[SF] Why are you so annoying? (wmatsui) 06[END] up*03-04-2016

87 posts in this topic

01

 

 

 

                น่าเบื่อ

 

 

นั่นคือความรู้สึกของฉันที่เกิดขึ้นในตอนนี้ น่าเบื่อ น่าเบื่อ และก็น่าเบื่อ... ไม่ได้สนใจที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายคุยกันแม้แต่น้อย ทำได้แต่ปล่อยให้มันผ่านหูเข้ามา... และก็ผ่านออกไป

 

 

 

                “เรนะ เรียกไม่ได้ยินรึไง”

 

 

 

เสียงของพ่อ ฉันถอนหายใจแล้วเงยหน้ามองด้วยความรู้สึกแสนเบื่อหน่าย

 

 

 

                “เลิกทำหน้าแบบนี้ได้แล้ว”    น้ำเสียงและหน้าตาของพ่อ บ่งบอกชัดเจนว่าไม่สบอารมณ์สุด ๆ ฉันเองก็เหมือนกัน ทีตัวเองยังทำหน้าทำตาแบบนั้นได้ ทำไมฉันถึงทำไม่ได้     “และก็อยู่ที่นี่ ทำตัวดี ๆ อย่าให้มีเรื่องอะไรอีก เข้าใจมั้ย ถ้ามีเรื่องอีกฉันก็หมดปัญญาจะหาโรงเรียนใหม่ให้แกแล้ว”

 

                “ไม่ได้ขอให้หาให้นี่”

 

                “เรนะ”    พ่อขึ้นเสียงทันทีที่ฉันตอบกลับไปแบบนั้น

 

                “คุณคะ”   และก็เป็นแม่ที่เข้ามาห้าม... เหมือนทุกครั้ง แม่ดึงพ่อออกห่างจากฉัน และเป็นแม่ที่เข้ามาคุยกับฉันแทน    “พ่อกับแม่ไปก่อนแล้วกัน อยู่คนเดียวก็ทำตัวดี ๆ เข้าใจมั้ย”

 

 

 

ฉันเงียบ ไม่ตอบ พ่อน่ะดูไม่พอใจสุด ๆ ส่วนแม่ก็ได้แต่ส่ายศีรษะ ก่อนจะหันไปฝากฝังฉันกับ... ซิสเตอร์ เรียกอย่างนี้ล่ะมั้ง โรงเรียนที่ฉันเข้ามาอยู่เป็นโรงเรียนคาทอลิค และที่สำคัญฉันต้องอยู่ประจำเสียด้วย เพราะเป็นโรงเรียนที่อยู่คนละเมืองกับบ้านเกิดของฉัน...

 

 

 

                “ที่ให้มาอยู่ที่นี่ เพราะอยากไล่ให้ไปพ้น ๆ บ้านมากกว่า”    ฉันพูดขึ้นมาลอย ๆ

 

                “มันเพราะแกไปก่อเรื่องไว้ต่างหาก ถ้าฉันไม่มีเส้นสายพอจะฝากแกเข้ามาที่นี่ได้ ป่านนี้แกไม่มีโรงเรียนอยู่แล้ว”   และก็ได้ผลทันที มันทำให้พ่ออารมณ์ขึ้นอย่างรวดเร็ว    “ไม่มีที่ไหนเขารับนักเรียนกลางคันแบบนี้หรอก และยิ่งมีประวัติเสียอย่างแกด้วย หัดทำตัวให้มันดีอย่างพี่ชายแกซะบ้างสิ”

 

                “พอเถอะค่ะคุณ”   แม่เห็นท่าไม่ดีก็เลยรีบพาพ่อออกไปจากตรงนั้น

 

 

 

ฉันจิ๊ปากกับคำพูดของพ่อ เอาแต่พูดถึงเรื่องนั้น น่ารำคาญเป็นบ้า ก็ดีแต่มองฉันในแง่ร้าย แน่สิ ฉันไม่ใช่ลูกรักอย่างโชตะนี่ ที่พ่อจะเห็นดีเห็นงามไปหมด ถ้าฉันมันแย่นัก จะให้ฉันเกิดมาทำไม

 

 

ฉันเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อนอก และมองที่อาคารเรียน นี่หรอโรงเรียนใหม่ แถมยังต้องอยู่ประจำอีก หาเรื่องให้ตัวเองโดนไล่ออกอีกครั้งจะได้มั้ยนะ น่าเบื่อจริง ๆ

 

 

 

                “นักเรียน”    เสียงของซิสเตอร์ดึงความสนใจของฉันกลับมา     “ทำตัวให้สมกับเป็นกุลสตรีหน่อย ล้วงกระเป๋าแบบนั้น มันดูไม่งาม”

 

 

 

ฉันไม่ตอบอะไร และยังยืนอยู่แบบนั้น ซิสเตอร์ได้แต่ส่ายศีรษะ ใครจะไปสนกัน ฉันอยากจะทำอะไร ฉันก็จะทำ

 

 

 

                “ตามมาสิ เดี๋ยวซิสเตอร์จะพาไปที่ห้องเรียน”

 

 

 

เธอเดินนำหน้าฉันเข้าไปในอาคารเรียน ฉันเดินตามไปอย่างเสียไม่ได้

 

 

 

                ที่ห้องเรียน... ฉันเงยหน้ามองป้ายหน้าห้อง 2-D เสียงในห้องเรียนดังออกมาถึงข้างนอกจากการพูดคุย ฉันเห็นใครอีกคนเดินมาทางห้องดังกล่าว ซิสเตอร์เข้าไปคุยกับเธอคนนั้น ก่อนจะเดินมาหาฉัน

 

 

 

                “นี่คือ อาโอกิเซนเซย์ อาจารย์โฮมรูมห้องที่เธออยู่”

 

 

 

ฉันมองอาจารย์สาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า เธอยิ้มให้ฉัน ก่อนที่ซิสเตอร์จะฝากให้เธอพาฉันไปแนะนำกับเพื่อนในห้อง พออาโอกิเซนเซย์เปิดประตูห้องเท่านั้นแหละ เสียงเงียบลงทันที และทุกสายตามองมาทางฉันด้วยความสนใจ

 

 

 

                “วันนี้จะมีเพื่อนใหม่มาอยู่ห้องเดียวกับทุกคน ยังไงครูรบกวนทุกคนช่วยดูแลเพื่อนด้วยนะ”    ดูแลงั้นหรอ ฉันไม่ได้อยากรับการดูแลจากใครเสียหน่อย ฉันคิด ก่อนที่เซนเซย์จะหันมาทางฉัน    “แนะนำตัวเองกับเพื่อน ๆ หน่อยสิ”

 

                “แนะนำอะไร”   ฉันถามอย่างเสียไม่ได้

 

                “คะ ด้วยสิ”    เธอบอกพร้อมเสียงอ่อนโยน เบื่อครูแบบนี้จริง ๆ

 

                “แนะนำอะไร....คะ”

 

                “ชื่อ และก็อะไรก็ได้ที่เธออยากแนะนำตัวเองน่ะ”

 

                “มัตสึอิ เรนะ”

 

 

 

ฉันพูดแค่นั้น รู้สึกรำคาญ... รำคาญกับสายตาทุกคนที่มองมา คงอยากจะรู้ใจจะขาดว่าทำไมฉันถึงเพิ่งเข้าเรียนเอาตอนนี้

 

 

 

                “แค่นี้หรอจ๊ะ”   แล้วจะให้ฉันพูดอะไรอีก ฉันมองหน้าอาโอกิเซนเซย์

 

                “ไปนั่งได้รึยังคะ”    ฉันถามเสียงเรียบ อาโอกิเซนเซย์ส่ายศีรษะกับตัวเอง ดูท่าจะทอดถอนใจกับการแนะนำตัวของฉันเอาเรื่อง

 

                “ที่ของเธออยู่ตรงนั้นนะ”

 

 

 

อาโอกิเซนเซย์ชี้มือไปทางหลังห้อง ที่นั่งในสุดริมหน้าต่างที่ว่างอยู่ ฉันเดินผ่านทุกคนที่ยังคงเอาแต่จ้องมองฉันจน... จนเสียมารยาท อยากรู้เรื่องของคนอื่นมากนักรึไงนะ

 

 

ฉันนั่งลงที่โต๊ะ แล้วมองออกไปนอกอาคารเรียนทันที ไม่ได้สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียนอีกเลย... ไม่แม้แต่น้อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

………………………………….

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                ออด!!!!!!!!!!!!!!!!

 

 

 

เสียงออดเลิกเรียน คาบเช้าจบลงเสียที ฉันผ่อนลมหายใจด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย ปิดหน้าหนังสือที่ฉันแทบไม่ได้สนใจมันแม้สักนิด แล้วเก็บมันลงใต้โต๊ะอย่างไม่สนใจใยดี

 

 

 

                “เรนะซัง”

 

 

 

ใคร... ใครกันที่เรียกชื่อของฉัน ฉันหันหน้ามองคนที่เดินมายืนข้าง ๆ เพื่อนร่วมห้องที่ไว้ผมยาวประบ่า เธอเรียกชื่อฉันพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า ฉันได้แค่มองหน้าเธอ ไม่ได้ตอบรับ... หรือมีคำพูดใด ๆ หลุดออกมา

 

 

 

                “ฉันชื่อจูรินะ มัตสึอิ จูรินะ”   นามสกุลฉันนี่มันโหลจริง ๆ เจอคนนามสกุลเดียวกันอีกแล้วหรอ แล้วจะมาแนะนำตัวกับฉันทำไม   “เป็นหัวหน้าห้อง ถ้ามีอะไรสงสัย ถามฉันได้นะ”

 

                “ฉันไม่มีอะไรจะถาม”    ฉันตอบเสียงเรียบแล้วมองไปทางอื่น จะมาอะไรกับฉันมากมายกันนะ ปล่อยฉันอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้รึไง

 

                “เผื่อสักวันอาจจะมีก็ได้ ใครจะไปรู้ ยังไงก็ยินดีที่ได้รู้จักนะ”    เธอพูดออกมา ฉันหันมองคนที่ยังทำเสียงร่าเริงทั้ง ๆ ที่น้ำเสียงของฉัน... ใคร ๆ ก็คงฟังออกว่าไม่อยากให้ยุ่ง รอยยิ้มที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร ยิ่งทำให้ฉันฉันหงุดหงิด

 

                “ถามฉันมั้ย ว่าฉันอยากจะยินดีที่ได้รู้จักกับเธอรึเปล่า”

 

 

 

พอจบคำถามของฉัน มัตสึอิ จูรินะคนนั้นก็หัวเราะออกมาเบา ๆ มีอะไรน่าขำกันหรอ

 

 

 

                “มัตสึอิซัง”    เสียงเรียกทำให้ฉันหันมอง แต่... จะเป็นฉันได้ยังไง เมื่อคนที่เรียกเป็นใครก็ไม่รู้ คงจะเรียกมัตสึอิอีกคนมากกว่า

 

                “ว่าไง”    เป็นอย่างที่ฉันคิดจริง ๆ เธอหันไปมองคนที่เรียกจากนอกห้อง

 

                “อาโอกิเซนเซย์เรียกน่ะ”

 

                “โอ๊ส”

 

 

 

เธอตอบรับ และออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว เป็นคนที่กระฉับกระเฉงเหลือเกิน หัวหน้าห้องงั้นหรอ ใครจะไปสนกัน การที่ฉันมาอยู่โรงเรียนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉันอยากจะมาอยู่แล้ว เพื่อนก็ไม่อยากมี ที่สำคัญ...ไม่อยากอยู่ประจำด้วย น่าเบื่อ... น่าเบื่อจริง ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

…………………………………..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                 ออด!!!!!!!!!!!!!!

 

 

 

เป็นอีกครั้งที่เสียงออดดังขึ้น เลิกเรียนซักที วันที่น่าเบื่อกำลังจะผ่านไป แต่ก็แค่วันเดียว ฉันต้องทนอยู่ที่นี่อีกเกือบสองปีจนกว่าจะจบ ม.ปลายอย่างนั้นหรอ อยากจะบ้าตาย

 

 

 

                “นี่ เรนะซัง”    เสียงนี้อีกแล้ว ฉันจิ๊ปาก แล้วเงยหน้ามองหัวหน้าห้องที่เรียกชื่อของฉัน

 

                “มีอะไรอีก”    เสียงของฉันบ่งบอกว่าไม่สบอารมณ์สุด ๆ ก็ฉันไม่อยากยุ่งกับใครนี่ วุ่นวาย วุ่นวายเกินไป

 

                “เลิกเรียนแล้ว”    เธอพูดพร้อมรอยยิ้มสดใส พร้อมคำพูดที่ฟังดูน่ารำคาญนั้น ทำไมฉันจะไม่รู้ว่านี่เลิกเรียนแล้ว

 

                “คิดว่าฉันไม่รู้รึไง ออดก็ดัง อาจารย์ก็เลิกสอน”

 

 

 

และสิ่งที่ฉันได้รับคำตอบกลับมาคือเสียงหัวเราะของคนตรงหน้า มีอะไรน่าสนุกนักรึไง

 

 

 

                “นั่นสินะ ฉันนี่ดันพูดอะไรโง่ ๆ ออกไปซะแล้วสิ”    เธอยังหัวเราะอยู่แบบนั้น หัวเราะจนฉันเริ่มรู้สึกหงุดหงิด ฉันไม่ได้สนุกด้วยเสียหน่อย    “ว่าแต่ทำไมเรนะซังถึงย้ายโรงเรียนมาล่ะ”

 

 

 

คำถาม... คำถามที่ฉันรู้สึกว่าคนที่รอฟังคำตอบจะไม่ใช่หัวหน้าห้องอารมณ์ดีคนนี้แค่คนเดียว เหมือนทุกคนในห้องจะอยากรู้กันเหลือเกิน ชอบกันสินะ กับการยุ่งเรื่องของคนอื่น... และคงเอาไปพูดต่อ ดีไม่ดีคงไปเติมสีตีไข่กันอีก ถ้าอย่างนั้น... ก็จะจัดให้

 

 

 

                “โดนไล่ออก”    ฉันพูดออกมาเสียงดัง ดังพอที่จะทำให้ทุกคนในห้องได้ยิน และก็เป็นอย่างที่คิด ทุกคนทำหน้าไม่เชื่อ หรือไม่ก็อาจจะเรียกว่าคาดไม่ถึงมากกว่า โดยเฉพาะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉัน

 

                “เอ๋ ไม่จริงน่า จะโดนไล่ออกได้ยังไง”    จูรินะยังคงยิ้มอยู่ อาจเพราะคิดว่าฉันล้อเล่น แต่... ที่ฉันพูดออกไป ไม่ได้ผิดไปจากความจริงแม้แต่น้อย

 

                “เพราะฉันดันไปเล่นงานครูสอนภาษาอังกฤษ”

 

                “เห”    ทำหน้าแปลกใจเข้าไปอีก และไม่ใช่แค่มัตสึอิ ทุกคนในห้องก็ไม่ต่างกัน ท่าจะอยากรู้เรื่องของฉันมากจริง ๆ แล้วรู้แล้ว จะได้อะไรขึ้นมา    “เล่นงานยังไงหรอ”

 

                “กระทืบ”    ฉันตอบชัดถ้อยชัดคำ บางที คำตอบนี้ อาจทำให้เธออาจจะเลิกยุ่งกับฉันสักที

 

                “โว้ว ๆๆ”    เธอทำหน้าทำตาเหมือนอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน แต่สิ่งที่มันไม่ยอมหายไปจากใบหน้าของเธอก็คือรอยยิ้ม  

 

 

 

ยิ้มจนฉันเริ่มรู้สึกว่า จะยิ้มอะไรกันนักกันหนา ฉันเก็บของทุกอย่างลงกระเป๋า แล้วลุกเดินออกจากห้อง

 

 

 

                “เรนะซังจะกลับหอเลยหรอ”

 

 

 

ตามมาอีกงั้นหรอ ฉันหันมองเจ้าของเสียง ก่อนจะเดินต่อไป ทำเป็นไม่สนใจเดี๋ยวก็คงเลิกตามไปเอง

 

 

 

                “เรนะซังสนใจเข้าชมรมมั้ยล่ะ ฉันว่าอยู่หอน่าเบื่อออก”    แต่เหมือนฉันจะสลัดคนที่มาด้วยหลุดออกไม่ได้ง่าย ๆ

 

                “ฉันว่า อยู่กับเธอน่าเบื่อกว่า”

 

 

 

ฉันหันไปมองตาดุ เธอทำหน้าอึ้งไปอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ยิ้มออกมา นี่ไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้ารึไง ว่าฉันน่ะเริ่มรำคาญเธอแล้ว

 

 

 

                “เลิกตามฉันสักทีได้มั้ย ฉันรำคาญ”    ฉันหันไปบอกกับมัตสึอิอีกคน

 

                “ไอ้อยากก็อยากหรอกนะ”    เธอพูดอะไร ฉันเริ่มไม่เข้าใจ   “แต่อาโอกิเซนเซย์บอกให้ฉันช่วยดูแลความประพฤติของเธอน่ะ”

 

                “หมายความว่ายังไง”    ดูแลความประพฤติ นี่อะไร ฉันเป็นนักโทษหรือไง แล้วผู้คุมงั้นหรอ มัตสึอิคนนี้น่ะ

 

                “ตอนแรกก็ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไม แต่ตอนนี้ฉันว่าฉันรู้แล้ว คงเพราะกลัวเธอไปกระทืบครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนมั้ง”   เธอพูดพร้อมหัวเราะออกมา แต่ฉันไม่ตลกด้วย   “เอ่อ ไม่ตลกหรอ”

 

                “ไม่”    ฉันพูดเสียงดังขึ้น    “และไม่ต้องตามมาด้วย เพราะถ้าเธอตามมาอีก คนที่โดนเล่นงานไม่ใช่ครูสอนภาษาอังกฤษหรอก รู้ใช่มั้ย ว่าฉันหมายความว่ายังไง”

 

 

 

มัตสึอิอีกคนพยักหน้ารับ พร้อมหัวเราะแห้ง ๆ ฉันถอนหายใจแล้วก้าวฉับ ๆ ตรงไปที่หอ หากแต่ว่า...เสียงฝีเท้า ยังตามมาอีกงั้นหรอ ฉันกำหมัดแน่น แล้วหันมองไปทางเธอคนนั้น

 

 

               

                “บอกว่าไม่ต้องตามยังไงล่ะ”    ฉันเดินกลับไปทางมัตสึอิ ตั้งใจจะเอาเรื่อง เธอรีบถอยห่างฉันไปทันที

 

                “ฉันก็แค่จะกลับหอ ไม่ได้ตามเธอสักหน่อย”    มัตสึอิคนนั้น ยังคงตอบพร้อมรอยยิ้ม ทำไมถึงยังยิ้มอยู่ได้นะ คน ๆ นี้ มันเป็นคนแบบไหนกันแน่

 

                “เว้ย”

 

 

 

ฉันสบถออกมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิด แล้วเดินกลับไปที่หอ อยากจะตาม อยากจะคุมความประพฤติ อยากจะทำบ้าอะไรก็ทำไปเลย ฉันไม่สนใจแล้ว น่ารำคาญจริง ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

………………………………….

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                ฉันทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วยความรู้สึกหงุดหงิดเป็นที่สุด ทุก ๆ เรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของฉันช่วงนี้ คงเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุดที่มันจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตของคน ๆ  หนึ่ง

 

 

และไอ้โรงเรียนบ้า ๆ นี่ ฉันก็ไม่ได้เกลียดการมาโรงเรียนอะไรหรอก แต่โรงเรียนแห่งนี้ ฉันรู้สึกว่ามันเหมือนกับคุก ที่ฉันถูกครอบครัวปล่อยทิ้งไว้ไม่สนใจใยดี

 

 

หาโรงเรียนอื่นไม่ได้ หรือเข้าทางของพ่อกันแน่ ที่จะให้ฉันออกมาให้พ้นหูพ้นตา เบื่อมากสิ ลูกสาวคนนี้ ฉันเองก็... เบื่อเหมือนกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

…………………………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                ฉันตื่นขึ้นมาพบกับความจริงอีกครั้ง ว่าฉันอยู่ในโรงเรียนที่ฉันไม่สามารถเลือกอิสระให้กับชีวิตของตัวเองได้อีก ถอนหายใจเซ็ง ๆ แล้วอาบน้ำ แต่งตัวเตรียมไปอาคารเรียน

 

 

 

                ก๊อก ก๊อก ก๊อก

 

 

 

ใครมันมาเคาะประตูแต่เช้า ฉันเดินไปเปิด และต้องพบกับใบหน้าของคนที่ฉันไม่อยากเจอที่สุดในตอนนี้

 

 

 

                “มีอะไร”  

 

                “มารอไปเรียนพร้อมกัน”    เธอยังคงพูดคุยกับฉันด้วยรอยยิ้ม ฉันเริ่มจะเอียนรอยยิ้มของเธอแล้วนะ

 

                “เธอกลัวฉันโดดเรียนงั้นหรอ”    ฉันถามกลับ คนที่ได้รับหน้าที่บ้า ๆ บอ ๆ มาคอยตามดูแลความประพฤติฉันเนี่ยนะ ไร้สาระสิ้นดี    “หรือถ้าเอาฉันไปเรียนด้วยไม่ได้ เธอจะโดนอาจารย์เรียกไปต่อว่า”

 

                “เปล่าหรอก”    เธอส่ายศีรษะเล็กน้อย    “แล้วก็ เรียกฉันว่าจูรินะก็ได้นะ”

 

                “ไม่”

 

 

 

ฉันพูดแค่นั้นแล้วคว้ากระเป๋าออกจากห้อง และเดินผ่านหน้าเธอไป ไม่จำเป็นต้องเรียกชื่อกันเสียหน่อย ไม่ได้อยากสนิทด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

………………………………….

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                แต่เหมือนมัตสึอิ... จูรินะจะไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ระหว่างฉันกับเธอเท่าไหร่ เพราะกลางวันนี้ เธอยังมายืนอยู่ข้างโต๊ะเรียนของฉัน

 

 

 

                “ไปกินข้าวกันมั้ย เรนะซัง”    เธอถามพร้อมฉีกยิ้มกว้าง ฉันเริ่มปวดหัวกับการที่เธอเกาะติดฉันแบบนี้แล้วนะ

 

                “ไม่!”

 

                “ไม่กินได้ยังไง ไปกินข้าวกันเถอะ”    พูดเสร็จจูรินะก็จับแขนของฉัน พยายามยื้อให้ฉันไปด้วยให้ได้ จนฉันต้องส่งสายตาดุ ๆ ใส่เธอ แต่ดูเหมือนเธอจะไม่สนใจ

 

                “ฉันไม่อยากไปไหนทั้งนั้น”

 

                “แต่ฉันเห็นว่าเธอไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ ตอนเย็นก็ไม่ลงมากินข้าว เดี๋ยวก็ได้หิวตายพอดี”   จูรินะพยายามฉุดฉันไปกับเธอให้ได้ แม้ฉันจะส่งสายตาไม่พอใจแค่ไหน เธอก็ยังไม่ยอมปล่อย

 

 

 

เป็นพวกไม่เกรงกลัวอะไรเลยรึไง อ่านสถานการณ์ไม่ออก? หรือดื้อรั้นผิดมนุษย์มนากันนะ นี่ฉันเคยเล่นงานครูที่โรงเรียนเก่าจนโดนไล่ออกนะ หรือว่าเธอไม่เชื่อ

 

 

 

                “ไม่กลัวฉันโมโหแล้วเล่นงานเธองั้นหรอ”    ฉันถามคนตรงหน้า ไม่เข้าใจความคิดของจูรินะอย่างสุดซึ้ง

 

                “กลัวสิ”   ตอบเสร็จก็หัวเราะออกมาอีก นี่คือกลัวจริง ๆ ของเธองั้นหรอ จูรินะ   “แต่กลัวเรนะซังหิวตายมากกว่า ไปกันเถอะ ฉันหิวแล้วด้วย และก็อย่าบอกว่า ‘หิวก็ไปคนเดียวสิ’ เพราะฉันอยากให้เรนะซังไปด้วย”

 

 

 

หัวรั้นสุด ๆ จนพูดอะไรต่อไม่ถูกเลย ฉันมองเจ้าของรอยยิ้มที่พยายามลากฉันออกจากที่นั่ง สองทางให้เลือก คือหนึ่ง ซัดหัวหน้าห้องคนนี้ให้กองลงไปกับพื้น และรอโดนไล่ออกจากโรงเรียน กับสอง ยอมไปกับจูรินะโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ

 

 

แต่เล่นงานเลยมันดูง่ายเกินไป ฉันว่าไอ้คนอารมณ์ดีคนนี้ ต้องโดนเล่นงานคืนให้รู้สึกรู้สมซะบ้าง จะได้เลิกกวนฉันสักที ฉันยอมลุกขึ้น จูรินะปล่อยแขน และถอยห่างไปหลายช่วงตัว กลัวงั้นหรอ ฉันแค่นหัวเราะ อะไรกัน เมื่อกี๊ยังเกาะแขนฉันยังกับตังเม

 

 

 

                “นี่จะลุกขึ้นมาเพราะจะไปกินข้าวกับฉัน หรือจะอัดฉันกันแน่”    จูรินะถามให้แน่ใจ แต่ใบหน้าของเธอไม่ได้ดูเกรงกลัวอย่างท่าทางเลย

 

                “จะไปกินข้าว”  

 

                “จริงนะ”   ดูดีใจขึ้นกว่าเดิมอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ อารมณ์ดีอะไรนักหนา   

 

                “แต่เธอชวน เธอเลี้ยงนะ”

 

                “โอ๊ส”

 

 

 

จูรินะตอบ พร้อมตะเบ๊ะรับ ฉันถอนหายใจออกมา แล้วส่ายศีรษะ ทำไมต้องมีคนบ้าบอแบบนี้มาตาดูความประพฤติฉันด้วย อดโมโหอาโอกิเซนเซย์ไม่ได้ เลือกคนดี ๆ มาหน่อยไม่ได้รึไง ให้ตายสิ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

…………………………….

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                และสิ่งที่สุดท้ายที่ฉันวางบนโต๊ะในโรงอาหารก็คือ เมล่อนปัง สี่ชิ้น ไม่รวมราเมง กับข้าวแกงกะหรี่ที่ซื้อมาก่อนหน้า จูรินะมองฉันตาปริบ ๆ พร้อมกับมองกระเป๋าตังของตัวเอง

 

 

 

                “อาทิตย์นี้ฉันอดตายแน่ ๆ”   จูรินะบ่นกระปอดกระแปด

 

                “บอกเองว่าจะเลี้ยง”   ฉันพูดโดยที่ไม่ได้สนใจอารมณ์ความรู้สึกของคนอีกคนแม้สักนิด

 

                “ก็เห็นว่าตัวนิดเดียว ไม่คิดว่าจะกินเยอะขนาดนี้”    จูรินะมองทุกอย่างที่ฉันซื้อมา    “ถามจริงเถอะ กินหมดหรอ”

 

                “ไม่”

 

                “อ้าว”   จูรินะมองหน้าฉัน คิ้วแทบจะขมวดชนกัน    “แล้วซื้อมาทำไม”

 

                “ก็บอกจะเลี้ยง ฉันก็ซื้อสิ”   

 

                “โห นี่แกล้งกันนี่นา”   จูรินะมองหน้าฉัน ก่อนจะยิ้มออกมา ยิ้มงั้นหรอ คนบ้าอะไร โดนแกล้งยังจะยิ้มอีก

 

 

 

ฉันเลิกสนใจคนตรงหน้า แล้วเริ่มทานข้าว แล้วฉันควรจะเริ่มที่อะไรก่อนดีล่ะ เมล่อนปังก่อนดีมั้ย แต่ไอ้ความรู้สึกอึดอัดที่เกิดขึ้น ฉันเงยหน้ามองจูรินะ ไม่ใช่เธอ แต่เป็นรอบข้างตัวฉัน คนในโรงอาหาร เอาแต่มองมาทางฉันด้วยท่าทางอยากจะรู้

 

 

 

                “จะมองอะไรกันนักหนา”   หงุดหงิดสุด ๆ เลย ที่ตกเป็นเป้าสายตา

 

                “หืม”    จูรินะเงยหน้าขึ้นมาจากชามราเมง และมองฉันด้วยแววตาสงสัย    “ฉันไมได้มองนะ”

 

                “ไม่ได้หมายถึงเธอ หมายถึง... คนอื่น ๆ”

 

 

 

ฉันส่ายศีรษะไม่สบอารมณ์ จูรินะหันมองรอบ ๆ และเหมือนจะเข้าใจที่ฉันพูดซักที

 

 

 

                “เขาก็ต้องมองเรนะซังเป็นธรรมดาแหละ ก็เรนะซังเป็นคนที่พวกเขาไม่เคยเจอนี่ แถมเรนะซังก็หน้าตาดี ใคร ๆ ก็อยากจะรู้แหละ ว่าเรนะซังเป็นใคร”

 

 

 

ฉันมองจ้องจูรินะ นี่ชมฉันว่าหน้าตาดีงั้นหรอ แล้วจะต้องรู้สึกยังไง อืม... จะรู้สึกยังไงล่ะ ก็ต้องไม่รู้สึกอะไรเลยน่ะสิ คนแบบนี้ ชมฉัน ฉันคงไม่ดีใจขึ้นมาหรอก

 

 

 

                “จริง ๆ ถ้าเรนะซังยิ้มนะ ฉันว่าเรนะซังต้องดูดีกว่านี้แน่ ๆ”    ฉันเริ่มรำคาญกับรอยยิ้มของจูรินะที่ดูไม่เข้าใจความหงุดหงิดของฉันที่มีต่อคนรอบข้าง

 

                “ถ้าหน้าตาแบบนี้มันดูไม่ดี ก็ไม่ต้องมาดู”    ฉันว่าคนตรงหน้า แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ยอมหุบยิ้มลงไปเลย    “ยิ้มอะไรมากมาย ไม่เหนื่อยรึไง ที่เอาแต่ยิ้มแบบนี้”

 

                “แล้วเรนะซังล่ะ หงุดหงิดอะไรมากมาย ไม่เหนื่อยบ้างรึไง ที่เอาแต่หงุดหงิดแบบนี้”   นี่ย้อนกันแบบนี้เลยหรอ ไม่รักชีวิตจริง ๆ จูรินะ

 

                “มันเรื่องของฉัน”

 

 

 

โอ๊ย หงุดหงิด ๆ นอกจากหงุดหงิดคนรอบข้างแล้ว ยังหงุดหงิดกับคนที่คุยด้วยอย่างจูรินะด้วยสิ และที่เธอเป็นคนดูแลความประพฤติของฉัน ถ้าอยากจะทำนักล่ะก็… จะแกล้งซะให้เข็ดเลย

 

 

 

 

 

 

…………………………….

 

 

 

TBC.

 

 

 

 

 

 

 

 

==================================

 

 

เปิดเรื่องใหม่อีกแล้ว 5555

6 ตอนจบครับ ไม่น่าจะเกินนี้

Share this post


Link to post
Share on other sites
ตีกันเลยๆๆ
รอค่ะ ชอบจริงๆ เบิ้ลอิตีกัน 555

Share this post


Link to post
Share on other sites
เรนะซังมีความอดทนสูกว่าที่คิด
นี่คิดว่าจะต่อยน้องจูคว่ำไปตั้งแต่เดินกลับหอ
น้องจูยิ้มตลอดเวลาแบบนี้โดนโปรแกรมไว้หรือเปล่าคะ

Share this post


Link to post
Share on other sites

เรนะซัง ห้ามมาใจอ่อนทีหลังนะคะ

ชอบจูรินะแบบนี้อ่ะ น่ารัก :dookdik_001_mushroom:

Share this post


Link to post
Share on other sites

ตอนแรกนึกว่าจูเป็นคนอารมณ์ดี

ที่ไหนได้...อารมณ์ดีโคตรๆเลยนี่หว่า(แหม่ ไม่เข้าข้างโอชิตัวเองเลยนะ)

จูไม่ได้บ้านะ แค่อารมณ์ดีเฉยๆ จริงจริ๊งงง

ส่วนเฮียเรนของเรา ขี้หงุดหงิดจังเลยนะ

แต่เราก็พอรู้เหตุผลอยู่(มั้ง) ก็พ่อชอบเอาไปเปรียบเทียบกับพี่ชายแบบนี้ไง

คนมีพี่น้องนี่จะว่าดีก็ดี จะว่าแย่ก็แย่นะเนี่ย ในกรณีของเรนะจังถือว่าแย่นะ

เอาน่ะ อยู่กับจูนานๆไป คงซึมซับเอาความสดใสเกินร้อยนั่นมาบ้างแหละน่า

 

ป.ล.ตามมาจาก RAIN ที่หลอนและปวดตับนั่นอ่ะ นั่นก็เป็นร.ร.ประจำนิ

เหมือนโลกคู่ขนานเลย หุหุ มโนไปได้อีก หวังว่าครั้งนี้ไรท์คงจะไม่ใจร้ายอีกน๊าาาา

ขอเบิ้ลอิจริงๆให้เค้าเต๊อะ อย่าปวดตับนะ >_<

Share this post


Link to post
Share on other sites

จูรินะ หน้ามึนมาก เรนะจะกินหัวอยู่แล้วนะนั่น ถถถถถ

Share this post


Link to post
Share on other sites

จูสูบกัญชาก่อนเรียนมาหรือป่าวคะ อารมณ์ดีเกิน

Share this post


Link to post
Share on other sites

รอฉากต่อยน้องจูละน้องจูคว้ามมจูบ5555

 

ยากแล้วครับ ท่าจะม่มี

 

 

นั่งรอเลยค่ะคู่พระคู่นาง

 

นั่งรอ นอนรอก็ได้นะครับ

 

ตีกันเลยๆๆ
รอค่ะ ชอบจริงๆ เบิ้ลอิตีกัน 555

 

คิดว่าน้องจูจะโดนตีอยู่ฝ่ายเดียวครับ

น่าจะสู้ไม่ไหว 555

 

 

จูรินะมันกวน ...ีน 55555

 

มันแค่อารมณ์ดี.... มากไปหน่อย เท่านั้นเองครับ

 

 

เรนะซังมีความอดทนสูกว่าที่คิด
นี่คิดว่าจะต่อยน้องจูคว่ำไปตั้งแต่เดินกลับหอ
น้องจูยิ้มตลอดเวลาแบบนี้โดนโปรแกรมไว้หรือเปล่าคะ

 

จะว่าความอดทนสูงก็อาจจะใช่

แต่เรนะอาจจะคิดว่า คนแบบนี้ทำร้ายไปก็ไร้ประโยชน์

บ้าเต็มสตรีมขนาดนั้น 555

 

 

เรนะซัง ห้ามมาใจอ่อนทีหลังนะคะ

ชอบจูรินะแบบนี้อ่ะ น่ารัก :dookdik_001_mushroom:

 

จะไม่ใจอ่อนไหวเร้ออออ

เจอน้องจูอารมณ์ดีเต็มแม็กซ์ขนาดนี้

 

 

ตอนแรกนึกว่าจูเป็นคนอารมณ์ดี

ที่ไหนได้...อารมณ์ดีโคตรๆเลยนี่หว่า(แหม่ ไม่เข้าข้างโอชิตัวเองเลยนะ)

จูไม่ได้บ้านะ แค่อารมณ์ดีเฉยๆ จริงจริ๊งงง

ส่วนเฮียเรนของเรา ขี้หงุดหงิดจังเลยนะ

แต่เราก็พอรู้เหตุผลอยู่(มั้ง) ก็พ่อชอบเอาไปเปรียบเทียบกับพี่ชายแบบนี้ไง

คนมีพี่น้องนี่จะว่าดีก็ดี จะว่าแย่ก็แย่นะเนี่ย ในกรณีของเรนะจังถือว่าแย่นะ

เอาน่ะ อยู่กับจูนานๆไป คงซึมซับเอาความสดใสเกินร้อยนั่นมาบ้างแหละน่า

 

ป.ล.ตามมาจาก RAIN ที่หลอนและปวดตับนั่นอ่ะ นั่นก็เป็นร.ร.ประจำนิ

เหมือนโลกคู่ขนานเลย หุหุ มโนไปได้อีก หวังว่าครั้งนี้ไรท์คงจะไม่ใจร้ายอีกน๊าาาา

ขอเบิ้ลอิจริงๆให้เค้าเต๊อะ อย่าปวดตับนะ >_<

 

นึกว่าจะบอกว่านึกว่าจูเป็นคนอารมณ์ ที่แท้เป็นบ้า อะไรแบบนี้มากกว่า 55555

อีกนิดก็ไกล้บ้าแล้วหละครับ ผมว่า

เรนะก็ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะหลาย ๆ อย่างแหละครับ

การถูกเปรียบเทียบมันไม่ดีจริง ๆ นั่นแหละครับ

และในวัยเด็ก เราก็จะไม่รู้ด้วยว่าการแสดงออกแบบไหนเหมาะสมไม่เหมาะสม

แค่อยากทำให้พ่อแม่สนใจ ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม....

เปิดคอร์สอิบรมจิตวิทยา... ไม่ใช่แล้ว!!!!!!!!!!!!

เรื่อง RAIN นั่นเป็นอีกโลกไปเลยครับ ลืม ๆ ไปเลยครับ เรื่องนี้ใส ๆ ไม่มีพิษมีภัย

ขอพักสมองหน่อยครับท่าน

 

 

จูรินะ หน้ามึนมาก เรนะจะกินหัวอยู่แล้วนะนั่น ถถถถถ

 

หน้ามึนกว่านี้ก็จะหน้าด้านแล้วครับ 555 ไม่สนใจเรนะที่จะฆ่าจะแกงอยู่รอมร่อ

 

 

จูสูบกัญชาก่อนเรียนมาหรือป่าวคะ อารมณ์ดีเกิน

 

อาจจะจัดไปหลายเลยหละ ผมว่า ไม่ก็บ้าโดยกำเนิด

Share this post


Link to post
Share on other sites

02

 

 

 

 

 

 

 

                ผ่านมาหลายวัน จูรินะยังคงทำหน้าที่ได้ดี ดี... ดีเกินไป เธอยังเกาะติดฉันไม่เลิก ไม่ว่าฉันจะแกล้ง จะด่า จะทำท่าเตรียมลงไม้ลงมือกับจูรินะมากแค่ไหน เธอก็ยังคงตามติดฉันยิ่งกว่าเงาตามตัว

 

 

จนฉันเริ่มจะชินแล้วที่หันไปทางไหน ก็เห็นแต่หน้าของไอ้คนที่มีรอยยิ้มฉาบอยู่บนใบหน้า ถ้าเอารอยยิ้มไปแบ่งขายได้ ป่านนี้จูรินะคงกลายเป็นมหาเศรษฐีไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่มันขายไม่ได้ และมันทำให้ฉัน...รำคาญมากอีกด้วย ยิ้มอะไรมากมาย มีความสุขอะไรมากมาย ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ

 

 

ฉันเดินถือถาดใส่ข้าวไปที่โต๊ะที่จูรินะจองเอาไว้ แต่ก่อนที่จะถึง ฉันถูกนักเรียนคนหนึ่งเดินชนไหล่ ทันทีที่ถูกชน ฉันก็หันมองไปทางคนที่ชนฉัน

 

 

 

                “นี่เธอ...”   ฉันวางข้าวลงบนโต๊ะ เมื่อเห็นว่าคนที่ชนฉันตั้งใจเดินผ่านไปเฉย ๆ

 

                “มีอะไรหรอ”   เธอถามพร้อมทำหน้าเหมือนไม่รู้เรื่องอะไร และไม่ใช่เธอแค่คนเดียว เธอยังมีเพื่อนยืนอยู่ด้วยหลายคน

 

                “เธอชนฉัน แล้วทำไมไม่ขอโทษ”

 

                “หรอ ฉันไม่เห็นรู้สึกเลย ว่าฉันเดินชนเธอ”

 

 

 

เธอตอบพร้อมรอยยิ้มที่ตั้งใจยั่วโมโหฉันสุด ๆ แบบนี้ชัดเจนแล้วว่าตั้งใจหาเรื่องกันแน่ ๆ

 

 

 

                “ตั้งใจจะหาเรื่องฉันงั้นหรอ”    ฉันเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับเธอ

 

                “แล้วถ้าฉันบอกว่าใช่ล่ะ”    เธอตอบกลับมาไม่เกรงกลัว

 

                “มีอะไรกัน”

 

 

 

ฉันมองคนอีกคนที่เข้ามาแทรกระหว่างฉันกับคนที่ชนฉัน

 

 

 

                “เพื่อนห้องเธอใช่มั้ย”    หญิงสาวคนที่ชนฉันถามจูรินะ

 

                “อืม มัตสึอิ เรนะ เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ นี่ นัตสึกิซัง มาทำความรู้จักกันหรอ”

 

 

 

อ่านสถานการณ์ไม่ออกอย่างแรง จูรินะ!! ฉันมองหน้าเธอแบบเหลือเชื่อ การที่ฉันมองจ้องอีกคนแบบจะกินเลือดกินเนื้อ คิดว่าฉันอยากทำความรู้จักกันงั้นหรอ

 

 

 

                “เปล่าหรอก เธอบอกว่าฉันเดินชนเธอ แต่ฉันจำไม่ได้ ว่าฉันชน ท่าทางเพื่อนของเธอจะฝันกลางวันอยู่มั้ง”    เธอคนนั้นยังพูดจาได้น่าหมั่นไส้ไม่เลิก

 

                “ใครว่าฉันฝัน เธอนั่นแหละเดินชนฉัน แล้วไม่ขอโทษ”    ฉันเริ่มอารมณ์ไม่ดีซะแล้ว ยิ่งฟังคำพูดของเธอคนนั้น ฉันยิ่งไม่พอใจ ตั้งใจหาเรื่องเพื่ออะไรกัน

 

                “อย่ามาปรักปรำกันนะ ฉันไมได้ชนเธอสักหน่อย จริงมั้ย”

 

 

 

เธอหันไปถามเพื่อนของเธอ ทุกคนพยักหน้ารับ เมื่อกี๊ยังบอกว่าตั้งใจจะมีเรื่องกับฉัน แต่ต่อหน้าจูรินะกลับพูดอีกอย่าง ฉันเริ่มโมโหจริง ๆ แล้วนะ

 

 

 

                “ตั้งใจจะกวนกันใช่มั้ย”    ฉันถามเสียงดัง เอาสิ ถ้ามีเรื่องตอนนี้ ฉันพร้อมเต็มที่แล้ว ไหน ๆ ก็คันไม้คันมือมาหลายวัน

 

                “มีอะไรกัน”

 

 

 

อีกคนแล้ว มาอีกคนแล้ว ฉันหันมองไปทางหญิงสาวตัวตัวเล็กที่เดินมาทางที่ฉันยืนอยู่

 

 

 

                “มายุ”    และเป็นจูรินะที่ทักคนอีกคนที่โผล่เข้ามา รู้จักคนไปทั่วเลยรึไง จูรินะ

 

                “มีอะไรกัน ถึงเสียงดังขนาดนี้ ถ้าจะมีเรื่องกันก็คิดให้ดี คงไม่อยากให้ฉันแจ้งเรื่องไปทางฝ่ายปกครองใช่มั้ย”    คนที่จูรินะเรียกว่ามายุพูดเสียงเฉียบขาด

 

                “ไม่มีอะไรหรอก ฉันก็แค่มาทักทายนักเรียนใหม่น่ะ”

 

 

 

นัตสึกิ เธอคนนั้นพูดออกมาได้หน้าตาเฉย ว่าเธอมาทักทายฉัน แล้วเธอก็เดินไปจากตรงนั้นทันที แต่ยังไม่วายหันมายิ้มให้ฉัน... ยิ้มท้าทาย ไม่เข้าใจว่าฉันไปทำอะไรให้ไม่พอใจ ถึงต้องมาวุ่นวายกับฉันแบบนี้

 

 

 

                “มาถึงก็ขู่เรื่องฝ่ายปกครองเลยนะ”    จูรินะพูดเสร็จก็เข้าไปคล้องแขนหญิงสาวคนนั้นทันที สนิทกันงั้นหรอ

 

                “นัตสึกิซังแค่มาทักทาย นักเรียนใหม่จริงหรอ จูรินะ”      หญิงสาวอีกคนถามจูรินะ

 

                “ไม่รู้สิ เรนะซังบอกว่า นัตสึกิซังเดินชนแล้วไม่ขอโทษ แต่นัตสึกิซังบอกว่าไมได้ชน”   จูรินะตอบตามที่ตัวเองได้ยิน ฉันผ่อนลมหายใจ เธอคนนั้นชนฉันเต็ม ๆ และตั้งใจหาเรื่องด้วย

 

                “เรนะซัง”    หญิงสาวตัวเล็กหันมองหน้าฉัน    “เธอคงเป็นมัตสึอิ เรนะ อย่างนั้นใช่มั้ย”

 

 

 

ฉันพยักหน้ารับคำของเธอ ที่แขนของเธอยังโดนจูรินะครอบครองเอาไว้ สนิทกันขนาดนี้ แฟน? เป็นแฟนกันงั้นหรอ

 

 

 

                “ยินดีที่ได้รู้จักนะ วาตานาเบะ มายุ เป็นประธานนักเรียน...”

 

                “จอมเฮี้ยม”    คำนี้จูรินะเป็นคนพูดแทรกขึ้นมา และคนถูกขนานนามก็เขกหัวจูรินะทันที

 

                “โอย ๆ”

 

 

 

จูรินะเลิกคล้องแขนเธอคนนั้น แล้วเอามือลูบหัวตัวเองป้อย ๆ ฉันมองทั้งสองด้วยแววตาสงสัย แต่... ไม่ได้อยากรู้อะไรมากไปกว่านั้น ฉันไม่เคยจะอยากรู้เรื่องของคนอื่น ๆ แต่ทำไมคนอื่น ๆ ถึงอยากจะรู้เรื่องของฉันกันนัก

 

 

 

                “ฉันไปก่อนนะ”    วาตานาเบะหันไปบอกจูรินะ

 

                “อืม”   จูรินะบอกพร้อมโบกมือลา เมื่อกี๊ยังทำท่าเจ็บที่โดนเขกหัว ตอนนี้กลับมายิ้มได้อีกแล้ว ร่าเริงอะไรนักหนา

 

 

 

ฉันทิ้งตัวลงนั่ง ไม่ค่อยมีอารมณ์อยากกินข้าวแล้วสิ คิดถึงเรื่องเธอคนนั้นแล้วยังเจ็บใจไม่หาย ต้องการอะไรจากฉันกันแน่

 

 

 

                “คนนั้นใคร”    ฉันถามจูรินะทันที    “คนที่เดินชนฉันน่ะ”

 

                “มุราตะ นัตสึกิ ห้อง 2-A ว่าแต่ นัตสึกิซังชนเรนะซังจริง ๆ อย่างนั้นหรอ”

 

 

 

ฉันถอนหายใจ ไม่ได้ตอบคำถามของจูรินะ ไม่มีอารมณ์จะตอบ อยากจะคิดยังไงก็คิด ฉันห้ามความคิดใครไม่ได้อยู่แล้ว และคนที่ถูกมองว่าเป็นตัวปัญหาแบบฉัน คงยากที่จูรินะจะเชื่อที่ฉันพูด

 

 

 

                “สงสัยจะเขม่นเรนะซังล่ะมั้ง”    อยู่ดี ๆ จูรินะก็พูดขึ้น เธอเชื่อคำพูดของฉันอย่างนั้นหรอ

 

                “เขม่นฉันเรื่องอะไร”

 

                “ก็เรนะซังเป็นนักเรียนใหม่ที่ทุกคนให้ความสนใจ ปกติจะเป็นนัตสึกิซังน่ะที่ได้รับความสนใจอยู่เสมอ นักกีฬาตัวท็อปชมรมเคนโด กีฬาเด่นของโรงเรียนเลย พอเรนะซังมาแบบนี้ เหมือนเขาโดนแย่งตลาดหละมั้ง”    ตลกไปซะทุกเรื่องเลยนะ คนที่คุยกับฉันเนี่ย

 

                “ยังกับฉันอยากจะถูกสนใจนักนี่”

 

 

 

ฉันไม่สบอารมณ์สุด ๆ ยิ่งถ้าสิ่งที่จูรินะสันนิษฐานเป็นจริง ฉันว่านี่มันน่าหงุดหงิดมากเลยนะ ที่อยู่ดี ๆ ก็โดนเขม่น โดยที่ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลย แค่อยู่กับจูรินะที่ตามเกาะฉันแจก็ปวดหัวแล้ว ยังจะมีเรื่องให้ปวดหัวเพิ่มจากคนที่ชื่อนัตสึกิอะไรนั่นอีก ฉันควรหาวิธีให้โดนไล่ออกจากโรงเรียนนี้ดีมั้ยนะ

 

 

 

                “นี่”

 

                “หืม”   จูรินะมองหน้าฉัน ดูเธอแปลกใจเล็กน้อยที่ฉันเรียกเธอ

 

                “ขอฉันอัดเธอได้มั้ย”    เผื่อว่าจะโดนไล่ออกจากโรงเรียนซะที ถ้าเล่นงานใครสักคน

 

                “เห”    ร้องออกมาซะเสียงดังเลย ทำตัวได้วุ่นวายจริง ๆ    “ฉันทำอะไรผิดล่ะเรนะซัง หรือว่าเรนะซังเกลียดฉัน”

 

 

 

อ้าว ๆ ทำหน้าเป็นหมาถูกเจ้านายทิ้งเลย ก็แค่พูดเล่นแค่นั้นแหละ ฉันส่ายศีรษะ แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าว ไม่ได้สนใจที่จูรินะยังพูดอะไรกับฉันต่ออีกยาว

 

 

 

 

จริง ๆ มาคิดดูแล้วฉันไม่น่าพูดแบบนั้นเลยแฮะ

 

 

 

 

เพราะตอนนี้... จูรินะที่ไม่ยอมหยุดโวยวาย มันน่ารำคาญมากจริง ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

……………………………….

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                ฉันนั่งอยู่ที่ขอบเตียงในเช้าวันอาทิตย์ ที่โรงเรียนประจำ ถอนหายใจออกมาช้า ๆ นึกถึงพ่อกับแม่ ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง จะนึกถึงลูกสาวคนนี้บ้างมั้ย อาจจะไม่ก็ได้ คงจะดีใจด้วยซ้ำที่ให้ฉันออกมาพ้น ๆ จากบ้านเสียที

 

 

ฉันมันตัวปัญหา คอยแต่สร้างปัญหาให้กับพ่อและแม่ ไม่เคยเป็นคนดีในสายตาของทั้งสองเลย ส่ายศีรษะกับตัวเอง และลุกไปอาบน้ำ เมื่อวานโชคดีมากที่จูรินะต้องกลับบ้านของเธอ ไม่มีใครคอยมาวุ่นวาย แม้มันจะเงียบ ๆ ไปบ้าง แต่เงียบก็น่าจะดีกว่า...

 

 

ฉันเคยชินกับการอยู่คนเดียว... ไม่เคยชินกับการต้องอยู่กับใคร แต่พอย้ายมาโรงเรียนนี้ก็เจอแจ๊กพ็อต คนที่ตามติดฉันดันกลายเป็นคนที่รับมือได้ยากสุด ๆ หัวรั้น ไม่เข้าใจสถานการณ์ ไม่เกรงกลัวอะไร และยิ้มได้ตลอดเวลา แค่คนธรรมดา ๆ ฉันว่าฉันก็รับมือได้ยากแล้ว นี่...มาแบบบ้าเต็มสตรีม ปวดหัวกับเธอคนนั้นจริง ๆ

 

 

 

                ก๊อก ก๊อก ก๊อก

 

 

 

ให้ตายสิ หลังจากฉันอาบน้ำเสร็จ ฉันก็ได้ยินเสียงที่ฉันไม่อยากได้ยินที่สุด ต้องเป็นจูรินะแน่ ๆ ที่มาเคาะห้องฉันแบบนี้ ไม่เปิดได้มั้ยนะ

 

 

 

                ก๊อก ก๊อก ก๊อก

 

 

 

ยังจะมาซ้ำอีก ฉันส่ายศีรษะกับตัวเอง ก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้อง เป็นเธอจริง ๆ ด้วย จูรินะ เธอยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมรอยยิ้มที่ไม่เคยหายไปจากใบหน้า

 

 

 

                “มีอะไร นี่เช้าวันอาทิตย์นะ ไม่มีเรียน และเธอก็ไม่ควรมารบกวนเวลาส่วนตัวคนอื่น”    ฉันพูดจบ และตั้งใจจะปิดประตู แต่จูรินะจับประตูเอาไว้

 

                “ต้องไปโบสถ์น่ะ”

 

                “โบสถ์”    โบสถ์อะไร ฉันถามไม่เข้าใจสุด ๆ    “ไปทำไม”

 

                “มิสซา”  มิสซาอะไร มีแต่คำพูดที่ฉันไม่เข้าใจ    “นักเรียนที่อยู่หอวันอาทิตย์ ต้องไปเข้าโบสถ์ทำมิสซาทุกคน”

 

                “ฉันไม่ใช่คนคริสต์ ฉันไม่ไป”   ฉันตั้งใจจะปิดประตูอีกครั้ง แต่จูรินะยังรั้งเอาไว้

 

                “ไม่ด๊ายยยยยยย”   โวยวายอีกแล้ว จูรินะช่างโวยวายจริง ๆ    “ไม่ไปไม่ได้ มันเป็นกฎ”

 

                “ถ้าไม่ไปแล้วจะทำไม”

 

                “ก็ถูกลงโทษน่ะสิ ไปเถอะเรนะซัง”   จูรินะจับแขนฉัน ตั้งใจจะเอาตัวฉันไปล่ะสิ

 

 

 

ถูกลงโทษงั้นหรอ ฉันไม่ได้อยากไปซะหน่อย ถูกลงโทษก็ถูกลงโทษไปดิ แต่จูรินะจะเอาตัวฉันไปให้ได้แบบนี้... ฉันยิ้มออกมานิด ๆ ที่มุมปาก คิดอะไรสนุก ๆ ออกแล้วสิ

 

 

แทนที่ฉันจะยอมให้จูรินะดึงตัวฉันไป ฉันกลับเป็นฝ่ายดึงจูรินะเข้ามาในห้อง และรีบปิดประตูทันที

 

 

 

                “อะไรเนี่ย เรนะซัง”   จูรินะถามเสียงดัง และตั้งใจจะไปเปิดประตูห้อง

 

 

 

ฉันรีบดันตัวจูรินะติดกับกำแพง และเอาแขนยกขึ้นมากันไม่ให้เธอหนีไปไหน ก่อนจะมองจ้องหน้าเธอแววตาเอาเรื่อง จูรินะเงียบและหยุดเคลื่อนไหวทันที ก่อนจะมองจ้องหน้าฉันนิ่ง หน้าของฉันกับจูรินะใกล้กัน... ใกล้จนฉันรับรู้ถึงลมหายใจของจูรินะเลยแหละ

 

 

เราสองคนมองสบตากัน ตอนนี้ฉันรู้สึกถึงความร้อนวูบวาบบนใบหน้า พร้อมความรู้สึกแปลกประหลาด ความรู้สึกที่ต้านทานได้ยาก ฉันก็ไม่รู้ว่าจูรินะรู้สึกแบบนั้นกับฉันรึเปล่า แต่เธอก็หันหน้าหนี และหลบสายตาฉันไป ตัวฉันเองก็ผละออกจากเธอ เกิดความเงียบอยู่สักพัก ก่อนที่จูรินะจะเป็นฝ่ายพูดออกมาก่อน

 

 

 

                “ทำอะไรเนี่ย”   จูรินะหันกลับมามองหน้าฉัน พร้อมทำคิ้วขมวด ไม่ยิ้มแล้วหรอ จูรินะ

 

                “ถ้าไม่ไปจะถูกลงโทษใช่มั้ย”    ฉันถาม และพยายามรักษาน้ำเสียงให้เป็นปกติ อาการเมื่อครู่ ฉันไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันคืออะไร พอฉันถาม จูรินะก็พยักหน้า เอาล่ะ เข้าเรื่องความตั้งใจแรกที่ฉันดึงตัวจูรินะเข้ามาในห้องก่อนดีกว่า    “งั้นก็ถูกลงโทษด้วยกันเนี่ยแหละ”

 

                “เดี๋ยวก่อนนะ”   จูรินะตาโตขึ้นมาเลย    “โอเค ๆ ถ้าเรนะซังไม่อยากไป ฉันจะไม่กวนแล้ว แต่ฉัน...”

 

 

 

จูรินะตั้งใจจะเดินไปที่ประตู แต่ฉันเดินไปดักเอาไว้ แล้วเอียงศีรษะมองเธอพร้อมรอยยิ้มที่บอกให้จูรินะรู้ว่า ถ้าจะออกจากห้องนี้ ต้องผ่านฉันไปให้ได้ก่อน

 

 

 

                “เรนะซัง    จูรินะน่าจะรู้ชะตาตัวเองแล้ว ว่าไม่รอดแน่ ๆ    “แกล้งกันอีกแล้วนะ”

 

                “เธอมากวนฉันก่อนเอง”   ฉันยักไหล่ ถือเป็นการเอาคืนแล้วกัน ที่ชอบมาทำวุ่นวายให้ฉันประสาทเสียอยู่เรื่อย ๆ

 

                “โอย”

 

 

 

จูรินะเห็นท่าว่าคงไม่มีทางออกจากห้องฉันไปได้ ก็ดูท่าจะถอดใจไปอย่างง่ายดาย เธอทรุดตัวลงนั่งกับพื้น และเงยหน้ามองฉันด้วยสายตาวิงวอน แต่... ไม่มีทางซะหรอกที่จะยอมให้ออกไป อยากกวนดีนัก ต้องแกล้งซะให้เข็ด

 

 

ฉันยิ้มออกมากับท่าทางของจูรินะ ที่ดูเหมือนจะเอาชนะฉันไม่ได้

 

 

 

                “ทีงี้นะมายิ้ม”    จูรินะพองลมเต็มแก้ม เด็กประถมรึไง ทำหน้าเหมือนถูกพ่อแม่ขัดใจงั้นหละ    “ซวยแล้วแบบนี้”

 

 

 

จูรินะบ่นออกมา ก่อนจะถอนหายใจยาว ฉันยังยิ้มอยู่แบบนั้น รู้สึกว่าการได้แกล้งจูรินะก็สนุกดีเหมือนกันแฮะ แต่...ไอ้ความรู้สึกก่อนหน้านั้น ตอนที่อยู่ใกล้กับจูรินะ มันคือความรู้สึกอะไรกันแน่.... หรืออาจจะเป็น...

 

 

ความหงุดหงิดที่ต้องอยู่ใกล้คนที่คอยกวนฉัน... ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ ๆ ต้องเป็นอย่างนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

…………………………..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                และท้ายที่สุด ฉันกับจูรินะก็ถูกลงโทษจริง ๆ ฉันกับหัวหน้าห้องตัวป่วนต้องมาทำความสะอาดโบสถ์ทั้งหลัง วันอาทิตย์ของฉัน ถูกใช้ไปกับเรื่องที่แสนน่าเบื่อ

 

 

 

                “นี่ เรนะซัง”    จูรินะเรียกฉันจากมุมหนึ่งของโบสถ์ พร้อมเท้าคางกับไม้ถูพื้น    “คิดจะนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่มาช่วยกันหน่อยหรอ”

 

                “เธออยากทำก็ทำไปสิ”   ฉันตะโกนบอกจูรินะ    “ฉันไม่อยากทำ”

 

                “แต่เราโดนลงโทษด้วยกันนะ”    จูรินะยังไม่ยอมปล่อยให้ฉันได้อยู่อย่างสงบ ๆ

 

                “ก็มันเพราะเธอนั่นแหละ ที่ทำให้โดยลงโทษแบบนี้”

 

                “เพราะฉันงั้นหรอ เฮ้ ๆ”   จูรินะทำหน้าประหลาดเข้าไปอีกที่ฉันพูดแบบนั้น    “เรนะซังต่างหากที่ขังฉันไว้ในห้อง”

 

                “ก็เพราะเธอชอบมายุ่งกับฉันนี่”

 

                “ฉันอยากยุ่งนักหละ”

 

 

 

จูรินะตะโกนกลับมาแล้วหันหลังให้ฉัน ฉันมองด้านหลังของจูรินะ คำพูดของเธอ...รู้สึกไม่ชอบใจยังไงก็ไม่รู้ แต่...มันอาจจะจริงของเธอ ฉันลืมไปเลย ว่าจูรินะต้องมาตามติดฉัน เพราะอาโอกิเซนเซย์ให้เธอมาคอยจับตามองพฤติกรรมของฉัน ไม่ใช่ความเต็มใจของเธอเสียหน่อย

 

 

ฉันก้มหน้ามองพื้นโบสถ์ ใครจะไปอยากมายุ่งกับฉันล่ะ คนแบบฉัน.... ก่อนที่จะคิดอะไรมากไปกว่านั้น ฉันได้ยินเสียงถังน้ำถูกวางลงข้าง ๆ มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ จูรินะ

 

 

 

                “ก็ฉันไม่อยากให้เธอถูกทำโทษนี่ ก็เลยต้องยุ่งไม่เข้าเรื่อง กลายเป็นว่าฉันโดนทำโทษไปด้วยเลย แถมตอนนี้ยังต้องทำความสะอาดคนเดียวอีก มันน่าน้อยใจตัวเองจริง ๆ”   ว่าแล้วจูรินะก็พองลมเต็มแก้มเหมือนเด็กขี้งอนอีกตามเคย

 

                “แล้วยังไง”    ฉันไม่เข้าใจ     “ถึงเธอไม่ชวนฉันมาโบสถ์ แล้วฉันถูกลงโทษ ก็ไม่ใช่ความผิดของเธอ เธอจะมาสนว่าฉันจะโดนหรือไม่โดนลงโทษทำไม”

 

                “ต้องสนดิ ก็เราเป็นเพื่อนกันไม่ใชหรอ”   จูรินะเลิกคิ้วด้วยความสงสัย

 

 

 

แต่ฉันเนี่ยสิที่ต้องสงสัย สงสัยยิ่งกว่าจูรินะเสียอีก เพื่อนงั้นหรอ

 

 

 

                “เพื่อนบ้าอะไร ฉันกับเธอเนี่ยนะจะเป็นเพื่อนกัน”    อยู่ดี ๆ ก็เอาความเป็นเพื่อนมายัดเยียดกันหน้าตาเฉย แล้วฉันไปเป็นเพื่อนไอ้คนบ้า ๆ บอ ๆ คนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ฮะ

 

                “เห แล้วที่เราคุยกัน กินข้าวด้วยกัน ไปเรียนพร้อมกันมาตั้งอาทิตย์ เรายังไม่เป็นเพื่อนกันอีกหรอ”   จูรินะหน้าตาประหลาดใจสุด ๆ

 

                “ก็เธอบอกเองไม่ใช่หรอ ว่าได้รับมอบหมายให้มาดูแลความประพฤติฉัน เธอก็แค่ต้องคอยจับตาดูฉันไม่ใช่หรอ”

 

                “แล้วเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอ”

 

 

 

ทำหน้าเศร้าอีกแล้ว โอย รับมือได้ยากจริง ๆ แล้วเพื่อนงั้นหรอ ฉันกับเธอเนี่ยนะจะเป็นเพื่อนกัน

 

 

 

                “ได้มั้ยล่ะ”    อยู่ดี ๆ จูรินะก็เข้ามาจับแขนฉัน และทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เต็มที่ อะไรกันเนี่ย    “เป็นเพื่อนกันได้มั้ย นะ ๆๆๆๆๆ”

 

                “เออ ๆๆ”    ฉันตอบแบบส่ง ๆ จริง ๆ ฉันไม่อยากเห็นหน้าเศร้า ๆ แบบนี้ของเธอเท่าไหร่ ไม่ชินมั้ง หรือเพราะเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอจนชินกับใบหน้านั้นมากกว่า

 

                “เย้”    แล้วอยู่ดี ๆ ก็เปลี่ยนอารมณ์เฉยเลย ไวเป็นปรอท ฉันมองจูรินะแบบไม่อยากจะเชื่อ ยิ้มออกมาได้แล้วงั้นหรอ    “เราสองคนเป็นเพื่อนกันแล้วนะ ถ้าอย่างนั้นฉันเรียกเรนะซัง ว่า เรนะได้มั้ย”

 

                “ไม่”    ฉันร้องห้ามทันที อะไรกัน เร็วไปมั้ยเนี่ย ไม่มีทางให้เรียกเด็ดขาด

 

                “โด่ว”    ทำหน้าเสียดายอีก เดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวทำหน้างอน เดี๋ยวทำหน้าเศร้า เปลี่ยนอารมณ์กลับไปกลับมาเร็วเป็นบ้า     “ไม่เรียกก็ได้ แต่เป็นเพื่อนกันแล้ว งั้นเรนะซังมาช่วยทำความสะอาดหน่อยสิ ถูกลงโทษด้วยกัน แต่ทิ้งฉันทำคนเดียว”

 

                “ฉันบอกแล้ว ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพราะเธอเป็นคนผิด ดังนั้น เธอก็ต้องรับผิดชอบ”

 

                “อะไรกัน”

 

 

 

จูรินะทำหน้าเซ็ง แต่ก็ยอมไปทำความสะอาดต่อ ที่ยอมไป เพราะกลัวฉันจะของขึ้นแล้วเล่นงานเธอรึไง คิดอะไรอยู่กันนะ และอีกอย่าง เพื่อนงั้นหรอ เป็นเพื่อนกันแล้วงั้นหรอ ฉันตกปากรับคำง่ายไปมั้ย เพื่อน... เพื่อนที่ฉันไม่ได้มีมานาน เพื่อนอย่างจูรินะเนี่ยนะ คงเป็นเพื่อนที่ทำให้ฉันปวดหัวที่สุดในโลกเลยแหละ ฉันว่าน่ะนะ

 

 

 

 

 

 

 

………………………….

 

 

 

 

 

TBC.

 

 

 

 

 

 

 

 

===============================================

 

 

หึหึ

 

หึหึอะไรวะ 5555

Share this post


Link to post
Share on other sites
เรนะซังได้เพื่อนนิสัยประหลาดๆเข้าแล้ว...

Share this post


Link to post
Share on other sites
เรนะซัง 5555
สงสัยว่าน้องจูpopular ที่โรงเรียนรึเปล่านะ...

Share this post


Link to post
Share on other sites
ความรู้สึกที่ยากจะต้านทาน... แบบนี้เรนะซังคงไม่อยากเป็นเพื่อนกับน้องจูหรอกม้ังคะ​ ฮ่าๆๆ
น้องจูเรื่องนี้น่ารักจริงๆ ได้เพื่อนแบบนี้สักคนคงโชคดีมาก (และปวดหัวด้วย)

Share this post


Link to post
Share on other sites
อยากเป็นมากกว่าเพื่อนรึเปล่าเฮีย ฮึ้ยฮึ้ย

Share this post


Link to post
Share on other sites
"ขอฉันอัดเธอได้ไหม" เรนะกวนว่ะ พอๆกันกับอิจู 5555
มีเพื่อนแบบจูรินะนี่ดีนะ แต่ก็น่าถีบด้วยเช่นกัน ฮาาา

Share this post


Link to post
Share on other sites

สงสารจูนะเนี่ย ถถถถ ทั้งเกือบโดนเรนะอัด
แถมพอโดนทำโทษยังต้องถูพื้นคนเดียว ฮ่าๆ
เราว่าเร็วๆนี้เรนะได้มีเรื่องกัยนัตสึกิแน่ ถถ

Share this post


Link to post
Share on other sites

จูรินะน่ารักอีกแล้ว มามะ ขอหอมแก้มหน่อย..

ยัยเรนะมีแอบหวั่นไหวนะยะ หล่อน!

รอค่ะ

Share this post


Link to post
Share on other sites

จูน่าสงสารเนอะ โดนแกล้งสารพัดยังอยากเป็นเพื่อนกับเรนะอีก 

อยากจะเดินเข้าไปตบไหล่จูแล้วบอกว่า โชคดีนะได้เพื่อนแบบนี้อะ ฮ่าๆๆ 

Share this post


Link to post
Share on other sites

เรนะซังได้เพื่อนนิสัยประหลาดๆเข้าแล้ว...

 

ประหลาดมากด้วยครับ

 

 

เรนะซัง 5555
สงสัยว่าน้องจูpopular ที่โรงเรียนรึเปล่านะ...

 

ไม่น่าครับ ประหลาดเกินกว่าจะป็อบ

 

 

ความรู้สึกที่ยากจะต้านทาน... แบบนี้เรนะซังคงไม่อยากเป็นเพื่อนกับน้องจูหรอกม้ังคะ​ ฮ่าๆๆ
น้องจูเรื่องนี้น่ารักจริงๆ ได้เพื่อนแบบนี้สักคนคงโชคดีมาก (และปวดหัวด้วย)

 

นั่นสิครับ ความรู้สึกที่ยากจะต้านทานนี่ เพื่อนเขาเป็นกันหรือ หึหึ

น้องจูเรื่องนี้น่ารักหรอครับ ผมว่าอีกนิดก็น่ารำคาญแล้วนะ 5555

 

 

อยากเป็นมากกว่าเพื่อนรึเปล่าเฮีย ฮึ้ยฮึ้ย

 

มีสิทธิ์เป็นไปได้ครับ

 

 

"ขอฉันอัดเธอได้ไหม" เรนะกวนว่ะ พอๆกันกับอิจู 5555
มีเพื่อนแบบจูรินะนี่ดีนะ แต่ก็น่าถีบด้วยเช่นกัน ฮาาา

 

รักกันดีจะตายครับ ไม่ได้กวนกันสักนิด 555

เพื่อนแบบจูนี่ก็ทั้งน่ารัก และน่าถีบในคนเดียว ฮ่า

 

 

สงสารจูนะเนี่ย ถถถถ ทั้งเกือบโดนเรนะอัด
แถมพอโดนทำโทษยังต้องถูพื้นคนเดียว ฮ่าๆ
เราว่าเร็วๆนี้เรนะได้มีเรื่องกัยนัตสึกิแน่ ถถ

 

สงสารก็สงสารครับ

แต่บางทีก็ตลก โธ่ น้องจู

ส่วนเรนะจะมีเรื่องมั้ย ก็ไม่น่ารอดเช่นกัน

 

 

จูรินะน่ารักอีกแล้ว มามะ ขอหอมแก้มหน่อย..

ยัยเรนะมีแอบหวั่นไหวนะยะ หล่อน!

รอค่ะ

 

โหย น่ารักโอเคครับ แต่หอมแก้มนี่...

เรนะก็ต้องมีแอบหวั่นไหวบ้างหละครับ น้องจูน่ารัก? ขนาดนั้น

 

 

จูน่าสงสารเนอะ โดนแกล้งสารพัดยังอยากเป็นเพื่อนกับเรนะอีก 

อยากจะเดินเข้าไปตบไหล่จูแล้วบอกว่า โชคดีนะได้เพื่อนแบบนี้อะ ฮ่าๆๆ 

 

ก็คนมันสติไม่ค่อยดีครับ โดยแกล้งเลยไมค่อยรู้เรื่องอะไร 55555

จริง ๆ อาจจะต้องไปตบไหล่เรนะด้วยนะครับ งานนี้

Share this post


Link to post
Share on other sites

03

 

 

 

 

 

                ฉันนั่งกุมขมับอยู่ที่ดาดฟ้าของโรงเรียน คิดว่าจะได้หลบมาอยู่เงียบ ๆ เพราะไม่มีใครกวน ดันไม่หลุดรอดสายตาของหัวหน้าห้องตัวดีที่ตามฉันเจอจนได้ เธอตามมาพร้อมยื่นถุงกระดาษที่มีขนมปังอยู่ข้างใน ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ ฉัน และพูดอะไรไม่ยอมหยุด

 

 

                ฉันควรยอมรับคน ๆ นี้มาเป็นเพื่อนจริง ๆ หรอ

 

 

                นี่มัน การตัดสินใจที่ผิดพลาดชัด ๆ

 

 

 

                “เออ นี่ เรนะซัง ก่อนที่จะย้ายมาอยู่โรงเรียนนี้ เรนะซังเรียนอยู่โรงเรียนในโตเกียวใช่มั้ย”    คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบหละมั้ง เพราะดูจูรินะยังพูดต่อไม่หยุด    “แปลกมากเลยเนอะ ที่คนจากโตเกียวจะกลับมาเรียนโรงเรียนบ้านนอกแบบนี้ มันต่างกันเยอะเลยสินะที่นี่กับที่นั่น ฉันอยากจะไปโตเกียวดูสักครั้ง พาฉันไปได้มั้ย”

 

 

 

หัน มาถามพร้อมรอยยิ้มธรรมดา ๆ แต่ฉันคิดว่ามันดูกวนประสาทยังไงก็ไม่รู้ โอ้ย อ่านสีหน้าออกมั้ย ว่าฉันเริ่มรำคาญแล้ว แต่ดูเหมือนจูรินะจะไม่สนใจ นอกจากหยิบถุงกระดาษที่ฉันเอาวางไว้ข้างตัวมายืนให้ฉันอีกครั้ง

 

 

 

                “ไม่กินหรอ อุตส่าห์ซื้อมาให้ กินหน่อยเหอะ เอาสารอาหารเข้าร่างกายบ้าง”    ฉันมองถุงขนมปังแล้วถอนหายใจออกมา รับมันแล้ววางมันไว้อีกฝั่ง จูรินะจะได้เลิกวุ่นวายสักที

 

                “แล้วถามจริงเหอะ ทำไมถึงไปทำร้ายครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนเก่าล่ะ”

 

                “เพราะมันถามมาก”

 

 

 

ฉันตอบไปแบบไม่ค่อยสบอารมณ์ แต่เล่นเอาคนที่คุยด้วยถึงกับสำลักขนมปังไส้แกงกะหรี่ที่เธอเพิ่งกินเข้าไป

 

 

 

                “เรนะซัง น้ำ ๆ แค่ก ๆ”    แล้วไอไม่หยุดด้วย จะไหวมั้ยเนี่ย ฉันส่ายศีรษะ แล้วส่งขวดน้ำไปให้ จูรินะรับขวดน้ำไปและเปิดดื่มอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหายใจหอบ    “นึกว่าจะตายไปแล้ว โอย ว่าแต่... ที่ตอบมาเมื่อกี๊ หมายถึงฉันหรือหมายถึงครูสอนภาษาอังกฤษ”

 

                “เฮ้อ”   ฉันถอนหายใจออกมา ก็หมายถึงเธอนั่นแหละ แต่นึกว่าพูดแบบนั้นจะเลิกถามมาก... แต่ดูท่าจะไม่เลิก เป็นคนเข้าใจอะไรยากเหลือเกินนะ   “ทำไมอยากรู้”

 

                “ก็...”    จูรินะเงียบไป ฉันถึงได้หันมอง เธอทำหน้าไม่ถูกเหมือนกันกับคำถามของฉัน    “ก็แค่อยากรู้”

 

                “รู้แล้วได้อะไร”

 

 

 

จูรินะทำหน้ายุ่งเลยพอฉันถามแบบนั้น เธอเป่าปากออกมาแล้วยักไหล่ เหมือนภาษากายจะบอกว่าเธอไม่อยากรู้แล้วก็ได้

 

 

 

                “มันทำตัวน่ารังเกียจน่ะ”    นึกย้อนไปถึงเรื่องราวครั้งนั้นยังเจ็บใจไม่หาย แต่ เอ๊ะ! แล้วทำไมฉันต้องมาเล่าให้จูรินะฟังด้วยล่ะ    “ฉันได้ 0 วิชามัน”

 

                “ก็เลยไปทำร้ายครูเขา”   จูรินะทำหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อ เหตุผลแบบนั้นเป็นใครก็ต้องไม่เชื่อทั้งนั้น และจะบ้าหรอ ถ้าแค่นั้นฉันจะไปกระทืบมันทำไมเล่า

 

                “จะไม่ฟังใช่มั้ย”

 

                “อ่าว ไม่ใช่อย่างนั้นหรอ”    จูรินะหัวเราะแห้ง ๆ ในสายตาของทุกคน ฉันคงเป็นพวกอันธพาลแบบไม่มีเหตุผลมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

 

                “มันจะให้ฉันนอนกับมันแลกเกรด”

 

 

 

พอจบประโยคเท่านั้นแหละ จูรินะถึงกับอ้าปากค้าง และพูดอะไรต่อไม่ออกเลย ก็เพิ่งเคยเห็นเนี่ยแหละที่คนพูดมากแบบเธอจะเงียบเกินนาที

 

 

 

                “อย่างงี้ เรนะซังก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนี่”    เธอพูดเสียงพึมพำ

 

                “ถ้าไม่นับรวมกับที่เคยมีเรื่องกับนักเรียนชายโรงเรียนอื่นจนต้องขึ้นโรงพัก กับทำร้ายเพื่อนร่วมห้องที่โรงเรียนก่อนหน้าจนกระดูกหักเข้าโรงพยาบาล ก็คง... ไม่เลวร้ายอะไรจริง ๆ”   ฉันพูดประชดประชัน เธอยังไม่รู้จักฉันดีพอหรอก จูรินะ ยังไม่รู้จักฉันแม้สักนิด และก็... ไม่รักชีวิตจริง ๆ ที่มายุ่งกับคนอย่างฉัน แต่ทว่า... คำพูดของฉันกลับทำให้จูรินะหัวเราะออกมา กลัวจนบ้าไปแล้วรึไง

 

                “พวกนั้นทำอะไรให้เรนะซังไม่พอใจหรอ”    จูรินะถามฉันด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะหยุดและปรับน้ำเสียงเป็นจริงจังขึ้น    “หรือว่า แค่อยากจะเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่”

 

 

 

เหมือนคำพูดนั้นของจูรินะจะทำเอาฉันน็อตหลุดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ฉันลุกขึ้นยืนและกระชากคอเสื้อจูรินะจนเธอต้องลุกขึ้นตามแรงกระชาก

               

 

 

                “กล้าดียังไงมาพูดกับฉันแบบนี้”

 

 

 

ฉัน ตั้งใจจะเหวี่ยงหมัดเข้าใส่ใบหน้าคนที่พูดจาไม่เข้าหู มันเหมือนกับอารมณ์ที่ถูกกดเก็บเอาไว้มานาน และไม่สนแล้วว่าหลังจากนี้ อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

 

 

 

                ผั้วะ

 

 

 

หมัด ของฉัน... กลับไปไม่ถึงใบหน้าของจูรินะ ฉันชักมือกลับ และมองฝ่ามือของเธอที่รับหมัดของฉันได้ทันท่วงที ก่อนจะเห็นใบหน้าที่ยังคงยิ้มแย้มไม่เปลี่ยน

 

 

 

                “โห หมัดเมื่อกี๊ ถ้าโดนเต็ม ๆ ฉันตายได้เลยนะ”   เธอพูดพร้อมกับจับข้อมือของฉันออกจากคอเสื้อของเธอ ก่อนจะดันตัวฉันออก และจับที่หน้าอกตัวเอง    “ใจหายหมด”

 

                “เธอ”   ฉันมองจูรินะด้วยสายตาที่วางใจไม่ลง รับหมัดเมื่อกี๊ของฉันได้อย่างนั้นหรอ จูรินะ...

 

                “แต่แสดงว่าฉันพูดถูก”  

 

 

 

เรื่องที่ฉันเรียกร้องความสนใจอย่างนั้นหรอ ฉันมองเธอด้วยสายตาโกรธเคือง และแคลงใจสงสัย แต่จูรินะยังคงยิ้มอยู่แบบนั้น

 

 

 

                “ถ้าพวกผู้ใหญ่เขาไม่สนใจเรา ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปสนใจเขา หรืออยากให้เขามาสนใจเลยนี่”   จูรินะหยิบถุงขนมปังส่งให้ฉัน “ไปเหอะ จะเข้าเรียนแล้ว”

 

 

 

จู รินะยังยื่นถุงกระดาษถุงนั้นให้ฉันอยู่ สุดท้ายฉันก็เลยตัดสินใจรับมา ก่อนที่เธอจะเดินนำฉันไปที่บันได ฉันมองตามเธอไป คำพูดที่เธอพูดกับฉันเมื่อครู่ มันก็สะกิดใจฉันอยู่หรอกนะ หรือว่าจูรินะจะมีอะไรในใจเหมือนกัน และที่รับหมัดของฉันได้ ... ที่อาโอกิเซนเซย์ให้มาตามประกบฉัน เพราะจูรินะก็เก่งเรื่องต่อยตีมาก่อนเหมือนกันหรอ แล้วทำไมถึงดูเป็นคนไม่มีพิษมีภัยได้ขนาดนี้ กลับตัวกลับใจอย่างนั้นหรอ หรืออะไรยังไง

 

 

ฉัน เดินตามจูรินะลงไปด้านล่าง เรื่องของจูรินะ ฉันคงไม่คลายความสงสัยง่าย ๆ และถามอะไรไปจูรินะก็คงไม่ตอบหรือเฉไฉไปเรื่องอื่นแน่ ๆ ไม่อยากรู้ก็ได้... เว้ย แล้วอยู่ดี ๆ จูรินะก็เดินแยกไปอีกทาง ทางที่ไม่ใช่ทางไปห้องเรียน

 

 

 

                “จะไปไหน”   ฉันรีบถาม หรือว่าจะเอาเรื่องฉันไปรายงานพวกครู พวกมาเซอร์ ก็ดี... ฉันก็เบื่อที่จะอยู่ในโรงเรียนนี้เหมือนกัน ถ้าโดนไล่ออกก็น่าจะดี

 

                “ไปห้องพยาบาล”   เธอหันมาตอบเสียงเบา แล้วไปห้องพยาบาลคืออะไร แล้วน้ำเสียงนั้นมันอะไรกัน ต่างกับอารมณ์ที่อยู่บนชั้นดาดฟ้าลิบลับ เหมือนคนกำลังจะร้องไห้ เป็นอะไร ไบโพลาร์รึไง   

 

                “ไปทำไม”

 

                “ก็ดูดิ”   จูรินะยกมือขึ้นมา มือข้างที่รับหมัดของฉัน    “หักไปรึยังก็ไม่รู้ แต่โคตรเจ็บเลย”

 

 

 

ฉัน มองมือของจูรินะ ตอนนี้มันทั้งบวม ทั้งแดง โดยเฉพาะตรงข้อมือ มือกับใบหน้าของเจ้าของที่มีน้ำตารื้นอยู่ในดวงตา ท่าจะเจ็บจริง พอเห็นแบบนี้... ฉันก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

 

 

 

                “ทำเป็นเท่ สมน้ำหน้า”   ฉันพูดเสียงสะใจ และยังหัวเราะเยาะคนที่ข้อมือบวมตุ่ย    “เอามือขึ้นมารับหมัดทำไมเล่า”

 

                “จะให้เอาหน้ารับหมัดรึไงเล่า ตอนแรกแค่จะยกแขนมากันเฉย ๆ แต่โดนมือพอดี ใครจะไปรู้ว่าหมัดเรนะซังโคตรหนัก แรงผู้หญิงแน่หรอ ฉันชักจะสงสารครูโรงเรียนเก่าเรนะซังที่โดนอัดแล้วหละ”

 

 

 

พอเข้าโหมดโวยวายก็ร่ายยาวไม่หยุดเลยแฮะ แต่ฉันกลับไม่รู้สึกสงสารสักนิด ทำไมถึงตลกได้ก็ไม่รู้ ยิ่งเห็นจูรินะทำหน้ามุ่ยยิ่งตลก

 

 

 

                “ขำเข้าไป ตลก ๆ”  

 

 

 

ว่าแล้วจูรินะก็เดินไป ฉันหยุดหัวเราะแล้วมองจูรินะอยู่สักพัก ก่อนจะเดินตามไปเงียบ ๆ และ...

 

 

 

                ผั้วะ

 

 

 

ตบเข้าเต็ม ๆ กลางกระหม่อมน้อย ๆ ของมัตสึอิ จูรินะ และเสียงก็ดังเต็มไม้เต็มมือมาก

 

 

 

                “โอ๊ย”   และคนโดนตบถึงกับกุมหัวแน่น และหันมามองหน้าฉัน ท่าทางเหมือนจะเอาเรื่อง แต่ก็รู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ เลยดูประหลาดพิกล    “อะไรเนี่ย เรนะซัง”

 

 

 

ฉัน ไม่ตอบคำถาม ได้แต่หัวเราะอยู่แบบนั้น แค่อยากจะเช็กว่าจูรินะเป็นยังไงกันแน่ จะมีปฏิกิริยาในการป้องกันตัวดีเยี่ยมแบบที่คนเก่งเรื่องต่อยตีเขาเป็นกันรึ เปล่า และก็ได้รู้แล้วหละ ว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ ฉันเลยตั้งใจจะเดินกลับห้องเรียน

 

 

 

                “อ้าว เรนะซัง ไม่พาฉันไปส่งห้องพยาบาลหรอ”   จูรินะเหมือนจะยัดเยียดให้ฉันไปส่งที่ห้องพยาบาลขึ้นมาซะงั้น

 

                “ไม่!”

 

 

 

ฉัน ตอบห้วน ๆ แล้วเดินกลับห้อง ได้ยินจูรินะบ่นอะไรไล่หลังมาไม่รู้ แต่ไม่ได้สนใจ ฉันได้แต่ส่ายศีรษะ และยิ้มออกมา ก็คิดไปได้ว่าจูรินะจะแอบซ่อนความสามารถอะไรเอาไว้ สุดท้ายก็ไม่มี แต่ก็ต้องยอมรับ ๆ จริง ๆ ว่าจูรินะนี่ไม่ธรรมดาเลย

 

 

 

              ปัญญาอ่อน แบบไม่ธรรมดาจริง ๆ คนอะไร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

………………………….

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                ตอนเย็น จูรินะพาฉันมาที่ชมรมเคนโดทั้ง ๆ ที่ฉันปฏิเสธไปแล้ว เธอบอกว่าจะชวนฉันมาดูการแข่งขันภายในของชมรม เพื่อคัดตัวนักกีฬาไปแข่งระดับเขต หาตัวแทนไปแข่งระดับประเทศ อะไรประมาณนั้น ดูวุ่นวายยังไงก็ไม่รู้ ฉันไม่ได้อยากมาดูแม้สักนิด แต่สุดท้ายก็โดนลากมาอยู่ดี

 

 

 

                “มายุ”   จูรินะเดินเข้าไปทัก... หญิงสาวที่เหมือนจะเป็นอะไรสักอย่างเกี่ยวกับคณะกรรมการนักเรียน... ถ้าจำไม่ผิดน่ะนะ และดูท่าจูรินะก็สนิทมากด้วย สนิทจนฉันไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าระดับความสนิทของสองคนนี้มันอยู่ในระดับไหน    “มาเชียร์หัวหน้าชมรมล่ะสิ”

 

                “อืม”   มายุพยักหน้ารับ และมองไปทางสนาม ไม่ได้สนใจจูรินะที่เข้าไปเกาะแกะแม้แต่น้อย เป็นคนคาแรกเตอร์แบบนี้สินะ จูรินะ น่ารำคาญ อะไรประมาณนั้น แต่อย่างน้อยก็ดีแล้ว จะได้เลิกมาเกาะแกะฉันสักพัก

 

 

 

นัก เรียนในโรงเรียนมากันแน่นโรงฝึก ฉันมองไปรอบ ๆ ก็เป็นจริงอย่างที่จูรินะบอกแฮะ ท่าทางเคนโดจะเป็นกีฬาทีเด็ดของโรงเรียน และ... ในที่สุดคนที่ฉันไม่ชอบหน้าก็เดินออกมากลางโรงฝึก มุราตะ นัตสึกิ คนที่เดินชนฉันที่โรงอาหารวันนั้น

 

 

เธอคนนั้นก็มองมาทางฉันเหมือนกัน เราสองคนมองสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนที่เธอจะใส่อุปกรณ์ป้องกันเพื่อเข้าสู่การต่อสู้

 

 

ขอดูหน่อยแล้วกัน ว่าฝีมือตัวท็อปจะแน่สักแค่ไหน

 

 

 

                เธอได้แต้มแรกจากการตีแสกหน้า แต่กลับเสียแต้มเพราะถูกแทงเข้าที่คอ ก่อนจะสะดุดขาตัวเองล้ม ฉันเผลอหัวเราะออกมาเสียงดังจนทุกคนหันมอง

 

 

 

                “เรนะซัง”   จูรินะหันมองหน้าเหวอเลย ก็รู้หรอกว่ามันเสียมารยาท แต่ช่วยไม่ได้นี่นา ท่าทางของนัตสึกิ มันน่าตลกจริง ๆ  

 

 

 

และ นัตสึกิคนนั้นก็ลุกขึ้น และมองจ้องมาทางฉัน ก่อนจะถอดเครื่องป้องกันออก และไม่ต้องให้รอนาน เธอเดินมาเผชิญหน้ากับฉันเต็ม ๆ ส่วนฉันจะทำยังไงดีล่ะ... ยิ้มให้เธอหน่อยแล้วกัน

 

 

 

                “เธอหัวเราะเยาะฉันหรอ”    หญิงสาวตรงหน้าถามเสียงดัง จนฉันอยากจะเอามืออุดหู

 

                “เปล่า”   ฉันตอบเสียงยียวน    “ไม่ได้หัวเราะสักหน่อย ใครเขาหัวเราะกัน คิดไปเองรึเปล่า หรือฝันกลางวันอยู่”

 

 

 

ฉัน ย้อนคำเดียวกับทีเธอเคยพูดกับฉันเมื่อครั้งที่มีปากเสียงกันที่โรงอาหาร และดูท่าทางเธอจะเริ่มเดือดแล้วหละ ส่วนจูรินะน่ะหรอ ยืนทำอะไรไม่ถูกอยู่ข้าง ๆ ฉันเนี่ยแหละ และคนในชมรมเคนโดก็เริ่มให้ความสนใจฉันเป็นพิเศษ แบบนี้ค่อยมีอะไรน่าสนุกหน่อย

 

 

 

                “ฉันว่าก็น่าจะฝันกลางวันนะ”   มันยังไม่จบง่าย ๆ หรอก    “เพราะดูท่าจะไม่มีสมาธิ ขนาดแข่งอยู่ยังสะดุดขาตัวเองล้ม ไหนเขาว่ากันว่าเธอน่ะ ตัวเก่งของชมรมเคนโดเลยไม่ใช่หรอ เดินออกจากโรงฝึกให้ไม่สะดุดให้ได้ก่อนเถอะ แล้วค่อยไปแข่งกับคนอื่น”

 

 

 

เกิด เสียงฮือฮากันทั้งโรงฝึก นัตสึกิเองก็ดูจะโกรธมากจนหน้าแดงหูแดงไปหมด เธอคงอยากจะมีเรื่องกับฉันใจจะขาด แต่คงทำไม่ได้ เพราะถ้าเธอเข้ามาทำร้ายฉัน ฉันไม่มีวันยอมอยู่แล้ว แถมตำแหน่งนักกีฬาโรงเรียนมันค้ำคอ ถ้าทำอะไร เธอหลุดจากตำแหน่งตัวแทนแน่นอน เอาคืนแบบไม่ใช้กำลัง ก็สนุกดีเหมือนกันแฮะ

 

 

 

                “เธอเป็นใคร”    ใครอีกล่ะทีนี้ ฉันหันมอง... หญิงสาวในชุดฝึกเดินมายืนต่อหน้าฉันอีกคน

 

                “เอ่อ นักเรียนใหม่น่ะ รุ่นพี่ยูกิ”   จูรินะรีบเข้ามาคั่นกลางระหว่างฉันกับหญิงสาวที่จูรินะเรียกว่ารุ่นพี่    “เขาไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรในโรงเรียนน่ะ เอาเป็นว่า เดี๋ยวฉันพาเธอออกไปเลยดีกว่า แล้วพวกรุ่นพี่ก็ทำอะไรไปต่อเลยแล้วกัน”

 

 

 

จู รินะตั้งใจจะลากฉันออกไป ฉันมองจูรินะที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ให้ได้ คงคิดได้แล้วสินะ ว่าไม่ควรพาฉันมาเลย สมน้ำหน้า บอกแล้วว่าไม่อยากมา

 

 

 

                “เดี๋ยวก่อน”   เธอคนนั้นเรียกฉันเอาไว้   “เธอใช่มัตสึอิ เรนะ ที่เคยเอาชนะแชมป์ระดับมัธยมต้นเมื่อประมาณสี่ปีก่อน ที่การแข่งขัน XXX รึเปล่า”

 

 

 

ไม่ น่าเชื่อว่าจะมีคนจำเรื่องนี้ได้ ฉันหันไปมองหญิงสาวผมยาวคนนั้น ก่อนจะพยักหน้ารับ และหันไปมองนัตสึกิที่ยืนทำหน้าเหวอกับกิตติศัพท์ของฉันที่เธอเพิ่งได้ยิน

 

 

 

                “ไม่คิดจะกลับมาเล่นเคนโดหรอ”   เธอถามฉันอีกคำถาม เคนโดงั้นหรอ ฉันเหยียดยิ้มออกมา

 

                “ฉันไม่ใช่พวกชอบเล่นตามกฎ”   

 

                “เรนะซังเคยเล่นเคนโดอย่างนั้นหรอ”    จูรินะเองก็ดูยังตามอะไรไม่ค่อยทัน    “แล้วรุ่นพี่ยูกิก็เคยเจอกับเรนะซังด้วยหรอ”

 

                “ตอนแข่งระดับมัธยมต้นน่ะ ในสนามตอนนั้น ใคร ๆ ก็พูดถึงมัตสึอิ เด็ก ปี 1 ที่เอาชนะพวก ปี 3 จนเข้ารอบลึก ๆ และล้มแชมป์ระดับมัธยมต้นในสมัยนั้นแบบไม่ไว้หน้า แถมยังเป็นน้องสาวของ มัตสึอิ โชตะ ที่ตอนนี้เป็นแชมป์ระดับประเทศ 2 สมัยซ้อน”

 

 

 

ฉัน เบะปากออกมาเล็กน้อย เมื่อได้ยินชื่อพี่ชายของฉัน พี่ชายที่พ่อแม่ภูมิใจกันนักหนา ส่วนฉันที่ไม่เคยเทียบกับพี่ชายของฉันได้เลย ได้ยินแบบนี้แล้วน่าเบื่อชะมัด

 

 

 

                “แล้วปีนั้น มัตสึอิซังได้แชมป์รึเปล่า”   มายุ คนที่ชื่อมายุหันไปถามคนในชมรมคนนั้น คนที่รู้เรื่องของฉันดีเหลือเกิน

 

                “ไม่”    และเธอก็ส่ายศีรษะปฏิเสธ    “เพราะก่อนที่จะแข่งรอบชิง ฉันได้ยินมาว่า...”

 

                “ฉันไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนที่แข่งแพ้ในรอบรอง จนโดนปรับให้ออกจากการแข่งขัน”

 

 

 

ฉัน นึกไปถึงเรื่องราวเมื่อหลายปีที่ผ่านมา จริง ๆ ก็ฉันไม่ได้ชอบเคนโดอะไรมากมายนักหรอก เพราะพ่ออยากให้เล่น และเคี่ยวเข็ญจนฉันรำคาญ สุดท้ายก็เลย... หาเรื่องให้ตัวเองโดนตัดสิทธิ์ และหลังจากนั้น พ่อกับฉันก็ไม่เคยญาติดีกันอีกเลย

 

 

 

                “สมกับเป็นเรนะซังดีนะ”   แล้วไอ้คำพูดนี้ของจูรินะมันหมายความว่ายังไง ฉันหันมองเอาเรื่อง   “อุ้ย”

 

 

 

จูรินะดูตกใจที่ฉันมอง แต่ก็หัวเราะแหะ ๆ กลบเกลื่อน

 

 

 

                “แล้วไม่คิดจะกลับมาเล่นจริง ๆ หรอ”   เธอคนนั้นถามฉันอีกครั้ง ดูท่าจะอยากให้ฉันเข้าชมรมเหลือเกิน    “ถ้าได้เธอมาเข้าร่วมทีม ฉันว่าโอกาสชนะของโรงเรียนเราต้องสูงขึ้นแน่ ๆ”

 

 

 

คำ พูดของเธอคนนั้น เล่นเอานัตสึกิมองมาทางฉันแบบเข่นเขี้ยวในใจ สงสัยกลัวฉันจะไปแย่งตำแหน่งท็อปของเธอหละมั้ง แต่คำตอบของฉันน่ะหรอ ก็ยังเหมือนเดิม

 

 

 

                “ไม่”

 

 

 

ตอบ แบบไม่ต้องคิด ไม่ได้อยากเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกีฬาไร้สาระ และต้องฝึกซ้อมอะไรพวกนี้แล้ว แค่ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนประจำก็น่าเบื่อจะตาย ไม่เอาด้วยหรอก ฉันพูดจบก็ตั้งใจจะเดินออกจากโรงฝึก

 

 

 

                “ไปพูดให้หน่อยได้มั้ย จูรินะ”  แต่ก็ดันได้ยินรุ่นพี่คนนั้นพูดกับจูรินะ จะให้มาช่วยพูดให้ฉันเข้าชมรมงั้นหรอ ฝันไปเถอะ

 

 

 

เดินออกมาด้านนอก จูรินะรีบวิ่งตามมา และมองหน้าฉันแบบอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ

 

 

 

                “คือ...”

 

                “ถ้าจะพูดให้ฉันเข้าชมรมเคนโดล่ะก็ ไม่ต้องมาพูด”    ฉันรีบดักคอ ก่อนที่จูรินะจะเริ่มต้นชักแม้น้ำทั้งห้า ขี้เกียจจะฟัง

 

                “โห ดักคอกันแบบนี้ ฉันก็แย่สิ”   จูรินะพูดแล้วส่ายศีรษะ แต่หน้ายังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม    “หัวหน้าชมรมอุตส่าห์ให้ฉันมาช่วยพูดเองเลยนะ”

 

 

 

รุ่นพี่คนนั้นเป็นหัวหน้าชมรมอย่างนั้นหรอ แต่... ใครจะสนกันล่ะ ถึงยังไง ฉันก็ไม่ได้แคร์อะไรอยู่แล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

……………………….

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                ที่ห้องนอน ฉันนั่งอยู่ที่เตียง และมองเตียงอีกเตียงที่ว่างเปล่า ปกติคงจะนอนด้วยกันสองคน แต่เพราะฉันเข้ามาทีหลัง หรือไม่ก็ไม่มีใครอยากร่วมห้องด้วย ฉันก็เลยได้นอนคนเดียวในห้องกว้าง ๆ ห้องนี้ และมันก็ดีเสียอีก จะได้ไม่มีใครมาวุ่นวาย

 

 

 

                ก๊อก ก๊อก ก๊อก

 

 

 

ถอนคำพูดตอนนี้เลยแล้วกัน ที่ว่าไม่มีใครวุ่นวาย และไม่ต้องสงสัยด้วยว่าเป็นใคร เพราะคนที่กล้ามาเคาะห้องฉัน ก็คงมีอยู่คนเดียว

 

 

 

               จูรินะ

 

 

 

เธอยืนยิ้มกว้างตอนที่ฉันเปิดประตูให้ ฉันมองเธออยู่ตรงหน้าประตู ต้องการอะไรกันแน่นะ

 

 

               

                “คือว่า...”   เธอยกมือขึ้นเกาหัว เหมือนจะแก้เก้อ หรืออะไรสักอย่าง แล้วก็ไม่พูดอะไรออกมา อะไรของเธอกันนะ

 

                “ถ้าจะมาพูดเรื่องชมรมเคนโดล่ะก็...”   ฉันตั้งใจจะปิดประตู เพราะถ้าพูดเรื่องจะให้ฉันไปเข้าชมรม ฉันไม่เอาด้วยแน่นอน

 

                “ไม่ใช่ ๆ”    จูรินะรีบรั้งเอาไว้ ไม่ยอมให้ฉันปิดประตูอย่างตั้งใจ    “คือ จะให้ช่วยพันเจ้านี่ให้หน่อย”

 

 

 

เธอบอกและยื่นผ้าพันเคล็ดมาให้พร้อมยานวด ฉันขมวดคิ้วสงสัย

 

 

 

                “แล้วทำไมต้องมาให้ฉันทำให้”    เห็นตอนกลับมาที่หอก็ยังพันอยู่นี่นา ท่าจะถอดตอนอาบน้ำ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ทำไมจะต้องให้ฉันทำให้ล่ะ

 

                “อ้าว ก็เรนะซังเป็นคนทำให้ฉันบาดเจ็บแบบนี้นะ แล้วฉันก็ทำคนเดียวไม่ได้ด้วย”  เธอพูดพร้อมพองลมเต็มแก้ม  ทำหน้าแบบนี้อีกแล้ว แต่ว่าเหตุผลที่จะมาให้ฉันทำให้นี่... คนอื่นก็ทำได้รึเปล่า

 

                “ก็ไปให้เพื่อนเธอทำให้สิ ไม่ก็มายุคนนั้นน่ะ”   ฉันบอกและตั้งใจจะไล่จูรินะให้กลับห้องไป แต่ทว่า จูรินะกลับเดินเข้ามาในห้องฉันเรียบร้อยแล้ว แถมปิดประตูห้องเสร็จสรรพ

 

                “ก็อยากให้เธอทำให้นี่”    เธอบอก และทำหน้าอ้อน    “นะๆๆๆๆ ทำให้หน่อยนะ นะๆๆๆ”

 

                “เออ ๆๆ”    โอย น่ารำคาญชะมัด ปวดหัวจริง ๆ ฉันรับผ้าพันแผลกับยานวดมาแบบเสียไม่ได้ และพยักเพยิกให้เธอไปนั่งที่เตียงของฉัน ก่อนที่ฉันจะเดินตามเธอไป    “ยื่นมือมาสิ”

 

 

 

จูรินะยิ้มกว้าง และส่งมือมาให้ฉันอย่างว่าง่าย ฉันบีบยานวด และนวดที่ข้อมือของเธอทันที

 

 

 

                “โอ๊ย”   และก็ร้องออกมาเสียงดังตามคาด ฉันหัวเราะออกมา ก็ตั้งใจหละนะ    “เจ็บนะเนี่ย ทำให้เจ็บซ้ำแล้วซ้ำอีกเลยนะ”

 

                “ฉันถนัดเรื่องทำให้คนเจ็บตัวอยู่แล้ว”   ฉันตอบและยังหัวเราะอยู่    “แล้วทำไมบนดาดฟ้าถึงพูดแบบนั้น พูดทั้ง ๆ ที่รู้ใช่มั้ย ว่าฉันต้องอารมณ์เสีย”

 

                “แล้วอารมณ์เสียน่ะ เพราะมันจี้ใจดำใช่มั้ยล่ะ”

 

 

 

พอตอบกลับมาแบบนี้ ฉันกลับบีบข้อมือเธอแรงขึ้นอีก จูรินะร้องจ๊ากเลย แล้วรีบดึงมือออกไปจากมือของฉัน

 

 

 

                “เจ็บนะ”   ทำหน้าเบะ แถมมีน้ำตารื้น ๆ ในดวงตาอีก ฉันส่ายศีรษะกับท่าทางของคนตรงหน้า ก็ชอบหาเรื่องให้เจ็บตัวเองนี่     “ก็ฉันไม่เห็นว่าการทำตัวไม่ดี เพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือประชดประชัน มันจะมีประโยชน์อะไร”

 

                “อย่ามาทำเป็นรู้จักฉันดี”   ฉันเริ่มเสียงแข็งขึ้นมาเลย จะมาพูดเรื่องนี้อีกแล้วใช่มั้ย

 

                “ฉันไม่ได้ทำเป็นรู้จักเธอดี”   จูรินะจับข้อมือข้างที่เจ็บเอาไว้ สงสัยคงจะเจ็บเอาเรื่องอยู่    “ก็แค่....”    เธอก้มหน้ามองมือตัวเอง    “ไม่อยากให้เธอมีเรื่อง แล้วต้องออกจากโรงเรียน ฉัน... ฉันเป็นห่วงน่ะ”

 

 

 

หืม... ฉันฟังผิดไปรึเปล่า ฉันมองจ้องจูรินะอยู่แบบนั้น และกลายเป็นเธอที่ไม่ยอมเงยหน้ามามองฉัน ทั้งที่ปกติเธอจะชอบมองจ้องฉันเหมือนกลัวว่าฉันจะหายไปทำตัวไม่ดีที่ไหน

 

 

ฉัน เดินเข้าไปใกล้จูรินะมากขึ้น และจับข้อมือเธอข้างที่เจ็บมา จูรินะขืนไว้ในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ต้องยอม ฉันทายาให้เธอ และค่อย ๆ พันข้อมือให้ เธอมองจ้องข้อมือตัวเอง ผลัดกับมองหน้าฉัน แต่ไม่ได้พูดอะไร

 

 

 

                น่าแปลก...

 

 

 

ไม่ใช่น่าแปลกที่จูรินะจะเงียบได้ขนาดนี้ แต่น่าแปลกที่...

 

 

ที่ตัวฉันเองเนี่ยแหละ ทำไมฉันถึงยอมให้คำพูดสั้น ๆ ง่าย ๆ ของจูรินะมามีอิทธิพลกับฉันมากขนาดนี้ เป็นห่วงงั้นหรอ...

 

 

 

               เพราะเป็นเพื่อนงั้นหรอ

 

 

 

               หรือเพราะอะไรกันแน่

 

 

 

 

 

……………………….

 

 

 

 

TBC.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

====================================

 

 

โธ่ น้องจู...

เจ็บตัวซะแหล่ววว

juretanz likes this

Share this post


Link to post
Share on other sites
เฮียเริ่มใจอ่อนแล้วสินะ จูสู้ต่อไปเราเชียร์นายอยู่

Share this post


Link to post
Share on other sites
สงสัยกว่าจะลงเอยกัน เด็กจูคงน่วมไปทั้งตัวแน่ //เรนะโหดจริงๆ

Share this post


Link to post
Share on other sites

Create an account or sign in to comment

You need to be a member in order to leave a comment

Create an account

Sign up for a new account in our community. It's easy!


Register a new account

Sign in

Already have an account? Sign in here.


Sign In Now