื่องเอานะเช้านี้มีซุปมะเขือเทศของโปรดพี่ด้วยนะคะ คุณแม่ทำให้พี่สุดฝีมือเลย”

“ช่างหัวมันเถอะจูรินะหนูรีบมาทานเถอะลูก เดี๋ยวจะไปโรงเรียนสายเอานะ ปล่อยขยะอย่างมันไปเถอะ”เสียงของหัวหน้าครอบครัวดังขึ้นเรียกลูกสาวสุดที่รักที่ไม่ใช่สายเลือดของตัวเองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ผิดกับลูกแท้ๆที่ถูกเรียกเหมือนไม่ใช่คน เรนะปรายตามองผู้เป็นพ่ออย่างไม่รู้สึกรู้สากับคำที่ถูกผู้เป็นพ่อใช้เรียกแทนตัวเอง เรียวปากที่กรีดเป็นเส้นตรงก่อนหน้านี้ยกมุมข้างหนึ่งขึ้นกระตุกเพียงครั้งก่อนจะกลับไปเหยียดตรงเช่นเดิม

“ถ้าฉันเป็นขยะ พ่อก็เป็นขยะหึ ขยะผู้ให้กำเนิด”

“เรนะ!!!”มัตสึอิ โคสึจิตวาดขึ้นทั้งยังทุบโต๊ะอาหารเสียงดัง ดวงตาเกรียวโกรธมองถลึงใส่ลูกสาวในสายเลือดเพียงคนเดียวแทบจะกินเลือดกินเนื้อ ร่างใหญ่สั่นเทินไปตามแรงอารมณ์ที่กำลังปะทุ นิ้วเรียวยาวยกขึ้นชี้ไปที่ประตูบ้านก่อนจะพูดเสียงดังเพราะอารมณ์ที่กำลังจะระเบิดออก “จะไปไหนก็ไปซะ! ฉันไม่อยากเห็นหน้าแก!!!

“จะไปอยู่แล้วล่ะ ไม่ต้องไล่ให้เปลืองแรงหรอก”ปลายเท้าเคาะลงกับพื้นสองสามครั้งให้สนีกเกอร์สีดำเทาหุ้มข้อเข้าที่เข้าทางของมัน เรนะปรายตามองเด็กสาวที่มองเธอตาละห้อยก่อนจะเปิดประตูและเดินออกไป มือเรียวขาวซีดผลักประตูรั้วให้เปิดออก ก่อนจะเดินเข้าไปหาเพื่อนตัวสูงที่ยืนรออยู่ไม่ไกล คาชิวากิ ยูกิ ลดหนังสือเล่มเล็กที่กำลังอ่านลงแล้วเงยหน้ามองเพื่อนตัวซีดที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“เสียงดังแต่เช้าเหมือนเดิมเลยนะ”คำทักจากเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนทำให้เรนะไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ มือเรียวรับถุงเมล่อนปังมาจากยูกิแล้วแกะกินไปพลางขณะที่เรียวขากำลังก้าวเดินไปตามทาง “ถ้าคุณแม่ยังอยู่ แกคงไม่ต้องมีปากเสียงกับพ่อทุกวันแบบนี้”

เรนะกลืนเมล่อนปังลงคอก่อนจะยกกล่องน้ำมะเขือเทศดื่มตามเข้าไป ดวงตาคมเฉยชามองตรงไปข้างหน้า เสียงเรียบนิ่งไร้ความรู้สึกดังออกมาจากปากเรียวที่ยกยิ้มน้อยๆอย่างไม่รู้สึกเสียใจกับเรื่องที่กำลังพูดคุย “ก็แม่ไม่อยู่แล้วนี่นาเป็นแบบนี้มาเกือบสิบปี ฉันชินแล้วล่ะ เป็นแค่ขยะไร้ค่าในสายตาของพ่อ เป็นตัวน่ารังเกียจ เป็นพวกเดนสังคม เป็นทุกอย่างที่พ่อไม่ต้องการ เป็นตัวฉันเองที่พอใจจะเป็นแบบนี้”

“เอาน่าอย่าเศร้าไปเลย”

“อย่าบิ๊วดิ!

“ก็ไม่ได้เศร้านี่หว่า”เสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากคนทั้งสองที่ยิ้มและหัวเราะอย่างเข้าใจกัน ยูกิใช้มือที่ว่างจากหนังสือเล่มเล็กผลักหัวเพื่อนสนิทจนเรนะเดินเซไปเล็กน้อย “เสแสร้งเก่งนักนะ”

เรนะไหวไหล่ “อย่าคิดว่าทุกการกระทำของฉันเป็นเรื่องเสแสร้งสิ”

“อย่ามาวลีเด็ดแถวนี้นี่อยู่กับทาคามินะมากไปหรือเปล่าเนี่ย”

“มันก็มีบ้าง”สิ้นคำสิ้นประโยคทั้งเรนะและยูกิก็ยกยิ้มเมื่อเรื่องสนุกกำลังเดินเข้ามาหา กระเป๋าและกีต้าร์ถูกวางไปบนเก้าอี้สาธารณะเช่นเดียวกับกระเป๋าและหนังสือของยูกิที่ทิ้งลงพื้นอย่างไม่สนใจใยดี

“คนละสาม………ไม่สิ คนละสี่”เสียงลั่นของข้อกระดูกดังขึ้นจากยูกิ นัยน์ตาสีดำดูดุดันจ้องมองกลุ่มนักเลงคู่ปรับที่เดินเข้ามาอย่างไม่ต้องบอกจุดประสงค์ก็รู้ว่าต้องการอะไร เรียวคิ้วสีดำเลิกขึ้นให้เรนะที่กำลังแสยะยิ้มอย่างถูกใจและพร้อมที่จะออกแรงเต็มที่ “ระวังอย่าให้เข้าเรียนสายนะ”

“มาแค่นี้ใช้เวลาไม่นานหรอก”รอยยิ้มที่มีแต่เพื่อนกันที่รู้ความหมายปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาวซีดของเรนะเมื่อกำลังสนุกกับเรื่องที่จะเกิดขึ้น

ยูกิยกยิ้มตามคนข้างตัว “ไม่น่านานจริงๆนั่นแหละ” สิ้นเสียงสองร่างสูงก็วิ่งเข้าใส่กลุ่มนักเลงคู่ปรับที่ไม่อาจตั้งตัวทันกับการจู่โจมแบบปุบปับ

เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นจากนักเลงกลุ่มหนึ่งและนักเรียนอีกสองคน เส้นผมสีดำสนิทพริ้วไหวตามการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของคนร่างสูงทั้งสองคน ยูกิใช้มือขวารับหมัดของนักเลงคนหนึ่งที่กำลังจะปะทะกับใบหน้าของตัวเองก่อนจะเป็นเธอเองที่เหวี่ยงหมัดใส่ใบหน้าน่าเกียจของมันไปเสียหลายทีและถีบมันจนถลาหน้าคว้ำไปกับพื้น ขาซ้ายตวัดเตะเข้าปลายคางชายนักเลงที่เข้ามาด้านหลังจนมันล้มลงไปนอนกองกับพื้นตามเพื่อนคนแรก ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบนักเลงอีกคนที่เหวี่ยงท่อนไม้เข้าใส่ ยูกิจับขาชายด้านข้างที่เตะใส่ไว้แล้วผลักมันใส่ชายคนที่เงื้อไม้เบสบอลเตรียมจะตีลงมาอีกรอบจนชายทั้งสองเสียหลังล้มไปทั้งคู่ ดวงตาคมนัยน์ตาสีดำสนิทหันมองเรนะที่กำลังสนุกอยู่กับการออกแรงเล็กๆน้อยๆ ใบหน้าขาวซีดมีรอยช้ำจากการถูกกระแทก มุมปากแตกจนเลือดสีแดงไหลย้อยไปถึงคางเรียว รอยยิ้มยังปรากฏอยู่บนใบหน้าและเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานยังดังอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเรนะจะเจ็บจากการต่อสู้ แต่บาดแผลจากร่างกายไม่อาจเจ็บเท่าบาดแผลที่มีในใจ ความเจ็บช้ำในหัวใจมันทำให้ความเจ็บจากส่วนอื่นที่ได้รับไร้ความรู้สึก รอยยิ้มที่เหมือนจะมีความสุขกับเรื่องตอนนี้กลับปะปนมากับรอยน้ำตาที่มองไม่เห็น ยูกิรู้ว่าสิ่งที่เรนะแสดงออกมาก็แค่ปกปิดความอ่อนแอของตัวเอง ไม่อยากให้เพื่อนอย่างเธอเป็นห่วง ไม่อยากดูอ่อนแอในสายตาของแม่เลี้ยงและน้องสาวที่ตัวเองเกลียด และไม่อยากดูน่าสมเพชไปมากกว่านี้ในสายตาของพ่อ

เอาเถอะ

เพื่อนจะทำอะไรฉันรับได้เสมอ

เพราะมันคือการตัดสินใจของเพื่อน

“ย๊าก!!!!!!!!!”เรนะร้องลั่นก่อนจะวิ่งสุดตัวกระโดดถีบเข้ากลางอกของหัวหน้านักเลงจนมันล้มลงไป กลุ่มนักเลงชายแปดคนนอนร้องโอดโอยกันอยู่บนพื้นโดยมีร่างสูงสองคนยืนเป็นจุดศูนย์กลาง

“ไปเรียนกันดีกว่า”ยูกิก้มเก็บกระเป๋านักเรียนขึ้นพาดบ่าและก้าวเดินเคียงข้างไปกับเรนะที่หยิบกีต้าร์และกระเป๋ามาพาดไว้ที่บ่าข้างเดียวกัน มือเรียวยาวส่งผ้าเช็ดให้เพื่อนตัวซีดรับไปซับเลือดที่ไหลไม่หยุด “ทำไมต้องให้หน้าเปื้อนเลือดตลอด”

รอยยิ้มปรากฏขึ้นอย่างถูกใจในคำถาม “ชีวิตจะได้มีสีสัน”ยูกิได้แต่ถอนหายใจกับคำตอบที่ได้รับทุกครั้ง และจะตามด้วยประโยคถัดมาที่เป็นเหมือนประโยคหากินของมัตสึอิ เรนะ “นี่โกรธหรือเปล่าอ่ะ”

นั่นแหละ

 

มัตสึอิ จูรินะ นักเรียนมัธยมต้นปีสามโรงเรียนสาธิตมอโตเกียว นักเรียนดีเด่นที่เด่นทั้งด้านกีฬาและการเรียน ทั้งยังเรียบร้อย อ่อนน้อม น่ารัก จูรินะเป็นที่รักของอาจาร์และเพื่อนร่วมห้อง เพราะนิสัยเป็นห่วงเป็นใยทำให้จูรินะได้ใจเพื่อนและอาจารย์ไปเต็มๆ ใบหน้าขาวใสจ้องมองบนกระดานขณะที่มือข้างขวาก็จดสิ่งที่อยู่บนกระดานทุกตัวอักษร เสียงสัญญาณหมดเวลาเรียนดังขึ้นอาจารย์ชายวัยกลางคนเดินออกไปจากห้องหลังจากสั่งการบ้านเสร็จ จูรินะเก็บของลงกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้าน

“จูรินะจะกลับแล้วเหรอ”เจ้าของชื่อพยักหน้ารับคำถามของ ชิมาซากิ ฮารุกะ เพื่อนสนิทที่เดินเข้ามาหา รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าเมื่อเห็นหน้ามุ่ยๆของเพื่อนตัวเล็ก “ไหนบอกว่าจะไปกินเครปด้วยกันไงล่ะ มายุยังไปเลยนะ”

เด็กสาวหันมองเจ้าของชื่อ วาตานาเบะ มายุ เพื่อนสนิทอีกหนึ่งคนที่จูรินะไม่อาจแน่ใจได้ว่าเป็นคนหรือหุ่นยนต์กันแน่ก่อนส่งยิ้มให้บางๆเป็นการขอโทษ “วันนี้คุณพ่อกับคุณแม่ไม่อยู่น่ะ ฉันต้องกลับไปทำอาหารเย็นไว้ให้พี่เรนะ”เพียงแค่นึกถึงเจ้าของชื่อรอยยิ้มของจูรินะก็สดใสมากขึ้นจนเพื่อนทั้งสองยิ้มตามไปด้วย

“ยังรักเรนะซังมากเหมือนเดิมเลยนะ”ฮารุกะยิ้มแซว

“แต่ว่าเรนะซังไม่ได้บอกเหรอว่าวันนี้จะไปฉลองที่ผับเปิดใหม่ของอิตาโนะซังน่ะ”คำพูดของมายุทำเอารอยยิ้มที่สดใสเจือจางลงเล็กน้อย “ยูกิรินบอกว่าวันนี้จะไปฉลองกันนี่นา”

“เอ๋ พี่เรนะไม่เห็นพูดอะไรเลยแต่เขาก็ไม่เคยพูดอะไรกับฉันอยู่แล้วล่ะ”รอยยิ้มเจื่อนปรากฏขึ้นก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างตามนิสัยไม่คิดมากของจูรินะ “ช่างเถอะฉันกลับบ้านก่อนนะ จะกลับไปทำอาหารไว้ให้พี่เรนะ ถึงไม่รู้ว่าพี่เขาจะกลับมากี่โมงก็เถอะ”มือบางยกขึ้นโบกลาเพื่อนทั้งสองก่อนจะเดินออกไป

จูรินะกลับมาถึงบ้านพร้อมข้าวของที่แวะซื้อระหว่างทาง หันมองนาฬิกาที่บอกเวลาห้าโมงครึ่ง มือเรียวปลดกระเป๋าออกวางไว้ที่โซฟาในห้องนั่งเล่นแล้วเดินเข้าครัวไปพร้อมกับของที่ซื้อมา เมนูง่ายๆที่เธอตั้งใจสรรค์สร้างวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะอาหาร จูรินะเงยหน้ามองนาฬิกาอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม หวังว่าเรนะจะกลับมาทานอาหารที่เธอเป็นคนทำแม้ว่าโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นมีน้อยมากจนไม่น่าหวังก็ตาม พี่สาวต่างสายเลือดเกลียดเธอมากข้อนี้จูรินะรู้ดี เรนะไม่เคยยอมรับเธอเป็นน้อง ไม่เคยให้ความสนใจเธอ และเลี่ยงการพูดคุยกับเธอทุกครั้งที่เธอคุยด้วย แต่จูรินะก็ไม่เคยย่อท้อในการเข้าหาเรนะเลยซักครั้ง เธอเลือกที่จะเมินเฉยท่าทางเกลียดชังของพี่สาวที่มีต่อเธอ

นาฬิกาที่บอกเวลาเกือบจะเข้าวันใหม่อยู่อีกไม่กี่นาทีนี้ทำให้จูรินะได้แต่ถอนใจพลางยิ้มส่ายหน้าให้กับอาหารบนโต๊ะของเรนะที่ยังไม่ถูกแตะต้อง ในเวลานี้พี่สาวต่างสายเลือดยังไม่กลับบ้าน เป็นอย่างนี้ทุกครั้งเวลาที่มัตสึอิ โคสึจิไม่อยู่ เรนะมักหลีกเลี่ยงการอยู่ร่วมกับเธอและแม่ตามลำพัง ต่างกันที่วันนี้มีเพียงแค่เธอเท่านั้น อาหารหน้าตาน่าทานถูกเททิ้งลงถังขยะ จูรินะจัดการเก็บล้างภาชนะทุกอย่างและเก็บให้เข้าที่เข้าทาง ไฟห้องครัวมืดดับลงเช่นเดียวกับไฟในห้องนั่งเล่นที่เพิ่งจะมืดสนิท จูรินะกำลังจะกลับขึ้นห้องเพื่อพักผ่อน แต่เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้นฉุดรั้งขาเรียวที่กำลังจะก้าวเดินขึ้นบันได เรียวคิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อยก่อนจูรินะจะเปลี่ยนเป้าหมายไปยังประตูแทน

“อ่าโชคดีจริงๆที่จูรินะยังไม่นอน”เด็กสาวอ้าปากค้างกับสภาพของพี่สาวต่างสายเลือดที่ดูแทบไม่เป็นผู้เป็นคน ที่ข้างกันมียูกิและ โอชิมะ ยูโกะ เพื่อนสนิทของเรนะกำลังหิ้วปีกพี่สาวที่เมาหลับให้เพื่อนลากมาส่งกันถึงบ้าน

“ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะคะ”

“พี่เล่นเกมกันน่ะ ใครแพ้ดื่ม เรนะมันแพ้เกือบทุกรอบ ก็เลยเป็นแบบที่เห็น”รุ่นพี่ร่างเล็กตอบกลับมาก่อนจะส่งร่างของเพื่อนสนิทให้น้องสาวรับไป กระเป๋าหนังสือและกระเป๋ากีต้าร์ถูกวางไว้ข้างชั้นวางรองเท้าในบ้าน “ช่วยดูแลให้ทีนะ ขอโทษด้วยที่ทำให้เดือดร้อน”

จูรินะส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะดูแลพี่เรนะเอง พวกพี่กลับบ้านกันดีๆนะคะ”ทั้งยูกิและยูโกะพยักหน้ารับก่อนจะช่วยปิดประตูให้ จูรินะมองร่างของคนที่เธอกำลังพยุงขึ้นห้องด้วยความทุลักทุเล เรนะตัวสูงกว่าเธอแม้จะตัวบางกว่าเธอมาก แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแบกคนที่สูงกว่าตัวเองเกือบหกเซนขึ้นบันได

ร่างของเรนะถูกวางลงบนเตียงสีดำของตัวเอง จูรินะจัดท่านอนให้พี่สาวนอนได้สบายที่สุดก่อนจะออกจากห้องไปแล้วกลับมาพร้อมกับกะละมังใส่น้ำและผ้าขนหนู ผ้าชุบน้ำสีขาวถูกซับลงบนใบหน้าที่แดงก่ำจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่เจ้าตัวดื่มเข้าไป จูรินะเพ่งพิศรอยช้ำที่มุมปากและส่วนต่างๆบนใบหน้าพลางใช้นิ้วเรียวบางลูบมันแผ่วเบาดั่งกลัวว่าเจ้าของรอยช้ำพวกนี้จะเจ็บปวด

“เจ็บมากมั๊ยคะ”เอ่ยถามแม้ว่าจะไม่ได้คำตอบ จูรินะรู้ดีว่าพี่สาวต่างสายเลือดไม่มีสติที่จะตอบคำถามของเธอ แต่ถึงแม้ถามตอนเจ้าตัวมีสติ เธอก็ไม่ได้รับคำตอบอยู่ดี ผ้าขนหนูสีขาวลากยาวลงมาถึงลำคอระหงส์ เสื้อนักเรียนถูกถอดออกเพื่อให้เช็ดตัวได้สะดวกยิ่งขึ้น จูรินะเลิกชายเสื้อกล้ามขึ้นก่อนจะเริ่มลากผ้าไปตามหน้าท้องขาวเนียนที่มีลอนกล้ามเนื้อขึ้นเป็นเลขสิบเอ็ดอย่างคนรักษาสุขภาพ ผิวขาวซีดทำให้จูรินะมือสั่นด้วยความตื่นเต้นอย่างไม่อาจควบคุม ก่อนที่สติจะเตลิดไปไกลเธอก็เปลี่ยนไปเช็ดเรียวแขนบางให้คนเมาแทน ผ้าสีขาวลากไปตามแขนขาวซีด เพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับการเช็ดตัวทำให้จูรินะไม่เห็นว่าเรนะกำลังจ้องมองกันอย่างไม่วางตา

“เข้ามาในห้องฉันทำไม”เสียงอ้อแอ้ของเรนะเรียกสายตาคนเป็นน้องให้หันกลับมามองกัน จูรินะปล่อยมือออกจากแขนของคนเมาที่กำลังพยุงตัวเองขึ้นนั่ง พยายามจะเข้าไปช่วยแต่ก็โดนผลักออกมา “ฉันถามว่าเข้ามาทำไม”

“เช็ดตัวค่ะพี่จะได้สบายตัวขึ้น”

“ยุ่งไม่เข้าเรื่อง! ออกไปซะ”แม้จะอยากทำตามที่คนเป็นพี่บอก แต่รอยฟกช้ำบนใบหน้าขาวซีดไม่อาจทำให้จูรินะทำตามคำสั่งได้

“ให้ฉันทำแผลให้พี่นะคะ”

“ไม่ต้อง! ฉันบอกให้ออกไป!”เสียงแหบพร่าตวาดลั่นไม่ได้ทำให้จูรินะรู้สึกกลัว ใบหน้าแดงก่ำจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้ใบหน้าขมึงทึงของเรนะดูน่ารักมากกว่า

“ฉันทำแผลให้แล้วจะออกไปทันทีค่ะ”จูรินะต่อรอง

“ออกไป!!!

“เจ็บมากมั๊ยคะ”จูรินะเลือกที่จะเมินเฉยต่ออาการฉุนเฉียวของพี่สาว มือบางแนบลงบนแก้มแดงปลั่ง ปลายนิ้วเกลี่ยรอบรอยช้ำเบาๆกลัวว่าการสัมผัสของเธอจะทำให้เรนะเจ็บ “พี่……อ๊ะ!

“อยากรู้ใช่มั๊ยว่าฉันเจ็บมากหรือเปล่า!”ร่างของจูรินะถลาลงบนเตียงสีดำตามแรงดึงของเจ้าของห้อง กว่าจะตั้งตัวได้ก็ถูกร่างสูงของเรนะคร่อมทับไว้เสียแล้ว ดวงตาเฉยเมยที่มีอารมณ์หลากหลายปะทุอยู่ด้านในเหลือบมองคนใต้ร่าง

จูรินะหน้าตื่นตกใจกับการกระทำปุบปับของพี่สาว มือบางดันไหล่ของเรนะไว้ไม่ให้ตัวของทั้งสองแนบชิดไปมากกว่านี้ “พี่เรนะจะทำอะไรคะ”

“เธอถามฉันไม่ใช่เหรอว่าเจ็บมากหรือเปล่าฉันจะทำให้เธอรู้ไง”มือที่กั้นขวางไว้ถูกจับขึงตึงไว้ข้างศีรษะ จูรินะเอียงคอหลบริมฝีปากร้อนที่รุกรานอยู่ที่ลำคอระหงส์ แต่ถึงแม้จะดีดดิ้นขัดขืนมากมายเพียงใดก็ไม่อาจต้านแรงคนเมาได้เลย

“พี่คะ! อย่า”เสียงร้องห้ามถูกหยุดด้วยริมฝีปาก เรนะบดจูบน้องสาวด้วยความรุนแรง ไม่สนใจบาดแผลของตัวเองและไม่สนใจว่าร่างบางจะเจ็บกับการกระทำของตัวเองหรือเปล่า

มือขาวซีดกระชากชุดนอนจนกระดุมขาดกระเด็น มือขาวซีดเค้นคลึงอกขาวนวลตรงหน้าอย่างรุนแรงขณะที่ริมฝีปากยังประกบจูบไม่ปล่อย กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในปากคงมาจากแผลที่ปริแตก “ฉันจะทำให้เธอรู้ว่าฉันเจ็บมากแค่ไหน”ฟันคมกัดเข้าที่ลำคอขาวจนจูรินะหลุดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เธอเจ็บกับสัมผัสของเรนะ แต่ไม่ได้เจ็บอะไรกับการที่พี่สาวต่างสายเลือดใช้ตัวเธอเป็นที่ระบายอารมณ์

“อ๊ะ! พี่คะ”เสียงหวานหลุดร้องยามริมฝีปากร้อนครอบครองยอดอกของเธอ เรนะกำลังสนใจยอดอกสีชมพูที่ยั่วยวนสายตา มือข้างหนึ่งเค้นคลึงอกอิ่มข้างที่ยังว่าง มืออีกข้างเคลื่อนลงไปสัมผัสกึ่งกลางกายสาวที่กำลังชื้นแฉะ

“หึ..เธอมันใจง่าย”เสียงแหบพร่าเอ่ยบอกกับคนที่กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสสวาทที่ตัวเองเป็นคนมอบให้ มือเรียวรูดกางเกงนอนออกไปพร้อมชั้นในตัวจิ๋ว นิ้วเรียววนรอบสวนดอกไม้ที่ชื้นแฉะของน้องสาว เรนะร่นตัวลงไปจนใบหน้าอยู่ที่ตำแหน่งกึ่งกลางกาย ก่อนจะใช้เรียวลิ้นแตะสัมผัสไปที่จุดไวต่อสัมผัส

“พี่คะอื้ม พี่เรนะ”จูรินะเอ่ยเสียงสั่นยามที่พี่สาวกำลังเล่นสนุกอยู่ที่ส่วนอ่อนไหวของเธอ มือบางกำทึ้งผ้าปูที่นอนจนมันแทบจะขาดติดมือ รู้สึกหูอื้อตาลายไปหมดจนแทบไม่รู้สึกอะไรนอกจากความเสียวซ่านที่กลางกาย ร่างบางกระตุกวูบหนึ่ง ในหัวขาวโพลนเมื่อเรนะส่งเธอถึงปลายทาง จูรินะหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนเหงื่อไหลโทรมกาย

เรนะดันตัวขึ้นทาบทับร่างของน้องสาวไว้ เสียงแหบพร่ากระซิบข้างหูของคนใต้ร่าง “ฉันจะทำให้เธอเจ็บเหมือนที่ฉันเจ็บ”ริมฝีปากบดจูบคนเป็นน้องอีกครั้ง มือข้างหนึ่งกรีดตามรอยแยกที่กึ่งกลางกายก่อนจะดันนิ้วเรียวถึงสองนิ้วเข้าไปจนสุดทางรัก

“อึก! อื้ม!!!!!”จูรินะผวาเข้ากอดร่างคนด้านบนไว้แน่นเมื่อความเจ็บแปลบพุ่งเข้าจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว น้ำตาใสไหลรินจากความเจ็บปวดแสนสาหัส ได้ยินเสียงหัวเราะดังแผ่วมาจากผู้กระทำ

เรนะมองใบหน้าเหยเกของจูรินะที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและหยดน้ำตา “เจ็บแค่นี้ยังไม่เท่ากับที่ฉันเจ็บหรอกนะ”มือเรียวเริ่มขยับกระแทกกระทั้นรัวเร็วและแรงโดยที่ไม่สนใจว่าน้องสาวจะเจ็บปวดมากเพียงใด อารมณ์ในตอนนี้เพียงแค่เห็นว่าคนที่ตัวเองเกลียดกำลังเจ็บปวดก็ทำให้คนตัวสูงพอใจแล้ว เรนะยกยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นว่าอีกคนแสดงท่าทีเจ็บปวดมากเพียงใด มือเรียวยิ่งส่งแรงให้มากขึ้น ยิ่งจูรินะกลั้นเสียงร้องมากเท่าไหร่ เรนะก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น “ร้องออกมาสิ! ร้องออกมาให้ฉันรู้ว่าเธอเจ็บ”

“พี่คะหยุดเถอะ..นะ”เสียงสั่นเครือดังออกจากเรียวปากที่กำลังสั่นเทา “พอเถอะนะคะฉันเจ็บแล้ว”น้ำตาที่ไหลรินไม่ได้ทำให้เรนะอ่อนลงเพราะร่างสูงไม่คิดจะมองกันด้วยซ้ำ จูรินะกัดฟันทนรับความเจ็บปวดที่คนเป็นพี่ส่งมา มือเรียวกำเสื้อของเรนะไว้แน่น “พี่คะอ๊า!!!

“เจ็บมากสินะ แต่เธอยังเจ็บไม่เท่าฉันหรอกจูรินะ ฉันเจ็บมากกว่าเธอหลายเท่า เจ็บมาก!”เรนะตะคอกใส่คนด้านล่างเสียงดัง นิ้วเรียวยังแช่ค้างไว้ในกายของน้องสาวแม้จะส่งเธอไปถึงจุดหมายเป็นรอบที่สองแล้วก็ตาม “เพราะเธอ พ่อรักเธอ เพราะเธอ พ่อถึงไม่สนใจฉัน เพราะเธอ พ่อถึงเกลียดฉัน!”ร่างสูงถอนเรียวนิ้วออกจากตัวของน้องสาวรวดเร็วจนจูรินะสะดุ้ง ของเหลวใสปนมาด้วยเลือดสีแดงสดเปื้อนเต็มฝ่ามือของเรนะ “เธอทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นคนนอกนี่บ้านของฉัน ครอบครัวของฉัน พ่อของฉัน ความรักที่พ่อเคยให้ฉัน เธอแย่งมันไปหมด!!!

น้ำตาหยดหนึ่งตกกระทบแก้มขาวของจูรินะ ร่างบางยังนอนนิ่งฟังสิ่งที่พี่สาวต่างสายเลือดกำลังระบายมันออกมา เรนะปล่อยหยาดน้ำตาให้ไหลริน จูรินะไม่เคยเห็นคนตัวสูงร้องไห้ ไม่เคยเห็นเรนะในช่วงเวลาที่อ่อนแอ อาจจะเป็นเพราะแอลกอฮอล์ที่ทำให้เรนะกล้าปล่อยความรู้สึกออกมา เรียวแขนบางโอบรอบแผ่นหลังบางของคนบนตัว จูรินะกอดคนตัวสูงไว้แน่น มือข้างหนึ่งลูบศีรษะคนที่กำลังสะอื้นซบอกกันอยู่อย่างปลอบโยน เธอไม่โกรธหรอกที่เรนะทำกับเธอ “ปล่อยมันออกมาเถอะค่ะ”เสียงหวานเอ่ยบอกเสียงแผ่วเบา เธอยังคงกอดเรนะไว้แน่น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแตะต้องตัวพี่สาว เมื่อมีโอกาสจึงทำให้เธอไม่ลังเลเลยที่จะคว้ามันไว้ “อย่าเก็บมันไว้เลยนะ”

“ฉันเกลียดเธอจูรินะ! ฉันเกลียดเธอ!!!

“ฉันรู้ค่ะถ้าเกลียดฉันแล้วมันทำให้พี่สบายใจ จะเกลียดฉันมากเท่าไหร่ก็ได้”มือบางเกลี่ยซับหยดน้ำตาออกจากใบหน้าขาวซีด เรนะดันตัวออกจากอ้อมกอดของคนที่เกลียดแต่กลับรู้สึกอบอุ่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดวงตาคมมองสบคนที่ดันตัวขึ้นมานั่งอยู่ตรงหน้า “พี่จะทำอะไรฉันก็ได้ แต่ว่าอย่าร้องไห้อีกเลยได้มั๊ยคะ”

“เธอไม่มีสิทธิ์ร้องขออะไรจากฉันทั้งนั้นมัตสึอิ จูรินะ!”มือเรียวผลักจูรินะให้กลับลงไปนอนอีกครั้ง “เธอต้องเจ็บมากกว่าที่ฉันเจ็บ!”เรนะแนบริมฝีปากไปตามลำตัวขาวของจูรินะ มือเรียวบีบเค้นไปทั่วจนผิวขาวขึ้นสีแดงช้ำอย่างเห็นได้ชัด “ฉันจะทำให้เธอเหมือนตกนรกทั้งเป็น!

บทเรียนที่แสนทรมารและมีความสุขไปพร้อมกันที่เรนะมอบให้ดำเนินต่อไปอย่างหาจุดสิ้นสุดไม่เจอ เสียงครางเพราะความสุขและเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นไม่ขาดสาย จูรินะยอมเป็นที่รองรับอารมณ์ของคนเป็นพี่โดยไม่นึกโกรธ ไม่ปริปากห้ามแม้ว่าเรนะจะทำให้เธอทรมารมากเพียงใด เธอไม่ร้องขอให้เรนะหายเกลียดกัน

แต่เธอหวัง

เพียงแค่ว่า

เมื่อการระบายอารมณ์สิ้นสุดลง เรนะจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข เพียงแค่นั้นที่เธอต้องการ เพียงแค่คนที่เธอรักและเทิดทูนจะมีความสุขขึ้นเพียงแค่นั้น

“อ๊ะ!...พี่คะ”

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

เม้นให้กำลังใจกันด้วยนะครับ เจอกันอีกทีอาทิตย์หน้า บายยยยยย.

 

By: Gekikara

 

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

เดี๋ยวๆ:dookdik_bun_7:เฮียๆทำไมทำกับน้องขนาดนั้นเพราะคุณพ่อสินะ เข้าใจเฮีย สู้ๆนะไรท์เตอร์:dookdik_bun_2: 

Share this post


Link to post
Share on other sites

เรานี่ตามมาจาก comeon เลยนะ 555

ม่รู้ว่าเป็นแค่เราคนเดียวรึเปล่า แต่ใน comeon เหมือนเป็นไวรัสอ่ะ

เราเข้าไปอ่านนิยายไรท์ทีไร เว็บรวนตลอด เพราะฉะนั้น ลงในนี้แหละดีแล้ว

ตามอ่านง่าย เม้นสะดวกด้วย

 

ป.ล.สู้ๆเน้อไรท์ เราเป็นกำลังใจให้

Share this post


Link to post
Share on other sites

อย่ารุนแรงกับหนูจูสิเฮีย

สู้ๆนะ ไรท์

Share this post


Link to post
Share on other sites

น้องจูคะ ทำไมไปยอมง่ายๆแบบนั้นคะ

เธอเป็นโดะเอ็มใช่ไหม

Share this post


Link to post
Share on other sites

 

 

Chapter 2 : ฉันเจ็บจนชินแล้วน้ำตาที่ไหลก็ไม่มี

“จูรินะไม่สบายหรือเปล่า”

“อ่า”เจ้าของชื่อครางเสียงในคอก่อนจะส่งยิ้มบางๆแล้วตอบคำถามของเพื่อนสนิท “เปล่าหรอก ไม่เป็นอะไร”จูรินะโบกมือไปมายืนยันคำพูดของตัวเองให้เพื่อนสบายใจ หากแต่ใบหน้าขาวซีดกลับไม่เป็นไปตามที่เธอพูดซักนิดเดียว

“แต่หน้าเธอซีดมากเลยนะไปห้องพยาบาลมั๊ย”ฮารุกะยังคงถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นอะไรจริงๆฉันสบายดี”จูรินะตอบปฏิเสธอีกครั้งก่อนจะเหม่อมองไปนอกหน้าต่างนึกถึงค่ำคืนที่แสนเจ็บปวด นับตั้งแต่คืนนั้นก็ผ่านมาสองเดือนกว่าแล้ว หลังจากที่การกระทำของเราถลำลึกไป เรนะยังคงปฏิบัติต่อเธอเช่นเดิม ไม่คุยกัน ไม่มองหน้า ทำเหมือนว่าเรื่องคืนนั้นไม่เคยเกิดขึ้น และเธอก็ไม่เคยเอ่ยถามถึงสิ่งที่พี่สาวต่างสายเลือดทำต่อเธอเลยซักครั้งเดียว ทุกอย่างยังคงปกติ มีเพียงอย่างเดียวที่ไม่ปกตินั่นก็คือตัวเธอเอง ช่วงนี้จูรินะอ่อนเพลียมากจนตัวเองยังนึกแปลกใจ ข้าวปลาอาหารก็แทบจะกินไม่ได้ ไหนจะอาการหน้ามืดวิงเวียนที่ช่วงนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่เพราะว่าเธอไม่ได้ใส่ใจนักจึงปล่อยผ่านมันไปเช่นเดียวกับวันนี้

ในวิชาพลศึกษาที่จูรินะแสนจะโปรดปรานแต่เธอกลับทำได้เพียงนั่งมองเพื่อนเล่นกีฬากันอยู่ข้างสนามเพราะจู่ๆตัวเธอก็เกิดอาการหน้ามืดขึ้นมาเสียเฉยๆ ลมหายใจถูกทอดถอนขณะที่ดวงตาใสจดจ้องลูกบอลสีส้มถูกส่งผ่านหน้าไปมา

ทำได้แค่มอง

น่าเบื่อจะตายไป

เมื่อสมองว่างเว้นจากการนึกคิดใบหน้าของใครคนหนึ่งก็เข้ามาแทนที่ ภาพของคนใจร้ายที่ร้ายกับเธอเพียงแค่คนเดียว จูรินะกำลังคิดถึงพี่สาวต่างสายเลือดที่เธอทั้งรักและเทิดทูน เรนะเป็นคนเก่งทั้งด้านการเรียน และดนตรี แม้จะไม่เก่งกีฬามากนักแต่กลับแข็งแรงได้อย่างไม่น่าเชื่อ คนตัวซีดเคยเล่นเคนโดอยู่ช่วงเรียนมัธยมต้น ตั้งใจฝึกฝนจนได้แชมป์ระดับเขตมาหวังให้คุณพ่อชื่นใจ แต่ไม่เลยมัตสึอิ โคสึจิไม่เคยแลตามองสิ่งที่เรนะทำเลยแม้แต่น้อย เสาหลักของมัตสึอิไม่เคยเหลียวแลสายเลือดของตัวเองเลยไม่ว่าสิ่งที่เรนะทำจะน่าภาคภูมิใจมากมายเพียงใด หลังจากจบมัธยมต้นพี่สาวต่างสายเลือดก็ไม่เคยหันไปจับดาบไม้อีกเลย จากที่เคยเป็นเด็กดีอยู่ในกฎระเบียบกลับเปลี่ยนไป เรนะแหกกฎทุกข้อที่โรงเรียนมี มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับเด็กโรงเรียนอื่นหรือพวกนักเลงแทบทุกวัน ดื่มเหล้า เที่ยวเล่น พฤติกรรมต่อต้านเกิดขึ้นเพื่อให้ผู้เป็นพ่อสนใจ แน่นอนว่าเรนะทำมันสำเร็จ แต่สิ่งที่ได้รับจากผู้เป็นพ่อกลับเป็นคำด่าทอและสายตารังเกียจที่มีมากจนไม่นึกว่านั่นจะเป็นสายตาที่พ่อใช้มองลูกของตัวเอง แต่ถึงแม้จะทำตัวแหกกฎเกณฑ์มากเพียงใดผลการเรียนของเรนะก็ไม่เคยตกลงเลยซักนิด พี่สาวต่างสายเลือดยังคงทำมันได้ดีพอๆกับการหาเรื่องปวดหัวให้ผู้เป็นพ่อ และเท่าที่จูรินะสังเกตมา พี่สาวต่างสายเลือดของเธอไม่เคยแบมือขอเงินผู้เป็นพ่อเลยแม้แต่เยนเดียว เรนะทำงานพาร์ทไทม์ตั้งแต่อยู่มัธยมต้น บางครั้งก็ไปเล่นดนตรีตามร้านอาหารกับเพื่อนสนิท นั่นยิ่งทำให้เธอชื่นชอบและเทิดทูนเรนะมากเข้าไปอีก แต่สิ่งที่ทำให้เธอรักคนคนนี้อย่างไม่อาจถอนตัวนั่นคงเป็นความอ่อนโยนและรอยยิ้มที่เธอไม่เคยได้รับมันเลย

“จูรินะหนูไม่สบายหรือเปล่าลูก”เจ้าของชื่อเงยหน้ามองผู้เป็นแม่ที่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อกลับมาถึงบ้านจูรินะก็ตรงไปทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาด้วยความเหนื่อยอ่อน ความรู้สึกพะอืดพะอมตีรวนอยู่ในช่องท้อง ใบหน้าขาวซีดจนไร้สีเลือด แต่ถึงกระนั้นจูรินะก็ยังฝืนยิ้มพลางส่ายหน้าปฏิเสธคำถามของผู้เป็นแม่

“ไม่ได้เป็นอะไรค่ะจริงๆนะ”

แม้จะรู้ว่าจูรินะตอบเพียงเพื่อให้เธอสบายใจ แต่มัตสึอิ ซาจิโกะก็ยังพยักหน้ายิ้มให้ลูกสาวอย่างไม่อยากซักไซ้ “วันนี้มีพุดดิ้งด้วยนะไม่รู้ว่าเด็กที่ไหนบ่นว่าอยากกิน”

“พุดดิ้ง!

ซาจิโกะหัวเราะเสียงเบากับท่าทางดีใจเกินเหตุของลูกสาว มือเรียวลูบเส้นผมนุ่นสลวยของจูรินะอย่างแสนรัก “ไปล้างมือก่อนแล้วค่อยมาทานนะ”

“ค่ะ!”จูรินะมองตามร่างผู้เป็นแม่ที่เดินไปทางครัวก่อนจะลุกขึ้นเพื่อไปล้างมือตามที่มารดาเอ่ยบอก แต่ความรู้สึกวิงเวียนศีรษะกลับเข้ามาจู่โจมทันทีที่ลุกขึ้น มือบางยกขึ้นกุมขมับของตัวเองแน่น และสิ่งสุดท้ายที่สัมผัสได้คือใบหน้าตกใจของซาจิโกะและเสียงที่หวีดร้องเรียกเธอดังลั่นก่อนทุกอย่างจะมืดสนิท

“จูรินะ!

 

เสียงจังหวะดนตรีดังขึ้นในห้องดนตรีของโรงเรียน ท้องฟ้ามืดสนิทบ่งบอกเวลาว่านักเรียนทุกคนสมควรจะออกจากโรงเรียนได้แล้ว แต่นั่นก็ไม่เป็นผลเมื่อนักเรียนกลุ่มหนึ่งกำลังสนใจกับกิจกรรมของตัวเองโดยไม่สนสิ่งใด และหนึ่งในนักเรียนกลุ่นนั้นก็เป็นถึงลูกสาวของผู้อำนวยการโรงเรียน ทำให้ไม่มีอาจารย์ท่านไหนกล้าทัดทานความต้องการในการใช้งานห้องชมรมล่วงเลยเวลาของนักเรียนกลุ่มนี้

คาชิวากิ ยูกิลูกสาวเพียงคนเดียวของผู้อำนวยการคาชิวากิ คาสึโอะวางไม้กลองในมือลงหลังจากเพลงที่ใช้ในการซ้อมครั้งล่าสุดได้จบลง นัยน์ตาสีดำสนิทกวาดมองเพื่อนร่วมวงที่กำลังพูดคุยเรื่องจังหวะทำนองของเพลงว่าควรจะปรับให้เข้ากันอีกนิดหน่อย “เราต้องเล่นที่ร้านอาหารเปิดใหม่วันอาทิตย์นี้ใช่มั๊ย”ยูกิเอ่ยถาม

“ใช่ วันอาทิตย์ตอนบ่าย อัตสึโกะโทรมาย้ำฉันเป็นร้อยรอบกลัวว่าพวกเราจะไปรับงานที่ร้านอื่นซ้อน” ทาคาฮาชิ มินามิ มือกีต้าร์ไซส์มินิพ่วงตำแหน่งหัวหน้าวงพูดตอบ มือเล็กเสยเส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่ปรกใบหน้าออกอย่างหงุดหงิด

“โทรมาเป็นร้อยรอบคงจะคุยเรื่องร้านแค่รอบสองรอบนอกนั้นคงจีบเธออยู่สินะทาคามินะ”เสียงเรียบนิ่งเหมือนหน้าตาของ อิตาโนะ โทโมมิ มือคีย์บอร์ดพูดแซวขึ้นทั้งที่ดวงตาคมยังจดจ้องอยู่ที่โทรศัพท์ในมือ “เมื่อไหร่จะรู้ตัวซักทีว่ามาเอดะซังเขาชอบเธอน่ะ”

“อ..อะไรเล่า! ฉันจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอล่ะ”เสียงทุ้มพูดตะกุกตะกัก ใบหน้าขาวใสซับสีเลือดจนแดงจัดให้เพื่อนคนอื่นต่างยิ้มขำ

“ก็ทาคามินะมัวแต่ซึนอยู่แบบนี้นั่นแหละฉันน่ะนะ สงสารมาเอดะซังจริงๆเลย ถ้าไม่ติดว่าร่างบางๆแบนๆแบบนั้นไม่ใช่สเป็คฉันนะ ฉันคงจะจีบมาเอดะซังไปนานแล้วล่ะ”

“ยูโกะ!”เจ้าของชื่อยิ้มโชว์เขี้ยวสวย โอชิมะ ยูโกะ วางเบสตัวเท่ลงบนขาตั้งก่อนจะกระโจนเข้าใส่มินามิที่ตั้งตัวแทบไม่ทันจนเกือบล้มไปกองกับพื้น “โอ๊ย! ยัยกระรอกเมายา!

“ไปต่อที่ไหนกันดีวันนี้ว่างกันนี่นา พรุ่งนี้ก็วันหยุดซะด้วย”ยูกิพูดขึ้นหลังจากเก็บของลงกระเป๋าเรียบร้อย

“เกมเซ็นเตอร์! ไปเล่นเกมกัน”เสียงแหลมเล็กของยูโกะที่ยังนัวเนียกอดมินามิไม่เลิกตะโกนขึ้น

“ก่อนจะไปเกมเซ็นเตอร์ฉันขอกลับบ้านก่อนได้มั๊ย”ทุกสายตาหันมองเรนะที่ทำหน้าเบื่อหน่ายพลางยกโทรศัพท์ขึ้นให้เพื่อนดู “โดนเรียกตัวด่วนน่ะ”

“งั้นไปบ้านเรนะก่อน แล้วเราค่อยไปเกมเซ็นเตอร์พร้อมกันเนอะ”

คนตัวซีดยกยิ้มขณะเพื่อนทุกคนต่างก็พูดคุยกันไปเรื่องต่างๆนาๆ BMW สีดำสนิทของโทโมมิแล่นไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย ใช้เวลาไม่นานก็หยุดลงที่หน้าบ้านมัตสึอิ คนตัวสูงเดินลงจากรถหลังจากบอกให้เพื่อนรอก่อน ขายาวก้าวเข้าไปในบ้านหลังจากผลักบานประตูออก บรรยากาศมาคุในห้องนั่งเล่นไม่ได้ทำให้เรนะแปลกใจเท่าร่างบางของน้องสาวต่างสายเลือดที่ตัวเองเกลียดแสนเกลียดนั่งก้มหน้านิ่งไม่สบตากับใครทั้งนั้น ที่ข้างกันนั้นเป็นซาจิโกะที่โอบไหล่จูรินะไว้แน่น ที่โซฟาเดี่ยวอีกตัวมีร่างของมัตสึอิ โคสึจินั่งกอดอกท่าทางขึงขัง เรนะหยุดยืนกลางห้องนั่งเล่นตรงหน้าผู้เป็นพ่อ ใบหน้าขาวซีดเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึก

“เรียกมา

“แกทำอะไรน้อง”ยังไม่ทันที่จะเอ่ยคำถามได้จบประโยคเสียงเข้มขรึมของโคสึจิก็ดังสวนขึ้น

“ห๊ะอะไร ฉันทำอะไร”เรนะถามด้วยความงงงวย ตามเหตุการณ์และเรื่องที่ผู้เป็นพ่อพูดไม่ทัน

“ฉันถามว่าแกทำอะไรน้อง!”เสียงเข้มตะคอกใส่ลูกสาวที่ยังยืนนิ่งอยู่กลางห้อง โคสึจิลุกขึ้นยืนเต็มความสูงประชันสายตากับเรนะอย่างดุดัน “จูรินะท้อง”

คิ้วเรียวเข้มขมวดมุ่น เรนะปรายตามองน้องสาวที่ยังก้มหน้านิ่ง มุมปากกระตุกยิ้มครั้งหนึ่งก่อนจะหันกลับมาหาผู้เป็นพ่อ “หึแล้วมาบอกฉัน

“กับแก!”เป็นอีกครั้งที่เรนะถูกขัดจังหวะทั้งที่ยังพูดไม่ทันจบ แต่ครั้งนี้คำที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยถูกทิ้งค้างไว้กลางอากาศ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกกว้างริมฝีปากเปิดค้างไม่อาจตั้งสติได้ทันกับสิ่งที่ได้ฟัง “วันนี้! จูรินะหน้ามืดจนหมดสติไป ฉันพาไปหาหมอแล้วก็ได้รับผลตรวจที่น่าตกใจว่าเธอท้องได้สองเดือนกว่าแล้ว! ฉันคาดคั้นเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตอบว่าใครเป็นพ่อของเด็ก จนฉันขู่ว่าจะให้เอาออกจูรินะถึงยอมบอกว่าเคยมีอะไรกับแก!

“แล้วก็เลยโมเมเอาว่าท้องกับฉันงั้นเหรอ!...คิดบ้างหรือเปล่า ยัยเด็กนั่นเป็นผู้หญิง ฉันก็เป็นผู้หญิง! จะเอาอะไรไปทำให้ยัยนี่ท้องล่ะห๊ะ!”เรนะพูดเสียงดังอย่างเหลืออด ดวงตาคมตวัดมองจูรินะที่เงยหน้าขึ้นมามองกัน “คิดจะเอาตัวรอดแบบมักง่ายอย่างนี้เหรอ เธอจะกลัวอะไรล่ะ เป็นลูกรักนี่นา บอกพ่อเขาไปสิว่าไปมั่วกับผู้ชายจนท้องน่ะ พ่อไม่ด่าเธอหรอก อย่าเอาตัวรอดโดยการดึงฉันเข้าไปเกี่ยวแบบนี้!

“แต่ว่า”อารมณ์ที่กำลังปะทุหนักกระตุกวูบเมื่อเห็นดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใสของเด็กสาว ดวงตาที่มีแต่ความจริงอยู่ในนั้น “ฉันไม่เคยมีอะไรกับใครนอกจากพี่ แค่คืนนั้นคืนเดียว”

“ก็เธอมันใจง่าย”แม้ประโยคคำพูดจะให้ความรู้สึกเจ็บแสบ แต่น้ำเสียงที่ใช้เอื้อนเอ่ยกลับอ่อนลงจนตัวเองยังรู้สึกแปลกใจ “เธอใจง่ายยอมฉันเองจะมาเรียกร้องอะไรล่ะ”

“เรนะ!!!”ร่างสูงบางเซถลาล้มลงบนพื้นเมื่อมัตสึอิ โคสึจิฟาดฝ่ามือหยาบกร้านลงบนใบหน้าขาวซีดของลูกสาวอย่างไม่คิดจะยั้งแรง

“พี่คะ!”จูรินะพุ่งเข้าหาร่างของพี่สาวต่างสายเลือดด้วยความตกใจ มือบางประครองร่างของเรนะให้ลุกขึ้นพลางสำรวจบาดแผลให้ด้วยความเป็นห่วง “พี่เจ็บหรือเปล่า”เลือดสีแดงสดตัดกับผิวขาวซีดไหลออกจากบาดแผลที่มุมปาก เรนะตวัดสายตามองผู้เป็นพ่อที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

“หึ..ฉันพูดผิดตรงไหนล่ะ”แม้จะตกใจกับสิ่งที่พ่อทำ แต่กลไกปกป้องหัวใจตัวเองยังคงทำงานได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง รอยยิ้มสะใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า เสียงหัวเราะต่ำของเรนะดังขึ้นในห้องนั่งเล่น “ฉันไม่เคยเห็นว่ายัยนี่เป็นน้องเลยซักครั้งแต่ตอนนี้ได้เป็นเมียก็ไม่เลวเหมือนกัน”

“เรนะ!”มือใหญ่เงื้อขึ้นกลางอากาศหมายจะตบลูกสาวอีกรอบหากไม่ถูกจูรินะขวางไว้เสียก่อน

“อย่าทำอะไรพี่นะคะหนูขอร้อง”

มือใหญ่สะบัดทิ้งอย่างไม่สบอารมณ์ ใบหน้าที่มีริ้วรอยมากขึ้นตามอายุหันหนีไม่สบตากับใครทั้งนั้น ก่อนเสียงเข้มจะพูดเสียงดัง “ไสหัวออกไปจากบ้านฉันซะ อย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก!

เรนะยืนนิ่งเพียงชั่วครู่ก่อนมุมปากจะกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “จะไม่โผล่มาให้เห็นแม้แต่เงาเลยล่ะ”เสียงยียวนเอ่ยบอก เรียวขายาวก้าวตรงไปที่ประตู เรนะหันมองคนเป็นพ่ออีกครั้งก่อนนัยน์ตาสีน้ำตาลจะหันมองจูรินะ “ส่วนเธอถ้ายืนยันว่าในท้องนั่นเป็นลูกของฉันจริงๆก็ตามฉันมา”

จูรินะยืนลังเล ดวงตาส่ายหลุกหลิกมองสลับระหว่างพ่อและพี่ ในที่สุดก็ยอมก้มหยิบถุงยาบนโต๊ะและเดินตามเรนะไปจนโคสึจิต้องเอ่ยรั้ง “ลูกจะไปไหนจูรินะ!

“ผัวอยู่ไหนเมียก็ต้องอยู่นั่น ยัยนี่เป็นเมียฉัน”มือเรียวผลักบานประตูให้ร่างบางเดินนำออกไป ขายาวกำลังจะก้าวตามแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อเสียงของผู้เป็นพ่อดังแทรกขึ้นมา

“น้ำหน้าอย่างแกไม่มีทางดูแลใครได้หรอก!

เรนะไม่ได้หันกลับไป แต่ดวงตาที่เรียบนิ่งกลับมองตรงไปที่แผ่นหลังของจูรินะ เสียงแผ่วเบาดังออกจากปากที่เลือดยังไหลริน “พนันมั๊ยล่ะ”

“เฮ้ย! เรนะเกิดอะไรขึ้น”มินามิถามขึ้นอย่างตกใจ แต่เรนะก็ทำเพียงพูดไม่มีเสียงว่าจะเล่าให้ฟังทีหลัง มือเรียวดันจูรินะให้เข้าไปนั่งในรถของโทโมมิก่อนตัวเองจะตามเข้าไป

“คงจะไปเกมเซ็นเตอร์กันไม่ได้แล้วล่ะ”เสียงร่าเริงดังจากเรนะเหมือนไม่ใส่ใจกับเหตุการณ์ที่ตัวเองเพิ่งประสบพบเจอ

รถของโทโมมิเคลื่อนที่ไปอย่างไร้จุดหมาย ที่เบาะด้านหลังประกอบไปด้วยเรนะ จูรินะ และยูกิ เพราะมีสมาชิกเพิ่มมาอีกหนึ่งคนทำให้ยูโกะที่ตัวเล็กเหมือนกับมินามิต้องไปนั่งคู่กันที่เบาะข้างคนขับ

“จะไปไหนล่ะ”โทโมมิถามขึ้นเมื่อไม่รู้จะไปที่ใดดี ถ้าไม่มีจูรินะมาด้วยเธอคงจะลากเพื่อนๆไปที่ผับของตัวเองแล้วล่ะ แต่นี่มีจูรินะมาด้วย และเธอก็ยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเรนะถึงออกมาในสภาพปากแตกเต็มไปด้วยเลือดกับจูรินะที่ใบหน้าซีดขาวจนแทบจะไร้สีเลือด

เสียงถอนใจดังขึ้นจากเบาะด้านหลัง เรนะส่ายหน้าไปมาอย่างคิดอะไรไม่ออก แม้จะยังทำตัวร่าเริงกับเพื่อน แต่เรนะก็ยอมรับกับตัวเองว่าตอนนี้เสียสูญไปไม่น้อยเลย เหตุการณ์ทุกอย่างมันรวดเร็วจนตัวเขาเองยังตามไม่ทัน “ฉันยังไม่รู้เหมือนกันขับไปเรื่อยๆก่อนได้มั๊ย”

“ไปคอนโดฉัน”มินามิพูดแทรกขึ้น

“แต่ว่า”เรนะเอ่ยขึ้นจะค้านเพื่อนตัวเล็กแต่ก็โดนมินามิพูดขัด

“ไม่ต้องแต่ ไปอยู่ด้วยกันนั่นแหละทุกคนจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”

“แต่ทาคามินะจะอึดอัดหรือเปล่า อยู่ด้วยกันหลายคนแบบนี้”เรนะส่งสายตาคำถามให้มินามิที่หันมายิ้มให้กัน

“บอกตอนไหนเหรอว่าจะให้อยู่ห้องฉันน่ะ”

“หมายความว่ายังไง”

จูรินะมองประตูห้องในคอนโดหรูชั้นยี่สิบแปด ทางเดินมืดเพราะไร้แสงไฟจากหลอดไฟบนเพดาน ยืนอยู่ได้ไม่นานเพื่อนตัวเล็กของพี่สาวต่างสายเลือดก็เดินออกมาจากลิฟต์พร้อมกับกุญแจในมือ

“อยู่ที่นี่ไปก่อนนะเข้ามาเถอะ”ห้องที่มืดมิดสว่างจ้าเพราะหลอดไฟที่กำลังทำงาน ทั้งเรนะและจูรินะต่างก็สอดส่ายสายตามองไปทั่วห้องกว้างที่มีเฟอร์นิเจอร์ครบครัน

“ทำแบบนี้จะไม่โดนว่าเอาเหรอ”ยูโกะถาม

มินามิไหวไหล่ “ใครจะว่าล่ะฉันลูกเจ้าของคอนโดนะ”มือเล็กโยนกุญแจห้องให้เพื่อนตัวซีดที่รับไว้แทบไม่ทัน “อยู่ที่นี่แหละห้ามไปไหนทั้งนั้น”

“ขอบใจนะทาคามินะ”เจ้าของชื่อพยักหน้ารับพลางเก๊กขรึมให้ตัวเองดูดี เรียกรอยยิ้มขบขันจากเพื่อนๆ

“เอาเถอะๆ จูรินะไปอาบน้ำแล้วก็นอนซะนะ ท่าทางเราดูไม่ดีเลย เห็นมายุจังบอกว่าช่วงนี้เราหน้ามืดบ่อย นี่เสื้อผ้าใส่ไปก่อนนะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”ยูกิส่งเสื้อผ้าที่เดินตามมินามิไปที่ห้องเพื่อหยิบมาให้เปลี่ยนให้จูรินะที่รับไปอย่างว่าง่าย

“ขอบคุณค่ะ”

เรนะเรียกรั้งคนที่กำลังจะเดินเข้าห้องนอนไว้ นิ้วเรียวชี้ไปที่ถุงยาที่จูรินะถือไว้ในมือ “ขอฉันดูหน่อยเธอกินข้าวแล้วใช่มั๊ย”ใบหน้าขาวซีดพยักหน้าตามน้องสาวที่พยักหน้าตอบก่อนจะปล่อยให้จูรินะเดินเข้าห้องไป นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนก้มมองของในมือ กระดาษผลตรวจถูกยกขึ้นมาอยู่ในระดับสายตา เรนะกวาดสายตาอ่านรายละเอียดในนั้นก่อนจะถอนหายใจเสียงดัง “แล้วฉันจะทำยังไง”

“มีอะไรอยากเล่าให้พวกฉันฟังมั๊ย”เรนะเงยหน้าขึ้นสบตากับเพื่อนทั้งสี่คน ลมหายใจถูกทอดถอนออกมาอย่างหนักใจ ร่างสูงบางเล่าเรื่องราวทุกอย่างตั้งแต่เมื่อสองเดือนก่อนให้เพื่อนฟังจนหมดเปลือก ใบผลการตรวจร่างกายของจูรินะถูกวางลงตรงหน้าเพื่อนๆที่ดูเหมือนจะตกใจกับเรื่องที่เรนะเล่าออกไป ใช้เวลาไม่นานเรื่องราวก็ถูกถ่ายทอดออกมาจนหมด แต่ทุกอย่างยังคงเงียบสนิทเหมือนทุกคนยังตั้งหลักกันไม่ทันจนเป็นเรนะเองที่เอ่ยทำลายความเงียบลง

“ฉันควรจะทำยังไง”

“เดี๋ยวๆ ก่อนที่แกจะคิดต่อว่าควรจะทำอะไรนะเรนะฉันขอด่าแกก่อน”มินามิสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอดก่อนจะพ่นออกมาพร้อมคำด่าให้เรนะได้แต่ก้มหน้ารับไป “แกมันเลว! ชั่วมาก นี่เคยมีใครบอกหรือเปล่าว่าแกเป็นคนสวย เป็นคนเก่ง แต่แกมันโคตรระยำเลยว่ะ! หมามันยังรักลูกของมันเลยนะ นี่แกไปจิ้มน้องจนน้องมันท้องแกไม่คิดจะรับผิดชอบเหรอวะ! ทำไมแกมันระยำหมาแบบนี้วะ ฉันไม่คิดเลยว่าฉันจะมีเพื่อนที่โคตรระยำแบบแก!

“นั่นแรงมากนะน่ะ”เรนะพูดกับคนที่กำลังหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดเป็นการใหญ่หลังจากร่ายคำด่าออกมาเป็นชุด

“นั่นยังน้อยไปแกนี่เกิดมาเสียชาติเกิด”

“เจ็บลึกลงกลางใจเลยอ่ะ”มือเรียวขาวซีดยกขึ้นกุมอกข้างซ้าย เรนะทิ้งตัวลงไปนอนคุดคู้กับพื้น พฤติกรรมรั่วๆถูกแสดงออกมาแทนท่าทีที่ควรจะโกรธมากกว่าที่ถูกด่า ทุกคนต่างยิ้มบางๆกับท่าทางของเรนะ รู้ว่าเพื่อนเจ็บและเสียใจมากเพียงใด และเพราะอะไรถึงแสดงท่าทางแบบนั้นออกมา

“นี่เรนะ

“หื้ม”หลังจากที่เกลือกกลิ้งจนพอใจ เรนะก็ชันตัวขึ้นนั่งมองหน้ายูกิที่เอ่ยเรียก

“แกจะทำยังไงต่อเรื่องจูรินะกับลูก ชีวิตอีกสองชีวิตเลยนะที่แกต้องรับผิดชอบจะมาทำเล่นๆแบบเมื่อก่อนคงไม่ได้แล้ว”แววตาจริงจังฉายชัดในดวงตาสีดำสนิท

“ฉันรู้ฉันไม่ได้มาเล่นๆ”

“นี่ก็เล่นอยู่ไม่ใช่เหรอ”โทโมมิเอ่ยขัดเรียกเสียงหัวเราะได้จากทุกคน “สาเหตุที่ทำให้จูรินะท้องเราคงต้องตามหากันแล้วล่ะ ถ้าเด็กคนนั้นพูดจริงล่ะก็นะ”

“จูรินะไม่ได้โกหกหรอก ถึงแม้ว่าฉันจะรู้จักกับเด็กคนนั้นไม่มาก แต่แววตาที่ใสซื่อและบริสุทธิ์ขนาดนั้นทำให้ฉันไม่อยากจะเชื่อว่าจูรินะโกหก”ยูโกะพูดจริงจังจนทุกคนแปลกใจ

“พูดแบบมีสาระก็เป็นนี่นา”มินามิพูดพลางกอดอกพยักหน้าเบาๆให้ยูโกะที่หมั่นไส้กับท่าทางแบบนั้นและกระโจนใส่จนล้มไปนอนกับพื้นด้วยกันทั้งคู่ เรนะมองเพื่อนทั้งสองคนที่ส่งเสียงโวยวายอย่างไม่เกรงใจห้องข้างๆพลางหัวเราะตามไปด้วย นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองบานประตูห้องนอนที่จูรินะเดินหายลับเข้าไปเมื่อชั่วโมงก่อน เสียงแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับสายลมดังออกจากปากที่มีร่องรอยบาดแผลจากพ่อผู้ให้กำเนิดให้เพื่อนทั้งสี่ต่างอมยิ้มไปกับคำพูดนั้น

“ไม่ว่าจะเพราะอะไรที่ทำให้จูรินะท้องก็ตามฉันจะดูแลลูกกับเมียของฉันเอง”

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

เม้นให้กำลังใจกันด้วยนะครับ ตอนต่อไปรอหน่อยเนอะ

 

By : Gekikara

 

 

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

ต้องสู้นะเฮียเป็นกำลังใจให้

ไรท์ก็สู้ๆด้วยนะ

Share this post


Link to post
Share on other sites

เฮียจะเป็นพ่อคนแล้ว ตอนต่อไปจะเฉลยไหมว่าท้องได้ไง

ไรท์สู้ๆละ

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

 

 

Chapter 3 : ที่ฉันดูเย็นชาอย่างนี้รู้ดีว่ามันใจร้าย

“ยีนส์งั้นเหรอ!”เสียงตื่นตะลึงดังขึ้นในห้องตรวจเพราะมินามิพูดขึ้นด้วยความตกใจ ร่างเล็กทะลึ่งพรวดจากเก้าอี้จนยูกิและยูโกะต้องดึงให้กลับลงไปนั่งดังเดิม

เรนะมองคุณหมอคาไซ โทโมมิลูกพี่ลูกน้องของอิตาโนะ โทโมมิเพื่อนสนิทหน้านิ่งที่นั่งฟังอยู่ข้างกัน “ยีนส์ของเรนะจังกับจูรินะจังเป็นยีนส์พิเศษ เพราะยีนส์พิเศษนี้ทำให้จูรินะจังตั้งครรภ์ได้”เสียงหวานที่ให้ความรู้สึกเซ็กซี่เอื้อนเอ่ยอธิบายให้ทุกคนในห้องเข้าใจ “หนึ่งในล้านล้านคนถึงจะเจอยีนส์พิเศษนี้เลยนะ”

“ล้านล้านเลยเหรอแล้วสองในสองล้านล้านนั้นดันอยู่บ้านเดียวกันด้วยนะ”โทโมมิพูด

เรนะละสายตาจากหน้านิ่งๆของโทโมมิแล้วหันกลับไปหาคุณหมออีกครั้ง เสียงเรียบเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แค่มียีนส์พิเศษก็ทำให้ท้องได้แล้วเหรอ”คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างรอคำตอบ “เราเป็นผู้หญิงทั้งคู่ แล้วอะไรคือตัวกำหนดว่าใครจะเป็นคนตั้งท้องล่ะ”

“ถ้ามียีนส์พิเศษที่ตรงกันอย่างเดียวมีโอกาสน้อยมากที่ไข่จะเกิดการปฏิสนธิ แต่เพราะเธอ”นิ้วเรียวชี้ไปยังคนตัวซีดที่นั่งนิ่ง “เรนะจังนอกจากเธอจะมียีนส์พิเศษนี้แล้ว โครโมโซมของเธอยังแตกต่างอีกด้วยนะ”

“โครโมโซมของฉัน

“ปกติน่ะโครโมโซมเพศจะแบ่งเป็นเอ็กเอ็กและเอ็กวาย แต่ของเรนะจังมันต่างออกไปน่ะ”คาไซนั่งลงที่เก้าอี้ประจำตัว ดวงตาคมภายใต้กรอบแว่นจ้องมองเรนะและจูรินะที่นั่งข้างกันสลับไปมา “จากผลตรวจร่างกาย โครโมโซมที่เรนะมีน่ะมันไม่ใช่ทั้งเอ็กเอ็กหรือเอ็กวายแต่เป็นเอ็กเอ็กวายน่ะ เพราะร่างกายที่ผลิตได้ทั้งฮอร์โมนหญิงและชาย เมื่อไปเจอกับจูรินะที่มียีนส์ชนิดพิเศษที่เข้มข้นมาก ทำให้ไข่เกิดการปฏิสนธิยินดีด้วยนะ เธอกำลังจะได้เป็นพ่อคนแล้วล่ะ”

“ลูกของฉันจริงๆสินะ”นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหันมองจูรินะที่นั่งอยู่ข้างกัน เห็นมือบางที่วางนิ่งอยู่บนเข่านึกอยากจะดึงมือนั้นมากุมไว้ ใจสั่งให้ทำแต่สมองกลับปฏิเสธ ผลสุดท้ายก็เลือกจะเชื่อฟังสมองมากกว่าหัวใจจนได้

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของโทโมมิตลอดเวลา คุณหมอสาวดันกรอบแว่นให้เข้าที่เข้าทาง เสียงหวานถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง “จูรินะจังต่อจากนี้ต้องดูแลตัวเองแล้วนะ อย่าทำอะไรที่ต้องใช้แรงเยอะ ออกกำลังกายเบาๆได้ ทานอาหารที่มีประโยชน์ แล้วก็พักผ่อนให้เพียงพอนะรู้มั๊ย”

“ค่ะ”เจ้าของชื่อพยักหน้าตอบรับ

“ส่วนคุณพ่อ”ดวงตาภายใต้กรอบแว่นหันกลับมาหาคนตัวซีด “ตอนนี้จิตใจของคุณแม่เป็นสิ่งสำคัญนะ ช่วงนี้อารมณ์ของจูรินะจังอ่อนไหวง่ายมาก จะทำอะไรต้องนึกถึงความรู้สึกของจูรินะให้มากๆ”

“แค่ไม่ทำอะไรที่มันกระทบกระเทือนจิตใจใช่มั๊ย”

“เริ่มต้นถ้าทำได้ระดับนั้นก็ถือว่าโอเค”

เรนะพยักหน้า “จะพยายามนะ”

“ไม่เรนะจัง ไม่ใช่จะพยายาม แต่ต้องพยายาม”โทโมมิย้ำเสียงเข้มจนคนตัวซีดต้องพยักหน้ารับอย่างจำยอม

“เอาเถอะพวกฉันต้องไปธุระต่อ ขอบคุณนะโทโมะที่สละเวลาให้”โทโมมิพูดพลางดันตัวลุกจากเก้าอี้ ดวงตาเรียบนิ่งมองสบกับคุณหมอลูกพี่ลูกน้องที่กำลังมองมา “ขอโทษที่รบกวนเวลานะ”

“ไม่เป็นไร อยากให้ช่วยอะไรก็บอกได้นะ”

“อยากให้คุณหมอช่วยมาเป็นแม่ของลูกอุก! อ่อยอ๊า!!!”สายตาภายใต้กรอบแว่นหันมองยูโกะที่กำลังดิ้นไปมาภายใต้อ้อมแขนของมินามิที่ปิดปากของคู่หูไซส์มินิไว้แน่น

“ไม่มีอะไรค่ะยูโกะมันกัดลิ้นตัวเอง”

โทโมมิพยักหน้า “งั้นก็ กลับกันดีๆนะ”

 

เสียงสัญญาณปลดล๊อครถดังขึ้นภายในชั้นจอดรถที่เงียบสนิท โทโมมิเปิดประตูฝั่งผู้บังคับค้างไว้พลางหันไปมองเพื่อนอีกสี่คนที่กำลังเดินตามมา “แล้วจะไปไหนต่อ”

“บ้านฉันจะกลับไปเก็บของ”

“โอเค งั้นไปเก็บของที่บ้านเสร็จแล้วค่อยกลับคอนโด หยุดเลยทาคามินะ!...”ร่างเล็กเจ้าของชื่อถึงกับชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตูด้านข้างคนขับเมื่อถูกเจ้าของรถส่งเสียงห้าม “ไปนั่งข้างหลังเลย ยูโกะด้วย ให้จูรินะมานั่งข้างหน้า”

“แต่ว่า

“ไม่ต้องแต่!”โทโมมิขัด “ให้น้องมานั่งข้างหน้าดีแล้ว จูรินะจะได้นั่งสบายๆ”

“แต่ว่านั่งด้วยกันสี่คนมันเบียดนะโทโมะจิน”ยูโกะโอดครวญ

“แกสองคนนั่งหน้าก็เบียดกันอยู่แล้ว ไปนั่งเบียดกันสี่คนนั่นแหละดีแล้ว”

“อิตาโนะซังฉันนั่งข้างหลังเหมือนเดิมได้ค่ะ ไม่เป็นอะไรหรอก”จูรินะพูดขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนรักไซส์มินิกำลังยู่หน้าอย่างขัดใจ

โทโมมิส่ายหน้าปฏิเสธเมื่อเด็กสาวไม่ยอมทำตามที่เธอบอก “ไม่ได้ๆ จูรินะจะไปอุดอู้อยู่ข้างหลังไม่ได้ ขึ้นมานั่งข้างหน้านี่แหละสบายกว่า พี่ไม่ยอมให้หลานตัวน้อยของพี่ลำบากหรอก”

“ขี้เห่อมากอ่ะ!”ยูโกะยู่ปากใส่และมินามิที่พยักหน้าเห็นด้วยเต็มที่

“เห่อแล้วจะทำไม! หลานฉันทั้งคน ใครไม่พอใจจะเดินกลับเองก็ได้นะฉันไม่ว่า จูรินะขึ้นรถเถอะ”

“เดี๋ยวสิ!”สองเพื่อนรักไซส์มินิรีบแทรกตัวเข้าไปนั่งที่เบาะด้านหลังทันทีเมื่อโทโมมิเตรียมตัวออกรถทันทีที่เข้าไปนั่งประจำตำแหน่ง

BMW คันหรูเคลื่อนไปตามถนนด้วยความนิ่มนวลจากโรงพยาบาลไปสู่บ้านมัตสึอิ แม้จะเป็นวันหยุดแต่เสาหลักของบ้านอย่างมัตสึอิ โคสึจิยังคงทำงาน บ้านทั้งหลังจึงมีเพียงแค่มัตสึอิ ซาจิโกะเท่านั้น เมื่อเห็นว่าใครกำลังเดินเข้ามาในบ้าน ซาจิโกะจึงวางมือจากงานที่ทำและเดินเข้าหาผู้ที่กลับมาเยือนที่บ้านทันที

ซาจิโกะสำรวจลูกสาวเพียงคนเดียวอย่างละเอียดด้วยความเป็นห่วงจนคนที่เดินตามเข้ามาต้องพูดดักเสียงเรียบ “ฉันไม่ได้ทารุณกรรมลูกสาวเธอหรอกขึ้นไปเก็บของซะ ครึ่งชั่วโมงลงมาเจอกันตรงนี้”

จูรินะตอบรับคำคนพี่เสียงเบา “ค่ะ”ก่อนจะเดินหายขึ้นไปข้างบนพร้อมผู้เป็นแม่

“จะเอาอะไรไปบ้างเรนะ”

เจ้าของชื่อหันมองคนถาม เสียงแผ่วเบาตอบกลับคนเป็นเพื่อน “ทุกอย่างเอาไปให้หมด ฉันจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก”

 

มือขาวซีดเก็บเสื้อผ้าทุกตัวยัดลงกระเป๋าอย่างไม่สนใจความเรียบร้อย สายตาคมกวาดมองไปรอบห้องที่ทุกมุมเกือบจะว่างเปล่า หนังสือที่เคยเรียงเต็มชั้นถูกเก็บลงกล่องอย่างดี แมคบุ๊คเครื่องบางเก็บลงกระเป๋า เรนะยื่นกระเป๋าเสื้อผ้าให้ยูกิที่รับไปแล้วเดินหายลับไปจากห้อง ขายาวก้าวเดินเข้าไปใกล้กับกีต้าร์โปร่งที่วางนิ่งอยู่มุมห้อง มือเรียวลูบสัมผัสกีต้าร์ตัวแรกในชีวิต ของขวัญจากผู้เป็นแม่ที่ล่วงลับไปแล้วในดินแดนที่ไกลแสนไกล หยาดน้ำตาคลอขึ้นมาเต็มสองหน่วยตาเมื่อความคิดถึงและโหยหาตีรวนอยู่ในอก เพราะเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเด็ก ความอบอุ่นที่ควรจะได้รับจึงขาดหายไป ยิ่งความรักและความอบอุ่นจากผู้เป็นพ่อนั้นคงไม่ต้องพูดถึง โคสึจิมองว่าเรนะเป็นต้นเหตุที่ทำให้ภรรยาที่รักของเขาต้องจากไป ความโกรธและเกลียดจึงประเดประดังเข้าใส่คนเป็นลูกที่ไม่มีความผิดอะไรเสียด้วยซ้ำ เรนะต้องอยู่ในบ้านหลังเก่าที่เคยอบอุ่น แต่ในตอนนี้เขาไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นนั้นแล้ว ทุกครั้งที่กลับบ้านความรู้สึกที่รับรู้ได้มีเพียงความเหงาและความเศร้าจากตัวเอง และความเกลียดชังจากพ่อผู้ให้กำเนิด

เรนะยกมือปาดหยดน้ำตาที่ร่วงหล่นลงบนแก้มออกอย่างไม่ใส่ใจ กีต้าร์สีเปลือกไม้ถูกเก็บใส่กระเป๋าด้วยความทะนุถนอม นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนกวาดมองรอบห้องของตัวเองที่บัดนี้ไร้สิ่งของใดที่เป็นของตัวเอง เสียงสูดน้ำมูกดังแผ่วในห้อง กระเป๋ากีต้าร์ยกขึ้นพาดบ่าก่อนเรนะจะเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองแม้เพียงหางตา ขายาวก้าวเดินลงจากบันไดสู่ห้องนั่งเล่นที่มีคนกำลังรออยู่ ดวงตาคมปรายตามองจูรินะที่ลุกขึ้นจากโซฟาโดยไม่ต้องพูดเอ่ยใดๆ ร่างบางรับอ้อมกอดจากผู้เป็นแม่ก่อนจะรับกระเป๋าที่ซาจิโกะส่งให้มาถือไว้ ยังไม่ทันจะถือได้เต็มมือกระเป๋าของเธอก็ถูกคนพี่แย่งไปถือเสียก่อน

เรนะถือกระเป๋าเสื้อผ้าของจูรินะไว้ในมือข้างที่ว่าง เสียงเรียบเอ่ยบอก “ไปได้แล้ว”ขายาวเตรียมก้าวเดินตามคนเป็นน้องที่เดินนำออกไปกลับชะงักเมื่อได้ยินเสียงของซาจิโกะที่พูดขึ้น

“น้าฝากจูรินะด้วยนะน้าเชื่อว่าเรนะจังดูแลน้องได้”ดวงตาที่แสดงความอ่อนโยนออกมาอย่างไม่เคยปิดบังส่งให้เรนะที่ยืนมองนิ่ง คนตัวสูงมองสบแววตาความอ่อนโยนนั้นเพียงครู่เดียวก่อนจะหันหลังเดินไป “ถ้ามีอะไรให้ช่วยบอกน้าได้นะน้าจะช่วยเอง”

“จูรินะเป็นเมียฉันเด็กในท้องก็เป็นลูกของฉัน ครอบครัวของฉันฉันดูแลเองได้”

 

กล่องใส่หนังสือสามใบและกระเป๋าใส่เสื้อผ้าวางกองอยู่กลางห้องนั่งเล่นในห้องคอนโดขนาดกลาง เรนะวางกระเป๋ากีต้าร์ลงบนโซฟาอย่างนุ่มนวลก่อนจะหันกลับไปหาเพื่อนสนิทที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว

“ขอบใจพวกแกมากนะ ที่เหลือฉันจัดการเอง พวกแกกลับไปพักผ่อนเถอะ ฉับรบกวนมาตั้งแต่เช้าแล้ว”

คนทั้งสี่ยกยิ้มพลางส่ายหน้าก่อนมินามิจะเป็นคนพูดขึ้น “ไม่เป็นไรหรอกเราเพื่อนกันฉันอยู่ข้างบนนะ มีอะไรก็ไปเรียกได้เลย”เรนะยิ้มพลางพยักหน้ารับ

“งั้นพวกฉันกลับก่อนนะพรุ่งนี้ตอนเที่ยงจะมารับไปที่ร้าน มีเล่นดนตรียังไม่ลืมใช่มั๊ย”โทโมมิพูดเสริม

“ไม่ลืมหรอก กลับกันดีๆนะ”ขายาวก้าวตามกลุ่มเพื่อนไปส่งถึงประตูห้อง ก่อนเพื่อนสนิททั้งสี่จะเดินจากไปยูกิก็หันกลับมาแล้วส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้เรนะที่รับไปอย่างงงๆ

ยูกิยกยิ้มมองหน้างงงันของเพื่อนตัวซีด “ฉันว่าแกต้องใช้”เมื่อมองของในมือเรนะจึงยกยิ้มบางๆ เอ่ยขอบคุณเพื่อนเสียงเบาก่อนยูกิจะเดินจากไป

ทันทีที่ประตูห้องปิดลงความเงียบก็โรยตัวล้อมรอบคนสองคนที่ยังคงนิ่งเงียบ จูรินะยืนนิ่งอย่างไม่รู้จะทำอะไร เห็นคนเป็นพี่เริ่มลงมือจัดเก็บของเข้าที่เธอจึงหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วเดินหายเข้าไปในห้องนอน ใช้เวลาไม่นานเสื้อผ้าทุกชิ้นก็ถูกจัดเก็บเข้าตู้อย่างเรียบร้อย จูรินะออกจากห้องเพื่อมาช่วยพี่สาวต่างสายเลือดจัดเก็บของอย่างอื่น แต่ยังไม่ทันได้แตะอะไรเสียงเรียบนิ่งก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน

เรนะพูดขึ้นทั้งที่ยังไม่หันไปมองเสียด้วยซ้ำ “หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะไม่ต้องแตะอะไรทั้งนั้น”

จูรินะชะงักมือที่กำลังจะเปิดกล่องใส่หนังสือลง นัยน์ตาหวานมองแผ่นหลังของคนที่กำลังจัดเรียงหนังสือบางส่วนขึ้นชั้น “ให้ฉันช่วยจะเสร็จเร็วกว่านะคะ”

“ไม่ฉันไม่ต้องการให้มันเสร็จเร็วขึ้นและฉันไม่ต้องการให้เธอช่วย”นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหันกลับมามองน้องสาวต่างสายเลือดที่ยืนนิ่งงันอยู่กับที่หลังจากได้ฟังประโยคตัดน้ำใจที่ตัดใจของคนฟังแทบไม่เป็นชิ้นดี “หน้าที่ของเธอหมดแล้วก็ไปพักผ่อนซะ ถ้าเธอหิวก็ลองไปหาของกินในตู้เย็นเอาเองอย่ามากวนฉัน”

“ค่ะ”เสียงแผ่วตอบรับ จูรินะเดินเข้าไปในห้องครัว เปิดตู้เย็นและชั้นต่างๆพบเพียงแค่เนื้อสัตว์นิดหน่อย ผัก และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เพื่อนสนิทของคนเป็นพี่ซื้อมาให้เมื่อเช้า ใช้เวลาไม่นานเมนูง่ายๆก็เสร็จสมบูรณ์ จูรินะละเลียดกินบะหมี่กึ่งสำเร็จอยู่อย่างไม่รีบร้อน หลังกินเสร็จจึงจัดการเก็บล้างทุกอย่างเข้าที่ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าใครอีกคนยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เช้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีกหนึ่งชามจึงถูกวางลงที่โต๊ะกลางห้องนั่งเล่นที่เรนะกำลังจดจ่ออยู่กับแมคบุ๊คเครื่องบาง

มือเรียวที่กำลังทัชแพดให้ลูกศรเลื่อนไปตามต้องการในหน้าเว็บหางานหยุดชะงักเมื่อได้กลิ่นหอมของน้ำซุปและต้นตอของกลิ่นมาวางอยู่ใกล้ๆ “จำได้ว่าฉันบอกเธอไปว่าอย่ามากวนฉัน”เรนะพูดขึ้นทั้งที่สายตายังจดจ่ออยู่ที่หน้าจอบาง

“พี่ยังไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งแต่เช้าฉันกลัวว่าพี่จะหิว”

“ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เข้าใจที่ฉันพูดนะจูรินะ ฉันบอกให้เธอไปพักผ่อนไม่ใช่มาทำตัวเจ้ากี้เจ้าการกับฉันแบบนี้”

“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเจ้ากี้เจ้าการกับพี่นะคะ ฉันแค่เป็นห่วงพี่”ร่างบางรีบละล่ำละลักเมื่อเห็นสายตาไม่ชอบใจของเรนะที่กำลังใช้มองกัน

“ห่วงฉันเหรอไม่จูรินะ คนที่เธอต้องห่วงน่ะตัวเธอต่างหาก เธอไม่ใช่ตัวคนเดียวแต่ยังมีลูกของฉันที่อยู่ในท้องเธอด้วย”

“แต่ฉันเป็นห่วงพี่จริงๆนะคะพี่กำลังทำเพื่อฉันจนไม่ดูแลตัวเอง ฉันกลัวว่า”ประโยคที่กำลังเอื้อนเอ่ยหยุดลงเมื่อเสียงหัวเราะขำขันดังขึ้น

เรนะส่ายหน้าหลังจากหัวเราะจนพอใจ เค้นเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้งยามมองหน้าคนที่นั่งอยู่ข้างกัน “ทำเพื่อเธองั้นเหรอเปล่าเลยจูรินะ เปล่าเลยฉันไม่ได้ทำเพื่อเธอ ฉันทำเพื่อตัวฉันกับลูกของฉันต่างหาก เธอมันก็แค่คนที่จะทำให้ลูกของฉันออกมามีชีวิตได้เท่านั้น หลังจากเธอคลอดลูกของฉันแล้ว เธอก็หมดความหมาย”เสียงหัวเราะขบขันดังขึ้นอีกครั้ง “ฉันไม่ได้ต้องการเธอหรือทำเพื่อเธอเลยจูรินะ”

ใบหน้าใสก้มลงไม่ได้มองสบตาคนพูดยามฟังสิ่งที่กำลังบาดแทงหัวใจ จูรินะพยายามห้ามหยาดน้ำตาที่กำลังจะไหลริน ยิ้มบนริมฝีปากยกขึ้นอย่างฝืนๆเมื่อมันไม่ได้ออกมาจากหัวใจ “อย่างน้อยในตอนนี้ที่พี่กำลังพยายามหางานทำก็เพื่อฉันนะคะ พี่ไม่เอ่ยปากบอกให้ฉันช่วยซักคำ พี่ทำมันด้วยตัวเองเพราะไม่อยากให้ฉันต้องเหนื่อย แต่ถ้าพี่อยากให้ฉันช่วยอะไรก็บอกฉันเถอะนะคะฉันอยากช่วยพี่บ้าง”

“หน้าที่ของเธอมีแค่ตั้งใจเรียนและดูแลตัวเองให้ดีไม่ต้องสนใจอย่างอื่น แค่ทำหน้าที่ของตัวเองก็พอ”

“แล้วถ้าฉันอยากจะดูแลพี่บ้างล่ะคะ”

“ฉันดูแลตัวเองได้ ทำหน้าที่ในส่วนของเธอให้ดีแค่นั้นที่ฉันต้องการและตอนนี้ฉันต้องการให้เธอเลิกกวนฉันและไปพักผ่อนซะ”ดวงตาคมหันกลับมาสนใจหน้าจอแมคบุ๊คอีกครั้งหนึ่ง “เธอเหนื่อยมาตั้งแต่เช้าแล้ว และตอนนี้เธอจำเป็นต้องพักผ่อน”

“พี่ทำให้ฉันคิดว่าพี่กำลังรักฉันนะคะ”

มือที่กำลังเลื่อนทัชแพดหยุดลง เรนะหันมองคนที่อยู่ข้างกายนิ่งๆ เสียงเรียบเอื้อนเอ่ยดังชัดเจน “รักงั้นเหรอ”เรียวคิ้วขมวดมุ่นยามนึกถึงคำที่พูดออกไป “เปล่าหรอกมันไม่ใช่ความรัก”

“แต่ฉันคิดว่าพี่รักฉัน”จูรินะเถียงเสียงเบา ดวงตาหวานใสมองสบเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของคนเป็นพี่ “พี่รักฉันแต่ไม่ยอมพูดมันออกมา”

“ฉันเกลียดเธอต่างหากล่ะ เกลียดแบบที่ไม่เคยเกลียดใครมาก่อน”

“ส่วนความรักน่ะ………ฉันไม่รู้จักมันหรอก”

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

เม้นด้วยนะครับ ขอกำลังใจนะ เจอกันอีกทีอาทิตย์หน้าครับ บายยยยยยย

 

By : Gekikara

 

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

เฮียซึนมากไปนะ ระวังจะปวดใจที่หลัง

แล้วเจอกันนะไรท์:dookdik_bun_24:

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

 

 

Chapter 4 : อาจดูเหมือนฉันไม่มีหัวใจที่คอยแต่ทำร้ายเธอ

“เรนะจัง! มายกอาหารไปเสิร์ฟที”ร่างขาวซีดรีบเดินกลับไปรับอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่จากห้องครัวเพื่อไปเสิร์ฟให้ลูกค้าที่โต๊ะตามคำสั่งของอัตสึโกะ

หลังจากร้านอาหารของอัตสึโกะได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อสัปดาห์ก่อน เรนะก็ได้เข้ามาทำงานเป็นพนักงานพาร์ทไทม์คนแรกพร้อมกับมินามิที่เพื่อนๆขอร้องกึ่งบังคับให้มาทำเป็นเพื่อนกับเรนะ เพราะอัตสึโกะยื่นคำขาดมาว่าจะไม่รับเรนะเป็นพนักงานถ้ามินามิไม่มาทำงานด้วย ด้วยเหตุนี้มือกีต้าร์ไซส์มินิจึงกำลังปั้นหน้ายิ้มต้อนรับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในร้านอาหารแห่งนี้

หลังจากออกจากบ้านมาได้อาทิตย์กว่าๆ เรนะก็ต้องรับภาระทั้งการเรียนและการทำงาน ตอนเช้าต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อออกไปส่งหนังสือพิมพ์ ก่อนจะกลับมาที่คอนโดในเวลาเกือบเจ็ดโมงเช้าอาบน้ำแต่งตัวและออกไปเรียน หลังเลิกเรียนช่วงสี่โมงเย็นถึงสองทุ่มครึ่งทำงานที่ร้านอาหารของอัตสึโกะเหมือนกับตอนนี้ และช่วงสามทุ่มถึงเที่ยงคืนจึงไปทำงานที่ผับของโทโมมิต่อ แม้ว่าเวลาปิดผับคือช่วงตีสอง แต่โทโมมิกลับยืนกรานให้เพื่อนสนิทเลิกงานก่อนเวลาและให้ค่าแรงเท่ากับพนักงานที่ทำงานเต็มเวลา แม้จะเกรงใจเพื่อนและขอทำงานเต็มเวลาเช่นพนักงานคนอื่น แต่เพื่อนสนิทเจ้าของผับกลับปฏิเสธและตัดปัญหาว่าจะไม่ให้ทำถ้าไม่ทำตามข้อกำหนด ทำให้เรนะต้องยอมตามใจเพื่อนสนิทคนนี้ไป

มือขาวซีดยกขึ้นปาดเหงื่อหลังจากจัดการยกเก้าอี้ตัวสุดท้ายขึ้นวางบนโต๊ะเรียบร้อย ภายในร้านเวลาสองทุ่มยี่สิบเหลือเพียงแค่แสงไฟสลัวที่เปิดไว้และพนักงานเพียงไม่กี่คนเท่านั้น “แกจะกลับห้องก่อนหรือเปล่าเรนะ”ร่างสูงหันมองเจ้าของเสียงที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ มินามิถอดผ้ากันเปื้อนออกก่อนจะเงยหน้ามองเพื่อนสนิท “หรือว่าจะไปร้านของโทโมะจินต่อเลย”

“ไปต่อเลยน่ะแกมีอะไรหรือเปล่า”

มินามิถอนใจพลางมองหน้าเพื่อนตัวซีด “ฉันไม่มีอะไรหรอก แต่แกลืมอะไรไปหรือเปล่าเรนะ

“ลืมฉันเปล่าลืมอะไรนี่”เรนะส่ายหน้าหลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง

“แกลืมจูรินะแกปล่อยให้น้องอยู่ห้องคนเดียวมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ ถึงจูรินะจะไม่พูดแต่ก็ต้องรู้สึกเหงาบ้างแหละ แกจะปล่อยให้น้องอยู่คนเดียวไปถึงเมื่อไหร่”

คนตัวซีดนิ่งเงียบไปหลังจากชื่อของน้องสาวต่างสายเลือดหลุดออกมาจากปากของมินามิ เรนะดันลมขึ้นจมูกก่อนจะพูดตอบเสียงเรียบ “ยัยเด็กนั่นอยู่คนเดียวได้อยู่แล้วไม่เห็นจะต้องไปห่วงอะไรมากเลย”

“เมื่อก่อนน่ะก็ใช่แต่ตอนนี้ จูรินะไม่เหมือนแต่ก่อนแล้วนะ”นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองสบดวงตาคมกริบของมินามิที่กำลังเงยหน้ามองกัน ทั้งน้ำเสียงยังดูจริงจังไม่มีแววของการเล่นอย่างที่เคยเป็น “จูรินะกำลังตั้งท้อง และเด็กในท้องก็เป็นลูกของแก เรนะแกต้องดูแลเอาใจใส่น้องบ้างนะเว้ย พี่หมอโทโมะก็บอกแล้วว่าช่วงนี้ความรู้สึกของจูรินะจะอ่อนไหวมากกว่าปกติ …….ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันจะไม่ห้ามเลยถ้าแกจะเมินเฉยกับน้องมากแค่ไหน แต่ตอนนี้แกต้องคิดถึงความรู้สึกของน้องให้มากนะเว้ย”

“แต่ฉันต้องทำงาน”

มินามิถอนใจเสียงแผ่วกับข้อแก้ตัวของเพื่อนตัวซีด สองมือยกขึ้นจับต้นแขนของเรนะไว้นิ่งยามมองสบตากันอย่างจริงจัง “ฉันรู้ว่าแกต้องทำงานเราเป็นเพื่อนกันมาตั้งกี่ปีแล้วเรนะ ถึงการแสดงออกและปากของแกจะบอกว่าเกลียดจูรินะแค่ไหน แต่ลึกๆในใจของแกน่ะมันคนละเรื่องกับที่แกพูดเลยนะ ที่แกทำงานหนักอยู่ตอนนี้ก็เพราะอยากจะให้จูรินะอยู่ได้อย่างสุขสบาย”ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเบี่ยงหลบจากแววตาจริงจังของเพื่อนตัวเล็ก “แกไม่อยากให้น้องลำบาก แต่แกเคยถามน้องหรือเปล่าว่าต้องการความสุขสบายหรือเวลาที่จะได้อยู่กับแกน่ะ”

“เรนะ………จูรินะรักแกมากนะเว้ย ตัวแกเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจอย่าทำให้น้องรู้สึกเดียวดายไปมากกว่านี้เลยนะ”

ร่างสูงมองเพื่อนตัวเล็กนิ่งๆอย่างใช้ความคิด “ฉัน

“ทำอะไรกันอยู่เหรอ!”ร่างเล็กของมินามิเซถลาใส่เรนะที่ถอยหลบแทบไม่ทัน สองแขนเรียวบางของผู้มาใหม่กอดรัดร่างของมือกีต้าร์ไซส์มินิไว้แน่นไม่ยอมปล่อย “นี่ๆ มินามิคุยอะไรกันเหรอ”

“จะคุยอะไรกันมันก็ไม่เกี่ยวกับเธอซักหน่อยอัตสึโกะปล่อยฉันนะ”เสียงแข็งพูดขึ้นกับคนที่ยังกอดเกี่ยวร่างกายไว้แน่น มินามิแกะมือปลาหมึกของเจ้าของร้านสาวออกแล้วไปยืนข้างเรนะที่กำลังยิ้มอย่างขำขัน

“มินามิทำไมต้องเย็นชาใส่ฉันอยู่เรื่อยเลยนะ”อัตสึโกะย่นจมูกใส่เจ้าของชื่อก่อนจะหันไปหาเรนะที่ยืนอยู่ข้างคนตัวเล็กแสนซึน “นี่ค่าแรงสำหรับอาทิตย์นี้ของเรนะจัง”ซองสีขาวถูกยื่นให้เรนะที่ยื่นมือมารับมันไป ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองจำนวนธนบัตรที่บรรจุอยู่ในนั้นด้วยรอยยิ้ม

“ขอบคุณค่ะเซมไป”

อัตสึโกะยิ้มพลางส่ายหน้าช้าๆ “ไม่ต้องขอบคุณหรอก นั่นเป็นค่าแรงที่เรนะสมควรได้รับอยู่แล้ว”

“แล้วค่าแรงของฉันอ่ะ”มือเล็กแบออกตรงหน้ายื่นไปหาเจ้าของร้านสาวที่เอาแต่ยิ้มหวาน “นี่อัตสึโกะ ค่าแรงของฉันล่ะ”

“มินามิก็อยากได้ค่าแรงเหรอ”

“ฉันทำงานก็ต้องได้ค่าแรงสิ”มินามิดึงซองสีขาวแบบเดียวกับเรนะมาเปิดดู เมื่อเห็นธนบัตรที่อยู่ในนั้นก็ยิ้มออกมาบ้าง และในจังหวะที่ไม่ทันได้ตั้งตัว จมูกโด่งของอัตสึโกะก็ฉวยกดลงบนผิวแก้มนุ่มให้มินามิต้องทำหน้าเหวออย่างตกใจ

“ในซองนั่นค่าแรงส่วนอันนี้น่ะโบนัส”

“ยัยหื่นฉวยโอกาส!”แก้มใสซับสีเลือดจนแดงจัดทำให้อัตสึโกะที่เห็นหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ นั่นยิ่งทำให้มินามิแสดงอารมณ์หงุดหงิดกลบอาการเขิน “เรนะ! กลับบ้าน!!!

 

ห้องทั้งห้องเงียบสนิทดั่งว่าไร้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในนั้น จูรินะนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา แม้ว่าห้องแห่งนี้จะไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก แต่จูรินะกลับคิดว่ามันใหญ่ไปสำหรับการอยู่คนเดียว หันไปทางใดก็ไร้สิ่งมีชีวิต นอกจากตัวเธอแล้วห้องแห่งนี้ก็ไม่มีใครอื่นอีก เป็นแบบนี้มาตลอดทั้งสัปดาห์ พี่สาวต่างสายเลือดไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนเธอจะรู้สึกตัวตื่นเสียอีก เวลาที่ได้พบหน้ากันมีเพียงช่วงเช้าก่อนจะไปโรงเรียนที่เรนะจะกลับเข้ามาอาบน้ำแต่งตัว เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่จูรินะจะได้พบหน้ากับผู้ร่วมห้องหนึ่งเดียว แม้เธอจะกลับมาจากโรงเรียนแล้ว แต่เรนะก็ยังต้องทำงานต่อ พี่สาวตรงไปทำงานทันทีที่ออกจากโรงเรียน และกลับมาที่ห้องอีกครั้งตอนเที่ยงคืนกว่าซึ่งเธอนั้นหลับไปแล้ว จูรินะถอนใจพลางหลับตาแล้วเอนตัวลงนอนราบไปกับโซฟาตัวยาว ความรู้สึกเหงาตีรวนอยู่ในอกแต่เธอไม่กล้าพูดมันออกไป เธอไม่อยากเรียกร้องอะไรจากเรนะมากนัก เธอรู้ว่าพี่สาวต่างสายเลือดเหนื่อยล้าแค่ไหนที่ต้องรับภาระที่หนักเกินตัว

“ทำไมไม่ไปนอนดีๆในห้อง”เปลือกตาที่ปิดสนิทเปิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว จูรินะยันตัวขึ้นนั่งพลางหันมองเจ้าของเสียงที่เธอไม่คิดว่าจะได้เจอในเวลานี้

“พี่เรนะอ่ะ ยินดีต้อนรับกลับค่ะ”

เรนะเดินตรงไปยังโซฟากลางห้อง ดวงตาคมก้มมองร่างบางนิ่ง “เธอไม่ตอบคำถามของฉัน”

“ฉันแค่นอนเล่นค่ะ แล้วพี่ล่ะคะทำไมกลับมาเร็วจัง ไม่ต้องไปทำงานต่อแล้วเหรอ”จูรินะฉีกยิ้มกว้างรอคำตอบ หวังไว้ลึกๆว่าวันนี้จะได้อยู่กับร่างสูงนานกว่าเดิมซักหน่อย

มือขาวซีดยื่นซองสีขาวที่เพิ่งได้รับมาจากอัตสึโกะให้คนตรงหน้าโดยที่ตัวเองยังไม่ได้แตะต้องของในนั้นเลยแม้แต่น้อย “เก็บไว้ให้ดีล่ะ เงินนี่เอาไว้ซื้ออาหารที่เธออยากกินได้ตามสบายเลยฉันเข้ามาเปลี่ยนเสื้อ เดี๋ยวจะออกไปทำงานต่อแล้ว”ขาเรียวก้าวเดินไปยังห้องนอนโดยไม่ใส่ใจคนที่กำลังจ้องมองสิ่งที่เขายื่นให้อย่างมึนงง

จูรินะมองธนบัตรจำนวนหนึ่งในซองสีขาวที่เรนะเพิ่งส่งมันให้เธอก่อนจะวางทิ้งมันไว้ที่โต๊ะตัวเล็กแล้วลุกเดินตามคนเป็นพี่ที่เดินหายเข้าไปในห้องนอน “พี่หิวหรือเปล่าคะ ทานอะไรก่อนออกไปดีกว่านะ”นัยน์ตาหวานซึ้งจ้องมองไหล่ขาวเนียนภายใต้เสื้อกล้ามตัวบางพลางเบนสายตาหนีด้วยความเขินอาย “เดี๋ยวฉันไปทำอะไรให้พี่ทานนะคะ”

“ไม่ต้อง ฉันกำลังจะออกไปแล้ว”

“แต่ว่าพี่ควรจะทานอะไรบ้างนะคะ”

เรนะหันไปมองคนที่ยังคงดื้อดึง ลมหายใจถูกทอดถอนออกมาแผ่วเบา “อย่าเซ้าซี้ฉันมากได้มั๊ยจูรินะฉันเหนื่อยจากข้างนอกมาแล้ว อย่าให้ฉันเหนื่อยกับการเถียงกับเธอเลยได้หรือเปล่า”

“ถ้าพี่เหนื่อยก็พักบ้างสิคะ”

“ฉันพักไม่ได้ฉันต้องรีบไปทำงานแล้ว”มือเรียววางทับบนไหล่บางของน้องสาวพลางดันเบาๆให้พ้นจากประตูแต่จูรินะกลับขืนตัวไว้

มือบางวางทาบทับลงบนมือของคนเป็นพี่ จูรินะเงยหน้าสบตาสีน้ำตาลอ่อนที่ฉายแววเหนื่อยล้าอย่างไม่ปิดบัง “แค่ครั้งนี้ก็ได้อยู่ทานข้าวก่อนได้มั๊ยคะ ฉันจะทำให้ทานนะ”เสียงอ่อนเอ่ยบอกอย่างอ้อนวอน แต่มันกลับใช้ไม่ได้กับคนที่แบกรับภาระไว้เต็มสองบ่า

เรนะปัดมือของคนเป็นน้องออกอย่างแรง นัยน์ตาฉายแววแข็งกร้าวขึ้นทันทีพร้อมกับเสียงเข้มที่ดังขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้ “บอกว่าไม่ต้องไง! เธอฟังที่ฉันพูดไม่รู้เรื่องหรือไงจูรินะ! ฉันทำงานเพื่อหาเงินมาให้เธอแค่นี้ยังไม่พอใจอีกเหรอ! เธอต้องการอะไรจากฉันอีก!”หยาดน้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอดวงตาหวานไม่อาจหยุดยั้งอารมณ์ของเรนะได้

“ฉันแค่อยากอยู่กับพี่บ้าง ฉันแค่อยากเห็นหน้าพี่”เสียงสั่นเครือดังจากปากของร่างบาง จูรินะก้มหน้าไม่กล้าสบสายตาของคนเป็นพี่อีกต่อไป เมื่อในแววตานั้นมีแต่ความแข็งกร้าวและเกรี้ยวกราดจนเธอยังรู้สึกกลัว

“อยากอยู่กับฉันงั้นเหรอ! ความต้องการงี่เง่าของเธอมันสำคัญกว่าเงินที่ฉันหามาให้ใช่มั๊ย! ได้!...ฉันจะอยู่กับเธอจูรินะ!”ร่างบางเซถลาไปตามแรงดึงของเรนะ แผ่นหลังบางกระแทกลงกับเตียงนุ่มอย่างรุนแรง จูรินะเบี่ยงหน้าหลบจมูกโด่งของคนเป็นพี่ที่กำลังซุกไซร้ไปตามลำคอระหงส์ด้วยแรงอารมณ์

“หยุดนะ! พี่คะ”สองมือบางพยายามดันตัวคนที่อยู่บนกายให้ออกห่าง

เรนะกระชากข้อมือบางที่กำลังผลักไสกันด้วยความรำคาญ “จะห้ามทำไมล่ะจูรินะ! เธอต้องการแบบนี้ไม่ใช่เหรอ! ฉันก็อยู่กับเธอแล้วนี่ไง!”สิ้นเสียงเรนะก็ทาบเรียวปากลงที่จุดเดียวกันของจูรินะ มือขาวซีดกระชากเสื้อนอนจนกระดุมกระเด็นหลุดรุ่ยกระจายไปคนละทิศทาง

“หยุดฮึก! …..พี่คะหยุดนะ”หยาดน้ำตาใสไหลรินอาบแก้ม เรี่ยวแรงที่เคยต่อต้านหายไปเหลือเพียงเสียงสะอื้นไห้ของร่างบางเพียงเท่านั้น “หยุดเถอะอย่า……ทำแบบนี้”

จากที่หน้ามืดตามัวทำตามแต่อารมณ์ร้อนของตัวเองกลับหยุดชะงัก เรนะผละออกจากลำคอขาวมองใบหน้าที่อาบไปด้วยหยาดน้ำตา ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลง แต่กระนั้นคำพูดที่ออกจากปากกลับยังคงไว้ซึ่งความแข็งกร้าวและไม่สบอารมณ์ “จืดชืด! ไร้อารมณ์จนฉันคิดว่าจูบกับท่อนไม้ซะอีก!”สองแขนดันตัวออกจากคนเป็นน้อง จูรินะรีบเบี่ยงตัวหันหนีและกอดตัวเองแน่นทันทีที่เป็นอิสระ

“ฮึก!…”เสียงสะอื้นดังขึ้นจากคนที่ซุกกอดตัวเองแน่น หยาดน้ำตายังคงไหลออกมาเป็นสาย ความรู้สึกที่เคยเก็บกดไว้ภายในเหมือนได้รับการปลดปล่อย จูรินะสะอื้นไห้ออกมาโดยไม่นึกอายคนที่นั่งนิ่งอยู่ที่ขอบเตียง

เสียงสะอื้นดังบาดลึกลงในหัวใจของคนฟัง เรนะกำมือแน่นนึกเกลียดตัวเองที่อารมณ์ร้อนเกินไป หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงแสยะยิ้มอย่างสะใจที่ทำให้น้องสาวต่างสายเลือดเจ็บปวดและร้องไห้ได้ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ เพียงแค่เห็นน้ำตาของจูรินะกลับเป็นตัวเขาเองที่รู้สึกเจ็บ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองแผ่นหลังบางที่สั่นไหวตามแรงสะอื้น มือเรียวยื่นออกไปหมายจะลูบเส้นผมนุ่มเพื่อปลอบโยนแต่มือนั้นกลับเอื้อมไปไม่ถึง เรนะดึงมือของตัวเองกลับเมื่อคิดว่าคนเป็นน้องคงไม่อยากให้ตัวเขาทำเหมือนเธอเป็นสิ่งของไร้ความรู้สึกเพียงเท่านั้น สองขาดันตัวลุกขึ้นจากเตียง ดวงตาคมหันมองคนที่ยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นเพียงครู่เดียวก่อนเรนะจะเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ขาเรียวก้าวตามทางเดินไปอย่างคนไร้เรี่ยวแรงจนหยุดลงที่หน้าห้องของเพื่อนสนิทไซส์มินิ “ทาคามินะ”เสียงแผ่วเอ่ยเรียกหลังจากทุบกำปั้นลงไปที่บานประตูสองครั้ง

“เรนะมีอะไรเหรอ”มินามิมองเพื่อนตัวซีดที่กำลังยืนนิ่งหลังจากเปิดประตูออกมา ดวงตาคมเงยขึ้นมองใบหน้าเหนื่อยล้าและแววตาที่แสดงความรู้สึกผิดออกมาจนร่างเล็กนึกสงสัย

“ทาคามินะฉันทำเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยลงไปอีกแล้ว”ความรู้สึกผิดในแววตาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวด มือเรียวกำแน่นจนสั่นไปทั้งแขน หยาดน้ำใสเอ่อขึ้นคลอกับนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของคนตัวสูง “ฉันมันเลวจริงๆ”

“เกิดอะไรขึ้นเรนะ”

“คนอย่างฉันดูแลใครไม่ได้เหมือนที่พ่อบอกจริงๆนั่นแหละดีแต่ปากร้าย ทำร้ายให้เจ็บปวด ฉันไม่น่าดึงจูรินะให้มาจมอยู่กับฉันเลย”น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาตามแก้มขาวซีดโดยที่เรนะไม่คิดจะปาดมันออก เสียงสั่นเครือเอื้อนเอ่ยว่ากล่าวตัวเองหวังให้รู้สึกผิดน้อยลง “ฉันทำร้ายจูรินะ ทำให้จูรินะต้องร้องไห้ ฉันเกือบจะทำเรื่องอย่างนั้นกับจูรินะอีกแล้ว ฉันมันแย่ที่สุด”

มินามิยืนฟังเพื่อนตัวสูงเอื้อนเอ่ยทั้งน้ำตาโดยไม่ได้พูดอะไร รอจนเรนะพูดทุกอย่างจบ มือเล็กยื่นออกไปปาดน้ำตาให้แผ่วเบาและวางมือไว้บนบ่าของเพื่อนสนิท “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าแกทำอะไรกับน้อง แต่ที่แกมายืนร้องไห้กับฉันแบบนี้ทำให้ฉันรู้ว่าแกรู้สึกผิดมากจริงๆเรนะแกอาจจะไม่รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่แค่จูรินะที่ไม่เหมือนเดิม แต่แกก็ไม่เหมือนเดิมเหมือนกัน”

“ไม่เหมือนเดิมยังไง”

“เรนะที่ฉันรู้จักไม่เคยร้องไห้เวลาที่ทำให้คนที่เกลียดเจ็บปวด แต่ตอนนี้ แกกำลังร้องไห้……ร้องไห้เพราะว่าจูรินะร้องไห้ เหตุผลแค่นี้มันเพียงพอแล้วเรนะ พอแล้วที่จะใช้มันบอกว่าแกไม่ได้เกลียดจูรินะเหมือนที่เคย หรือบางทีแกอาจจะไม่เคยเกลียดน้องเลยก็ได้”

“ฉันไม่ได้เกลียดจูรินะงั้นเหรอ แล้วที่ผ่านมาล่ะมันคืออะไร”

มือกีต้าร์ไซส์มินิถอนใจ “แกแค่ไม่พอใจไม่พอใจที่พ่อรักจูรินะมากกว่าแก แกไม่ได้เกลียดน้องจริงๆหรอก”

“ฉันควรจะทำยังไงดีจูรินะร้องไห้ จูรินะต้องเกลียดฉันแล้วแน่ๆ”สองมือขาวซีดเขย่าร่างของเพื่อนสนิทจนมินามิหัวสั่นไปหมด

“ฉันไม่รู้ว่าที่แกทำไปมันร้ายแรงแค่ไหนแต่ไหนแต่ไรมาจูรินะไม่เคยหันหลังให้แก”

“เอาเป็นว่าฉันจะไปดูน้องให้ แกต้องไปทำงานใช่มั๊ยล่ะ ตอนอยู่ห่างจากน้องก็ลองคิดทบทวนให้ดีๆ กลับตัวตอนนี้มันไม่สายหรอกนะเรนะ”มินามิมองหน้าเพื่อนสนิทที่นิ่งเงียบไปก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องแล้วเดินกลับออกมาพร้อมเสื้อแขนยาว มือเล็กกดปิดสวิตช์ไฟและดึงประตูปิดลง “ไปทำงานได้แล้ว ฉันจะไปอยู่เป็นเพื่อนจูรินะให้เอง”

“ทาคามินะฉันฝากจูรินะด้วย”

“นี่ฉันใคร! ทาคาฮาชิ มินามิเชียวนะ”ใบหน้าคมเชิดขึ้นให้เรนะพอยิ้มออกมาได้ มินามิมองหน้าเพื่อนตัวสูงอย่างจริงจัง “มีไม่กี่คนหรอกนะที่ยอมให้เราทำร้ายได้ขนาดนั้นน่ะมีอยู่ใกล้ตัวแล้วก็รักษาไว้ให้ดี”

“ขอบใจนะฉันรู้แล้วล่ะ จูรินะจะไม่ต้องเจ็บปวดอีก เชื่อฉันเถอะ”

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันนี้ว่างเลยมาอัพได้ ตอนต่อไปวันศุกร์นะครับ

เม้นให้กำลังใจกันด้วยนะครับ

By : Gekikara

 

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

 

 

Chapter 5 : ไม่อยากให้เธอร้องไม่อยากให้เธอเจ็บ

เสียงเพลงจังหวะอึกกระทึกดังต่อเนื่องให้เหล่าเสือและผีเสื้อราตรีได้ออกมาวาดลวดลายกันกลางฟลอร์ เพลงจังหวะเร้าใจถูกมิกซ์ขึ้นโดยโมโทมิผู้เป็นเจ้าของผับ เฮดโฟนอันโตไม่ได้ถูกสวมใส่อย่างที่ควรจะเป็น โทโมมิทำเพียงแค่ถือมันแนบหูขณะที่มืออีกข้างก็ทำหน้าที่มิกซ์จังหวะดนตรีต่อเนื่องอย่างคล่องแคล่ว ลำตัวโยกย้ายไปมาตามจังหวะเพลงของตัวเอง โซนขาแดนซ์ถูกควบคุมโดยโทโมมิ ส่วนโซนเครื่องดื่มนั้นควบคุมโดยยูโกะ ท่าทางการผสมเครื่องดื่มหลากรสหลายสไตล์ที่ดูชำนาญเรียกให้นักดื่มทั้งหญิงและชายต่างแย่งเก้าอี้หน้าบาร์กันจนแทบไร้ที่ว่าง จำนวนเก้าอี้บาร์ที่จำกัดทำให้นักดื่มหลายๆคนอดยลโฉมหน้าของบาร์เทนเดอร์ผู้มากเสน่ห์ แต่ลูกค้าทั้งหลายที่นั่งตามโต๊ะห่างไกลจากตัวบาร์ก็ไม่ได้มีอาการห่อเหี่ยวนักเมื่อมีเด็กเสิร์ฟหน้าตาคุณภาพอย่างเรนะและยูกิคอยให้บริการ ร่างสูงทั้งสองต่างก็ฮอตฮิตไม่แพ้ยูโกะเมื่อใครต่อใครก็อยากรับบริการจากคนทั้งสอง ขายาวสองคู่ก้าวไปมาจนแทบจะพันกัน เสิร์ฟโต๊ะนั้นเสร็จก็ต้องไปรับออเดอร์โต๊ะนู้น เรียกได้ว่าเดินคุ้มค่าแรงกันเลยทีเดียว

“เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย!”เสียงที่ดังขึ้นทำให้ใครหลายๆคนหันไปสนใจ เรนะก้มหัวขอโทษลูกค้าชายคนหนึ่งหลังจากเขาเอาแต่เหม่อลอยจนทำให้เหล้าหกรดขากางเกงของลูกค้าคนนั้น

ใบหน้าเรียบเฉยเงยขึ้นหลังจากก้มหัวขอโทษลูกค้าหนุ่มไปไม่ต่ำกว่าสามรอบ “ขอโทษค่ะ”เสียงแผ่วเบาเอื้อนเอ่ยเหมือนคนหมดแรง เพราะมัวแต่นึกเป็นห่วงคนที่อยู่ที่บ้านเลยเผลอไผลซุ่มซ่ามอย่างไม่ได้ตั้งใจ

“ขอโทษแล้วกางเกงฉันมันแห้งมั๊ย! กางเกงตัวนี้ราคาเท่าไหร่รู้มั๊ย! มันมีราคามากกว่าค่าแรงของแกทั้งเดือนซะอีก!”ลูกค้าหนุ่มยังคงโวยวาย

“ขอโทษ

ซู่!

คำพูดต่อจากนั้นจางหายไปพร้อมกับน้ำจากถังใส่น้ำแข็งที่ถูกสาดใส่อย่างจัง เรนะยืนหลับตานิ่งปล่อยให้หยาดน้ำไหลร่วงไปจากใบหน้าโดยไม่คิดจะตอบโต้ หากเป็นเวลาปกติลูกค้าหนุ่มคนนี้คงไม่ได้ตะโกนเบ่งใส่เขาเป็นครั้งที่สองแน่ เสียงเพลงที่เคยดังอึกกระทึกหยุดลงเมื่อผู้ควบคุมเครื่องเสียงควบตำแหน่งเจ้าของผับเดินเข้าสู่วงล้อมของเหตุการณ์อย่างใจเย็น

“เกิดอะไรขึ้น”โทโมมิถามขึ้นเสียงเรียบ ดวงตาคมหันมองระหว่างเพื่อนสนิทที่ยืนเงียบกับลูกค้าหนุ่มที่กำลังแสดงท่าทางกระฟัดกระเฟียด

“ก็ไอ้เด็กเสิร์ฟคนนี้น่ะสิ! ซุ่มซ่ามทำเหล้าหกใส่ผม คุณต้องจัดการนะ ให้มันก้มกราบผมเดี๋ยวนี้!

“มันจะมากไปแล้วนะเว้ย!”ยูกิที่ทำท่าจะพุ่งเข้าใส่ลูกค้าหนุ่มถูกโทโมมิยกมือห้ามไว้ “โทโมะจิน!

ดวงตาคมเฉยชามองสบกับลูกค้าหนุ่มยากจะคาดเดาว่าเจ้าของแววตานั้นกำลังคิดอะไร “ฉันจะจัดการเดี๋ยวนี้ล่ะ”

เพล้ง!!!

เศษแก้วแตกกระจาย ของเหลวจากในขวดและเลือดจากศีรษะผสมกันก่อนจะหยดลงบนพื้น ชายหนุ่มกุมหัวตัวเองแน่นขณะทรุดลงไปนั่งร้องครวญครางอยู่ที่พื้น โทโมมิทิ้งปากขวดที่ยังคาอยู่ในมือไปอย่างไม่ใส่ใจ เรียวขาก้าวเข้าหาชายหนุ่มก่อนปลายเท้าจะเตะเสยเข้าไปที่ปลายคางจนคนที่โดนหงายหลังนอนไปกับพื้น เท้าเรียวภายใต้รองเท้าไนกี้สีดำแดงเหยียบคาอยู่กลางอกของลูกค้าหนุ่ม ผมตรงยาวสลวยไหลปิดหน้ายามโทโมมิก้มลงมองคนที่นอนร้องโอดโอยอยู่ใต้เท้า

“ร้านนี้ไม่ต้อนรับคนถ่อยนะ ถ้าอยากจะอวดเบ่งก็ไปที่อื่น อย่ามาทำซ่าในร้านของฉันแบบนี้ แล้วก็”นิ้วเรียวชี้ตรงไปยังเรนะที่ยังยืนนิ่งมองการกระทำของเพื่อนสนิท “นั่นน่ะเพื่อนของฉัน แกทำอะไรไปฉันเห็นหมดนั่นแหละ โดนแค่ขวดเหล้ามันยังน้อยไป รีบไสหัวออกไปก่อนที่ฉันจะทนไม่ไหวแล้วกระทืบแกซะตรงนี้ ไป!”ไม่ต้องให้พูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง เมื่อฝ่าเท้ายกออกจากกลางอก ชายหนุ่มก็รีบลนลานวิ่งออกไปทันที โทโมมิกระตุกมุมปากมองตามแผ่นหลังที่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปก่อนจะส่งเสียงเรียกพนักงานในร้าน “เก็บกวาดให้เรียบร้อย ใครไปคุมเครื่องเสียงให้ฉันด้วย”สั่งเสร็จเรียวขาก็ก้าวเข้าหาเพื่อนสนิท โทโมมิดึงมือเรนะให้เดินตามพลางส่งสายตาเรียกยูกิกับยูโกะให้ตามมาด้วย

เรนะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาวกลางห้องทำงานชั้นสองของผับ มือขาวซีดรับผ้าขนหนูจากยูโกะมาซับหยดน้ำบนใบหน้า “ขอบใจนะโทโมะจิน คิดว่าจะต้องกราบไอ้บ้านั่นตามที่มันพูดซะแล้ว”เสียงเรียบเฉยพูดขึ้นก่อนเสียงถอนใจจะดังตามมา เรนะทิ้งแผ่นหลังลงแนบกับพนักพิง ความกังวลตีรวนอยู่ภายในกายจนพาลไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น

“ใครจะยอมให้เพื่อนไปก้มกราบคนทุเรศแบบนั้นล่ะนี่เรนะ มีอะไรกวนใจแกอยู่เหรอ”ไม่บ่อยนักที่โทโมมิจะเอ่ยปากถามปัญหาของเพื่อน หากเพื่อนไม่อยากพูดเธอก็ไม่เคยคาดคั้น แต่ครั้งนี้โทโมมิไม่อาจทำเฉยและปล่อมมันให้ผ่านเลยไปได้ “เรื่องจูรินะใช่หรือเปล่า”

นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองเพื่อนสนิท ในแววตาสั่นไหวอย่างไม่อาจปกปิด “รู้ได้ยังไง”

“ทาคามินะโทรมาเล่าให้ฟังก่อนแกมาถึง นี่เรนะแกดีใจมั๊ยที่จูรินะร้องไห้”

คนตัวซีดขมวดคิ้วมุ่นกับคำถามของโทโมมิ เรียวปากเปิดขึ้น นิ่งคิดอยู่เพียงครู่ก่อนเสียงแผ่วเบาจะหลุดออกมา “ไม่”

“มีความสุขหรือเปล่าที่จูรินะเจ็บปวด”โทโมมิถามต่อ

ไม่”

“ถ้าไม่นับพวกฉัน แกก็ไม่มีใครแล้วนะนอกจากจูรินะที่รับฟังแกทุกอย่างแกอยากให้จูรินะเกลียดแกเหรอ”

“ไม่”

“งั้นก็กลับไปทำให้จูรินะหยุดร้องไห้ซะสิ!”ยูโกะพูดพลางตบโต๊ะเสียงดัง

เรนะหันมองเพื่อนตัวเล็กพลางพูดเสียงแผ่ว “จูรินะยังไม่หยุดร้องเหรอ”

“ยังตอนทาคามินะโทรมา จูรินะเอาแต่ร้องไห้อยู่ในห้อง”ยูกิพูด

“ฉันต้องทำยังไง”

“ทำยังไง! ก็กลับบ้านไปหาน้องสิวะ! จะนั่งโง่อยู่ทำไมล่ะ!”สิ้นเสียงของยูโกะเรนะก็ลุกพรวดขึ้นโดยไม่ต้องให้พูดซ้ำ ขายาวก้าวไปยังประตูห้องและกำลังจะออกไปหากไม่ถูกเรียกไว้เสียก่อน

มือเรียวรับกุญแจBMWที่โทโมมิโยนมาให้แทบไม่ทัน ดวงตาคมยกยิ้มเหมือนเรียวปาก โทโมมิกอดอกพิงแผ่นหลังกับพนักพิงก่อนจะพูดกับเพื่อนตัวซีด “ดูแลลูกฉันดีๆล่ะ แล้วก็ถ้าแกทำไม่สำเร็จฉันจะไล่แกออก”

“ขอบใจนะโทโมะจิน”ขายาวก้าวออกจากห้องด้วยความรวดเร็ว

BMWคันหรูถูกเหยียบคันเร่งซะเกือบมิดไมล์ หากโดนตำรวจเรียกก็คงไม่แปลกอะไรนักเมื่อผู้บังคับไม่สนใจจะขับตามความเร็วที่กำหนด เรนะละทิ้งซึ่งกฏเกณฑ์ในการใช้ถนนอย่างหมดสิ้น ความสนใจตอนนี้มีเพียงแค่กลับถึงคอนโดให้เร็วที่สุด แต่เมื่อถึงที่หมายจริงๆ เรนะกลับไม่กล้าเปิดประตูเข้าไป ร่างสูงทำได้แค่ยืนลังเลอยู่ที่หน้าประตู มือขาวซีดทาบทับบนแผ่นไม้หนา ยืนรวบรวมความกล้าอยู่นานกว่าจะเปิดประตูเข้าไป

“มาช้านะ”

“ทาคามินะ”เจ้าของชื่อนั่งกอดอกนิ่งอยู่บนโซฟากลางห้องนั่งเล่น

มินามิลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะเดินเข้าไปหาเพื่อน “เสียงร้องไห้เงียบไปแล้วท่าทางจะเหนื่อนจนหลับไปน่ะ”

“ร้องจนหลับเลยเหรอ”

“เรนะสิ่งที่ทำไว้น่ะ แก้ไขซะนะ”มือเล็กวางลงที่ไหล่ของเรนะก่อนจะบีบเบาๆเพื่อให้กำลังใจ “ฉันไปล่ะ”

“ขอบใจทาคามินะ”

มินามิยิ้มรับ “นี่ฉันทาคาฮาชิ มินามิเชียวนะ”

ห้องทั้งห้องกลับสู่ความเงียบเมื่อเพื่อนตัวเล็กจากไป เรนะเดินตรงไปยังห้องนอน ประตูเปิดออกไร้ซึ่งเสียงรบกวนคนที่กำลังหลับ ภายในห้องนอนมีเพียงแสงจากโคมไฟที่โต๊ะข้างเตียงให้ความสว่างเหมือนกับตอนที่ออกไป จูรินะนอนขดตัวนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าใสยังมีรอยของหยาดน้ำตาที่กำลังไหลริน เรียวคิ้วขมวดมุ่นแม้ในยามหลับ เรนะทิ้งตัวลงนั่งที่ข้างเตียงจัดท่าให้ร่างบางนอนสบายขึ้น มือเรียวปาดเช็ดหยดน้ำตาที่ยังหลงเหลือให้แผ่วเบา

“ฉันขอโทษจูรินะ”แม้หยดน้ำตาจะหายไปแล้วแต่เรนะยังคงลูบผิวแก้มคนหลับอยู่ตลอด เสียงขอโทษกระซิบแผ่วเบาแม้ว่าอีกคนจะไม่ได้ยิน เรียวปากกดลงตรงหน้าผากมนเนินนานก่อนจะผละออกมา “ฉันมันแย่ที่สุด ดีแต่ทำร้ายเธอซ้ำไปซ้ำมาทำไมนะ ทำไมเธอถึงไม่ยอมเกลียดฉันซักที”นั่งจ้องใบหน้ายามหลับใหลอยู่นาน เรนะลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปก่อนจะกลับมาอีกครั้งพร้อมหลอดยาในมือ มือขาวซีดจับประครองข้อมือบางแผ่วเบาก่อนจะบีบยาทาแก้ฟกช้ำลงไป มืออีกข้างบรรจงทาให้อย่างกลัวว่าจะทำให้จูรินะเจ็บปวด เมื่อทำครบทั้งสองข้างแล้วจึงวางมือลงกลับที่เดิม ผ้าห่มผืนหนากางออก เรนะดึงผ้าขึ้นคลุมตัวให้น้องสาวต่างสายเลือด มือเรียวยกขึ้นลูบเส้นผมนุ่มก่อนจะกดจูบลงบนเส้นผมนั้นเป็นอย่างสุดท้ายแล้วผละออกมา “เธอจะไม่เจ็บปวดอีกแล้วพี่สัญญา”

 

แสงสว่างจากหน้าต่างที่สาดส่องเข้ามาแยงตาทำให้คนที่กำลังหลับสนิทเริ่มมีปฏิกิริยา จูรินะยืดแขนขึ้นจนสุดเพื่อคลายกล้ามเนื้อ ก่อนจะใช้มือปิดปากที่กำลังหาวหวอดใหญ่ ดวงตาที่เพิ่งเปิดขึ้นจนสุดสะดุดเข้ากับโพสอิทสีสดใสที่แปะไว้กับฐานโคมไฟ มือบางดึงมาอ่าน ลายมือหวัดๆในนั้นไม่ต้องเดาให้ยากว่าเป็นของใคร ยิ่งในห้องนี้มีผู้อาศัยอยู่เพียงแค่สองคน ไม่ใช่ของเธอก็ต้องเป็นของพี่สาวต่างสายเลือดเป็นแน่

ออกไปส่งหนังสือพิมพ์ เดี๋ยวจะกลับมากินข้าว ช่วยทำอาหารไว้ให้หน่อยนะ

                                                                                                       เรนะ…’

รอยยิ้มละมุมปรากฏขึ้นบนใบหน้า จูรินะลุกขึ้นจัดการเก็บที่นอนให้เรียบร้อยแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป ใช้เวลาจัดการธุระส่วนตัวไม่นานนักจูรินะก็มายืนอยู่ในห้องครัว เมนูง่ายๆอย่างข้าวต้มเป็นสิ่งที่เธอเลือก กลิ่นหอมอบอวนไปทั่วห้องพักขนาดกลาง จูรินะสูดกลิ่นหอมนั้นเข้าไปเต็มปอด มือบางหมุนปิดไฟที่เตาพอดีกับเสียงประตูที่ดังขึ้น

“อ่ะ..พี่คะ ข้าวต้มเสร็จแล้วจะทานเลยมั๊ยคะ”

เสียงสดใสของจูรินะทำเอาคนตัวซีดทำตัวไม่ถูก เรนะคิดไว้ว่าน้องสาวอาจจะโกรธจนไม่มองหน้ากันเสียอีก ผิดคาดจริงๆ “อ่าฉันขออาบน้ำก่อนได้มั๊ย”

จูรินะยิ้มรับ “เร็วๆนะคะเดี๋ยวข้าวต้มจะเย็นซะหมด”เรนะพยักหน้ารับก่อนจะเดินหายเข้าห้องไป ร่างบางยิ้มขำกับท่าทางของคนเป็นพี่ เธอไม่เคยเห็นเรนะเป็นแบบนั้นมาก่อน ท่าทีเงอะงะเหมือนทำอะไรไม่ถูก มันดูน่ารักไปอีกแบบ

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารยามเช้าผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หลังจากทานกันเสร็จเรนะเป็นผู้รับหน้าที่ทำความสะอาดภาชนะทุกชิ้น และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นก็ถึงเวลาที่ต้องไปโรงเรียน โรงเรียนของเรนะและจูรินะอยู่ไม่ห่างจากคอนโดมากนักทั้งยังต้องไปทางเดียวกัน ในยามเช้าที่ไม่ต้องเร่งรีบอะไรนักสองพี่น้องจึงเลือกจะเดินมากกว่าขึ้นรถประจำทาง สายลมช่วงกลางฤดูหนาวโบกพัดพาให้ร่างของจูรินะเบียดเข้าหาคนเป็นพี่ด้วยความหนาวเย็น

เรนะหันมองคนข้างกาย “หนาวเหรอ ทำไมไม่ใส่ผ้าพันคอมา”เสียงเข้มเอ่ยถาม

“ฉันลืมหยิบมาจากบ้านค่ะ”

ลมหายใจถูกทอดถอนออกมา อากาศในกายปะทะกับไอเย็นข้างนอกจนเกิดเป็นไอควันจางๆ “ทำไมถึงเซ่อซ่าแบบนี้ล่ะเธอนี่มันจริงๆเลย”แม้ปากจะบ่นแต่มือขาวซีดกลับปลดผ้าพันคอออกจากคอตัวเอง เรียวขาหยุดก้าวเดิน เรนะหันหน้าเข้าหาคนเป็นน้องก่อนจะบรรจงใส่ผ้าพันคอให้กับจูรินะที่ได้แต่ยืนนิ่ง “อย่าถอดแล้วไปวางลืมไว้ที่ไหนล่ะฉันมีผืนนี้แค่ผืนเดียว”

“แล้วพี่ล่ะคะ

“ฉันไม่เป็นไรหรอก เธอนั่นแหละต้องดูแลตัวเองให้ดีลูกของฉันจะได้แข็งแรง”

จูรินะยกยิ้มบางขณะมองหน้าคนเป็นพี่ “เป็นห่วงฉันเหรอคะ”

“ฉันไม่ได้ห่วงเธอซักหน่อย! ฉันเป็นห่วงลูกต่างหาก!”ผิวขาวซีดซับสีเลือดจนขึ้นรอยแดงที่ผิวแก้ม เรนะหันหน้าหนีขณะที่จูรินะเอาแต่ยิ้มอย่างชอบใจ ไม่เคยเลยจริงๆที่จะเห็นพี่เป็นแบบนี้ “รีบเดินได้แล้ว! อยู่ข้างนอกนานๆเดี๋ยวจะไม่สบายเอา”

“ค่าๆ”จูรินะรับคำก่อนจะรีบก้าวขาตามให้ทันคนที่แสร้งเสียงดังกลบความเขิน พี่จะรู้ตัวมั๊ยนะว่าตัวเองตอนนี้น่ารักแค่ไหน มือบางถือวิสาสะจับชายเสื้อแขนยาวของคนเป็นพี่ไว้เพื่อที่เราจะได้ไม่ห่างกันมากยามก้าวเดิน และเหมือนว่าเรนะจะรู้ตัวจึงผ่อนการเดินให้ช้าลง จูรินะก้าวตามคนร่างสูงโดยไม่มองทาง ใบหน้าใสก้มมองปลายเท้าแต่ละก้าว รอยยิ้มเขินปรากฏอยู่กับตัวเองโดยที่คนเป็นพี่ไม่อาจมองเห็นมัน

เรนะเดินช้าลงก่อนจะหยุดนิ่งที่หน้าประตูโรงเรียน นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหันมองคนที่อยู่ด้านหลัง “ถึงแล้ว เข้าไปข้างในได้แล้ว”

“ค่ะ”รอยยิ้มบางถูกส่งให้คนเป็นพี่ก่อนจูรินะจะเดินเข้าประตูโรงเรียนไป

คนตัวซีดยืนกระสับกระส่ายมองแผ่นหลังที่เริ่มห่างออกไป ลังเลว่าควรจะทำสิ่งที่ตัวเองคิดดีมั๊ย จนในที่สุดความรู้สึกก็ลงคะแนนเสียงให้ทำไป “จูรินะ!…ตั้งใจเรียนนะ”

รอยยิ้มกว้าปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่หันกลับมามอง “พี่ก็ตั้งใจเรียนนะคะ!

วันทั้งวันของจูรินะมีแต่รอยยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้าจนเพื่อนๆต่างก็สงสัย รอยยิ้มสดใสร่าเริงที่ไม่ได้เห็นมาตลอดทั้งอาทิตย์กลับมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะพูดอะไร ฟังอะไร เดินไปไหน จูรินะก็จะมีแต่รอยยิ้มจนเพื่อนสนิทยังนึกแปลกใจ

“มีเรื่องอะไรดีๆเหรอจูรินะจัง”ฮารุกะถามขึ้นหลังจากเก็บกระเป๋าแล้วเดินมาหาเพื่อนสนิทที่ยังคงรอยยิ้มไว้บนใบหน้า “วันนี้เธอยิ้มจนฉันปวดแก้มแทนแล้ว”

“นิดหน่อยน่ะพารุจังไม่มีอะไรพิเศษหรอก”ใครว่าล่ะ มันพิเศษมากเลยต่างหาก เสียงในใจดังขึ้นจนรอยยิ้มที่มีอยู่ฉีกกว้างมากเข้าไปอีก

ฮารุกะขมวดคิ้วมุ่น “ต้องมีแน่ๆ มายุจังดูสิ จูรินะจังมีความลับล่ะ!

“มันก็ไม่ใช่ความลับอะไรหรอกนะถ้าพารุจังจะสังเกตผ้าพันคอที่จูรินะจังใส่ให้ดีๆ มันไม่ใช่ของจูรินะจัง แล้วมันยังปักชื่อไว้ว่า……เรนะจัง”มายุพูดพลางเอียงคอมองชื่อที่ปักอยู่ที่ชายผ้า ดวงตากลมเงยขึ้นมองเพื่อนสนิท “ของเรนะซังเหรอ”

“อืมพี่ใส่ให้เมื่อเช้าน่ะ”ตอบไปก็หน้าแดงไป ทั้งมายุและฮารุกะต่างก็ยิ้มให้กับอาการปลื้มใจปนเขินอายของจูรินะ

“นี่สินะเรื่องดีๆแต่จะว่าไป วันนี้ที่เราจะไปห้องของจูรินะกันจะไม่เป็นอะไรเหรอ เรนะซังจะว่าเอาหรือเปล่า”ฮารุกะถามอย่างเป็นกังวล เรื่องที่จูรินะย้ายออกจากบ้านไปอยู่กับคนเป็นพี่สองคนนั้นทั้งเธอและมายุต่างก็รับรู้ รวมถึงสาเหตุและเรื่องราวทุกอย่างด้วย “ฉันกลัวโดนดุจัง”

“ไม่เป็นอะไรหรอก กว่าพี่เรนะจะกลับบ้านก็ดึกมากแล้ว ทุกคนกลับบ้านก่อนพี่จะกลับแน่ๆ”

“งั้นเรารีบไปกันดีกว่า งานจะได้เสร็จเร็วๆ”ว่าจบฮารุกะก็ดึงมือเพื่อนทั้งสองให้เดินไป ทั้งสามคนก้าวลงจากตึกเรียนและมุ่งหน้าสู่ประตูรั้วของโรงเรียน

แม้จะอยู่ไกลแต่จูรินะก็มองเห็น รถคันหรูที่คุ้นตาของเพื่อนในกลุ่มของเรนะ เรียวขาที่กำลังก้าวเดินหยุดลงเมื่อกระจกฝั่งคนขับถูกลดลง โทโมมิถอดแว่นกันแดดออกจากใบหน้าพลางส่งยิ้มให้เด็กทั้งสามคน “อิตาโนะซังมาทำอะไรแถวนี้เหรอคะ”

“มีคนวานให้มารับเธอไปส่งน่ะขึ้นมาสิ”

“แต่ว่า”จูรินะหันมองเพื่อนทั้งสองให้โทโมมิมองตาม

 รอยยิ้มใจดีปรากฏขึ้นบนใบหน้าเรียบนิ่งของคนขับ “ขึ้นมาทั้งหมดนั่นแหละ เดี๋ยวพี่ไปส่ง”ได้ยินดังนั้นเด็กสาวทั้งสามคนจึงยอมก้าวขึ้นรถไป จูรินะนั่งด้านหน้าข้างโทโมมิ เมื่อเห็นว่าทุกคนจัดการตัวเองเข้าที่เข้าทางแล้วBMWคันหรูจึงเริ่มออกตัว “นี่จะไปไหนกันเหรอ”

“ไปทำงานกลุ่มกันที่คอนโดน่ะค่ะแล้วอิตาโนะซังล่ะคะ”จูรินะตอบก่อนจะถาม

“นอกจากมารับจูรินะแล้วก็ว่างน่ะ อ่อ จริงสิ”มือเรียวละจากพวงมาลัยก่อนจะล้วงหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วส่งมันให้กับจูรินะ “คนที่วานให้มารับฝากมาให้น่ะ”

จูรินะมองกระดาษในมือก่อนจะเปิดมันออกแล้วอ่านข้อความที่อยู่ข้างใน

เสร็จงานที่ร้านของมาเอดะซังแล้วฉันจะเข้าไปกินข้าว ช่วยทำซุปไว้ให้ทีนะ

                                                                                                        เรนะ…’

ซุปงั้นเหรอ คิ้วเรียวขมวดยุ่งเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าของสดในตู้เย็นหมดไปตั้งแต่เมื่อเช้า จูรินะหันมองโทโมมิที่กำลังขับรถอย่างชั่งใจ

“ส่งจดหมายแบบนี้คลาสสิคไปมั๊ยนะว่าแต่จูรินะจังมีอะไรหรือเปล่า อยากจะแวะที่ไหนก่อนเหรอ”โทโมมิถามขึ้นอย่างรู้ทัน

“คือว่าช่วยจอดรถที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตให้หน่อยได้มั๊ยคะ”แม้จะพูดออกไปแล้วแต่จูรินะยังคงเม้มปากแน่นด้วยความเกรงใจจนโทโมมิหัวเราะเสียงอ่อน

“ได้สิเดี๋ยวพี่แวะให้เรนะสั่งอะไรยุ่งยากอีกแล้วสินะ”

จูรินะส่ายหน้าทันควัน “ไม่ได้ยุ่งยากอะไรหรอกค่ะ”

“เอ๋น่าอิจฉาเรนะจังเลยนะ พี่อยากได้แบบนี้มั่งจัง”พูดไปดวงตาคมก็มองสลับระหว่างถนนกับกระจกมองหลังที่สะท้อนภาพเด็กสาวผมลอนที่นั่งเงียบมาตลอดทาง รถคันหรูจอดลงที่ลานจอดรถของซุปเปอร์มาเก็ตใกล้กับคอนโด โทโมมิถอดเข็มขัดนิรภัยออกก่อนจะหันไปพูดกับเด็กๆ “พี่รออยู่ในรถนะ ใช้เวลาได้เต็มที่เลยไม่ต้องเกรงใจ”

“ขอโทษที่รบกวนนะคะ ฉันไปไม่นานหรอก”

รถกลับมาสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง ดวงตาคมมองตามแผ่นหลังเล็กของเด็กสาวผมลอนไปไม่ละสายตา จ้องมองจนเจ้าของแผ่นหลังและกลุ่มเพื่อนหายลับไปเนินนานก่อนเสียงโทรศัพท์จะดังขึ้น

“ว่าไง”โทโมมิกดรับโดยไม่มองเบอร์

ถึงคอนโดหรือยัง

“ยังหรอกแกบอกให้จูรินะทำอาหารให้ไม่ใช่เหรอ ตอนนี้อยู่ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตน่ะ”

อ๋อ…’

เสียงตอบรับของเรนะเงียบไปแต่สัญญาณยังไม่ตัดไปไหน โทโมมิยังทอดสายตาจ้องไปที่ประตูซุปเปอร์ที่ยังไร้การเคลื่อนไหว ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นเสียงเรียบ “นี่เรนะ แกรู้จักเพื่อนของจูรินะบ้างหรือเปล่า”

เพื่อนของจูรินะเหรอที่เคยคุยกันก็แค่มายุจังน่ะ ส่วนฮารุกะฉันไม่เคยคุยด้วยหรอกเรนะเงียบไปซักพักก่อนจะตอบกลับมา

โทโมมิจ้องมองเด็กสาวผมลอนที่กำลังเดินกลับมาที่รถพร้อมกับจูรินะและมายุ ในมือของทั้งสามมีถุงใส่ข้าวของพะรุงพะรัง “ชื่อฮารุกะงั้นเหรอ”

ชิมาซากิ ฮารุกะน่ะ แต่เห็นจูรินะกับมายุเรียกว่าพารุจังล่ะนะ

“เอ๋ชื่อเพราะจังเลยน๊า”เสียงเนื่องยืดยาวจากโทโมมิดังขึ้น ยิ่งเด็กทั้งสามเดินเข้ามาใกล้ตัวรถมากเท่าไหร่ รอยยิ้มบนใบหน้าเรียบนิ่งก็ยิ่งปรากฏกว้างมากขึ้นเท่านั้น “ฉันอิจฉาแกจังเลยเรนะอยากทำผู้หญิงท้องได้เหมือนแกจัง”

แกจะมาอิจฉาฉันทำไมล่ะ!’คำถามของเรนะดังลอดลำโพงออกมายิ่งทำให้โทโมมิยิ้มกว้างมากขึ้นเมื่อนึกถึงคำตอบ

“ก็ฉันเจอแม่ของลูกแล้วนี่นา”

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อัพให้แล้วนะครับ ว่างเมื่อไหร่เจอกัน

เม้นๆด้วยน๊า

By : Gekikara

 

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

"เจอแม่ของลูก" โทโมจินเริ่มมาละ

จะเป็นไงต่อละเนี้ย

Share this post


Link to post
Share on other sites

โมะจินเสี่ยวนิดๆนะคะ

เรนะทำตัวแบบนี้น่ารักดีออก น้องจูนี่หน้าบานเลย

Share this post


Link to post
Share on other sites

อ่านกี่รอบก็ฟิน อรั๊ยย (///)

ไรท์สู้ๆ นะคะ เป็นกำลังใจให้ 

Share this post


Link to post
Share on other sites

 

 

Chapter 6 : ฉันจะไม่ชอบเธอฉันจะไม่หลงกลหัวใจตัวเอง

กลิ่นหอมของซุปมะเขือเทศลอยอบอวนไปทั่วห้อง เรนะตักซุปรสชาติเข้มข้นเข้าปากเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่อาจนับได้ ตัวเขาไม่เคยคิดเลยว่าการกลับมาจากการทำงานเหนื่อยๆ แล้วมีใครซักคนทำอาหารไว้รอมันจะรู้สึกดีจนบอกไม่ถูก หลังจากเสร็จงานจากร้านอาหารของอัตสึโกะ เรนะก็รีบตรงกลับคอนโดทันทีเพื่อมาทานอาหารที่น้องสาวต่างสายเลือดทำไว้ให้ตามคำขอ

“เป็นยังไงบ้างคะอร่อยมั๊ย”จูรินะถาม

เรนะยกช้อนในมือเข้าปาก นิ่งไปหลังชิมรสชาดซุปไปเพียงครู่ก่อนใบหน้าขาวซีดจะพยักขึ้นลงช้าๆ “พอใช้ได้”

ร่างบางยิ้มกว้าง “จริงเหรอคะฉันดีใจที่พี่ชอบมันนะคะ”คนตัวซีดนิ่งเงียบไม่ได้ตอบรับ แต่มือเรียวยังคงตักซุปขึ้นมาทานอย่างต่อเนื่อง

ช้อนที่เต็มไปด้วยซุปมะเขือเทศและกำลังจะเข้าปากหยุดชะงัก เรนะวางช้อนลงที่จานดังเดิม นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองน้องสาวต่างสายเลือดที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน “จูรินะ”เสียงเข้มเรียกขึ้นให้เจ้าของชื่อยิ้มรับ “จะจ้องฉันอีกนานมั๊ย”

“จ้องไม่ได้เหรอคะ”เสียงหวานถามกลับ

เรนะไหวไหล่เบาๆ มือเรียวคว้าช้อนตักซุปเข้าปากอีกรอบ ซุปรสเข้มข้นไหลลงคอไปก่อนเรนะจะมองจูรินะอีกครั้ง “เธอไม่มีอะไรทำหรือไงมานั่งจ้องฉันทำไม”

จูรินะยิ้มหวาน “การมองหน้าพี่แบบนี้เป็นสิ่งที่ฉันอยากทำค่ะ”ว่าพลางวางปลายคางลงกับหลังมือที่วางแนบลงกับโต๊ะ ดวงตาหวานใสเป็นประกายแลดูมีความสุข

“ประสาท!”เรนะสะบัดหน้าหันหนีไม่สบกับนัยน์ตาหวานซึ้ง “ไปเลยนะ ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้เลย ดึกแล้วเดี๋ยวเป็นหวัด”

“ไปก็ได้ค่ะถ้าพี่ทานเสร็จแล้วไม่ต้องเก็บนะคะ เดี๋ยวฉันมาเก็บเอง”

“ฉันเก็บเองได้เธอน่ะรีบไปเลยไป”คนตัวซีดมองตามหลังคนเป็นน้องที่ยอมเดินออกจากห้องครัวไป เมื่อลับหลังจูรินะคนเป็นพี่จึงหันกลับมาทานซุปมะเขือเทศต่ออย่างสบายใจ รสชาดกลมกล่อมที่ถูกปรุงอย่างลงตัวทำให้เรนะยิ้มทุกครั้งที่ตักมันเข้าปาก ก็ยอมรับนะว่าซุปมะเขือเทศที่คนเป็นน้องทำน่ะอร่อยมาก แต่เพราะความปากหนักนั่นแหละถึงได้พูดอะไรตรงกันข้ามเสมอ

หลังจากละเลียดรสกลมกล่อมที่ถูกปากไปไม่นานซุปมะเขือเทศและอาหารอื่นๆที่จูรินะทำไว้ก็หมดลง เรนะดันเก้าอี้ออกห่าง สองมือเก็บซ้อนภาชนะทุกชิ้นก่อนจะเดินไปที่เคาน์เตอร์ มือเรียวเริ่มทำความสะอาดถ้วย จาน ชาม และเก็บเข้าที่ก่อนจะเช็ดหยดน้ำออกจากมือ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหันมองนาฬิกาบนผนังห้อง เมื่อเห็นเวลาสมควรที่จะไปทำงานได้แล้วมือเรียวจึงคว้าเสื้อคลุมที่พาดไว้กับเก้าอี้มาถือไว้

เรนะหันมองประตูห้องนอนที่นิ่งสนิทหลังจากคนเป็นน้องหายเข้าไปได้ซักพัก “จูรินะ! ฉัน

“กรี๊ด!!!!!!!!!!!!!!!!!!

คำที่กำลังจะพูดต่อถูกกลืนหายลงคอ ทันทีที่เสียงร้องของคนในห้องดังขึ้น เรนะก็ถลาเข้าหาประตูห้องนอนทันที “จูรินะ! เป็นอะไร”ทันทีที่ประตูห้องนอนเปิดออก ร่างของคนด้านในก็พุ่งเข้าสู่อ้อมกอดของคนเป็นพี่ทันที

“พี่คะ”เสียงสั่นเครือและใบหน้าที่ซุกอยู่ตรงอกอุ่นของเรนะไม่ได้ทำให้คนร่างสูงหน้าแดงมากเท่ากับสภาพของคนในอ้อมแขน

“ย..ยัยบ้า!”เสียงตกใจตะโกนลั่น ใบหน้าขาวซีดแดงก่ำเมื่อผัมผัสได้ถึงความเปลือยเปล่าของคนเป็นน้อง เรียวแขนทั้งสองข้างแนบอยู่กับช่วงเอวที่ไร้สิ่งใดปกปิด ใบหน้ายิ่งซับสีเลือดมากเข้าไปอีกเมื่อรู้สึกถึงความอวบหยุ่นนุ่มนิ่มที่เบียดเสียดอยู่ที่ลำตัว เรนะทำได้เพียงแค่ยืนนิ่งๆและมองตรง ไม่กล้าเบี่ยงเบนสายตาไปทางใดเพราะกลัวว่าจะอดใจไม่ได้หากเห็นสิ่งที่ตัวเองกำลังสัมผัส “ทำไมไม่ใส่เสื้อผ้าห๊ะ!

ใบหน้าหวานยังคงซุกอยู่ตรงอกอย่างหวาดกลัว เสียงอู้อี้ตอบกลับคนเป็นพี่ “ฉ..ฉันกำลังอาบน้ำ”ผิวกายที่เปียกชื้นเป็นสิ่งยืนยัน

“แล้วทำไมไม่ใส่ผ้าเช็ดตัวมาให้เรียบร้อย! ทำไมออกมาสภาพนี้!”ระดับความตกใจยังมีอยู่มากจนเรนะไม่อาจควบคุมระดับความดังเสียงได้ มือขาวซีดใช้เสื้อที่อยู่ในมือคลุมตัวให้คนเป็นน้อง ก่อนจะดันร่างของจูรินะออก นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองสบกับนัยน์ตาหวานซึ้ง “เธอร้องทำไม เกิดอะไรขึ้น”

มือบางยกขึ้นชี้ไปยังประตูห้องน้ำ เสียงสั่นเอ่ยบอก “แมลงสาบ”

“อะไรนะ”

“มีแมลงสาบอยู่ในห้องน้ำค่ะ”

มือขาวซีดยกขึ้นกุมขมับ เรนะมองคนที่ยืนน้ำตาคลออยู่ตรงหน้า “ให้ตายสิ! ที่เธอวิ่งแก้ผ้าออกมานี่เพราะแค่มีแมลงสาบในห้องน้ำเนี่ยนะ!

จูรินะพยักหน้ารับก่อนจะก้มมองพื้นไม่กล้าสบตาคนเป็นพี่ “ไล่มันให้หน่อยได้มั๊ยคะ”

เรนะก็อยากจะหัวเสียกับปัญหาเล็กน้อยแค่นี้อยู่หรอก แต่พอเห็นท่าทีหวาดกลัวของจูรินะก็ทำเอาโกรธไม่ลง เรียวขายาวก้าวเข้าไปในห้องน้ำ ดวงตาคมสอดส่องไปทุกมุมของห้องน้ำเพื่อหาเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวปัญหา จนเมื่อมองไปที่ใดก็หาไม่พบเรนะจึงพาตัวเองออกมาจากห้อง

“มันไม่อยู่แล้วล่ะสงสัยจะลงท่อไปแล้ว”เสียงอ่อนเอ่ยบอกกับคนที่ยืนกุมเสื้อแขนยาวตัวหนาที่คลุมตัวเองไว้แน่น แต่เพราะสิ่งที่จูรินะใช้ปกปิดร่างกายเป็นเพียงแค่เสื้อคลุมตัวไม่ใหญ่เท่าไหร่ ความยาวของมันจึงปิดลงมาได้เพียงแค่ขาอ่อนเท่านั้น “เธอเข้าไปอาบน้ำต่อเถอะฉันจะออกไปทำงานแล้ว”หลังจากดึงสายตาออกจากตำแหน่งใต้ชายเสื้อได้เรนะก็พูดกับคนเป็นน้อง ขายาวก้าวเดินหากแต่แขนเรียวกลับโดนจับไว้แน่น เรนะหันมองเจ้าของมือที่กำลังส่งสายตาอ้อนวอนให้กันด้วยความสงสัย “มีอะไรอีกล่ะ”

แววตาอ้อนวอนเคลือบทับด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอจ้องมองคนเป็นพี่ “อยู่เป็นเพื่อนฉันจนกว่าฉันจะอาบน้ำเสร็จได้มั๊ยคะ”มือบางกระตุกแขนเสื้อของเรนะเป็นระยะ

“ฉันต้องไปทำงานแล้ว”

“นะคะไม่นานหรอก”

ในที่สุดก็แพ้สายตาอ้อนวอน เรนะพยักหน้ารับเบาๆ “งั้นเธอรีบเข้าไปอาบน้ำให้เสร็จ ฉันจะรออยู่หน้าประตูนี่แหละ”

“เข้าไปด้วยกันนะคะ”

เรนะตาโต “อะไรนะ! เธอจะบ้าเหรอ!

“เข้าไปด้วยกัน ถ้าเกิดมันกลับมาอีกพี่จะได้ไล่มันให้ฉันได้ไงคะเข้าไปด้วยกันนะคะ”มือบางดึงรั้งคนเป็นพี่ให้ไปด้วยกัน ถึงแม้คนตัวซีดจะขัดขืนแต่จูรินะก็ใช้เรี่ยวแรงที่มีดึงคนเป็นพี่เข้ามาในห้องน้ำจนได้

“เดี๋ยวๆจูรินะ! เดี๋ยว!”ไม่ทันแล้ว เรนะได้แต่อ้าปากค้างหลังจากคนเป็นน้องปลดเสื้อคลุมออกต่อหน้าต่อตา ผิวขาวเนียนละเอียดยามต้องกับแสงไฟยิ่งขับให้ผิวนั้นขาวขึ้น คนตัวสูงกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่ พอตั้งสติได้ก็รีบหันหลังให้ภาพตรงหน้า แต่เหมือนจะไม่มีอะไรเป็นใจเมื่อด้านที่หันไปนั้นดันเป็นกระจกแผ่นกว้าง ปากที่เพิ่งหุบลงไปเปิดค้างอีกครั้ง ภาพสะท้อนของจูรินะ สัดส่วนของร่างกายที่ลงตัวดั่งสวรรค์สรรสร้าง ท่าทางการเคลื่อนไหวร่างกายที่เป็นปกติแต่กลับดูยั่วยวนในสายตาคนมอง ความร้อนพุ่งขึ้นสูงสู่ใบหน้า เรนะนิ่งค้างสตาร์ฟตัวเองอยู่กับที่ ลมหายใจเข้าออกลึกพยายามตั้งสติให้มั่น

ใจเย็นๆเรนะ

ยุบหนอ พองหนอ

ขาวหนอ อวบหนอ

โอย

“ถ้าฉันเกิดหน้ามืดทำอะไรเธอขึ้นมา รู้ไว้เลยนะจูรินะมันไม่ใช่ความผิดของฉัน”

 

“พวกเธอตัดสินใจกันได้แล้วสินะ”เรนะและกลุ่มเพื่อนอีกสี่คนต่างก็พยักหน้าตอบรับคำถามของอาจารย์ที่ปรึกษาที่เงยขึ้นมามองหลังจากอ่านแบบสอบถามการเรียนต่อในมือ “สำหรับพวกเธอแล้วมหาวิทยาลัยดนตรีก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนะ”

“เซนเซย์พอจะมีคำแนะนำมั๊ยคะ”ยูกิถาม

ชิโนดะ มาริโกะ อาจารย์ที่ปรึกษานักเรียนมอปลายปีสามห้องเอกวาดสายตาภายใต้เลนส์แว่นกรอบสี่เหลี่ยมมองนักเรียนทั้งห้าคน “คำแนะนำเหรอเรียกว่าเป็นทางเลือกดีกว่านะ”มือเรียวส่งเอกสารฉบับหนึ่งให้ยูกิที่รับไปดูกับเพื่อนๆ “ตอนนี้ค่ายโอเรคคอร์ดกำลังมีทุนน่ะ สำหรับนักเรียนที่กำลังจะจบการศึกษาระดับมัธยมปลายที่รักในดนตรีและอยากเป็นศิลปิน มีกิจกรรมแข่งขันวงดนตรีเพื่อชิงทุนการศึกษา”

เรนะมองสบกับอาจารย์สาว “ทุนเหรอคะ”

“ใช่ วงที่ได้ที่หนึ่งจะได้รับทุนศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยดนตรีที่อังกฤษจนกว่าจะจบการศึกษาทั้งวง และหลังจากที่เรียนจบก็จะได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินของทางค่ายด้วย”

“ได้เซ็นสัญญาด้วยเหรอคะ”มินามิถามอย่างสนใจ

ชิโนดะยกยิ้ม “ถ้าพวกเธอสนใจเซนเซย์จะส่งใบสมัครให้ อีกสี่เดือนพวกเธอก็จะจบการศึกษาจากที่นี่แล้ว ส่วนการแข่งขันชิงทุนนี้ใช้เวลาแค่สองเดือนเท่านั้นเอง”เมื่อนักเรียนในการดูแลพยักหน้ารับ ชิโนดะจึงพูดต่อ “ถ้ากำหนดการส่งมาถึงเซนเซย์จะเอาไปให้นะตอนนี้ก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะ”

“ขอบคุณค่ะ”ห้าเสียงดังประสาน

หลังจากเดินออกจากห้องพักอาจารย์ ยูโกะและมินามิก็แยกตัวออกไปทำธุระและนัดเจอกันอีกทีที่ร้านขนมที่พวกเขาไปกันประจำ ทำให้ตอนนี้มีเพียงแค่โทโมมิ ยูกิ และเรนะเท่านั้นที่กำลังมุ่งหน้าสู่ร้านขนมใกล้กับโรงเรียน สายลมหนาวที่โบกพัดไม่อาจทำให้คนทั้งสามหนาวสั่นได้อย่างที่ควรจะเป็น ยูกิชวนเรนะคุยไปเรื่อยเปื่อยขณะที่โทโมมิทำหน้าที่เป็นผู้รับฟังที่ดี

ดวงตาคมหรี่ลงมองกลุ่มนักเรียนที่เดินมาแต่ไกล “อ๊ะ”ทั้งยูกิและเรนะต่างหันมองเพื่อนสนิทหน้านิ่งที่ส่งเสียงออกมา “นั่นพวกจูรินะไม่ใช่เหรอ”

ทั้งเรนะและยูกิต่างมองไปตามสายตาของโทโมมิ “ใช่จริงๆด้วยมายุจัง!”ยูกิตะโกนเสียงดังพลางโบกไม้โบกมือเรียก

มายุเดินเข้าไปหาพี่สาวข้างบ้านที่กำลังยิ้มกว้าง “ยูกิรินมากินขนมเหรอ”

“ใช่มายุจังก็มากินขนมเหรอ”เจ้าของชื่อพยักหน้ารับ

“นี่ใจคอจะยืนคุยกันอยู่ตรงนี้จนแข็งให้ได้เลยใช่มั๊ย”เรนะพูดเสียงเรียบ ดวงตาคมมองน้องสาวต่างสายเลือดที่ยืนกอดตัวเองอยู่ข้างเพื่อนทั้งสอง “จะเข้าไปในร้านได้หรือยัง”

“อ่าไปสิ ทำไมช่วงนี้แกอารมณ์แปรปรวนจังนะ”ยูกิพูดขึ้นพลางเดินตามเพื่อนตัวซีดที่เดินนำเข้าร้านไป ทั้งหกคนเลือกนั่งที่มุมในสุดของร้านเพื่อความเป็นส่วนตัว ฝั่งหนึ่งมีเรนะ จูรินะ และฮารุกะที่นั่งด้วยกัน อีกฝั่งเป็นมายุ ยูกิ และโทโมมิ “อยากกินอะไรสั่งเลยนะโทโมะจินจะเลี้ยงล่ะ”

ดวงตาคมของเจ้าของชื่อตวัดมองเพื่อนที่นั่งข้างกันแต่ไม่พูดอะไร แม้สามเด็กมอต้นจะเอ่ยปฏิเสธเพราะเกรงใจ แต่ยูกิก็คะยั้นคะยอจนทั้งสามยอมสั่งขนมและน้ำหวานมาทานโดยที่โทโมมิเป็นผู้จ่ายให้ตามที่ยูกิบอก หลังจากสั่งสิ่งที่ต้องการไปเรียบร้อยยูกิก็ชวนเด็กทั้งสามคนคุยด้วยความอารมณ์ดี นั่งคุยกันได้ไม่นานเค้กและเครื่องดื่มที่สั่งไปก็มาเสิร์ฟ

เรนะตักชีสเค้กเข้าปากไปเพียงคำเดียวก่อนจะวางช้อนลงที่จาน ใบหน้าขาวซีดดูซีดเซียวหนักกว่าเก่าจนเพื่อนสนิทสังเกตเห็น “เป็นอะไรเรนะแล้วนั่นแกไม่กินแล้วเหรอ เห็นบ่นมาทั้งวันว่าอยากกินแล้วทำไมไม่กินเข้าไปล่ะ”

“ไอ้กินมันก็อยากกินอยู่หรอกแต่มันกินไม่ได้อ่ะ”นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองชีสเค้กตรงหน้าด้วยความอาลัยอาวร

ยูกิขมวดคิ้วมุ่น “ทำไมกินไม่ได้”

“กินเข้าไปแล้วรู้สึกพะอืดพะอมน่ะสิ”เรนะตอบเสียงแผ่ว

“เอ๋……คงไม่ได้แพ้ท้องแทนเมียใช่มั๊ย”เสียงหนืดเนื่องของโทโมมิเรียกสายตาจากทุกคนบนโต๊ะให้หันไปสนใจ คนหน้านิ่งส่งเค้กมัทฉะเข้าปากก่อนจะใช้ช้อนชี้หน้าเรนะ “ฉันว่าใช่แน่ๆ”

คนตัวซีดตาโตรีบปฏิเสธเลิ่กลั่ก “ไม่ใช่ซักหน่อย! แพ้ท้องอะไรกัน!

ทุกคนบนโต๊ะต่างยิ้มขำกับท่าทีกระโตกกระตากของคนตัวซีด “แพ้ท้องแน่นอนเลยแกบอกว่าช่วงนี้จูรินะไม่แพ้ท้อง เพราะตอนนี้แกแพ้แทนแล้วไง ใช่มั๊ยจูรินะจัง”ยูกิพูดขำก่อนจะหันไปถามคนที่นั่งยิ้มอยู่ข้างเพื่อนสนิท

จูรินะยิ้มเขิน ดวงตาหวานหันมองสบกับนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่หันมามองเช่นกัน มือบางวางช้อนลงกับจานก่อนจะยื่นใบหน้าหวานเข้าไปใกล้คนเป็นพี่ที่ถอยหนีจนหลังติดกระจกแต่ก็หนีไม่พ้น “พี่แพ้ท้องแทนฉันเหรอคะใจดีจัง”

รอยยิ้มหวานในระยะฝ่ามือกั้นทำเอาใบหน้าซีดซับสีเลือด “ม..ไม่ใช่ซักหน่อย”เรนะตอบเสียงติดขัด

“หน้าพี่แดงแล้วนะคะ”จูรินะว่าพลางใช้นิ้วเขี่ยแก้มคนเป็นพี่เล่นจนเรนะต้องปัดออกพร้อมแสดงท่าทีรำคาญกลบเกลื่อน

“อากาศมันร้อนต่างหาก!

ทุกคนยิ้มขำกับข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น “เรนะอุณหภูมิสิบสององศานี่ไม่ร้อนนะ”

“โธ่! ช่างฉันเถอะน่า!”เสียงเข้มโวยวาย เรนะเริ่มแสดงท่าทีหงุดหงิดหนักกว่าเดิมเมื่อทุกคนเอาแต่รุมแกล้ง แทบทนไม่ไหวจนเกือบจะลุกเดินหนีไป แต่สองเพื่อนสนิทไซส์มินิก็เดินเข้ามาในร้านซะก่อน

ในมือของยูโกะและมินามิถือเครปกลิ่นหอมหวานหน้าตาน่าทาน “คุยอะไรกันอยู่เหรอ”มินามิถามพลางยื่นเครปในมือให้กับเรนะ ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติคนตัวซีดคงยื่นหน้าไปรับเครปเข้าปากแล้ว แต่ในตอนนี้ของหวานที่โปรดปรานกลับทำให้อาหารในกระเพาะตีรวนจนแทบจะพุ่ง เรนะเบี่ยงหน้าหนีเครปตรงหน้าจนมินามิต้องเอ่ยถาม “เป็นอะไรอ่ะ ทำไมไม่กิน”

“เรนะมันไม่กินหรอกแพ้ท้องแทนเมียอยู่น่ะ”

“เอ๋! แพ้ท้องแทนเมีย หมายถึงจูรินะเหรอจริงเหรอเรนะ!

“ไม่ใช่ซักหน่อย!

“นี่ๆ รักเมียมากจนแพ้ท้องแทนเมียก็บอกเพื่อนไปสิ”

“ก็บอกว่าไม่ได้แพ้ท้องไงเล่า!

เมื่อพูดคุยหยอกล้อกันจนพอใจทุกอย่างก็กลับสู่ความสงบ ทุกคนเดินออกจากร้านหลังจากนั่งคุยเล่นกันจนเต็มอิ่ม และต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้านไปคนละทางจนตอนนี้เหลือเพียงโทโมมิและฮารุกะเพียงแค่สองคน เพราะวันนี้BMWลูกรักถึงกำหนดตรวจเช็คสภาพโทโมมิจึงต้องขึ้นรถเมล์มาเรียน ดวงตาคมเอียงมองรุ่นน้องข้างกายที่ยืนรอรถเมล์อยู่ด้วยกัน

“นี่พารุจังเธอยังไม่ได้แนะนำตัวกับพี่อย่างเป็นทางการเลยนะ”โทโมมิเอ่ยทำลายความเงียบ

คิ้วเรียวเลิกขึ้น ฮารุกะหันมองคนที่จ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว “อิตาโนะซังรู้จักชื่อฉันอยู่แล้วนี่คะ”

“พี่รู้จักเพราะคนอื่นบอก ไม่ได้รู้จักเพราะพารุแนะนำตัวเองซักหน่อย”มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยทำหน้าสงสัยใส่กัน “พี่อยากรู้จักพารุจากตัวพารุเองนะ ไม่ได้อยากรู้จักพารุจากคนอื่น”

“ชิมาซากิ ฮารุกะ เรียกพารุก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”ฮารุกะก้มตัวลงหลังจากแนะนำตัวเองตามคำเรียกร้องของรุ่นพี่เสร็จ

โทโมมิยิ้มกว้าง “อิตาโนะ โทโมมิ เรียกโทโมะจินก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักนะ”รอยยิ้มที่มียิ่งฉีกกว้างมากกว่าเดิมเมื่อฮารุกะส่งยิ้มตอบกัน หลังจากที่แนะนำตัวกันเสร็จทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบเมื่อไม่มีใครเริ่มต้นการพูดคุย จนในที่สุดก็เป็นโทโมมิที่ต้องเริ่มบทสนทนาอีกครั้ง “ทำไมพารุจังดูไม่ค่อยพูดเลยล่ะ”

แสงสีส้มจากพระอาทิตย์ตกดินสาดส่องกระทบร่างสองร่าง ฮารุกะยืนมองตรงไม่ได้มองคนข้างๆแม้จะรู้ว่าโทโมมิกำลังมองกันอยู่ “โทโมะจินซังก็เหมือนกันค่ะ ทั้งที่เวลาอยู่กับทุกคนดูไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ ฉันไม่คิดเลยว่าโทโมะจินซังจะเป็นคนพูดเก่งแบบนี้”ฮารุกะหันกลับไปมองคนที่โน้นตัวไปข้างหน้าแล้วหันกลับมามองกัน

ใบหน้าที่ต้องกับแสงอาทิตย์ตกดินช่างงดงามราวรูปสลัก โทโมมิยกยิ้มขึ้นมองสบกับคนที่หันมา “พออยู่กับพารุจังแล้ว พี่อยากพูดมากขึ้นมาทันทีเลยล่ะ”

 

ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ท้องฟ้ากว้างถูกย้อมด้วยหมึกสีเข้ม เป็นครั้งแรกตั้งแต่ย้ายออกมาจากบ้านที่เรนะมีเวลาว่างให้นั่งเล่นดูหนังฟังเพลงอยู่แบบนี้ ในวันนี้ร้านอาหารของอัตสึโกะปิดทำให้ไม่ต้องไปทำงาน ส่วนที่ผับ โทโมมิก็สั่งไม่ให้ไปเพราะอาการคลื่นไส้พะอืดพะอมที่ตัวเองเป็น ในวันนี้เรนะจึงมีเวลาพักผ่อนมากกว่าปกติ หลังจากทานข้าวและอาบน้ำเรียบร้อย ทั้งเรนะและจูรินะก็มาหมกตัวกันอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น ทีวีเอลอีดีที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้บ่อยนักกำลังฉายภาพยนต์สยองขวัญจากต่างประเทศ เรนะที่เป็นคอหนังแนวนี้กำลังตั้งใจดูอย่างใจจดใจจ่อ หากแต่จูรินะผู้ขยาดหนังสยองขวัญกลับนั่งตัวลีบอยู่อีกมุมหนึ่งของโซฟาตัวยาว

“อ่าพี่คะ ปิดได้มั๊ย”เสียงอู้อี้พูดลอดฝ่ามือที่ยกขึ้นมาปิดใบหน้า

คนตัวซีดไม่ยอมละสายตาจากหน้าจอ เสียงเรียบนิ่งเอ่ยบอก “ถ้ากลัวก็เข้าห้องนอนไปสิ”

“แต่ว่า”ร่างบางขยับเข้าใกล้คนเป็นพี่ จูรินะปล่อยมือออกจากใบหน้าเปลี่ยนไปจับรั้งชายเสื้อของเรนะแทน “ฉันอยากอยู่กับพี่นี่นากรี๊ด!!!!!!!!!!”เพียงแค่หันกลับไปมองจอ ผีสาวผมยาวใบหน้าเปื้อนเลือดก็โผล่พรวดมาอย่างจังจนจูรินะกรีดร้องด้วยความตกใจกลัว สองมือยกขึ้นปิดหน้าตัวเองอีกครั้ง น้ำตาเริ่มเอ่อคลอสองดวงตาใส

เรนะหันมองน้องสาวที่กำลังตัวสั่นเพราะความกลัว นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองสลับระหว่างจอทีวีกับน้องสาวที่นั่งปิดหน้าอยู่ข้างๆ แขนเรียวโอบรั้งร่างของจูรินะมาซบตรงอกพลางเอนกายนอนราบไปกับโซฟาโดยมีร่างของน้องสาวทาบทับอยู่บนตัว “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ถ้าฉันดูหนังไม่รู้เรื่องเธอโดนดีแน่”เสียงเรียบนิ่งเอ่ยบอกโดยที่สองตายังคงจับจ้องอยู่ที่จอทีวี มือเรียวขาวซีดลูบหลังลูบไหล่คอยปลอบประโลมทุกครั้งที่คนเป็นน้องเกิดอาการสั่นกลัว

“งือหนังแบบนี้ไม่เห็นสนุกตรงไหนเลย”เสียงอู้อี้ดังขึ้น จูรินะฝังใบหน้าลงกับอกของคนเป็นพี่ นึกสงสัยอยู่ในใจว่าหน้าอกหน้าใจของเรนะก็ไม่ค่อยจะมี แต่ทำไมมันถึงได้อบอุ่นมากขนาดนี้

เนินนาน ทีวีเอลอีดียังคงทำหน้าที่ได้อย่างดีไม่มีข้อบกพร่องใดๆ สิ่งที่บกพร่องคงจะเป็นคนดูที่ไม่ได้สนใจดูเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่กันที่สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่หนังในจอทีวีแต่กลับเป็นใบหน้ายามหลับใหลของคนบนตัว เรนะลูบเส้นผมนุ่มขับกล่อมให้คนเป็นน้องได้หลับฝันดี รอยยิ้มที่ไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนักเวลาอยู่กันสองคนปรากฏขึ้นบนเรียวปาก

“อย่าได้ใจไปหน่อยเลย หน้าแบบเธอน่ะเหรอที่ฉันจะสนใจ”เสียงเรียบแต่ดูอ่อนหวานดังขึ้นแผ่วเบาอย่างเกรงว่าคนที่กำลังท่องอยู่ในความฝันจะตื่นขึ้นมา “ฉันไม่ได้ชอบเธอซักหน่อย ไม่มีทางชอบเธอแน่ๆที่หัวใจมันเต้นแรงแบบนี้”มือข้างที่ว่างวางทาบลงบนตำแหน่งหัวใจที่กำลังเต้นรัวจนแทบหลุดออกมา “ที่มันเต้นแรงเพราะฉันตื่นเต้นกับหนังต่างหาก”

หนังจบไปแล้ว แต่เรนะไม่ได้สนใจแม้ว่าเครดิตจะผ่านหน้าจอไปเรื่อยๆ เรียวแขนสีซีดช้อนร่างของจูรินะขึ้นมาแนบอก สองขาพาตัวเองและผู้หลับใหลเข้าสู่ห้องนอน เรนะวางร่างของน้องสาวต่างสายเลือดลงบนเตียงอย่างนุ่มนวลก่อนจะจัดท่าให้แล้วดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นคลุมตัว

“ฝันดียัยจอมจุ้น”เรียวปากกดลงที่กลุ่มผมนุ่มเนินนานก่อนจะลากวนมาที่หน้าผากมน เรนะผละออกจากใบหน้าของจูรินะ รอยยิ้มปรากฏขึ้นอีกครั้งในความมืด “ความน่ารักของเธอน่ะใช้กับฉันไม่ได้หรอก”

 

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เม้นด้วยนะครับผม เจอกันวันเสาร์ครับ บายยยยย

By : Gekikara

 

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

เดี๋ยวนะ ไอ้ตอนท้ายนะ  คำพูดกับการกระทำมันทำไมสวนทางกันล่ะ แหม่..... 

Share this post


Link to post
Share on other sites

Create an account or sign in to comment

You need to be a member in order to leave a comment

Create an account

Sign up for a new account in our community. It's easy!


Register a new account

Sign in

Already have an account? Sign in here.


Sign In Now