Search the Community

Showing results for tags 'keyakizaka46'.

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Found 5 results

  1.                         คุณเคยรักใครแบบไม่รู้ตัวรึเปล่า?   ความรักที่เกิดขึ้น ความรู้สึกที่เป็นอยู่   หาคำอธิบายให้มันไม่ได้ว่า เริ่มรู้สึกแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่   ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่อยากจะอยู่ข้างๆเธอตลอดเวลา   ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่รู้สึกอิจฉาคนที่เข้ามาใกล้เธอ…       “นี่ ริสะมาถ่ายรูปกัน” เด็กสาวผมยาวตัวผมบางที่มักจะพูดเจื้อยแจ้วอยู่ในห้องแต่งตัวอยู่เสมอ วิ่งไปหาสาวผมยาวประบ่าที่นั่งเงียบๆอยู่ริมห้อง ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของฉัน   “ไม่” ริสะมักจะปฎิเสธแบบนั้นทุกที แต่สุดท้ายแล้วก็ยอมถ่ายรูปด้วยอยู่ดี   “ถ่ายด้วยกันนะๆๆ” อาโอยที่กำลังเขย่าแขนริสะ ทั้งคู่ดูสนิทสนมจนฉันรู้สึกอิจฉา   ความรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว ฉันไม่ชอบมันเลย เกลียดตัวเองที่รู้สึกแบบนี้ รู้สึกไม่ชอบเวลาใครเข้ามาใกล้ริสะ ฉันไม่ได้เป็นเจ้าของเธอซักหน่อย เป็นแค่เพื่อนคนหนึ่งที่คิดเกินเลยกับเธอ…       ฉันเดินออกมาจากห้องนั่งเล่น อย่างน้อยคงช่วยฉันให้สงบสติอารมณ์ได้บ้าง   “มานากะ” เสียงเรียกทำให้ฉันหันไปมอง พบว่าเป็นริสะที่เดินตามออกมา   “มีอะไรเหรอ”             “เธอเป็นอะไรรึเปล่า สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลยนะ” เธอใช้มือมาอังที่หน้าผากของฉัน   “ฉันไม่เป็นอะไร” ฉันถอยห่างออกมา   “เธอทำตัวแปลกไปนะ มานากะ”  ใช่ ฉันเริ่มทำตัวห่างเหินจากเธอ ทั้งๆที่เมื่อก่อนฉันเอาแต่ตามติดริสะแจ ฉันกลัวว่าเธอจะรำคาญ และฉันกลัวความรู้สึกจะถลำลึกไปมากกว่านี้ ความรู้สึกที่เกินกว่าคำว่าเพื่อน …   “ริสะชอบอาโอยสินะ” ฉันไม่อาจจะเก็บความรู้สึกนี้ไว้อีกต่อไปแล้ว มันเจ็บปวดและทรมาน… บางทีการที่ได้รับรู้ความจริงจากปากอีกฝ่ายคงทำให้ฉันตัดใจได้ง่ายขึ้น แต่ไม่รู้ทำไมความรู้สึกที่น้อยใจต่อคนตรงหน้าก็ถาโถมเข้ามาทำเอาน้ำตาที่กลั้นไว้ก็ไหลออกมา   “มานากะ” เธอเอือมมือที่หวังจะเช็ดน้ำตาให้ฉันแต่ฉันกลับปัดมือนั้นออกไป ได้โปรด อย่ามาทำใจดีกับฉันแบบนี้ ในเมื่อเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับฉัน เพราะความอ่อนโยนของเธอ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ฉันถึงรักคนตรงหน้าได้ขนาดนี้   “ฉันไม่เป็นไร ฉันขออยู่คนเดียวเงียบๆซักพักเถอะนะ” ข้อมือที่ถูกอีกคนคว้าไว้ก่อนที่จะเดินกลับเข้าห้องแรงกระชากทำให้ฉันเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของคนตรงหน้า   “ยัยโง่ทำไมเธอถึงไม่รู้ว่าฉันรู้สึกแบบนั้นกับใครกันแน่”   “ฉันไม่รู้หรอก”   “คนที่ฉันรักมันเธอต่างหากมานากะ” สายตาที่ดูจริงจังถูกส่งผ่านทางแววตาคู่สวย แต่ตอนนี้สติฉันเหมือนหลุดลอยไปที่ไกลแสนไกล   “ไม่จริงหน่า” ก่อนที่ฉันจะพูดอะไรมากไปกว่านั้นคนตรงหน้าก็แนบริมฝีปากลงมา ฉันได้แต่หลับตาเคลิ้มไปกับสัมผัสที่คนตรงหน้ามอบให้   “เชื่อฉันสิ คนที่ฉันรักมีแค่เธอคนเดียว”ฝ่ามืออุ่นๆสัมผัสเข้าที่แก้มของฉัน   เราสองคนยืนอยู่เงียบๆกันซักพัก บางทีเพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร ริสะเกาแก้มแก้เขิน ส่วนฉันได้แต่ก้มหน้ามองพื้น ตอนนี้หน้าฉันต้องแดงมากแน่ๆ                   “ทำไมถึงคิดว่าฉันสนใจอาโอยหล่ะ” ริสะถามเพื่อทำลายบรรยากาศเงียบๆนี้    “เธอกับอาโอยดูสนิทกันมากเลยนี่”    “แค่ไม่อยากให้แฟนๆเข้าใจผิดว่าฉันกับอาโอยไม่ถูกกันหน่ะ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้หรอก” ฝ่ามือใหญ่ลูบหัวให้ฉันคลายกังวล   “ก็เลยลงรูปคู่กันบ่อยๆสินะ”   “อิจฉางั้นเหรอ”   “…”   “รู้รึเปล่าถ้ามือถือฉันหายไปเขาคงคิดว่าเป็นพวกสโตกเกอร์มานะกะแน่ๆ”   “หืมมม”   “ฉันหวงนี่ ไม่อยากให้ใครเห็น รูปมานากะแค่ฉันเห็นคนเดียวก็พอแล้ว”   “บะ..บ้าเหรอ”   “ฉันคงบ้าไปแล้วจริงๆนั่นแหละ เธอรู้ใช่ไหมว่าฉันเคยบอกว่าเธอน่ารักมากจนฉันไม่กล้าที่จะเข้าไปคุยกับเธอด้วยซ้ำ แม้แต่ตอนออดิชั่นที่ยืนใกล้กัน เธอรู้บ้างรึเปล่าว่าฉันต้องเก็บอารมณ์แค่ไหน กลัวเสียงหัวใจตัวเองที่มันเต้นดังจนใครต่อใครจะได้ยิน ทั้งหมดเป็นเพราะเธอ”   “ริสะ…”   “ฉันชอบเธอจริงๆนะ ช่วยคบกับฉัน…ได้ไหม”   “อื้ม” เธอเข้ามาสวมกอดฉัน   “ทีหลังอย่าทำตัวห่างเหินกับฉันแบบนี้อีก รู้ไหมฉันเสียใจแค่ไหน ยัยบ้า”   “อื้อ”   “ดีมาก!”   “โหมดริสะซามะรึไง”                       “คืนนี้ขอไปนอนด้วยสิ” อยู่ๆคนข้างๆก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย   “ทำไม”   “ความลับ”   “ห๊ะ!!”   “นี่หูแดงหมดแล้วนะ คิดอะไรทะลึ่งอยู่เหรอ” เธอพูดพร้อมกับยิ้มกรุ่มกริ่มมาทางฉัน   “ปะ เปล่าซักหน่อย”   “ฮ่าๆ หน้าเธอมันฟ้องอยู่นะมานากะ”   “ก็บอกว่าเปล่าไงเล่า”   “แล้วคำตอบหล่ะ”   “อื้อ”       ทำไมจะไม่รู้หล่ะ เหตุผลที่อีกคนขอมานอนที่ห้อง เพราะพรุ่งนี้เป็นวันเกิดของฉันยังไงหล่ะ ก่อนวันเกิดฉันก็ไปขลุกอยู่ในห้องริสะจนถึงเที่ยงคืนเหมือนกัน แค่อยากจะเป็นคนบอกเธอว่าสุขสันต์วันเกิดเธอเป็นคนแรกเท่านั้นเอง แต่ไม่รู้ว่าริสะจะจำได้รึเปล่า       Risa :)   “หอบผ้าไปไหนหน่ะริสะ” อากาเน็นที่เดินผ่านมาถามขึ้น   “ห้องโมนะ”   “เห๊! หรือว่าพวกเธอจะ…”   “อย่างที่คิดนั่นแหละ”   “หา!!! เดี๋ยวริสะ กลับมาอธิบายให้ชัดๆหน่อยเซ่”               ก๊อก ก๊อก   “เข้ามาสิ ไม่ได้ล็อก”   “ไม่ได้เข้าห้องเธอมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย”   “ไม่กี่เดือนก่อนก็มาช่วยเก็บผ้าให้ไม่ใช่รึไง”   “นานชะมัด”   “ทำอะไรอยู่” ฉันถามมานากะที่กำลังจดจ่อกับหน้าจอโน๊ตบุ๊ค   “รายงานที่โรงเรียนหน่ะ”   “ยุ่งยากชะมัด”   “ริสะไม่มีบ้างรึไง”   “อื้อ”   “ดีจังเลยน๊า”   “มีอะไรให้ช่วยรึเปล่า”   “ไม่หล่ะ ริสะนอนก่อนเถอะ”   “ไม่ใช่เด็กอนุบาลซักหน่อย สี่ทุ่มจะให้นอนหน่ะ” แต่ถึงจะพูดอ่างนั้นก็กระโจนกระโดดขึ้นเตียงไปอยู่ดี กลิ่นหอมๆเฉพาะตัวของมานากะ เอ๊ะนี่ฉันกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย อย่าฟุ้งซ่านสิ!!   ระหว่างที่นอนกลิ้งไปพลาง ฟังเพลงฆ่าเวลาไปพลาง แต่แล้วก็ต้องแปลกใจ ในเมื่อมีรูปของฉันอยู่ใต้หมอนด้วย ว่าแล้วก็…   “เห!!! นี่มันรูปฉันนี่!” ได้ผล โมนะลุกพรวดจากเก้าอี้แล้วตรงดิ่งมาทางฉัน   “เอามานี่นะ” เธอเอื้อมมือมาแย่งแต่จะมีรึที่จะให้ไปง่ายๆ   “มีตัวจริงอยู่ตรงนี้ทั้งที รูปคงไม่จำเป็นแล้วมั้ง”   “บอกให้เอามานี่ไงเล่า”   “ไม่ให้”   “ก็บอกให้เอามานี่ไง”   “ไม่มีทาง”   “ก็ได้” โมนะที่เดินสะบัดตูนกลับไปนั่งบนโต๊ะ ดูเหมือนจะโดนโกรธให้แล้ว   “นี่…..”   “มานากะ……” ไม่ว่าจะเรียกไปเท่าไหร่ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา                   Manaka :)   ริสะที่อยู่ๆเดินออกจาห้องไป   ฉันทำตัวงี่เง่ากับริสะอีกแล้ว   บ้าเอ้ย แล้วจะให้ฉันทำยังไงหล่ะ   ดันมาเจอรูปที่ซ่อนอยู่จนได้ บ้าที่สุด       เสียงประตูดังขึ้นอกีครั้งพร้อมกับคนที่หายไปจากห้อง   “เอานมอุ่นหน่อยไหม” ฉันรับแก้วนั้นมาจิบ   “ขอบคุณ”   “หายโกรธนะ” เธอยิ้มให้ฉัน แล้วคิดว่าฉันจะทนกับรอยยิ้มนี้ได้กี่วิ   “อื้อ”   “จะเสร็จแล้วยัง” เธอเข้ามาโอบรอบคอจากข้างหลัง   “ใกล้แล้วหล่ะ”   “ง่วงแล้วอะ” เธอซบหน้ามาบนไหล่ของฉัน   “ไปนอนก่อนสิ”   “ไม่เอาอะ”   “ดื้อ”   “แล้วรักรึเปล่า”   “…”   “รักรึเปล่า”   “อื้อ”   “ฉันก็รักเธอ”   “อ๊ะ!!” อยู่ๆคนตรงหน้าก็งับที่หู พร้อมกับซุกซอกคออย่างหยอกเย้า   “มานากะน่ารักมากเลยนะ”   “บะ บ้า!! พูดอะไรหน่ะ”   “ขอได้ไหม” สายตาหวานเยิ้มที่ไม่ต้องบอกว่าหมายถึงอะไร                   ฉันถูกริสะอุ้มมาไว้บนเตียง สายตาที่จ้องมาทำให้ฉันต้องหลบ   “สุขสันต์วันเกิดนะมานากะ”พูดจบแล้วริสะก็บดเบียดริมฝีปากลงมา มืออีกข้างของริสะที่กำลังกดส่งเมลล์อะไรบางอย่าง แต่เพียงไม่นานมือถือของฉันก็ดังขึ้น เธอส่งเมลล์เข้าเครื่องฉัน   “ฉันแข่งส่งเมลล์กับยุยป้งหน่ะ ดูเหมือนว่าจะชนะหล่ะนะ”  เธอวางมือถือลงเปลี่ยนมาเป็นสอดมือผสานเข้ากับฉัน และอีกครั้งที่ริมฝีปากทาบลงมา   “เป็นของฉันนะมานากะ” ริสะเปลี่ยนมาซุกซอกคอขาว พร้อมกับดูดเม้มให้เป็นรอยแดง   “เดี๋ยวก็มีคนเห็นหรอก”   “เขาจะได้รู้ไงหล่ะว่าเธอมีเจ้าของแล้วหน่ะ” ริสะยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์                   Akanen :)   เห็นคู่เดอะคูลเดินมาก็อดที่จะแซวไม่ได้ ต้นเหตุของคนที่ทำให้ฉันไม่ได้นอนทั้งคืน!!   “มานากะรอยที่คอไปโดนอะไรมา” มานากะทำหน้าเลิ่กลัก ส่วนริสะได้แต่ยิ้มกรุ่มกริ่มข้างๆ   “ยุงกันหน่ะ”   “ยุงตัวใหญ่ด้วย” ริสะที่พูดแซวออกมา ให้โมนะหันไปตีเข้าที่ไหล่   “กำแพงไม่เก็บเสียงนะยะ ทำอะไรก็เพลาๆหน่อยเถอะ ฉันแทบไม่ได้นอนทั้งคืน” คำไม่กี่คำก็ทำเอาแม่สาวสุดคูลหน้าแดงกันเป็นแถบ           ----------------------------------------- HBD โมนะ 18 ขวบแล้ว  เย้ๆ >w<  ฟิครีบร้อน 555 ฉลองวันเกิดเลยแต่งฟิคมุ้งมิ้ง 555 //หวานจนนี่อยากจะวิ่งหนี //อ่านจบทำหน้าแบบริสะเลยค่ะ 555    
  2.   キミガイナイ     Part 1   ในค่ำคืนที่เงียบสงัด ไร้ซึ่งเสียงผู้คนหรือเสียงรถราสัญจรไปมาอย่างที่เคย มีเพียงเสียงลมพัดกิ่งไม้ไหวเบาๆคลอไปกับเสียงลมหายใจของใครบางคนเท่านั้น ความเงียบสงบที่เกิดขึ้นบวกกับอากาศที่เย็นสบายทำให้ค่ำคืนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับใครหลายๆคนที่จะพาตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทรา เพื่อคลายความเหนื่อยล้าและฟื้นฟูร่างกายให้พร้อมสำหรับเช้าวันใหม่ที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า   แต่ไม่ใช้สำหรับชิดะ มานากะ   หญิงสาวนอนนิ่งอยู่บนเตียง สองมือจับสมาร์ทโฟน นิ้วเรียวเลื่อนไทม์ไลน์ของแอพพลิเคชั่นที่ไม่ค่อยจะมีอะไรใหม่ๆอัพเดตขึ้นมากนัก แน่ละ ตกดึกป่านนี้ใครๆก็คงนอนหลับกันไปหมด หล่อนเลื่อนมันซ้ำๆอยู่อย่างนั้นมาหลายชั่วโมงแล้ว ทว่าดวงตากลับมองไปที่ประตูเป็นระยะๆเหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง ไม่ได้สนใจสิ่งที่ปรากฏในหน้าจอสักเท่าไหร่   มานากะถอนหายใจเฮือกใหญ่ โยนสมาร์ทโฟนไปข้างๆตัว ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องทำเป็นสนใจเครื่องมือสื่อสารนี่อีกเมื่อคิดว่าคนที่เธอรอคงไม่กลับมาแล้ว ทั้งๆที่ตั้งใจจะแกล้งทำเป็นติดพันกับโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค รอจนอีกฝ่ายกลับมาแล้วค่อยแกล้งทำเนียนๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่างน้อยก็ยังดีกว่าปล่อยให้ปัญหาค้างคา ไม่พูดคุยกันจนข้ามวัน   ทว่าสิ่งที่มานากะตั้งใจจะทำก็เปล่าประโยชน์ เมื่อประตูไม้บานเล็กๆของห้องเช่าในอพาร์ทเม้นไม่มีทีท่าว่าจะเปิดออกตั้งแต่ริสะเหวี่ยงมันปิดเมื่อหลายชั่วโมงที่แล้ว   พวกเธอทะเลาะกันยกใหญ่เมื่อตอนค่ำ มานากะรู้ดีว่าเป็นความผิดของเธอที่ลืมนัดของทั้งคู่ที่ว่าจะไปทานข้าวเย็นร้านอร่อยแล้วกลับบ้านด้วยกัน เธอเลยไปทานข้าวฉลองวันเกิดของเพื่อน ทิ้งให้ริสะรอเธออยู่ที่ร้านอาหารหน้ามหาวิทยาลัยอยู่ชั่วโมงกว่า มานากะรู้ตัวก็ตอนที่เห็นมิสคอลเกือบสามสิบสาย เธอคิดว่าริสะต้องโกรธมากแน่ๆ แต่ในเมื่อพลาดนัดไปแล้ว จะขอตัวแยกออกไปตอนนี้ก็น่าเสียดาย เลยได้แต่บอกโทรกลับไปขอโทษอีกฝ่าย ให้กลับไปก่อนไม่ต้องรอ   มานากะกลับถึงห้องพักก็ค่ำมากแล้ว อีกฝ่ายก็เอาแต่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา ถามอะไรก็ไม่ตอบแถมยังทำเหมือนกับว่ามองไม่เห็นเธอทำให้มานากะเคือง ทั้งๆที่ตั้งใจจะกลับมาขอโทษแท้ๆ แต่อีกฝ่ายกลับเมิน จึงพึมพำเบาๆ ตั้งใจให้ริสะได้ยิน   “งั้นอยากจะโกรธจะทำอะไรก็เชิญ ถ้าทำแบบนั้นแล้วสบายใจก็ทำเลย” มานากะวางของในมือลงบนโต๊ะอย่างกระแทกกระทั้น “ยังไงคำขอโทษของฉันมันก็คงไม่มีค่าอะไรอยู่แล้วนี่”   วาตานาเบะลุกพรวด สายตาดุจับจองไปทางคนที่ทำเหมือนไม่ได้พูดอะไร   “หมายความว่ายังไงโมนะ!”   มานากะเลิกคิ้ว ตวัดสายตาขึ้นมองอีกฝ่าย “ก็หมายความตามที่พูด ฟังไม่ออกรึไง ทำไมต้องให้พูดซ้ำ?”   “มานากะ!” เสียงนั้นเกือบจะเป็นเสียงตะโกน   คนถูกตวาดหน้าเจือน   “แล้วทำไมต้องโกรธด้วยล่ะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสักหน่...”   “ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอ ฉันยืนรอโมนะอยู่เกือบสองชั่วโมง โทรไปเท่าไหร่เธอก็ไม่รับ เป็นห่วงแทบตาย เดินหาเธอไปทั่วก็ไม่เจอ!” ริสะสูดหายใจลึก อารมณ์โกรธที่พุ่งขึ้นมาทำให้สมองตื้อ เรียบเรียงคำพูดยากเหลือเกิน“ถ้ามิยูไม่บอกฉันว่าเธอไปกับพวกอากาเนะ คงต้องรอจนถึงเช้า!”   ชิดะเม้มริมฝีปากแน่น รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองผิดเต็มประตู แต่ความโกรธที่โดนอีกฝ่ายขึ้นเสียงใส่ทำให้ต้องเถียงไปแบบข้างๆคูๆ“แล้วยังไง ต่อให้ฉันขอโทษไปริสะก็คงไม่พอใจอยู่ดี ฉันพูดดีดีด้วยยังไม่สนใจเลย”   “จะให้ฉันพูดดีดีด้วยหรอ แล้วสิ่งที่โมนะทำกับฉันล่ะ มันถูกหรอ ฉันไม่มีสิทธิ์โกรธใช่ไหม?”   “ก็ขอโทษไปแล้วตอนที่โทรกลับไปไม่ใช่หรอ งั้นก็น่าจะหายโกรธได้แล้วสิ”   “แบบนั้นมันไม่เหมือนกันสักหน่อย!”   “แล้วริสะต้องการอะไรล่ะ อยากให้ฉันขอโทษ ฉันก็ขอโทษไปแล้วนี่ จะให้ขอโทษอีกก็ได้นะ ขอโทษ! ขอโทษ! ฉันผิดเองแหละ เป็นความผิดของฉันคนเดียว ขอโทษ! ทีนี้พอใจรึยัง ถ้าพอใจแล้วก็เลิกงี่เง่าสักทีเถอะ!”   มานากะหันหลังใส่อีกฝ่าย ทำเป็นหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเปิด จึงได้ยินเพียงเสียงของอีกฝ่ายที่เงียบไปพักใหญ่ ตามด้วยเสียงกึกกักที่ฟังคล้ายกำลังเก็บของเร็วๆ ก่อนจะเป็นเสียงกระแทกประตูปิดปังใหญ่   หล่อนไม่คิดว่าริสะจะหายไปนานนัก เพราะอีกฝ่ายไม่ใช่คนขี้งอนอะไร สงบสติอารมณ์แล้วก็คงกลับมา ทว่าจนกระทั่งอาบน้ำเสร็จ แต่งตัว จัดของนู่นนี่เพื่อถ่วงเวลา จนมานอนเล่นสมาร์ทโฟนอยู่แบบนี้ ริสะก็ยังไม่กลับ   มานากะหยิบเจ้าเครื่องมือสื่อสารมาเปิดเบอร์ประวัติการโทรล่าสุด จ้องอยู่นานก็ไม่กล้ากดโทรออก ทั้งกลัวว่าอีกฝ่ายจะตัดสายทิ้ง กลัวว่าโทรไปแล้วอีกฝ่ายจะยังไม่หายโกรธแล้วทะเลาะกันอีก กลัวว่าจะโดนขึ้นเสียงใส่อย่างเมื่อตอนค่ำ ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ถึงความผิดของตัวเอง แค่ลืมนัดก็ผิดจะแย่ แล้วยังไม่รับโทรศัพท์ แถมยังกลับมาทำตัวแย่ๆใส่อีก อาจจะเป็นเพราะความโกรธปนกลับความน้อยใจที่โดนเมินทำให้มานากะต่อล้อต่อเถียง ยิ่งบวกกับนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนปากไวชอบเอาชนะด้วยแล้ว เรื่องจึงยิ่งบานปลาย   ริสะหายไปเกือบห้าชั่วโมงแล้ว คงไปอาศัยนอนห้องรุ่นน้องคนสนิทอย่างอาโออิที่พักอยู่ใกล้ๆนี้ เตียงห้าฟุตดูกว้างไปถนัดตาเมื่อต้องนอนคนเดียว อากาศในห้องก็หนาวขึ้นมาเฉยๆทั้งๆที่เปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิเท่าเดิม มานากะกระชับผ้าห่มเข้ากับตัว พยายามข่มตาเมื่อพบว่ารอไปก็ไร้ประโยชน์   นอนไม่หลับ...   เหงาเป็นบ้า..   มานากะยันตัวขึ้นจากเตียงด้วยสีหน้าหงุดหงิด ก้าวยาวๆไปหยิบโค้ทตัวยาวที่แขวนอยู่ สวมมันแบบเร็วๆ หยิบของที่จำเป็นอย่างกุญแจห้องและโทรศัพท์มือถือ ไหนๆก็นอนไม่หลับ อยู่ในห้องคนเดียวก็ยิ่งคิดอะไรฟุ้งซ่าน ออกไปเดินเล่นข้างนอกในคืนที่อากาศดีดีแบบนี้ก็คงไม่เสียหายอะไร             __________________________________________________________________________________________________________________ ฟิคสั้นๆสองพาร์ทจบค่ะ เป็นฟิคที่แต่งโดยเอาคอนเซปต์ เนื้อเรื่อง หรือได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงต่าง มาลองเขียนเป็นฟิคสั้นๆดู ไม่ค่อยได้เขียนฟิคเท่าไหร่ ยังไงก็ติชมได้นะคะ  
  3. Halloween…จุดเริ่มต้นของสองเรา     Neru :)   ถนนข้างทางถูกประดับตกแต่งด้วยไฟสีส้ม ไม่ต่างจากร้านค้าที่ตั้งอยู่เรียงราย รูปฟักทองแกะสลักให้มีใบหน้าที่น่ากลัว หรือที่เราเรียกกันว่าแจ็กโอแลนเทิร์น คงเป็นสัญลักษณ์ของ   วันฮาโลวีนไปแล้วผู้คนหลั่งไหลเข้ามาใจกลางย่านช็อปปิ้ง เสียงดังจอแจดังขึ้นรอบทิศ รอยยิ้มบนใบหน้า ความครื้นเครงรื่นรมย์ที่ได้เห็นทำให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าวันที่มิติคนตายและ   คนเป็นถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันมันน่าสังสรรค์ตรงไหน หรือเพราะพวกเขาไม่ได้กลัว แต่สำหรับฉันมันไม่ใช่ ฉันมาเดินเตร่อยู่ยามดึก อาจเพราะกำลังกลัว กลัวที่จะต้องอยู่ในห้องเงียบๆคนเดียว   ถึงผู้คนแต่งตัวคอสเพลล์แนวแฟนตาซีเดินสวนกันไปมาจะทำให้ฉันอุ่นใจ แต่บางคนถึงกับทำให้ฉันสะดุ้งได้เหมือนกัน อดคิดขำๆขึ้นมาไม่ได้ว่าตอนนี้ฉันกำลังอยู่มิติไหนกันแน่นะ   บางทีการมาเดินย่านการค้าในวันเทศกาลแบบนี้ ก็เหมือนฉันเป็นตัวประหลาดเข้าไปทุกที ฉันที่ใส่เสื้อผ้าธรรมดา จับผ้าพันคอผืนหนาให้กระชับขึ้นอีก ความหนาวเย็นในยามค่ำคืน   แบบนี้ ทำให้สองเท้าก้าวเข้าไปยังคาเฟ่เล็กๆในตรอกที่ผู้คนไม่เดินพลุกพล่านนัก ทันทีที่เดินเข้าไปเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งบ่งบอกถึงมีผู้มาเยือน กลิ่นหอมอ่อนๆของกาแฟลอยเข้ามา   แตะจมูก  พนักงานเด็กสาวหน้าตาน่ารักพามานั่งที่โต๊ะมุมหนึ่งของร้าน บานกระจกขนาดใหญ่ที่ทำให้มองเห็นทิวทัศน์ด้านนอกอย่างชัดเจน แม้จะอยู่ในร้านกาแฟแต่บรรยากาศของ   งานเทศกาลก็ยังคงอยู่ แสงไฟภายในร้านที่ส่องแสงเป็นสีส้มอ่อนๆ เข้ากับผนังของร้านที่ตกแต่งด้วยไม้สีน้ำตาลมันวาว มีลูกฟักทองลูกเล็กๆถูกแกะสลักวางไว้ทุกๆโต๊ะ แสงเทียนที่อยู่   ด้านในส่องสว่างไสวราวกับมีชีวิต เพียงไม่นานเครื่องดื่มเอสเพรสโซร้อนที่สั่งไว้ก็ถูกนำมาเสิร์ฟ ไอร้อนที่ยังคงมีให้เห็น กลิ่นที่ลอยออกมาเชิญชวนให้ลิ้มลอง ฉันยกแก้วเซรามิคขึ้นมาจิบ   หลับตาปี๋เข้าให้กับความขมของกาแฟ การที่ไม่ใส่น้ำตาลหรือนมเลยเนี่ยกินยากจริงๆเลยนะ ทั้งๆอีกไม่กี่วันก็จะสิ้นปีแท้ๆ รสชาติของการเป็นผู้ใหญ่มันช่างขมขื่นราวกับกาแฟถ้วยนี้จริงๆ   ฉันนั่งมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาอยู่อย่างนั้น ก่อนจะหยิบหนังสือขึ้นมา ใช้นิ้วกรีดไปให้แต่ละหน้าจดจ่ออยู่กับตัวหนังสือ เรื่องราวต่างๆที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านตัวอักษร ผู้เขียนต้องไป   ค้นคว้าขนาดไหนกันนะกว่าจะสามารถเขียนหนังสือซักเล่มได้ แต่บางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าพวกเขารู้ได้อย่างไร ในเมื่อเรื่องโลกหลังความตายไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ แต่ก็ยังปักใจเชื่อ   เป็นตุเป็นตะ ฉันอ่านหนังสือพวกนี้มาหลายเล่มล้วนทุกเล่มไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันมากนัก จินตนาการของมนุษย์ กับความเชื่อหรือถูกทำให้เชื่อไปตามนั้น ทำให้ผู้คนคล้อยตามได้ขนาดไหน   เรื่องเศร้าในอดีตที่เกิดมาจากความเชื่อของมนุษย์ ดั่งเช่นแม่มดที่ถูกล่า บางทีถ้าคนพวกนั้นเป็นแม่มดจริงๆทำไมถึงไม่เสกคาถาหาทางเอาชีวิตรอดหล่ะ การที่เกิดโศกนาฏกรรมแบบนั้นผู้คน   ต่างระแวง สงสัยกันเอง ถูกรังเกียจ ถูกใส่ร้ายป้ายสี หรือถูกทรมาน เรื่องทั้งหมดที่ทำจะทำให้หายหวาดกลัวได้จริงๆหน่ะเหรอ ทั้งๆที่ทุกๆอย่างมนุษย์จินตนาการไปเองทั้งนั้น มันเป็นเรื่องที่พิสูจน์   ไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่ามันมีจริงๆ แต่คงเพราะเป็นเรื่องลึกลับที่เราไม่อาจรู้ความจริง เลยทำให้เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ ฉันปิดหนังสือลง หลับตาลงช้าๆเพื่อลดความปวดเมื่อยที่ดวงตา บางทีก็คิดขำให้   กับความคิดของตัวเองสงสัยฉันก็คงอ่านเรื่องพวกนี้มากเกินไป แม่มด เวทมนต์ หรือคาถา มันก็เป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์ทุกวันนี้ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้เช่นกัน แต่ฉันก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่าแม่มดก็ต้อง   เสกคาถาได้สิซะอย่างนั้น             ฉันลุกออกจากเก้าอี้ไม้สุดคลาสสิคที่เข้ากับบรรยากาศของร้านได้เป็นอย่างดีไปยังตู้กระจกหน้าเคาน์เตอร์ที่มีเค้กหลายชนิดให้เลือกสรร ยิ่งเป็นในช่วงเทศกาลแบบนี้แต่ละร้านมักจะมีเค้กที่เป็น   เฉพาะเทศกาลอยู่ นั่นป็นสิ่งที่ทำให้ฉันสนใจ การตกแต่งเค้กในฤดูกาลนี้เรียกว่าขายการตกแต่งเลยก็ว่าได้ การที่ได้ถ่ายภาพสวยๆกับเค้กรูปแปลกๆคงกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว แต่บางครั้งก็   อดสงสัยไม่ได้อยู่ดีการตกแต่งในบางครั้งก็อาจทำให้รู้สึกยี้ได้เหมือนกัน อย่างทำเป็นลูกตา หรือสมอง มันไม่ได้เชิญชวนน่ากินเลยซักนิด ฉันถึงได้บอกว่ามันเป็นการขายไอเดียซะมากกว่า   แต่ก็อาจมีคนชอบอะไรแนวๆนี้อยู่มากเหมือนกันนะ ถึงได้มีทำออกมาเกลื่อนขนาดนี้ ฉันเลือกเค้กมองบลังค์ซึ่งจะเปลี่ยนจากเกาลัดมาเป็นฟักทองเป็นเมนูพิเศษสำหรับขายวันนี้เท่านั้น   เพราะมันพิเศษเลยดูน่าสนใจกว่าของที่ขายทุกวัน นั่นจึงเป็นเรื่องปกติที่ฉันจะเลือกชิ้นนี้   ฉันตักชิมครีมฟักทองที่มีรสชาติหวานนิดๆกำลังดี ความหวานละมุนที่กระจายไปทั่วปาก บางทีวันน่ากลัวแบบนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ความหวานของเค้กชิ้นนี้ช่วยบรรเทาจิตใจได้ดีจริงๆ   “ขอโทษนะคะ ช่วยคิดเงินด้วยค่ะ” ฉันเรียกพนักงานหน้าตาน่ารักคนนั้นมา   “ทางร้านเรามีโปรโมชั่นสำหรับวันฮาโลวีน ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าสนใจจะเล่นหน่อยไหมคะ”   “ค่ะ”  เธอหยิบกล่องออกมายื่นให้ฉัน ภายในบรรจุไปด้วยลูกบอลหลากสี ฉันหยิบมาลูกหนึ่งและยื่นให้เธอ   “คุณได้เทะจินะคะ”   “คะ?” ฉันไม่เข้าใจว่าอะไรคือเทะจิที่เธอพูดถึง   “Trick of Treat” หลอกหรือเลี้ยงงั้นเหรอ   “Treat” จะมีใครบ้าเลือกถูกหลอกบ้างหล่ะ เอ๊ะแต่ฉันไม่มีลูกกวาดหรืออะไรติดตัวมาเลยนะ แคมเปญแปลกๆของร้านนี้มันยังไงเนี่ย   “ขอบคุณที่ร่วมกิจกรรม นี่ของที่ระลึกจากร้านเราค่ะ ขอฝากเด็กน้อยคนนี้ด้วยนะคะ” เธอยื่นพวกกุญแจแจ็กโอแลนเทิร์นมาให้ฉัน พร้อมกับคำพูดแปลกๆไว้ทิ้งท้ายประโยค                   “เฮ้อ” ฉันโยนกระเป๋าสายพายลงที่นอน ก่อนจะทิ้งตัวลงตามให้ตายสิวันนี้ขอนอนเปิดไฟซักวันแล้วกันนะ   “นี่จะนอนทั้งอย่างนั้นเลยเหรอไม่ลุกมาอาบน้ำก่อนหล่ะ” อยู่ๆก็ได้ยินเสียงปริศนาดังขึ้น   เดี๋ยว!! ฉันเช่าห้องนี้อยู่คนเดียวนะ ฉันลืมตาโพลงลุกขึ้นมาหันซ้ายหันขวาหรือฉันจะหูฝาดไป ฮ่าๆ คงเพี้ยนไปจริงๆนั่นแหละ คงกลัววันนี้จนหลอนไป คงต้องรีบนอนจริงๆนั่นแหละ   ฉันเลยทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง   “ก็ถามว่าไม่อาบน้ำก่อนเหรอ” คราวนี้ฉันลืมตาตื่น ฉันไม่ได้หูฝาดไป แล้วเมื่อกี้ก็ไม่มีใครอยู่ในห้อง หรือว่าจะเป็น…   “ไม่นะ มันไม่มีอยู่จริง มันไม่มีอยู่จริง วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ ฉันแค่หูฟาดไป สงสัยจะนอนไม่พอ” ฉันดึงผ้าห่มมาคลุมโปง และตอนนี้ฉันกำลังสติแตก ถึงฉันจะชอบอ่านหนังสือ   เรื่องลี้ลับแต่อ่านเพราะอยากพิสูจน์ว่ามันไม่มีจริง ใช่แล้วหล่ะ ฉันหวังมาตลอดว่ามันจะไม่มีจริง   “นี่ บ่นพึมพำอะไรอยู่เหรอ” ได้ยินเต็มๆข้างๆหูแบบนี้ไม่ผิดแน่   “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”   “เฮ้ หยุดกรี๊ดได้แล้ว เดี๋ยวคนข้างห้องก็ตกใจกันพอดี” ฉันทำใจกล้าแง้มผ้าห่มออกมา พบกับเด็กผมสั้นคนหนึ่งยืนเอามือปิดหูอยู่ ว่าแต่เด็กคนนี้เป็นใคร   “เธอเป็นใคร เข้ามาในห้องฉันได้ยังไง” ฉันรัวคำถามใส่เธอ   “ฉันก็เข้ามาพร้อมพี่นั่นแหละ”   “เป็นไปไม่ได้…”ก็ตอนฉันเข้ามาฉันมั่นใจเลยนะว่าเดินเข้ามาคนเดียวแถมปิดประตูห้องเองกับมือ   “พี่จะมุดหน้าออกจากผ้าห่มมาคุยกับฉันไปถึงเมื่อไหร่”   “ไม่ ฉันไม่ออกไปไหนทั้งนั้น” ก็อยู่ในนี้รู้สึกปลอดภัย ฉันดึงผ้าผืนหนาให้กระชับกว่าเดิม   “พี่กำลังทำให้ฉันขำ ออกมาคุยกันดีๆเถอะ”   “เธอเป็นคนหรือว่า…” ฉันเว้นวรรคออกไป หวังว่าคงไม่ใช่อย่างที่ฉันคิดนะ   “แล้วพี่คิดว่ายังไงหล่ะ” เธอยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์แล้วเดินเข้ามาใกล้ๆ   “อย่าเข้ามานะ”   “ไม่ต้องกลัวไปหรอก เพราะฉันไม่ได้ทำอะไรพี่ซักหน่อย”   “แล้วเธอเข้ามาในห้องฉันทำไม ถ้าอยากจะเอาอะไรก็เอาไปเถอะ” ฉันไม่ได้คิดว่าเธอเป็นวิญญาณเพราะเธอมีเงาบนพื้น ตามหลักทฤษฎีที่เคยอ่านในหนังสือ   ฉันเดาว่าเธอคงเป็นขโมยที่มาแอบอยู่ในห้องก่อนที่ฉันจะกลับมา   “ฉันไม่ได้เป็นขโมยซักหน่อย”   “เธอรู้ได้ไงว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่”   “ฉันรู้ทุกอย่างที่พี่คิดนั่นแหละ” เธอจับคางฉันให้สบตากับเธอ   “…”   “ตอนนี้พี่กำลังชมฉันอยู่สินะถึงจะมีใครบอกว่าฉันหน้าตามีเสน่ห์ยังไง ฉันก็ไม่ได้สนใจมากนักหรอกนะ แต่พอพี่คิดแบบนี้ฉันก็ชักรู้สึกชอบพี่ขึ้นมาจริงๆซะแล้วสิ พี่ก็น่ารักมากเหมือนกันนะ รู้ตัวไหม”   ทำไมฉันถึงมาใจเต้นแบบนี้หล่ะ เป็นอะไรไปเนี่ยใจของฉัน   “เธอเป็นใครกันแน่”   “ขอโทษที่เสียมารยาท ฮิราเตะ ยูรินะ หรือพี่จะเรียกฉันว่าเทะจิก็ได้นะฉันไม่ถือ ส่วนพี่ฉันขอเรียกว่าเนรุแล้วกันนะ” เทะจิอย่างนั้นเหรอเหมือนได้ยินชื่อนี้มาจากที่ไหน   “พี่ลืมไปแล้วเหรอ ทั้งๆที่พี่ห้อยไว้ตรงกระเป๋าแท้ๆ” ฉันหันไปดูกระเป๋าที่โยนทิ้งไว้บนเตียงตั้งแต่เข้าห้องมาพวงกุญแจแจ็กโอแลนเทิร์น ที่มีสลักว่าTechi อยู่ นี่หรือว่า…   “กรี๊ดดดดดดดดดดดด อย่าเข้ามานะ ฉัน.. ฉันมีพระนะ มีน้ำมันด้วย สายสิญจน์ก็มี กระเทียมก็มี มีไม้กางเขนด้วย ออกไปนะ” นะโม นะโม อะไรนะ ทำไมเวลานี้ถึงได้ลืมบทสวดแบบนี้   “นี่เอาให้มันแน่เถอะว่าจะปราบผีหรือแดร๊กคิวล่ากันแน่”   “ฮือออออออ ออกไปนะ”   “ฉันไม่กลัวของพวกนั้นหรอก ฉันไม่ใช่วิญญาณร้ายซักหน่อย”   “วิญญาณไม่มีอยู่จริง มันไม่มีอยู่จริง”   “นี่ เลิกมุดอยู่ในผ้าห่มแล้วพึมพำซักทีเถอะ”   “ม่ายยยยยยยยยยยยยย อย่าดึงน๊า” ตอนนี้ฉันกำลังยื้อแย่งผ้าห่มกับคนตรงหน้า   “พี่กลัวฉันเหรอ” อยู่ๆคนตรงหน้าก็หยุดแย่งผ้าห่มกับฉัน แถมยังทำหน้าสลดแล้วยังมีน้ำตาคลอ อย่ามามองด้วยสายตาแบบนั้นนะ แบบนี้ก็เหมือนฉันเป็นคนผิดหน่ะสิ   “อะ เอ่อ คือ…” ฉันไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดจากตรงไหนก่อน แต่คนตรงหน้าก็ดูไม่ได้เลวร้ายอะไรอีกอย่างจับสัมผัสได้แสดงว่ามีตัวตน มีเงาด้วย ฉันเชื่อมโยงทุกอย่างเพื่อวิเคราะห์ว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ภาพหลอน   “ไม่ต้องพูดอะไรหรอก บอกแล้วว่าฉันรู้ว่าพี่กำลังคิดอะไรอยู่”   “…” สะดวกดีเหมือนกันแฮะ เอ๊ะ ไม่ๆ แบบนี้ฉันคิดอะไรคนตรงหน้าก็รู้หมดเลยสิ   “รู้ทุกอย่างเลยหล่ะค่ะ”   “ไม่ต้องมาย้ำหน่า”   “อ๊ะ จริงสิ ในเมื่อพี่เป็นเจ้านายคนปัจจุบันของฉัน พี่สามารถขอพรได้3ข้อ รีบๆขอก่อนเช้าวันถัดไปจะมาถึงนะ”   “แล้วมันจะเป็นจริงเหรอ”   “อื้ม ถ้ามันไม่ได้ผิดกฎหล่ะนะ”   “มีกฎด้วยเหรอ”   “มีสิ อย่างห้ามบังคับจิตใจ ห้ามฟื้นคืนชีพ อะไรทำนองนั้นหล่ะ”   “งั้นก่อนอื่นอยากกินเนื้อย่างหล่ะ”   “พี่แน่ใจนะว่าจะขอพรกับเรื่องอย่างนั้นหน่ะ”   “ก็ฉันไม่มีอะไรจะขอนี่” ฉันออกจากผ้าห่มมานั่งดู อาจเพราะบรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไปหรือจะเรียกได้ว่าฉันคงไม่กลัวคนตรงหน้าแล้วหล่ะ วิญญาณในความคิดฉันคือต้องน่ากลัวมากแน่ๆ   แต่นี่ดันเป็นเด็กหน้าตาน่ารักซะอย่างนั้น อีกอย่างฉันอยากพิสูจน์ด้วยตาตัวเองว่าสิ่งที่ฉันคิดมาตลอดว่าเป็นไปไม่ได้นั้น จะมีอยู่จริงรึเปล่า   ทันทีที่เธฮหลับตาลง แสงสว่างบนโต๊ะอาหารทำให้แสบตาถึงกับทำให้ฉันต้องหลับตาปี๋ เมื่อเปิดตาขึ้นมาก็พบกับเนื้อที่ตั้งอยู่เรียงรายเต็มโต๊ะ   “นี่เธอทำได้ยังไงหน่ะ” ฉันตื่นตะลึงกับเรื่องที่เห็น สาบานเลยว่าในตู้เย็นฉันไม่มีเนื้อโกเบ   “แค่นี้เล็กน้อยหน่า”   “เรื่องแบบนี้มัน ไม่น่าเชื่อ”   “แต่พี่ก็เห็นกับตาแล้วนี่”   “ใช่ฉันเห็น แต่ก็ยังไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี”   “เรื่องบางอย่างไม่จำเป็นต้องมีทฤษฎีหรอกนะ”                         “มานั่งกินเนื้อย่างเวลานี้ พี่ไม่กลัวอ้วนรึไง”   “อย่ามาพูดเรื่องน้ำหนักตอนนี้สิ” ฉันที่กำลังพลิกเนื้อบนเตาอยู่รู้สึกผิดขึ้นมา ก็เดือนนี้มันขึ้นมาตั้งสองกิโลหน่ะสิ   “พี่กินหมดโต๊ะนี้คงเพิ่มมาอีกกิโลอะ”   “นี่!!”   “เอาเถอะ เดี๋ยวมันก็ลดเอง พี่กำลังคิดแบบนี้อยู่ใช่ไหม”   “แล้วจะทำไม มีปัญหารึไงห๊ะ”   “เวลาหิวเนี่ยห้ามพูดเรื่องน้ำหนักสินะน่ากลัวชะมัด”   “เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ”   “เปล่า!!ไม่ได้พูดอะไรเลยนะ”   “ไม่กินด้วยกันรึไง”   “ฉันไม่จำเป็นต้องกินอะไร”   “มากินด้วยกันสิ นั่งกินคนเดียวมันเหงานะ”   “แต่พี่ยังอยู่คนเดียวได้เลยนี่ มาเหงาทำไมตอนนี้หล่ะ”   “ก็ตอนนี้มีเทะจิอยู่ด้วยแล้วนี่” เธอเพียงยิ้มให้ฉันแต่ก็ยอมมานั่งกินเป็นเพื่อน   “พี่นี่แปลกจริงๆนะ ฉันเพิ่งเคยเห็นคนขอพรแบบพี่นี่แหละ”   “ก็มันอร่อยนี่ ลองกินดูสิ” ฉันคีบเนื้อย่างที่สุกแล้วจ่อไปที่ปากเด็กน้อยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม   “อื้มมม!! อร่อยอะ”เธอทำตาโตหลังจากกินเนื้อย่างเข้าไป นะ น่ารัก เอ๊ะนี่ฉันกำลังคิดอะไรอยู่   “ใช่ม๊า”   “อย่าจ้องกันขนาดนี้สิ”   “เอ๊ะ!”   “ฉันรู้นะว่าพี่กำลังคิดอะไรอยู่” คำพูดเพียงสั้นๆของคนตรงหน้าทำเอาใบหน้าร้อนผ่าว มันไม่ยุติธรรมเลยนี่ที่เธอจะเข้าใจความคิดฉันอยู่ฝ่ายเดียว อ๊ะ จริงสิ   “เทะจิ”   “หืม” เธอเงยหน้าขึ้นมาจากเนื้อย่าง ที่ตอนนี้กำลังเคี้ยวตุ๊ยๆอยู่ในแก้มอย่างน่าเอ็นดู   “ฉันคิดพรข้อที่สองออกแล้วหล่ะ ขอเลยได้รึเปล่า”   “อื้ม”   “แน่ใจนะว่าขอได้ทุกอย่างหน่ะ”   “พี่ก็เห็นแล้วนี่”   “งั้นรับปากก่อนสิว่าจะทำให้มันเป็นจริง”   “ถ้าทำตามกฏหล่ะก็นะ”   “แน่นอน ไม่บังคับใจใครและไม่ได้ไปชุบชีวิตใครด้วย”   “แบบนั้นก็ไม่มีปัญหา ว่ามาสิ”   “ฉันขอให้ฉันอ่านความคิดเธอได้เหมือนที่เธออ่านความคิดของฉันได้”   “หา!!!”   “เธอสัญญาแล้วนะเทะจิ”   “พี่ขี้โกงนี่”   “แบบนี้ก็เท่าเทียมกันดีใช่ไหมหล่ะ พูดแล้วนะว่าจะทำให้เป็นจริงหน่ะ”   “ฉันจะขัดอะไรพี่ได้หล่ะ” เธอทำหน้างอนแก้มป่องแต่ก็ยอมทำตามคำขอฉันอยู่ดี                       ‘ทำไมพี่เนรุถึงต้องขอพรอะไรแบบนี้ด้วยนะ’   “ได้ยินจริงๆด้วย แบบนี้มันยอดไปเลยไม่ใช่เหรอ”   “ไม่กินเนื้อย่างแล้วรึไง”   “อิ่มแล้วหล่ะ นี่ๆคิดอีกสิอะไรก็ได้” เหมือนกับได้ของเล่นใหม่ที่ไม่เคยเล่นมาก่อนในชีวิต ฉันเพิ่งจะได้เห็นเรื่องประหลาดแบบนี้ครั้งแรก และฉันก็เป็นหนึ่งในคนที่ทำเรื่องมหัศจรรย์แบบนี้ได้   ไม่นึกไม่ฝันว่าวันนึงฉันจะทำเรื่องที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้แบบนี้   ‘เพี้ยนรึเปล่าเนี่ย’   “ว่าฉันเพี้ยนงั้นเหรอห๊ะ”   “ใช่ เพี้ยนมากด้วย”   ‘แต่ไม่รู้ทำไมฉันถึงสนใจคนตรงหน้าได้ขนาดนี้ ฉันคงหลงรักพี่เข้าให้แล้วจริงๆ’   “…”   “อย่าเงียบสิ ไม่คิดจะตอบหน่อยเหรอ พี่ก็สนใจในตัวฉันอยู่ใช่ไหมหล่ะ” เธอที่ขยับมานั่งเก้าอี้ตัวข้างฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ฝ่ามืออุ่นของเธอลูบไปตามแก้มใสของฉันเบาๆ   แต่ตอนนี้เหมือนสติฉันจะล่องลอยออกไป   “เอ่อ…คือ…”   “หน้าพี่มันฟ้องอยู่นะว่าพี่รู้สึกยังไงกับฉัน” ฉันไม่อาจละสายตาจากคนตรงหน้าได้ ใบหน้าที่ค่อยๆใกล้เข้ามาทำเอาฉันหลับตาปี๋                 “โอ๊ย มาดีดหน้าผากฉันทำไมเนี่ย” เทะจิยิ้มขำด้วยท่าทางสนุกสุดๆ ส่วนฉันเหรอ…ไม่น่าเคลิ้มไปกับคนตรงหน้าเลย ให้ตายสิ   “ก็พี่น่าแกล้งเองนี่ ฉันไม่ผิดซักหน่อย”   “เด็กบ้า”   “หน้าพี่แดงหมดแล้วนะ”   “ก็เพราะใครกันหล่ะ” ฉันได้แต่บ่นด้วยเสียงเบาหวิวกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยิน   “พี่พูดว่าอะไรนะ”   “เปล่านี่”    “ถึงพี่ไม่พูดฉันก็ยังได้ยินนะ”เธอยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พร้อมกับใช้นิ้วเคาะไปที่หัว ฉันลืมมันไปได้ยังไงกันนะว่าเธออ่านความคิดฉันได้ เลิกฟุ้งซ่านซักทีเนรุ ฉันได้แต่บอกตัวเองอยู่อย่างนั้น     ----------------------------- Happy Halloween ٩(๑òωó๑)۶ มาเสิร์ฟตอนที่1ในยามค่ำคืน  
  4. รับซื้อบัตรจับมือทั่วประเทศ ซิง16 (Nogizaka46) & ซิง3 (Keyakizaka46)  **รับจำนวนไม่จำกัด** ใบละ 200 ครับ (-/\-) แถมแผ่นเธียเตอร์ฟรี1แผ่นต่อการขายทุก3ใบครับ? ----------------------------------- ***ขาย*** ซิง16 (Nogizaka46) & ซิง3 (Keyakizaka46) เช็ต A B C D + เธียเตอร์ 1000  หรือซื้อแยกไทป์ละ 250 ไม่มีบัตรจับมือ // เธียเตอร์ 150 **(คนที่นัดรับของในโซนกทมจะแกะเอาบัตรออกตอนรับของ ไม่แกะแผ่นก่อนแน่นอน!!//คนที่อยู่ต่างจังหวัดต้องขอแกะเอาบัตรออกก่อนส่งนะครับ) หรือเอาบัตรจับมือมาแลกไทป์ไหน 1 แผ่นก็ได้ ป.ล.(ช่วงที่รับซื้อ : 6ม.ค - 13 ม.ค) คนรับไม่ได้อยู่ไทยรับได้แค่ช่วงนี้จริงๆต้องขอโทษด้วยนะครับ T_T สนใจติดกรุณาติดต่อมาที่เฟส : Ashu Zaka หรือ Hocho Zaka หรือไม่ก็ทิ้งเฟสหรือLineไว้ที่นี้ก็ได้ครับเดียวผมติดต่อไปเอง : )  
  5. Bad guy…แค่เธอคนเดียวก็พอ                 Part 1           การแก้แค้น   ฉันรู้นะว่าคุณรู้สึกยังไงเมื่อได้ยินคำๆนี้   แต่จะให้หยุด ฉันก็ทำไม่ได้   สิ่งเดียวที่ฉันคิดได้   เธอต้องเจ็บปวดยิ่งกว่าฉัน   ฉันมองรูปเด็กสาวคนหนึ่งที่อยู่ในมือ เป้าหมายของฉัน ชิดะ มานากะ ลูกสาวคนเดียวของแก๊งเจ้าหนี้รายใหญ่ที่มี     อิทธิพลในแถบนี้             แต่น่าเสียดายนะที่การป้องกันหละหลวมไปหน่วย แค่นี้ก็รุกฆาต   “เธอต้องการอะไร จับตัวฉันมาทำไม”   “เพราะอยากเห็นสีหน้าที่เจ็บปวดของใครบางคนละมั้ง”   “ฉันไม่เคยทำ อ๊ะ” ฉันบีบแก้มเธอ   “ไม่เคยงั้นเหรอ! เธอรู้รึเปล่าว่าครอบครัวของเธอทำอะไรไว้กับครอบครัวของฉัน!”   “จะไปรู้ได้ไงหล่ะ”   เพี๊ยะ ฉันตบเธอไป เลือดสีแดงซึมออกมาจากมุมปาก   “สีหน้าแบบนี้แหละที่ฉันอยากจะเห็น คงเจ็บสินะ”   เพี๊ยะ   “ความเจ็บของเธอไม่ได้ครึ่งหนึ่งของครอบครัวฉันหรอกนะ”   “แต่ฉันไม่เกี่ยว”   “หึ ไม่เกี่ยวงั้นเหรอ เพราะเธอเป็นลูกของมันยังไงหล่ะ โทษโชคชะตาของเธอแล้วกันนะ มานากะ”   “หยุดนะ!” หญิงสาวพยายามผลักไสคนที่คร่อมตัวเธออยู่ให้ออกไป   “หึ คิดว่าฉันจะทำตามที่เธอบอกรึไง” ฉันทำได้แต่ยิ้มตรงมุมปากก่อนจะเลื่อนริมฝีปากให้ประกบในตำแหน่งเดียวกัน ส่ง   ปลายลิ้นเข้าไปสำรวจทั่วโพรงปากของคนตรงหน้า   “อือ” หญิงสาวได้แต่ร้องประท้วงอยู่ในลำคอ สองมือที่ระดมทุบตีฉัน แต่นั่นไม่ได้ทำให้ฉันคิดจะหยุดแต่อย่างใด   “ได้โปรดหยุดเถอะ” น้ำตาที่ค่อยไหลจากตาคู่สวย แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ฉันมีความสุข รู้สึกทรมานให้   มากกว่านี้อีกสิ เจ็บปวดให้มากกว่านี้อีกสิ . . . . . .  “หึ ใส่เสื้อซะสิ” ฉันโยนผ้าที่ถูกโยนอยู่บนพื้นไปให้ ร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง ด้วยสายตา     ที่ว่างเปล่า เธอยังคงนอนหันหลังให้ฉัน เสียงสะอื้นที่ได้ยินเบาๆ น้ำตาเธอยังคงไหลไม่มีทีท่าว่าจะหยุด   “ถ้าจะนึกแค้น ไปแค้นพ่อของเธอแล้วกัน มานากะ” แล้วฉันก็เดินออกจากห้องไปปล่อยให้เธออยู่ลำพัง ทันทีที่ปิดประตู     ลงฉันก็ทรุดลงกับพื้น นี่ฉันกำลังทำบ้าอะไรอยู่…           “กินซะสิ” ฉันยกอาหารไปให้เธอที่ยังนอนอยู่บนเตียง แต่เธอกลับปัดมันออก   เคร้ง!! เสียงจานหล่นกระทบพื้นพร้อมกับเศษอาหารที่หล่นกระจาย   “ดี!! ไม่กินก็ไม่ต้องกิน!” หึ จะดูซิว่าเธอจะอวดเก่งไปถึงเมื่อไหร่           ฉันเข้ามาทำความสะอาดในห้องและเธอยังคงร้องไห้…   แต่ไม่รู้ทำไมฉันไม่ได้รู้สึกยินดีซักเท่าไหร่   ทั้งๆที่เธอก็เจ็บปวดแล้วนี่ เธอกำลังเสียใจอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่ได้ยิ้มออกมา   ตั้งแต่เด็กฉันไม่เคยทำให้ใครร้องไห้ นี่เป็นครั้งแรก   และฉันคงถอยหลังไม่ได้อีกแล้ว…         ไร้วี่แวว พวกนั้นคงยังไม่รู้สินะว่าเธอถูกลักพาตัวไปที่ไหน   หึ ดิ้นรนกันเข้าไป   หาฉันให้เจอสิ   ฉันอยากจะเห็นสีหน้าของแกตอนที่เห็นลูกสาวแกจริงๆ         “โอ๊ย!!!” เสียงร้องตะโกนดังมาจากในห้อง เมื่อเข้ามาพบกับหญิงสาวที่นอนขดตัวงออยู่ สองมือกุมที่หน้าท้อง   “ปวดท้อง เจ็บ” เธอร้องอย่างดิ้นทุรนทุราย   “เฮ้ เป็นอะไรหน่ะ”   “เจ็บ ไม่ไหวแล้ว” เธอกำมือแน่น หยาดน้ำตาไหลอาบแก้ม   “เฮ้ อย่ามาตายในห้องนอนฉันนะ”   “ขอยาในกระเป๋า” ฉันรีบหยิบกระเป๋าของเธอออกมา ยาลดกรดนี่สินะ   ฉันพยุงตัวเธอขึ้นมาก่อนจะป้อนยาเข้าไป จับตัวเธอให้นอนลง สงบลงแล้วสินะ   อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้น ฉันไม่ได้คิดจะใจอ่อนหรอกนะ แค่ไม่อยากเห็นใครมาตายในห้องเท่านั้นเอง   ฉันกลับเข้ามาในห้องอีกทีพร้อมกับข้าวต้มในถาด ฉันไม่ใช่คนใจร้ายที่จะปล่อยให้คนเป็นโรคกระเพาะอดอาหารตาย   หรอกนะ   “กินเข้าไปซะ”   “ฉันไม่อยากกิน”   “เธอจะดื้อให้มันได้อะไรขึ้นมาห๊ะ”   “นั่นมันเรื่องของฉัน”   “อยากปวดท้องอีกรึไง”   “…”   “เลิกต่อต้านฉันโดยไม่จำเป็นได้แล้ว”   “ฉันไม่” ก่อนที่เธอจะพูดอะไรจบ ฉันตักข้าวต้มยัดเข้าปากของเธอ   “ถุ้ย!”   “หน็อย มันจะมากไปแล้วนะ”  แต่ฉันก็ยังคงยัดข้าวต้มเข้าปากเธออยู่อย่างนั้น   “แค่กๆๆ” เธอหยิบน้ำขึ้นมาดื่ม ก่อนจะหันมามองค้อนฉัน   “หึ อย่าทำตัวมีปัญหาให้มากนัก กินซะให้หมด ถ้าฉันกลับมาแล้วยังไม่หมด คงรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ฉันพูดพร้อมกับใช้   ปลายนิ้วเกลี่ยริมฝีปากของเธอ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป             เวลาก็ล่วงเลยมาอีกวัน แต่ก็ยังไร้วี่แววจากคนพวกนั้นอยู่ดี หึ ไร้น้ำยากันซะจริงๆ ฉันได้แต่แสยะยิ้มมองออกไปนอก   หน้าต่าง จะต้องให้ฉันรอไปถถึงเมื่อไหร่กันนะ   “คุณแม่…อย่าทิ้งหนูไป คุณแม่ ช่วยหนูด้วย” เสียงละเมอของคนที่นอนอยู่ทำให้ฉันเดินไปใกล้ๆ   “ฝันร้ายงั้นเหรอ” ฉันจับตัวเธอหวังว่าจะปลุกให้ตื่น เพราะฉันทนเห็นไม่ได้หน่ะสิ ความฝันมักเกิดจากส่วนลึกของจิตใจ   เหมือนเห็นภาพตัวเองซ้อนทับอยู่กับคนตรงหน้า   “ตัวร้อนนี่ ให้ตายสิ” ฉันต้องกุมขมับให้หญิงสาวตรงหน้า หาเรื่องปวดหัวมาให้ฉันทุกที   แต่ก็ลุกไปเปิดไฟในห้อง ก่อนจะเดินไปหยิบกะละมังพร้อมกับผ้าผืนเล็ก   ใบหน้าแดงก่ำของคนตรงหน้าถูกเช็ดด้วยผ้าที่เปียกหมาดๆ ก่อนจะไล่ไปทั่ว ฉันปลดกระดุมออกจากเสื้อเชิ้ตสีขาวเผยให้   เห็นผิวขาวเนียน ที่มีรอยแดงเป็นจุดๆ พร้อมกับรอยช้ำตามร่างกาย แผ่นหลังที่มีรอยเหมือนแส้ฟาดยาวเป็นเส้น สาบานว่า   รอยนี่ฉันไม่ได้ทำ เมื่อฉันเช็ดตัวให้เธอเสร็จก็เดินไปหยิบยามาบรรจงทาตรงบาดแผลของเธอให้ โหดร้ายจังนะ แต่ฉันก็ทำ   สิ่งที่โหดร้ายกับเธอเหมือนกันสินะ ฉันคงไม่ต่างจากคนพวกนั้นนักหรอก แล้วนี่ฉันมัวมาคิดอะไรอยู่ เธอเป็นศัตรูนะ               “กินซะสิ ขืนเธอตายไปก่อนฉันก็แย่หน่ะสิ” ฉันวางถาดโจ๊ก ยาลดไข้และแก้วน้ำให้คนตรงหน้า แต่เธอทำเพียงเมินหนีมัน   “ฉันไม่อยากกิน”   “ฉันบอกให้กินยังไงหล่ะ หรือต้องให้ฉันจับยัดให้เธอกินห๊ะ!”   “ได้!!” ฉันจับคางเธอให้หันหน้ามาพร้อมกับยัดข้าวต้มเข้าปากเธอไป   “กลืนไปซะเซ่”   “ในเมื่อกินดีๆไม่ชอบ” ฉันจัดการยัดโจ๊กเข้าปากของเธอก่อนจะประกบริมฝีปากตามลงไป   “พอแล้ว”   “หึ ทีนี้จะยอมกินดีๆแล้วยังหล่ะ”   “ฉันกินเองได้หน่า” เธอพูดด้วยเสียงเหนื่อยอ่อน   “กินไปเงียบๆเถอะหน่า” ฉันยังคงตักโจ๊กป้อนให้เธอ แค่แรงจะพูดยังไม่มี แต่ยังดันทุรังได้ขนาดนี้   “กินยาซะสิ”   “ขอบใจ”   “เหอะ มาขอบคุณคนร้ายอย่างฉัน เธอบ้ารึเปล่า”   “งั้นที่เธอมาช่วยศัตรูอย่างฉันก็บ้าเหมือนกันสินะ”   “ปากเก่งนักนี่”   “กินยาสงสัยจะมีแรงขึ้นมารึเปล่า”   ฉันใช้มือลูบไล้ต้นขาของเธอ อีกมือหนึ่งเชยคางเธอขึ้นมาก่อนจะจูบอย่างดูดดื่ม คนภายในอ้อมแขนพยายามดันฉันออก   แต่ก็ไร้เรี่ยวแรงเพราะพิษไข้   “นึกว่าจะแน่ ฉันไม่ทำอะไรคนป่วยหรอกหน่า นอนซะสิ”   เธอหลับตาลงอย่างว่าง่าย ฉันวางผ้าชุบน้ำบนหน้าผากของเธอก่อนจะเอนตัวลงนอนข้างๆ ขืนเธอเป็นอะไรไปฉันคงรู้สึก   ผิด  แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะยอมยกโทษให้หรอกนะ               ตุบ!!!  เสียงดังเหมือนมีอะไรกระแทกพื้น ทำให้ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมา ก็พบคนข้างๆหายไป ฉันเปิดไฟจากโคมไฟข้างเตียงก็   พบร่างที่สลบอยู่บนพื้นไม่ไกลจากเตียงนัก  ฉันรีบวิ่งไปหาเธอก่อนจะอุ้มตัวเธอขึ้นมา สัมผัสไอร้อนจากร่างกาย ไข้ขึ้นสูง   เลยนี่   “น้ำ ขอน้ำหน่อย” เธอพูดด้วยเสียงที่แหบพร่า   ฉันเดินไปหยิบแก้วน้ำมาให้ ค่อยๆพยุงตัวเธอขึ้น   ซักพักได้ยินเสียงหายใจที่สม่ำเสมอ ฉันใช้ผ้ามาเช็ดตัวให้เธออีกครั้ง   ทั้งคืนฉันแทบไม่ได้นอน แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยคนข้างๆก็ไข้ลดลงหล่ะนะ เอ๊ะ แล้วนี่ฉันจะมาห่วงคนข้างๆทำไมหล่ะเนี่ย               ^-------------------------------------------------^   เพราะโมเม้นคู่นี้เยอะเหลือเกิน อวยคู่นี้พร้อมกับเนรุเทะจิ555 (แต่หลังๆฟินมันทุกคู่55) แต่ไหนๆช่วงนี้ก็ฟินคู่นี้สุดๆเลยจัดมาซักเรื่องก่อน อยากแต่งริสะให้ดูโหดร้ายกว่านี้ แต่นี่ก็สงสารโมนะ ไปๆมาๆกลายเป็นริสะที่แสนละมุน!?  คงคอนเซ็ปต์ปากร้ายแต่ใจดี!? เหรอ? 555 แล้วเจอกันตอนหน้า♡  ٩(๑òωó๑)۶