Search the Community

Showing results for tags 'mayu'.

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Found 5 results

  1. 8 Flowers Intor Love♡   เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดา ๆ ที่ไม่เคยมีความรัก เพราะหัวใจชาบู เอ้ย! บูชาให้เหล่าหนุ่ม 2D ไปจนหมดแล้ว คนอย่างวาตานาเบะ มายุ จึงไม่สนใจเรื่องความรักในโลกความเป็นจริงเลยแม้สักนิดเดียวก็ไม่เคยคิด แต่มีหรือที่เจ้ากามเทพตัวน้อยจะปล่อยให้รอดพ้นไป ถึงกับได้เล่นตลกด้วยการส่งผู้หญิงถึง 7 คนเข้ามากระตุ้นการเต้นของหัวใจ อ้ากกกก!!! ไม่ไหวหรอก มันต้องเลือกสักคนสินะ ต้องมีสักคนที่เกิดมาเพื่อเป็นคู่ที่แท้จริง แต่ว่า...แล้วใครล่ะ?     Talk Writer: กลับมากับเรื่องใหม่ที่ผุดเข้ามาในหัวอีกแล้วครับท่าน(เรื่องเก่ายังไม่จบเลย) เรื่องนี้ฮาเร็มลุ้นรักนะคะว่าใครคือเนื้อคู่ของย้วย เรื่องนี้จะมีคนรุมรักถึง 7 คน ไรท์ได้แรงบันดาลใจจากเรื่อง secrect seven แต่ตัวละครอาจจะไม่เหมือนกัน มาลุ้นกับเหล่าดอกไม้ทั้ง8กันดีกว่าว่าใครคือเนื้อคู่ที่แท้จริงมาย้วย ไว้ว่าง ๆ จะลองทำโปสเตอร์ ไม่ก็แนะนำตัวละครพอคร่าว ๆ ล่ะกันนะคะ ป.ล. ไรท์แอบไปทำใจเรื่องมายุซังแกรดน่ะ แต่ก็ยินดีในทางเลือกของคามิโอชิ มายุซังเหนื่อยมานานแล้วนี่นา ยังก็อยากรู้สึกขอบคุณมายุซังจริง ๆ ที่ทำให้เราถูกตกเข้ามาชอบAKBได้ 55555 อย่าลืมติดตามกันนะจ๊ะ จุ๊บ ๆ ♡♡
  2. NO SIGNAL   คำโปรย              คาชิวากิ ยูกิ ดาราสาวผู้เฉิดฉายอยู่ในวงการมายา ได้สูญเสียคนรักจากเหตุการณ์ที่คาดว่าเป็นอุบัติเหตุ ทำให้เธอเก็บตัวไม่สุงสิงกับใครและค่อยๆเลือนหายออกจากวงการ หนึ่งเดือนผ่านไปยูกิตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างจังหวัด ในชนบทซึ่งห่างไกลจากกตัวเมืองเธอได้มีชีวิตใหม่ ชีวิตที่แสนจะยากลำบาก และแตกต่างจากชีวิตก่อนหน้านี้ของเธอโดยสิ้นเชิง ที่แห่งนี้ไม่มีใครรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเธอ และที่สำคัญ…ที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ!  ทว่ายังดีที่การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้เธอได้พบกับเด็กสาวชาวไร่ผู้ซึ่งมีรอยยิ้มชวนหลงใหล และเป็นเด็กสาวที่จะเข้ามาแต่งแต้มโลกสีเทาของเธอให้เปลี่ยนไป       บทนำ             หงืดดดด หงืดดดด~             เวลา 22.00 น. แสงไฟจากหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ถูกวางไว้ปลายเตียงสว่างวาบขึ้นพร้อมกับเสียงสั่นเบาๆด้วยความถี่สม่ำเสมอ ช่างน่ารำคาญเหลือเกินฉันซึ่งกำลังนอนแหมะอยู่ในสภาพกระเซอะกระเซิงบนเตียงเดี่ยวสีดำท่ามกลางห้องขนาดสตูดิโอที่ไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ สองมือของฉันพยายามยันฟูกนุ่มเพื่อให้ร่างที่เหมือนจะไม่ค่อยมีแรงเนื่องจากไม่ได้กินอะไรมาหลายวันลุกขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนจะเสยผมสีน้ำตาลเข้มที่ปรกหน้าอยู่เพื่อเปิดทัศนวิสัยแล้วยืดคอมองจอเล็กๆที่อยู่บริเวณปลายเท้า       [MANAGER-SAN INCOMING…]             ฉันหรี่ตาแล้วเพ่งมองตัวอักษรบนจอตามประสาคนสายตาสั้น มีความลังเลเล็กน้อยก่อนจะใช้มือกดตัดสายทิ้งแล้วปิดเครื่องในทันที โดยไม่ได้สนใจใยดีว่าคนปลายสายจะรู้สึกอย่างไร เพราะในเวลานี้ความเป็นส่วนตัวคือสิ่งที่ฉันต้องการมากที่สุด ฉันอยากอยู่คนเดียว ไม่ต้องการให้ใครมายุ่งทั้งนั้น และฉันก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วในชีวิตนี้ มีเพียงความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่มีทางเป็นไปได้นั่นคือ ‘การได้คนรักของฉันกลับคืนมา’ แม้ว่าเขาคนนั้นจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีกต่อไปแล้วก็ตาม…       และในคืนนั้นฉันก็ฝัน…             ฝันว่าเขากลับมาหาฉัน เขาบอกกับฉันว่าเขายังไม่ตาย ก็แค่หลบไปพักรักษาตัว ฉันเชื่ออย่างสนิทใจ เพราะฉันเองก็หวังมาตลอดให้มันเป็นอย่างนั้น ในฝันนั่นเขาได้ให้สัญญากับฉันว่าจากนี้เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป มันช่างดีเหลือเกิน และเป็นไปได้ฉันก็ไม่อยากจะตื่นขึ้นเลย             ทว่าภาพความฝันเหล่านั้นก็ค่อยๆละลายเลือนหายไปก่อนที่ฉันจะลืมตาขึ้นมาพบกับความเป็นจริง ความเป็นจริงที่ว่าฉันนอนอยู่บนเตียง ในที่ๆเรียกว่าโรงพยาบาล เมื่อรู้สึกตัวฉันก็ชักจะเริ่มรู้สึกรำคาญหน่อยๆกับสายน้ำเกลือที่ระโยงระยางเต็มตัวฉันไปหมด             “ยูกิซัง! ยูกิซัง!” เสียงเรียกของผู้หญิงซึ่งฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดีดังขึ้นข้างๆหู เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก…             “ฟ…ฟูจิมุระซัง…” ผู้จัดการส่วนตัวของฉันเอง ฉันเรียกชื่อคนตรงหน้าอย่างประหลาดใจ แต่ก็รู้สึกว่าคอมันแห้งไปหมดจนฉันไม่สามารถเปล่งเสียงได้อย่างเต็มที่ ฉันเอามือลูบคอแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ และเมื่อก้มลงมองมือฉันก็พบว่าตนเองนั้นซูบผอมลงไปมากเหลือเกิน เนื้อตัวแทบจะเหลือแต่กระดูกจนดูน่ากลัว             “หิวน้ำมั๊ย?” ฟูจิมูระซังเอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย ฉันพยักหน้าเบาๆเป็นการตอบรับ             “อะ เอ่อ…” ในตอนนี้ฉันอยากรู้ใจจะขาดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วทำไมฉันถึงกลายเป็นโครงกระดูกแบบนี้ แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มถามจากตรงไหนดี และดูเหมือนว่าสติสตางค์ของฉันจะยังกลับมาไม่ครบถ้วนดี รู้สึกสมองมันเออเร่อแปลกๆ แรงจะขยับตัวยังแทบจะไม่มี             “ยังไม่ต้องพยายามพูดอะไรมากหรอก ฉันรู้ว่าเธออยากถามอะไร เดี๋ยวจะค่อยๆเล่าให้ฟังแล้วกันนะ ฉันเรียกหมอมาแล้ว เดี๋ยวพอตรวจอาการเสร็จเราค่อยมาคุยกัน”                 หมอบอกว่าฉันนอนไม่ได้สติไปเกือบสองสัปดาห์และตลอดเวลาที่นอนอยู่โรงพยาบาลก็ต้องคอยให้อาหารและยาทางสายน้ำเกลือ ตอนที่ถูกนำมาส่งโรงพยาบาลฉันเองก็ร่างกายซูบผอมมากอยู่แล้ว และคาดว่าฉันคงไม่รอดเพราะไม่ได้กินข้าวกินปลามาเกือบอาทิตย์ น้ำก็แทบไม่ได้กระเดือกลงปากเลย ในระหว่างเก็บตัวอยู่ในห้องถ้าไม่ใช่เพราะสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดที่สร้างกลไกความกระหายในกับมนุษย์ ฉันก็ไม่ลากสังขารตัวเองเพื่อไปกระดกน้ำหน้าตู้เย็นหรอก             พอได้ยินแบบนั้นฉันก็คิดว่าปาฏิหารย์นั้นมีอยู่จริง แต่เอาจริงๆถึงฉันตายไปก็ไม่ค่อยจะเสียดายชีวิตหรอก ก็เลยไม่ได้ยินดีกับปาฏิหารย์ที่เกิดขึ้นกับตนเองเท่าไหร่นัก หมอยังบอกอีกว่านอกจากขาดสารอาหารแล้ว ร่างกายฉันก็ไม่ได้ผิดปกติในส่วนใด แค่อาจจะยังกินอะไรไม่ค่อยได้เพราะร่างกายจะไม่ค่อยรับ ก็ต้องค่อยๆปรับตัวกันไปในระหว่างพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล นอกจากนี้มีสิ่งหนึ่งที่ชีวิตนี้ไม่คิดว่าฉันจะได้ทำ นั่นก็คือการทำกายภาพบำบัด มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนอยู่ๆตัวเองก็กลายเป็นคนแก่ไม่ก็คนพิการไปโดยกระทันหัน เป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับฉันมากจริงๆ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสักเท่าไหร่สินะ       และแล้ว…               เกือบหนึ่งเดือนหลังจากที่ฉันได้รับการรักษาให้หายจนเกือบจะเป็นปกติ ฉันก็ได้ตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต ‘ฉันจะหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่’ ซึ่งแน่นอนว่าคนรอบตัวฉันไม่มีใครเห็นด้วยกับเรื่องนี้เลย             “เธอจะบ้าเหรอ! ยูกิซัง…ที่บ้านนอกที่ไม่มีใครรู้จัก เธอคิดว่าอะไรๆมันจะง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ? แล้วชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้มันไม่ดีตรงไหน เธอเองก็กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว บริษัทต่างๆหรือเจ้าของแบรนด์ดังก็ติดต่อเค้าคิวรอให้เธอไปโฆษณาโปรโมทให้ยาวเป็นหางว่าว แล้วไหนจะงานละครอีก แล้วรู้มั๊ยว่าข่าวลือการคัมแบ็คของเธอตอนนี้มันบูมเอามากๆเลยนะ แฟนคลับกว่าแสนชีวิตกำลังรอการกลับมาของเธออยู่นะ คาชิวากิ ยูกิ!”            เสียงบ่นฉอดๆของผู้จัดการส่วนตัวคนเดิมของฉันดังเข้าหูซ้ายแล้วทะลุออกหูขวา ฉันเองก็ถือว่าเป็นคนหัวดื้อคนนึงนะ แล้วคิดเหรอว่าฉันจะฟังเจ้าหล่อนน่ะ ดังนั้นฉันจึงเถียง ไม่สิ ตอบกลับออกไปอย่างเยือกเย็น ไม่สิ ใจเย็น             “อยู่ที่นี่ ถ้าไม่นับฟูจิมุระซัง ฉันก็เหมือนไม่มีใครนั่นแหละค่ะ พ่อแม่หรือญาติพี่น้องก็ไม่มี แล้วอีกอย่าง ถ้าขืนยังอยู่แต่ที่เดิมๆ ภาพเดิมๆมันก็จะคอยตามหลอกหลอน ฝันร้ายแบบเดิมๆก็จะเกิดขึ้นกับฉันซ้ำๆ ฟูจิมุระซัง…คุณรู้มั๊ยคะ ว่าที่ฉันเป็นอยู่ตอนนี้ ไม่ตายก็เหมือนตาย ฉันทรมานจนจะไม่ไหวอยู่แล้ว”           น้ำตาฉันรื้นขึ้นจนปริ่มขอบตาเมื่อบรรยายถึงความเจ็บปวดที่ตนเองกำลังเผชิญ ฉันจะไม่รู้สึกมากขนาดนี้เลยถ้าวันนั้นฉันไม่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยตัวเอง และฉันยังต้องวนไปเจอที่เก่าๆ ความรู้สึกเก่าๆแบบนั้นอีก ฉันอยากจะหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ คิดว่าทำแบบนั้นแล้วคงจะสบายใจขึ้นบ้าง             “เห้ออออ เอางั้นก็ได้ แต่ฉันเชื่อว่าไม่นานเธอจะต้องทนไม่ได้และกลับมา เอาเป็นว่าถ้าขัดข้องอะไรก็ติดต่อฉันได้เสมอนะ ฉันจะรอวันที่เธอจะกลับมาเป็นยูกิรินของทุกคนเหมือนเดิม…” ผู้หญิงตรงหน้ากล่าวกับฉันอย่างมีเยื่อใย จนทำให้ฉันรู้สึกซาบซึ้งจนเก็บน้ำตาไว้ไม่อยู่               “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะคะ…พี่สาว” ฉันเอ่ยขอบคุณคนตรงหน้าทั้งน้ำตา พร้อมกับสรรพนามที่ฉันจะใช้เฉพาะเวลาจะเข้าไปอ้อน เพราะต่อไปนี้ฉันคงจะไม่ได้อยู่อ้อนผู้หญิงคนนี้อีกต่อไปแล้ว             ถ้าไม่มีฟูจิมุระซังก็ไม่รู้ว่าป่านนี้ชีวิตฉันจะทุลักทุเลไปทางไหน หรืออาจจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็เป็นได้ ในตอนที่ฉันไม่เหลือใครก็ได้เธอนี่แหละเข้ามาหยิบเอาเศษขยะไร้ค่าอย่างฉันขึ้นมาจากกองขยะเน่าๆแล้วเอาไปชุบขึ้นมาใหม่ เหมือนเปลี่ยนถ่านหินดำทะมึนให้กลายเป็นเพชรเม็ดโตที่ทั้งแวววาวและเจิดจรัส จากดินโคลนผสมขี้หมากลายเป็นดาวเด่นบนท้องฟ้าที่ส่องแสงทอประกายสุกปลั่ง เธอเป็นทั้งแม่ พี่สาว ครู แล้วก็เพื่อน เป็นผู้มีพระคุณที่ฉันจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต               ดังนั้นก่อนไปฉันจึงทิ้งเงินก้อนหนึ่งซึ่งถือว่ามากพอตัวไว้ให้เธอ รวมไปถึงสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ก็โอนสิทธิ์ในการครอบครองไปให้หมด เหลือติดตัวก็แค่โทรศัพท์มือถือ เงินติดกระเป๋านิดหน่อย แล้วก็บัญชีเงินฝากที่มีเงินไม่มากแต่ก็น่าจะพอสำหรับตั้งตัว ถึงแม้ว่าพอเจ้าตัวรู้จะรีบปฏิเสธทันทีแต่ยังไงซะฉันก็ยัดเยียดให้ไปจนได้ เพราะฉันนี่แหละคือยูกิรินผู้ไม่ยอมแพ้ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม             หลังจากนั่งบนรถไฟมาเป็นชั่วโมง แถมยังต้องนั่งรถบัสต่อมาอีก แค่นั้นยังไม่พอเพราะกว่าจะเข้าไปถึงที่ๆฟูจิมุระซังแนะนำให้ยังตั้งอีกหลายกิโล จะให้เดินไปก็ใช่เรื่อง รถราก็แทบไม่มีผ่าน ยังดีที่ยังอุตส่าห์มีคุณลุงใจดีที่กำลังจะไปส่งฟางให้ฉันติดรถขนฟางไปด้วย เกิดมาก็เพิ่งจะเคยนั่งหลังกระบะเนี่ยแหละ แถมถนนหนทางก็ใช่ว่าจะดีทำเอาฉันอ้วกออกมาแบบนอนสต็อป เล่นเอาหมดพลังงานไปเลยวันนี้           แต่ในที่สุดฉันก็มาถึงจนได้ ถึงแม้ฟ้าจะเริ่มมืดแล้วก็ตาม หลังจากที่นั่งรถมาสองข้างทางมีแต่สวน ไร่ นา แล้วก็สวน ไร่ นา ฉันก็ได้เจอบ้านคนเสียที เป็นบ้านแบบญี่ปุ่นที่ดูพื้นๆไม่มีอะไร มีป้ายหน้าบ้านเขียนไว้ว่า ‘วาตานาเบะ’ เมื่อเห็นดังนั้นฉันก็คิดว่าคงไม่ผิดแน่ๆบ้านของคุณยายวาตานาเบะที่เป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของคุณยายของฟูจิมุระซัง           ทว่า มีอุปสรรคอยู่อย่างนึง คือฉันไม่รู้จะเรียกคนข้างในให้ออกมาต้อนรับได้อย่างไร ในเมื่อกริ่งหรือออดก็ไม่มี และคนที่นี่ก็ไม่ใช้โทรศัพท์ จะตะโกนเรียกก็กลัวว่าจะเป็นการเสียมารยาท แถมใกล้ค่ำยุงก็เริ่มเยอะ อ่า…ฉันควรทำเช่นไร             ครืดดดด             ระหว่างที่กำลังคิดหนักอยู่นั้นก็มีเสียงเลื่อนประตูดังขึ้น ฉันสะดุ้งและยืดตัวขึ้นเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ ก่อนจะมองเข้าไปในบ้านก็พบว่ามีร่างเล็กๆกำลังเดินออกมา หรือว่าจะเป็นคุณยายวาตานาเบะ?             เงาของคนๆนั้นกำลังคลืบคลานใกล้เข้ามา ทำให้ฉันเริ่มรู้สึกเกร็ง สมองกำลังประมวลผลว่าฉันควรจะเอ่ยทักทาย จะวางมาดแบบไหน จะปฏิบัติตนอย่างไรกับเจ้าบ้านดี              เมื่อร่างเล็กเข้ามาใกล้มากขึ้นฉันก็เริ่มจะมองเห็นใบหน้าชัดขึ้นเรื่อยๆ นี่คือคุณยายวาตานาเบะเหรอ? ไม่สิ พอลองมองดูดีๆแล้วนี่มันเด็กผู้หญิงนี่นา เป็นเด็กผู้หญิงวัยรุ่นที่หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักไม่เบาซะด้วย             “สวัสดีค่ะ พี่สาว ^^”             คำทักทายที่สุดแสนจะเป็นธรรมชาติ และรอยยิ้มแจกความสดใสนี่มันอะไร เด็กนี่คือใคร???...   _____________________________________________________________________________________________________________________________________________ ตอนหน้า EP.1 - บ้านวาตานาเบะ "พี่สาวสวยจัง คนเมืองนี่สวยแบบนี้ทุกคนเลยหรือเปล่า?" "อะไรนะ! คุณยายเสียชีวิตเมื่อวาน?" "แปลกจัง...รู้สึกเหงาๆยังไงบอกไม่ถูก" "ฉันเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเลยล่ะ" ____________________________________________________ TALK : ฟิคเรื่องนี้ดราม่าแค่แบบพอกรุบกริบนะคะ อยากให้อารมณ์มันแบบน่ารักตะมุตะมิปนอบอุ่นมากกว่า ฮี่ๆ
  3. -00- PROLOGUE             เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า “เวลา” จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเรารักคนๆนึงมากแค่ไหน ก่อนหน้านี้ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอก แต่หลังจากที่ฉันได้ใช้ชีวิตเพื่อเฝ้ารอใครซักคน มันก็ทำให้ฉันเข้าใจเรื่องนั้นได้ลึกซึ้งทีเดียว             ฉันไม่ได้เป็นคนที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับความรักหรือเจนโลกอะไรทำนองนั้นมากนัก แต่ฉันก็พอจะรู้ว่าความรักมันเป็นยังไง มันเป็นเหมือนจุดกำเนิดของอารมณ์ต่างๆ ทั้งความสุข เศร้า โกรธ กลัว เจ็บปวด ทรมาน หรือบางทีก็เป็นอารมณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น อารมณ์ที่แม้แต่ตัวเราเองก็ยังไม่รู้จัก เหมือนกับว่าความรักทำให้ฉันได้ค้นพบด้านที่ไม่รู้จักของตัวเอง แปลกมาก…ความรักเนี่ยเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดจริงๆ             “เอ่อ…คาชิวากิซังคะ?”             “คะ?”             “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ดูเหม่อลอยมาได้ซักพักแล้ว…”             “อะ…อ๋อ เปล่าหรอกค่ะ ฉันแค่คิดว่ามุมนี้ดูให้ความรู้สึกสบายๆดี ฉันค่อนข้างชอบเลยล่ะค่ะ”             พักนี้ฉันเหม่อลอยค่อนข้างบ่อย อาจด้วยความรู้สึกเหงาหรืออะไรก็ไม่อาจทราบได้ แต่ก็คงไม่แปลกที่ฉันจะเหงา เพราะฉันกำลังจะตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในบ้านหลังนี้             ฉันเดินตามนายหน้าขายบ้านที่พาไปหยุดดูตามมุมต่างๆของบ้าน และฉันค่อนข้างถูกใจหลายๆอย่างในบ้านหลังนี้ เป็นบ้านที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด ถึงแม้บ้านที่ฉันเคยอยู่สมัยเด็กๆจะเป็นแบบญี่ปุ่น แต่บ้านหลังนี้เป็นสไตล์ยุโรป ถึงอย่างนั้นบางส่วนของบ้านหลังนี้ก็ถูกแต่งเติมด้วยไม้ทำให้ดูอบอุ่นขึ้นมากทีเดียว             ที่นี่คือคาโกชิมะ จังหวัดบ้านเกิดของฉันเอง หลังจากที่ฉันบอกลากับอาชีพไอดอล ก็กลายมาเป็นนักแสดงเต็มตัว ฉันรับงานแสดงอย่างไม่สนว่าตัวเองจะเหนื่อยหรือไม่มีเวลาพักผ่อนแค่ไหน แค่รู้สึกว่าอยากเก็บเงินให้ได้มากๆและเร็วที่สุด และหลังจากที่ฉันมีเงินมากพอฉันก็จะลาขาดจากวงการบันเทิงแล้วหนีมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด ซึ่งตอนนี้ฉันมีเงินมากพอที่จะซื้อบ้านเป็นของตัวเองแล้ว             บางทีสำหรับคนอายุเท่าฉัน ก็ควรจะแต่งงานมีครอบครัว แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่กับสามีและลูก ซึ่งฉันเองก็เคยคิดจะลองเปิดโอกาสให้ใครซักคนดูเหมือนกัน แต่ไปๆมาๆก็คิดว่าคงไม่รอด เลยตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวแบบนี้ ส่วนแม่ของฉันไม่อาจทำใจทิ้งบ้านเก่าได้เลยตัดสินใจอยู่กับยายที่นั่น และบอกว่านานๆทีก็ให้ไปหาแม่บ้าง             ส่วนเรื่องอาชีพการงานของฉันตอนนี้…ฉันเป็นช่างภาพอิสระ งานส่วนใหญ่ของฉันเป็นการถ่ายทอดภาพในมุมต่างๆของสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นที่คนยังไม่ค่อยรู้จักแล้วก็อัพขึ้นบล็อคเพื่อโปรโมทการท่องเที่ยว นอกจากนี้ก็มีลูกค้าที่เป็นคนรู้จักมาจ้างถ่ายรูปบ้าง รายได้ก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร แต่ก็ไม่ได้ขัดสน ถึงงานนี้จะต้องเดินทางบ่อย แต่ฉันก็อยากมีบ้านเอาไว้ซักหลังเพื่อเป็นที่พักพิงยามเบื่อโลก หรือไปเจออะไรเหนื่อยๆมา             ข่าวดีที่สุดในรอบปี คือฉันกำลังจะมีหนังสือเป็นของตัวเอง ซึ่งจะใช้ชื่อว่า “จากไอดอลสู่การเป็นผู้ใหญ่ในโลกภายนอก” เนื้อหารวมๆแล้วก็เป็นเรื่องราวชีวิตของฉันตั้งแต่จบการศึกษาจากเอเคบีจนถึงตอนนี้ที่ซึ่งฉันได้กลายมาเป็นช่างภาพอย่างที่ใครๆก็คาดไม่ถึง             “ค่ะ ยอมรับเลยล่ะค่ะว่าฉันมาไกลมากจริงๆ ตอนก่อนที่จะจบการศึกษาเนี่ย ถึงแม้ว่าอายุจะเข้ายี่สิบกลางๆแล้วยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่เลย คงเพราะทำงานเป็นไอดอลด้วยแหละค่ะ ตอนนั้นก็ตั้งเป้าไว้แล้วว่าจะหันมาเป็นนักแสดงแบบเต็มตัว แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้วมันไม่ง่ายเลย ถึงแม้ว่าตอนเป็นเอเคบีจะเคยแสดงละคร หนัง หรือว่าซีรี่ย์มาก่อน แต่พอมาเป็นนักแสดงจริงๆ เหมือนต้องเริ่มใหม่จากศูนย์เลยค่ะ สังคมก็ต่างออกไปด้วย” ฉันนั่งให้สัมภาษณ์กับนักข่าวของนิตยาสารดัง เพื่อนำไปลงในคอลัมน์ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นการโปรโมทหนังสือของตัวเอง             “แล้วยังได้ติดต่อกับเพื่อนๆที่เคยร่วมวงกันอยู่มั๊ยคะ?” นักข่าวสาวไฟแรงถามขึ้นอย่างขันแข็ง             “ค่ะ ก็มีหลายคนที่ยังติดต่อกันอยู่ เพราะส่วนใหญ่จบออกมาก็เป็นนักแสดงเหมือนกัน แต่บางคนก็เปลี่ยนไปใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองชอบ ฉันเองพอเห็นแล้วก็คิดว่าอยากทำแบบนั้นบ้างจังน๊า~”             “ก็เลยบอกลาวงการบันเทิงหรอคะ?”             “นั่นก็ส่วนหนึ่งคะ แต่หลักๆคือฉันคิดว่าฉันได้ทำงานในฐานะนักแสดงจนพอใจแล้ว หลังจากนี้ก็เลยอยากลองทำอะไรอย่างอื่นที่อยากทำดูบ้างน่ะค่ะ ซึ่งนอกจากการเป็นช่างภาพแล้วฉันก็มีอย่างอื่นที่อยากทำอยู่อีกเยอะแยะเลย”             “ตอนอยู่ในเอเคบีก็โดนแซวอยู่ตลอดว่ารีบๆแต่งงานซะที แล้วตอนนี้กำลังจะมีข่าวดีอะไรทำนองนั้นหรือเปล่าคะ?”             “ฮ่าๆๆ ตอนนี้ก็ยังค่ะ เรื่องแบบนี้ฉันคิดว่าพอถึง ‘เวลา’ แล้วเดี๋ยวมันก็มาเองน่ะค่ะ”             “คิดถึงตอนเป็นไอดอลมั๊ยคะ?”             “แน่นอนค่ะ นั่นเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดสำหรับฉันเลย…”             ใช่ มีค่ามากจริงๆ เอเคบีเป็นเหมือนสถานที่แห่งความทรงจำ ความสุข หยาดเหงื่อ และน้ำตา ที่ฉันจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่…ที่ฉันได้พบกับคนที่แสนวิเศษคนนึง…             “มีอะไรอยากบอกกับใครในเอเคบีมั๊ยคะ?”             “ค่ะ ฉันมีสิ่งหนึ่งอยากจะบอกกับเพื่อนคนนึงที่เคยอยู่ด้วยกันมาในเอเคบีค่ะ เพื่อนคนนี้เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ฉันหันมาทำอาชีพช่างภาพ เป็นสิ่งที่เราเคยคุยกันก่อนที่ต่างคนจะแยกทางกันไปและเรารู้กันอยู่แค่สองคน…”             “ยูกิริน…หลังจากนี้ เธอจะตามหาฉันจนเจอใช่รึเปล่า?”             “ฉันอยากบอกเค้าว่า…ฉันไม่เคยที่จะหยุดตามหาเลยแม้แต่วินาทีเดียว”     _____________________________________________________________________________________________________________________________ ไม่ได้แต่งฟิคซะนานหลายเดือนเลยค่ะ  คิดถึงสุดไรสุด เรื่องนี้แต่งแบบงงๆ ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าจะมาอารมณ์ไหน ฮ่าๆๆๆ รู้สึกว่าช่วงจะสอบทีไรมือมั่นลั่นแต่งฟิคตลอดเลย - -
  4. MINE คนนี้ของฉัน EP.00 – PROLOGUE             สมัยประถมฉันเคยมีแฟนอยู่คนนึง ก็คงไม่ได้ต่างจากปั๊บปี้เลิฟของเด็กวัยใสสักเท่าไหร่ ทั้งนี้ประเด็นสำคัญนั้นไม่ได้อยู่ที่ว่าแฟนคนนั้นเป็นใครมาจากไหน แต่สิ่งที่ไม่ว่าใครที่ได้ฟังก็คงต้องอุทานจนเสียงหลงไปตามๆกันนั่นก็คือ “แฟนเก่าของฉันเป็นผู้หญิงเหมือนกับฉัน” เป็นไงล่ะ ไม่ธรรมดาล่ะสิ           ทว่าตัวฉันในตอนนี้คือเด็กสาวผู้วิ่งหนีตัวเองในอดีต ไม่มีอีกแล้ว คาชิวากิ ยูกิ ที่โดนคนรอบข้างมองด้วยสายตาแปลกๆราวกับว่าได้เห็นมนุษย์ต่างดาวออกมาเดินทักทายมนุษย์โลก บ้างก็มองแรงมองจิกระดับสิบประหนึ่งขยาดฉันเสียเต็มประดา ฉันที่ทนไม่ได้อีกต่อไปกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ พอขึ้น ม.ปลาย ก็จัดการเปลี่ยนให้ตัวเองเป็นคนใหม่ จากตอนประถมที่เคยถูกเพื่อนร่วมชั้นล้อว่าเป็นลิงแว่น ก็เปลี่ยนมาใส่คอนแทคเลนส์ เริ่มรู้จักแต่งตัวตามแฟชั่น เข้ากลุ่มกับเพื่อนแก๊งนางฟ้า พัฒนาความสวยของตัวเอง เริ่มเป็นคนดัง และเริ่ม “คบแฟนหนุ่ม”           อา ชีวิต”ปกติ” นี่มันช่างสงบสุขดีแท้ ตั้งแต่ฉันคบกับ “โทวาดะ เซจิ” นักฟุตบอลผู้เป็นเอสของทีมโรงเรียน ที่ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตา นิสัย ฐานะ ก็ดีเลิศไปหมดทุกสิ่งอย่าง เรียกได้ว่างานดีงานละเอียดเก็บทุกปลีกย่อยจริงๆ นอกจากนี้ก็ยังมีแต่คนชื่นชมว่าเราทั้งคู่เหมาะสมกันดี ถึงขั้นที่ว่ามีการตั้งแฟนเพจในโซเชียลขึ้นมาเพื่ออวยคู่ของเราโดยเฉพาะ แต่นี่มันจะไม่มากไปหน่อยเหรอ - -“           ยังไงก็เถอะ ฉันก็ไม่ใส่ใจอะไรนักหรอก ก็เพราะตอนนี้มีเรื่องให้ต้องคิดมากกว่าเรื่องไร้สาระพรรค์นั้นน่ะสิ และปัญหาที่ว่านั่นกำลังเดินมาทางนี้แล้ว…           “เหยยยย แกกกกก! ดูแจนโตะกับบักกี้รูปนี้ดิ กรี๊ดดด เล่นกันละมุนมากอ่ะ งื้ออออ ><”           เสียงงุ้งงิ้งดังมาแต่ไกล และดังขึ้นเรื่อยๆมาจากทางทิศสามนาฬิกา ฉันที่นั่งเมาท์อย่างสนุกปากอยู่กับเพื่อนๆแก๊งนางฟ้าเหล่ไปมองต้นเสียงนั้นเล็กน้อย เพราะจำได้ดีว่านั่นเป็นเสียงของใคร           “โอ้ยยย ฉันรักคู่นี้ อยากให้เค้าได้กัน!” เสียงเล็กๆนั่นยังคงจ้อไม่หยุด สองมือเรียวเล็กทาบแก้มแล้วยิ้มอย่างรู้สึกอิ่มเอิบใจจนแทบจะระเบิดออกมาเป็นโกโก้ครันช์ ซึ่งคาแรกเตอร์เจ้าตัวผิดกับตอนปกติลิบลับ            เธอคือ“วาตานาเบะ มายุ” เพื่อนร่วมห้องของฉัน เป็นเด็กเนิร์ด สวมแว่นหนาเตอะ บุคลิกท่าทางตามสูตรเด็กเรียนเป๊ะๆ เธอมักจะนิ่งๆดูเรียบร้อย วันๆเอาแต่นั่งดูโทรศัพท์แล้วอมยิ้ม ซึ่งฉันรู้ดีว่าสาเหตุของรอยยิ้มกรุ้มกริ่มนั่นคืออะไร คอยดูสิอีกไม่ถึงสามวิเธอตอนพูดถึงมันอีกแน่ๆ           “ฉันคิดถูกจริงๆที่ชิปคู่นี้ แบบ…มันคือความลงตัวที่ถูกสร้างขึ้นจากชะตาฟ้าลิขิต!” นั่นไง ยังไม่ถึงวิด้วยซ้ำ พูดได้ไม่หยุดเลยจริงๆ ให้อธิบายคร่าวๆก็คือยัยเด็กเนิร์ดนั่นเป็นติ่งไอดอลชายตัวแม่ เห็นแบบนั้นแต่ลุยทุกอีเวนท์ สินค้า ของสะสมไม่เคยพลาด เงินทั้งหมดที่มีล้วนเปย์ให้ผู้ชาย เอ้ย! ไอดอลที่ตนรัก และที่สำคัญอีกอย่างเธอเป็น “สาววาย” อย่างไม่ต้องสงสัย บางทีสิ่งที่ออกจากปากของยัยนั่นก็ยากที่จะเข้าใจได้ มีแต่ศัพท์แปลกๆเต็มไปหมด           ฉันแกล้งทำเป็นหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่น รอเวลาที่ร่างเล็กของเธอจะเคลื่อนผ่านไป ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วแค่ปลดล็อคหน้าจอแล้วเลื่อนหน้าโฮมไปมาเท่านั้นเอง ฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องหลบตายัยนั่นด้วย แต่ร่างกายมันขยับไปเอง วินาทีที่คนตัวเล็กเดินผ่านเหมือนมีลมเบาๆพัดผ่านไปและมีกลิ่นหอมอ่อนๆโชยมาแตะจมูก ทำให้รู้สึกหวิวๆที่ด้านข้างที่เจ้าตัวกำลังเดินผ่าน พริบตานั้นในสมองฉันโล่งไปหมด มีความรู้สึกปวดแปล๊บที่หน้าอกเพราะเหมือนว่าหัวใจฉันมันจะเต้นเร็วเกินไป จนเกือบจะทำให้ฉันเป็นลมได้เลย           นี่แหละคือปัญหาที่ฉันกำลังเครียดจนไม่เป็นอันทำอะไรในชีวิตเลย…ฉันควรทำยังไงกับความรู้สึกนี้ดี?           ‘แบบนี้มันไม่ปกติแล้ว!’   _____________________________________________________________ อ่าวงงอ่ะดิ5555 รีดหลาคนคงสงสัยว่ากิรินเค้าไปใจเต้นกับน้องมายุตั้งแต่เมื่อไร่? เรื่องนั้นก็จะได้รู้กันในตอนหน้าค่ะ ขออธิบายเกี่ยวกับตัวละครนิดนึงนะคะ คาชิวากิ ยูกิ จะเป็นพวกที่ไม่ชอบความแตกต่างค่ะ คือไม่ชอบให้ตัวเองต่างจากคนอื่น ไม่ชอบถูกมองว่าผิดแปลกจากสังคม เลยพยายามหนีความจริงที่ว่าตัวเองนั้นชอบผู้หญิง นอกจากนี้ยังเป็นพวกปากหนัก ถ้าโดนจับผิดจะไม่พอใจมากๆ ถ้าโดนจับไต๋ได้ยิ่งแล้วใหญ่จะพาลโกรธนู่นนี่แล้วก็จะสาดใส่คนที่มองตัวเองออกด้วยถ้อยคำรุนแรง ง่ายๆคือเป็นพวกหัวรั้นนั่นเองค่ะ ส่วน วาตานาเบะ มายุ นั้นก็เป็นเด็กเนิร์ดอย่างที่เห็นค่ะ เป็นติ่งและเป็นสาววาย เป็นคาแรกเตอร์ที่พบเห็นได้มากในหมู่นักเรียนไทย5555 ซึ่งตรงจุดที่มายุเป็นสาววาย ชอบจิ้น ขี้มโน มีโลกส่วนตัวนี่แหละค่ะ จะเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างแรงต่อเรื่องนี้ ถือเป็นกำแพงที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ เนื่องจากการที่นุ้งมายุเป็นสาววาย อยู่แต่ในโลกจินตนาการของตนเอง สนใจแต่ไอดอลและคู่ชิปเท่านั้น ก็จะไม่สนซึ่งชายใดๆ หรือถ้าเป็นหญิงยิ่งแล้วใหญ่แทบจะอยู่นอกสายตาเลยก็ว่าได้ แรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดฟิคเรื่องนี้ก็คงเป็นเพราะไรท์โดนเพื่อนติ่งเกากรอกหูอยู่บ่อยๆ(จนตอนนี้จะเป็นติ่งละค่า) นอกจากนี้เพื่อนคนนั้นยังพ่วงตำแหน่งสาววายมาอีกด้วย ไรท์ก็เลยอยากลองเขียนเรื่องราวของผู้หญิงที่รับไม่ได้ว่าตัวเองชอบเพศเดียวกันเนื่องจากปมในอดีต กับสาววายที่สนแต่ความรักของชายกับชาย จนแทบไม่มีมนุษย์เพศหญิงอยู่ในสายตา เว้นแต่เพื่อนร่วมอุดมการณ์(สาววายด้วยกัน)ของตนเองเพียงเท่านั้นค่ะ ยังไงก็ฝากติดตามกันด้วยเน้อ
  5. - Intro -               หากลืมฉันได้ไม่ลำบาก เธอก็ควรจะจากฉันไป   ส่วนตัวฉันพอเข้าใจ...           ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...ที่ฉันไม่สนอีกต่อไปว่า ฉันมาอยู่ตรงนี้เพราะอะไร...   ...ที่ฉันรู้ตอนนี้มีเพียงแค่ ฉันมีความสุขมากเหลือเกิน เวลาที่รู้ว่าเธอ...ต้องการฉัน                 “อื้อ อื้มมม…ฮ่า แฮ่กๆ มะ มายุ…ฉัน-“                         “ฉันรู้…แต่ขออีกหน่อยนะ”               จุ๊บ                         “อุบ อื้อออ~”                       ‘หวานจัง’ ฉันคิดแบบนั้นในขณะที่คนตัวเล็กที่นั่งอยู่บนตักฉันกำลังมอบจุมพิศอันเร่าร้อนโดยการดันลิ้นอุ่นๆสอดเข้ามาในปากของฉัน และสุดท้ายฉันก็ต้านทานมันไม่ไหวเหมือนเคย ฉันแพ้ให้เธอทุกครั้งจริงๆ…                       “ฮ่า…แฮ่กๆๆ”                       เสียงหอบหายใจของเราทั้งสองไม่ได้ดังไปกว่าเสียงหัวใจของฉันที่กำลังเต้นระรัว ในขณะที่สายตาของฉันกำลังจ้องมองใบหน้าน่ารักกับริมฝีปากสวยที่เพิ่งถูกถอนออกไป อุณหภูมิร่างกายของฉันไม่ได้ลดต่ำลงเลยแม้แต่น้อยโดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ‘ร้อนจนแทบจะระเบิดอยู่แล้ว’                       “…กลับกันเถอะ” ฉันบอกกับคนตรงหน้าที่ยังคงนั่งอยู่บนตักฉัน โดยเลี่ยงที่จะสบตากับเธอ เหตุผลน่ะหรอ…ก็เพราะเขินน่ะสิ                       “อื้ม ^^” เธอรับคำสั้นๆพร้อมรอยยิ้มน่ารักเหมือนอย่างเคย แต่ไม่ว่ากี่ครั้งรอยยิ้มนั่นก็มีผลต่อหัวใจที่ไร้ภูมิต้านทานของฉันเสียทุกที                       ร่างเล็กผละตัวเองออกแล้วยื่นมือมาเพื่อหวังจะดึงฉันให้ลุกตาม ฉันส่งมือให้เธอและกุมไว้จนแน่น เธอออกแรงดึงจนเหมือนจะล้มลงไปอีกทาง เห็นดังนั้นฉันจึงรีบลุกและประคองตัวเธอไว้ราวกับฉากหนึ่งในละครโรแมนติก                       “ระวังหน่อยสิ” ฉันกล่าวเตือนอีกคนด้วยน้ำเสียงเรียบ เพื่อเก็บอาการประหม่าของตัวเอง                       “อะ อื้ม ขอโทษนะ” นี่ฉันคิดไปเองหรือเปล่า เหมือนว่าใบหน้าของเธอจะมีสีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อย?                       ‘ช่างเถอะ ตอนนี้ก็เย็นมากแล้วด้วย…’ ฉันผละตัวเองออกจากร่างเล็กแล้วยกกระเป๋านักเรียนที่แขวนข้างโต๊ะขึ้น ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้เก็บ                       โรงเรียนในช่วงฤดูร้อนนั้น สำหรับฉันแล้วไม่ค่อยน่าพิศมัยสักเท่าไหร่ อากาศที่อบอ้าวทำให้ฉันไม่ค่อยมีใจจะเรียน วันๆก็เอาแต่เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่วันหยุดฤดูร้อนจะมาถึง แต่ในตอนนี้ดูเหมือนฉันจะค้นพบความหมายในการมาโรงเรียนแล้วล่ะ ว่าแล้วฉันก็ยิ้มและทอดมองไปยังอีกคนที่ออกไปรอตรงประตูห้องเรียน                       ‘เธอไงล่ะ…มายุ’                       “นี่ยูกิ ขากลับแวะร้านสะดวกซื้อกันเถอะ”  ขณะที่เราทั้งสองกำลังเดินออกจากโรงเรียน อยู่ๆมายุก็เอ่ยปากชวนฉันขึ้นมา                       “หืม? จะซื้ออะไรหรอ?”                         “ก็…นิดหน่อยอ่ะ”                 ตื้ดดดด ตื้ดดดด                       เสียงโทรศัพท์?                       “…?” ฉันหันไปทางมายุที่สะดุ้งตัวเล็กน้อย ก่อนจะเห็นว่าเธอหยิบมือถือขึ้นมาและหันหลังให้ฉันเล็กน้อย               ปิ๊บ!                       ดูเหมือนว่าเธอจะกดตัดสายทันทีที่เปิดมันขึ้นมา                       “ใครหรอ?”  อยู่ๆฉันก็รู้สึกอยากรู้ขึ้นมา จึงถามออกไป ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ควรไปก้าวก่ายก็เถอะ                       “อ่า…ไม่มีอะไรหรอก เบอร์แปลกน่ะ…เรารีบไปกันเถอะ” อะไรกัน…ดูเหมือนว่าเธอกำลังกลบเกลื่อนบางอย่างอยู่เลย                       เอาเถอะ…มันก็ไม่ใช่กงการอะไรของฉันนี่นา ถึงจะรู้สึกเศร้าก็เถอะ แต่เราสองคน…ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย       พอดีฟังเพลงแล้วอินนิดหน่อย(เพลงโคตรเก่า) แล้วก็คิดถึ๊งงงงงคิดถึงมายูกิและเบิ้ลอิมากแบบมาก ฟิคเก่าก็คิดไม่ออกเพราะเว้นช่วงนานเกินไป เลยรู้สึกว่าเอาหน่าขอลงใหม่อีกซักเรื่อง ขอเหอะ ขอแต่งเหอะ จะลงแดงตายอยู่แล้ว ก็เลยกลายมาเป็นฟิคเรื่องนี้แหละค่า จะไปรอดมั๊ยเนี่ย55555