Search the Community

Showing results for tags 'Wmatsui'.

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Found 14 results

  1. [Two Shot] ก็ฉันนี่แหละ..อาจารย์ของเธอ! (Wmatsui)   I   "ทานแล้วน่ะค้าาา~"   น้ำเสียงเจื้อยแจ้ว ผ่านทางห้องเล็กๆปูเสื่อทาทามิตามห้องเช่าราคาถูก เด็กสาวฉีกตะเกียบคู่ดังเป๊าะ เป็นสัญญาณว่าเริ่มกินอาหารมื้อสุดหรูที่ทำเองนี้ได้แล้ว กลิ่นมาม่าหอมฉุย ฟุ้งจมูกกระตุ้นต่อมน้ำลาย 'มัตสึอิ จูรินะ' ค่อยบรรจงเส้นหงิกๆงอๆเข้าปาก   หวังว่ารสชาติของพื้นๆตามธรรมชาติของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ไม่ต้องทำอะไรมากนอกเสียจากต้มเส้นให้นุ่ม นั้นคงจะ..   "อะ อุ้ค! นี่มันเส้นไม่สุกนี่หว่า"   ..หมาไม่แหลกเลยต่างหากเล่า!   อะไรกัน เธอก็ทำตามข้างฉลากนี่น่า แถมจับเวลาสามนาทีเป๊ะๆแบบไม่ขาดไม่เกินเสียด้วย ..คิดได้ดังนั้นก็สาวขาเดินดุ่มๆแบบหัวเสียมายังกาน้ำร้อนที่ตอนนี้เครื่องเพิ่งมีสัญญาณเตือนว่าน้ำเดือดแล้ว สรุป..คือเมื่อกี้ใส่น้ำไม่ร้อนลงไปสิน่ะ เฮงซวยจริงๆเว้ย!   จูรินะเกาผมสั้นๆอย่างขัดใจ วันแรกของการใช้ชีวิตเด็กมัธยมปลายที่ต้องแยกมาอยู่คนเดียว แล้วทำอาหารไม่เป็นอะไรมันจะแย่ขนาดนั้น แค่มาม่าทำง่ายจะตาย สุดท้ายรสชาติหมาก็ยังไม่แหลก ใยพระเจ้าถึงไม่เห็นใจเด็กตาดำๆคนนี้   "เอาเถอะน่า!"อยู่ดีๆจูรินะก็ลุกฮือขึ้นมาพร้อมกับกำหมัดชูขึ้นฟ้า อ้อนวอนพระเจ้าไปก็ไม่ได้อิ่มท้องขึ้นมา ที่พึ่งสุดท้ายในตอนนี้คงมีเพียงแต่ซุปเปอร์เท่านั้นล่ะ   ยันตัวขึ้นมาจากที่นอนกลิ้งไปสักครู่ จูรินะเดินกระดี้กระด้า ผ่านทางชุดนักเรียนที่ต้องใส่ไปพรุ่งในวันเปิดเทอมนี้แล้วรู้สึกใจกระตุกวูบ กระโปรงมินิสเกิร์ตสั้นเสมอหู เสื้อเข้ารูปที่ดูบางเฉียบ เห็นแล้วรู้สึกอยากใสแบบไกลๆ อ่าห์..ถ้าใส่คงจะดูเปรี้ยวไม่น้อย   "ไหนๆพรุ่งนี้ก็ไปเรียนอยู่แล้วนี่เนอะ ใส่ก่อนไปก็คงไม่เป็นไรหรอก~"     .     .     "ชักอยากจะให้ถึงพรุ่งนี้แล้วเน้อ.."   จูรินะในชุดนักเรียนสั้นจุดจู๋อย่างกับสก๊อยออกหากิน เดินถือถุงซุปเปอร์ที่เพิ่งไปซื้อมาเสร็จอย่างชื่นบาน มืออีกข้างก็กระดกกระป๋องน้ำนางเอก ให้ไหลลงไปในลำคออย่างช้าๆ.. กะว่าถึงห้องจะกลับไปกินข้าวปั้นที่ซื้อมาหมาดๆแทนข้าวเย็น   "เฮ้ย! จับนังนี่ไว้ดิ.. แหม่ สวยด้วยนี่น่าพี่สาว"   เสียงจากกลุ่มชายจิ๊กโก๋ ที่อยู่แถวๆซอกตึก ทำให้จูรินะชะงักฝีเท้าค่อยๆใช้ดวงตาเหลือบมอง สาวสก๊อยออกหากิน(?)ย่องเข้าไปหาต้นเสียงอย่างช้าๆ เห็นวัยรุ่นหัวทองห้าคนจับกลุ่มรุมสาวอีกคนที่แต่งกายในชุดนอนสีบานเย็นลายลิงน้อยน่ารักงุงิ(?)   แต่งตัวแบบนั้นก็สมควรแล้วล่ะน่ะที่โดนพวกนั้นรุมน่ะ..   "ฮ่ะๆ ชุดพี่สาวนี่ตลกดีว่ะ ถ้าจะนอนก็ไปนอนที่บ้านดิว่ะ รู้มั้ยเดินผ่านแถวนี้มันถิ่นพวกเราน่ะเว้ย!"หัวโจกของกลุ่มพูดพาล มือหนาค่อยๆเชิดวงหน้าขาวที่ไม่มีทีท่าขัดขืนของมนุษย์ลิงบานเย็น(?)ขึ้น ก่อนจะค่อยๆเงื้อมือข้างหนึ่งตบไปที่แก้มขาวเต็มแรง"แต่คืนนี้นะน่ะ รับรองว่าได้นอนที่นี่กับพวกเรา แถมไปถึงสวรรค์แบบสุขสุดๆเลย..ฮ่ะฮ่า"   จูรินะที่แอบมองอยู่กำหมัดแน่นสั่นเทาด้วยความโกรธกับไอ้หัวโจกหน้าตัวเมียนั่น ง้างมือทุบกำแพงดังปึง ทั้งๆที่สัญญากับม่ามี๊แล้วว่าจะไม่ใช้กำลังชกต่อยคนอื่นอีกเด็ดขาดแท้ๆ แต่นี่มันทนไม่ได้จริงๆ   ใช่..แต่ก่อนจูรินะเคยเป็นแยงกี้ในโรงเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่ง แถมเป็นหัวหัวหน้าระดับเทพเสียด้วย หากที่ต้องเลิกราไปเพียงเพราะเธอเผลอเสียท่าให้กับตำรวจแค่ครั้งเดียว! แต่พอเรื่องพวกนี้ไปถึงหูคุณแม่ก็มีอันจบสิ้น โดนเทศน์ยาวยังไม่พอ ซ้ำยังโดนสั่งให้ตัดผมสั้นเรียบร้อย และก็ส่งจูรินะมาเรียนที่ใหม่ในย่าใจกลางเมือง.. ในตอนนี้ท่าจะให้ว่าง่ายๆคือเรื่องชกต่อยเป็นเรื่องถนัดของเธอนั่น   แหละแสยะยิ้มที่มุมปาก มือที่จับกระป๋องอยู่ ง้างแรงแขนปากระป๋องเปล่าเล็งใส่หัวโจกหน้าปลาบู่ดัง ป๊อก! ชายหัวทองหันมามองจูรินะแบบเคืองๆพลางใช้มือข้างหนึ่งลูบศีรษะที่เลือดไหลซิบๆ เขาตวาดเสียงลั่น   "แกใช่มั้ยที่ปากระป๋องใส่หัวข้าน่ะ!" "โอ๊ะโอะ ปาผิดแหะ ฉันกะว่าจะทิ้งลงขยะต่างหาก.."   จูรินะยกมือข้างหนึ่งเสยผมเหมือนที่แต่ก่อนเคยทำอย่างหล่อว์แทนคำตอบ คราบเด็กสก๊อยเมื่อกี้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงแต่แยงกี๊ผู้ไม่ปราณีใครเมื่อในอดีต"แต่ก็เสียงดังใช้ได้นี่! แปลว่าสมองกลวงสิน่ะ..พี่ชาย"   พูดจบ ก็ย่างสามขุมเข้ามาใกล้ และไม่ลืมที่จะวางถุงข้าวเย็นไว้ให้ห่างตัว ..ขืนเละขึ้นมาล่ะก็ไม่มีข้าวเย็นกินพอดี   "หนอย! กล้าหยามพวกเราน่ะ"ลูกน้องหัวโล้นในกลุ่ม ที่ไม่มีบทมาตั้งแริ่มเรื่องมาจนถึงฉากนี้ กระโจนเข้ามาหาจูรินะ หากแต่ก่อนที่จะได้ทำอะไรลงไป ก็มีมือปริศนาเงื้อจากทางด้านหลังปิดทั้งหน้าและดวงตา ก่อนจะบิดดังกร๊อบง่ายๆ ราวกับจะบิดฝากระป๋อง ร่างชายหนุ่มอกสามศอกล้มลงไปท่ามกลางสายตางุนงงทั้งจูรินะและกลุ่มจิ๊กโก๋ด้วยกันเอง   รังสีสังหารแผ่เป็นวงกว้างจนจูรินะเหงื่อกาฬไหลแตกผลั่ก ใบหน้าหวานของมนุษย์ลิงบานเย็นที่โดนรุมล้อมไปเมื่อกี้ ฉายแววน่ากลัว แวบนึงที่จูรินะรู้สึกได้ว่าผู้หญิงคนนี้..ไม่ธรรมดา   "อ่าวๆไหนบอกจะไปสวรรค์ด้งยกันไง~ สุขจนถึงสวรรค์เชียวน่า.."หล่อนกระชากเสื้อของหัวโจก และจับกระทุ้งเข่าเข้าเต็มรัก หลังจากนั้นก็ไล่อัดพวกที่เหลือลงไปนอนหมอบจนเกลี้ยง โดยที่จูรินะยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง ชุดลิงบานเย็นเปรอะเลือดเล็กน้อย หล่อนใช้มือเช็ดที่มุมปาก หันมองจูรินะด้วยแววตาที่ต่างจากเล่นโหดหักดิบไปเมื่อกี้ลิบลับ..หญิงสาวค่อยๆเดินมาใกล้จูรินะ   "เธออยู่โรงเรียนนี้เหรอ?"ชี้นิ้วไปที่ตราสัญลักษณ์โรงเรียนที่เด่นหราอยู่ทางอกด้านขวาของชุด จูรินะพยักหน้าน้อยๆ "ใช่ แต่ว่า..เมื่อกี้คุณ-ทำได้ยังไง" "อ๋อ ช่างมันเถอะเอาเป็นว่า ก็ช่วยลืมๆเรื่องพวกนี้ซ่ะน่ะ ฉันชื่อมัตสึอิ เรนะ น่ะ"   มนุษย์ลิงบานเย็น(?)ถามจูรินะ มือบางหยิบซองบุหรี่จากข้างกระเป๋าคาบไว้ที่ริมฝีปาก แต่จูรินะก็คว้ามันออกมาจากปากอีกคน ก่อนจะตวาดใส่เรนะที่ทำหน้าอึ้งปนตกใจนิดๆที่จู่ๆก็มาดึงบุหรี่   "ฉันไม่รู้หรอกน่ะว่าคุณเก่งมาจากไหน แต่พี่สาวข้างบ้านของฉันเคยบอกว่าพอสูบบุหรี่ปอดจะดำปิดปี๋..แถมตายไวด้วย!"ส่งสายตาดุๆให้อีกฝ่าย หากคำตอบที่ได้กลับเป็นเสียงหัวเราะร่วนของเรนะ   เดี๋ยวน่ะ! หัวเราะเหรอ..หัวเราะเนี่ยน่ะ?   "นี่ บุหรี่มันไม่ใช่เรื่องน่าหัวเราะน่ะคุณ"จูรินะขมวดคิ้วกอดกบึ้ง ส่วนเรนะที่หยุดกลั้นขำได้แล้วก็ยกมือมาขยี้ผมสั้นๆของจูรินะ หล่อนยิ้มหยีเห็นเหงือก   "รู้แล้วๆ ต่อไปนี้ฉันจะไม่สูบแล้วเอ้า! เป็นค่าตอบแทนที่เธอมาช่วยฉันไง"เรนะโยนกล่องบุหรี่ทิ้งแบบไม่สนใจใยดี ก่อนจะเหยียบซ้ำเพื่อให้อีกคนมั่นใจว่าเธอจะไม่ไปหยิบมาสูบอีกรอบ   "ตะ แตว่า ฉันยังไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลยน่ะ"คำพูดใสซื่อ บวกกับท่าทางเด็กน้อย ส่งผลให้คนอายุมากกว่าหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังอีกครั้ง   อีกแล้วน่ะ..นี่มันน่าหัวเราะมากๆเลยรึไง   "หยุดหัวเราะได้แล้วน่าคุณ!"จูรินะกระชากคอเสื้อลิงบานเย็นให้เข้ามาใกล้ หมายรั้งคอขาวให้หายหัวเราะ และมันได้ผลจริงๆ เรนะที่หยุดหัวเราะแล้วจ้องหน้าจูรินะเหมือนจะกลืนกิน กลิ่นน้ำหอมจางๆจากตัวอีกคนส่งผลให้จูรินะเบนหน้าหนี สุดท้ายก็เป็นฝ่ายปล่อยเค้าออกไปเองง่ายๆซ่ะงั้น   "ไม่อยากจูบฉันงั้นเหรอ?"เรนะขยิบตากวนๆ ถึงแม้หน้าตาที่สวยมากๆกับผิวสีขาวซีดราวเจ้าหญิงนั่นดูบอบบาง แต่การกระทำนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจร้ายเสียอีก บ้าไปแล้ว.. จูรินะว่าคนคนนี้ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เมื่อกี้ยังอัดจิ๊กโก๋ล้มไปตั้งหลายคน แล้วไหงกลายมาเป็นคนขี้เล่นแถมกวนประสาทเธออีกเล่า   "อย่ามาคิดอะไรลามกๆกับฉันน่ะ!"รีบใช้มือป้องเสื้อนักเรียนตัวบางรัดรูป ที่เรนะเริ่มใช้สายโลมเลียตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วยกยิ้มอะไรแปลกๆอยู่คนเดียว "ทำไม กลัวฉันจะข่มขืนเธอรึไง ว่าแต่ มืดๆเปลี่ยวๆแบบนี้กฌดีน่ะ"   มนุษย์ลิงบานเย็น(?)ที่จูรินะว่ามันเข้าใกล้สิ่งที่เรียกปีศาจมากกว่าลิง ย่างสามขุมเข้ามาใกล้ จูรินะก็ได้แต่เซถอยหลังไปเรื่อยๆจนติดกำแพง ไม่สามารถขยับไปไหนได้อีก   "ยะ แย่แล้ว"หลับตาปี๋ทันทีที่สัมผัสอุ่นเริ่มกอดโอบ ลมหายใจที่ถี่มากกว่าเดิมและเสียงหัวใจที่เต้นระรัว มันแน่ชัดมากดว่าสิ่งไหนๆว่าเธอกำลังกลัว หรือไม่ก็ต้องเขินอายแน่ๆ ส่วนเรนะก็ไล้จมูกลงมาที่หูใสๆที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงเพราะเลือดที่สูบฉีดตามจังหวะหัวใจ พ่นลมกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเซ็กซี่   "...ตัวหอมดีน่ะ ฉันเองก็หิวแล้วด้วยสิ ขอกินให้หมดเลยล่ะกัน"พูดจบ ก็อาศัยจังหวะที่เด็กสาวในอ้อมอกเผลอเคลิ้มไปตามสัมผัสของเธอเดินไปข้างหลังจูรินะแทน   "อ-อือห์.."   จูรินะค่อยปรือตาขึ้นมาหลังจากแรงกดทับที่ตัวเธอหายไปแล้ว รวมทั้งตัวเรนะที่เดินไปหยิบถุงซุปเปอร์ตอนไหนก็ไม่รู้ ปีศาจในคราบหญิงสาวชูถุงซุปเปอร์พร้อมกับหัวเราะหึๆเห็นเหงือกตามสไตล์"เห็นว่าน่าอร่อยดี ฉันขอน่ะ"   "ทะ ที่บอกว่าขอกินให้หมดอย่าบอกน่ะว่า..ข้าวเย็นของฉันน่ะ"จูรินะเริ่มหน้าแดงผ่าวๆเมื่ออีกคนเข้าใจสิ่งที่เธอคิดอะไรลามกอยู่เองคนเดียว   "ก็ใช่สิ รึนึกว่าฉันอยากกิน.." "ไม่ต้องพูดเลยน่ะ!"มือบางกำชายกระโปรงแน่นด้วยความเขินอายพลางหลุบสายตาลงหนี ซึ่งสำหรับเรนะเธอมองว่าน่ารักและน่าแกล้งในเวลาเดียวกันเอามากๆ   "ถ้าอยากได้ เธอก็มาแย่งเอาสิ ใช้กำลังต่อสู้ไง วิธีของแยงกี้" "คุณรู้.." "แน่นอน แววตาเธอมันบอกน่ะเด็กน้อย ไม่สิ..มัตสึอิ จูรินะ บังเอิญที่เรานามสกุลเดียวกันด้วย"หล่อนยิ้มร่าแกว่งถุงซุปเปอร์ไปมาคล้ายจะยั่วโมโห"เอ้า! เข้ามาสิ.."   จูรินะทำหน้าลังอยู่สักครู่ ก่อนจะตระตุกยิ้มบางๆ มือข้างหนึ่งเสยผมสั้นๆตามสไตล์"ไม่บอกก็ทำอยู่แล้ว!"พูดจบ ก็วิ่งเข้าประชิดตัวเรนะด้วยความเร็วที่คนมองถึงกับทำหน้าเหยเกเพราะตามไม่ทัน จูรินะง้างมือปล่อยหมัดตรงใส่ใบหน้าสวย ทว่า.. เรนะที่ไวกว่าก็ตั้งรับได้ทัน เธอเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย หมุนเข้าไปล็อคตัวของจูรินะให้แน่นิ่งไร้การตอบโต้   มนุษย์ลิงบานเย็น(?)หัวเราะชอบอกชอบใจเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นคนชนะแบบง่ายดาย..   "ฮ่ะๆ งั้นข้าวนี่ฉันขอน่ะ"   คลายมือที่ล็อคคอให้ต่ำลงมาบริเวณที่เอวบาง เรนะคลึงมันเล็กน้อย แต่ด้วยระยะที่ใกล้มากมันจึงดูเหมือนการโอบกอดกอดซ่ะมากกว่า คนชนะเอาคางแหลมๆเกยบนบ่าจูรินะ แล้วพูดกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า   "...จะกินให้หมดทั้งตัวเลย" "ปะ ปล่อยฉันน้าา!"จูรินะหันไปมองเรนะที่เอาคางวางบนไหล่เธออยู่ แต่ด้วยความโง่เง่าของตัวเองนั่นแหละ กลายเป็นว่าหน้าของจูรินะใกล้กันกับเรนะมากๆราวกับกระดาษกั้น ..นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จูรินะใจเต้นแรงด้วยสถานการ์เช่นนี้ หากเพราะระยะทางที่ว่านั้นมันใกล้มากกว่าครั้งไหนๆ   "เฮ้! ให้ตายสิ ฉันชักจะอยากจูบเธอจริงๆแล้วน่ะ"เรนะใช้มือสางผมกดหัวจูรินะให้เข้ามาประชิด ทาบทับริมฝีปากอุ่นๆอย่างแผ่วเบาและรวดเร็วโดยที่จูรินะไม่ได้ขัดขืนสัมผัสที่เรนะมอบให้   "อร่อยจริงๆด้วย.."ผละออกมาเลียริมฝีปากยั่วยวน มนุษย์ลิงบานเย็น(?)ค่อยๆไล่สูดกลิ่นกายจูรินะอยู่สักพักก็ปล่อยตัวให้ผู้ถูกกระทำแทบทรุดลงกับพื้น ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับพร้อมกับถุงซุปเปอร์มื้อเย็นของอีกคนในมือ   "อยากกินมากกว่านี้จัง เอ๊ะ! แล้วก็น่ะ..ฉันสงสัยว่าเราน่าจะมีชะตาได้เจอกันอีกแน่นอน ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้น้า~"เรนะยิ้มแย้มแจ่มใสพลางระโดดโหยงๆอย่างฝ่ายเหนือกว่า ทิ้งให้จูรินะกุมริมฝีปากที่เพิ่งโดนช่วงชิงไป ไหนจะอาการร้อนผ่าวๆที่ตัวเวลาโดนเรนะแตะตัว ถะ แถมตอนที่ไล้จมูกลงลำคอเธอก็เกือบจะเผลอครางอีก อะไรกันว่ะเนี่ย! ว้ากกกกกก..!?   นี่สรุปว่า โดนแย่งข้าวเย็นยังไม่พอยังจะโดนค้าลวนลามอีกรึไง..บ้าเอ้ย!     -----------------------------------     "โคร้กกกกก~"   เสียงท้องร้องโคร้กคร้ากดังมาแต่ไกลๆ มัตสึอิ จูรินะ อดีตแยงกี้ที่กลายเป็นนักเรียนม.ปลายธรรมดา กุมท้องที่พากันส่งเสียงร้องระงม ข้าวเย็นก็ไม่ได้กิน ข้าวเช้าก็ยังไม่ได้แตะเพราะตื่นสาย หิว-หิวโว้ยย!   อร้ากกก! ทั้งหมดเป็นเพราะฝีมือของยัยมนุษย์ลิงบานเย็นนั่นคนเดียว คอยดูเถอะถ้าได้เจอกันอีกล่ะก็ แม่จะชกหน้าซ่ะให้เข็ดเลย คอยดู๊..   "มัตสึอิซังใช่รึเปล่า?"น้ำเสียงทุ้มต่ำ ปลุกให้จูรินะเงยหน้าขึ้นมามองชายแก่ใบหน้าเหี่ยวย่นอายุแก่คร่ำครึ แต่ท่าทีนอบน้อมนั่นดูน่าไว้ใจพิกล เขาเรียกจูรินะพร้อมกับผายมือไปทางสาวในชุดอาจารย์สีเทาที่ยืนแสยะยิ้มยู่ข้างๆ   "นี่อาจารย์ประจำชั้นของเธอ..อาจารย์มัตสึอิ เรนะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ก็รู้จักกันไว้ด้วยล่ะ"ชายแก่พูดจบก็เดินหนี เหลือเพียงแค่ทิ้งไว้ให้หนึ่งอาจารย์กับหนึ่งนักเรียนประจันหน้ากันตรงๆ   เพียงแค่เห็นหน้าค่าตาเท่านั้นล่ะ อดีตแยงกี้สาวต้องมีอันถอยกรูดสติกระเจอะกระเจิง เหงื่อกาฬที่พร้อมใจกันไหลแตกพลั่ก ภาพที่หล่อนจูบเธอยังคงก้องวนอยู่ในหัว จูรินะกรีดร้องดังๆในใจ   ยะ ยัยมนุษย์ลิงบานเย็นทำไมมาอยู่ในโรงเรียนเน้!   "สวัสดีค่ะจูรินะซัง ว่าแต่ว่า..เป็นอะไรรึเปล่าค่ะเนี่ย หน้าแดงเชียว รึว่าจะให้พาไป 'กิน' เอ้ย! รักษาที่ห้องพยาบาลดี"เรนะเอานิ้วจิ้มริมฝีปาก เอียงคอน้อยๆ ในสายตาคนอื่นมันคงดูน่ารักไม่หยอก หากแต่ในความคิดของจูรินะแล้ว เธอรู้ว่า..ต่อจากนี้มันต้องมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นแน่นอน   "มะ ไม่อ้าวววว! ใครก็ได้ช่วยฉันที!?"   ....................................................................................................................................................................   เย่! บอกไว้ก่อนว่าฟิคนี้เรนะเมะ 5555555555555555555555555  :dookdik_penguin_4:    เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากมังงะเรื่องนึงที่เราอ่านค่ะ ในเรื่องนางเอกหล่อว์มากกกกก..!   มี2ตอนจบน่ะ..แต่พน.เราต้องไปเข้าค่ายแล้ว #ก็จนกว่าเราจะมีอารมณ์ลงนั่นแหล่ะถึงลง //โดนตบ :dookdik_penguin_8:    :dookdik_bun_22:       :dookdik_bun_22:
  2. จูรินะซื้อภาพจากร้านขายของเก่า ภาพนั้นถูกบรรจุอยู่ในกรอบไม้ทาทับด้วยทองคำที่พร่าเลือนไปตามกาล เวลา หญิงสาวในภาพขมุกขมอมไปด้วยคราบฝุ่นที่เกาะอยู่บนผิวกระจก เธอไปเห็นภาพนี้เข้าที่มุมหนึ่งของ ร้านขายของเก่าเจ้าประจำ หากได้เห็นเมื่อครั้งที่ยังใหม่กว่านี้ หญิงสาวในภาพคงจะสวยสดใสเหมือนมีชีวิต..   เธอในภาพเป็นหญิงสาวไม่สวมอาภรณ์ใด ผมสีดำสนิท มีโครงหน้าและผิวพรรณแบบคนญี่ปุ่น เพียงแต่ว่า ดวงตาของเจ้าหล่อนเป็นสีม่วงเข้มเหมือนเปลือกมังคุด อาจจะเพราะกาลเวลากระมังที่ทำให้สีนั้นผิดเพี้ยนไป จากเดิมแต่ก็ไม่ทำให้ความงดงามของสรีระสตรีลดลงได้ ใครหนอผู้เป็นช่างวาด วาดได้งดงามเหลือเกิน     ดวงตาสีดำขลับจ้องลึกเข้าไปในภาพวาดราวกับตกอยู่ในภวังค์..   "จูรินะ"   ใครเรียกฉัน?   เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งในระยะที่ใกล้ขึ้นจากด้านหลัง   "จูรินะ"   หญิงสาวในภาพวาดยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ความงามเหมือนมีประกายระยิบเกาะตามผิวกายทำให้จูรินะจ้อง มองอย่างไม่วางตา หล่อนอยู่ในชุดเสื้อคลุมใกล้กับหน้าต่างบานใหญ่ของบ้านหลังเก่าสไตล์การตกแต่งแบบ ยุคกลางที่จูรินะมาเช่าอยู่ เธอเป็นคนชอบศิลปะ ชอบความงดงามทั้งแบบตะวันตกและตะวันออก การได้มา อยู่ในที่ที่มีศิลปะอยู่รายรอบตัวในราคาแสนถูกเธอก็พร้อมที่จะตอบตกลง แม้จะต้องแลกกับความกล้าจาก ตำนานลึกลับที่เล่าต่อๆกันมาก็ตามที   "เธอ…"   "เรนะ"   เจ้าหล่อนตอบชื่อของตนออกมาอย่างรู้ในสายตาสงสัยที่จ้องมองมาของจูรินะ เธอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงไป ในลำคออย่างยากลำบาก   "ฉันฝัน?"   เธอได้คำตอบเป็นรอยยิ้มเย็น..   รอยยิ้มที่ว่าแผ่ความเย็นมาถึงปลายเท้าราวกับที่ตำนานลึกลับได้ว่าไว้..   ชายหนุ่มผู้ที่ได้ย่างกรายเข้ามาในบ้านหลังนี้จะต้องมีอันเป็นไปจากสภาพความหนาวเย็นและสีหน้าหวาดกลัว สุดขีด หากแต่ว่าอยู่ๆผู็ที่มาอยู่ในบ้านหลังนี้คนต่อๆมาได้ทำลายอาภรรพ์ของบ้านนี้ทิ้งเสียจนกระทั่งเธอนึกได้ ว่า   อาจจะเป็นภาพอาถรรพ์ รูปวาดเจ้าของบ้านที่ถูกนำไปขายหรือบ้างก็ว่าถูกทำลายไปแล้ว   "ฉันอยู่ที่นี่จูรินะ ฉันไม่ได้ถูกทำลาย และเธอผู้ที่นำฉันกลับมา"   เหมือนกับได้ยินเสียงสั่นเปรี้ยของไม้กรอบประตูแล้วเธอได้สติ   เด็กๆในหมู่บ้านใกล้บริเวณบ้านนั่นเอง เล่นปาลูกไม้ลูกหินใส่กันหลบซ้ายทีขวาทีอยู่หลังต้นไม้ เสียงนั้นเรียก สติของเธอกลับมา เธอยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้ขยับเปลี้ยนแม้แต่องศาเดียว กรอบรูปหนาก็ยังคงถูกถืออยู่ในมือ นั้นเอง   ราวกับความฝันที่ทิ้งร่องรอยความเย็นยะเยือกเอาไว้   เธอจัดการทำความสะอาดภาพนั้นเสีย แล้วเอาไปแขวนที่ผนังหน้าเตาผิง มุมหน้าเตาผิงนี้เป็นส่วนที่เธอชอบ มานั่งจ้องมองเปลวสีเหลืองนวลและเงี่ยหูฟังเสียงดีดลั่นของฝืนไม้จากเตาแบบเก่า โซฟาผ้ากำมะหยี่ศิลปะ แบบยุคกลางปรั่งสีส้มเมื่อเนื้อกำมะหยี่สีแดงต้องเปลวสว่างของไฟสีเหลือง ความอบอุ่นที่กระจายออกมา จากเครื่องทำความร้อนตรงหน้าทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นมากเมื่อพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าลงไป   เจ้าของบ้านเอนกายลงกับความนุ่มนั้น หล่อนปิดเปลือกตาลงอย่างผ่อนคลายเคล้าเสียงฝืนจากในเตาผิง ไม่ นานเธอก็หลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการตะลอนไปมาทั้งวัน ยังไม่นังรวมภาพหญิงสาวในภวังค์นั่น ใน ใจรู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อยหากไม่ติดว่าเธอยังรักบ้านหลังนี้อยู่มาก อีกอย่างในตำนานที่เล่าปากต่อปากเขา ก็ว่ามีแต่ชายหนุ่มผู้ย่างกรายเข้ามาในนี้เท่านั้นที่จะสิ้นลมหายใจไปตลอดกาล   ภาพนั้นวูบไหวด้วยเปลวเพลิงกำลังจ้องมองมายังร่างที่กำลังทอดลมหายใจสม่ำเสมอ..   พลันหญิงสาวในภาพทิ้งตัวนั่งลงที่ข้างเก้าอี้ตัวยาว หล่อนเท้าใบหน้ากับท่อนแขนเพื่อที่จะได้อยู่ในระดับ สายตาเดียวกับจูรินะเมื่อเธอลืมตาตื่น ปลายนิ้วบางเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกใบหน้าด้วยความแผ่วเบา   “เรนะ?”   “ฉันเอง..”   เสียงนำพาความหนาวเย็นมาสัมผัสผิวกายทว่าน้ำเสียงช่างอ่อนโยนนัก   “ฉันรอเธอมานานเหลือเกิน”   ในห้วงฝันร่างของหญิงสาวอยู่ใกล้ชิด หล่อนนั่งอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่โดยที่มีจูรินะหนุนนอนอยู่บนหน้าตัก ท่อน แขนกลมกลึ่งเคลื่อนไหวเพื่อที่จะลูบศีรษะของคนที่นอนอยู่   “เธอรอฉันอยู่อย่างนั้นรึ? เราเคยรู้จักกันเหรอเรนะ”   จูรินะถามด้วยความสงสัยให้เรนะยิ้มบางๆด้วยนัยตาเศร้าสร้อย หล่อนช่างดูน่าสงสารเหลือเกินเมื่อหยด น้ำตานั้นไหลลงอาบพวงแก้มฝาดสีชมพูนั่น   “ได้โปรดอย่าลืมฉันอีกเลย” หล่อนพูดเสียงเย็น กระทั่งหยดน้ำตาใสกลายเป็นโลหิตสีแดงข้น   จูรินะสะดุ้งตื่น หล่อนถลันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยอารามตกใจกับเรื่องในความฝัน เธอหันขวับกลับมาดูหญิงสาวใน รูปภาพหน้าเตาผิง ใบหน้านั้นยังคงเปล่งความงามและนัยตาสีเปลือกมังคุยก็ยังคงความเศร้าไว้ไม่ผิดเพี้ยน จากเดิม   “น่ากลัวชะมัด”   เจ้าของบ้านพูดพลางลูบแขนตัวเองเพื่อลดอาการขนลุกของพองกับเรื่องสยองขวัญ ในใจก็คิดว่าหล่อนควร จะทำอย่างไรดีกับภาพนั้น เธอไม่ควรหาเรื่องใส่ตัวด้วยการไปซื้อภาพเก่ากลับมาติดเพื่อให้ได้อารมณ์ยุค กลางเอาเสียเลย ว่าแล้วก็ทิ้งเรื่องหนักหัวไว้ที่หน้าเตาผิงแล้วตัดสินใจขึ้นไปนอนในห้องให้มันดีๆเสียดีกว่า เรื่องยุ่งยากค่อยยกยอดไปไว้วันพรุ่งนี้ หล่อนจัดการดับไฟที่เตาผิงให้เรียบร้อยแล้วขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของ ตัวบ้าน   พื้นไม่ลั่นเอียดอาดเพราะอากาศที่เย็นตัวลงทำให้เนื้อไม้ค่อนข้างมีระยะห่าง ความหลวมคับต่างไปจากเดิม เสียงร้องครางของท่อนไม้ฟังดูหน้ากลัวเมื่อคิดภาพรวมกับความฝัน เรนะเคยอยู่ที่บ้านหลังนี้ หล่อคือเจ้าของ บ้านคนเก่าที่กำลังเฝ้ารอเธออยู่   เฝ้ารอ?   แสดงว่าเธอก็เคยอยู่ที่นี่?   ช่างน่ากลัวเสียเหลือเกินความคิด.. จูรินะเดินเลี้ยวตรงหัวมุมก่อนที่จะเข้าห้องนอนของเธอที่อยู่ริมสุดขอชั้น สอง เธอทิ้งตัวลงนอนลงบนเตียงสี่เสาแบบยุโรป กลิ่นของความเก่า อับ โชยเข้ามาในจมูก แม้จะไม่มากแต่ พอที่จะทำให้คนจมูกไวอย่างเธอรู้สึกได้   จูรินะหลับตาลงอีกครั้ง หล่อนทิ้งความครุ่นคิดไว้เบื้องหลังก่อนที่จะเข้าสู่ห้วงนิทรา   ในความเย็นยะเยือกนั้น สายลมหวีดหวิวนำพาร่างอรชรมาซุกตัวลงที่ข้างกายของหญิงสาวเจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านคนเก่าตระกรองกอดร่างนั้นไว้อย่างแสนรัก เพียงแค่ซุกใบหน้าลงบนอกที่กระเพื่อมขึ้นลงจาก การหายใจก็ทำให้หล่อนรู้สึกอิ่มเอมกับอ้อมกอดแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น   ภาพภวังค์ในห้วงลึกกำลังบอกเล่าไปเมื่อครั้งอดีตราวกับสายธารที่ไหลย้อนกลับ..   ตัวบ้านหลังนี้ยังใหม่อยู่มาก เครื่องประดับตกแต่งยังคงอยู่อย่างครบถ้วน สะอาดสะอ้าน และเป็นระเบียบ หล่อนรู้สึกได้ถึงไอแดดที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ความอบอุ่นที่ทอดกายอยู่บนตัวของเธอ เรนะนั่นเอง เธอ อยู่ในชุดนอนผ้าบางสีครีมแขนยาวแบบฝรั่ง ใบหน้าละมุนขับพวงแก้มสีชมพูปลั่งทำให้ดูน่ารักแม้ในยามที่เจ้า ตัวยังไม่ทันลืมตาตื่น   วงแขนของเธอที่กอดกุมเอวคอดของร่างนั้นอยู่สัมผัสได้ว่าหล่อนมีเลือดเนื้อ กำลังนอนหลับอย่างแสนสบาย และกำลังหายใจ ไม่นานคนที่ซุกหน้าอยู่บนอกก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆท่ามกลางไออุ่นในยามเช้า   “ตื่นนานแล้วหรือคะ?”   หล่อนว่าพลางขยี้ดวงตากลมโตไปมาอย่างงัวเงียแล้วก็ทิ้งหัวลงบนอกของจูรินะอีกครั้งทั้งๆที่เพิ่งหงกมันขึ้น มาได้ครู่เดียว จูรินะขยับตัวเพิ่งที่จะให้หญิงสาวได้นอนบนหมอนสบายๆ ใบหน้าของเธอโน้มลงไปใกล้อย่าง เคยชิน เรียกได้ว่า หล่อนควบคุมตัวเองไม่ได้ก็ไม่ผิด เธอพยายามรั้งตัวขัดขืนการกระทำนั้นด้วยสติที่ดีพร้อม ทั้งผลักทั้งตะโกน แต่ก็เหมือนว่าภาพนั้นคงดำเนินต่อไปโดยที่ตัวเธอก็ยังคงเป็นตัวเธออยู่อย่างนั้น   น่าตลกที่ไม่สามารถต่อต้านการกระทำของตนเองได้ หรือกระทั่งต่อต้านจุดความรู้สึกเล็กๆที่ราวกับถูกไขออก ด้วยกุญแจแห่งความทรงจำ   คงเพราะมันคือความฝัน หรือความจริงเมื่อครั้งอดีตที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง   เธอได้แต่มองภาพใบหน้าของคนข้างกายในระยะใกล้ จุมพิตลงบนหน้าผาก และกอดเอาไว้ ครั้นเมื่อมันนำ ความรู้สึกวาบหวิวมาให้ร่างนั้นก็ยอมตื่นขึ้นมาสบตากันเสียที ทีนี้ได้สัมผัสริมฝีปากบนริมฝีปากของอีกฝ่าย     ไม่ใช่ความหวานเหมือนรักแรก ไม่ใช่ความหวามของการหลงรัก   ราวกับความรู้สึกถ่ายทอดและรับรู้ผ่านทางร่างกายของเธอได้ เธอรู้ว่าการจับต้องของเรนะทำพาความรู้สึก อบอุ่นราวกับร่างกายต้องแสงแดดในวันหิมะโปรยปราย ดวงตาไหววูบจากดวงใจในอกเต้นระส่ำ ความรู้สึก ประหม่ามีอยู่น้อยเพราะความคุ้นเคยกัน กลิ่นหอมอ่อนๆจากร่างของคนในอ้อมกอดทำให้ต้องกดจมูกลงกับ ผิวซอกคอนั้น ไล้ละเลียชิมด้วยริมฝีปากราวกับจุมพิตคือถ้อยคำบอกรัก   ห้วงความคิดถวิลหาต้องการครอบครอง แม้เพียงรักนั้นต้องแลกด้วยลมหายใจ   จูรินะเข้าใจแล้วว่าตั้งแต่ที่เธอห้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ทำไมถึงได้เจอแต่เรื่องประหลาด เพราะเรนะต้องการให้ เธอรู้เรื่องราวในอดีต รับรู้ให้ได้ถึงความรักที่เคยมีมาก่อน   แม้ร่างจะสลาย แต่วิญญาณรักไม่เคยพรากจาก   “เราจะอยู่ด้วยกันใช่ไหม?”   เสียงของเรนะถามเอากับร่างที่กำลังหลับฝัน ริมฝีปากของจูรินะคลี่ยิ้มก่อนจะตอบทั้งที่ยังไม่รู้สึกตัวตื่น   “อยู่สิ ฉันจะอยู่กับเธอ” . .   .   ราวกับตำนานถูกเปลี่ยนแปลงด้วยน้ำมือแห่งความรัก   ภาพเก่าถูกแขวนอยู่หน้าเตาผิงที่ในเตามีแต่เถ้าฝืนของคืนที่พ้นผ่าน ความยะเยือกจากไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงแต่ร่างแน่นิ่งของหญิงสาวบนเตียงยุโรปแบบสี่เสาประดับด้วยผ้า กำมะหยี่และผ้าทอปักลายวิจิตร   ใบหน้าของหล่อนคลี่ยิ้มอ่อน ดวงตาปิดสนิท ผิวกายนั้นแข็งเย็นเฉียบราวกับทำจากหิน หล่อนจากไปแล้ว พร้อมกับการสานต่อตำนานหน้าใหม่ สตรีที่ถูกพรากลมหายใจพร้อมด้วยรอยยิ้มในเช้าวันใหม่และไอแดด     ภาพเก่าถูกแขวนอยู่หน้าเตาผิงที่มีแต่เถ้าฝืนของคืนที่พ้นผ่าน ภาพนั้นถูกบรรจุอยู่ในกรอบไม้ทาทับด้วย ทองคำที่พร่าเลือนไปตามกาลเวลา หญิงสาวสองคนในภาพขมุกขมอมไปด้วยคราบฝุ่นที่เกาะอยู่บนผิว กระจกเก่าที่ไม่ใสนัก   บ้านหลังใหญ่ ศิลปะแบบยุโรปถูกปิดตายจากภายนอกด้วยก้อนศิลาที่เรียงตัวแน่นแล้วโบกทับด้วยปูนอย่าง แน่นหนา ทิ้งตำนานรักแห่งความยะเยือกไว้แต่เพียงในภาพนั้นตลอดกาล..     จบ.
  3. SEX Friend 1:45 AM    01  :  02  :  03      - 1 -   5.. 4.. 3.. 2.. 1    ก๊อก ก๊อก ก๊อก       ในคืนวันศุกร์ที่กำลังเข้าสู่เช้าวันเสาร์ ประตูห้องของผมจะถูกเคาะเวลาเดิม ตีหนึ่งสี่สิบห้า จากเธอคนเดิม…   ก๊อก ก๊อก ก๊อก!    ผมที่นั่งมองนาฬิกาข้อมือที่ใช้นับถอยหลังรอเธอ ถอนหายใจอยู่สองสามทีจนเสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง จังหวะเดิม แต่หนักขึ้น   “ชักช้าจังเลยนะจุน~”   “ไม่คิดว่ามันจะรบกวนการพักผ่อนของผมบ้างรึไงครับเรนะซัง”   แล้วก็เป็นเช่นเดิม ผมประครองหญิงสาวรุ่นพี่ในออฟฟิศ ที่กำลังมึนเมาเข้าห้อง เท่าที่เคยไปดื่มกับเธอมา เธอเป็นคนที่คอแข็งพอสมควร เมาได้ขนาดนี้แสดงว่าดื่มหนักมาอีกแล้วแน่ๆ ผมวางเธอลงบนโซฟา ไม่รู้เธอจะสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตรงที่เธอนั่งรึเปล่า ผมนั่งรอเธอตั้งนาน ถึงแม้ว่าจะง่วงแต่ผมก็รอเพราะรู้ว่ายังไงคืนนี้เธอก็จะมา   “เมามาแทบทุกครั้งเลยนะครับ แบบนี้มันอันตรายนะ ถ้าใครลากคุณไปจะทำยังไง” ผมบ่นไปถอดรองเท้าคัทชูให้เธอไป แรกๆ ก็ไม่ชินหรอกแต่ตอนนี้ผมชินซะแล้ว กับการนั่งคุกเข่าถอดรองเท้าให้ผู้หญิงเมาเนี่ย   “งืมมม บ่นอีกแล้ว บ่นเหมือนเดิมเลยนะจุน” เธอปรือตามามองผม ตาที่หยาดเยิ้มเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ กับรอยยิ้มที่แสนยั่วยวน ผมอยากจะดึงเธอเข้ามากอดเสียตอนนี้เลย แต่ไม่เป็นไร อีกไม่ช้าความปรารถนาของผมและความปรารถนาของเธอที่ไม่รู้ว่าเหมือนกันมากแค่น้อยแค่ไหนก็จะได้รับการตอบสนองในแบบเดียวกันแล้ว ขอเวลาให้ผมได้พูดคุยกับคนเมาคนนี้ต่ออีกสักหน่อย    “จำได้ก็ทำตามด้วยสิครับ”  ในที่สุดผมก็ถอดรองเท้าให้เธอเสร็จ ลุกไปรินน้ำใส่แก้วและส่งให้เธอ   เธอรับแก้ว แต่ยังไม่ดื่มมัน ถือจ่ออยู่ที่ปากอยู่อย่างนั้น หรี่ตามองพร้อมยิ้มยกมุมปาก   “เป็นห่วงหรอ?”    “นิดหน่อยครับ ก็เรนะซังเป็นผู้หญิงนี่นา” ผมนั่งลงข้างเธอ โดยรักษาระยะห่างหนึ่งคนนั่งตรงกลาง แต่อีกไม่นานเราก็คงใกล้ชิดกัน ไม่ใช่ในห้องนี้ แต่เป็นอีกห้องหนึ่ง… ห้องนอนของผม   “งือออ อยู่ด้วยกันสองคนแล้ว เรียกเรนะเถอะ”   “…อืม เรนะ”   พอผมพูดจบรุ่นพี่ขี้เมาก็วางแก้วน้ำที่ยังไม่ดื่มสักอึกลงบนโต๊ะรับแขก เสียงแก้วกระทบแก้วกระจกบนโต๊ะรับแขกดังขึ้นเหมือนเป็นสัญญาณเปิดเกมของคืนนี้...   ยามเช้ามาถึง ผมลืมตาตื่นแล้ว นอนตะแคงมองออกไปข้างนอกเตียง มองดูท้องฟ้ายามเช้าผ่านกระจกหน้าต่างบานใหญ่ในห้องนอน เธอคงเปิดม่านเอาไว้ให้ ผมนอนอยู่อย่างนั้นครุ่นคิดถึงสิ่งที่เราทำ ทบทวนความสัมพันธ์ของเรา ว่ามันจะมีทางเป็นไปได้มากกว่า เซ็กส์เฟรนด์ รึเปล่า    ผมหันตะแคงกลับมา ภาวนาให้เธอยังนอนอยู่ แต่ก็ไม่เคยอยู่ เหลือทิ้งไว้เพียงความเย็นบนผ้าปูที่นอนยับยู่ยี่ บ่อยครั้งที่ผมถามเธอ เราทำแบบนี้กันทำไม เธอบอกแต่เพียงว่า เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรอ จุนไม่ชอบรึไง น้ำเสียงเธอเจือความหงุดหงิด แล้วผมก็ไม่กล้าถามเธออีกเลยเพราะผมกลัว... กลัวว่าเธอจะไม่มาหาผมอีก เป็นแบบนั้นผมคงแย่   เพราะผมรักเธอ     ……….   เราไม่ได้เป็นอะไรกันมากไปกว่าเพื่อนร่วมงานในบริษัทขายประกัน มัตสึอิ เรนะ ผู้ทำงานตำแหน่งเดียวกันแต่ประสบการณ์มากกว่าและอายุมากกว่าผมถึงสี่ปี เธอเป็นรุ่นพี่ที่คอยช่วยแนะนำสิ่งต่างๆ ให้ผมในฐานะรุ่นพี่คนหนึ่งเท่านั้น   “นี่รายชื่อลูกค้าเดือนนี้นะ มัตสึอิคุง”    “ครับ”   เธอเอาแฟ้มใส่เอกสารมาให้ผมแล้วก็เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะของเธอตามเดิม โต๊ะเธออยู่อีกฝั่งของทางเดินเลยโต๊ะผมไปสองโต๊ะเท่านั้น ผมมองเห็นเธอ เห็นแผ่นหลังที่แบกรับความภาคภูมิใจและความชื่นชมของทุกคน ไม่แปลกอะไร ก็เธอเป็นพนักงานตัวอย่างเลยนี่นา แต่จะมีสักกี่คนนะที่ได้เห็นแผ่นหลังตอนเปลือยเปล่าของเธอ...นอกจากผม   ผมลุกไปชงกาแฟในห้องพักผนังงาน ผมชอบห้องนี้นะ เป็นห้องแคบๆ มีเคาน์เตอร์ที่วางตระกร้าใส่ซองกาแฟ น้ำตาล และครีมเทียม มีเครื่องต้มน้ำร้องอีกหนึ่งเครื่อง ในสุดของห้องมีโต๊ะเล็กๆ พร้อมเก้าอี้สองตัว ตอนเห็นครั้งแรกผมไม่เห็นว่ามันจะเป็นห้องพักผนักงานตรงไหน แม้แต่ตอนนี้ก็ไม่คิด   เครื่องต้มน้ำร้อนต้องใช้เวลาสักหน่อยกว่าน้ำจะเดือด ผมจึงเปิดต้มน้ำก่อน จากนั้นจึงค่อยฉีกซองกาแฟใส่ถ้วยกระดาษใช้แล้วทิ้ง   “ชงให้ฉันบ้างสิ”   เสียงกระซิบจากด้านหลังทำผมสะดุ้ง รุ่นพี่มัตสึอินั่นเอง เธอแค่ยิ้มคล้ายจะหัวเราะแต่ก็ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาเลย เธอเดินมายืนข้างผม หยิบถ้วยกระดาษ ฉีกซองใส่กาแฟ ตามด้วยน้ำตาลอีกครึ่งซอง ไม่อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองเท่าไหร่ว่าเธอเห็นผมเดินมาในห้องนี้เลยเดินตามเข้ามา ทางเข้ามันเป็นมุมอับสายตาแถมในห้องนี้ก็เป็นเหมือนซอยตัน ใครแอบทำอะไรก็ไม่มีใครรู้นอกเสียจากเดินเข้ามาเจอ   “…มาเงียบๆ แบบนี้ผมตกใจนะครับ”   “ไม่ชอบรึไง ความตื่นเต้นน่ะ” ยังกวนผมด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานเหมือนเคย   “ไม่ชอบครับ แต่ถ้าเป็นรุ่นพี่มัตสึอิล่ะก็ ผม..”   “อ้ะ น้ำเดือดแล้ว”   แกล้งเฉไฉรึเปล่าผมไม่รู้หรอก เธอใช้ต้นแขนดันตัวผมที่ยืนอยู่ข้างๆ ออกห่างจากจุดหน้าเครื่องต้มน้ำร้อน กดน้ำที่ผมเป็นคนกดต้มใส่ถ้วยกระดาษหน้าตาเฉย แซงนี่หว่า   “นี่ รุ่นพี่ครับ” ในที่ทำงานผมเรียกเธอแบบนั้น “เย็นนี้เราไปกินข้าวกันเถอะ”   “เรียบร้อยแล้ว มัตสึอิคุง เชิญเลยค่ะ”  ด้วยความที่นามสกุลเหมือนกันเธอจึงเรียกนามสกุลของผมแล้วลงท้ายด้วยคุง แทนที่จะเรียกชื่อผมห้วนๆ เหมือนตอนที่เราอยู่ด้วยกันสองต่อสองที่คอนโดของผม    “เรนะ”   ผมเรียกเธอที่กำลังจะเดินออกไป ไม่แน่ใจว่าจะเรียกทำไม มันก็เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ ชวนเธอทีไรก็โดนปฏิเสธตลอด นอกเสียจากจะไปกันหลายๆ คน   “อย่าเรียกชื่อฉันในที่แบบนี้ แล้วเย็นนี้ฉันมีนัดกับแฟนแล้วด้วย”     มันเป็นคำตอบที่ทำผมอึ้งค้างไปหลายนาที เธอมีแฟนแล้ว? แล้วมายุ่งกับผมทำไม!?  อยากจะรู้จริงๆ ว่าผมมีสิทธิ์จะเรียกร้องอะไรได้มั้ย สิทธิ์ของ เซ็กส์เฟรนด์ จะใช้ได้รึเปล่านะ? แต่เรื่องส่วนตัวเขาห้ามก้าวก่ายกันนี่นา เฮ้อ เอาซะกาแฟถ้วยนั้นขมชนิดที่เติมน้ำตาลไปเท่าไหร่ก็ไม่หายขม บ้าจริง     เวลาเลิกงานมาถึงแต่งานผมยังค้างอยู่ แล้วดูท่าคนที่บอกว่ามีนัดกับแฟนก็ยังมีงานค้างอยู่เช่นกัน คนอื่นๆ ก็ทยอยกลับออกไปกันหมดแล้ว เหลือแต่ผมและพนักงานดีเด่นคนนั้น   “มีนัด...ไม่ใช่หรอครับ”    ผมถามจากด้านหลัง เห็นเธอหยุดชะงักนิดหน่อยก่อนที่แขนเธอจะขยับพิมพ์งานต่อไป   “งานยังไม่เสร็จนี่”   “นึกว่าจะไม่ตอบซะแล้ว” ค่อยยังชั่ว ถึงจะไม่หันมาตอบแต่ก็ยังดี    “ให้ผมทำแทนก็ได้นะครับ ผมยินดี”   เธอหันมามองผม คิ้วเธอนี่บมวดกันเป็นปมเลยทีเดียว พอผมขำออกมานิดๆ เธอก็เลิกคิ้วขึ้นทั้งอย่างนั้น น่ารักซะไม่มี เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ชูขึ้นระดับอกแล้วชี้ไปที่มัน เหมือนจะบอกให้ผมหยิบออกมาตามเธอ   Rena :  หมายความว่ายังไงที่จะทำแทน   JUN :  หมายความตามที่พูดนั่นแหละครับ   Rena :  ไม่โกรธฉันรึไง ที่มีแฟนแล้วแต่ก็ยังมายุ่งกับเธอโดยไม่บอกเธอก่อน   JUN :  โกรธสิ   ใช่ผมโกรธ ตั้งแต่งานสังสรรค์เมื่อสามเดือนก่อน รุ่นพี่ที่น่าจะโบกมือลากันแล้วกลับมาเคาะประตูห้องผม ไม่พูดไม่จา แล้วความสัมพันธ์แบบนี้ของเราก็เริ่มต้นขึ้นโดยไม่บอกเหตุผลใดๆ เลย แล้วผมก็ดันยอมเธออีก การที่มารู้ว่านอกจากผมแล้วยังมีคนที่สามรถทำเรื่องแบบนั้นให้เธอได้ ได้เห็นแผ่นหลังของเธอ ได้ยินเสียงอันสั่นเครือเพราะความสุขของเธอ ได้ดูแลเธอ ผมก็หึงน่ะสิ แต่ก็...   “แต่ผมรักคุณเกินกว่าที่จะโกรธลง”  และผมก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะโกรธคุณ   ประโยคสุดท้ายผมพูดมันออกมากลางที่ทำงานซึ่งมีเพียงเราสองคนนั่งอยู่ สบตากัน ก่อนที่เธอจะเป็นฝ่ายหลบสายตาผมไป เซฟงานใส่ไดฟ์ ปิดเครื่อง หยิบกระเป๋า แล้วเดินออกไป   อย่างน้อยก็ถือว่าผมได้พูดสิ่งที่อยากพูดล่ะนะ ละเมิดกฏก็ช่างมันสิ     ……….   วันต่อมาเธอมาทำงานตามปกติ แต่ท่ีแปลกไปก็คือมีพลาสเตอร์ยาติดอยู่ที่หางคิ้วข้างหนึ่ง หน้าตาดูไม่สดใสเหมือนทุกที ผมรอโอกาสที่จะเข้าไปทักแล้วถามถึงแผลนั่นถึงแม้เธอจะบอกคนอื่นๆ ไปว่าหัวกระแทกขอบตู้เก็บของในครัวก็เถอะ ผมวางใจไม่ลงหรอก ไอ้หมอนั่นมันต้องทำอะไรเธอแน่ๆ    JUN :  ตรงหางคิ้วไปโดนอะไรมาครับ   ผมรอไม่ไหวจึงเลือกที่จะส่งข้อความออกไปแทน   Rena :  ชนขอบตู้ไง   JUN :  ผมไม่เชื่อ แฟนคุณทำอะไรคุณรึเปล่า   เธออ่านแต่ไม่ตอบผมเลย... ทำไมกันล่ะ เรนะ แต่วันนี้วันศุกร์เดี๋ยวเธอก็มาหาผมเหมือนเคย ไว้ค่อยถามเอาอีกทีตอนนั้นก็ได้ ว่าแต่... ผมไปเอาความมั่นใจขนาดนี้มาจากไหนกันนะ     ก๊อก ก๊อก ก๊อก    เวลาเดิมเป๊ะ ผมรีบลุกไปเปิดประตู วันนี้ไม่เมามากแต่กลิ่นแอลกอฮอล์ก็ยังคลุ้งอยู่ ผมเบี่ยงตัวหลบให้เธอเดินเข้ามา ไปรินน้ำใส่แก้วมาเธอเหมือนเคย นั่งลงข้างเธอ มองใบหน้าเรียบนิ่งที่แดงก่ำเพราะฤทธิ์เหล้า มองไล่ขึ้นไปจนถึงหางคิ้วนั่น   “บอกผมมาเถอะ เขาทำอะไรคุณรึเปล่า”   “อืม แผลนี่น่ะเขาทำ เขาผลักฉัน ปัดป่ายความหวังดีของฉัน เมื่อวานเป็นวันครบรอบของเรา ฉันกลับห้องไปช้า แค่ไม่กี่นาทีเอง...”    “เรนะ”   ผมเรียกให้เธอหันมาแต่เธอก็เอาแต่จ้องมองแก้วน้ำบนโต๊ะรับแขก สายตาเธอดูเจ็บปวด เธอคงรักเขามากสินะ ผมจับมือเธอ ฝ่ามือที่เคยลูบไล้ไปตามลำตัวและทั่วแผ่นหลังของผม ผมรักมือนี้และรักเจ้าของมือนี้ เกินกว่าที่จะทนเห็นเธอเจ็บปวดกับผู้ชายที่ทำร้ายร่างกายเธอ   “ผมไม่โกรธที่คุณปิดบังผมเรื่องนี้ แต่ผมจะโกรธก็ตรงที่คุณยอมให้เขาทำร้ายคุณ”    “ช่างเขาเถอะ ฉันอยากจะลืมเรื่องของเขาไปสักพัก”   แล้วเธอก็ยอมสบตามองผม ใช้ฝ่ามือที่ผมหลงรักสัมผัสอกของผม ลูบไล่ขึ้นมาถึงคอ โอบรอบคอของผม ดึงผมเข้าไปหาเธอ หาริมฝีปากบาง และหลังจากนั้นก็เป็นทีของผม ผมค่อยๆ ผลักเธอนอนราบไปกับโซฟา ปากของเราไม่ยอมผละออกจากกัน เคล้นคลึงกันอยู่แบบนั้นสักพัก    “จุน..”  เสียงเธอแหบพล่าราวกับกำลังเจ็บปวดจากภายในหรือบางทีผมก็ควรจะเกลียดตัวเองที่ทำให้คุณเจ็บด้วยเหมือนกันนะ ทั้งๆ ที่รู้ว่าคุณมีคนที่คบหาดูใจอยู่แล้ว ผมควรจะหยุดตรงนี้ แค่นี้ แบบนั้นมันจะดีรึเปล่า?   “หยุดทำไมคะ”   “ผมไม่รู้ว่าผมควรจะทำแบบนี้กับคุณต่อไปได้มั้ย”   เธอนิ่ง... จ้องมองตาผมจากเบื้องล่าง   “ที่ผ่านมาเราก็ทำกันได้ มันต่างกันตรงไหน จุนไม่ต้องการฉัน เกลียดฉันแล้วอย่างนั้นหรอ?”   “ไม่มีทาง ผมเคยบอกคุณแล้วว่าผมรักคุณ”   “พิสูจน์สิ พิสูจน์คำนั้นในคืนนี้อีกครั้งหนึ่งเถอะนะ”   เธอไม่รอให้ผมได้พูดอะไรต่อ ดึงตัวผมลงไปหาเธออีกครั้ง ดึงผมไปหาความลับภายใต้รอยจูบของเธอ เรื่องราวในชีวิตเธอผมไม่รู้อะไรเลย แม้แต่ที่อยู่ผมก็ไม่รู้ แต่ว่า อีกครั้งหนึ่ง งั้นหรอ มันคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายหรอกนะ มือผมลูบไล้ไปตามเรียวขาของเธอ ลูบขึ้นมาอย่างไม่สนใจอะไร ดันกระโปรงเธอขึ้นไป ฝ่ามือของผมที่เริ่มร้อนสัมผัสกับต้นขาเนียนของเธอ มือของเราต่างทำหน้าที่ของมันจนกระทั่ง...   เมื่อเธอเริ่มรุกล้ำเข้ามาภายในเสื้อเชิ้ตสีเรียบของผม สัมผัสจากหน้าท้องอ้อมไปหาแผ่นหลัง และเริ่มที่จะสอดมือเข้าไปในกางเกงนอนของผม นั่นแหละจึงทำให้ผมรู้สึกตัว นึกอะไรได้บางอย่างขึ้นมาได้   “….”  ผมดันตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเธอที่กำลังเคลิบเคลิ้มยังตกใจ   “คราวนี้มีอะไรอีกล่ะคะ”   “…..ถุงยางผมหมด”    เธอหัวเราะออกกมานิดหน่อย ก่อนจะใช้มือขึ้นมาตบหัวผมเบาๆ สองทีคล้ายโอ๋เด็ก ขยี้ผมหน้าที่ไม่ได้เซทนั่นอีกต่างหาก แล้วก็วางมันอยู่อย่างนั้น   “ครั้งเดียวเองไม่เป็นไรหรอก”  ยิ้มแรกของวันปรากฏขึ้นบนหน้าที่แสนเศร้าของเธอ ผมทั้งดีใจและเจ็บปวดใจในคราเดียว   “เรนะแน่ใจนะ”     “อื้ม”   เราจูบกันอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง ผมจูบด้วยความรัก ความเป็นห่วงและความคิดถึง แล้วคุณล่ะเรนะ ตอนจูบผมคุณรู้สึกยังไงและคิดอะไรอยู่กันนะ  อา... นี่ผมชักจะเมาเพราะกลิ่นเหล้าจากในโพรงปากของคุณซะแล้วสิ     เช้าวันเสาร์    ม่านไม่ได้ถูกเปิดเหมือนอย่างเคย ผมจึงรีบผลิกตัวกลับมาหวังว่าจะเจอคนนอนอยู่ข้างๆ   “อรุณสวัสดิ์” เธอนอนตะแคงหันมาทางผม ไม่รู้ว่าตื่นนานรึยัง   “อื้ม อรุณสวัสดิ์”  ดีใจจังที่คุณยังอยู่   “นึกว่าคุณจะไปซะแล้ว”   “ตอนนี้ยัง”  เธอยิ้มบางๆ ตาฉายแววเศร้าอีกครั้ง ไม่ชอบเลยที่เห็นคุณเศร้าแบบนี้ ยอมเห็นคุณเมาหัวราน้ำซะยังจะดีกว่า   “หมายความว่ายังไง”   “ฉันว่า...ให้นี่มันเป็นครั้งสุดท้ายของเราดีกว่านะ”     นี่สินะเหตุผลที่คุณยังนอนอยู่ตรงนี้ เพื่อที่จะยกเลิกความสัมพันธ์ของเรา ผมเงียบก็จริง แต่ในหัวมันกำลังครุ่นคิดหาคำพูดต่างๆ นานา ที่จะรั้งเธอไว้ให้อยู่กับผมต่อ ผมยอมเป็นแค่เพื่อนคลายเหงาก็ได้ ขอแค่เธอไม่ทิ้งผมไป ความรักนี่มันช่างน่ากลัวจริงๆ มันทำให้ผู้ชายอกสามศอกอย่างผมยอมให้กับผู้หญิงตัวบางๆ ที่กำลังนอนส่งยิ้มปนความทุกข์มาให้   “สงสัยมาตลอดสินะว่าทำไมต้องเป็นช่วงคืนวันศุกร์”    “….”   “แทบทุกวันแฟนของฉันเขาจะออกไปผลาญเงินเล่น ส่วนใหญ่จะเป็นเงินในส่วนที่ฉันหามาได้ จะมีก็วันศุกร์นี่แหละที่มันจะหายหัวไปเลย กลับมาอีกทีไม่ค่ำๆ วันเสาร์ ก็วันอาทิตย์  เมื่อก่อนเขาก็ดีอยู่หรอกแต่มันเริ่มออกลายก็หลังจาก...เฮ้อ ฉันที่อยู่ห้องไปก็ฟุ้งซ่านเปล่าๆ เลยมักจะออกไปดื่มคนเดียวที่ร้านประจำ ไม่ไกลจากคอนโดของเธอนี่แหละ”  ผมพอจะนึกออกว่าร้านไหน แต่ไม่คิดว่าเธอจะไปที่นั่นแทบทุกสัปดาห์   อยู่ๆ เธอก็ตอบข้อข้องใจของผมออกมาแทบจะทั้งหมด ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าที่เป็นแบบนี้มันเป็นเพราะอะไร เธอกำลังคบกับผู้ชายเฮงซวยคนหนึ่ง แต่ที่ไม่เข้าใจเลยก็คือ “ทำไมคุณไม่เลิกกับเขาซะ”   “ขอโทษนะ ที่ฉันมานอนกับเธอเหมือนเห็นเธอเป็นที่ระบายอารมณ์ ระบายความใคร่ เห็นห้องเธอเป็นที่พักให้สร่างเมาก่อนกลับคอนโดของตัวเอง ฉันขอโทษจริงๆ นะ”   เหมือนเธอจะไม่ได้สนใจคำถามของผม เธอได้แต่พ้นคำขอโทษและคำสารภาพออกมา ยอมรับนะว่าผมเจ็บ ที่ผมมีค่ากับเธอแค่นั้น มันดูน้อยกว่าที่ผมคิดไว้หน่อยเดียวเอง แต่ผมก็หวังไว้สูงว่ามันจะอีกอย่าง   ผมใช้มือเกลี่ยผมที่ปรกหน้าเธอขึ้นถัดหู มองใบหน้ายามเช้าของเธอที่ไม่ได้สดใสนัก นิ้วของผมเฉียดโดนพลาสเตอร์ยาที่หางคิ้วของเธอ เฉียดโดนดวงใจผมไป เห็นเธอเจ็บตัวเพราะคนแย่ๆ ที่เธอเลือกนี่มัน...   “เรนะ คุณยังไม่ได้ตอบผมเลยนะ ทำไมถึงยังคบกับเขาอยู่ ผมไม่ได้ยุให้พวกคุณแตกแยกแต่ที่ฟังมาเขาก็ไม่ใช่คนดีอะไร”   “ที่ทำกับเธอแบบนี้ ฉันเองก็ไม่ใช่คนดีอะไรหรอกนะ จุน” เธอย้อนแยงผม โดยใช้ตัวเธอมาเปรียบ มันไม่เหมือนกันนะ ที่ผมยังอยู่ตรงนี้และยังยอมคุณ นั่นก็เพราะผมรักคุณ   “คุณคงรักเขามาก...” แล้วผมก็ผลิกตัวแหงนหน้ามองเพดาน กลัวว่าน้ำตามันจะไหลหากนอนตะแคงตอนพูดคำนั้นจบ   “มันซับซ้อนกว่านั้น...” อะไรกันที่ซับซ้อน เธอเขยิบตัวเข้ามาใกล้ผม โอบกอดผมภายใต้ผ้าห่มที่ปกปิดเรือนร่างอันเปลือยเปล่าของเราทั้งสอง วางใบหน้าไว้บนไหล่ของผม   “ต่อไปนี้จะเป็นความลับอย่างสุดท้ายที่ฉันจะบอก ต่อจากนี้ไม่ว่าจะหลังฉันพูดจบ ลุกออกจากเตียงหรือออกจากห้องไปแล้ว หากจุนจะเกลียด ฉันเข้าใจ”   “หึ นี่คุณพูดเอาซะผมกลัวแล้วนะ”    “เขาไม่ใช่แค่แฟนแต่เขาเป็นสามีที่ถูกต้องตามกฏหมายของฉัน”   รู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงมากลางอกของผมในห้องนี้เลย ตอนนี้ผมชาไปหมด ชา...ไปถึงปลายเท้า นี่หัวใจผมยังเต้นอยู่มั้ยเนี่ย รู้อย่างงี้ผมน่าจะทำประกันชีวิตกับบริษัทของตัวเองไว้สักหน่อยแฮะ นึกให้ขำยังไงตอนนี้มันก็ขำไม่ออกแล้ว ที่ออกมาก็คงมีแต่น้ำตาของผมนี่แหละ   เธอใช้นิ้วเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้ผม โดยที่ไม่รู้เลยว่าความอ่อนโยนของเธอมันยิ่งทำให้ผมเจ็บปวดเป็นเท่าตัว ผมรักทุกความอ่อนโยน ทุกการสัมผัส ทุกคำพูด ทุกการกระทำของเธอ และพอคิดว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะอยู่ด้วยกันแบบนี้ ใกล้ชิดกันแบบนี้แล้ว....   ผมแทบจะขาดใจตายไปเสียตรงนั้นเลย   **********   อ่านแล้วรู้สึกตะหงิดๆ แปลกๆ ก็ขออภัยด้วยนะคะออกแนวด้นสด ปิ๊งตอนเดินลู่ขณะฟัง one more night ของ maroon5   Edit แก้คำ 
  4.  intro       วิถีรักฉบับคิวปิด Ep.1   วิถีรักฉบับคิวปิด Ep.2   วิถีรักฉบับคิวปิด Ep.3   วิถีรักฉบับคิวปิด Ep.4   วิถีรักฉบับคิวปิด Ep.5   วิถีรักฉบับคิวปิด Ep.6   วิถีรักฉบับคิวปิด Ep.7   วิถีรักฉบับคิวปิด Ep.8   วิถีรักฉบับคิวปิด Ep.9   วิถีรักฉบับคิวปิด Ep.10 Up!     หลายคนเชื่อเรื่องดวงชะตา เนื้อคู่ หรือ รักแรกพบ แต่ไม่ใช่กับเด็กผู้หญิงคนนี้ 'มัตสึอิ จูรินะ' เธอเป็นสาวฮอตในโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่ง ถึงวันๆจะมีเด็กผู้หญิงหลายๆคนเข้ามาหา     แต่เธอก็แค่ปล่อยให้สิ่งๆนี้ผ่านมันไปในชีวิตเรื่อยๆ ในเมื่อคนที่ไม่เคยมีความรักอย่างเธอไม่รู้หรอกว่ามันเป็นเช่นไร สิ่งที่เธอรู้คือ ความรักมันเป็นสิ่งที่ไร้สาระสำหรับเธอ       "เห้~ ไอจูน้องรัก ไปเที่ยวกันไหม ไหม ไหม ไหม ไหม~ จะไปก็รีบ ไป ไป ไป ไป ไป~" รุ่นพี่คนสนิทของเธอ 'มิเนกิชิ มินามิ'เธอเป็นสาวคาสโนวี่อย่างแรง วันๆมักจะชวนจูรินะไปเที่ยวสถานบันเทิงต่างๆและแนะนำสาวๆไปทั่ว แต่ก็ไม่เคยมีใครที่จูรินะคนนี้ ต้องตาแม้แต่สักนิด       "ไม่อ้ะ จูไม่ไป พี่มี่ไปเถอะ จูขี้เกียจไปหาสาวๆที่พี่แนะนำอีกแล้ว บอกเลย ว่า มันไร้สาระที่สุด" จูรินะพูดปฎิเสธ มินามิด้วยหน้าตาที่ดูหน่ายกับการทำแบบนี้ของรุ่นพี่       "ไม่ วันนี้แกต้องไป ฉันไม่ได้พาแกมาเหล่สาว แต่ฉันจะพาแกไปดูดวง" จูรินะเลิกคิ้วมองไปหามินามิอย่างสงสัย คิดยังไงพาคนที่ไม่เชื่อเรื่องดวงสุดขีดอย่างเธอไปหาหมอดู       "โห้ย พี่มี่ ไม่เอาฉันไม่ไป ไปก็ไม่ได้อะไรหรอก เขาก็แค่เดาๆเอาก็แค่นั้น ไม่เห็นจะมีอะไรดีตรงไหนเลย" จูรินะถอนหายใจหลายๆเฮือก เรื่องแบบนี้สำหรบเธอ มันไม่ใช่ เธอไม่คิดที่จะไปยุ่งกับเรื่องลึกลับไร้สาระพวกนี้เลย       "ไม่! แกต้องไป ไอ้จู ถ้าแกไม่ไป....หึหึหึ ฉันจะเปิดเผยภาพแกตอนไปนอนค้างที่บ้านของฉัน" มินามิใช้รูปถ่ายระหว่างเธอกับจูรินะมาเป็นข้อต่อรอง จูรินะรีบวิ่งจะไปแย่งโทรศัพท์มือถือที่มีรูปของเธออยู่ออกจากมินามิ แต่มินามิเร็วกว่า เธอเบี่ยงตัวหลบเด็กน้อยได้ทัน         "ปะ...ไปก็ได้ พี่มี่นี่ตลอดเลยอ้ะ เห้อ~~~" จูรินะถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะโดนพี่สาวจอมคาสโนวี้ ลากออกจากห้องเรียนไปพบหมอดูร้นประจำของมินามิ 'เทพพยากรณ์คิวปิด'                           ............................................................ Talk  Talk   โอ้เย้~ มาเปิดเรื่องไหม่เฉย มาทิ้งระเบิดให้ตัวเองก่อนดองเย้ๆๆ//ไม่ใช่ล่ะ   มาทิ้งระเบิดให้ตัวเองนิดหน่อย เนื่องจากโดนน้องบังคับให้แต่งแนวนี้ค่ะ555   เรื่องที่ดองค้างไว้ ทั้งสองเรื่อง ขอมีไอเดียแจ่มๆก่อนจะรีบลงให้ทันทีนะค่ะ   พูดคุยแค่นี้แหละค่ะ555 เผ่นก่อนล้าาาาาาาา   talk .จบ.
  5. [media]http://www.youtube.com/watch?v=w-oSoLBnyoI[/media] (* ทำไมถึงเป็นเพลง k-pop...ขอให้ลองอ่านความหมายเพลง มันช่าง...ตรงกับฟิค) _______________________________________________________ 01 02 03 04 05 06 07 08 09 10 11 12 END   [url=http://48.in.th/topic/812-fiction-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88-wmatsui-ch-12-end-310114/page-12#entry25233]ตอนพิเศษ[/url] _______________________________________________________ พูดคุยจุ๊บุๆ : * ฟิคเรื่องนี้มีการพูดหยาบคาย นิดหน่อยถึงปานกลาง นะค่ะ กลับมาตามคำเรียกร้องงงงงงง มีคนบอกมาว่า... เรื่องของเรื่องที่ไรเตอร์ ชั่งใจว่าจะแต่งฟิคยาวดีมั้ย คือไรเตอร์เป็นพวกความอดทนต่ำมากกกกกก กลัวตัวเองทน แต่งเรื่องยาวได้ไม่นาน + กับสมองที่ มึนๆคิดไม่ค่อยออก และเหมือนนับวันไรเตอร์ยิ่งคนพบตัวเองว่า กุแต่งฟิคตลกเก่งกว่าดราม่า(ที่ตัวเองชอบ) T^T แต่ยังไงซะ!!! ไรเตอร์ก็จะพยามแต่งเรื่องนี้ให้กับทุกคนกันนะ เพราะดูเหมือนว่า แต่งแนวนี้...มันใช่สำหรับไรเตอร์ยิ่งนัก **** ขอบคุณทุกกำลังใจ ขอให้ติดตามกันต่อไป รักคนอ่านนะ จุ๊บุๆ แปปๆ แนะนำตัวแปปจ๊ะ ชื่อ เสา อายุ 19 เพศ ผญ.ที่ชอบผญ.ด้วยกัน เรืียน ศิลปกรรม (เข้าใจเด็กพวกนี้หน่อยนะ มันติสจ๊ะ)   :dookdik_005_mushroom: :dookdik_005_mushroom: :dookdik_005_mushroom: :dookdik_005_mushroom: :dookdik_005_mushroom:
  6. Intor Mom   “อรุณสวัสดิ์ครับ ท่านประธานคาชิวากิซัง”   เสียงของพนักงานหนุ่มกล่าวทักทายคาชิวากิ ยูกิ นักธุรกิจสาววัย 30 ต้น ๆ หญิงสาวได้ดำรงในตำแหน่งประธานบริษัท K.World Group., Ltd เนื่องจากรับช่วงต่อจากผู้เป็นพ่อบวกกับฝีมือในการบริหาร จึงทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวกับบริษัทของเธอมีรายได้เข้ามาอย่างมหาศาล และกลายเป็นบริษัทต้น ๆ ของประเทศ และต่างประเทศ   คาชิวากิ ยูกิ จัดว่าเป็นผู้หญิงที่ดูสมบูรณ์แบบทุกอย่าง ทั้งหน้าตาที่สวย รูปร่างที่ดี การบริหารที่ยอดเยี่ยม และต้นตระกูลที่ดี จึงไม่แปลกที่เธอจะมีผู้ชายมากมายหลายวัยเข้ามาขายขนมจีบ แต่ผู้ชายเหล่านั้นก็ต้องรับประทานแห้วกันทุกคน เพราะหญิงสาวมีลูกสาวหน้าตาน่ารักอย่างวาตานาเบะ มายุอยู่แล้ว…   “อรุณสวัสดิ์จ๊ะ”   หญิงสาวตอบกลับพร้อมกับยิ้มบาง ๆ ให้ชายหนุ่มได้ละลายเล่น ก่อนจะเดินตรงไปที่ห้องทำงานของตัวเองพร้อมกับฮัมเพลงอย่างมีความสุข ซึ่งทำให้บอดี้การ์ดสาวที่เดินตามมาตั้งแต่แรกอย่างโยโกยามะ ยุยถึงกับยิ้มขึ้นมา เพราะรู้ดีว่าเหตุผลที่เจ้านายของเธอนั้นอารมณ์ดีเช่นนี้คืออะไร   “เมื่อคืนคุณนายคงมีความสุขมากเลยสินะคะ”   ยุยพูดขึ้นมาหลังจากปิดประตูห้องพร้อมล็อกกลอนประตูอย่างดี เพื่อไม่ให้คนภายนอกได้ยินเรื่องราวของเจ้านายสาวที่ปิดบังเอาไว้   “รู้ใจฉันดีนี่ยุยฮัง...ก็เมื่อคืนลูกสาวคนดีของฉันตามใจฉันนี่นา...”   ยูกินั่งลงบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างมีความสุข แล้วนึกถึงเรื่องเมื่อคืนที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับลูกสาวคนสวย   “ค...คุณแม่...”   เสียงที่สั่นเครือของเด็กสาววัยมัธยมปลายเรียกสรรพนามของร่างสูงที่กำลังระดมจูบลงบนต้นคอขาวพร้อมลูบไล้ไปมาตามร่างกายของเด็กสาวภายใต้ชุดนอนลายการ์ตูนที่มายุชอบ   “คะ?”   หญิงสาวถามสั้นโดยไม่ละออกจากคอระหง มายุพยายามกลั้นความรู้สึกที่ถูกปลุกให้ร้อนรุ่ม ความสัมพันธ์ภายนอกที่หลายคนรู้คือแม่ลูก แต่ความสัมพันธ์ภายในของทั้งสองมันมากกว่านั้น   เด็กสาวรู้สึกสับสน และพยายามหาคำตอบเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเธอกับผู้หญิงตรงหน้าที่เธอเรียกว่าแม่   “คุณแม่คิดยังไงกับมายูยุคะ?”   น้ำเสียงหวานเอ่ยถามด้วยความสงสัย ความสัมพันธ์ทางกายที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเธอสองคนถือว่าเป็นเรื่องต้องห้าม   “คิดยังไงอย่างนั้นเหรอ?”   ยูกิเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเด็กสาวที่ใบหน้าแดงกล่ำ เนื่องจากถูกกระตุ้นความรู้สึกจนเกิดความร้อน มือเรียวยื่นไปจับแก้มใสของมายุพร้อมกับลูบอย่างเบามือ   “คิดว่ามายูยุเป็นของยูกิรินค่ะ”   คำตอบนั้นทำให้เด็กสาวถึงกับตาโตขึ้นมาด้วยความตกตะลึง   “ค...คุณแม่...”   “หืม? บอกแล้วใช่ไหมว่าเวลาที่อยู่กันแค่สองคนต้องเรียกกันว่ายังไง?”   ยูกิส่ายหน้าไปมาเบา ๆ พร้อมกับยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิม ผมยาวสยายที่มักจะถูกมัดเป็นทรงทวินเทลถูกปล่อยอย่างเป็นอิสระ อีกไม่นานเด็กสาวก็จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว กำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วสินะ   “ย...ยูกิริน...อื้ม~~”   เด็กสาวถึงร้องออกมาเมื่อถูกคนอายุมากกว่าจัดการปิดปากด้วยการจูบ ลิ้นของหญิงสาวสอดเข้ามาในโพรงปากของเด็กสาวพร้อมกับทักทายลิ้นเล็ก ๆ ของร่างเล็กไปด้วย   มายุตอบรับจูบแสนร้อนแรงปนความหวาน หญิงสาวตรงหน้าของเธอคือคนแรกที่ได้ร่างกาย และหัวใจของเธอไป ถึงจะรู้ว่ามันผิด แต่เธอก็ไม่สามารถห้ามใจได้เลย แม้ครั้งแรกจะขัดขืน แต่สุดท้ายก็แพ้ใจตัวเอง ยอมมอบร่างกายที่แสนบริสุทธิ์ให้กับผู้หญิงตรงหน้าแทน   ชุดนอนของทั้งสองถูกถอดทิ้งลงข้างเตียงสีขาวไซต์คิงอย่างไม่ใยดี ความหนาวเย็นจากเครื่องปรับอากาศของห้องนอนไม่สามารถดับความร้อนแรงของบทรัก   สองร่างเปลือยเปล่ากอดรัดกันจนแทบหลอมละลายเป็นร่างเดียว เตียงนอนแสนกว้างสั่นไหวไปตามบทเพลงรักที่ถูกบรรเลงตามความปรารถนาของอารมณ์ ก่อนที่ทั้งสองจะกรีดร้องออกมาพร้อมร่างกายที่กระตุกไปพร้อมกันเมื่อพากันแตะถึงสวรรค์กับบทรักแล้ว   เสียงเหนื่อยหอบของทั้งสองพร้อมเหงื่อที่ไหลออกมาจากการแสดงบทรักที่เพิ่งจบไป ยูกิก้มลงซบตรงคอระหงของเด็กสาวที่นอนหอบอยู่ข้างล่าง   “น...หนักค่ะ...”   มายุบอกยูกิด้วยความอ่อนหวานปนเหนื่อยพร้อมกับใช้มือดันร่างสูงให้ออก แต่คนตัวสูงกลับขยับใบหน้าพร้อมกับขบเม้มที่ใบหูแทน   “อื้ออออ~~”   “พรุ่งนี้คงต้องลาหยุดให้มายูยุแล้วล่ะคะ เพราะเด็กน้อยของยูกิรินคงไปเรียนไม่ไหวแน่ ๆ ”   ร่างสูงเงยหน้าพร้อมส่งสายตา และรอยยิ้มจอมเจ้าเล่ห์ให้ร่างเล็กที่รู้ดีว่าคนตัวสูงคงไม่หยุดง่าย ๆ แน่นอน...   -------------------------------------------------------------------- Hi~~~ ฟิคเรื่องล่าสุดค่าาาา (เรื่องล่าสุดยังไม่จบเลย แหะ ๆ) ยังรักษามาตรฐานเช่นเดิมค่ะ โลลิอีกแล้วครับท่าน ฮ่า ๆ เรื่องอาจดราม่านะคะ เพราะฉะนั้นกรุณาต้มน้ำรอด้วยค่ะ ส่วนเรื่องออดิชั่น BNK ไรท์ไม่ได้ลงสมัครออฯค่ะ (แม้จะแอบเสียดาย) ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุก ๆ คนที่ทั้งเข้ารอบ และไม่เข้ารอบด้วยนะ ถ้ารัก 48 จริง ๆ ไม่ได้มาเพื่อฉาบฉวย ไรท์ยินดีสนับสนุนเต็มที่ค่ะ ขอแค่รัก 48 ก็พอค่ะ (รอเปย์ 5555555) รุ่นที่ 1 อาจจะต้องเหนื่อยหน่อย เพราะเป็นรุ่นบุกเบิกที่ต้องทำให้คนรู้จัก และกลายเป็นศิลปินแนวหน้าให้ได้ เชื่อว่าทุกคนมีความพยายามทำในสิ่งที่ตัวเองรักค่ะ ขอให้สู้ ๆ นะคะ แต่ตอนนี้ไรท์ขอไปนอนแล้วค่ะ บายยยยย~
  7. S.A.IN. SS.2   นำเรื่อง l 01 l 02 l 03 l 04 l 05 l 06 l 07 l 08 l   09 l 10 l 11 l 12 l 13 l 14 l 15 l ...       S.A.IN. SS.1   นำเรื่อง l 01 l 02 l 03 l 04 l 05 l 06 l 07 l 08 l 09 l 10 l 11 l 12 l 13 l 14 l 15 l 16 l 17 l 18 l   19 l 20 l 21 l 22 l 23 l 24 l 25 l 26 (END) l                                 นำเรื่อง                                 ‘ยานเดินทางเจดับบลิวเอ็กซ์เอ็กซ์ไฟว์ เดินทางจากยูโรปาถึงดาวเคราะห์โลกใช้เวลา 21 วันกับอีก 3ชั่วโมง ระยะทางทั้งสิ้น 35 นาทีแสง พร้อมออกเดินทางในอีก 1 นาที ท่านผู้โดยสารที่ต้องการรับบริการเพิ่มเติมหรือมีข้อสงสัยใด ๆ สามารถสอบถามกับสเปซโฮสเตสของเราได้ตลอดเวลา ขอบคุณครับ”           เสียงประกาศจบลง พร้อมกับหญิงสาวที่ค่อย ๆ ทิ้งตัวลงนั่งตรงที่นั่งริมทางเดินในยานอวกาศขนาดเล็ก ก่อนเขาจะหยิบหนังสือเล่มออกมาจากกระเป๋า และเปิดอ่านส่วนที่เขาอ่านค้างเอาไว้     รับรู้ถึงแรงกระตุกเล็กน้อย ระหว่างการการปล่อยตัวของยานอวกาศ เงยหน้าขึ้นมองเพื่อเช็คความเรียบร้อย ก่อนจะใช้เวลาที่เหลือหมดไปกับสิ่งที่อยู่ในมือ                       “หนังสือกระดาษ อย่างนั้นหรอคะ"   คำถามนี้ ทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมาจากตัวหนังสืออีกครั้ง หลังจากที่เขาจมความสนใจของตัวเองไปกับมันเป็นชั่วโมง ๆ เขาหันมองเจ้าของเสียงที่ถามคำถาม หญิงสาวคนที่นั่งอยู่ที่นั่งข้างเขาด้านใน                   “ค่ะ”   เขาตอบรับพร้อมรอยยิ้ม ปิดหนังสือลง ก่อนจะพลิกให้หญิงสาวหน้าหวานเห็นมันชัด ๆ ท่าทางเธอคงเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ไหวจนต้องถามออกมา    “คุณคงไม่เคยเห็น”                               “ไม่เคยค่ะ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก มันพกพาไปไหนมาไหนไม่ลำบากหรอคะ”                   “ก็ลำบากอยู่เหมือนกัน แต่ฉันคิดว่าหนังสือกระดาษ เวลาอ่านแล้วได้อารมณ์มากกว่าหนังสือฮอโลกราฟิก แม้มันจะไม่มีภาพและเสียงก็ตาม”                   “แล้วหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร”                   “มันเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ค่ะ แต่ว่า...มันออกจะเชยไปหน่อย เห็นว่าตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว”   เขาระบายยิ้มออกมา พร้อมมองปกหนังสือ   “มันเกี่ยวกับการปฏิวัติของพวกหุ่นยนต์”       พอจบคำพูดของหญิงสาวเจ้าของหนังสือ หญิงสาวผมยาวอีกคนถึงกับทำหน้านิ่ว เธอไม่ค่อยชอบคำว่าปฏิวัติ ยิ่งเป็นเรื่องการปฏิวัติของพวกหุ่นยนต์ เธอยิ่งไม่ชอบใจ                       “นักเขียนคงจะบอกให้เรารู้ว่า ถ้าเกิดการกดขี่จนถึงขีดสุด ไม่ว่าคนหรือหุ่นยนต์ก็ไม่สามารถทนรับได้”  เขาเปรยออกมา   “ความเท่าเทียมเป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหา”                   “แต่การปฏิวัติก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด”   เธอพูดออกมา พร้อมกับกำมือแน่น                   “การปฏิวัติก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และแสดงให้เห็นว่า ความร้ายกาจที่เกิดขึ้นในระบบ มันรุนแรงจนทนรับไม่ได้”   เขาหันมองหญิงสาว ที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับเขาสักเท่าไหร่                   “เหมือนอย่างการปฏิวัติของแอนดรอยด์เมื่อ 20 ปีก่อน จนเกิดเป็น สงครามระหว่างมนุษย์กับแอนดรอยด์ อย่างนั้นหรอ”    เธอถามเสียงไม่พอใจ    “การแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงไม่ใช่ทางออก เอาการฆ่าฟันมาแลกกับการขดขี่ ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง มันเป็นเพียงแค่การระบายอารมณ์ แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหา เป็นการแสดงตัวว่าเหนือกว่า และบางทีท้ายที่สุด ถ้าแอนดรอยด์เป็นฝ่ายชนะในตอนนั้น มนุษย์คงไม่มีชีวิตยืนยาวมาถึงตอนนี้”       เจ้าของหนังสือกระดาษเงียบไป ก่อนจะมีสีหน้าครุ่นคิดในคำพูดของหญิงสาวที่ระบายอารมณ์ออกมา หญิงสาวอีกคนก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกัน ที่เธอเผลอพูดอะไรซะยืดยาว และดูท่าจะเป็นการเริ่มต้นปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย                       “ฉันทำให้คุณโกรธรึเปล่า”   เธอถามคนที่ยังถือหนังสือกระดาษอยู่ในมือ                   “ไม่หรอก มันอาจจะจริงอย่างที่คุณพูด”   เขายิ้มออกมาบาง ๆ    “การปฏิวัติด้วยความรุนแรงเป็นทางออกที่ไม่ถูกต้อง และไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ว่าในช่วงขณะนั้น ทางเลือกอื่นอาจจะไม่มี”       การพูดคุยเรื่องการปฏิวัติของแอนดรอยด์จบลงไปโดยปริยาย หญิงสาวที่นั่งด้านในคิดว่าเธอควรจะเปลี่ยนเรื่อง แต่เหนืออื่นใด เธอควรจะแนะนำตัวกับคนข้าง ๆ เธอเสียก่อน เพราะอย่างน้อย เธอกับเขาแลกเปลี่ยนความคิดกันขนาดนี้ แต่จะไม่ทำความรู้จักกันเลย คงไม่ดีแน่                         “ขอโทษนะคะ ที่ไม่ได้แนะนำตัวก่อนหน้า เรนะ มัตสึอิ ชาวโลกสีคราม จากอาณาเขตตะวันออก”   เรนะยื่นมือไปเพื่อจับทักทายกับหญิงสาวอีกคน                   “จูรินะค่ะ ชาวยูโรปา แต่เติบโตบนโลกใบเดียวกับคุณ”       ทั้งสองจับมือทักทายกัน แต่เรนะยังมีอีกข้อที่เธอสงสัย                       “แล้วชื่อท้าย...”       ไม่ทันที่เรนะจะได้ถามจนจบประโยค เสียงกัปตันยานก็ดังขึ้นอีกครั้ง                       ‘ผู้โดยสารทุกท่านกรุณานั่งประจำที่ ยานอวกาศเจดับบลิวเอ็กซ์เอ็กซ์ไฟว์ จะทำการวอร์พ ไดร์ฟ ในอีก 15 นาที ผู้โดยสารทุกท่านกรุณารัดเข็มขัดนิรภัยประจำที่นั่ง เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่สภาวะจำศีล หากมีปัญหาเกิดขึ้นกับที่นั่งของท่าน กรุณาแจ้งแก่สเปซโอสเตสของเรา เพื่อช่วยเหลือท่านให้เข้าสู่สภาวะจำศีล ขอบคุณครับ’       เรนะเงยหน้ามองลำโพงที่อยู่ด้านบนของยาน มันเป็นสัญชาตญาณที่ติดตัวมาเป็นร้อยเป็นพันปี การมองไปตามทิศทางของเสียง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ที่ไม่มีใครสามารถไขปริศนาได้เลยว่า ทำไมมนุษย์ต้องมองไปทางที่ต้นกำเนิดเสียง ทั้ง ๆ ที่หูก็ได้ยินชัดเจน                       “คงต้องกล่าวราตรีสวัสดิ์กันแล้ว”        จูรินะบอกกับหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะดึงเข็มขัดนิรภัยเหนือไหล่ทั้งสองข้างลงไปล็อกกับเข็มขัดนิรภัยที่เอว เข็มขัดนิรภัยดังกล่าวจะช่วยป้องกันการกระแทกจากการวอร์พ ไดร์ฟ และสร้างสภาวะจำศีลให้ผู้ใช้งาน เขายิ้มให้กับเรนะ ก่อนจะหลับตาลง                       “ราตรีสวัสดิ์”       เรนะพูดตอบเขาเสียงแผ่วเบา และดึงเข็มขัดนิรภัยออกมาใช้งานเช่นกัน เธอมองไฟในยานอวกาศที่หรี่ลง พลังงานทั้งหมดถูกดึงไปใช้ในการ วอร์พ ไดร์ฟ หลังจากนั้น... เธอหันมองหน้าจูรินะที่เข้าสู่สภาวะจำศีลไปแล้ว เธอยิ้ม ก่อนจะหลับตาลง และภาวนาให้การเดินทางอีกสามอาทิตย์ถัดไประหว่างที่เธอหลับ ราบรื่น และเป็นไปด้วยดี           ………………………         TBC.                       =====================================   หาเรื่องเข้าตัวแล้วครับ 555 เรื่องนี้เป็นเรีื่องที่ผมแต่งคู่ขนานไปกับนิยายของผม พูดง่าย ๆ ก็เอานิยายภาคปกติมาปรับบทแหละครับ   เนื้อหาอาจจะหนักไปหน่อย ถือเป็นฟิคแนวทดลองแล้วกันครับ ฮ่า   ครั้งแรกด้วยที่อาจหาญ? แต่งเน่มิ้ล (แต่เหมือนยังไม่ปรากฎ) ฝากเรื่องนี้ด้วยครับ     ส่วนตอนแรกของเรื่อง... น่าจะเป็นหลังสงกรานต์ครับ เฮ้ว!!! ยาวนานดีจริง ๆ
  8.   เพราะฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่มีความรู้สึก   Intro Chapter 1 : ฉันใช้ชีวิตมืดมน...ดั่งคนที่มีแผลใจ    Chapter 2 : ฉันเจ็บจนชินแล้ว...น้ำตาที่ไหลก็ไม่มี   Chapter 3 : ที่ฉันดูเย็นชาอย่างนี้…รู้ดีว่ามันใจร้าย                   Chapter 4 : อาจดูเหมือนฉันไม่มีหัวใจ…ที่คอยแต่ทำร้ายเธอ       Chapter 5 : ไม่อยากให้เธอร้อง…ไม่อยากให้เธอเจ็บ                 Chapter 6 : ฉันจะไม่ชอบเธอ…ฉันจะไม่หลงกลหัวใจตัวเอง                                                                  Chapter 7 : อย่างกับมีฝนไหลรินมาจากตา…อย่างกับฟ้าผ่าลงตรงหัวใจ                                                              Chapter 8 : คืนนี้มีดาวอยู่ล้านดวงขอได้ไหมสักดวงหนึ่ง...ช่วยฟังฉันที                   Chapter 9 : ในใจฉันมีเธอตอนไหน…มาเมื่อไรทำไมฉันไม่รู้   Chapter 10 : ดูแลตัวเองดีๆนะ…คนที่อยู่ทางนั้น                 Chapter 11 : เนื่องจากตอนนี้มีคนคนนึง…กำลังว้าวุ่นในใจ                                             
  9. บทนำ   หลังเลิกเรียนนักเรียนน้อยใหญ่ต่างเริ่มทยอยกันออกจากโรงเรียน โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือบ้านที่แสนสงบ แต่ทว่าไม่ทันไรเม็ดหยาดฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาเช่นกัน โดยไม่ต้องมีใครตะโกนบอกทุกคนรีบค้นหาร่มในกระเป๋าตัวเองอย่างรวดเร็วคนที่ไม่มีร่มก็วิ่งกันอุตลุดเพื่อหาที่หลบฝน                  "ยุย...วันนี้แกกลับบ้านคนเดียวเหรอวะ" เด็กหนุ่มนักศึกษาเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนท่าทางเพลย์บอยนิดๆตะโกนถามเด็กหนุ่มอีกคนที่เป็นเจ้าของชื่อท่ามกลางสายฝน เด็กหนุ่มผู้เป็นเพื่อนที่เดินไปไกลลิ่วแล้วหันหลังกลับมามองเพื่อนก่อนจะพยักหน้าเป็นคำตอบแล้วเดินต่อไป               ไม่นานนักเด็กหนุ่มเจ้าของร่างสูงที่เดินทางกลับบ้านจนตอนนี้ผ่านมาครึ่งทางแล้วจริงๆแล้วเขาไม่จำเป็นจะต้องเดินกลับคนเดียวก็ได้ในเมื่อที่บ้านก็มีคนมารับมาส่งคนขับรถส่วนตัวก็มี บ้านก็ใหญ่โตอย่างกับวังแต่...เขาอยากจะกลับบ้านช้าๆเพราะถึงไม่รีบกลับก็ไม่มีใครว่าอะไรอยู่แล้วในเมื่อไม่มีใครรู้ ถามว่าพ่อแม่ไม่เป็นห่วงบ้างเหลอ คงไม่หลอกก็ท่านไม่รู้นี่ พวกท่านทำงานไม่มีเวลามาทำอะไรไร้สาระกับเขาหลอก เวลาคุยกันยังไม่มี เรื่องนั้นช่างเถอะเขาไม่อยากนึกถึงมันเท่าไรนัก ให้ตายเถอะเขาเบื่อกับชีวิตคุณหนูจริงๆ เด็กหนุ่มคิดหลังจากเดินเข้าไกลบ้านของตนเอง...แต่แล้ว                     เมี๊ยว...                 เสียงแมว...                เด็กหนุ่มหยุดยืนนิ่งก่อนจะหันหลังกลับไปดูตามเสียงร้องนั้น....ลูกแมวขนฟูนุ่มตัวสีขาวเนื้อตัวเปียกปอนกำลังมองมาที่เขาสายตาดูออดอ้อนน่าสงสาร เด็กหนุ่มหันมองรอบๆตัวเพื่อมองดูว่าใครเป็นเจ้าของแต่ก้ไม่เห็นใครนอกจากเขากับเจ้าลูกแมวน้อยขนปุย เด็กหนุ่มตัดสินใจเดินเข้าไปไกล้เจ้าแมวตัวน้อยก่อนจะอุ้มมันขึ้นมาในอ้อมแขน และเดินเข้าไปในตัวบ้าน                   "ตายแล้ว!!...คุณชายคะ ตัวเปียกหมดเลย!ไปทำอะไรมาคะเนี่ย!!แถมเก็บตัวอะไรมาคะเนี่ย!" คุณป้าแม่บ้านรีบสาวเท้าเดินเข้ามาต้อนรับคุณชายอายุเพียง19พร้อมกับไม่ลืมนำผ้าขนหนูติดมือมาด้วย คุณชายรับผ้ามาก่อนจะเช็ดหน้าเช็ดตาตัวเองให้แลดูสะอาดสะอ้านขึ้นแล้วเปิดปากตอบคุณป้าแม่บ้าน                   "แมวน่ะครับ...เห็นมันร้องอยู่หน้าบ้าน[วัง]ก็เลย..."                   "ก็เลยเก็บมันมาหรือคะ?" คุณป้าแม่บ้านถาม คุณชายไม่ตอบเพียงแต่พยักหน้าให้เท่านั้น                   "คุณชาย...ทีหลังอย่าเดินตากฝนกลับมาแบบนี้อีกนะคะ ถ้าคุณท่านรู้เข้าจะแย่เอานะคะ..."คุณป้าแม่บ้านพูดสายตาเป็นกังวน แต่ก็แอบห่วงคุณชายน้อยคนนี้ไม่ได้[มันเปรี่ยนสรรพนามเรียกชื่อตอนไหนฟะ:เล] หลังจากนั้นไม่นานคุณชายก็เดินขึ้นมาที่ห้องส่วนตัวของเขาก่อนที่จะวางเจ้าเหมียวตัวน้อยลงอย่างแผ่วเบา                      เมี๊ยว...               เจ้าแมวน้อยร้องขึ้นมาอีกครั้ง คุณชายที่กำลังจะเปลี่ยนเสื้อผ้าถึงกับต้องหันมาดูว่ามันร้องทำไม- -                    "..."                    "..."               เงียบไปสักพักหนึ่ง คุณชายเดินเข้าไปไกล้ๆกลับเจ้าเหมียวน้อยแล้วเอื้อมมือไปเกาคางมันเล่นๆ                    "อยากได้อะไรอีกล่ะแก..."คุณชายถามแมวน้อยพรางเกาคางมันเล่นต่อไป ทำเอาเจ้าเหมียวเคริ้มไปเลยทีเดียว แต่แล้ว...                    "เราหิว..." เสียงไม่มีที่มาที่ไปก็ดังขึ้นพร้อมๆกับแมวน้อยตรงหน้าที่บัดนี้มีหมอกควันปกคุมไปทั่วร่าง                    "..."   คุณชายอึ่งไปนิดๆแต่ก็ปรับสีหน้าเป็นเหมือนเดิมเพราะพอจะรู้ว่ามันคืออะไร                    "...เลิกแกล้งฉันได้แล้วน่ะ ยัยจู" คุณชายพูดพรางเปิดตู้เสื้อผ้าของเขาที่มักเป็นที่ซ่อนตัวของน้องสาวของเขาเวลาที่อยากแกล้งเขาเป็นประจำ แต่แล้ว...                ไม่มี...น้องสาวที่มักจะซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้าของเขาไม่มี ไม่มีน้องเขา งั้นเสียงเมื่อกี๊น้องเขาก็ไม่ได้แกล้งน่ะสิ                    "ใคร?..."คุณชายถามออกไปเสียงเรียบ พร้อมกับรอฟังคำตอบ ส่วนคนที่ถูกถามแทนที่กลัวแล้วหนีไปแต่กลับมาปรากฏตัวให้เห็นกันจะๆ เป็นผู้หญิงที่จัดได้ว่าสวยมากเลยทีเดียวแต่ไม่แสดงสีหน้าใดๆเลย ที่แปลกคือ เธอมีหูคับคล้ายคับคาเหมือนหูแมวแถมมีหางงอกออกมาด้วย...และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ร่างกายบางๆนั่นไม่มีอาภรณ์ใดๆปกปิดแม้แต่นิด ซึ่งมันสามารถเรียกเลือดจากผู้ชายหลายๆคนได้เลยทีเดียว แต่ไม่ใช่สำหรับคุณชายถ้าไม่ได้อยู่กลับคุณชายปาดนี้ผู้ชายทั้งโลกคงตายเกลื่อนแน่                   "เราขอโทษด้วยที่ทำให้ตกใจ..."เด็กสาวหน้านิ่งเอ่ยขึ้น คุณชายไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรรีบเอาเสื้อเชิ้ตสีขาวคุมตัวให้เธอทันที                   "หมายความว่าไง?" คุณชายถามพรางมองเด็กสาวตรงหน้า เธอไม่พูดอะไรเพียงแต่ยื่นหนังสือที่พกมาตอนไหนไม่รู้ให้คุณชาย คุณชายเปิดอ่านไปสักพักก็เงยหน้าขึ้นก่อนจะเอ่ยถาม                   "สรุปว่า...เธอเป็นแม่มดที่ถูกลงโทษโดยการต้องสาปให้กลายเป็นแมวเพียงเพราะว่าทำผิดกดข้อที่13ที่บอกไว้ว่า ห้ามช่วยเหลือมนุษย์เป็นอันขาด อย่างงั้นเหลอ"เธอพยักหน้าเมื่อคุณชายเอ่ยจบ                   "แล้วทำไมถึงช่วยล่ะ?..."คุณชายถามด้วยสีหน้าเรียบนิ่งดังเดิม                   "...น้องชายเราเป็นมนุษย์...แล้วกำลังจะถูกฆ่า..."                   "เธอจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะช่วยสินะ..."เธอพยักหน้า                   "เธอเชื่อเราอย่างนั้นเหลอ?"เด็กสาวถาม คุณชายพยักหน้า                   "เพราะอะไรล่ะ?"           "มนุษย์ดีๆที่ไหนเขาจะลงทุนแกล้งคนที่ไม่รู้จักกันเลยขนาดนี้ล่ะ"เด็กสาวพยักหน้าเข้าใจแล้วเอ่ยถามอีกครั้ง"ขอฉันอยู่ที่นี่ได้มั๊ย?..."คุณชายมองเธอด้วยแววตาสงสารแล้วตัดสินใจตอบกลับไปว่าอนุญาตให้เธออยู่ที่นี่ได้                   "เธอจะคืนร่างได้เมื่อไหร่"                   "จะคืนเมื่อไรก็ได้หากเราประสงค์...แต่อยู่ได้เพียง2ชั่วโมงเท่านั้น"คุณชายพยักหน้าก่อนจะเอ่ยถามอีกรอบ               "ฉันชื่อยุย เธอล่ะ"           "เราชื่อพารุ ชิมาซากิ ฮารุกะ " เด็กสาวตอบพรางเอามือทาบไปที่หน้าอก           "งั้นเหรอ...ยินดีที่ได้รู้จัก"คุณชายพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉยก่อนจะยื่นมือไปตรงหน้าเด็กสาว เด็กสาวสีหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกแต่ก็ยื่นมือออกไปจับมือเด็กหนุ่มตรงหน้า ราวกับอยากบอกว่า ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน...      
  10. INTRO เช้าวันใหม่แสนวุ่นวายฤดูหนาวกำลังเข้ามาเยือนหิมมะเริ่มโปรยปรายลงมาทำให้รู้ว่า ฤดูหนาวใกล้เข้ามาแล้ว ก๊อง ก๊อง ก๊อง เสียงเคาะประตูดังขึ้น จนทำให้อาจารย์ที่นั่งทำงานสะดุ้งเล็กน้อย มาแล้วนะสิ"เข้ามาได้ประธานนักเรียนทากามินะ" ประธานนักเรียนที่กำลังเข้ามามีนามว่า ทาคาฮาชิ มินามิในชุดนักเรียนเรียบร้อยสะอาดตาและเข้ามาด้วยความเย็นชาอย่างที่เขาทำทุกวัน "อาจารย์เรียกหนูมา มีอะไรหรือเปล่าค่ะ"อาจารย์เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับหยิบแฟ้มนักเรียนยื่นให้ทาคามินะ "ครูจะฝากให้เธอดูและนักเรียนใหม่ที่กำลังย้ายมาในพรุ่งนี้นะ"ทาคามินะตกใจเล็กน้อย "เอ๊!! ทำไมต้องหนูละค่ะอาจารย์ยูโกะก็มีทำไมไม่ใช้ยูโกะล่ะ"อาจารย์มองหน้าประธานนักเรียนเเล้วพูดพร้อมหยิบปากขึ้นเซ็นต์งานต่างๆบนโต๊ะ "ก็อาจารย์ดูแล้ว เธอดูมีสภาวะเป็นผู้นำที่ดีอีกอย่างยูโกะก็ต่างกับเธอมากไม่ใช่หรอ"ทาคามินะเริ่มทำหน้าเครียด "ไงเดี๋ยวหนูดูแลเรื่องนักเรียนใหม่ให้ละกันนะคะ อาจารย์"ทาคามินะเดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว ____________________________ "ฮัดชิ้ว!!ฮัดชิ้ว!!" "ยูจังเป็นไรเปล่า"ฮารุนะยกมือขึ้นมาทาบกับหน้าผากยูโกะ "ตัวก็ไม่ได้ร้อนหนิ ทำไมจามบ่อยจังละ" "โถ่ เนี๊ยงๆคนจามบ่อยไม่แปลว่าไม่สบายเสมอไปหนิ" ตึ้ง!!!!ทาคามินะวางหนังสืออย่างแรง "เห้ย ไอ้เตี้ยเป็นไรว่ะ"ยูโกะลุกขึ้นจับบ่าทาคามินะ ทาคามินะสะบัดออกอย่างแรง "อย่าเพิ่งยุ่ง คนกำลังเครียดเว้ย"ทาคามินะทำหน้ามุ่ย "อ้าว อิบ้าเพื่อนอุส่าถามดีๆนะ"ยูโกะพูดพร้อมหันหน้าไปมองฮารุนะที่กำลังนั่งกดมือถือต้องเงยหน้ามอง "ทาคามินะซังเป็นไรเปล่าเล่าให้พวกเราฟังได้นะ"ทาคามินะเริ่มอารมณ์ดีขึ้น "ก็อาจารย์นะสิเนี๊ยงๆ ฝากงานให้ฉันทำอีกแหละ"ฮารุนะทำหน้างง "ก็ดีแล้วไม่ใช่หรอ"ฮารุนะพูดแล้วเอียงคอเพราะนั้นคือท่าประจำของเธอ "ก็ดีอยู่หรอกแต่งานตอนเนี่ยมันเยอะ ไหนต้องดูแลยุยไม่ให้ไปมีเรื่องกับใคร เรื่องในสภาเรื่องในชมรมอีกเยอะแยะไปหมด"ทาคามินะนั่งลงระบายให้เพื่อนฟัง "ออ ไงทาคามินะซังก็ลองปล่อยวางบ้างสิ"ฮารุนะเริ่มรู้สึกแปลกอยู่ดีๆเริ่มมีมือที่สามเลื่อยมาที่หน้าขาตัวเองและกำลังสอดเข้าไปกระโปรง "กรี๊ด ยูจังใช่เวลาเล่นมั้ยห้ะ"ยูโกะทำหน้าหงอย "ก็เขาอยากเล่นหนิเนี๊ยงๆ"ยูโกะทำท่าทางอ้อนฮารุนะ "อายทาคามินะซังบ้างดิ"ยูโกะรีบหันหน้าไปทางทาคามินะอย่างรวดเร็ว "จะอายมันทำมั้ย เนอะไอ้เตี้ย"ยูโกะทำหน้าล้อเลียน ทาคามินะไม่พอใจแล้วเริ่มเถียง"ตัวเองสูงตายล่ะ"ฮารุนะเห็นท่าไม่ดีจึงรีบจบบทสนทนาทันทีที่รู้ว่า2คนกำลังจะทะเลาะกัน __________________________ เพิ่งเคยแต่งนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของไรต์นะ ไม่รู้ว่ามันดีหรือเปล่า แต่ว่าตอนต่อที่1มาวันนี้ดึกนะ
  11. Why are you so annoying?   wmatsui         01 l 02 l 03 l 04 l 05 l 06[END]
  12. เรื่องนี้เหมาะกับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะสายโลลิ   Chu 1~ อาบน้ำด้วยกันเถอะ~ Chu 2~ มายูยุของจุนนะ! Chu 3~ ฉันรักน้องแก Chu 4~ ดูแล VS ทำลาย Chu 5.1~ ก็แค่เมา... Chu 5.2~ พบกันใหม่... Chu~ 6 เค้าโตแล้วนะคะ! Chu~ 7.1 ฉันก็เป็นแบบแกนั้นแหละ Chu~ 7.2 เกินห้ามใจ   My Kid(Kiss) Intor   หญิงสาวร่างสูงเพรียว ผิวขาว ผมยาวสลวยสีน้ำตาลอ่อนที่มัดรวบขึ้นหลวม ๆ ดวงตาเรียวภายใต้แว่นตากลมโตหนาเตอะกำลังอ่านตัวหนังสือในสมุดอย่างขมักเขม้น ซึ่งหนังสือกองโตยังคงวางรอคิวอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือในห้องนอนของเธอ ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! หญิงสาวหันไปมองตามเสียง ก่อนจะเดินไปเปิดประตูผู้มาเยือน หลังจากมองตาแมวว่าบุคคลที่มาเยือนไม่สร้างเรื่องอันตรายแน่นอน แอ๊ด... "ว่าไง แกมีอะไรหรือเปล่า? ยัยขี้อ่อย" คาชิวากิ ยูกิ ผู้เป็นเจ้าของห้องพักเอ่ยถามหญิงสาวร่างบางที่ยิ้มกว้างให้ภายใต้หมวกปีกกว้างใบหนา แถมสวมแว่นตากันแดดสีชา ดูท่าทางแล้วหญิงสาวน่าจะเป็นคนดัง หรือไม่ก็พวกอาชญากร(?) "ขอเข้าไปห้องก่อนได้ป่ะ? เดี๋ยวพวกนักข่าวหรือคนอื่นเห็น..." "เออ ๆ เข้ามาสิ" ยูกิหลบทางให้ผู้มาเยือนที่จูงเด็กหญิงหน้าตาน่ารักที่ไหนไม่รู้มาด้วย จึงทำให้ร่างสูงถึงกับดวงตาเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน "เฮ้ย ๆ มิยูกิ นั้นแกพาเด็กที่ไหนมาด้วยวะ?" วาตานาเบะ มิยูกิ ไอดอลสาวชื่อดังที่มีดีกรีการตกเหยื่อให้ตกหลุมรักภายใน 3 วินาทีต้องรีบวิ่งเอามือเข้ามาปิดปากเพื่อนสนิทของตนพร้อมกับปิดประตูล็อคกลอนอย่างรวดเร็ว "แกจะเสียงดังหาพระบิดามารดาแกหรือไง!?" ยูกิถึงกับดิ้นไปมา ก่อนจะแกะมือของมิยูกิออกได้สำเร็จ "เค็มชะมัดเลยมือแกเนี่ย! ว่าแต่เด็กคนนี้เป็นอะไรกับแก...อย่าบอกนะ...ว่าเป็นลูกอ่ะ!?" "ใช่ เอ้ย! จะบ้าหรือไงเล่า? ฉันสวย โสด ซิงสนิทย่ะ!" มิยูกิพูดแล้วสะบัดบ๊อบใส่เพื่อนสาวอย่างแรง "โอ๊ย! ยัยอ่อย! ผมแกทิ่มตาฉัน" ยูกิพูดพร้อมกับเช็ดตาตัวเองอย่างเบามือ "จะทิ่มได้ไง ก็แกใส่แว่นอ่ะ" มิยูกิชี้นิ้วไปที่แว่นตาอันแสนหนาเตอะที่ร่างสูงสวมใส่ "ก็มันลอดผ่านแว่นอ่ะ!" "เออ ๆ ช่างมันเถอะ ยูกิ...ฉันมีเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลือจากแกได้ป่าวเพื่อนรัก?" มิยูกิทำหน้าตาแสนเศร้าใส่เพื่อนสนิท ซึ่งทำให้ยูกิถึงกับใจอ่อนให้กับเพื่อนสนิทด้วยการพยักหน้าขึ้นลงตอบรับ "อยากให้ช่วยอะไรล่ะ" "สัญญานะว่าจะไม่ปฏิเสธกันโดยเด็ดขาด" "เออ สัญญา" มิยูกิยิ้มกว้างขึ้นมากับคำตอบของยูกิ ถึงแม้จะดูไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่ แต่ก็...แล้วไงอ่ะ ใครสน อิอิ "มายูยุมานี่สิคะ มาหาพี่ยูกิสิคะ" มิยูกิเรียกเด็กหญิงตัวเล็ก ผิวขาว ทรงผมทวินเทล หน้าตาน่ารักเหมือนหลุดมาจากการ์ตูนที่สะพายกระเป๋าลายปอมปุริน ซึ่งทำให้ยูกิถึงกับมองเหมือนถูกต้องมนต์สะกดเอา ก่อนจะคืนสติตัวเองกลับมาได้ทัน เพื่อไม่ให้ยัยเพื่อนสนิทจับได้จนหัวเราะเยาะเอา "นี่วาตานาเบะ มายุ หรือมายูยุ น้องสาวของฉันเอง พอดีพ่อกับแม่ต้องไปต่างประเทศน่ะ เลยมาขอฝากให้ดูแลกับฉันไว้ แต่ฉันไม่ค่อยมีเวลาดูแลมายุสักเท่าไหร่เลยมาขอจ้างให้แกเลี้ยงน่ะ" "ทุกวันตอนเย็นแกจะมารับว่างั้น?" "เปล่า ให้อยู่กับแกไปเลยจนกว่าพ่อกับแม่จะกลับมาาาา~" "ก็ดีนะ ฉันจะได้ไม่เหงา ห๊าาาาาาาาาา! กี่เดือน!?" ยูกิตะโกนร้องออกมาด้วยความตกตะลึง ก่อนจะถามกลับไปด้วยสีหน้าที่ยังตกตะลึงอยู่ มิยูกิจึงยกหนึ่งนิ้วทั้งสองข้างขึ้นมาเป็นคำตอบ "อ้อ...สองเดือน เฮ้อ...โล่งอก" "เปล่า ไม่มีกำหนดต่างหาก" มิยูกิทำเป็นรูปกากบาทพร้อมยิ้มกว้างขึ้นมา ซึ่งทำให้ร่างสูงถึงกับหันขวับจ้องเขม็งเพื่อนสนิททันที "อิขี้อ่อย..." น้ำเสียงเย็นที่แทบเสียวสันหลังวาบ ทำให้มิยูกิแอบยิ้มเจื่อนให้ ก่อนจะนึกอะไรดี ๆ ออก "ฉันจ้างแกเดือนละสามแสน ตกลงป่ะ?" มิยูกิชูเช็คที่เขียนลายเซ็นพร้อมยอดจำนวนเงิน แต่ไม่ทำให้สีหน้ายูกิหายนิ่งเลย... "แกคิดว่าเงินพวกนี้จะทำอะไรฉันได้งั้นเหรอ?" ชาติที่แล้วแกเกิดเป็นแอร์เหรอ เย็นทั้งชื่อเย็นทั้งเสียง... "หรือว่าแกไม่เอา?" "เอา!" ------------------------------------------------------------- TBC~ เรื่องที่สองแล้วค่าาาา~ นำเสนอความโลลิ เรื่องราวความรักต่างวัยของพี่เลี้ยงจำเป็นจอมเนิร์ดกับเด็กน้อยน่ารักน่าฟัด(?) ว่าแต่ว่าเมื่อกี้เหมือนจะได้ยินเสียงแปลก ร้องหวอ~ หว๊อ~ ช่วยติดตามกันเยอะ ๆ ด้วยนะค่าาาา~
  13. ชีวิตของคนเรา ล้วนเกี่ยวข้องกับอะไรหลายๆอย่าง   ทั้งเรื่อง การงาน ชีวิตส่วนตัวหรือแม้กระทั่ง สิ่งๆหนึ่งที่เรียกกันว่า   ความรัก                 โย่ ขอโทษที่หายไปนานนะจ๊ะ   พอดี เพิ่งมีเวลาว่างนะ   ก็แหม่ คนเขียนอยู่ปี 4 แล้ว อีกไม่นานก็จะจบ   เลยต้องขลุกอยู่กับการเรียนซะก่อน    ตอนนี้มันว่าง 3 อาทิตย์ เลยมีเวลามาหาทุกคนนะจ๊ะ   สำหรับตอนแรกของเรื่องนี้นั้น จะมาในวันพรุ่งนี้   ยังไงก็ช่วยดูผ่านๆตาด้วยนะ