[Fic] เพียงฉันคนนี้...ไม่ใช่ "ผู้วิเศษ" [WMatsui] Ch.11 Up

43 posts in this topic

 

 

Chapter 7 : อย่างกับมีฝนไหลรินมาจากตาอย่างกับฟ้าผ่าลงตรงหัวใจ

เมฆสีเทาปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าทำให้บรรยากาศดูหม่นหมอง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองสายฝนหลงฤดูที่กำลังโปรยปรายผ่านหน้าต่าง เสียงถอนหายใจดังขึ้นพร้อมกับแววตาที่ดูเจ็บปวด เรนะเกลียดฝน ยิ่งในวันที่เป็นฝนหลงฤดูทำให้เรนะยิ่งเกลียดและเจ็บปวดกับภาพความทรงจำที่ผุดขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ ภาพของแม่ที่จากไปในวันที่ฝนหลงฤดูโปรยปรายไปทั่วทุกที่อย่างเช่นวันนี้

มือขาวซีดยกขึ้นแนบไปกับกระจกที่ขึ้นเป็นฝ้าเพราะความเย็น เรนะพิงหน้าผากไปกับบานกระจกพร้อมหลับตาลงนิ่ง ท่าทางที่ดูเหนื่อยอ่อนอยู่ในสายตาของคนเป็นน้องทุกอย่าง “วันนี้พี่ไม่ต้องไปส่งฉันก็ได้นะคะฉันไปเองดีกว่า”เสียงของจูรินะเรียกให้คนเป็นพี่หันกลับมามอง

เรนะมองน้องสาวต่างสายเลือดที่อยู่ในชุดนักเรียนเตรียมพร้อมที่จะเดินทาง ในวันนี้เป็นวันครบรอบวันจากไปของผู้เป็นแม่ เรนะจึงหยุดเรียนเพื่อไปสุสานเช่นทุกปี ทำให้ในวันนี้มีเพียงจูรินะเท่านั้นที่ยังคงไปเรียนตามปกติ “ยังไงฉันก็ต้องออกไปอยู่แล้ว ฉันเลยไปส่งเธอก่อนก็ได้”เรียวขายาวก้าวออกห่างจากหน้าต่าง มือเรียวคว้ากระเป๋าของจูรินะมาถือไว้ “ไปเถอะ”

จูรินะได้แต่เดินตามคนเป็นพี่ไป ความผิดปกติของเรนะเธอรับรู้ได้ พี่สาวต่างสายเลือดกำลังเสียใจและเจ็บปวดกับเรื่องที่ผ่านมา อยากจะช่วยแต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง จูรินะเร่งการก้าวเดินให้ทันคนเป็นพี่ มือบางคว้ามือขาวซีดมาจับไว้แน่น เราสองคนเดินอยู่ภายใต้ร่มคันเดียวกันที่คอยป้องกันสายฝน แต่ว่าร่มมันเล็กเกินไปสำหรับคนสองคน จูรินะเห็นช่วงไหล่ของเรนะเปียกปอนไปด้วยน้ำฝนเพราะคนเป็นพี่เอนร่มมาทางเธอหมด ดีที่พี่สาวต่างสายเลือดใส่เสื้อเชิ๊ตสีดำทำให้ไม่ได้ดูโป๊อะไร

เราสองคนเดินฝ่าสายฝนภายใต้ความเงียบจนถึงประตูโรงเรียน เรนะส่งกระเป๋าเป้ที่สะพายอยู่ให้จูรินะพร้อมกับร่มในมือ “ตั้งใจเรียนล่ะ”เสียงเรียบนิ่งของคนเป็นพี่เอ่ยบอกและกำลังจะเดินจากไป

จูรินะจับรั้งแขนเสื้อไว้ให้ร่างสูงหันกลับมามอง “พี่ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะคะยังมีฉันที่ยืนอยู่ข้างพี่”

“เข้าโรงเรียนได้แล้ว”ไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม เรนะดันหลังคนเป็นน้องให้เดินเข้าประตูโรงเรียนไปก่อนตัวเขาเองจะเดินฝ่าสายฝนไปจนลับตา

จูรินะยืนนิ่งมองแผ่นหลังของคนเป็นพี่ที่หายลับไป เสียงหวานเอ่ยขึ้นแผ่วเบาจนโดนเสียงของสายฝนกลบมิด “พี่ต้องเข้มแข็งนะคะ”

นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองฝ่าสายฝน เรนะก้าวเดินเชื่องช้าไม่สนใจแม้ว่าน้ำฝนจะทำให้เขาเปียกโชกไปทั้งตัว เส้นผมสีดำสนิทลู่ลงแนบใบหน้า แม้ห่าฝนหลงฤดูจะกระหน่ำตกหนักกว่าเดิมแต่เรนะไม่สนใจและยังคงก้าวเดินต่อไป แม้สายฝนจะทำให้อุณหภูมิที่เย็นอยู่แล้วลดต่ำลงไปอีก แต่นั่นไม่ได้ทำให้เรนะรู้สึกอะไรนักเพราะหัวใจที่กำลังเจ็บปวดทำให้ความรู้สึกของร่างกายด้านชา ภาพความทรงจำไหลย้อนกลับมาไม่หยุด แม้จะไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากจดจำ แต่ทุกอย่างกำลังย้อนกลับมาทำร้ายหัวใจที่แทบไม่มีชิ้นดีให้แหลกไปมากกว่าเดิม ถ้าในวันนั้น ตัวเขาไม่งอแงงี่เง่าเพราะอารมณ์เด็กๆของตัวเองก็คงจะดี

ถ้าเขาไม่งี่เง่า

แม่ก็คงไม่ตาย

 

ในวันที่ฝนหลงฤดูกำลังโปรยปราย สองเท้าเล็กของเด็กน้อยวัยเก้าขวบวิ่งฝ่าสายฝนเพื่อกลับบ้าน ในมือถือกระเป๋านักเรียนยกขึ้นบังสายฝน ที่หลังแบกกีต้าร์ตัวโต มัตสึอิ เรนะ ออกแรงทั้งหมดที่ตัวเองมีวิ่งให้เร็วที่สุดเพื่อให้หลุดพ้นจากสายฝนที่ทำให้ทุกสิ่งเปียกปอนและดูหม่นหมองเช่นเดียวกับอารมณ์ที่ตีรวนอยู่ในใจ

แม่ผิดสัญญา!’ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน เสียงที่แสดงถึงความโกรธเคืองเล็กๆก็ดังขึ้น นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองตรงไปยังผู้เป็นแม่ที่นั่งอยู่ยังโซฟากลางห้องนั่งเล่น

เรนะจังแม่ขอโทษนะลูก

เด็กน้อยเรนะส่ายหน้าไม่ยอมรับฟัง แม่สัญญากับเรนะแล้ว แต่แม่ไม่ทำตามสัญญาแม่โกหก!’เสียงเล็กแผดตะโกนลั่น สองมือเล็กปล่อยกระเป๋านักเรียนและกระเป๋ากีต้าร์ทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดี ทั้งที่วันนี้เป็นวันสำคัญแท้ๆ แม่สัญญาว่าจะไปดูเรนะแข่ง แต่แม่ก็ไม่ไป

มัตสึอิ เรโกะ ก้าวเข้าหาลูกสาวตัวน้อย สองมือบางปาดเช็ดหยดน้ำจากสายฝนและหยาดน้ำตาที่ปะปนกันอยู่บนแก้มขาวซีด เรนะจังแม่ขอโทษนะคะไม่ร้องนะคะคนเก่ง

ทั้งที่สัญญากันแล้วแท้ๆพ่อก็ไม่ไปดูเรนะ แม่ก็ไม่ไปดูเรนะเรนะอยากให้พ่อกับแม่เห็นว่าเรนะเก่งแค่ไหน แต่ไม่มีใครไปดูเรนะเลยซักคน ..ฮึกไม่มีเลยซักคนมือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตาของตัวเอง พยายามจนได้รางวัลที่หนึ่งมาแล้วแท้ๆ แต่มันไม่มีความหมายเลยเพราะคนที่อยากให้เห็นไม่มีใครไปดูเลยซักคน

ไม่เอานะคะคนเก่ง ไม่ร้องไห้แบบนี้สิทำไมแม่จะไม่รู้ว่าเรนะจังของแม่เก่งแค่ไหนเรโกะดึงตัวลูกสาวเข้ามากอด มือบางยกขึ้นลูบเส้นผมที่เปียกชื้นของเรนะ แม่อยากไปดูเรนะจังนะคะ แต่ว่าแม่ติดงานสำคัญจริงๆ

แม่เห็นงานสำคัญกว่าเรนะ! พ่อก็เหมือนกัน! พ่อเอาแต่ทำงานจนแทบไม่กลับบ้าน! แม่ก็เอาแต่ทำงาน! ถ้ารักงานมากกว่าเรนะ แม่กับพ่อจะทำให้เรนะเกิดมาทำไม!’น้ำตาใสหลั่งรินราวกับเขื่อนแตก เรโกะมองลูกสาวด้วยความเห็นใจ

เป็นความจริงที่ว่าช่วงนี้เธอทำแต่งาน เพราะหน้าที่การงานของเธอที่ก้าวหน้าขึ้น และเพราะเวลาที่ต้องทุ่มเทให้กับงานมีมากขึ้นทำให้เวลาที่เคยใช้กับครอบครัวลดน้อยลง กับเรนะที่อายุยังน้อย เพียงแค่พ่อผู้ให้กำเนิดเอาแต่ทำงานจนแทบไม่เคยได้เห็นหน้ากันในหนึ่งสัปดาห์ก็ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวมากพออยู่แล้ว และในตอนนี้ครอบครัวเพียงคนเดียวที่เคยมีเวลาให้ก็ต้องให้ความสนใจกับงานมากขึ้น ในความรู้สึกของเด็กคนนึงก็คิดได้เพียงแค่พ่อกับแม่ไม่รักก็เท่านั้น

เรโกะพยายามดึงรั้งเด็กน้อยที่ดิ้นรนหลีกหนีจากมือของผู้เป็นแม่ เรนะจังแม่ขอโทษนะคะ จากนี้ไปแม่จะไม่สนใจงานเท่ากับลูกแล้วนะคะสัญญานะคะ

นิ้วก้อยชูขึ้นตรงหน้ารอเกี่ยวกันเพื่อสัญญา แต่เรนะกลับเบือนหน้าหนี เสียงเล็กแผดตะโกนขึ้นอีกครั้งหลังจากดิ้นหลุดจากมือผู้เป็นแม่ ไม่! แม่ไม่เคยทำตามสัญญาเลย! แม่โกหก! เกลียดแม่ที่สุดเลย!’สองขาเล็กก้าววิ่งด้วยความรวดเร็วออกจากบ้านไป

เรนะจัง!’

สายฝนตกกระหน่ำจนแทบมองทางข้างหน้าไม่เห็น เด็กน้อยเรนะวิ่งออกมาจากบ้านมัตสึอิอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่คิดจะหยุดวิ่งหรือหันกลับไปมองแม้ว่าผู้เป็นแม่จะตะโกนร้องเรียกอยู่ด้านหลัง ในตอนนี้สิ่งที่อยากทำมีเพียงแค่หนี หนีไปให้ไกลจากที่ตรงนั้นเท่านั้น เนินนานที่สองขาเล็กก้าววิ่งไม่รู้ทิศทาง เสียงบีบแตรดังลั่นเรียกสติจากเด็กน้อยวัยเก้าขวบ เรนะหยุดยืนนิ่งอยู่กลางถนนไม่อาจขยับตัวได้

เอี๊ยด! โครม!

เรนะจัง!’เรโกะแทบใจสลายเมื่อเห็นร่างของลูกสาวกระเด็นจากจุดที่ยืนอยู่ไปไกลหลายเมตร

รถเก๋งคันงามหยุดนิ่งอยู่กับที่ก่อนผู้เป็นเจ้าของจะวิ่งลงจากรถเพื่อไปดูเด็กน้อยที่เขาขับชน เรนะไม่ได้หมดสติไป แต่เด็กน้อยบาดเจ็บสาหัสที่ขา กระดูกสีขาวหักจนแทงทะลุเนื้อขาวซีดออกมา เลือดสีแดงสดปะปนกับน้ำฝนจนกลายเป็นสีแดงจางๆกระจายไปทั่ว

แม่แม่…’มือเล็กไขว่คว้าหาผู้เป็นแม่ ดวงตาใกล้จะปิดลง น้ำตาใสจากความเจ็บปวดแสนทรมารปะปนไปกับน้ำฝนจนแยกไม่ออก

เรนะจัง!’เสียงผู้เป็นแม่กรีดร้องลั่น เมื่อเห็นว่าคนเป็นลูกกำลังไขว่คว้าหาตัวเธอ เรียวขาบางก็ก้าวลงสู่ถนนด้วยความร้อนใจจนไม่ได้สังเกตดูรถให้ดี

โครม!!!

รถตู้สีดำที่ขับมาด้วยความเร็วพุ่งชนร่างของเรโกะเข้าอย่างจัง ร่างของหญิงสาวกระเด็นห่างจากลูกสาวไปไกลหลายเมตร เรโกะสำลักเลือดที่ไหลออกจากปาก กระดูกซี่โครงหักจนทะลุออกมาข้างนอกเช่นเดียวกับกระดูกที่แขนข้างขวาและขาทั้งสองข้าง นัยน์ตาที่เปลี่ยนเป็นสีแดงเพราะเส้นเลือดนัยน์ตาแตกมองตรงไปยังคนเป็นลูกที่อยู่ไกลออกไป แขนข้างที่ยังขยับได้ยื่นออกไปหาเรนะหวังจะจับลูกสาวตัวน้อยมาไว้ในอ้อมกอดแม้ว่าจะอยู่ห่างไกลกัน

เรนะจังหยดน้ำตาที่ผสมมากับเลือดไหลออกมาจากดวงตาร่วงลงสู่ปลายคาง เสียงแผ่วเบาจางหายไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่หยุดลงเช่นกัน เหลือไว้เพียงข้อความสุดท้ายที่อยากจะพูดกับคนเป็นลูกมากที่สุด

แม่ขอโทษ

 

ร่างขาวซีดทรุดลงตรงหน้าป้ายหลุมศพของแม่ผู้ให้กำเนิด ห่าฝนยังคงตกกระหน่ำและไม่มีท่าทีว่าจะหยุดตกในเร็วๆนี้ เรนะทิ้งหน้าผากพิงกับป้ายหลุมศพเย็นเฉียบ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนแดงก่ำจากสายฝนและหยดน้ำตา ไร้เสียง ไร้การสะอึกสะอื้นที่บอกว่าคนคนนี้กำลังเจ็บปวดมากเพียงใด

“เรนะขอโทษ”เสียงแผ่วพูดขึ้น แม้จะรู้ว่ามันสายไป พูดอะไรไปแม่ก็คงไม่ได้ยิน แต่เรนะก็ยังคงพูดคำว่าขอโทษซ้ำไปซ้ำมา อย่างเช่นทุกปีที่เคยเป็นมา ไม่มีคำอ้อนวอนขอให้กลับมา ไม่มีถ้อยคำอื่นนอกจากขอโทษเพียงเท่านั้น

“ถ้าในวันนั้น”เสียงเข้มดังขึ้นดึงสายตาของคนตัวซีดให้หันไปมอง “คนที่ตายไปเป็นแกไม่ใช่เรโกะก็คงจะดี”

ขายาวดันตัวเองลุกขึ้น เรนะหันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้เป็นพ่อ มัตสึอิ โคสึจิ อยู่ภายใต้ชุดสูทสีดำดูสุภาพ มือหนาถือร่มสีดำสนิทเพื่อบดบังสายฝน “ถ้าย้อนกลับไปได้ฉันก็อยากจะเป็นคนที่ตายไปเหมือนกัน”ดวงตาคมมองสบผู้ให้กำเนิดนิ่งๆ “โลกใบนี้มันไม่ได้น่าอยู่เลยซักนิด”

“นั่นก็เพราะฆาตกรอย่างแกไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่ตั้งนานแล้วไงล่ะ”เอาอีกแล้ว สายตาเหยียดหยามและเกลียดชัง สายตาที่เรนะได้รับจากพ่อมาตลอดชีวิต สายตาที่เห็นเมื่อไหร่ความเจ็บปวดก็จุกขึ้นมาที่กลางอกทันที “แกมันตัวซวย เป็นตัวขัดขวางความก้าวหน้าของฉันดีๆนี่แหละถ้าไม่มีแก ชีวิตของฉันคงจะสบายกว่านี้”

เจ็บ เป็นคำเดียวที่เรนะกำลังรู้สึก แม้ข้างในจะเจ็บเจียนตาย แต่ภายนอกยังคงนิ่งเฉย ร่างสูงยังคงยืนนิ่งไร้การเคลื่อนไหว “ถ้าไม่ต้องการแล้วจะทำให้เกิดมาทำไมทำไมไม่ฆ่าให้ตายไปเลยล่ะ”

ผู้นำมัตสึอิแสยะยิ้ม “ตั้งแต่รู้ว่ามีแก ฉันบอกให้เรโกะไปเอาออก แต่เธอก็ยืนกรานว่าจะเอาแกไว้ท่าเดียว แล้วฉันก็หนีไป กะไว้ว่าจะไปเริ่มชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศ แต่เพราะตาของแกมัตสึอิ ฮิโรชิ ไอ้แก่นั่นมันสั่งให้คนตามล่าตัวฉัน พอตามเจอมันก็จัดงานแต่งให้ฉันกับเรโกะโดยไม่ถามความสมัครใจของฉันเลยซักคำ ยัดเยียดชีวิตของแกให้ฉันดูแลทั้งที่ฉันไม่ต้องการ!

“ตั้งแต่เด็กแกคงจะสงสัยสินะว่าทำไมฉันถึงเอาแต่ทำงาน ไม่ค่อยจะกลับบ้าน นั่นก็เพราะว่าฉันไม่อยากเห็นหน้าของแกไง ฉันเกลียดแกจนแม้แต่หน้ายังไม่อยากจะมองด้วยซ้ำ!

หยดน้ำตาที่กลั้นไว้ร่วงหล่น นึกขอบคุณสายฝนที่ช่วยปกปิดความอ่อนแอไว้ไม่ให้คนตรงหน้าเห็น “ฉันทำอะไรผิดงั้นเหรอทำไมพ่อต้องเกลียดกันมากขนาดนี้”

“แกผิดที่เกิดมาขัดขวางความสุขของชีวิตฉันไง! ถ้าฆ่าแกได้ฉันทำไปนานแล้ว!

มือขาวซีดกำแน่นจนสั่นไปทั้งแขน เรนะสูดหายใจเข้าปอดก่อนจะยกยิ้มขึ้น รอยยิ้มที่แสร้งว่ายังเข้มแข็งและไม่เป็นอะไร “แบบนั้นเองสินะงั้นก็ขอแสดงความยินดีด้วยแล้วกันนะ จากนี้ไปคุณจะไม่มีฉันอยู่ในชีวิตอย่างที่หวังไว้แล้ว เราสองคนไม่เกี่ยวข้องกันอีก”เรนะหันหลังให้โคสึจิ ใบหน้าขาวซีดเงยขึ้นมองหยดน้ำที่หล่นลงมาจากฟ้า “ขอบคุณสำหรับชีวิตสิบแปดปีที่โคตรระยำที่คุณเลี้ยงดูมาต่อจากนี้ไปคิดซะว่า มัตสึอิ เรนะ ตายไปแล้วแบบที่คุณต้องการได้เลย”

“อย่าโผล่มาให้ฉันเห็นอีก”

มัตสึอิ โคสึจิเดินจากไปแล้ว แต่เรนะยังคงอยู่ที่เดิม หยาดน้ำตายิ่งไหลรินเมื่อได้รับรู้เรื่องราวที่แสนเจ็บปวดหัวใจ เพราะอะไรกันนะ เพียงแค่เกิดมาก็มีความผิดติดตัว ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะอะไรกัน เป็นเพราะตัวเขาเองที่เลือกเกิดไม่ได้ หรือเป็นเพราะผู้ชายคนนั้นที่คิดถึงแต่ตัวเองกันนะ สองขาที่เคยยืนอย่างมั่นคงทรุดลงกับพื้นที่เปียกแฉะ

เรนะยกมือขึ้นลูบแผ่นหินตรงหน้าแผ่วเบา “ทำไมกันนะทำไมไม่เป็นเรนะที่อยู่ในหลุมนี้ทำไมต้องเป็นแม่ด้วย”ได้แต่ถามแต่ไร้ซึ่งคำตอบ ความเจ็บปวดถาโถมจนต้องระบายออกมาเป็นน้ำตาและเสียงร้องแทบขาดใจ “ทำไม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

สองขาลากเดินไปตามทางอย่างไร้จุดหมาย สมองสั่งการเพียงแค่ให้เดินไปเท่านั้น เรนะเดินฝ่าสายฝนอย่างล่องลอยไม่รู้ทิศทาง เหมือนกับว่าความรู้สึกนึกคิดหายไปเหมือนกับหัวใจที่ไม่มีชิ้นดี ร่างกายเปียกปอนไปด้วยฝนที่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดตก หลังจากร้องไห้ระบายความเจ็บปวดที่ได้รับไป เรนะก็ออกจากสุสาน สองขาพาตัวเองเดินไปเรื่อยจนมาถึงใต้สะพานข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่งไม่ไกลจากคอนโดมากนัก

“อ้าว! คิดว่าใครเรนะซังนี่เอง”เสียงเข้มของชายคนหนึ่งดังขึ้นแต่นั่นไม่ได้อยู่ในความสนใจของเจ้าของชื่อ เรนะไม่ได้หยุดมองคนที่พูดและคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ด้วยกัน “เฮ้! อย่าเมินกันสิ ทำแบบนี้มันเสียมารยาทนะรู้มั๊ย”

”คนตัวซีดหยุดนิ่งเมื่อถูกมือหนาหยาบกร้านจับรั้งไว้ที่หัวไหล่ ไร้ซึ่งคำพูด เรนะสะบัดมือนั้นออกจากตัวและก้าวเดินต่อไป

“มันจะมากไปแล้วนะ!”ร่างสูงเซถลาล้มลงกับพื้นแข็งตามแรงที่ชายนักเลงจับเหวี่ยง “เป็นอะไรไปล่ะ! ไม่มีพวกแล้วไม่กล้าหรือไงเหมือนฟ้าจะเป็นใจให้พวกฉันนะที่ได้เจอแกตอนอยู่คนเดียวแบบนี้ ครั้งก่อนที่ทำกับพวกฉันไว้แสบมาก วันนี้ขอเอาคืนเลยละกัน”

ใบหน้าขาวซีดสะบัดไปตามแรงจากกำปั้นของชายนักเลง เลือดสีแดงสดไหลออกมาตัดกับผิวขาวซีด เรนะไม่ตอบโต้ คอเสื้อเชิ๊ตถูกกระชากขึ้นพร้อมกับหมัดที่สองที่ถูกปล่อยออกมา ชายนักเลงผลักร่างของเรนะให้ลูกน้องสองคนจับยึดไว้

“เป็นอะไรไป! ทำไมไม่ตอบโต้ล่ะ!”เสียงเข้มตะคอกใส่ หมัดหนาพุ่งเข้าใส่ใบหน้าขาวซีดนับครั้งไม่ถ้วนจนใบหน้านั้นมีแต่เลือดเต็มไปหมด ชายนักเลงยกเท้าขึ้นเตะเข้ากลางลำตัวเต็มแรงจนคนตัวซีดล้มลงไปกองกับพื้น ตามมาด้วยปลายเท้าอีกหลายข้างที่กระหน่ำกระแทกลงมาตามลำตัวไม่ยั้งแรง กลุ่มนักเลงชายรุมเตะกระทืบเรนะที่ทำเพียงปัดป้องเพียงเท่านั้น “เฮ้ยหยุด!”เสียงของชายนักเลงผู้เป็นหัวหน้าดังขึ้นอีกครั้งให้ลูกน้องทั้งหลายหยุดสิ่งที่กำลังกระทำ

เรนะนอนนิ่ง ตามลำตัวและใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดและแผลถลอก นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนว่างเปล่าไร้แววของความเจ็บปวด เมื่อเทียบกับสิ่งที่ร่างกายได้รับมันยังไม่ได้เศษเสี้ยวของหัวใจเลยด้วยซ้ำ มือขาวซีดยันตัวเองขึ้นจากพื้น แม้จะยืนอย่างโงนเงน แต่เรียวขายังก้าวเดินได้ต่อ เรนะกำลังจะเดินออกไปจากที่แห่งนี้ หากแต่เสียงเข้มกลับฉุดรั้งไว้อีกครั้ง

“จะรีบไปไหนล่ะพวกฉันยังสนุกไม่พอเลยนะ”

ใบหน้าไร้อารมณ์ที่เต็มไปด้วยเลือดหันกลับมามองกลุ่มชายนักเลง “สนุกงั้นเหรอพวกแกเห็นสิ่งที่กำลังทำเป็นเรื่องสนุก……งั้นเหรอ”

“ใช่มันก็แค่เรื่องสนุกล่ะนะ”ชายนักเลงไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

มือขาวซีดกำหมัดแน่น เรนะก้าวย่างสามขุมเข้าหาชายนักเลง ไม่พูดไม่จาหมัดหลุ่นๆก็พุ่งเข้าใส่สันจมูกชายตรงหน้าเข้าอย่างจัง “หึหึหึแค่เรื่องสนุกงั้นเหรอ”ดั่งสติขาดหาย

เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังต่อเนื่องเมื่อเรนะซัดมือและเท้าใส่ทุกคนที่ก้าวเข้ามา ชายคนแล้วคนเล่าที่ใบหน้าแตกยับจากแรงกระแทกของหมัดขาวซีด เลือดสีแดงสดเปื้อนเต็มสองมือขาวหาใช่เลือดของตัวเอง เรนะแสยะยิ้มยามเห็นหยดเลือดสาดกระเซ็น เสียงหัวเราะดังคลอทุกครั้งที่หมัดขาวกระแทกเข้าที่ใบหน้ากร้านแดด เรนะเบี่ยงตัวหลบหมัดจากชายคนหนึ่งที่พุ่งตรงเข้ามาก่อนจะหมุนตัวเตะใส่ใบหน้าเหี้ยมนั้นจนมันล้มลงไป เสียงร้องโอดครวญดังขึ้นจากชายนับสิบที่นอนนิ่งอยู่ที่พื้นอย่างไม่อาจขยับตัวได้

ใบหน้าขาวซีดแสยะยิ้มกว้าง นัยน์ตาไร้แววสีน้ำตาลอ่อนกวาดมองไปทั่วบริเวณ เสียงหัวเราะดังขึ้นเรื่อยๆจนเสียงนั้นสะท้อนไปมายังพื้นที่ใต้สะพานแห่งนี้ “หึหึมันไม่ใช่..เรื่องสนุก หึซักหน่อยหึหึหึ”

“แกกำลังหัวเราะงั้นเหรอ”

นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหันมองเจ้าของเสียง มุมปากกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเพียงครู่ก่อนจะจางหายไปพร้อมกับเสียงหัวเราะที่เงียบลง “หัวเราะแกเรียกมันว่าหัวเราะ..แต่สำหรับฉัน”เรียวขายาวก้าวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงประโยคคำพูดที่ดังออกมาจากความรู้สึกในหัวใจ “สำหรับฉันนี่คือวิธีร้องไห้ที่คุ้นเคย”

 

สายฝนที่ตกลงมาทั้งวันหยุดลงแล้ว เช่นเดียวกับท้องฟ้าสีเทาที่มืดลงเช่นกัน จูรินะนั่งอยู่ที่โซฟากลางห้องนั่งเล่น นัยน์ตาหวานซึ้งจ้องมองอยู่ที่เข็มของนาฬิกาที่เดินไปอย่างเชื่องช้า นาฬิกาบอกเวลาสองทุ่มยี่สิบเจ็ดนาทีแล้ว แต่เธอยังไม่เห็นพี่สาวต่างสายเลือดเลยแม้แต่เงา ตั้งแต่ที่กลับมาถึง ห้องทั้งห้องเงียบและมืดสนิทไร้เงาของเรนะ ทั้งที่เจ้าตัวน่าจะกลับมาถึงก่อนเธอตั้งนานแล้ว ที่จริงมันก็ไม่น่าห่วงเพราะจูรินะรู้ว่าพี่สาวต่างสายเลือดนั้นดูแลตัวเองได้ แต่ต้องไม่ใช่วันที่จิตใจอ่อนแอเช่นนี้ อยากจะโทรหาเรนะก็ดันทิ้งโทรศัพท์ไว้ในห้องนอน โทรถามจากกลุ่มเพื่อนก็ไม่มีใครอยู่กับคนตัวซีดเลยซักคนเดียว ถ้าทำได้ก็อยากจะออกไปตามหา แต่ในเวลาที่เรียกได้ว่าดึกแล้วเช่นนี้ มินามิผู้เป็นเพื่อนของเรนะและเจ้าของคอนโดแห่งนี้กลับสั่งห้ามเธอไม่ให้ออกไปไหนและบอกให้เธอนั่งรออย่างใจเย็น ให้รอน่ะเธอทำได้ แต่ให้ใจเย็นนี่เธอทำไม่ได้เลยจริงๆ

เรียวขาบางดันตัวเองให้ลุกขึ้นจากโซฟา จูรินะเดินวนไปมาสลับกับหันมองเข็มนาฬิกาที่ยังเดินอย่างเชื่องช้าไปตามกำลังของมัน “พี่คะอยู่ที่ไหนของพี่กันนะ”จูรินะกำมือขึ้นแล้วทุบลงไปที่ฝ่ามืออีกข้างอย่างร้อนรนพอดีกับเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นเหมือนคนเคาะหมดแรง เพียงเท่านั้นสองขาบางก็แทบวิ่งไปที่ประตูหากแต่เด็กสาวยังพอสำนึกได้บ้างว่าเธอต้องระวังตัวเอง “พี่คะ!...”ทันทีที่เห็นว่าคนที่อยู่หลังประตูคือใครเสียงหวานก็ดังขึ้นทันที

เรนะเงยหน้าขึ้นช้าๆหลังจากแช่สายตาไว้ที่ปลายเท้าเนินนาน “จูรินะ”เสียงแผ่วเบาดังออกจากริมฝีปากซีดเผือด เพียงแค่เห็นใบหน้าหวานที่ดูร้อนรน หยดน้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้วก็กลับมาคลอรื้ออยู่ที่สองตาอีกครั้ง “ฉัน

“พี่คะ”สองแขนบางยกขึ้นโอบรอบแผ่นหลังของคนที่ถาโถมตัวเข้ามากอดกันแน่น จูรินะกอดตอบคนเป็นพี่แม้ตัวและเสื้อผ้าที่เปียกชื้นของเรนะจะทำตัวของเธอเปียกไปด้วยก็ตาม “ไม่เป็นอะไรนะคะ”รู้ทั้งรู้ว่ากลับมาสภาพนี้ต้องเป็นอะไรแน่ แต่เสียงหวานกลับเอ่ยปลอบโยนออกไปเช่นนั้น จูรินะคลายอ้อมกอดออกแล้วดึงให้คนเป็นพี่เดินตามเข้ามาในห้อง

เรนะทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาตัวยาวตามแรงดันของคนน้อง ยังไม่ทันจะเรียกร้องอะไรจูรินะก็ตามลงมากอดแนบแน่นเช่นเดิม หยาดน้ำตาที่คลออยู่ที่สองตาหลั่งรินลงมาเมื่อได้รับความอบอุ่นที่ขาดหายไปนาน เสียงร้องไห้จากคนเข้มแข็งดังขึ้นดั่งคนเจ็บเจียนตาย แรงกอดรัดแม้จะแน่นขึ้นแต่จูรินะไม่ปริปากบ่นหรือขืนตัวหนี เด็กสาวทำเพียงแค่กอดคนเป็นพี่พร้อมกับมือบางที่ลูบลงบนเส้นผมเปียกชื้น

“ร้องเถอะค่ะถ้ามันทำให้พี่สบายขึ้นก็ร้องออกมาเถอะนะ”เสียงหวานกระซิบบอกข้างหู “ฉันอยู่กับพี่นะคะ”

“เขาผู้ชายคนนั้นเขาไม่เคยต้องการฉัน”เสียงฟังแทบไม่ได้ศัพท์ดังพร้อมกับเสียงสะอื้น

จูรินะนิ่งเงียบเพื่อรับฟัง “

“ฉันเกิดมาทำไมมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร”เรนะสะอื้นฮัก

จูรินะคลายอ้อมกอดลงแล้วผละออก นัยน์ตาหวานซึ้งมองลึกเข้าไปในแววตาที่แสดงความเจ็บปวดอย่างไม่ปิดบังของคนตรงหน้า มือบางยกขึ้นปาดเช็ดน้ำตาให้คนเป็นพี่ “เขาทำร้ายพี่หรือเปล่าคะ”จูรินะถามซึ่งเรนะก็ส่ายหน้าปฏิเสธ “แล้วแผลพวกนี้”นิ้วเรียวบางลูบสัมผัสไปตามบาดแผลบนใบหน้าที่ยังคงมีเลือดซึมออกมา “เขาไม่ได้เป็นคนทำใช่มั๊ยคะ”

เรนะส่ายหน้าช้าๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนผลุบลงมองมือของตัวเองที่วางนิ่งอยู่บนหน้าขา “ฉันแค่ร้องไห้”

ร้องไห้ในความหมายของเรนะนั้นคนเป็นน้องเข้าใจดี จูรินะใช้มือเชยคางของคนพี่ให้เงยหน้าขึ้นมามองกัน “ถ้าอยากร้องไห้เมื่อไหร่บอกฉันนะคะมาร้องไห้กับฉันได้มั๊ยอย่าไปร้องที่อื่นเลยนะคะ”กอดอบอุ่นกลับมาอีกครั้ง จูรินะดึงร่างของพี่สาวต่างสายเลือดเข้าหาตัว มือบางกดให้ใบหน้าขาวซีดซบลงที่อกของตัวเอง จมูกโด่งกดลงที่เส้นผมเปียกชื้นแผ่วเบา

“จูรินะ”เสียงแผ่วเบาเอ่ยขึ้น เรนะปิดเปลือกตาลงแล้วซุกใบหน้าเข้าหาอกนุ่มเพื่อซึมซับความอบอุ่นให้มากกว่าเดิม “อย่าทิ้งฉันได้มั๊ย”

“ไม่ค่ะไม่มีวันทิ้งไปไหนแน่นอน”

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เม้นด้วยนะครับผม อาทิตย์หน้าเจอกัน

By : Gekikara

 

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

อ๊ากกกกกกกกกก สงสารเรนะ เบื่อพ่อเรนะ :dookdik_bun_6:

ไม่มาม่าสักตอนสิได้ไหม:dookdik_bun_14:

Share this post


Link to post
Share on other sites

 

 

Chapter 8 : คืนนี้มีดาวอยู่ล้านดวงขอได้ไหมสักดวงหนึ่งช่วยฟังฉันที

อาการครั่นเนื้อครั่นตัวปรากฏให้เห็นเด่นชัด ใบหน้าที่ขาวซีดอยู่แล้วกลับซีดเซียวกว่าเดิมจนไร้สีเลือด เหงื่อเม็ดใสผุดขึ้นเต็มใบหน้าจนต้องคอยใช้ผ้าซับออกไป ลมหายใจร้อนผ่าวระบายออกจากเรียวปากที่เผยอ้ารวดเร็วและถี่รัว จูรินะใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนจากร่างกายให้คนป่วย หลังจากเกลี้ยกล่อมให้คนเป็นพี่ยอมไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมาพักผ่อนก็ผ่านไปเพียงสี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง อาจเป็นเพราะวันทั้งวันที่เรนะตากฝนทำให้ตกดึกไข้จึงขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ร่างขาวซีดนอนกระสับกระส่ายแลดูทรมารจากพิษไข้ที่กำลังรุมเร้า

“พี่คะทานยาหน่อยนะ”มือบางประครองคนเป็นพี่ให้ลุกขึ้นนั่งก่อนจะช่วยส่งยาเข้าปากซีดพร้อมกับน้ำ จูรินะวางร่างของคนป่วยให้กลับลงไปนอนดังเดิม ผ้าห่มผืนหนาถูกดึงขึ้นและคลุมลงไปยังร่างที่กำลังสั่นเทาเพราะพิษไข้

“จูริ..นะ”เปลือกตาที่ปิดสนิทปรือเปิดขึ้นพร้อมกับมือเรียวที่แทบไร้เรี่ยวแรงคว้าจับมือของพยาบาลจำเป็นไว้แน่น จูรินะหันมองมือที่ดึงรั้งเธอไว้ก่อนจะเงยหน้ามองใบหน้าขาวซีดที่กำลังปรือตามองกัน “อย่าไปไหน”

คนน้องยิ้มบาง “ฉันแค่จะเอาน้ำไปทิ้งค่ะพี่นอนนะคะ เดี๋ยวฉันกลับมา”มือบางแกะมือของเรนะออกจากข้อมืออย่างแผ่วเบา จับมือเรียวที่ร้อนผ่าววางไว้ใต้ผ้าห่มก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกะละมังใส่น้ำ ใช้เวลาเพียงไม่นานจูรินะก็กลับเข้ามาในห้องนอนอีกครั้ง

นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนปรือมองคนเป็นน้องที่เดินเข้ามา “มาช้า...จัง”เสียงแหบแห้งเอ่ยบอกให้จูรินะเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ

“ทำไมยังไม่นอนคะ”

“ก็เธอยังไม่มา”

จูรินะเลิกคิ้ว “ตอนนี้มาแล้วไงคะ นอนได้แล้วนะ”มือบางกดปิดสวิตช์ไฟที่กำลังทำงานให้ทั้งห้องมืดลงเหลือเพียงแสงจากโคมไฟที่ยังทำหน้าที่ให้ความสว่าง เด็กสาวเดินไปยังเตียงนอนแล้วนั่งลง แต่ก็ต้องมุ่นคิ้วด้วยความสงสัยอีกครั้งเมื่อเห็นว่าคนป่วยยังลืมตามองกันอยู่แม้เธอจะกลับมาที่เตียงแล้วก็ตาม “พี่คะต้องนอนแล้วนะ”

เรนะตอบกลับตาใส “เธอยังไม่นอน”

เอาสิ! เพิ่งเคยเห็นคนเป็นพี่ทำตัวเป็นเด็กก็วันนี้แหละ จูรินะยกยิ้มมองพี่สาวต่างสายเลือดที่ยังฝืนปรือตามองทั้งที่เปลือกตาแทบจะปิดเต็มที “พี่เป็นเด็กหรือไงคะต้องรอให้มีคนกล่อมถึงจะหลับได้เหรอคะ”

“งือ..ฉันเป็นเด็กไม่ได้หรือไง”ท่าทางเรนะจะเป็นไข้หนักจริงๆ นี่ก็คงจะเพ้อเพราะพิษไข้แน่ๆถึงได้แสดงท่าทางน่ารักน่าหยิกแบบตอนนี้ มือขาวซีดกำผ้าห่มดึงขึ้นสูงปิดปากของตัวเองไว้ขณะตาปรือๆมองหน้าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ “ถ้าฉันเป็นเด็กเธอจะทิ้งฉันเหรอ”

“ยังไม่ได้พูดแบบนั้นเลยนะบอกแล้วไงคะว่าไม่มีวันทิ้งไปไหนน่ะ”เด็กสาวทิ้งตัวลงนอน มือบางดึงร่างคนเป็นพี่มาไว้ในอ้อมแขน จูรินะลูบผมนุ่มแผ่วเบาพลางกดจมูกลงไปที่เส้นผมสีดำสนิท “เด็กดีต้องนอนแล้วนะคะ”

เรนะซุกใบหน้าเข้าหาความอบอุ่น เรียวแขนที่ร้อนผ่าวกอดรั้งร่างคนเป็นน้องไว้แน่นดั่งกลัวว่าคนคนนี้จะหายไปยามที่เขากำลังหลับใหล “อย่าไปไหนนะ”เปลือกตาบางปิดทับลูกแก้วใส “อย่าทิ้งฉันไปฉันไม่เหลือใครแล้ว”เสียงแผ่วเบาฟังดูเลื่อนลอยก่อนสติคนพูดจะขาดหายไป “ฉันเหลือแค่เธอ”

 

แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามาในห้องนอนที่ไม่ได้ปิดม่านไว้ เปลือกตาที่ปิดไปหลายชั่วโมงปรือเปิดขึ้นเมื่อมันถูกรบกวนจากปัจจัยภายนอก มือเรียวขาวซีดยกขึ้นกุมขมับเมื่อรู้สึกว่ามันหนักอึ้งและปวดจี๊ดจนแทบจะระเบิด เรนะกวาดนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนไปทั่วห้องหาคนที่นอนกอดตัวเขาอยู่ทั้งคืนแต่ตอนนี้กลับหายตัวไปซะได้ ก็อยากจะงอแงอยู่หรอกหากแต่เมื่อเห็นเวลาที่เด่นหลาอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์เครื่องบางก็ต้องยอมเข้าใจ เมื่อเลขหนึ่งสองตัวนำตามมาด้วยเลขสามกับเจ็ดฉายชัดอยู่บนนั้น เวลาเกือบเที่ยงวันสมควรแล้วที่จูรินะจะลุกจากเตียง วันนี้เป็นวันหยุดและเรนะก็โทรลางานล่วงหน้าไว้แล้ว ในตอนนี้จึงไม่มีปัญหาหากเขาจะนอนจมที่นอนต่อไป แต่ความรู้สึกแห้งผากในลำคอเรียกร้องให้เขาต้องลุกขึ้น เรียวขายาวเดินเซไปที่ประตูห้องแล้วเปิดมันออก เสียงพูดคุยที่ห้องนั่งเล่นทำให้เรนะต้องหันไปมอง

“แปะเนื้อหาตรงนี้แล้วก็ อ๊ะ..เรนะซัง สวัสดีค่ะ ขอโทษที่มารบกวนนะคะ”จากที่กำลังพูดเกี่ยวกับงานตรงหน้า มายุเอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นเจ้าของห้องอีกหนึ่งคนที่เพิ่งจะได้เห็นหน้า

“สวัสดีค่ะขอโทษที่รบกวน”ฮารุกะพูดตาม คนตัวซีดยกยิ้มน้อยๆก่อนจะพยักหน้ารับ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองหาน้องสาวต่างสายเลือดแต่ก็พบเพียงเพื่อนของเด็กสาวเท่านั้น

“พี่คะตื่นแล้วเหรอ เป็นยังไงบ้างคะ”เสียงหวานใสดังขึ้นเรียกสายตาคมให้หันไปมอง จูรินะเดินออกมาจากห้องครัวก่อนจะตรงเข้าไปหาคนเป็นพี่ที่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มือบางยกขึ้นทาบไปตามใบหน้าขาวซีดเพื่อวัดอุณหภูมิ “ตัวยังร้อนอยู่เลย ปวดหัวมั๊ยคะ”

“นิดหน่อยฉันหิวน้ำน่ะ ออกมากินน้ำแล้วจะกลับไปนอนต่อแล้ว”

จูรินะพยักหน้ารับพลางฉุดข้อมือขาวซีดให้คนเป็นพี่เดินตามไปยังโซฟา “นั่งรอก่อนนะคะเดี๋ยวฉันไปหยิบน้ำมาให้”เรนะทิ้งตัวลงบนโซฟาตามแรงดันของคนเป็นน้อง หัวที่ยังรู้สึกหนักอึ้งพิงไปกับพนักโซฟาพร้อมกับเปลือกตาที่ปิดลง “พี่หิวหรือเปล่าคะ ทานข้าวเลยมั๊ย”

“ไม่ล่ะฉันไม่อยากกิน”เสียงแหบพร่าพึมพำตอบจูรินะที่ตะโกนถามมาจากในครัว ได้ยินเสียงคนเป็นน้องพูดอะไรอีกเรนะก็ไม่ทันได้ฟัง หูมันรู้สึกอื้ออึงจนฟังอะไรแทบไม่รู้เรื่อง “พูดอะไรของเธอน่ะ”

“จูรินะบอกว่าจะทำข้าวต้มให้ ให้เรนะซังรอซักครู่ค่ะ”เสียงมายุบอก

เรนะมุ่นหัวคิ้วลงอย่างขัดใจ “นี่ถ้าไม่ฟังแล้วเธอจะถามฉันทำไม”นัยน์ตาปรือเปิดขึ้น เรนะหันมองแผ่นหลังน้องสาวต่างสายเลือดที่กำลังหมุนตัวหยิบจับสิ่งของต่างๆอยู่ในครัว “ฉันได้เมียหรือได้แม่กันแน่เนี่ย”

“แต่แบบนี้ก็ดีไม่ใช่เหรอคะได้แพคเกจแบบทูอินวันเลยนะคะ”เรนะหันมองคนพูด เห็นมายุยิ้มขำก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานตรงหน้าต่อไป “หาแบบนี้ที่ไหนไม่ได้แล้วนะ”

คนตัวซีดยิ้มบาง “ก็ไม่ได้บอกว่ามันไม่ดีนะมีคนมาจุ้นจ้านอยู่ข้างๆมันก็รำคาญดีไปอีกแบบน่ะ”

“งั้นแสดงว่าชอบที่มีจูรินะจังอยู่ข้างๆใช่มั๊ยคะ”ฮารุกะที่เงียบอยู่นานถามขึ้นบ้างหลังจากรวบรวมความกล้าอยู่นาน ตัวเด็กสาวเคยคิดว่าพี่สาวของเพื่อนสนิทจะเป็นคนน่ากลัวและเข้าถึงยากเสียอีก แต่จากที่สังเกตมาซักพักมันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดเลย ฮารุกะนั่งจ้องคนบนโซฟาตาไม่กระพริบ

“ก็ไม่ไช่ว่าไม่ชอบหรอก”

“แปลว่าชอบงั้นสินะคะแล้วทำไมเรนะซังต้องปากแข็งกับจูรินะจังด้วย”ฮารุกะถามต้อน

“ค..ใครปากแข็ง ฉันเปล่าซักหน่อย”ดวงหน้าขาวซีดสะบัดหนีดวงตาใสที่กำลังจ้องมอง เรนะปิดเปลือกตาลงอีกครั้งเมื่อรู้สึกว่ากระบอกตากำลังปวดตุ๊บๆ “ฉันไม่ได้ปากแข็งซักหน่อยฉันแค่ไม่พูดในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพูด”เสียงแหบพร่าพึมพำกับตัวเอง

ฮารุกะยิ้มขำ “นั่นแหละค่ะที่เรียกว่าปากแข็ง”

“ก็บอกว่าไม่ได้

“คุยอะไรกันคะ”ก่อนจะได้เถียงเรื่องปากแข็งไม่แข็งกับเพื่อนของน้องสาวอีกครั้ง เจ้าตัวที่เคยอยู่ในประเด็นพูดคุยก่อนหน้านั้นก็เดินออกมาจากห้องครัวเสียก่อน ควันสีขาวโชยขึ้นจากชามใส่ข้าวต้มในมือบาง จูรินะเดินเข้าไปนั่งบนโซฟาข้างคนเป็นพี่ มือข้างหนึ่งหยิบช้อนตักเนื้อข้าวพอดีคำขึ้นมาเป่าเพื่อไล่ความร้อนก่อนจะยื่นมันไปจ่อปากคนตัวซีดที่กำลังขมวดคิ้วมอง

“ฉันยังไม่หิว”เรนะเบือนหน้าหนีช้อนข้าวต้มตรงหน้า

“ไม่หิวก็ต้องทานค่ะพี่ต้องทานยาด้วยนะคะเดี๋ยวไข้จะไม่ลดเอานะ”ช้อนสีขาวยื่นแทบติดปากเพื่อบังคับให้คนพี่ยอมกินเข้าไป แต่คนป่วยจอมดื้อกลับไม่ให้ความร่วมมือเอาเสียเลย “อ้าปากสิคะ”

“ฉันกินเองได้”

จูรินะยิ้มบางเมื่อเห็นสีเลือดฝาดที่ผิวแก้มคนตัวซีด เสียงหวานเอ่ยบังคับ “สภาพแบบนี้ฉันวางใจให้ทานเองไม่ได้ค่ะฉันจะป้อนเพราะฉะนั้นอ้าปากค่ะ”

เรนะขมวดคิ้วอย่างขัดใจ “เธอนี่มันยุ่งวุ่นวายจริงๆ”แม้จะบ่นแต่คนตัวซีดก็ยอมอ้าปากรับข้าวต้มที่เด็กสาวป้อนให้ ลมหายใจฟึดฟัดถูกปล่อยออกมาตลอดการทานอาหาร เรนะไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ที่ต้องหงอให้คนเป็นน้องต่อหน้าเพื่อนๆของเจ้าตัวแบบนี้

“อิ่มแล้วเหรอคะ”จูรินะถามขึ้นเมื่อคนตรงหน้าหันหนีข้าวต้มที่เธอป้อนให้หลังจากทานไปได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

“พอแล้ว”

“งั้นทานยานะคะ”ชามข้าวต้มถูกวางไว้บนโต๊ะตรงหน้า จูรินะยื่นยาแก้ไข้และแก้วน้ำที่เตรียมไว้ตั้งแต่แรกให้คนป่วยที่รับมันไปทานอย่างง่ายดาย มือขาวซีดส่งแก้วใส่น้ำที่พร่องไปเกือบหมดคืนให้คนเป็นน้องและกำลังจะลุกขึ้นเพื่อกลับเข้าห้องแต่ก็ถูกจูรินะฉุดเอาไว้ “พี่จะไปไหนคะ”

“จะกลับไปนอนแล้ว”

“นอนตรงนี้ก็ได้ค่ะ อยู่แต่ในห้องอุดอู้แย่เลยนะ”

เรนะกวาดตามองไปรอบห้องก่อนจะหันกลับไปหาคนที่รั้งเขาไว้ “พวกเธอทำงานกันอยู่ถ้าฉันอยู่ตรงนี้จะเกะกะซะเปล่านะ”

“ไม่ได้เกะกะอะไรหรอกค่ะ”มายุพูดซึ่งฮารุกะก็พยักหน้าเห็นด้วย

“เห็นมั๊ยคะตรงนี้ไม่มีปัญหาเลยซักนิดมาค่ะ พักผ่อนได้แล้วนะ”จูรินะพูดพลางยกยิ้ม มือบางดึงร่างคนป่วยให้ล้มตัวนอนบนโซฟาโดยใช้หน้าขาของเธอต่างหมอน แม้เรนะจะขืนตัวเพื่อลุกขึ้นแต่ก็ยังถูกคนเป็นน้องกดให้ลงไปนอนอยู่ที่เดิมจนคนตัวซีดเบื่อจะขัดขืน

“อย่าทำเหมือนฉันเป็นเด็กได้มั๊ยเนี่ย”นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนปิดลง เรนะผ่อนลมหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย

จูรินะยิ้มบางขณะปัดปรอยผมออกจากใบหน้าให้คนที่ใช้ขาเธอหนุนนอน “เมื่อคืนพี่ยังทำตัวเป็นเด็กอยู่เลยนะคะ”

ใบหน้าขาวซีดซับสีเลือด เรนะหันหน้าซุกหน้าท้องเจ้าของตัก เสียงอู้อี้พูดขึ้นให้จูรินะยิ่งฉีกยิ้มกว้าง “จำไม่เห็นได้เลย”

เสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเป็นเครื่องยืนยันว่าเรนะหลับไปแล้ว จูรินะอมยิ้มบางยามเฝ้ามองใบหน้ายามหลับใหลของคนบนตัก มือบางข้างหนึ่งเกลี่ยเบาๆบนผิวแก้มขาวซีดอย่างหลงไหล ส่วนอีกข้างนั้นโดนคนเป็นพี่จับไว้แน่นดั่งกลัวว่าเธอจะหนีหายไปไหน

ลูกแก้วใสของมายุจ้องมองเพื่อนสนิทที่กำลังอมยิ้มหวานอย่างมีความสุขพาลให้ตัวเธอยิ้มตามไปด้วย “ดูมีความสุขจังนะ”

ใบหน้าใสเงยขึ้นจากที่มองคนบนตักอยู่นาน จูรินะยิ้มรับคำแซวของเพื่อน “มีความสุขที่สุดเลยล่ะ”

“น่าอิจฉาอยากมีความสุขแบบนี้บ้างจัง”

“พารุจังก็มีอิตาโนะซังแล้วนี่นา”จูรินะเริ่มแซวเพื่อนตัวเล็กจนเพื่อนสาวหน้าแดงพูดตะกุกตะกักเพราะความเขินอาย

“อ..อะไรกันล่ะ ใครมีอิตาโนะซังกัน ฉันยังไม่มีใครซักหน่อย”ฮารุกะปฏิเสธเสียงแข็ง

“เอ๋มัวแต่เล่นตัวระวังเถอะอิตาโนะซังเขาจะเบื่อเอา”จูรินะยิ้มขำ

“ก..ก็ช่างเขาสิ”ใบหน้าใสซับสีเลือด ฮารุกะเบนหน้าหนีเพื่อนมาสนใจงานของตัวเองแทนแต่ปากยังคงบ่นอุบอิบ “ฉันไม่สนใจคนปากแข็งหรอก”

“อ่า..จริงสิ อิตาโนะซังน่ะปากแข็งมากเลยล่ะ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่อยากพูดต่อให้เอาคีมมาง้างปากก็ไม่ยอมพูดหรอก”

จูรินะพยักหน้าเห็นด้วย “เหมือนพี่เลยล่ะ ปากแข็ง ทั้งยังซึนอีกด้วย”นัยน์ตาหวานซึ้งหวนกลับมามองคนป่วยที่กำลังหลับใหลอีกครั้ง “แต่ว่าน่ารักที่สุดเลยล่ะนะ”

“จะว่าไปทั้งกลุ่มก็เหมือนกันเลยนี่นาทาคามินะซังก็ซึนเหมือนกันนะ แถมยูกิรินยังซื่อบื้อมากๆเลยด้วย”ได้ทีมายุจึงพูดขึ้น ใบหน้าขาวใสพยักขึ้นลงยืนยันสิ่งที่ตัวเองพูด “ส่วนยูโกะซัง

เด็กสาวทั้งสามคนมองหน้ากันไปมา รอยยิ้มแห้งปรากฏขึ้นก่อนจะพูดขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย “อย่าพูดถึงดีกว่าเนอะ”

 

ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ท้องนภาถูกย้อมด้วยหมึกสีรัตติกาล ร่างที่นอนหลับใหลอยู่บนโซฟาเริ่มมีปฏิกิริยาต่อกลิ่นหอมที่ลอยมาปะทะกับจมูก เรนะดันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งจนผ้าผืนบางที่คลุมอยู่บนตัวไหลลงไปกองที่หน้าขา เปลือกตากระพริบถี่เพื่อปรับสายตาที่พร่าเบลอให้กลับมาดีเหมือนเดิม ความหนักอึ้งที่ศีรษะเป็นตัวบ่งชี้ว่าไข้ที่มีไม่ได้ลดลงเลย เรนะเซไปเล็กน้อยหลังจากดันตัวเองออกจากโซฟา ขายาวลากตามทางไปยังต้นตอของกลิ่นหอม แผ่นหลังของน้องสาวต่างสายเลือดปรากฏอยู่ไม่ไกลนัก สองแขนขาวซีดรวบกอดเอวจูรินะไว้หลวมๆ เรนะพิงใบหน้ากับต้นคอของคนเป็นน้องก่อนจะหลับตาลง

จูรินะยิ้มบาง สองมือยังคอยหยิบจับนู่นนี่ใส่หม้อบนเตาเพื่อทำอาหารให้เสร็จแม้ว่าจะถูกคนเป็นพี่ยืนกอดอยู่แบบนั้นก็ตาม หลังจากวัตถุดิบอย่างสุดท้ายถูกใส่ลงไป จูรินะจึงปิดฝาหม้อข้าวต้มก่อนจะหันกลับไปหาคนที่ยังยืนกอดเธออยู่นิ่งๆ “ทำไมไม่ไปนั่งรอดีๆคะ”

“งือหนาว”เสียงแหบพร่าดังขึ้น เรนะรั้งเอวบางของคนตรงหน้ามาแนบชิดกับตัวก่อนจะวางคางไปบนไหล่บางของจูรินะ “หนาวจัง”

“แบบนี้อุ่นขึ้นมั๊ยคะ”แขนบางยกขึ้นกอดตอบคนตัวสูง จูรินะยิ้มบางเมื่อคนเป็นพี่พยักหน้ารับ “เดี๋ยวข้าวต้มก็เสร็จแล้ว พี่ไปนั่งรอที่โต๊ะนะคะ”

“ข้าวต้มอีกแล้วเหรอฉันไม่อยากกิน ยังไม่หิวเลย”เสียงงอแงดังอยู่ข้างหู

จูรินะโอบกอดร่างขาวซีดของคนพี่ให้แน่นขึ้นพลางโยกตัวน้อยๆ “ไม่เอา ไม่งอแงสิคะถ้าพี่ไม่ทานพี่จะไม่หายป่วยนะ”

เรนะทำปากยื่น เรียวแขนผละอ้อมกอดออกก่อนจะมองหน้าคนเป็นน้องแล้วแสดงความงอแงออกมาอย่างเอาแต่ใจ “ไม่หายก็ไม่ต้องหายสิไม่อยากกินนี่นา”

“เด็กดีอย่างอแงสิคะนั่งรอก่อนนะ”มือบางดันตัวคนเป็นพี่ให้ถอยหลังไปนั่งบนเก้าอี้ จูรินะหมุนตัวจะเดินกลับไปที่หม้อข้าวต้มแต่ถูกมือเรียวของคนป่วยดึงไว้เสียก่อน เรนะรั้งร่างคนเป็นน้องให้นั่งลงบนตัก สองแขนโอบรอบเอวรั้งไม่ให้จูรินะลุกหนีไป ใบหน้าร้อนผ่าวจากพิษไข้แนบลงกับแผ่นหลังบาง

“นี่จูรินะ”เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น เรนะพูดโดยไม่มองหน้าคนที่กำลังตั้งใจฟัง “ทำไมถึงยังทำดีกับฉันอยู่ล่ะทั้งที่ฉันแสดงออกว่าเกลียดเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน แล้วทำไมเธอถึงยังพยายามเข้าใกล้ฉันอีก”

“เพราะว่าฉันรักพี่ไงคะ”

จูรินะยิ้มบางๆกับตัวเอง “ฉันรักพี่ ถึงจะรู้ว่ามันไม่สมควรเพราะสถานะของเราคือพี่กับน้องแต่ว่าฉันรักพี่ จริงๆนะคะ”มือนุ่มยกขึ้นลูบผิวแก้มของคนพี่แผ่วเบา จูรินะเอี่ยวตัวกลับมาหาเรนะ

ดวงตาสองคู่สอดประสาน “ไม่เคยมีใครบอกว่ารักฉัน”

“ฉันรักคิ้วเรียวแบบนี้”นิ้วเรียวบางลูบไปตามเรียวคิ้วที่เรียงตัวสวยก่อนจะไล้ลงมาที่ดวงตา “รักดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นี้”

“รักจมูกนี้ รักเรียวปากบางๆแบบนี้”มือบางลูบลงมาที่จมูกโด่งรั้นและเลื่อนลงมาที่ริมฝีปาก จูรินะยกยิ้มให้คนที่ยังคงไว้ซึ่งความเงียบ “ฉันรักใบหน้านิ่งๆของพี่ รักเสียงทุ้มๆของพี่ฉันรักทุกอย่างที่เป็นพี่ค่ะ”

“ทั้งที่ฉันทำไม่ดีกับเธอขนาดนี้ทำไมถึงยังรักอยู่ล่ะ”

“รักก็คือรักค่ะมันไม่มีเหตุผลหรอก”

เรนะมองรอยยิ้มที่อยู่ตรงหน้า ตั้งแต่เกิดมาก็มีแค่แม่ผู้ให้กำเนิดเท่านั้นที่พูดคำๆนี้ให้เขาฟัง เรนะไม่เคยได้รับคำว่ารักจากใครเลย “ฉันลืมไปแล้วว่ารักเป็นยังไง ตั้งแต่แม่ตายไปฉันไม่เคยได้รับความรักจากใครเลย ความรักมันเป็นยังไงนะฉันถามตัวเองแบบนี้ตลอดเวลา”

“พี่ไม่รู้สึกถึงมันเหรอคะ”

“ฉันกลัวจูรินะไม่มีใครต้องการฉัน ไม่มีใครซักคนที่ต้องการความรักจากฉัน ฉันกลัวว่าฉันจะลืมความรู้สึกรักไปจริงๆ”นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนสั่นไหวแสดงความรู้สึกภายในจิตใจให้จูรินะรับรู้โดยไม่ปิดบัง

จูรินะยิ้ม สองแขนบางยกขึ้นโอบกอดคนเป็นพี่ไว้ “ฉันต้องการพี่นะคะฉันต้องการความรักของพี่ แต่ถ้าตอนนี้พี่ยังให้รักกับฉันไม่ได้ฉันจะรอจนกว่าพี่จะให้ฉันได้ค่ะ”

แขนสีซีดยกขึ้นกอดตอบ เรนะซุกใบหน้าเข้าหาอ้อมกอด เปลือกตาปิดลงเพื่อซึมซับความอบอุ่นไว้ให้มากที่สุด ความอบอุ่นที่ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายและสบายใจอย่างบอกไม่ถูก “จะรอใช่มั๊ยจนกว่าฉันจะจำความรู้สึกของรักได้อีกครั้งจะไม่ทิ้งกันไปก่อนใช่หรือเปล่าจะอยู่ข้างๆฉันตลอดไปได้มั๊ย”

“ได้สิคะนานแค่ไหนฉันก็จะรอ”

“ฉันต้องการรักของพี่ที่สุดนะคะ”

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เม้นด้วยนะครับ เจอกันใหม่วันเสาร์

By : Gekikara

 

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

มาแบบหวานๆ    รู้นะว่าเฮียอยากทำแบบนี้มานานแล้ว   ///หลบ

Share this post


Link to post
Share on other sites

 

 

Chapter 9 : ในใจฉันมีเธอตอนไหนมาเมื่อไรทำไมฉันไม่รู้

“เดี๋ยวๆหยุดเล่นก่อนยูกิเสียงกลองมันดรอปไปอ่ะ ปรับให้ดังกว่านี้อีกหน่อยได้มั๊ย”

“โอเคลองอีกทีนะ”ไม้กลองถูกเคาะเป็นจังหวะก่อนเสียงเครื่องดนตรีทั้งห้าจะดังประสานกัน ทำนองจังหวะสนุกสนานดึงอารมณ์ของทุกคนให้คล้อยตาม

สายตาห้าคู่สอดประสานกันหลังจากเสียงดนตรีเงียบลง “สรุปว่าใช้เพลงนี้นะวันจันทร์เราค่อยอัดจริงแล้วกัน”

“งั้นวันนี้กลับบ้านกันดีกว่ามืดแล้วหิมะตกด้วย”ยูโกะพูดขึ้นขณะทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง เกล็ดหิมะสีขาวเริ่มโปรยปรายแม้จะอยู่ในอาคารแต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความหนาวเย็น

“เรนะวันนี้ไม่ต้องไปทำงานที่ร้านมาเอดะซังเหรอ”คนตัวซีดเงยหน้าขึ้นจากกระเป๋ากีต้าร์ตามเสียงของโทโมมิ

เรนะส่ายหน้าช้าๆ “ไม่ล่ะ ฉันคุยกับมาเอดะซังแล้วว่าขอทำแค่เสาร์อาทิตย์จะได้มีเวลาซ้อมดนตรี”

โทโมมิพยักหน้ารับ “ฉันก็นึกว่าพวกแกโดนไล่ออกเพราะทาคามินะไปหักอกมาเอดะซังซะอีก”

“ใครหักอกกัน! ถ้าไม่ติดว่าเรนะจำเป็นต้องทำงานที่นั่นนะฉันจะลาออกแล้ว!”มินามิทำเสียงฟึดฟัด

“เอาน่าๆทาคามินะมาเอดะซังก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรซักหน่อย ออกจะน่ารักด้วยซ้ำนะ”

มินามิถอนใจสะบัดหน้าหนีมือเบสไซส์มินิ “น่ารักกับผีน่ะสิยัยนั่นน่ะเผลอเมื่อไหร่ต้องลวนลามฉันตลอด”

“ก็ทาคามินะซึนนี่นา”

“ย๊า! ยูโกะ!

“เอาน่าๆ...ยูโกะเลิกแหย่ทาคามินะน่า เรนะมายุจังจะคุยด้วย เธอบอกว่าโทรหาแกไม่ติด”ยูกิพูดพลางส่งโทรศัพท์ให้เพื่อนตัวซีด

เรนะขมวดคิ้วยามหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมาจากกระเป๋า หน้าจอที่มืดสนิททำให้คนตัวสูงต้องถอนใจ “แบตหมดน่ะ”มือขาวซีดรับโทรศัพท์มาจากเพื่อนสนิท “มายุจังมีอะไรเหรอ”

เรนะซังตอนนี้ว่างหรือเปล่าคะเสียงร้อนรนดังออกมาจนเรนะนึกสงสัย

“ว่างแล้ว มีอะไรหรือเปล่า”

ช่วยมารับจูรินะจังที่โรงเรียนตอนนี้ได้มั๊ยคะยิ่งได้ฟังเรนะยิ่งขมวดคิ้ว รู้อยู่ว่าวันนี้น้องสาวต่างสายเลือดต้องทำกิจกรรมที่โรงเรียนและจะกลับบ้านช้ากว่าปกติ แต่เวลาที่ฟ้ามืดไปแล้วแบบนี้ทำไมจูรินะยังไม่กลับบ้าน

“จูรินะเป็นอะไร”แม้จะถามกลับไปเรียบๆแต่ในน้ำเสียงนั้นฉายแววกังวลอย่างไม่ปิดบัง

เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยค่ะ…’

 

เรียวขายาวก้าววิ่งฝ่าความหนาวด้วยความรวดเร็ว ลมหายใจที่ถูกพ่นออกจากปากและจมูกแปรเปลี่ยนเป็นไอควันสีขาวเพราะความต่างของอุณหภูมิ อากาศรอบข้างหนาวเหน็บแต่ใบหน้าของเรนะกลับเต็มไปด้วยเหงื่อ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววกังวลอย่างไม่ปิดบัง คนตัวซีดวิ่งตรงเข้าไปในอาคารเรียนในโรงเรียนของน้องสาวต่างสายเลือดพลางกวาดสายตาไปทั่วเพื่อหาคนที่ตัวเขากำลังเป็นห่วง และก็เจอเธอนั่งอยู่ไม่ไกล

“จูรินะเป็นอะไรมั๊ย”เรนะถลาเข้าหาคนเป็นน้องพร้อมกับมองสำรวจทั่วร่างเพื่อหาบาดแผล หลังจากได้รับโทรศัพท์และได้รู้ว่าจูรินะได้รับอุบัติเหตุเพียงแค่นั้นเรนะก็ไม่รอฟังอะไรต่อแล้ว คนตัวซีดแทบจะวิ่งออกจากโรงเรียนหากไม่ถูกเพื่อนๆรั้งไว้แล้วพากันนั่งรถของโทโมมิมาแทนการวิ่งแบบไม่ลืมหูลืมตา “ทำไมทำอะไรไม่ระวังตัว”

“พี่คะฉันไม่เป็นอะไร”จูรินะพูดเสียงอ่อนยามมองคนร่างสูงที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า “ไม่เป็นอะไรจริงๆนะ”

“เกือบจะเป็นน่ะสิถ้าซายาเน่จับเธอไว้ไม่ทันเธอได้ตกบันไดลงมาแน่ๆจูรินะจัง”ฮารุกะพูดขึ้นให้เรนะหันมองเจ้าของชื่อในประโยคจึงเห็นเด็กสาวคนหนึ่งใบหน้าคมผมซอยสั้นตัวไม่สูงมากนักยืนอยู่ในกลุ่มด้วย

เรนะดันตัวยืนเต็มความสูง เสียงเรียบเอ่ยขึ้น “เธอซายาเน่สินะ”

“ค่ะ ยามาโมโตะ ซายากะค่ะ”

“ซายากะขอบคุณที่ช่วยจูรินะ ถ้าไม่ได้เธอจูรินะคงแย่”

เด็กสาวผมซอยสั้นส่ายหน้าช้าๆ “ไม่เป็นไรค่ะฉันเต็มใจช่วย”เสียงห้าวเอ่ยบอก เรนะมองคนที่ตัวเล็กกว่าเขาหลายเซนหันกลับไปหาน้องสาวต่างสายเลือดที่นั่งอยู่ “ฉันไปก่อนนะจูรินะ คราวหน้าระวังด้วย...แต่ถ้าเธอไม่มั่นใจฉันจะคอยระวังให้อีกแรง"

“ขอบคุณนะซายาเน่”จูรินะส่งยิ้มให้คนที่เดินจากไปก่อนจะหันกลับมาหาคนที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า “พี่คะ

“กลับบ้านกันเถอะ”เรนะพูดเสียงเรียบ รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุเมื่อเห็นสายตาที่เด็กคนนั้นมองคนของตัวเอง

จูรินะนิ่งไปเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของคนเป็นพี่ สายตาของพี่ ท่าทางของพี่ จูรินะพอจะรู้แล้วว่าพี่สาวต่างสายเลือดเป็นอะไร ร่างบางขมวดคิ้วมุ่นพลางทำหน้าให้ดูเจ็บปวด “พี่คะเจ็บขาจัง”

“เจ็บมากหรือเปล่า”นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววห่วงใยอย่างไม่ปิดบัง แม้จะยังรู้สึกขุ่นเคืองแต่ความเป็นห่วงนั้นมีมากกว่า เรนะคุกเข่าลงพลางมองสำรวจสองขาเรียวก่อนจะพบรอยบวมแดงที่ข้อเท้าข้างขวา “เดินไหวมั๊ย”

ใบหน้าใสส่ายไปมา “เจ็บมากเลยค่ะ”

“เอาไงเรนะ โทโมะจินไปส่งไม่ได้ด้วย มีธุระด่วนที่ผับ”ยูกิพูด

โทโมมิเก็บโทรศัพท์ที่เพิ่งวางสายจากลูกน้องที่โทรมาตาม “ขอโทษทีนะมันด่วนจริงๆ”

“ไม่เป็นไรพวกฉันกลับกันเองได้ เดินไปแปบเดียวก็ถึงแล้ว แกรีบไปเถอะดูเหมือนที่ผับจะมีเรื่องยุ่งนะ”มินามิพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าเพื่อนรักหน้านิ่งกำลังทำหน้าลำบากใจ

“แต่ว่าพารุจังต้องรอรถเมล์นะคะ กว่ารถเที่ยวต่อไปจะมาก็อีกตั้งสี่สิบนาที ฉันไม่อยากให้พารุจังรอคนเดียว”

“ทำยังไงดีล่ะ หิมะก็เริ่มตกหนักแล้วด้วย ถ้าอยู่นานกว่านี้เราเองจะกลับบ้านกันไม่ได้นะ”ยูโกะพูดพลางลูบคางตัวเองอย่างครุ่นคิด

“ฉันกลับเองได้ค่ะไม่เป็นอะไรหรอก”ฮารุกะขัดขึ้นเมื่อเห็นว่าเป็นเพราะเธอที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วง

มินามิส่ายหน้าปฎิเสธ “ไม่ได้หรอก เป็นผู้หญิงจะกลับบ้านคนเดียมมืดค่ำเป็นนี้ได้ยังไง อันตรายจะตาย”

“แต่ว่า

“เดี๋ยวฉันไปส่งเอง”

“เอ๋!

โทโมมิถอนใจเสียงแผ่ว “เดี๋ยวฉันไปส่งเอง ทุกคนกลับบ้านไปเถอะ”

“แต่โทโมะจินต้องไปทำธุระที่ผับไม่ใช่เหรอ”

“ก็ใช่แต่คงใช้เวลาไม่นานหรอก เสร็จธุระแล้วฉันจะไปส่งพารุจังให้เอง”

“เอางั้นก็ได้”

“โอเคพวกแกตามไปยกของที่รถด้วย”โทโมมิพูดก่อนจะเดินนำไปโดยมีมินามิ ยูกิ และฮารุกะเดินตาม

เรนะมองตามหลังเพื่อนๆที่เดินออกไปก่อนจะหันกลับมาหาคนเป็นน้อง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองรอยบวมแดงนิ่งๆ คนตัวซีดดันตัวขึ้นก่อนจะถอดเสื้อแขนยาวของตัวเองออกแล้วนำมันไปสวมให้จูรินะ มือเรียวขาวซีดดึงฮูทขึ้นคลุมศีรษะคนที่ยังนั่งนิ่งแล้วจึงหันหลังและย่อตัวลง “ขึ้นมาสิ”เสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้น

“พี่จะทำอะไรคะ”

“ให้เธอขี่หลังไงดูจากสภาพแล้วเธอคงเดินไม่ไหว”

“แต่ว่า

“ไม่เชื่อใจฉันเหรอ”ใบหน้าขาวซีดที่หันมาให้มองเห็นได้เพียงครึ่งเดียวมีแววอ่อนโยนมากกว่าที่เคยรู้สึก รอยยิ้มบางๆที่ปรากฏขึ้นบนเรียวปากสะกดให้คนมองหลงใหลได้ไม่ยาก “ถึงฉันจะไม่ได้อยู่ช่วยตอนที่เธอเกือบจะตกบันได แต่ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำเธอตกจากหลังฉันแน่ๆเชื่อใจฉันมั๊ย”

เรียวแขนบางโอบรอบลำคอระหงส์ของคนเป็นพี่ จูรินะทิ้งตัวแนบลงกับแผ่นหลังบาง “ฉันเชื่อใจพี่ค่ะ”

รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏกว้างขึ้น เรนะดันตัวลุกขึ้นอย่างระมัดระวังแล้วก้าวเดินฝ่าละอองหิมะไปก่อนจะหยุดลงที่หน้าประตูโรงเรียน “โทโมะจินไปแล้วเหรอ”

“ไปแล้วล่ะกระเป๋าของจูรินะล่ะเดี๋ยวฉันถือให้”มินามิถาม

“เดี๋ยวฉันถือเองดีกว่าแค่นั้นแกก็หนักมากแล้ว”เรนะมองกระเป๋ากีต้าร์ของตัวเองที่เพื่อนตัวเล็กถือไว้ในมืออีกทั้งยังมีกระเป๋าเป้อีกด้วย ทั้งที่มินามิก็ต้องแบกกีต้าร์และกระเป๋าของตัวเองเช่นกัน “รีบกลับกันเถอะยูโกะ ยูกิกลับบ้านดีๆนะ”

“แกด้วยไปนะ”ทุกคนต่างล่ำลากันก่อนจะแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง

เรนะก้าวเดินไปตามทางฝ่าละอองเกล็ดหิมะที่โปรยปรายหนักขึ้น เสื้อนักเรียนตัวบางไม่อาจปกป้องผู้ใส่จากอากาศหนาวติดลบได้ แต่คนตัวซีดกลับไม่รู้สึกหนาวเหน็บอะไรนักเพราะความอบอุ่นที่แนบอยู่ที่แผ่นหลัง เสียงลมหายใจดังขึ้นข้างหูเมื่อจูรินะวางคางไว้บนไหล่ของเขา

“พี่คะ

“หื้ม”

“ตอนที่ฉันยิ้มให้ซายาเน่พี่หวงฉันเหรอคะ”

แม้จะชะงักไปกับคำถามแต่เรนะก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมากไปกว่านั้น เรียวขายาวยังคงก้าวเดินต่อไป “แล้วฉันหวงเธอได้หรือเปล่าล่ะ ถ้าหวงไม่ได้ก็ไม่หวง แต่ถ้าหวงได้ฉันก็หวงมากด้วย”

จูรินะยิ้ม แขนบางโอบกระชับแน่นขึ้น “หวงได้สิคะฉันดีใจนะคะที่พี่ยอมพูดตรงๆ”

“แล้วปกติฉันพูดไม่ตรงหรือไง”

“ไม่ใช่ว่าไม่ตรงค่ะ แต่พี่ไม่พูดเลยต่างหาก”จูรินะถอนใจหลังจากพูดจบ เรียวแขนบางยิ่งกระชับแน่นเพราะอากาศที่หนาวเหน็บ “ถ้าพี่พูดสิ่งที่คิดออกมามากกว่านี้จะดีมากเลยค่ะ”

“จะพูดมากไปทำไมล่ะไม่ได้มีใครอยากฟังซักหน่อย”

“ไม่จริงนะ”ใบหน้าขาวใสหันมองคนที่กำลังก้าวเดิน ริมฝีปากบางแนบชิดใบหูขาวซีด เสียงหวานกระซิบแผ่วเบาแล้วผละออก จูรินะมองใบหูของคนเป็นพี่ที่ขึ้นสีแดงระเรื่อไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศที่หนาวจัดหรือเขินกันแน่ แต่คิดว่าน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า “ฉันน่ะรักเสียงของพี่ที่สุดเลยค่ะ”

 

บานประตูถูกปิดลงโดยมือกีต้าร์ไซส์มินิหลังจากที่นำกระเป๋ากับกีต้าร์เข้าไปวางไว้ในห้องนั่งเล่นให้แล้วจึงกลับออกไป เรนะวางร่างคนที่อยู่บนหลังลงบนโซฟาช้าๆก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นห้อง มือเรียวประครองจับข้อเท้าคนน้องเบาๆอย่างกลัวว่าเธอจะเจ็บและบรรจงถอดถุงเท้าออกให้ มืออีกข้างลูบไปตามรอยบวมช้าๆพลางเงยหน้ามองจูรินะที่กำลังนิ่วหน้าอยู่บนโซฟา

“เจ็บมากมั๊ย”เมื่อเห็นคนเป็นน้องพยักหน้าเรนะจึงก้มลงไปมองรอยแดงนั้นอีกครั้ง “มันแค่แพลงน่ะ เธอพอจะเดินไหวมั๊ยเข้าไปอาบน้ำซะเดี๋ยวฉันจะนวดยาให้”คนตัวซีดลุกขึ้นประครองคนเป็นน้องให้ยืนตาม “เธอกินข้าวหรือยัง”

“ทานขนมปังไปเมื่อตอนเย็นค่ะ”

“งั้นเธอไปอาบน้ำ ฉันจะทำซุปให้เธอเอง”เรนะพูดก่อนจะเดินหายเข้าห้องครัวไป

จูรินะกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอขณะมองตามหลังของคนเป็นพี่ “พี่จะทำอาหารเหรอคะ”

“ทำไมล่ะเธอไม่เชื่อใจฉันเหรอ”เสียงคนเป็นพี่ตะโกนออกมาให้จูรินะยิ้มอ่อน

“ฉันเชื่อใจพี่ค่ะ แต่ว่า”เสียงหวานตอบกลับไป “พี่อย่าระเบิดครัวนะคะ”

“ไม่หรอกน่า! ไปอาบน้ำได้แล้ว!

เพราะเหตุนั้นทำให้จูรินะต้องยอมพาตัวเองเดินหายเข้าห้องนอนไป ใช้เวลาไม่นานในการอาบน้ำชำระร่างกายแม้ว่าจะลำบากซักนิดเพราะข้อเท้าที่ปวดจี๊ดตลอดเวลาที่เผลอลงน้ำหนักลงไปแต่ในที่สุดก็จัดการตัวเองจนเสร็จ จูรินะในชุดนอนกระโปรงยาวลายหมีน้อยยืนมองแผ่นหลังของพี่สาวต่างสายเลือดที่หันรีหันขวางทำอะไรไม่ถูกขณะที่กลิ่นไหม้ลอยมาเตะจมูก

“พี่คะ

เรนะหันมองต้นเสียง เรียวคิ้วขมวดมุ่นหางตาตก ถ้าหากหูลู่ลงได้จูรินะก็คงจะเห็น “จูรินะมันกินไม่ได้แล้วอ่ะ”

เสียงหงอยๆของคนเป็นพี่นั้นจูรินะก็อยากจะขำอยู่หรอก แต่เมื่อเห็นความพยายามแล้วมันก็ขำไม่ออก รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นและส่งมันไปให้คนหน้าหงอย “ไม่เป็นไรนะคะ ฉันไม่หิวเท่าไหร่”

“ไม่เป็นไรไม่ได้นะ เธอต้องกินให้มีอะไรอยู่ในท้องบ้าง”เรนะก้าวเข้าหาคนเป็นน้อง มือเรียวดึงรั้งให้จูรินะนั่งลงที่เก้าอี้ “ฉันรู้แล้วว่าจะทำซุปได้ยังไง”

“ทำยังไงคะ”จูรินะขมวดคิ้วมองคนเป็นพี่ที่เดินไปหยิบโทรศัพท์ที่เสียบชาร์ตไว้มากดยิกๆแล้วยกมันแนบหู นิ่งไปซักพักรอยยิ้มจากใบหน้าขาวซีดก็ปรากฏขึ้น

“ทาคามินะ

ด้วยเหตุนี้ ทาคาฮาชิ มินามิ จึงมายืนหน้าเบื่อโลกทำซุปให้เพื่อนตัวซีดที่ยืนยิ้มพิงกรอบประตูอยู่ไม่ไกล เรนะยิ้มมองเพื่อนสนิทจับนู่นหยิบนี่อย่างคล่องแคล้วให้เขาสบายใจว่าจูรินะจะได้ทานซุปที่ดีกว่าเขาลงมือทำเองแน่ๆ ยืนมองไปเพลินๆจู่ๆมินามิก็หันกลับมามองกันให้เรนะเลิกคิ้วด้วยความสงสัย

“อย่า

เรนะขมวดคิ้ว “อย่าอะไร”

“อย่าเข้าครัวอีกเด็ดขาด แกจะระเบิดคอนโดฉันหรือไง”

“ก็ฉันอยากทำซุปให้จูรินะนี่นา”

มินามิมองเพื่อนสนิททำคิ้วตกพลางถอนใจออกมาเบาๆ “ฉันดีใจนะที่แกเปลี่ยนตัวเอง แต่ขอล่ะแกจะทำอะไรก็ได้เพื่อจูรินะ แต่ต้องไม่ใช่การทำอาหาร”

“ฉันแค่หวังดีนะ”

“แต่แกมันเป็นผู้ก่อการร้ายทางอาหาร!

มินามิกลับไปแล้วหลังจากทำซุปที่สามารถทานได้ให้ เรนะปิดประตูลงหลังจากที่เดินมาส่งเพื่อนตัวเล็กก่อนเดินกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองคนเป็นน้องที่นั่งตักซุปเข้าปากอยู่บนโซฟา เรนะยกยิ้มบางๆ มือเรียวคว้าหลอดยามาไว้ในมือแล้วก้าวเข้าไปหาจูรินะก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนพื้น มือขาวซีดประครองข้อเท้าบางมาวางไว้บนตักของตัวเอง เรนะบีบเนื้อยาสีขาวและปายมันไปที่รอยบวมแดงก่อนจะออกแรงนวดเบาๆ

“นี่จูรินะทีหน้าทีหลังน่ะระวังตัวเองให้มากกว่านี้หน่อยนะ เธออาจจะไม่โชคดีเหมือนครั้งนี้ที่มีคนช่วยทัน”

“ค่ะฉันจะระวัง”

เรนะเงยหน้า “ฉันน่ะไม่อยากให้เธอเป็นอันตราย แล้วก็ไม่อยากให้ใครมาปกป้องเธอแทนฉันด้วยหน้าที่นั้นน่ะมันเป็นของฉันนะ”

“ฉันจะไม่ให้ใครมาแย่งหน้าที่ของพี่อีกแน่นอนค่ะ”

เมื่อได้คำตอบที่พอใจเรนะจึงยิ้มออกมาบางๆ มือเรียววางเท้าของคนเป็นน้องไว้ที่พื้นดังเดิม คนตัวซีดยืดตัวขึ้นก่อนจะกอดเอวจูรินะไว้หลวมๆ ใบหน้าซุกลงกับหน้าท้องที่เริ่มนูนออกมาเล็กน้อย “ลูกนอนอยู่ในนี้ลูกของเรานอนอยู่ในนี้สินะ”

จูรินะวางถ้วยซุปในมือลงแล้วเปลี่ยนมาลูบเส้นผมสีดำสนิทของคนที่ซุกกอดตัวเธอไว้แทน “เขาอยู่ในนี้ค่ะ”มือบางวางทาบทับมือเรียวที่วางแนบอยู่กับหน้าท้องของเธอ

เรนะผละตัวออกจากอ้อมกอด “เมื่อไหร่จะได้เจอกันนะอยากเจอเร็วๆจัง”

“อีกแค่หกเดือนเองค่ะ”จูรินะยิ้ม “พี่ต้องเป็นคนตั้งชื่อให้แกนะคะ”

“ฉันมีชื่อที่คิดไว้แล้วล่ะ”

 

เสียงเพลงอึกกระทึกที่ได้ยินทำให้ฮารุกะขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นัก เด็กสาวเดินลัดเลาะกลุ่มคนตามหลังโทโมมิผู้เป็นเจ้าของผับเข้าสู่วงล้อม แม้ตอนแรกจะไม่สนใจอะไรนักแต่เมื่อเห็นเหตุการณ์ในวงล้อมนั้นแล้วกลับทำให้ฮารุกะตาโต กลุ่มชายสามถึงสี่คนตะลุมบอนกันอยู่ตรงนั้นขณะที่คนที่พยายามเข้าไปห้ามกลับโดนลูกหลงจนเจ็บกันระนาว ฮารุกะมองพี่สาวเจ้าของผับที่กำลังคุยกับพนักงานคนหนึ่ง

“เป็นแบบนี้มานานแล้วครับ ใครเข้าไปห้ามก็โดนลูกหลงกันออกมาหมด แขกบางคนเริ่มออกจากร้านกันแล้วครับ บอสช่วยจัดการให้ทีสิครับ”

“เดี๋ยวฉันจัดการเอง”โทโมมิพูดเสียงเรียบ ดวงตาคมหันมองฮารุกะที่ตามเข้ามาด้วย ใจหนึ่งก็อยากให้รออยู่ที่รถ แต่อีกใจก็ไม่อยากให้เด็กสาวห่างจากสายตาเพราะความเป็นห่วง “รอพี่อยู่ตรงนี้นะพารุจัง ห้ามเดินไปไหนเด็ดขาดดูเธอไว้ด้วย”สั่งเสร็จโทโมมิก็เดินเข้าไปในวงล้อมพร้อมการ์ดของเธออีกสองคน

มือเล็กคว้าจับไหล่ของชายคนหนึ่งให้หันมองก่อนโทโมมิจะกระแทกหมัดของตัวเองเข้าใส่ใบหน้านั้นอย่างจังจนชายหนุ่มมึนไปชั่วขณะแล้วผลักร่างของชายคนนั้นให้การ์ดของตัวเองคุมตัวไว้ จัดการไปได้หนึ่งยังเหลืออีกสาม เรียวขาก้าวเข้าหาคนทั้งสาม คนหน้านิ่งเบี่ยงตัวหลบหมัดของใครคนหนึ่งที่พุ่งตรงมาแล้วจับแขนข้างนั้นไว้แน่ โทโมมิกระแทกเข่าใส่หน้าท้องชายคนนั้นไปสามทีไม่ขาดไม่เกินแล้วส่งตัวให้การ์ดไป เหลืออีกสองคนที่ยังนัวเนียกันจนแยกไม่ออก โทโมมิสาวเท้าเข้าไปใกล้ มือเรียวรั้งไหล่ชายคนหนึ่งที่กำลังจะเหวี่ยงหมัดใส่คู่กรณี เพราะไม่ทันระวังตัวทำให้หมัดนั้นกระแทกเข้ามาที่มุมปากอย่างจัง โทโมมิมองหน้าชายคนนั้นนิ่งขณะที่เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากแผลที่แตกออก หมัดหลุนๆสองหมัดพุ่งเข้าใส่ท้องของชายคนนั้นจนทรุดลงไปนอนกับพื้น โทโมมิเดินเข้าหาชายคนสุดท้ายที่ยังตามสถานการณ์ไม่ทัน มือเรียวเล็กกดหัวชายหนุ่มลงกับโต๊ะตรงนั้นอย่างแรงจนชายคนนั้นหมดหนทางขัดขืน

“อย่ามาก่อเรื่องในผับของฉัน!”เสียงเกรี้ยวกราดตะโกนใส่ชายที่ใบหน้ายังถูกกดติดกับโต๊ะ ดวงตาคมกวาดมองไปทั่วก่อนจะหันกลับไปหาพนักงานร้าน “เอาตัวออกไปแล้วอย่าให้พวกมันกลับเข้ามาอีก”

“คุณหนูครับ”โทโมมิหันตามเสียงเรียก การ์ดตัวโตชี้นิ้วไปที่มุมปากให้คุณหนูของเขารู้สึกตัว

คนหน้านิ่งยกมือแตะมุมปากเบาๆพลางถอนใจเมื่อรู้สึกได้ถึงของเหลวหนืดที่ติดมือมา “จัดการที่นี่ให้เรียบร้อย ฉันจะกลับแล้วอ่อ อย่าให้พ่อรู้เรื่องนี้”

“โทโมะจินซัง”

“ไปเถอะ กลับบ้านกัน”มือเล็กคว้าจับมือบางของเด็กสาวให้เดินออกไปด้วยกัน

ภายในรถคันหรูเงียบสนิทมีเพียงเสียงบอกทางเป็นระยะจากฮารุกะเท่านั้น แม้จะอยากชวนคนข้างๆคุยเพื่อบรรเทาความอึดอัด แต่เมื่อแววของความเหนื่อยล้าจากคนหน้านิ่งจึงทำให้ฮารุกะล้มเลิกความคิดนั้นไป

ใช้เวลาไม่นานBMWคันหรูก็หยุดนิ่งลงที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง โทโมมิเงยหน้ามองบ้านขนาดกลางที่ปิดไฟมืดสนิท “ทำไมมันมืดแบบนี้ล่ะไม่มีใครอยู่บ้านเหรอ”

“ฉันอยู่คนเดียวน่ะค่ะเข้ามาก่อนมั๊ยคะ”ฮารุกะพูดขึ้น เรียวขาบางก้าวนำคนที่เดินตามมาช้าๆ ไฟชั้นล่างสว่างขึ้นหลังจากเด็กสาวกดสวิตช์เพียงครั้งเดียว ฮารุกะเดินนำเข้าไปก่อนจะได้ยินเสียงขออนุญาตเบาๆจากคนที่ตามมา “นั่งรอซักครู่นะคะ”

โทโมมินั่งลงที่โซฟาตามคำบอกของเจ้าของบ้าน ดวงตาคมมองสอดส่ายไปทั่วอย่างสำรวจก่อนจะเห็นเด็กสาวเจ้าของบ้านเดินกลับมาพร้อมแก้วน้ำในมือและกล่องปฐมพยาบาล “พารุจังจะทำอะไรน่ะ”คนหน้านิ่งถามขึ้นหลังจากมองเด็กสาวเปิดกล่องปฐมพยาบาลแล้วขยับตัวเข้ามาใกล้

“ทำแผลให้ไงคะ”

“เดี๋ยวพี่กลับไปทำเองที่บ้านก็ได้”โทโมมิพูดพลางเบนตัวหนีมือบางที่ยื่นเข้ามาหา

ฮารุกะขมวดคิ้ว “จะรอให้เลือดไหลหมดตัวก่อนหรือไงคะอยู่เฉยๆเลยนะ”คนหน้านิ่งจำต้องทำตามคำบอกของเจ้าของบ้าน โทโมมิยอมอยู่นิ่งๆยามที่ฮารุกะนำสำลีชุบยามาทาให้ “ทำไมต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงแบบนั้นด้วยล่ะคะ ไม่สิทำไมต้องเปิดผับทั้งที่รู้ว่าจะต้องมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น”

โทโมมิยิ้มบาง “แค่ทำเพราะเหงาน่ะ”

“เหงา”คิ้วเรียวเลิกขึ้นอย่างสงสัยขณะที่สองมือก็เก็บอุปกรณ์กลับเข้าที่เดิม

“พี่ก็ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เหมือนกันพวกท่านทำงานน่ะ”นัยน์ตาคมกริบฉายแววของความเหงาและโดดเดี่ยวออกมาอย่างไม่อาจปิดบัง “ความรักที่พี่ได้รับจากพ่อแม่คือเงินที่ใช้เท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่ลดลงเลย แต่ว่าความรักแบบนั้นพี่ไม่ต้องการมันเลยซักนิด”

“โทโมะจินซัง

“พี่กลับบ้านดีกว่า รบกวนพารุจังนานแล้ว”โทโมมิดันตัวลุกออกจากโซฟา ปรับเปลี่ยนอารมณ์เร็วจนฮารุกะตามไม่ทัน เรียวขาก้าวเดินออกจากประตูก่อนจะหันมองคนที่เดินตามออกมาส่ง “ปิดบ้านดีๆนะ อย่าลืมล๊อคประตูให้เรียบร้อยด้วยถ้ามีอะไรโทรหาพี่”

ฮารุกะพยักหน้ารับ “โทโมะจินซังก็กลับบ้านดีๆนะคะถ้าถึงบ้านแล้วโทรบอกฉันด้วย”

โทโมมิยกยิ้มถูกใจ “เป็นห่วงพี่เหรอ”รอยยิ้มที่มีทำให้ฮารุกะหลบสายตาไป จู่ๆก็เกิดเขินอายกับคำพูดนั้นขึ้นมาเสียเฉยๆ แต่ความรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบและอยากจะเอาคืนก็มีมากเช่นกัน

ฮารุกะเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า “ถ้าไม่พูดคุณจะไม่รู้ใช่มั๊ยคะว่าฉันเป็นห่วง”

“ฉันน่ะเป็นห่วงโทโมะจินซังนะคะ”

 

 +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ไม่ค่อยมีเม้นเลยอ่า หรือว่าจะไม่มีคนอ่าน

ไหนใครอ่านอยู่ช่วยแสดงตัวหน่อยได้มั๊ยครับ

By : Gekikara

 

 

 

 

 

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

เอาพี่เน่ไปเก็บ หรือเป็น จูเน่ ก็ดีนะ

สู้ๆค่ะไรท์ :dookdik_bun_2:

Share this post


Link to post
Share on other sites

 

 

Chapter 10 : ดูแลตัวเองดีๆนะคนที่อยู่ทางนั้น

ในเช้าวันนี้ดูเป็นเช้าที่รีบร้อนของสองพี่น้องมัตสึอิ ความวุ่นวายเกิดขึ้นจากคนเป็นพี่ที่กำลังวิ่งวุ่นเตรียมข้าวของเครื่องใช้ยัดลงกระเป๋าอย่างเร่งรีบ ในวันนี้เรนะต้องไปเข้าค่ายค้างคืนไกลถึงโอซาก้า และมันคงจะไม่วุ่นวายขนาดนี้เลยถ้าคนตัวซีดยอมเก็บกระเป๋าตั้งแต่เมื่อคืนตามที่คนเป็นน้องบอก

“ผ้าเช็ดตัวๆๆ”เรนะพึมพำคำเดิมๆขณะที่วิ่งหายเข้าห้องนอนไปแล้วกลับออกมาอีกครั้งพร้อมกับของที่ต้องการ นิ้วเรียวไล่ชี้ไปตามข้าวของเครื่องใช้ที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะแล้วลงมือจัดเก็บลงกระเป๋า

“พี่คะหยิบแปรงสีฟันไปหรือยังคะ”

มือที่กำลังจัดเรียงสิ่งของต่างๆลงกระเป๋าหยุดชะงัก เรนะเงยหน้าขึ้นพลางทำหน้าตาตื่น “จริงสิ! แปรงสีฟัน”

จูรินะได้แต่ส่ายหน้ามองคนเป็นพี่ที่วิ่งหายเข้าห้องนอนไปอีกครั้ง มือบางพับเสื้อผ้าที่กองอยู่บนโซฟาให้เรียบร้อยก่อนจะเก็บใส่กระเป๋าให้พี่สาวต่างสายเลือดที่วิ่งกลับมา “ฉันบอกให้เก็บของตั้งแต่เมื่อคืนพี่ก็ไม่ฟังกัน”

“ก็ฉันง่วงนี่นา”

“ฉันจะเก็บให้พี่ก็ไม่ยอมอีก”

เรนะถอนใจพรืด “ก็นี่มันของๆฉัน ฉันต้องเป็นคนเก็บเองสิ”

“แล้วเป็นยังไงคะตอนนี้ฉันก็ต้องมาช่วยพี่เก็บอยู่ดี”

“ทำไมเธอขี้บ่นจังบ่นเป็นคนแก่ไปได้”นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองใบหน้าใสที่กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บของให้ เพียงแค่คิดว่าจะไม่ได้เห็นหน้าใสๆแบบนี้ตั้งสามวันก็ทำเอารู้สึกโหวงในใจแปลกๆเหมือนกัน เรนะยัดของชิ้นสุดท้ายลงกระเป๋าแล้วรูดซิปปิดพอดีกับเสียงประตูที่ถูกเคาะเป็นจังหวะ

“เรนะ! เสร็จหรือยังโทโมะจินมาแล้วนะ!

“เสร็จแล้ว!”คนตัวซีดตะโกนตอบออกไป มือเรียวถือกระเป๋าสัมภาระไปยังประตู เมื่อเปิดมันออกก็พบเพื่อนสนิทไซส์มินิที่ยืนรออยู่ เรนะยัดกระเป๋าของตัวเองให้มินามิถือพลางทำหน้าออดอ้อนเมื่อเพื่อนตัวเล็กย่นคิ้วใส่กัน “แกไปก่อนเลยฉันฝากกระเป๋าไปด้วยเดี๋ยวฉันจะไปส่งจูรินะที่โรงเรียนก่อนแล้วจะตามไปทีหลังนะ”

“แกนี่มันจริงๆเลยรถออกเจ็ดโมงสี่สิบ อย่าไปสายล่ะ”

เรนะยิ้มรับ มือเรียวดันประตูปิดลงเมื่อมินามิเดินจากไป “อ้าวพี่ไม่ได้ไปพร้อมทาคามินะซังเหรอคะ”เสียงหวานดังถามขึ้นเมื่อเห็นคนเป็นพี่เดินกลับเข้ามา

คนตัวซีดส่ายหน้าช้าๆ “ฉันจะไปส่งเธอก่อนรีบกินเถอะ”

อากาศกลางเดือนพฤศจิกายนยังคงไว้ซึ่งความหนาวเย็น ยังดีที่ในวันนี้หิมะไม่ตก ร่างสองร่างเดินแนบชิดกันเพราะลมหนาวที่ผ่านพัด มือขาวซีดยอมให้มือบางของคนเป็นน้องดึงไปกุมไว้ เรนะหันมองทั้งซ้ายและขวาขณะที่ดึงจูรินะให้ข้ามถนนไปด้วยกัน

มือขาวซีดยื่นกระเป๋านักเรียนคืนให้เจ้าของ “มายุจังกับฮารุกะจังจะมานอนด้วยแน่ใช่มั๊ย”

“ใช่ค่ะไม่ต้องห่วงนะคะ”

เรนะถอนใจ “ต้องดูแลตัวเองให้ดีรู้มั๊ย ทำอะไรก็ระวังตัวเองไว้ด้วย”

จูรินะยิ้มรับ “รู้แล้วค่ะ พี่ต้องไปแล้วนะ เดี๋ยวจะไม่ทันรถออกนะคะ”

“ตั้งใจเรียนนะจูรินะ”ปลายเท้าหันกลับเตรียมจะเดินออกไป หากแต่มือบางที่จับรั้งไว้ทำให้เรนะต้องหันกลับมาหาเจ้าของมือนั้นอีกครั้ง

ความรู้สึกอ่อนนุ่มของริมฝีปากสีชมพูอ่อนแนบลงกับแก้มขาวซีด “เดินทางดีๆนะคะ”จูรินะส่งยิ้มให้คนเป็นพี่ก่อนจะเดินเข้าโรงเรียนไป

เรนะยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ สติหลุดลอยออกจากร่าง สมองไม่อาจประมวลผลได้แม้คนเป็นน้องจะเดินเข้าประตูโรงเรียนไปนานแล้วก็ตาม มือเรียวยกขึ้นจับแก้มตรงที่ความอบอุ่นยังคงหลงเหลือ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองเหม่อเข้าไปในโรงเรียนแม้ว่าจะไม่เห็นน้องสาวต่างสายเลือดแล้วก็ตาม คนตัวซีดยังคงยืนนิ่งแม้ว่าเพื่อนสนิทจะมาหยุดยืนอยู่ข้างๆแล้วก็ตามที

ยูกิยกยิ้มพลางโบกมือลาน้องสาวข้างบ้านที่ตัวเองสนิทสนม “ตั้งใจเรียนนะมายุจัง”รอยยิ้มยังคงค้างอยู่บนใบหน้า คนตัวสูงหันมองเพื่อนตัวซีดที่ยังยืนนิ่งไร้การเคลื่อนไหวใดๆ ดวงตาคมมองตามสายตาที่กำลังมองเหม่ออย่างไร้จุดหมายของเพื่อนสนิท “นี่เรนะ”มือเรียวยกขึ้นโบกผ่านหน้าขาวซีดของคนเหม่อไปมา ใบหน้าฉายแววสงสัยยามมองหน้าของเรนะ “มองอะไรอ่ะ”

“จุ๊บ

”คิ้วเรียวเลิกขึ้น

“จูรินะจุ๊บแก้มฉัน”เสียงเรียบดังแผ่วอย่างล่องลอย

คนตัวสูงพยักหน้างึกงัก แขนเรียวยกขึ้นรั้งคอเพื่อนตัวซีดก่อนจะออกแรงลากให้เดินไปด้วยกัน “แค่นี้ก็จิตหลุดซะแล้วแกมันอ่อนชะมัดเลยเรนะ”นิ้วเรียวจิ้มย้ำๆไปบนแก้มขาวซีดให้เรนะต้องปัดออก

มือเรียวยกขึ้นกุมแก้มไว้ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องคนที่ยังล๊อคคอตัวเองอยู่เขม็ง “อย่ามาจับนะเว้ยถ้ารอยมันหายไปจะทำยังไงนี่จุ๊บแรกเลยนะ”

ยูกิหน้าเหวอมองตามแผ่นหลังบางของเพื่อนสนิทที่สะบัดตัวออกและเดินนำไป “ไอ้บ้า!

 

สายลมในฤดูหนาวที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้ เวลาพักเที่ยงในโรงเรียนเป็นเวลาที่นักเรียนทุกคนต่างก็ปราถนา เสียงพูดคุยจอแจดังมาจากทุกส่วนของโรงเรียน จูรินะยิ้มสดใสยามฟังสองเพื่อนรักคุยจ้อกันไม่หยุด เสียงหัวเราะหลุดรอดริมฝีปากออกมาเป็นระยะยามเห็นท่าทางเปิ่นๆของเพื่อนสนิท

“เบนโตะของจูรินะจังนี่น่ากินทุกวันเลยนะทำเองตลอดเลยเหรอ”มายุถามขึ้นพลางมองไปยังกล่องข้าวในมือเพื่อนสนิท

จูรินะพยักหน้าช้าๆ “อืมพี่ไม่มีเวลาทำให้หรอก แต่ถึงมีเวลาพี่ก็คงไม่ทำ”

“ทำไมล่ะ”

“ก็พี่น่ะไม่เก่งเรื่องเข้าครัวเอาซะเลยน่ะสิ ทั้งๆที่เรื่องอื่นเก่งมากขนาดนั้นแท้ๆ”ใบหน้าใสส่งยิ้มบางยามนึกถึงคนที่กำลังเดินทางไกล “แต่พี่ก็เคยพยายามแล้วนะ”

“เว้นเรื่องเข้าครัวไว้ นอกนั้นทำได้หมดสินะ”ฮารุกะพยักหน้างึกงัก “แต่จะว่าไปเรนะซังเนี่ยดูจะเป็นห่วงเธอมากเลยนะจูรินะจัง ถึงขนาดให้เธอมาชวนพวกเราไปนอนค้างด้วยเพราะตัวเองต้องไปเข้าค่ายเนี่ยเหลือเชื่อเลยนะ”

“ถึงพี่เขาจะดูนิ่งๆเหมือนไม่สนใจคนรอบข้างก็เถอะแต่จริงๆแล้วพี่เขาเอาใจใส่มากเลยนะ”ใบหน้าใสยกยิ้มไม่หุบ ใบหน้าขาวซีดของคนในบทสนทนาเด่นชัดในความนึกคิด ใบหน้าที่เรียบเฉยและดูไม่สนใจแต่กลับแอบสำรวจและเอาใจใส่กันตลอดเวลา เพียงแค่คิดว่าต่อจากนี้อีกสามวันจะไม่ได้รับความเอาใจใส่แบบนั้นก็ทำเอารู้สึกโหวงเหวงในใจแปลกๆแล้ว

“คุยอะไรกันอยู่เหรอ”สายตาสามคู่หันมองผู้ที่เดินเข้ามาใหม่ เจ้าของใบหน้าคมผมซอยสั้นฉีกยิ้มสดใสยามเดินตรงมายังกลุ่มของจูรินะ “ท่าทางน่าสนุกเชียว”

“นิดหน่อยน่ะซายาเน่ไม่ไปกินข้าวกับเพื่อนๆเหรอ”ฮารุกะตอบก่อนจะถามกลับ เรียวคิ้วขมวดมองคนที่ยังยืนยิ้มแป้นอยู่กับที่แม้ว่ากลุ่มเพื่อนของเจ้าตัวจะเดินออกไปนานแล้วก็ตามที

“อ่าพอดีว่าลืมเบนโตะน่ะเลยกลับมาเอา แล้วก็”มือเล็กส่งกล่องนมสีชมพูให้จูรินะพลางยกยิ้มเขิน “เอานี่มาให้จูรินะด้วยดื่มให้หมดนะ”

“อ่าขอบคุณนะ”

ซายากะยิ้มรับ มือเรียวเล็กยกขึ้นเกาท้ายทอยแก้เขิน “ฉันไปดีกว่าเพื่อนๆคงรอแย่แล้วล่ะ”

ยังเหมือนเดิมที่สายตาสามคู่มองตามแผ่นหลังเล็กที่เดินหายลับไปจากสายตาก่อนจะหันกลับมามองกันพลางเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย “ดูเหมือนว่าซายาเน่จะชอบเธอนะจูรินะจัง”

“ฉันว่าไม่หรอก มายุจังเอาอะไรมาพูดเนี่ย”จูรินะตอบกลับก่อนจะวางกล่อนนมที่เพิ่งได้รับมาแล้วหันกลับมาสนใจเบนโตะของตัวเองอีกครั้ง

“ฉันพูดจริงๆนะ นั่งกันอยู่ตั้งสามคน แต่เอานมมาให้เธอคนเดียว จะคิดว่าเป็นอย่างอื่นได้ยังไงล่ะ”

ฮารุกะพยักหน้าตาม “เอาจริงๆนะถ้าจูรินะจังยังไม่มีเรนะซังฉันจะเชียร์เธอกับซายาเน่จริงๆด้วย”

“โธ่! อย่าพูดแบบนั้นสิ ฉันน่ะคิดกับซายาเน่แค่เพื่อนเองนะ”

“จริงของพารุจังนะถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้เธอมีเรนะซังอยู่ข้างๆแล้ว ฉันก็จะเชียร์เธอกับซายาเน่เหมือนกันแหละ”

“มันเป็นไปไม่ได้หรอกนะ”จูรินะส่ายหน้าพรืด “ไม่ว่าฉันจะมีหรือไม่มีพี่อยู่ข้างๆฉันก็ยังคิดกับซายาเน่ได้แค่เพื่อนไม่ใช่แค่ซายาเน่ด้วย ทุกๆคนที่พยายามเข้ามานั่นแหละ ฉันให้ได้แค่ความเป็นเพื่อน”

“ทำไมล่ะ”สองสายตาจ้องมองรอคอยคำตอบด้วยความอยากรู้

จูรินะยิ้มกว้าง “เพราะไม่ว่ายังไงฉันก็รักได้แค่พี่น่ะสิ”

 

เรียวขายาวก้าวนำเพื่อนเข้ามาในห้องพักของโรงแรมที่ทางโรงเรียนจัดเตรียมไว้ให้สำหรับนักเรียนมอปลายปีสามทั้งระดับชั้นที่มาเข้าค่ายไกลถึงโอซาก้า เรนะทิ้งตัวนั่งลงบนฟูกที่เพิ่งจะนำมาปูกับพื้นห้องไปเมื่อครู่ก่อน กว่าจะเสร็จกิจกรรมเมื่อช่วงหัวค่ำของโรงเรียนและได้กลับเข้าห้องก็เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว สายลมหนาวพัดเข้ามาทางประตูระเบียงที่ถูกเปิดทิ้งไว้ ห้องนอนไม่เล็กไม่ใหญ่ที่เพียงพอสำหรับคนห้าคนถูกปูฟูกจนเต็มพื้นห้อง แต่ละคนต่างนั่งประจำที่อยู่ที่ฟูกนอนของตัวเอง ในมือกดโทรศัพท์เล่นไปเรื่อยหลังจากที่ไม่ได้แตะมันเลยตั้งแต่ที่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียน

“เฮ้ย!”นั่งเงียบๆกันได้ไม่นานเสียงร้องแสดงความตกใจของมินามิก็ดังขึ้น มือกีต้าร์ไซส์มินิยกสมาร์ทโซนเครื่องหรูขึ้นระดับใบหน้าให้เพื่อนทั้งสี่คนมองก่อนจะยิ้มกว้าง “การแข่งขันชิงทุนวงเราผ่านรอบแรกแล้วเว้ย!

นิ่งอึ้งกันไปสามวินาทีก่อนเสียงเฮลั่นจะตามมา สมาร์ทโซนเครื่องหรูถูกฉกฉวยไปดูต่อๆกันเพื่อความแน่ใจ รอยยิ้มดีใจปรากฏกว้างอยู่บนใบหน้าของคนทั้งห้า โทรศัพท์เครื่องบางกลับมาอยู่ในมือเจ้าของอีกครั้ง “กำหนดส่งวิดีโอรอบต่อไปเมื่อไหร่เหรอ”ยูโกะยื่นหน้าเข้าไปมองหน้าจอที่กำลังแสดงกำหนดการต่างๆ

“สิ้นเดือนนี้ก็อีกสองอาทิตย์”

“มาพยายามกันอีกทีนะ”

ทั้งสี่คนพยักหน้ารับคำของยูโกะ เสียงพูดคุยอย่างมีความสุขดังขึ้นไม่ขาด เรนะยกยิ้มบางยามมองเพื่อนสนิทที่กำลังยิ้มและหัวเราะกันอยู่ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนก้มมองโทรศัพท์ของตัวเองที่หน้าจอปรากฏเบอร์ของคนที่รอเขาอยู่ที่โตเกียว นิ้วเรียวยาวลังเลไม่กล้ากดปุ่มโทรออกจนคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันสังเกตเห็น

โทโมมิมองปฏิกิริยาของเพื่อนตัวซีดที่ดูลังเลและยุ่งอยู่กับโทรศัพท์ “คิดถึงก็โทรไปสิมัวลังเลอะไรอยู่”

“คิดถึงอะไร”เรนะมุ่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

“จูรินะน่ะกำลังคิดถึงอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่โทรไปล่ะ”โทโมมิตอบเสียงเรียบ

“แล้วโทโมะจินล่ะ ก็กำลังคิดถึงฮารุกะจังอยู่เหมือนกันไม่ใช่เหรอทำไมไม่โทรหาล่ะ”

คนหน้านิ่งยกโทรศัพท์ที่เปิดโปรแกรมแชทค้างไว้ขึ้นมาให้คนตรงหน้าดู ก่อนจะดึงกลับไปพิมพ์ข้อความยึกยักเมื่อมีข้อความใหม่เด้งขึ้นมา “ฉันกำลังแชทกับพารุจังอยู่น่ะ ไม่กล้าโทรไปหาหรอกกลัวว่าจะทนความคิดถึงไม่ได้แล้วนั่งชินคันเซนกลับโตเกียวซะคืนนี้เลย”

“โทโมะจินโอเวอร์!”เสียงแหลมเล็กของมือเบสไซส์มินิดังขึ้นก่อนหมอนใบโตจะปลิวมาใส่หน้าโทโมมิจนคนหน้านิ่งหงายหลังไปกับฟูก

มือเล็กหยิบหมอนสีขาวออกจากใบหน้า โทโมมิวางโทรศัพท์เครื่องหรูในมือลง สายตาคมกริบเงยขึ้นมองตัวการที่กำลังหัวเราะอย่างสะใจ “ยูโกะ!”เสียงตะโกนดังลั่น หมอนใบเดิมถูกปากลับไปใส่เจ้าของเมื่อโทโมมิไม่ยอมโดนอยู่ฝ่ายเดียว

สงครามปาหมอนย่อมๆเกิดขึ้นและลุกลามไปทั่วเมื่อหมอนใบโตไม่ได้ถูกปามาจากคนแค่สองคน แต่แม้กระทั่งยูกิที่นั่งหัวเราะอยู่เฉยๆแล้วโดนลูกหลงก็ไปร่วมวงปาหมอนกับเพื่อนคนอื่นๆด้วย เรนะยิ้มขำยามเห็นเพื่อนสนิททั้งสี่คนตะโกนโหวกเหวกทั้งยังวิ่งหลบหมอนที่ถูกปาใส่ไปทั่วห้อง มือเรียวขาวซีดดันตัวเองออกจากฟูกนอน ขายาวก้าวออกไปยังระเบียงห้องก่อนจะเลื่อนประตูให้ปิดลง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์เครื่องบางที่ยังค้างอยู่ที่เบอร์เดิม คนตัวซีดใช้เรียวนิ้วแตะลงไปเบาๆบนปุ่มโทรออกแล้วยกมันแนบหู เรนะเงยหน้ามองจันทร์เต็มดวงขณะที่หูก็คอยฟังเสียงสัญญาณ

พี่คะ…’

เสียงที่ดังลอดออกมาเรียกให้มุมบางยกยิ้มขึ้นบางๆ “ฉันโทรมากวนเวลานอนหรือเปล่า”เรนะกรอกเสียงเรียบตอบกลับไป

ไม่ค่ะ ฉันยังไม่นอน

“มัวแต่ทำอะไรอยู่ ดึกแล้วทำไมยังไม่นอนอีก”พูดไปเหมือนตำหนิ แต่เรนะกลับรู้สึกดีใจมากกว่าที่น้องสาวต่างสายเลือดยังไม่ชิงหลับไปเสียก่อน

ฉันกำลังรอโทรศัพท์จากพี่ไงคะคิดว่าจะไม่โทรมาแล้วซะอีกเสียงหวานออกอาการแง่งอนจนคนที่ถือโทรศัพท์แนบหูแทบจะแทรกตัวผ่านเครื่องมือสื่อสารของตัวเองแล้วไปโผล่ตรงหน้าคนงอนเสียจริง แล้วพี่ทำอะไรอยู่คะ

“ฉันเหรอ”เรนะเงียบไปเพียงครู่เดียวก่อนจะตอบคำถามนั้น “กำลังมองพระจันทร์อยู่น่ะ”

เหมือนฉันเลยค่ะฉันก็กำลังมองพระจันทร์เหมือนกับพี่เลย

รอยยิ้มปรากฏกว้างขึ้นบนใบหน้าขาวซีด เพราะยังไงจูรินะก็มองไม่เห็นแน่ๆคนตัวซีดเลยไม่ต้องพยายามทำเป็นนิ่งเฉยเหมือนทุกทีที่เคยทำมา เรนะลดรอยยิ้มลงให้มีเหลือเจือบางๆอยู่บนใบหน้า “นี่จูรินะฉันมีเรื่องสงสัยอยากจะถามล่ะ”

เรื่องอะไรคะ

เรนะสูดลมเย็นเข้าไปเต็มปอดก่อนจะปล่อยออกมา เสียงทอดอ่อนด้วยความสงสัยเอื้อนเอ่ย “เมื่อเช้าตอนที่เธอจุ๊บแก้มฉันน่ะ”

‘…’ปลายสายเงียบรอรับฟัง

“หัวใจของฉันมันเต้นแรงมากเหมือนมันจะหลุดออกมาเลยล่ะ แต่ตอนที่มาถึงโอซาก้าแล้วคิดว่าจะไม่ได้เห็นหน้าเธอตั้งสามวันหัวใจมันก็รู้สึกโหวงแปลกๆ”

‘…’

เสียงทอดอ่อนยังคงพูดต่อไปเมื่อจูรินะกำลังเป็นผู้ฟังที่ดี เรนะถอนใจออกมาอีกครั้งและพูดถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังรู้สึกต่อไป “แต่ตอนนี้ ตอนที่ฉันกำลังคุยกับเธออยู่ หัวใจมันก็กลับมาเต้นแรงอีกแล้วล่ะ”

‘…’ปลายสายยังคงเงียบเช่นเดิม

“นี่ฉันเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า”ปลายเสียงแผ่วลงพร้อมกับนัยน์ตาที่สั่นไหวหลังจากเอ่ยประโยคที่เป็นกังวลออกไป เรนะกำโทรศัพท์แน่นยามรอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ แต่เสียงหัวเราะดังแผ่วมาจากปลายสายทำให้เรียวคิ้วขมวดมุ่น “เธอขำอะไรน่ะนี่ฉันซีเรียสนะ”

‘…คิกๆ

แม้จะพูดออกไปอย่างนั้นแต่เสียงที่ตอบกลับมาก็ยังคงมีแต่เสียงหัวเราะ เรนะขมวดคิ้วมุ่นยามกรอกเสียงไม่สบอารมณ์ลงไป “ฉันซีเรียสจริงๆนะ ถ้าเกิดฉันเป็นอะไรขึ้นมาแล้วใครจะเป็นคนดูแลเธอล่ะ”

พี่คะเสียงหัวเราะเงียบไป เรนะรอรับฟังอย่างตั้งใจหลังจากที่คนเป็นน้องเอ่ยเรียก ไม่ต้องกังวลนะคะ พี่ไม่ได้เป็นอะไรหรอกดีแล้วล่ะที่หัวใจของพี่เต้นแรงแบบนั้น

“มันดีแน่ใช่มั๊ย”คนตัวซีดถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

ที่หัวใจของพี่เต้นแรงเพราะฉันแบบนี้มันดีที่สุดเลยล่ะค่ะ

แม้จะไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่ปลายสายบอกซักเท่าไหร่ แต่เรนะก็ยกมือขึ้นมาลูบท้ายทอยเบาๆเมื่อรู้สึกว่าจู่ๆก็เขินขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ “อ่าถ้าเธอบอกว่าดีก็โอเคแล้วล่ะ”เรนะทอดนัยน์ตาสีอ่อนของตัวเองออกไปไกลอย่างไร้จุดหมาย “นี่จูรินะดึกแล้วนะ เธอไปนอนเถอะ”

ค่ะพี่ก็ต้องรีบนอนได้แล้วนะ ฝันดีนะคะ

รอยยิ้มบางกลับมาฉายชัดบนใบหน้าอีกครั้ง “อืมฝันดีนะ ตอนนอนต้องห่มผ้าด้วยนะ  ถ้าหนาวมากก็ใส่ถุงเท้าด้วย”

ค่ะ

“พรุ่งนี้ตอนไปโรงเรียนอย่าลืมใส่ผ้าพันคอไปด้วยนะ อย่าปล่อยให้ตัวเองป่วยรู้มั๊ย”

รู้แล้วค่ะ ฉันไม่ลืมหรอกคนเป็นน้องตอบกลับมาให้เรนะยกยิ้มอย่างพอใจ

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปนอนได้แล้วล่ะ ฉันก็กำลัง

พี่คะ…’เสียงที่กำลังเอื้อนเอ่ยหยุดชะงักและเงียบไป เรนะปิดปากเงียบฟังสิ่งที่คนปลายสายกำลังบอกกัน ฉันคิดถึงพี่นะคะ

คิดถึงมากเลยล่ะ

“ฉันก็เหมือนกัน”

‘…’

ลมหายใจสูดเข้าลึกสุดปอด เรนะพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอควันสีขาวพร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ปรากฏชัดบนใบหน้า “ฉันก็คิดถึงเธอเหมือนกัน”

 

เช้าวันนี้ก็เหมือนกับเช้าที่ผ่านๆมาที่จูรินะต้องตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียน ห้องก็ห้องเดิม ครัวที่ใช้ทำอาหารก็ครัวเดิม เก้าอี้ที่นั่งก็เป็นตัวเดิม ทางที่ใช้ไปโรงเรียนก็เป็นทางเดิม แต่จูรินะกลับรู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม ก็เพราะว่าในวันนี้ไม่มีคนที่เธอรักเดินเคียงข้างเหมือนเดิม แม้จะมีเพื่อนทั้งสองอยู่ด้วยตลอดเวลาและชวนคุยอยู่เรื่อยๆก็ตามที จูรินะไม่ได้รู้สึกเหงา แต่กำลังรู้สึกคิดถึงคนที่อยู่ไกลกันต่างหาก ดูเหมือนว่าความคิดถึงของตัวเธอจะแปรผันตรงกับระยะทางที่อยู่ห่างไกลกับคนเป็นพี่นะ ตลอดครึ่งเช้าที่อยู่ในชั่วโมงเรียนนั้นความรู้ที่อาจารย์คอยพร่ำสอนกลับไม่เข้าหัวของจูรินะเลยซักนิด และในตอนนี้ก็เป็นเวลาพักกลางวันแล้ว แม้ว่าตัวเธอจะทานอาหารกลางวันไปเรียบร้อยแล้ว แต่ความรู้สึกคิดถึงคนไกลจนพาลให้ไม่อยากจะทำอะไรก็ยังไม่หายไปเสียที

มือบางกดส่งข้อความที่พิมพ์ค้างไว้ตั้งแต่ชั่วโมงก่อนออกไป ลังเลอยู่นานว่าจะส่งไปดีมั๊ย เธอไม่กล้าโทรไปเพราะไม่รู้ว่าพี่สาวต่างสายเลือดกำลังติดกิจกรรมอยู่หรือเปล่า ตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้จึงมีเพียงแค่ส่งข้อความไปหาที่มีเนื้อความเพียงสั้นๆว่า

คิดถึง

ก้มมองหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ยังคงมืดสนิทไร้การเคลื่อนไหวใดๆ จูรินะถอนใจออกมาเบาๆ มือบางกำลังจะเก็บโทรศัพท์เครื่องบางลงกระเป๋าแต่หน้าจอกลับสว่างขึ้นและสั่นไปมาเมื่อมีสายเรียกเข้า “พี่คะ!”เสียงดีใจพูดออกไปหลังจากกดรับสายแล้ว

ข้อความของเธอน่ะทำให้ฉันนั่งไม่ติดแล้วนะรู้มั๊ย

ร่างบางขมวดคิ้วมุ่น จู่ๆก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงเรียบเฉยไร้โทนของคนที่เธอเฝ้ารอเพื่อจะได้เจอกันอีกครั้ง “ฉันรบกวนพี่เหรอคะ”

เปล่าหรอกไม่ได้รบกวนอะไรเลย แต่ว่า…’

‘…ฉันก็คิดถึงเธอนะ แต่มันมีอะไรแปลกไปหน่อยล่ะ

“อะไรแปลกไปคะ”จูรินะถามด้วยความสงสัย รอปลายสายที่เงียบไปซักพักก่อนรอยยิ้มที่จางหายไปของเธอจะย้อนกลับคืนมาอยู่บนใบหน้าเมื่อได้ฟังคนที่แสนคิดถึงตอบกลับมา

มันไม่ใช่แค่คิดถึงเธอเฉยๆแต่ฉันคิดถึงเธอขั้นกว่าแล้วล่ะ

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เม้นด้วยนะครับ

By : Gekikara

 

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

โอ๊ยยย มุ้งมิ้งเหลือเกิน มิ้วเอาพี่เน่ไปเก็บที (///)

สู้ๆ นะคะไรท์

Share this post


Link to post
Share on other sites

ซายาเน่จะมาทำไมเนี่ย   มิ้ลกี้ลากไปเก็บที   แหม่.... เฮีย    เดี๋ยวนี้เสี่ยวขึ้นนะ ////หลบกีต้าร์ลอยฟ้า

Share this post


Link to post
Share on other sites

พี่เน่อย่ามาเกาะแกะกับจูจังของเฮียนะ มิ้ลมาเอาคนขอเธอไปเก็บ

Share this post


Link to post
Share on other sites

 

 

 

Chapter 11 : เนื่องจากตอนนี้มีคนคนนึงกำลังว้าวุ่นในใจ

“เรนะแกเป็นอะไรวะ ถอนหายใจอยู่ได้”

นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเหลือบมองเพื่อนตัวเล็กแล้วเบนหนีไป ลมหายใจถูกถอนออกมาอีกครั้งขณะที่มือเรียวกำลังใช้ไม้ถูพื้นถูไปตามพื้นของร้าน เรนะขมวดคิ้วมุ่นทำหน้าบอกบุญไม่รับจนมินามิเลิกคิ้วอย่างสงสัย เรียวปากเม้มแน่เข้าหากัน คนตัวซีดหยุดมือที่กำลังถูพื้นแล้วหันกลับมาหาเพื่อนตัวเล็ก “ทาคามินะ คือว่า…………ช่างมันเหอะ”

มินามิทำหน้าตั้งใจเก้อ นัยน์ตาคมจ้องมองเพื่อนตัวซีดที่หันกลับไปถูพื้นไปพลางถอนหายใจไปพลาง ยืนมองอยู่ซักพักมือกีต้าร์ไซส์มินิก็เดินเข้าไปดึงไม้ถูพื้นออกจากมือของคนที่ถอนใจจนลมแทบจะหมดปอด “สภาพแกไม่โอเคมาก มีอะไรว่ามา”

“เปล่า คือว่า”มินามิจ้องนิ่งจนเรนะถอนใจออกมาอีกรอบ มือขาวซีดดึงเก้าอี้มาใกล้ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง “ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร แค่รู้สึกว่า………กำลังไม่พอใจ”

“ไม่พอใจ”มือกีต้าร์ไซส์มินิทวนซ้ำซึ่งเรนะก็พยักหน้ารับ “แกไม่พอใจใคร ใครทำอะไรให้แก”

“จูรินะ”

“แกไม่พอใจจูรินะเหรอ”มินามิจ้องหน้าคนตัวซีด

เรนะส่ายหน้ารัวสองมือยกขึ้นวางพาดไว้กับต้นขาทั้งสองข้าง ปลายนิ้วมือสัมผัสกันและนิ้วชี้ที่กำลังวนรอบกันไปมา ท่าทางที่กำลังใช้ความคิดของคนตัวซีดทำให้เพื่อนตัวเล็กยืนนิ่งเพื่อรอคอยคำตอบ “ฉันไม่ได้ไม่พอใจจูรินะแต่ว่าไม่พอใจเพื่อนของจูรินะ”

“เพื่อนมายุเหรอ หรือฮารุกะ”มินามิถามแต่เรนะกลับส่ายหน้า

“ไม่ ไม่ใช่ทั้งมายุและฮารุกะฉันไม่พอใจเด็กคนนั้น ซายากะน่ะ”

มือกีต้าร์ไซส์มินิพยักหน้ารับ มือเล็กลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้าเพื่อนตัวซีดเพื่อจะได้คุยกันให้ได้อย่างจริงจัง “เอาล่ะ แกไม่พอใจเด็กนั่น แล้วเจ้าเด็กนั่นมันทำอะไรให้แก”

เรนะส่ายหน้า “ซายากะไม่ได้ทำอะไร”

“เอ้า! แล้วแกไม่พอใจมันทำไมวะ”คนตัวเล็กขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เข้าใจ “เด็กมันไม่ได้ทำอะไรให้แล้วไปไม่พอใจเด็กมันทำไม ประสาทยังดีอยู่หรือเปล่าเนี่ย”

“แกฟังฉันก่อนได้มั๊ยล่ะ!

“ก็เล่ามาสิวะ! มัวอมพะนำอะไรอยู่”

“คือว่า”เสียงถอนใจดังออกมา นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเงยขึ้นมองสบกับคนที่อยู่ตรงหน้า “ที่โรงเรียนของจูรินะกำลังจะมีนิทรรศการประจำปี เมื่อเช้าฉันเลยไปส่งจูรินะก่อนจะมาที่ร้าน ที่จริงมันก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่เด็กซายากะนั่นมาถึงโรงเรียนพร้อมกับจูรินะก็เลยเดินเข้าโรงเรียนไปพร้อมกัน”

“แค่นี้อ่ะนะ”

“แค่นี้แหละ แต่ฉันไม่พอใจว่ะไม่พอใจสายตาของเด็กนั่นที่มองจูรินะ เหมือนจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว ฉันไม่ชอบ!

“หื้ม!...เนี่ยเหรอเรื่องที่แกไม่พอใจ”มินามิเลิกคิ้ว “ก็แค่เพื่อนมองกันหรือเปล่าวะ อย่าบอกนะว่าแกกำลังหึงน้องกับเด็กนั่นอ่ะ”

เรนะทำหน้าเลิ่กลัก “ป..เปล่าซักหน่อย  จูรินะเป็นน้องฉันนะ จะหึงได้ยังไง”

“แน่ใจนะว่าน้องมายอมรับจูรินะเป็นน้องตอนนี้มันสายเกินไปแล้วนะ”มินามิฉีกยิ้มแซวเพื่อนตัวซีดที่หน้าเริ่มไม่ซีดเพราะสีของเลือดกำลังกระจายตัวไปทั่วใบหน้า

เรนะดันตัวออกจากเก้าอี้ปุบปับ เริ่มไม่อยากคุยกับเพื่อนตัวเล็กเมื่อรู้สึกว่าประเด็นที่คุยกันกำลังจะหันมาแทงตัวเอง มือขาวซีดคว้าไม้ถูกพื้นจากเพื่อนรักกลับมาและเริ่มต้นถูพื้นต่อทันที มินามิยิ้มขำเมื่อเห็นท่าทางปากแข็งของเพื่อนตัวซีด ก็เข้าใจหรอกว่าคนกำลังมีความรักไม่รู้ตัวและกำลังโดนความรักเล่นงานแบบนี้ไม่ควรจะแกล้ง แต่พอเห็นความปากแข็งมันก็อดไม่ได้ที่จะแกล้งล่ะนะ

วันทั้งวันเรนะจมตัวเองอยู่กับความไม่พอใจและสับสน ใบหน้าบอกบุญไม่รับจึงปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้งตลอดเวลาการทำงาน ยังดีที่พอบังคับน้ำเสียงไม่ให้สะบัดไปตามความสับสนที่ตีรวนอยู่ในใจได้ เพราะไม่อย่างนั้นคงจะทำให้ลูกค้าหลายๆคนในร้านไม่พอใจก็เป็นได้ นอกจากนั้นคนตัวซีดยังใจลอยแทบจะตลอดเวลา สติไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวจนเพื่อนสนิทต้องคอยเรียกอยู่บ่อยครั้ง

“ซุปได้แล้วนะ”เสียงของอัตสึโกะดังขึ้นที่หน้าเคาน์เตอร์ หลังจากรับออเดอร์จากลูกค้าเสร็จเรนะจึงเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์ตัวยาวเพื่อนำซุปที่เพิ่งปรุงสุกใหม่ๆไปเสิร์ฟ

ควันที่ลอยกรุ่นอยู่เหนือซุปร้อนๆเป็นตัวบอกว่าของเหลวในถ้วยนั้นคงร้อนในระดับที่ไม่ธรรมดา เรนะยกถาดที่วางถ้วยซุปออกไปจากเคาน์เตอร์  อีกไม่กี่เมตรก็จะถึงโต๊ะของลูกค้า แต่คงเพราะความใจลอยไม่รู้เวล่ำเวลา นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเหม่อไม่มองทางจนทำให้ชนเข้ากับพนักงานชายคนหนึ่งเข้า ถาดบรรจุอาหารร่วงหล่นลงสู่พื้น น้ำซุปถ้วยใหญ่หกลดใส่ผู้ถือที่เรียกสติกลับมาไม่ทัน

“กรี๊ด!!!”เสียงลูกค้าที่อยู่ใกล้ๆร้องอย่างตกใจเรียกสายตาจากทุกคน

“เรนะ!!!!!!!!!!!!

 

“ไม่มีอะไรทำเหรอคะถึงได้ว่างมานั่งจ้องฉันแบบนี้”

“อืม…………ว่างจนถึงเย็นเลยล่ะ”

“แล้วบ้านช่องไม่มีอยู่หรือไงคะทำไมต้องมาหมกตัวอยู่กับฉันด้วย”

“บ้านน่ะมีแต่ไม่อยากอยู่หรอกอยู่คนเดียวเหงาจะตาย อยู่กับพารุจังสนุกกว่าเยอะเลย”

ฮารุกะสะบัดหน้าหนีรอยยิ้มหวามที่ถูกส่งตรงมาให้ถึงที่ โทโมมิตั้งศอกลงกับโต๊ะแล้ววางคางไปบนฝ่ามือ นัยน์ตาคมเป็นประกายจ้องมองเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างกัน วันนี้เป็นวันหยุดทำให้คนหน้านิ่งไม่ต้องไปโรงเรียน แต่แทนที่จะพักผ่อนอยู่กับบ้าน โทโมมิกลับเลือกตามฮารุกะที่มาเตรียมอุปกรณ์สำหรับงานนิทรรศการประจำปีของโรงเรียนที่จะจัดขึ้นในอาทิตย์หน้าแทน รอยยิ้มที่ถูกวาดอยู่บนใบหน้ายังไม่จางหาย เจ้าของเรียวปากสุดเซ็กซี่ยังคงจ้องเด็กสาวตาไม่กระพริบ

“โทโมะจินซังคะ หยุดยิ้มได้มั๊ย”เสียงหวานพูดขึ้นให้คนที่ยังยิ้มเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม “ฉันไม่มีสมาธิค่ะ”

“พี่แค่ยิ้มเองนะ ไม่ได้กวนอะไรพารุจังซะหน่อย”โทโมมิพูด สองแขนที่เคยตั้งอยู่กับโต๊ะเปลี่ยนเป็นวางราบไปแทน คนหน้านิ่งที่เริ่มไม่นิ่งเอนตัวตามไปใช้แขนหนุนนอนต่างหมอนทั้งที่ตาและปากยังคงยิ้มให้คนที่บ่นว่าไม่มีสมาธิ

“นี่! หยุดยิ้มเดี๋ยวนี้เลยนะ”ความอดทนหมดลง มือที่กำลังวางภาพลงในกระดาษที่จะทำเป็นโปสเตอร์ประกาศหยุดลง ฮารุกะสะบัดหน้าเข้าหาคนที่ยังนอนยิ้มไม่รู้สึกรู้สากับคำพูดของเธอ ดินสอถูกโยนทิ้งอย่างไม่สนใจเมื่อมือที่เคยใช้จับมันไว้เปลี่ยนไปปิดปากของคนที่นอนอยู่ข้างๆแทน

โทโมมิยังคงยิ้มถึงจะโดนคนข้างๆสั่งห้ามแม้กระทั่งโดนปิดปากอยู่ก็ตามที คนหน้านิ่งดันตัวเองขึ้นนั่ง มือเล็กจับมือบางของเด็กสาวให้ปล่อยออกจากใบหน้าของตัวเอง “พี่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะพารุจัง พี่แค่ยิ้มอย่างเดียวเองนะคะ”

“ก็เพราะว่าเอาแต่ยิ้มนั่นแหละค่ะ ฉันเลยอยากจะมองแต่ยิ้มของโทโมะจินซังจนทำงานไม่ได้เนี่ย!

ทันทีที่สิ้นประโยครอยยิ้มที่เคยมีก็เลือนหายไป โทโมมิมองฮารุกะด้วยใบหน้านิ่งเฉยก่อนรอยยิ้มที่เลือนหายไปไม่ถึงครึ่งนาทีจะกลับมาอีกครั้งทั้งรอยยิ้มที่กลับมายังกว้างมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ “อ่า……เพราะยิ้มของพี่ทำให้พารุจังเสียสมาธิจริงๆสินะ แต่พี่ยังอยากทำให้พารุจังไม่มีสมาธิต่อจังเลย”นิ้วเรียวจิ้มลงบนแก้มนุ่มของเด็กสาวอย่างหยอกล้อ

ฮารุกะหันหน้าหนี มือบางคว้าดินสอกลับมาก่อนจะลงมือทำงานอีกครั้ง “ทำไมถึงเป็นฉันที่ต้องเขิน ทำไมไม่เป็นโทโมะจินซังที่เขินบ้างล่ะคะ”มือเขียนไปพลางปากก็บ่นอุบอิบไปพลาง บ่นได้ไม่นานเสียงงุ้งงิ้งก็หยุดลงเมื่อมือที่กำลังจับดินสอถูกกุมไว้แผ่วเบา ฮารุกะหันมองคนที่เคลื่อนตัวเข้ามากุมมือเธอไว้โดยอ้อมเรียวแขนมาจากทางด้านหลังจนดูเหมือนว่าถูกโอบอยู่กรายๆ รอยยิ้มที่ทำให้ใจสั่นปรากฏให้เห็นในระยะประชิดจนความร้อนผ่าวแล่นไปทั่วใบหน้า

“พารุจังไม่ได้เขินคนเดียวซักหน่อยนี่พี่ก็เขินอยู่นะ”เสียงนุ่มกระซิบข้างหูพาลให้ใบหน้าใสของฮารุกะแดงก่ำมากกว่าเดิม มือที่กุมมือบางไว้ขยับบังคับให้ดินสอลากไปบนแผ่นกระดาษจนเกิดเป็นรูปเป็นร่าง รอยยิ้มยังปรากฏอยู่บนใบหน้าของโทโมมิยามได้ยินเสียงบ่นอุบอิบของคนในอ้อมแขน

“แน่ใจนะว่านั่นเขินแล้ว”

“เขินจริงๆนะ”ดวงตาหวานเบิกกว้างยามริมฝีปากนุ่มกดแนบลงกับแก้มใสแผ่วเบา ฮารุกะหันขวับมองคนที่ขโมยหอมแก้มเธออย่างตกใจ ซึ่งเห็นได้เพียงใบหน้าด้านข้างที่กำลังปรากฏรอยยิ้มอย่างสุขใจ เสียงสองที่คนหน้านิ่งมักใช้กับเธออยู่เสมอดังออกมาจากริมฝีปากที่ยังคงไว้ด้วยรอยยิ้ม “อันนี้แก้เขินเนอะ”

“คนบ้า!

 

แผ่นหลังบางพิงแนบไปกับประตูรั้วของโรงเรียน มือที่เพิ่งดึงสมาร์ทโฟนเครื่องหรูออกจากใบหูล้วงเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ดตัวหนาเช่นเดียวกับมืออีกข้างที่กำลังซ่อนผ้าพันแผลไว้ในกระเป๋าเสื้อเช่นเดียวกัน นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหันมองโถงบันไดเพื่อรอคอยคนที่เขาเพิ่งจะวางสายหลังจากโทรหาไปเมื่อครู่ ยืนทนกับความหนาวของอากาศช่วงกลางฤดูหนาวได้ไม่นานคนที่เรนะกำลังรอก็เดินเข้ามาใกล้

“พี่คะ

“ฉันไม่ได้มารบกวนเธอใช่มั๊ย”ดวงตาหวานเป็นประกาย จูรินะส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ถ้ารบกวนฉันกลับบ้านก็ได้นะ”

“ไม่รบกวนอะไรเลยค่ะฉันดีใจที่พี่มานะคะ”มือบางคว้าจับแขนคนที่ทำหน้ากังวลไว้หลวมๆ “แต่ทำไมพี่มาเร็วจังคะเลิกงานแล้วเหรอ”

“อะ..อื้ม ขอมาเอดะซังกลับก่อนน่ะ รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่”เรนะตอบกลับเสียงตะกุกตะกัก นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเสมองไปทางอื่นไม่ยอมสบตากับคนตรงหน้าเพราะไม่อยากให้คนน้องรู้ว่าสิ่งที่พูดออกไปนั้นมีความจริงแค่เพียงครึ่งเดียว

จูรินะขมวดคิ้วน้อยๆ มือบางยกขึ้นทาบไปบนใบหน้าและลำคอของคนตรงหน้าเพื่อวัดอุณหภูมิ “พี่ไม่สบายเหรอคะเป็นอะไรมากหรือเปล่า”

สีหน้าร้อนรนของคนเป็นน้องทำให้เรนะยกยิ้มบางๆ มือข้างซ้ายคว้าจับมือบางที่ยังทาบอยู่บนใบหน้าของเขา “ฉันไม่เป็นไรแค่รู้สึกไม่ดีนิดหน่อยเอง”นิ้วเรียวจิ้มลงระหว่างคิ้วของจูรินะให้คลายการขมวดลงก่อนมือข้างซ้ายจะกลับลงไปอยู่ในกระเป๋าอีกครั้ง “เธอกังวลแบบนี้ฉันรู้สึกผิดนะ”

“ก็ฉันเป็นห่วงพี่นี่คะ”ปากบางยื่นออกมาเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเมื่อถูกคนเป็นพี่ยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้อย่างหยอกล้อ สองมือบางยกขึ้นแนบไปที่แก้มขาวซีดที่กำลังเย็นได้ที่ “เข้าไปข้างในดีกว่านะคะเดี๋ยวจะไม่สบายไปจริงๆเสียก่อน”

ใบหน้าขาวซีดพยักขึ้นลง คนตัวสูงก้าวขาเดินเคียงข้างร่างบางไป  “โอ๊ย!”เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวเรนะก็หลุดร้องเสียงหลงเมื่อความเจ็บปวดเข้าจู่โจมหลังจากคนเป็นน้องซุกมือลงในกระเป๋าเสื้อโค้ดเพื่อจับกุมมือกันอย่างที่เคยทำ

จูรินะหน้าตาตื่นหลังจากพี่สาวต่างสายเลือดร้องเสียงหลง มือบางจับประครองมือเรียวข้างขวาของเรนะออกจากกระเป๋าเสื้อโค้ด นัยน์ตาหวานเบิกกว้างเมื่อเห็นผ้าพันแผลสีขาวพันอยู่ที่มือทั้งมือเลยไปถึงข้อมือ “พี่ไปโดนอะไรมาคะ เจ็บมากหรือเปล่า”เสียงหวานเอ่ยถามร้อนรน จูรินะประครองมือนั้นแผ่วเบาอย่างกลัวว่าจะทำให้คนเป็นพี่เจ็บเป็นครั้งที่สอง นัยน์ตาหวานคลอด้วยหยาดน้ำใสช้อนมองคนเป็นพี่อย่างรอคำตอบ

“ฉันไม่เป็นไรนี่ไม่เอาสิ ไม่ร้องนะ”ใบหน้าขาวซีดยิ่งซีดเซียวมากกว่าเก่าเมื่อเห็นน้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาจากดวงตาของคนตรงหน้า “ไม่ต้องร้องนะ ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ มันไม่ได้เจ็บมากเท่าไหร่หรอกนะ”มือข้างซ้ายที่ปราศจากบาดแผลยกขึ้นเช็ดหยดน้ำตาออกจากแก้มใสให้คนเป็นน้อง แต่เหมือนว่ายิ่งเช็ดมากเท่าใดหยาดน้ำตาก็ยิ่งหลั่งไหลมากเท่านั้น

...ฮึก!

ยิ่งเห็นน้องสาวต่างสายเลือดเริ่มสะอื้นไห้เรนะยิ่งร้อนรน เมื่อไม่รู้จะทำเช่นไรเรียวแขนข้างซ้ายจึงรั้งร่างของจูรินะเข้ามากอดแน่น “จูรินะจังไม่ต้องร้องนะ พี่ไม่เป็นอะไร หยุดร้องนะคะ”มือข้างซ้ายลูบบนเส้นผมนุ่มเพื่อปลอบประโลม เรนะปล่อยให้น้องสาวต่างสายเลือดใช้ไหล่ของตัวเองเป็นที่เช็ดน้ำตาอย่างไม่คิดจะห้าม

“ฮึก”เสียงสะอื้นยังคงมีมาให้ได้ยิน

“ไม่ร้องแล้วนะพี่ไม่เป็นอะไรคนเก่งของพี่ไม่ร้องนะคะ”กว่าร่างในอ้อมแขนจะหยุดสะอื้นก็ใช้เวลานานโข เรนะดันร่างบางออกจากอ้อมกอดของตัวเองเบาๆ มือเรียวเช็ดหยาดน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่บนแก้มใสออกก่อนจะย้ายมือนั้นไปวางไว้บนกลุ่มผมนุ่มพลางยีเบาๆ “ดูสิ ร้องไห้โยเยเป็นเด็กไปได้"

“งือฉันเป็นห่วงพี่นี่คะ”

“ฉันไม่เป็นอะไรซะหน่อย”

จูรินะมองค้อนควับคนเป็นพี่ มือบางประครองมือข้างที่พันผ้าพันแผลของพี่สาวต่างสายเลือดขึ้นมาดู “ไปโดนอะไรมาคะ”

“แค่ซุปหกใส่น่ะ”

จูรินะยู่ปาก “พันทั้งมือขนาดนี้คงไม่ใช่แค่แล้วมั้งคะทำไมทำอะไรไม่ระวังเลยล่ะ”

“ทำตัวขี้บ่นอีกแล้วนะเมื่อไหร่จะเข้าไปข้างในซักทีล่ะ หนาวแล้วนะ”

“ชิ! ถ้าพี่เป็นลูกฉันนะจะจับตีก้นซะให้เข็ดเลย”

รอยยิ้มระบายอยู่บนใบหน้าขาวซีด เรนะยิ้มให้กับแผ่นหลังของคนที่ฉุดรั้งให้เดินไปตามกัน จูรินะพาคนเป็นพี่มาที่ห้องเรียนของตัวเอง เพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆยังคงทำงานในส่วนของตัวเองอย่างขยันขันแข็ง คนตัวสูงถูกพามานั่งที่เก้าอี้ข้างเพื่อนสนิทหน้านิ่งของตัวเอง เรนะเลิกคิ้วอย่างแปลกใจที่เห็นโทโมมิอยู่ในห้องนี้ด้วย

“มาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ”

“ตั้งแต่เช้าแล้วแกไม่ทำงานเหรอ”โทโมมิถามกลับทั้งที่นัยน์ตาคมยังคงจับจ้องอยู่ที่ฮารุกะที่กำลังตอกตะปูแผ่นไม้อยู่ไม่ไกล

“อืมเกิดเรื่องนิดหน่อยมาเอดะซังเลยให้กลับก่อนน่ะ”มือข้างขวาที่มีผ้าพันแผลยกขึ้นระดับสายตาเมื่อเพื่อนสนิทหันมามอง เรนะดึงมือกลับมาวางไว้บนตักเช่นเดิม นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองตามร่างของจูรินะที่เดินไปเดินมาเหมือนหาอะไรซักอย่างก่อนจะเดินหายออกไปจากห้อง “เดี๋ยวฉันมานะ”

“อืม

เรียวขายาวก้าวตามคนเป็นน้องออกมา เรนะเร่งฝีเท้าจนตามทันร่างบาง จูรินะหันมองคนที่เดินอยู่ข้างกันพลางเลิกคิ้วถามว่ามีอะไรแต่คนเป็นพี่กลับลอยหน้าลอยตาเมินคำถามจากสายตาเธอเสียอย่างนั้น ป่วยการที่จะซักไซ้จูรินะหยุดลงที่หน้าห้องเก็บอุปกรณ์ มือบางดันบานประตูให้เปิดอ้าออกกระป๋องสีวางเรียงกันอยู่สี่ใบ จูรินะขมวดคิ้วเล็กๆก่อนจะหยิบมันขึ้นมา น้ำหนักที่มีมากของกระป๋องสีทำให้เรียวคิ้วมุ่นลงมากกว่าเก่า

“ส่งมาให้ฉันสิ”เรนะพูดขึ้นพลางยื่นมือออกไปตรงหน้า

“มันหนักนะคะ”

คนตัวสูงถอนใจ “ก็เพราะมันหนักน่ะสิเธอถึงต้องส่งมาให้ฉันน่ะ”มือข้างซ้ายชิงดึงถังสีใบหนึ่งมาจากมือบางของน้องสาวต่างสายเลือด “เดี๋ยวที่เหลือค่อยกลับมายกไปอีกรอบก็ได้”

“แต่ว่า

“มีอะไรให้ช่วยมั๊ย”ก่อนที่จะได้โต้แย้งออกไปความช่วยเหลือก็เดินเข้ามาหา จูรินะยกยิ้มให้ซายากะที่ยืนยิ้มหวานอยู่ด้านหลังของพี่สาวต่างสายเลือด

“ซายาเน่มาพอดีเลย ช่วยยกสีพวกนี้ไปที่ห้องให้หน่อยได้มั๊ย”

ดวงตาคมมองตามนิ้วของเพื่อนร่วมห้องที่ชี้ไปยังสีอีกสองกระป๋องที่วางอยู่บนพื้น “อ่าเดี๋ยวฉันจัดการเอง”

เรนะถอยออกมาจากหน้าประตูห้องเก็บอุปกรณ์ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองตามแผ่นหลังเล็กของเด็กสาวผมซอยสั้นที่ยกกระป๋องสีสองใบเดินนำลิ่วไป นึกเจ็บใจตัวเองที่อยู่ในสภาพไม่อาจทำอะไรแบบนั้นได้ ลำพังแค่จับดินสอเขียนหนังสือให้ได้ตามปกติยังยาก ไม่ต้องคิดไปถึงการใช้งานหนักๆอย่างการถือกระป๋องสีอีกหนึ่งใบที่คนเป็นน้องถืออยู่เลย จู่ๆก็รู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์ขึ้นมาเสียอย่างนั้น ทั้งที่ไม่อยากให้จูรินะต้องใช้แรงในเรื่องไม่สมควรแบบนี้ตัวเขาเองนั้นกลับทำอะไรไม่ได้ แต่เด็กคนนั้นกลับทำมันได้

“พี่คะเป็นอะไรหรือเปล่า”คงเป็นเพราะเหม่อนานเกินไปจูรินะจึงส่งเสียงเรียกให้สติกลับมา

ไม่อยากให้คนเป็นน้องรู้ว่าเขากำลังกังวลอยู่กับเรื่องไร้สาระเรนะจึงส่ายหน้าช้าๆพร้อมรอยยิ้มที่ฝืนได้อย่างเป็นธรรมชาติอย่างไม่น่าเชื่อ “เปล่าไม่มีอะไรหรอก”

“งั้นกลับห้องกันนะคะ”

“อืม”

ขายาวก้าวตามคนเป็นน้องที่ก้าวนำไปก่อน ในครั้งนี้เรนะไม่ได้เร่งความเร็วจนก้าวไปอยู่เคียงข้างกับจูรินะ แต่กลับเดินอย่างเชื่องช้าปล่อยให้น้องสาวต่างสายเลือดเดินนำไปเสียไกล จู่ๆก็รู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาเสียอย่างนั้น เพียงแค่ตัวการของเรื่องไร้สาระตั้งแต่เช้าโผล่มาให้เห็น ความรู้สึกกังวลที่เคยกดมันไว้ในส่วนลึกที่สุดก็หลุดออกมาได้โดยง่าย นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็น เสียงแผ่วเบาดังออกมาจากเรียวปากให้เจ้าของคำพูดเท่านั้นที่ได้ยินมัน

“ฉันมันไร้ประโยชน์”

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เม้นด้วยนะครับ

By : Gekikara

 

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

สนุกมากๆเลยค่ะ มีครบทุกนรสชาติจริงๆ

ความซึนนี่ได้ใจไปเต็มๆ อิอิ

รอและติดตามนะคะ

Share this post


Link to post
Share on other sites

Create an account or sign in to comment

You need to be a member in order to leave a comment

Create an account

Sign up for a new account in our community. It's easy!


Register a new account

Sign in

Already have an account? Sign in here.


Sign In Now