takamachi

Members
  • Content count

    404
  • Joined

  • Last visited

About takamachi

  • Rank
    Senbatsu

Profile Information

  • Gender Not Telling
  • Interest in Groups AKB48
    SKE48
  • Oshi-Members Kami-oshi : Matsui Jurina

    2-Oshi : Ishida Anna

    Oshi : Oya Masana


    Fav members in AKB : Takahashi Minami, Watanabe Mayu, Goto Moe, Shimoguchi Hinana


    Fav members in SKE : Goto Risako, Ego Yuna

Recent Profile Visitors

511 profile views
  1. Talk: สวัสดีค่า หายไปเป็นปี ขออภัยอย่างยิ่ง เอาเป็นว่าไหดองแตกละค่ะ จะพยายามกลับมาเขียนให้บ่อยและลงเรื่องนี้ให้จบละนะคราวนี้ กลับมาคราวนี้เลยลงยาวๆหน่อยละกัน   ******************************************************   EPISODE 8  ทางด้านของของเด็กสาวหูกระต่ายที่ตอนนี้กำลังวางแผนจะเข้าไปในเมืองของมนุษย์เพื่อทำการค้าขายแลกเปลี่ยนตามกิจวัตรของเธอนั่นเอง เธอเดินเข้าไปในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ที่สุด ยังดีที่ตอนนี้เป็นเวลาค่อนข้างสาย ผู้คนในหมู่บ้านเลยค่อนข้างพลุกพล่านหน่อยเลยไม่ค่อยมีใครสนใจเธอมากนัก เพราะถึงแม้ว่าเธอจะดูเหมือนมนุษย์มากแค่ไหน หรืออัธยาศัยดีอย่างไร แต่เธอก็ยังเป็นปีศาจอยู่วันยังค่ำ การเข้ามาในเมืองของมนุษย์ถือว่ามีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก และการที่อยู่ในที่มีคนพลุกพล่านก็สามารถทำให้เธอหลบหนีหรือหลบซ่อนจากพวกตามล่าปีศาจได้ง่ายกว่า   มิลกี้เดินผ่านตลาดตรงไปยังร้านๆหนึ่งที่มีป้ายหน้าร้านว่า ‘ร้านน้ำชา’ เด็กสาวเดินเข้าไปในร้าน ซึ่งบรรยากาศในร้านก็ดูเรียบง่ายตกแต่งด้วยสีโทนอ่อนดูแล้วสบายตาแถมบรรยากาศยังดูอบอุ่น ดูเป็นสถานที่ๆพวกปีศาจอย่างเธอไม่น่าจะแวะเวียนเข้ามาในที่แบบนี้ได้เป็นแน่ มิลกี้มองไปรอบๆร้านที่ตอนนี้ยังไม่มีแขกเข้ามาก่อนจะเอ่ยทักทายกับเจ้าของร้านที่ยืนอยู่หลังเคาท์เตอร์อย่างเป็นมิตร   “สวัสดีค่ะยูมิโกะซัง” มิลกี้ทักทายพร้อมกับฉีกยิ้มจริงใจ   “สวัสดีจ่ะมิยูกิจัง ทำไมวันนี้มาเร็วจังจ๊ะ ยังไม่ถึงวันที่เรานัดกันเลยไม่ใช่หรอ?” คุณยูมิโกะเจ้าของร้านเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเด็กสาวคุ้นหน้าคุ้นตาเดินเข้ามาในร้าน   “พอดีว่ามีเรื่องเกิดขึ้นนิดหน่อยค่ะ ก็เลยชวดจากการทำธุรกิจรอบก่อน ว่าแต่คราวนี้มีลูกค้าติดต่อเข้ามาเพิ่มบ้างหรือเปล่าคะ?” มิลกี้เอ่ยขึ้นก่อนจะเดินไปนั่งรอแถวเคาท์เตอร์ที่ยูมิโกะยืนอยู่ด้านหลัง   “ตายจริง… ขอโทษด้วยนะจ๊ะ ถ้ารู้อย่างนี้ฉันไม่น่ารับงานนั้นเลยแท้ๆ” ยูมิโกะเอ่ยด้วยสีหน้าและท่าทางที่รู้สึกผิดแต่มิลกี้กลับยิ้มน้อยและส่ายหน้า   “มันไม่ใช่ความผิดของท่านหรอกค่ะ ข้าเองที่เป็นคนเลือกที่จะเสี่ยงรับงานนี้เอง ความโลภมันบังตาก็แบบนี้แหละนะคะ เห้อ...” เด็กสาวบ่นพลางเท้าคางวางบนโต๊ะอย่างเหนื่อยหน่าย   “ไม่เป็นไรหรอกจ่ะ ยังไงเดี๋ยวก็มีลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆไม่ต้องห่วงไปหรอกนะ” ยูมิโกะเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆก่อนจะหยิบถ้วยน้ำชาที่มีน้ำสีแดงสดข้างในมาให้ เด็กสาวไม่รอช้ารีบหยิบยกขึ้นดื่มทันที   “เครื่องดื่มของยูมิโกะซังไม่ว่าจะได้ดื่มสักกี่ทีก็ไม่เคยรู้สึกพอเลย ข้าล่ะอยากให้ท่านไปเปิดร้านในเมืองของพวกข้ามากกว่าซะอีก แบบนั้นท่านคงได้ลูกค้ามากขึ้นอีกหลายเท่า” มิลกี้เอ่ยขึ้นอย่างยิ้มก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นดื่มอย่างเพลิดเพลิน   “ขอบคุณที่ชมนะจ๊ะ แต่ฉันว่าฉันขออยู่ที่นี่แบบเดิมนี่แหละดีแล้ว เพราะถ้าขืนอยู่ที่เมืองนั้นล่ะก็ฉันคง...” ยูมิโกะเอ่ยขึ้นพลางทำสีหน้าเศร้าหมองลงเล็กน้อย   “อ๊ะ! เพราะว่าท่านเป็นมนุษย์นี่นะ… ข้าขอโทษที่พูดโดยไม่คิดให้ดีเสียก่อนนะคะ” มิลกี้พูดขึ้นอย่างนึกขึ้นได้ก่อนจะค้อมหัวเล็กน้อยเป็นการขอโทษแต่ยูมิโกะก็ยิ้มรับอ่อนๆแต่ยังคงมีสีหน้าอันเศร้าสร้อยอยู่บนใบหน้า   “ไม่เป็นไรหรอกจ่ะ มันไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นหรอก...” หญิงสาวเอ่ยไว้แค่นั้นทำเอามิลกี้ได้คาใจด้วยความสงสัย แต่จังหวะนั้นเองก็มีลูกค้าคนอื่นเข้ามาในร้านพอดิบพอดี หญิงสาวรูปร่างค่อนข้างเล็กถักเปียสองข้างผมยาวเดินเข้ามาในร้านและตรงมาที่เคาท์เตอร์ที่ยูมิโกะอยู่อย่างร้อนรน   “ยูมิโกะซังได้ข่าวของเรนะบ้างหรือเปล่าคะ?” หญิงสาวร่างเล็กเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล   “ไม่เลยจ่ะ จะว่าไปฉันไม่เห็นเรนะจังแวะมาสักพักแล้วนะ นึกว่าเธอไม่สบายเสียอีก” ยูมิโกะเอ่ยขึ้นพร้อมกับสีหน้าฉงนเล็กน้อย ส่วนหญิงสาวร่างเล็กเมื่อได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งเป็นกังวลเข้าไปอีก   “เรนะจังหายไปค่ะ! เธอหายไป 3 วันแล้ว ฉันไปดูที่บ้านเธอก็ไม่อยู่ไปถามคนอื่นก็ไม่มีใครเห็นเธอเลย อาจจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเรนะก็ได้ทำยังไงดีคะยูมิโกะซัง” หญิงสาวร่างเล็กเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรนพลางทำสีหน้าราวกับจะร้องไห้   “ใจเย็นๆก่อนอากาเนะจัง บางทีเรนะจังอาจจะแวะไปเมืองอื่นหรือไปทำธุระที่ไหนสักที่ก็ได้นะ” ยูมิโกะพูดอย่างปลอบโยน   “แต่ว่าประตูบ้านของเธอไม่ได้ล๊อกแถมข้าวของก็อยู่ครบเลยด้วย มันแปลกมากนะคะ” หญิงสาวที่ชื่ออากาเนะยังคงโต้เถียงออกไปแม้ว่าจะดูสงบลงไปบ้างแต่ก็ยังมีท่าทีกังวลอยู่   “อย่าคิดมากเลยนะอากาเนะจัง บางทีอาจไม่มีอะไรก็ได้ แต่เพื่อความสบายใจเดี๋ยวฉันจะช่วยตามหาด้วยอีกแรงนะ เพียงแต่ฉันคงไม่ได้ออกไปไหนเท่าไหร่ เท่าที่ฉันทำได้ก็คือจะคอยถามข่าวจากพวกลูกค้าในร้านให้นะจ๊ะ” เมื่อได้ยินหญิงสาวเจ้าของร้านเอ่ยแบบนั้นก็ทำให้อากาเนะเบาใจขึ้นมาอีกหน่อย จากนั้นเธอก็เพิ่งรู้สึกตัวว่ามีแขกคนอื่นนั่งอยู่ในร้านด้วย   “ตายจริง! ฉันมัวแต่กังวลเรื่องเรนะมากเกินไปจนไม่ทันสังเกตว่าคุณลูกค้าอยู่ ต้องขอโทษที่เสียมารยาทด้วยนะคะ” อากาเนะเอ่ยขึ้นพร้อมกับก้มหัวขอโทษให้ทั้งทางยูมิโกะและมิลกี้ หญิงสาวสูงวัยยิ้มอ่อนๆพลางส่ายหน้าเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร แต่มิลกี้นั้นเธอทำแค่เพียงหันมายิ้มให้จากนั้นก็ไม่ได้สนใจอีกเลย   “ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ...” หญิงสาวร่างเล็กเอ่ยลาพร้อมกับโค้งตัวเล็กน้อย จากนั้นก็รีบหุนหันออกจากร้านไป   ‘เรนะงั้นหรอ.. ชื่อคุ้นๆแหะเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน...’ มิลกี้ครุ่นคิดอยู่ในใจแต่เมื่อนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกเธอจึงสะบัดไล่ความคิดนั้นทิ้งและเพลิดเพลินกับการจิบเครื่องดื่มของเธอต่อไป   จากนั้นมิลกี้ก็อยู่คุยเรื่องธุรกิจของเธอกับยูมิโกะอีกสักพักก่อนจะจ่ายเงินและเดินออกจากร้านไป ในจังหวะที่เดินออกจากร้านได้ไม่นานเด็กสาวก็รู้สึกได้ว่ามีกลุ่มคนประมาณ 2-3 คนกำลังเดินตามเธอมา เด็กสาวพยายามไม่สนใจเพราะคิดว่าคงเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อเธอเดินออกจากหมู่บ้านและตรงเข้ามาในป่านั้นกลุ่มคนพวกนั้นก็ยังคงตามอยู่ เด็กสาวพยายามเดินเข้าไปลึกเรื่อยๆจนกระทั่งแสงอาทิตย์ที่สาดลงมานั้นเริ่มส่องผ่านต้นไม้หนาทึบได้เพียงเล็กน้อย มิลกี้จึงหยุดเดินก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายและรำคาญ   “เห้อ… ข้ารู้นะว่าพวกเจ้าตามข้ามาตั้งแต่ในเมืองแล้ว มีธุระอะไรก็บอกมา ข้าชักจะรำคาญแล้วนะ!” มิลกี้หันหลังกลับมาก็ยังพบเพียงความว่างเปล่า แต่ไม่นานคนกลุ่มนั้นก็ค่อยๆเดินออกมาจาหลังต้นไม้   “หึๆ ใจกล้าไม่นะยัยเด็กนี่ แถมยังเดินเข้ามาในที่เปลี่ยวแบบนี้อย่าหวังว่าจะร้องให้ใครช่วยได้เชียวนะสาวน้อย” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งเอ่ยขึ้น พร้อมกับอีก 2 คนที่หัวเราะอย่างได้ใจ   “นี่แหละนะ พวกมนุษย์หน้าโง่… ช่างไม่รู้อะไรซะเลยว่าใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายติดกับ...” เด็กสาวเอ่ยขึ้นพลางยิ้มเยาะใส่บรรดาชายร่างสูงใหญ่ตรงหน้า   “หนอยแก! ทำเป็นปากดีนัก คิดว่าจะสู้พวกเราได้หรือไง! เห้ย! จัดการ!” เสียงชายที่เป็นหัวโจกของกลุ่มเอ่ยขึ้น ชายอีกสองคนที่เหลือก็ตรงเข้าล้อมมิลกี้ไว้ทันที ทั้ง 3 คนยืนล้อมมิลกี้เอาไว้เพื่อกันไม่ให้เด็กสาวหนีไปไหนได้ แต่แทนที่เธอจะกลัว กลับยืนปิดปากหาวอย่างเบื่อหน่ายเสียด้วยซ้ำ และท่าทีแบบนั้นก็ยิ่งเพิ่มอารมณ์ขุ่นเคืองให้ชายทั้ง 3 ได้อย่างดี ชายกลุ่มนั้นจึงวิ่งเข้าหาเด็กสาวอย่างพร้อมเพียงแต่จังหวะที่จะได้แตะตัวเด็กสาวนั้นชายหนุ่มทั้งสามก็ถูกอะไรบางอย่างซัดจนกระเด็นออกไปคนล่ะทาง   “อะไรกันวะ!” ชายที่เป็นหัวโจกสบถขึ้นมาอย่างหัวเสีย แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็พบตุ๊กตากระต่ายสีน้ำตาลกำลังจ้องมองใบหน้าของเขา ซึ่งลูกตาของมันข้างหนึ่งถูกสร้างขึ้นจากกระดุมเม็ดใหญ่ส่วนตาอีกข้างถูกเย็บไขว้กันเป็นรูปกากบาท แถมปากยังเป็นรอยเย็บที่ฉีกกว้าง ตรงลำคอมีโบว์สีแดงลายจุดสีดำขนาดใหญ่ และตามลำตัวยังมีรอยเย็บและรอยสีแดงแซมเป็นบางจุด ในมือข้างหนึ่งของมันถือขวานสีเงินที่มีรอยเปื้อนสีแดงเข้มเกรอะกรังเอาไว้ ชวนให้คนที่มองเห็นอดที่จะรู้สึกขนลุกได้ไม่น้อย แต่สิ่งที่ทำให้ชายทั้ง 3 รู้สึกขนลุกกว่านั่นก็คือกระต่ายตัวนั้นมันมีชีวิตและที่สำคัญมันกำลังลอยอยู่!   “ปะ...ปะ...ปีศาจ!!!!” ชายในกลุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความหวาดกลัวก่อนจะวิ่งหนีไปพร้อมกับอีกคนอย่างหัวซุกหัวซุนโดยทิ้งให้ลูกพี่ของตนนั้นเผชิญชะตากรรมอยู่ตามลำพัง   “แหมๆ ดูเหมือนลูกน้องของเจ้าจะเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวซะไม่มีนะ แค่เห็นอุซากิจังก็วิ่งป่าราบซะแล้ว ไม่ไหวเลยจริงๆ” มิลกี้เอ่ยขึ้นอย่างยิ้มเยาะ ในขณะที่ชายผู้เป็นหัวโจกของกลุ่มยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหน หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือกลัวจนขยับไม่ได้ต่างหาก   “เอาล่ะ… จะเอายังไงกับเจ้านี่ดีนะ...” เด็กสาวเอ่ยขึ้นพลางเดินเข้ามาใกล้ๆและนั่งยองๆลงมองชายตรงหน้าอย่างพิจารณา   “อึก...” ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ถึงอย่างนั้นก็พยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยการคว้าก้อนหินแถวนั้นขึ้นมาหวังทุบใส่เด็กสาวตรงหน้า แต่การกระทำนั้นก็ยังช้ากว่าอุซากิจังของมิลกี้อยู่ดี เจ้าตุ๊กตากระต่ายหวดขวานลงไปตัดมือของชายตรงหน้าอย่างไม่ลังเล ทำให้เลือดสาดกระเซ็นเป็นบริเวณกว้างจนเลอะทั้งตัวของมันและมิลกี้ด้วย   “อ๊ากกกกกกกกกกกก!!!!!” ชายหนุ่มตรงหน้ากรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานเจียนตาย แต่เสียงโหยหวนและเลือดที่สาดกระเซ็นนั้นกลับไม่ได้สร้างความรำคาญหรือกระทบกระเทือนต่อเด็กสาวตรงหน้าแม้แต่น้อย   “อ๊ะ! จริงสิ! ยังเอาไปขายในตลาดมืดได้นี่นา จะฆ่าทิ้งเฉยๆก็เสียดายแย่ แต่อุซากิจังดันทำสินค้ามีตำหนิซะแล้วสิเนียะ….” มิลกี้เอ่ยขึ้นอย่างเสียดายพลางหยิบมือข้างที่ถูกตัดขึ้นมามอง   “แต่แค่นี้เองคงไม่เป็นไร เด่วเย็บต่อเอาก็น่าจะพอได้ราคาสูงอยู่แหละนะ” เด็กสาวเอ่ยขึ้นพลางฉีกยิ้มอย่างได้ข้อสรุปที่เป็นน่าพอใจ   “เอาล่ะถ้างั้นอุซากิจัง รบกวนพามนุษย์คนนี้ไปเก็บไว้ในคลังสินค้าที่บ้านให้ทีนะจ๊ะ แล้วก็ถ้ามันมีท่าที่ขัดขืนล่ะก็ฆ่าได้เลย เพราะยังไงเดี๋ยวก็เย็บต่อกันได้อยู่แล้วนี่นะ...” ประโยคตอนท้ายนั้นเด็กสาวจงใจพูดเพื่อเน้นย้ำชายตรงหน้าพร้อมกับเหลือบตามามองและฉีกยิ้มอย่างเลือดเย็น   จากนั้นเจ้าตุ๊กตากระต่ายก็จัดการลากชายหนุ่มที่มีร่างกายใหญ่กว่าตัวมันหลายเท่าไปตามพื้นโดยที่ชายคนนั้นทำได้แค่เพียงนอนไถไปกับพื้นและครางด้วยความเจ็บปวด เด็กสาวยืนมองภาพตรงหน้าจนกระทั่งทั้งสองหายลับไปในเงามืดก่อนจะฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี   “อย่างน้อยก็ไม่เสียเปล่าที่อุตส่าห์ล่อให้มาถึงนี่ล่ะนะ คิๆๆๆ”  เด็กสาวหัวเราะอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับออกเดินไปตามทางสักพักแต่แล้วก็เหมือนนึกอะไรได้ขึ้นมาเสียก่อน   “จะกลับเข้าเมืองสภาพนี้ไม่ได้ ไม่งั้นเลือดมนุษย์บนตัวข้าคงทำให้พวกชั้นต่ำนั่นคลั่งเป็นแน่ คงต้องรีบล้างตัวก่อนล่ะ” คิดได้ดังนั้นเด็กสาวก็เดินลึกเข้าไปในป่ามากขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายคือแหล่งน้ำที่พอใช้ล้างตัวได้ซักที่ แต่ระหว่างทางที่เดินไปเรื่อยๆเด็กสาวก็รู้สึกได้ว่าพวกปีศาจที่อาศัยอยู่ในป่าเริ่มมีการเคลื่อนไหวกันมากขึ้นโดยเป้าหมายก็คงไม่พ้นเธอเป็นแน่   “บ้าจริง! พวกมันเยอะขนาดนี้คงไม่ไหว แถมตอนนี้อุซากิจังก็ไม่อยู่ซะด้วย ให้ตายเถอะทำไมปีศาจน่ารักๆแบบข้าถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ตลอดเลยนะ...” มิลกี้บ่นอุบพลางเร่งการเคลื่อนไหวให้เคลื่อนที่เร็วมากขึ้น เด็กสาวพยายามหนีไปเรื่อยๆหวังจะสลัดให้เจ้าพวกปีศาจที่ตามหลุดจากการไล่ล่าเธอแต่พวกปีศาจก็ยังคอยตามติดอย่างไม่ลดละเช่นกัน   “ขี้ตื๊อจริงนะพวกนี้ แบบนี้คงช่วยไม่ได้ล่ะนะ...” มิลกี้หยุดวิ่งก่อนจะหันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับกลุ่มปีศาจที่ตามมา เด็กสาวเสกเคียวอันแหลมคมขนาดใหญ่ก่อนจะตวัดมันด้วยความเร็วที่คาดไม่ถึงด้วยท่าทีที่แสนสบาย แน่นอนว่าเคียวเล่มนั้นได้ตัดร่างเหล่าปีศาจตรงหน้าทั้งหมดขาดเป็น 2 ท่อน ก่อนจะค่อยสลายกลายเป็นไอสีดำหายไปในที่สุด   “ให้ตายเถอะ ทั้งที่กะว่าจะไม่เอาออกมาใช้กับพวกกระจอกแบบนี้เลยแท้ๆนะ” มิลกี้เอ่ยขึ้นเบาๆพลางลูบใบมีดของเคียวไปมาอย่างถนุถนอม   ‘แปะ แปะ แปะ’   เสียงปรบมือของใครบางคนดังขึ้นทำให้มิลกี้หันไปทางต้นเสียงและหันเคียวไปยังทิศทางนั้นเพื่อเตรียมรับมืออย่างรวดเร็ว   “ดูเหมือนเจ้าเองก็มีฝีมือใช่เล่นนะ...” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น   “เจ้าอีกแล้วหรอ… นี่เจ้าสะกดรอยตามข้ามาหรือยังไงกัน” มิลกี้เอ่ยขึ้นด้วยความสงสัยพร้อมสีหน้าที่ไม่ค่อยวางใจนัก   “เจ้าคงจะหลงตัวเองมากไปแล้วล่ะ ถ้าเจ้าลองสังเกตรอบๆให้ดี เจ้าจะรู้ว่าเจ้าต่างหากคือคนที่กำลังจะบุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของตระกูลข้าต่างหาก”   เมื่อคนตรงหน้าเอ่ยแบบนั้นทำให้มิลกี้ต้องหันไปมองสภาพโดยรอบ ทำให้เธอพบว่าเธอหนีเจ้าพวกนั้นจนมาอยู่ในบริเวณที่ไม่ค่อยคุ้นตาเสียแล้ว   “และดูสภาพตัวเจ้าสิ ตัวเจ้าตอนนี้มีแต่กลิ่นเลือดเต็มตัวไปหมด เจ้าคงไม่คิดว่าจะเดินไปทั่วทั้งสภาพนี้ใช่มั้ย ไม่อย่างนั้นวันนี้ทั้งวันชีวิตเจ้าคงวุ่นวายน่าดู” เสียงหญิงสาวเอ่ยขึ้นพร้อมเลิกคิ้วเล็กน้อย   “ข้าไม่ได้เสียสติขนาดจะเดินไปไหนมาไหนด้วยสภาพนี้นะ เพียงแต่เจ้าชั้นต่ำพวกนั้นเอาแต่ตามรังควานข้าจนข้ายังไม่ได้กลับบ้านซะทีต่างหาก!” มิลกี้โต้ตอบพร้อมขึ้นเสียงเล็กน้อย   “ถ้าอย่างนั้นเจ้าควรจะรีบไปกับข้าเสียดีกว่า เพราะขืนยังชักช้าอีกไม่กี่นาทีเจ้าพวกนั้นก็จะตามกลิ่นเลือดจากตัวเจ้ามาอีก” หญิงสาวร่างเล็กเอ่ยขึ้นหลังจากได้ยินเสียงคำรามกระหายเลือดแว่วมาแต่ไกล     “ทำไมข้าจะต้องไปกับเจ้าด้วย ” มิลกี้เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยเห็นด้วยนัก   “หรือเจ้าอยากตายโดนรุมทึ้งตายอยู่ที่นี่ข้าก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ...” หญิงสาวเอ่ยขึ้นพร้อมกับหันหลังกลับและเดินจากไปอย่างไม่ใยดี และนั่นทำให้มิลกี้รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย เพราะเธอเองก็รู้ดีว่าอีกไม่นานเจ้าพวกชั้นต่ำน่ารังเกียจนั่นจะถาโถมมาอีกนับไม่ถ้วน และนั่นทำให้เธอไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากตามหญิงสาวปริศนาตรงหน้าไปนั่นเอง มิลกี้ตามไปเรื่อยๆจนกระทั่งเจอรถม้าตู้หนึ่งจอดอยู่กลางป่า   “ท่านซายากะจู่ๆก็ให้ข้าลงจอดมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าขอรับ? แล้วปีศาจตนนั้น...” ชายสูงอายุทำท่าจะเอ่ยถามต่อแต่หญิงสาวก็ยกมือห้ามไว้ก่อน   “ไว้เดี๋ยวค่อยถามรายละเอียดทีหลัง ตอนนี้ต้องรีบออกจากที่นี่ก่อน” ซายากะเอ่ยตัดบท จากนั้นทุกคนก็ขึ้นรถม้าสีดำและออกเดินทางต่อ หลังจากขึ้นรถมาไม่นาน มิลกี้ก็หันซ้ายหันขวาอย่างไม่ค่อยสบายตัวและสบายใจนัก   “นี่เจ้าจะพาข้าไปไหน?” มิลกี้เอ่ยถามขึ้นอย่างอดสงสัยไม่ได้   “คฤหาสน์ยามาโมโตะ… บ้านของข้า”     *************************************************   -กลับมาที่คฤหาสน์ของสองพี่น้อง ณ ห้องนั่งเล่น-   ปัง!!!!   “อัตจัง!!!” จูรินะผลีผลามกระแทกประตูเข้ามาพร้อมตะโกนเสียงดังอย่างไม่ไว้หน้าใคร   “เบาเสียงลงหน่อยจูรินะ ต้องให้ข้าพูดเรื่องนี้อีกกี่ครั้งกัน ถึงที่นี่จะเป็นบ้านของเจ้าแต่ก็ใช่ว่าจะทำตัวยังไงก็ได้หรอกนะ และอีกอย่างนึงเสียงเจ้าน่ะจะทำให้พวกปีศาจรับใช้ในบ้านแตกตื่นจนนึกว่ามีมนุษย์อยู่ในบ้านเสียมากกว่า” อัตสึโกะเอ่ยขึ้นอย่างปรามน้องสาว แต่จูรินะก็ไม่ได้สนใจกลับยิ่งเดินปึงปังไปหาอัตสึโกะที่กำลังนั่งทานของหวานอยู่   “เรื่องวันแต่งงานมันหมายความว่ายังไง! อัตจังเห็นด้วยกับเรื่องนี้งั้นหรอ!” จูรินะรีบโวยวายในสิ่งที่คาใจออกไปอย่างรวดเร็ว   “เห้อ… รู้แล้วสินะ ข้าก็ไม่ได้เห็นด้วยหรอกนะ ข้าพยายามบ่ายเบี่ยงแทนเจ้าอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่เจ้าก็รู้ว่าเจ้าเลี่ยงการแต่งงานมากี่สิบปีแล้ว พวกผู้อาวุโสคงจะไม่ยอมอ่อนข้อให้เจ้าอีกต่อไปถึงได้กำหนดพิธีในคืนเดือนมืดครั้งต่อไปยังไงล่ะ” อัตสึโกะเอ่ยขึ้นพลางถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้   “ข้าไม่ยอมหรอกนะ! ข้าจะไม่แต่งงานกับเขา ข้าจะแต่งงานกับคนที่ข้ารักเท่านั้น!” จูรินะยังคงโวยวายเสียงดังต่อไป   “เจ้าไม่มีทางเลือกมากนักหรอกนะจูรินะ อีกอย่างนึง เจ้าก็อายุไม่น้อยแล้ว เจ้าเอาแต่ปฏิเสธการแต่งงานโดยอ้างเหตุผลเรื่องนั้นทั้งที่ยังไม่เคยเปิดใจยอมรับใครเลยไม่ได้หรอกนะ” อัตสึโกะพยายามพูดหว่านล้อมและให้เหตุผลหวังจะให้จูรินะเข้าใจ แต่ดูเหมือนเด็กสาวจะยังยอมรับไม่ได้     “ยังไงข้าก็จะไม่แต่งกับเขา! และที่สำคัญที่ข้าต้องมาอยู่ในสภาพนี้… ที่ต้องมาแต่งงานกับเขามันก็เพราะอัตจังไม่ใช่หรอ! เป็นความผิดของอัตจังนั่นแหละ!”จูรินะโวยวายอย่างคนสติแตกพร้อมกับน้ำตาที่รื้นขึ้นมาและหุนหันออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว   “เรื่องนั้นข้ารู้อยู่แก่ใจ… ข้าขอโทษจูรินะ” อัตสึโกะเอ่ยขึ้นพร้อมสีหน้าที่หม่นหมองอย่างคนรู้สึกผิดอย่างมาก จนมินามิที่ทนดูอยู่เงียบๆมาตั้งแต่แรกอดที่จะกอดปลอบไม่ได้   “ไม่ใช่เจ้าคนเดียวที่รู้สึกผิดกับเรื่องนี้หรอกนะอัตสึโกะ ข้าเองก็เป็นคนผิดด้วยเหมือนกัน เราทั้งคู่นั่นแหละ ที่สำคัญข้าว่าจูรินะคงไม่ได้ตั้งใจจะว่าร้ายเจ้าหรอก นางแค่คุมสติไม่อยู่ ให้เวลานางหน่อยเถอะ” มินามิเอ่ยปลอบอย่างอ่อนโยนพร้อมกับลูบแผ่นหลังราวกับให้กำลังใจ   “แต่ยังไงความจริงข้อนั้นที่ข้าเป็นคนผลักภาระให้จูรินะมันก็ไม่ได้หายไป ข้าแค่… ข้าแค่...” อัตสึโกะพยายามจะเอ่ยต่อแต่ก็ถูกริมฝีปากของหญิงสาวตัวเล็กทาบทับลงมาเสียก่อน   “เลิกโทษตัวเองได้แล้วนะอัตจัง ตอนนี้เราก็ทำตามที่พวกผู้อาวุโสอยากให้เป็นไปก่อนดีกว่า ยังพอมีเวลาอีกหลายวันกว่าจะถึงคืนแต่งงาน ข้าเชื่อว่าเราต้องมีทางออกสำหรับเรื่องนี้... ” มินามิเอ่ยขึ้นหลังจากถอนริมฝีปากออก พร้อมกับคลี่ยิ้มและประคองใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้าผู้เป็นที่รักเอาไว้ ก่อนจะค่อยๆเคลื่อนใบหน้าเข้าหากันอีกรอบ พร้อมกับประทับจูบที่มอบกำลังใจให้กันและกันอีกครู่ใหญ่   ทางด้านเรนะที่ยังคงอยู่ในห้องก็ยังคงใช้เวลาไปกับการครุ่นคิดสิ่งต่างๆแต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่เธอรู้สึกคาใจกับมันมากที่สุดคือประโยคที่ซายากะได้พูดทิ้งท้ายกับเทอไว้   “คำพูดนั้นมันหมายความว่ายังไงกัน…”   แม้หญิงสาวจะติดใจกับคำพูดนั้น แต่ดูเหมือนเธอจะยังคงหาคำตอบไม่ได้เร็วๆนี้จึงตัดสินใจปล่อยเรื่องนั้นไป และในตอนนั้นเองเธอจึงพิ่งสังเกตว่าเวลานั้นได้เดินผ่านล่วงเลยไปหลายชั่วโมงจนได้เวลามื้อเย็นแล้วนั่นเอง หญิงสาวจึงเดินตรงไปที่ห้องโถงเพื่อทานอาหาร แต่เมื่อมาถึงก็พบเพียงแค่อัตสึโกะและมินามิที่กำลังนั่งทานอยู่เท่านั้น   “เจ้ามาช้าไปหน่อยนะ…” มินามิเอ่ยทักขึ้นทันทีที่เห็นเรนะนั่งลง   “ขอโทษด้วยค่ะ พอดีฉันคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเพลินไปหน่อย…. แล้วจูรินะล่ะคะ?” เรนะเอ่ยถามขึ้นเมื่อไม่เห็นวี่แววของแมงมุมสาวอยู่ในห้องโถงเลยสักนิด โดยที่ไม่สังเกตเลยว่าสีหน้าของอัตสึโกะและมินามิหมองลงเล็กน้อย   “มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าคะ…” เรนะเอ่ยถามขึ้นอีกครั้งและตอนนั้นเองที่เธอสังเกตความผิดปกติ ไม่มีใครตอบอะไร ทุกอย่างตกอยู่ภายใต้ความเงียบอันน่าอึดอัด   “บางทีฉันคิดว่า… ฉันควรจะไปตามเธอมาก่อนดีกว่านะคะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นพร้อมกับลุกนั่งก่อนจะขอตัวออกจากโต๊ะไปอย่างรวดเร็ว   “เราควรบอกเรื่องของจูรินะให้ผู้หญิงคนนั้นรู้มั้ย…” มินามิเอ่ยถามอัตสึโกะอย่างลังเล   “ไม่ต้องหรอก… เพราะว่าเธอเป็นแค่สัตว์เลี้ยงและอีกอย่าง เธอก็เป็นมนุษย์ เธอไม่มีความเกี่ยวข้องกับพวกเราตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” อัตสึโกะเอ่ยเสียงนิ่ง   “เจ้าดูไม่ค่อยอยากยุ่งกับนางเท่าไหร่นะ…” มินามิเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าทีของอัตสึโกะ   “เพราะข้าสังหรณ์ว่านางคือคนที่กำลังจะนำปัญหามาให้พวกเราและจูรินะมากกว่าน่ะสิ....”   ทางด้านเรนะที่ออกมาตามหาจูรินะนั้นก็เดินไปรอบๆคฤหาสน์พลางถามหาเด็กสาวกับพวกปีศาจรับใช้ไปด้วยแต่ก็ไม่มีใครพบวี่แววของจูรินะเลย   “หายไปไหนกันนะ… หรือว่าจะไปที่ห้องนั้น…” เมื่อเรนะคิดได้ดังนั้นเธอจึงรีบไปที่ห้องลับที่จูรินะเคยพาเธอไปซ่อน และเมื่อไปถึงเธอก็พบร่าของเด็กสาวอันคุ้นตากำลังนอนกอดหมอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง   “มาอยู่ที่นี่จริงๆด้วย… จูรินะ… เป็นอะไรน่ะ ทำไมไม่ไปกินข้าวล่ะ” เรนะเอ่ยถามขณะเดินเข้าไปพลางนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ๆ แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับหรือปฏิกิริยาอะไรจากเด็กสาวที่อยู่บนเตียงสักนิด   “จูรินะ…”   “ไม่มีอะไรทั้งนั้น ข้าอยากอยู่คนเดียว ไปให้พ้น!” จูรินะที่นิ่งเงียบมาจู่ๆก็ตะโกนขึ้นเสียงพลางไล่ให้หญิงสาวออกไปทั้งที่ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาคุยด้วยซ้ำ   “แต่ว่าเจ้ากำลังจะทำให้ทุกคนเป็นห่วงนะ--”   “ข้าบอกว่าไปให้พ้นไงเล่า!  ออกไปนะ!” จูรินะเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับขว้างหมอนบนเตียงทั้งหลายใส่เรนะอย่างไม่ใยดี ทำให้หญิงสาวตองลุกขึ้นมาห้ามปราม และในตอนนั้นเองที่เรนะเพิ่งสังเกตว่าดวงตาของเด็กสาวนั้นแดงก่ำมีคราบน้ำตาบนใบหน้าของจูรินะ   “นี่หยุดนะ! ใจเย็นๆก่อนสิ! เธอเป็นอะไรของเธอเกิดอะไรขึ้น!” เรนะพยายามปัดป้องสิ่งที่จูรินะขว้างมา ก่อนจะคว้ามือของจูรินะเอาไว้ได้   “ปล่อยข้านะเจ้ามนุษย์! อย่ามาถือวิสาสะแตะตัวข้า!”   “โอ๊ย!!!” เสียงร้องของเรนะดังขึ้นหลังจากจูรินะสะบัดมือออกอย่างรุนแรงจนเล็บของเธอเผลอไปกรีดบนมือของเรนะจนเป็นแผลและมีเลือดไหลออกมา   จูรินะที่เห็นแผลนั้นก็ชะงักและตกใจกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นแทนที่เด็กสาวจะเอ่ยคำพูดอะไรออกไป เธอกลับทำท่าจะลุกหนีออกจากตรงนั้นเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ยังไม่ทันจะได้ขยับไปไหน เธอก็รู้สึกถึงอ้อมแขนที่กอดรัดบริเวณเอวของเธอเอาไว้   “ปล่อยข้านะ! อยากได้อีกแผลนึงรึไง!” จูรินะพูดข่มขู่หวังจะให้หญิงสาวคลายอ้อมกอดลงแต่อ้อมแขนนั้นกลับรัดแน่นขึ้นทำให้จูรินะหงุดหงิดขึ้นไปอีก   “อยากทำอะไรก็เชิญสิ ถึงยังไงฉันก็เป็นแค่มนุษย์และเป็นแค่สัตว์เลี้ยงที่ตอบโต้อะไรไม่ได้อยู่แล้วนี่แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็จะไม่ปล่อยให้เธออยู่คนเดียวทั้งที่เธอยังร้องไห้อยู่แบบนี้หรอก”   เมื่อเรนะพูดจบ ภายในใจของจูรินะก็รู้สึกอุ่นวาบกับคำพูดนั้นอย่างประหลาด ขณะเดียวกันก็หยุดนิ่งราวกับเพิ่งรู้สึกตัวว่าน้ำตาของเธอยังคงไม่หยุดไหลเลย เด็กสาวจึงรีบยกมือเช็ดคราบน้ำตาอย่างลวกๆ แต่ดูเหมือนยิ่งพยายามเช็ดมันออกมามากเท่าไหร่น้ำตามันก็ยังไม่หยุดไหลซะทีจนตอนนี้ดวงตาอันแสนสวยงามนั้นบวมเป่งและแดงเป็นปื้นจนน่ากลัว   เรนะที่เห็นอย่างนั้นเธอจึงมองไปรอบๆ และสังเกตเห็นผ้าผืนเล็กๆตรงโต๊ะหัวเตียงเธอจึงเอื้อมตัวไปหยิบมาก่อนจะค่อยๆใช้มันบรรจงซับน้ำตาบนใบหน้าของเด็กสาวอย่างอ่อนโยนราวกับกลัวใบหน้าของเด็กสาวจะบอบช้ำไปกว่านี้ ส่วนจูรินะก็ได้แต่นิ่งอึ้งไปกับการกระทำของหญิงสาวตรงหน้าจนกลายเป็นว่าเธออยู่นิ่งๆให้คนตรงหน้าเช็ดน้ำตาให้เธอไปเสียอย่างนั้น   “เจ้าทำดีกับข้าแบบนี้เพราะหวังจะให้ข้าปล่อยเจ้ากลับเมืองมนุษย์ของเจ้าอย่างนั้นสินะ” จูรินะที่นั่งนิ่งมาสักพักเอ่ยขึ้นเมื่อรู้สึกตัว   “ฉันไม่เคยคิดอย่างนั้น ฉันแค่รู้สึกว่า… อยากอยู่เป็นเพื่อนเธอก็แค่นั้น ยังไงฉันก็เป็นสัตว์เลี้ยงของเธอก็ต้องอยู่ข้างเธออยู่แล้วไม่ใช่หรอ” เรนะเอ่ยขึ้นพร้อมกับส่งยิ้มให้เล็กน้อย ทั้งคำพูดและการกระทำของเรนะทำให้เด็กสาวรู้สึกประหลาดใจ หลังจากนั้นจูรินะก็ทำท่าจะลุกหนีอีกแต่เรนะก็รีบคว้าเธอไว้อีกทันทีเช่นกัน   “ข้าจะไปเอายามาให้ต่างหาก...” จูรินะเอ่ยขึ้นโดยไม่มองหน้าของเรนะ แต่นั่นกลับทำให้หญิงสาวเผยรอยยิ้มขึ้นมาได้อีก ก่อนจะปล่อยให้จูรินะลุกขึ้นไปหยิบยาและเดินกลับมาที่เตียง   เด็กสาวยกมือของเรนะขึ้นมาดูแผลที่ตอนนี้เลือดเริ่มหยุดไหลแล้ว ก่อนจะลงมือทำแผลให้เรนะอย่างเก้ๆกังๆ เรนะที่เห็นอย่างนั้นก็อดขำออกมาเล็กน้อยไม่ได้ แต่พอเธอจะเป็นฝ่ายทำแผลเอง จูรินะก็ไม่ยอมให้เธอทำอีก เธอจึงปล่อยให้เด็กสาวทำอย่างทุลักทุเลต่อไปอย่างช่วยไม่ได้   “ข้าขอโทษ...” จูรินะเอ่ยขึ้นหลังจากที่พันแผลที่มือของเรนะเสร็จ   “ไม่เปนไร มันเป็นอุบัติเหตุนี่” เรนะเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือให้ดูว่าไม่เป็นอะไรจริงๆ   หลังจากนั้นทุกอย่างก็กลับไปตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรอีก จูรินะเองเดินไปที่หน้าต่างใกล้ๆ พลางเหม่อมองออกไปข้างนอกอย่างไร้จุดหมายราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง   “เรนะ เจ้าอยากกลับบ้านใช่มั้ย?” จู่ๆจูรินะก็เอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาเรนะนึกฉงนด้วยความสงสัย   “ถ้าอย่างนั้นข้าจะพาเจ้ากลับบ้าน...” ทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้นก็ทำเอาเรนะเบิกตากว้างอย่างตกใจ   “เธอพูดจริงหรอจูรินะ! ไม่ได้หลอกหรือโกหกใช่มั้ย!?” เรนะลุกเดินตรงเข้าไปหาจูรินะที่ยืนอยู่พร้อมกับกุมมือของจูรินะเอาไว้อย่างปิดความดีใจไม่มิด   “จริงสิ แต่มีข้อแม้นะ...ถ้าเจ้าตกลง ข้าจะพาเจ้ากลับบ้าน”     “ข้อแม้หรอ? อะไรล่ะ?” เรนะเอ่ยถามด้วยความสงสัย   “ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” หลังจากได้ยินคำตอบของจูรินะก็ทำเอาเรนะนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆตั้งสติและทวนคำพูดใหม่ด้วยสีหน้าที่ซีดลงเล็กน้อย   “ไปด้วย… นี่เธอคงไม่ได้หมายความว่า...” “ใช่… ข้าจะหนีออกจากบ้านไปอยู่เมืองมนุษย์”     TBC.
  2. สารบัญ   INTRO              EPISODE 6    EPISODE 1          EPISODE 7    EPISODE 2          EPISODE 8 **New**   EPISODE 3    EPISODE 4    EPISODE 5        ********************************************         INTRO       คืนๆหนึ่งที่ระจันทร์ทรงกลมทอแสงนวลสว่างยามค่ำคืนบนท้องฟ้าพร้อมกับหมู่ดาวที่พร่างพราย ช่างเป็นค่ำคืนที่น่าจะดูสงบเงียบเหมือนกับทุกๆคืนอย่างที่เคยเป็นมา       แต่ทว่า....       บริเวณใกล้ๆกับหมู่บ้านแห่งหนึ่งในดินแดนอันห่างไกล ตรงบริเวณใกล้ๆกับทางเข้าชายป่านั้นเอง กำลังเกิดการไล่ล่าอะไรบางอย่างขึ้น...         แซ่ก แซ่ก แซ่ก         “เห้ย! มันอยู่นั่นรีบไปจับมันมาเร็วเข้าอย่าให้มันหนีไปได้!” เสียงตะโกนของกลุ่มๆหนึ่งดังขึ้นและพุ่งเป้าไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงใบไม้และเสียงวิ่งของอะไรบางอย่างที่กำลังหลบหนีอยู่       “แฮ่ก…แฮ่ก....”         อีกทางด้านหนึ่งหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังเร่งฝีเท้าวิ่งราวกับกำลังหนีจากอะไรบางอย่างที่น่ากลัวอย่างสุดชีวิต แม้ว่าร่างกายจะเหนื่อยหอบเจียนตายแค่ไหนแต่เธอก็ไม่สามารถหยุดวิ่งได้เลย เพราะถ้าเธอหยุดวิ่งแม้แต่วินาทีเดียวนั้นอาจหมายถึงความตายของเธอก็เป็นได้       หญิงสาววิ่งสุดแรงเกิดเข้าไปในบริเวณป่าที่มีต้นไม้ขึ้นหนาทึบหวังอาศัยความมืดและเงาของต้นไม้อันสูงใหญ่ช่วยในการพรางตัวจากเจ้าพวกที่กำลังตามล่าเธออยู่       จนในที่สุดเธอก็หนีเข้าไปหลบอยู่ในโพรงต้นไม้ต้นใหญ่ต้นหนึ่งและซ่อนตัวอย่างเงียบๆ จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่กำลังไล่ตามเข้ามาใกล้ๆกับบริเวณที่เธอซ่อนตัวอยู่ หญิงสาวที่กำลังกลัวจนตัวสั่นได้แต่ภาวนาให้พวกมันไม่เอะใจหาโพรงนี้เจอ       จนเวลาผ่านไปสักพักทุกอย่างภายนอกจู่ๆก็เงียบสงัดขึ้นมาเสียเฉยๆ แม้แต่เสียงฝีเท้าหรือเสียงของการเคลื่อนไหวภายในป่าก็ไม่มีสักแอะจนหญิงสาวนึกแปลกใจ       'ทำไมบรรยากาศดูเงียบผิดปกติ.... หรือพวกมันจะไปแล้ว?' หญิงสาวได้แต่คิดสงสัยแต่ก็ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว จนเธอตัดสินใจซ่อนตัวอยู่ที่เดิมรอดูท่าทีไปอีกสักพักจนกระทั่ง...       ''หืม?' หญิงสาวที่กำลังซ่อนตัวอยู่กลับได้กลิ่นแปลกๆและรู้สึกว่าบริเวณที่เธอหลบอยู่นั้นมีอุณหภูมิสูงขึ้นผิดปกติ เธอจึงตัดสินใจชะโงกหน้าออกไปดูเล็กน้อยก็พบประกายสีส้มกำลังลุกโหมใกล้เข้ามาเรื่อยๆ       ''นะ...นี่มัน! หรือว่า! พวกมันคิดจะเผาป่างั้นหรอ!" หญิงสาวเอ่ยออกมาด้วยความตกตะลึงกับภาพตรงหน้า ภาพของไฟที่กำลังลุกโหมไหม้อย่างร้อนแรงกำลังไล่เข้ามาใกล้เธอมากขึ้นทุกที ทำให้หญิงสาวต้องฝืนออกวิ่งหนีอีกครั้ง แต่วิ่งได้ไม่ทันไรเธอก็ต้องชะงักเมื่อไฟที่ลุกโหมไหม้อยู่นั้นไม่ได้ไล่หลังเธอมาอย่างเดียวแต่ตรงหน้าเธอเองก็เช่นกัน       ''เสร็จกัน! โดนไฟล้อมไว้หมดแบบนี้จะทำยังไงดีล่ะ..." หญิงสาวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน สภาพเธอตอนนี้เหมือนกับหนูที่ติดกับที่หาทางหนีออกไปไม่ได้ แต่ที่แย่กว่าคือเธออาจจะต้องถูกเผาตายทั้งเป็นบนกองเพลิงพวกนี้น่ะสิ       ขณะเดียวกันไฟก็ยิ่งลามเข้ามาใกล้มากขึ้นๆ ออกซิเจนที่อยู่รอบตัวหญิงสาวก็ยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ สติสัมปชัญญะก็ค่อยๆเลือนลางลง จะคิดอะไรก็คิดไม่ออกจนในที่สุดเธอก็เป็นลมหมดสติไปท่ามกลางกองเพลิงที่ล้อมรอบตัวเธออยู่       ขณะเดียวกันตรงบริเวณที่หญิงสาวหมดสติไปนั้นก็มีค้างคาวกลุ่มหนึ่งลอยอยู่เหนือบริเวณแถวนั้นคอยมองเหตุการณ์อยู่อย่างเงียบๆ       "ดูเหมือนแผนของพวกเราจะได้ผลนะครับท่าน แล้วพวกเราจะเอายังไงต่อกับมนุษย์คนนี้ดี" เสียงค้างคาวตัวหนึ่งเอ่ยขึ้น       "ฆ่านางซะ เพราะนางเห็นพวกเราเข้าแล้ว จะให้นางแพร่งพรายเรื่องของพวกเราออกไปให้มนุษย์คนอื่นรู้ไม่ได้เด็ดขาด" เสียงค้างคาวตัวหนึ่งที่เป็นหัวหน้าเอ่ยขึ้น       "แต่เดี๋ยวก่อนท่านหัวหน้า... ข้าว่าจับนางมนุษย์ผู้นี้ไปให้ท่านหญิงน้อยดีหรือไม่ เพราะข้าได้ยินมาว่าท่านหญิงน้อยกำลังหาสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ที่น่าสนใจอยู่ แต่จนตอนนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถหาสัตว์เลี้ยงที่ถูกใจนางได้เลย บางทีถ้าเราจับมนุษย์ไปให้ท่านหญิงน้อยอาจจะถูกใจนางก็ได้นะ" เสียงค้างคาวอีกตัวหนึ่งเอ่ยขัดขึ้นมาพร้อมข้อเสรอแนะที่ชวนให้หัวหน้าค้างคาวคล้อยตามได้ไม่ยาก       "อืม... ช่วงนี้ท่านหญิงน้อยยิ่งอารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่ บางทีเจ้ามนุษย์นี่อาจช่วยแก้เบื่อได้อย่างเจ้าว่า... งั้นพวกเจ้ารีบพาตัวนางกลับไปด้วย!"     สิ้นเสียงคำสั่ง พวกค้างคาวที่เหลือก็พากันร่อนลงและแปลงกายให้อยู่ในร่างมนุษย์แต่แตกต่างกับมนุษย์ตรงที่พวกนี้กลับมีปีกค้างคาวอยู่ที่กลางหลัง! จากนั้นพวกมันทั้งหมดก็ช่วยกันแบกร่างหญิงสาวมนุษย์รายนี้บินขึ้นฟ้าก่อนจะบินตรงไปยังทิศทางของหุบเขาลูกหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป จากนั้นก็ร่อนลงผ่านช่องแคบในหุบเขาลงไปยังหน้าผาที่ลึกจนมืดสนิทที่แม้แต่แสงจันทร์ก็ไม่อาจส่องลงไปถึงนั้น หลังจากพวกนั้นร่อนลงไปใต้ผาและกลืนไปกับความมืดแล้วนั้น กองเพลิงที่ลุกโหมป่าเมื่อสักครู่ก็ค่อยๆมอดดับลง ทุกอย่างกลับมาเงียบสงบราวกับไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นนอกจากกองขี้เถ้าและรอยไหม้จากไฟป่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียงแค่นั้น         TBC.         ******************************************       ได้ฤกษ์กลับมาแต่งฟิคใหม่จ้า!!! ต้องขอบคุณไลฟ์ Halloween Night เพลงใหม่ของ AKB ที่ทำให้เรานึกครึ้มอยากแต่งขึ้นมา 555555555555555555 ไม่ได้แต่งนานคงต้องปัดฝุ่นกันหน่อย ยังไงก็ขอฝากเรื่องนี้ไว้ด้วยนะคะ อยากให้ช่วยคอมเม้นกันหน่อยว่ามันดีหรือไม่ดีตรงไหนบ้างเราจะได้ปรับปรุงนะคะ ทั้งเรื่องเนื้อหาหรือตัวหนังสือ มันเล็กไปหรือใหญ่ไปยังไงก็รบกวนติให้ด้วยนะคะ   แล้วก็ขอชี้แจงนิดนึง เรากะว่าจะแต่งเรื่องนี้ให้จบก่อน จากนั้นถึงจะย้อนกลับไปแแต่งเรื่องพยาบาลกับคนไข้ที่ค้างไว้อยู่นะคะ เนื่องจากไฟล์เรื่องนั้นมันหายไปพร้อมกับตอนล้างเครื่องเลยทำให้เราดองมันมาจนทุกวันนี้แล เลยกะว่าถ้าแต่งเรื่องใหม่นี้จบแล้วจะไปต่อเรื่องเก่าให้เสร็จนะคะ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ยังไงก็ขอฝากเรื่องใหม่ไว้ให้รีดเดอร์ทุกท่านด้วยนะคะ #กราบ